xs
xsm
sm
md
lg

พลเมืองดีอยู่ยาก? เหตุ “แฟนทอมโหด” ช่วยก็เสี่ยงลูกหลง ไม่ช่วยก็เฉียดคุก!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ช่วยดี/ไม่ช่วยดี? ถกสนั่นปมคลิปทอมหัวร้อนซ้อมแฟนสาวปางตาย แต่ชายในเหตุการณ์กลับยืนเฉย จนหญิงสาวต้องเข้าห้าม ด้านพยานแจง “ถูกทอมข่มขู่ - คีย์การ์ดเปิดประตูไม่ได้” กูรูกฎหมายชี้ แม้ไม่ออกแรงก็ใช้เสียงช่วยได้ ตะโกนออกไป ไฟไหม้ ตำรวจมา เผยหากช่วยได้แล้วไม่ช่วย ถือว่าผิด!

ฟังความอีกข้าง ทำไมช่วยไม่ได้?!

สะเทือนใจ สะเทือนความรู้สึกผู้พบเห็น หลังจากที่โลกออนไลน์แห่แชร์คลิปสาวถูกแฟนทอมทำร้าย ทั้งเอาหมวกกันน็อกฟาด ทั้งประเคนมือ-เท้าใส่ไม่ยั้ง ก่อนจะมีสาวพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือ แต่ดรามายังไม่จบแค่นั้น เพราะในคลิปดังกล่าว ปรากฏภาพชายหลายคนที่ยืนดูหญิงสาวถูกทำร้ายแต่กลับไม่เข้าห้ามทอมหัวร้อน จนเกิดคำถามตามมามากมายว่า คนเจ็บปางตายอยู่ตรงหน้า ทำไมถึงไม่ช่วย!

เฟซบุ๊ก Thikampron Kaain โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดจากหอพักแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก เผยให้เห็นเหตุการณ์ที่มีหญิงสาววัย 22 ปี ถูกคนรักซึ่งเป็นสาวหล่ออายุ 27 ปี ทำร้ายร่างกายด้วยการใช้หมวกกันน็อกฟาดไปที่ศีรษะของแฟนสาว อย่างแรง พร้อมกับลงมือตบตีอย่างไม่ยั้งมือ จนหญิงสาวได้รับบาดเจ็บหนัก สะบักสะบอมไปทั้งร่าง ท่ามกลางสายตาหลายคู่ของคนที่อยู่อาศัยในหอพักแห่งนี้



กระทั่ง มีพลเมืองดีเป็นหญิงสาวสวมเสื้อสีดำเข้ามาห้ามให้สาวหล่อหยุดลงมือ ฝ่ายผู้ถูกทำร้ายจึงก้มลงกราบที่เท้าสาวเสื้อดำ ก่อนผู้ก่อเหตุได้ขี่จักรยานยนต์หลบหนีไป ซึ่งชนวนเหตุที่ก่อให้เกิดเรื่องสะเทือนใจนี้ มาจากการที่ผู้บาดเจ็บเช็กโทรศัพท์มือถือของแฟนทอม และเกิดสงสัยเปลี่ยนรหัสเข้าแอปพลิเคชันไลน์หรือไม่ ประกอบผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาร่วมด้วย จึงเกิดมีปากเสียงและนำมาซึ่งการทำร้ายร่างกายดังกล่าว

หลังจากที่คลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่และส่งต่อไปบนโลกโซเชียลฯ และมีผู้เข้าชมแล้วกว่า 5,200,000 ครั้ง ก็นำมาซึ่งความคิดเห็นประณามการกระทำอันโหดร้ายรุนแรงของสาวหล่อผู้นี้เป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนตำหนิและตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มชายที่อยู่ในเหตุการณ์ ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่เข้าไปช่วยหญิงสาว แต่กลับปล่อยให้เธอถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้?!



ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ หญิงเสื้อสีดำผู้เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อถูกทำร้าย ได้ชี้แจงรายละเอียดผ่านเฟซบุ๊ก Prawdao Siwapuvadolpituk โดยระบุว่า เธอเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ สาเหตุที่กล้าเข้าไปห้ามเพราะตนเองเป็นผู้หญิง จึงน่าจะเจรจาได้ดีกว่า โดยแฟนหนุ่มของเธอค่อนข้างเป็นคนใจร้อน หากวู่วามเกรงว่าจะเกิดอีกคดีได้ เธอจึงให้แฟนคอยถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อเป็นหลักฐานไว้หากถูกทำร้ายขึ้นมาอีกคน และคอยระวังด้านหลังให้แทน

พร้อมกันนี้เธอยังยืนยันว่า กลุ่มชายที่ปรากฏในคลิปไม่สามารถออกมาช่วยเหลือได้ เนื่องจากคีย์การ์ดที่ใช้เข้า-ออกหอพักมีปัญหา และไม่ได้นิ่งเฉยกับเหตุการณ์นี้ เพราะพวกเขาเป็นคนโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มายังที่เหตุเกิด อีกทั้งยังคอยช่วยซับเลือดผู้ถูกทำร้ายระหว่างรอรถพยาบาลมาอีกด้วย และวอนผู้ที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง



สอดคล้องกับทางญาติของผู้บาดเจ็บ ที่ออกมาอัปเดตเหตุการณ์ล่าสุดว่า หญิงสาวผู้ถูกทำร้ายมีอาการดีขึ้นมาก ใบหน้าเริ่มยุบ ทานอาหารอ่อนได้ แต่ยายังต้องใช้วิธีละลายน้ำ พร้อมกับขอบคุณหญิงสาวเสื้อสีดำที่เข้ามาช่วยเหลือ ส่วนกลุ่มชายในคลิปนั้น ไม่มีคีย์การ์ดจริงจึงไม่สามารถออกมาช่วยได้ และชายเสื้อขาวอีกคนที่ปรากฏตัวตอนต้นคลิป ก็ถูกฝ่ายทอมข่มขู่ว่าอย่างมายุ่ง เขาจึงเดินออกไปเพื่อโทร.แจ้งตำรวจและกู้ภัยให้มาช่วยเหลือ

เรื่องของคดีความ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธินไว้แล้ว ส่วนผลตรวจร่างกาย แพทย์ได้ลงความเห็นว่า เหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับสาวทอมในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยสาเหตุที่ไม่ออกหมายเรียก เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์หลบหนี



นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้เชิญตัว ออง โซอู คนดูแลหอพักชาวพม่า ซึ่งเป็นชายเสื้อสีขาวที่ปรากฏตอนต้นคลิป มาให้ข้อมูล ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินคดี จากการสอบปากคำเขาให้การว่าขณะเกิดเหตุ ตนเองจะเข้าไปห้าม แต่สาวทอมได้ข่มขู่ห้ามเข้ามายุ่ง ตนจึงออกมาโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้มาระงับเหตุ ส่วนชายคนอื่นในคลิป แจ้งว่าไม่มีคีย์การ์ดจึงไม่สามารถออกไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้

สำหรับความคืบหน้าด้านอาการของหญิงสาวเหยื่อทอมโหดนั้น พบมีอาการฐานกระดูกรองลูกตาแตก ฟันแตก เส้นประสาทชา กระดูกกดทับเส้นประสาท โดยจะเข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 27 ก.ค.นี้

ใช้ “เสียง” ช่วย ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการเข้าช่วยเหลือเหยื่อจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท กับคำถามที่ว่าจะมีวิธีใดบ้างที่ปลอดภัยทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ถูกทำร้าย โดยที่ทุกฝ่ายไม่ได้รับอันตรายและผู้ช่วยเหลือไม่ทำผิดกฎหมาย เพราะหลายครั้งหลายหน เกิดเหตุสลดกับพลเมืองดีที่เข้าช่วยเหลือ จนต้องกลายเป็นเหยื่อความรุนแรงไปด้วยอีกคน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทนายรัชพล ศิริสาคร ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและเจ้าของเพจสายตรงกฎหมาย ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับทีมข่าวผู้จัดการ Live ถึงประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นว่า มีวิธีช่วยเหลือวิธีอื่นอีก ที่พลเมืองดีไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง แต่หากดูแล้วว่าช่วยได้แต่ไม่เข้าไปช่วย ผู้อยู่ในเหตุการณ์จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ



“ในกรณีที่มีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น คนที่จะเข้าไปห้ามก็ต้องดูว่าเขามีปืนหรือมีอาวุธอื่นไหม ต้องประเมินก่อนว่าจะช่วยยังไงที่มันปลอดภัยทั้งตัวเองและผู้ถูกทำร้าย อาจจะคุยกับคนที่ก่อเหตุดีๆ ว่าให้พอแล้วนะ เขาเจ็บแล้ว เดี๋ยวจะตาย เดี๋ยวจะเกิดเหตุใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องเข้าไกล่เกลี่ย

แต่ไม่ใช่เพียงแค่การไกล่เกลี่ยเท่านั้น การใช้เสียงช่วย เช่น ตะโกนว่าไฟไหม้หรือตะโกนว่าตำรวจมาก็ได้ ทำให้ผู้ก่อเหตุตกใจ แล้วก็เรียกให้คนอื่นๆ มาดู มาไทยมุง เราต้องช่วยตามสมควรเท่าที่เราช่วยได้ หรือไม่อย่างน้อยๆ ควรที่จะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแจ้งอะไรก็แล้วแต่ คือต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้เหตุการณ์มันหยุด



การช่วยเหลือก็มีหลายวิธีที่เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ โทร.ไปแจ้งตำรวจก็ได้ ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือแล้ว แต่ถ้าเขานิ่งเฉย ผมว่ามีความผิดนะ ส่วนน้องผู้หญิงชุดสีดำที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ถูกทำร้าย ถือว่าเป็นตัวอย่างการกระทำที่ถูกต้องครับ”

สำหรับความผิดกรณีที่เกิดการทำร้ายร่างกายถึงขั้นเป็นภยันตรายกับชีวิต ซึ่งผู้พบเห็นเข้าช่วยได้และไม่น่าจะต้องกลัวเป็นอันตรายแก่ตนเอง แต่ไม่ช่วยตามจำเป็น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374

นอกจากนี้ ทนายชื่อดัง ยังได้ฝากไปยังประชาชน ว่าหากเจอเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย กฎหมายเปิดช่องให้กักตัวคนร้ายส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ แต่ที่สำคัญพลเมืองดีต้องมีสติ และระวังเรื่องการถ่ายคลิปวิดีโอผู้ก่อเหตุด้วยด้วย



“กฎหมายไทยเปิดช่องให้ประชาชนเข้าจับกุมส่งตำรวจได้ครับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 มาตรา 80 และบัญชีความผิดท้ายประมวล วางหลักให้ราษฎรจะจับผู้อื่นได้ เมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลาย

กล่าวคือในเหตุการณ์การทำร้ายร่างกาย ประชาชนสามารถกักตัวคนก่อเหตุส่งตำรวจได้เลย กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่ว่าการเข้าจับตัวก็ต้องระมัดระวังนิดนึง เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายแก่เราเอง ต้องประเมินสถานการณ์และต้องตั้งสติให้ได้

รวมถึงเรื่องการถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานก็ช่วยได้ครับ แต่ว่าต้องทำด้วยความระมัดระวังอีกอยู่ดี เพราะผู้ก่อเหตุอาจยังอยู่ในอารมณ์ร้อนและก็ไม่พอใจให้เราไปถ่ายคลิปเขา จนอาจเกิดอันตรายต่อคนถ่ายคลิปได้ครับ”


กำลังโหลดความคิดเห็น...