xs
xsm
sm
md
lg

เปิดหมัดเด็ด “บัวขาว บัญชาเมฆ ” นักมวยเงินล้าน หัวใจพอเพียง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลังจากผ่านมรสุมชีวิตมาหลายเรื่อง มาวันนี้ “บัวขาว บัญชาเมฆ” กำลังมีความสุขกับการได้เป็นเจ้าของค่ายมวยของตัวเอง ใครจะรู้ว่ากว่าเขาจะมีชื่อเสียงอย่างนี้ได้ นักมวยสุดฮ็อตคนนี้เคยถูกไล่ให้ไปเลี้ยงควาย เคยถูกคนปรามาสมานับไม่ถ้วน และน่าทึ่งว่าแม้วันนี้บัวขาวจะประสบความสำเร็จ มีเงินทองให้ใช้มากมาย แต่เขากลับใช้เงินเพียงเดือนละ 5 พันบาทเท่านั้น!

ว่ากันว่าชีวิตคนเราต้องมีวันที่ร่วง และวันที่รุ่งเรือง เราเชื่อว่าเรื่องราวแข็งแกร่งและครบรสของเขา คงจะทำให้หลายๆ คนมีแรงบันดาลใจและกลับมาฮึดสู้เหมือนเขาได้อีกครั้ง

ชีวิตใหม่ใน “ค่ายมวยบัญชาเมฆ” ของตัวเองเป็นอย่างไรบ้างคะ

ก็ดีครับ การมีค่ายมวยของตัวเองหลังจากชกมวยมานาน ผมก็ภูมิใจที่ทำได้อย่างที่คิด ช่วงแรกที่ทำหลายคนบอกจะทำได้เหรอ จะไปรอดเหรอ แต่พอทำได้ ผมก็ไม่ได้เยาะเย้ยใครตอบ ดีใจมากกว่าที่ได้ทำอย่างที่เคยฝันไว้

ค่ายมวยผมอยู่แถวเลียบทางด่วนรามอินทรา ซ.โยธินพัฒนา 3 ใช้เวลาก่อสร้างค่ายมวยทั้งหมดประมาณ 2-3 เดือนได้ เรียกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่ผมรัก ก่อนออกไปวิ่ง ตอนซ้อม หรือตอนที่เราไม่ได้ทำอะไร ก็จะมานั่งดูค่ายตัวเอง รู้สึกภูมิใจว่าสมกับที่เราได้สร้างมากับมือ เหมือนตัวเองได้แชมป์รางวัลชีวิตตรงนี้ครับ (ยิ้ม)

รู้สึกอย่างไรที่เป็นเจ้าของค่ายมวยที่โด่งดัง จนนักมวยต่างชาติต้องขอมาเรียนด้วย

ความรู้สึกเกินกว่าที่แพลนไว้ครับ มันเหมือนเป็นสิ่งอะไรตอบแทนน้ำพักน้ำแรงที่เราตั้งใจทำตรงนี้ ตอนนี้ค่ายผมมีนักมวยในสังกัดและมีนักมวยต่างชาติมาซ้อมด้วย สามารถกินอยู่ที่ค่ายได้เลย เพราะมีห้องพักให้ แต่รับได้ไม่เกินครั้งละ 10 คน เพราะห้องมีน้อย คือ ผมพยายามทำค่ายให้เป็นมวยไทยแท้ๆ และสามารถเอ็นเตอร์เทนคนซ้อมได้มากที่สุด

เคยได้ยินมาว่าดังมากที่ญี่ปุ่น จนคนญี่ปุ่นซื้อทัวร์มาหาคุณที่เมืองไทย ทุกวันนี้ยังเป็นอย่างนี้ไหม

มีครับ มีต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้จัดทัวร์จริงๆ เขามาของเขาเอง ส่วนมากมาขอถ่ายรูป อยากมาดูชีวิตของผมทำอะไรบ้าง ซ้อมยังไงบ้าง อะไรอย่างนี้มากกว่า

คนที่มาบางทีก็ติดต่อทางเว็บไซต์ของค่ายก่อน บางครั้งก็มาติดต่อที่ค่ายเอง บางคนนั่งรถตุ๊กตุ๊กมาจากข้าวสาร เหมาแท็กซี่มาจากสุวรรณภูมิ หลงทางวนกันเป็นชั่วโมงกว่าจะมาถึงนี่ เพราะเขาไม่รู้ว่าค่ายอยู่ตรงไหน เขาบอกชอบผมมานานตั้งแต่ชกสมัยแรกๆ ผมเป็นไอดอลของเขาที่ให้เขามีกำลังใจในการใช้ชีวิตบ้าง เรื่องทำงานบ้าง บ้างก็บอกว่าผมเป็นไอดอลที่ทำให้เขาได้มาชกมวย ได้ฟังอย่างนี้ก็ดีใจครับ

ช่วงที่คุณดังมากๆ เห็นว่าคุณว่าเดินที่ญี่ปุ่นไม่ได้เลย เพราะคนจะรุม

ช่วงที่ผมดังมาก คือช่วงปี 2004-2006 ตอนไปญี่ปุ่น เวลาต้องเดินผ่านคนเยอะๆ หรือไปสถานีรถไฟอะไรอย่างนี้ ถ้ามีคนมาขอถ่ายรูปด้วยสักคน จะมีคนอื่นๆ มารุมผมแบบไปไหนไม่ได้เลย เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย คนมาห้อมล้อม จนเพื่อนต้องพาวิ่งออกมา ตอนนั้นเลยเริ่มรู้ว่าเราอาจจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

กว่าจะเป็นนักมวยที่ประสบความสำเร็จอย่างนี้ได้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย เลยอยากรู้ว่าอะไรเป็นเคล็ดลับความสำเร็จ

เคล็ดลับของผมก็คือซ้อมเยอะๆ คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมทำและทำจนสำเร็จมากกว่า มันเลยกลายเป็นรางวัลความสำเร็จของผม

พอกลายเป็นคนมีชื่อเสียงอย่างนี้ ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปยังไง

สำหรับผม การใช้ชีวิตหรือการพบปะคนก็ยังธรรมดาเหมือนเดิมครับ ดังนั้นคิดว่ามันไม่เปลี่ยน เพียงแต่ว่าอาจจะมีชื่อเสียงมากขึ้น แต่ผมก็ยังซ้อมปกติเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนไปมากคือ ร่าเริงแจ่มใสมากขึ้น รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากกว่าเดิม

ทุกวันนี้ผมใช้เงินแค่เดือนละ 5 พันบาท เพราะไม่กิน ไม่เที่ยว ส่วนใหญ่หมดไปกับของกินเล่น เช่น แตงโมจากรถเข็น ,โรตี ฯลฯ คือ ส่วนมากเรื่องในค่าย ผู้จัดการผมจะจัดการดูแลให้ นานๆ ทีผมถึงจะซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เช่น รถยนต์

ตั้งแต่คุณชกมวยมา มีแม็ตซที่ไหนที่เป็นการชกทั้งน้ำตาบ้าง

จริงๆ แล้วมีหลายรอบครับ แต่ว่าเป็นน้ำตาที่เราดีใจที่ทำสำเร็จมากกว่า แต่ถ้าถามว่าแมตซ์ไหนบ้าง ช่วงแรกๆ คงเป็นตอนไปแข่งในรายการที่คนรู้จัก และผมทำสำเร็จ ได้ผ่านเข้าไปเป็นแชมป์ เพราะทีแรกที่ไป เหมือนว่าไม่มีใครรู้จักผม ไม่มีใครสนใจเลย ผมเลยตั้งปณิธานของตัวเองว่า ครั้งนี้ต้องทำให้คนรู้จักให้ได้ สุดท้ายผมได้แชมป์K -1 ชนะวันเดียว 3 คนรวดเลย จำได้ว่าตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2004

วันที่คุณได้แชมป์ K - 1 ครั้งแรกบนเวที รู้สึกอย่างไร

ตอนนั้นพอผมคาดเข็มขัดเสร็จ ไม่คุยกับใครเลยครับ นักข่าวจะมาขอสัมภาษณ์ ผมบอกอย่าเพิ่งเลย รุ่งขึ้นค่อยว่ากัน เพราะอยากอยู่กับตัวเอง เดินเข้าห้อง ปิดประตูอยู่แต่ในห้อง เพราะสะใจที่สามารถทำให้คนรู้จักผมได้ในวันนี้ วันรุ่งขึ้นผมเลยได้คิวสัมภาษณ์ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายัน 3 ทุ่ม (หัวเราะ) นักข่าวมาประมาณ 20 สำนัก นั่งสัมภาษณ์กันทั้งวัน

กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างนี้ จำได้ไหมว่ามีเหตุการณ์ครั้งไหนที่คุณรู้สึกกับการถูกปรามาสบ้าง

มีบางคนบอกว่าชกมวยอย่างนี้ไปเลี้ยงควายดีกว่า ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมไม่อยากเลี้ยงควาย ถึงได้มาชกมวยหาเลี้ยงตัวเอง(หัวเราะ) มวยไทยเวลาเราชกไม่ดี เขาก็ว่าเอาไงครับ ซึ่งถ้าผมแพ้ ก็ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว

ตั้งแต่ชกมวยมา มีนักชกคนไหนที่คุณประทับใจมากที่สุด

โอ้โห ผมชกมา 300-400 ไฟท์ เรื่องความประทับใจมันพูดยาก เพราะเวลาขึ้นไปบนเวที เราต้องสู้กันอย่างเดียว เลยไม่รู้จะประทับใจอย่างไร ดังนั้นถ้าให้เอ่ยเป็นชื่ออาจจะพูดยาก ส่วนใหญ่ผมจะประทับว่าคู่ชกยอมผม ไม่ยอมสู้ด้วยมากกว่า

อย่างล่าสุดที่คุณไปชกกับนักมวยเกาหลี “ลี ซัง ฮุน” ในรายการ K-1 World Max ได้ยินว่าตอนแรกเขาโม้ว่าเดาทางคุณออก เลยอยากรู้ว่ารู้สึกอย่างไรที่เอาชนะเขาได้

พอชนะเขาแล้ว ผมก็ดีใจเป็นเรื่องธรรมดาครับ ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นักมวยเกาหลีรายเดียวที่พูดอย่างนี้ มีรายอื่นที่ผมเคยชกด้วย ถ้ากินกันได้ เขาคงจะกินผมไปแล้ว (หัวเราะ) ส่วนรายนี้ ผมคิดว่านักมวยเกาหลีอาจจะพูดอะไรแค่นิดหน่อย แต่นักข่าวไปประโคมกันเอง ความจริงไม่มีอะไรหรอกครับ

ปีนี้ มีแม็ตซ์สำคัญอะไรอีกที่คุณต้องขึ้นชกอีก

วันที่ 14 มิ.ย. ผมจะไปแข่งชิงแชมป์โลก WMC ที่ประเทศโมนาโก เป็นการต่อหน้าพระที่นั่ง เขาบอกเชิญแต่นักมวยต่างชาติที่มีชื่อเสียง ผมเองก็ตื่นเต้นที่มีโอกาสไปชกในสถานที่สำคัญๆ ซึ่งเราก็ต้องเตรียมตัวให้ดี เพื่อที่ได้ไปโชว์ให้ต่างชาติได้เห็น นอกนั้นเดือนก.ค. มีแข่ง K- 1 World Max Final ในเดือนก.ค. สถานที่ยังไม่แน่นอน อาจจะจัดแข่งในมาเก๊าหรือไทยครับ ต้องรอดูอีกทีหนึ่ง

นอกนั้นมีทำอะไรอื่นๆ อีกไหมค่ะ

นอกจากมีค่ายมวย การดูแลค่ายมวย หรือว่านอกเหนือจากการชก ผมยังได้เป็นพรีเซนเตอร์ตัวแทนนักมวยให้แก่การท่องเที่ยวไทยของเรา มีได้ไปโชว์ชกมวย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทย หรือศิลปะมวยไทยในต่างแดน

อย่างครั้งที่แล้ว ผมได้ไปชกมวยโชว์ที่เยอรมัน บรรยากาศงานเป็นการการเสนอการท่องเที่ยว หรือเสนอว่าประเทศไทยมีของดีอะไรบ้าง เราก็ได้เอามวยไทยไปโชว์ มีฝรั่งมาดูเยอะแยะเลย คนดูยิ่งกว่าคนไทยอีกครับ มีปรบมือกันสนุกสนาน บางคนตั้งใจมาดูผมโดยเฉพาะ หลายคนบอกว่าเดินทางมาหลายชั่วโมง 700-800 กิโลฯ เพื่อที่จะมาดูผมชกในงานนี้ เขาบอกอยากเจอตัวจริงผม ได้ยินอย่างนี้ก็ดีใจครับ (ยิ้ม)

ในฐานะที่คุณเป็นนักมวย คุณคิดว่าอะไรคือปัญหาของวงการมวยไทยในปัจจุบันนี้

ปัญหาวงการมวยไทยจริงๆ เป็นเรื่องที่พูดลำบาก เพราะมันมีปัญหาหลายอย่าง หลักๆ คือไม่ค่อยมีใครใส่ใจมวยไทยเท่าไหร่ คือ จะสนใจเฉพาะตอนจัดไฟท์เท่านั้น

คำว่า “มวยไทย” ชาวต่างชาติหรือทั่วโลกให้การยอมรับและให้เครดิตสูง แต่ว่ามันอาจมีธุรกิจเข้ามาปะปนสูง ทำให้เกิดการกีดกั้นกันอยู่ เช่น เอาคนนี้ไปชกได้ คนนี้เอาไปชกแล้วมีปัญหา ดึงกันไปมาอย่างนี้ หรือถ้าเงินไม่พอ หรือไม่มีพวก ก็เอาคนนี้ไปแข่งไม่ได้ กลายเป็นการจำกัดความสามารถนักมวย ทำให้นักมวยแสดงความสามารถไม่ได้เต็มที่ ผมเลยอยากจะฝากถึงผู้ใหญ่ที่ดูแลวงการมวยว่า ควรหันมาใส่ใจวงการมวยไทยบ้างครับ

อยากรู้จักคุณมุมอื่นบ้างๆ ได้ยินว่าคุณชอบบั้งไฟมาก

ใช่ครับ เรื่องบั้งไฟเป็นประเพณีชาวบ้าน สมัยผมเด็กๆ ก็ได้ไปดู พอโตขึ้นเราก็ห่างจากมัน ไม่เคยไปดูมัน แต่พอตอนนี้เห็นเขาเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยมากขึ้น อาจจะทำให้ใหญ่กว่าเดิมด้วยซ้ำไป สมัยผมยังเด็กๆ เขาทำแค่บั๊งไฟเล็กๆ บั้งไฟของใครขึ้นสูงก็เฮฮากันไป

ทุกวันนี้นอกเหนือจากการซ้อมมวย ถ้าได้กลับบ้านที่สุรินทร์ ผมก็จะไปดูเขาทำบั้งไฟ ชอบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำบั้งไฟขึ้นมา คิดว่าเขาเก่ง สามารถคิดวิธีทำขึ้นมาได้ มันมีรายละเอียดและเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเหมือนกัน ตอนนี้ผมเลยไปเป็นสปอนเซอร์ให้เขา ก่อนให้เงินไป ผมจะให้ชาวบ้านไปสืบว่านายห้างไหนดี แล้วเป็นตัวแทนให้เขาไป

ผมก็ดีใจนะครับที่พอเป็นสปอนเซอร์ปุ๊บ ทีมผมก็ได้เป็นแชมป์ทันที 2 ปีซ้อน (หัวเราะ) เพราะเราขอร้องให้เขาหาบั้งไฟดีๆ มาให้หน่อย เพื่อจะได้มาแข่งกับหมู่บ้านอื่นๆ เขาก็ไปหาบั้งไฟดีๆ มาให้ มันเป็นกิจกรรมที่สนุก พอมีคนดูเยอะๆ เป็นพันคน แล้วเราได้นำบั้งไฟไปร่วมกิจกรรมตรงนั้น ก็รู้สึกลุ้นว่าบั้งไฟของเราจะได้ขึ้นได้ที่ 1 เปล่า ตอนนี้พอว่างๆ เมื่อไหร่ ผมก็จะนั่งดูคลิปประกวดบั้งไฟต่างๆ มันทำให้เราคลายเครียดและหายเหนื่อยจากการซ้อมได้

รู้สึกว่าคุณจะผูกพันกับบ้านเกิดเป็นพิเศษ

ครับ ผมเคยใช้ชีวิตที่นั่นตั้งแต่เด็กๆ เวลาว่างก็พากันไปลงห้วยกับเพื่อน ไปหาปลามาย่างปิ้งกิน รู้สึกว่าตรงนั้นมันสนุกมากกว่า เลยทำให้เราผูกพัน พอโตขึ้นได้กลับบ้านไป ก็เหมือนไปสูดพลัง ผมก็จะไปดูหนองน้ำ ดูบ้าน พอกลับมากรุงเทพฯ ก็มีพลังซ้อมต่อ (ยิ้ม)

ที่ผ่านมายังเห็นไปจัดมวยที่บ้านเกิดตัวเองด้วย

ใช่ครับ จัดมวยครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว คือผมอยากจะจัดเอามวยต่างๆ หรือมวยน้องๆ ที่บ้านมาชก พอไปจัด ก็กลายเป็นแมตซ์ใหญ่โตเลย คนดูเกือบหมื่น พอจัดเสร็จทีนี้อยากจะชกด้วยตัวเอง ผมเลยจะไปจัดมวยอีกครั้งที่บ้านเกิดใน เดือนเมษายนนี้ครับ คิดว่าเป็นรายการใหญ่แน่นอน

เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยว่ามวยที่จะจัดครั้งนี้เป็นอย่างไร

ผมชื่อใช้แม็ตซ์ภาษาอังกฤษว่า “Combat Banchamek” ส่วนชื่อภาษาไทยคือ “ศึกมวยไทยบัญชาเมฆ” ชื่อ “บัญชาเมฆ” มาจากนามสกุลของผม ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 2 และยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะรวมนักมวยที่เป็นแชมป์เปี้ยนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเมืองนอกหรือเมืองไทยมาช่วย มีมวยชกทั้งหมด 17 คู่ และมีมวยที่ไม่ดังมากมาเสริมด้วย เรียกว่าเป็นทัวร์นาเม้นท์ที่ใหญ่มาก ถือเป็นการปฏิวัติมวยไทยเลยก็ว่าได้

งานจะมีขึ้นในวันที่ 14 เม.ย.ที่ ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ รายได้สมทบทุนช่วยเหลือวัด โรงเรียน และโรงพยาบาลที่อำเภอสำโรงทาบครับ อยากให้ไปตามดูกันเยอะๆ นะครับ

ทราบว่าคุณเพิ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ( RBAC) ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง

เรื่องเรียนเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ผมอยากจะศึกษาดู เผื่อจะมีความรู้เพิ่มเติมที่เรายังไม่เคยได้รู้ ผมเลือกเรียนบริหารธุรกิจ เพราะเรามีค่ายมวยของตัวเอง ต้องดูแลการบริหารหรืออาจจะไปทำอะไรของตัวเองอย่างอื่นก็ได้ เลยเลือกเรียนตรงนี้ พอได้เรียนก็ทั้งสนุกและทั้งมึนเหมือนกัน (หัวเราะ)

พอเข้าไปกลายเป็นรุ่นน้องของมหาวิทยาลัย น้องๆ เลยอาจจะเกรงใจผมบ้าง เพราะเขาไม่รู้จะเรียกน้องหรือจะเรียกพี่ดี แต่ไม่ว่าเรียกอะไรก็แล้ว ผมก็ได้ไปร่วมกิจกรรมน้องเรียบร้อยแล้ว มีโดนรุ่นพี่สั่งให้ทำโน่นทำนี่บ้าง เช่น วันนี้เราต้องไปไหว้พระ วันนี้ไปทำอันนี้นะ คือก็ต้องไปทำกับเขาครับ

แล้วเป็นมาอย่างไร คุณถึงได้เป็นนักบอลประจำทีมมหาวิทยาลัยด้วย

พอดีผมมีหัวหน้าที่เป็นทีมงานมาชวน เขาเห็นฝีเท้าผมว่าก็ไม่เบา เขาก็เลยชวนมาเล่น และสมัยเด็กๆ ผมเคยชอบฟุตบอล เลยอยากลองเล่นดู ผมได้ไปเตะในนามของทีม RBAC แต่จริงๆ แล้วงานหลักของผมก็คือชกมวยเหมือนเดิมครับ

อยากรู้ว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีซีนไหนที่คุณรู้สึกมีความสุขมากที่สุด

คงเป็นวันที่ผมได้ตั้งค่ายมวยขึ้นมา อย่างที่ผมบอกว่าเป็นความฝันที่ผมอยากจะมี และวันนี้ก็มีจริงๆ เลยเป็นวันที่เรามีความสุข ประทับใจว่าเรามีค่ายมวยแล้ว

ทุกวันนี้ผมก็ยังมีความสุขกับการชกมวย ตื่นมาเริ่มซ้อมเช้าทุกวัน ตั้งแต่ 6 โมงถึง 9 โมงกว่า ตอนเย็นก็เริ่ม 3 โมงครึ่งถึงทุ่มหนึ่ง ได้หยุดวันอาทิตย์

แล้ววันว่าง คุณมักจะทำอะไร

คือ ผมพักที่ค่ายมวยเลยครับ ดังนั้นวันว่างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าย ส่วนมากผมจะนอนฟังเพลง ดูทีวีบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ถ้าฟังเพลง ก็ฟังได้หมดทุกแนวนะ ทั้งหมอลำ ลูกทุ่ง เพลงสตริง เพลงสากลก็ฟังครับ ผมชอบฟังจังหวะดนตรีมันๆ

แล้วทุกวันนี้ ชีวิตครอบครัวคุณที่จ.สุรินทร์เป็นอย่างไร หลายคนมองว่าถ้าลูกสบาย ทางบ้านคุณก็คงจะสุขสบายตามด้วย

สบายดีครับ อย่างพ่อผม ผมก็ไม่อยากเขาเดินทางไปทำอะไรเยอะแยะ เขาเลยจะอยู่บ้านหาปูหาปลาไปเรื่อย เพราะอยู่บ้านตัวเอง ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีที่ทำกิน นอกนั้นผมยังส่งเงินที่จำเป็นไปให้ด้วย จะได้เป็นต้นทุนทำอะไรที่พ่ออยากทำ

มาเรื่องความรักกันบ้าง มีข่าวว่าคุณมีแฟนอยู่ที่สุรินทร์ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่

มีคนบอกเยอะแยะว่าผมมีแฟนที่นั่นที่นี้ ตรงไหนที่โผล่ไปบ่อยๆ เขาก็จะบอกมีแฟนที่นั่น (หัวเราะ) ความจริงยังไม่มีหรอกครับ กำลังหาอยู่ สเป็คผมชอบผู้หญิงที่เป็นคู่ซ้อมผมได้ คือเขาต้องซ้อมมวยเก่งเท่าผมครับ

สุดท้ายอยากรู้ว่ามีแพลนอื่นๆ ในอนาคตที่คุณอยากทำอีกไหมคะ

ไม่มีครับ เพราะสิ่งที่เคยคิดไว้ว่าอยากจะมีค่ายมวย ตอนนี้ผมก็มีหมดแล้ว ตั้งใจแค่ว่าอยากจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเองครับ (ยิ้ม)

เรื่องโดย สุพรรษา แก้วแสงธรรม
ภาพโดย ปัญญพัฒน์ เข็มราช

คลิป "บัวขาว" ชวนแฟนๆไปชมมวยที่เขาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 14 เม.ย. นี้










แอ็คชั่นหน้าค่ายมวยบัญชาเมฆ
บรรยากาศภายในค่ายมวยบัญชาเมฆ
บัวขาวขณะกำลังไหว้ครูในงาน ศึกมหัศจรรย์มวยไทย มรดกโลก ที่่พระนครศรีอยุธยา
งานไหว้ครูมวยไทยที่พระนครศรีอยุธยา โดยบัวขาวเป็นผู้นำการไหว้ครู มีทั้งครูมวยไทยและครูมวยต่างชาติจำนวนพันกว่าคนทั่วโลกมาร่วมกิจกรรมนี้

งานเทศกาลสงกรานต์เริ่่่มตั้งแต่วันที่ 13- 14 เม.ย. นี้ โดยมีบัวขาวไปจัดงานศึกมวยไทยบัญชาเมฆในวันที่ 14 เม.ย. ที่ต.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

กำลังโหลดความคิดเห็น...