xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ซูเปอร์แมงดาของการเมืองไทย ?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เอ่ยชื่อ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” เมื่อไหร่ ก็มีเรื่องดุเด็ดเผ็ดมันส์ให้คุยได้ตลอด เพราะค่าที่ชายคนนี้เล่นการเมืองแบบถึงลูกถึงคน กล้าชน กล้าพูด ทำให้มีคนทั้งรักทั้งเกลียด แต่ใครจะรู้บ้างว่าหลายปีกับเส้นทางการเมืองของเขา ทำให้เขาเจอเรื่องราวมากมาย จนหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็นับว่าเขาสร้างสีสันให้กับการเมืองไทยไม่น้อย

วันนี้เขามาเปิดใจถึงชีวิตนักการเมืองที่เรียกว่า “ซูเปอร์แมงดา” ทำให้เรารู้ว่ากว่าชูวิทย์จะมาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


ตอนที่คุณลาออกจากการเป็นส.ส.ตามพรรคประชาธิปัตย์ รู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะถ้าทำงานมากเกินไป ทำดีเกินไป ศัตรูก็เยอะ ตอนนี้เมื่อไม่มีหน้าที่ จึงเหมือนไม่มีหัวโขน พอวางมันลง ทุกอย่างก็หายไปหมดเลย ไม่อยากไปยึดติด ถ้าวันไหนผมทิ้งได้ ผมก็ทิ้ง เพราะชาติไม่ได้เป็นของผมคนเดียว คนอื่นก็ต้องช่วยด้วย เมื่อผมไม่มีหน้าที่แล้ว ผมก็กลับมาเลี้ยงครอบครัว ตามปกติ 

เคยมีคนบอกผมว่าการเมืองเหมือนกับเล่นการพนัน ถ้าคุณเข้าไปเล่น คุณจะไม่มีโอกาสเลิก ผมเลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งสามารถลงจากหลังเสือแล้วเอ่ยคำว่าพอแล้ว ไม่เอาแล้ว และทำได้จริงๆ วันนั้นคงเป็นวันที่สุดยอดเลย แต่คุณเชื่อไหมว่าลักษณะอย่างนี้เคยเกิดกับผมอยู่หลายครั้ง เช่น ตอนที่ผมอยู่อเมริกา ผมต้องเดินทางกลับและทิ้งครอบครัวไว้ ผมก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า เฮ้ย ผมจะกลับดี หรือผมจะอยู่ ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งบางคนอาจไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หรือแม้กระทั่งวันที่ผมเลิกทำธุรกิจอาบอบนวด 6 แห่ง ทั้งที่วันหนึ่งได้เงินสดวันละล้าน ผมยังเลิกเลย วันที่ผมขายธุรกิจทั้งหมดทิ้ง ผมเดินออกมาตัวเปล่า แม้กระทั่งที่เขี่ยบุหรี่ยังตั้งไว้ที่เดิม ดังนั้นวันที่ผมทำงานการเมือง ก็ต้องรู้ว่าวันหนึ่งต้องตัดใจพอ ตัดใจหยุด ไม่อย่างนั้นจะเหมือนว่าผมล่องอยู่ในทะเล โดยไม่รู้จะไปไหน 
  
การเมืองก็เหมือนชีวิตผม บางครั้งผมล่องไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าฝั่งอยู่ตรงไหน อยากจะขึ้นฝั่งไปพักสักหน่อย ก็ไม่ได้
 

ดูเหมือนว่าคุณยังไม่พอ เพราะสุดท้ายคุณก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอีก

มันเปรียบเสมือนคนที่เคยว่ายน้ำ คนที่เคยขี่จักรยาน หรือคนที่เล่นการพนัน ถามว่าท้ายที่สุดมันพอจริงหรือเปล่า เหมือนกับว่ายังปล่อยวางไม่ลง

การที่ผมตัดสินใจไปสมัครลงเลือกตั้ง เพราะมันคือกติกาเดียวที่จะรู้ผล ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย ผมยังไปร่วมประท้วงด้วยเลย แต่ผมเข้าใจทั้งสองฝั่ง เชื่อว่าการเลือกตั้งสามารถวัดผลได้ คือ ถ้าคนโหวตโนเยอะ แสดงว่าเห็นด้วยกับคุณสุเทพ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นผลได้ ดังนั้นเราสามารถลงเลือกตั้งและให้คนโหวตโนได้ มันเป็นกติกาสุดท้ายที่สังคมควรจะยึดถือ

วันนี้ผมไปแสดงสิทธิเพื่อจะลงรับสมัครเลือกตั้ง (23 ธ.ค.56) แต่เมื่อสถานที่ถูกมวลชนปิดล้อม คนไม่อยากให้ลง ผมก็ไม่เข้า เพราะผมไม่กระสันอยากลงจนตัวสั่น ท้ายที่สุดก็รู้ว่าลงไม่ได้หรอก คุณจะอยากเข้าไปเหรอ ถ้ารู้ว่าต้องเจอคนเอาน้ำสาด เจอคนเอาน้ำแข็งสาด พอผมจะไปแจ้งความที่โรงพัก เพื่อเป็นหลักฐานว่าเข้าสถานที่รับเลือกตั้งไม่ได้ ก็เจอคนปิดล้อมไม่ให้เข้าโรงพัก ผมเข้าใจว่าคนไม่อยากให้ลงสมัคร แต่ความเป็นจริงไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะเราสามารถให้คนลงสมัครได้ แล้วอาจไปบอกให้คนโหวตโนแทน พรรคที่ถูกจำกัดควรจะเป็นพรรคใหญ่ ซึ่งสนับสนุนระบอบทักษิณ ไม่ใช่พรรคเล็กพรรคน้อยที่มาลงสมัครอย่างวันนี้


มีเงินจนแทบจะใช้ทั้งชาติไม่หมด เพราะอะไรถึงต้องมาเหนื่อยเล่นการเมืองแบบนี้

นี่คือคำถามที่ผมคิดและเพื่อนฝูงหลายคนก็ถาม “เฮ้ย ไปเที่ยวดีกว่า อายุป่านนี้แล้ว มึงจะไปเที่ยวตอนอายุเท่าบรรหารเหรอ” มันเป็นคำตอบว่าเราต้องการความท้าทาย ชีวิตคนเราไม่ได้หมายความว่าตื่นขึ้นมาแล้วไปเที่ยว ตกเย็นนอนสวดมนต์ เลี้ยงหมา แล้วนอนมีความสุข มันไม่ใช่อย่างนั้น ชีวิตเราต้องการความท้าทาย ต้องการความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงของคนบางคนอาจไปกระโดดบันจี้จั๊มพ์ บางคนไปเล่นการพนันเสี่ยง แต่ผมอาจเสี่ยงในลักษณะของผม คือเสี่ยงมาเล่นการเมือง

เคยมีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเอียนการเมืองจนทนไม่ไหวบ้างไหม

คงเป็นการเมืองระยะหลังๆ คือ ช่วงปี 2547-2548การเมืองสมัยนั้นยังไม่รุนแรง เพราะยังไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ ยังเล่นกันพองาม ยังคุยกันได้ ยังไม่ถึงขนาดว่าไม่มองหน้ากัน หรือเป็นศัตรูจะฆ่ากัน พอผมมาเล่นการเมืองก็มีศัตรูเยอะ ธุรกิจผมถูกปาระเบิดปิงปอง ปาประทัดยักษ์ ปาหิน ปาลูกเปตองมาเป็นสิบครั้ง แขกก็หนี เลยรู้สึกว่าพอทำอะไรชัดเจนมากเกินไป ก็จะต้องเจอแบบนี้ ผมรู้แล้วว่าการเมืองมันต้องเล่นแบบหยุดๆแหย่ๆ พอเล่นเสร็จแล้วก็ไม่เอาละ เวลาผมทำมากเกินไป ทำหนักเกินไป ทำตรงเกินไป สิ่งที่ผมได้รับแทนที่จะเป็นชื่อเสียง กลับเจอคนตำหนิ

สองปีก่อน คนสงสัยว่าผมฮั๊วกับเฉลิม (เฉลิม อยู่บำรุง) เพราะตอนนั้นเพิ่งจะเปลี่ยน ผบ.ตร.เป็นพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ทั้งที่ความจริงแล้วเฉลิมโกรธผมแทบตาย ถึงขนาดว่าไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่นั้นมา แล้วพอผมไปพูดเรื่องรวมพรรคนี่ ยิ่งพังกันไปหมดเลย พรรคประชาธิปัตย์หาว่าผมเอาไปพูด ทำให้โดนกระทบกระทั่ง กลายเป็นว่าผมทำงานการเมืองแล้ว จะต้องคอยระวังว่าไปกระทบใครไหม ไอ้นี่ผลประโยชน์นี้ไปกระทบคนนี้ ไอ้นี่พูดแล้วไปกระทบคนนี้ กลายเป็นว่าแทนที่ผมจะทำเพื่อบ้านเมือง ผมก็ต้องทำเพื่อพรรคพวกว่านี่มันกระทบ พูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นงานการเมืองของผม พื้นที่มันแคบลงไปเรื่อยๆ
ชูวิทย์ในวันที่ปลอมตัวไปม็อบ
สุดท้ายดูเหมือนว่าการเมืองจะทำให้คุณเปลี่ยนไป จากการที่เคยกล้าชน กล้าพูด มาวันนี้คุณกลับดูไม่กล้าพูดเหมือนเดิม

นี่คือสิ่งที่ผมเบื่อไง วันนี้พอผมมาทำงานการเมือง ผมเบื่อว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ตัวตนผม รู้สึกว่าพูดอะไรก็ไม่ได้ เพราะเวลาพูดในสภา ผมก็ต้องถูกคนนั้นถูกคนนี้ว่าไปกระทบถึงคนอื่น กลายเป็นว่านี่ไม่ใช่ตัวตนผมแล้ว คนอื่นอาจจะบอกว่า อ้าว คุณไม่ต้องกลัวอะไรสิ คุณจะกลัวทำไม นั่นเขาพูดแบบไม่รู้จักการเมือง
พอวันที่ผมมาอยู่ในสภา ผมถึงรู้ว่านี่คือการเมือง พอคุณทำอย่างนี้ คุณจะไม่มีโอกาสได้พูด เพราะเขาจะกีดกั้นคุณ โควตาอะไรต่างๆ ก็จะตัดคุณ เพราะเห็นว่าคุณไม่เป็นพวก ถามว่าคุณคนเดียวทำงานได้ไหม การทำงานการเมืองคือการทำงานที่ต้องอาศัยพรรคพวก ต้องอาศัยกลุ่มก้อน เขาถึงจะเรียกพรรค
ผมเป็นพรรคเล็ก แม้กระทั่งพรรคของผมมีสี่คน อีกสองคนมันยังเป็นเหากระโดดไปเกาะตัวใหญ่เลย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะอธิบายให้คนอ่านเข้าใจว่าการเมืองไม่ได้ง่ายเสมอไป

เหตุการณ์ตอนที่คุณไปหน้าทำเนียบในวันที่ 2 ธ.ค. แล้วโดนคุณอัญชะลี ไพรีรัก ไล่ออกมา ทำให้รู้สึกแย่ด้วยไหม

ถามว่าเฟลไหม ผมไม่เฟลหรอกครับ ชีวิตผมผ่านอะไรเยอะแยะ ผมเคยชกนักข่าว คุกผมก็เคยติด ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าใครเข้ามาใกล้มากๆ ด่าผม ผมก็ผลักเลย ผมไม่ใช่นักการเมืองประเภทที่คุณมาตะโกนด่าแล้วผมจะเดินหนี คุณแรงมา ผมแรงกลับแน่นอน ผมไม่ยอมคนตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ความจริงผมไปม็อบบ่อยนะ วันที่ผมไปรามคำแหง ถามว่ามีใครกล้าไหม ไม่มีใครกล้า ตอนเข้าไปเสียงปืนยังดังอยู่เลย นักศึกษาใช้ให้ผมขึ้นเวที ถ้าจะปฏิเสธก็ลำบาก ดังนั้นการที่ผมปลอมตัวก็เป็นสิ่งที่ดี ผมมีอิสระจะเดินไปไหนก็ได้ จะเอาก้อนหินปาหัวใครก็ได้ ตอนไปหน้าทำเนียบ ยังเจอตำรวจยิงหัวน็อตลูกแก้ว ยิงแก๊สน้ำตาลงมา นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

คุณต้องเข้าใจนะว่าถ้าผมปลอมตัว ผมเดินไปฝั่งตำรวจได้ ผมเดินไปฝั่งราชดำเนินได้ ผมไปดูและถ่ายรูปมา เห็นตำรวจชั้นผู้น้อย ผมถามว่าได้เงินเท่าไหร่ เห็นเขาเขียนลงว่าได้ 800 บาท แต่ตำรวจชั้นผู้น้อยบอกว่าได้ 300 ผมเลยถามว่า “อ้าว แล้ว 500 ไปไหนล่ะ” เขาก็ว่า 500 นายเอาไป ตัดไปเป็นค่าข้าวมันไก่บ้าง ค่าน้ำบ้าง เหลือแต่ 300 กลับบ้าน ทำให้ผมได้ภาพทั้ง 2 ด้าน เพราะคนอื่นเข้าไม่ได้ แต่ผมเข้าได้หมด

มีคนบอก “ชูวิทย์ มึงไม่เห็นด้วยแล้วมึงใส่เสื้อดำ ใส่นกหวีดทำไม” ผมบอก “ถ้ากูไม่ใส่นกหวีด กูจะเข้าได้ไหม ถ้าวันนั้นลองกูใส่เสื้อแดงสิ คงไม่ได้ออกมา กูก็ต้องใส่เพื่อให้มันกลมกลืน เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามสิ” ดังนั้นเรื่องผมไปม็อบ ผมมีหลักฐานหมด คนถามว่าทำไมชูวิทย์ต้องถ่ายรูป ผมอยากตอบว่า “อ้าว ผมไม่ถ่ายรูปแล้วคุณจะรู้เหรอว่าผมไปไหน” ถ้าจะหาว่าผมสร้างภาพก็ไม่เป็นไร ผมยินดี คุณด่าผมเถอะ แต่ผมต้องเอาช่างภาพไปถ่าย เพราะเดี๋ยวไม่รู้ว่าผมไป

ถ้าผมไม่ปลอมตัว คนก็จะเชิญผมขึ้นเวที ซึ่งผมก็ลำบากใจ เพราะผมเป็นหัวหน้าพรรคนะครับ ไม่ใช่ลูกพรรค เพราะฉะนั้นถ้าให้ขึ้นเวที ผมไม่ขึ้น แล้วไม่ใช่ไม่ขึ้นเวทีนี้แล้วไปขึ้นเวทีโน้น ผมไม่เคยขึ้นเวทีไหนแต่ไหนแต่ไรแล้ว คุณเคยเห็นผมขึ้นเวทีที่ไหนไหม
ชูวิทย์ไปร่วมม็อบ
เล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังหน่อย

วันนั้นที่ทำเนียบ ( 2 ธ.ค.56) ผมกำลังให้สัมภาษณ์ CNN กำลังได้ที่เลย แต่มีคนมาไล่ก่อน นักข่าว CNN ถามผมว่า “ชูวิทย์ เกิดอะไรขึ้นที่นี่ ฉันสับสนมาก” ผมตอบเขาไปว่า “เรากำลังสับสน ทุกคนไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” ผมพูดอย่างนี้ เพราะมันชนะที่ไหน มันเหมือนทุกคนมาเที่ยวงานวัดที่ทำเนียบ เดินเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ยัยปอง (อัญชะลี ไพรีรัก) ก็บอกเย้ๆ เราชนะแล้ว ชนะที่ไหน ทั้งที่ยิ่งลักษณ์ก็ยังอยู่ ขณะกำลังให้สัมภาษณ์ ยัยปองก็พูดกันผม แล้วมีชาวบ้านสองคนมาไล่ผม ผมเลยผลักและบอกไปว่า “เฮ้ย นี่ที่มึงเหรอ” แค่นั้นเอง แล้วไอ้คนนั้นก็ปาน้ำใส่ผม พอปาน้ำคนเลยเฮตาม ไม่มีอะไร

ตอนนั้นสิ่งที่ผมบอก CNN อีกเรื่อง คือการเมืองไทยเหมือนวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ อย่างประเทศยูรู้จักแล้ว จึงแบ่งออกมาเป็นนักการเมือง 2 พรรคใหญ่ ซึ่งสามารถเล่นในเกมส์ได้ แต่การเมืองไทยยังเล่นไม่ได้ คนยังสับสนอยู่ ทำอย่างนี้จะคิดว่าชนะได้ยังไง คนเข้ามาเดินเล่นในทำเนียบ ชาวบ้านเดินถ่ายรูปแล้วอัพอินสตราแกรม อย่างนี้เรียกว่าชนะเหรอ ถ้าอยากชนะ คุณสุเทพต้องเอาคนไปล้อม กตต.

แต่เหตุการณ์หน้าทำเนียบ ทำให้คนมองว่าคุณไป “ตีกินชัยชนะ” ทำไมเพิ่งมาเผยตัว ทำไมไม่ปลอมตัวอยู่ในม็อบเหมือนเดิม

ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น ผมคิดว่าตัวเองเป็นประชาชน คุณจะมองว่าผมเป็นนักการเมืองก็มองได้ แต่ส่วนหนึ่งผมก็คือประชาชน วันนั้นผมไปด้วยความดีใจ ถามว่าผมผิดเหรอ ผมไม่ใช่คนไทยเหรอ ถ้าผมเป็นคนไทยผมก็ไปได้ คุณจะมาแบ่งแยกทำไม ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก คุณควรไปจัดการคนที่สนับสนุนทักษิณ ไม่ใช่มาจัดการผม

ลงเล่นการเมืองมาหลายปีแล้ว มีวันไหนที่คุณรู้สึกแย่ที่สุดบ้าง

เหตุการณ์แย่ๆ มีเยอะแยะ แต่เรื่องที่รู้สึกมาก คงเป็นเรื่องคนในพรรคผมเอง คือนายชัยวัฒน์ (ชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์) เขาเป็นเพื่อนนักเรียนกับผมตั้งแต่สมัยเรียนที่เทพศิรินทร์ ผมไม่นึกว่าคนเราจะเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ จากคนที่บุหรี่จะซื้อยังไม่มีเลย ผมยังต้องซื้อบุหรี่ให้เขา แล้ววันที่ชัยวัฒน์เข้าสภาได้ ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเข้าได้เพราะผม แต่วันเข้าสภาไปแล้ว มันดันไม่มองผม ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันมา 30 ปี วันนั้นผมคิดว่า“โอ้โห คนเรามันเป็นถึงขนาดนี้” ผมถามเขาเลยว่า “เฮ้ย มึงไม่มองหน้ากูเพราะอะไรวะ มึงไม่ทักกูเพราะอะไรวะ มึงเป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ย” ชัยวัฒน์ตอบว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”

เรื่องนี้ทำให้ผมอยากบอกว่า คนเราถ้าอยากจะเติบโต ก็ควรจะสร้างด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะไปให้อีกหนึ่ง เงียบเพื่อให้ตัวเองดังได้ คุณต้องเดินตามผมก่อนจนกระทั่งผู้สื่อข่าวรู้จัก แล้ววันหลังค่อยสร้างบทบาทของตัวเอง พอเขามาอยู่ตรงนี้ เขาก็รู้สึกน้อยใจว่าทำไมชูวิทย์ไม่อยู่เสมอกัน อยากให้ผมลงไปอยู่กับเขา ผมก็ทำไม่ได้หรอก เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าความคิดของคนเราเปลี่ยนได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ

คุณมองว่าต่อไปการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร หลังจากการเลือกตั้งแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ จะดีขึ้นไหม

ไม่ครับ ตราบใดที่ยังมีคุณทักษิณอยู่ ปัญหาของคุณทักษิณคือเอาอำนาจที่คนอื่นเขาแบ่งปันอย่างมีความสุขไป ต้องพูดอย่างนี้ เพราะเดิมมันมีเค้กอยู่ก้อนหนึ่ง เขาแบ่งปันกันอย่างมีความสุขระหว่างทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน และอำนาจเก่า แล้วอยู่ๆ คุณทักษิณก็เอาอำนาจนั้นไปคนเดียว นี่คือปัญหาต่างหาก
 

ผมว่าคุณทักษิณใช้คุณยิ่งลักษณ์ได้เหี้ยมมาก เพราะคุณยิ่งลักษณ์ไม่เหมาะกับการเมือง น่าจะปล่อยคุณยิ่งลักษณ์ไป ตัวเองเป็นพี่ชายแล้วเจอขนาดนี้ ยังเอาน้องสาวมาร่วมด้วย ไม่ห่วงเลยว่าน้องสาวจะเจอแบบพี่ชายหรือเปล่า ถ้าเกิดอนาคต คุณทักษิณยังใช้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอยู่ ปัญหาก็จะไม่จบ ถ้าเป็นผมจะแนะนำว่า “ท่านทักษิณ ผมแนะนำให้นะ เที่ยวหน้าคุณเอาชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล้ารึป่าว เพราะถ้าคุณเอาชัชชาติที่เป็นคนรุ่นใหม่ สถานการณ์จะเบาลง แต่ถ้าคุณยังเอายิ่งลักษณ์ ชินวัตรเนี่ย การเมืองก็จะเหมือนเดิม” คือให้เอาคนอื่น ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตระกูลชินวัตร

สมมติว่าการเมืองไทยมีนายกฯชื่อชูวิทย์ คุณจะทำอะไรเป็นอันดับแรก

เรื่องนี้คงไม่มีทางเป็นจริง แต่ถ้าผมได้เป็นนายกฯ ผมจะจับนักการเมืองเหี้ย ๆ และนักการเมืองคอรัปชั่นติดคุกภายใน 1เดือน แค่นั้นแหละครับ ยกตัวอย่างโครงการ 396 โรงพักเนี่ย ยังไม่มีตัวตนเลย ไม่ได้สร้าง แถมยังไม่มีคนผิด ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่เคยจับนักการเมืองติดคุกได้สักคน เพราะฉะนั้นถ้าผมเป็นนายกฯ แล้วจับนักการเมืองที่คอรัปชั่นติดคุก เชื่อว่าประชาชนจะต้องชอบ เพราะที่ผ่านมา คนมักจะมองภาพนักการเมืองแย่ๆ

ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งผมไปเดินอยู่หน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่ภูเก็ต คนเข้ามาถ่ายรูปกับผม “โห ชูวิทย์ขอถ่ายรูปหน่อย” ทีนี้ไอ้ฝรั่งกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นก็สงสัย เข้ามาถามผมว่า “ขอโทษนะ คุณเป็นนักแสดงเหรอ” ผมบอก “No ผมเป็นนักการเมือง” ” แล้วหน้าเขาดูผิดหวังมาก เขาไม่ชอบนักการเมือง เพราะอาชีพนี้ดูแล้วกะล่อน กลายเป็นว่านักการเมืองคืออาชีพที่คนไม่ไว้วางใจ ผมจึงอยากเข้ามาทำให้การเมืองไทยใสสะอาด
แต่ผมก็รู้ว่าภาพผมคือคนสีเทา ซึ่งผมเคยยืนยันกับ CNN ไปแล้ว นักข่าว CNN เคยสัมภาษณ์ผมว่า “เฮ้ย ชูวิทย์ คุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณเป็นแมงดาไม่ใช่เหรอ” ผมเลยตอบไปว่า “ขอโทษนะ ผมไม่ใช่แมงดาธรรมดา แต่ผมเป็นซูเปอร์แมงดา เพราะผมมีอาบอบนวด 6 ที่ ตอนนี้ผมเข้ามาเล่นการเมือง เพราะต้องการเข้ามาทำความสะอาด” นักข่าวฟังแล้วชอบใจใหญ่

พอตอนหลังผมมาเล่นการเมือง ถึงเพิ่งรู้ว่า โอโห้ สภาและนักการเมืองแม่งสกปรกมากกว่าอาบอบนวดอีก เพราะฉะนั้นธุรกิจที่ผมทำสะอาดกว่าเยอะเลยครับ

เห็นคุณว่านักการเมืองไทยไว้เยอะ แล้วตัวคุณเองล่ะไม่เข้าข่ายด้วยเหรอ

ผมเคยให้นิยามนักการเมืองไทยไว้ว่า “ฉกฉวยแย่งชิง ผูกขาดตัดตอน ลิดรอนสิทธิ์เพื่อน แทงหน้าแทงหลัง หน้าด้านหน้าทน สาวได้สาวเอา ได้ฝากเมีย เสียฝากเพื่อน มีเงื่อนเวลา อ้างฟ้าดิน สิ้นศรัทธา” แน่นอนว่าตัวผมเองก็ถูกหล่อหลอม ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ถ้าเข้าไปในคาสิโน แล้วบอกว่าผมไม่มีความโลภเลย ก็คงไม่ใช่ ผมเข้ามาในวงการเมือง ผมก็ต้องเสียอยู่แล้ว ไม่จริงหรอกที่ผมจะบริสุทธิ์

ถามว่าผมต้องฉกฉวยไหม ถ้าไม่ฉกฉวยผมจะได้เป็นส.ส. เหรอ แต่ท้ายที่สุดคือคำว่า “สิ้นศรัทธา” ยังใช้กับผมไม่ได้ เพราะยังไม่มีคนสิ้นศรัทธาผมทั้งหมด ถ้าผมได้ลงการเมืองแล้วยังมีคนเลือกผมอยู่ แสดงว่าคนยังไม่สิ้นศรัทธาตัวผม

บางคนบอกว่าคุณน่าจะนิยามตัวเองว่า “ตีกิน” และ “เหยียบเรือสองแคม” เพิ่มไปด้วย


ผมไม่รู้สึกหรอก ต้องถามว่าผมต้องคิดแบบคุณเหรอ ถึงจะเป็นพวกคุณ ในเมื่อประชาธิปไตยคือความคิดเห็นที่แตกต่าง เราคิดแตกต่างเพราะเป็นประชาธิปไตย ถ้าจะด่าผมว่าผมตีกินหรือเหยียบเรือสองแคมก็ด่าไปเถอะครับ เพราะผมไม่ใช่พวกพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นของผมอย่างนี้ และไม่อยากเปลี่ยน

ทุกวันนี้ผมรู้แล้วว่าการเมืองไทยสกปรก หวังที่จะทำให้การเมืองสะอาดยาก คุณสุเทพอยู่การเมืองไทยมา 30 ปี รู้ดีที่สุด เขาอยู่ม็อบมา 30 วัน ยังเปลี่ยนแปลงได้ คนยังเชื่อ แล้วทำไมคนถึงไม่เชื่อผม นั่นเพราะผมชกบนเวที ถ้าผมชกข้างเวที มันง่ายกว่า เพราะไม่มีกติกา แต่ผมชกบนเวที มันก็มีกติกาเยอะ

ตอนนี้เมื่อไม่ได้เป็นนักการเมือง ผมก็ไม่กระสัน เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ได้ทำ ผมก็กลับไปอยู่กับลูกกับเมีย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะยังไงผมก็มีกินอยู่แล้วครับ

โดย ASTV ผู้จัดการ Lite

เรื่อง: สุพรรษา แก้วแสงธรรม
ภาพ: ธัชกร กิจไชยภณ