xs
xsm
sm
md
lg

คนญี่ปุ่นชอบเรียนภาษาต่างประเทศไหมครับ :เมื่อการศึกษาบังคับเรียนภาษาที่สาม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวัสดีครับผม Mr. Leon มาแล้ว เพื่อนๆ ชอบเรียนภาษาต่างประเทศไหมครับ แล้วคนญี่ปุ่นชอบเรียนภาษาหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่รู้ว่าภาษามีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะใช้ในการสื่อสารแล้วยังเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้และการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ถ่ายทอดเป็นถ้อยคําเพื่อใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน หรือถ่ายทอดออกมาเป็นอักษรก็ล้วนมีความสำคัญ ทั้งสิ้น เพราะความสามารถด้านภาษาทำให้เราได้เรียนรู้และสื่อสารกับบุคคลอื่น ๆ รอบตัว ทั้งในประเทศของตัวเองและการสื่อสารกับคนต่างประเทศ ผู้ที่สามารถพูดได้หลายภาษาถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับ และมีประโยชน์ในเรื่องการงานด้วยเพราะภาษาช่วยส่งเสริมโอกาสที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ ส่วนใหญ่เราก็จะเรียนภาษาประจำชาติตัวเอง และภาษาอังกฤษใช่ไหมครับ รุ่นผมนี้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้ามาก กว่าจะเริ่มเรียนก็ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้ว และเรียนต่อไปอีกเมื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย


ที่ญี่ปุ่นเมื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเลือกเรียนสายศิลป์ภาษา หรือสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ก็ตาม นอกจากเรียนภาษาอังกฤษแล้ว มีวิชาบังคับให้นักศึกษาเรียนภาษาที่สามด้วย ผมไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยบังคับเรียนภาษาที่สามด้วยไหม แต่ที่ญี่ปุ่นเมื่อนักศึกษาเริ่มเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยใดๆ ก็ตามต้องลงทะเบียนเรียนทั้งภาษาอังกฤษและต้องเลือกเรียนภาษาต่างประเทศอื่นๆ อีกหนึ่งภาษา คงเพราะเล็งเห็นความสำคัญของภาษาต่างประเทศที่มีต่างชาติเข้ามาติดต่อกับญี่ปุ่นมากขึ้นตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา ชาวต่างชาติใช้หลากหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น ดังนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่ก็จะเลือกเรียนภาษาที่สามเป็นภาษาทางยุโรป เช่นภาษา เยอรมันหรือว่าภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น

เมื่อสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้แล้วนักศึกษาจะต้องเลือกเรียนภาษาที่สามทันที ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาคิดใคร่ครวญมากนัก สมัยที่ผมเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยอินเตอร์เน็ตยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ จึงไม่ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางดั่งเช่นปัจจุบันที่มีอินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลต่อความคิดของคนอย่างมาก ผมเห็นในกระทู้หลายกระทู้ก็จะมีนักเรียนนักศึกษาเข้ามาสอบถามพูดคุยแสดงความเห็น และแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเรียนภาษาที่สามกันมากมาย สมัยผมนั้นนักเรียนแต่ละคนยังไม่คิดว่าภาษาที่สามจะเป็นเรื่องสำคัญหรือจะมีบทบาทอะไรในอนาคต และทุกคนต้องโดนบังคับเรียนอยู่แล้วก็เรียนไปตามหลักสูตรแค่นั้นเอง อย่างผมเองตอนที่ต้องเลือกเรียนภาษาที่สามก็ไม่รู้จะเลือกเรียนอะไรดี มันไม่น่าจะมีอิทธิพลอะไรมากนักนักศึกษาส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัยผมจะเลือกเรียนภาษาเยอรมัน ตอนแรกผมก็คิดว่าคนเรียนภาษาเยอรมันเยอะผมก็น่าจะเลือกด้วย จะดีหรือเปล่าจึงไปปรึกษารุ่นพี่ที่เรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ แล้วถามว่าผมจะเรียนภาษาที่สามเป็นภาษาเยอรมันดีไหม เพื่อนรุ่นพี่บอกว่าอย่าดีกว่าเพราะว่าไวยากรณ์ยากมาก จบยากนะ ถ้าไม่เรียนภาษาเยอรมันจะเรียนภาษาอะไรดี เพราะในบรรดาภาษาที่สามที่ผมรู้สึกสนใจอยากเรียนก็มีอีกแค่ภาษาเดียวก็คือภาษาจีน จึงถามรุ่นพี่ว่าถ้าไม่เรียนเยอรมันก็คงต้องเรียนภาษาจีน ทางรุ่นพี่แนะนำว่าเป็นภาษาจีนก็ดีเหมือนกัน และต่อมาผมก็ได้ใช้จริงๆ และทำให้เข้าใจว่าภาษานั้นมีอิทธิพลและมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามาก


ผมเลือกเรียนภาษาจีน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งภาษาที่นักศึกษาหลายๆ คนเลือกเรียน บ้างภาษาคนเรียนน้อยมาก หนึ่งในบรรดาภาษาที่มีคนเลือกเรียนน้อยมากเช่น ภาษารัสเซีย รู้สึกรุ่นผมจะมีเรียนอยู่ 4 คน แต่การที่มีนักเรียนอยู่ 4 คนเป็นข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะคุณครูสอนได้แบบใกล้ชิด คลาสเล็กๆ น่ารักๆ และหลังจากเรียนจบคุณครูพาไปเลี้ยงเกือบทุกครั้งเลย น่าอิจฉาอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อนที่เรียนบอกว่าโดดเรียนไม่ได้เช่นกันเค้าจะรู้ทันทีว่าใครขาดเรียน! ซึ่งการที่เป็นเพื่อนกันในชั้นเรียนภาษานั้นๆ ต่อมาบางคนก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ เพราะการที่ทุกคนต้องเรียนภาษาที่สามด้วยกันตลอดจนจบการศึกษา เวลาไปเข้ากลุ่มเรียนก็จะมีกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเข้าเรียนภาษานั้นเป็นกลุ่มเดียวกันไปตลอด ก็คือเราก็จะได้เพื่อนต่างคณะที่เลือกเรียนภาษาเดียวกันอีกด้วย เพราะต้องเรียนไปด้วยกันจนกว่าจะจบการศึกษา ต้องเรียนวิชานั้นให้จบแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าหลายๆ คนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเพราะติดวิชาภาษาที่สามนี้กันเป็นจำนวนมากเหมือนกัน หลายๆ คนที่เรียนไม่จบครึ่งหนึ่งเพราะไม่ชอบภาษาที่สามก็เป็นไปได้ หรือบางคนอาจจะมีเหตุผลบางเหตุผลที่ไม่สามารถไปเรียนได้ ทำให้สอบไม่ผ่าน หรือตกภาษาที่สามเพราะเก็บรายวิชาไม่ครบ หรือว่ามีหลายๆ อย่างที่ทำให้เรียนไม่จบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือนกันครับ


สำหรับภาษาจีนนั้นผมได้อ่านบทความหนึ่ง ที่เขียนไว้เกี่ยวกับภาษาจีน บอกว่าปกติแล้วคนที่จะไปเที่ยวประเทศจีน และไม่เคยรู้ภาษาจีนมาก่อนมักจะจดจำคำที่ใช้กันทั่วไป คือ คำว่า "หนีห่าว" กับ "เซี่ย เซี่ย" เป็นหลัก แต่ว่าในบทความนั้นบอกว่าอีกคำที่ทุกคนควรจะจำมากที่สุดก็คือคำว่า 没有 (méi yǒu) ที่มีความหมายว่า "ไม่มี" ซึ่งมันมีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นก็คือ " มีแต่ไม่มี หรือไม่มีแต่มี" ซึ่งที่จริงแล้วอาจจะมี แต่ว่ารู้สึกขี้เกียจและไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็บอกว่าไม่มี เช่น ครั้งหนึ่งผมไปเที่ยวแบบBackpacker แบ็คแพ็คเกอร์ ที่ประเทศจีน วันหนึ่งจะโดยสารรถโดยสารประจำทางที่ต้องวิ่งระหว่างเมืองที่อยู่บนภูเขาสูง เส้นทางที่เดินทางไปนั้นอยู่ในเส้นทางที่เป็นเทือกเขาสูง 3,000 -4,000 เมตร คนที่โดยสารรถโดยสารนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวจีนท้องถิ่น ชาวทิเบต มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเอเซีย และคนทางประเทศตะวันตกบ้าง ซึ่งหลายๆ คนก็อยากซื้อตั๋วไปลงที่เมืองระหว่างทาง แต่ตอนที่ซื้อตั๋วที่ต้นทางนั้นป้าคนขายตั๋วจะปฏิเสธว่า "ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ไม่มี ไม่มี" ให้ไปลงสุดทางอย่างเดียว

คือเข้าใจว่าน่ะตอนนั้นยังไม่มีระบบออนไลน์ก็เลยยังไม่มีระบบจองที่นั่ง และการจัดการที่นั่งระหว่างทาง หรือการจำกัดที่นั่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนการเดินรถให้มากที่สุด หรือที่จริงเราอาจจะซื้อตั๋วไปลงที่เมืองระหว่างทางก็ได้ แต่ป้าอยากจะขายจากต้นทางไปปลายทางเพื่อจะได้เงินมากที่สุด ก็บอกแต่ว่า “ไม่มี ไม่มี!!” แม้ป้าไม่ขายตั๋วระหว่างทางเพราะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีคนขึ้นมาใหม่หรือไม่ แต่ในตอนนั้นก็มีนักท่องเที่ยวหลายคนซื้อตั๋วไปลงสุดปลายทาง แต่บางคนก็ลงที่เมืองละหว่างทางเอง ซึ่งหลังจากที่ผมฟังหลายคนอยากลงที่เมืองระหว่างทางเมืองหนึ่งผมก็รู้สึกสนใจมากว่าเมืองนั้นจะเป็นอย่างไรกัน ก็คอยตั้งตาดูไปเรื่อย และต้องยอมรับว่าเมื่อรถเคลื่อนตัวไต่ระดับตามความสูงของภูเขาไปเรื่อย ๆ ต้องบอกว่าธรรมชาติสวยมาก ถนนเป็นทางคดเคี้ยวเลาะลัดไปตามภูเขาหลายลูก มีธงโบกพริ้วไปตามทางเป็นระยะๆ มีทุ่งหญ้า กองหิน สลับกับบ้านเรือน มองไปทางไหนก็คือมีแต่ขุนเขาและท้องฟ้ากว้างใหญ่ และเมื่อรถแล่นผ่านไปที่เมืองนั้นก็เห็นว่าเป็นเมืองที่สวยน่ารักมากๆ มีความธรรมชาติมากๆ เรียกว่าเมือง หลี่ถัง 理塘 (Li Tang)


*หลี่ถัง 理塘 (Li Tang) เป็นเมืองเล็กๆ ระหว่างทางจากคังติ้งไปเต้าเฉิง หรือเรียกว่าเป็นเมืองผ่านนั่นเอง ที่เมืองหลี่ถังนี้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่สูงมากๆ สูงกว่า 4,020 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สภาพบ้านเมืองเป็นแบบท้องถิ่นมีกลิ่นอายทิเบตด้วย อยู่ในที่ราบสูงแวดล้อมไปด้วยหุบเขาทุกด้าน และที่นี่ก็ยังเป็นบ้านเกิดขององค์ทะไลลามะ องค์ที่ 7 และ 10 อีกด้วยครับ

*องค์ทะไลลามะ Dalai Lama คำว่าทะไลลามะ มาจากภาษามองโกเลีย (dalai) แปลว่า มหาสมุทร และภาษาทิเบต (bla-ma) แปลว่า พระชั้นสูง ทะไลลามะเป็นตำแหน่งประมุขของคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก ถือเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ตามประวัติศาสตร์ของทิเบต เชื่อกันว่าองค์ทะไลลามะเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในร่างมนุษย์ และเมื่อองค์ทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไปจะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อๆ ไป ก่อนที่องค์ทะไลลามะจะสิ้นพระชนม์นั้นจะทรงแสดงสัญญาณบางอย่างเพื่อบอกเป็นนัยว่า จะทรงกลับมาเกิดอีก โดยพระสงฆ์ลำดับรองลงมาจะตีความสัญญาณนั้น และใช้นิมิตสรรหาเด็กที่เชื่อว่าจะเป็นทะไลลามะผู้กลับชาติมาเกิดต่อไป


ในการท่องเที่ยวครั้งนั้นผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งและได้รู้เกี่ยวกับเรื่องขององค์ทะไลลามะ องค์ที่ 6 คือท่านจังยัง กยาโช (Tsangyang Gyatso) ซึ่งเป็นองค์ทะไลลามะ องค์ที่สนใจในสุราและนารี แต่ก็ได้รับความนิยมมาก พระองค์ชอบเขียนกวี ท่านเป็นผู้นำทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรของดินแดนทิเบต เป็นทะไลลามะองค์เดียวของดินแดนทิเบตที่เลือกใช้ชีวิตแบบฆราวาส ตามข้อมูลที่เขียนว่าองค์ทะไลลามะ องค์ที่ 6 ผู้ที่มีความเป็นนักกวีนั้นท่านหายสาบสูญไปหลังจากที่มอบตัวกับทหารมองโกล และไม่มีใครพบเจอท่านอีกเลย แต่ก่อนที่องค์ทะไลลามะ องค์ที่ 6 จะสิ้นพระชนม์นั้น ก็ทรงแสดงสัญญาณบางอย่างเพื่อบอกเป็นนัย ๆ ว่า จะทรงกลับมาเกิดอีก ตามที่ปรากฏในบทกวีบทหนึ่ง ว่า

"White crane lend me your wings.
I will not fly far.
From Lithang I shall return."

นกกระเรียนสีขาว
ขอให้ฉันได้ยืมปีกของเจ้า
ฉันจะไม่บินไปไหนไกล
สู่หลี่ถังแล้วจะย้อนกลับมา


รหัสสัญญาณนี้สัมพันธ์กับการเกิดมาขององค์ทะไลลามะที่ 7 ผู้ที่เกิดที่เมืองหลี่ถัง ดั่งรหัสสัญญาณที่ทะไลลามะที่ 6 ทิ้งไว้ทุกประการฯ


ที่จริงนอกจากเรียนในบทเรียนแล้วเราต้องไปลงสนามเพื่อฝึกภาษาด้วย จะได้ใช้ภาษาจริง ในสถานการณ์จริงและจะจดจำให้ได้จริง ที่จริงแล้วคำที่ผมจำได้จากการเจอในชีวิตจริงคือคำว่า[píjiǔ ผีจิ่ว] เบียร์ ซึ่งจำได้แม่นเลย ก่อนคำว่า Nii hao และคำว่าขอโทษอีกนะเนี่ย เพราะต้องไปถามตามร้านขายของชำบ่อยๆ

(ヨ(*´∀`)E)有没有啤酒? (yǒu méi yǒu píjiǔ?)
มีเบียร์ไหมครับ?

( ,`ハ´)ノ" 没有!(méi yǒu!)
ไม่มี!

แม่ค้าบอกไม่มีอีกแล้ว ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมีหรือเปล่า ซึ่งก็เจอจากการสนทนาแบบเดียวกับตัวอย่างด้านบนเลย

การที่เราเข้าใจภาษาต่างชาติ ช่วยเปิดโลกกว้างให้เราได้ ขอบคุณภาษาจีนที่ทำให้ผมสามารถมีความสุขความทรงจําดีๆ จากการเดินทางไปยังประเทศจีนและใช้สื่อสารโต้ตอบกับคนจีนได้ และมันมีผลดีในชีวิตของผมหลังจากนั้น ตอนตอนอายุ 18 ปีที่เลือกเรียนภาษาที่สามใหม่ๆ ไม่เคยคิดประเด็นเหล่านี้มาก่อนเลย จึงอยากฝากไปถึงน้องๆ ว่าภาษาเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นทักษะของตัวเราเอง ถ้ามีโอกาสให้เรียนรู้ไว้วันหนึ่งจะได้ใช้ประโยชน์ครับ วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น