xs
xsm
sm
md
lg

เกิดอะไรขึ้น! เมื่อคนญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกน้อยลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก http://www.nozze.com/blog
คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน ก่อนนี้เคยมีบางท่านถามมาว่าทำไมคนญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกน้อยลง ฉันว่าจะหาข้อมูลมาให้นานแล้ว แต่ก็เพิ่งมีโอกาสนี่เองค่ะ พอไปหาข้อมูลมาก็เลยได้ความรู้มาหลายอย่าง สัปดาห์นี้เราเลยได้มีเรื่องน่าสนใจมาอ่านกัน ขอขอบคุณเพื่อนผู้อ่านท่านนั้นด้วยนะคะ

หัวข้อนี้ดูเผิน ๆ อาจเหมือนประเด็นทั่วไป แต่รัฐบาลญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดมีการทำสำรวจเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างมาตรการรองรับเลยทีเดียว เหตุผลก็มาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นที่กำลังประสบภาวะอัตราการเกิดน้อยและมีประชากรสูงอายุมากนั่นเอง

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นแต่งงานช้าลง กล่าวคือ ผู้ชายแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุเฉลี่ย 31.1 ปี และผู้หญิงแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุเฉลี่ย 29.4 ปี และอายุที่ผู้หญิงมีลูกคนแรกก็ช้าลงเป็นลำดับ คือเฉลี่ยที่อายุ 30.7 ปี นอกจากนี้ อัตราการเกิดก็น้อยตามไปด้วย สถิติล่าสุด ณ พ.ศ. 2559 มีคนเกิดประมาณ 976,978 คน หมายความว่าผู้หญิงหนึ่งคนมีลูกเฉลี่ย 1.44 คนเท่านั้นเอง

แม้ว่าคนโสดอายุระหว่าง 18-34 ปีส่วนใหญ่มีความตั้งใจไว้ว่าจะแต่งงานในอนาคต (ผู้ชาย 86.3% และผู้หญิง 89.4%) แต่จากข้อมูลล่าสุดของสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พ.ศ. 2558 พบว่าในความเป็นจริงจำนวนคนโสดมีมากกว่านั้น โดยแบ่งตามเพศและช่วงอายุได้ดังนี้

นับว่าคนอายุต่ำกว่า 30 ปีที่ยังเป็นโสดมีเกินกว่าครึ่งทั้งชายและหญิง
ละครญี่ปุ่นทางช่อง TBS เรื่อง “ฉันไม่มีปัญญาแต่งงานซะเมื่อไหร่ ฉันไม่แต่งต่างหาก”  ภาพจาก http://conshare.net
ส่วนคนที่ “โสดตลอดชีวิต” ซึ่งหมายถึงคนยังไม่เคยแต่งงานเลยจนกระทั่งอายุ 50 ปี มีอัตรา 23.37% สำหรับชาย และ 14.06% สำหรับหญิง ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หมายความว่า 1 ใน 4 ของผู้ชายและ 1 ใน 7 ของผู้หญิงอยู่ในข่ายโสดตลอดชีวิต และเป็นที่คาดว่าอัตราส่วนนี้จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

ข้อมูลสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่า เหตุผลอันดับแรกที่ทั้งชายและหญิงในวัย 25-34 ปียังครองโสดไม่ยอมแต่งงานคือ “ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม” ส่วนเหตุผลรองลงมาสำหรับชายได้แก่ “ยังไม่รู้สึกว่าจำเป็น” และ “ไม่มีเงินทุนพอในการแต่งงาน” และเหตุผลรองลงมาสำหรับหญิงคือ “ไม่อยากสูญเสียความอิสระและความสบายไป” และ “ยังไม่รู้สึกว่าจำเป็น”

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้มีการแต่งงานน้อยลง คาดว่าเป็นผลกระทบมาจากความไม่มั่นคงของการจ้างงาน และรายได้ที่ลดลง ยิ่งคนที่ทำงานไม่ประจำ และมีรายได้ต่ำก็ยิ่งมีอัตราการแต่งงานต่ำกว่า

นับว่าอัตราการแต่งงานของผู้ชายที่ทำงานประจำกับผู้ชายที่ทำงานไม่ประจำ มีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ บริษัทจัดหาคู่ยังทำสำรวจพบปัจจัยแยกย่อยลงไปอีกด้วยคือ บางอาชีพมีชั่วโมงการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการมีคนรักหรือแต่งงาน โดยเฉพาะคนที่ทำงานเป็นกะ มีชั่วโมงการทำงานยาวนาน และมีวันหยุดที่ไม่แน่นอน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยังเป็นโสดกันจำนวนมากทั้งชายและหญิง อาชีพเหล่านี้ได้แก่ พนักงานร้านค้า นายหน้าขาย/ให้เช่าบ้าน พยาบาล คนครัว ช่างเสริมสวย เป็นต้น
หนังสือคู่มือกิจกรรมหาคู่ครองสำหรับผู้ชาย ภาพจาก https://getnews.jp/
ส่วนปัจจัย “ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม” ซึ่งคนส่วนใหญ่ให้เหตุผลไว้ว่าทำไมยังโสด ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขาดโอกาสเจอคนที่ถูกใจในชีวิตประจำวันหรือในที่ทำงาน ยิ่งคนที่เป็นพนักงานไม่ประจำ หรือทำงานในสายงานที่คนน้อย หรืออยู่ในภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากแถบคันโตแล้ว ยิ่งมีโอกาสได้คบหาดูใจกับเพศตรงข้ามน้อย

ณ จุดนี้ภาครัฐก็เลยกุลีกุจอเป็นพ่อสื่อแม่สื่อให้เสียเลย โดยมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมการแต่งงานแห่งชาติ” ขึ้นมา เขาจะเชิญวิทยากรมาอบรมแลกเปลี่ยนความรู้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซึ่งทำงานส่งเสริมการแต่งงาน แล้วเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะไปจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไปเพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มโสดสาวโสดที่อยากมีคู่ได้มาพบเจอกันได้อย่างเป็นกิจลักษณะ
ใบปลิว “เวทีส่งเสริมกิจกรรมหาคู่ครอง” ของจังหวัดเกียวโต ภาพจาก https://prtimes.jp
กิจกรรมเหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นเพียงงานพบปะสังสรรค์ระหว่างคนโสดเท่านั้น แต่ครอบคลุมหลายอย่างตามแต่จะสร้างสรรค์ อย่างที่จังหวัดนีงาตะเขาจะมีชั้นเรียนให้ความรู้ว่าทำอย่างไรชีวิตรักและ “คงคัตสึ” (กิจกรรมหาคู่ครอง) จะเป็นไปด้วยดี หรือจัดงานสำหรับบรรดาพ่อแม่ที่มาหาคู่ดูตัวให้ลูกได้มาพบปะกัน เผื่อจะสนใจลูกเต้าเหล่าใคร รวมทั้งจัดงานปาร์ตี้จับคู่ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขเข้าร่วมแตกต่างกันไป ซึ่งผู้จัดก็ไม่ได้มีแต่ทางจังหวัดทำงานกันอยู่ฝ่ายเดียว แต่มีทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น บริษัท องค์กรไม่แสวงหากำไร และกลุ่มต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกับจังหวัดด้วย

สำหรับคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันที่มีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ รัฐก็ยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการเริ่มชีวิตแต่งงานให้ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายในการย้ายเข้าบ้านใหม่ เป็นต้น นับว่าพยายามสร้างโอกาสและส่งเสริมให้คนแต่งงานกันมากขึ้นอย่างจริงจัง

ในส่วนของปัญหาการมีลูกน้อยลงนั้น นอกเหนือจากเป็นเพราะมีคนโสดมากขึ้น แต่งงานช้าลง และมีลูกเมื่ออายุมากขึ้นอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างประกอบกันด้วย เช่น การเงินที่ไม่มั่นคงในหมู่คนอายุน้อย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความลำบากของการทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย ความรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นภาระในการเลี้ยงลูก ภาระในการส่งเสียค่าเล่าเรียน เป็นต้น

เหตุผลหลักที่คู่แต่งงานไม่อยากมีลูกคือ “ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและให้การศึกษาเป็นภาระสูง” รองมาคือ “ไม่อยากเลี้ยงลูกตอนอายุมากแล้ว” ตามมาด้วย “อยากมีลูกแต่มียาก” ยิ่งคู่แต่งงานอายุมากขึ้น อัตราส่วนคนที่สนับสนุนเหตุผลเหล่านี้ก็ยิ่งมากขึ้นเป็นลำดับ
ภาพจาก https://shukatsu-lib.com/sogikodomo/
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการมีลูกน้อยลงและความลำบากในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นการหาทางลดชั่วโมงการทำงาน ปรับค่าจ้างให้เท่าเทียมกัน และจัดให้มีสถานเลี้ยงเด็กที่เพียงพอเพื่อลดจำนวนเด็กที่ต้องลงชื่อไว้รอจนมีคิวว่าง เป็นต้น แต่ก็ยังติดปัญหาบริบททางสังคมอื่น ๆ ประปรายที่ทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนมากมองว่ามาตรการเหล่านี้ยังใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร (อ่านเพิ่มเติมได้จาก ผู้หญิงญี่ปุ่นกับโอกาสที่ยังน้อยนัก (1) และ ผู้หญิงญี่ปุ่นกับโอกาสที่ยังน้อยนัก (2))

ยุคนี้หลายประเทศพากันประสบภาวะประชากรเกิดใหม่ลดลงและประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นคล้าย ๆ กัน แต่เมื่อลงลึกถึงปัญหาและสาเหตุแล้ว ก็จะเห็นว่าปัจจัยแวดล้อมอาจต่างกันไปในแต่ละประเทศ แนวทางในการรับมือก็คงต้องแตกต่างกันไปด้วย ถ้าแต่ละประเทศสามารถหารากของปัญหาเจอและแก้ไขได้อย่างเหมาะสมกับสภาพสังคมของตนก็คงดีไม่น้อยนะคะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ.




"ซาระซัง"
สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...