xs
sm
md
lg

สหรัฐประเดิม "จรวดล่องหน" AGM-158B ปล่อย 19 ลูกจาก B-1B ถล่มซีเรีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

<br><FONT color=#00003>ภาพที่เผยแพร่กันในทวิตเตอร์ คืนวันเสาร์ 13 เม.ย.เวลาในประเทศไทย เป็น B-1B หนึ่งในสองลำ ที่สนามบิน อัล อูดีด (Al Udeid Air Base) ประเทศกาตาร์ ก่อนหน้าออกไปปฏิบัติการเหนือซีเรีย กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวถึงบทบาทของเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐทั้งสองลำ คือตรวจจับเครื่องบินได้ -- แต่มองไม่เห็น หรือ ไม่สามารถตรวจจับการปล่อย จรวดร่อน ล่องหน AGM-158B ได้ หรือ ไม่ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น -- โดยระบุว่า B-1B ไปทิ้งระเบิด GBU-38 JDAM. </a>

MGR ออนไลน์ -- สหรัฐได้เปิดเผยให้เห็นอาวุธชิ้นใหม่ล่าสุด โดยนำออกร่วมปฏิบัติการในซีเรีย ตอนเช้าตรู่วันเสาร์ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น ซึ่งหลายฝ่ายกล่าวว่า เป็นอาวุธที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงในทวิตเตอร์ ก่อนการปฏิบัติการโจมตี 3 เป้าหมายในซีเรียเพียง 2 วันว่า "ดี ใหม่และสมาร์ท" -- เป็นครั้งแรกที่กองทัพอากาศสหรัฐ นำออกใช้ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการสู้รบจริง ตั้งแต่นำเข้าประจำการ ในเดือน เม.ย. 2557 หรือ 4 ปีที่แล้ว

นั่นคืออาวุธปล่อยนำวิถี ที่มีชื่อเต็มว่า AGM-158B Joint Air to Surface Stand-off Missile- Extended Range หรือ JASSM-ER โดยอักษรสองตัวท้าย บอกความหมายว่า เป็น JASSM รุ่นที่ปฏิบัติการได้ไกลขึ้น -- ไกลกว่ารุ่นแรก คือ AGM-158A ที่ใช้มาก่อนกัน 7 ปี คือเมื่อปี 2550

ต่อแต่นี้ไปจะเรียกทั้งหมดว่า "จรวดร่อน" เพื่อให้สั้นลง และ ง่ายขึ้น แม้อาวุธเหล่านี้จะไม่ใช่ "จรวด" หรือ Rocket ไม่มีลักษณะปฏิบัติการใดๆ ที่คล้ายกับ "จรวด" ก็ตาม นอกจากนั้นก็ยังติดปีกที่ทำให้สามารถ "ร่อน" ขึ้นหรือลงได้ ตามสภาพความสูงต่ำของพื้นที่เบื้องล่าง หรือ ร่อนในระยะต่ำมาก เลียดระดับน้ำทะเลเพื่อหลบเลี่ยงการยิงโจมตีจากปลายทาง หรือ สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ ด้วยการนำวิถี ขณะแล่นไปสู่เป้าหมาย ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยหรือกว่า 1,000 กิโลเมตร

การใช้อาวุธปล่อยฯ AGM-158B เมื่อวันเสาร์นี้ เทียบกันได้กับอีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2558 ซึ่งกองทัพอากาศรัสเซีย ปล่อยจรวดร่อน Kh-101 จำนวน 16 ลูก จากเครื่องบิน Tu-160 จำนวน 2 ลำ โจมตีเป้าหมายกลุ่มก่อการร้ายไอซิสในซีเรีย กับอีกครั้งหนึ่ง ที่ส่ง "หงส์ขาว" อีกหนึ่งลำ บินอ้อมทวีปยุโรป จากฐานทัพในคาบสมุทรเมอร์มังสค์ ทางตอนเหนือ เข้าไปปฏิบัติการโจมตีจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายรัสเซียเปิดตัว "จรวดร่อน" นำวิถีระยะไกล ที่มีระยะปฏิบัติการถึง 2,500 กิโลเมตร ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งในระบบของรัสเซียเป็น Kh-55

เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน ที่มีการใช้จรวดร่อน Kh-55 กับเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ ของค่ายนั้น

สรุปโดยรวมก็คือ AGM-158B ที่เข้าร่วมในการโจมตีเป้าหมายอาวุธเคมีในซีเรียครั้งล่าสุด เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีแบบอากาศสู่พื้น ที่ "ปล่อย" จากระยะไกล นอกระยะปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม (Stand-off) -- เช่นเดียวกันกับจรวดร่อน Kh-55 รัสเซีย -- ทำให้อากาศยานที่นำไปใช้ปลอดภัยจากการถูกโจมตีมากยิ่งขึ้น ซึ่งในกรณีล่าสุดนี้ คือเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลแบบ B-1B จำนวน 2 ลำ จากฐานทัพในประเทศกาตาร์ -- ทั้งนี้เป็นข้อมูล จากการแถลงข่าวในกรุงวอชิงตันดีซี โดย พล.ท.เคนเน็ธ เอฟ แม็คเคนซี จูเนียร์ ( Gen Kenneth F McKenzie Jr) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วม สำนักงานคณะเสนาธิการร่วม กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หลังการโจมตีผ่านไปแล้วกว่า 10 ชั่วโมง

จรวดร่อนรุ่นล่าของสหรัฐ มีระยะปฏิบัติการใกล้กว่าจรวด Kh-55 ของรัสเซีย และ ช้ากว่าเล็กน้อย แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือ การออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีสเตลธ์ (Stealth) ที่ทำให้ JASSM สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ ฝ่ายตรงข้ามได้
.
<br><FONT color=#00003>ภาพนี้เผยแพร่ในทวิตเตอร์ คืนวันเสาร์ 13 เม.ย.เช่นกัน B-1B ลำหนึ่ง กำลังขึ้นจากสนามบิน อัล อูดีด (Al Udeid Air Base) ประเทศกาตาร์ เพื่อไปปฏิบัติการเหนือซีเรีย กระทรวงกลาโหมรัสเซียที่เฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด แถลงว่าทั้งสองลำบินเข้าใกล้สนามบิน อัล ตานัฟ (al-Tanft) ทางตอนใต้ของซีเรีย และ ทิ้งระเบิด GBU-38 JDAM -- แท้จริงแล้ว เป็นการปล่อยจรวดนำวิถี ล่องหน JASSM-ER ไปโจมตีเป้าหมายในกรุงดามัสกัส แต่ระบบตรวจจับของรัสเซียมองไม่เห็น. </a>
<br><FONT color=#00003>ภาพเผยแพร่ในทวิตเตอร์ คืนวันเสาร์ 13 เม.ย.เช่นกัน แสดงอาวุธปล่อยนำวิถี AGM-158B JASSM ใน คาร์โก เบย์ ของ B-1B ลำหนึ่ง ที่สนามบินอัล อูดีด (Al Udeid Air Base) ประเทศกาตาร์ เตรียมออกปฏิบัติการโจมตีเป้าหมาย ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมี ของซีเรีย.</a>
<br><FONT color=#00003>11 เม.ย. -- ก่อนการโจมตีเพียง 2 วัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ เขียนในทวิตเตอร์ท้าทายรัสเซีย หลังมี่รายงานว่าฝ่ายนั้นขู่จะยิงอาวุธทุกชนิด ที่สหรัฐ อังกฤษกับฝรั่งเศส ใช้โจมตีซีเรีย -- ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ ปธน.สหรัฐเขียนว่า เตรียมตัวเลยรัสเซีย พวกนั้น (อาวุธปล่อยฯ) กำลังจะไป ทั้งดี ทั้งใหม่ และ ฉลาดอีกด้วย -- ซึ่งน่าจะหมายถึง AMG-158B นั่นเอง. </a>
และถ้าหากติดตามอย่างละเอียด การแถลงของ พล.อ.เชรเก รุดสคอย (Sergei Rudskoy) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ คณะเสนาธิการ กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ที่จัดขึ้นในตอนสายวันเสาร์ (ตามเวลาดามัสกัส/มอสโก) ก่อนหน้าที่จะมีการแถลงโดยเพนตากอนเกือบ 10 ชั่วโมง -- ก็อาจจะเห็นประโยชน์ของระบบสเตลธ์ ได้อย่างชัดเจน คือ ระบบของรัสเซี่ย อย่างน้อยที่สุดระบบที่ใช้อยู่ในซีเรียปัจจุบัน -- ไม่สามารถตรวจจับได้

ฝ่ายทหารรัสเซียกล่าวว่า ระบบป้องกันทางอากาศ ที่ฐานทัพคเมห์มีม (khmeimim) และ ที่ฐานทัพเรือตาร์ตุส (Tartus) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย (อันเป็นที่ตั้งของระบบ S-400) สามารถตรวจจับ และ กุมสภาพปฏิบัติการ ทั้งทางเรือและทางอากาศ ของสหรัฐกับอังกฤษ ได้ทั้งหมด (แต่ระบุว่า ไม่พบการปฏิบัติการโดยเครื่องบินรบของฝรั่งเศส)

กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยังระบุด้วยว่าปฏิบัติการโดย "สามพันธมิตร" สหรัฐ อังกฤษกับฝรั่งเศส ตอนเช้าตรู่วันเสาร์ (ตามเวลาในท้องถิ่น) มีรายงานเกี่ยวกับการใช้ ทั้งเครื่องบินทื้งระเบิด B-1B F-15 และ F-16 ของสหรัฐ และ เครื่องบิน GR4 ทอร์นาโด (Tornado) ของอังกฤษ (ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) รวมทั้งระบุชื่อ เรือรบสหรัฐในทะเลหลวง กับอีก 1 ลำในทะเลแดงด้วย

การแถลงของฝ่ายรัสเซีย มีขึ้นในชั่วโมงที่สื่อตะวันตก ยังคงใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวทางทหารต่างๆ ซึ่งระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ ฝ่ายพันธมิตรใช้อาวุธปล่อยชนิดต่างๆ ทั้งของสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสรวมกัน 110-120 ลูก ขณะ พล.อ.รุดสคอย เปิดเผยว่า อาวุธที่ตรวจจับได้ทั้งหมด มีจำนวน 103 ลูก -- คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย กับจำนวน 105 ลูก ที่ พล.อ.แม็คเคนซี จูเนียร์ แถลงในอีกกว่า 10 ชั่วโมงถัดมา

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า การโจมตีครั้งนี้ อาวุธของสามชาติพันธมิตร ไม่ได้เฉียดเข้าใกล้ที่ตั้งของรัสเซียทั้งสองแห่ง ที่อยู่สูงขึ้นไปจากกรุงดามัสกัส กับเมืองฮอมส์ -- สหรัฐ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส แถลงเรื่องนี้อย่างขัดเจนทั้งก่อนและหลังการโจมตี -- เอกอัครรัฐทูตสหรัฐ ประจำกรุงมอสโก เขียนในทวิตเตอร์ในตอนสายของวันเสาร์ว่า ทั้งหมดเป็นการโจมตีที่ตั้งอาวุธเคมีของรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสสาด ไม่ใช่การโจมตีผู้นำซีเรีย ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ เอกอัครรัฐทูตผู้นี้ยังระบุอีกว่า สหรัฐแจ้งต่อฝ่ายรัสเซียทุกครั้ง ก่อนการโจมตีใดๆ

ส่วนเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเปิดเผย ภายหลังการโจมตีผ่านไปว่า ระหว่างนั้นฝรั่งเศสได้ติดต่อ ขอให้ฝ่ายรัสเซีย "อย่ายกหู" ซึงหมายถึง ขอร้องให้คงช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดใดๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งได้
.
<br><FONT color=#00003>ภาพเมื่อวันที่ 14 เม.ย. เป้าหมายทางตอนเหนือของกรุงดามัสกัส พังทลายราบด้วยจรวดร่อนล่องหน AGM-158B จำนวน19 ลูก จรวดร่อนโทมาฮอว์คอีกกว่า 50 ลูก ลงที่นี่ที่เดียว.  </a>
<br><FONT color=#00003>ภาพถ่ายโดยดาวเทียมดิจิตัลโกลบ -- ดาวเทียมพาณิชย์ในยุโรป แสดงให้เห็นกลุ่มอาคารที่สหรัฐกล่าวหาว่า เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมี ทางตอนเหนือของกรุงดามัสกัส ก่อนและหลังการโจมตีในตอนเช้าตรู่ 12 เมย. -- ภาพนี้่เผยแพร่ในวันถัดมา -- ใครทำอะไรสายตาบนท้องฟ้ามองเห็นหมด ยุคนี้สาธารณชนไม่ต้องพึ่งดาวเทียมทหาร.  </a>
ฝ่ายการทูตมีช่องทางสื่่อสารกันทางการทูต และ พล.อ.แม็คเคนซี จูเนียร์ ระบุชัดเจนระหว่างการแถลงข่าวในกรุงวอชิงตันดีซีว่า ระหว่างการโจมตี ไม่พบมีการปฏิบัติการของ ระบบป้องกันทางอากาศฝ่ายรัสเซียในซีเรีย แต่อย่างไร

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ พล.อ.รุดสคอยนำออกแถลงในกรุงมอสโกนั้น ก็ไม่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับว่า ข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวถึง ได้จากการตรวจจับด้วยวิธีการใด แต่สามารถพูดได้ว่า ข้อมูลเหล่านั้น ถูกต้องกว่า 90% ทีเดียว หากไม่มีการผิดพลาดสำคัญ เกี่ยวกับจรวด JASSM-ER ที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ B-1B สหรัฐ บินอยู่ใกล้ฐานทัพที่อัล-ตานัฟ (al-Tanft) ทางตอนใต้ของซีเรีย และ "ทิ้งระเบิด GBU-38" หรือ ระเบิด JDAM (Joint Direct Attack Munition) ชนิดนำวิถี ขณะที่ F-16 ใช้อาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่พื้น

"As evident by the available data, 103 cruise missiles have been launched, including Tomahawk naval-based missiles as well as GBU-38 guided air bombs fired from the B-1B; the F-15 and F-16 aircraft launched air-to-surface missiles. The B-1B strategic bombers approached the facilities over the Syrian territory near al-Tanf illegally seized by the USA." -- นี่คือข้อความทั้งย่อหน้า ในเอกสารแถลงข่าวฉบับภาษาอังกฤษ ที่เกี่ยวกับ B-1B และ จรวดร่อนล่องหน JASSM-ER -- เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกระทร่วงกลาโหมรัสเซีย

การบินเข้าใกล้ฐานทัพอากาศ ที่สหรัฐยึดครองในภาคใต้ซีเรียนั้น อาจจะเป็นเรื่่องจริง เพราะว่า B-1B ทั้งสองลำ บินขึ้นจากฐานทัพในประเทศกาตาร์ ที่อยู่ใต้ลงไปไม่ไกลนัก เพียงแต่ พล.อ.แม็คเคนซี จูเนียร์ ของฝ่ายสหรัฐไม่ได้พูดถึง -- แต่เร่ืองราวเกี่ยวกับระเบิดนำวิถี JDAM ของฝ่ายรัสเซีย นับเป็นความคลาดเคลื่อนสำคัญ ไม่ว่าจะเกิดจากข้อมูลผิดพลาด หรือ การแถลงผิดพลาด หรือ ทำให้ผิดพลาดอย่างมีเจตนา ด้วยจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่างก็ตาม

แต่ถ้าหากไม่นับว่า เป็นความผิดพลาดประการหลังสุดแล้ว เนื้อความภาษาอังกฤษ ในย่อหน้าข้างบน อาจบ่งชี้ว่า ระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซียในซีเรีย ไม่สามารถตรวจจับ ปฏิบัติการของจรวด "ล่องหน" JASSM-ER ได้ -- รวมทั้งไม่สามารถตรวจพบ จรวดร่อนสตอร์มชาโดว์ (Storm Shadow) ของอังกฤษ และ จรวดร่อน SCALP ของฝรั่งเศส ที่ออกงานนี้่ด้วย ซึ่งสองชนิดหลังนี้ เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีระยะไกล ทันสมัยมากที่สุดของค่ายยุโรปในปัจจุบัน และ ใช้มาก่อน AGM-158A/B

ที่สำคัญก็คือ ทั้ง Storm Shadow กับ SCALP แท้จริงแล้วเป็นอันเดียวกัน ใช้เทคโนโลยี "สเตลธ์" เหมือนกันกับ JASSM จากการผลิตร่วมกันและใช้ร่วมกัน ระหว่างกองทัพอากาศ/กองทัพเรืออังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี มีการผลิตออกมาหลายรุ่น ขนาดโดยรวมใหญ่กว่า AGM-158 เล็กน้อย ของฝรั่งเศสใช้เวอร์ชั่น ที่มีขนาดใหญ่กว่าของอังกฤษ มีระยะปฏิบัติการใกล้เคียงกับ JASSM-ER คือ 1,000+ กม.
.
<FONT color=#00003>กองทัพอากาศอังกฤษ เผยแพร่ภาพนี้ วันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตีเป้าหมาย 2 แห่งที่เมืองฮอมส์ (Homs) ทางเหนือของกรุงดามัสกัส -- เป็น GR4 ทอร์นาโด (Tornado)  ขณะเตรียมบินขึ้นจากฐานทัพอากาศบนเกาะไซปรัส พร้อมจรวดร่อน Storm Shadow ที่ใต้ท้อง 2 ลูก อังกฤษใช้ GR4 ออกปฏิบัติการครั้งนี้ 4 ลำ โดยมีเครื่องบินขับไล่ยูโร ไต้ฝุ่น ไม่ทราบจำนวน ทำหน้าที่คุ้มกัน.  </a></a>
<br><FONT color=#00003>เข้าใจว่าภาพนี้ที่งานดูไบแอร์โชว์ 2554 -- จรวด Storm Shadow/SCALP คืออันเดียวกัน -- ในภาพนี้มองเห็นแพนหางของราฟาล (Rafale) ลำหนึ่งที่อยู่ถัดไป -- แบบเดียวกับที่ฝรั่งเศส บรรทุกจรวดล่องหนรุ่นนี้ ไปโจมตีแหล่งเก็บเคมีที่เมืองฮอมส์เมื่อวันเสาร์. </a>
<br><FONT color=#00003>กราฟิกไม่ทราบที่มา เผยแพร่ทางทวิตเตอร์เมื่อวันเสาร์ แสดงการทำงานของจรวดร่อน Storm Shadow/SCALP ซึ่งนำวิถีด้วย GPS ขณะที่จรวด AGM-185A/B นำวิถีด้วยโปรแกรมออนบอร์ดของตัวเอง และ ป้อนข้อมูลผ่านจีพีเอสได้หากต้องการ -- ทั้งสองชนิดนี้ ร่อนในระยะต่ำหลบเลี่ยงการตรวจจับ ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ความสูงในระยะสุดท้าย (Terminal) เพื่อทำโฮมมิ่ง หรือ พุ่งชนเป้าหมาย การพุ่งลงในแนวดิ่ง แบบเดียวกับพวกขีปนาวุธโจมตี (Ballistic Missile) ทำให้ได้ความเร็วสูงมาก ยากต่อการยิงสะกัด -- หัวรบทำงาน 2 จังหวะ เจาะทะลวงเป้าหมายก่อนระเบิดจากข้างใน.  </a>
ตามข้อมูลที่แถลงโดย พล.ท.แม็คเคนซี จูเนียร์ -- กองทัพอากาศอังกฤษปล่อยฯ สตอร์มชาโดว์ทั้งหมด 8 ลูก ในการร่วมโจมตี อาคารกับบังเกอร์เก็บอาวุธเคมีของซีเรีย ที่ฮิม ชินชาร์ (Him Shinshar) เมืองเล็กๆ ทางทิศตะวันตกของเมืองฮอมส์-- ขณะที่สื่ออังกฤษรายงานว่า ทั้งหมดปล่อยจากเครื่องบินรบ GR4 "ทอร์นาโด" (Tornado) จำนวน 4 ลำที่ปฏิบัติการจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีเครื่องบินขับไล่แบบไต้ฝุ่น (Eurofighter Typhoon) คุ้มกัน -- ส่วนฝรั่งเศสปล่อย SCALP จากเครื่องบินรบราฟาล (Rafale) มี Mirage-2000 คุ้มกัน แม้จะปฏิบัติการไกลจากชายฝั่งซีเรีย กว่า 300 กม.ก็ตาม

การโจมตีแหล่งเก็บอาวุธเคมีทั้ง 2 แห่ง ที่เมืองฮอมส์นั้น ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีทั้งหมด 22 ลูก รวมทั้งจรวดโทมาฮอว์คจากเรือรบสหรัฐ 9 ลูก เรือรบอังกฤษอีก 3 ลูก กับ อาวุธปล่อยฯ มาตรฐาน ที่ยิงจากระบบท่อ บนเรือฟริเกตอังกฤษ ที่เรียกว่า scout missile อีก 2 ลูก

อาวุธปล่อยของอังกฤษกับฝรั่งเศส เคยถูกนำออกใช้ ตั้งแต่ยุทธการทะเลทรายคูเวต อิรัก จนถึงยุทธการขับไล่ รัฐบาล พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย จนถึงสงครามปราบกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถาน และ มาถึงการโจมตีซีเรียหลายระลอก ระหว่างเวลาตีสามเศษๆ จนถึงตีห้าเศษ วันเสาร์ 14 เม.ย. ตามเวลาในกรุงดามัสกัส -- โดยร่วมกับจรวดโทมาฮอร์ค ที่ยิงจากเรือพิฆาต 2 ลำในทะเลแดงกับทะเลอาหรับ และจากเรือลาดตระเวน 1 ลำ เรือดำน้ำ (ชั้นเวอร์จิเนีย) อีก 1 ลำ กับ เรือฟริเกตของอังกฤษ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เพนตากอน ให้รายละเอียดว่า JASSM-ER จำนวน 19 ลูก ถูกปล่อยจากเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ B-1B "แลนเซอร์" (Lancer) จำนวน 2 ลำ ที่สังกัดฝูงบินทิ้งระเบิดส่วนหน้า 34 หรือ 34th Expeditionary Bomb Squadron ประจำการฐานทัพอัล อูดีด (Al Udeid Air Base) ในกาตาร์ โดยมีเป้าหมาย เป็นอาคารกลุ่มจำนวน 3 หลัง ในหุบเขาย่านชานกรุงดามัสกัส ที่สหรัฐกล่าวหาว่า เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมี ของซีเรีย

ศูนย์วิจัยฯ ดังกล่าว เป็นเป้าหมายใหญ่ที่สุด ในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะใช้จรวด JASSM ถึง 19 ลูก ก็ยังต้องใช้จรวดโทมาฮอว์คอีกกว่า 50 ลูก จนกระทั่งอาคารทั้ง 3 หลัง พังทลายราบลง กลายเป็นซากหิน ปูน กองพะเนิน
.




ไมว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นอะไรก็ตาม ในข้อเท็จจริง ภาพที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวตะวันตกในวันอาทิตย์นี้ แสดงให้เห็นการถูกทำลายอย่างราบคาบ กลายเป็นซากอิฐซากปูนกองพะเนิน ภาพที่แพร่ผ่านทางทวิตเตอร์ ตั้งแต่เช้าตรู่วันเสาร์ ทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง แสดงให้เห็นชาวซีเรียจำนวนหนึ่ง ไปยืนดูซากหักพังนี้ บ้างก็เดินผ่านไปมา โดยไม่มีการสวมหน้ากากกันสารพิษแต่อย่างไรทั้งสิ้น ไร้ร่องรอยสารเคมีพิษร้ายแรง ที่สหรัฐกล่าวหา

สหรัฐกล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้ ใช้จรวดโทมาฮอว์คทั้งหมด 66 ลูก ในการโจมทั้ง 3 เป้าหมาย คือ แหล่งที่สหรัฐกล่าวหาว่า เป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาอาวุธเคมีในกรุงดามัสกัสในภาพข้างบน กับ คลังเก็บ และ บังเกอร์ ที่ใช้เก็บอาวุธเคมี สองแห่งใกล้กับเมืองฮอมส์ (Homs) ประมาณ 160 กม.ทางทิศเหนือของเมืองหลวง -- ดังที่เห็นในภาพข้างล่าง
.
<br><FONT color=#00003>ผลงานดาวเทียมดิจิตัลโกลบอีกเช่นกัน แสดงให้เห็นสภาพก่อนและหลังการโจมตี ของเป้าหมาย 2 แห่งที่เมืองฮอมส์ ที่สหรัฐกล่าวหาว่า เป็นคลังกับบังเกอร์เก็บอาวุูธเคมีของรัฐบาลซีเรีย ไม่มีผู้ใดทราบข้อเท็จจริง แต่ศูนย์วิจัยฯ ในกรุงดามัสกัส ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ที่สุดนั้น ไม่พบร่องรอยสารเคมีพิษร้ายแรงใดๆ ผู้คนไปยืนมุงดูกันมากมาย ไม่ต้องใส่หน้ากาก. </b>
<br><FONT color=#00003>กราฟฟิกโดยบริษัทเรย์ธีออน (Raytheon) จรวดร่อนโทมาฮอว์ค เป็นอาวุธที่โลกรู้จักดีที่สุด เห็นกันมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก บริษัทผู้ผลิตกล่าวว่า แต่นั้นมามีการใช้ ขวานอินเดียแดง รุ่นต่างๆ ไปประมาณ 2,500 ลูก ในสถานการณ์รบจริง ตอนเช้าตรู่วันเสาร์นี้ใช้ไปอีก 66 ลูก. </b>
<br><FONT color=#00003>เป็นแผนที่ของสื่อรัสเซียที่ออกในคืนวันเสาร์ 13 เม.ย. แสดงที่ตั้งของ 3 เป้าหมาย 1 ในดามัสกัส อีก 2 แห่งที่เมืองฮอมส์ นอกจากนั้่นยังแสดงให้เห็นที่ตั้งฐานทัพอากาศคเมห์มีม กับฐานทัพเรือตาร์ตุสของรัสเซีย ซึ่ง 3 ชาติพันธมิตรตะวันตกไม่เข้าใกล้ ระหว่างการโจมตีที่ผ่านมา แผนที่ยังแสดงตำแหน่งเรือบรรทุกเครื่อง เรือพิฆาต เรือดำน้ำ กับเรือฟริเกต ของสหรัฐ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ในปฏิบัติการจริงนั้่น เรือรบสหรัฐในภาพนี้ ไม่ได้เข้าร่วมสักลำ ลำที่ใช้โจมตีอยู่ในทะเลแดงกับทะเลอาหรับ -- จากเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเรือดำน้ำ 1 ลำ กับเรือลาดตระเวนอีก 1 ลำ ซึ่งไม่มีในภาพนี้เช่นเดียวกัน นับเป็นกลยุทธลับลวงพรางในการศึกอีกอย่างหนึ่ง -- กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยังกล่าวหาด้วย สหรัฐกับพันธมิตรยิงถล่มอีกหลายเป้าหมาย ที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนซีเรีย แต่ถูกสกัดเอาไว้ได้. </a>
จรวดโทมาฮอว์คเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีโจมตีระยะไกล ที่โลกรู้จักดีที่สุด มีประวัติการใช้งานมานาน กองทัพเรือสหรัฐ นำออกใช้ตั้งแต่สงครามอ่าวครั้งแรกในปี 2534 จนถึงสงครามในเยเมน ลิเบีย อัฟกานิสถาน

ตามข้อมูลของบริษัทเรย์ธีออน (Raytheon) ซึ่งเป็นผู้ผลิต นับตั้งแต่เข้าประจำการปี 2526 เป็นต้นมา มีการใช้งานโทมาฮอว์ครุ่นต่างๆ ในสถานการณ์สู้รบ ไปทั้งหมด 2,500 ลูก รวมทั้ง 59 ลูก ที่ใช้ยิงโจมตีสนามบินแห่งหนึ่งในซีเรีย เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ปีที่แล้ว ที่สหรัฐกล่าวหาว่า ใช้เป็นที่เก็บอาวุธเคมี เช่นเดียวกัน -- แต่ภาพที่เผยแพร่หลังการโจมตี ไม่มีภาพใดที่แสดงร่องรอยของอาวุธเคมีให้เห็น

จรวดร่อน JASSM-ER มีระยะปฏิบัติการกว่า 1,000 กิโลเมตรขึ้นไป เทียบกับ 300+ กม. สำหรับ JASSM รุ่นแรก -- รุ่น ER มีราคา 1.359 ล้านดอลลาร์ต่อระบบ เทียบกับ 850,000 ดอลลาร์ สำหรับ AGM-158A และ ราคาต่ำกว่ากันมากหากเทียบกับจรวดโทมาฮอว์ค Block IV ที่พัฒนาล่าสุด ที่มีค่าตัวกว่า 1.6 ล้านดอลลาร์ต่อชุด
.

.
รุ่น A ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต รุ่น B ติดเครื่องยนต์แบบเทอร์โบแฟน ทำให้ไปได้ไกลขึ้นกว่าสองเท่า และ บรรจุเชื้อเพลิงในลำตัวได้มากขึ้น ทั้งสองรุ่นติดหัวรบแบบทะลุทะลวง ก่อนระเบิดเป็นสะเก็ดด้วยดินระเบิดแรงสูงหนัก 1,000 ปอนด์ หรือ 432 กก. -- ปฏิบัติการโดยตั้งโปรแกรมล่วงหน้า ในการขับเคลื่อน และนำร่องอัตโนมัติด้วยตัวเอง (Inertial Navigation System) และ สามารถใช้ระบบ GPS ช่วย เพื่อเติมข้อมูลผ่านดาต้าลิงค์ ในการเปลี่ยนวิถี หรือ เปลี่ยนเส้นทางการ "ร่อน" ได้ทุกเมื่อ ก่อนจะพุ่งชนเป้าหมายในระยะสุดท้าย ซ่ึงจะนำวิถีใหม่ด้วยระบบอินฟราเรด ที่ติดตั้งในตัว

ทั้งสองรุ่นยาว 4.27 เมตรเท่ากัน สูงเท่ากัน รวมทั้งมีส่วนปีกที่พับเก็บไว้ และ กางออกได้กว้าง 2.4 เมตรเท่ากัน -- แม้จะมีความเร็วไม่ถึงระดับซูเปอร์โซนิก เหมือนอาวุธปล่อยโจมตียุคใหม่อีกหลายรุ่น แต่คุณสมบัติ "ล่องหน" เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญยิ่ง
.

.

.
ล็อกฮีด มาร์ติน กำลังพัฒนา JASSM ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถติดตั้ง บนเครื่องบินรบรุ่นอื่นๆได้ รวมทั้ง B-2 B-52 F-15E F-16 F/A-18 และ F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบยุคที่ 5 ถึงแม้ว่าจะยังมีปัญหาให้ต้องแก้อีกอย่างมากมายก็ตาม

บริษัทอาวุธขนาดใหญ่นี้ ยังพัฒนาอาวุธปล่อยนำวิถีออกมาอีกรุ่นหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่า AGM-158C จากพื้นฐานของ AGM-158B ทั้งหมด เพียงแต่ขนาดใหญ่ขึ้น ระยะปฏิบัติการไกลกว่า และ มีจุดประสงค์ใช้ยิงทำลายเรือรบของฝ่ายอริโดยเฉพาะ เป็นการผลิตภายใต้โครงการ Long-Ranged Anti-Ship Missile) ซึ่งทำให้อาวุธรุ่นนี้มีชื่อเป็น AGM-158C LRASM

การทดลองกับ B-1B ได้ผลสมบูรณ์เมื่อปลายปีที่แล้ว กระทรวงกลาโหมมีแผนการจะนำประจำการกองทัพอากาศในปี 2561 นี้.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...