xs
xsm
sm
md
lg

สิ้นปีที่ฉันเดินช้าลงเพื่อฟังหัวใจตัวเอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปีนี้คือความหวัง หรือความสิ้นหวังกันแน่นะ?
ปีนี้คือความสุข หรือความซึมเศร้ากันแน่นะ?
ปีนี้คือความสำเร็จ หรือความสูญสลายกันแน่นะ?

นี่คือความรู้สึกที่ฉันโอบกอดเอาไว้ตลอดปี และแม้ว่า
ความรู้สึกนี้จะยังไม่หายไป เช้าวันใหม่ก็เข้ามา
ฉันเริ่มต้นวันหยุดปีใหม่ ไม่ใช่วันหยุดที่มีแผน ไม่ใช่วันหยุดที่ต้องไปไหน
เป็นเพียงวันที่ฉันตื่นขึ้นมา แล้วบอกตัวเองเบา ๆ ว่า “วันนี้…ไม่ต้องรีบ”
ฉันเดินออกจากบ้านแบบไม่มีจุดหมาย ปล่อยตัวปล่อยใจ ระหว่างทางนั้น
ฉันได้กลิ่นขนมปังอบใหม่ กลิ่นหอม ๆ ที่ทำให้ฉันเลี้ยวเข้าไปในร้านเล็กๆ แห่งนั้น

ร้านนั้นตกแต่งต้อนรับปีใหม่ ด้วยไฟดวงเล็ก ๆ เพลงเบา ๆ คุณลุงซานต้า
ทุกอย่างดูสดใส เหมือนโลกกำลังบอกว่า
“แด่ความสดใส แด่เรื่องราวใหม่ๆ ”

แต่ใจของฉันกลับรู้สึกตรงกันข้าม มันเหนื่อย…

“ฉันรู้สึกว่า ปี 2025 เป็นปีที่เหนื่อยมากๆ ของฉัน
หลายความพยายามที่ฉันทำไปก็ไม่เห็นผล
ฉันเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ เพราะ สิ่งที่ฉันเคยเชื่อมั่นว่ามันใช่
ตอนนี้เหมือนไม่ใช่

ก็อย่างที่ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า meaning discrepancy
คือช่วงเวลาที่สิ่งที่เราเชื่อว่า
“ชีวิตควรจะเป็น”มันไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต

ฉันสงสัยเสมอว่า ในความไม่เข้าใจของฉันมีอะไรซ้อนอยู่กัน
มันจะเหมือนกับ ชิโระปังที่ฉันเลือกกินไหมนะ ว่า ถ้าอยากรู้ว่า
ข้างในเป็นอย่างไร ต้องลองบิดดู

งั้น…ลองดูหน่อยก็แล้วกัน เหมือนฉันลองคุยกับตัวเอง
เพื่อสะท้อนเรื่องราวต่างๆ อย่างเข้าใจ
เพราะบางครั้งก่อนจะตัดสินว่าปีนี้ดีหรือร้าย เราแค่ต้องรู้ให้ชัดก่อนว่า
ปีนี้…มันเกิดอะไรขึ้นกับเราจริง ๆ

คำถามแรกที่ฉันอยากจะลองถามตัวเอง ขณะที่จิบชาเขียวเย็นๆ ว่า
“ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ยังค้างคาใจ”

ฉันพบว่า ตัวเองไม่ได้เจ็บที่สุดกับความล้มเหลว แต่เจ็บกับความรู้สึกว่า
ฉันพยายามเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง”

ฉันนั่งมองแก้วชาเขียวตรงหน้า ไอน้ำลอยขึ้นช้า ๆ
เหมือนมันกำลังบอกฉันว่า “ไม่เป็นไรนะ ถ้าจะรู้สึก”
เพราะตอนที่ไอน้ำมากระทบหน้าเรา เรายังรู้สึกร้อนๆ อุ่นๆ ได้เลย

ฉันเริ่มคิดต่อว่า ในความเจ็บที่ยังรู้สึก มันไม่ได้มาจากเหตุการณ์นั้นแล้วนะ
แต่มันเหมือนมาจากประโยคในใจที่ฉันพูดกับตัวเองซ้ำ ๆ
ฉันเลยลองถามตัวเองอีกรอบว่า “เสียงนั้นเป็นเสียงตำหนิ ปลอบใจ หรือเงียบเฉย” 
ฉันมักจะบ่นคล้ายตำหนิตัวเองว่า “ฉันไม่เก่งพอ”

พอได้ยินโทนเสียงในใจ ฉันถึงกลับลิ้นพอง เพราะ
เผลอรีบดื่มชาเขียวเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่มันอาจจะยังร้อนอยู่
เพราะเป่าไม่ดีพอ แต่ในเหตุการณ์นี้ ฉันก็พบว่า ฉันไม่ได้บ่นเรื่องเจ็บลิ้น
แต่ฉันแค่เตือนตัวเองว่า ต่อไประวัง อย่าเพิ่งรีบกิน ซึ่งมันก็แบบค่อยๆ
ปรับกันไป เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่ในปีนี้
ฉันไม่ค่อยได้ใช้มันกับชีวิตเท่าไรเลย ทั้งๆ ที่ ในปี 2025
มันอาจจะเป็นเรื่องราวที่ฉันต้องค่อยๆ เรียนรู้อยู่ก็ได้

บางแผนพัง บางความสัมพันธ์เปลี่ยน บางความหวังหายไปโดยไม่มีคำลา
ฉันเคยเชื่อว่า มันคือเรื่องแย่ๆ แต่บางทีเรื่องเหล่านั้น
อาจจะกำลังบอกอะไรฉันอยู่

นอกจากจากเรื่องลบๆ ฉันจึงถามตัวเองอีกครั้งว่า 
นอกเหนือจากเรื่องลบๆ ที่เราคิดได้ มันพอจะมีมุมเรียนรู้อะไรให้ฉันได้บ้างไหม? 
ฉันคิดว่า บางทีฉันอาจจะมัวแต่เดินชนกำแพง ทำแต่วิธีการเดิมๆ
เลยไม่ได้เจอวิธีการใหม่ๆ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปีนี้ฉันเก่งเรื่องอดทน
แต่ไม่ค่อยเก่งเรื่องพัก

คิดไปคิดมา หรือฉันอาจจะเหนื่อยเกินไป ในการคุยกับตัวเองไปมา
จึงคิดว่าน่าจะใช่ อย่างตอนนี้ก็ใช้สมองเยอะจนเหนื่อยเหมือนกัน
ฉันเลยหยิบชิโอะปังมากิน

สิ่งที่ฉันพอจะเรียนรู้จากการนั่งจิบชาเขียว และคุยกันตัวเองคือ ปี 2025
ก็เป็นอีก 1 ปีที่เราได้เรียนรู้ โทนวันนี้ดูดาร์กไปหน่อย
อาจจะเพราะความเหนื่อย (ซึ่งถ้าลองกลับไปสะท้อนตัวเองในหลายๆ มุม ก็คงเห็นหลายๆ สีสัน หลายๆ อารมณ์)

แต่ในทุกสีส้น ในทุกอารมณ์ มันเป็นการชวนให้เราคิดว่า ปี 2026
เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนมากขึ้น


เมื่อฉันดื่มชาเขียวหมดแก้ว ชิโอะปังอยู่ในท้องเรียบร้อย
ก็ได้เดินออกจากร้าน หันไปดูรอบตัว ไฟปีใหม่ยังสว่าง ถนนยังยาว
ผู้คนดูสนุกสนานต้อนรับเทศกาล และตัวฉันในตอนนี้
ได้เดินไปพร้อมกับใจที่รู้จักตัวเองมากขึ้น


นี่คือเรื่องราว อารมณ์ และการไปต่อของตัวฉัน
แล้วเรื่องราวของตัวคุณเป็นอย่างไร? ลองกลับมาเข้าใจ สะท้อน
และไปต่อกันดูนะ


บทความโดย - เบญจรัตน์ จงจำรัสพันธ
นักจิตวิทยาพัฒนาองค์กร


กำลังโหลดความคิดเห็น