ต้องยอมรับว่า The Housemaid หรือ “ความลับแม่บ้านร้าย” คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี ไม่ใช่เพียงเพราะมันสร้างจากนิยายขายดีของ “ฟรีดา แมกแฟดเดน” สู่เวอร์ชันจอเงินที่กล้าการันตีว่า “ทำออกมาได้ดีกว่าในหนังสือ” แต่การได้เห็นชื่อของ “ซิดนีย์ สวีนีย์” (Sydney Sweeney) มาประจันหน้ากับ “อแมนดา ไซเฟร็ด” (Amanda Seyfried) ภายใต้การกำกับของ “พอล ฟีก” (Paul Feig) คือส่วนผสมที่ทั้งแปลกใหม่และน่าลิ้มลองอย่างยิ่ง
หากจะพูดถึงหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ บทบาทของ “มิลลี่ คาลโลเวย์” ที่รับบทโดยซิดนีย์ สวีนีย์ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด สวีนีย์ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ จาก Euphoria หรือ Anyone But You มาสู่การแสดงที่เต็มไปด้วยเลเยอร์ที่ซับซ้อน เธอเปิดตัวด้วยลุคหญิงสาวผู้มีอดีตอันบอบช้ำ พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะแม่บ้านในคฤหาสน์หรูของตระกูลวินเชสเตอร์
เสน่ห์ของสวีนีย์ในเรื่องนี้คือการใช้ “ความนิ่ง” สยบ “ความเคลื่อนไหว” เธอถ่ายทอดความอึดอัด ความหวาดระแวง และความเปราะบางออกมาได้อย่างน่าเห็นใจ ทว่าภายใต้แววตาที่ดูเหมือนจะยอมจำนนนั้น เธอกลับซ่อนความลับบางอย่างที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ การแสดงของเธอไม่ใช่การโวยวายพ่นไฟ แต่เป็นการค่อยๆ กัดกินความรู้สึกของคนดูให้สงสัยว่า เราควรจะเอาใจช่วยเธอจริงๆ หรือไม่? ซึ่งนี่คือจุดแข็งที่สวีนีย์ทำได้ดีเยี่ยมในการรับมือกับบทบาทที่ต้อง “เล่นกับใจ” คนดูตลอดเวลา
ความสนุกของ The Housemaid ไม่ได้มาจากความสยองขวัญแบบแหวะ หรือแอ็กชันที่ดุเดือด แต่มันมาจาก “สงครามประสาท” ระหว่างมิลลี่ และ นีน่า วินเชสเตอร์ (อแมนดา ไซเฟร็ด) ผู้เป็นนายจ้าง การแสดงของทั้งคู่เหมือนกับการร่ายรำบนปากเหว ไซเฟร็ดในบทนีน่าถ่ายทอดความ “คลุ้มคลั่งแบบมีระดับ” ออกมาได้อย่างน่าสะพรึง ในขณะที่สวีนีย์คือฝ่ายที่ต้องคอยรับมือกับอารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านั้น
ผู้กำกับ พอล ฟีก ซึ่งเราคุ้นเคยกับงานคอมิดี้อย่าง Bridesmaids หรือหนังแนวสืบสวนอย่าง A Simple Favor ได้นำเอาลายเซ็นของเขามาปรับใช้ในเรื่องนี้ได้อย่างมีสไตล์ เขาใส่กลิ่นอายของหนังแนว Erotic Noir ยุค 90 เข้าไป ทำให้หนังมีความ “แซ่บ” และ “จิกกัด” ในคราวเดียวกัน หนังไม่ได้ทำตัวเป็นงานศิลปะชั้นครูที่เข้าใจยาก แต่มันทำหน้าที่เป็นความบันเทิงที่ลื่นไหลที่พร้อมจะหักหลังคนดูในทุกๆ 20 นาที
สิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลก (และนักวิจารณ์ต่างประเทศ) ต่างเทคะแนนให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ คือการที่มัน “รู้ใจคนดู” หนังพาเราไปสำรวจความเน่าเฟะภายใต้ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของคนรวย การใช้คฤหาสน์หลังโตเป็นกรงขังทางจิตวิทยานั้นทำออกมาได้บรรยากาศที่กดดันและน่าค้นหา
แม้ว่าหลายคนอาจจะคาดเดาตอนจบได้บ้างจากพื้นฐานของหนังสือ แต่เวอร์ชันภาพยนตร์ได้ปรับเปลี่ยนจังหวะและทิศทางบางอย่างให้มีความเป็น Cinematic มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงองก์สุดท้ายที่หนัง “ใส่สุด” จนกลายเป็นความโกลาหลที่ดูแล้วสะใจอย่างบอกไม่ถูก
The Housemaid จึงไม่ใช่แค่หนังระทึกขวัญดาษดื่น แต่มันคือการประกาศศักดาของ ซิดนีย์ สวีนีย์ ในฐานะนักแสดงตัวท็อปที่กุมบังเหียนหนังใหญ่ได้อยู่หมัด หากคุณกำลังมองหาหนังที่ดูสนุก มีชั้นเชิง และมอบความรู้สึกเหมือนได้นั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์ หนังเรื่องนี้คือคำตอบที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง


