xs
xsm
sm
md
lg

ใจแกร่ง! “แม่ชีศันสนีย์” ยิ้มสู้โรค เผยอาการล่าสุด หลังตรวจพบมะเร็งกระเพาะลามเต็มช่องท้อง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“แม่ชีศันสนีย์” ยิ้มสู้ ยอมรับไม่กลัวมะเร็ง เผยเลือกรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด ยันไม่ทำคีโม บอกภายใน 5 เดือน ก้อนเนื้อร้ายฝ่อจาก 10 เหลือ 1 เซนฯ ไม่เชื่อมะเร็งเป็นโรคเวรกรรม จดบันทึกทุกอย่างเตรียมเผยแพร่ผ่านหนังสือ ขอตายอย่างมีคุณค่า

เป็นข่าวที่ทำแฟนๆ พากันตกใจไม่น้อย หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า “แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต” เป็นมะเร็งร้ายในช่องท้อง ระยะลุกลาม และปฏิเสธการรักษาด้วยคีโม ขอใช้ธรรมชาติบำบัด ล่าสุด แม่ชีศันสนีย์เลยขอแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าว ยอมรับเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลาม คาดระยะ 3 - 4 ยันไม่กลัวมะเร็ง

“วันนี้เห็นสื่อมวลชนมาเยอะก็ตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะให้ความสนใจเรื่องคุณแม่ขนาดนี้ แม่ป่วยเป็นมะเร็งค่ะ ทราบการป่วยจากอาการทางกายที่ส่งสัญญาณให้เราต้องฟังมันมากขึ้น มีอาการเจ็บลิ้นปี่ รู้สึกได้ตอนช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เจ็บอย่างต่อเนื่องมา 1 เดือน คุณแม่ก็เฝ้าสังเกตว่าอาการเจ็บมันรุนแรงขึ้นหรือเปล่า ประกอบกับร่างกายของเราก็ซีดลง เพราะว่าแผลในกระเพาะมีเลือดซึมออกมา เราก็ตั้งข้อสังเกตว่าต้องไปตรวจดูว่าเกิดอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย”

“ช่วงปลายเดือนเมษายน แม่ได้เดินทางไปแสดงธรรม ที่ จ.เพชรบุรี ในช่วงระหว่างทางกลับมีอาการรุนแรงขึ้น ก็เลยแวะตรวจที่ รพ.ศิริราช ซึ่งเป็นกรรมดีของคุณแม่นะ พอถึงคิวแม่ หมอก็อยู่ตรงนั้นพอดีเลย หลายคนพูดว่ามะเร็งเป็นโรคของกรรมเก่า แม่ว่าไม่จริง มะเร็งเป็นเรื่องของพฤติกรรมของเรา พอเราสังเกตว่ามีพฤติกรรมแปลกไปในร่างกายของเรา เราก็ต้องให้ความอ่อนโยน เมื่อวานนี้คุณแม่กลับจากศิริราช คุณหมอที่ตรวจพบวันแรก ก็ดีใจที่เห็นคุณแม่ดีขึ้น บอกว่าวันแรกที่ตรวจคลำดูเจอเลย ส่องกล้อง สแกนเจอเลย ก็ดีมากเลยที่พอทันทีที่เจ็บก็ตรวจพบเลย มันเป็นเรื่องที่ เตือนให้ทุกคนรู้ว่าอย่าประมาท ถ้าร่างกายส่งสัญญาณอะไรก็ฟังมันหน่อย คุณแม่เป็นผู้เยียวยามาเยอะ คราวนี้กลายเป็นคนป่วย แต่เป็นคนป่วยที่ใช้วิธีการที่บอกกับทุกคน กับตัวเอง กลายเป็นคนป่วยที่ต้องเยียวยาตัวเอง”

“คุณแม่ก็ปฏิบัติตัวเป็นคนป่วยที่น่ารัก มะเร็งสำหรับแม่เป็นอะไรที่น่ารัก เป็นบุญคุณ ตอนที่เห็นผลตรวจครั้งแรก มันก็มีก้อนเนื้อใหญ่ เป็นก้อนมะเร็ง 2 ก้อน 10 เซนฯ กว่าๆ ทั้งสองก้อน อยู่ในกระเพาะ คือ มันเป็นแผลในกระเพาะ เลือดออกในกระเพาะ เพราะมันมีแผลอยู่ มันก็เลยปลิ้นออกไปนอกกระเพาะ แล้วมันก็กระจายออกไปทั่วหน้าท้องของแม่ ดูจากจอคอมพิวเตอร์ คนที่ไปด้วยตกใจ หน้าซีด เพราะหมอชี้ให้ดูจุดมี่มันกระจายออกไปเต็มท้อง มะเร็ง 2 ก้อนมันก็ไปเบียดถุงน้ำดี ลิ้นปี่ มันก็คงไม่ใช่เพิ่งเป็น แต่ว่าเราไม่เคยฟังร่างกายของเรา เราอาจจะคิดว่า แข็งแรง เราทำงานได้ พอได้เห็นคุณแม่ก็ตัดสินใจ ด้วยความไม่กลัวของคุณแม่ ว่ามันจะเป็นอะไรก็เป็นเถอะ สิ่งนี้ต้องเป็นประโยชน์ คุณแม่คิดได้เร็วเพราะใจของคุณแม่ก่อนไปฟังผล 27 เมษา คือจริงๆ หมอพบตั้งแต่วันแรก แล้วก็โทร.ไปบอกพี่สาวว่าเป็นมะเร็ง แต่ไม่มีใครกล้าบอกคุณแม่ ไม่มีใครรู้ว่าแม่รู้สึกยังไง แม่กลับมาทำงานตามปกติ”

“วันฟังผลก็ได้นั่งอธิษฐานจิตว่าไม่ว่าหมอจะพยากรณ์ว่าอะไร สิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์ ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ ไอ้ที่เป็นมันต้องมีบุญคุณ แล้วแม่ก็ปรับพฤติกรรมการรักษา ซึ่งคุณแม่รักษาด้วย 3 อย่างใหญ่ๆ หนึ่งคือแม่เป็นคนไข้ที่ดีของคุณหมอ หมอให้ทำอะไรก็ทำในฐานะของผู้ป่วย แต่สิ่งที่เปลี่ยนที่สุดคือพฤติกรรมการเป็นอยู่ การแบ่งเวลาทำงาน การให้โอกาสกับตัวเอง เนื่องจากเป็นที่กระเพาะ ซึ่งเป็นอวัยวะช่องทางเดียวในการเดินอาหาร ต้องกลับมาดูแลเรื่องอาหารการกิน”

“คุณแม่เห็นว่าตัวเองเป็นเพราะอะไร เช่น แม่ทานอาหารมื้อเดียวในหนึ่งวัน และเป็นเวลาที่สั้น เพราะต้องทำงานเยอะ ประกอบกับเวลานั้นมีคนต้องการความช่วยเหลือมาก เวลาเพลเสาร์ - อาทิตย์ แม่จะบริหารเวลาตรงนั้นยากมาก พอคุณแม่ต้องปฏิบัติตัวใหม่ ก็จะบอกกับทุกคนว่า เวลานี้เป็นเวลาที่ต้องเมตตาตัวเอง แล้วคุณแม่ก็กลับมาทำธรรมชาติบำบัด ซึ่งเสถียรธรรมสถานทำอยู่ เราช่วยคนในการทำธรรมชาติบำบัดมา 10 กว่าปีแล้ว ถึงเวลาที่แม่เป็นก็กลับไปใช้ทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบ”

คุยกับร่างกายทุกวัน ภาวนาลมหายใจ 2 ชม. หลับก่อน 4 ทุ่ม ยอมรับไม่กลัวมะเร็ง ในเวลา 5 เดือน จาก 10 เซนฯ เหลือ 1 เซนฯ
“ในเดือนแรกน้ำหนักลดลงไป 10 กิโลเลย เพราะเราพิจารณาอาหารที่ย่อยง่ายที่สุด คือ ผลไม้ แม่ทานผลไม้อยู่ 1 เดือน มันสร้างเซลล์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และสดขึ้น คนแทบไม่รู้ว่าแม่ป่วย นอกจากนี้แล้วแม่ยังใช้เวลาภาวนากับการเจ็บป่วยคราวนี้มากเป็นพิเศษ คุยกับร่างกายตัวเองทุกวัน โดยการใช้การภาวนากับลมหายใจ ตั้งแต่ 2 ทุ่ม พอครบ 2 ชั่วโมงในเวลา 4 ทุ่ม ก็พยายามหลับ จะตื่นมาอีกทีตอนตี 1 หรือ ตี 2 การภาวนาอันนี้ แม่คิดว่าคนป่วยทุกคน ควรทำการนี้ อย่าจะแบ่งปันในการแถลงข่าวครั้งนี้ว่า อย่ากลัวมะเร็ง มะเร็งเป็นเหมือนกุศล ให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้ มะเร็งไม่ใช่เรื่องความตาย แต่การกลัวมะเร็งมันตายทั้งเป็น ดังนั้นเดือนเมษายนที่เป็น พฤษภาคมรักษาเดือนแรก พอมิถุนายนกลับไปตรวจ ก้อนเนื้อ 10 เซน มันลดเหลือ 3 เซนฯ คือ ผลจากการทำงานอย่างอ่อนโยน ช่วงเวลาที่เราอยู่ในภาวะของผู้ป่วย มันทำให้เห็นว่า ถ้าผู้ป่วยท่านอื่นเป็นเช่นนี้มันจะมีกำลังใจ หลังจากนั้นแม่ดูแลไปอีก 2 เดือน มันลดเหลือ 1 เซนฯ มันเห็นการทำงานที่ต่อเนื่อง ในเวลาไม่ถึง 5 เดือน แม่เห็นเลยว่าเราสามารถพูดคุยกับกายใจของเราได้”

“จากนั้นเมื่อวานแม่ไปฟังผลแสกนผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ คุณแม่บอกว่าส่วนที่งอกออกไปมันฟ่อจนแทบมองไม่เห็น ไม่มีการกระจายไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฉะนั้นสิ่งนี้มันจะทำให้เรารู้สึกได้ว่ามันเป็นประโยชน์ คุณหมอบอกว่าดีใจมากที่ร่างกายแม่ตอบสนองต่อการรักษา ตอบสนองต่อการเยียวยา คุณหมอใช้คำว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ระหว่างเรื่องของวิทยาศาสตร์ กับเรื่องของจิตที่ฝึกไว้”

“2 เดือนแรก คุณแม่ไม่ได้บอกใครเลย หลายคนอาจจะสังเกตว่าคุณแม่ผอมลง มีแรงน้อยลง แต่ยังทำงานปกติ และเมื่อเดือนตุลาคม คุณแม่ก็น้ำหนักลดลงเหลือ 42 กิโลกรัม จาก 56 กิโลกรัม ฉะนั้น วันนี้ต้องขอบคุณถ้าสิ่งที่คุณแม่เป็นมันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ในฐานะของผู้เยียวยา อยากให้กำลังใจผู้ป่วยว่าอย่ากลัว ความไม่กลัวเป็นเรื่องแรกที่แม่มี และความอาจหาญที่จะเรียนรู้กับสิ่งที่เป็น ตอนแรกคุณหมอพูดเลยว่าเราผ่าตัดไม่ได้ แต่คงเป็นกรรมดีที่ยาที่คุณหมอให้ไปรักษาได้ถูกจุด แต่มันอาจจะมีภาวะของร่างกายที่มีความผะอืดผะอมบ้าง แต่มันสามารถที่จะผ่านไปได้ ในกรณีนี้ญาติผู้ป่วยต้องเข้มแข็งมาก”

บอกหยุดทำงานแค่อาทิตย์เดียว ก่อนจะกลับมาทำงานตามปกติ เตรียมบอกเล่าผ่านหนังสือ หวังว่าจะเป็นประโยชน์
“จริงๆ นอนในสัปดาห์แรกเพื่อให้เลือดมันไม่ไหล นอนแบบติดเตียงอาทิตย์เดียว เพราะคนดูแลขอร้องว่าให้หยุด นอกนั้นแม่ทำงานตามปกติ บางทีไม่มีแรง แต่พอมาพูดธรรมะแล้วไม่รู้แรงมันมาจากไหน คุณแม่เชื่อว่าถ้าเราทำทุกอย่างปกติ มันจะฟื้นฟูร่างกาย อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการเยียวยาตัวเอง ฟังตัวเองให้เป็น”

“คุณแม่จดบันทึก การถ่ายทอดองค์ความรู้ เป็นเรื่องที่แม่จะทำทันที ตอนนี้คุณแม่เริ่มเก็บบันทึกการพูดคุยกับร่างกาย การพูดคุยกับคุณหมอ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จะทำออกมาเป็นหนังสือค่ะ กำลังทำออกมาให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นต้นปีหน้าหน้าได้ ก็ขึ้นอยู่กับคณะทำงาน อะไรที่สื่อสารกับคนได้จะทำ คิดว่าวันนี้คนที่เป็นมะเร็งน่าจะได้กำลังใจ”

เผยเร่งสร้างอาคารธรรมมาศรม อยากตายอย่างมีคุณค่า
“แม่ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว คุณแม่ซื้อที่ตรงนี้ในปี 2529 ในปี 2559 มันครบ 30 ปี แม่ก็คิดว่าถ้าเราจะทิ้งอะไรไว้ให้กับสังคม เราน่าจะทำงานอะไรให้มันเหมาะกับเรา ซึ่งตอนที่ตัดสินใจทำตอนนั้นรัชกาลที่ ๙ ยังไม่สวรรคต และตอนนั้นคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าป่วย จากนั้นก็ถามตัวเองว่าถ้ารู้ว่าป่วยจะทำมั้ย เรื่องตายเป็นเรื่องที่ได้มาพร้อมกับการเกิด เราต้องอยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า”

“วันที่ 1 - 10 ธ.ค. จะมีการให้ความรู้ในเรื่องที่ป่วย สำหรับคนที่ป่วยแล้ว คนที่ยังไม่ป่วย คนที่อยากรักษาสุขภาพ เป็นเทศกาล อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีคุณค่า เราตั้งใจจะทำถวายอุทิศเป็นพระราชกุศลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ครบ 90 พรรษา”

คาดเป็นมะเร็งระยะ 3 - 4 ก่อนหน้านี้ มีอาการหน้าเขียว ไม่มีแรง ขาบวม ปรารถนาให้การรักษาไม่ยืดเยื้อ
“คุณแม่ไม่ถามคุณหมอเลย แต่ที่จริงอาการแบบนี้คงระยะที่ 3 - 4 แล้ว เพราะมันกระจายแล้ว แต่คุณแม่ไม่ถาม เรื่องอาการตอนนี้คุณหมอบอกว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องตามอาการดูเพื่อที่จะให้เซลล์มะเร็งมันทำงานขึ้นมาอีก แต่คุณแม่ก็ปรารถนาที่จะไม่ให้มันยืดเยื้อนะ เพราะยามันมีผลกับร่างกายคุณแม่ในส่วนอื่นๆ มีช่วงเดือนตุลาคม เม็ดเลือดขาวมันดร็อปมากจนแม่ไม่มีแรง มีอยู่วันหนึ่งแม่หน้าเขียวมาก ทุกคนก็ถามว่าแม่ไปทำอะไรมา แม่ก็บอกว่าไปจับกระดาษแล้วหมึกมันโดน ออกไลฟ์ทุกอาทิตย์จะเห็นว่าแม่บวม ถ้านั่งประชุมเกิน 1 ชั่วโมง ขาจะบวม แม่ต้องลุกเดิน”

กำลังโหลดความคิดเห็น...