xs
xsm
sm
md
lg

พระราชาที่ยิ่งใหญ่ “ตู่ นพพล” เต็มตื้นในหัวใจ “ในหลวง-พระราชินี” ตรัสถามถึง “แม่จุ๊” สมัยพากย์หนังถวาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ตู่ นพพล” ปลื้มที่สุดในชีวิต ถวายงานต่อหน้าพระพักตร์ “ในหลวง - พระราชินี” และราชวงศ์ทุกพระองค์ ตื้นตันพระองค์ตรัสถามถึง “แม่จุ๊” สมัยพากย์หนังถวาย ลั่นยากจะหาพระราชาแบบนี้ได้ ยึดพระราชดำรัสในหลวงจงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว เผย อยากให้มีคนรวมเล่มพระบรมราโชวาทเพื่อประโยชน์ของคนไทย มั่นใจพ่อมองลงมาต้องยิ้ม รักละครเทิดพระเกียรติ “สายน้ำสามชีวิต” ละครของพ่อที่สุด

ได้มีโอกาสเป็นผู้บรรยายเสียงภาษาไทยในสารคดี “King Bhumibol of Thailand : The People’s King ในหลวงในดวงใจ” สำหรับผู้จัดวิก 3 “ตู่ นพพล โกมารชุน” โดยอาตู่เปิดใจเล่าให้ฟังว่า เคยถวายงานต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทั้งสองพระองค์ตรัสถามถึง “แม่จุ๊ จุรี โอศิริ” ด้วย

“จะบอกว่า ตั้งแต่เด็กมาแล้วเราจะดูข่าวในพระราชสำนัก เมื่อก่อนก็ดูไปอย่างนั้นแหละ แม่ก็บอกว่าดูเถอะ เราจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็ดูไปว่าพระองค์ท่านเสด็จฯไปทั่วทุกภาคทุกมุมของประเทศไทยเลย คำถามที่มีอยู่ในใจตอนนั้นก็คือว่าทำไมพระองค์ท่านต้องไปด้วย นั่นคือ ความรู้สึกของเด็กคนหนึ่ง”

“แต่พอเราโตขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้น เราถึงได้เห็นว่าทุกที่ที่พระองค์เสด็จฯไปนั้นแสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมีปัญหา พระองค์ไปเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่ดีขึ้นและสามารถช่วยตัวเองได้ พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่สอนทุกเรื่อง มองว่า ทุกเรื่องมีความสำคัญ ก็ได้ติดตามข่าวในพระราชสำนักเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 13 ตุลาคม ในวันที่พระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้วจึงมีความหมายกับตัวอาตู่มาก เพราะเราได้ติดตามงานของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง และมีความรู้สึกว่าจะหาพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เคยถวายงานต่อหน้าพระพักตร์ “ในหลวง - พระราชินี” และราชวงศ์ทุกพระองค์
“หนเดียว ตอนนั้นเป็นพิธีกรงานคอนเสิร์ตของหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ซึ่งเป็นพระสหายของพระองค์ ที่ท่านทรงประพันธ์คำร้องในเพลงพระราชนิพนธ์ ในหลวงทรงประพันธ์ดนตรี เป็นคอนเสิร์ตใหญ่มาก จัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรม เราเป็นพิธีกรหลัก วันนั้นในหลวงกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ท่านเสด็จฯและราชวงศ์ทุกพระองค์ ทุกคนก็จะแซวเราว่าเป็นคนเริ่มต้นนะ เป็นคนเปิดงานทำให้ดีนะ ถ้ามีข้อผิดพลาดคนอื่นแย่หมดเลยนะ ก็จะแซวกันอย่างนี้ ทำให้เราตื่นกลัวมาก ตั้งใจมาก แล้วก็ท่องๆๆ คำที่จะต้องกล่าวเปิดงาน”

เต็มตื้นในหัวใจ “ในหลวง-พระราชินี” ตรัสถามถึง “แม่จุ๊” สมัยพากย์หนังถวาย
“เราก็ตั้งสติด้วยความรู้สึกทั้งมวลว่าพระองค์ท่านคงไม่ว่าหรอกถ้าจะมีผิดบ้าง ก็ออกไปทำงานชิ้นนั้น พอเลิกคอนเสิร์ตทุกคนจะต้องไปตั้งแถวส่งเสด็จฯ ข้างหน้าเรามีคนมารอส่งเสด็จฯเยอะมาก ประมาณ 3 - 4 แถวแน่นๆ เลย ในหลวงกับสมเด็จพระราชินี ก็เสด็จฯลงมาแล้วก็เสด็จฯผ่านไป เราก็ได้ยลพระศิริโฉมใกล้ชิดมาก ดีใจมาก แล้วสักพักหนึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จฯกลับมาแล้วก็มองมาทางอาตู่แล้วพูดว่าเป็นยังไง เหนื่อยมั้ยเป็นพิธีกร เท่านั้นแหละรู้สึกเหมือนสั่นไปทั้งตัว แล้วพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จฯมาประทับข้างๆ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะบอกว่าคิดถึงแม่ (จุ๊ จุรี โอศิริ) เขานะ แม่เป็นยังไง สบายดีมั้ย คิดถึงตอนที่แม่ไปพากย์หนังให้เราดู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านก็ทรงยิ้มให้แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินต่อไป

แค่นั้นก็มีความรู้สึกเหมือนว่าทั้งชีวิตนี้มันเต็มตื้นมากๆ พระองค์ท่านไม่เคยลืมแม้กระทั่งแม่เคยเข้าไปพากย์หนังถวาย เมื่อประมาณ 50 - 60 ปีที่แล้ว สมัยนั้นพระองค์จะทอดพระเนตรหนังที่คนบอกว่าสนุกเหลือเกินในวัง เรื่องที่แม่เข้าไปพากย์ก็เริ่มด้วยแม่นาคพระโขนง พระองค์ท่านจะประทับอยู่บนโซฟา แม่กับนักพากย์นั่งกับพื้น แล้วก็พากย์กันตรงนั้นเลยสดๆ ในหลวง ก็มีพระราชดำรัสว่าพากย์กันแบบที่ชาวบ้านเขาดูนะ ไม่ต้องเกร็งอะไรทั้งสิ้น ฉันอยากสนุกด้วย แม่ก็เล่าว่าพากย์กันอย่างเต็มที่มีกลเม็ดอะไรก็งัดกันออกมาหมด”

เป็นบุญสูงสุดพระองค์ทรงเมตตาไม่เคยลืมแม้แต่คุณแม่ อาชีพแค่พากย์หนัง
“พอเสร็จก็พระราชทานเลี้ยงอาหาร แม่บอกไม่เคยกินเกี๊ยวที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน แม่มีความสุขมาก ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ยังนึกอยู่ในใจว่าแม่คงจะได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่านแล้ว ถือเป็นบุญกับชีวิตอย่างมากที่คุณแม่และผมมีโอกาสได้ถวายงานพระองค์ท่าน เราถือเป็นส่วนที่เล็กมากเหลือเกินในประเทศนี้ แต่พระองค์ท่านให้ความเมตตาและไม่เคยลืมแม้กระทั่งนักพากย์อย่างคุณแม่ซึ่งก็มีอาชีพแค่พากย์หนัง แล้วก็ตัวผมเองที่วันนั้นเป็นพิธีกรพระองค์ท่านยังมีความห่วงใยว่าเหนื่อย มั้ยแค่นี้ก็ถือว่าเป็นบุญกับชีวิตอย่างสุดสุดแล้วครับ”

ยึดพระราชดำรัส จงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต
“มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ผมใช้จนกระทั่งทุกวันนี้ พระราชดำรัสอันนี้บอกว่าจงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต น้ำครึ่งแก้วหมายความว่าแก้วนี้สามารถเติมได้ เติมความรู้ เติมประสบการณ์ให้กับชีวิต เพื่อที่จะไปพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้า ตรงนี้คืออาชีพของผมเลย เมื่อไหร่ที่ตัวเราหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้แล้ว เพราะว่าการทำงานในงานบันเทิงมันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นซึ่งจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราทำตัวเป็นแก้วน้ำเต็มเติมอะไรไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีแต่ล้นและเสียหายไป ฉะนั้น ผมก็จะเอาพระราชดำรัสนี้มาเป็นสิ่งนำชีวิตมาโดยตลอด คือเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต”

“ถ้ามีโอกาสผมก็อยากที่จะบอกเล่าให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฟังอยู่แล้ว แต่ผมคงจะไม่ละเอียดแต่คงจะไม่ได้เข้าถึงตัวเขามากกว่าที่จะได้ดู ซึ่งตอนนี้ทีวีทุกช่องก็จะออกพระราชกรณียกิจเยอะมาก อยากให้มีเวลาที่จะนั่งดู ศึกษา และทำความเข้าใจกับสิ่งที่พระองค์ท่านพยายามที่จะทำให้กับประเทศชาติของเรา”

พร้อมทำละครเทิดพระเกียรติ บอกละคร “สายน้ำสามชีวิต” เป็นละครของพ่อ เป็นละครที่ตนรักและภูมิใจมากที่สุด
“ผมมีโอกาสทั้งแสดงและกำกับละครเทิดพระเกียรติ ล่าสุด ที่นำกลับมาฉายใหม่เป็นละครเทิดพระเกียรติเรื่องเพลงของพ่อ เรื่องนั้นน่าจะเล่นไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 17 ปีที่แล้ว ส่วนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วผมได้ทำละครเทิดพระเกียรติเป็นละครยาวเรื่องสายน้ำสามชีวิต ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับพระองค์ท่านโดยตรงเพราะโจทย์ที่ผู้ใหญ่ให้มาคือตอนนั้นข้าวกำลังจะมีปัญหาว่าจะถูกแย่งชิงไปจดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นงานของพระองค์ท่านแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่าพระองค์ท่านพยายามที่จะผลักดันข้าวของประเทศไทยให้เป็นที่เลื่องลือกับชาวโลก แต่กำลังจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เลยมานั่งคิดกันว่าทำไมไม่ทำละครเกี่ยวกับข้าวสักเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสายน้ำสามชีวิตก็จะเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งถือเป็นสายเลือดใหญ่ แล้วก็เรื่องข้าว และเรื่องเรือพระราชพิธี โดยมี คุณนุช (ปรียานุช) เป็นคนพล็อตเรื่องเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของละคร เรื่องนี้เป็นละครที่รักมากและภูมิใจมากที่ได้ทำ ถามว่าหลังจากนี้มีความคิดที่จะทำละครเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านอีกมั้ย อันนี้ต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่ถ้าหากมอบหมายงานมาให้ผมก็พร้อมที่จะทำอะไรที่เกี่ยวกับในหลวงพร้อมที่จะทำตลอดเวลา”

อยากให้มีใครรวบรวมพระบรมราโชวาทเพื่อประโยชน์ของคนไทย มั่นใจพ่อมองลงมาจะได้ยิ้ม
“อย่าโศกเศร้าเพราะพระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นประชาชนชาวไทยโศกเศร้ามากนัก การสูญเสียถูกต้องที่ทุกคนจะเศร้าใจแต่มันต้องมีเวลาที่พวกเราจะลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อไป พระองค์ท่านคงอยากให้พวกเราเดินหน้ามากกว่า ทุกก้าวที่จะก้าวต่อไปขอให้ทุกคนได้นึกถึงงานของพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านสอน ถ้าจะมีใครสักคนเก็บพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านมารวมเป็นเล่มจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคนมากๆ ที่จะได้อ่านและได้ศึกษา วันหนึ่งที่พ่อมองลงมาจะได้ยิ้ม


กำลังโหลดความคิดเห็น...