xs
xsm
sm
md
lg

กะรัตรัก – Diamond Lover ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กะรัตรัก - Diamond Lover ตอนที่ 11

เหม่ยลี่ถูกหลินจื่อเหลียงลากแขนออกมาที่หน้าห้องจัดเลี้ยง เธอตัดสินใจสลัดแขนจนหลุดแล้วจะเดินหนีไป

“ขอโทษนะคะ ฉันต้องกลับแล้ว”
จื่อเหลียงเอ่ยขึ้นทันที “คุณรู้มั้ยว่าทำไม ตอนนั้นผมต้องพยายามดึงคุณเข้ามาในบริษัท” เหม่ยลี่ชะงักหันกลับมาช้าๆ รองหลินยิ้มเจ้าเล่ห์ “เพราะผมมีลางสังหรณ์ไงล่ะ ผมมองหาจุดอ่อนของเขามาโดยตลอด ในที่สุดวันนี้ก็เจอ”
“คุณจะทำอะไรคุณเซี่ยว” เหม่ยลี่ตกใจมาก
“ถ้าคุณไม่ต้องการให้เขาเป็นอะไรล่ะก็ ยอมมากับผมซะดีๆ”
จื่อเหลียงเดินยิ้มนำออกไปอย่างเป็นต่อ เหม่ยลี่เหลียวไปมองทางห้องจัดเลี้ยงอย่างลังเลและคิดหนัก สุดท้ายตามไป

ด้านเหลยอี้หมิงยืนรออยู่หน้าห้องสักครู่ใหญ่ๆ แต่ไม่เห็นยัยอ้วนออกมาสักทีจึงกดโทร.หา
อีกฟาก เหม่ยลี่ก้าวขึ้นที่นั่งตอนหลังของรถ จื่อเหลียงตามมานั่งประกบ ปิดประตูลง เสียงมือถือดังขึ้น เหม่ยลี่หยิบมาดูเห็นเป็นอี้หมิงโทร.มาจึงรับสาย
“ฮัลโหล” เหม่ยลี่ไม่ทันได้พูดอะไร จื่อเหลียงก็แย่งโทรศัพท์ไปปิดเครื่องทันที “คุณทำอะไร”
อี้หมิงตกใจมากที่จู่ๆ สายยัยอ้วนก็ตัดไป “ฮัลโหล”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” พร้อมกับว่าจื่อเหลียงโยนมือถือทิ้งไป แล้วสั่งอาหลิว คนขับรถให้ออกรถทันที
“โชเฟอร์หลิว ออกรถ”

หมอเหลยพยายามโทร.หาอีกครั้ง ปรากฏว่าเครื่องถูกปิดไปแล้ว เลยกดเข้าจีพีเอส ที่ตั้งเอาไว้คราวก่อน คลิกขยายดูแผนที่พบว่าเส้นทางดูแปลกๆ รีบออกไปที่รถอย่างร้อนใจ

ฝนตกปรอยๆ รถแล่นมาหยุดที่ถนนแห่งหนึ่ง จื่อเหลียงซึ่งนั่งงีบมาตลอดทางงัวเงียขึ้นมา สั่งอาหลิว
“โชเฟอร์หลิว ไปซื้อน้ำให้ผมหน่อย”
รอจนคนขับรถลงรถไป เหม่ยลี่จึงถามขึ้น
“คุณจะทำอะไรเซี่ยวเลี่ยงกันแน่”
“เซี่ยวเลี่ยงเหรอ เรียกได้สนิทดีหนิ ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการใกล้ชิดกับเขาเพื่ออะไร เพื่อเงิน หรือเพื่ออย่างอื่นกันแน่”
“ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันกับเขาเป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้องธรรมดา”
จื่อเหลียงหัวเราะเยาะอย่างรู้ทัน “คุณพูดโกหก คุณเป็นได้แค่แจกันดอกไม้เท่านั้น คุณต้องการใช้เขาเป็นทางผ่านเลื่อนตำแหน่ง ที่จริงคุณขอร้องผมได้หนิ ผมช่วยคุณได้ สิ่งที่เขามีผมก็มี คุณขอร้องผมสิ หะ”
“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรแล้วล่ะก็ ฉันขอตัวก่อน” เหม่ยลี่จะเปิดประตูลงอีกฝั่ง แต่จื่อเหลียงกระชากแขนไว้อย่างแรงจนเธอตกใจ
“อ๊าย”
จื่อเหลียงจับแขนเธอตรึงไว้ทั้งสองข้างจ้องหน้า “แม้แต่คุณก็ต้องการหนีผมใช่มั้ย”
“คุณจะทำอะไร”
“หะ เซี่ยวเลี่ยงสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ คนแซ่เซี่ยวดีมากเลยเรอะ”
“ปล่อยนะท่านรองหลิน คุณเมาแล้ว” เหม่ยลี่ดิ้นรนขัดขืน
จื่อเหลียงระเบิดอารมณ์อัดอั้นในใจ ระบายออกมา “พวกคุณ ไม่เคยลืมตามองผมเลย คุณจ้องมองแต่เขา ผมเหมือนเป็นเงาที่ ถูกเขาเหยียบไปมาทุกวัน ผมเป็นคนผมก็มีศักดิ์ศรี ผมก็มีตัวตนเหมือนคนอื่น ทุกอย่างที่เป็นของผม ใครก็อย่าคิดแย่งมันไป”
“ปล่อยนะ”
“ผมไม่ปล่อย”

แรงแค้นในตัวเซี่ยวเลี่ยงผสมด้วยความเมาจื่อเหลียงมีท่าทีคุกคามมากขึ้น

ฝ่ายเหลยอี้หมิงพบว่าสัญญาณจีพีเอสแน่นิ่งอยู่ที่จุดหนึ่ง จึงเร่งเครื่องขับรถทะยานไปเร็วแรงราวกับจะบิน

“ปล่อยฉันนะ”
จื่อเหลียงโถมตัวเข้าหา “ผมจะบอกให้ ผมจะทำลายทุกอย่างของเซี่ยวเลี่ยง ตอนนี้ผมจะทำลายคุณ”
เหม่ยลี่กรี๊ดสุดเสียงดิ้นรนขัดขืนเต็มกำลัง “อ๊าย อย่านะ”
“อย่าส่งเสียงดัง”
เหม่ยลี่เบี่ยงหน้าหลบไปมาร้องไม่หยุด “อ๊าย ปล่อยฉันนะ อ๊าย”
“อย่าขยับ”
เหม่ยลี่จวนเจียนจะเสียท่าอยู่รอมร่อส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนรักออกมาไม่หยุดปาก “เหลยอี้หมิงช่วยฉันด้วย เหลยอี้หมิง ช่วยด้วย เหลยอี้หมิง...เหลยอี้หมิง”
“อย่าขยับ”
อี้หมิงตามมาจนทัน จอดรถติดๆ กัน รีบกระโจนลงไปที่รถจื่อเหลียงด้วยความโกรธแค้นเมื่อได้ยินเสียงร้องของยัยอ้วน
หมอเหลยเปิดประตูรถเข้าไปกระชากลากร่างจื่อเหลียงลงรถไป เหม่ยลี่มองตะลึง
จื่อเหลียงเมาจนไม่มีแรงสู้ ถูกอี้หมิงต่อยจนร่วงลงไปกองกับพื้น หมอเหลยเตะอัดเข้าตามลำตัวด้วยความแค้นชนิดไม่ยั้งมือ สุดท้ายยัดร่างจื่อเหลียงเข้าไปในรถโดยปล่อยขาไว้ด้านนอก แล้วเหวี่ยงประตูรถอัดเข้ากับขาเต็มแรงติดๆ กันสองสามที จื่อเหลียงเงียบเสียงไปเลย
จากนั้นอี้หมิงถอดสูทออก เดินมาเปิดประตูอีกฝั่ง เห็นเหม่ยลี่นั่งตัวสั่นขวัญเสียอยู่จึงแตะตัวเรียก
“มา”
หมอเหลยประคองเหม่ยลี่ออกมา สวมสูทคลุมไหล่ให้พร้อมกับดึงร่างมากอดปลอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละตัวออกประคองพายัยอ้วนไปขึ้นรถ
“เขาทำเธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เหม่ยลี่เงียบไม่ยอมตอบน้ำตาร่วงเป็นสาย อี้หมิงแค้นเปิดประตูจะไปกระทืบซ้ำ เหม่ยลี่รีบบอกว่า
“เปล่า”
อี้หมิงโมโหไม่หาย หันมาถามอย่างมีอารมณ์ “ทำไมเธอต้องขึ้นรถของเขา ฉันบอกให้เธอรอไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอต้องไปไหนตามใจชอบ เธอทำให้ฉันสบายใจหน่อยได้มั้ย”
เหม่ยลี่ร้องไห้ไป พูดไป “ฉันไม่รู้ว่าเขาจะทำแบบนี้กับฉัน นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ทำไมต้องมาด่าฉันในเวลาแบบนี้ด้วย นายรู้มั้ยว่าเมื่อกี้ฉันกลัวแค่ไหน ถ้านายไม่มาล่ะก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันจะเป็นยังไงบ้าง”
อี้หมิงโอบไหล่เหม่ยลี่มาอิงซบกับไหล่ตน สงสารยัยอ้วนของเขาจับใจ

ในรถที่ฉีหยูขับแล่นมาตามทาง พ่อลูก นั่งคู่กันมาที่เบาะตอนหลัง เจิ้นตงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“งานเลี้ยงฉลองในคืนนี้ พูดได้ว่า เป็นงานที่มีความสุขที่สุดในรอบปีเลยล่ะ หลังจากเยี่ยฉีไปจากแก นี่คงเป็นครั้งแรกที่แกถ่ายรูปร่วมกับฉัน”
เซี่ยวเลี่ยงยิ้มบางๆ “ผมไม่ได้ยินชื่อของเขามานานแล้วล่ะ”
“พ่อมองออกว่า แกคงลืมเขาแล้วสินะ อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะ เกาเหวินคนนั้น”
เซี่ยวเลี่ยงบอกบิดาไปว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะเธอ”
“งั้นก็ดี” มีสายเข้ามาที่เครื่องพอดี ประมุขเทซีโร่รับสาย “ฮัลโหล ใช่ฉันเอง อะไรนะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เจิ้นตงร้องบอกฉีหยูอย่างร้อนใจ “ฉีหยู ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
เซี่ยวเลี่ยงหันมาถาม “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“จื่อเหลียงถูกตี ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เร็วเข้า”
เซี่ยวเลี่ยงแปลกใจมาก สีหน้าใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้น

เจิ้นตงเดินเข้ามาในห้องพักฟื้นพร้อมกับเซี่ยวเลี่ยง ตรงไปที่เตียงถามลูกชายอย่างเป็นห่วง
“จื่อเหลียง แกเป็นไงบ้าง”
จื่อเหลียงได้รับการทำแผลแล้ว มีร่องรอยพกช้ำที่ใบหน้า
“พ่อ พ่อมาได้ยังไง” เขาหันไปทางอาหลิวที่ข้างเตียงอย่างไม่พอใจ “ใครให้คุณรายงานพ่อผม”
“แกบาดเจ็บได้ยังไง หะ เจ็บมากหรือเปล่า หมอล่ะ เหล่าหลิว ไปเรียกหมอมาซิ”
“พ่อ พ่ออย่ากังวล ผมบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องอื่นให้คนจัดการเรียบร้อยแล้ว”
เซี่ยวเลี่ยงมองท่าทีจื่อเหลียงอยู่เงียบๆ
“ใครเป็นคนทำร้ายแก แล้วแกแจ้งความหรือยัง”
“พ่อ ผมมีเรื่องเข้าใจผิด กับคนอื่นนิดหน่อยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องตามเขาหรอก ปล่อยเขาไปเถอะ”
เจิ้นตงขัดใจจะไม่ยอม “ได้ยังไงกัน ลูกชายของฉันเซี่ยวเจิ้นตง จะปล่อยให้ใครตีสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไงล่ะ”
จื่อเหลียงซาบซึ้งใจ “พ่อครับ พ่อไม่ได้เรียกผม แบบนี้มานานแล้วนะ”
เซี่ยวเลี่ยงเอ่ยขึ้นลอยๆ “นายบาดเจ็บขนาดนี้ คงไม่ใช่เพราะสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกมั้ง”
เจิ้นตงขัดขึ้น มองหน้าอาหลิวคาดคั้น “เอ่อ เหล่าหลิว แกบอกฉันสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแกถึงพาจื่อเหลียงไปชานเมือง แล้วเขาบาดเจ็บได้ยังไง”
“ท่านรองหลิน อยากจะสร่างเมา ก็เลยไปชานเมือง ต่อมาเขาให้ผมไปซื้อน้ำ ผมก็เลยไป แต่ตอนที่ผมกลับมา ท่านรองหลินก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บแล้ว” อาหลิวเล่า
เซี่ยวเลี่ยงมองประเมินท่าทีคนขับรถอย่างเคลือบแคลงใจ เจิ้นตงโมโหไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย
“แก...”
“ช่างเถอะครับพ่อ พ่ออย่ากดดันลุงหลิวเลย คิดซะว่าเห็นแก่ผม อย่าโกรธได้มั้ยครับ ผมกลัวว่า พ่อจะเสียสุขภาพเพราะว่าผมน่ะครับ” จื่อเหลียงสร้างภาพแสนดีทันที
เจิ้นตงขัดใจ “จื่อเหลียงลูกคนนี้นี่จริงๆ เลย มักจะนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ แล้วแกจะดูแลตัวเองได้ล่ะ มาๆๆ นอนลงเถอะรีบนอนนะ”
อาหลิวประคองจื่อเหลียงลงนอน ขยับผ้าห่มให้ จื่อเหลียงหันมามองเชิงขู่แว่บหนึ่งคนขับรถก้มหน้าหลบตาวูบ

เซี่ยวเลี่ยงมองเห็นพอดี

สองคนเดินคุยกันมาตามทางเดิน

“ตอนนี้จื่อเหลียงบาดเจ็บ ในช่วงนี้งานที่บริษัทต้องลำบากแกแล้ว
“พ่อวางใจได้ งานที่เขารับผิดชอบผมจะรับช่วงต่อเอง”
“งั้นก็ดี”
“พ่อครับ พ่อกลับไปก่อนเถอะ ผมขอไปกำชับหมอนิดหน่อย”
“ก็ได้ พ่อไปก่อนนะ”
“ครับ”
ยืนส่งจนเจิ้นตงลับตาไป เซี่ยวเลี่ยงจึงเดินย้อนกลับไปทางห้องพักฟื้นจื่อเหลียง
จริงดังคาด เพราะมีเสียงจื่อเหลียงดังออกมาหน้าห้อง เซี่ยวเลี่ยงมองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไปเห็นน้องชายต่างมารดากำลังด่าคนขับรถ และกำชับให้รูดซิปปาก
“เมื่อกี้คุณทำอะไร คุณรู้มั้ยว่าเกือบทำให้พ่อผมรู้แล้ว ยังมีอีก เรื่องของวันนี้ อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดเข้าใจมั้ย หะ”
เซี่ยวเลี่ยงมองประเมิน เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเหม่ยลี่เป็นแน่

อี้หมิงเดินตามเหม่ยลี่ในสภาพยังช็อกไม่หายเข้ามาในบ้าน ตัดสินใจเรียกไว้ขณะเธอกำลังจะขึ้นห้องนอน
“ยัยอ้วน ฉันไม่อยากเห็นเธอได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว พรุ่งนี้ไปบริษัท ลาออกจากงานนี้ซะ”
เหม่ยลี่หันมาบอกว่าสีหน้าเศร้า “ฉันไม่ไปหรอก ฉันจะทำงานที่บริษัทนี้ต่อไป”
อี้หมิงฉุนกึก “เพื่อเซี่ยวเลี่ยงคนเดียวเนี่ยนะ เขายังทำร้ายเธอไม่พอเหรอ”
“แม้ว่าตอนแรกฉันจะทำเพื่อเซี่ยวเลี่ยง แต่ว่าครั้งนี้ ฉันทำเพราะการตัดสินใจเพื่อตัวเอง”
“เมื่อกี้เธอช็อกจนเสียสติไปแล้วใช่มั้ย”
“การเป็นนักออกแบบจิวเอลรีเป็นความฝันของฉัน แม้จะไม่มีเซี่ยวเลี่ยง ฉันก็ไม่ควรละทิ้งตัวเอง ดังนั้นฉันจะพยายามให้ดีที่สุด”
อี้หมิงโมโห “แต่ทำไมเธอต้องเจาะจงไปบริษัทของเซี่ยวเลี่ยงด้วย บริษัทนี้ซับซ้อนเกินไปแล้ว นี่คือผลกระทบที่เธอได้รับนะ”
“แต่ฉันคิดว่าไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องมีปัญหาเหมือนกัน ถ้ามีปัญหาขึ้นครั้งหนึ่ง ฉันก็หลบหนีไม่กล้าเผชิญหน้าเสียแล้ว งั้นฉันก็ยิ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะไปที่อื่น”
อี้หมิงตัดพ้อออกมาอย่างน้อยใจ “ยัยอ้วน เธอไม่ต้องการให้ฉันดูแลเธอแล้วใช่มั้ย”
เหม่ยลี่เงยหน้ามามอง “แต่นายจะอยู่เคียงข้างฉันเสมอใช่มั้ย”
อี้หมิงถอนใจ ยื่นมือไปเกลี่ยไรผมที่ปิดหน้าให้ “แน่นอน ฉันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอนี่”
เหม่ยลี่จะขึ้นห้อง แต่พอนึกบางอย่างได้ มีสีหน้าเครียดเคร่งขึ้นมาทันที
“จริงสิ หลินจื่อเหลียงคงไม่ปล่อยพวกเราไปแน่ พรุ่งนี้ไปบริษัทเขาคงไม่ไล่ฉันออกหรอกนะ”
“เขาเป็นคนทำผิดนะ เขามีสิทธิ์อะไรมาไล่เธอ นึกถึงเรื่องวันนี้แล้วฉันยิ่งเจ็บใจ”
“แต่ว่าเมื่อกี้นายตีเขาขนาดนั้น เขาคงไม่ปล่อยนายไปง่ายๆ แน่”
“ยัยอ้วน แม้ว่าโลกนี้จะไม่มีฉัน ก็ยังมีกฎหมายเธอกลัวอะไร ยังมีอีก ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำร้ายเธออีกแน่นอน”
“เมื่อกี้ก่อนที่นายจะมา ฉันคิดหาวิธีเป็นหมื่นอย่างเพื่อช่วยตัวเอง ฉันอยากจะถีบเขา เตะเขาดึงผมและตบหน้าเขา แต่ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ทันใดนั้นนายก็ปรากฏตัวขึ้น มันเหมือนกับความมหัศจรรย์เลยล่ะ”
อี้หมิงพูดติดตลกให้เหม่ยลี่สบายใจ
“ความมหัศจรรย์อะไร ฉันแค่ติดตามจีพีเอสในมือถือของเธอเท่านั้น”
“เธอก็คือจีพีเอสของฉัน ทุกครั้ง เวลาที่ฉันต้องการนายที่สุด นายก็จะปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าฉัน และพาฉันกลับมาบ้านหลังนี้ แค่เห็นนายกับบ้านหลังนี้ ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
อี้หมิงขยับเข้าไปใกล้ๆ ดึงเหม่ยลี่มากอด ลูบหลังปลอบเบาๆ
“ไม่กลัวก็ดีแล้ว ไปเถอะ ไปนอนได้แล้ว”
เหม่ยลี่เดินซึมขึ้นห้องนอนไป โดยมีสายตาอี้หมิงมองส่งด้วยความรักและสงสาร ก่อนจะลงนั่งที่บันไดอย่างเหนื่อยล้า บิดเนื้อตัวที่อัดจื่อเหลียงจนน่วมไปมา สีหน้าเป็นกังวลไม่หาย

รุ่งเช้า เซี่ยวเลี่ยงขึ้นลิฟต์มาพร้อมกับเหม่ยลี่เพียงคน ถามขึ้นทันทีโดยไม่หันไปมองหน้า
“เมื่อคืนคุณออกไปกับหลินจื่อเหลียงใช่มั้ย”
เหม่ยลี่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่มองหน้าเขาเช่นกัน “คุณไม่ให้ฉันรบกวนคุณไม่ใช่เหรอ ฉันว่าเราอย่าคุยกันดีกว่า”
“แต่ตอนนี้เป็นเวลาทำงาน ผมถามคุณในฐานะของเจ้านาย”
“ก็ได้ งั้นฉันจะตอบในฐานะของลูกน้อง เรื่องเมื่อคืนเป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน แม้เป็นเจ้านายก็ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย”
เซี่ยวเลี่ยงฉุนหันมามองจ้องหน้า
“ยังมีอีก คุณต้องระวังท่านรองหลินเอาไว้ ฉันคิดว่าเขามีปัญหา”
ลิฟต์เปิดที่ชั้นแผนกออกแบบพอดี เหม่ยลี่รีบเดินออกไปทันที เซี่ยวเลี่ยงเดินตามแต่ชะลอฝีเท้าลงในที่สุด ถอนใจเฮือกๆ กุมหัวยีผมอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะเกลี่ยผมแล้วเดินขึ้นห้องทำงานไป
ส่วนเหม่ยลี่รีบหลบมุมด่าตัวเองอยู่ในใจที่ทำปากดีใส่เขาเมื่อครู่นี้
“ยัยโง่ เขากำลังเป็นห่วงเธออยู่นะ ทั้งที่เธอดีใจจนแทบคลั่ง ทำไมต้องผลักเขาออกไปด้วย”

สาวจอมจุ้นเดินเข้าแผนกไป เจอซือหยวนกำลังเดินแจกแผ่นมาร์กหน้าให้สาวๆ ตามโต๊ะอยู่

“ฉันซื้อแผ่นมาร์กหน้ามาฝากทุกคน เอ้า เป็นของขวัญให้ทุกคน เพราะฉันรู้ว่าทุกคนต่างก็ทำงานเหน็ดเหนื่อย”
สาวๆ ถูกอกถูกใจเป็นแถบ
“ขอบคุณพี่ซือหยวน”
“เกิดเป็นผู้หญิงต้องดูแลผิวของตัวเองให้ดี”
“ขอบคุณค่ะ”
“เพื่อหน้าตาของบริษัท และเพื่อใบหน้าของตัวเรา เราต้องรักษาด้วยการมาร์กหน้าทุกวัน ดีมั้ยล่ะ ในเมื่อวันนี้ทุกคนอยู่กันครบ”
ซือหยวนวางให้เหม่ยลี่หนึ่งชุด แล้วเอ่ยเรื่องสำคัญกับทุกคนขึ้น
“ฉันจะขอประกาศเรื่องหนึ่ง ท่านรองหลินมีคำสั่งว่า ช่วงนี้เขาป่วยอยู่โรงพยาบาล การเตรียมการของทุกแผนก มอบหมายให้ฉันจัดการ”
ซือหยวนยิ้มแย้มให้ทุกคน แล้วหันมาทางเหม่ยลี่
“มี่โตะ เมื่อคืนเธอไปร่วมงานด้วยใช่มั้ย เกิดอะไรขึ้นกับท่านรองหลิน”
เหม่ยลี่ลุกยืนหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อ้อ ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันไม่ได้สังเกต”
ซือหยวนมองจับพิรุธเต็มที่

ค่ำนั้น หานปิงนั่งรอการมาถึงของใครบางคนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ในร้านเหล้า
ไม่นานนักก็เห็นเจสันเดินเข้ามาหา ฟาดซองรูปลงตรงหน้า “หมายความว่าไง”
หานปิงทำเป็นเหลียวซ้ายแลขวากลัวใครมาได้ยิน
“เบาๆ หน่อยสิ ถ้าเกิดเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป คนที่สูญเสียก็คือนายนะ”
หานปิงหยิบซองรูปไป
เจสันไม่สนระเบิดอารมณ์ใส่อีก “ตอนนั้นนายบอกฉันว่ายังไง นายรับปากฉันว่ารับเงินแล้วจะไป ยังบอกว่าจะไม่กลับมาหาเขาอีก แต่ดูตอนนี้สิ นี่คืออะไร นายผิดสัญญา”
“หา ร้ายแรงขนาดนี้เลยเหรอ แล้วจะทำยังไงล่ะ งั้นนายก็ฟ้องฉันสิ ให้ฉันคืนเงินให้” หานปิงทำเป็นตกอกตกใจสุดท้ายหัวเราะเยาะออกมา “แต่ว่า ข้อตกลงในตอนนั้น คงเอามาเปิดเผยไม่ได้น่ะสิ”
เจสันคุมแค้น “สกปรก สกปรกมาก”
“อย่าพูดน่าเกลียดขนาดนั้นสิ ฉันทำไปเพื่อตอบสนองความต้องการนายนะ ในเมื่อนายต้องการดาราที่เป็นโสด ฉันก็ไม่อยากอยู่เปล่าๆ ก็เหมือนเราทำธุรกิจนั่นแหละ”
หานปิงรุกไล่อย่างเป็นต่อ แสดงธาตุแท้ และเปิดเผยตัวตนในการกลับมาหาเกาเหวินออกมาในที่สุด
“แต่ฉันจะบอกนายให้ ฉันไม่ได้โง่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้านายจะใช้วิธีเด็กเล่นพันนั้นไล่ฉันไปล่ะก็ ฉันจะเอารูปถ่ายพวกนี้ เผยแพร่ออกไปให้หมด”
เจสันคว้าซองรูปคืนมา “ได้สิ งั้นนายว่ามา นายต้องการเท่าไหร่ ฉันจะให้นายเดี๋ยวนี้”
“อย่ารีบร้อนสิ เงินจำนวนนี้ นายคงไม่มีปัญญาจ่ายแน่ ให้ฉันหาเองจะดีกว่า”
เจสันมองฉงน “นายหมายความว่ายังไง”
“สิ่งที่ฉันต้องการคือเกาเหวิน จู่ๆ ฉันรู้สึกว่าการเป็นแฟนของเธอมีคุณค่ากว่าเงิน เรื่องนี้เกรงว่านายคงไม่มีปัญญาให้”
หานปิงเล่นลิ้นยักท่ายกเหล้าดื่มอย่างเป็นต่อ
“นายอย่าฝันไปหน่อยเลย ตอนนี้เกาเหวินมีแฟนแล้ว แม้เธอจะคืนดีกับนาย ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น”
หานปิงยิ้มหยัน “จริงเหรอ เธอไม่ได้บอกนายหรือไง ว่าเธอคบกับผู้ชายคนนั้นเพราะงาน ฉันเกรงว่าคนที่ถูกหลอกจะเป็นนายนะ”
เจสันอึ้งไป “หมายความว่าไง”
“อย่าเล่นละครอีกเลย เธอบอกฉันแล้วว่า เธอกับเซี่ยวเลี่ยงเป็นแฟนกันตามข้อตกลง นี่ ฉันขอเตือนนายด้วยความหวังดี นายประเมินค่าความรู้สึกที่เกาเหวินมีต่อฉันต่ำไปหน่อยแล้ว ถ้าคราวนี้นายกล้าแตะต้องฉันอีก เกรงว่าคนที่ถูกถีบส่ง จะเป็นนายนะ”
“เฮอะ จริงเหรอ”
หานปิงขู่อีก “และฉันจะขอเตือนนาย ในมือฉันยังมีไพ่อีกหนึ่งใบ หลายปีที่ผ่านมา ฉันเก็บมันไว้ตลอด”
เจสันไม่สน “ฉันจะบอกให้นะ แม้นายกับเกาเหวินคบกันนายก็จะไม่ได้อะไรทั้งนั้น เพราะอะไรรู้มั้ย หนังที่เกาเหวินเล่นตอนนี้ เซี่ยวเลี่ยงเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ถ้าพวกเขาทะเลาะกัน เขาต้องถอนทุนแน่แล้วนายจะไม่ได้อะไรทั้งนั้น ผู้ชายอย่างนายน่ะ ยังอ่อนหัดเกินไป ฝันไปเถอะ”
หานปิงมองท้าทาย “มันก็ไม่แน่หนิ คอยดูแล้วกัน”
“คอยดูสิ”
หานปิงยิ้มเยาะ “ก็รอดูแล้วกัน”
เจสันโกรธลุกพรวดขึ้น “จะเอามั้ย”
หานปิงไม่กลัว “เอามาสิ”

เจสันสะบัดหน้าเดินบิดหนีออกจากร้านไป หานปิงหัวเราะสะใจ จิบเหล้าอย่างสบายอารมณ์

กลางดึกคืนนั้น เจสันพาตัวเองนั่งจิบกาแฟรอ ถอนใจเฮือกๆ อยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ในคฤหาสน์เกาเหวิน

“เฮ้อ...”
สักครู่หนึ่งเกาเหวินจึงเดินงัวเงียมาหา
“ดึกดื่นป่านนี้มีธุระอะไรถึงให้คนไปเรียกฉันลงมา มีอะไร”
เจสันเลื่อนแฟ้มตรงหน้าไปให้ “ดูสิ หนังฮอลลีวูดไงล่ะ”
เกาเหวินอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติออกอาการตื่นเต้น ตาสว่างทันที
“จริงเหรอ”
“แน่นอนสิ”
เกาเหวินลงนั่งเปิดดูสัญญาอย่างตื่นเต้นไม่หาย เพราะมันคือฝันสูงสุดของเธอ
“เธอไปคุยเมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นบอกฉันเลย”
“เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งคุยได้ ทีแรกฉันอยากเซอร์ไพรส์เธอ แต่บริษัทตัดสินใจให้เธอไปพัฒนาที่ฮอลลีวูด บทบาทไม่ใหญ่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นแล้วกัน”
“ไปเมื่อไหร่เหรอ”
“เริ่มถ่ายทำประมาณปีหน้า แต่ว่า เธอต้องเรียนภาษาก่อน จึงต้องเดินทางไปล่วงหน้า ฉันจองตั๋วให้เธอแล้ว สองวันนี้เธอบินได้เลย”
เกาเหวินชะงัก เงยหน้ามาถามย้ำ “บินสองวันนี้เลยเหรอ”
“ใช่แล้ว”
“ถ้าฉันต้องอยู่ที่นั่นจนถึงปีหน้า งานในประเทศจะทำยังไง” เกาเหวินหาข้ออ้าง
“งานในประเทศ เธอไปก่อนค่อยว่ากัน”
เกาเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดแฟ้มสัญญาเลื่อนคืน “ตอนนี้ยังไม่ได้”
“ไปตอนนี้ไม่ได้เพราะอะไรล่ะ นี่คือโอกาสในความฝันของเธอนะ มีเรื่องอะไรสำคัญกว่า”
“ฉันก็มีธุระของฉัน” เกาเหวินตอบเลี่ยงๆ
“ธุระอย่างงั้นเหรอ” เจสันยิ้มอย่างรู้ทันเดินไปนั่งที่โซฟา “คือเรื่องความรักของเธอกับเซี่ยวเลี่ยง หรือเรื่องที่เธอคืนดีกับหานปิงล่ะ”
“เธอรู้ได้ยังไง ทำไมเธอ...” เกาเหวินตกใจ ลุกเดินตามมา พอเห็นท่าทางเชิดๆ ของเจสันก็มั่นใจว่าเขารู้แล้ว “เธอรู้แล้วก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องอธิบายมากมาย เธอเอาหนังฮอลลีวูดนั่นกลับคืนไปเถอะ ฉันไม่อยากไปจากหานปิงอีกแล้ว”
เจสันผิดหวังมาก “เธอรู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรอยู่”
“ฉันรู้แน่นอน เมื่อก่อนพวกเธอเคยให้ฉันทอดทิ้งความรักไป ฉันยอมรับแต่ว่าตอนนี้ ฉันอยากเลือกทางเดินโดยใช้ความรู้สึกของตัวเอง”
เจสันจ้องหน้า “เมื่อก่อน เธอกล้าพูดแบบนี้กับฉันเหรอ เมื่อก่อนตอนเธอเป็นนางแบบอยู่บ้านเช่าธรรมดา ฉันเป็นคนดึงเธอออกมาให้เห็นโลกภายนอกเองนะ แล้วยังปั้นเธอจากตัวประกอบให้เป็นดาราดังอย่างวันนี้อีกด้วย พูดออกมาได้ไม่คิด”
เกาเหวินเดินหนีกลับมานั่งที่เคาน์เตอร์ “นั่นเพราะฉันหน้าตาสวย และเพราะฉันกล้าลองต่างหาก”
เจสันโกรธเดินตามมา “เธอพูดว่าไงนะ หา ข้างนอกผู้หญิงที่กล้าลองและสวยกว่าเธอมีมากมายรอโอกาสนี้อยู่ แค่คำนี้คำเดียว เธอก็ตัดสินว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเรางั้นเหรอ เฮอะ การที่เธอได้เจิดสรัสต่อหน้าผู้คน นั่นเพราะความช่วยเหลือจากฉัน หลายปีมานี้ หยาดเหงื่อทั้งหมดฉันทุ่มเทให้เธอทุกอย่าง ทำไมเธอต้องทำแบบนี้ลับหลังฉันด้วย”
เกาเหวินสวนคำออกไปทันที “แต่ฉันต้องมีชีวิตส่วนตัวเหมือนกันนี่”
เจสันสวนกลับ “นับจากวันที่เธอยืนอยู่ใต้แสงแฟลชชีวิตส่วนตัวก็ไม่มีแล้ว เธออยากมีแฟน อยากเอาแต่ใจ ยอมทำเพื่อผู้ชายแม้กระทั่งทิ้งทุกอย่างเหรอ ผู้หญิงคนหนึ่งมีวัยสาวกี่ครั้งล่ะ เมื่อถลำตัวเข้าไปแล้ว ก็อย่าคิดจะยืนขึ้นอีก ฉันจะให้โอกาสเธอครั้งสุดท้าย รีบบอกลาหานปิงของเธอเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นรูปถ่ายที่ปาปารัซซี่ถ่ายวันนี้ จะเป็นรูปใบสุดท้ายของการเป็นดาราของเธอ และความสูญเสียที่ฉันได้รับ”
เกาเหวินหันมามองหน้าผู้จัดการไม่เคยเห็นเขาจริงจังขนาดนี้ เจสันจ้องตอบ บอกทิ้งท้ายว่า
“ฉันจะเอามันคืนมาจากหานปิง เธอคิดว่าคนอย่างเขา จะรับผิดชอบไหวมั้ย หืม รีบไปเถอะ นะ”

เจสันยื่นแฟ้มสัญญาฮอลลีวูดให้อีกครั้ง เกาเหวินยอมรับไว้

เกาเหวินเครียดจัด จนนอนไม่หลับ นั่งดื่มอยู่เพียงลำพังตรงบาร์เหล้าในคฤหาสน์ ทบทวนเรื่องราวในชีวิต ทั้งตอนที่เจสันยื่นคำขาด

“และความสูญเสียที่ฉันได้รับ ฉันจะเอามันคืนมาจากหานปิง เธอคิดว่าคนอย่างเขา จะรับผิดชอบไหวมั้ย หืม”
รวมทั้งหานปิงที่กลับเข้ามาในชีวิตของเธอ “ความจริงแล้วสิ่งที่ทำลายเราไม่ใช่ความรักและไม่ใช่ใครทั้งนั้น แต่เป็นระยะห่างระหว่างเรา คุณเกิดมาเพื่อเป็นดาราดัง แต่ผมเป็นเพียงช่างภาพเล็กๆ เท่านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่มองดูคุณ”
“ทำไมคุณต้องกลับมาอีกล่ะ”
“ผมแค่อยากมาเยี่ยมคุณเท่านั้น”
ขณะที่ซุปตาร์สาวสวยนั่งใช้ความคิดอยู่นั้น หานปิงก็โทร.มาหาพอดี เธอกดรับบอกเขาไปว่า
“เราเลิกกันเถอะ”
เกาเหวินวางสายทันที แล้วกดโทร.หาเจสัน “พรุ่งนี้เตรียมการให้ฉันไปฮอลลีวู้ดนะ”
เจสันอยู่ที่ห้องดีใจสุดขีด “เธอคิดดีแล้วเหรอ เธอคิดถูกแล้ว ฉันจะบอกให้ เมื่อเธอได้ยืนรับรางวัลอยู่บนเวที เธอต้องขอบคุณฉันเพราะโอกาสในวันนี้แน่”
“เธอคิดมากไปแล้ว ฉันแค่อยากไปจากที่นี่เร็วๆ เท่านั้น”
เกาเหวินวางสายไป ยกเหล้าขึ้นดื่มด้วยสีหน้าหมองเศร้า ซบหน้าลงบนแขนอย่างปวดร้าว

เซี่ยวเลี่ยงครุ่นคิดถึงคำพูดหมางเมินและสีหน้าเย็นชาของเหม่ยลี่เมื่อวานนี้จนไม่เป็นอันทำงานทำการ
“เรื่องเมื่อคืนเป็นเรื่องส่วนตัวของฉันแม้เป็นเจ้านายก็ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย”
ฉีหยูพรวดพราดเข้ามาถึงโต๊ะ “คุณเซี่ยวครับ”
เซี่ยวเลี่ยงบอกไปอย่างเหนื่อยล้า “ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาคุยเรื่องงานนายออกไปก่อน”
“เกิดเรื่องกับเกาเหวินครับ”
ท่าทีซีเรียสของผู้ช่วยร่างเล็กทำเอาเซี่ยวเลี่ยงเครียดขึ้นมาอีกจนได้

ทางฝ่ายเจสันนั่งอยู่หน้าจอคอมพ์บนโต๊ะทำงานในออฟฟิศคุยสายกับสื่อที่โทร.มาถามไม่หยุดหย่อน
“ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ครับใช่ๆ แล้วติดต่อกันใหม่นะครับ ครับ เธอแค่กินข้าว กินข้าวเท่านั้นเอง”
เกาเหวินพรวดพราดเข้ามาฟาดหนังสือพิมพ์บันเทิงบนบนโต๊ะ อาละวาดเหวี่ยงวีนเต็มที่
“ฉันแปลกใจจริงๆ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้แล้วถูกเผยแพร่ได้ยังไง”
เจสันจับซุปตาร์สาวลงนั่งที่เก้าอี้ “ที่รัก นั่งลง นั่งๆๆ เธอเบาเสียงหน่อยได้มั้ย ถ้าคนอื่นได้ยินก็หมดกันน่ะสิ”
“ฉันตัดสินใจไปต่างประเทศกะทันหันจู่ๆ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอจะให้ฉันใจเย็นได้ไงล่ะ” เกาเหวินกุมขมับ
“เรื่องไปต่างประเทศเราเก็บไว้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งสนใจว่ารูปพวกนี้ถูกเปิดเผยได้ยังไงเลย ตอนนี้นักข่าวกำลังจับจ้องเธออยู่ เธอต้องให้คำอธิบายก่อนนะ”
“ฉันเลิกกับหานปิงแล้วพี่จะให้ฉันอธิบายอะไรอีกล่ะ”
“อธิบายอะไร อธิบายอะไรเหรอ” เจสันเดินพล่าน คิดไปคิดมา “นี่ ฉันจะบอกให้ เธอไปเทซีโร่เดี๋ยวนี้เลย ให้นักข่าวถ่ายรูปที่เธอไปหาเซี่ยวเลี่ยง เรื่องนี้ก็ถูกกลบเกลื่อนแล้ว”
“ไม่ได้ ฉันรบกวนเซี่ยวเลี่ยงมามากแล้ว จะดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้”
“นี่ คุณนาย ตอนนี้มันเวลาไหนแล้วล่ะ รีบไปหาเซี่ยวเลี่ยงได้ยินมั้ย เธอถูกข่าวฉาวลากลงแม่น้ำแล้ว เรื่องนี้ต้องหาใครซักคนช่วย ไม่ต้องพูดมาก เตรียมตัวไปเทซีโร่เดี๋ยวนี้เลย”
เจสันเดินนำออกไปเลย เกาเหวินเครียดจัด
ระหว่างนี้มีสายจากหานปิงเข้ามา ซุปตาร์สาวกดรับ
“ฮัลโหลเกาเหวิน”
เกาเหวินนิ่งฟัง
“ผมกินยานอนหลับไป ตอนนี้ผมอยากเจอคุณ ไม่รู้ว่า คุณจะมาทันหรือเปล่า”

หานปิงโกหกออกไปแล้วกดสายทิ้งทันที เกาเหวินช็อก รีบร้อนออกไปทันที

หานปิงนั่งดื่มเหล้าอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ไม่ได้กินยาฆ่าตัวตายแต่อย่างใด นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

เขานั่งดื่มอยู่ที่ผับแห่งหนึ่ง จนเห็นจื่อเหลียงเดินเข้ามานั่งข้างๆ ยกมือขอแก้วจากบริกร หยิบเหล้ามาเท
“เป็นยังไง สืบได้หรือยังว่าเกาเหวินกับเซี่ยวเลี่ยงมีปัญหาอะไร”
หานปิงตกใจเหลียวซ้ายแลขวา กลัวคนมาเห็น “นายมาได้ยังไง ไม่กลัวคนอื่นจะเห็นรึไง”
“ทำไม อยู่กับเกาเหวินไม่กี่วัน ก็คิดว่าตัวเองเป็นดาราแล้วเหรอ ถึงจะได้มีคนจ้องมองนายตลอด ฉันจะบอกให้ ฉันเป็นคนจ่ายเงินเรียกนายกลับมา นายต้องรายงานความเคลื่อนไหวให้ฉันรู้ทุกเวลา”
จื่อเหลียงยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดแก้ว เขาอยู่เบื้องหลังเรื่องนี่เอง ท่าทีของหานปิงดูเป็นกังวลมาก
“ฉันรู้แล้ว เรื่องที่นายให้ฉันไปสืบ ฉันยังต้องการเวลาอีกหน่อย”
“นายกับเกาเหวินคบกัน ก็ไม่ใช่เวลาสั้นๆ ไม่รู้สึกเลยเหรอว่าเธอเล่นตุกติก”
“เธอแค่รับปากฉันว่า เธอกับเซี่ยวเลี่ยงจะเลิกกันแน่นอน แต่อย่างอื่น ฉันไม่รู้อะไรจริงๆ นายบอกว่าระหว่างเธอกับเซี่ยวเลี่ยงมีปัญหา นายรู้ได้ยังไง”
“สัญชาติญาณ ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้นายมีบทบาทเยอะ หรือว่านายอยากจะคืนดีกับเกาเหวินจริงๆ”
หานปิงหัวเราะเยาะตัวเอง “นายคิดมากไปแล้ว ตอนนี้ฐานะของเกาเหวินไม่เหมือนเดิมแล้ว แม้ฉันกับเธอยังรู้สึกต่อกัน นายคิดว่าเธอจะไม่ดูถูกฉันเหรอ”
“งั้นก็ดี นายต้องจำไว้ ถ้าสืบปัญหาไม่ได้ก็ต้องทำลายพวกเขาซะ ยิ่งสร้างข่าวฉาวใหญ่แค่ไหน ทำให้ความคิดเห็นของประชาชนติดลบได้ยิ่งดี เข้าใจหรือเปล่า”
“ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมนายถึงต้องการให้ฉันทำลายพวกเขามากขนาดนี้ล่ะ”
“ฉันแค่ไม่ชอบหน้าใครบางคน เลยอยากให้บทเรียนเขาเท่านั้น ฮึ”
หลินจื่อเหลียงยิ้มร้ายออกมาเต็มสีหน้า

คิดเรื่องนี้แล้ว หานปิงได้แต่ถอนใจออกมา ยกเหล้าขึ้นดื่มเตรียมการแสดงต่อไป เบื้องหน้าเขาขวดเหล้าวางเกลื่อน

เกาเหวินขับรถแทบจะบินมา วิ่งหอบเหนื่อยเข้ามาหาหานปิงซึ่งเวลานี้นอนฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะเหล้าในร้านคาราโอเกะใต้อพาร์ตเม้นต์
“หานปิง หานปิงอย่าทำให้ฉันตกใจสิ หานปิงรีบตื่นสิหานปิง คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย
หานปิงทำเป็นงัวเงียตื่นมาเจอ “คุณมาแล้วเหรอ ผมนึกแล้วว่าคุณต้องไม่ทิ้งผมไปแน่”
เกาเหวินอึ้งไป รู้ทันทีว่าถูกหลอก “คุณหลอกฉัน”
“เกาเหวิน ผมแค่อยากเจอหน้าคุณเท่านั้นนะ”
“ฉันมีงานต้องทำขอตัวก่อน”
เกาเหวินลุกขึ้นจะเดินหนีหานปิงกอดไว้ไม่ให้ไป “เกาเหวิน คุณอย่าไป อย่าทิ้งผมไว้”
เกาเหวินใจอ่อนจนได้ “แต่เราเลิกกันแล้วนะ”
“ผมรู้ แต่ไม่สำคัญนี่เกาเหวิน ยังไงเรื่องของเราก็ถูกเปิดเผยแล้ว ครั้งนี้คุณยอมรับผมซักครั้งเถอะ ให้ผมอยู่กับคุณนะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมสามารถละทิ้งได้ทุกอย่าง”
“เป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ เราสองคนไม่สามารถคบกันได้อีก” เกาเหวินน้ำตาร่วงริน หานปิงยอมปล่อยมือตัดพ้อต่อว่า พลางหยิบเหล้ามาดื่ม
“คุณไม่มีทางยกเลิกงานเพื่อความรักแน่ และยิ่งไม่มีทางทิ้งอาชีพดารา เพื่อผู้ชายอย่างผมคนเดียวหรอก”
เกาเหวิน คว้าเหล้ามาไม่ยอมให้เขาดื่ม “ใช่ เมื่อเทียบกับคุณแล้วฉันรักตัวเองมากกว่า”
หานปิงกระชากเหล้าคืนรำพันต่อ “แล้วยังไง คุณจะถีบผมออกไปงั้นเหรอ ไปตามหาความฝันของคุณต่องั้นเหรอ แต่คุณอย่าลืมสิ ตอนนั้นเพราะรูปถ่ายของผมถึงทำให้คุณโด่งดัง และในตอนนั้นคุณเคยทิ้งผมไปครั้งหนึ่งแล้ว เพราะคุณไม่เคยยอมรับตัวตนของผมเลย”
“ใช่ ฉันเป็นนางแบบ คุณเป็นช่างภาพ คุณทำให้ฉันประสบความสำเร็จ แต่ต่อหน้าเลนส์กล้องจริงๆ วันนี้ถือซะว่าเราเจอกันครั้งสุดท้ายแล้วกัน”
เกาเหวินหยิบเหล้ามาดื่มเองจนหมด

ขณะที่สองคนนั่งเครียดกันอยู่นั้น เสียงนักข่าวจอมเผือกก็ดังจอแจเซ็งแซ่ใกล้เข้ามาทางนี้
“เกาเหวินเข้าห้องไหนคะ”
มีเสียงหญิงคนหนึ่งตอบว่า “ฉันเห็นเธอเดินไปทางนี้ เมื่อกี้ฉันเห็นเกาเหวินเดินผ่านไปแล้วค่ะ”
“ที่ไหนคะๆ” เสียงนักข่าวดังใกล้เข้ามา
“แย่แล้ว นักข่าวรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่ ทำไงดี ทำไงดี”
เกาเหวินหน้าเสียลนลานใหญ่ หยิบหมวกปีกกว้างมาสวมคืน จนไม่ทันเห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ของหานปิง

อีกฟากหนึ่ง เหม่ยลี่เดินคุยสายกับเกาเหวินออกมาตามทางเดินในตึกเทซีโร่ “เกาเหวินเป็นยังไงบ้าง รอนะฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
และรีบออกไปขึ้นรถอี้หมิงที่ขับมาจอดรับพอดีกับที่เธอออกประตูไป อี้หมิงขับรถทะยานไปโดยเร็ว

เหม่ยลี่เปิดประตูพรวดพราดเข้ามา มีอี้หมิงตามมาด้วย “เกาเหวิน”
“ฉันขอโทษ ฉันไม่อยากรบกวนเธอเลย แต่ฉันไม่อยากให้เจสันรู้เรื่องนี้ ข้างนอกมีนักข่าวเต็มไปหมด”
“เรามาหาวิธีช่วยเธอออกไปก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
อี้หมิงบุ้ยใบ้ไปทางหานปิงที่ทำเป็นเมาหลับอยู่ “แล้วไอ้หมอนั่นเป็นอะไร”
“เขาเมาเหล้าน่ะ ฉันกลัวเขาถูกนักข่าวถ่ายรูปเดี๋ยวจะเดือดร้อน”
“รูปถ่ายที่พวกคุณเปิดห้องถูกเปิดเผยออกไป ข้างนอกมีนักข่าวเต็มไปหมดนี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
หานปิงตื่น ลุกขึ้นมาทันที “นายหมายความว่าไง”
อี้หมิงมองอย่างรู้ทันเดินมาใกล้ๆ “นายตื่นได้เหมะเจาะเลยนะ ฉันหมายความว่าไงเหรอ ฉันหมายความว่าไงนายไม่รู้เหรอ นักข่าวที่อยู่ข้างนอกคืออะไร”
เกาเหวินเครียดจัด ไม่อยากให้มีเรื่อง “พวกคุณอย่าทะเลาะกันได้มั้ย อาจเป็นเพราะพนักงานเปิดเผยข่าวก็ได้”
หานปิงฮึดฮัด “เขาสงสัยผมก่อนนี่”
อี้หมิงจ้องหน้า “ก็นายน่าสงสัยนี่นา”
เหม่ยลี่ตัดบท “พอแล้วพวกคุณอย่าสร้างปัญหาให้เขาอีกเลย”
อี้หมิงหันมา “ข้างนอกมีแต่นักข่าว เราต้องรีบหาทางพาเธอออกไป”
“ยังต้องคิดหาวิธีอะไรอีก วิธีเดียวคือต้องซ่อนอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
ทุกคนหันมามองหน้าเหม่ยลี่เป็นตาเดียว

ภาพข่าวในจอทีวี เป็นรายงานสด เห็นบรรดานักข่าวจอมเผือกเดินตามหานปิงที่โอบประคองผู้หญิงสวมหมวกปิดพรางใบหน้า เดินออกมาตามทางเดินในอพาร์ตเม้นต์ ยิงคำถามเซ็งแซ่
“ขอถามคำถามหน่อยครับ” / “พูดอะไรหน่อยได้มั้ยครับ”
ผู้หญิงที่คล้ายๆ เกาเหวินคอยยกแขนบังกล้องเมื่อถูกถ่ายภาพเป็นระยะ
เจสันดูข่าวนี้อยู่กับเซี่ยวเลี่ยงและฉีหยู ผ่านอินเตอร์เน็ตบนจอคอมพ์ บนโต๊ะทำงานซีอีโอหนุ่ม
“เอ๊ะ เขาบ้าไปแล้ว เข้าบ้าไปแล้วจริงๆ เขาปรากฏตัวพร้อมกับหานปิงได้ไง ไม่ได้คุณเซี่ยว ผมต้องรีบไปจัดการ เฮ้อ” เจสันโวยวายบ่นบ้าอย่างหงุดหงิด แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
ฉีหยูเอ่ยขึ้น “คุณเซี่ยว แม้เราจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเกาเหวินเกรงว่าคงสายไปแล้ว”
“ใครว่าสายล่ะ เพราะนั่นไม่ใช่เกาเหวินซักหน่อย” เซี่ยวเลี่ยงเอ่ยขึ้น
กลุ่มนักข่าวยิงคำถามใส่ทันที “ขอถามคำถามหน่อยนะคะ”
พร้อมๆ กันนี้เหม่ยลี่ เงยหน้าขึ้นมาทำทีเป็นงงๆ
“ขอโทษครับเราจำคนผิด”
นักข่าวเงอะงะกันไป ก่อนจะบ่นออกมากันอย่างหัวเสีย
“นี่มันเรื่องอะไรกัน เกาเหวินล่ะ”
ฉีหยูยิ้มออกมาอย่างทึ่งๆ เช่นเดียวกับเซี่ยวเลี่ยงที่มองปราดเดียวก็ดูออกว่าผู้หญิงคนนั้นคือเหม่ยลี่

เซี่ยวเลี่ยงนั่งรออยู่ตรงโซฟามองออกไปด้านนอกตึกเทซีโร่ ไม่นานนักเกาเหวินก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ ถอนใจเฮือก
“ฉันคงจบสิ้นแล้วจริงๆ ครั้งนี้ฉันขอบคุณนะ”
“ไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีคราวหน้า”
เกาเหวินยิ้มขำ “คิดไม่ถึงว่าคนที่มักจะพูดถึงแต่ผลประโยชน์ ตอนนี้จะมีคุณธรรมขนาดนี้”
เซี่ยวเลี่ยงอึ้งไป มองฉงน “คุณธรรมเหรอ”
เกาเหวินหันมายิ้มให้ “ใช่แล้ว ไม่มีใครบอกคุณเหรอ ในฐานะที่เป็นแฟนของคุณ ฉันขอเตือนด้วยความหวังดี คนที่สามารถทำให้คนที่เย็นชากลายเป็นอ่อนโยน นี่คือพื้นฐานการเริ่มต้นของความรัก”
“ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเรายังไม่สนิทถึงขั้นที่มานั่งคุย เรื่องความในใจแบบนี้นะ”
“แค่นี้ไม่จำเป็นต้องสนิทกันหรอก เพราะถ้าสนิทจริงอาจพูดไม่ได้ก็ได้ แม้ว่าคุณจะไม่สบายใจ คุณก็มาระบายกับฉันได้นี่ ดีมั้ย”
เซี่ยวเลี่ยงแปลกใจ “คุณอกหักไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เจ็บปวดเลยล่ะ”
เกาเหวินอึ้งไปกับคำถามนี้ ตอบตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน

หานปิงโทร.รายงานเหตุการณ์ จื่อเหลียงโกรธจัด
“อะไรนะ เกาเหวินกับมี่โตะสลับตัวกันเหรอ”
“ตอนนั้นฉันอยากเปิดเผยก็ยังไม่มีโอกาส ถ้าตอนนั้นฉันไม่ให้ความร่วมมือล่ะก็ คงถูกจับได้ต่อหน้าเกาเหวินแน่”
“พอแล้ว โอกาสดีอย่างนี้นายยังปล่อยผ่านไป ฉันจ้างนายจะมีประโยชน์อะไร”

จื่อเหลียงตัดสายทิ้งทันที หานปิงโมโห

น้าหลินเตรียมอาหารไปเยี่ยมลูกชาย พลางร้องเรียกสามี

“เหล่าเซี่ยว...เหล่าเซี่ยว”
“โธ่เอ๊ย คุณมีอะไรตะโกนเสียงดังทำไม” เจิ้นตงเดินบ่นออกมา
“ลูกชายนอนโรงพยาบาล คุณไม่ห่วงลูกหรือไง วันนี้ฉันเอาซุปไป คุณพาฉันไปเยี่ยมเขาหน่อยนะ”
“จื่อเหลียงบาดเจ็บไม่มาก อย่าไปวุ่นวายเลยน่า เอาซุปมาให้ผม ผมไปคนเดียวก็พอแล้ว”
“คุณพูดอย่างนี้หมายความว่าไง จื่อเหลียงก็เป็นลูกชายของฉันนะ ทำไมฉันจะไปเยี่ยมเขาไม่ได้ วันก่อนคุณบอกว่าให้เขานอนพักก็หายแล้ว แต่ตอนนี้เขาพักฟื้นหลายวันแล้วนะ ทำไมฉันจะไปไม่ได้ล่ะ”
เจิ้นตงไม่พอใจ “จื่อเหลียงเป็นรองประธานของบริษัท เขาไม่สบายแน่นอนว่าต้องมีคนไปเยี่ยม ถ้ามีคนเห็นว่า เราสองคนไปเยี่ยมเขา จะอธิบายว่ายังไงล่ะ อีกอย่าง สถานการณ์ของเขาผมก็ถามมาแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก คุณอย่าคิดมากเลยน่า”
หลินขึ้นเสียงใส่ “พูดมาตั้งนาน เพราะคุณกลัวฐานะของเราถูกเปิดเผยเหรอ”
เจิ้นตงขัดใจ “แต่เรื่องปิดบังสถานะเราคุยกันก่อนที่คุณจะเข้ามาอยู่แล้วหนิ คุณเป็นห่วงจื่อเหลียงผมเข้าใจ คุณทะเลาะกับผมที่นี่ก็ไม่เป็นไร แต่ที่โรงพยาบาลคุณไปไม่ได้หรอก นะ”
เจิ้นตงหิ้วกระติกเดินออกไป หลินเดินตามสามีมาอย่างเอาเรื่อง “เซี่ยวเจิ้นตง จื่อเหลียงเป็นลูกในไส้ของคุณนะ ตอนนี้เขานอนอยู่โรงพยาบาลคนเดียว คุณไม่เป็นห่วงเขาเลยเหรอ ถ้าเปลี่ยนเป็นเซี่ยวเลี่ยง คุณจะอดทนไหวมั้ย”
“พูดถึงจื่อเหลียงก็พูดชื่อจื่อเหลียง ทำไมต้องโยงไปถึงเซี่ยวเลี่ยง เขาย้ายออกไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว คุณให้เขาอยู่อย่างสงบหน่อยได้มั้ย”
“ได้แต่ฉันพูดอะไรไม่ได้เลยใช่มั้ย คุณเห็นลูกชายของผู้หญิงคนนั้นเป็นแก้วตาดวงใจ เขาทำให้จื่อเหลียงของเราทุกข์ใจมากขนาดนี้ คุณยังจะปกป้องเขาอีกงั้นเหรอ”
เจิ้นตงไม่พอใจ “เซี่ยวเลี่ยงทำอะไรให้จื่อเหลียงทุกข์ใจงั้นเหรอ”
“คุณอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ เพราะลูกแก้วตาดวงใจของคุณนั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณสัญญากับเขา คุณคงยอมรับสถานะของฉันไปตั้งนานแล้วล่ะ”
“คุณก็รู้ว่าผมสัญญากับเขาแล้ว ตอนนั้น ก่อนคุณจะเข้ามาอยู่เราก็ตกลงกันแล้ว ตราบใดที่เซี่ยวเลี่ยงไม่ยอมรับคุณ ผมก็จะไม่มีวันเปิดเผยฐานะของคุณ แม้ว่าจะมีลูกแล้ว ก็ไม่สามารถแทนที่ของเซี่ยวเลี่ยงได้ ในข้อนี้คุณก็ยอมรับแล้วนี่นา ตอนนี้คุณจะมาโวยวายอะไรล่ะ ถ้าคุณไม่ยินดียอมรับล่ะก็ ตอนนั้นก็ไม่ควรเข้ามาอยู่บ้านตระกูลเซี่ยวของเรา”
“คุณกำลังรังแกเราอยู่ใช่มั้ย ฉันอยู่ที่นี่มายี่สิบกว่าปีแล้ว ถึงไม่มีคุณงามความดีแต่ก็มีการเสียสละ วันนี้คุณทำแบบนี้กับฉัน คุณจะต้องเสียใจภายหลัง” หลินเดินหนีไปอย่างฉุนเฉียว
เจิ้นตงถอนใจพึมพำเสียงเบาหวิว “ยัยแก่คนนี้หนิจริงๆ เลย”

เซี่ยวเลี่ยงขับรถไปรับเหม่ยลี่ที่บ้าน เวลานี้ขับรถแล่นมาตามท้องถนน ข้างๆ มีสาวจอมจุ้นนั่งนิ่งขึงมาด้วย เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“คุณเซี่ยวคะ คุณมาหาฉันมีอะไร”
“เรื่องเกาเหวินกับผู้ชายคนนั้น คุณรู้นานแล้วใช่มั้ย”
“ใครคะ เรื่องในหนังสือพิมพ์เป็นข่าวลือไม่ใช่เหรอ” เหม่ยลี่แอ๊บใส่
เซี่ยวเลี่ยงหงุดหงิด พยายามข่มความโกรธ “จนถึงตอนนี้คุณยังช่วยเขาปิดบังผมเหรอ ผมรู้เรื่องนี้อย่างละเอียดแล้วล่ะ คุณคิดว่าผมจะโง่เหมือนคุณงั้นเหรอ”
“นี่คือเรื่องส่วนตัวของเกาเหวิน ฉันมาพูดเกรงว่าคงไม่เหมาะสม”
เซี่ยวเลี่ยงโมโห “อย่าพูดถึงเกาเหวิน ผมถามคุณว่าทำไมต้องโกหกผมด้วย”
“ฉันไม่ได้คิดจะโกหกคุณเลยนี่ ฉันคิดไว้ว่าอยากบอกคุณ แต่คุณไม่ให้ฉันพูดถึงเกาเหวินต่อหน้าคุณ อีกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับคุณตอนนี้มันคืออะไร ฉันก็ยังไม่รู้เลย”
เซี่ยวเลี่ยงฮึดฮัดขัดใจหักรถเข้าจอดข้างทาง
“คุณยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกเหรอ คนที่ผมแคร์ไม่ใช่เกาเหวิน แต่คือคุณต่างหากล่ะ”
เหม่ยลี่หันมาถามงงๆ “หมายความว่าไง”
เซี่ยวเลี่ยงไม่ตอบเปิดประตูหนีลงรถไป เหม่ยลี่ตามมาถาม
“คุณอธิบายกับฉันให้ชัดเจนก่อน เมื่อกี้คุณบอกว่าแคร์ฉันหมายความว่ายังไง”
“ผมไม่รู้ ตอนนี้ผมวุ่นวายใจมาก”
“งั้นฉันคงไม่ถูกคุณว่าเป็นครั้งที่สองนะ” เหม่ยลี่น้อยใจจะเดินหนีเซี่ยวเลี่ยงดึงแขนไว้
“มี่โตะ ผมไม่ได้ต่อว่าคุณ ตอนนี้คนที่ถูกต่อว่าคือผม คุณ...เพราะคุณมาวนเวียนอยู่ตรงหน้าผมตลอดเวลา ไม่ว่าผมหลบยังไงก็มีเงาของคุณอยู่ ผมถูกคุณหลอกหลอนจนเกือบเป็นบ้าอยู่แล้ว”
“ฉันไม่ได้กวนคุณนานแล้วนี่นา”
“ผม...ที่ผมหมายถึง คุณมักจะปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม แม้ว่าคุณไม่อยู่ ในสายตาผมก็เห็นแต่คุณ ผมคิดถึงคุณอยู่ตลอดคุณจะตอบผมว่ายังไง”
“จะให้ฉันตอบอะไรล่ะ หะ” เหม่ยลี่เบิกตาโต “คุณเซี่ยว อย่าบอกนะว่าคุณสารภาพรักฉันอยู่”
เซี่ยวเลี่ยงเขินจัด หลบหน้าหลบตาเหม่ยลี่ที่วิ่งไปจ้องหน้าคาดคั้น “หยุดพูด”
“ฉันหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย คุณบอกว่าคุณชอบฉันจริงเหรอ”
“หยุดพูด”
“คุณชอบฉันใช่มั้ย ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า คุณชอบฉันก็พูดออกมาเซ่” เหม่ยลี่ฮึดฮัดที่อีกฝ่ายไม่พูดตรงๆ แถมถูกเขาปิดปากหมับ
“ซู่ว์...” เซี่ยวเลี่ยงกอดเหม่ยลี่ไว้ในวงแขน “ไม่ต้องพูดแล้ว เงียบๆ นะ”
เหม่ยลี่หลับตาน้ำตาร่วงริน ยกแขนกอดตอบเขาอย่างตื้นตันใจ

ขณะที่ยัยอ้วนกำลังอิ่มเอมฟูฟ่องล่องลอย ไปกับคำสารภาพรักกระท่อนกระแท่นของเซี่ยวเลี่ยง แต่เหลยอี้หมิงกลับทนเก็บความอัดอั้นไว้ไม่ไหวแล้ว หาคนระบายความทุกข์ในใจให้ฟัง ซึ่งไม่ใช่ใคร แต่เป็นเกาเหวินนั่นเอง
เวลานี้สองคนนั่งอยู่ท้ายรถอี้หมิง ซึ่งจอดอยู่ในสวนสาธารณะใต้สะพานแห่งหนึ่ง โจ้เมรัยยี่ห้อประจำอยู่ด้วยกัน
“คนที่เกิดเรื่องคือฉันทำไมคุณที่ทุกข์ใจถึงเป็นคุณล่ะ”
“ที่ผ่านมา ผมเป็นเหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไป วันนี้ผมหดหู่มาก ก็เลยต้องมาหาคุณ มา ดื่ม”
“พอแล้ว เลิกดื่มได้แล้วน่า คุณดื่มขนาดนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า คุณเป็นอะไรเหมือนอกหักเลยนะ”
จู่ๆ อี้หมิงก็ร้องตะโกนออกมา เกาเหวินอุดหูแทบไม่ทัน “ผม...หลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง”
“คุณรักใครก็ไปบอกเขาสิ บอกฉันจะมีประโยชน์อะไรเล่า”
หมอเหลยตะโกนบอกอีก “แต่เขา รักคนอื่นไปแล้ว แต่ไม่ใช่ผม”
เกาเหวินบ่นบ้า ส่วนอี้หมิงหันไปคว้าเหล้ามาเปิดดื่มอีก “คุณเป็นผู้ชายจะเศร้าอะไรมากมายล่ะ ก็แค่ดอกไม้ที่มีเจ้าของแล้ว ตราบใดที่ไม่ได้ตายจากกันมันน่าเศร้าตรงไหน”
คราวนี้อี้หมิงถอนใจเฮือก “น่าเศร้าสิ เพราะเธอเป็นเพื่อนรักของผม และสำคัญที่สุดในชีวิตผมด้วย”
“เพื่อนของคุณ ชอบคนอื่นงั้นเหรอ”
เกาเหวินทวนคำ พร้อมกับคิดตามไปช้าๆ ก่อนจะหันมาถามเหลยอี้หมิงว่า

“เธอเป็นใครล่ะ”

อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...