xs
xsm
sm
md
lg

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 19

ปานรุ้งเดินคุยมือถือกับธันวาลงบันไดมา เห็นปานเทพนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่เค้าน์เตอร์บาร์ในห้องรับแขก

“ขอโทษนะธันวาที่ฉันโทร.มาดึกดื่นป่านนี้ ฉันจะถามเธอ เรื่องบัญชีของบริษัทเราเดือนนี้ ฉันยังไม่ได้ตรวจเลย”
พอปานเทพได้ยินปานรุ้งพูดเกี่ยวกับเอกสารการเงิน ก็ชะงัก คิดปราดเดียว ลุกพรวดขึ้น แล้วแกล้งเมาทำเป็นล้ม
“โอ๊ย”
ปานรุ้งหยุดคุย รีบเข้ามาพยุงตัวปานเทพ
“เป็นอะไรไหมลูก อื้อหือ ทำไมกลิ่นเหล้าคลุ้งขนาดนี้ล่ะลูก”
ปานเทพแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ๆ คล้ายคนเมา และเสียใจ “ผมขอโทษนายแม่นะครับที่ผมไม่เชื่อ คำเตือนของนายแม่ ไปคว้าวิภาวีเข้าบ้าน ทำให้บ้านเราต้องเสื่อมเสีย”
ปานเทพลอบมองมือถือปานรุ้ง ที่ยังไม่วางสายจากธันวา
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ตอนนี้วิภาวีไปแล้ว แม่ก็หายห่วง ต่อไปแม่ จะเลือกผู้หญิงดีๆ ให้ลูกเอง ลูกไม่ต้องคิดมากนะ” พลางหันไปตะโกนเรียกหาน้อย “น้อย...น้อย มาพาคุณปานเทพขึ้นไปนอนบนห้องที”
น้อยวิ่งเข้ามา
“มาแล้วค่ะคุณหญิง ไปค่ะคุณปานเทพ น้าน้อยพาไปนอนนะคะ”
ปานรุ้งบอกกับปานเทพ “ไปกับน้อยนะลูก เดี๋ยวแม่คุยงานเสร็จ แล้วแม่จะขึ้นดู”
ปานรุ้งจะคุยมือถือต่อ ปานเทพแกล้งเดินเซไปกอดอ้อนแม่
“แต่ผมอยากให้นายแม่อยู่ข้างๆ ผม อยากให้นายแม่กอดผม”
ปานเทพกอดปานรุ้งไม่ยอมปล่อย สุดท้ายปานรุ้งตัดสินใจคุยมือถือกับธันวา
“งั้นแค่นี้ก่อนนะธันวา” ปานรุ้งกดวางสาย “ไปลูกแม่พาขึ้นห้องนะ”
ปานรุ้งพยุงลูกขึ้นบันไดไป ปานเทพลอบยิ้มโล่งใจ

ค่ำลงโดมเดินเอาถุงขยะของร้านออกมาทิ้ง มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร พร้อมกับมองหาปานวาด
ส่วนปานวาดกำลังโกยเสื้อผ้าในตู้ และข้าวของต่างๆ ที่พอมีใส่กระเป๋าเดินทางอย่างรีบร้อน เก็บของลงกระเป๋าเสร็จ รูดซิปปิดแล้วเดินออกจากห้องไปตามนัดทันที

โดมยังยืนหลบมุมรอปานวาดอยู่แถวๆ ที่ทิ้งขยะหลังร้าน คอยชะเง้อมองดูว่าเมื่อไหร่ปานวาดจะมา ระหว่างนี้มีใครคนหนึ่งค่อยๆ ย่องเข้ามาทางด้านหลัง โดมรู้สึกได้จึงจะหันไปหา
เต้เงื้อไม้ขึ้นสุดแขนฟาดใส่หัวโดมเต็มเหนี่ยว ร่างโดมกระเด็นไปล้มตึงลงที่พื้น สลบคาที่ เต้โยนไม้ทิ้ง แล้วลากโดมออกไปโดยเร็ว
ทันทีร่างโดมถูกลากออกไปพ้นบริเวณถังขณะ ปานวาดก็หอบกระเป๋าเดินทางวิ่งเข้ามาพอดี สาวไฮโซใจแตกหยุดเหลียวมองหาสามีไปทั่วบริเวณ แปลกใจที่โดมไม่อยู่
ปานวาดยืนรอโดมอยู่เป็นนายสองนาน ด้วยท่าทีกระวนกระวาย ชะเง้อมองหาตลอดเวลา
โดยไม่ทันเห็นว่า ไม้ที่เต้ใช้ฟาดจนโดมสลบ ซึ่งมีคราบเลือดติดปลายไม้ ถูกโยนทิ้งและวางอยู่ใกล้ๆ ปานวาด นั่นเอง

ภายในห้องเก็บของ ที่ทั้งมืด อับ และทึมทึบ ในร้านเจ๊กุชชี่ โดมสลบอยู่ในนั้น เขาถูกมัดมือด้วยเชือกโยงแขวนกับขื่อเพดานห้อง
สักครู่เต้เดินถือถังน้ำเข้ามา แล้วสาดโครมใส่หน้า โดมค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา มองกุชชี่กับเต้ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตกใจเมื่อพบว่าตัวเองถูกจับมัดโยงกับขื่อ
โดมเพ่งมองจนเห็นว่ากุชชี่ถือเข็มฉีดยาอยู่ในมือ พร้อมกับพยักหน้าให้เต้เป็นเชิงสั่ง เต้ปลดแขนโดมลงมาหนึ่งข้าง
โดมตกใจ “จะทำอะไร”
“ไม่ต้องถาม”
เต้ตะคอก แล้วต่อยท้องโดม พร้อมกับดึงแขนโดมมาจับล็อคยื่นรอ กุชชี่ถือเข็มฉีดยาเดินเข้ามาหา โดมพยายามดิ้น ขัดขืนสุดกำลัง
“เจ๊ นั่นอะไร เจ๊จะทำอะไรผม”
“ก็ส่วนผสมของน้ำพลังม้าที่แกชอบไง แต่อันนี้เป็นแบบบริสุทธิ์ ไม่ต้องผสม”
โดมดิ้นสุดแรงเกิด เต้หันไปแล้วศอกใส่ พร้อมกับต่อยตัดกำลังโดมจนสิ้นแรง

ปานวาดใจคอไม่ดี ยังชะเง้อคอรอโดมอยู่ตรงลานทิ้งขยะ และเริ่มสงสัยว่าทำไมโดมไม่มาสักที

กุชชี่กดเข็มฉีดยาไล่ฟองอากาศ ยาในหลอดพุ่งเป็นน้ำขึ้นมา เต้ล็อดแขนโดมไว้มั่น โดมพยายามดิ้นทั้งที่ไม่มีแรง กุชชี่เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้เข็มฉีดยาแทงเข้าไปที่แขนโดมทันที

โดมดิ้นรนขัดขืนพร้อมกับร้องห้ามเสียงดังลั่น “อย่า”

ส่วนปานวาด ค่อยๆ นั่งลงพิงกระเป๋า ยังเฝ้ารอโดมอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหน

โดมถูกกุชชี่ฉีดยาเข้าร่างจนหมดเข็ม พร้อมกับขู่
“จำไว้ อย่าคิดหนีจากเจ๊กุชชี่อีก ถ้าแกคิดหนีอีก ไม่ใช่แค่แกที่จะซวย แต่เมียของแกก็จะซวยไม่ต่างจากแก” กุชชี่จับหน้าโดมให้หันมาสบตา “และหลังจากนี้ หน้าที่ของแกคือส่งยานี่ให้ฉัน และถ้าแกไม่ทำ โทษทุกอย่างของแกจะตกไปที่เมียแก”
กุชชี่สะบัดหน้าโดมทิ้ง แล้วเดินออกจากห้องไป เต้หันไปมองโดมแล้วต่อยทิ้งท้วนอีกที ก่อนจะเดินยิ้มชั่วออกไป
มือข้างหนึ่งของโดมยังถูกแขวนโยงอยู่กับขื่อคาน ไร้สิ้นเรี่ยวแรง

เวลาผ่านไปอีกสักระยะ ปานวาดนั่งกอดกระเป๋ารอโดมอยู่ที่เดิม จนเห็นโดมเดินมาหยุดตรงหน้าปานวาดท่าทางอ่อนแรง ปานวาดเงยหน้าขึ้นมองโดมอย่างโกรธขึ้ง
“คุณ หายไปไหนมา รู้ไหมฉันรอคุณตั้งนาน ไหนคุณบอกว่า...”
โดมสวนขึ้นมา “คุณรอผมทำไม”
ปานวาดอึ้ง “ก็คุณบอกให้ฉันรอ”
โดมรู้สึกผิด และเสียใจที่พาปานวาดมาลำบากด้วย
“คุณนี่โง่จริงๆ” เขาฉุดมือปานวาดลุกขึ้นมา “ทำไมไม่รู้จักหนีไปเอง รอผมทำไม”
ปานวาดงงมาก “เป็นอะไรของคุณเนี่ย”
โดมฉุดลากปานวาดไป “หนีไปเดี๋ยวนี้วาด หนีกลับบ้านซะ กลับไปหาแม่ อย่าอยู่ที่นี่อีกเลย”
“ไม่ ถ้าจะหนี ทำไมเราไม่หนีไปด้วยกัน”
“ผมจะหนีหรือไม่หนี คุณไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตผม” เขาผลักปานวาดออกไปอย่างแรง “ไป หนีไปซะ”
ปานวาดมองโดมอย่างเสียใจ ไม่คิดว่าโดมจะไล่ตัวเอง “ไม่ ไหนคุณบอกว่าเราจะไม่ปล่อยมือจากกันไง”
โดมชะงัก
“ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าคุณจะขอให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่ขออย่างเดียว อย่าไล่ฉันไปจากคุณได้ไหม” ปานวาดจับมือโดมแล้วทรุดตัวลงร้องไห้ “ได้ไหม อย่าไล่ฉันไปเลยนะ”
โดมเห็นปานวาดร้องไห้ใหญ่ก็รีบพยุงขึ้นมาแล้วกอดเธอไว้
“ผมขอโทษนะวาด ผมขอโทษ”

เช้าวันนี้ ปรก กับ ปกรณ์ยืนอยู่ต่อหน้าปานรุ้งและวาสุเทพ ในโถงกลางบ้านสมุทรเทวา
“แม่ไม่ให้ปกรณ์ไปเขาใหญ่”
ปกรณ์จ๋อย พยายามขอร้องอีก
“แต่นายแม่ครับ วันนี้ผมสอบเสร็จแล้ว ผมขอไปพักผ่อนกับเพื่อนๆ แค่คืนเดียว รับรองว่าผมจะดูแลตัวเองดีๆ ไม่ทำอะไรให้นายแม่ต้องเป็นห่วง”
“ถ้าปกรณ์อยากพักผ่อน เดี๋ยวแม่พาปกรณ์ไปเที่ยวเอง ปกรณ์เลือกเลยว่าอยากไปประเทศไหน เครื่องบินเราก็มี ทำไมต้องไปตากแดดตากลมที่เขาใหญ่ด้วย”
“ไปกับนายแม่กับไปกับเพื่อน มันไม่เหมือนกันนี่ครับ” ปกรณ์บ่น
“นี่ปกรณ์จะดื้อกับแม่เหรอ” ปานรุ้งฉุนขาด
ปกรณ์จ๋อยสนิท มองพ่อเป็นเชิงให้ช่วยพูด
วาสุเทพเอ่ยขึ้น “รุ้ง พี่ว่าถ้ารุ้งห่วงลูก ก็ให้ปรกไปเป็นเพื่อนปกรณ์ก็ได้”
ปกรณ์ยิ้มเห็นด้วย “นั่นสิครับ ให้พี่ปรกไปกับผมก็ได้ นะครับนายแม่”
ปานรุ้งอิดออด “แต่พี่เทพ...”
“พี่บอกแล้วไง ว่าเราควรหย่อนลงบ้าง ก่อนจะตึงเกินไป”
ปานรุ้งอึ้งไป ปกรณ์มองหน้าปรกที่นิ่งฟังตลอดเวลา แล้วยิ้มให้พี่ชาย มั่นใจว่าจะได้ไปเขาใหญ่แน่ๆ

ในขณะที่วิรินทร์เดินมาตามทาง เพื่อเปลี่ยนตึกเรียน จู่ๆ ปกรณ์ก็วิ่งเข้ามาที่ด้านหลังแล้วถือวิสาสะจับมือวิรินทร์มาจูงทันที
“เรามีข่าวดีมาบอก”
วิรินทร์ค่อยๆ ดึงมือออกจากมือปกรณ์
“ข่าวอะไร”
ปกรณ์ดึงมือวิรินทร์ไปจับอีก
“นายแม่ให้เราไปเขาใหญ่กับพวกกู๊ดแล้ว รินทร์ก็ไปด้วยใช่ไหม”
วิรินทร์ดึงมือออกจากมือปกรณ์อีก
“เรายังไม่รู้เลย”
ปกรณ์จะดึงมือวิรินทร์มาจับ วิรินทร์สะบัดออก แล้วเดินหนี ปกรณ์มองตามอย่างแปลกใจ

ปกรณ์วิ่งตามวิรินทร์ที่เดินดุ่มหนีมาโดยไม่รอ และสุดท้ายวิ่งแซงมาดักหน้าวิรินทร์ไว้
“รินทร์ เป็นอะไรหรือเปล่า โกรธเราเหรอ”
“ไม่ได้โกรธ”
“ไม่ได้โกรธแล้วทำไม” ปกรณ์ซักไซ้
“โอเค เราไม่ได้โกรธ แต่เราหงุดหงิด”
“หงุดหงิดเรื่องอะไร”
วิรินทร์ถอนใจ ไม่รู้จะพูดยังไง “ก็หงุดหงิดที่นายต้องจับมือเราตลอดเวลาน่ะสิ”
“ก็เรา...”
วิรินทร์พูดแทรก “เป็นแฟนกัน เรารู้ แต่มันว่าควรมีขอบเขตและความพอดี ไม่ใช่เอะอะนายก็จูงมือเรา จับมือเรา นึกจะหอมก็หอม เราเป็นผู้หญิงนะปกรณ์ ใครเห็นเข้า เราคือคนเสียหาย”
ปกรณ์พยายามจะอธิบาย “รินทร์”
วิรินทร์ระบายต่อ “ถ้าการเป็นแฟนหมายถึงต้องใกล้ชิดตัวติดกันขนาดนี้ เราว่าตอนเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่า”
ปกรณ์อึ้งใหญ่ “รินทร์พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
วิรินทร์มองปกรณ์ด้วยสีหน้าอึดอัด สับสน
“เราไปเรียนก่อนนะ” จากนั้นเด็กสาวก็เดินออกไปทันที

ปกรณ์มองตามแฟนสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ปานเทพป้องปากคุยมือถือกับชูนามเสียงเบาลับๆล่อๆ กลัวใครมาได้ยิน โดยเต็ดเตร่อยู่หน้าห้องทำงานปานรุ้ง

“เมื่อคืนนายแม่ถามเรื่องบัญชี วันนี้ผมเลยตามประกบ นายแม่ตลอดครับพ่อ ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะขวางไม่ให้นายแม่ดูบัญชี จนกว่าเงินเข้าบัญชีนิชา”
รอจนเห็นปานรุ้งเดินออกมาจากห้อง ปานเทพรีบกดวางสาย แล้วเดินไปหา
“นายแม่จะไปไหนเหรอครับ”
“แม่จะไปหาคุณพ่อวาสุเทพน่ะลูก”
“อ๋อ ผมเห็นคุณลุงออกจากบริษัทตั้งแต่เที่ยงแล้วครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหน”
ปานรุ้ง นิ่งคิดว่าวาสุเทพไปไหนโดยไม่บอกกล่าว

ในขณะที่กติยากำลังใช้มีดดายหญ้าเหวี่ยงตัดหญ้าอย่างสะใจอยู่นั้น วาสุเทพเดินเข้ามาหยุดยืนด้านหลังเงียบๆ สักครู่แล้ว กติยารับรู้การมาของใครบางคน จึงปรายหางตาไปมอง
วาสุเทพทักขึ้น “ยา”
กติยาได้ยินเสียงวาสุเทพ แล้วเหยียดยิ้มสะใจมากขึ้น ใช้มีดเหวี่ยงฟันหญ้าต่อ
“บอกพี่ได้ไหมว่าพ่อของโดมคือใคร”
กติยาชะงักมีด
วาสุเทพพูดอย่างกลัวลึกๆ อยู่ในใจ “คงไม่ใช่พี่ใช่ไหม”
กติยาค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วหันมามองหน้าวาสุเทพ ตอบด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ
“ใช่”
วาสุเทพตกใจสุดขีด
แต่กติยากลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงกวน “หรือไม่ใช่
วาสุเทพสับสนว่ามันยังไงกันแน่
“ขอร้องล่ะยา โดมไม่ใช่ลูกพี่ใช่ไหม”
กติยาพูดยั่วยิ้ม “ก็บอกแล้วไงคะว่า ใช่”
“ยา”
“หรือไม่ใช่”
“พี่รู้ว่ายาเกลียดพี่ โกรธพี่ แต่พี่ก็เชื่อว่าถ้ายามีลูก ยาจะต้องรักลูกมาก ยาคงไม่ทำร้ายลูก”
กติยามองวาสุเทพด้วยสีหน้ายิ้มเยาะสะใจอยู่อย่างนั้น
“ใช่...หรือไม่ใช่”
“ยา”
“เรื่องมันนานมาแล้วค่ะ ยาจำไม่ได้ว่าโดมเป็นลูกใคร เอาไว้ยาจำได้ ยาจะบอกนะคะ”
“แต่ว่า...”
กติยายกมีดดายหญ้าขึ้นมาชี้หน้าวาสุเทพ เปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นยิ้มเหี้ยมเกรียม
“ออกไปจากบ้านยาได้แล้วค่ะ พี่เทพ”
วาสุเทพมองกติยาอย่างลังเล ไม่อยากจะไปเลย ในใจอยากคาดคั้นให้รู้คำตอบว่าโดมเป็นลูกใคร จนมือถือของวาสุเทพดังขัดขึ้น เขาหยิบมาดูก่อนจะรีบกดรับสาย
“ว่ายังไงเกื้อ…อะไรนะ”
กติยามองวาสุเทพอย่างสนใจ

ถัดมาไม่นาน ปานรุ้ง กับ วาสุเทพ และเกื้อ เดินออกจากตึกไปขึ้นรถ ด้วยท่าทางร้อนใจ และดีใจ มีปรก ปกรณ์ และ นิชา รีบเดินตามมาส่ง
ปานรุ้งหันถามเกื้อ “เธอแน่ใจนะเกื้อว่าคนของเธอเห็นปานวาดที่ภูเก็ต”
“ครับ เพื่อนผมมีประชุมที่ภูเก็ต เขาจำหน้าคุณหนูปานวาดได้ เขาบอกว่าเห็นคุณหนูปานวาดแถวหาดป่าตอง”
วาสุเทพดีใจ “ถ้าข่าวมาจากเพื่อนของเกื้อ คงไม่น่าผิดหรอกรุ้ง”
ปานรุ้งหันมาบอกปรก “แม่จะไปตามตัวน้อง ปรกอยู่บ้าน ดูแลทุกคนแทนแม่ด้วย”
“ครับนายแม่”
ปานรุ้งหันมาทางนิชา “ส่วนเธอ ดูแลปานเทพให้ดีๆ ไม่ว่าเขาทำอะไร โทร.มารายงานฉันให้หมด”
“ค่ะ”
ปานรุ้งกอดปกรณ์ “แม่ยอมให้ไปเขาใหญ่ หนึ่งคืนเท่านั้นนะปกรณ์ แม่โทร.หาเมื่อไหร่ ต้องรับ ถ้าไม่รับ แม่จะสั่งให้ปรกพากลับบ้านทันที”
“ครับนายแม่”
ปานรุ้งกอดและหอมปกรณ์อีกครั้ง
ปรกมองภาพนั้นนิ่งๆ นิชามองอาการสามีอย่างเห็นใจ
ปานรุ้งคลายกอดจากปกรณ์ แล้วหันไปมองปรกโดยไม่ยอมกอดใดๆ
“แม่ไปล่ะ”
ปานรุ้งขึ้นรถไปทันที
ปรกมองตาม ฝืนยิ้มส่ง ทั้งที่ในใจก็แอบเศร้าที่แม่ไม่เคยกอดเลย
วาสุเทพเข้าไปโอบเป็นเชิงปลอบปรก โอบกอดปกรณ์ แล้วขึ้นรถตามไป
พอรถเคลื่อนออกไปพ้นบ้านสมุทรเทวา
ปกรณ์กระโดดโลดเต้นดีใจมาก
“วันนี้มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งเรื่องที่เจอพี่วาด ทั้งเรื่องที่เราจะไปสวนผึ้งกัน Let’s go to สวนผึ้งกันเถอะพี่ปรก พี่นิชา”
นิชาถามถึงวิรินทร์ “แล้วแฟนปกรณ์ล่ะ เขาไปยังไง พรุ่งนี้เราต้องไปรับเขาไหม”

ปกรณ์หน้าเครียดขึ้นมาทันที

เย็นนั้น จู่ๆ โดมก็วิ่งหนีมาที่ทะเล โดยมีปานวาดวิ่งตามหลังมา พยายามตะโกนเรียกโดม

“โดม คุณจะไปไหน”
โดมไม่ฟังวิ่งลงทะเลไปทันที ปานวาดวิ่งตามลงไปด้วย พยายามฉุดโดมไว้
“โดม คุณวิ่งทะเลทำไม คุณเป็นอะไร”
“วาด กลับห้องไป” เขาดึงมือปานวาดออก ส่วนตัวเองพยายามเดินลงทะเลต่อ
ปานวาดไม่ยอม ยังฉุดกระชากรั้งโดมไว้ “ฉันไม่กลับ บอกมาก่อนว่าคุณเป็นอะไร”
โดมดึงมือปานวาดออกสุดแรง แล้วผลักปานวาดออก “ผมจะเป็นอะไรก็เรื่องของผม”
ปานวาดล้มลง แต่ยังดันตัวเองขึ้นมา
“คุณไม่ต้องมายุ่งกับผม กลับห้องไปซะวาด”
โดมเดินลงทะเลลึกลงไปอีก และไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย ปานวาดมองโดมอย่างเสียใจ แล้วเดินขึ้นหาดไป
โดมหันไปมองด้วยความนึกเสียใจ แต่ก็ไม่อยากให้ปานวาดเห็นตัวเองในขณะที่อยากยาเขาโมโหตัวเอง ทุบน้ำอย่างแรง พร้อมกับตะโกนก้อง โกรธต่อโชคชะตาของตัวเองที่เป็นแบบนี้
“โว้ย”

ปานวาดเดินตัวเปียกซกเข้ามาในร้าน กุชชี่ กับเต้เดินสวนออกมาเจอปานวาดพอดี
“ว้าย ตายแล้ววาด ไปทำอะไรมา ตัวเปียกขนาดนี้”
ปานวาดอึกอัก “เปล่าค่ะเจ๊”
“แล้วโดมไปไหนซะล่ะ” กุชชี่แซว “ฮั่นแน่ หรือแอบไปเล่นน้ำทะเล กันมา”
“เปล่าค่ะ” ปานวาดจะเดินหนี
“ทะเลาะกันเหรอ” ปานวาดชะงัก “ช่วงนี้โดมหงุดหงิดใส่บ่อยล่ะสิ อย่าไปโมโหมันเลยนะ โดมมันขอเจ๊ทำงานเพิ่มน่ะ เพราะไม่อยากให้วาดลำบาก แล้วคนที่ต้องทำงานหนัก ก็มีบ้างอ่ะนะที่ต้องใช้ยา”
ปานวาดชะงัก “ยา ยาอะไรคะ”
กุชชี่มองปานวาดสีหน้าเจ้าเล่ห์ ทำท่าเหมือนไม่อยากเล่าให้ฟัง
“ไอ้เต้ แกไปดูไอ้โดมไป ส่วนวาด มากับเจ๊นะ เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”

โดมนั่งกอดเข่าหลบอยู่มุมหนึ่งแถวริมทะเล อาการหนาวสั่น เสี้ยนยาเต็มกำลัง แต่พยายามข่มใจตัวเองไม่ให้ไปเสพยา
เต้เดินมาด้านหลัง โยนกระเป๋ายาให้ เห็นเข็มฉีดยากระเด็นหลุดออกมาหน่อยๆ
“เจ๊ให้เอามาให้”
“ผมไม่เอา”
“คิดว่าแกจะชนะตัวเองได้เหรอวะ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”
โดมมองตาขวาง “กูต้องทำให้ได้ กูต้องพาเมียกูออกไปจากนรกนี่ให้ได้”
เต้หัวเราะเยาะ แล้วจิกหัวโดมให้เงยหน้าขึ้น
“กูว่าช้าไปแล้วว่ะ ตอนนี้เมียมึงกำลังไปคุยกับเจ๊ ไม่รู้เจ๊มีงานอะไรให้เมียมึงทำ”
“อะไรนะ”
โดมถลันจะลุกไปหาปานวาด ถูกเต้เตะตัดขาจนล้มคะมำลงกับพื้นทราย เต้นั่งทับตัวโดม ใช้ขากดล็อคแขนของโดม
“ปล่อยกู”
เต้หยิบเข็มฉีดยาใส่แขนโดมจนหมดหลอด
โดมพยายามดิ้น แต่ค่อยๆ หมดแรงลง หน้าตาล่องลอยไปตามฤทธิ์ยา

ปานวาดมองเจ๊กุซซี่อย่างตกตะลึง
“เมื่อกี้เจ๊พูดว่าอะไรนะคะ”
“ทำใจดีๆ นะวาด ที่โดมมันติดยาเพราะมันอยากให้ตัวเองทำงานเยอะๆ”
ปานวาดยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ “อะไรนะคะ”
“โดมมันรักหนูมากนะ มันบอกกับเจ๊ตลอดว่ามันอยากให้หนูสบาย มันเลยยอมติดยาเพื่อทำงานหาเงิน อยากซื้อบ้านหลังเล็กๆไว้อยู่กับหนู อยากสร้างครอบครัว อยากมีลูกกับหนู มันไม่อยากให้ลูกเมียลำบาก”
ปานวาดหลงเชื่อ สงสารจนแทบร้องไห้ ที่โดมทำเพื่อตัวเองขนาดนี้
“โธ่ โดม แต่วาดไม่อยากเห็นโดมต้องทรมานแบบนี้อีก มีทางไหนที่พอจะช่วยโดมได้ไหมคะ”
“คนติดยา ถ้าขาดยา มันก็ทรมานอย่างนี้แหละ ถ้าหนูไม่อยากให้มันทรมาน หนูก็ต้องหาเงินซื้อยาให้มัน”
“แต่วาดไม่อยากให้โดมยุ่งกับยาอีกแล้ว”
“งั้นก็ต้องให้มันเลิก แต่ถ้าส่งไปโรงพยาบาล พวกหนูก็คงไปไม่ได้ เพราะหนีกันอยู่ ก็ต้องใช้วิธีซื้อยาเลิกให้มันกิน แต่ไอ้ยาเลิกเนี่ย มันก็ใช่ว่าถูกนะ”
“เท่าไรคะ”
“เท่าที่เจ๊รู้มาก็ประมาณ 5,000 วาดจะอยากได้ไหมล่ะ”

ปานวาดชะงัก ส่วนกุชชี่มองแล้วลอบยิ้มร้าย มั่นใจว่าปานวาดหลงกลแน่

อ่านต่อหน้า 2

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 19 (ต่อ)

ทางด้าน ปานรุ้ง วาสุเทพ และเกื้อ เดินทางมาถึงภูเก็ตตอนเย็น เวลานี้หยุดหารือกัน หลังจากเที่ยวเดินเลียบไปตามหาดป่าตอง ตามหาปานวาดมาสักครู่ใหญ่

บอดี้การ์ดดูแลและช่วยหาอยู่ทางข้างหลัง วิษณุ เพื่อนเกื้อยืนข้างๆ
“คุณวิษณุ คุณเห็นคุณวาดที่ไหนครับ” วาสุเทพเอ่ยถาม
“ผมเห็นลูกสาวคุณหญิงมาเดินเล่นกับผู้ชายตัวสูงๆ เมื่อสองคืนก่อน”
ปานรุ้งคำรามคิดถึงโดมยิ่งแค้น “ไอ้สารเลวนั่นพาวาดมาอยู่ที่นี่เอง...แล้ววาดมีสภาพเป็นยังไงบ้างคะ ดูดีหรือว่าดูลำบาก”
“จากเสื้อผ้าที่ลูกสาวคุณหญิงใส่ ผมว่าคงไม่ได้อยู่สบายนัก”
ปานรุ้งยิ่งฟังยิ่งแค้น “โธ่วาด แม่บอกแล้วว่าไอ้สารเลวนั่นต้องพาวาดมาลำบาก ทำไมวาดไม่เชื่อแม่”
วาสุเทพถามวิษณุว่า “แล้วคุณวิษณุได้ตามไปดูว่าปานวาดพักอยู่ที่ไหนไหมครับ”
“ผมกำลังจะเดินตามครับ แต่ลูกสาวคุณหญิงขึ้นรถสองแถวไปก่อน”
ปานรุ้งร้อนใจรีบหารือกับวาสุเทพและเกื้อ “เราจะทำยังไงดีคะพี่เทพ เกื้อ หรือว่าแจ้งตำรวจให้ตามล่าไอ้สารเลวนั้นทั้งเกาะภูเก็ตเลย”
“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณหนู อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าคุณวาดอยู่ที่นี่ เราตระเวนถามคนที่นี่ดีกว่าว่าคุณวาดอยู่ที่ไหน ถ้าเราให้ตำรวจตามจับ ผมกลัวว่าคุณวาดจะหนีไปอีก”
“พี่เห็นด้วยกับเกื้อนะ ตอนนี้วาดยังไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่ เราตามหาลูกเงียบๆ ก่อนดีกว่า”
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าวาดอยู่ที่ไหนล่ะคะ ภูเก็ตไม่ใช่แคบๆ นะคะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ คุณวิษณุรู้จักกับคนกว้างขวางที่นี่ชื่อเสี่ยเกษม ใครจะเข้าใครจะออกภูเก็ต เสี่ยเกษมมีลูกน้องเป็นหูเป็นตาสืบรู้หมด พรุ่งนี้ผมกับวิษณุไปพบเสี่ยเกษมครับ”

ขณะเดียวกันกุชชี่กำลังคุยมือถือกับเสี่ยเกษมอยู่ มีเต้นั่งข้างๆ
“ไม่ต้องห่วงค่ะเสี่ย เด็กใหม่ของกุชชี่น่าถึงมือเสี่ย ไม่เกินพรุ่งนี้แน่ โอ๊ย กุชชี่ไม่กล้าเอาเด็กที่เสี่ยจองไปให้คนอื่น ลิ้มลองก่อนหรอกค่ะ ใครจะไปกล้าตุกติกกับเสี่ยเกษม”
กุชชี่สบตากับเต้ สองคนยิ้มชั่วให้กัน

สายของวันใหม่ รถที่ปรกขับมาแล่นเลี้ยวตามถนนมุ่งหน้าสู่สวนผึ้ง ซึ่งสองข้างทางเป็นธรรมชาติแสนสวยอวดตัวต่อสายตาผู้มาเที่ยวพักผ่อนเป็นระยะ จนรถแล่นเข้ามาในรีสอร์ตแห่งหนึ่งในสวนผึ้ง
นิชานั่งด้านหน้าคู่ปรก ส่วนปกรณ์นั่งเซ็งอยู่ด้านหลัง เพิ่งเล่าแกมบ่นเรื่องวิรินทร์จบ
ปรกฟังแล้วออกอาการขำๆ “โธ่เอ๊ย วัยรุ่น แค่เขาไม่มาด้วยแค่นี้ งอนเขาไปได้”
“ผมไม่เข้าใจเลย ยังไงผมกับเขาก็เป็นแฟนกัน จะไปไหนมาไหน หรือจะจับมือกัน ไม่เห็นจะผิดเลย ทำไมเขาต้องไม่พอใจด้วย”
“เพราะบางทีผู้ชายก็มองแต่ตัวเองจนไม่คิดถึงจิตใจของผู้หญิงเกินไป”
นิชามองเหล่สามี ปรกชะงักรู้ว่าเมียรักพูดกัดตนด้วย
“ทำไมผมจะไม่คิดถึง ผมแคร์รินทร์เค้าจะตายครับพี่นิชา”
“ถ้างั้นน้องปกรณ์ก็ต้องให้เวลาเค้าหน่อยสิคะ คนเรามีพื้นฐาน ไม่เหมือนกัน ครอบครัวของน้องวิรินทร์เค้าคงไม่ชินกับการแสดงความรัก ในขณะที่พี่ชินกับการแสดงความรัก”
ปรกรู้ว่าถูกนิชาเหน็บอีกดอก เลยเปลี่ยนไปพูดเรื่องปกรณ์ “พี่ว่าเพราะนายถูกนายแม่ทั้งกอดทั้งหอมมาตั้งแต่เล็กเลยเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไง” เขาพูดให้นิชารู้ “ลองทำเป็นนิ่งๆ แบบพี่ แต่ในใจโคตรรักดูสิ อาจดีขึ้น”
นิชาต่อให้ “หรือไม่ก็แย่ลง”
ปกรณ์ยื่นหน้ามากระซิบถามปรก “ตกลงพวกพี่คุยเรื่องผมหรือคุยเรื่องตัวเองกันแน่”
ปรกกระซิบตอบน้อง “น่าจะอย่างหลัง...เอาเป็นว่าไปเที่ยวหนนี้ พี่จะช่วยนายหาทางง้อแฟนแล้วกัน เผื่อผลบุญจะช่วยให้เมียพี่หาย งอนพี่บ้าง” ปรกยื่นมือซ้ายดึงมือนิชามากุม “เนอะ”
นิชาแกล้งผินหน้าหันไปมองนอกรถ ปรกมองสบตากับปกรณ์เซ็งๆ

สามคนหิ้ว ถือกระเป๋าเข้าไปในบ้านพัก ที่มีวิรินทร์และเพื่อนๆ รออยู่แล้ว เด็กๆ ยกมือไหว้ปรก กับนิชา วิรินทร์มองปกรณ์ อีกฝ่ายยังดูมึนตึง ไม่ยอมมองหน้าเธอเลย
ปรกดูออกรีบสะกิดพร้อมกับกระซิบบอกน้องชาย “เอ้า หันไปสนใจเค้าหน่อยสิ”
“ไม่ ผมจะไปคุยกับเพื่อน” ปกรณ์เดินหนีไปอีกทาง
ปรกเซ็งหันมาหานิชา แต่นิชาก็ดันงอนที่ปรกไม่สนใจตัวเอง จึงเดินหนีไปอีกทาง

ปรกเหวอ รีบตามไปง้อเมีย

วิรินทร์ถือน้ำกับจานของกินเดินเข้าไปหาปกรณ์ที่นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ แต่อีกฝ่ายทำเป็นไม่เห็น วิรินทร์วางน้ำ ขนม แล้วลงนั่งข้างๆ ปกรณ์

ปกรณ์ลุกหนีไปหาปรกทันที วิรินทร์ชะงัก รู้ว่าเขาจงใจประชด เพื่อนๆ ลุกเตรียมตัวจะไปข้างนอก
“พี่ปรก เดี๋ยวผมกับเพื่อนจะไปสนามขี่รถเอทีวี นะพี่”
ปรกทักท้วง “เฮ้ย แล้วนายจะขี่ด้วยเหรอ มันอันตรายรึเปล่า พี่ว่าไปเล่นอย่างอื่นดีกว่ามั้ย”
“โห่ พี่ รถเอทีวี มันคันใหญ่จะตาย ไม่อันตรายหรอกน่า”
“แต่บางสนามเค้าก็ทำทางชัน อันตรายอยู่ดี”
ปกรณ์ฟังแล้วออกอาการเซ็ง นิชาแย้งขึ้น
“คุณปรกคะ น้องปกรณ์เค้าไปกับเพื่อนตั้งหลายคน ถ้ามีอะไรเค้าก็ดูแลกันเองได้” ปรกยังไม่ยอม นิชาหงุดหงิด “ถ้าคุณทำแบบนี้ คุณก็ไม่ต่างอะไร กับนายแม่เลยนะคะ”
“ใช่พี่ ทุกวันนี้เพื่อนๆ มันเรียกผมว่าชายน้อยแล้ว” ปกรณ์อ้อน
“เพราะเพื่อนเห็นปกรณ์เป็นน้องเล็กไง”
“เปล่า มันว่าผมเป็นง่อย ผมไปก่อนนะพี่” ปกรณ์เดินออกไปหาเพื่อนที่รออยู่ข้างนอกแล้ว
ปรกไม่อยากให้ไป “ปกรณ์”
“ถ้าเป็นห่วงน้องขนาดนี้ คุณปรกจะตามน้องไปก็ได้นะคะ ตอนอยู่ที่บ้านคุณปรก นิชาฝึกอยู่คนเดียวจนชินแล้ว” นิชาเดินงอนหนีออกไป
“โธ่ นิชา” ปรกเดินตามเมียรักไป

ปกรณ์และเพื่อนๆ ขี่รถเอทีวี มอเตอร์ไซค์สี่ล้อเข้ามาหน้าบ้านพัก เพื่อรับเพื่อนผู้หญิงไปลุยป่า สาวๆ ต่างแยกไปนั่งรถของเพื่อนผู้ชายคนสนิท วิรินทร์เดินมาหาปกรณ์ แต่ถูกอีกฝ่ายแดกดัน
“นั่งรถนี่ มันอาจทำให้รินทร์ใกล้เราเกินไป เราว่ารินทร์ไปนั่งกับไอ้กู๊ด ดีกว่านะ” ปกรณ์หันไปเรียกเพื่อนผู้หญิงชื่อเก๋ “เก๋ มานั่งกับเราไหม”
วิรินทร์ถอนใจ แล้วเดินไปซ้อนท้ายรถของเพื่อนผู้ชายที่ชื่อกู๊ด
ส่วนเก๋เดินมาซ้อนท้ายปกรณ์ ซึ่งขี่รถออกไปเลย
วิรินทร์มองตาม ชักเริ่มหงุดหงิดกับการประชดประชันไม่ลดละของปกรณ์

ตกบ่าย ปกรณ์ กับ เพื่อนๆ กำลังซื้อของกิน ทั้งร้านขายผลไม้ และกับข้าว จากร้านค้าริมทางขึ้นเขาใหญ่ วิรินทร์เดินถือผลไม้เข้ามาหาปกรณ์
“กรณ์เอาองุ่นมั้ย เราลองชิมแล้วหวานดี”
“รินทร์อยากกินก็กินเถอะ ไม่ต้องสนใจเราหรอก”
ปกรณ์เดินหนี ให้อยู่ห่างวิรินทร์อย่างจงใจ จนวิรินทร์ทนไม่ไหว
“จะเล่นอย่างนี้ใช่ไหม”
ปกรณ์ทำไก๋ “เล่นอะไร เราไม่ได้เล่นสักหน่อย”
“ก็ที่ทำประชดอยู่นี่ไง”
“เราไม่ได้ประชด ก็รินทร์อึดอัดที่อยู่ใกล้เรา เราก็ออกห่างมีระยะให้รินทร์นี่ไง หรือว่ามันห่างไม่พอ” ปกรณ์จงใจขยับออกห่างจากวิรินทร์อีก “พอไหม”
วิรินทร์ส่ายหัว มองเซ็งปกรณ์
กู๊ดเดินเข้ามา
“ปกรณ์ เดี๋ยวแวะซื้อน้ำแข็งโซดากัน”
วิรินทร์ทักท้วง “นี่พวกนายจะกินเหล้าเหรอ”
“มาฉลองสอบเสร็จทั้งที ไม่กินเหล้าแล้วจะให้กินน้ำอ้อยรึไงรินทร์” กู๊ดหันมาทางปกรณ์ “ว่าแต่พี่นายจะยอมให้นายกินรึเปล่า”
“ไม่ยอมเราก็จะกิน”
วิรินทร์เตือนด้วยความหวังดี “ปกรณ์ เดี๋ยวนายแม่รู้ก็โดนดุหรอก”
ปกรณ์ฉุน เลยพูดเหน็บ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจะขัดคำสั่งนายแม่ ถ้าเรามีใจ ต่อให้นายแม่ห้าม เราก็ยอมทำมาแล้ว รินทร์คงลืมไปแล้วล่ะมั้ง”
ปกรณ์มองจ้องวิรินทร์ครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไป วิรินทร์มองตามอย่างระอา

เวลานั้นปรกยืนคุยมือถือกับปานรุ้งอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้านพักที่สวนผึ้งรีสอร์ต
“นายแม่เจอวาดรึยังครับ”
ปานรุ้งกับวาสุเทพนั่งมาในรถที่แล่นมาตามทางในภูเก็ต ส่วนปานรุ้งคุยมือถือกับปรกสีหน้าเครียด
“ยังไม่เจอเลย แต่เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับผู้ใหญ่ที่นี่ เห็นเพื่อนพ่อเกื้อบอกว่าคนนี้รู้จักคนเยอะ น่าจะช่วยตามหาวาดได้ ว่าแต่ปรกได้คุยกับปานเทพรึเปล่า เมื่อกี้แม่โทร.ไปที่บ้าน น้อยก็บอกว่าปานเทพยังไม่กลับ ไม่รู้หายไปไหนอีก”
“เห็นนิชาบอกว่าวันนี้พี่ปานเทพมีลูกค้ามาจากต่างประเทศ คงดูแลลูกค้าอยู่น่ะครับนายแม่”
“แล้วปกรณ์เป็นยังไงบ้าง”
“น้องปกรณ์โอเคครับ นี่ออกไปเดินเล่นข้างนอกกับเพื่อนๆ”
“แล้วเพื่อนๆ ที่ไป ไว้ใจได้มั้ย”
ปรกลอบถอนใจนิดหนึ่ง “ได้ครับนายแม่ ทุกคนนิสัยดี น่ารักครับ”
“งั้นก็ดี แม่ฝากดูแลน้องด้วยนะปรก แค่นี้แหละ”
ปานรุ้งวางสายโดยไม่ได้ถามถึงสารทุกข์สุกดิบของปรกสักคำ ปรกยืนถือมือถือค้างอยู่ พูดพึมพำออกมาคนเดียว
“ส่วนผม สบายดีครับนายแม่”
ปรกเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงด้วยสีหน้าเศร้าๆ
นิชาเดินออกมาหาปรกในจังหวะนี้
“คุณปรก เราออกไปทานข้าวกันมั้ยคะ เพื่อนนิแนะนำร้านอาหารป่า อยู่ไม่ไกลมาก”
ปรกฝืนยิ้ม “เดี๋ยวรอปกรณ์กับเพื่อนกลับมา แล้วไปพร้อมกันดีกว่า นะนิชา”
ปรกเดินเลี่ยงออกไป เพราะไม่อยากให้นิชารู้ว่าเขากำลังเศร้า

นิชามองตาม ด้วยสายตาน้อยใจที่ปรกดูไม่ใส่ใจเธอเลย

รถตู้เช่าจากโรงแรมที่ปานรุ้งพัก แล่นมาจอดที่หน้าโรงแรมเสี่ยเกษม ปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อ และวิษณุลงจากรถมา

“เสี่ยเกษมพักที่นี่ครับ” วิษณุว่า
ปานรุ้งมองไปทางโรงแรม

เวลาเดียวกันนั้น ปานวาดเดินเข้ามาหากุชชี่ในห้องทำงาน กุชชี่ยิ้มทักปานวาดนิ่งๆ
“น้องวาดมีอะไรให้พี่ช่วยจ๊ะ”
“เจ๊มีงานอะไรที่วาดหาเงิน 5,000 ได้เร็วๆ ไหมคะ”
“มีสิจ๊ะ คืนนี้น้องวาดว่างไหมล่ะ พี่มีงานด่วน เงินดีคืนนี้เลย”
ปานวาดมองกุชชี่อย่างสนใจ

ปกรณ์ วิรินทร์ และก๊วนเพื่อนปกรณ์เดินถือของกินกลับเข้ามา ปรกที่รออยู่กับนิชารีบลุกไปหา
“สนุกมั้ยปกรณ์ แล้วนี่ซื้ออะไรกันมาเยอะแยะเนี่ย พี่ว่าจะชวนพวกเราออกไปกินข้าวข้างนอก”
ปกรณ์กับเพื่อนชะงัก เพื่อนคนที่ถือเหล้ารีบเดินเลี่ยงไป ไม่ให้ปรกเห็น วิรินทร์เดินมารั้งท้ายสุด
“พี่ปรกไปกับพี่นิชาเถอะครับ พวกผมซื้อของกินเข้ามากันแล้ว”
“อ้าวเหรอ แล้วซื้ออะไรกันมา ให้พี่นิชาช่วยทำมั้ย”
ปกรณ์รีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกพี่ เดี๋ยวพวกผมทำกันเองได้ พี่ไปกันเถอะ เอ้อ...พี่ปรก เดี๋ยวคืนนี้ผมกับเพื่อนจะนั่งเล่นกัน พี่นอนไปเลยนะ ไม่ต้องห่วงผม”
ปกรณ์เดินเข้าบ้านไปกับเพื่อน วิรินทร์ยิ้มให้ปรกแล้วเดินตามไปท้ายสุด ปรกยังมองตามด้วยความเป็นห่วง
“น้องปกรณ์ไม่ไปแล้ว ทีนี้เราไปกันได้รึยังคะคุณปรก หรือว่าคุณต้องอยู่เฝ้าน้องอีก”
ปรกหันมามองนิชา แล้วหันไปมองปกรณ์ด้วยความเป็นห่วง
“ผมว่าเราออกไปซื้อเข้ามาทานในบ้านกันดีมั้ยครับ ผมกลัวเราไปไกล สัญญาณไม่มี เดี๋ยวนายแม่โทร.มาไม่ติด”
นิชาน้อยใจ “คำก็น้อง สองคำก็นายแม่ นิไม่ได้อยากจะเป็นคนงี่เง่านะ แต่นิก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตกลงคุณชวนนิมาเป็นเพื่อนคุณเฝ้าน้อง หรือชวนนิมาพักผ่อนกับคุณกันแน่คะ” ปรกชะงัก “นิขอโทษค่ะ แต่บางทีนิก็รู้สึกว่าในหัวคุณมีแต่ครอบครัว ไม่เคยมีนิอยู่เลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะนิชา”
“ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งเวลาให้นิบ้างได้มั้ยคะ ขอให้เราได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองคนบ้าง”
ปรกใจหาย เพิ่งสำนึกว่าเขาละเลยนิชามากปานนี้ ชายหนุ่มยิ้มปลอบ เดินมาจับมือเมียรัก
“ได้สิครับ ไป ผมอยากรู้แล้วว่าร้านอาหารป่าที่เพื่อนคุณบอกจะอร่อย สู้ร้านประจำของผมได้รึเปล่า”

นิชายิ้มดีใจ ปรกเดินจูงมือนิชาออกจากบ้านไปด้วยกัน

กลุ่มเพื่อนของปกรณ์ 3-4 คน นั่งกินเหล้ากันอยู่ในบ้านพักมาสักระยะแล้ว ได้ยินเสียงของปกรณ์ที่กำลังโก่งคออ้วกดังมาจากห้องน้ำ

“อว๊าก...”
ปกรณ์อ้วกอยู่ที่ชักโครกในห้องน้ำ โดยมีเพื่อน 1 คอยลูบหลังให้
“กินไปแล้วอ้วกออกมาหมดแบบนี้ วันหลังอย่ากินนะ เสียดายเหล้า”
ปกรณ์ที่ท่าทางเมาๆ ยังก้มหน้าก้มตาอ้วกอยู่
เพื่อน 2เดินเข้ามา “กูว่าเรียกรินทร์มาดูแลดีกว่า”
ปกรณ์โวยวายประชดทันที “เฮ้ย อย่าเรียก ให้เขาอยู่ไกลๆ ฉันน่ะดีแล้ว ขืนให้เขามาดูแลเขาจะอึดอัดที่ต้องอยู่กับฉันเปล่าๆ”
วิรินทร์เดินเข้ามา
เพื่อนทั้ง 2 เห็นวิรินทร์ จึงรีบสะกิดปกรณ์ให้หยุดพูด
“หยุดพูดเหอะปกรณ์”
“ไม่หยุด ฉันพูดความจริง กลัวอะไรวะ พวกแกรู้ไหม มีผู้หญิงมาชอบฉันตั้งเยอะ ฉันไม่เคยสนใจเลย แต่ทำไมฉันต้องไปสนใจยัยกุ้งแห้งนั่นด้วยวะ ทำไมฉันต้องอยากอยู่ใกล้ๆ เขา ทั้งๆที่เขาแข็งแรงกว่าฉัน ทำไมฉันต้องอยากจับมือเขา ทั้งๆที่เขาไม่อยากจับมือกับฉัน” ปกรณ์ระบดระบายพรั่งพรูออกมาด้วยฤทธิ์เมรัย
เพื่อน 2 หันมามองวิรินทร์แว่บหนึ่ง “รินทร์คงไม่ได้ตั้งใจพูดมั้ง”
“ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าฉันเจ็บ ยิ่งตอนเขาบอกว่าถ้าเป็นแฟนแล้วต้องจับมือ สู้กลับไปเป็นเพื่อนดีกว่า” ปกรณ์คับแค้นใน ยกมือทุบอกตัวเอง 2-3 ที ติดๆ กัน “ฉันเจ็บมากเลยนะเว้ย” แล้วหันไปโก่งคออ้วกต่อ “อว๊าก”
เพื่อน 1 เพื่อน 2 กระโดดหนีปกรณ์เพราะกลัวเปื้อนอ้วก
วิรินทร์มองอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ปกรณ์เสียใจขนาดนี้

ปกรณ์นอนถอดเสื้ออยู่บนเตียง จนมีมือใครคนหนึ่งยื่นผ้าขาวมาเช็ดตัวให้ ปกรณ์เมาปลิ้น อยู่ในอาการสะลึมสะลือมองเห็นเป็นหน้าวิรินทร์เบลอๆ เหมือนฝันก็ชะงัก พูดเสียงอ้อแอ้ๆ
“รินทร์” แล้วจับมือวิรินทร์ออก “มาแตะต้องตัวเราทำไมไปอยู่ไกลๆ เราสิ ไปเลย”
วิรินทร์หมั่นไส้ง้างมือตีปกรณ์ดัง เผียะ!
“โอ๊ย รินทร์ตบเราทำไม”
“ช่วยดึงสติไง เผื่อจะคิดได้ว่าที่เราพูด มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่อยากอยู่ใกล้นาย ไม่อยากจับมือกับนาย ไม่อยากแตะต้องตัวนาย แต่เราแค่อยากมีระยะบ้างบางเวลา”
ปกรณ์ลุกขึ้นนั่งมองจ้องหน้าวิรินทร์เต็มๆ ตา
“แล้วตอนนี้รินทร์อยากอยู่ใกล้หรืออยากมีระยะกับเรา”
วิรินทร์มองตอบ “ถ้าอยากมีระยะ คงไม่มานั่งเช็ดตัวให้อย่างนี้หรอก”
“แปลว่าตอนนี้ เราจับมือรินทร์ได้ใช่ไหม”
วิรินทร์พยักหน้า “อืม...”
ปกรณ์เอื้อมมือไปจับมือวิรินทร์มาแนบอกตัวเอง
“แปลว่าตอนนี้สัมผัสรินทร์ได้ใช่ไหม”
วิรินทร์พยักหน้า “อืม...”
ปกรณ์ยกมืออีกข้างขึ้นสัมผัสแก้มนวลของวิรินทร์ แล้วค่อยๆ ไล้เรื่อยลงมาที่จมูก เรื่อยลงมาที่ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอ
วิรินทร์รู้สึกใจสั่น จนไม่กล้ามองสบตาปกรณ์
“แล้วตอนนี้ เราจูบรินทร์ได้ไหม”
วิรินทร์ชะงักมองปกรณ์อึ้งๆ
ปกรณ์มองสบตาวิรินทร์ รอคำตอบ
แรงเร้าในใจทำให้เด็กสาวพยักหน้า “อืม...”
ปกรณ์จับมือวิรินทร์มาวางไว้ที่หน้าอกตัวเอง ก่อนจะเลื่อนมือไปประคองใบหน้าวิรินทร์ ให้มองมายังเขา เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้หน้าวิรินทร์ในระยะประชิด
วิรินทร์มองปกรณ์อย่างตื่นเต้น ค่อยๆ หลับตา ปกรณ์ค่อยๆก้มหน้ามาแนบชิดหน้าวิรินทร์
ปกรณ์บรรจงจูบวิรินทร์ด้วยความรักล้นทรวง ใบหน้ายังอยู่ชิดแนบคลอเคลียกับใบหน้าวิรินทร์ไม่ห่าง
“รินทร์”
วิรินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นสบตาปกรณ์
“หือ...”
“กรณ์รักรินทร์นะ”
สองคนสบตาลึกซึ้ง วาบหวาม
ปกรณ์จ้องตาวิรินทร์ แล้วค่อยๆ โน้มหน้าจูบวิรินทร์อีกครั้ง พร้อมกับเอนตัวลงนอน วิรินทร์รับจูบจากปกรณ์ และเอนตัวนอนตามกัน
หนุ่มสาววัยใสลืมสิ้นความถูกผิด และขาดซึ่งความยับยั้งชั่งใจ

ทั้งคู่พากันเริงแล่นไปตามเพลิงสวาทอันเย้ายวนที่คุโชนในใจ

อ่านต่อหน้า 3

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 19 (ต่อ)

อีกฟาก ปานวาดถือซองของยืนรอรถอยู่ริมถนน คิดทบทวนถึงคำพูดกุชชี่เมื่อเย็น

“แค่วาดเอาซองนี่ขึ้นไปส่งให้เสี่ยเกษม วาดก็จะได้เงิน 5,000 แล้ว ส่งตามที่อยู่นี้ ห้อง 807 เสี่ยเกษมจะรอ ของของเค้าอยู่”
ปานวาดมองถุงของ แล้วโบกมือเรียกรถสองแถวประจำทาง รถจอดรับ ปานวาดขึ้นรถนั่งข้างคนขับ รถแล่นไป

ด้านปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อและวิษณุเดินมายังรถ ที่ลานจอดหน้าโรงแรมเสี่ยเกษม
“ผมขอโทษคุณหญิงด้วยนะครับที่เสี่ยเกษมกลับติดธุระ พบคุณหญิงวันนี้ไม่ได้” วิษณุออกตัว
“ไม่เป็นไร แต่พรุ่งนี้เสี่ยจะพบฉันได้ใช่ไหม”
“ได้ครับ ผมล็อคกับผู้ช่วยของเสี่ยไว้แล้ว”
“งั้นเราไปหาอะไรทานกันก่อนเถอะครับ วันนี้คุณหนูกับ คุณวาสุเทพยังไม่ทานอะไรเลย” เกื้อว่า
“ยังหาลูกไม่เจออย่างนี้ ฉันกับพี่เทพกินอะไรไม่ลงหรอกเกื้อ”
ปานรุ้งดึงดันจะเดินต่อ แล้วซวนเซคล้ายจะเป็นลม วาสุเทพและเกื้อจะเข้าไปรับตัวปานรุ้งพร้อมๆ กัน แต่เกื้อชะงัก ดึงตัวเองไว้ ถอยห่างให้วาสุเทพดูแลปานรุ้ง
“ไหวไหมรุ้ง” วาสุเทพถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งแค่เวียนหัวนิดหน่อย”
“งั้นเราไปหาอะไรทานก่อน แล้วค่อยกลับไปพักที่โรงแรม”
“แต่รุ้งอยากหาปานวาดก่อน”
“เดี๋ยวพี่กับเกื้อจะตามหาวาดต่อเอง นะรุ้ง ไปทานอะไร กันก่อน”
“ค่ะ”
วาสุเทพพาปานรุ้งขึ้นรถ มีเกื้อกับวิษณุขึ้นรถตาม

ขณะที่รถสองแถวซึ่งปานวาดนั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ โดยเปิดกระจกรับลม จึงทำให้เห็นปานวาด กำลังมุ่งหน้าไปทางโรงแรมเสี่ยเกษม
ส่วนรถปานรุ้งขับรถออกจากซอย คนละฝั่งกับรถสองแถวที่ปานวาดนั่ง ปานรุ้งหยิบยามขึ้นมาดม มองเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง
ปานรุ้งเห็นรถสองแถวที่ปานวาดนั่งข้างคนขับ แล่นผ่านรถตัวเองไป แต่คนละฝั่งกัน ปานรุ้งเห็นคาตาว่าปานวาดนั่งตอนหน้าของรถสองแถว
“ปานวาด”
วาสุเทพ เกื้อ และวิษณุต่างพากันตื่นเต้น
“ไหนรุ้ง”
ปานรุ้งสอดสายตามองตามรถคันที่ปานวาดนั่งโดยสารมา แต่รถคันดังกล่าวแล่นผ่านไปแล้ว และไปคนละทางกับปานรุ้ง
“นั่นค่ะพี่เทพ รุ้งเห็นปานวาดนั่งรถสองแถวไปโน้นแล้ว” ปานรุ้งสั่งกลับรถ “กลับรถเดี๋ยวนี้ ตามรถสองแถวไปเร็ว”
คนขับรถปานรุ้ง พยายามจะหาทางกลับรถ แต่พบว่ามีแต่ป้ายห้ามกลับรถ รถจึงยูเทิร์นไม่ได้ จึงบอกปานรุ้งว่า
“กลับรถตรงนี้ไม่ได้ครับ”
ปานรุ้งตวาด “ก็หาทางกลับรถสิ”

ในรถตู้ที่แล่นมา ปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อ และวิษณุต่างช่วยกันมองหารถสองแถว
ปานรุ้งชี้ไปทางข้างหน้า “นั่น รถสองแถวคันนั้น”
รถสองแถวขับคันดังกล่าวแล่นไปด้วยความเร็ว ซึ่งอยู่ห่างจากรถตู้ปานรุ้งระยะหนึ่ง
รถปานรุ้งเร่งความเร็วตามรถสองแถว ที่หักเลี้ยวเข้าซอย แล้วขับผ่านสี่แยกไปโดยเร็ว รถปานรุ้งขับตามมาถึงสี่แยก แต่มีรถกระบะขับตัดหน้า จนต้องเบรกกะทันหัน
ปานรุ้งและคนในรถถึงกับหน้าทิ่มไปข้างหน้าตามแรงเบรก
วาสุเทพห่วงปานรุ้ง “รุ้งเป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ปานรุ้งไม่สนเร่งคนขับรถ “รีบขับตามรถสองแถวไปเร็ว”

รถปานรุ้งขับตามรถสองแถวมาติดๆ จนกระทั่งรถแวะจอดจะรับคนโดยสารที่ริมถนน
รถปานรุ้งขับไปปาดหน้า ขวางรถสองแถวไว้ ทั้ง ปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อ และวิษณุรีบลงจากรถ
“ปานวาด”
ปานรุ้งวิ่งไปเปิดประตูหน้ารถข้างคนขับที่ปานวาดเคยนั่งอย่างเร็ว
“ปานวาด แม่มารับกลับบ้านแล้วลูก”
แต่ไม่พบปานวาดอยู่ในรถแล้ว ทั้งสามคนต่างชะงัก
“ปานวาดล่ะ”
“รุ้งแน่ใจนะว่าวาดนั่งรถสองแถวคันนี้” วาสุเทพถามอีก
“รุ้งจำเลขทะเบียนได้ ปานวาดนั่งรถคันนี้มา” ปานรุ้งชะโงกหน้าไปถามคนขับรถสองแถวที่งงๆ อยู่ เพราะถูกปาดหน้า

“คุณคะ เด็กผู้หญิงตัวขาวๆ ที่นั่งมาด้วยเมื่อกี้นี้ อยู่ไหน?”

ปานวาดที่ปานรุ้งเที่ยวตามหา กำลังเดินเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมเสี่ยเกษม หญิงสาวมองผู้คนที่มากมายในโรงแรม แล้วนึกกลัวว่าจะมีคนรู้จักตัวเอง

พอดีมีพนักงานรับส่งกระเป๋าของโรงแรมกำลังเข็นกระเป๋าเดินทางแขก ซึ่งวางกองสูงเท่าตัวปานวาดพอดี กำลังไปทางลิฟท์
ปานวาดฉวยโอกาสรีบเดินไปหลบด้านหลังกองกระเป๋าไปขึ้นลิฟท์ด้วยเนียนๆ

เวลาเดียวกัน รถปานรุ้งแล่นมาจอดที่หน้าโรงแรมเสี่ยเกษม ปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อ และวิษณุรีบลงจากรถ แล้ววิ่งเข้าโรงแรม
ปานวาดพาตัวเองมาหยุดที่หน้าห้องหมายเลข 807 แล้วเคาะห้องทันที บอดี้การ์ดของเสี่ยเปิดประตูออกมาดู
“เจ๊กุชชี่ให้หนูเอาของมาส่ง”
“เข้าไปข้างในเลย เสี่ยรออยู่” บอดี้การ์ดบอก
ปานวาดมองเข้าในห้องอย่างลังเล ไม่อยากเข้าไป
บอดี้การ์ดดูออก “ถ้าไม่เข้าก็อดได้เงินนะ”
ปานวาดมองบอดี้การ์ด แล้วตัดสินใจเดินเข้าห้องไปตัวเกร็ง
บอดี้การ์ดออกจากห้อง แล้วปิดประตูลง ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ปานรุ้ง วาสุเทพ เกื้อ กับวิษณุกำลังคุยกับพนักงานต้อนรับของโรงแรม
ปานรุ้งยื่นมือถือที่เปิดรูปปานวาดให้พนักงานต้อนรับดู “เด็กผู้หญิงคนนี้ คุณเห็นเขาเข้ามาในนี้ไหม”
พนักงานต้อนรับดูรูปปานวาดแล้วตอบทันที “ไม่เห็นค่ะ”
“แต่คนขับสองแถวบอกว่ามาส่งเด็กคนนี้ที่หน้าโรงแรมนี้นะ” วาสุเทพซัก
“งั้นผมขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดหน่อยได้ไหม”

ปานวาดเข้ามาในห้อง มองหาเสี่ยเกษมแต่ไม่เจอ โดยไม่รู้ว่าเสี่ยออกจากห้องน้ำมายืนด้านหลังแล้ว ปานวาดรู้สึกตัวหันไปมองด้วยความตกใจจะร้อง เกษมปิดปากปานวาด แล้วลากไปที่เตียงทันที

ทั้งสี่คนกำลังดูภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นกล้องตัวที่อยู่ในล็อบบี้ของ โรงแรม เห็นคนเดินผ่านเคาน์เตอร์ต้อนรับ แล้วตรงไปที่ลิฟท์ตลอดเวลา
ปานรุ้งเพ่งมองแขกของโรงแรมอย่างละเอียด จนกระทั่งเห็นรถเข็นกระเป๋ากองสูงกำลังเดินตรงไปที่ลิฟท์
“หยุด”

ฝ่ายเสี่ยเกษมเหวี่ยงตัวปานวาดลงบนเตียง แล้วกระโจนตามขึ้นไปเข้าไปกอดปล้ำอย่างหื่นกระหาย ปานวาดพยายามดิ้นหนี ขัดขืนสุดกำลัง
“ปล่อยฉันนะ”
“เนื้อเข้าถึงปาก มีใครเค้าบ้วนทิ้งบ้างเล่า”
เสี่ยจอมหื่นพยายามซุกไซ้จูบปานวาดพัลวัน แต่ปานวาดผลักออก
เสี่ยเกษมไม่ยอมแพ้ ล็อกมือปานวาด ปานวาดใช้เข่า เข่าที่ท้องเสี่ยเต็มแรง
เสี่ยเกษมจุก
ปานวาดรีบมองหาอาวุธ แล้วเห็นแจกันที่โต๊ะข้างเตียง ปานวาดพุ่งไปหยิบแจกัน !!

พนักงานโรงแรมรีบหยุดภาพ ปานรุ้งมองเข้าใกล้หน้าจอทีวี ชี้มือไปทางรถเข็นกระเป๋าเฉียดเลยไปทางเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างคล้ายปานวาด
“นี่ใช่ปานวาดไหมพี่เทพ เกื้อ”
วาสุเทพกับเกื้อช่วยกันมองอย่างพิจารณา
“ไม่ใช่ปานวาดหรอกรุ้ง”
“อย่างที่เรียนท่านค่ะ เราไม่เห็นลูกสาวท่านเข้ามาในโรงแรมเลย” พนักงานโรงแรมบอก
“แต่คนขับรถสองแถวบอกว่าส่งลูกสาวฉันที่นี่”
“หรือคุณวาดไปที่อื่นครับ”
ปานรุ้งมองเกื้อ
ระหว่างนี้เอง ภาพในจอทีวีกล้องวงจรปิด เห็นรถขนเข็นกระเป๋าไปทางลิฟท์ โดยเห็นส่วนเท้าของปานวาดที่เดินตามไปโผล่ใต้รถเข็น ซึ่งปานรุ้งมองไม่เห็น

ปานวาดคว้าแจกันจากโต๊ะข้างเตียงมาจะฟาดหัว เสี่ยเกษมคว้ามือของปานวาดไว้ แล้วดึงแจกันมาปาทิ้ง
“ฤทธิ์เยอะนักนะมึง”
เสี่ยเกษมตบหน้าปานวาดฉาดใหญ่ ร่างแบบบางล้มลงบนเตียง แต่ปานวาดไม่ยอมแพ้ พยายามจะตะกายหนี
เสี่ยเกษมจับตัวปานวาดได้ แล้วต่อยท้องสุดแรง คราวนี้ปานวาดจุกและเจ็บ จนทรุดลงบนเตียง นอนกุมท้อง แต่ยังพยายามลุกขึ้นทั้งที่ไม่มีแรง
ปานวาดไหว้ปลกๆ พยายามพูดอ้อนวอนทั้งๆ ที่จุกเจ็บสุดจะประมาณ
“ได้โปรด อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันไหว้ละ”
“เอาน่า หนูก็มีผัวแล้ว เรื่องคุ้นเคย ไม่ต้องกลัวหรอก”
เสี่ยเกษมปลดเข็มขัดกางเกงตัวเองออก ดึงกางเกงลงพื้น มองดูปานวาดที่นอนระทวยอยู่บนเตียงสิ้นเรี่ยวแรง แล้วยิ้มหื่นออกมา ปานวาดมองเสี่ยเกษมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจ
“ได้โปรด อย่าทำฉัน” วินาทีนั้นเอง สาวใจแตก คิดถึงแม่ขึ้นมาจับจิต
“แม่...นายแม่ช่วยวาดด้วย”

คืนนั้น ปานรุ้งกลับโรงแรมเข้านอนสักครู่แล้วด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าออกอาการกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงเหมือนคนฝันร้าย วาสุเทพนั่งดูอยู่ข้างๆ เตียงอย่างเป็นห่วง
“อย่า อย่าทำอะไรปานวาด อย่า”
วาสุเทพรีบปลุกปานรุ้ง
“รุ้ง”
ปานรุ้งสะดุ้งตื่น ผวาตัวเฮือก หอบหายใจแรง เหลียวมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“พี่เทพคะ รุ้งฝันเห็นวาด มีคนมาจับตัววาดไป วาดร้องไห้ให้รุ้งช่วย” ปานรุ้งกอดวาสุเทพแน่น ร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความหวาดกลัวและห่วงลูกสาวเหลือแสน
“รุ้งอยากช่วยลูก แต่ช่วยไม่ได้ พี่เทพ รุ้งช่วยลูกไม่ได้”

วาสุเทพกอดปลอบปานรุ้ง ผ่องถ่ายความรักไปให้ยามที่อีกฝ่ายอ่อนแอถึงที่สุด

ค่ำคืนเดียวกันนั้น ปานเทพเดินเข้ามาในห้องทำงานคุณหญิงมารดา เขามองพลางไล้มือลูบข้าวของมีค่ามากมายในห้อง ตั้งแต่แจกันราคาแพง ถ้วยรางวัลผู้บริหารดีเด่น ตู้เซฟเก็บเงิน และของมีค่าอีกหลายชิ้น จนมาถึง เครื่องบินจำลองทองคำ อันบ่งบอกความยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าของสายการบินอันดับต้นๆ ของประเทศ

สุดท้ายปานเทพเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของมารดา เอนพิงเก้าอี้ แล้ววาดขายกเท้าขึ้นมาพาดบนโต๊ะ มองข้าวของมีค่ารอบๆ ห้องด้วยสีหน้าพอใจ
“ยังไงทุกอย่างต้องเป็นของฉันคนเดียว”
ปานเทพเหลียวมองไปที่รูปถ่ายครอบครัว ซึ่งวางอยู่ปลายเท้าเขาพอดี สายตาปานเทพ เพ่งมองไปที่ปรกในรูป
“ใครก็แย่งไปไม่ได้ แม้แต่แก”

ปกรณ์กับวิรินทร์นอนหันหน้าชิดกัน ร่างกายเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าห่มปิดคลุมไว้
วิรินทร์ค่อยๆ ลืมตาตื่น เจอใบหน้าปกรณ์ใกล้แค่คืบก็ชะงัก เหลือบมองร่างกายที่เปลือยเปล่า คิดทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืน แล้วอายจนไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายอีก วิรินทร์ค่อยๆ ขยับตัวถอยห่าง เพื่อจะไหลตัวลงจากเตียงไม่ให้ปกรณ์ตื่น
วิรินทร์ขยับตัวให้เบาที่สุด และเกือบจะลงจากเตียงได้แล้ว แต่ปกรณ์ดันขยับตัวเอาแขนมาพาดกอดเอวเธอไว้
วิรินทร์ชะงัก ค่อยๆ จับมือของปกรณ์ออกจากเอว แล้วจะขยับหนี
จู่ๆ ปกรณ์ขยับขามาก่ายตัววิรินทร์ไว้
วิรินทร์ชะงักอีก ค่อยๆ จับขาของปกรณ์ออก แล้วจะขยับหนี
คราวนี้ทั้งแขน ทั้งขาของปกรณ์ กอดรัดร่างวิรินทร์ไว้ พร้อมกับดึงผ้าห่มมาห่อตัวเองและวิรินทร์ไปด้วย

จนสองคนถูกม้วนตกเตียงกันไปทั้งคู่

ในผ้าห่มที่พันสองคนไว้นั้น หน้าวิรินทร์กับปกรณ์ติดกัน ปกรณ์มองสบตาวิรินทร์ด้วยสายตาเยิ้ม ยิ้มมีความสุข

วิรินทร์ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาปิดปากเพราะกลัวปกรณ์จะได้กลิ่นปาก
“นายทำอะไรเนี่ย”
ปกรณ์ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาปิดปากตัวเอง เลียนท่าวิรินทร์
“ก็รินทร์จะหนีเรา เราเลยมัดตัวรินทร์ไว้ไง”
“ปล่อยเรานะ เราจะกลับห้อง”
“แต่เราว่ากอดกันอย่างนี้ดีกว่านะ”
“บอกให้ปล่อยไง”
ปกรณ์ยิ้มกริ่ม “แน่ใจนะว่าอยากให้ปล่อย”
“ใช่”
ปกรณ์แกล้งดึงผ้าห่มจะเปิดออก ทำให้เห็นแว้บๆ ว่าทั้งคู่โป๊อยู่
วิรินทร์ตกใจ “เฮ้ย”
วิรินทร์รีบดึงผ้าห่มมาพันตัวเองและตัวปกรณ์ไว้เหมือนเดิม
ปกรณ์ยิ้มกรุ้มกริ่ม “เห็นไหม บอกแล้วว่ากอดกันอย่างนี้ดีกว่า”
วิรินทร์ทั้งเขิน ทั้งหมั่นไส้ อยากทุบกับสายตากรุ้มกริ่มนั้น
“ยิ้มอะไร”
“เอ้า ก็มีความสุข ก็ต้องยิ้มสิ รินทร์ไม่มีความสุขอย่างเราเหรอ”
“นายคิดว่าสิ่งที่เราทำ ควรมีความสุขจริงๆ เหรอ”
ปกรณ์ชะงัก “รินทร์”
“นายหันหลังไปเถอะ เราจะใส่เสื้อผ้า เราไม่อยากให้เพื่อนเห็นแบบนี้”
ปกรณ์พยุงตัวเอง และวิรินทร์ให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วมองมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรายืนยันได้นะรินทร์ ทุกอย่างที่กรณ์ทำ มันไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ รินทร์เป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่กรณ์รัก รักมากจนอยากใช้ชีวิต ทั้งชีวิตเพื่ออยู่กับรินทร์ เพราะฉะนั้น รินทร์ไม่ต้องกลัว ถ้าใครรู้เรื่องนี้ กรณ์พร้อมจะรับผิดชอบ”
วิรินทร์ยิ้มได้ แม้ลึกๆ ในใจจะเป็นกังวล
“ก่อนรับผิดชอบเรา รับผิดชอบตัวเองก่อนไหม ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่มีแฟนอ่อนแอ ดูสิ แทนที่จะฝากชีวิตให้ดูแล เราอาจต้องมาดูแลนาย”
“มาคิดตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว”

ปกรณ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ดึงผ้าห่มมาคลุมตัววิรินทร์ กุ๊กกิ๊กกันอีกรอบ

อ่านต่อหน้า 4

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 19 (ต่อ)

สายมากแล้ว ปรกกับนิชากำลังเดินมาทางห้องพักของปกรณ์

“คุณมารับน้องกลับบ้านเช้าไปรึเปล่าคุณปรก นานๆ น้องจะเที่ยวกับเพื่อนสักที น่าจะให้เขาอยู่นานหน่อย
“ผมก็อยากให้น้องอยู่ต่อ แต่นายแม่โทร.มาสั่งให้ผมพาปกรณ์ไปตรวจสุขภาพ นายแม่โทร.ไปนัดหมอไว้แล้ว”
นิชาถอนใจ “แค่มาเที่ยวต่างจังหวัด 1 คืน ถึงกับต้องไปตรวจสุขภาพนี่ถ้าปกรณ์โดนแมลงต่อย นายแม่ไม่จองห้องผ่าตัดเลยเหรอคะ”
“ก็ปกรณ์อ่อนแอ นายแม่ก็ห่วงแบบนี้แหละ แต่ดีนะ ที่ทริปนี้ปกรณ์ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างราบรื่น หายห่วง”
ขาดคำสองคนมองเห็นวิรินทร์เปิดประตูห้องออกมา วิรินทร์เห็นทั้งคู่ก็ชะงักนิ่งงันไป จนได้ยินเสียงปกรณ์ดังออกมาจากในห้อง
“รินทร์ติดกระดุมคอเสื้อให้เค้าหน่อยดิ”
ปกรณ์ออกจากห้อง เจอปรก กับ นิชา ก็ชะงัก
“พี่ปรก...พี่นิชา”
ปรกอึ้งหนัก มองปกรณ์ที มองนิชาที และสุดท้ายมองวิรินทร์หน้าจ๋อยกันทั้งคู่

ปรกถือกระเป๋าเสื้อผ้าของปกรณ์ พร้อมกับลากตัวน้องชายมาที่รถหน้าบ้านพัก
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่พี่คิดใช่ไหมปกรณ์”
ปกรณ์หน้าจ๋อยนิดๆ รู้ว่าปรกใจดีแต่ก็แอบกังวล เพราะรู้ว่าตัวเองผิดจริง
“แล้วพี่ปรกคิดว่ายังไงล่ะ”
“นายก็รู้ว่าพี่คิดอะไร”
“ผมรักรินทร์จริงๆ นะพี่ปรก”

“รู้ว่ารัก แต่ทำอย่างนี้มันไม่ถูก ถ้านายแม่รู้ บ้านแตกแน่”

นิชาเดินตามเข้ามาพอดี

“คุณก็อย่าบอกนายแม่สิ”
ปกรณ์รีบไปกอดแขนนิชาอย่างประจบ
“พี่นิชาคิดเหมือนผมเลย”
ปรกมองปกรณ์กับนิชาอย่างเซ็งๆ “ก็ถ้าเรื่องมันเกิดแค่วันนี้ แล้วมันจบวันนี้ มันก็ปิดได้ แล้วถ้าเรื่องมันไม่จบแค่วันนี้ล่ะปกรณ์”
ปกรณ์งง “พี่ปรกหมายถึง...”
“นายป้องกันรึเปล่า”
ปกรณ์อึ้งไป ท่าทางกระอึกกระอัก “เอ่อ...ผม...”
“อย่าบอกนะว่านายไม่ได้ป้องกัน”
ปกรณ์อ้อมแอ้ม “ก็มันฉุกละหุกนี่พี่ปรก เอาน่าพี่ปรก ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมรับผิดชอบเอง”
ปรกเครียดจัด “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะปกรณ์ นายก็รู้ว่านอกจากพี่ปานเทพ นายคือความหวังของนายแม่อีกคน ถ้าเกิดอะไรขึ้น นายแม่จะเป็นยังไง”
“พอเถอะคุณปรก จะมาโมโหกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นทำไม เอาเวลามาคิดเรื่องปัจจุบันดีกว่าไหม อย่างเช่น ก่อนกลับเราจะแวะทานข้าวที่ไหนดีจะซื้อของฝากอะไรบ้าง หรือ...”
มีเสียงข้อความเข้ามือถือนิชาดังขัดขึ้น นิชากดดู เห็นเป็นข้อความแจ้งยอดเงินเข้าแบงก์ นิชาเห็นยอดเงินเข้าบัญชีแล้วประหลาดใจ
“เงิน 100 ล้านมาจากไหน”
ปรกกับปกรณ์มองนิชาอย่างงุนงงสงสัย

ทางด้านปานรุ้งอยู่ในห้องพักโรงแรมที่ภูเก็ต กำลังคุยมือถือกับธันวาด้วยสีหน้าตกใจ วาสุเทพยืนฟังอยู่ข้างๆ พลอยตกใจไปด้วย

“อะไรนะธันวา”

ถัดมาไม่นานนัก ปานรุ้ง วาสุเทพ และเกื้อยืนอยู่ที่รถโรงแรม รอส่งปานรุ้งไปสนามบินกลับกรุงเทพฯ เกื้อชะงักมองปานรุ้งอย่างคาดไม่ถึงพอฟังจบ

“เงินในบริษัทของคุณหนูถูกยักยอกเหรอครับ”
“ใช่ ธันวาบอกว่าวันนี้เอาเช็คของบริษัทไปเบิกที่แบงก์แต่เช็คเด้ง พอตรวจสอบแล้ว ถึงรู้ว่าเงินบริษัทถูกยักยอก” ยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ “นี่ฉันไม่รู้เลยว่าฉันเลี้ยงงูพิษไว้ในบริษัท”
“คุณหนูมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
“ฉันอยากให้เธอช่วยอยู่ตามหาปานวาดกับพี่เทพ ส่วนเรื่องบริษัท ฉันจะกลับไปจัดการเอง” ปานรุ้งหันมาทางสามี “ฝากตามหาลูกด้วยนะคะพี่เทพ”
วาสุเทพสวมกอดปานรุ้ง “รุ้งไม่ต้องห่วง เรื่องลูก ถ้าเขาอยู่ที่นี่ พี่จะตามหาให้ได้”

ปานวาดอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง เดินเซซังเหมือนคนไร้จิตใจมาตามทางในหาดป่าตอง ภูเก็ต ใบหน้าหมองเหม่อลอยคิดทบทวนถึงอดีต ยิ่งทำให้น้ำตาไหลมาไม่หยุด
หลังเสร็จกามกิจ มือเสี่ยเกษมหยิบเสื้อที่กองอยู่บนพื้น ขึ้นมาสวมแล้วเดินไปที่ข้างเตียง มองปานวาดที่เอาแต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ซุกอยู่ที่มุมห้อง ปานวาดมองเสี่ยเกษมด้วยความหวาดผวากลัว
“จะร้องไห้ทำไม ทำอย่างกับไม่เคยมีผัวมาก่อน อั๊วต้องกินของเหลือจากคนอื่น ยังไม่บ่นสักคำ”
เสี่ยเกษมโยนเงิน 5 พันใส่หน้าปานวาดอย่างรำคาญ
“เอาเงินลื้อไป แล้วฝากบอกนังกุชชี่ว่าวันหลังส่งของซังกะตายอย่างนี้มา อั๊วจะไม่จ่ายสักแดงเดียว ไป”
ปานวาดมองเงินตรงหน้าอย่างปวดร้าวที่ต้องใช้ความสาวเข้าแลก
ถัดมาไม่นาน ปานวาดในสภาพสะบักสะบอม ยืนคุยกับคนขายยา อยู่ในร้าน
“ยาที่ทำให้เลิกเสพยาน่ะเหรอ ราคาไม่ถึงห้าพันหรอกน้อง น้องไปเอามาจากไหน”
ปานวาดแค้นสุดขีด ขยำเงินในมือเหมือนเศษกระดาษที่ไร้ค่า

ยิ่งคิดปานวาดยิ่งเจ็บปวด และสมเพชเวทนาตัวเองจนเกินจะยืนต่อไปไหว ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โดยไม่อายสายตาใคร
“ทำไมเรามันโง่อย่างนี้ ทำไม”
สาวใจแตกหวนคิดถึงเรื่องที่โดมติดยา
“โดม...ที่โดมติดยาต้องเป็นฝีมือไอ้สารเลวสองตัวนั่นแน่”
ปานวาดคิดบางอย่าง แล้วรีบลุกขึ้นเดินออกไปอย่างมุ่งมั่น

ปานวาดค่อยๆ เปิดประตูเข้าห้องพักมา พร้อมกับคอยมองออกไปข้างนอกว่ากุชชี่กับเต้จะได้ยินเสียงไหม มองหาจนเห็นโดมนอนขดตัวหนาวสั่นเพราะเสี้ยนยาอยู่ที่เตียง ปานวาดถลาไปหา
ปลุกโดม
“โดม ตื่นเร็ว เราต้องไปแล้ว”
ปานวาดตรงไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้า โกยเสื้อผ้าจากตู้ ใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ รีบๆ
โดมยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือพยายามประคองสติ ถามปานวาด
“ไปไหนวาด เราจะไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่” ปานวาดพยุงโดมให้ลุกขึ้น “คุณลุกขึ้นไหวไหม”

โดมลุกเดินโซเซ ปานวาดสะพายกระเป๋าเสื้อผ้า พร้อมกับพยุงตัวโดมออกไป

แต่ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ปานวาดต้องตกใจที่เจอเจ๊กุชชี่ยืนกอดอกอย่างเอาเรื่องอยู่ โดยมีเต้ และมีนักเลงลูกน้องยืนอยู่ด้านหลังอีก 2 คน

“จะไปไหน”
เต้ผลักโดมล้มแผละลง
ลูกน้อง 2 คนเข้าไปดึงตัวปานวาดออกจากห้องไป กุชชี่ปิดประตูห้องให้เต้อยู่กับโดม
สองคน โดมดึงดันจะตามไปช่วยปานวาด
“วาด”
เต้เตะเสยคางสุดแรง โดมมึน นอนตาลอยอยู่ที่พื้น เต้มองโดมราวกับเศษขยะ
“ไม่ต้องห่วงหรอก เจ๊แค่พาเมียมึงไปสั่งสอนมารยาททางสังคมนิดหน่อย”

ภายในห้องเก็บของ ปานวาดถูกกุชชี่ตบหน้าสุดแรงเกิด จนเซถลาหน้าคะมำลงกับพื้น กุชชี่ยังไม่สะใจเดินเข้าไปดึงทึ้งผมปานวาดให้เงยหน้าขึ้น
“อุตส่าห์ให้ที่อยู่ที่กิน คิดจะเนรคุณหนีฉันเหรอ”
กุชชี่ตบปานวาดอีกฉาด ปานวาดทั้งเจ็บทั้งแค้น ปาดเช็ดน้ำตาอย่างแรง พยายามทำตัวเข้มแข็ง หันหน้ามาเผชิญกับกุชชี่
“แกหลอกให้ฉันไปขายตัว แกทำให้โดมติดยา คนอย่างแกไม่ตายดีแน่ คอยดูนะ ฉันจะแจ้งตำรวจจับแก แกไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นลูกใคร แกหลอกผิดคนแล้วนังกุชชี่”
กุชชี่พุ่งเข้าไปตบหน้าปานวาด ซ้าย ขวา ชนิดไม่เลี้ยง
“ปากดีนักใช่ไหม”
ปานวาดโดนตบจนน่วม
กุชชี่ชี้หน้าด่า “มึงยังมีหน้าพูดถึงพ่อแม่อีกเหรอ” พร้อมกับเอานิ้วจิ้มหัวอย่างแรงหนึ่งที “อีเด็กใจแตกอย่างมึง ทำพ่อแม่เสียชื่อ เขาไม่จำมึงให้เสียสมองหรอก” กุชชี่เอานิ้วจิ้มหัวปานวาดอีก “จำไว้ วันที่มึงทิ้งพ่อทิ้งแม่มา ชีวิตมึงก็มีค่าแค่หมาตัวหนึ่งที่ร่านตามหมาตัวผู้เท่านั้น”
คำพูดของกุชชี่กระแทกลงกลางใจปานวาดจังๆ
กุชชี่สั่งลูกน้อง “จับตัวมัน”
ลูกน้อง 2 คนจับล็อคแขนปานวาดไว้
ปานวาดพยายามดิ้นสุดกำลัง “จับฉันทำไม ปล่อยฉัน...ปล่อย”
กุชชี่หยิบเข็มฉีดยาที่บรรจุยามาโชว์ปานวาด
“ก็เห็นมึงรักผัวนักหนา กูก็จะทำให้มึงขึ้นสวรรค์ไปพร้อมผัวมึงไง”
กุชชี่จะฉีดยาที่แขนแล้ว ปานวาดพยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ถูกกุชชี่ฉีดยาเข้าเส้นจนได้
ปานวาดปวดร้าวเป็นริ้วๆ ไปตามเส้นทางที่ยาวิ่งเข้าเส้นเลือด สาวไฮโซใจแตกลงไปนอนทุรนทุรายกับพื้น
“ถ้ามึงหนี มึงก็รอวันลงแดงตายพร้อมผัวมึงได้เลย” กุชชี่จับคางปานวาด บีบให้เงยหน้าขึ้นมาฟังคำขู่ “แต่ถ้าไม่อยากตาย ก็ยอมรับแขกตามที่กูบอก”
กุชชี่ปล่อยคางปานวาดอย่างแรง แล้วเดินข้ามร่างปานวาดไป
ปานวาดมองตามกุชชี่ อยากจะหนี แต่ยาเริ่มออกฤทธิ์ทำให้ควบคุมร่างกายไม่ได้ สาวใจแตกนอนขดตัวร้องไห้ด้วยหัวใจอันเจ็บปวด พลันหวนคิดถึงอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นขึ้นมาจับจิต

“นายแม่”

อ่านต่อตอนที่ 20
กำลังโหลดความคิดเห็น...