xs
xsm
sm
md
lg

กลกิโมโน ตอนที่ 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กลกิโมโน ตอนที่ 3

ดาราเดินเร็วๆตามโฮชิ
 
"ท่านชายคะ ถึงชั้นจะอ่านนิทานของพ่อก่อนนอนก็จริง แต่ว่าชั้นไม่ได้ละเมอ ชั้นได้ยิน เสียงเด็ก เห็นหยดเลือดจริงๆนะคะ ที่นี่มีเรื่องผีใช่มั้ยคะ ท่านชาย"
โฮชิไม่ตอบแต่จับมือรินดาราขึ้นมาแล้ววางเซโมริไว้บนมือรินดารา เซโมรินั้นเป็นเครื่องรางของขลัง กันภูตผีปีศาจของชาวญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นทรงกลมเท่ากัน เหรียญด้านบนเป็นลวดลายนกกระเรียนปักด้วยไหมสีทอง ฉากหลังคือผืนฟ้าสีดำสนิท
"เซโมริ สวยจังเลย ตอนมาญี่ปุ่นใหม่ๆ ซาเอะเพื่อนของชั้นเคยให้เซโมริกับชั้น ชั้นก็เลยให้ตะกรุดของพ่อตอบแทนซาเอะไป"
"คุณให้อะไรกับเพื่อนของคุณนะ"
"ตะกรุดค่ะ เป็นเครื่องรางของขลังของคนไทยเหมือนซาโมรินี่แหละค่ะ มีไว้ป้องกันภูตผี ปีศาจ และอันตรายจากสิ่งชั่วร้ายเหมือนกัน"
โฮชิโนโอจิยิ้มรับ
"เซโมรินี้จะปัดเป่าอันตรายทั้งปวงไม่ให้เข้ามาใกล้คุณ ผมให้คุณฮิคาริ"
"ขอบคุณค่ะ"
รินดาราก้มหัวต่ำเป็นการแสดงความขอบคุณ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โฮชิหายไปแล้ว !
"อะ...อ้าว หายไปไหน เร็วจัง"
รินดารามองหาไปรอบๆ ขณะเดียวกันเคโกะเดินเข้ามา เห็นรินดารายืนอยู่ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ
"คุณรินดารา นี่คุณมาทำอะไรแถวนี้ ชั้นบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าตอนกลางคืนห้ามออกมา เดินเพ่นพ่าน"
"ชั้นกำลังคุยอยู่กับท่านชายโฮชิค่ะ"
"คุยกับท่านชาย"
"ใช่..เมื่อกี้นี้ แต่เขาเพิ่งจะหายไป"
เคโกะไม่เชื่อว่ารินดาราจะได้คุยกับท่านชาย
"ชั้นว่าคุณคงละเมอแล้วล่ะค่ะ คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ท่านชายถึงจะต้องลงมาคุยด้วยตอนกลางค่ำกลางคืนแบบนี้..เชิญค่ะ..เชิญ กลับไปห้องคุณได้แล้ว"
เคโกะผายมือเชิงไล่ให้ออกไป รินดาราไม่อยากเถียงด้วยเลยเดินออกไป เคโกะมองตามด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ

รินดาราเลื่อนเปิดประตูเข้ามาในห้อง นั่งลงที่พื้นฟูกที่นอนแล้วเอาเซโมริที่ท่านชายโฮชิให้เธอไว้ขึ้นมาดู
"เฮ้อ...สงสัยวันนี้เราจะเดินทางเหนื่อยเกินไป ถึงได้หลงๆ ลืมๆ ตาฝาดหูแว่วไปหมด ขอบคุณนะคะท่านชาย"
รินดารายิ้มกับเซโมริที่ได้มาจากโฮชิแล้วเก็บเซโมริไว้ในกล่องบนโต๊ะวางของ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

เวลาต่อเนื่องมา ฮิเดโนริยืนตะคอกฮิโตชิ
"แกหายหัวไปไหนมา !! ชั้นเรียกทำไมถึงไม่มา ไปเล่นมาอีกแล้วใช่มั้ย"
ฮิโตชิก้มหน้าหวาดกลัว
"แกนี่มันน่านัก ! แกไปเล่นกับใครมา"
"อา...ยู..มิ"
"อายูมิ? หลานไอ้อาคิระน่ะเหรอ"
ฮิโตชิพยักหน้ารับ ฮิเดโนรินึกอะไรออก
"งั้นแกก็ต้องได้เจอนังผู้หญิงที่มาดูแลนังเด็กอายูมิน่ะสิ มันเป็นยังไง"
"ใจดีให้ของเล่นอายูมิ"
"ยังไงอีก"
"ใจดีให้ของเล่น ใจดีให้ของเล่น ใจดีให้ของเล่น"
"หยุดเดี๋ยวนี้ ! แกอยากให้ชั้นใจดีเอาของเล่นให้แกบ้างใช่มั้ย" ฮิโตชิพยักหน้าหงึกหงัก "ฝันไป เถอะ ! ไปให้พ้นเลย..ไป"
ฮิโตชิรีบคลานทะลุหายไปในกำแพง
"ไม่ได้เรื่องทั้งผีทั้งคน"
ฮิเดโนริหงุดหงิด

ฮิโตชินั่งร้องไห้กระซิกๆอยู่มุมห้องมืดๆ หันไปเห็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้นวางตุ๊กตาติดกำแพง
ฮิโตชิยิ้มแล้วคลานเข้าไปหยิบตุ๊กตามาดูเล่น แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับตุ๊กตาฮินะ..ซึ่งเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ราวหกนิ้วใส่กิโมโนสีขาวเก่าคร่ำคร่า ดวงหน้าสวยหวานแต่ขาวซีดและริมฝีปากแต้มสีแดง สดราวกับอาบเลือด ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของหิ้ง
ฮิโตชิยิ้มชอบใจ
"อายูมิ เหมือนอายูมิ"
ฮิโตชิหยิบมันขึ้นมาดูเล่น เด็กชายจ้องพิจารณาใบหน้าของตุ๊กตาฮินะตัวนั้น... โดยไม่คาดฝัน จู่ๆ ริมฝีปากสีแดงสดบนใบหน้าสวยหวานแต่ขาวซีดของตุ๊กตาฮินะก็คลี่ยิ้ม ฮิโตชิตะลึง พร้อมๆกับเสียงไอค่อกแค่กของท่านไดซูเกะดังขึ้นจากนอกห้อง ฮิโตชิสะดุ้งตกใจซ้ำสองจึงเผลอ ปล่อยตุ๊กตาฮินะหลุดจากมือ
ตุ๊กตาฮินะตกลงกระแทกพื้น ยันต์ผ้าเล็กๆที่ติดอยู่ใต้ฐานของตุ๊กตาฮินะหลุดออกมา ส่งผล ให้มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากตัวตุ๊กตา ประกอบเสียงหัวเราะเล็กแหลมของผู้หญิงดังเย็นยะเยือก
ฮิโตชิมองตุ๊กตาบนพื้นแล้วค่อยๆ แหงนหน้าขึ้น ตาโตตกใจกับ "อะไรบางอย่าง"
ปลายเท้าของฮิโตชิ มีควันเย็นสีขาวลอยคืบคลานอยู่เหนือพื้นเข้าไปใกล้เท้าของฮิโตชิ
ฮิโตชิหายใจหอบถี่ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แล้วหายตัวไปเลย
เสียงหัวเราะเล็กแหลมสูงดังก้อง

ไดซุเกะเดินผ่านหน้าห้อง หยุดชะงัก เพราะรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติ หันไปมองที่ห้องของตัวเอง แล้วรีบเลื่อนประตู เปิดเข้าไปดู พบว่าในห้องปิดไฟมืด ไดซุเกะกดเปิดไฟก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ตุ๊กตายังอยู่บนชั้นครบทุกตัว ไดซุเกะกดปิดสวิชต์ไฟ เลื่อนปิดประตู
ตุ๊กตาฮินะบนหิ้ง มันยังอยู่ที่เดิม แต่มีเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของผู้หญิงดังแว่วๆ น่าขนลุก

ร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ยูกิ’ เกอิชาสาวสวยในชุดกิโมโนสีหวาน แต่งหน้าขาวโพลน ทาปากแดง ครึ่งปาก กำลังร่ายรำอยู่ด้านหนึ่งของห้อง ยูกิสวยงดงามราวกับเป็นเกอิชาขึ้นชื่อ
มาโกโตะและเพื่อนนักธุรกิจอีกสองคนนั่งอยู่บนเสื่อทาทามิ อาหารวางอยู่บนตั่งเตี้ย ทุกคนชมการแสดงไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน
ขณะร่ายรำยูกิก็หันมาสบตากับมาโกโตะอย่างมีความสุข
 
มาโกโตะยิ้มรับนิดๆ และมองยูกิกลับด้วยสายตาเป็นประกายตามประสาคนคุ้นเคยกัน...อย่างมาก

ยูกิโชว์การชงชาเขียวด้วยการตักน้ำร้อนในหม้อใส่ถ้วยที่มีผงชาเขียวอยู่ข้างใน แล้วใช้ที่คนตีแรงให้เกิดฟอง
 
เมื่อได้ที่ก็ยกถ้วยชาขึ้นวางกับผ้าบนมือกันร้อนแล้วหมุนสามครั้ง วางไว้ด้านหน้าของมาโกโตะ ทุกกิริยายูกิ ต้องทำอย่างนิ่งสงบเพราะสำหรับคนญี่ปุ่นการชงชาถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์
มาโกโตะโค้งหัวให้ยูกิ แล้วจับถ้วยชาด้วยมือขวานำมาวางบนมือซ้ายแล้วจิบ
เพื่อน1บอก
"คุณเป็นเกอิชาที่ชงชาได้รสชาติดีที่สุดเท่าที่พบเคยเจอมา"
"ชาหนึ่งจิบที่เปี่ยมด้วยความยินดีที่จะต้อนรับแขก จะซึมซับเข้าสู่จิตใจของผู้ดื่ม ทำให้เกิดจิตแห่งความขอบคุณและยังช่วยเสริมให้เกิดการสนทนาค่ะ" ยูกิบอก
เพื่อน1บอก
"มิน่าตอนนี้เราถึงอยากจะสนทนากับคุณยูกิ มากกว่าสนทนาเรื่องธุรกิจ "
เพื่อน2บอก
"เอาไว้วันหลังเราว่างๆ เราค่อยนัดกันมาสนทนากับคุณยูกิโดยเฉพาะเลยดีกว่า คุณยูกิ ให้เกียรติบริการพวกเราได้มั้ยครับ"
"ดิชั้นต้องขอโทษด้วย ดิชั้นตั้งใจจะทำงานวันนี้วันสุดท้ายค่ะ"
มาโกโตะที่ยกถ้วยชาดื่มอยู่ชะงักกึก ทุกคนแปลกใจ
"ทำไมล่ะครับ" เพื่อนถาม
"ดิชั้นจะออกไปดูแลคนรักค่ะ เขาทำงานหนัก แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ดิชั้นอยากดูแล ปรนนิบัติเขาให้มากที่สุดค่ะ "
"บอกได้มั้ยครับว่าคนรักของคุณยูกิเป็นใคร"
ยูกิปรายตามองมาโกโตะ
"เป็นนักธุรกิจเหมือนพวกคุณนี่ล่ะค่ะ"
มาโกโตะอึดอัด
"แต่เขาน่าอิจฉากว่าพวกผมหลายเท่า เอาเป็นว่าพวกเราต้องขอแสดงความยินดีกับคุณ ยูกิและ คนรักด้วยนะครับ"
"ขอบคุณค่ะ"
ดวงตาของยูกิเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอปรายตามองมาโกโตะ แต่เขากลับไม่มองยูกิเลย ซ้ำยังมีสีหน้าตึงเครียด

ภายในห้องแต่งตัวของร้านอาหาร ยูกินั่งเช็ดหน้าอยู่หน้ากระจก ใบหน้าไร้เครื่องสำอางแล้ว แต่ยูกิยังสวมชุดกิโมโนเหมือนเดิม จู่ๆก็มีมือมากระชากให้เธอลุกจากที่นั่ง คนที่กระชากข้อมือของเธอก็คือ...
"คุณมาโกโตะ"
"เธอไปบอกเพื่อนของชั้นทำไม ว่าเราเป็นอะไรกัน"
"ชั้นไม่ได้บอกนี่คะ"
"แต่เธอพยายามที่จะบอก เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราจะอยู่กันยังไง"
"ชั้นรู้ค่ะ เราเคยสัญญากันว่าเราจะต่างคนต่างอยู่ เราจะไม่ให้ใครรู้ว่ารักกัน แต่ชั้นทนไม่ได้อีกแล้ว ชั้นไม่อยากนอนคิดถึงคุณคนเดียว เฝ้ารอคอยทุกวันว่าเมื่อไหร่คุณจะมาหา แล้วก็ใจแทบขาดเวลาที่คุณไป ชั้นถึงจะเลิกทำงาน เพื่อไปอยู่กับคุณ ไปคอยดูแลปรนนิบัติคุณใกล้ๆ ยังไงล่ะคะที่รัก"
ยูกิลูบใบหน้ามาโกโตะแล้วโน้มหน้าจูบเขา มาโกโตะเหมือนจะเคลิ้มไปกับยูกิ ยกมือขึ้นแตะบนบ่าขาวเนียนที่โผล่พ้นจากชุดกิโมโนทั้งสองข้างของหญิงสาว แล้วดันตัวยูกิออกอย่างแรง
"แต่ผมไม่ต้องการ"
ยูกิกระเด็นล้มไปชนโต๊ะ ข้าวของหล่นพื้นกระจาย
มาโกโตะเปิดกระเป๋า หยิบเงินออกมาปึกใหญ่แล้วโยนใส่ยูมิ
"ต่อไปนี้เราจบกัน"
"จบ หมายความว่าคุณจะเลิกกับชั้นเหรอคะ"
ยูกิปราดไปกอดขามาโกโตะ
"ชั้นทำอะไรผิด บอกชั้นสิคะ ชั้นทำอะไรให้คุณไม่พอใจ"
"เพราะว่าผมไม่ชอบให้ใครมาผูกมัดผม แล้วในเมื่อคุณทำตามที่เราตกลงกันไม่ได้ เราก็ไปกันไม่ได้"
"มาโกโตะ ตกลงว่าที่ผ่านมาเรารักกันหรือเปล่าคะ"
มาโกโตะไม่ตอบ ยูกิจับแขนมาโกโตะเขย่าถามทั้งน้ำตา
"คุณเคยรักชั้นบ้างหรือเปล่าคะ..มาโกโตะ"
มาโกโตะสะบัดมือยูกิออกแล้วเดินออกไป ยูกิเซล้มลงกับพื้นแล้วร้องไห้แทบขาดใจ

Food Street at Nakasu Hataka in Fukuoka เวลากลางคืน มีร้านขายอาหารเรียงรายข้างทางเลียบแม่น้ำ พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ในเมืองที่เต็มไปด้วยชาวญี่ปุ่นที่เลิกงานแล้วแวะดื่มกินที่ร้านข้างทาง
ยูกิในชุดเกอิชาเดินน้ำตาคลอเศร้าโศกเสียใจ น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเจ็บปวด
"ผู้ชายหลอกลวง ชั้นเกลียดคุณ"
ยูกิสะอื้นมือปาดน้ำตาก่อนจะเดินชนกับพนักงานบริษัทชายคนหนึ่งที่เพิ่งเมากรึ่มออกมาจากร้านข้างทาง
"ขอโทษค่ะ"
ยูกิขอโทษแล้วรีบเดินต่อไป ชายพนักงานบริษัทที่หน้าแดงกรึ่มด้วยความเมามองตามยูกิ แววตาสนใจ เดินตามทันที

ยูกิถูกชายขี้เมาเอามือปิดปากแล้วลากตัวเข้ามาในตรอกเปลี่ยวๆที่มีแต่กองขยะ
"ปล่อยนะ ... ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย"
"อย่าร้อง"
ผู้ชายพยายามปิดปาก ยูกิดิ้นๆแต่สู้แรงไม่ได้ ผู้ชายดันตัวยูกิชิดติดกำแพง แล้วก้มไซร้ซอกคอหมายจะข่มขืน ไอเย็นสีขาวลอยเหนือพื้นคืบคลานเข้าใกล้เท้าของผู้ชายคนนั้น ขณะที่เขากำลังไซร้ซอกคอยูกิอยู่ จู่ๆ ก็เกิดร่างกระตุกเพราะรู้สึกเย็นวาบ ตัวสั่นหนาวยะเยือกไปทั้งตัว จนต้องปล่อยมือ ยูกิได้ทีเอากระเป๋าฟาดๆ ผู้ชายแล้ววิ่งออกไป
"โอ๊ยๆๆ"
ผู้ชายทรุดล้มลงกับพื้น ยูกิรีบวิ่งหนีออกไป ผู้ชายจะลุกตาม แต่ไม่ทันแล้ว
"บ้าเอ้ย ! ทำไมอยู่ดีๆ หนาวขึ้นมาได้วะ"
ผู้ชายตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเย็น ประคองตัวลุกขึ้น ใครบางคนเคลื่อนเข้าไปปะทะหลังผู้ชาย
ผู้ชายชะงักกึก ยิ่งหนาวสะท้าน ขาที่ก้าวเดินค่อยช้าลง...ช้าลง ก่อนจะที่ร่างของผู้ชายจะหงายหลังล้มตึงไปกับพื้น ช็อคตายตาค้าง ตัวเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง พร้อมกับเสียงหัวเราะเล็กแหลมดังยะเยือกดังก้อง

โฮชินอนอยู่ที่ฟูก ใบหน้าของเขามีเหงื่อเต็มหน้าเพราะฝันถึงเหตุการณ์จากในอดีตที่ยากจะลืม

ผืนป่าซึ่งถูกหิมะปกคลุมจนพื้นหนาท่วมสูงไปด้วยหิมะและมีพายุพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทุกอย่างรอบตัวขาวโพลนมองแทบไม่เห็นอะไร
โฮชิในชุดกิโมโนโฮชิเดินฝ่าพายุหิมะอย่างรุนแรงเข้ามา แล้วต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นรอบตัว เพราะมีแต่ชาวบ้านนับสิบๆนอนตายตัวแข็งอย่างน่าเวทนา แต่ละก้าวที่โฮชิเดินผ่านไปมีแต่ศพชาวบ้าน จนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิมะ
โฮชิรีบย่ำหิมะเข้าไปช้อนตัวเด็กหญิงคนนั้นขึ้นมา

โฮชิสะดุ้งลุกขึ้นจากฟูกที่นอน เมื่อมิกิเลื่อนประตูเข้ามาเห็นพอดี
"ท่านชายคะ...ท่านชายเป็นอะไร"
โฮชิหันไปมองมิกิสีหน้าไม่สู้ดี

โฮชิกับมิกินั่งลงที่พื้นเสื่อ
"เหตุการณ์ก็ผ่านไปตั้งหลายร้อยปี ดิชั้นนึกว่าท่านชายจะลืมไปแล้ว"
"มันคือความสูญเสียชีวิตของชาวเมืองสึกิที่ชั้นไม่สามารถลืมมันได้หรอกมิกิ"
"แต่ความโกรธแค้นของนางปีศาจหิมะที่ออกมาทำลายล้างชีวิตผู้คน ไม่ใช่ความผิดของท่านชายนี่คะ ในเมื่อท่านชายไม่ได้รักนาง นางต่างหากที่ต้องยอมรับความจริง"
"ขอบใจนะมิกิ ชั้นก็อยากให้มันเป็นแค่ฝันร้ายของชั้นเท่านั้น อย่าให้มันเป็นลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเลย"
"คงไม่มีอะไรหรอกค่ะท่านชาย ถ้านางปีศาจหิมะยังไม่สูญสลายไป แล้วรู้ว่าท่านชาย กลายเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ป่านนี้คงไม่รอดโดนนางตามจิกพาไปทำสามีแล้ว"
"เกิดเป็นโฮชิที่หล่อเลือกได้แบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะมิกิ"
มิกิขำยกมือป้องปาก
"ค่ะ..หล่อมาก ไม่เอาแล้ว คุยกันเรื่องรินดาราดีกว่า ตกลงวันนี้ท่านชายจะให้ดิชั้นจัดการตามที่คุยกันไว้เลยมั้ยคะ"

โฮชินิ่งไปแล้วมองภาพเขียนรูปเมียวโจโอจินใต้อุโมงค์วีสทีเรียอย่างครุ่นคิด

รินดารานอนหลับอยู่บนฟูก แล้วค่อยๆ รู้สึกตัวตื่น พลิกตัวกลับไปอีกทาง แต่ดันเจออาคิระยืนอยู่
 
เธอสะดุ้งโหยงตื่นทันที
"คุณ คุณเข้ามาได้ยังไง"
"ทำไมผมจะเข้าไม่ได้ ที่นี่คือบ้านของผม เมื่อคืนคุณออกไปเดินเพ่นพ่านที่สวนทำไม"
"ข่าวไวดีจังเลยนะคะ"
"ผมเป็นเจ้าของบ้าน ผมต้องรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้"
"แต่การเข้ามาในห้องส่วนตัวของชั้นแบบนี้ ชั้นถือว่าคือการคุกคาม"
อาคิระมองอย่างไม่สนใจ
"ก็ถ้าคุณไม่เพ่นพ่านฝ่าฝืนคำสั่ง ผมก็คงไม่มาคุกคามคุณถึงที่"
รินดาราชะงักค้อนอาคิระอย่างหมั่นไส้
"ชั้นได้ยินเสียงแปลกๆที่ข้างนอกก็เลยออกไปดู แล้วเจอท่านชาย เขาเป็นห่วงชั้นก็เลย เอาเครื่องรางมาให้ นั่นคือความจริง ถ้าคุณจะไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ ทีนี้ก็ออกไปได้แล้ว ชั้นจะอาบน้ำ"
อาคิระยังมองสงสัย
"คุณ !! ถึงบ้านนี้จะเป็นบ้านของคุณ แต่ตอนนี้ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของชั้น คุณจะเข้า ออกตามอำเภอใจไม่ได้..จบนะ"
รินดาราดันตัวอาคิระออกไป แล้วเลื่อนประตูปัง อย่างหัวเสีย
"คนบ้า"

เวลาต่อมาที่ห้องโถง รินดารากำลังประเมินอาการของอายูมิตามเทคนิควิธีการประเมินคนไข้ของนักกายภาพบำบัด เธอนั่งยองตรงหน้าอายูมิที่นั่งอยู่บนรถเข็นแล้วจับขึ้นมาอย่างประคับประคองแล้วเริ่มทดสอบประเมินความสามารถของกล้ามเนื้อโดยการจับข้อเท้าของอายูมิให้ฝืนตามแรงต้านทีละนิด ท่ามกลางความสนใจของคนในบ้านมิยาคาวะทุกคน
"พี่จะค่อยๆให้อายูมิขยับเท้าตามที่พี่บอกนะจ๊ะ ถ้าเจ็บก็บอกพี่"
"ค่ะ"
รินดาราค่อยๆจับฝ่าเท้าดันขึ้นลงทดสอบ
"ประมาณนี้เจ็บมั้ยคะ"
"ไม่เจ็บค่ะ"
"แล้วประมาณนี้ล่ะจ๊ะ"
อายูมิเริ่มทำหน้าเจ็บ
"เจ็บค่ะ"
"งั้นเดี๋ยวพี่ขอดูตรงเข่าอีกทีนะคะ"
รินดาราเริ่มจับขาของอายูมิยกขึ้นช้าๆแล้วทดสอบตามเทคนิคการประเมินกล้ามเนื้อคนไข้ทีละสเต็ป
"พี่จะทำช้าๆนะคะ ถ้ารู้สึกฝืนหรือว่ารู้สึกเจ็บก็บอกพี่"
"ค่ะ"
รินดาราค่อยๆทำการทดสอบช้าๆ จนอายูมิร้องเจ็บเสียงดัง ทุกคนตกใจโดยเฉพาะอาคิระที่ลุ้นอยู่กับการทดสอบของรินดารา เขาเองก็ไม่ค่อยไว้ใจเธอเท่าไหร่ด้วย เขาจะเข้าไปบอกให้พอ แต่มิกิจับแขนเอาไว้แล้วส่ายหน้า ให้อาคิระอยู่เฉยๆ ดูรินดาราเริ่มต้นกับคนไข้ก่อน
"เอาล่ะจ้ะ..งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ"
"หนูจะกลับมาเดินได้อีกรึเปล่าคะพี่เจ้าหญิง"
"ได้สิจ๊ะ..กล้ามเนื้อของอายูมิแค่ไม่ค่อยได้ใช้งาน เลยต้องฟื้นฟูและทำการเทรนนิ่งตาม ขั้นตอน ถ้าอายูมิร่วมมือกับพี่ พี่สัญญาว่าหนูจะกลับมาเดินได้อีกแน่ แต่ว่าต่อไปนี้..ถ้าอายูมิรู้สึกเจ็บเวลาที่พี่ช่วยเทรนนิ่งกล้ามเนื้อให้ อายูมิต้องบอกระดับความเจ็บที่รู้สึกให้พี่รู้ตามนี้นะ"
รินดาราหยิบเอา Face pain scale ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะให้คนไข้สื่อสารระดับความเจ็บให้อายูมิดู
ไอกระซิบกับอาคิระ
"ชั้นว่านักกายภาพคนนี้ดูท่าทางเข้าท่า มีความเป็นมืออาชีพใช้ได้ เลยนะอาคิระ"
อาคิระไม่ตอบ เพราะกำลังห่วงอายูมิที่รับ Face pain scale ไปดูแล้วสีหน้าดูสลดไป
" แต่หนูว่าหนูคงทำไม่ได้หรอกค่ะ หนูเคยหัดลองตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ก็ทำ ไม่ได้ซะที ชีวิตนี้หนูคงเดินไม่ได้อีกแล้ว"
อาคิระสงสารหลาน
"งั้นถ้าตอนนี้ยังทำไม่ได้ อาว่าก็อย่าเพ่งไปฝืน ถึงหนูจะเดินไม่ได้อีกก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย อาจะเลี้ยงดูหนูเอง"
"เอ๊ะ! คุณ..พูดแบบนั้นได้ยังไง ชั้นกำลังช่วยให้กำลังใจอายูมิ ไม่ใช่ช่วยสนับสนุนให้แกเลิกพยายาม"
"ก็ผมไม่ชอบบังคับหลาน"
"ก็เพราะอายูมิมีอาอย่างคุณนี่ไง ถึงเดินไม่ได้สักที"
ไอ นานะ เคโกะอึ้ง ไม่คิดว่ารินดาราจะกล้าพูดกับอาคิระขนาดนี้
"ยังไง มีอาอย่างผมแล้วเป็นยังไง"
"อาที่ตามใจจนหลานเสียเด็กไง ชั้นอ่านประวัติการรักษาของอายูมิจนหมดแล้ว อายูมิ อาการดีขึ้นมากจนน่าจะสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง ถ้าผ่านการฝึกอย่างจริงจัง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครฝึกให้อายูมิสำเร็จ เพราะคุณช่วยแกมากเกินไป จนเด็กไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง แล้วถ้าคุณยังไม่ยอมปล่อยให้ชั้นทำตามวิธีของชั้น เมื่อไหร่อายูมิจะกลับมาเดินได้อีก"
"เดินได้หรือไม่ได้ เราก็จ่ายค่าจ้างให้คุณจนคุ้มแน่ๆ"
รินดาราโกรธ
"อย่าดูถูกกันมากเกินไปค่ะคุณอาคิระ อย่าคิดว่าเงินของคุณจะซื้อได้ทุกอย่าง ชั้นมาที่นี่ไม่ใช่เพราะเงิน แต่ต้องการช่วยเหลืออายูมิให้กลับมาเดินได้ ถ้าคุณยังอยากให้ชั้นช่วยหลานของคุณ กรุณาอย่ามาก้าวก่าย ปล่อยให้ชั้นทำหน้าที่ให้สมบูรณ์..ได้ มั้ยคะ"
"แต่ผม"
มิกิปรามทั้งคู่
"เอาละ เอาละ อาคิระพอได้แล้ว"
"คุณย่าครับ"
มิกิใช้สายตามองนิดเดียว อาคิระก็ยอมนั่งลงเหมือนเดิม
"ชั้นอนุญาตให้เธอดูแลอายูมิได้ตามแบบที่คิดว่าสมควร" มิกิกำชับอาคิระเสียงเข้ม "และชั้นสัญญาว่าระหว่างที่เธอดูแลอายูมิ จะไม่มีใครไปก้าวก่ายงานของเธอเด็ดขาด"
"ขอบคุณค่ะ คุณย่า"
"งั้นถ้าเสร็จธุระตรงนี้ ชั้นขอคุยกับเธอหน่อยนะจ๊ะรินดารา"
"ค่ะคุณย่า"
รินดาราหันไปมองอาคิระที่ออกอาการหงุดหงิดอย่างชัดเจน

รินดาราเดินมาตามทางเดินกับมิกิ เธอชะงักสีหน้าสงสัย
"ท่านชายอยากให้ชั้นขึ้นไปพบที่หอคอยเหรอคะ"
"ใช่จ้ะ ท่านชายกำลังรออยู่"
รินดาราสงสัย
"จะดีเหรอคะคุณย่า แค่ชั้นถามถึงว่าข้างบนนั้นมีอะไรก็เจอคำสั่งห้ามถามจาก คนที่นี่แล้ว"
"นั่นเพราะยังไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตนอกจากเธอน่ะสิจ๊ะ...รินดารา"

มิกิยิ้มให้แล้วผายมือชี้นำทางให้รินดาราเดินไปไปสู่หอคอย เธอค่อยๆเดินตาม มิกิมองสีหน้าของเธอเห็นมีความกังวลขึ้นมา

ณ ศาลเทพเจ้านกกระเรียน ของตระกูลมิยาคาวะ
 
อาคิระตักน้ำจากบ่อน้ำหน้าศาลมาบ้วนตามประเพณีปฏิบัติก่อนจะเข้าไปพนมมือไหว้ศาลเทพเจ้านกกระเรียน ระหว่างนั้นเสียงของท่านชายโฮชิก็ดังแทรกเข้ามา
"แวะมาไหว้ขอพรเทพเจ้าก่อนไปทำงานเหรออาคิระ"
อาคิระชะงัก
"ท่านชาย"
อาคิระแปลกใจที่เห็นท่านชายอยู่ที่นี่
"ขอโทษด้วยครับ ผมไม่คิดว่าท่านชายอยู่ที่นี่"
"ชั้นเห็นว่าทุกคนต่างก็วุ่นกับหน้าที่ของตัวเอง ชั้นมาอาศัยอยู่ที่นี่มีอะไรก็อยากช่วยบ้าง เลยลงมาช่วยดูแลศาลให้"
"แต่ถ้าคุณย่าทราบ คุณย่าจะต้องต่อว่าพวกผมที่ปล่อยให้..."
โฮชิขัด
"ไม่หรอก..ชั้นบอกมิกิไว้แล้ว"
อาคิระเริ่มมีสีหน้าสงสั
"คุณย่าเชื่อฟังทุกคำที่ท่านชายขอเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน คุณย่าก็ไม่เคยขัด"
"เพราะชั้นกับมิกิรู้จักกันมานาน และให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เพราะชั้น ไปบังคับหรือมีอิทธิพลกับความคิดของมิกิได้อย่างที่เธอคิดหรอกอาคิระ"
อาคิระชะงักพยายามจะปฏิเสธ
"ผมไม่ได้คิดแบบนั้นครับท่านชาย"
โฮชิยิ้มแล้วก้มหัวให้นิดหน่อย
ไถ้าเธอไม่ได้คิดแบบนั้น ชั้นก็ต้องขอโทษด้วย เพราะยังไงชั้น ก็เป็นแค่ผู้อยู่อาศัย ส่วนเธอเป็นผู้นำของตระกูล"
อาคิระก้มหัวรับ
"ไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับท่านชาย"
ทั้งคู่ก้มหัวให้กันแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอาคิระก็ยังมองท่านชายด้วยสีหน้าสงสัยไม่เปลี่ยน เพราะตลอดมาเขาไม่เคยได้รับความกระจ่างเรื่องชายคนนี้จากคุณย่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งแต่งตัวด้วยชุดสูทปกติเข้ามาไหว้เคารพศาลเทพเจ้า ชายคนนั้นหันมามองที่อาคิระ ทั้งคู่สบตากันเหมือนรู้กันด้วยท่าทีบางอย่าง
"ผมมีธุระนัดคุยกับลูกค้าต้องเข้าในเมือง ขอตัวนะครับท่านชาย"
โฮชิยิ้มให้ อาคิระเดินออกไปและมีแว่บนึงที่หันไปมองชายในชุดสูทที่กำลังไหว้เทพเจ้านกกระเรียน ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินตามอาคิระไป โฮชิโนโอจิมองทั้งคู่ด้วยสีหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก
มิกิเข้ามา
"ท่านชายคะ"

ณ สวนของคฤหาสน์มิยาคาวะ โฮชิกับมิกิเดินเข้ามาหยุดมองไปที่หอคอย
"ดิชั้นปลดล็อคทางเดินกลที่หน้าห้องของท่านชายออกแล้วค่ะ"
"ขอบใจนะมิ" สีหน้ามิกิดูมีกังวล "ทำไมสีหน้ากังวลอย่างนั้นล่ะ"
"ถึงท่านชายจะมั่นใจเรื่องลางสังหรณ์ แต่ข้างบนนั้นมีความลับของ กิโมโนโฮชิอยู่ ถ้าเกิดเธอไม่ใช่คนที่ท่านชายรอคอย แล้วเอาความลับเรื่องกิโมโนโฮชิของท่านชายไปพูดข้างนอก ดิชั้นกลัวว่า..."
"ถ้ามัวแต่กลัว...แล้วเราจะได้รู้ความจริงกันเมื่อไหร่ล่ะ ชั้นพาเธอมาก็เพราะอยากรู้นะมิกิ"
"แต่ว่า"
"ความลับมันไม่มีในโลกหรอกมิกิ..มันมีแต่ว่าจะรู้ช้าหรือรู้เร็วแค่นั้น"
มิกิสีหน้ายังหนักใจกังวลเรื่องความลับของกิโมโนโฮชิของท่านชาย

รินดาราเดินขึ้นมาถึงทางเดินกลหน้าห้องของโฮชิ ทางเดินยาวหน้าห้องมุ่งตรงไปสู่ห้องของโฮชิและห้องที่เก็บกิโมโมโฮชิ ความลับสำคัญของท่านชายโฮชิโนโอจิ
"ท่านชายคะ...ท่านชาย"
เงียบเชียบไม่มีเสียงของโฮชิตอบกลับมา รินดาราสีหน้าสงสัยแปลกใจที่เงียบผิดปกติ
"ดิชั้นมาแล้วค่ะท่านชาย ท่านชายอยู่ที่ห้องไหนเหรอคะ"
รินดาราถามอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบกลับมา เธอคิดจะออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อรับรู้ได้ถึงสายลมที่เข้ามาปะทะเธอเหมือนเป็นการทักทาย
"ลมมาจากไหนเนี่ย"
รินดาราอยู่ในอาการงวยงงสงสัยเพราะไม่มีหน้าต่างสักบานตรงบริเวณที่เธอยืน แล้วทันใดนั้นบานเลื่อนของห้องเก็บกิโมโนโฮชิก็ค่อยๆเลื่อนออกเองช้าๆ แสงสีทองเรืองรองเหมือนออร่าระยิบระยับลอยล่องออกมาจนเห็นได้ชัด
รินดาราเห็นเข้าแบบนั้นก็เกิดอาการตกตะลึง สงสัย อยากรู้ แต่สำนึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆเธอควรจะเข้ามาทำให้เธอตัดสินใจจะเดินกลับ แต่ทว่าอาการปวดแสบปวดร้อนกับรอยปานรูปดาวที่แผ่นหลังของเธอมันเกิดเจ็บขึ้นมา
"โอ๊ย"
รินดาราเจ็บและรู้สึกจนสีหน้าเหยเก พาลให้คิดถึงอดีต

ณ บริเวณเล้าหมู รินดาราแอบอุ้มลูกหมูตัวน้อยๆสีอมชมพูเข้ามาแล้วปล่อยมันเข้าไปอยู่ในเล้าอย่างเงียบเชียบ
"ชู่วว์...จุ๊ๆๆ เลิกพูดขอบใจชั้นได้แล้ว ชั้นรับปากกับพ่อแม่ชั้นไว้ว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ถ้าความแตกขึ้นมาชั้นจะซวย..เข้าใจ" แล้วเธอก็ฟังลูกหมูก่อนจะยิ้มรับ "ขอบใจจ้ะ..ยัง อุตส่าห์อวยพรวันเกิดให้ชั้นอีก ชั้นไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวพ่อแม่มาเห็น"
รินดาราเดินออกไปแล้วหยุดชะงักมองขึ้นไปที่ดวงดาวซึ่งกำลังพร่ายพรายเต็มท้องฟ้า เห็นดาวตกพาดผ่านไป อย่างสวยงามแต่รินดารากลับมีสีหน้าเคร่งเครียด ยกมือขึ้นพนมอธิษฐาน
"เจ้าประคู้น..ขอให้ปีนี้อย่าเป็นเหมือนอย่างทุกปีเลย"
รินดาราอธิษฐานขอพรจากดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วเอี้ยวศรีษะหันไปมองที่แผ่นหลังอย่างลุ้นๆ
"คงไม่เป็นอีกแล้วมั้ง"
รินดารากำลังจะยิ้มแล้วเดินออกไป แต่ฉับพลันรอยปานรูปดาวที่แผ่นหลังของเธอก็แสดงอาการปวดแสบปวดร้อนออกมาทันที เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บจนเธอน้ำตาเล็ด
ดวงดาวได้ยินเสียงลูกร้องดังเข้าไปถึงในบ้านก็ตกใจรีบวิ่งลงจากเรือนมาดูทันที
"ดารา..เป็นอะไรไป..ดารา"
"แม่..หนูเจ็บ..เจ็บจังเลย"
"เจ็บตรงไหนลูก"
รินดาราพยายามจะเอามือไปจับหลังแต่เอื้อมไม่ถึง

ภายในห้องนอน ขณะนั้น รินดาราอายุ 20 นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง แผ่นหลังเธอเปลือยเปล่าเพราะแม่กำลังช่วยเอาน้ำแข็งห่อผ้า มาช่วยประคบแผ่นหลัง ตรงปานดวงดาว
"ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วค่ะแม่ แต่เมื่อกี้นี้มันเจ็บมากเลย"
ดวงดาวหน้าเครียดๆสงสารลูก
"มันเจ็บมากขึ้นทุกปีเลยเหรอลูก"
รินดาราพยักหน้ารับแล้วรวบผ้าห่มขึ้นมาปิดท่อนบนที่เปลือยเปล่าหันไปพูดกับแม่
"แม่คะ ทำไมคะ ทำไมปานที่หลังของหนูมันต้องแสดงอาการเจ็บทุกครั้งในวันที่เป็นวันเกิดหนู แถมมันยังรู้สึกตุ๊บๆทุกครั้งเวลาที่หนูได้ยินเสียง...เอ่อ..เสียงสัตว์"
"โธ่..ดารา แม่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมอะไรนักหนา ทำไมลูกของแม่ถึงต้องแตกต่างจากคนอื่นแบบนี้ด้วย"
"แม่จ๋า หนูอยากรู้จัง หนูจะหาคำตอบได้จากที่ไหน"
ดวงดาวสงสารจับมือลูกมากุมอย่างปลอบโยน)
"ไม่ต้องห่วงนะลูก แม่เชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันต้องมีเหตุมีผลของมัน สักวัน..เมื่อถึงเวลาที่ถูกที่ควร ลูกอาจจะได้คำตอบ"

รินดาราพยักหน้ารับกับแม่แล้วหันไปมองที่กระจกซึ่งสะท้อนรูปดาวบนแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของเธอ

กลกิโมโน ตอนที่ 3 (ต่อ)

รินดาราสีหน้ายังคงเจ็บปวดจากรอยปานที่แผ่นหลัง สายตาเธอจับจ้องไปที่แสงสีทองเรืองรองที่เปล่ง ประกายระยิบระยับ...
ปกติแล้วมันจะปวดทุกวันครั้งในวันเกิด หรือว่านี่คือคำตอบที่เธอกำลังค้นหามาตลอด
รินดาราขยับเดินเข้าไปตามทางเดินกลมุ่งหน้าสู่ห้องเก็บกิโมโนโฮชิ..ช้าๆ
แสงสีทองจากในห้องนั้นส่องแสงสว่างจนมองไม่เห็นอะไร รินดารายกมือขึ้นป้องแสง ฉับพลันนั้นเหมือนมีลม ปะทะเข้าสู่ร่างของเธอวูบใหญ่..ตึ่ง !!
รินชะงักตัวแข็งทื่อยืนนิ่งไม่ขยับ เมื่อเธอค่อยๆลดมือลง ดวงตาของเธอกลายเป็นสีเขียวเหมือนกับดวงตาเทพเจ้า ที่โฮชิโนโอจิและเมียวโจโอจินเป็น
ณ เวลานี้ รินดาราไม่รู้ตัวเองแล้ว ราวกับว่านี่ไม่ใช่ตัวเธอ แต่เป็นเมียวโจโอจินที่เดินเข้าไปหยุดที่หน้ากิโมโนโฮชิ กิโมโนที่ทอขึ้นจากไหมย้อมสีน้ำเงินเข้มอมดำ ราวท้องฟ้า ยามราตรีกาล ลวดลายที่ ปักด้วย ‘ไหมสีทอง’ กลางผืนกิโมโนเป็นรูปนกกระเรียนทองคำกางปีกเตรียมเหินบิน แต่ปีกข้างหนึ่งยังปักไม่สมบูรณ์
รินดารายืนนิ่งสีหน้าไร้อารมณ์เพ่งมองกิโมโนโฮชิตรงหน้า ระหว่างนั้นโฮชิตามเข้ามาหยุดมองเธอจากด้านหลัง ด้วยใจเต้นระทึก
"ฮิคาริ"
ร่างที่อยู่ในตัวรินดารานั้นไม่ตอบสนองกับชื่อนั้น โฮชิจึงลองเรียกอีกชื่อหนึ่ง..ชื่อที่เขาเฝ้ารอการพบกันมานาน
"เมียวโจ"
สิ้นการขานเรียกด้วยน้ำเสียงที่เฝ้าคิดถึง รินดาราค่อยๆหันหน้ามาทางเขาดวงตาเขียวเข้มนั้นจ้องมองมาที่โฮชิ
"เมียวโจ..เธอ..เธอนั่นเอง"
น้ำตาของโฮชิค่อยๆไหลออกมาอย่างตื้นตัน เท้าของเขาค่อยๆเดินไปบนพื้นเสื่อตาตามิเพื่อเข้าไปหาคนรักที่พลัดพรากจากมานานหลายร้อยปี
"ชั้นคิดถึงเธอเหลือเกิน"
โฮชิกำลังยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของรินดาราที่ไม่รู้ตัวเอง
"ในที่สุดเธอก็ได้ยินเพลงของชั้นจริงๆ..เมียวโจ"
โฮชิน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันและดีใจ มือของเขายื่นเข้าไปใกล้จนเกือบจะสัมผัสเธอได้
"ชั้นยังจำคำสัญญาของเราได้นะ เมื่อไหร่ที่เราอยู่ห่างกันและไม่ได้สัมผัสกัน เธอจะฟัง เพลงของเราอยู่ข้างชั้นเสมอ"
โฮชิยิ้มน้ำตาไหล แแต่ฉับพลันนั้นเองอยู่ๆรินดาราก็ส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นออกมา
โฮชิตกใจชะงักดึงมือกลับ ดวงตาสีเขียวของรินดาราหายไปกลายเป็นสีของมนุษย์ปกติ จากนั้นเธอก็หมดสติ ทรุดฮวบ โฮชิรีบประครองเธอเอาไว้ในอ้อมกอด
" เมียวโจ เมียวโจ"
มิกิเข้ามา
"ท่านชาย..ท่านชายคะ..เกิดอะไรขึ้น"
"เธอคือเมียวโจ..ฮิคาริคือเมียวโจของชั้น"

รินดารานอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนฝูกในห้องของโฮชิ มิกิกับโฮชินั่งเฝ้าอย่างเป็นห่วง
"ท่านชายมั่นใจ แน่นะคะว่าเธอคือเทพธิดาดาวเดือนเจ็ดคนรักของท่านชายจริงๆ"
"ใช่..ชั้นมั่นใจ เพราะชั้นได้เห็นส่วนหนึ่งของเมียวโจในตัวฮิคาริ"
"ส่วนหนึ่ง ? หมายความว่ายังไงคะท่านชาย"
"อวตาร...เมียวโจได้ยินเสียงเพลงของชั้น แต่เธอไม่สามารถลงมาจากสวรรค์ เพื่อช่วยปลดปล่อยชั้นได้ด้วยตัวเอง เธอจึงอวตารมาเป็นได้แค่ส่วนหนึ่งของรินดารา เพื่อช่วยหาทางทำให้กิโมโนโฮชิเสร็จสมบูรณ์"
มิกิดีใจ
"งั้นเมื่อเธอฟื้นขึ้นมา...เธอก็จะช่วยทำให้ท่านชายได้กลับสวรรค์"
โฮชิสีหน้าเครียด
"ถ้าเธอตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าเธอคือเมียวโจก็คงจะเป็นอย่างนั้น...แต่ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วจำไม่ได้"
มิกิสงสัย
"ทำไมคะท่านชาย"
โฮชิมองไปที่รินดาราซึ่งเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายเหงื่อแตกเต็มหน้า มิกิเอามือไปอังที่หน้าผาก รินดาราแล้วรีบชักมือกลับทันที
"ตัวร้อนจี๋อย่างกับไฟเลยค่ะท่านชาย"
"ฮิคาริเธอเป็นมนุษย์ แต่ส่วนหนึ่งที่เมียวโจอวตารลงมานั้นเป็นเทพเจ้า ร่างมนุษย์เป็น เพียงกายหยาบมีกิเลสอย่างมนุษย์ เธอจึงไม่สามารถทนรับพลังอันบริสุทธิ์ของเทพเจ้ามาอยู่ในตัวได้"
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ"
โฮชิช้อนอุ้มตัวรินดาราขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนเขา
"ชั้นต้องรักษาชีวิตของฮิคาริเอาไว้ให้ได้"
โฮชิอุ้มรินดาราเดินออกไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่น มิกิมองตามอย่างเป็นห่วง

ภายในร้านอาหาร ชายคนที่เจอกับอาคิระที่ศาลเทพเจ้า แท้จริงคือนักสืบ เขานั่งอยู่กับอาคิระที่มุมด้านในร้านพร้อมกับยื่นซองเอกสารให้อาคิระ
"นี่ครับ..ข้อมูลของรินดาราที่คุณให้ผมไปสืบมา"
อาคิระรับซองเอกสารมาแล้วเปิดดู เป็นข้อมูลส่วนตัวของรินดาราซึ่งพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น มีทั้งภาพรินดาราที่ถ่ายติดบัตรนักศึกษา และภาพของพ่อแม่รินดาราที่เมืองไทย
"พบอะไรที่ผิดสังเกตรึเปล่า"
"ไม่มีเลยครับ เธอเป็นนักศึกษาจากเมืองไทยที่สอบชิงทุนมาได้ ผลการเรียนก็อยู่ในขั้นที่ดีมาก ส่วนครอบครัวก็เป็นเกษตรกรธรรมดา ถ้าจะผิดปกติก็มีอยู่เรื่องเดียว"
"เรื่อง"
"เธอถูกพักทุนการเรียนเพราะแอบพาสัตว์ทดลองของมหาวิทยาลัยไปรักษากับสัตวแพทย์ครับ"
"แค่นั้นเองเหรอ"
"ครับ... นอกนั้นประวัติก็สะอาดไม่เคยทำความผิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเรียวอิจิ รวมทั้งไม่มีข้อมูลว่าจะเคยรู้จักกับท่านชายโฮชิโนโอจิมาก่อนด้วย"
"แต่ผมเห็นสายตาที่พวกเขามองกันมันมีบางอย่าง ยิ่งกับท่านชายที่ผมเห็นเขามองเธอ มันเหมือนกับว่ารู้จักเธอมานาน"
"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบยากเหมือนกันครับ เพราะที่คุณให้ผมไปสืบเรื่องของท่านชาย ผมบอกตรงๆ ข้อมูลของเขาหาไม่มีเลยจริงๆ"
"แต่มันต้องมีสิ...เราทุกคนต่างก็มีประวัติกันทั้งนั้น ผมเป็นห่วงคนในตระกูลของผม การที่เขาไม่มีหลักฐานยืนยันตัวเอง แล้วสามารถบังคับคุณย่าให้ทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการได้ ผมว่ามันน่าอันตราย"
นักสืบถอนใจ
"ได้ครับ ผมจะลองพยายามดู"

นักสืบพยักหน้ารับแล้วหยิบหมวกมาสวมก่อนจะเดินออกไป อาคิระมองตามสีหน้าครุ่นคิดเป็นห่วง

อาคิระกลับมายังโรงงานทอผ้า ในส่วนของสำนักงาน เข้ามายังไม่ทันถอดเสื้อโค้ทตัวนอกออกแขวนเก็บ
 

"อาคิระ กลับมาแล้วเหรอ หายไปไหนมาเนี่ย"
"มีนัดคุยกับลูกค้าใหม่น่ะ...มีอะไรเหรอไอ"
"นี่จ้ะ..ออเดอร์ทั้งหมดในรอบ 6 เดือนที่อาคิระให้ไอไปเช็คดู"
"อ๋อ..ขอบใจมากนะไอ"
"วันนี้ไม่เห็นยัยริเอะโผล่มาเลย แปลกนะ นึกว่าจะหาเรื่องมาเกาะเธอได้ทุกวันซะแล้ว"
"วันนี้งานชั้นยุ่ง ชั้นก็เลยบอกให้แวะมาดูวิธีทอกิโมโนวันหลัง"
"หึ..นี่เธอเชื่อจริงๆเหรอ ว่าริเอะอยากศึกษาวิธีทอผ้าของเราจริงๆ"
อาคิระนิ่งไปเพราะใจหนึ่งก็คิดอยู่ว่า การมาเรียนรู้การทอกิโมโนเป็นแค่ข้ออ้างของริเอะ
"ชั้นว่าเธอรู้นะว่าริเอะอยากกลับมาคืนดีด้วย แต่ถามจริงๆเธอไม่เข็ดเหรอ คบกันมาตั้งเป็นปี พอเจอนายแบบฝรั่งหล่อรวยมีชาติตระกูลก็เขี่ยเธอทิ้งไม่เห็นหัว"
"เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้วนะไอ ตอนนี้ริเอะก็คือเพื่อน ยังไงก็กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้"
"จ้ะพ่อสุภาพบุรุษ แต่ชั้นจะบอกให้นะ..เท่าที่ชั้นได้ยินเพื่อนๆพูดกันมา ริเอะน่ะไม่ได้เลิกกับนายแบบหล่อรวยคนนั้นแบบธรรมดาๆหรอกนะ"
"หมายความว่าไง"
"ไม่รู้สิ..เขาเมาท์กันมาแค่นั้น ถ้าเธออยากรู้เดี๋ยวชั้นจะช่วยสืบดูให้มั้ย"
"ขอบใจ..แต่ไม่ต้องหรอกไอ ยังไงชั้นกับริเอะก็เป็นได้แค่เพื่อนกันเท่านั้น ว่าแต่เรื่อง รินดาราดูแลอายูมิเป็นยังไงบ้าง ย่าสั่งไม่ให้ชั้นเข้าไปยุ่ง แต่ชั้นก็ยังไม่ค่อยไว้ใจอยู่ดี"
"อ้าว..เธอเพิ่งกลับเข้ามาเลยยังไม่รู้สิว่าอยู่ๆรินดาราก็ป่วยมีไข้ตัวร้อนจี๋ ท่านชายเพิ่งจะพาไปโรงพยาบาลเมื่อกี้นี้เอง"
อาคิระรับรู้ และแปลกใจ

ภายในบ้านของมาโกโตะเป็นบ้านแบบร่วมสมัย ตกแต่งหรูหราสไตล์โมเดิร์นแตกต่างจากบ้านอื่นๆที่เป็นบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณ เพื่อรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม
ริเอะกลับเข้ามาเจอกับแม่บ้านที่รออยู่ตรงทางเข้า
"ชั้นเห็นรถคุณพ่อจอดอยู่ข้างนอก วันนี้คุณพ่อไม่ออกไปทำงานเหรอ"
"กำลังจะออกไปค่ะ แต่ว่ามีแขกมาขอพบคุณท่านพอดี"
"ใคร"

ริเอะเดินเข้ามาเห็นประตูห้องแง้มอยู่ และได้ยินเสียงคุยกันของยูกิกับมาโกโตะดังออกมา ยูกิอยู่ในชุดกิโมโนสีสวยดูเรียบร้อยงามเหมือนตุ๊กตาผู้หญิงญี่ปุ่นอันบอบบาง
"ชั้นบอกเธอแล้วไง..ว่ามันเป็นไปไม่ได้"
"แต่คุณเคยบอกว่าคุณรักชั้นนะมาโกโตะ ชั้นมีความหวังอยู่ได้ก็เพราะคุณ"
"ถ้าผู้หญิงทุกคนที่เจอผมบอกรัก แห่มาเรียกร้องขอเป็นเมียผมแบบคุณ ป่านนี้ผมคงมี เมียเต็มบ้านมากกว่าดอกซากุระที่กำลังบานไปแล้ว"
ยูกิอึ้ง น้ำตาพราก
"มาโกโตะ..นี่คุณ เพราะชั้นเป็นแค่เกอิชาใช่มั้ย คุณถึงรังเกียจชั้น"
"เปล่า..เธอเป็นคนสวย เป็นคนเก่ง และมีคุณสมบัติของกุลสตรีทุกอย่าง"
ยูกิปรี่เข้าไปสวมกอดทันที
"งั้นคุณก็แต่งงานกับชั้นสิคะมาโกโตะ"
มาโกโตะเริ่มหงุดหงิดแกะมือยูกิแล้วดันตัวออกไปแรงๆจนเธอเซไปชนโต๊ะทำงาน
"กลับไปได้แล้ว..เงินที่ชั้นให้เธอไปมันน่าจะมากพอที่เธอจะอยู่สบายๆไปได้อีกหลายปี แล้วหาผู้ชายที่พร้อมจะรับเธอเป็นเมีย"
"แต่ชั้นรักคุณคนเดียวนะมาโกโตะ ชีวิตนี้ชั้นขาดคุณไม่ได้"
ริเอะเข้ามาในห้อง
"พ่อชั้นสั่งให้ออกไปก็รีบออกไปสิ..ที่นี่ไม่มีเวทีให้เธอแสดงบทโศกหรอก ไปสิ"
ริเอะไล่เสียงดังพร้อมเข้าไปฉุดไล่ ยูกิหันมาแววตาไม่พอใจโกรธจนลืมตัวหันไปคว้ากรรไกรมาสะบัดใส่ ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เธอ คมกรรไกรพลาดบาดมือริเอะจนได้เลือด ยูกิตกใจ
"ชั้นขอโทษ..ชั้นไม่ได้ตั้งใจ ชั้นแค่..แค่ป้องกันตัว ชั้นไม่อยากไปนะ มาโกโตะอย่าทิ้งชั้นเลยนะ..ชั้นขอร้อง"
ยูกิน้ำตาไหลพรากมือกำกรรไกรแน่น ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
มาโกโตะรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาพันมือให้ลูกสาว
"คุณพ่อคะ..เรียกตำรวจมาเถอะค่ะ เกิดมันคลั่งขึ้นมามันจะไล่ฆ่าพวกเรา"
"ลูกออกไปก่อน..พ่อจะจัดการเอง"
"แต่ว่า..."
"เชื่อพ่อ...พ่อมีวิธี"
มาโกโตะพยักหน้าให้ริเอะแล้วดันลูกสาวให้ออกไปจากห้อง ก่อนจะเปลี่ยนท่าที่เป็นนุ่มนวลลงกับยูกิ
"ใจเย็นๆนะยูกิ..เอาล่ะ ชั้นเข้าใจเธอแล้ว ชั้นผิดเองที่ทำกับเธอแบบนี้ ยกโทษให้ชั้นนะ แล้วเราค่อยมาคุยกันดีๆ..นะยูกิ"
ยูกินิ่งมองมาโกโตะสีหน้าลังเล แต่ก็เริ่มมีแววจะใจอ่อนเพราะความรักที่มีมากเกินมันกัดกินหัวใจของเธอหมด

บริเวณหน้าศาลเจ้านกกระเรียนของตระกูล อาคิระเข็นรถเข็นพาอายูมิเข้ามา
"น่าแปลกจังเลยค่ะคุณอา...อายูมิเพิ่งจะคุยกับพี่รินดาราเอง แล้วทำไมอยู่ๆถึงได้ป่วยขึ้นมากระทันหัน"
"อาก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ บางทีรินดาราอาจจะไม่สบายอยู่แล้ว แล้วเกิดช็อคขึ้นมาโดยไม่รู้ ตัวก็ได้"
"น่าเป็นห่วงพี่รินดาราจังเลย..อายูมิอยากตามไปโรงพยาบาลด้วย"
"งั้นเดี๋ยวอาพาอายูมิเดินเล่นเสร็จแล้ว อาจะแวะไปดูรินดาราที่โรงพยาบาลให้"
"จริงนะคะคุณอา"
"อารับปาก"
"ขอบคุณค่ะคุณอา"
อายูมิยิ้มอย่างสบายใจ ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของอาคิระดัง เขาดูเบอร์แล้วเป็นเรื่องงาน
"อาต้องคุยธุระเรื่องงาน อายูมิรออยู่ตรงนี้ก่อนได้มั้ย เดี๋ยวอามา...แป๊บเดียว"
"ได้ค่ะคุณอา"
อาคิระเดินออกไป ทิ้งอายูมิให้อยู่คนเดียวระหว่างนั้นอายูมิได้ยินเสียงแว่วๆของฮิโตชิดังเข้ามา
"อายูมิจัง..อายูมิจัง มาเล่นกันเถอะ..มาเล่นกันเถอะ"
"ฮิโตชิ"
อายูมิหันไปทางเสียงที่ได้ยินแล้วรีบปรับคันบังคับให้รถเข็นออกไปตามทางเดิน

บริเวณบ่อน้ำ อายูมิบังคับรถเข็นไฟฟ้าเข้ามาแล้วร้องเรียกหาฮิโตชิ
"ฮิโตชิ...ฮิโตชิ เธออยู่แถวนี้รึเปล่า ฮิโตชิ"
ทุกอย่างรอบตัวเงียบกริบ มีเพียงลมพัดแผ่วๆ อายูมิหน้าเศร้าๆเหงาๆ กำลังจะบังคับรถเข็นไฟฟ้ากลับ
"มาเล่นกันเถอะ...มาเล่นกันเถอะ"
อายูมิได้ยินเสียงฮิโตชิแผ่วๆแว่วมา จึงหันไปเห็นฮิโตชิหลบอยู่ที่หลังบ่อน้ำ โผล่หน้าซื่อๆเศร้าๆออกมาครึ่งหน้า
อายูมิดีใจ
"ฮิโตชิ..ชั้นนึกว่าจะไม่ได้เจอซะอีก"
"ฮิโตชิอยากเล่นกับอายูมิ"
"ชั้นก็อยากเล่นกับเธอเหมือนกัน เมื่อคืนนี้ยังเก็บเอาไปฝันเลยว่า เธอไปหาชั้นที่บ้านแล้ว มาชวนชั้นไปเล่น แล้วชั้นก็เอาของเล่นให้เธอด้วย"
ฮิโตชิยิ้มเศร้าๆก้มหน้าน่าสงสารก่อนจะยื่นของเล่นให้อายูมิ
"ของเล่นที่ชั้นให้เธอในฝันนี่ แสดงว่าชั้นไม่ได้ฝันไป เธอไปหาชั้นจริงๆ"
"ฮิโตชิอยากเล่น"
"แล้วเธอเข้าไปในบ้านชั้นได้ยังไง รู้มั้ยว่าถ้าคนอื่นเห็นเข้า เขาจะคิดว่าเธอเป็นขโมย"
ฮิโตชิเศร้าน้ำตาคลอ
"ฮิโตชิคิดถึงอายูมิ...ฮิโตชิจะไม่ให้ใครเห็นอีก"
อายูมิสงสารเข้าไปใกล้ฮิโตชิ
"ชั้นก็ชอบนะที่เธอไปหาชั้น เพราะขาชั้นเป็นแบบนี้ชั้นคงจะออกมาเล่นกับเธอไม่ได้บ่อยๆ"
 
"เอาอย่างนี้แล้วกัน...ชั้นจะบอกคุณอาขออนุญาตให้เธอมาเล่นที่บ้าน"

ฮิโตชิโพล่งทันที นึกถึงฮิเดโนริ
 
"ไม่ได้ !! ฮิโตชิกลัว เดี๋ยวเขาจะว่าฮิโตชิ"
"คุณอาของชั้นเขาไม่ดุเธอหรอก เขาใจดี เขาตามใจชั้นทุกอย่าง"
"ไม่..ฮิโตชิให้ใครเห็นไม่ได้ ไม่ได้..ไม่ได้"
"ก็ได้ๆ..ชั้นจะไม่บอกใครเรื่องเธออีก สัญญาแล้วกัน"
อายูมิชูนิ้วก้อย ฮิโตชิก้มหน้างุดๆชำเลืองมองนิ้วก้อยของอายูมิก่อนจะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยว
"สัญญากันนะ สัญญา"
"จ้ะ...สัญญา"
อายูมิกับฮิโตชิยิ้มให้กันอย่างร่าเริง
"แล้ววันนี้เราจะเล่นอะไรกันดีล่ะ"

ฮิโตชิไปนั่งห้อยขาอยู่ที่ขอบบ่อน้ำ อายูมิเป็นห่วงกลัวฮิโตชิจะตกลงไป
"อย่าไปนั่งแบบนั้นเลยฮิโตชิ เดี๋ยวตกลงไปนะ"
"ฮิโตชิไม่กลัว...อายูมิมานั่งด้วยกันสิ"
"ไม่เอาหรอก..น่ากลัวจะตาย เกิดตกลงไปในบ่อล่ะก็ ตายแน่ๆ"
"ฮิโตชิไม่กลัวตาย อายูมิมานั่งด้วยกันเถอะ"
"ไม่เอาหรอก"
"มานั่งด้วยกันเถอะ..มานั่งด้วยกันเถอะ"
ฮิโตชิรบเร้าน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว อายูมิเริ่มสนใจอยากลองขึ้นมาบ้าง เลยขยับรถเข็นไฟฟ้าเข้าไปชิดขอบบ่อ ชะโงก หน้ามองแล้วเริ่มดันตัวลุกขึ้นจากรถเข็นช้าๆ

อาคิระเดินกลับเข้ามาที่ศาลเจ้า แต่ไม่เจออายูมิก็ตกใจ
"อายูมิ..อายูมิ"
อาคิระเดินหาจนทั่วแล้วเริ่มหน้าเสียเป็นห่วงกลัวจะเกิดอันตรายกับอายูมิ แล้วพยายามครุ่นคิดว่าจะไปหาที่ไหน

อายูมิยันตัวไปนั่งที่ขอบบ่อจนได้
"อายูมิทำได้แล้ว..ตื่นเต้นจังเลย"
"ฮิโตชิสนุกจัง"
"อายูมิก็สนุกเหมือนกัน ไม่เคยมีใครยอมให้อายูมิทำแบบนี้เลย"
อายูมิพูดไปก็ก้มหน้าลงไปดูในบ่อน้ำ
"ลึกจังเลย น่ากลัวด้วย"
"ใช่...น่ากลัว ข้างล่างมันทั้งหนาว ทั้งมืด"
"ฮิโตชิพูดเหมือนกับว่าเคยลงไปมาแล้ว"
ฮิโตชิพยักหน้า
"อือ"
"ล้ออายูมิเล่นรึเปล่า ฮิโตชิจะเคยลงไปได้ยังไง"
"งั้นเดี๋ยวฮิโตชิจะลงไปให้ดู"
"ไม่เอา..ไม่ต้องทำให้ดูหรอก อายูมิเชื่อแล้ว"
"ฮิโตชิจะลงไป"
ฮิโตชิลุกขึ้นยืนขอบบ่อทำท่าเหมือนจะกระโดดลงไป อายูมิรีบร้องห้าม
"อย่านะฮิโตชิ"
ทันใดนั้นอาคิระเข้ามาร้องเสียงดังห้าม
"อย่านะอายูมิ"
อาคิระเห็นหลานสาวนั่งอยู่ที่ขอบบ่อน้ำก็รีบวิ่งเข้าไปช้อนตัวอุ้มอายูมิออกมาให้ห่างจากบ่อน้ำทันที
"ทำไมทำแบบนี้ รู้มั้ยว่าถ้าเกิดตกลงไปจะเป็นยังไง"
"อายูมิกำลังเล่นกับเพื่อนอยู่ค่ะคุณอา"
"เพื่อน ?..เพื่อนที่ไหน"
อาคิระหันไปดูไม่เห็นใคร
"ก็เขา..เขาอยู่"
อายูมิจะชี้ให้อาคิระดูฮิโตชิที่ซ่อนอยู่ข้างหลังบ่อน้ำโผล่หน้ามาแค่ครึ่งเดียว ฮิโตชิชูนิ้วก้อยขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่า สัญญากันไว้จะปิดเป็นความลับ
อายูมิจำเป็นต้องปิดอาคิระเรื่องฮิโตชิ
"อายูมิขอโทษค่ะคุณอา...ไม่มีเพื่อนที่ไหนหรอกค่ะ อายูมิมาเล่นที่นี่คนเดียว"
"ทีหลังห้ามมาเล่นคนเดียวแบบนี้อีกนะ..เข้าใจมั้ยอายูมิ"
อายูมิหน้าสลดก้มหน้าเศร้าๆ

อาคิระเข็นอายูมิเข้ามาส่งต่อให้เคโกะที่ห้องโถง
" เดี๋ยวพาอายูมิไปพักที่ห้องนะ" เขาหันมาที่หลานสาว "รับปากคุณอาแล้วนะครับว่า จะไม่ไปเล่นที่นั่นคนเดียวอีก"
"ค่ะคุณอา"
อายูมิรับอย่างหน้าเศร้าๆแล้วออกไปกับเคโกะ ระหว่างนั้นมิกิเข้ามามองตาม
"มีอะไรเหรออาคิระ"
"ขอโทษด้วยครับคุณย่า ผมไม่ทันระวังเลยปล่อยให้อายูมิไปเล่นที่บ่อน้ำร้างคนเดียว"
"อายูมิไปที่นั่นอีกแล้วเหรอ"
"อายูมิเคยไปที่นั่นเหรอครับ"
"วันก่อนจ้ะ..ย่าตกใจแทบแย่กลัวจะผลัดตกลงไปในบ่อ"
"งั้นต่อไปคงต้องกำชับไม่ให้เข้าไปที่นั่นอีกเด็ดขาด ต้องให้เคโกะกับนานะช่วยเป็นหู เป็นตาด้วย"
"จ้ะ"
มิกิพูดไป แต่สีหน้าก็ดูสงสัยและกังวล

ณ บริเวณบ่อน้ำ มิกิเข้ามาหยุดมองบ่อน้ำ สีหน้ารู้สึกไม่ค่อยดี บรรยากาศค่อนข้างดูวังเวง เธอค่อยๆชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นบ่อน้ำที่ลึกและมืดน่ากลัว
ฮิโตชิโผล่มายืนข้างหลังมิกิโดยไม่ทันได้รู้ตัว ฮิโตชิในสภาพผีเด็กชุดยูกาตะ หน้าซีดขาวดวงตาสีดำน่ากลัว
มือของฮิโตชิค่อยๆยื่นเข้าหามิกิเหมือนจะผลักให้ตกลงไป ใกล้เข้ามา..ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ทว่า
"คุณท่านคะ"
มิกิตกใจ หันขวับไปเห็นเคโกะเดินเข้ามา แต่ฮิโตชิได้หายไปแล้ว
"ตกใจหมดเลยเคโกะ"
"ขอโทษด้วยค่ะคุณท่าน ดิชั้นโทร.บอกช่างแล้วค่ะ ช่วงนี้เขายังไม่ค่อยว่าง แต่ถ้าว่างแล้ว เขาจะมาก่อปูนปิดปากบ่อให้ค่ะ"
"ขอบใจ"
มิกิบอกเคโกะแล้วสายตายังเหลือบไปที่บ่อ เคโกะมองแล้วสงสัย
"บ่อน้ำนี่มันเก่ามากเลยนะคะคุณท่าน ดูแล้วน่าจะซักประมาณ 60-70 ปีได้"
"ชั้นเห็นตั้งแต่ชั้นเป็นเด็กๆแล้วล่ะ เมื่อก่อนเป็นบ่อน้ำของเมือง ชาวบ้านต้องมาใช้น้ำที่นี่กัน แต่หลังจากที่มีข่าวว่ามีเด็กตกลงไปตาย ก็ไม่เคยมีใครมาใช้บ่อน้ำนี้อีกเลย"
"น่ากลัวจังเลยค่ะคุณท่าน"
"เรื่องจริงรึเปล่าก็ไม่รู้นะ..เพราะชั้นก็ฟังผู้ใหญ่เล่ามากันอีกที"

มิกิพูดไปก็หันไปมองที่บ่อน้ำ

ภายในห้องไดซุเกะ เขานั่งเขียนคัดตัวหนังสือลงผืนกระดาษสาแผ่นใหญ่ด้วยลายมืออย่างตั้งใจ
 
ฮิเดโนริเข้ามาเห็น อาหารว่างที่คนใช้เอามาเสิร์ฟให้ยังวางอยู่ในถาดข้างตัว
"คุณปู่ไม่ทานอะไรเลยเหรอครับ"
"ไม่ล่ะ..ไม่ค่อยหิว เดี๋ยวแกให้แม่บ้านมาเก็บไปด้วย"
"หมู่นี้ไม่ค่อยเห็นคุณปู่ทานอะไรเลย ผมเป็นห่วงสุขภาพ"
"ชั้นมันผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว อีกไม่นานก็คงจะใกล้ถึงเวลา"
ไดซุเกะพูดเสร็จพร้อมตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรสวยงามเสร็จ ไดซุเกะลุกขึ้นเอากระดาษาสาที่เขียนตัวอักษรเสร็จไปพาดที่โต๊ะอีกตัวใกล้กับชั้นวางตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ
"ไม่หรอกครับคุณปู่ยังแข็งแรง ยังอยู่ดูความสำเร็จที่ผมจะทำลายมิยาคาวะได้แน่นอน"
"ถ้าแกทำสำเร็จก็ถือว่าแกได้ทำให้บรรพบุรุษเราภูมิใจ เพราะหลายร้อยปีแล้วที่เราได้แต่ทนเห็นพวกมิยาคาวะเชิดหน้าชูตาอยู่ในสึกิ หลังจากที่เทพเจ้าของพวกมันทำลายเทพเจ้าของเราจนต้องดับสูญ"
"ผมต้องทำสำเร็จแน่นอนครับคุณปู่"
ฮิเดโนริยืนยันหนักแน่นด้วยสีหน้ามั่นใจ ก่อนจะเห็นว่าปู่เอาแต่มองตุ๊กตาฮินะ เลยสนใจไปด้วย
ฮิเดโนริจะยื่นมือไปจับ
"ตุ๊กตาตัวนี้สวยดีนะครับ "
ไดซุเกะรีบห้าม
"อย่า ! อย่าจับ"
ฮิเดโนริชะงัก
"ทำไมล่ะครับคุณปู่ ตุ๊กตาตัวนี้มีอะไรเหรอครับ"
ไดซุเกะหน้านิ่งมองตุ๊กตาฮินะแววตามีปริศนา ฮิเดโนริสนใจอยากรู้

ภายในโรงพยาบาล รินดารานอนอยู่บนเตียงที่บุรุษพยาบาลเข็นเธอเข้าไปในห้องตรวจ หมอกำลังจะเข้าไป
"หมอครับ..ช่วยดูเธอให้ด้วยนะครับ"
"ครับ เท่าที่หมอตรวจดูแล้ว ไข้เธอขึ้นสูงมาก หมอคงต้องให้ยากันชักก่อนแล้วค่อยทำให้อุณหภูมิเธอเย็นลง"
"ขอบคุณมากครับ"
โฮชิโค้งให้แล้วยืนมองส่งหมอเข้าไปข้างในห้องตรวจ ระหว่างนั่นพยาบาล 2 คนเดินคุยกันผ่านเข้ามาใกล้ๆ
พยาบาล 1บอก
"เธอไปดูศพที่เพิ่งส่งมาเมื่อกี้นี้แล้วใช่มั้ย"
พยาบาล 2 บอก
"เห็นแล้ว..แปลกมากจริงๆ แข็งตายเหมือนกับถูกฝังอยู่ในหิมะยังไงอย่างนั้นเลย"
"นั่นน่ะสิรายที่ 3 แล้วนะ ตำรวจยังสรุปสาเหตุอะไรไม่ได้เลย"
โฮชิหันไปมองพยาบาลที่คุยกันด้วยสีหน้าแปลกใจสงสัย

ไดซุเกะจับจ้องที่ตุ๊กตาฮินะพร้อมกับอธิบายให้ฮิเดโนริฟัง
"ตุ๊กตาฮินะตัวนี้..เป็นสมบัติตกทอดมาจากบรรพบุรุษที่ให้เราดูแล ว่ากันว่าเป็นที่กักขังจิตวิญญาณนางปีศาจหิมะ"
"นางปีศาจหิมะ ปีศาจจากตำนานของเมืองสึกิที่เคยออกมาอาละวาดทำลายเมืองเราน่ะ เหรอครับคุณปู่"
"ใช่..นางปีศาจหิมะถูกเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกของเราปลุกขึ้นมาเพื่อช่วยกันเล่นงานเทพเจ้านกกระเรียน แต่มันกลับหันมาเล่นงานเทพเจ้าของเราจนเกิดเป็นภัยพิบัติขึ้นที่เมืองสึกิ และก่อนที่เทพเจ้าของเราต้องพ่ายแพ้สูญสลายไป ท่านก็ได้สะกดอำนาจของนางปีศาจ หิมะไว้ในตุ๊กตาตัวนี้"
"แล้วทุกวันนี้จิตวิญญาณของนางปีศาจหิมะยังอยู่ในนี้รึเปล่าครับ"
"ปู่ไม่รู้..ถ้ายังอยู่ในนี้แล้วถูกสะกดไว้ก็เป็นเรื่องดี เพราะถ้าหลุดออกมาเมื่อไหร่..หายนะ คงต้องเกิดขึ้นอีกครั้งแน่"
ไดซุเกะสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างอยู่ข้างนอกห้อง ฮิเดโนริหันขวับตาม
"ผมไปดูให้เองครับคุณปู่"

ฮิเดโนริเลื่อนประตูออกมาเจอฮิโตชิคุกเข่าก้มหน้าคุดคู้ท่าทางกลัวตัวสั่น
"ฮิโตชิ...แกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้"
"ฮิโตชิ..ฮิโตชิขอโทษ"
ฮิโตชิหมายถึง ทำตุ๊กตาฮินะตกปล่อยจิตวิญญาณปีศาจหิมะออกมา
ฮิโตชิก้มหน้างุดท่าทางตื่นกลัว กลัวโดนทำโทษ แต่ฮิเดโนริไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร
"ออกมาเล่นซนอีกแล้วใช่มั้ย...ชั้นสั่งกี่ครั้งแล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาวิ่งซน กลับไปอยู่ ในที่ของแก ถ้าชั้นไม่เรียกใช้ไม่ต้องโผล่มา..ไป"
"ฮิโตชิขอโทษ…ฮิโตชิขอโทษ"
"ยังไม่ไปอีก..ไป"
ฮิโตชิรีบคลานถอยออกไปอย่างลนลานก่อนที่ร่างจะหายวับไป ฮิเดโนริมองแล้วหัวเสีย

ภายในห้องน้ำของโรงพยาบาล นารูตะกำลังยืนฉี่อยู่คนเดียว แต่ระหว่างนั้นแสงไฟในห้องน้ำกระพริบติดๆ ดับๆ นารูตะหันไปมองไฟบนเพดานแปลกใจแต่ไม่ติดใจสงสัย
นารูตะทำธุระเบาเสร็จก็เดินมาไขก๊อกน้ำล้างมือ แต่ฉับพลันก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นๆที่แผ่ซ่านมาจากด้านหลัง
"อะไรวะเนี่ย..ทำไมอยู่ๆถึงหนาวขึ้นมาได้"
นารูตะพูดไปก็มีไอความเย็นออกมาตามลมหายใจ ไอเย็นไปกระทบที่กระจกก็เกิดเป็นฝ้า ที่ด้านหลังของนารูตะมีหมอกไอเย็นที่ดูคล้ายใบหน้าหญิงสาววนเวียนเข้าใกล้พร้อมเสียงหัวเราะเล็กแหลมของเธอ แต่นารูตะไม่รู้ตัวเพราะกระจกกำลังเป็นฝ้า แต่ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ
นารูตะเริ่มขนลุกกลัว เลยรีบล้างมือแล้วรีบออกจากห้องน้ำไปทันที หมอกไอเย็นใบหน้ารูปผู้หญิงจางหายไป

นารูตะรีบเดินออกมาที่โถงของโรงพยาบาล จนเกือบชนกับโฮชิ
"อุ๊ย !! ขอโทษครับท่านชาย"
"หายไปไหนมา"
"ไปห้องน้ำมาครับ"
นารูตะพูดไปก็ยังรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านจนขนลุกซู่สั่น
"เป็นอะไรไป"
"ไม่รู้สิครับท่านชาย อยู่ๆก็รู้สึกหนาวเย็นยะเยือกขึ้นมาเฉยเลย ว่าแต่ท่านชายตามผม มีอะไรให้รับใช้ครับ"
"อยากให้โทร.บอกมิกิ คืนนี้หมอสั่งให้รินดาราต้องนอนพักที่โรงพยาบาล"
"ได้ครับท่านชาย ผมจะรีบโทร.ไปบอกคุณท่านให้ครับ"
นารูตะรับคำสั่งแล้วเดินออกไป โฮชิมองตามนารูตะแล้วรู้สึกได้ถึงสังหรณ์แปลกๆกับบรรยากาศรอบๆตัว เห็นคนในโรงพยาบาลเริ่มบ่นว่า ทำไมวันนี้อากาศหนาวจังเยอะขึ้น

โฮชิรู้สึกเป็นกังวล คิดไปถึงอดีตเมื่อ 400 ปีก่อน

กลกิโมโน ตอนที่ 3 (ต่อ)

โฮชิกำลังเล่นโกโตะบรรเลงเพลงเศร้าๆอยู่บนหอคอย ระหว่างนั้นโฮชิหยุดชะงักแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
 
ฮานะเข้ามาอย่างตื่นเต้น
"ท่านชายคะ..ท่านชาย..รีบลงไปดูกันเร็ว"
ฮานะจับมือโฮชิรีบจูงพาออกไปจากห้องทันที

ที่สวนตระกูลมิยาคาวะ ฮานะจูงมือโฮชิเดินเข้ามาแล้ว หยุด ตื่นเต้นมองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างสวยงาม ฮานะดีใจรีบวิ่งออกไปที่กลางสวนแล้วเอามือรองรับปุยหิมะ
"หิมะแรกของปี...สวยงามที่สุดเลยค่ะท่านชาย"
โฮชิยิ้มรับและเงยหน้ามองหิมะอย่างชื่นชม แต่ก็อดเป็นห่วงฮานะไม่ได้
"ระวังจะไม่สบายนะฮานะจัง"
"หิมะแค่นี้เอง ฮานะไม่เป็นอะไรหรอกค่ะท่านชาย..ฮัด..ฮัดชิ้ว"
ไม่ทันขาดคำฮานะก็จามออกมา โชกุนเดินเข้ามา
"ไม่ทันไรก็จามซะแล้ว เดี๋ยวก็ทำให้ท่านชายติดหวัดไปด้วยหรอกฮานะจัง"
"ไม่เป็นไรหรอกมิยาคาวะ เด็กๆก็มักจะตื่นเต้นที่ได้เห็นหิมะแรกของปีกันทั้งนั้น"
"เห็นฮานะกลับมาสดชื่นไม่กลัวหิมะอีกแล้วแบบนี้ อดนึกถึงเหตุการณ์ร้ายๆเมื่อวันนั้นไม่ได้เลยนะครับท่านชาย"
"ความร้ายกาจของนางปีศาจหิมะ เกิดจากความรักที่เปลี่ยนเป็นความแค้น ยิ่งความรัก มีพลังมากแค่ไหน ก็บันดาลให้นางทำเรื่องร้ายกาจได้มากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้"
"รักเกินรักมักทำลายใช่มั้ยครับท่านชาย"
โฮชิพยักหน้ารับ
"ใช่...แต่นางปีศาจหิมะได้สูญสลายไปแล้ว ชั้นว่าคงจะไม่เกิดเหตุการณ์ แบบนั้นขึ้นอีกแล้วล่ะ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีครับท่านชาย..แต่ผมได้ยินเสียงร่ำลือกันว่า พวกตระกูลเรียวอิจิกักขังจิตวิญญาณของนางปีศาจหิมะเอาไว้"
โฮชิชะงักแล้วมองหน้าโชกุนอย่างสงสัย
"แต่บอกตรงๆผมไม่ค่อยเชื่อ..คิดว่าน่าจะเป็นการสร้างข่าวลือขึ้นมาเพื่อเอาไว้ขู่มขู่พวกผม เพราะความแค้นที่พวกเรียวอิจิต้องสูญเสียเทพเจ้าของตัวเอง"
โฮชิฟังโชกุนเล่า สีหน้าค่อนข้างกังวล ระหว่างนั้นฮานะจามออกมาอีกเสียงดัง
"ฮัด...ฮัด...ชิ้ว"
"ชั้นว่าพาฮานะจังเข้าบ้านเถอะ"
"ครับท่านชาย"
โชกุนเข้าไปพาฮานะเข้าบ้าน โฮชิยังยืนอยู่ที่สวนมองหิมะที่โปรยปรายลงมาด้วยสีหน้ากังวล

ณ Yutoku Inari Shrine in Sagaท่ามกลางความสวยงามของศาลเจ้า Yutoku มีผู้คนที่เดินทางมาไหว้ศาลเทพเจ้า ยูกิในชุดกิโมโนสีสวยสดใสกางร่มกันแดดกระดาษสาสีแดง เดินใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุข
เธอแวะตักน้ำล้างมือซ้ายขวา เทน้ำใส่มือนิดหน่อยแล้วบ้วนทิ้ง เหลือน้ำสุดท้ายในกระบวยนิดหน่อยไว้ล้าง ด้ามกระบวยตักน้ำ เป็นอันเสร็จพิธีชำระล้างความสะอาดก่อนเข้าไปไหว้ศาลเทพเจ้าด้านใน
ยูกิเดินมาหยุดที่หน้าศาลเจ้า พนมมือไหว้ขอพรอธิฐาน จากนั้นตบมือสองที ทำสองครั้งแล้วโยน เหรียญ 5 เยนลงไปที่กล่องไม้ข้างหน้าเพื่อให้คำอธิษฐานเป็นจริง
ใบหน้าของยูกิเปื้อนยิ้มอย่างมีความหวังเป็นอย่างมาก

โกโตะรับกรรไกรจากมือยูกิมาวางลงที่โต๊ะทำงานหลังจากเริ่มกล่อมให้ยูกิใจอ่อน ยูกิน้ำตาคลอ
"ชั้นขอโทษนะคะมาโกโตะ ชั้นไม่น่าทำแบบนี้เลย"
"ไม่เป็นไรหรอกยูกิ..ชั้นเข้าใจเธอ"
"คุณไม่โกรธชั้นนะคะ"
"ไม่หรอก..ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เธอหรอกยูกิ แต่มันอยู่ที่ชั้นเองต่างหาก ชั้นน่าจะบอกเธอ มาตั้งนานแล้ว"
"ปัญหาอะไรคะ"
"ริเอะมีปัญหากลับมาจากฝรั่งเศส ถูกไอ้ผู้ชายที่ริเอะรักหัวปักหัวปำทำร้ายจิตใจกลับมา ในฐานะพ่อชั้นต้องดูแลลูกสาวให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปให้ได้"
"ชั้นพร้อมจะเป็นแม่ให้ริเอะ ชั้นช่วยดูแลเธอให้คุณได้นะคะ"
"แต่เธอก็เห็นว่าริเอะแสดงท่าทียังไงที่เห็นเธอ"
"งั้นให้ชั้นไปอธิบายให้เธอฟัง ว่าชั้นรักคุณมากแค่ไหน และจะได้ขอโทษด้วยที่ทำให้เธอ ต้องบาดเจ็บ"
"ไม่ต้องหรอก ชั้นจะอธิบายให้ริเอะฟังเอง เอาเป็นว่า เธอไปรอชั้นก่อน หลังจากที่ชั้นคุย กับริเอะเสร็จ ชั้นจะไปพบเธอ"
"จริงนะคะมาโกโตะ"
"จริงสิ..ผมคุยกับริเอะได้แน่นอน ไปรอผมนะ..ผมสัญญา"
ยูกิสีหน้าดีใจขึ้นมาทันทีสวมกอดมาโกโตะด้วยสีหน้ามีความหวัง โดยไม่เห็นว่าใบหน้าของมาโกโตะซ่อนความ ร้ายกาจเอาไว้บางอย่าง

ท่ามกลางบรรยากาศสวนไร่ชา (Keishuen Garden in Saga) สวยกินอาณาบริเวณกว้างด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ หลังจากยูกิไหว้ศาลเจ้าขอพรเสร็จก็เดินกางร่มข้ามสะพานแดงหยุดมองชื่นชมผู้คนที่มาเดินเล่นเที่ยวชมความสวยงามของสวน เห็นหนุ่มสาวควงแขนกันเดินเล่นเย้าหยอกมีความสุขก็พลอยยิ้มอิ่มเอิบไปด้วยความหวัง
 
แต่เวลาที่เธอมารอมันนานจนเริ่มกังวลจึงกดโทรศัพท์โทร.ออก

ภายในห้องทำงาน มาโกโตะยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานสีหน้านิ่งเฉยแต่แฝงความเหี้ยมเกรียมไร้หัวใจ เขารับสาย
 
"ผมคุยกับริเอะเรียบร้อยแล้ว..เธอเข้าใจและยินดีที่ผมจะแต่งงาน"
ยูกิสีหน้าตื่นเต้นดีใจมากเมื่อได้ยินข่าวดี
"จริงเหรอคะมาโกโตะ..ชั้นดีใจจังเลย"
"ผมก็ดีใจที่ลูกสาวผมเข้าใจคุณ คุณรอผมอยู่ที่นั่นนะ อย่าเพิ่งไปไหน คนของผมกำลังไป รับคุณ แล้วเราจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเราจะมีข่าวดี"
"ค่ะ..ชั้นจะรอคุณ..มาโกโตะคะ วันนี้ชั้นไปขอพรจากเทพเจ้ามา ท่านให้ชั้นได้สมหวัง แล้วท่านก็จะอวยพรให้ความรักของเรามีความสุขตลอดไป"
"จ้ะ..ยูกิ"
มาโกโตะวางสายไปแล้ว หน้านิ่งเหี้ยมเกรียม กดเบอร์โทร. ออกไปที่อีกเบอร์พร้อมกับสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ลงมือได้"

ยูกิยังกำโทรศัพท์ไว้ในมือด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขเต็มที่
ยากูซ่าสูทดำ ก้าวเข้ามาตามคำสั่งหยุดมองยูกิ ในมือของมันมีผ้าเช็ดหน้าที่เพิ่งชุบคลอโรฟอร์มเพื่อใช้เป็นยาสลบ มันเดินเข้าไปหายูกิอย่างใจเย็น

ในเวลาต่อมา ยูกิค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา พบว่า เธอนอนหมดสติอยู่บนเตียงในห้องพักที่ตกแต่งด้วยกระจก ซึ่งเป็นห้องในเลิฟโฮเตล เธอพบว่า ร่างเปลือยเปล่ามีผ้าห่มปิดกาย และตรงหน้าเธอก็มีกล้องวีดิโอตั้งเอาไว้ ระหว่างนั้น ยากูซ่า 2-3 คนเดินเข้ามา พวกมันมีรอยสักตามตัวดูน่าเกรงขาม แต่ละคนดูเหี้ยมเอาเรื่อง
ยูกิรีบคว้าผ้าห่มมากอดแน่น
"นี่ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
พวกยากูซ่าหัวเราะชอบใจ หนึ่งในนั้นพยายามจะขึ้นมาบนเตียงเข้าใกล้เธอ แต่ยูกิผลักมันแล้วลุกถอยไปมุมห้อง
"อย่าเข้ามานะ..ช่วยด้วย..ช่วยด้วย"
"ที่นี่เป็นโรงแรมของพวกเรา เป็นที่ใช้สำหรับถ่ายหนังเอวี ส่วนพวกเราก็คือพระเอกและ นางเอกก็คือ..เธอ"
ยูกิตกใจหน้าเสีย
"ไม่จริง..เป็นไปไม่ได้"
"ไม่เชื่อเหรอ..งั้นจะเปิดให้ดูว่าภาพเด็ดๆ 1 ต่อ 3 ของเธอน่ะ มันเด็ดขนาดไหน"
ยากูซ่าพยักหน้าให้พรรคพวกเปิดภาพจากกล้องที่ถ่ายเอาไว้แล้ว ยูกิเห็นเข้าก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบ น้ำตาไหล อาบแก้มอย่างเจ็บปวด
"ไม่จริง..ไม่จริง!"
"ทีนี้ก็เห็นแล้วนะว่า ผลของการที่เธอพยายามไปรังควาญคุณมาโกโตะมันเป็นยังไง ถ้ายังไม่เลิกตอแยกับเขาอีก เธอได้กลับมาถ่ายหนังกับพวกเราอีกแน่"
ยากูซ่าเข้าไปเชยคางยูกิแล้วหัวเราะชอบใจ พวกมันพากันออกไปทิ้งให้ยูกิอยู่ในสภาพเจ็บปวดรวดร้าว
กล้องวีดิโอยังเล่นค้างเป็นภาพที่เธอถูกพวกมันรุมโทรม ยูกิปรี่เข้าไปคว้ากล้องมาปาใส่กระจกห้องจน แตกละเอียด...เพล้ง !!! จากนั้นเธอก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง "แอร๊ย"
น้ำตาของเธอไหลพราก อารมณ์เสียใจจนแทบบ้า ความเจ็บปวด ความโกรธ มันปะทุจนทำให้เธอต้องลุกมาหยิบเศษกระจกที่แตกขึ้นมา ใบหน้าของเธอในกระจกนั้นเลอะไปด้วยคราบน้ำตา ไร้ซึ่งความสวยที่เคยมี
"ทำไม...ทำไมต้องทำกับชั้นอย่างนี้ด้วย ทำไม... ฮือๆๆ ชั้นรักคุณนะมาโกโตะ ชีวิตชั้นมีความหวังอยู่ได้ก็เพราะคุณ แล้วทำไม ทำไมต้องมาทำลายความรักของชั้นด้วย"
ยูกิร้องไห้จนน้ำตาแทบจะกลายเป็นสายเลือด มือที่กำเศษกระจกบีบแน่นจนเลือดซึมแล้วเธอก็เงื้อมันขึ้น
"ชั้นขอสาปแช่งและพร้อมจะขายวิญญาณของชั้นให้กับปีศาจ อย่าให้วิญญาณของชั้นต้องมอดไหม้ เพื่อให้ชั้นได้กลับมาแก้แค้น"
ยูกิทิ่มเศษกระจกลงมาที่คอ เลือดซาดกระเซ็นเปรอะผนังอย่างน่ากลัว

โฮชิเดินคุยมากับพยาบาลที่บริเวณโถงโรงพยาบาล
"คุณหมอย้ายคนไข้เข้าห้องพักแล้ว ถ้ามีอะไรก็เรียกได้ตลอดเวลานะคะ"
"ขอบคุณครับ"
โฮชิโค้งให้ตามมารยาท ระหว่างนั้นเสียงเอะอะดังเข้ามาทำให้โฮชิหันไปอย่างสนใจ
บุรุษพยาบาลกรูกันเข้าไปรับร่างของยูกิ ผู้บาดเจ็บที่เพิ่งถูกพาตัวมาส่งโรงพยาบาล สภาพของเธอมีเลือดเต็มตัว หายใจรวยริน เธอถูกเข็นเข้าไปข้างในอย่างเร่งรีบแข่งกับเวลา
โฮชิเดินตามไปมองด้วยความสนใจ เพราะสิ่งที่โฮชิเห็นนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น !!!!
โฮชิเห็นยูกิยืนอยู่ที่ทางเดินในสภาพเลือดท่วมตัวมองร่างตัวเองที่ถูกเข็นเข้าไป เธอร้องไห้อย่างหนักจนน่าเวทนา สงสาร โฮชิจะเดินเข้าไปหาแต่จังหวะนั้นมีพยาบาลอีกคนเดินเข้ามาชนโดยไม่ตั้งใจ
"ขอโทษค่ะ"
"ไม่เป็นไรครับ"
พยาบาลก้มหัวให้แล้วรีบตามคนอื่นๆเข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน โฮชิมองหาหญิงสาวที่ยืนร้องไห้เลือดท่วมตัว แต่เธอไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว โฮชิแปลกใจแล้วก้าวไปตามยังหน้าห้องฉุกเฉิน

โฮชิเดินเข้ามามองไปยังหน้าห้องฉุกเฉินที่มีหมอพยาบาลวิ่งเข้าห้องออกกันดูวุ่นวาย โฮชิขมวดคิ้ว รับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง แล้วเสียงนารูตะก็ดังขึ้น
"ท่านชายครับ"
โฮชิชะงัก หันไปพบนารูตะยืนอยู่
"มีอะไรหรือเปล่าครับ"
"เปล่าไม่มีอะไร...โทร.บอกมิกิแล้วเหรอนารูตะ"
"เรียบร้อยแล้วครับ"
โฮชิพยักหน้ารับ ขณะที่นารูตะมองท่านชายโฮชิสลับกับหน้าห้องฉุกเฉินที่ท่านชายเอาแต่มองสงสัย

ภายในห้อง ทีมหมอและพยาบาลช่วยชีวิตยูกิซึ่งนอนอยู่บนเตียง ด้วยการใส่เครื่องช่วยหายใจ มีสายระโยงระยาง เต็มตัวกันอย่างเต็มที่ บรรยากาศการรักษาวุ่นวายและตึงเครียด
ที่จอหน้าของเครื่องวัดการเต้นของชีพจรเต้นอ่อนแรงมาก
แต่ใบหน้าของยูกิภายใต้เครื่องวัดหายใจสงบนิ่ง ไม่มีทีท่าของความตื่นกลัวต่อความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะเธอกำลังเสียใจกับ
 
ความรักอันแสนเจ็บปวด ดวงตาฉายแววหมองเศร้า

เธอกับมาโกโตะ พบกันที่ร้านอาหาร ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงดังคลอ
 
ยูกิในฐานะเกอิชาสาวกำลังร่ายรำด้วยศิลปะการรำพัดสร้างความสุขให้กับเขาที่มานั่งจิบน้ำชาอยู่บนพื้นเสื่อ มาโกโตะมองยูกิด้วยแววตาเจ้าชู้ ยูกิเขินอาย หัวใจวูบไหวต่อสายตานั้น 

เวลาต่อมา ในห้องนอนของเธอ มาโกโตะนอนเปลือยท่อนบนอยู่บนฟูก เขาขยับร่างเข้ามากอดเบียดชิดกับร่างเปลือยเปล่าของยูกิที่นอนหันหลังให้เขา ร่างบางมีอาการสั่นนิดๆ ประหม่าเขินอายแฝงอยู่ในความสุขที่ได้รับจากชายที่รักเป็นครั้งแรก
มาโกโตะกระซิบข้างหูยูกิอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล
"ยูกิ...ผมรักคุณ และจะดูแลคุณตลอดไป"
ยูกิหันหน้ามามองมาโกโตะด้วยความรักล้นหัวใจ มาโกโตะก้มลงจูบยูกิอย่างนิ่มนวล
ดวงตาของยูกิตาเคลิ้มสัมผัสความสุขที่ชายคนรักส่งผ่านมา

ภาพอดีตที่ผ่านเข้ามา ทำให้ยูกิน้ำตาไหลรินลงหางตา ทีมหมอและพยาบาลยังวุ่นวายกับการช่วยชีวิตเธอ แต่สำหรับเธอ ทุกอย่างเหมือนเป็นแค่อากาศธาตุ ไม่รับรู้ อะไรนอกจากคำบอกรักของมาโกโตะที่ดังกึกก้องอยู่ในหูของเธอ
"ยูกิ...ผมรักคุณ ยูกิ...ผมรักคุณ"

แล้วภาพอันโหดร้ายที่มาโกโตะทำไว้กับเธอก็ผ่านเข้ามา ... ยากูซ่าหน้าเหี้ยมพูดใส่หน้ายูกิ
"ผลของการที่เธอพยายามไปรังควาญคุณมาโกโตะมันเป็นยังไง"

ทั้งภาพรัก และภาพโหดร้ายนั้น สลับกันไปมาในความรู้สึกของเธอ จนยูกิกำมือแน่นด้วยความโกรธแค้น อารมณ์ที่คุกรุ่นนั้นทำให้เธอเกิดอาการช็อค ร่างกระตุก เส้นชีพจรบนเครื่องวัด ส่งเสียงดังเตือน
หมอกับพยาบาลช่วยกันปั๊มหัวใจ จนกระทั่งยูกิค่อยๆ สิ้นใจตาย เครื่องวัดชีพจรเป็นเส้นตรง
หมอกับพยาบาลวางเครื่องปั๊มหัวใจ...พวกเขาช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งหมดก้าวถอยออกมาจากร่างด้วยสีหน้า เศร้าสลดหมดหวังยื้อชีวิต

คืนนั้น อาคิระอ่านนิทานในหนังสือนิทานแบบใส่อารมณ์ให้อายูมินอนฟังบนเตียง
"คอยดูนะ ท่านจะต้องเสียใจที่ไม่รับรักของข้า !" นางปีศาจหิมะประกาศอย่างเคียดแค้น เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีทางสมหวังกับเทพเจ้านกกระเรียน เพราะไม่เคยมีผู้ใดกล้า ปฎิเสธความรักของนางมาก่อน
อายูมินอนซุกในผ้าห่ม กลัวแต่อยากฟัง
"ดีละ ในเมื่อท่านรักผู้คนในหุบเขาสึกิ เราก็จะทำลายผู้คนที่ท่านรักให้ย่อยยับ" ดวงหน้า ขาวซีดของนางปีศาจหิมะดูเหี้ยมโหด ริมฝีปากสีแดงสดราวสีเลือดแสยะยิ้ม "นับวันรอ ได้เลยเทพเจ้านกกระเรียน เราจะแสดงให้ท่านรู้ว่าความเสียใจนั้นเป็นอย่างไร"
อายูมิตกใจร้องเสียงหลง
"แอร๊ย คุณอาน่ะ แกล้งอายูมิอีกแล้วนะคะ"
"อายูมิจะกลัวทำไมล่ะ นางปีศาจหิมะไม่มีจริงสักหน่อย"
"มีสิคะ คุณย่าเล่าว่าสมัยโน้น นางปีศาจหิมะเคยออกมาอาละวาดทำให้คนในหมู่บ้านสึกิล้มตายกันเยอะมาก"
"มันเป็นแค่นิทานจ้ะ"
"แล้วถ้าเกิดมีจริงๆล่ะคะ เราจะสู้กับนางปีศาจหิมะยังไงดี"
อาคิระคิดอยู่ครู่
"อาว่าถ้าจิตใจเราเข้มแข็งสักอย่าง จะปีศาจหรือจะคนก็ทำอะไรเราไม่ได้ หรอกจ้ะ"

ในห้องฉุกเฉิน พยาบาลช่วยกันถอดสายต่างๆ ออกจากตัวยูกิจนเรียบร้อย ใต้ประตูมีหมอกควันสีขาวลอยพวยพุ่งผ่านช่องด้านล่างของประตูเข้ามาในห้อง
เหล่าพยาบาลตัวสั่นด้วยความหนาวยะเยือก
พยาบาล1 บอก
"แปลก ทำไมอยู่ดีๆ ก็หนาวขึ้นมา มีใครเป็นเร่งแอร์หรือเปล่า"
"ไม่มีนี่"
ระหว่างนั้นที่นางพยาบาล 2 คนคุยกัน ด้านหลังของทั้งสองคนมีควันสีขาวลอยคืบคลานจากพื้นแล้วค่อยๆลอย ขึ้นมาอยู่เหนือศพของยูกิ แล้วมันก็หายเข้าไปในร่างของยูกิ โดยที่พยาบาลไม่ได้หันไปเห็น
ทันใดนั้นตัดรับหน้ายูกิลืมตา...โพล่ง !!
พยาบาล1 หันหน้ากลับมาเจอยูกินั่งหน้านิ่งๆ อยู่บนเตียง พยาบาลกรีดร้องด้วยความตกใจ พยาบาลที่เหลือหันมามองก็ต่างตกใจเหมือนกัน
"ปะ...เป็นไปได้ยังไง "
ยูกิค่อยๆ หันหน้ามาหานางพยาบาลด้วยใบหน้าราบเรียบ เย็นชา นิ่งเฉย แต่มียิ้มยะเยือกที่มุมปาก

อาคิระเดินออกมาจากห้องนอนของอายูมิเจอมิกิกับเคโกะเดินเข้ามา เคโกะถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กๆอยู่ในมือ
"อายูมิล่ะ"
"หลับไปแล้วครับ ร้องจะออกไปเยี่ยมรินดารากับผมให้ได้ เลยต้องเล่านิทานให้ฟังอยู่ หลายเรื่องกว่าจะยอมนอน ... คุณย่าจะไปไหนเหรอครับ"
"หมออยากให้รินดารานอนรอดูอาการคืนนึง พรุ่งนี้ถึงจะกลับได้ คืนนี้ท่านชายจะอยู่ดูแล ย่าว่าจะเอาเสื้อผ้าไปให้เปลี่ยนจ้ะ"
"แล้วตกลงรินดาราเป็นอะไรเหรอครับ ทำไมอยู่ๆ รินดาราเกิดไม่สบายถึงกับต้องให้ท่านชายพาไป"
"เห็นท่านชายเล่าว่า ก่อนมาที่นี่เธอต้องทำงานหนักหลายอย่าง เธอคงไม่สบายอยู่ก่อน หน้านี้แล้วไม่ได้บอกเรา"
"ครับ งั้นเดี๋ยวผมเอาของพวกนี้ไปให้ท่านชายกับรินดาราเองดีกว่า เพราะนี่ก็มืดแล้ว คุณย่าควรจะพักผ่อน"
"ไม่เป็นไรหรอก ย่าไปเองได้"
"ให้ผมไปเถอะครับคุณย่า นะครับ"
อาคิระเข้าไปรับกระเป๋าจากเคโกะมาโดยไม่รอคำสั่งอนุญาต มิกิเห็นอาคิระยืนยันเลยพยักหน้ารับ
"งั้นย่าฝากด้วยนะจ๊ะ"

ที่เตียงคนไข้ในห้องพิเศษ รินดารานอนอยู่สักครู่ก็เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย รอยปานรูปดาวที่แผ่นหลังของเธอ แสดงอาการปวดแสบปวดร้อนออกมา จนรินดาราที่นอนสลบอยู่บนเตียงสะดุ้งแต่ก็ยังไม่ตื่น
โฮชินั่งเฝ้ารินดาราอยู่ข้างเตียงเห็นอาการสะดุ้งของรินดาราก็รีบลุกขึ้นเข้าไปใกล้ โน้มหน้าลงไปดูใกล้ๆ
"ฮิคาริ...ฮิคาริ"
รินดาราไม่ตื่น ขมวดคิ้วเข้าหากันจากอาการเจ็บที่รอยปาน สักพักเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนเป็นปกติ นอนหลับ นิ่งสงบเหมือนเดิม แต่โฮชิก็ยังไม่อาจละสายตาจากใบหน้าของคนรักได้ แววตาที่เขามองเธอนั้นเปี่ยมไปด้วยความรัก ความคิดถึงโหยหา
โฮชิค่อยๆ โน้มหน้าใกล้กับใบหน้าของรินดาราแล้วหลับตาลง คิดถึงความน่ารักสดใสของเมียวโจโอจินเมื่อตอนที่อยู่บนสวรรค์ด้วยกัน
แล้วริมฝีปากของโฮชิก็ค่อยๆ เข้าไปใกล้ริมฝีปากของรินดาราแต่ไม่สัมผัสโดนกัน เหมือนที่เมียวโจโอจิน เคยทำกับโฮชิเพื่อต้องการส่งผ่านความรัก
เสียงเมียวโจโอจินดังก้องอยู่ในความทรงจำของโอชิ
"เมื่อไหร่ที่เราอยู่ห่างกันและไม่ได้สัมผัสกันแบบนี้ ก็ขอให้เธอจำไว้ด้วย ว่า ... ชั้นจะฟังเพลงของเราอยู่ข้างๆเธอ"
โฮชิลืมตาขึ้น จดจ้องใบหน้าของรินดารา มีรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้น สุขใจที่ได้ส่งผ่านความรักให้คนรักสาวที่เขารู้ว่า เธอก็เฝ้ารอเขาอยู่เช่นกัน โฮชิเขี่ยไรผมที่ปรกบนหน้าผากของรินดาราออกให้อย่างเบามือ

อาคิระเดินเข้ามาเห็น ประตูเปิดแง้มอยู่ เขามองผ่านเข้าไปในห้องแล้วเห็นภาพโฮชิก้มมองใบหน้าของรินดาราที่นอนสลบอยู่บนเตียง สายตาของโฮชิที่มองรินดารานั้นสะท้อนความรู้สึกดีๆที่ มากเกินกว่าคนที่เพิ่งรู้จักกันจะรู้สึกได้
 
อาคิระหยุดมองอย่างแปลกใจและสงสัย

เมื่อเห็นว่าโฮชิถอยออกจากรินดาราแล้ว อาคิระจึงค่อยเคาะประตู แล้วก้าวเข้าไปในห้อง
 
"ขอโทษด้วยครับท่านชาย...คุณย่าให้นำเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นมาให้ท่านชาย"
"ขอบใจนะอาคิระ"
"แล้วเป็นยังไงบ้างครับ"
"ตัวเย็นขึ้นแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ไข้ลดลง หมอก็จะอนุญาตให้กลับบ้าน"
"ท่านชายกลับไปพักผ่อนเถอะครับ คืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าเธอให้เอง"
"ไม่เป็นไรหรอกอาคิระ ชั้นอยู่เฝ้าเองดีกว่า"
อาคิระมองโฮชิจนทำให้โฮชิต้องอธิบาย
"ที่ชั้นจะอยู่เฝ้า ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงฮิคาริมากเป็นพิเศษอย่างที่อาคิระคิดหรอกนะ"
อาคิระอึ้งที่โฮชิรู้เท่าทันความคิดเขา
"แต่ชั้นเป็นห่วงอาคิระด้วย พรุ่งนี้อาคิระมีนัดสำคัญ อาคิระควรจะกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่"
"ดูเหมือนว่าไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับผมที่ท่านชายจะไม่รู้เลยนะครับ"
"เรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับมิยาคาวะชั้นต้องรู้ เผื่อจะได้ช่วยเหลือเพื่อตอบแทนที่ดูแลชั้น"
"แต่หน้าที่ดูแลรินดาราไม่ใช่สิ่งที่ท่านชายจะต้องทำนะครับ ถ้าคุณย่ารู้ อาจจะไม่พอใจ"
"มิกิรู้ดีว่าการดูแลฮิคาริคือสิ่งสำคัญที่ชั้นต้องทำ เพราะฮิคาริเป็น..."
อาคิระมองลุ้นอยากรู้คำตอบ
"คนสำคัญของอายูมิ"
อาคิระพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ยังติดใจสงสัยอยู่

อาคิระออกมาจากในห้อง แล้วเหลียวกลับไปมองในห้องผ่านกรอบกระจก เห็นโฮชิห่มผ้าให้รินดารา ก็หมั่นไส้นิดๆ
"เสน่ห์แรงเหลือเกินนะรินดารา มาแค่ไม่กี่วันก็ทำให้ท่านชายหลงรักได้"
อาคิระมองด้วยความสงสัยอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป

ภายในหอคอย ห้องเก็บกิโมโนโฮชิอันสวยงาม มิกิเดินเข้ามาหยุดมองโดยเฉพาะบริเวณปีกนกกระเรียนข้างที่ยังปักไม่เสร็จ มิกิพนมมืออธิษฐานด้วยความหวัง
"ขอให้คุณความงามดีที่ท่านชายเคยสร้างไว้กับผู้อื่น ช่วยดลบันดาลให้รินดาราจำได้ว่า ในตัวเธอนั้นมีใครอยู่ รินดาราจะได้มาช่วยให้ท่านชายได้กลับสวรรค์ซะที"
มิกิมีความหวังจับจ้องที่กิโมโนโฮชิ

วันใหม่ รินดารานอนหลับอยู่บนเตียง แล้วเธอก็มีอาการกระสับกระส่ายเพราะกำลังฝัน ... เห็น โฮชิโนโอจิกำลังเล่นเล่นโกโตะ เมียวโจโอจินกับโฮชิบอกรักกัน ภาพนั้นปรากฏสั้นๆ รวดเร็ว ผ่านไป ... ภาพเหล่านั้นจับเอาใจความไม่ได้ น่าเวียนหัว จนมาถึงช่วงที่รินดาราเจอกิโมโนโฮชิ แล้วปานรูปดาวด้านหลังแสบวาบอย่างแรง
รินดาราหวีดร้อง สะดุ้งตื่นจากความฝัน โฮชิที่เฝ้าอยู่ใกล้ๆผุดลุกขึ้นไปหาและจับมือรินดาราไว้
"ฮิคาริ ! ฮิคาริเป็นอะไร"
รินดาราจ้องใบหน้าของโฮชิ หายใจหอบถี่จากอาการตกใจ
โฮชิมองดวงตาของรินดารากลับ...ลุ้นอยู่ในใจว่าเธอจะจำเขาได้หรือไม่
"ท่านชาย...ชั้น...ชั้นฝันเห็นท่านชาย"
"ฝันว่าอะไร"
"ชั้น...ชั้นฝันเห็นท่านชายอยู่ในที่ที่สวยงามมาก ชั้นเห็นท่านชายกำลังเล่นโกโตะ..แล้วก็ เห็น...เห็น..."
"เห็นอะไรเหรอฮิคาริ"
"เห็นตัวชั้น...ชั้นอยู่ในชุด...ชุดกิโมโน" เธอพยายามคิดต่อแต่จู่ๆก็ปวดหัวหนักมาก) "โอ๊ย ! ปวดหัว" รินดาราล้มตัวลงนอน กุมหัวสีหน้าบูดเบี้ยว "ทำไมชั้นปวดหัวขนาดนี้...โอ๊ย..."
โฮชิรู้ว่าอาการปวดหัวของรินดาราเกิดจากอะไร ร่างกายของเธอเป็นเพียงมนุษย์จึงไม่สามารถแบกรับพลังอันบริสุทธิ์ของเทพเจ้าได้ เขากุมมือรินดาราแล้วลูบหัวเธอบอกด้วยน้ำเสียงปลอบโยนแต่แฝงความเสียใจ
"ไม่เป็นไรฮิคาริ...ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องพยายามคิดแล้วว่าฝันเห็นอะไร ฮิคาริจำไม่ได้ก็ ไม่เป็นไร"
"แต่ว่า ชั้นเห็น...เห็น"
ยิ่งรินดาราพยายามจะบอกพูด พยายามจะนึกก็ยิ่งปวดหัวจนแทบจะระเบิด โฮชิจึงดึงเธอมากอดเอาไว้แน่นและ น้ำตาคลอเบ้าอย่างเจ็บปวด
"ไม่เป็นไรนะ..ไม่เป็นไร ขออย่าให้เธอต้องเจ็บปวดก็พอ จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
โฮชิกอดรินดาราไว้แน่น น้ำตารื้นเสียใจเพราะความหวังที่เฝ้ารอได้พังทลายลงแล้ว รินดาราค่อยๆสงบลงทีละนิดๆในอ้อมกอดของโฮชิผู้น่าเวทนา

โฮชิประคองรินดาราให้นอนลงที่เตียง แล้วลูบศีรษะปัดไรผมให้เธออย่างเศร้าเสียใจ ระหว่างนั้น รินดาราเริ่มรู้สึกตัว อาการปวดหัวหายไป โฮชิพูดกับเธอไปก็ต้องกลั้นความเสียใจไป
"เป็นยังไงบ้างฮิคาริ..ดีขึ้นรึยัง"
"ท่านชาย"
รินดาราหรี่ตามองไปรอบๆห้องอย่างสงสัย
"นี่ชั้นอยู่โรงพยาบาลเหรอคะ ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
"เธอจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ"
"ค่ะ...ชั้นจำได้ว่าครั้งสุดท้าย ชั้นขึ้นไปตามหาท่านชายบนหอคอย แล้วชั้นก็เห็นกิโมโน สีน้ำเงินสวยๆ แล้วหลังจากนั้นชั้นก็จำไม่ได้อีกเลย เกิดอะไรขึ้นกับชั้นคะท่านชาย"
"เธอไม่สบายมีไข้สูงแล้วหมดสติไป ชั้นเลยต้องพาเธอมาโรงพยาบาล"
"ชั้นเนี่ยนะคะ ไม่สบายมีไข้"
"คงเป็นเพราะเธอโหมงานหนักมาตลอดเลยไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้ไข้เธอลดลงแล้ว หมอคงอนุญาตให้เธอกลับบ้าน"
"ค่ะท่านชาย"
โฮชิได้แต่มองเธอด้วยสีหน้าเศร้าลงเพราะแน่ใจแล้วว่ารินดาราจำอะไรไม่ได้เลย

หมอกำลังกดหูฟังลงไปยังบริเวณเหนือหน้าอกของยูกิ ซึ่งตอนนี้นางปีศาจหิมะได้เข้าไปอาศัยร่างของเธอแล้ว หมอฟังแล้วมีสีหน้าแปลกใจ
"ชีพจรเต้นแผ่วมาก"
พยาบาลบอก
"อุณหภูมิในร่างกายต่ำมากค่ะ ตัวเย็นเชียบ ถ้าเป็นคนไข้คนอื่นป่านนี้คงช็อคไปแล้ว ไม่ มานั่งอยู่แบบนี้ได้แน่ค่ะ"
ยูกิกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการนิ่งสงบ แววตาแข็งๆจ้องมองไปข้างหน้า
หมอถอนเครื่องฟังชีพจรออก แล้วหยิบไฟฉายเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า ก้าวเข้าไปหายูกิ
"หมอขอตรวจหน่อยนะครับ"
หมอเปิดไฟฉาย ก้าวเข้าไปจะส่องไฟที่ดวงตาของยูกิ
ฟึ่บ! จู่ๆ ยูกิหันมาจับมือของหมอบีบแน่น ขนาดหมอที่เป็นผู้ชายยังสู้แรงไม่ได้
"อย่ามายุ่งกับชั้น !"
ยูกิดันมือหมอออกนิดหน่อยแต่หมอกระเด็นไปไกล หมอเจ็บข้อมือ พยาบาลวิ่งตามไปหาคุณหมอ
"คุณหมอ ! คุณหมอเป็นยังไงบ้างคะ"
"แปลก...แปลกมาก ! ติดต่อญาติเธอหรือยัง"
"ตอนเธอมาโรงพยาบาล ในตัวเธอไม่มีอะไรติดตัวมาเลยค่ะ เราไม่รู้เธอเป็นใคร ก็เลย ไม่รู้จะติดต่อใครให้มาหาเธอ"
ยูกิหันขวับไปหาพยาบาล เอ่ยเสียงเย็นยะเยือก
"ติดต่อมาโกโตะ ชินเอบะ"

ยูกิหันหน้าไปอีกทาง ลูกตาสีดำเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ใบหน้าซีดไร้สีเลือด พร้อมกับแสยะยิ้มดูน่าสะพรึงกลัว

มาโกโตะเดินออกมาจากด้านในของบ้านพบริเอะนั่งเอกเขนกจิบเครื่องดื่มแก้วทรงสูง พลิกเปิดอ่านนิตยสาร
 
"วันนี้ทำไมไม่ไปที่มิยาคาวะ"
"ไปบ่อยๆ เขาก็รู้ทันเราสิคะ"
"จะรู้ทันได้ยังไง พ่ออุตส่าห์คิดแผนให้แกไปเรียนรู้การทอกิโมโนกับอาคิระ จะได้เข้า ออกบ้านนั้นบ่อยๆได้ หรือว่าแกเปลี่ยนใจกลับไปหาไอ้ฝรั่งเลวๆนั้น"
"หนูเป็นคนเจ็บแล้วจำค่ะพ่อ แล้วตอนนี้หัวหนูก็จำแล้วด้วยว่า อาคิระคือผู้ชายที่เหมาะสมกับหนูที่สุด"
"ดี งั้นแกก็รีบหาทางทำให้อาคิระรักแก ขอแต่งงานกับแกเร็วๆ ธุรกิจของมิยาคาวะจะได้เป็นของเรา ทีนี้พ่อจะทำให้เรากลายเป็นมหาเศรษฐีจากที่ดินแล้วก็ปราสาทโบราณ ของพวกมัน"
"หึ..แค่คิดก็มีความสุขแล้วค่ะพ่อ ว่าแต่คุณพ่อจัดการนังยูกิไปให้มายุ่งวุ่นวายกับเรา ด้วยวิธีไหนคะ มันถึงหายเงียบไปเลย"
"พ่อมีวิธีของพ่อ ลูกไม่ต้องรู้หรอก"
คนใช้เข้าม
"คุณท่านคะ มีโทรศัพท์โทรมาจากโรงพยาบาลค่ะ"
มาโกโตะแปลกใจ

มาโกโตะเดินมารับโทรศัพท์ในมุมหนึ่งของบ้าน
"มาโกโตะพูดสายครับ" เขาฟังสายแล้วอึ้งตะลึงงัน "ยูกิสั่งให้โทรตามผม !? แน่ใจ นะว่าผู้หญิงคนนั้นพูดชื่อผมจริงๆ"
ปลายสายยืนยัน มาโกโตะหน้าเครียดขึ้นมาทันทีแล้วตัดสายทิ้งอย่างโกรธโมโห ! กดเบอร์อื่นคว้าโทร.ออกทันที
" ไหนพวกแกบอกว่าจัดการนังยูกิเรียบร้อยแล้วไง ! เรียบร้อย บ้าอะไร โรงพยาบาลเพิ่งโทร.บอกชั้นเมื่อตะกี้ว่ามันยังอยู่ พวกแกไปจัดการเก็บมันให้ เรียบร้อย ถ้าคราวนี้ทำพลาดอีก คนที่จะตายคือพวกแก"
มาโกโตะโกรธมาก

ยูกิยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองจากกระจกในห้องน้ำ และใช้ปลายนิ้วลูบไล้ใบหน้า ลำคอ พร้อมกับยิ้มมุม ปาก พอใจในร่างใหม่ของตัวเองเหลือเกิน
ประตูห้องเปิดออก ยูกิหันไปมอง ลูกน้องเป็นผู้ชายหน้าตาดูเรียบร้อยเดินเข้ามา แต่ ไม่ใช่หนึ่งในสามที่รุมข่มขืนยูกิ
"คุณมาโกโตะให้มารับกลับบ้านครับ"
ยูกิมองลูกน้องนิ่งมีรอยยิ้มร้ายกาจอยู่ที่มุมปาก

บริเวณโถงโรงพยาบาล รินดาราในชุดธรรมดาเตรียมตัวกลับบ้าน กดตู้เอาน้ำอัดลมออกมาหนึ่งกระป๋อง แล้วหัน ไปเห็นโฮชิกำลังมองมาที่เธอ
"เมื่อวานชั้นคงไข้ขึ้นสูงมากจริงๆ วันนี้เลยคอแห้งอยากกินอะไรหวานๆ ดื่มด้วยกันนะคะ" เธอโยนเหรียญในมือ "ชั้นเลี้ยงเองค่ะ"
โฮชิพยักหน้ารับ แล้วยืนเล็งตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ด้วยความไม่คุ้นเคยเลยดูเหมือนไม่รู้จักว่าต้องทำยังไง
รินดารายืนดูสักจนแน่ใจแล้วว่าโฮชิทำไม่เป็นแน่ๆ จึงเข้าไปกดให้
"ท่านชายอยากดื่มอันไหนคะ เดี๋ยวชั้นกดให้"
ท่านชายไล่ดูเครื่องดื่มมากมายหลายรสชาติในตู้ แล้วชี้ไปที่กระป๋องหนึ่ง
รินดาราหยอดเหรียญตามราคาแล้วกดตรงกระป๋องที่ท่านชายชี้ แล้วก็ได้เครื่องดื่มกระป๋องไหลออกมาเป็น เครื่องดื่มชาเขียวอุ่นๆ รินดาราหยิบมาส่งให้โฮชิ
"ขอบใจ เดี๋ยวนี้สะดวกดีนะ แค่อยากดื่มชาอุ่นๆก็มากดดื่มได้แล้ว"
รินดารายิ้มรับแล้วบอก
"ทำไมชั้นรู้สึกว่าอากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ เรากลับกันเถอะค่ะ"
ทั้งสองกำลังจะเดินออกไป แล้วโฮชิก็หันไปเห็นยูกิเดินตามลูกน้องมาโกโตะสวนออกมา มีเสาบังคั่นระหว่างทั้งคู่ให้โฮชิเป็นฝ่ายเห็นข้างเดียว ส่วนยูกิไม่ได้เห็นโฮชิเลยแม้แต่นิดเดียว
โฮชิจำยูกิได้จึงมองเธอนิ่ง

โฮชิเห็นวิญญาณอาบเลือดของยูกิ

โฮชิมองตามยูกิ แต่นางปีศาจหิมะในร่างยูกิไม่เห็นโฮชิ และไม่รู้ว่าโฮชิอยู่ใกล้ๆ เพราะโฮชิ เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาแล้วไม่มีรัศมีเทพให้จับได้ จนกระทั่งยูกิเดินออกไป
โฮชิมองตามยูกิไป
"มีอะไรหรือคะท่านชาย"
"เธอเชื่อเรื่องลางสังหรณ์ไหมฮิคาริ"
"ท่านชายสังหรณ์อะไรอยู่หรือคะ"
โฮชินิ่งไปครู่
"ไม่มีอะไรหรอก...กลับกันเถอะ"

รินดารามองตามสายตาของโฮชิ เห็นยูกิเดินตามลูกน้องออกไป โฮชิยังมองตามทางที่ยูกิเดินไปอย่างไม่สบายใจ

โกดังร้างแห่งหนึ่ง ลูกน้องมาโกโตะเดินนำยูกิเข้ามา ยูกิหยุดยืนและมองไปรอบๆ นิ่งๆ ไม่มีท่าทางตื่น กลัวเลย ลูกน้องมองยูกิแล้วยิ้มสมเพช
 
"เฮ้ย...มาแล้ว"
เหล่ายากูซ่าเดินออกมาจากที่ซ่อน ยูกิมองทั้งสามนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้าน
ยากูซ่า1 บอก
"ตายยากเหลือเกินนะนังยูกิ หรือว่าอยากอยู่เจอพวกเราอีก"
"อยาก"
ยูกิยิ้มแสยะ ดวงตาสีดำเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ริมฝีปากแดงจัดราวสีเลือด ใบหน้าซีดไม่มีสีเลือด
ลมพัดเย็นยะเยือกแผ่เข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงหัวเราะเล็กแหลมของปีศาจหิมะในร่างของยูกิดังกึกก้อง จนชวนขนลุก เหล่ายากูซ่าเห็นก็ถึงกับผวากันทั้งหมด

โฮชิกับรินดาราเข้ามาข้างในคฤหาสน์มิยาคาวะ นารูตะถือกระเป๋าเสื้อผ้าเล็กๆตามหลังมา มิกิ อาคิระ อายูมิคอยอยู่
มิกิทั้งดีใจและลุ้นว่ารินดาราจะจำได้หรือไม่ว่าเธอเป็นใคร ขณะที่อายูมิเข็นรถเข้าไปหารินดารา
"พี่รินดารา ! พี่รินดารากลับมาแล้ว หายป่วยหรือยังคะ"
"หายดีแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง"
"วันนี้ชั้นอนุญาตให้เธอหยุดงานหนึ่งวัน"
"ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นไม่เป็นอะไรแล้ว"
"อย่าอวดเก่ง เดี๋ยวปุบปับป่วยขึ้นมา จะวุ่นวายกันไปอีก"
มิกิปราม
"อาคิระ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณย่า ชั้นเข้าใจ คุณอาคิระคงจะกลัวว่าถ้าชั้นป่วยบ่อยๆ แล้วจะ ทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง"
อาคิระขยับปากจะค้านว่าไม่ได้คิดแบบนั้น แต่รินดาราหันไปพูดกับท่านชายเสียงหวาน
"ขอบคุณมากนะคะท่านชายที่ช่วยดูแลชั้น"

เธอจงใจพูดใส่อาคิระ เขาหมั่นไส้จึงไม่แก้ตัว ปล่อยให้รินดาราคิดแบบนั้นไป
"ชั้นขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ อายูมิจ๊ะไปรอพี่ที่ห้องหนังสือนะคะ เดี๋ยว พี่ไปหา"
"ค่ะ"
รินดาราค้อนใส่อาคิระ เขามองตามเคืองๆ มิกิมองที่โฮชิอย่างอยากรู้

ภายในห้องโฮชิมิกิตกใจ ขณะที่โฮชิยืนมองรูปวาดเมียวโจโอจินด้วยแววตาเศร้าสร้อย
"หมายความว่าจำอะไรไม่ได้เลยหรือคะ โธ่ความหวังอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แล้วนี่เราจะ ทำยังไงกันดีคะ"
"เราก็คงต้องรอมิกิ รอวันที่กายหยาบของมนุษย์อย่างฮิคาริจะพร้อมยอมรับส่วนหนึ่งของเทพเจ้าอย่างเมียวโจโอจิ"
"งั้นคงต้องจับทำบุญกันครั้งมโหฬารเลยมั้งคะกว่าร่างกายเธอจะรับพลังบริสุทธิ์ของเทพ ได้ แล้วทำไมเราไม่บอกเธอไปเลยล่ะคะ เผื่อว่ารินดาราจะร่วมมือทำให้อะไรมันง่ายขึ้น"
"กลัวว่ามันจะยากขึ้นมากกว่านะสิมิกิ ถ้าเราบอกฮิคาริว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของเทพธิดา ดาวเดือนเจ็ดที่มีอยู่ในนิทาน ส่วนชั้นคือเทพเจ้านกกระเรียนที่ติดอยู่ในร่างมนุษย์ คิดว่า ฮิคาริจะเชื่อเราง่ายๆเหรอ"
"แต่ก็น่าจะลองดูดีกว่าไม่ทำอะไร"
"ไม่ล่ะ..เราจะไม่ทำแบบนั้น เพราะมันยิ่งเป็นการทำร้ายร่างกายของฮิคาริให้ได้รับความเจ็บปวด ชั้นสงสารเธอนะมิกิ เธอทรมานมากตอนที่พยายามคิดว่าตัวเองเป็นใคร"
"ก็จริงของท่านชาย ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป เฮ้อ...ท่านชายอุตส่าห์ได้พบเจอได้อยู่ ใกล้กับคนรักแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังเหมือนอยู่ไกลกันเหมือนเดิม"
"เรากับเมียวโจโอจินไม่เคยไกลกัน หัวใจของเราอยู่ใกล้กันเสมอมิกิ"
โฮชิยกมือลูบที่รูปวาดเมียวโจโอจินยืนใต้ซุ้มวิสทีเรียด้วยความรักสุดหัวใจ

รินดาราหลังอาบน้ำเสร็จและกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก เธออยู่ในชุดคลุมอาบน้ำที่เปิดไหล่ออกข้างหนึ่ง ดูสวยเซ็กส์ซี่ มือเธอเอื้อมไปลูบแถวแผ่นหลังใกล้กับปานรูปดาว เธอหยุดคิดนึกถึงตอนที่ขึ้นไปบนหอคอยแล้วเกิดปวดแสบปวดร้อนที่ปานรูปดาวมาก
รินดาราครุ่นคิดสงสัย

ดวงดาวพูดโทรศัพท์ขณะนั่งเย็บผ้าไปด้วย
"แน่ใจนะลูกว่าตอนนั้นหนูไม่ได้ยินเสียงสัตว์พูดกับหนู"
รินดาราพูดโทรศัพท์อยู่ในห้อง มือนึงก็เช็ดผมที่เปียกหมาดๆไปด้วย
"แน่ใจสิคะแม่ ไม่มีสัตว์ตัวไหนพูดกับหนู เมื่อวานก็ไม่ใช่วันเกิดหนู แต่ทำไมปานของหนู ถึงเจ็บ..เจ็บมากกว่าทุกครั้งด้วยนะคะแม่"
"ดาราไม่ได้เครียดกับงานที่ทำอยู่มากเกินไป จนคิดไปเองใช่ไหม"
"แม่คะ ตอนนี้หนูได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองสึกิที่หนูใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้หนูเหนื่อยแค่ไหน หนูก็ไม่เครียดค่ะ แล้วท่านชายที่เป็นคนแนะนำงานนี้ให้หนูทำเขาก็เป็นคนดีมาก"
"ดาราบอกแม่ว่าปวดตอนที่ขึ้นไปบนหอคอย"
"ค่ะแม่..หนูเลยสงสัยว่ามันจะเกี่ยวข้องกับห้องบนหอคอยนั่นรึเปล่า"
"แต่แม่ไม่อยากให้ดาราสงสัยแบบนั้น ลูกเป็นลูกจ้างของเขานะ การไปสงสัยเรื่องที่ไม่มี ใครเชื่อได้แบบนั้น จะทำให้เขาเข้าใจลูกผิดๆ แล้วลูกจะอยู่ที่นั่นไม่ได้..แม่เป็นห่วงนะ"
"ค่ะแม่...แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอก หนูจะพยายามไม่หาเรื่องทำให้ตัวเองเดือดร้อนค่ะ"
"งั้นแค่นี้ก่อนนะ..แม่ต้องไปช่วยพ่อเขาทำงาน ปีนี้พ่อเขาชักชวนเพื่อนบ้านให้เปลี่ยนมา ทำนาเกษตรอินทรีย์ แล้วเอาไปขายที่โรงสีพระราชทาน มีเท่าไหร่ก็ขายไม่พอ"
"ค่ะแม่..บอกพ่ออย่าโหมงานหนักนะ เดี๋ยวจะป่วยเอา"
"จ้ะลูก"

รินดารายิ้มรับแล้วกดตัดสายก่อนจะมองที่กระจกในห้อง เปลือยไหล่ดูรอยปานรูปดาวอย่างติดใจสงสัยอยู่

อาคิระแต่งชุดสูทเรียบร้อยเตรียมออกไปคุยงานอยู่ในออฟฟิศของโรงงาน ยืนครุ่นคิดเรื่องโฮชิกับรินดารา ไอเปิดประตูเข้ามา
 
"อาคิระตามชั้นมาทำไมเหรอ ...อาคิระ"
อาคิระสะดุ้งรู้สึกตัว
"ใจลอยไปถึงใครจ๊ะ"
"เปล่า ไอ...ชั้นถามอะไรหน่อยสิ ไอคิดว่าคนเราพบกันแค่ไม่กี่วันจะรักกันได้ไหม"
"ทำไมจะไม่ได้ ถ้าเราเจอคนที่ใช่เจอหน้ากันแค่วินาทีเดียว ความรักก็เกิดขึ้นได้แล้ว ความรักมีอานุภาพมากนะอาคิระ"
"พูดเหมือนคนเคยมีความรัก"
ไอไม่ตอบคำถามนั้นเปลี่ยนเรื่อง
"อาคิระเรียกไอมาทำไม"
"จะให้ไอเตรียมเอกสารจ้างงานไว้ให้พี่คูชิดะเลย แล้วก็เตรียมหาห้องทำงานให้เขาด้วย เอาห้องผู้จัดการฝ่ายการตลาดของคนเก่าก็ได้"
"อาคิระแน่ใจเหรอว่า รุ่นพี่ของอาคิระจะยอมมาทำงานกับเรา"
"แน่ใจสิ เมื่อวานเย็นชั้นโทร.คุยกับเขาแล้ว เขาสนใจมาก วันนี้ถึงนัดไปเจอกับเขา เพื่อจะได้คุยตกลงสัญญาว่าจ้างกันให้เคลียร์ๆไปเลย"
"อาคิระยื่นข้อเสนอกับเขาแล้วเหรอ ไม่เห็นบอกไอเลย"
"เมื่อคืนจะเข้าไปบอกไอในห้อง แต่ไอไม่อยู่ ไอหายไปไหนมา"
อึกอักโกหก
"เอ่อ...พอดีเพื่อนมาจากเกียวโต ไอก็เลยไปดูแล"
อาคิระพยักหน้ารับไม่สงสัย
"งั้นฝากงานที่โรงงานด้วยนะ แล้วจะกลับมาพร้อมข่าวดี"
"จ้ะ"
อาคิระออกไปทางประตูบ้าน ไอถอนหายใจโล่งอกแล้วมีสีหน้าเป็นกังวล

ผู้ชายสองคนกำลังซ้อมฟันดาบเคนโด้กันอย่างดุเดือดจนเสร็จ อาคิระก้าวเข้ามายืนดู ผู้ชายสองคนฟันเสร็จ ฝ่ายหนึ่งพ่ายให้อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วฝ่ายที่ชนะก็ถอดหน้ากากออกเป็นคูชิดะ
คูชิดะหันมามองอาคิระ สีหน้ามีวี่แววหนักใจ
"อาคิระ"
"ฝีมือพี่คูชิดะยังดีเหมือนเดิมเลยนะครับ บริษัทที่พี่ทำงานด้วยที่อเมริการู้ไหมครับว่า พี่เล่นเคนโด้เก่งมาก"
คูชิดะไม่ตอบ และมีสีหน้าอึดอัด จนอาคิระสังเกตเห็น
"พี่เป็นอะไรรึเปล่า"
"คืออย่างนี้นะอาคิระ พี่ต้องขอโทษด้วยนะ พอดีเมื่อตะกี้เพิ่งมีอีกบริษัทมาติดต่อพี่ แล้วพี่ก็ค่อนข้างพอใจเงื่อนไขของเขามาก พี่ก็เลยตอบตกลงเขาไปแล้ว"
อาคิระอึ้งตกใจ
"ทำไมพี่ทำแบบนี้ เมื่อคืนพี่บอกว่าจะทำงานกับผม"
ผู้ชายที่เป็นคู่ซ้อมเคนโดให้คูชิดะเปิดหน้ากากเป็นฮิเดโนริ
"โลกของธุรกิจอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอล่ะอาคิระ ถือซะว่าเป็นของขวัญวันเกิดที่แกมอบให้ ชั้นวันนี้ก็แล้วกัน"
อาคิระหันไปมอง แล้วอึ้งตะลึงงันเมื่อเห็นฮิเดโนริเก็บอุปกรณ์เคนโด้ด้วยสีหน้ากวนประสาท
"ฮิเดะ"
"จุ๊ๆ ไม่เอา อย่าหยาบคายแบบนี้ต่อหน้าพี่คูชิดะสิ เดี๋ยวเขาจะยิ่งแน่ใจว่าคิดถูกแล้วที่ เลือกทำงานกับมืออาชีพอย่างเรียวอิจิ ไม่ใช่ทำงานกับเด็กเมื่อวานซีนอย่างมิยาคาวะ"
"แย่งตัวคนอื่น นี่น่ะเหรอคือสิ่งที่เรียวอิจิเรียกว่ามืออาชีพ ชั้นก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไม พวกเรียวอิจิถึงได้ทำตัวทุเรศแบบนี้"
"ไอ้อาคิระ"
ฮิเดโนริฟาดดาบไม้ที่เล่นเคนโด้ใส่อาคิระ แต่อาคิระเร็วกว่ากระชากไม้จากมือของคูชิดะมาตั้งรับดาบไม้จากฮิเดโนริได้ทันอย่างเฉียดฉิว แล้วอาคิระก็ดันดาบไม้ของฮิเดโนริจนเซถอยไปข้างหลัง
ฮิเดโนริโมโหมาก พุ่งเข้าไปต่อสู้กับอาคิระ ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ฝีมือใกล้เคียงกันมาก ดูไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ

แล้วจู่ๆ ก็เกิดเรื่องประหลาดกับฮิเดโนริ เมื่อฮิเดโนริหลบไม้จากอาคิระได้อย่างว่องไว "เกินมนุษย์"
เห็นการเคลื่อนไหวของอาคิระช้าลง
ทั้งอาคิระและคูชิดะต่างแปลกใจ ฮิเดโนริเองก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แต่ในเมื่อยังอยู่ในเกมส์การต่อสู้ เขาจึงต้องสู้ต่อ เขาพุ่งเข้าไปใส่ อาคิระตั้งรับเกือบไม่ทัน ทั้งสองสู้กันต่อ
อาคิระเป็นฝ่ายพ่ายเพราะฮิเดโนริว่องไวเหลือเกิน อาคิระล้มกำลังจะเสียท่าให้ฮิเดโนริ แล้วตอนนั้นเองที่เม็ดเหงื่อของอาคิระหยดลงพื้นเสียงดัง....ตึ่ง !
เสียงนั้นเข้าไปยังหูของฮิเดโนริ ดังก้อง จนปวดหูเลยเสียสมาธิไปแว่บหนึ่ง อาคิระได้โอกาสเล่นงานคืน จนกระทั่งฮิเดโนริพลาดท่าล้มลง อาคิระจ่อดาบไม้ไปที่คอหอยฮิเดโนริได้สำเร็จ
คูชิดะรีบ
"พอเถอะ อย่าทะเลาะกันเลยนะ พี่ขอร้อง"
อาคิระยอมถอนดาบออกจากคอหอยของฮิเดโนริ แล้วพูดใส่หน้าอย่างโกรธเคือง
"จำเอาไว้นะฮิเดะ ชั้นจะทำให้แกเห็นเองว่าเรียวอิจิไม่มีวันทำลายมิยาคาวะได้ ไม่ว่า เรื่องอะไรก็ตาม"
อาคิระหันไปจ้องคูชิดะด้วยแววตาแข็งขึงเป็นเชิงตำหนิ จนคูชิดะฝ่อไม่กล้าสบตา แล้วอาคิระก็เดินออกไป
ฮิเดโนริมองตามอย่างหงุดหงิดแล้วแตะที่หู...สีหน้าสงสัยนึกแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
"เป็นอะไรรึเปล่าฮิเดะ..พี่รู้สึกว่าดูวันนี้แกแปลกๆนะ"

ฮิเดโนริมองรุ่นพี่แล้วไม่ตอบ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

อาคิระเดินออกมาจากใน ฮิเดโนริเดินพาคูชิดะเดินออกไปอีกทาง ทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
 
อาคิระชักสงสัย
"ทำไมฮิเดะถึงรู้เรื่องเราตลอด"
ฮิเดโนริยังไม่วายหันกลับมายิ้มเยาะใส่อาคิระ แล้วค่อยเดินออกไปกับคูชิดะ อาคิระครุ่นคิดสงสัย

ณ โกดังร้าง ยากูซ่า 2 คนนอนตายในสภาพมนุษย์แช่แข็ง ด้วยฤทธิ์เดชของนางปีศาจหิมะในร่างของยูกิ เธอกำลังบีบคอยากูซ่าคนที่ 3 จนมันตาเหลือกหน้าดำหน้าแดง ส่วนลูกน้องของ มาโกโตะได้แต่กลัวจนลนลานถอยไปติดกำแพง ต้องทนดูภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า
ยูกิบีบคอแล้วแสยะยิ้มร้ายกาจ ดวงตาของเธอเป็นสีฟ้าเข้ม ลมกรรโชกเข้าในโกดังอย่างเย็นยะเยือก
"มนุษย์ชั้นต่ำอย่างพวกแก ไม่สมควรได้เสพสุขบนโลกอีกต่อไป" ยูกิบอก
ยูกิยิ้มร้ายแล้วค่อยๆอ้าปากกว้าง ปากของเธอค่อยๆกว้าง กว้างขึ้นและกว้างจนน่ากลัว
ยากูซ่าคนที่ 3 ถูกยูกิดูดเอากิเลสของมัน ซึ่งเป็นมวลพลังงานในรูปของควันสีขาวออกจากปากถ่ายเทเข้าสู่ปากของยูกิ ร่างของมันค่อยๆแห้งทีละนิดๆ จนในที่สุดมันก็แห้งตายและแข็งเหมือน 2 ศพก่อนหน้า
ลูกน้องมาโกโตะเห็นภาพนั้นซ้ำๆ จนตกใจกลัวจนร้องเสียงหลงเหมือนคนบ้า ยูกิปล่อยศพยากูซ่าแล้วหันมายิ้มน่ากลัวให้
"อย่า..อย่า..อย่าเข้ามา"
ลูกน้องมาโกโตะเห็นปืนของพวกยากูซ่าตกอยู่ที่พื้นก็รีบคลานเข้าไปหยิบแล้วยกขึ้นมายิงใส่ทันที..เปรี้ยงๆๆ
เสียงปืนดังก้องไปทั้งโกดัง แต่ปืนกลับทำอะไรยูกิไม่ได้ กระสุนทุกนัดตกลงพื้นในสภาพกลายเป็นน้ำแข็ง
ยูกิแสยะยิ้มดูน่ากลัว แล้วเข้าไปใกล้ลูกน้องมาโกโตะที่หลับตาปี๋ ยูกิยื่นมือไปบีบคอมันเหมือนที่ทำกับศพก่อนหน้า มันหน้าดำหน้าแดงดิ้นพราดๆ ระหว่างนั้นเองที่โทรศัพท์ของลูกน้องมาโกโตะซึ่งตกอยู่ที่พื้นดังขึ้นยูกิชะงักมองโทรศัพท์แล้วคิดอยู่ครู่ก่อนจะปล่อยมือให้ลูกน้องมาโกโตะรอด แล้วยิ้มร้ายยะเยือกคิดบางอย่าง

มาโกโตะยังพยายามโทร.หาลูกน้องเพราะอยากรู้ความคืบหน้า แต่โทร.ไปก็ไม่มีคนรับสาย
"หายหัวไปไหนของมันวะ"
มาโกโตะหงุดหงิดหัวเสียได้ครู่หนึ่ง ลูกน้องก็เดินเข้ามา สีหน้าตื่นๆกลัวๆ
"นาย..นายครับ"
"แกหายหัวไปไหนมา ชั้นโทร.ตามแกเป็นชั่วโมงแล้ว"
"เอ่อคือ..คือว่า..."
"ไม่ต้องมาหาเรื่องแก้ตัว ตกลงแกจัดการนังยูกิเสร็จแล้วใช่มั้ย"
ลูกน้องหน้าเครียดกลัวจนตัวสั่น
"ผม..ผม..ผมขอโทษครับนาย"
"ขอโทษ ?..นี่แกทำงานไม่สำเร็จเหรอ..โธ่เว้ย"
มาโกโตะผลักลูกน้องออกไปอย่างแรง ลูกน้องเซไปทางประตูเป็นจังหวะที่ยูกิเข้ามาจับตัวไว้พอดี
มาโกโตะตกใจ
"ยูกิ !! นี่เธอ…เธอยังกล้ากลับมาที่นี่อีกเหรอ"
ยูกิแสยะยิ้มรับด้วยใบหน้าซีดขาว ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเข้มๆและจับลูกน้องมาโกโตะไว้แน่น
ลูกน้องกลัวลนลาน
"นาย..นาย..นายครับ..ช่วยผมด้วย..ช่วยผมด้วย"
ยูกิจับลูกน้องมาโกโตะหันหน้ามาทางตัวเองแล้วค่อยๆอ้าปากออกกว้าง..กว้าง..และกว้างจนน่าสยดสยอง จากนั้นก็ดูดเอากิเลสของลูกน้องมาโกโตะออกจากร่างกายแลอยละล่องเข้าไปในปากของยูกิอย่างช้าๆ

ภาพอันน่าสยดสยองเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตามาโกโตะอย่างชวนขนลุกขนพอง ขาแข็ง ดวงตาเบิกโพลง
 
จบตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...