xs
xsm
sm
md
lg

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 12

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 12

ธวัชพงษ์กำลังซ่อมประปา มองขึ้นไปยังระเบียงคอนโดฯ เห็นชัยยงค์ เกรี้ยวกราดใส่ชัยญาและถกล
 
“ไม่ตายหรือ ทำไมมันถึงไม่ตาย”
“เอ่อ”
“ฉันถามแก ไม่ได้ถามถกล แกต้องตอบฉันมาว่า ทำไมมันถึงไม่ตาย”
ชัยยงค์โกรธจัด
เวลาต่อมา ชัยญากับถกลเดินออกมาจากลิฟท์ หยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากที่ธวัชพงษ์ซ่อมท่อประปาอยู่ ธวัชพงษ์ได้ยินเสียงของชัยญาอย่างชัดเจน
“ทำไมมันถึงไม่ตาย นั่นซี ฉันควรจะถาม ในเมื่อแกเป็นคนบอกฉันเองว่าแกยังมีคนของแกในคุกนั่น”
“ดวงมันคงยังดีอยู่มังครับ”
“งั้นดวงฉันก็กำลังจะแย่น่ะซี ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างในสายตาของพ่อ แม้แต่เรื่องเลวๆ”
“คุณชัยญาครับ ผมก็ไม่คิดว่าเรื่องมันจะยุ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ เรื่องเด็ก เรื่องเก็บชิดชบาในคุก”
ธวัชพงษ์ก้มหน้าทั้งที่ตื่นตระหนก
“ให้โอกาสผมอีกครั้ง ผมรับรองว่าคราวนี้ไม่พลาดแน่”
“งั้นก็เร่งมือ เก็บชิดชบาให้เร็วที่สุด”
“ครับ”
ทั้งสองเดินไปที่รถ ธวัชพงษ์ตื่นตกใจมากกับสิ่งที่ได้ยิน เขารีบไปหาปฐวีที่อาพาร์ทเมนท์ ปฐวีจ้องมองธวัชพงษ์
“ทำไมผมต้องเชื่อคุณ”
“คุณต้องเชื่อผม เพราะคุณต้องการความยุติธรรม คุณคงไม่ต้องการส่งคนบริสุทธิ์เข้าคุก ถึงได้เห็นด้วยที่จะถอนคำค้านการประกันตัวของชิดชบา”
“ไม่มีคลิปเสียง ไม่มีหลักฐานที่จะทำให้ตำรวจเชื่อ ผมเองยังลังเลที่จะเชื่อคุณ”
ธวัชพงษ์ร้อนใจ กระชากคอเสื้อปฐวี
“คุณต้องเชื่อผม นี่ชีวิตของคนๆ หนึ่งนะ ถ้าชิดชบาตายในคุก คุณจะพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย คุณไม่อยากรู้หรือว่านางบำเรอของคุณ ผิดหรือไม่ผิด”
“ใจร้อนนะ”
ปฐวีเยือกเย็น ดึงมือของธวัชพงษ์ออกจากคอเสื้อ แล้วจิบเหล้า
“เอาเป็นว่าผมจะรับฟังไว้ แต่จะเชื่อหรือไม่นี่ ให้ผมเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ดีมั้ย”
ธวัชพงษ์โกรธ ผลุนผลันออกไป ปฐวีเริ่มว้าวุ่น กังวล ห่วงใยชิดชบา

ผู้คุมหญิงและพยาบาลนำตัวชิดชบาเข้าพบทอมที่อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ตามคำขอร้องของคนเจ็บ
ชิดชบาผวาเข้าเกาะที่ขอบเตียง ถามด้วยความร้อนใจ ห่วงใย
“ห้าว นายเป็นยังไงบ้าง นายต้องการพบฉัน”
“พวกมันต้องการฆ่าคุณ”
“ฆ่าฉันหรือ”
“มันจะเก็บคุณในคุก คุณต้องออกไป ไม่อย่างนั้นชีวิตคุณจะอันตราย”
“ใครจะทำอย่างนั้นทำไม”
ชิดชบาหวาดกลัว
“มันเกี่ยวกับคดีของคุณ ฉันให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สอบสวนไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าใครจ้างวาน ความจริงอาจจะทำให้คุณหลุดออกไปจากที่นี่”
ชิดชบาอุทานแผ่วเบา
“ความจริง”

เฉวียงเดินลงมาจากสถานีตำรวจพร้อมกับทนายประจำสำนักงาน ธวัชพงษ์รออยู่ด้วยความร้อนใจ
“สำเร็จมั้ยครับ”
“ปากคำของนักโทษที่ถูกแทง มีน้ำหนักกว่าเรื่องที่ผมฟังจากคุณ ศาลจะมีคำสั่งให้มีการประกันตัวจำเลยได้ เพราะนี่ถือว่าเป็นหลักฐานใหม่ หลักฐานสำคัญของคดีนี้”
ธวัชพงษ์ตื่นเต้น ดีใจ กระจกรถของปฐวีค่อยๆ เลื่อนลง เขามองไปที่ธวัชพงษ์และเฉวียงด้วยแววตาครุ่นคิด

ประตูเรือนจำหญิงเปิดออก เฉวียงเดินนำชิดชบาออกมาจากเรือนจำ ชิดชบามองท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข
“มีท้องฟ้าทั้งในคุกนอกคุก แต่ท้องฟ้าข้างนอกนี่ ทำให้หนูมีความสุขที่สุดค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณลุง ที่พาหนูออกไปจากที่นี่”
“ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอก ยังมีคนอื่นที่เขาหวังดีกับคุณจริงๆ เชิญครับ”

ชิดชบาขึ้นรถออกไป อรุณณรงค์จอดรถมองชิดชบาด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง

ตลับนาคกระวนกระวาย พยายามเก็บซ่อนความดีใจไว้ จำเรียงชะเง้อมองออกไป
 
“มาแล้วค่ะ”
จำเรียงวิ่งไปเปิดประตู รถแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ ชิดชบาและตลับนาคโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ
“คุณป้า”
“ขวัญเอ๊ย ขวัญมานะลูก หนูได้รับการประกันตัวแล้ว”
“ค่ะ หนูต้องขอบคุณทุกความพยายาม ที่ช่วยให้หนูพ้นออกมาจากที่นั่น ธวัชพงษ์ ห้าว คุณลุงเฉวียง หรือแม้แต่ คุณป้า”
“คุณปฐวีด้วย เขาพยายามขอร้องคุณเถาว์เครือให้ยกเลิกคำขอคัดค้านเรื่องประกันตัว”
“เขาคงจะรู้ว่าคดีจะพัวพันยุ่งเหยิงจนกลายเป็นวัวพันหลัก คำให้การของเพื่อนนักโทษที่ถูกแทง อาจจะโยงไปถึงจอมบงการ ที่มีคำสั่งให้ฆ่าหนูในคุก”
“ชิดชบา”
ตลับนาคเริ่มร้องไห้
“ป้าเชื่อว่ามันยังมีทางออก ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ไกลที่ปลายอุโมงค์โน่น แต่มันก็เป็นทางออกนะ”
“ค่ะ หนูจะออกทางนั้น!”
ชิดชบาเช็ดน้ำตาให้ตลับนาค ต่างฝืนยิ้มให้กันทั้งน้ำตา เฉวียงยืนฟังอย่างเงียบๆ แพรวายืนมองอยู่ไกลๆ เถาว์เครือเดินเข้ามาหยุดยืนหลังแพรวา จ้องมองลงไปยังชิดชบา เริ่มหวาดกลัวความผิดของตนเอง
“นังชิดชบา”
แพรวาหันไปมองเถาว์เครือ เห็นความหวาดกลัวในดวงตา

ชัยยงค์อุทานแผ่วเบา หวั่นไหว
“ชิดชบาออกจากคุกแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ ได้ประกันตัวเพราะทนายยื่นหลักฐานใหม่ ขอการคุ้มครองจำเลย ฉันรู้ก็รีบมาบอกคุณ ก็ไหนว่า”
“ชัยญา ทำไมมันถึงได้ทำพลาดอย่างนี้วะ
“คุณจะทำอะไรก็รีบทำเถอะ ฉันกลัวว่าชิดชบาออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว เราจะลำบาก”
“ไม่ต้องห่วงหรอกยอดรัก คุณก็ทำหน้าเหมือนอย่างที่คุณเคยทำ ส่วนเรื่องของชิดชบาน่ะ มันอาจจะง่ายก็ได้ ถ้าชิดชบาออกมาอยู่นอกคุก”
“เมื่อก่อนนี้ฉันไม่เห็นด้วยที่เราต้องฆ่าใครต่อใคร แต่ตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่า ถ้าเราไม่ชิงลงมือ เราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
“คิดถึงบ้านหลังนั้นไว้ คิดถึงหนูโสมสุภางค์ ปฐวีน่ะ เขาอาจจะล้ากำลังไปเอง เพราะเขากลัวเรื่องยุ่ง”
“หลักฐานใหม่ที่ทนายเฉวียงเตรียมยื่น มันคืออะไร”
“อาจจะไม่มีอะไร เขาแค่ขู่”
“ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เถอะ ทุกวันนี้ฉันสบสายตาหมอแพรวาได้ไม่เต็มตาเลย ฉันรู้สึกเหมือนถูกตามจิก เหมือนหมอแพรวารู้ว่า ฉันกำลังทำอะไร”
เถาว์เครือร้อนใจ

ชิดชบาขึ้นบันไดวนอย่างช้าๆ มือลูบราวบันได กวาดสายตามองดูทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านด้วยความรัก แล้วชะงักเมื่อเห็นแพรวายืนอยู่เหนือบันได
“คุณหมอ”
“คุณปฐวีไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันมาดูแลโสมสุภางค์ในฐานะเพื่อน”
“คุณโสมสุภางค์เป็นยังไงบ้างคะ”
“คงจะดีขึ้น ถ้าไม่มีอะไรทำให้สะเทือนใจอีก”
“เอาเถอะค่ะ ฉันสัญญาว่าฉันจะอยู่ห่างๆ คุณโสมสุภางค์ไว้ ฉันต้องกลับมาที่นี่ค่ะ เพราะเกมยังไม่จบ”
“คุณคิดว่ามันเป็นเกมอย่างนั้นหรือ”
“มันเป็นเกม ที่นักพนันสองคนกำลังจะลงเดิมพัน ด้วยชีวิต”
ปฐวีก้าวเข้ามาในห้องโถง มองขึ้นมายังชิดชบาและแพรวา ชิดชบาเดินผ่านแพรวาไปที่ห้องของตัวเอง

อรุณณรงค์ขับรถเข้ามาจอดที่วัง ก่อนเดินผ่านหม่อมจรัสเรืองไปโดยไม่ทักทาย
“ชายเอี่ยว เดี๋ยวก่อน นั่นลูกไปไหนมา แม่โทร.หาคุณหญิงอุราศรี บอกว่าลูกไม่ได้ไปที่นั่น”
“ผมไปเยี่ยมชิดชบาที่เรือนจำครับ แต่ช้าไป”
“ชายเอี่ยว”
“ผมควรจะกล้ามากกว่านี้ ถ้าผมรักชิดชบา แต่นี่ผมรู้สึกรักตัวเอง รักชื่อเสียงเกียรติยศของผมมากกว่า”
“ลูก”
“ชิดชบาออกมาจากคุกแล้วล่ะครับ”

อรุณณรงค์เดินขึ้นตึกไป หม่อมจรัสเรืองตกใจ คาดไม่ถึง

ชิดชบาเปิดประตูห้องนอนเข้ามา มองขวดไวน์ที่ดื่มค้างไว้ก่อนไปติดคุก ตลับนาคเปิดประตูตามเข้ามา มองตามสายตาของชิดชบา
 
“เลิกเสียเถอะ มันมีส่วนทำให้ทุกอย่างในชีวิตของหนูแย่ลง หนูต้องเลิกมันให้ได้”
ชิดชบาเผลอตัวลูบท้องตัวเอง
“ค่ะ คุณป้า หนูจะเลิก หนูรู้แล้วล่ะค่ะ ว่ามันเป็นเพื่อนใครไม่นาน เมาก็อยู่ด้วยกัน แต่พอสร่าง ก็ตัวใครตัวมัน”
“ป้าดีใจที่หนูคิดได้”
“ชีวิตในคุก สอนให้หนูรู้จักการอยู่คนเดียว แล้วก็ใช้สติเป็นเพื่อน นี่จะเป็นคืนแรกที่หนูนอนตาหลับในบ้าน บ้านของเราค่ะคุณป้า”
ชิดชบามองไปรอบๆ ห้อง เริ่มมีอาการคลื่นไส้ วิ่งเข้าห้องน้ำส่งเสียงอาเจียน ตลับนาคแปลกใจ เข้ามายืนหน้าประตูห้องน้ำ
“ชิดชบา”
ชิดชบาหลบสายตา
“หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะคุณป้า มันคงเครียด หนูคือคนที่เพิ่งออกจากคุกนะคะ”
“แน่ใจนะ ว่าไม่ได้เป็นอะไร”
“หนูสบายดีค่ะคุณป้า ขอเวลาหนูปรับตัวอีกนิด ชีวิตนอกคุกกับในคุกมันไม่เหมือนกันนี่คะ”
“ขอให้ไม่เป็นอะไรจริงๆ เถอะ”
ตลับนาคกังวล กลัวชิดชบาท้อง
“เพราะชีวิตของหนูน่ะ มันมีอะไรๆ เกิดขึ้นมากเกินไปแล้ว แน่ใจนะ”
“เอ่อ”
“ว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ”
ชิดชบาหันกลับไปสบตาตลับนาค พยักหน้ารับคำอย่างเงียบๆ
“งั้นก็แล้วไป เดี๋ยวป้าจะลงไปเตรียมอาหารให้ ยังไม่ต้องลงไปร่วมโต๊ะกับคุณหมอแพรวาหรือคุณเถาว์เครือหรอก”
“ค่ะ คุณป้า”
ตลับนาคเดินออกไป ชิดชบาหันกลับมา รีบปิดปากไว้เมื่อมีอาการคลื่นไส้จะอาเจียนออกมาอีก

หม่อมจรัสเรืองเดินตามมารั้งแขนอรุณณรงค์ไว้ด้วยท่าทีตื่นตระหนก เมื่อรู้ว่าชิดชบาออกจากคุกแล้ว
“ชิดชบาออกจากคุกแล้วจริงๆ หรือ ชายเอี่ยว”
“ครับ”
“แม่ต้องรีบรวบรัดเรื่องแต่งงาน”
“แม่ครับ”
“ก็ไหนชายเอี่ยวบอกแม่ว่า รักตัวเองมากกว่าชิดชบาไงล่ะ คนรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ต้องทำทุกอย่างเพื่อตัวเองซี แต่งงานกับคุณหญิงอุราศรีเรื่องมันจะได้จบๆ”
อรุณณรงค์ผละไป หม่อมจรัสเรืองร้อนใจ

พยาบาลนำถาดอาหารกลับออกไปจากห้องโสมสุภางค์ ปฐวียืนมองอยู่ จับมือโสมสุภางค์ไว้อย่างปลอบโยน
“ผมคงต้องกลับแล้ว เห็นคุณทานได้ผมดีใจนะ พรุ่งนี้หมอแพรวาบอกว่าจะทำกายภาพบำบัดให้คุณแต่เช้า คุณจะต้องดีขึ้น”
โสมสุภางค์ขยับมือ จับมือปฐวีไว้ ปฐวีก้มลงมอง กระชับมือตอบ ยิ้มปลอบโยน
“หมอแพรวาต้องการความร่วมมือจากคนไข้ด้วย คุณต้องให้ความร่วมมือกับหมอนะ คุณต้องคิดเหมือนผม ว่าเราต้องดีขึ้น”
โสมสุภางค์มองสบตาปฐวีน้ำตาคลอ
“ผมต้องไปแล้ว พรุ่งนี้ผมมีประชุมเช้า คุณนอนให้หลับนะ”
ปฐวีจูบที่เส้นผมของโสมสุภางค์ก่อนเปิดประตูออกไป เขาเดินลงบันไดอย่างช้าๆ จนสุดปลายทาง ก่อนชะงักอย่างลังเล
ภายในห้องปั้น ชิดชบานั่งอยู่ตรงหน้าแป้นหมุน ที่หมุนตัวอยู่ ปฐวีเปิดประตูเข้ามา ชิดชบาปิดแป้นหมุน
ผลุนผลันออกไป
“คุณคงเกลียดผมจนทนมองหน้าผมไม่ได้”
“ใช่ ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าของสกปรก แล้วฉันก็ไม่เชื่อว่าคุณขอให้คุณเถาว์เครือถอนค้านคำขอประกันตัวของฉัน เพราะต้องการให้ฉันออกมาสู้อย่างยุติธรรม”
“ชิดชบา คุณคิดว่าผม”
“คุณส่งคนไปฆ่าฉันในคุก พอไม่สำเร็จ คุณก็ใช้วิธีปล่อยฉันออกมาเพื่อเก็บฉัน”
“คุณ นี่คิดอะไรน่ะ”
“ฆ่าฉันนอกคุกง่ายกว่า โอกาสตายมีมากกว่าในคุก ฉันไม่โง่จนเห็นคุณเป็นพ่อพระหรอก ไปลงนรกซะ ไอ้เลว”

ชิดชบาผลุนผลันออกไปด้วยความเคียดแค้น ปฐวีครุ่นคิด

ยุวดีมาทำงานอย่างเร่งร้อน กำลังจะเปิดประตูร้านสะดวกซื้อเข้าไป พลันเห็นประกาศเด็กหายของมูลนิธิกระจกเงา
 
มีรูปของเด็กชายปอนที่ตนเองอุปการะไว้
ปอนนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียงนอน ในมือมีของเล่นที่ยุวดีซื้อให้ ยุวดีเปิดประตูเข้ามา เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาเหงาๆ
“อยากกลับบ้าน”
“ฟังพี่นะ”
ยุวดีนั่งลงบนเตียง ยื่นกระดาษแจ้งเด็กหายมาตรงหน้า
“เกิดอะไรขึ้น น้องไม่ได้หนีออกจากบ้านใช่มั้ย เล่าให้พี่ฟังได้หรือยังว่าน้องกลัวผู้ชายคนนั้นทำไม มันจับตัวน้องมาใช่มั้ย ไป พี่จะพาน้องไปหาตำรวจ”
“ไม่ ไม่ไป”
“ถ้าน้องอยากกลับบ้าน กลับไปหาแม่ น้องต้องพูดความจริงว่าน้องเป็นลูกใคร”
ปอนร้องไห้
“พี่ หนูกลัว”
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องร้องไห้ เราจะไปหาตำรวจกัน พี่จะแวะไปลางานผู้จัดการก่อน นะ”
ปอนสบตายุวดีก่อนพยักหน้ารับคำอย่างจำนน
ถกลขับรถยนต์เข้ามาเติมน้ำมัน เปิดประตูรถลงมายืนท้าวเอวมองเด็กปั๊มเติมน้ำมัน เขามองเลยไปยังหน้าร้านสะดวกซื้อ เห็นปอนยืนรอยุวดีอยู่
“เด็ก”
ถกลรีบวิ่งเข้ามา ปอนเห็นถกลจึงลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก คว้ามือยุวดีซึ่งเปิดประตูกระจกออกมา
“ไป พี่ลางานผู้จัดการแล้ว”
“หนีเร็ว”
“หนีใคร”
ยุวดีหันไปเห็นถกล ปอนคว้าข้อมือยุวดีวิ่งหนี ถกลวิ่งตามไป ยุวดีดึงตัวปอนเข้ามุมหลบ ถกลวิ่งตามมา มองหาแต่ไม่พบ
“ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย”
ถกลรีบโทรศัพท์ถึงชัยญา
“ผมพบเด็กแล้วครับคุณชัยญา แต่ยังจับมันไม่ได้”
ยุวดีได้ยินเสียง หันมาจ้องหน้าปอนอย่างตื่นตระหนก ชัยญารับโทรศัพท์แล้วรีบเดินแยกออกไปจากอุราศรี
อุราศรีมองตามมาด้วยความสนใจ เมื่อเห็นท่าทีเคร่งเครียดของชัยญา
“แกปล่อยให้มันหนีรอดไปยังไง แกรู้มั้ยว่าเราสองคนเริ่มจะไม่มีเงาหัวแล้ว จับมันให้ได้ จะจับเป็นหรือจับตาย แกต้องจับให้ได้”
ชัยญาปิดโทรศัพท์ อุราศรีถามด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือคะ”
“ไม่มีอะไรครับ ลูกน้องผมเอารถแข่งอีกคันของผมไปพังในสนาม”
“แล้วคนเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่เป็นอะไรครับ พวกนักแข่งต้องเซฟตัวเองให้ปลอดภัย”
“ค่อยยังชั่ว กีฬาที่ต้องใช้ความเร็วนี่มันตื่นเต้นก็จริง แต่มันอันตรายนะคะ”
“มือใหม่อย่างคุณหญิง ถึงต้องได้รับการดูแลจากผมไงครับ ความปลอดภัยต้องมาก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ผมจะทิ้งรถไว้ที่อู่นี่ แล้วเราไป”
“ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณค่ะ”
“ยินดีครับ ขอบคุณครับ เจ้าภาพ เชิญครับ”
ชัยญาผายมือ แกล้งทำท่าสุภาพบุรุษแบบตลกๆ อุราศรีหัวเราะ ก่อนเดินไปที่รถพร้อมกับชัยญา

ตลับนาคเปิดประตูห้องชิดชบาเข้ามาพร้อมด้วยถาดอาหาร
“ชิดชบา”
ตลับนาคมองหาชิดชบา พลันได้ยินเสียงชิดชบาอาเจียนอยู่ในห้องน้ำ จึงรีบวางถาดอาหาร มองผ่านประตูห้องน้ำที่เปิดทิ้งไว้ จ้องมองอาการอาเจียนของชิดชบาด้วยความสงสัย
“คุณป้า”
ชิดชบารีบเช็ดปาก เกลื่อนสีหน้า
“หนูไม่ได้ยินเสียงคุณป้าเลยค่ะ”
“ท่าทางหนูไม่ดีขึ้นเลยนะ ไปหาหมอดีกว่ามั้ย”
“หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ คงยังไม่หายเครียดน่ะค่ะ”
“มันมีอาการยังไง”
“เอ่อ มันเหมือนเรานั่งรถไฟนานๆ พอลงมา พื้นยังโคลงเคลงอยู่เลย หนูเคยเป็นบ่อยๆ ค่ะ ตอนอยู่ปารีส”
“ชิดชบา แน่ใจนะลูกว่าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”
ชิดชบานิ่งอึ้ง หลบตา
“ค่ะ หนูสบายดี วันนี้หนูมีนัดกับธวัชพงษ์ค่ะ”

ชิดชบาปิดประตูห้องน้ำเพื่อตัดบทสนทนา ตลับนาคเริ่มสงสัยอาการของหลานสาว

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 12 (ต่อ)

ยุวดีเปิดประตูห้องเช่า ดึงมือปอนเข้ามา แล้วรีบเก็บเสื้อผ้าใส่เป้สะพาย
 
“เร็ว ช่วยพี่เก็บของ ขืนอยู่ที่นี่มันต้องหาเราเจอแน่ ต้องเป็นเรื่องสำคัญ มันถึงได้ไล่ล่าน้อง บอกพี่ได้หรือยังว่ามันเรื่องอะไรกัน ไม่อย่างนั้นพี่จะ”
ยุวดีชะงัก ปอนกอดของเล่นเพื่อเตรียมหนี
“นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยใช่มั้ย ยังไงพี่ก็คุ้มครองน้องไม่ได้หรอก เราต้องไปหาตำรวจ”
“ไม่นะ”
“ทำไมล่ะ”
เสียงกริ่งที่ประตูดังขึ้น
“ไปหลบหลังระเบียงนั่นเร็ว”
ปอนรีบวิ่งออกไป พร้อมของเล่น ยุวดีเดินไปแอบดู เห็นเถาว์เครือยืนอยู่จึงเปิดประตูออกไป
“ฉันไปหาแกที่ร้านสะดวกซื้อ ผู้จัดการบอกว่าแกลากะทันหัน แล้วบอกฉันว่าแกมาเช่าห้องอยู่ใกล้ๆ นี่”
“เอ่อ คุณนายมีอะไรอีก”
“กลับไปอยู่กับฉันเถอะ ตอนนี้นังชิดชบามันออกจากคุกมาแล้ว ฉันไม่มีพวกในบ้านหลังนั้นเลย”
“ฉันบอกคุณนายแล้วไงว่าไม่ๆๆ ฉันไม่กลับไปอยู่กับคุณนายอีกแล้ว เบื่อความเจ้าเล่ห์ของคุณนาย”
ยุวดีปิดประตูใส่หน้าเถาว์เครือ เถาว์เครือกระแทกเสียงตวาดด้วยความโกรธ
“นังยุ นังคนเนรคุณ ฉันเคยให้เงินเจือจานแกนะ ทำไมแกไม่ตอบแทนบุญคุณของฉัน แกนี่มันเนรคุณจริงๆ”
ยุวดีแอบอยู่หลังประตู ครุ่นคิด เริ่มหวาดกลัว

อรุณณรงค์เดินมาที่รถ มองผ่านกระจกโปร่งเข้าไปยังร้านอาหาร เห็นอุราศรีและชัยญารับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน ชัยญาใส่ใจอาทรอุราศรีเหมือนสุภาพบุรุษ
“คุณหญิงอุราศี”
อรุณณรงค์เริ่มห่วงใยอุราศรี เพราะรู้ว่าชัยญาและชัยยงค์ต่างมีเบื้องหลังเป็นนักพนัน
ชัยยงค์อยู่ที่คอนโดฯ หยิบยาแก้ปวดศีรษะมากิน ถกลยืนรอคำสั่งอยู่
“นี่แสดงว่าเด็กยังอยู่ในกรุงเทพฯ นี่ แกต้องพลิกกรุงเทพฯ หาตัวเด็ก แล้วเก็บชิดชบา ทำให้เป็นอุบัติเหตุ ตำรวจจะได้โยงเรื่องการตายของชิดชบามาที่เราไม่ได้”
“อุบัติเหตุหรือครับ”
“ชนแล้วหนี จับพวกตีนผีไม่ได้ อะไรทำนองนั้น”
“ครับ”
“แกพลาดมาแล้วในที่แคบอย่างคุก คราวนี้อย่าให้พลาดอีก ถนนน่ะมันกว้าง อุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ทำให้มันเป็นอุบัติเหตุ”
“ครับ ผมจะทำให้เป็นอุบัติเหตุ”
ถกลรับคำ

สมควรเช็ดรถรอปฐวีหน้าอพาร์ทเมนท์ ปฐวีเดินลงมา
“ฉันจะขับรถเอง ประชุมเสร็จแล้วจะเลยไปร้านดอกไม้ นายสมควรกลับไปช่วยงานจำเรียงเถอะ”
“ครับผม”
สมควรส่งกุญแจรถให้ปฐวี
จำเรียงวิ่งไปเปิดประตูรอชิดชบา ตลับนาคเดินลงมาส่งชิดชบาที่รถด้วยความห่วงใย
“ไปพบธวัชพงษ์เขาที่ไหน มีธุระทำไมไม่นัดเขามาบ้าน ป้าบอกตรงๆ นะ ไม่อยากให้อยู่ห่างสายตาเลย”
“หนูอยากคุยกับธวัชพงษ์ ว่าเขารู้อะไรมาบ้าง เขากำลังสืบเรื่องนายชัยยงค์กับนายชัยญาสองพ่อลูกนั่นค่ะ”
“สองพ่อลูกหรือ เขาเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้”
“หนูก็ไม่ทราบค่ะ แต่ข้อสงสัยของธวัชพงษ์ฟังได้ เราฟังไว้หลายทางอาจจะเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ค่ะ”
“ขับรถดีๆ นะ ระวังหน้าระวังหลังไว้บ้าง ป้าไม่ไว้ใจใครเลย”
“ค่ะ หนูไปนะคะคุณป้า”
ชิดชบาขับรถออกไป จำเรียงปิดประตูลง ถกลจอดรถอยู่ข้างทางมองตามด้วยแววตาเหี้ยม ก่อนขับรถตามชิดชบาออกไป

ธวัชพงษ์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในร้านกาแฟ ชิดชบาขับรถเข้ามาจอด เปิดประตูรถลงมาเพื่อเดินข้ามถนนมายังร้านกาแฟ ปฐวีเปิดประตูร้านดอกไม้ ฝั่งเดียวกับชิดชบา เห็นรถของถกลพุ่งเข้าใส่ ปฐวีโยนช่อดอกไม้ทิ้ง พุ่งเข้ารวบร่างของชิดชบา ต่างล้มกลิ้งผ่านรถของถกลออกไป รถของถกลแล่นผ่านไป ธวัชพงษ์วิ่งออกมาจากร้านกาแฟอย่างตื่นตระหนก
“คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า”
ชิดชบายังอยู่ในอ้อมแขนของปฐวี ธวัชพงษ์รีบบอก
“มันจงใจขับรถชนคุณนะ”
“คุณไม่เป็นไรนะ” ปฐวีถามอย่างห่วงใย
“ฉัน”
ธวัชพงษ์ประคองชิดชบาลุกขึ้นยืน ถามด้วยความห่วงใย
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ นี่มันจงใจฆ่าคุณนะ”
“ฉันไม่เป็นไร”
“แจ้งความเถอะ ผมจะพาคุณไปสถานีตำรวจ”
ชิดชบาหันไปมองปฐวี ต่างมองสบตากัน
“ไม่ ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“แต่คุณก็รู้ว่ามันจงใจฆ่าคุณ”
“ไปเถอะ”

ชิดชบาดึงมือธวัชพงษ์เข้าร้านกาแฟไป ปฐวีมองตามไป ชิดชบาและธวัชพงษ์ต่างหันมามองปฐวีด้วยความแปลกใจที่ปฐวีเป็นผู้ช่วยชีวิต

ปฐวีเดินออกมาจากลิฟท์อพาร์ทเมนท์ตรงมายังห้องพัก เห็นถุงอาหารกล่องชั้นดีห้อยอยู่ที่ประตู ปฐวีหยิบถุงอาหารขึ้นมามอง
 
“คุณหมอแพรวาหรือ”
ปฐวีแปลกใจ
แพรวาเดินเข้ามาในโถง เห็นเถาว์เครือเปิดตู้ยา กำลังหายาแก้ปวดศีรษะ
“หายาอะไรคะคุณแม่”
“แก้ปวดหัว”
“คุณแม่ปวดหัวเพราะเครียดหรือเปล่าคะ”
“ใช่ เครียด โสมสุภางค์ไม่ดีขึ้น ซ้ำชิดชบายังออกมาเดินลอยนวล ฉันไม่ปวดหัวก็เกินมนุษย์ล่ะ”
“คุณแม่ก็อยู่กับโสมสุภางค์ให้มากกว่านี้ซีคะ ตอนนี้มีนักกายภาพบำบัด มาทำกายภาพบำบัดให้โสมสุภางค์ทุกเช้า พอมีอะไรทำ คุณแม่ก็ลืมเรื่องเครียด”
“ฉันลืมไม่ได้หรอก คนหนึ่งก็เคยพยายามฆ่าลูกฉัน อีกคนก็”
“นี่คุณแม่ยังไม่เลิกคิดเรื่องที่หนูจะแย่งสามีเพื่อนอีกหรือคะ นี่ค่ะ ยาแก้ปวดศีรษะ ถ้ายังคิดเรื่องนี้อยู่ล่ะก็ คุณแม่เห็นจะต้องใช้ยาอีกเยอะ”
แพรวาจับมือของเถาว์เครือแล้ววางยาแก้ปวดลงในฝ่ามือ ก่อนเดินออกไป เถาว์เครือมองด้วยความชิงชัง
“หมั่นไส้นังยุวดีนัก อาศัยพึ่งพาไม่ได้เลย แล้วนี่ฉันจะไล่หมอแพรวาออกจากบ้านยังไง”
จำเรียงเดินถือไม้กวาดผ่านหน้าเถาว์เครือขึ้นบันไดไป เถาว์เครือมองตาม เกิดความคิดใหม่
“นังจำเรียง”

ธวัชพงษ์ถือกาแฟมาวางตรงหน้าชิดชบา ชิดชบาคลำที่ข้อศอกรู้สึกเจ็บ ธวัชพงษ์มองอย่างห่วงใย
“คุณแน่ใจนะว่าคุณไม่เจ็บที่ไหนนอกจากข้อศอก”
“ค่ะ ฉันคงล้มไปตอนที่”
“คุณปฐวีเขาช่วยชีวิตคุณไว้”
“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม ตั้งแต่ออกมาจากคุก ฉันพบเขาที่บ้าน ตอนที่เขาไปเยี่ยมคุณโสมสุภางค์ เขาไม่ได้อยู่ในบ้านแล้ว คุณหมอแพรวามาอยู่แทน”
“ผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมเขาทิ้งคุณโสมสุภางค์ตอนนี้ เขาแต่งงานแล้ว คุณโสมสุภางค์ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาเขา แล้วตอนนี้ก็”
“เขาอาจจะไม่อยากเห็นหน้าคนคุกอย่างฉันก็ได้มั้ง”
“ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาคิดอย่างนั้น”
“เขาจะคิดยังไง เขาก็”
“แต่เมื่อกี้นี้”
ธวัชพงษ์เอื้อมมือมาแตะแขนของชิดชบาเหมือนเตือนสติ
“เขาช่วยชีวิตคุณนะ”
ชิดชบานิ่งอึ้งไป

ปฐวีทำแผลที่ข้อมือ ใช้สำลีซับเลือดที่ซึมแล้วทายา ก่อนปิดพลาสเตอร์ หันไปมองอาหารในจานอย่างเงียบๆ
มองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่อย่างลังเล ก่อนโทร.ถึงแพรวาน้ำเสียงอ่อนโยนลง
“ขอบคุณสำหรับข้าวที่คุณส่งมาให้ผม”
แพรวารับโทรศัพท์ เดินไปมาอย่างมีความสุข
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเห็นว่าคุณยุ่งก็เลยโทร.สั่งทางร้านให้เอาไปส่งคุณที่นั่น ไม่ต้องห่วงโสมสุภางค์หรอกค่ะ”
จำเรียงเดินเข้ามาเก็บถ้วยกาแฟ เงี่ยหูฟัง
“ฉันจัดนักกายภาพมาทำกายภาพบำบัดให้โสมสุภางค์ทุกวัน โสมสุภางค์จะต้องดีขึ้นค่ะ คุณเองก็รักษาจิตใจของคุณให้ดีๆ นะคะ เพราะจิตใจน่ะ มันส่งผลถึงร่างกาย คุณยังต้องใช้พลังอีกมากกับปัญหาของคุณ”
แพรวาปิดโทรศัพท์ ยิ้มยังค้างอยู่บนสีหน้าและแววตา หันมาสบตาจำเรียงซึ่งจ้องมองอยู่ จำเรียงสะดุ้งเบาๆ รีบเกลื่อนสีหน้า
“อุ๊ย”
“ทีหลังถ้าอยากจะรู้อะไรที่เกี่ยวกับฉันก็ถามได้เลยนะ ฉันไม่มีความลับ พร้อมจะแสดงความโปร่งใสว่าไม่ได้มาอยู่ที่นี้เพื่อแย่งอะไรของใคร”
 
แพรวายิ้มๆ เดินขึ้นตึกไป จำเรียงมองอย่างกระอักกระอ่วน

ชัยยงค์ตวาดถกลเสียงดังด้วยความโกรธ
 
“พลาดอีกแล้วหรือ แกทำไม่สำเร็จอีกแล้วหรือ”
“เอ่อ ผม”
“ของแค่นี้ กะแค่ชนแล้วหนีแกน่าจะถนัดนะ”
ชัยญาผิดหวัง
“แกด้วย แกก็ทำอะไรไม่สำเร็จแม้แต่อย่างเดียว”
ชัยยงค์ตวาดลูกชาย
“แต่ตอนนี้ผมกำลังจะทำความสำเร็จให้ชีวิตด้วยการมีเมียรวย”
“แกคิดหรือว่าผู้หญิงรวยแล้วโง่ ผู้หญิงพวกนี้เลิกโง่ไปตั้งนานแล้ว ผู้หญิงร่ำรวยฉลาดที่จะรักษาความร่ำรวยไว้ ฉันรู้จักผู้หญิงพวกนี้ดี”
“มันก็ไม่ทุกคนหรอกพ่อ อย่างคุณนายเถาว์เครือไง โง่หรือฉลาดล่ะ”
“นี่แก”
“ผมจะรวบรัดคุณหญิงอุราศรี ถึงตอนนั้นคงฉลาดไม่ทันแล้วล่ะมั้ง ว่าแต่พ่อเถอะ ถึงตอนสลัดคุณนายเถาว์เครือ พ่อจะสลัดหลุดมั้ย”
“แก”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องชิดชบา อุบัติเหตุน่ะมันเกิดได้หลายครั้ง คราวที่แล้วรอด แต่คราวหน้า ตายแน่”
ชัยญายิ้มมั่นใจ

ธวัชพงษ์เดินออกจากร้านกาแฟ มาส่งชิดชบาที่รถด้วยความห่วงใย
“คุณต้องระวังตัวนะ ผมอยากไปส่งคุณ แต่คุณก็ไม่ยอม อย่าออกไปไหนตามลำพัง นี่ถ้าคุณปฐวีเขาไม่ช่วยไว้ ป่านนี้คุณคงจะ”
“เอาเถอะ ไม่ต้องย้ำกับฉันบ่อยๆ แล้วฉันจะขอบใจเขาเอง ว่าแต่คุณเถอะ คุณจะเข้าไปติดกล้องวงจรปิดในคอนโดนายชัยยงค์ได้ยังไง ฉันฟังจากพฤติกรรมที่คุณเล่า คนๆ นี้เป็นมนุษย์ลวงโลกทั้งพ่อทั้งลูก”
“ผมกำลังหาทางอยู่ ผมยังเชื่อว่าข้อสงสัยของผมไม่ผิด ผมเชื่อสัญชาติญาณของตัวเอง ถึงแม้ว่า”
“อะไร”
“สิ่งที่ผมเห็นวันนี้มันจะไม่น่าเชื่อ”
“คุณหมายถึง”
“คุณปฐวีเขาช่วยชีวิตคุณ คุณขับรถระวังๆ นะ”
ชิดชบานิ่งอึ้ง ก่อนพยักหน้า ขับรถออกไป
ค่ำนั้น ปฐวีรับประทานอาหารที่แพรวาส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว เขาเดินไปชงกาแฟ เสียงกริ่งที่ประตูดังขึ้น ปฐวีเดินไปเปิด ชิดชบายืนอยู่ด้วยสีหน้ามึนตึง เย็นชา
“ฉันมาขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตฉันไว้ แต่ขอยืนยันว่าความเกลียดของฉันยังไม่เปลี่ยน”
“อ้อ จะเข้ามามั้ย”
“ไม่ ฉันจะกลับละ”
“เดี๋ยวก่อน”
“มีอะไร”
“เกมยังไม่จบ ถึงผมจะช่วยชีวิตคุณ แต่ผมก็ยังยืนยันว่า ผมจะต้องเอาตัวคนทำผิดเข้าคุกให้ได้”
ปฐวีปิดประตูปัง ก่อนถอนหายใจอย่างอ่อนล้า เขาเปิดประตูออกมาอีกครั้ง ไม่มีเงาของชิดชบาแล้ว

อุราศรีนั่งทำงานในกระทรวง อรุณณรงค์เดินเข้ามายืนหน้าโต๊ะทำงานของเธอ อุราศรีเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยท่าทีเฉยเมย
“มีอะไรหรือคะ”
“เดี๋ยวนี้ คุณไปแข่งรถกับนายชัยญาทุกอาทิตย์เลยหรือ”
“ค่ะ วันหยุดฉันอยู่ว่างๆ เบื่อเล่นกอล์ฟ เบื่อจ๊อกกิ้ง เลยหาอะไรตื่นเต้นทำ”
“ผมเป็นห่วงคุณนะ”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ คนที่คุณชายเอี่ยวควรห่วงให้มากๆ ไม่ใช่ชิดชบาหรือคะ ตอนนี้ชิดชบาออกมาจากคุกแล้ว แต่คดีก็ยังต้องสู้กันต่อไป ก็ยังไม่แน่ว่าจะ”
“ผมไม่เข้าใจ ว่าคุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณหญิงอุราศรีที่ผมเคยรู้จักคือผู้หญิงที่มีเมตตา”
อุราศรีลุกขึ้นยืน รวบแฟ้มเอกสาร
“ก็เหมือนคุณชายอรุณณรงค์ที่ฉันเคยรู้จัก สง่าภาคภูมิ เป็นที่นับถือ แต่ตอนนี้เป็น งั่ง”
อุราศรีผละไป อรุณณรงค์ตกใจ

จำเรียงยืนทำครัวอยู่ เถาว์เครือเดินเข้ามาทำทีเป็นส่งเสียงกระแอมเบาๆ
“จำเรียง”
“ต้องการอะไรคะคุณนาย ตอนนี้ยังไม่ได้ค่ะ เพราะหนูต้องทำอาหารเช้าให้คุณหมอแพรวา แล้วยังอาหารอ่อนๆ ของคุณโสมสุภางค์ตามเมนูของคุณหมออีก แล้วก็ยังอาหารของคุณพยาบาลพิเศษอีกสองคน แล้วก็”
“ฉันไม่ได้มาใช้แกทำนั่นทำนี่หรอก”
จำเรียงแปลกใจกับท่าทีเป็นมิตรของเถาว์เครือ
“แล้วคุณนายต้องการอะไรคะ”
“ต้องการถามแกว่า แกอยากจะได้เงินใช้มั้ย”
“เงิน”
“ใช่ เงิน”
“เงินน่ะอยากได้ค่ะ แต่ว่า”
“แต่ว่าอะไร”
“แต่ว่าหนูกลัวหนูจะตายเหมือนน้าบุญถิ่นน่ะซีคะ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า หนูไม่เสี่ยงดีกว่า อยู่อย่างไร้เงิน ดีกว่าไร้ลมหายใจค่ะ”
 
เถาว์เครือโกรธ

อรุณณรงค์กลับจากกระทรวงด้วยท่าทีอ่อนล้า หม่อมจรัสเรืองเดินเข้ามาหา
 
“แม่จะไปพบท่านผู้ใหญ่ฝ่ายคุณหญิงอุราศรีพรุ่งนี้ จะไปสู่ขอทาบทามท่าน ชายเอี่ยวจะว่ายังไง”
อรุณณรงค์ตอบเนือยๆ
“ผมแล้วแต่หม่อมแม่”
“แล้วแต่แม่จริงๆ นะ ไม่ใช่รับปากแม่ แล้วทำเรื่องฉาวโฉ่ขายหน้าแม่”
“ผมพร้อมจะแต่งงานกับคุณหญิงอุราศีแล้วล่ะครับ”
“นี่ไม่ได้โกหกแม่นะ”
“ครับ ผมจะพยายามลืมชิดชบาให้ได้ จริงอย่างที่หม่อมแม่เคยบอก ว่าเรื่องของผมกับชิดชบามันเป็นไปไม่ได้”
“ชายเอี่ยว แม่ดีใจที่ลูกคิดอย่างนี้ ปัญหาบางอย่างแก้ไม่ได้เราต้องปล่อยไป ผู้หญิงบางคนอยู่ใกล้แล้วมีแต่ความเสื่อม เราก็ต้องหยุด สง่าราศีมันไม่เหมือนเงาที่ลบเท่าไหร่ก็ไม่ออก เกียรติยศ เสียแล้ว เสียเลย”
อรุณณรงค์สลดลง หม่อมจรัสเรืองถอนหายใจโล่งอก

ห้องนอนของโสมสุภางค์เปิดประตูทิ้งไว้ ชิดชบาเดินผ่านเข้าไป แพรวากำลังควบคุมดูแลให้นักกายภาพบำบัด
ทำกายภาพให้แก่โสมสุภางค์ โสมสุภางค์เงยหน้าขึ้นสบตาชิดชบา เธอเริ่มหวั่นไหว รู้สึกผิด เพราะรู้ว่าชิดชบาไม่ได้ผลักตัวเองตกบันได เถาว์เครือเดินเข้ามา
“อยู่ห่างๆ ลูกของฉันไว้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องปฐวี ว่าเธอพยายามจะข่มขวัญโสมสุภางค์ด้วยการเล่นสงครามประสาท”
“ฉันจะทำอะไรได้คะ คุณนาย คุณโสมสุภางค์มีหมอแพรวาอยู่ทั้งคน แล้วคุณหมอก็ไม่ยอมให้คนไข้คลาดสายตา”
“ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ทุกคนจ้องจะทำร้ายลูกของฉัน”
“คุณนายน่าจะก้มลงมองตัวเองนะคะ ว่าคุณนายมีส่วนทำร้ายคุณโสมสุภางค์หรือเปล่า คุณนายรู้อยู่แก่ใจ ว่าคุณโสมสุภางค์ตกลงมาจากบันไดได้ยังไง”
เถาว์เครือหวั่นไหว แต่พยายามระงับอาการตื่นตระหนกของตนเอง
“แกอย่ามากล่าวหาฉันนะ ไม่มีใครเชื่อแกหรอกว่าโสมสุภางค์ตกบันไดเพราะฉัน จะต้องมีการพิสูจน์ในศาล แล้วคดีมันจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่แกฆ่าปิดปากบุญถิ่น แกจะต้องกลับเข้าไปอยู่ในคุกอีก นังชิดชบา”
เถาว์เครืออาฆาต

ธวัชพงษ์ใส่ชุดพนักงานทำความสะอาดทำทีเดินไปที่หน้าห้องควบคุมไฟของคอนโดฯ มองซ้ายขวาก่อนผลุบเข้าไปข้างใน เลือกแผงไฟที่เป็นของห้องชัยยงค์ ก่อนปลดคัทเอาท์ห้องชัยยงค์ให้ตัดกระแสไฟ ชัยยงค์ ชัยญาและถกลเดินออกมาจากลิฟท์ ธวัชพงษ์รีบหลบเข้ามุม ชัยยงค์หงุดหงิด
“ไฟดับ ร้อนเหมือนตับจะสุก เดี๋ยวแกจัดการแจ้งส่วนกลางด้วยว่าฉันซื้อคอนโดนะ ไม่ได้ซื้อตู้อบ”
“ครับผม”
ทั้งสามเดินผ่านธวัชพงษ์ไปยังรถที่จอดอยู่ ธวัชพงษ์ค่อยๆ โผล่หน้าออกมา มองตามไปด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ช่างไฟไม่อยู่ ลาไปช่วยเมียเบ่งคลอด ช่างเถอะพร้อมบริการครับผม”

อรุณณรงค์พลิกหนังสือพิมพ์ อ่านหัวข้อข่าวอย่างไม่มีสมาธิ จิตใจร้อนรุ่มไปด้วยความห่วงใยที่เริ่มมีต่ออุราศรี
หม่อมจรัสเรืองเดินลงมาจากตึก
“แม่จะไปเจรจาทาบทามเรื่องคุณหญิงอุราศรีวันนี้ นัดท่านผู้ใหญ่ไว้แล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใช่มั้ยชายเอี่ยว”
“เอ่อ ครับ”
“ดีแล้ว พูดกันรู้เรื่องอย่างนี้แม่ค่อยเบาใจ พอผ่านเรื่องเจรจาทาบทาม แม่ก็จะหาฤกษ์ด่วนจัดงานแต่งงาน”
“ดีครับ”
อรุณณรงค์รับคำ ก่อนเดินขึ้นตึกไป หม่อมจรัสเรืองมองแปลกใจ

ชิดชบาลงมาเดินดูกุหลาบกระถางด้วยท่าทางเศร้าหมอง สมควรเดินเลี้ยวมุมตึก กำลังจะออกไปขับรถ
“นายสมควร”
สมควรชะงัก มองชิดชบาด้วยแววตาเย็นชาหันหลังให้ ตอบเหมือนเสียไม่ได้
“ครับ”
“ฉันเสียใจด้วยเรื่องบุญถิ่น ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ ฉันไม่รู้เรื่องการตายของบุญถิ่นเลยนะ ถึงฉันกับบุญถิ่นจะไม่ค่อยลงรอยกัน แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุที่ฉันจะต้องฆ่าบุญถิ่น”
สมควรชำเลืองมองชิดชบา ยิ่งขุ่นเคือง
“ฮึ”
สมควรรีบผละไปด้วยความชิงชัง ชิดชบาสะเทือนใจ
“นายสมควร”
ตลับนาคเดินเข้ามา
“น่าเห็นใจนายสมควรนะ เมียตายทั้งคน ใครจะไม่คิดสะเปะสะปะว่าใครฆ่า แล้วที่นายสมควรคิดมันก็มีเหตุผลสนับสนุนให้คิด อดทนนะชิดชบา จนกว่าหนูจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าหนูบริสุทธิ์”
“มันคงไม่ง่ายหรอกค่ะ เพราะจนป่านนี้ตำรวจก็ยังตามตัวเด็กที่เป็นลูกบุญถิ่นไม่พบ”
“หรือว่าเด็ก”
“ยังไม่พบศพเด็ก ยังเชื่อได้ว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่ แต่อยู่ที่ไหน”

ชิดชบาถอนหายใจกังวล

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 12 (ต่อ)

ยุวดีจูงมือปอนเดินเข้ามาในชุมชนแออัด น้าสาวนั่งซักผ้าอยู่หน้าเพิงเล็กๆ เพราะมีอาชีพรับจ้างซักผ้า
 
ยุวดีเดินเข้ามาใกล้ๆ มือยังจับปอนซึ่งกอดของเล่นไว้แน่น
“น้า น้าจง”
“ใครวะ”
“จำฉันได้มั้ย”
“นังยุ เอ็งหายไปไหนมาตั้งหลายปี อีตัวดี ไปมาก็ไม่บอก รู้มั้ยตอนที่เอ็งหายไปใหม่ๆ น่ะ เขาหาตัวเอ็งกันควั่กไปหมด นึกว่าถูกหลอกไปขายซ่อง”
“นี่ น้าไม่ต้องพูดมาก ฉันก็กลับมาแล้วไงล่ะ”
“กลับ”
น้าสาวมองปอนด้วยความสงสัย ยุวดีทำหน้าเจื่อนๆ
“ลูกฉันเอง อย่าถามว่าใครเป็นพ่อ ไม่รู้ ฉันจะกลับมาอาศัยน้าอยู่”
“หายไปตั้งนาน ทำตัวเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร พอนึกขึ้นมาได้ว่ามีญาติก็ตอนไม่มีที่ไปซีนะ”
“ไป เข้าไปข้างใน ไม่ต้องไปสนใจปากน้าจง”
ยุวดีจูงมือปอนเข้าไปในเพิง
“อ้าว เฮ้ย นังยุ กูยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่ากูจะให้มึงกับลูกอยู่ด้วย นังยุ นังยุ”
น้าสาวรีบตามเข้าไปในเพิง

ปฐวีเดินลงมาจากอพาร์ทเมนท์ สมควรยืนเช็ดรถ รออยู่หน้าตึก
“เช้านี้คุณโสมสุภางค์เป็นยังไงบ้าง”
“เอ่อ ผมไม่พบคุณโสมสุภางค์เลยครับ พบแต่”
สมควรรังเกียจชิดชบา พูดชื่อเหมือนเสียไม่ได้
“คุณชิดชบา”
“นายสมควร”
“ครับผม”
“นายสมควรเชื่อมั้ยว่าคุณชิดชบาฆ่าบุญถิ่น”
“ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นใครล่ะครับ เมียผมกลับคำให้การเรื่องเห็นคุณโสมสุภางค์ตกบันได เหตุผลมันก็มากพอที่จะมีคนติดคุกเพราะปากบุญถิ่น”
“แล้วคิดบ้างหรือเปล่าว่าทำไมบุญถิ่นถึงได้กลับคำให้การ”
สมควรงง ตอบไม่ได้

ธวัชพงษ์แอบเข้ามาติดตั้งซ่อนกล้องวงจรปิดในห้องชัยยงค์ เมื่องานสำเร็จก็ยิ้มพอใจ เขารีบไปเปิดประตูห้องควบคุมไฟฟ้าคอนโดฯ โผล่หน้าออกมามองซ้ายขวาก่อนเดินออกมา แล้วปิดประตู กดล็อคแล้วเดินออกไป ถกลเดินสวนทางมา ธวัชพงษ์รีบหลบเข้าช่องบันไดหนีไฟอย่างฉิวเฉียด ถอนหายใจโล่งอก

หม่อมจรัสเรืองมาเจรจาทาบทามสู่ขออุราศรีต่อผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นพ่อแม่ของคุณหญิงอุราศรี อุราศรีนั่งนิ่งๆ หน้าเคร่งขรึม
“ดิฉันเห็นว่าชายเอี่ยวกับคุณหญิงอุราศรีเห็นกันมานาน ใกล้ชิดสนิทสนม แล้วก็มีความเหมาะสม ก็เลยมาเจรจาทาบทามไว้เบื้องต้นค่ะ แล้วแต่ความกรุณาของท่านค่ะ”
“ฉันน่ะไม่ขัดข้อง เห็นชายเอี่ยวเขามาตั้งแต่เป็นเด็ก เขาเป็นคนดี”
“ปีหน้านี่เขาก็จะไปรับตำแหน่งท่านทูตแล้ว มีอะไรจะต้องรังเกียจอีกล่ะ”
“แต่พ่อก็ต้องถามลูก แล้วแต่ลูกจะตัดสินใจ”
“ใช่ค่ะ หม่อม เราเลี้ยงลูกอย่างครอบครัวรุ่นใหม่ มีอะไรก็ให้เขาตัดสินใจเอง เขาต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาต้องการละ จริงมั้ย”
“ว่ายังไงอุราศรี ลูกยินดีจะแต่งงานกับชายเอี่ยวเขามั้ย พ่อจะได้ตอบหม่อมจรัสเรืองไป”
ทุกคนต่างยิ้มอย่างมีความสุข
“ว่ายังไงจ๊ะ”
หม่อมจรัสเรืองย้ำถาม อุราศรีลังเล เมินหน้าหลบสายตา
“เอ่อ หนูขอคิดดูก่อนค่ะ”

ทุกคนหันไปมองอุราศรีด้วยความแปลกใจ

ยุวดีเลื่อนของกินที่ซื้อมาเป็นกล่องๆ ให้ปอนเที่ยังนั่งกอดของเล่นอยู่อย่างเหงาๆ เปิดกล่องหยิบช้อนส่งให้
 
น้าสาวนั่งอยู่ใกล้ๆ มองอย่างจับสังเกต
“น้าไม่ต้องถามอะไรมาก รู้แค่ฉันพา เอ่อ พาลูกกลับมาหาน้า จะคิดว่าซมซาน หรือว่าร่อแร่ไปไม่รอด ก็แล้วแต่น้าจะคิด แต่ฉันกับลูกต้องอยู่กับน้าสักพัก”
“พักยาวหรือพักสั้น กูคนผัวทิ้ง มีอาชีพรับจ้างซักผ้า ไม่มีกำลังเลี้ยงลูกใครหรอก อย่าเอาลูกมาทิ้งไว้นะ บอกตรงๆ ว่าไม่รักเด็ก”
“โธ่ น้า ฉันไม่ทิ้งลูกฉันหรอกน่ะ ฉันพอมีเงินอยู่บ้าง เอ้า เอาไปห้าร้อย”
ยุวดีควักเงินส่งให้น้าสาว
“เป็นค่าน้ำค่าไฟแล้วก็ค่าเช่าบ้านเพิงหมาแหงนนี่”
น้าสาวมองเงินในมือ พร้อมกับทำหน้าเบื่อๆ
“แล้วจะอยู่อีกนานมั้ย”
ยุวดีหันไปสบตาปอนด้วยความสงสาร

หม่อมจรัสเรืองกลับมาที่วัง โยนกระเป๋าลงตรงหน้าอรุณณรงค์ด้วยความหงุดหงิด แปลกใจกับคำปฏิเสธของอุราศรี
“คุณหญิงอุราศรีปฏิเสธ อ้อ ไม่ใช่ ไม่ถึงกับปฏิเสธ คำว่าขอคิดดูก่อนนี่ มันเหมือนคำบ่ายเบี่ยงนะ”
“บ่ายเบี่ยงหรือครับ”
“ใช่ มันก็เท่ากับปฏิเสธนั่นแหละ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อก่อนเคยไปเคยมาทุกวัน พักหลังๆ นี่ห่างไป ชายเอี่ยวไปพูดอะไรให้คุณหญิงอุราศรีหมดใจหรือเปล่า”
“เอ่อ ผม”
“ต้องเป็นชายเอี่ยวแน่ แม่ไม่เชื่อหรอกว่าใครจะเปลี่ยนใจคุณหญิงอุราศรีได้ ชายเอี่ยวต้องทำอะไรสักอย่างนะ ไม่อย่างนั้นผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งจะหลุดมือลูกไป”
หม่อมจรัสเรืองจ้องหน้าอรุณณรงค์
“ชิดชบาใช่มั้ย”
“เอ่อ ไม่ใช่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ใคร ใครทำให้คุณหญิงอุราศรีเปลี่ยนไป”
หม่อมจรัสเรืองจ้องหน้าอรุณณรงค์อย่างคาดคั้น

ปฐวีเดินไปมาภายในอพาร์ทเมนท์อย่างเหงาๆ ครุ่นคิด ก่อนจะโทรศัพท์ถึงแพรวา
“หมอแพรวาหรือครับ คืนนี้ผมจะไปทานข้าวด้วย”
โสมสุภางค์นั่งอยู่บนรถเข็นอย่างเงียบๆ ชิดชบาเดินเข้ามาหาโสมสุภางค์
“ฉันไม่เคยอยากเห็นคุณในสภาพนี้เลย คุณรู้มั้ย ฉันเจ็บไม่ต่างไปจากคุณหรอก มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะ”
แพรวารีบเดินลงมาจากตึกด้วยกิริยาดีใจ
“โสม อ้อ คุณ เอ่อ แค่แค่จะมาบอกโสมสุภางค์ว่าคืนนี้คุณปฐวีจะมาทานมื้อค่ำด้วย เธอต้องอยู่ร่วมโต๊ะกับเขานะโสมสุภางค์ คุณปฐวีเขาอยู่คนเดียวเขาคงจะเหงา คงจะห่วงเธอเขาถึงได้มา”
โสมสุภางค์มองชิดชบา
“อาจจะเป็นวันแรกที่เราได้อยู่กันพร้อมหน้า เอ่อ คุณ”
“ฉันจะออกไปข้างนอกค่ะ”
ชิดชบาเดินออกไป แพรวาหันมามองหน้าโสมสุภางค์ โสมสุภางค์ร้องไห้
“โสมสุภางค์ เป็นอะไรหรือเปล่า”
โสมสุภางค์ส่ายหน้าช้าๆ
“คุณแม่ล่ะ”
เวลาเดียวกันนั้น เถาว์เครือเดินไปที่ประตูห้องของชัยยงค์ ก่อนกดกริ่ง ถกลมาเปิดประตู
“คุณชัยยงค์อยู่มั้ย ฉันไม่ได้นัดล่วงหน้าเพราะเห็นว่าไม่จำเป็น”
“ไม่อยู่ครับ”
“ฉันจะรอ เอ้า เอาเงินนี่ไปกินข้าว”
เถาว์เครือเปิดกระเป๋าถือ หยิบเงินให้ถกลยี่สิบบาท ก่อนเข้าห้อง ปิดประตู ถกลมองเงินยี่สิบบาท ยิ้มเยาะเถาว์เครือ

“แก่ง่าย ตายช้า แถมหนังเหนียวอีกต่างหาก ยายคุณนายเถาว์เครือ”

ชิดชบานั่งจิบเหล้าอยู่ที่ผับในมุมที่มีแสงสลัวตรงหน้าบาร์เทนเดอร์ มองอุราศรีที่นั่งหมุนแก้วเหล้าอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทีเศร้าหมอง
 
ชัยญาเปิดประตูเข้ามา ชิดชบาแปลกใจ ชัยญาให้สัญญาณบาร์เทนเดอร์ เพื่อให้ผสมยานอนหลับลงในเครื่องดื่มก่อนเดินเข้าไปหาอุราศรี
“พอคุณหญิงโทร.บอกผมว่าอยู่ที่นี่ผมก็รีบมาทันทีครับ”
“ฉันรบกวนหรือเปล่าคะ”
“จำได้มั้ยครับ ตอนที่ผมพบคุณครั้งแรกน่ะ ผมบอกคุณว่ายังไง”
“คุณคือมนุษย์ค้างคาว คุณอยู่ในตู้โทรศัพท์เพื่อช่วยผู้หญิงและเด็ก”
“ผมพร้อมทำงานแล้วล่ะครับ”
ชัยญาดีดนิ้ว บาร์เทนเดอร์มองสบตาบริกร บริกรยกแก้วเหล้าที่ผสมยานอนหลับมาวางตรงหน้าอุราศรี
อุราศรียิ้มรื่นเริง มีความสุขขึ้นในพริบตา
“ดื่มให้กับความทุกข์ที่คุณโยนมันทิ้งไปแล้ว”
“ดื่มให้กับมนุษย์ค้างคาวผู้ปกป้องเมืองนี้และผู้หญิงค่ะ”
“หนึ่ง สอง สาม เอ้า ดื่ม”
อุราศรีและชัยญาไขว้แขนกันดื่ม ชิดชบาพุ่งเข้ามา ปัดแก้วกระจาย ผลักชัยญาและโต๊ะล้มลง ก่อนคว้าข้อมืออุราศรี กระชาก
“ไป ไปจากที่นี่”
“นี่มันเรื่องอะไรกันนี่”
“ไปกับฉัน”
ชิดชบากระชากอุราศรีถลาออกไปจากผับ ชัยญารีบวิ่งตามออกไป ชิดชบาดึงอุราศรีมาที่รถ เปิดประตูผลักอุราศรีเข้าไปนั่งเบาะหน้า
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ฉันถามว่าเรื่องอะไร”
“ฉันจะพาคุณกลับไปส่งบ้าน”
“ชิดชบา”
“คุณกำลังจะถูกมอมยา”
อุราศรีตะลึง ชิดชบาวิ่งอ้อมมาขึ้นรถ กดปุ่มล็อคประตู อุราศรีจ้องหน้าชิดชบา
“ฉักลางคืน ตลับนาคชะเง้อมองออกไปนอกบ้านด้วยความกระวนกระวาย เป็นห่วงชิดชบา ปฐวีเดินลงมาจากตึก ทั้งสองต่างมีท่าทีเจื่อนๆ ต่อกัน
“ยังไม่นอนอีกหรือครับ คุณป้า”
“ฉันรอชิดชบา”
“ชิดชบาคงจะหลบหน้าผม จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย ผมเคารพการตัดสินของศาลท่าน”
“หลานสาวฉันคงลำบากใจที่จะพบพวกคุณ คุณเองยังต้องหนีหน้าไปอยู่ที่อื่น ทั้งที่บ้านหลังนี้”
“ผมไม่ได้หนีหน้า”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณไม่กลับมาดูแลคุณโสมสุภางค์ล่ะ คุณโสมสุภางค์เป็นภรรยาของคุณนะ ใครดูแลหรือจะเท่ากับสามีดูแล”
“เอ่อ”
“คนเราน่ะ มันอยู่ที่ใจค่ะ ถ้าใจบริสุทธิ์เสียอย่าง ทำไมต้องหวั่นไหวกับคำกล่าวหาของใคร คุณหมอแพรวาเป็นผู้หญิง อ่อนไหวต่อความเสียหายเสียยิ่งกว่าคุณที่เป็นผู้ชายอีก ฉันว่าคุณกลับมาอยู่ที่นี่เสียเถอะ จะดีต่อภรรยาของคุณ”
ตลับนาคพูดด้วยความหวังดี ทำให้ปฐวีเริ่มลังเล

ชิดชบาขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านอุราศรี เปิดล็อคประตูก่อนหันมาเตือน
“คุณปลอดภัยแล้ว คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ คุณก็ถามตัวเองว่าคุณควรเสี่ยงมั้ย คุณเป็นผู้หญิง ซ้ำยังมีหน้าที่การงานมีเกียรติ มีชาติ มีตระกูล มีต้นทุนชีวิตสูง เสี่ยงแล้วคุ้มมั้ย”
“เอ่อ”
“ตามสถานบริการหลายแห่ง มีบริการมอมยา ผู้หญิงดีๆ ที่ทำเก่ง เสียตัวเพราะยาผสมเหล้ามาเยอะแล้ว ฉันเตือน ในฐานะที่ฉันเที่ยวมามากกว่าคุณ เข้าบ้านเถอะค่ะ”
“เอ่อ ชิดชบา”
“คุณเดินเข้าบ้านก่อนซีคะ แล้วฉันจะไป”
“ชิดชบา”
“ซีคะ”
อุราศรีเดินเข้าบ้าน หันมามองชิดชบาผ่านรั้ว ชิดชบามองอุราศรีเดินขึ้นตึกจนลับตา ถอนหายใจโล่งอก
ชิดชบาขับรถเข้ามาจอดในคฤหาสน์ จำเรียงวิ่งไปเปิดประตูรั้ว หลบสายตาของชิดชบาก่อนปิดประตูแล้วเลี่ยงออกไป ชิดชบาลงจากรถ ชะงักไป เมื่อเห็นปฐวีเดินออกมาจากมุมมืด
“คุณ”
“ไปไหนมาจนดึกดื่น คุณป้าตลับนาคเพิ่งขึ้นไปเมื่อกี้นี้เอง เป็นห่วงหลานสาว”
“ฉันจะไปไหนเป็นเรื่องของฉัน”
“คุณคงไม่อยากเห็นหน้าผม ไม่ก็ กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับผม”
“คนเกลียดกัน จะอยู่ใกล้หรือไกล จะเห็นหรือไม่เห็นมันไม่สำคัญหรอกค่ะ”
“ใช่ คุณเกลียดผมมาก เหมือนอย่างที่ผมเกลียดคุณ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ผมจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ เพราะอะไร เพราะคุณกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว ภรรยาผมจะปลอดภัยมั้ย”
“คุณ”
“ลำพังหมอแพรวา คงสู้รบตบมือกับคุณไม่ไหวหรอก คุณหมอเป็นคนดี คนดีมันแพ้ฤทธิ์ของพวกซาตาน”
“เชิญ จะคิดว่าฉันเป็นอะไรก็ตามใจ บ้านหลังนี้ยังไม่ได้เป็นของใคร ใครพอใจจะอยู่จะไป ใครจะห้ามใครได้
ฉันจะไปนอน”
ชิดชบาเดินขึ้นตึกไป ปฐวีมองด้วยความหงุดหงิด

"ฉันไม่เชื่อ"

ธวัชพงษ์ยืนทำงานอยู่บริเวณคอนโดฯ เห็นชัยญาและถกลเดินผ่านมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบหลบ
 
“เพราะชิดชบาคนเดียว ไม่อย่างนั้นเมื่อคืนฉันได้แต้มคุณหญิงอุราศรีไปแล้ว เพราะมัน”
“ผมว่าตอนนี้คุณอย่าเพิ่ง”
“ทำไมวะ หรือว่าพ่อ”
ชัยญากำลังจะกดกริ่ง แต่ประตูเปิดออก ชัยยงค์ออกมาส่งเถาว์เครือที่ประตู เถาว์เครือทำหน้าเจื่อนๆ ขยับสายเสื้อชั้นในให้เข้าที่ก่อนเดินเชิดหน้าออกไป ชัยยงค์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีของชัยญาและถกล
“เจอเด็กแล้วหรือ”
“เดี๋ยวนี้คุณนายเถาว์เครือเหมาจ่ายแบบค้างคืนแล้วหรือครับ”
“นี่ ไม่ต้องพูดมาก ตอบไอ้ที่ฉันถาม ว่าแกเจอเด็กหรือยัง”
“ยังครับ”
“รีบตามตัวเด็กนั่นให้เจอ แล้วปิดปากเด็กซะ เด็กตัวแค่นั้น แกทำอะไรไม่ได้ก็ไปตายซะ ไป”
ถกลเดินออกไปหน้าเจื่อนๆ ชัยยงค์หันมาจ้องหน้าชัยญาเขม็ง
“แก”
“ผมพบชิดชบาเมื่อคืน”
“เข้ามาข้างใน”
ชัยยงค์กระชากตัวชัยญาเข้าห้อง ปิดประตู ธวัชพงษ์ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อน มองอย่างเคร่งเครียด
ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง กล้องวงจรปิดที่เขานำไปติดไว้ในห้องของชัยยงค์ สามารถสื่อภาพและเสียงมายังโทรศัพท์มือถือของเขาได้

ปอนเล่นของเล่นที่ยุวดีซื้อให้อย่างเงียบๆ ยุวดีเข้ามานั่งด้วย พลางสั่งสำทับ
“พี่จะกลับไปดูที่ปั๊ม อย่าออกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวพี่จะซื้อข้าวไว้ให้ เข้าใจมั้ย ไม่ต้องกลัว ถ้ามันหลอกน้องมาจากโรงเรียนได้ มันคงไม่หวังดีกับน้องหรอก ไม่ไหวจริงๆ เราจะไปหาตำรวจ เข้าใจมั้ย”
ปอนพยักหน้า เริ่มไว้ใจยุวดี
ถกลยืนสูบบุหรี่สวมแว่นสีดำ กวาดสายตามองไปรอบปั๊มน้ำมันเพื่อมองหาเด็ก ยุวดีหลบมุมอยู่ไกลๆ มองถกลด้วยความสงสัย เริ่มจำได้ว่าเคยเจอถกลในงานเลี้ยงแต่งงานของปฐวีและโสมสุภางค์
“ไอ้หมอนี่ มันเป็นลูกน้องนายชัยยงค์นี่ นายชัยยงค์ นายชัยญา สองพ่อลูกที่เป็นพวกของคุณนายเถาว์เครือ”
ยุวดีตื่นตระหนก

แพรวาและปฐวีเดินคุยกันมาในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์
“ฉันก็เห็นด้วยกับคุณป้าตลับนาค ที่คุณจะกลับมาอยู่ใกล้ๆ โสมสุภางค์ ตอนนี้ไม่มีใครที่โสมสุภางค์จะต้องการมากไปกว่าคุณ เพราะเมื่อคืนนี้ คุณแม่ เอ่อ คุณนายเถาว์เครือไม่กลับค่ะ”
“ผมจะกลับมาอยู่ที่นี่ คุณหมอจะได้ไม่ต้องห่วงผม”
“ฉันมีวันลาอยู่อีกไม่กี่วัน แต่จะพยายามอยู่ให้นานที่สุด คุณเองก็ต้องออกไปทำงานทุกวันไม่ใช่หรือคะ”
เถาว์เครือขับรถมากดแตร สมควรวิ่งไปเปิดประตู เถาว์เครือขับรถเข้ามาจอดด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า
แต่ชะงักไป เมื่อเห็นปฐวีและแพรวายืนอยู่
“ปฐวี ฉันแปลกใจจริงๆ ที่เห็นคุณยังอยู่ในเสื้อลำลอง”
“อ๋อ เมื่อคืนผมมาทานข้าวกับโสมสุภางค์แล้วไม่ได้กลับครับ”
“นี่หมายความว่า”
เถาว์เครือหันไปมองแพรวา
“ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณแม่คิดหรอกค่ะ คุณปฐวีนอนในห้องของเขา ส่วนหนูก็นอนในห้องโสมสุภางค์ค่ะ มีพยาบาลพิเศษอยู่ด้วยอีกสองคน ว่าแต่คุณแม่"
“ไปไหนมา ทั้งคืน”

เถาว์เครือหลบสายตาปฐวีและแพรวา

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 12 (ต่อ)

ชิดชบานั่งอยู่ในห้องนอน มองถาดอาหารเงียบๆ เพราะเริ่มเหม็นกลิ่นกระเทียมเจียวในข้าวต้ม ตลับนาครินน้ำส้มคั้นอยู่มุมหนึ่ง
 
“เมื่อคืนคุณปฐวีเขาไม่ได้กลับไปนอนที่อพาร์ทเมนท์ของเขา อยู่ค้างคืนที่นี่ เขาจะกลับมาอยู่ในบ้านหลังนี้”
“ก็ดีแล้วนี่คะ เขาคิดว่าบ้านยังเป็นของเขาก็ไม่ผิด หนูยังกลับมาอยู่ที่นี่เลยค่ะ”
“แล้วเมื่อคืนคุณเถาว์เครือก็ไม่กลับอีกแล้ว”
“เอ่อ”
ชิดชบาเริ่มเหม็นกลิ่นกระเทียมเจียว
“หนูขอแค่น้ำส้มแก้วเดียวได้มั้ยคะ หนูเหม็นกลิ่นกระเทียมเจียวค่ะ”
“เหม็นกลิ่นกระเทียมเจียวหรือ”
ตลับนาคมองชิดชบาด้วยความแปลกใจ
ปฐวีมองแพรวาป้อนข้าวต้มกุ้งให้โสมสุภางค์ด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
“วันนี้โสมสุภางค์ทานได้ค่ะ คงเป็นเพราะกำลังใจดีน่ะเอง นี่ถ้าเธอทานได้นอนหลับ เธอต้องลุกขึ้นมาเดินเร็วๆ นี้แหละ”
“ผมบอกคุณหมอแพรวาแล้วว่าผมจะกลับมาอยู่เพื่อดูแลคุณ เราจะได้ไม่ต้องคิดถึงกันไง”
ปฐวีจับมือโสมสุภางค์ เกาอุ้งมือเบาๆ อย่างล้อเลียน แววตาของโสมสุภางค์เปล่งประกายของความสุข
จับมือปฐวีไว้
“วี”
แพรวามองท่าทีของทั้งสอง แววตาสลดลง
“ดื่มน้ำส้มนี่ก่อนไม่ดีหรือ โสมสุภางค์”
“มา ผมช่วย”
ปฐวีปฏิบัติต่อโสมสุภางค์อย่างอ่อนโยนรักใคร่ เถาว์เครือเดินเข้ามา หันรีหันขวางอย่างเก้อๆ เพราะไม่มีใครสนใจ
"เอาถาดนี่ไปเก็บ แล้วอย่าลืมยาหลังอาหารด้วยนะคะพยาบาล เก้าโมงต้องทำกายภาพบำบัดค่ะ” แพรวาสั่ง
“วันนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณทั้งวัน ดีมั้ย”
โสมสุภางค์มองสบสายตาปฐวี เริ่มยิ้ม เถาว์เครือถอนหายใจดังๆ
“นี่จะไม่มีใครเห็นหัวฉันเลยหรือ สายจนป่านนี้แล้วยังไม่ตั้งของให้ฉันอีก บ้านนี้ไม่มีคนรับใช้เพราะนังคนรับใช้มันทำตัวเป็นนาย หรือว่า นายเยอะ นังจำเรียงเลยทำตัวเป็นกบเลือกนาย”
เถาว์เครือกระแทกเสียงใส่แพรวา

จำเรียงเดินอ้อมมาจากเรือนคนใช้ ยุวดีแอบอยู่ที่ประตูรั้ว เรียกจำเรียงเบาๆ
“จำเรียง จำเรียง ฉันเอง”
“คุณ โห นี่ยังอยู่อีกหรือคะนี่ นึกว่าไปที่ชอบๆ แล้ว”
“นี่ เดี๋ยวมีตบ คุณนายอยู่มั้ย”
“คุณนายเถาว์เครือ เพิ่งจะพาร่างอันระโหยระเหี่ย ไม่ใช่เพราะไขมันอุดตันในร่างท้วมหรอก แต่เป็นเพราะว่า เมื่อคืนคุณนายหายไปทั้งคืน เช้าขึ้นมาก็โผเผกลับ เอ๊ะ ถามหาคุณนายทำไม จะมาอยู่เป็นพวกคุณนายเพราะคุณหมอแพรวาเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ใช่มั้ย”
“คุณหมอแพรวาเพื่อนคุณโสมสุภางค์น่ะหรือ”
“ใช่ คุณนายก็เลยต้องหาทีมเสริม เพื่อไล่คุณหมอแพรวาออกจากบ้าน”
“เพราะอย่างนี้นี่เอง”
“นี่ๆๆๆ พูดแล้วคันปาก ใครจะไปนึกว่าคนอย่างคุณนายเถาว์เครือ ทั้งแก่ทั้งเค็มทั้งหนังเหนียวออกอย่างนั้น กำลังจะสร้างตำนานรักกับ กับ กับ”
“กับใคร”
“นายชัยยงค์ พ่อของนายชัยญายังไงล่ะ”
“ชัยยงค์”
ยุวดีนิ่งอึ้งด้วยความสงสัย เริ่มลำดับความ นึกถึงความเกี่ยวดองของคนทั้งสาม

“ชัยญา”

ชัยญาเดินมาที่รถ พยายามโทรศัพท์ถึงอุราศรีหลายครั้ง แต่อุราศรีไม่รับสาย
 
“โธ่โว้ย ทำไมไม่รับสายวะ”
ชัยญาอุทานอย่างหยาบๆ
เวลาเดียวกันนั้น อุราศรีนั่งมองโทรศัพท์ เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้น เธอลังเล สองจิตใจสองใจ เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ชิดชบากล่าวหาชัยญาว่าพยายามมอมยาเธอในร้านเหล้า อรุณณรงค์เดินเข้ามาหาอุราศรีด้วยความแปลกใจ ชำเลืองมองหน้าจอโทรศัพท์เห็นรูปของชัยญา
“ทำไมคุณไม่รับสายเขา”
อุราศรีปิดโทรศัพท์ มึนตึง
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
“คุณปฏิเสธหม่อมแม่ เอ่อ บ่ายเบี่ยง คุณบ่ายเบี่ยงแต่งงาน”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันขอคิดดูก่อน”
“อะไรทำให้คุณลังเล เขาหรือ ชัยญาหรือ”
“นี่ ไม่ใช่เรื่องของคุณนะคะคุณชายเอี่ยว แล้วก็ไม่ใช่เรื่องชิดชบาด้วย บอกชิดชบาว่าฉันจะตัดสินเองว่าใครดีใครชั่ว ไม่ต้องเอาความคิดของตัวเองมาใส่สมองของฉัน”
อุราศรีฉวยกระเป๋าถือเดินออกไป อรุณณรงค์แปลกใจ
“ชิดชบาหรือ”
อุราศรีเดินเร็วๆ ออกมาที่รถ กำลังจะเปิดประตูรถ ชัยญาเอื้อมมือมาจับมือของเธอไว้ อุราศรีหันขวับไปมองอย่างตกใจ ก่อนจะออกไปที่ร้านกาแฟกับชัยญา ชัยญามีท่าทีอ่อนโยน เป็นสุภาพบุรุษ อุราศรีนั่งฟังนิ่งๆ อย่างลังเล
“เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ พ่อของชิดชบาโกงพนันพ่อของผม เราก็เลยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่คนรุ่นพ่อมาถึงคนรุ่นลูก คุณชิดชงค์น่ะเขามีประวัติโกงมาตั้งแต่ต้น เขาก็เลยถูกนายปฐวีโกงจนต้องฆ่าตัวตาย ฟังดูมันสมเหตุสมผลมั้ยครับ”
อุราศรีเริ่มลังเล
“ผมก็เลยไม่แปลกใจ ที่คืนนั้นชิดชบาทำตัวเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์เพื่อปกป้องคุณ แล้วหลังจากนั้นก็คงใส่ไฟผมจนคุณหญิงเข้าใจผิด ผมคงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ชอบทำร้ายผู้หญิง”
“เอาละค่ะ คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”
“เสียดายสิ่งดีๆ ที่มันเคยเกิดขึ้นกับเรานะครับ วันที่ผมพบคุณหญิงวันแรก”
“เราอย่าพูดถึงมันอีกเลย เอาเป็นว่า เราพร้อมใจกันลืมเรื่องคืนนั้นดีกว่า ฉันเองก็”
ชัยญายิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นอุราศรีเริ่มลังเล
“งงๆ น่ะค่ะ”
“ขอบคุณครับที่คุณหญิงยังให้โอกาสผมได้ทำตัวเป็นมนุษย์ค้างคาวผู้พิทักษ์โลก”
ชัยญาสบสายตาอุราศรีนิ่งนาน อุราศรีเริ่มยิ้มออก

ปฐวีกำลังจะไปทำงาน ชิดชบาวิ่งออกมาอาเจียนที่ระเบียง ปฐวีมองขึ้นไปด้วยความสงสัย ชิดชบาอาเจียนจนอ่อนล้า ปฐวีเดินข้ามาพร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้
“น้ำ บ้วนปาก”
“ไม่ต้อง”
“ถึงเราจะเกลียดกันยังไง เราก็ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ควรดูดำดูดีกันบ้างไม่ใช่หรือ”
ชิดชบากระชากแก้วน้ำมาบ้วนปาก ล้างหน้าแล้วส่งแก้วเปล่าคืน ขยับจะเดินเข้าข้างใน ปฐวีเอาแขนกั้นไว้
“คุณเป็นอะไร หวังว่าคงไม่ได้แพ้ท้องนะ เพราะคนแพ้ท้องไม่ควรจะออกเที่ยวตามผับตามร้านเหล้าทุกคืน คืนก่อนคุณก็กลับบ้านดึกไม่ใช่หรือ”
“นี่ ฉันจะเป็นอะไรก็ช่างฉัน ชีวิตฉัน ลมหายใจของฉัน อนาคตของฉัน”
“ผมก็ไม่ได้แยแสใยดีคุณหรอก แต่ไอ้การที่เช้าขึ้นมาคุณออกอาการโอ้กอ้ากยังงี้ รู้มั้ยใครจะคิดยังไง”
“ฉันบอกแล้วไง ใครจะคิดยังไงฉันไม่สน หลีก”
เถาว์เครือเดินออกมาจากตึก มองขึ้นไปยังระเบียง
“คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นอะไร”
“หลีก”

ชิดชบาผลักปฐวีก่อนซวนเซไปตั้งหลัก แล้วสะบัดหน้าออกไป ปฐวีมองสงสัย เถาว์เครือผ่อนลมหายใจยาว เริ่มกังวล

แพรวาเก็บถาดอาหารผู้ป่วยส่งให้พยาบาล ก่อนใช้กระดาษซับริมฝีปากให้โสมสุภางค์ด้วยท่าทีอ่อนโยน
 
ดวงตาของโสมสุภางค์เปล่งประกายของความสุขขึ้นบ้าง เมื่อปฐวีกลับมาอยู่ใกล้ๆ
“ดื่มน้ำสักพักค่อยทานยา วันนี้นักกายภาพไม่มา แต่เราจะหัดเดินกัน ดีใจมั้ยโสมสุภางค์ ที่คุณปฐวีเขากลับมาอยู่ใกล้ๆ เธออีก”
“วี”
เถาว์เครือเดินเข้ามาด้วยความร้อนใจ
“พยาบาลออกไปก่อน”
“ค่ะ”
พยาบาลรีบเก็บข้าวของออกไป แพรวายังนิ่งเฉย ปรนนิบัติโสมสุภางค์
“หมอแพรวาด้วย”
“ธุระของคุณแม่เป็นความลับด้วยหรือคะ ตอนนี้โสมสุภางค์ไม่ควรรับรู้เรื่องที่จะทำให้”
“ฉันเป็นแม่ของโสมสุภางค์ ฉันรู้ว่าลูกของฉันมีขีดจำกัดรับได้แค่ไหน”
“ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของโสมสุภางค์ เอาไว้ก่อนไม่ดีหรือคะ โสมสุภางค์กำลังดีขึ้น วันนี้หนูจะพาโสมสุภางค์ลุกขึ้นยืน เราจะเริ่มก้าวเดินกันค่ะ”
แพรวาใช้น้ำเสียงอ่อนโยน เถาว์เครือเริ่มละอายใจ
“หรือว่า คุณแม่ไม่อยากเห็นโสมสุภางค์เดินได้เป็นปกติคะ”
เถาว์เครือนิ่งอึ้ง จำนนกับคำถามของแพรวา

ธวัชพงษ์ทำท่าซ่อมเครื่องปั๊มน้ำอยู่ในห้องเครื่อง ชัยญาเดินนำหน้าถกลมาแต่ไกล หงุดหงิด
“แกว่าเด็กหนีไปกับใครนะ”
“คุณจำนังยุวดี คนของคุณนายเถาว์เครือได้มั้ย นังนั่นมันเป็นคนพาเด็กหนี”
“จริงหรือ แล้วทำไมแกเพิ่งมาบอกฉันเอาป่านนี้”
“ผมไม่แน่ใจ ว่ามันเข้าไปเกี่ยวกับเด็กยังไง แต่ตอนที่ผมเจอเด็กที่ปั๊มน้ำมัน ยุวดีพาเด็กหนีไป”
“แกต้องจับมันให้ได้ทั้งสองคน ถ้ามันถึงมือตำรวจเมื่อไหร่ตำรวจโยงมาถึงเราแน่ ไปที่ปั๊มนั่น แล้วถามผู้จัดการร้านสะดวกซื้อว่าบ้านยุวดีอยู่ที่ไหน จากนั้นแกก็เก็บซะ เด็กด้วย”
“ครับ”
“อ้อ ไปดูที่บ้านคุณนายเถาว์เครือด้วย เพื่อยุวดีจะไปที่นั่น”
“ครับ”
ถกลรับคำก่อนแยกกลับไป ชัยญาคั่งแค้นหงุดหงิด ก่อนแยกเข้าลิฟท์ไป ธวัชพงษ์โผล่หน้ามองตามไปด้วยความกังวล

ยุวดีทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ปอน ที่เริ่มมีอาการเหงาซึม ทิ้งของเล่น ยุวดีหยิบของเล่นขึ้นมา
“เรื่องมันชักจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนพี่ดูแลน้องไม่ไหวแล้วนะ เราต้องไปหาตำรวจแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ตำรวจฟัง น้องคงจะเป็นลูกของบุญถิ่นใช่มั้ย”
ปอนเงยหน้าขึ้นมองสบตา เริ่มร้องไห้
“แม่น้อง ตายแล้ว”
“แม่”
ปอนยิ่งร้องไห้
“คนที่จับตัวน้องมา มันต้องเกี่ยวข้องกับการตายของแม่น้องด้วย พรุ่งนี้ พี่จะพาน้องไปหาตำรวจ”
“ไม่เอา ไม่ไป”
“ทำไมล่ะ น้องกลัวว่าตำรวจจะ”
“ไม่ไป จะอยู่กับพี่”
“อยู่ไม่ได้ พี่ไม่มีกำลังดูแลน้องหรอก เอาอย่างนี้ ถ้าไม่อยากไปหาตำรวจ พี่จะพาน้องไปหาคนๆ หนึ่ง”
ยุวดีเต็มไปด้วยความหวัง

“คุณปฐวี”

ปฐวีกำลังจะออกไปทำงาน หยุดอยู่เหนือราวบันได มองลงไปที่ห้องโถง
 
เห็นแพรวากำลังดึงมือของโสมสุภางค์
ให้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากรถเข็น โดยมีพยาบาลคอยลุ้นอยู่ด้วยความยินดี เขายิ้มมีความสุข ขยับจะก้าวลงบันได เสียงอาเจียนของชิดชบาดังขึ้น ปฐวีหันขวับกลับไปมอง
ปฐวีเปิดประตูเข้ามา ค่อยๆ ปิดอย่างเบามาก ก่อนเข้ามาหยุดยืนหน้าห้องน้ำ ชิดชบากำลังโก่งคออาเจียน คิดว่าเป็นตลับนาค
“หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณป้า ตอนออกจากคุกคงเครียด แต่ตอนนี้ คงเป็นเพราะทานไม่เป็นเวลาน่ะค่ะ มันก็คลื่นไส้อาเจียน เห็นว่าคุณป้าจะไปตลาด อย่าลืมซื้อมะยมดองให้หนูด้วยนะคะ เดี๋ยวหนูจะออกไปหาคุณลุงเฉวียงค่ะ อุ๊ย”
ชิดชบาตกใจเมื่อเห็นปฐวียืนอยู่
“คุณ เข้ามาทำไม”
“เป็นอะไร ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากตั้งแต่เช้า อย่าบอกนะ ว่าเรียกร้องความสนใจ เพราะเช้านี้คุณหมอแพรวาเริ่มฝึกให้โสมสุภางค์ลุกจากรถเข็นแล้ว”
“เอ้อ ก็ทำไมฉันต้องเรียกร้องความสนใจด้วยล่ะ นั่นเป็นเรื่องของภรรยาคุณ”
“คุณเป็นผู้หญิง ยิ่งเคยอยู่ในฐานะนางบำเรอของผม คุณทนเห็นผัวเมียเขารักกันได้หรือ”
“ฉันทำธุรกิจ ฉันไม่รู้จะอิจฉาเมียคุณทำไม ทำให้เมียรัก ทำให้เมียมีความสุขมากๆ เป็นกุศลของคุณเอง ไม่ใช่ของคนอื่น”
“ชิดชบา”
“ฉันอยู่ที่นี่เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้รอด ถ้าบ้านหลังนี้ตกเป็นของคุณ คุณยังนอนตาหลับได้ ฉันก็เชื่อแล้ว ว่าคุณน่ะมันซาตานตัวจริง”
ชิดชบาจ้องหน้าปฐวีอย่างชิงชัง

ยุวดีพาปอนมาหลบอยู่หลังประตูรั้วด้านนอก เพื่อดักรอปฐวี
“ที่นี่แหละ บ้านคุณปฐวี บุญถิ่นแม่ของน้องก็เคยอยู่ที่นี่ก่อนที่จะ เอ่อ น้อง ไม่เอา ไม่ร้องไห้อีกแล้ว ตอนนี้เราต้องพึ่งคุณปฐวี ไม่อย่างนั้นเราอาจจะ”
ยุวดีถอนหายใจดึงศีรษะปอนเข้ามากอด ชิดชบาเดินลงมาจากตึก เปิดประตูรถ จำเรียงวิ่งมาเปิดประตูให้รถของชิดชบาแล่นออกไปก่อนปิดลง ถกลขับรถเข้ามา เห็นยุวดีและปอนหลบอยู่ ยุวดีตกใจ รีบดึงเด็กหลบรถของถกล
วิ่งเข้ามาหารถของชิดชบารัวทุบกระจก
“ช่วยด้วย เปิดค่ะ เปิด เปิดให้หน่อย เปิด”
ชิดชบากดปุ่มปลดล็อคประตู ยุวดีเปิดประตูหลัง ผลักเด็กชายขึ้นไปทางเบาะหลัง ก่อนกระโดดตามขึ้นไป
“ไปค่ะ เร็วๆ หนีเร็ว มันตามเด็กมาค่ะ”
“เด็ก”
ยุวดีหันไปมอง เห็นถกลลงจากรถกำลังวิ่งเข้ามา
“เร็วๆ ค่ะ ไปเร็วๆ”
ชิดชบาขับรถพุ่งออกไปขณะที่ถกลกำลังจะดึงประตูรถ ถกลเสียหลักมองตามรถของชิดชบาไปด้วยความโมโห
ก่อนที่จะรีบกลับไปที่รถของตัวเอง แล้วขับตามออกไป จำเรียงยืนมองเหตุการณ์อยู่หน้าประตูอย่างงงงัน
ถกลพยายามขับรถไล่ตามรถของชิดชบา รถของชิดชบามุดลอดที่กั้นถนนกับทางรถไฟที่กำลังเลื่อนลงมาเพื่อปิดกั้นการจราจรให้รถไฟผ่าน ถกลทุบพวงมาลัยรถด้วยความหงุดหงิดเมื่อรถต้องมาติดที่กั้นทางข้ามรถไฟ
“โธ่โว้ย อีกแล้ว”
ชิดชบาขับรถช้าลงเมื่อรอดพ้นจากการถูกไล่ล่า เธอถอนหายใจโล่งอก มองผ่านกระจกหลังเห็นยุวดีและปอน
กำลังจ้องมองสบตาชิดชบาผ่านกระจกมองหลัง
“ยุวดี”
“คุณ ทำไมต้องเป็นคุณ”
“เด็ก”
“ลูกของบุญถิ่นค่ะ เด็กคนนี้ใช่มั้ยคะที่ตำรวจกำลังตามหาอยู่”
ชิดชบาเบรกรถอย่างแรงจนรถเสียหลัก เธอหันมาจ้องมองเด็กชายอย่างตื่นตระหนก เด็กชายกอดของเล่นแน่น
“ลูกของบุญถิ่นหรือ”

ปฐวียืนอยู่ตรงหน้ารถเข็นของโสมสุภางค์ โสมสุภางค์ค่อยๆ ก้าวเข้ามาหา ปฐวียื่นมือออกไปเพื่อรับมือของโสมสุภางค์ มือแตะมือ โสมสุภางค์รีบฉวยมือของปฐวีไว้ ก่อนซวนเซล้มลงในอ้อมแขนของเขา แพรวาน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้ม
“เก่งมาก ยอดรักของผม พรุ่งนี้คุณจะดีขึ้น ดีขึ้น แล้วก็ ดีขึ้น”

ปฐวีจูบเส้นผมของโสมสุภางค์นิ่งนาน แพรวาเริ่มสลด
 
จบตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...