xs
xsm
sm
md
lg

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 10

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 10

เถาว์เครือรีบมาที่ห้องไอซียู. ตกใจเมื่อไม่พบโสมสุภางค์ รีบถามพยาบาล
 
“พยาบาล ลูกของฉันไปไหน”
“คุณโสมสุภางค์พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ คุณหมอสั่งให้ย้ายคุณโสมสุภางค์ไปที่ตึกพักฟื้นแล้วค่ะ”
“ใคร ใครเป็นคนจัดการเรื่องนี้”
“คุณปฐวีค่ะ”
“ปฐวีหรือ”
เถาว์เครืออุทานด้วยความแปลกใจ แพรวาเดินเข้ามา
“คุณแม่มัวไปทำอะไรมาคะ ถึงไม่ได้อยู่เฝ้าโสมสุภางค์ คุณปฐวีเขาเพิ่งจะย้ายโสมสุภางค์ไปอยู่ตึกพิเศษเมื่อตอนสิบโมงเช้า เมื่อวานนี้ค่ะ”
“เอ่อ เมื่อวาน”
“นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่คุณแม่จะมีใคร โสมสุภางค์กำลังป่วยหนัก กำลังใจจากคนรอบข้างเท่านั้นที่จะช่วยให้โสมสุภางค์อยู่รอด หนูไม่เข้าใจเลยค่ะว่า คุณแม่รักลูกแบบไหน”
“นี่ หมอแพรวา มันจะมากขึ้นทุกวันแล้วนะ ฉันก็รักลูกในแบบที่แม่อย่างฉันรัก”
“แล้วอาละวาดฟาดหาง กล่าวโทษคนอื่นทำร้ายลูกของตัวเอง โดยไม่คิดถึงผิดหรือบาป หนูเริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะค่ะ ว่าโสมสุภางค์ตกบันไดเพราะถูกผลัก หรือว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
เถาว์เครือตื่นตระหนก หวาดกลัว

ตำรวจเปิดประตูห้องสอบสวนออกมา บุญถิ่นนั่งอยู่กับจำเรียงและสมควร เฉวียงนั่งรออยู่อย่างเงียบๆ
“นางบุญถิ่น”
“น้า น้าไม่ต้องกลัวนะ ตำรวจเขาแค่ถามความจริงน่ะ มีความจริงยังไง ก็พูดไปตามนั้น”
“ใช่ อย่ากลัวเสียจน”
“ไปเถอะ น้า”
“ไปซี บุญถิ่น”
บุญถิ่นพยักหน้า ลุกขึ้นยืนด้วยความหวั่นกลัว ก่อนเดินตามตำรวจเข้าไปยังห้องสอบสวน หันมามองสมควรและจำเรียง เฉวียงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นกิริยาของบุญถิ่น
เวลาเดียวกันนั้น ชิดชบาเดินไปมาอยู่ในห้องโถงด้วยความกระวนกระวายร้อนใจเพราะห่วงเรื่องคดีที่ถูกกล่าวหา ตลับนาคจัดอาหารกลางวันอยู่
“ชิดชบา หนูเดินไปเดินมา ป้านับได้สิบกิโลแล้วนะ”
“ตำรวจเรียกบุญถิ่นไปให้ปากคำหรือคะ”
“ใช่ บุญถิ่นกลัว ป้าก็เลยให้นายสมควรกับจำเรียงไปเป็นเพื่อน คุณเฉวียงก็อยู่ที่สถานีตำรวจ เพราะคุณเฉวียงมีหน้าที่ต้องดูแลคดีนี้”
“เอ่อ”
“ทำใจให้สบาย หายใจลึกๆ ไว้ ปากคำของจำเรียงเท่าที่เล่าให้ป้าฟัง ก็ให้การไปตามที่เห็นเหตุการณ์ เหมือนปากคำของนายสมควร คุณปฐวีเขาก็ดีนะ เขาไม่ได้ใช้ความเป็นเจ้านายของเขาบังคับให้คนของเขากล่าวโทษหนู”
“เขามีหน้ากากหลายอัน เขาคงหยิบอันที่เขาเห็นว่าสวมแล้วทำให้เขาดูดี”
“ชิดชบา ป้าก็ไม่รู้ว่ารูปคดีมันจะเป็นยังไง แต่เท่าที่ดูจากพยานแวดล้อม หนูคงจะ”
“คงจะติดคุกใช่มั้ยคะ”
“มันก็ขึ้นอยู่กับพยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จะให้ปากคำยังไง”

ตลับนาคถอนหายใจ กังวล

บญถิ่นนั่งอยู่ตรงหน้านายตำรวจเจ้าของคดี ให้ปากคำด้วยความหวั่นกลัว
 
“ฉันจำได้ค่ะ ว่าพอคุณชายอรุณณรงค์พาคุณชิดชบามาส่ง เขาก็กลับไป มันเป็นคืนที่มีงานฉลองแต่งงานของเจ้านายกับคุณโสมสุภางค์ ฉันเข้าไปเก็บแก้วในห้องอาหาร มันต้องผ่านห้องโถง ตอนที่ฉันออกมาฉันได้ยินเสียงรถ
“เสียงรถของใคร”
“คุณโสมสุภางค์นั่งแท็กซี่มา แล้วคุณนายเถาว์เครือก็ตามมาติดๆ ฉัน ฉัน”
“คุณเห็นอะไรอีก”
“ฉันเห็นคุณนายเถาว์เครือ วิ่งตามคุณโสมสุภางค์ขึ้นบันได”
“ตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน”
“ฉันหลบอยู่หลังม่าน คุณนายเถาว์เครือกับคุณโสมสุภางค์ทะเลาะกัน”
“บันทึกปากคำให้ละเอียดนะ”
ร้อยเวรหันไปสั่งลูกน้อง
“ครับ”
“คุณเห็นคุณชิดชบาหรือเปล่า”
“ฉัน ฉันเห็นค่ะ”
“ที่ไหน”
“บน บนบันได”
“เล่ารายละเอียดของคืนนั้นได้มั้ย”
“คุณชิดชบาเมา เปิดประตูออกมา ตอนนั้นคุณนายเถาว์เครือกับคุณโสมสุภางค์เถียงกัน ฉันจำไม่ได้ตลอดหรอกค่ะคุณตำรวจว่าเถียงกันเรื่องอะไร แต่ แต่ว่า ตอนที่นัวเนียกัน”
“นัวเนีย”
“คือเถียงกันไปเถียงกันมา ต่างคนต่างร้องไห้ คุณชิดชบาเปิดประตูห้องออกมา ตอนนั้นแหละค่ะ ที่คุณโสมสุภางค์ตกบันไดลงมา”
“ใครเป็นคนผลัก”
“ไม่มีคนผลักค่ะ”
บุญถิ่นผ่อนลมหายใจโล่งอกที่ได้พูดความจริงที่อัดอั้นอยู่ในใจมานาน
“มันเป็นอุบัติเหตุ”

เถาว์เครือลดโทรศัพท์ลง หันไปมองโสมสุภางค์ที่ยังหลับสนิทอยู่บนเตียง ริมฝีปากของเถาว์เครือสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว
“อุบัติเหตุหรือ ไม่ ไม่ได้ มันจะเป็นแค่อุบัติเหตุไม่ได้”
ชัยยงค์ปิดโทรศัพมือถืออย่างเกรี้ยวกราด
“ใช่ มันจะเป็นแค่อุบัติเหตุไม่ได้ เราลงแรงมาแทบตาย แต่ชิดชบากลับพ้นผิด”
“ทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะครับ พ่อ”
“ก็เพราะนังบุญถิ่นแม่ครัว มันให้การว่ามันอยู่ในที่เกิดเหตุ มันเห็นเหตุการณ์ตอนที่โสมสุภางค์ตกลงมา ชิดชบาไม่ได้ผลัก”
“อ้าว งั้นเรื่องมันก็กลับตาลปัตรไปหมดน่ะซีครับ”
“ใช่ โธ่โว้ย”
ชัยยงค์เกรี้ยวกราด

ปฐวียืนกอดอกนิ่งๆ มองรถแท็กซี่ที่แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน สมควร จำเรียงและบุญถิ่นก้าวลงจากรถแท็กซี่
ต่างมีท่าทีแตกต่างกัน จำเรียงพูดเจื้อยแจ้ว
“เห็นมั้ย ไม่มีอะไรน่ากลัว แค่เห็นยังไง ก็ตอบตำรวจเขาไปอย่างนั้น”
สมควรหมั่นไส้
“รู้ดี ทีตัวเองละกลัวถึงกับ เอ่อ คุณ คุณปฐวี”
จำเรียงและสมควรค่อยๆ เลี่ยงออกไป บุญถิ่นหลบตาของปฐวีที่จ้องมองมา
“แน่ใจนะว่าเรื่องที่พูดออกไปทั้งหมดน่ะ เป็นความจริง”
“เอ่อ ค่ะ”
“ไม่ได้ถูกขู่เข็ญบังคับ หรือมีใครใช้อิทธิพลบีบแม่บุญถิ่นนะ”
“เอ่อ”
ชิดชบาเดินออกมา บุญถิ่นหันไปมอง ก่อนรีบหลบตามจำเรียงและสมควรไป
“ถ้าคุณหมายถึงฉันกับคุณป้าล่ะก็ เราไม่มีอำนาจบารมีที่จะไปบังคับใครได้หรอกค่ะ ฉันพยายามบอกคุณแล้วว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่คุณก็ไม่เชื่อ”
“ผมเชื่อในคำพิพากษา คดีนี้ยังไม่ได้เริ่มต้น ไม่มีอะไรระหว่างเราที่จบง่าย ตำรวจคงใช้เวลาสักพักเพื่อทำสำนวนเสนออัยการ ถึงตอนนั้น คุณจะถูกฟ้องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานทั้งหมด ว่ามันมัดตัวคุณได้มั้ย”

ปฐวีเดินผ่านชิดชบาขึ้นตึกไป ชิดชบายิ่งร้อนใจ

อรุณณรงค์เดินลงบันไดมาเริ่มมีความสุขขึ้น หม่อมจรัสเรืองมองลูกชายด้วยความแปลกใจ
 
“มีข่าวอะไรหรือชายเอี่ยว วันนี้ลูกยิ้มแต่เช้า”
“อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์หรือยังครับ เรื่องตำรวจเรียกตัวแม่บุญถิ่น แม่ครัวไปให้ปากคำ”
“คดีชิดชบาน่ะหรือ”
“ครับ แม่บุญถิ่นให้การ ทำให้รูปคดีอาจจะพลิก”
“ให้การยังไง”
“ให้การเรื่องที่โสมสุภางค์ตกบันได มันเป็นอุบัติเหตุครับ หม่อมแม่”
“อุบัติเหตุ มันเป็นไปได้ยังไง”
หม่อมจรัสเรืองอุทานด้วยความแปลกใจ

เถาว์เครือตบหน้าบุญถิ่นล้มคว่ำลง จำเรียงปราดเข้ามาประคองบุญถิ่น
“คุณนายตบหน้าน้าบุญถิ่นทำไมนี่ มันเกินไปแล้วนะ ถึงน้าบุญถิ่นจะเป็นลูกจ้าง คนจ้างน้าบุญถิ่นไม่ใช่คุณนาย”
“ฉันตบมัน เพราะมันไม่ตอบคำถามของฉัน ฉันถามมันว่าเป็นไปได้ยังไง ที่มันให้ปากคำกับตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุ”
“น้าบุญถิ่นพูดความจริง ตำรวจเขาถามยังไงก็ตอบไปอย่างนั้น”
“แกอย่าสาระแน นี่ไม่ใช่เรื่องของแก แต่เป็นเรื่องของฉันกับมัน นังบุญถิ่น แกมานี่”
เถาว์เครือกระชากบุญถิ่นออกไปด้วยความโกรธ จำเรียงถลาตาม เถาว์เครือชี้หน้า
“แกอย่ายุ่ง”
จำเรียงชะงัก เถาว์เครือกระชากบุญถิ่นออกไปที่ซอกตึก
“ทำไมแกให้การกับตำรวจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แกเห็นนังชิดชบาผลักโสมสุภางค์ตกบันได ก็แค่แกพูดว่าแกเห็นชิดชบาผลักลูกฉันตกบันได ทำไม ทำไม ทำไมแกไม่พูด”
“ก็ ก็ ก็ฉันไม่เห็น”
“แกต้องเห็นซี แกบอกว่าแกแอบอยู่หลังม่านนั่น แกเห็นทุกอย่าง”
“เอ่อ”
“มันไม่ใช่อุบัติเหตุ ไป แกต้องกลับคำให้การว่ามันเป็นการฆ่า แค่แกพูดว่านังชิดชบาเป็นคนผลัก มันก็เข้าข้อหา พยายามฆ่า”
บุญถิ่นหวาดกลัว

ชิดชบามาทำบุญและทำสังฆทานที่วัด อรุณณรงค์เดินเข้ามานั่งพับเพียบลงข้างๆ พนมมือ ชิดชบาหันมามองชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็ถือขันตักบาตรเดินลงมาจากศาลาวัดพร้อมกับอรุณณรงค์
“ผมโทร.ไปแสดงความยินดีกับคุณแต่คุณไม่อยู่ ผมก็เลยรู้จากคุณป้าว่าคุณมาทำบุญที่วัดใกล้ๆ บ้านนี่”
“คุณชายเอี่ยว”
“นานๆ คุณจะมีข่าวดีเสียที จะไม่ให้ผมแสดงความยินดีต่อคุณคงไม่ได้หรอกครับ”
“แค่ปากคำของแม่บุญถิ่น ก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าฉันจะได้รับประโยชน์จากคำให้การแค่ไหน”
“พยานอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คุณไม่ได้ผลัก คุณเถาว์เครือก็ไม่ได้ผลัก มันเป็นอุบัติเหตุที่ฟังได้นะครับ”
“ค่ะ มันเป็นคำที่ฉันต้องการได้ยินที่สุด ฉันถึงต้องมาทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่ให้ปากคำในคดีนี้ไงคะ”
“รวมทั้งหม่อมแม่ของผมด้วยใช่มั้ยครับ”
“หม่อมจรัสเรืองท่านทำหน้าที่พลเมืองดี ฉันเข้าใจท่านค่ะ ถ้าเราเป็นท่านเราก็ต้องทำอย่างที่ท่านทำ”
“คุณไม่โกรธผมนะ”
“ฉันยังรู้สึกดีๆ กับความหวังดีที่คุณชายมีให้ ถ้าจะเสียใจ ก็เสียใจที่ฉันสูญเสียมิตรภาพของคุณหญิงอุราศรีไป ฉันไม่หวังหรอกว่าวันหนึ่งจะมีคนเข้าใจฉันสักกี่คน”
“ชิดชบา คุณก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไงต่อคุณ ผมอยากทำอะไรให้คุณมากกว่านี้ แต่ว่า”
“อยู่ห่างๆ ฉันไว้ นั่นดีที่สุดค่ะ”

ชิดชบาเตือนอรุณณรงค์ ก่อนเดินไปที่รถแล้วขับออกไป อรุณณรงค์นิ่งงัน

ปฐวีเดินลงมาที่รถซึ่งจอดอยู่หน้าคฤหาสน์ ชิดชบาขับรถผ่านประตูเข้ามาจอด เก็บขันตักบาตรเดินขึ้นตึก ผ่านหน้าปฐวีไปโดยไม่มองหน้า ปฐวีเลิกคิ้ว น้ำเสียงเยาะๆ
 

“ไปวัด”
“ทำไม คนบาปอย่างฉันไม่มีสิทธิ์ไปสวรรค์อย่างนั้นหรือ”
“เขาว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร คดีของคุณก็ยังไม่จบ จะรีบทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ใครทำไม”
“ฉันทำเพื่อให้ฉันสบายใจค่ะ คนส่วนใหญ่ เวลามีความสุขก็ไม่มีใครนึกถึงพระ แต่เวลามีทุกข์ กลับนึกถึงวัดเหมือนจะรู้ว่าคนเราน่ะ โลภไปสักแค่ไหน แค้นไปสักแค่ไหน ยิ่งใหญ่สักแค่ไหน ตายไป ก็ไปวัด”
ชิดชบาเดินเชิดหน้าขึ้นตึกไป สมควรเผลอตัวคล้อยตามอย่างเห็นด้วย
“คุณชิดชบาพูดถูกนะครับ คนเราได้ไปแค่ไหน ตายไปก็เอาใส่โลงไปไม่ได้หรอกครับ เพราะเมรุคับแคบ วัดมีพื้นที่จำกัด”
ปฐวีหันมาทำตาขุ่นเขียวใส่สมควร สมควรหน้าสลด
“เอ่อ”
ปฐวีก้าวขึ้นนั่งบนรถ สมควรรีบเปิดประตูเข้าประจำที่คนขับ ปฐวีออกคำสั่งห้วนๆ
“พาฉันไปวัด”

ธวัชพงษ์ก้มๆ เงยๆ สำรวจหมู่เจดีย์เก่าที่ตั้งเรียงรายกันในวัดชนบท ก่อนพบรูปถ่ายที่พร่ามัวในช่องของเจดีย์
เขาพยายามใช้ใบไม้แห้งถูทำความสะอาดเพื่อให้ภาพปรากฏชัดเจนขึ้น
“ใช่จริงๆ เจดีย์บรรจุกระดูกของ ของ”
ปฐวีเดินเข้ามา ธวัชพงษ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
“ของพ่อผมเอง ส่วนเจดีย์ข้างๆ นี่เป็นของแม่ ผมเพิ่งย้ายกระดูกของพ่อกับแม่บรรจุเจดีย์ได้ไม่กี่ปีตอนที่ผมมีเงิน”
“คุณ คุณปฐวี”
“คุณมาทำอะไรที่นี่ คุณนี่มันดื้อจริงๆ นะ”
“ผมมาสืบเรื่องวงศ์วานว่านเครือของคุณ”
“คุณถูกไล่ออกแล้วไม่ใช่หรือ”
“ขอบคุณมากนะครับ ที่ทำให้ผมมีอิสระในชีวิตเหมือนนก ตอนนี้ผมไม่มีโต๊ะทำงานนั่งประจำ เลยมีเวลาจิกกับกัดเรื่องของคุณทุกวัน”
“ทำไมคุณรู้ว่า”
“ผมใช้นิสัยขี้สงสัยของนักข่าว ถ้าบ้านเก่าของคุณอยู่ที่นี่ วัดที่คุณเลี้ยงเด็กกำพร้าก็อยู่ที่นี่ แล้วกระดูกบรรพบุรุษของคุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ ถามผมว่า รู้ได้ยังไงว่าเจดีย์องค์นี้บรรจุกระดูกของพ่อคุณ ผมดูจากนี่ครับ นามสกุล”
ปฐวีพยายามอดกลั้นความโกรธ กระชากคอเสื้อธวัชพงษ์เข้ามา
“เราคงมีเรื่องต้องพูดกันยาวนะ”

ถกลและชัยญาขับรถตามรถอุราศรีมาที่กระทรวง อุราศรีจอดรถก่อนเดินขึ้นตึกไป ชัยญามองด้วยความสนใจอุราศรี
“ทำงานกระทรวงต่างประเทศ ซ้ำยังเป็นคู่รักของคุณชายอรุณณรงค์ แสดงว่าต้องรวย ต้องมีหน้าที่การงานดี มีเชื้อสาย ผู้หญิงอย่างนี้แหละ พ่อบังคับให้ฉันชอบ”
ชัยญายิ้มเจ้าเล่ห์
อุราศรีเดินมาที่โต๊ะทำงาน อรุณณรงค์เดินตามเข้ามาด้วยท่าทางมีความสุข
“เมื่อวานผมไปพบชิดชบาที่วัด คุณรู้เรื่องอุบัติเหตุนั่นหรือยัง”
“อุบัติเหตุ”
อุราศรีแปลกใจ แต่ทำหน้ามึนตึง
“ฉันไม่ได้ตามข่าว”
“ตอนนี้ตำรวจเขามีหลักฐานพยานว่าคดีพยายามฆ่าของชิดชบาเป็นอุบัติเหตุ”
“จริงหรือ”
“ผมก็เลยรีบมาบอกคุณ เผื่อคุณจะไม่ได้ตามข่าว เพราะผมถือว่านี่เป็นข่าวดี คงไม่มีอะไรจะบาปเท่าเอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกนะครับ”
อรุณณรงค์ยิ้มๆ เดินออกไป
“ชิดชบาบริสุทธิ์หรือ”

อุราศรีแปลกใจ

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 10 (ต่อ)

บุญถิ่นวางถ้วยกาแฟลงตรงหน้าเถาว์เครือค่อนข้างแรง พูดเสียงเข้ม
 
“ฉันกลับคำให้การไม่ได้หรอกค่ะคุณนาย กลัวจะเจอข้อหาให้การเท็จ มันคุกนะคะ”
“ก็แค่แกพูดให้ตำรวจเขาเชื่อ เขาจะได้ชงเรื่องให้อัยการสั่งฟ้อง แค่นี้ ทำไมแกพูดไม่ได้”
“แค่นี้ฉันก็ผิดมากอยู่แล้ว คุณนายก็รู้นี่คะว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือ ว่า”
เถาว์เครือผุดลุกขึ้น
“นังบุญถิ่น”
“คุณนายทำให้คุณโสมสุภางค์ตกบันได”
เถาว์เครือนิ่งอึ้ง อึกอัก ตอบไม่ได้

แพรวาดูแลโสมสุภางค์ด้วยความรักและห่วงใยอยู่ในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ปฐวีเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบๆ มองโสมสุภางค์ ก่อนเหลือบตามองแพรวา
“ไปบอกคู่รัก เอ่อ คู่หูของคุณให้เลิกยุ่งกับเรื่องของผมเสียที”
“ป่วยการ เขาเป็นคนดื้อแบบดื้อด้าน”
“นี่ผมคิดผิดหรือคิดถูกนะ ที่ทำให้เขาถูกไล่ออก”
“คุณคิดผิด เพราะคนๆ นี้จะกัดคุณไม่ปล่อยจนกว่าคุณจะย่อยยับ”
“นี่คุณแม่ไปไหน”
“พยาบาลบอกว่าคุณแม่ออกไปตั้งแต่เช้าค่ะ ฉันไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของไข้ให้เข้าใกล้โสมสุภางค์ แต่ฉันก็อดไม่ได้ ฉันเป็นห่วงเพื่อน”
“คุณแม่จะทำอย่างนั้นทำไม”
“ฉันว่าคุณแม่มีอะไรแปลกๆ มองๆ คุณแม่ไว้บ้าง ฉันกลัวแม่ยายของคุณจะถูกหลอก”
“ถูกหลอกหรือ”
ปฐวีแปลกใจ

เถาว์เครือมาหาชัยยงค์ที่คอนโดฯอย่างร้อนใจ ชัยยงค์เข้ามาบีบนวดไหล่เอาใจ
“นังบุญถิ่นมันไม่ยอมกลับคำให้การ ซ้ำมันยังขู่ฉัน ว่าฉันเป็นคนทำให้โสมสุภางค์ตกบันได ปกติฉันเคยสั่งมันได้ แต่ตอนนี้มันแปลกๆ ไป”
“แปลกยังไง”
“เหมือนมันไม่ได้เป็นพวกฉัน แต่ไปเป็นพวกนังชิดชบา จะสั่งให้มันหันซ้ายหันขวาก็ไม่ได้เหมือนเก่า หรือคุณว่าไม่แปลก”
“ผมว่าคุณอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ดีกว่า”
“ฉันจะทำใจเย็นอยู่ได้ยังไง นี่มันเรื่องคุกนะ เรากำลังร่วมมือกันใส่ความนังชิดชบา วางแผนส่งมันไปนอนในคุก แล้วเรื่องบ้าน”
“ยอดรัก ผมไม่ยอมให้คุณเดือดร้อนคนเดียวหรอก รู้มั้ยว่าผมรักคุณแค่ไหน”
“ฉันถึงได้รีบมาหาคุณยังไงล่ะคะ ช่วยฉันคิด ฉันจะทำยังไง จะให้นังบุญถิ่นมันกลับคำให้การ”
“คุณไม่ต้องทำอะไร”
“แล้วจะให้มันข่มขู่ฉันอยู่อย่างนี้หรือ มันเป็นแค่ขี้ข้านะ”
“หมายความว่าผมจะทำให้มันกลับคำให้การ”
“คุณจะทำยังไง”
เถาว์เครือตื่นเต้น กังวล
ถกลมาที่โรงเรียนเด็กประถมในชนบทแห่งหนึ่ง พร้อมรูปถ่ายของเด็ก 8 ขวบ
 
ครู่หนึ่งเขาเห็นเด็กชายคนนั้นซึ่งเป็นลูกของบุญถิ่นที่อยู่กับยาย เดินลากกระเป๋านักเรียนออกมาจากโรงเรียน ถกลมองรูปถ่ายซ้ำอีกครั้งก่อนจะมองตามไป

ชิดชบานั่งกุมศีรษะ มึนค้างอยู่ที่โต๊ะอาหาร บุญถิ่นยกซุปเข้ามาวางตรงหน้าอย่างเก้อๆ เข้าหน้าชิดชบาไม่สนิท เพราะเคยร้ายกาจกับชิดชบาไว้มาก
 
“ขอบใจมากนะแม่บุญถิ่น”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณต้องการอะไรอีก ก็เรียกนะคะ”
“ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่หมายถึงเรื่องที่แม่บุญถิ่นพูดความจริงเรื่องคืนนั้น”
“อ๋อ เอ่อ”
เสียงโทรศัพท์ของบุญถิ่นดังขึ้น
“ขอโทษนะคะ”
บุญถิ่นรีบเดินออกไปพูดโทรศัพท์ด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรหรือแม่”
บุญถิ่นตื่นตระหนก
“ไอ้ปอนลูกฉันหรือน่ะ หายไป”
เถาว์เครือเดินเข้ามา ยิ้มเย้ยหยันบุญถิ่น บุญถิ่นค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลง จ้องหน้าเถาว์เครือ ยิ่งตื่นตระหนก
“คุณ คุณนาย
“ฉันเอง”
“คุณนายจับตัวลูกฉันไป”
“ลูกของแกจะปลอดภัย ถ้าแกยอมให้ความร่วมมือกับฉัน กลับคำให้การนั่น ชี้ความผิดว่าชิดชบาเป็นคนผลักโสมสุภางค์ตกบันได ฉันจะปล่อยตัวลูกของแก แล้วเลี้ยงแกเป็นคนรับใช้ของฉัน เมื่อฉันได้กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้”
“คุณนาย”
“แกคิดดูให้ดี แกเลิกกับผัวเก่ามาได้ผัวเป็นคนขับรถของปฐวี นายสมควรไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่าแกเคยมีลูกมาก่อน แกจะปฏิเสธ หรือแกจะร่วมมือกับฉันเงียบๆ”
“ฉันไม่เชื่อ”
“ถ้าแกไม่เชื่อก็ดูนี่”
เถาว์เครือเปิดคลิปที่อัดไว้ในโทรศัพท์ เห็นภาพเด็กชายชูเครื่องเล่นเฮลิคอปเตอร์ขึ้นอวดแม่ด้วยท่าทีรื่นเริง
“แม่ แม่จะมาหาผมเมื่อไหร่ น้าคนนี้เขาไปรับผมที่โรงเรียน เขาบอกว่า แม่ให้รับมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ ดีใจหลายๆ เด้อแม่”
ในคลิป ถกลใช้มีดปลายแหลมโกนหนวดเป็นเชิงขู่ เถาว์เครือปิดโทรศัพท์ บุญถิ่นร้องไห้โฮ

ปฐวีแปลกใจเมื่อรู้ว่าบุญถิ่นขอกลับคำให้การ ชิดชบาและตลับนาคต่างตื่นตระหนก
“กลับคำให้การหรือ”
“ครับ บุญถิ่นกลับคำให้การ อ้างว่าถูกข่มขู่บังคับ ให้ให้การเท็จ”
เฉวียงยืนยัน
“ให้การเท็จหรือ นี่ฉันกำลังถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับให้บุญถิ่นให้การเป็นประโยชน์กับตัวฉันหรือ”
“มันยังไงกัน ก็บุญถิ่นบอกว่าพูดความจริงไปหมดแล้วยังไงล่ะ”
ตลับนาคสับสน
“ครับ นั่นก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ทนายของผมมาแจ้งว่าบุญถิ่นขอกลับคำให้การ เรื่องราวมันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือเจตนาฆ่า”
“ไม่จริงนะ ไม่จริง ฉันไม่ได้ฆ่าใคร ฉันไม่ได้ผลักโสมสุภางค์ตกบันได”
“ชิดชบา ทำใจดีๆ ไว้”
“ทำไมบุญถิ่นทำอย่างนี้คะคุณป้า บุญถิ่นก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคืนนั้น มันต้องมีอะไรสักอย่าง คุณ คุณบังคับให้บุญถิ่นใส่ร้ายฉันใช่มั้ย คุณต้องการโกงฉัน ยัดเยียดคุกให้ฉัน คุณจะได้ยึดบ้านหลังนี้ แล้วก็แก้แค้นฉัน”
ปฐวีมองชิดชบาอย่างชิงชัง
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด ผมจะไปหาโสมสุภางค์ ไปบอกโสมสุภางค์ว่าบุญถิ่นกลับคำให้การแล้ว คดีก็มีน้ำหนักพอจะส่งคนที่ทำร้ายโสมสุภางค์ขึ้นศาล คุณจะต้องติดคุก”

ปฐวียิ้มเยาะ ตลับนาคและชิดชบาต่างงงงัน ตื่นตระหนก

หม่อมจรัสเรืองเดินนำหน้าอุราศรีเข้ามาในวังอย่างรีบร้อน ตื่นเต้น ดีใจ
 
“ชายเอี่ยวแม่มีข่าว เพิ่งจะสดๆ ร้อนๆ จนหนังสือพิมพ์ขึ้นกรอบบ่ายไม่ทัน”
“ข่าวอะไรครับ”
“พยานปากสำคัญในคดีชิดชบากลับคำให้การค่ะ ไม่ใช่อย่างที่คุณบอกฉัน”
“กลับคำให้การหรือ”
“ว่าเห็นชิดชบาผลักโสมสุภางค์ตกบันได ที่ให้การไปครั้งแรกเพราะกลัว เพราะถูกข่มขู่ เพราะเกรงจะถูกฆ่า”
“เหลวไหล นี่มันอะไรกันครับนี่ ชิดชบาไม่อยู่ในฐานะที่จะข่มขู่หรือฆ่าใครได้”
“ผู้หญิงคนนี้ทำเรื่องระห่ำๆ ได้ ทำไมจะทำเรื่องร้ายๆ ไม่ได้ ตอนนี้ชิดชบาคงจะอยู่ในฐานะลำบากจริงๆ เพราะคุณปฐวีเขาคงจะเดินหน้าคดีนี้ เพื่อให้เขายังดูดี”
อุราศรียิ้มสังเวช

พยาบาลเฝ้าโสมสุภางค์ซึ่งยังหลับสนิทอยู่ในเครื่องช่วยหายใจ ปฐวีเปิดประตูเข้ามา
“โสมสุภางค์เป็นยังไงบ้างครับคุณพยาบาล”
“ยังไม่รู้สึกตัวเลยค่ะ”
“เอ่อ แล้วนี่คุณเถาว์เครือไปไหน”
“คุณเถาว์เครือไม่อยู่ค่ะ ออกไปตั้งแต่เมื่อวาน”
“เมื่อวานหรือ เอ่อ ขอโทษครับ คุณเถาว์เครืออยู่เฝ้าไข้ทุกวันหรือเปล่า”
“ไม่ทุกวันหรอกค่ะ คุณเถาว์เครือให้จัดพยาบาลพิเศษเฝ้าไข้คุณโสมสุภางค์แทนค่ะ”
ปฐวีอึ้ง นึกถึงคำเตือนของแพรวาเกี่ยวกับเถาว์เครือและชัยยงค์
“อ้อ ครับ ผมจะอยู่กับโสมสุภางค์ สักพัก”
“เชิญค่ะ”
พยาบาลเปิดประตูออกไป ปฐวีนั่งลงหน้าเตียง ลูบไล้ท่อนแขนของโสมสุภางค์อย่างอ่อนโยน
“ผมมีข่าวดีมาบอกคุณ ถึงคุณจะไม่รับรู้ผมก็อยากจะบอก คนที่ทำร้ายคุณ ทำให้คุณมีสภาพแบบนี้กำลังจะถูกลงโทษ ฟื้นขึ้นมาเถอะโสมสุภางค์ ผมสัญญาว่า ไม่ว่าคุณจะมีสภาพยังไงผมก็รับได้ ผมจะเป็นสามีที่ดีของคุณ ตื่นขึ้นมาเถอะ โสมสุภางค์”
ปลายนิ้วของโสมสุภางค์เริ่มกระดิก ปฐวีตื่นเต้น ดีใจ
“คุณได้ยินผมใช่มั้ย รู้สึกตัวแล้วใช่มั้ย โสมสุภางค์”

รถของเถาว์เครือแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ ชิดชบา ตลับนาค จำเรียงและสมควรยืนจับกลุ่มกันอยู่หน้าตึก
ต่างมองไปที่บุญถิ่น บุญถิ่นลงมาพร้อมกับเถาว์เครือ หลบตาชิดชบา
“เอาล่ะ ตำรวจเขาถามแกจนหมดเปลือกแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ มีฉัน ไม่มีใครกล้าทำอะไรแกหรอก ใครที่บังอาจข่มขู่แก ฉันจะแจ้งตำรวจ ดี จะได้หาเหตุยื่นค้านการประกันตัว ส่งมันกลับเข้าไปอยู่ในห้องขัง”
บุญถิ่นค่อยๆ เหลือบตามองชิดชบาแล้วหลบตา
“แกไปได้แล้ว”
“ค่ะ คุณนาย”
บุญถิ่นรีบหลบออกไป สมควรรีบตามไป เถาว์เครือเดินเข้ามาหาชิดชบาและตลับนาค
“รู้แล้วใช่มั้ยว่าตอนนี้อะไรๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว เราคงได้เจอกันในศาล เพราะหลักฐานมัดตัวแน่นหนาออกอย่างรั้น ไม่รอดคุกแน่”
เถาว์เครือยิ้มเยาะก่อนเดินขึ้นตึกไป ชิดชบาและตลับนาคสบตากันอย่างกังวล
สมควรพยายามซักถามบุญถิ่นด้วยความสงสัย ร้อนใจ เมื่อบุญถิ่นกลับคำให้การปรักปรำชิดชบา จำเรียงเดินเข้ามายืนฟังอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมแกถึงได้กลับคำให้การ ทีแรกก็บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าคุณชิดชบาเป็นคนผลัก ฉันงงไปหมดแล้ว ทำไมวะ”
“ไม่มีอะไร”
“ไม่มีอะไรยังไง มันต้องมีอะไรแน่ คุณนายเถาว์เครือก็รู้ๆ อยู่ว่าคบได้เสียที่ไหน แต่ตอนนี้แกกลับไปเป็นข้ารับใช้คุณนายเถาว์เครืออีก ถ้าคุณชิดชบาผลักคุณโสมสุภางค์ตกบันได ทำไมไม่บอกกับตำรวจเขาตั้งแต่ทีแรก”
“ก็”
จำเรียงเดินเข้ามา
“คุณชิดชบากับคุณป้าข่มขู่น้าหรือ ฉันไม่อยากเชื่อเลย ฉันเห็นคุณชิดชบากับคุณป้าพยายามช่วยน้าด้วยซ้ำไป”
“นั่นน่ะซี ทำไมเรื่องมันถึงได้เป็นอย่างนี้วะ”
บุญถิ่นโกรธ ร้องไห้ด้วยความอัดอั้นใจ แผดเสียงดัง
“อย่ามายุ่งกับกู เรื่องของกู ใครจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ ไม่ใช่ตัวกู”

บุญถิ่นผลุนผลันออกไป สมควรและจำเรียงแปลกใจ

ตลับนาคดึงมือชิดชบาเข้ามาในห้องนอนแล้วปิดประตูอย่างร้อนใจ
 
“ป้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ ท่าทางเหมือนคุณนายเถาว์เครือคุมบุญถิ่นได้ มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คุณเถาว์เครือมีอำนาจเหนือบุญถิ่น”
“อะไรคะคุณป้า”
“ก็อยู่ดีๆ บุญถิ่นกลับคำให้การ ทั้งที่บอกตำรวจไปแล้วว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไม”
“หรือหนูจะต้องติดคุกข้อหาพยายามฆ่าจริงๆ คะ คุณป้า”
“ชิดชบา”
“เกมนี้ หนูจะต้องแพ้จริงๆ หรือคะ ที่เคยคิดว่าถ้าแพ้จะเหลือเวลากับชีวิต นี่ลมหายใจก็จะไม่เหลือจริงๆ หรือคะ”
“ชิดชบา ไม่ หนูยังไม่แพ้ รู้มั้ยว่าการยอมแพ้ตัวเองคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด หนูเคยเข้มแข็ง เคยทำเรื่องบ้าบอที่ผู้หญิงเขาไม่ทำกันด้วยซ้ำไป อย่าเพิ่งแพ้ตัวเองตอนนี้ ยังมีคนที่”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทั้งสองชะงัก ชิดชบามองโทรศัพท์เห็นว่าเป็นสายจากธวัชพงษ์
ธวัชพงษ์นัดชิดชบาออกมาพบที่ร้านกาแฟ ชิดชบานั่งก้มหน้านิ่งๆ ทุกข์ใจมาก
“ผมรู้เรื่องนั้นแล้วก็เลยรีบโทรหาคุณ ผมว่าเรื่องมันมีเงื่อนงำแปลกๆ”
“คุณป้าก็ตั้งข้อสังเกตอย่างนั้น เราเพิ่งพูดกันตอนที่คุณโทร.มา ใช่ มันแปลกจริงๆ”
“คุณนายเถาว์เครือ มีอะไรๆ กับนายชัยยงค์พ่อของนายชัยญา นายชัยยงค์เป็นนักพนัน เรื่องที่เขาคิดต้องไม่ดีแน่ ส่วนคุณนายเถาว์เครือ คุณรู้นี่ ว่าเป็นยังไง”
“คุณนายเถาว์เครือ คุณคิดว่าคุณนายเถาว์เครือวางแผนร่วมกับนายชัยยงค์หรือ”
“ผมถูกไล่ออกจากงาน คนพวกนี้เลิกสนใจผม ผมมีเวลาเป็นนักสืบเต็มตัว ผมจะสืบเรื่องนี้”
“ธวัชพงษ์”
“ผมเชื่อว่าคุณปฐวีก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ข้อสัญญาของคุณกับเขา เขายึดบ้านได้ทันทีที่คุณติดคุก แล้วก็ได้แก้แค้นคุณ”
“ใช่ เขาอาจจะอยู่เบื้องหลังเรื่องเลวๆ นี่ก็ได้ ฉันขอให้เขาตกนรก”
ชิดชบาพึมพำเบาๆ ด้วยความแค้น

ปฐวีนั่งกอดอกหลับ โสมสุภางค์ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ อย่างงงๆ ปฐวีสะดุ้งตื่น ตื่นเต้นดีใจเมื่อเห็นโสมสุภางค์รู้สึกตัว
“โสม โสมสุภางค์ พยาบาล พยาบาลครับ โสมสุภางค์ฟื้นแล้ว”
ปฐวีจับมือโสมุภางค์มาแนบแก้ม
“โสม ผมเอง คุณรู้สึกตัวแล้ว โสมสุภางค์”
โสมสุภางค์จ้องหน้าปฐวีนิ่งๆ สมองยังมึนงง สับสน ภาพความทรงจำยังซับซ้อน
“โสม”
พยาบาลและหมอเข้ามา
“เชิญญาติข้างนอกก่อนนะคะ”
พยาบาลเลื่อนม่านปิด ปฐวียืนมองอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มค่อยๆ จางลง เหลือแต่ความหมองหม่นเมื่อคิดว่าโสมสุภางค์ต้องกลายเป็นคนพิการ

เถาว์เครือเดินมาแต่ไกลด้วยท่าทีรีบร้อน ชะงักเมื่อเห็นปฐวียืนหันหลัง รออยู่ด้วยความเย็นชา
“คุณ”
“โสมสุภางค์รู้สึกตัวแล้ว ผมทราบจากพยาบาลว่า คุณแม่ไม่ได้อยู่เฝ้าโสมสุภางค์ทุกวัน”
“อ๋อ ฉันก็มีเรื่องที่ฉันต้องไปทำบ้าง แต่ฉันก็จ้างพยาบาลพิเศษไว้คอยดูแลโดยไม่ให้คลาดสายตา เพราะฉันกลัวว่านางบำเรอของคุณจะเข้ามาทำร้ายลูกของฉัน ลูกฉันรู้สึกตัวแล้วหรือ”
“ครับ แต่สภาพของโสมสุภางค์ไม่ดีเลย ถ้าผมเป็นคุณแม่ ผมจะโยนธุระทิ้งแล้วอยู่กับลูกทั้งวันทั้งคืน”
“เอ่อ ที่ฉันเป็นธุระพานังบุญถิ่นมันไปให้การกับตำรวจใหม่ คุณก็ได้ประโยชน์นี่”
“เกรงจะไม่ใช่ผมคนเดียวน่ะซีครับ ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้”
“คุณหมายความว่ายังไง”
“คุณแม่รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรอยู่ สำหรับผม ใครทำร้ายโสมสุภางค์ ผมเอาเรื่องถึงที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องเตือนคุณแม่”
“ฉันหรือ”
“บางทีสิ่งที่เราเห็น มันอาจเป็นเพียง ภาพลวงตา”

เถาว์เครืองง

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 10 (ต่อ)

ชัยยงค์นอนอยู่บนเก้าอี้ยาว ริมสระว่ายน้ำ สาวสวยในชุดบิกีนีต่างรุมล้อมปรนนิบัติราวกับเจ้าชายในฮาเร็ม
 
ชัยญาเดินเข้ามา ชัยยงค์โบกมือให้สาวๆ เหล่านั้นลงไปเล่นน้ำ
“ไง สำเร็จมั้ย”
“ผมให้ถกลไปหลอกเด็กมาเก็บตัวไว้ที่ห้องเช่าแถวๆ สำโรง บอกเด็กว่าให้รออยู่ที่นั่นเดี๋ยวแม่มารับ ซื้อของเล่นให้ไม่กี่ชิ้นก็เอาอยู่แล้วครับพ่อ นี่ให้ถกลเฝ้าไว้”
ธวัชพงษ์ปลอมตัวเป็นพนักงานประจำสระว่ายน้ำ สวมหมวกหรุบศีรษะ เข้ามาทำงาน โดยไม่มีใครสนใจ
“ดี บุญถิ่นจะเป็นพยานปากสำคัญให้การปรักปรำชิดชบาในชั้นศาล ไม่อยากเชื่อว่าปฐวีเขาจะหน้ามืดตามัวเชื่อง่ายๆ ทั้งที่เขาเป็นมือชั้นเซียน”
“คุณชิดชงค์เองก็เป็นมือมีระดับ ยังเสียท่ามือไร้อันดับมาแล้ว”
ชัยญามองไปยังสาวสวยกลางสระว่ายน้ำด้วยวิสัยเจ้าชู้
“แกชอบคนไหนเอาไปเลย ฉันให้”
“ตอนนี้ผมมีคนที่ผมชอบแล้ว ผู้หญิงดีมีเชื้อสาย ข้อสำคัญ รวย”
“ใครวะ”
ชัยยงค์แปลกใจ

อุราศรีนั่งทำงานอยู่ในกระทรวง อรุณณรงค์เดินเข้ามาด้วยความหม่นหมอง อุราศรีเหลือบมองด้วยแววตาเย็นชา
“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าชิดชบาจะทำเรื่องแบบนี้ได้”
“ถ้าคุณไม่อยากเชื่อ ก็ยังไม่ต้องเชื่อ จนกว่าศาลจะพิสูจน์ความผิดได้ ดีมั้ยคะ”
“ผมหวังว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ถ้ามันไม่ใช่”
“ก็ต้องยอมรับว่า ชิดชบาเป็นฆาตกร”
อุราศรีถอนหายใจ หงุดหงิดขึ้น เมื่อเห็นอรุณณรงค์ยังใส่ใจอาทรในตัวชิดชบา

ชิดชบานั่งรอธวัชพงษ์อยู่ในร้านกาแฟอย่างกระวนกระวาย ลูกค้าในร้านบุ้ยใบ้พยักเพยิดกัน ต่างมองมายังชิดชบาเพราะจำได้ว่าเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ชิดชบาอึดอัด ธวัชพงษ์ใส่เครื่องแบบคนทำความสะอาดเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
“ผมขอโทษที่มาช้า หาโอกาสออกมาไม่ได้”
“คุณได้งานใหม่แล้วหรือ งานอะไร ทำไมแต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ล่ะ”
“ผมทำงานบนตึกสูง เป็นคนทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ตึกที่นายชัยยงค์ซื้อไว้เป็นฮาเร็มของเขา”
“ฮาเร็มหรือ”
“เขามีผู้หญิงเป็นร้อย รวมทั้งคุณเถาว์เครือ วันไหนที่เขานัดคุณเถาว์เครือเขาก็ไม่นัดคนอื่น แต่วันไหนที่เขาไม่มีนัดคุณเถาว์เครือ เขาก็ใช้ชีวิตอย่างสำราญกับผู้หญิงบริการ”
“คุณนายเถาว์เครือ”
“ผมยังหาหลักฐาน ที่ชี้ชัดว่าคนพวกนี้วางแผนร่วมกันไม่ได้ แต่ผมจะพยายาม”
“ธวัชพงษ์”
ชิดชบาจับมือธวัชพงษ์ไว้ น้ำตาคลอ แพรวาเดินผ่านร้านกาแฟ มองเข้ามาเห็นธวัชพงษ์และชิดชบา
“ขอบคุณที่พยายามช่วยฉัน”
“เพราะผมเชื่อว่าคุณบริสุทธิ์ เราต้องหาหลักฐานไปสู้ในศาล เพื่อให้คุณรอด”
“ธวัชพงษ์”

ชิดชบาบีบมือธวัชพงษ์ แพรวามองมือของชิดชบาอย่างหงุดหงิด

เถาว์เครือยืนยันกับปฐวีว่าจะพาโสมสุภางค์กลับไปบ้าน
 
“ฉันจะพาโสมสุภางค์กลับบ้าน แล้วจ้างพยาบาลพิเศษไปดูแล คนในบ้านก็มีตั้งหลายคน จะไม่ดีกว่าหรือคุณ”
“โสมสุภางค์ควรจะอยู่ใกล้หมอใกล้ยา เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยทัน”
“คราวที่แล้ว ก็ไม่ใช่เพราะพยาบาลปล่อยให้อยู่คนเดียวหรือ ลูกฉันถึงได้ถูกทำร้าย”
“แล้วคุณแม่ไม่กลัวหรือครับ พาโสมสุภางค์กลับไปอยู่บ้านเดียวกับชิดชบา เรื่องที่เกิดขึ้นมันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
“ก็ให้นังชิดชบากับยายคุณป้าไปอยู่ที่อื่นซีคุณ ฉันไม่เห็นจะยากเลย”
ปฐวีนิ่งอึ้ง ตัดบท
“เอาเถอะครับ คุณแม่จะพาโสมสุภางค์กลับไปอยู่ที่นั่นอีกก็ตามใจ”
ปฐวีมองโสมสุภางค์ที่นอนลืมตานิ่งๆ เหมือนไร้ความรู้สึก ก่อนตัดใจเดินออกไป เถาว์เครือรีบโทรศัพท์หาชัยยงค์
“คุณชัยยงค์หรือคะ ฉันทำตามที่คุณแนะนำแล้วล่ะค่ะ พาโสมสุภางค์กลับบ้านเพื่อยึดพื้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ในฐานะภรรยาของปฐวี”
โสมสุภางค์เริ่มหวาดกลัว

รถพยาบาลแล่นเข้ามาจอดหน้าตึกคฤหาสน์ บุรุษพยาบาลประคองโสมสุภางค์นั่งรถเข็น เข็นขึ้นตึกไป โดยมีเถาว์เครือตามไปติดๆ พร้อมพยาบาลอีกสองคน จำเรียงเดินเข้ามายืนข้างหลังสมควร มองด้วยความแปลกใจ
“สภาพคุณโสมสุภางค์อย่างนี้ คุณนายเถาว์เครือยังพากลับมาอยู่ที่นี่อีก ถึงจะจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแล ฉันก็ว่ามันยังไม่เหมาะอยู่ดี”
“ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุณนายเถาว์เครือแกคิดยังไง แกอาจจะคิดว่าคุณโสมสุภางค์แต่งงานกับเจ้านายแล้ว ก็เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของคุณปฐวี”
บุญถิ่นเข้ามายืนฟังห่างๆ
“ยังไม่ได้จดทะเบียน มันก็พูดยากอยู่นะ ลุง”
“เพราะเหตุนี้แหละ ถึงต้องเอาตัวคุณโสมสุภางค์มากันที่เอาไว้ในบ้านไงล่ะ”
บุญถิ่นครุ่นคิด
โสมสุภางค์นั่งอยู่บนรถเข็นกลางห้องโถงอย่างเดียวดาย เหลียวมองไปรอบๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไปยังบันไดเวียน สูง ชิดชบาเดินเข้ามายืนอยู่เหนือบันไดวน ทั้งสองต่างจ้องมองกัน

“คุณโสมสุภางค์”

เถาว์เครือเปิดประตูห้องน้ำออกมา ชะงักไป เมื่อเห็นบุญถิ่นยืนขวางอยู่
 
“บุญถิ่น แกเข้ามาได้ยังไง”
บุญถิ่นเริ่มร้องไห้
“ฉันทำตามคำสั่งของคุณนาย กลับคำให้การแล้ว ปล่อยลูกของฉันเถอะ”
“คดียังไม่จบ แกยังต้องขึ้นศาล เป็นพยานปากสำคัญ ให้การปรักปรำชิดชบา เรื่องมันยังอีกยาว”
“แล้วไอ้ปอนล่ะ”
“ไม่ต้องห่วง เราดูแลลูกของแกอย่างดีที่สุด”
“คุณนาย”
“ฉันไม่ไว้ใจแก เกิดแกกลับคำให้การ ว่าฉันเป็นคนผลักโสมสุภางค์ตกบันได ฉันก็เจอข้อหาพยายามฆ่าเสียเอง เอาเถอะบุญถิ่น ลูกแกจะเป็นอะไรมันขึ้นอยู่ที่ตัวแก”
“คุณนาย ฉันขอร้อง ให้ฉันกราบคุณนายก็ได้ อย่าเอาลูกฉันมายุ่งกับเรื่องนี้เลย”
“ฉันบอกแล้วไง ฉันไม่ไว้ใจแก ทีหลัง อย่าเข้ามาในห้องฉันอีก แกมีหน้าที่ทำตามที่ฉันสั่ง ฉันสั่งยังไงทำยังงั้น”
เถาว์เครือสั่งเด็ดขาด

ชิดชบาเดินลงบันไดมาอย่างช้าๆ มาหยุดยืนตรงหน้าโสมสุภางค์ โสมสุภางค์เมินหน้าไปอย่างเจ็บปวด
รับรู้ได้โดยสติที่มีอยู่ครบแต่ไม่พูด
“คุณก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคืนนั้น ฉันไม่กล่าวหาว่าคุณแม่คุณทำร้ายคุณ เพราะแม่ฆ่าลูกไม่ได้ แต่มันเป็นอุบัติเหตุ จริงๆ แล้วมันเป็นอุบัติเหตุ มันเป็นอุบัติเหตุใช่มั้ยคะ”
พยาบาลเข้ามาเข็นรถของโสมสุภางค์ออกไป ตลับนาคเดินเข้ามา
“คุณโสมสุภางค์ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ทำไมถึงได้เอาตัวคุณโสมสุภางค์ออกมาจากโรงพยาบาล ป้าไม่เข้าใจ นี่มันความคิดของใครกันนี่”
“อาจจะเป็นความคิดของปฐวีก็ได้ เขาคงจะเอาตัวภรรยาเขาเข้ามาอยู่ในบ้าน เพื่อแสดงว่าเขาสองคนเป็นสามีภรรยากัน อย่างน้อยก็ทำให้เขาพอดูได้ในสังคม”
“หนูว่า โสมสุภางค์จะพิการมั้ย”
ตลับนาคมองโสมสุภางค์อย่างกังวล
โสมสุภางค์นั่งอยู่บนรถเข็น หน้าเตียงนอนในห้องหอที่จัดไว้อย่างหรูหรา เธอนั่งนิ่งๆ พยาบาลกำลังเลิกผ้าคลุมเตียงออก ปฐวีเดินเข้ามา บอกให้พยาบาลอออกไปก่อน เขาวางมือลงบนไหล่ของโสมสุภางค์
“นี่เป็นห้องหอ ที่คุณจัดไว้ก่อนที่เราจะแต่งงานกัน คุณเลือกสี เลือกแบบ เลือกทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อให้เรามีวันที่ดีที่สุด ผมเสียใจ ที่มันกลายเป็นวันแย่ๆ”
โสมสุภางค์นิ่งเฉย แต่รับรู้ได้ด้วยแววตาเศร้าหมอง
“ผมรักคุณนะ ผมจะแก้ตัวใหม่ ผมจะทำให้วันแย่ๆ ที่ผ่านมา ให้กลายเป็นวันที่ดีของเราในอนาคต นะ โสมสุภางค์”
ปฐวีบีบไหล่ของโสมสุภางค์เบาๆ เก็บความเจ็บปวดขมขื่นไว้ภายใต้ท่าทีที่อ่อนโยน

อุราศรีเดินลงมาจากกระทรวง ถอยรถทับเรือใบที่ชัยญาจงใจวางไว้ ก่อนขับออกไป ชัยญายิ้มเจ้าเล่ห์ อุราศรีขับรถมาตามถนน รู้สึกถึงลมยางที่อ่อนลงอย่างผิดปกติจึงเลี้ยวเข้าจอดริมทาง เปิดประตูลงมาดูยางรถ
“ยางแบน”
ชัยญาขับรถตามมา จอดต่อท้าย ลงมาดู ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ
“มีอะไรให้ผมช่วยบ้างครับ”
“รถยางแตกค่ะ”
“โดนเรือใบน่ะครับ นี่ไงครับ”
“เรือใบ เอ๊ะ โดนได้ยังไง ก็ฉัน”
“คุณมียางอะไหล่มั้ยครับ”
“มีค่ะ อยู่ข้างหลัง”
“ผมจะเปลี่ยนให้”

อุราศรีกุลีกุจอเปิดกระโปรงท้ายรถ ชัยญาพับแขนเสื้อก่อนลงมือเปลี่ยนยางให้

ธวัชพงษ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ มองขึ้นไปที่ระเบียงห้องของชัยยงค์ เห็นชัยยงค์เดินออกมายืนที่ระเบียงกับเถาว์เครือ
 
“ฉันพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านตามแผนของคุณแล้ว จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลโสมสุภางค์ แล้วฉันต้องทำยังไงต่อไป”
“คุณต้องอยู่ใกล้ๆ โสมสุภางค์ไว้ คอยระวังอย่าให้ชิดชบาทำร้ายลูกของเรา ผมห่วงนะ ผมรู้ว่ามันอันตรายเกินไปที่จะพาคนป่วยไปอยู่ไกลหมอ แต่นี่เป็นความจำเป็นที่เราต้องทำ”
“ฉันเข้าใจค่ะ ว่าคุณหวังดีกับฉันกับลูก แต่ยังไงฉันก็ยังกลัว”
“ไม่ต้องกลัว ผมจะหาเหตุผลให้คุณค้านการประกันตัวของชิดชบา”
“คุณจะทำยังไง”
ชัยยงค์กระซิบเถาว์เครือเบาๆ เถาว์เครือตกใจ
“คุณชัยยงค์ นี่จะถึงกับ ไม่ ไม่ค่ะ ฉันทำไม่ได้หรอก มัน มันแรงเกินไป”
“นี่มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เรื่องการยื่นขอยกเลิกประกันตัวสมเหตุสมผล คิดถึงบ้านหลังนั้นไว้ กรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนั้นต้องตกอยู่ในมือโสมสุภางค์ก่อน”
“แต่ว่า”
ชัยยงค์โอบไหล่เถาว์เครือ ธวัชพงษ์ชะโงกหน้ามอง แต่ไม่ได้ยินการสนทนาของทั้งสอง
“คุณต้องเลือกระหว่างบ้านราคานับร้อยล้าน กับคนรับใช้ที่ไร้ค่า”
เถาว์เครือลังเล
“เอ่อ ฉัน ฉัน”

ชัยญาเปลี่ยนยางรถเสร็จ ยิ้มระรื่น
“เรียบร้อยครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ ที่กรุณาช่วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เอ่อ ฉันคงต้องเสียเวลาเรียกช่างมาเปลี่ยน”
“ไม่เป็นไร นี่งานอาชีพผมเลย ขับรถดีๆ นะครับ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณชื่ออะไรคะ”
“เรียกผมว่าแบทแมน ที่อยู่ผมในตู้โทรศัพท์ เอ่อ ขับรถดีๆ อีกครั้งนะครับ”
ชัยญาแสร้งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ก่อนขับรถออกไปด้วยท่าทีร่าเริง อุราศรีมองแปลกใจ

บุญถิ่นเคาะประตูห้องเถาว์เครือก่อนเปิดเข้ามาด้วยท่าทางเย็นชา เศร้าหมอง ห่วงกังวลถึงลูก
“คุณนายเรียกฉันหรือคะ”
“ใช่ แกอยากพบลูกของแกมั้ย”
“ลูก ไอ้ปอน อยากพบค่ะคุณนาย คุณนายบอกคุณนายเอาตัวไอ้ปอนไปไว้ในที่ปลอดภัย ที่ไหน คุณนายพาฉันไปหาลูกหน่อยได้มั้ยคะ”
“ฉันก็เป็นแม่ ฉันรู้ว่าแกเป็นทุกข์ แกห่วงลูกของแก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะฉันมีความจำเป็นต้องพึ่งปากของแก ฉันคงไม่ใช้วิธีนี้ เอาเถอะ ฉันจะพาแกไปหาลูก”
“เมื่อไหร่คะคุณนาย เมื่อไหร่”
“ฉันจะออกไปรอแกที่ปากซอยตอนสามทุ่ม อย่าให้ใครเห็น ถ้าแกยังไม่อยากให้ใครรู้ว่าแกเคยมีลูก”
“เมื่อไหร่”
“คืนพรุ่งนี้”
เถาว์เครือแววตาเย็นชา

เสียงกริ่งที่ประตูห้องแพรวาดังขึ้น เธอใส่เสื้อคลุม เส้นผมยังเปียกลู่ศีรษะ เดินเช็ดผมออกมาดูที่ประตู เห็นธวัชพงษ์ท่าทีร้อนรน เธอทำหน้าเบื่อๆ ก่อนเปิดประตูให้ แต่ยืนขวางไว้ไม่ให้ธวัชพงษ์เข้ามา
“คุณ”
“ขอผมเข้าห้องน้ำ อาบน้ำหน่อยได้มั้ยครับ ผมทำความสะอาดสระน้ำมาทั้งวันเหนื่อยจัง”
“พออาบน้ำเสร็จ ก็ขอกินข้าว”
“ง่ายๆ คุณหมอเสียบหม้อข้าวไว้ ต้มไข่ ไม่ก็เจียวไข่สักสามใบ แค่นั้นก็เอาอยู่แล้วล่ะครับ”

ธวัชพงษ์ก้าวผ่านแพรวาเข้าไปในห้อง แพรวากระแทกประตูปิดอย่างเซ็งๆ

ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ตอนที่ 10 (ต่อ)

โสมสุภางค์นั่งอยู่บนรถเข็น พยาบาลกำลังจัดตั้งอาหารให้ ปฐวีเดินเข้ามา ก้มลงจูบเส้นผมโสมสุภางค์อย่างอ่อนโยน
 
“คุณยังเป็นผู้ป่วย พยาบาลต้องดูแลคุณเรื่องอาหาร เรื่องยา เรื่องการพักผ่อน คุณหมอบรรพตจะแวะมาทุกสามวัน ผมกับคุณหมอมีเบอร์ติดต่อกันได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง คุณไม่ต้องกลัว”
โสมสุภางค์ยังนิ่งเฉย รับรู้ถึงความห่วงใยของปฐวีอย่างลังเล เริ่มมีความหวาดระแวงคนรอบข้าง เพราะเถาว์เครือทำให้รู้สึกว่าทุกคนเป็นอันตรายได้ทั้งนั้น
“ผมจะดูแลคุณอย่างดีที่สุด คุณพยาบาล มา ผมจะป้อนภรรยาผมเอง นี่อะไร”
“ซุปฟักทองค่ะ”
“มา ส่งมาให้ผม”
“ค่ะ”
ปฐวีป้อนอาหารให้โสมสุภางค์ด้วยความใส่ใจ ชิดชบาเดินลงมา มองทั้งสองคนด้วยความสลดใจกับสภาพพิการของโสมสุภางค์ ปฐวีมองชิดชบาอย่างชิงชัง ชิดชบาขับรถออกไป

แพรวายกจานไข่เจียวมาวางตรงหน้าธวัชพงษ์ ซึ่งใส่เสื้อคลุมอาบน้ำของเธออยู่
“คุณว่านายชัยยงค์กำลังวางแผนร่วมกับคุณเถาว์เครือยังงั้นหรือ คุณมโนไปเองหรือเปล่า ตรงที่คุณทำความสะอาดน่ะเป็นสระว่ายน้ำ แต่ตรงระเบียงคอนโดนั่น มันอยู่สูงนะ”
“ผมไม่ได้มโน ผมเชื่อว่าต้องมีการวางแผน ผมดูจากกิริยาของคุณนายเถาว์เครือกับนายชัยยงค์ คุณเป็นหมอโรคจิตคุณก็รู้นี่ คนคิดอะไร ท่าทีการแสดงออกมันต้องออกอาการ เอ่อ ไข่เจียวอร่อยครับ มีน้ำปลาพริกสักถ้วยมั้ยครับ”
“น้ำปลาพอมี แต่พริกขี้หนูไม่เคยใช้”
แพรวาเดินไปรินน้ำปลาใส่ถ้วยเล็กๆ มาตั้ง ธวัชพงษ์มองไปรอบๆ ห้อง
“อพาร์ทเมนท์ของคุณหมอน่าอยู่นะครับ เป็นสาวทำงานจริงๆ”
“ไม่ต้องพูดมาก กินแล้วก็ไป ไปสืบความมา แต่เอาเนื้อล้วนๆ นะ น้ำ ไม่ต้อง ภาพมาเสียงต้องมาด้วยฉันถึงจะเชื่อว่าคุณเถาว์เครือกับนายชัยยงค์กำลังเล่นเกมนี้”
“ครับผม ภาพมา เสียงมีแน่ครับ แต่ว่าคืนนี้”
“ไม่ได้ นอนไม่ได้ เดี๋ยวคู่นัดของฉันมา ฉันไม่รู้จะเอาคุณไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ซ่อนผมไว้ในตู้เสื้อผ้าก็ได้นี่ครับ ผมไม่แอบดูคุณกับเขาหรอก ผมฟังแต่เสียง”
“นี่ คุณ”
“ผมรู้ว่าคุณยังไม่มีใคร รู้ได้ยังไง คุณมีถ้วยกาแฟใบเดียว หม้อหุงข้าวใบจี๊ด ในตู้เย็นมีไข่ไก่กลิ้งอยู่สองสามฟอง แล้วก็มีน้ำส้มกับนมอีกอย่างละกล่อง”
แพรวาเบื่อหน่ายกับกิริยาล้อเลียนของธวัชพงษ์

จำเรียงนุ่งกระโจมอก ถือขันสบู่เปิดประตูเข้ามาแต่งตัวอยู่หน้ากระจกติดผนังบานเล็กๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“น้าบุญถิ่นหรือ”
“ข้าเอง”
“ลุงสมควร มีอะไร คุณชิดชบาหรือเจ้านายเรียกฉัน”
“เปล่า เห็นนังบุญถิ่นมั้ย”
“ไม่เห็นนี่ลุง กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ ตั้งแต่น้าบุญถิ่นกลับคำให้การ ก็ทำหน้าเหมือนยักษ์ทุกวัน เอ๊ะ มีอะไรหรือ”
“นังบุญถิ่นมันหายไป”
“หายไปไหน”
“ข้าก็ไม่รู้ นึกว่ามันกลุ้มๆ เลยมาอยู่ที่ห้องเอ็ง”
“น้าบุญถิ่น”
จำเรียงอุทานด้วยความแปลกใจ
คืนนั้น เถาว์เครือจอดรถหน้าบ้านร้างที่มีแสงสลัว บุญถิ่นนั่งรถมาด้วย มองหน้าเถาว์เครือด้วยความสงสัย
“ที่นี่หรือคะคุณนาย นี่มันบ้านร้างนี่”
“ลูกของแกอยู่ข้างใน แกคงไม่คิดว่าฉันจะส่งลูกแกไปอยู่โรงแรมชั้นหนึ่งนะ”
“ไอ้ปอน”
“ไปซี แกอยากพบลูกของแกไม่ใช่หรือ ฉันจะรออยู่ข้างนอกนี่”
“ทำไมคุณนายไม่เข้าไปข้างใน”
“ฉันให้โอกาสแกได้พบลูก แม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกันไงล่ะ ไง แกกลัวอะไร ถ้าไม่อยากพบลูกฉันจะได้กลับ”
“เอ่อ ค่ะๆ คุณนาย คุณนายจะรออยู่ที่นี่ใช่มั้ยคะ”
“ใช่ อย่านานนักล่ะ”
“ค่ะ”
บุญถิ่นเดินเข้าไปในบ้านร้างด้วยความหวาดกลัว เถาว์เครือรออยู่ในรถ เริ่มหวาดกลัวเช่นกัน เธอเปิดวิทยุเสียงดัง เพื่อกลบเสียงร้องของบุญถิ่น บุญถิ่นกรีดร้องจนเงียบไป เถาว์เครือถอนหายใจ ปิดวิทยุแล้วขับรถออกไป
ตอนเช้า อรุณณรงค์กำลังจะไปทำงาน หม่อมจรัสเรืองวิ่งตามมาอย่างตื่นตระหนก
“ชายเอี่ยว เดี๋ยวก่อนลูก”
“มีอะไรหรือครับหม่อมแม่”
“เมื่อกี้นี้แม่ดูข่าวเช้า บุญถิ่น แม่บุญถิ่นแม่ครัวบ้านคุณปฐวีถูกฆ่าตาย”
ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิ หามเปลที่มีศพของบุญถิ่นคลุมผ้าสีขาวมาขึ้นรถของมูลนิธิโดยมีแพทย์ฝ่ายชันสูตรเดินตามออกมาด้วย สมควรและจำเรียงผวาเข้ามา ต่างร่ำไห้
“บุญถิ่น”
“น้าบุญถิ่นจริงๆ หรือ ฉันไม่อยากเชื่อเลย”
“ขอผมดูหน้าเมียผมได้มั้ยครับ”
เจ้าหน้าที่เปิดผ้าคลุมใบหน้าของบุญถิ่น ปรากฏร่องรอยถูกเชือกรัดที่ลำคอ สมควรร้องไห้โฮ ผวาเข้ากอดศพภรรยา
“บุญถิ่น เอ็งจริงๆ ใครฆ่าเอ็ง ใคร”
“น้าบุญถิ่น ใครฆ่าน้า ฆ่าทำไม”

สมควรกับจำเรียงต่างกอดศพของบุญถิ่นร้องไห้

ชิดชบาผุดลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนกเมื่อรู้ว่าบุญถิ่นถูกฆ่าตาย
 
“จริงหรือคะคุณป้า แม่บุญถิ่นน่ะหรือคะ ถูกฆ่าตาย”
“ใช่ เมื่อคืน นี่นายสมควรกับจำเรียงไปดูศพบุญถิ่นที่บ้านร้างหลังนั้นแล้ว”
“โอ คุณพระช่วย”
“ชิดชบา เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ บุญถิ่นเพิ่งกลับคำให้การกล่าวโทษหนู แต่ตอนนี้บุญถิ่นตายแล้ว”
“คุณป้า คุณป้าคิดว่ามันเกี่ยวข้องกันหรือคะ”
“จะให้คิดว่ายังไง คนที่ฆ่าบุญถิ่น ต้องโยนความผิดมาที่หนูแน่”
เสียงไซเรนรถตำรวจแล่นเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์ ทั้งสองรีบไปดูที่หน้าต่าง
“ตำรวจ”
ตลับนาคและชิดชบาค่อยๆ หันมาสบตากันด้วยความหวาดกลัว
“เขา เขาจะมาจับหนูใช่มั้ยคะ”
ชิดชบาสั่นสะท้าน
ปฐวีก้าวเดินมาหยุดยืนเคียงข้างรถเข็นของโสมสุภางค์ โสมสุภางค์ตื่นตระหนก ปฐวีวางมือลงบนไหล่ของภรรยาอย่างปลอบโยน บอกกับตำรวจ
“ผมยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุญถิ่นเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของผม นายสมควรก็เป็นคนขับรถที่เราอยู่กันมานาน เรื่องที่เกิดขึ้นนี่ ผมเสียใจครับ เชิญคุณจับผู้ต้องสงสัยไปได้เลย”
ชิดชบาและตลับนาคเดินเข้ามา
“ถ้าหมายถึงฉันล่ะก็ ฉันพร้อมที่จะเป็นผู้ต้องหา”
“เชิญคุณชิดชบาไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจ”
“ป้าจะไปกับหนูด้วย”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้า เมื่อคืนนี้หนูไม่อยู่ หนูออกไปเที่ยวผับ มีคนที่ยืนยันที่อยู่ของหนูได้ คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ชิดชบามองเลยมายังปฐวีและโสมสุภางค์
“ผมขอให้คุณโชคดีนะ แต่ดูจะยากสักหน่อย ฆาตกรน่ะ ถึงจะฉลาดสักแค่ไหน มันก็อดทิ้งหลักฐานไว้ในที่เกิดเหตุไม่ได้”
ปฐวีละมือจากไหล่ของโสมสุภางค์ เดินเข้ามาตรงหน้าชิดชบา มองอย่างชิงชัง โกรธแค้น
“คุณฆ่าได้แม้แต่คนที่เป็นผู้หญิงเพศแม่เหมือนคุณ”
เถาว์เครือยืนอยู่ที่ระเบียง มองเจ้าหน้าที่ตำรวจนำชิดชบาขึ้นรถตำรวจ โดยมีตลับนาควิ่งร้องไห้ตามลงมา ชิดชบามองขึ้นไปยังระเบียงคฤหาสน์ เห็นเถาว์เครือยิ้มเยาะ เธอจ้องมองเถาว์เครือด้วยความสงสัย
ที่สถานีตำรวจ ชิดชบาถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ เซ็นรับทราบข้อกล่าวหา โดยมีเฉวียงอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชิดชบานิ่งๆ เริ่มคุ้นเคยกับสภาพของผู้ต้องหา
ตลับนาคพับผ้าอย่างเนือยๆ เศร้าหมอง เถาว์เครือเดินเข้ามา เย้ยหยัน
“ฉันเตือนคุณแล้วนะ ให้คุณเก็บของแล้วกลับบ้านสวน ตอนนี้มันช้าไปนะ”
“ฉันเชื่ออย่างที่หลานสาวของฉันเชื่อ เกมยังไม่จบ”
ตลับนาคตอบด้วยท่าทีเย็นชา ก่อนยกผ้าที่พับไว้เดินออกไป เถาว์เครือเริ่มร้อนรน โทรศัพท์ไปหาชัยยงค์
“คุณต้องให้ทนายคัดค้านการประกันตัว อ้างเหตุที่เกิดกับโสมสุภางค์ที่บันได ที่โรงพยาบาล หรือเหตุที่เกิดกับนังบุญถิ่น ตำรวจเขาต้องเชื่อว่าชิดชบาเป็นภัยร้ายแรงต่อคุณ ถ้ายังอยู่นอกคุก”

ชัยยงค์ยิ้มเหี้ยม

ประตูด้านหน้าของเรือนจำเปิดออก รถของเรือนจำที่มีชิดชบานั่งอยู่แล่นผ่านเข้าไป
 
ชิดชบาผ่านขั้นตอนต่างๆ ในการนำตัวฝากขังในเรือนจำชั่วคราว หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับคำร้องคัดค้านการประกันตัว ประตูด่านสุดท้ายภายในเรือนจำกระแทกปิดลง ชิดชบาสะดุ้งสุดตัว มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว
คืนนั้น ปฐวีเปิดประตูห้องปั้นเข้ามา แสงสว่างจากแสงไฟภายนอกสาดเข้ามา เขาหยุดยืนหน้างานปั้นบุบบู้บี้ ด้วยอารมณ์ของศิลปิน ก่อนจุดเทียนบนเชิงเทียนที่วางอยู่ข้างรูปปั้น จ้องมองรูปปั้นด้วยความรู้สึกทั้งโกรธ เกลียด และเศร้าหมอง สะเทือนใจ
“ชิดชบา ผมไม่เคยต้องการให้เรื่องมันเลยเถิดออกไปอย่างนี้เลย มันไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว”
ตอนเช้า เจ้าหน้าที่เรือนจำนำชิดชบาออกมายังห้องเยี่ยมญาติ ธวัชพงษ์เดินเข้ามาอีกฝั่งหนึ่งของกระจก ต่างนั่งลงตรงหน้ากัน
“ธวัชพงษ์”
“ผมฝากหนังสือไว้ที่ผู้คุม คุณไม่เป็นไรนะ”
“คุณเป็นคนแรกที่มาเยี่ยมฉัน รถติดมั้ย”
“ไม่ติดซีเป็นเรื่องแปลก ยังไงที่นี่ก็ดีกว่าข้างนอกตรงที่ไม่มีรถติด มันก็มีอะไรดีๆ ที่ข้างนอกไม่มี ผมดีใจที่ยังเห็นรอยยิ้มของคุณอยู่”
ชิดชบาค่อยๆ ยกมือขึ้นทาบกระจก ธวัชพงษ์ยกมือขึ้นทาบประกบ น้ำเสียงอ่อนโยน ให้พลัง
“คุณอยู่ข้างในก็อ่านหนังสือที่ผมฝากไว้ให้นะ ผมอยู่ข้างนอก ผมจะสืบเองว่าใครฆ่าบุญถิ่น”

ถกลขับรถไปด้วยความเร็ว ก่อนจอดข้างทางเปลี่ยว เปิดประตูออก ผลักร่างของเด็กชายปอน
ลูกชายของบุญถิ่นลงจากรถ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยร้องไห้
“แม่ หนูจะหาแม่”
เวลาต่อมา ชัยญาแผดเสียงใส่ถกลด้วยความโกรธ เมื่อรู้ว่าถกลเอาเด็กไปทิ้งแทนที่จะฆ่าปิดปาก
“ไอ้บ้าเอ๊ย ทำไมแกถึงได้ทำโง่ๆ อย่างนี้วะ เด็กมันมีปากไว้กินกับพูด ถ้ามันพูดขึ้นมาเมื่อไหร่ว่าแกเป็นคนจับตัวมันไป ตำรวจเขาต้องโยงมาถึงการฆ่าแน่”
ธวัชพงษ์กำลังทำความสะอาดสระว่ายน้ำ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย
“เด็กตัวแค่นั้น มันไม่รู้หรอกว่าถนนหนทางกรุงเทพฯ เป็นยังไง เอ่อ ผมไม่ทันคิด”
“ทำไมแกทำอะไรไม่ถามฉันก่อน นี่ถ้าพ่อรู้เรื่องนี้ล่ะก็ ฉันกับแกโดนตบแน่”
“ก็อย่าให้คุณพ่อคุณรู้ซี เรื่องมันก็จบ น่า เด็กมันไม่ได้กลับบ้านหรอก มันต้องเร่ร่อนหลงทาง ดีไม่ดีถูกจับไปขายแรงงาน ว่าแต่คุณเถอะ เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้ว”
“พูดถึงเรื่องนั้น ฉันมีงานให้แกทำ”
ชัยญายิ้มเจ้าเล่ห์

อุราศรีเดินมาที่รถ กำลังจะสตาร์ทรถ ก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่ที่กระจกหลัง เธอเปิดประตูลงมาดึงออกอย่างหงุดหงิด คนร้าย 2 คน ปราดเข้ามาฉุดอุราศรีเข้ารถ
“ช่วยด้วย ปล่อยฉันนะ ยามช่วยด้วย”
คนร้ายตบหน้าอุราศรี กำลังจะลากเข้าเบาะหลังเหมือนจะข่มขืน เธอพยายามดิ้นเอาตัวรอด ร้องขอความช่วยเหลือ ชัยญาวิ่งเข้ามากระชากคนร้ายลงไปจากรถ ต่อสู้กับคนร้ายทั้งสอง ขณะที่อุราศรียังตื่นตระหนก คนร้ายทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหนีไป ชัยญาวิ่งตามไป ก่อนเดินย้อนกลับมา
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ อ้าว คุณนี่เอง”
“คุณ คุณช่วยฉันไว้เป็นครั้งที่สองแล้วนะคะ”
“กรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นทุกวัน คุณเจ็บที่ไหนบ้าง ไปหาหมอมั้ยครับ”
“ฉันก็แค่เจ็บๆ ค่ะ ไม่เป็นไร คุณ”
“อ๋อ แบทแมนครับ อยู่ในตู้โทรศัพท์ ปรากฏตัวขึ้นตอนผู้หญิงถูกทำร้ายครับ”
อุราศรีมองชัยญา ยิ้มขบขัน และชื่นชมในความเป็นผู้ชายอารมณ์ขันของเขา ทั้งสองพากันมาทานอาหารค่ำในร้านหรู ด้วยบรรยากาศของมิตรภาพใหม่
“ผมเป็นคนรักอิสระ ไม่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ทางบ้านมีธุรกิจเล็กๆ จำพวกสนามกอล์ฟ กับโรงแรมที่ภูเก็ตครับ มีชีวิตเรียบง่ายสมถะ รักความยุติธรรม เกลียดการดูถูกครับ”
อุราศรียิ้มเอ็นดู
“คุณนี่มีอารมณ์ขันนะ ขนาดเจ็บตัวแล้วยังชวนให้คนอื่นหัวเราะได้อีก”
“กรุงเทพฯ ผู้ร้ายชุมพอๆ กับยุงครับ อยู่ก็ต้องมีอารมณ์ขันอย่างผมนี่แหละ คุณไม่เจ็บที่ไหนนะ”

อุราศรียิ้ม ก่อนใช้กระดาษซับรอยเลือดที่ใบหน้าของชัยญา ชัยญายิ้มพอใจ เมื่ออุราศรีติดเบ็ด

คืนนั้น ปฐวีเปิดประตูห้องเข้ามา พยาบาลคนหนึ่งกำลังจัดหมอน อีกคนหนึ่งกำลังแปรงเส้นผมให้โสมสุภางค์
 
“คุณไปพักผ่อนได้แล้ว ขอบใจมากที่ดูแลภรรยาผม”
“ค่ะ”
ทั้งสองเลี่ยงออกไป ปฐวีเดินเข้ามาจูบที่เส้นผมของโสมสุภางค์ โสมสุภางค์ยังนิ่งเฉย
“ตำรวจเขาเอาตัวชิดชบาไปฝากขังแล้ว ศพของบุญถิ่นส่งกลับบ้านเดิมที่อิสาน สมควรกับจำเรียงลาไปช่วยงานศพ ผมเพิ่งรู้ว่าบุญถิ่นมีลูก เด็กหายไป”
โสมสุภางค์ตื่นตระหนก
“ตำรวจกำลังตามหาอยู่ บางทีถ้าได้ตัวเด็ก อาจจะสาวไปถึงเพื่อนร่วมแก๊งของชิดชบา เรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ชิดชบาคงลงมือคนเดียวไม่ได้ ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่านอกจากนายนักข่าวคนนั้นแล้ว ชิดชบาจะมีใครอีก แต่เอาเถอะ ตำรวจเขาต้องตามจับจนได้ คุณนอนนะ”
ปฐวีประคองโสมสุภางค์นอนลง ห่มผ้าให้
“ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น คุณเป็นภรรยาผม พอคุณดีขึ้นเราจะจดทะเบียนสมรสกัน แล้วผมจะไม่มีใครอีก นอกจากคุณ”
ปฐวีมองโสมสุภางค์ด้วยความสงสาร เพราะเริ่มรู้ตัวว่าทำร้ายหัวใจของโสมสุภางค์ไว้มาก เขาโอบกอดเธอนิ่งนาน ก่อนออกไป โสมสุภางค์น้ำตาไหลอย่างเงียบๆ

แพรวาขับรถเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ บีบแตรก่อนเปิดประตูรถลงมา มองชะเง้ออยู่ภายนอก ตลับนาคเดินมาเปิดประตู
“ไม่มีใครอยู่หรอกคุณ คุณปฐวีเขาออกไปทำงาน สมควรกับจำเรียงไปงานศพบุญถิ่นที่อีสาน คุณจะเอารถเข้ามาก็เชิญค่ะ”
“เอ่อ คุณป้าตลับนาค จริงหรือคะที่”
“ค่ะ ชิดชบาถูกจับ คุณโสมสุภางค์อยู่ข้างบน มีพยาบาลดูแล ส่วนคุณเถาว์คเรือ ฉันไม่เห็นมาตั้งแต่เช้า”
“คุณแม่ไม่อยู่หรือคะ แล้วทิ้งโสมสุภางค์ไว้กับพยาบาลได้ยังไง”
“คุณเอารถเข้ามาก่อนเถอะ ฉันจะปิดประตู”
“ขอบคุณค่ะ”
แพรวาขับรถเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ ตลับนาคปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลัง
“เอ่อ คุณป้าตลับนาคคะ”
แพรวามองตามตลับนาคไป ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ คฤหาสน์ด้วยแววตาครุ่นคิด จากนั้นแพรวาก็เข้ามาในห้องโถง มองขึ้นมายังบันไดวนที่โสมสุภางค์ตกลงไป เธอเดินขึ้นบันไดวนอย่างช้าๆ สังเกตสิ่งรอบตัว ก่อนมองลงมายังพื้นข้างล่าง โสมสุภางค์นั่งก้มหน้าอยู่บนรถเข็น ร้องไห้อย่างเงียบๆ แพรวาเปิดประตูเข้ามา
“โสม”
โสมสุภางค์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น น้ำตานองหน้า
“เธอร้องไห้ทำไม โสมสุภางค์”
แพรวาเข้ามากอดโสมสุภางค์อย่างปลอบโยน
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้มาเยี่ยมเธอ ฉันคิดถึงเธอทุกวัน ห่วงเธอทุกลมหายใจ แต่ที่ฉันไม่ได้มาก็เพราะว่า”
โสมสุภางค์กอดตอบแพรวา ร้องไห้
“โสมสุภางค์ ฉันเห็นบันไดนั่นแล้ว มันน่ากลัวจริงๆ เธอกลัวมันใช่มั้ย เธอถึงไม่ยอมลุกขึ้นยืน ไม่ต้องกลัว เธอจะต้องลุกขึ้นมายืนเพื่อสู้ใหม่ ฉันดูแลเธอเอง เธอจะต้องเดินได้ โสมสุภางค์ เธอจะต้องเดินได้ เข้าใจมั้ย”

โสมสุภางค์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองสบตาของแพรวาทั้งน้ำตา
 
จบตอนที่ 10
กำลังโหลดความคิดเห็น...