xs
xsm
sm
md
lg

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 11

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 11

ภูริชมาที่ห้องทำงานของสุกิจ รายงานเรื่องที่ได้ยินมาด้วยความเครียด
 
“ผมได้ข่าวมาจากบริษัทอีเวนท์ที่ผมรู้จักว่า นายน่านฟ้ากำลังเตรียมจัดงานเปิดตัวข้าวเกรียบมีโชคงานใหญ่ครับ”
สุกิจชะงักสนใจขึ้นมาทันที
“งั้นเหรอ นายพอจะรู้มั้ยว่ามันทำอะไรบ้าง”
“เห็นว่าจัดเป็นงานการกุศล มันคงตั้งใจพีอาร์ไปด้วย แล้วก็สร้างภาพไปด้วยเลย”
“หึ คงคิดว่าตัวเองฉลาดมากล่ะสิท่า”
“แต่ถ้ามันเกิดได้ผลขึ้นมา ก็เท่ากับว่า ข้าวเกรียบมีโชคต้องเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วเลยนะครับ”
“ฉันไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นหรอก เอาอย่างนี้ นัดคนที่นายรู้จักมาเจอฉันได้มั้ย ฉันอยากจะต่อรองอะไรด้วยซะหน่อย”
“ได้ครับคุณสุกิจ”
“ให้มันรู้ไปสิว่า ระหว่างเด็กเมื่อวานซืนอย่างไอ้น่าน กับคนอย่างฉัน ใครมันจะฉลาดกว่ากัน”
สุกิจยิ้มร้าย

น่านฟ้ายืนส่งทีมงานอีเวนท์ออกจากออฟฟิศ สักครู่ปารณและนิรชาเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย
“นี่แกจะทำอะไรของแก ฮะ ไอ้น่าน ถึงได้นัดทีมอีเวนท์มาที่นี่”
น่านฟ้ายิ้ม
“ฉันก็เตรียมจะจัดงานเปิดตัวครั้งใหญ่ให้กับข้าวเกรียบมีโชคสิวะ แต่แกห้ามหลุดเรื่องนี้เด็ดขาดนะเว้ย ฉันกลัวรู้ถึงหูอาสุกิจเข้า เดี๋ยวงานจะล่มเอา”
“เรื่องนั้นฉันไม่หลุดหรอก ระวังก็แต่คนในมีโชคเองเหอะ ได้ข่าวว่ามีแต่คนเกลียดแกไม่ใช่เหรอ”
“อย่างน้อยก็มีพี่หยีคนหนึ่งไงคะ ที่ไม่เกลียดคุณน่าน”
น่านฟ้าหันมาหน้าแดง
“นิพูดอะไรผิดเหรอคะ”
ปารณหัวเราะชอบใจ
“เธอพูดไม่ผิดหรอก แต่คนมันร้อนตัวนึกว่าโดนแซวน่ะสิ”
น่านฟ้าแกล้งบีบคอปารณ
“ปากดีนะแก ตายซะเถอะไอ้เป้”
ปารณโวยวายพยายามแกะมือน่านฟ้าออก นิรชาหัวเราะขำเพื่อนรักทั้งคู่
“ไม่เอาแล้ว ไปดีกว่า”
“จะไปไหนวะ”
“ไปโรงงาน ช่วงนี้ฉันต้องรีบปิดจ็อบพิสูจน์ตัวเองของฉัน จะได้กลับมาช่วยงานแกเร็วๆ ไงวะเป้”
“เออดี งั้นให้ไวเลย งานที่บริษัทกองท่วมหัวฉันแล้ว”
น่านฟ้ายิ้ม แล้วเดินออกไป ปารณมองตามหมั่นไส้มาก
“ดูมันๆ ไอ้เพื่อนบ้าเอ๊ย”

ภายในโรงงานผลิตข้าวเกรียบ ป้ามะลิเดินดูสายการผลิตในโรงงาน น่านฟ้าและมัศยาเดินมาหา
“เป็นไงบ้างครับป้ามะลิ”
ป้ามะลิหันมาโวยวายใส่
“ไม่ไหว ข้าวเกรียบที่มันไม่ได้ใช้มือทำนี่ข้าไม่ถนัดจริงๆ ว่ะ”
“แต่ป้าก็คุมรสชาติกับคุณภาพได้ดีอยู่นี่คะ”
“แหงล่ะ ข้ามันแม่ค้าข้าวเกรียบมืออาชีพนี่หว่า”
ป้ามะลิยืนๆ อยู่ ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมา น่านฟ้าและมัศยาตกใจรีบประคองไว้
“เป็นไงบ้างคะป้า”
“ข้าหน้ามืดว่ะ”
“งั้นไปพักก่อนดีมั้ยครับ”
น่านฟ้าและมัศยาพยุงป้ามะลิไปที่ห้องพักของโรงงาน ทั้งสองช่วยกันพัดให้ป้ามะลิ
“ไหวมั้ยคะป้า ไปหาหมอมั้ยคะ”
“ไม่ต้องหรอก สงสัยอากาศมันร้อนแล้วข้าเดินเยอะไปหน่อย”
“เฮ้อ ผมให้ป้ามาคุมการผลิต ป้าไม่ต้องลงแรงขนาดนี้ก็ได้นะครับ”
“ได้ไงวะ ข้าเป็นคนจริงนะเว้ย ทำงานก็ต้องตั้งใจทำ คนที่ทำงานลวกๆ สั่วๆ น่ะ รับเงินเดือนเขามาแล้วใช้ความสามารถไม่เต็มที่มันก็ไม่ต่างกับคนขี้โกงหรอก”
“แต่ผมไม่อยากให้ป้าหักโหมเกินไปนะครับ ไม่งั้นงานเปิดตัวข้าวเกรียบของเรา เกิดป้าไปไม่ไหวนี่อดสนุกเลยนะ”
มัศยาชะงักหันมาถามด้วยความสงสัย
“งานเปิดตัวเหรอ”
“อ่ะ คิดไม่ถึงล่ะเซ่ ว่าผมไปซุ่มเตรียมงานไว้แล้ว เจ๊ก็เหมือนกัน เตรียมตัวให้ดีนะทำตัวสวยๆ อย่าให้ขายหน้าที่ปรึกษาและแฟนประธานบริษัท”
ป้ามะลิชะงักหันมาถามด้วยความสงสัย
“อ้าว ตกลงยอมรับแล้วเหรอวะว่าเป็นแฟนกัน”

มัศยาสะอึก เขินมาก

ปารณเดินผ่านโต๊ะนิรชา เห็นนิรชารีบเก็บกระเป๋าและคอมพิวเตอร์
 
“รีบไปไหนเหรอนิ”
“พี่หยีโทรมาบอกว่ายายไม่ค่อยสบายค่ะ ฉันเลยจะไปดูแกซะหน่อย”
“งั้นฉันไปด้วย”
นิรชามองปารณอย่างแปลกใจ
“แน่ใจเหรอคะ คุณเจอยายทีไร ก็โดนยายดุทุกที”
ปารณคิดตามเห็นด้วยนิดๆ
“เอ่อ แต่วันนี้แกป่วย ป้ามะลิแกคงไม่มีแรงด่าหรอกมั้ง”

ป้ามะลิโวยวายด่ากราดใส่ปารณและนิรชา
“เอ็งพามันมาทำไม ฮะ นังนิ รู้อยู่ว่าข้าไม่ชอบขี้หน้ามันก็ยังจะพามาอีก”
ปารณและนิรชาหน้าเจื่อน
“เอ่อ ผมมาพาป้าไปหาหมอครับ”
“หาทำไม ข้าไม่ได้เป็นไรซะหน่อย”
“ก็ได้ยินว่าป้าป่วยนี่ครับ”
“ป่วยก็สังขารข้า เอ็งเกี่ยวอะไรด้วย ฮะ”
ปารณมึนมาก ไม่รู้จะพูดกับป้ามะลิอย่างไรดี ขณะที่นิรชาพยายามไกล่เกลี่ย
“ยายจ๋า คุณเป้เขาหวังดีกับยายจริงๆ นะจ๊ะ”
ปารณพยักหน้า
“แต่ข้าไม่ต้องการ ไปๆๆ อย่ามาเกะกะ ข้าจะพักผ่อน ไม่รู้จะมาทำไม รกหูรกตา”
ปารณหน้าเจื่อน นิรชาพยักหน้าชวนชายหนุ่มเดินออกไป ป้ามะลิแอบชะเง้อมองตาม ยิ้มเจ้าเล่ห์

นิรชาเดินมาส่งปารณหน้าบ้าน ปารณหน้าจ๋อยๆ
“ฉันขอโทษแทนยายด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไร ฉันไม่ถือคนแก่หรอก”
“แต่บางทียายก็ทำเกินไป ทั้งที่คุณก็ช่วยเหลือทั้งฉัน ทั้งแม่”
“แกคงหวงหลานสาวล่ะมั้ง คงกลัวฉันจะมาจีบเธอ ยายเธอไม่รู้หรอกว่า คนอย่างฉันไม่เคยถอยง่ายๆ หรอกนะ คอยดูนะ ฉันจะมาทุกวันเลย”
นิรชาชะงักมองปารณอึ้งๆ ปารณอึกอักไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ เพราะเขินมาก
“เอ่อ ฉันกลับก่อนดีกว่า ฝากบอกยายว่าหายเร็วๆ นะ”
ปารณเดินไปขึ้นรถ นิรชามองตามยิ้มๆ

มัศยาเล่นโยคะอยู่ในห้องนอน แล้วลุกขึ้นพัก หันไปมองกระจก
“บ้าเหรอ ทำไมฉันต้องสวยเพื่อนายด้วย นายน่านฟ้า”
มัศยาพูดจบก็ลุกขึ้นไปหยิบมาส์กมามาส์กหน้า นะดีเปิดประตูเข้ามา
“แม่หยีขา”
มัศยาหันมาหานะดีในสภาพหน้าขาวมาส์กไว้ นะดีตกใจ
“ผี”
นะดีปิดตาร้อง มัศยาเข้ามากอดนะดีตกใจไปด้วย
“ไหนลูก ผีอยู่ไหน”
นะดีเอานิ้วชี้ไปทั่ว มัศยายิ่งตกใจหวาดระแวงไปหมด สักพักนะดีผละจากมัศยา
“แม่หยีนั่นแหละผี นะดีกลัว นะดีไม่อยู่แล้ว”
นะดีวิ่งออกจากห้องไปเลย มัศยาชะงักหันไปมองตัวเองในกระจก ส่ายหน้าระอาตัวเอง ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของมัศยาดังขึ้น เธอกดรับ
“ฮัลโหล ฮะ ตอนนี้เนี่ยนะ”

สุกิจกับภูริชนัดทีมงานอีเวนท์ที่ไปหาน่านฟ้ามาคุยกันที่บ้านสุกิจ
“เรื่องให้เราทิ้งงานนี่คงยากนะครับ เพราะว่ายังไงชื่อเสียงบริษัทก็สำคัญกับผม”
“ผมไม่ได้ให้ทิ้งงาน ก็จัดงานให้นายน่านฟ้าตามปกตินั่นแหละ แต่แค่อยากให้ช่วยสร้างปัญหานิดๆหน่อยๆ ให้นายน่านฟ้าทำงานลำบาก”
พนักงานทีมอีเวนท์หันมาทางภูริช
“มันจะดีเหรอพี่ งานนี้ผมลำบากใจเลยนะ”
ภูริชตบบ่าพนักงานอีเวนท์เบาๆ
“แกเป็นรุ่นน้องฉัน เมื่อก่อนฉันก็ช่วยเหลือแกไว้ตั้งเยอะ เรื่องแค่นี้ช่วยพี่หน่อยไม่ได้เหรอวะ”
“แต่ถ้างานเสียหาย บริษัทผมก็โดนฟ้องตายเลยสิพี่ แล้วผมจะไม่โดนไล่ออกเหรอ”
“ผมไม่ให้คุณขาดทุนหรอกน่า ไม่งั้นถ้ามันมีปัญหาจริงๆ ผมหางานใหม่ให้ จะเอาเงินเดือนสูงแค่ไหน ก็ว่ามาเลย”

พนักงานอีเวนท์สนใจขึ้นมาทันที อนงค์แอบมองถอนใจ

กลางคืน สุกิจนั่งอ่านข้อมูลในหน้าจอคอมพิวเตอร์ อนงค์เดินเข้ามาหาอย่างลำบากใจ
 
“ทำไมคุณทำแบบนี้คะ คุณก็รู้ว่าบริษัทกำลังแย่”
สุกิจเงยหน้าขึ้นมองอนงค์อย่างรำคาญ
“เรื่องของผม คุณอย่ายุ่งดีกว่า”
“คุณอยากได้โฉนดทั้งบ้าน ทั้งที่มรดกฉัน ฉันก็ให้คุณแล้วนี่ ทำไมคุณไม่ทำโรงงานของคุณ แต่กลับมาทำลายมีโชคด้วย พี่โชคเขามีบุญคุณกับเรามากนะคะ”
สุกิจลุกพรวดขึ้นตวาดใส่อนงค์
“บอกแล้วไงว่านี่มันเรื่องของผม คุณอยู่เฉยๆ ไม่เป็นรึไง”
“แต่พี่วิภา”
“เลิกอ้างพี่วิภา เขาไม่เคยเห็นผมเป็นน้องหรอก ตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นไอ้น่าน ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ออกไปได้แล้ว ผมจะทำงาน”
อนงค์ถอนหายใจ เดินออกไป สุกิจส่ายหน้ารำคาญ

ที่เวทีกลางลานห้างสรรพสินค้า ทีมงานอีเวนท์มาช่วยกันจัดสถานที่ก่อนวันงานพรุ่งนี้ มีป้ายเขียนว่า “ข้าวเกรียบมีโชค กอด หอม จุ๊บ” น่านฟ้ากับมัศยาเดินเข้ามา มัศยาตื่นเต้นมาก
“นี่คุณเอาเวลาไหนไปเตรียมงานเนี่ย”
“ถ้าเวลาน้อยเราก็ต้องใช้ไอ้นี่ มากสิเจ๊”
น่านฟ้าชี้ที่หัวตัวเอง
“ผมเหรอ”
“สมอง เจ๊นี่ก็”
“จะไปรู้เหรอ ฉันก็นึกว่าในหัวคุณน่ะมีแต่เรื่องลามก”
“ดูถูกกันจริงๆ มานี่ดีกว่า”
น่านฟ้าจูงมัศยามาหยุดที่ชุดมาสคอตที่กองอยู่มุมหนึ่ง
“งานนี้ ผมไม่ได้อยากให้เป็นแค่งานเปิดตัวข้าวเกรียบมีโชครสใหม่ แต่อยากให้เป็นงานการกุศลด้วย ผมจะให้ทีมงานใส่ชุดมาสคอตนี่ แล้วให้คนร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือการกุศลแลกกับการได้กอด หอม แล้วก็ จุ๊...”
น่านฟ้าทำปากจะจูบมัศยา มัศยาเอามือผลักหน้าชายหนุ่มออกห่าง
“บอกเฉยๆ ไม่ต้องสาธิตก็ได้”
“อะไรกันเจ๊ ตอนนี้เราเป็นกิ๊กกันอยู่ เจ๊ต้องเล่นให้สมบทบาทหน่อยสิ”
“แต่ตอนนี้ไม่มีใคร ไม่จำเป็นต้องเล่นให้สมจริงขนาดนั้นก็ได้”
มัศยาพูดจบก็เดินออกไป แต่แอบยิ้ม น่านฟ้าเบ้หน้าหมั่นไส้ ทีมงานเดินเข้ามา มองน่านฟ้าสายตาเจ้าเล่ห์

การจัดเตรียมงานเกือบเรียบร้อยแล้ว ทีมงานทยอยกันกลับ น่านฟ้ายืนมองภาพรวมตรงหน้าอย่างตื่นเต้น มัศยาเดินมายืนข้างๆ
“ขอให้พรุ่งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดีด้วยเถอะ ผมรอวันนี้มานานแล้ว วันที่ผมจะได้ทำอะไรเต็มที่ในฐานะของลูกชายประธานโชคบ้าง”
“ถ้าท่านประธานเห็น ท่านต้องภูมิใจในตัวคุณแน่ๆ คุณน่าน”
น่านฟ้าหันมายิ้มให้มัศยาปลื้มๆ พลันจับมือมัศยาหมับ
“มานี่มา”
น่านฟ้าจูงมือมัศยาขึ้นเวที
“ทำอะไร ฮะ”
“เรามาสมมุติกันดีกว่าว่า วันพรุ่งนี้งานจะออกมาประมาณไหน อ่ะ เจ๊เป็นพิธีกรนะ ส่วนผมจะเป็นแขกที่มาร่วมงาน”
มัศยาเดินมายืนตรงหน้าไมค์เก้ๆ กังๆ
“อ่ะ คุณพิธีกร ดำเนินรายการสิ”
“เอ่อ โหลๆ โหลๆ”
“พิธีกรต้องพูดจาให้ฉะฉานหน่อยสิเจ๊”
“ก็ฉันเคยเป็นกับเขาที่ไหนล่ะ นายก็รู้นี่”
“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้มีแค่เราสองคน อ่ะ เจ๊ดำเนินรายการเลย”
“สวัสดีค่ะ วันนี้ข้าวเกรียบมีโชค ขอนำเสนอข้าวเกรียบรสใหม่”
“ข้ามตรงนั้นเลยเจ๊ เข้างานเลย”
“เอ่อ ใครที่ร่วมบริจาคกับเราจะได้ถ่ายรูปและได้ กอด หอม จุ๊บ พี่มีโชค”
น่านฟ้าเดินเข้ามากอดมัศยาทันที
“กอด หอม แล้วก็ จุ๊...”
น่านฟ้ากำลังจะจูบ แต่มัศยาเอานิ้วจิ้มตาเขาเสียก่อน
“นี่แน่ะ”
น่านฟ้าเอามือปิดตาเจ็บ
“โอ๊ย”
มัศยาเดินออกไปทันที น่านฟ้ารีบวิ่งตาม
“รอก่อนสิเจ๊”

กลางดึก มัศยานอนยิ้มอยู่บนเตียง นึกถึงภาพที่น่านฟ้ากอดตัวเอง ขณะเดียวกันน่านฟ้าก็นอนยิ้มอยู่บนเตียงที่บ้าน นึกถึงแต่หน้ามัศยา

คืนนั้น สุกิจคุยโทรศัพท์ยิ้มพอใจ
“ดีมาก ปล่อยให้มันเริงร่าไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ทำให้มันเสียหน้า เสียชื่อ จนแทบเอาปี๊บคลุมหัว ถ้าทำได้ ผมจะสมนาคุณเต็มที่เลย”

สุกิจยิ้มร้าย

ในงานเปิดตัวข้าวเกรียบมีโชค เวทีจัดตกแต่งไว้สวยงาม ทีมงาน 2-3 คน กำลังเตรียมงานที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ ด้านหนึ่ง น่านฟ้า มัศยา วิภา และต๋องยืนคุยกันอยู่
 
“เป็นไงครับแม่ใหญ่ งานเปิดตัวข้าวเกรียบของเรา”
วิภามองบรรยากาศรอบๆ ยิ้มตื่นเต้น
“เข้าท่าดี นี่น่าจะลงทุนเยอะเลยสิ”
“ไม่เยอะหรอกครับ พอดีเพื่อนผมเป็นผู้จัดการห้างนี้ เลยให้ส่วนลดเช่าสถานที่ตั้งเยอะ อีกอย่างพอผมบอกว่าเป็นงานการกุศลเขาก็ช่วยเต็มที่ครับ”
ต๋องพลอยตื่นเต้นไปด้วย หันมาชื่นชมน่านฟ้าใหญ่
“ไม่คิดเลยนะครับว่า คุณน่านในวันแรกที่ผมเจอ จะเป็นคนๆ เดียวกับที่จัดงานวันนี้”
น่านฟ้ามองต๋องเหล่ๆ
“ทำไม ฮะ แกน่ะชอบตัดสินคน แกไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะ เวลาเอาจริงก็ไม่ธรรมนะเว้ยไอ้ต๋อง”
“วันนี้ผมยอมคุณน่านเลยครับ ไม่มีใครเจ๋งเท่าคุณน่านแล้วจริงๆ”
มัศยามองนาฬิกาข้อมือ กังวลนิดๆ
“ห้างเปิดแล้ว ทำไมแขกยังไม่เห็นมากันเลย แล้วนี่พนักงานกับหุ้นส่วนบริษัทเราก็ยังไม่เห็นสักคน”
วิภาและน่านฟ้ากวาดสายตามองรอบๆ ชักเอะใจไปด้วย
“นั่นสิ จะมีปัญหาอะไรรึเปล่านะ”
วิภาเริ่มกังวล

สุกิจและภูริชหลบมองดูอยู่ที่มุมหนึ่งของห้างอย่างสะใจมาก
“เชิญรื่นเริงกันเต็มที่ เดี๋ยวก็รู้ว่านรกเป็นยังไง”
“ผมสั่งพนักงานทุกคนแล้วครับว่าไม่ต้องมา”
“ดี อยากรู้นักว่าถ้าไม่มีใครช่วยงาน มันจะทำยังไงกัน”
อนงค์เดินเข้ามา สุกิจเห็นเข้าก็รีบดึงแขนไว้
“เธอมาที่นี่ทำไม ฮะ”
“ก็งานของบริษัท จะไม่ให้ฉันมาให้กำลังใจพี่วิภาหน่อยเหรอคะ”
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
อนงค์ไม่สนใจเดินออกไปเลย
“จัดการตามแผนของเราได้เลย”
“ครับคุณสุกิจ”
สุกิจยิ้มพอใจ

บริเวณจัดงาน น่านฟ้ายืนดูนาฬิกาข้อมืออย่างร้อนใจ
“ผมว่ามันชักจะผิดปกติแล้วนะครับ”
“นั่นสิคุณน่าน อีกเดี๋ยวนักข่าวก็มาแล้วนะ จนป่านนี้พิธีกรยังไม่มาเลย”
วิภารีบหันไปบอกต๋องและมัศยาทันที
“รีบโทรตามสิ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก”
มัศยากับต๋องพยักเพยิดกัน แยกย้ายกันโทรศัพท์ อนงค์เดินเข้ามาหาวิภาไม่ค่อยสบายใจ
“สวัสดีค่ะพี่วิภา”
วิภาหันมามองอนงค์ด้วยความแปลกใจ
“อ้อ มาด้วยเหรออนงค์ ปกติไม่ค่อยเห็นเธอออกงานเลยนะ”
อนงค์อึกอักลำบากใจมาก
“อนงค์อยากมาช่วยพี่วิภาค่ะ ถึงช่วยอะไรไม่ได้มากก็อยากได้ช่วยบ้าง”
“ดีนะ ทำไมทีสามีเธอ ยังไม่เห็นโผล่หัวมาเลย นี่จนสื่อจะมากันอยู่แล้ว”
อนงค์หน้าเจื่อน แล้วหันไปหาน่านฟ้า
“คุณน่านมีอะไรให้อาช่วยมั้ยจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรครับ แค่มาเป็นเกียรติผมก็ดีใจแล้วครับ”
น่านฟ้าดูนาฬิกาอีกครั้งด้วยความกังวล อนงค์รู้สึกผิดมาก

มัศยากับต๋องพยายามต่อโทรศัพท์ เดินเครียดเป็นหนูติดจั่น
“บ้าจริง ไม่รับสายสักคน”
“ต๋องก็เหมือนกันเจ๊ นี่เป็นบ้าอะไรกันหมดเนี่ย งานจะเริ่มอยู่แล้วนะ”
น่านฟ้าเดินเข้ามาหาอย่างร้อนใจ
“เป็นไงบ้างเจ๊”
“ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ”
“ผมว่ามันผิดปกตินะคุณน่าน แม้แต่ซุปเปอร์ไวเซอร์ทีมอีเวนท์ก็ยังไม่รับสายเลย”
น่านฟ้าคิดหนัก กลุ้มใจมาก

วิภายืนอยู่หน้าเวที กังวล ร้อนใจมาก น่านฟ้า มัศยา และต๋องเดินเข้ามาหาด้วยความร้อนรน
“เป็นไงตาน่าน”
“แย่แล้วครับแม่ใหญ่ ผมว่าเราโดนเล่นงานแล้วล่ะครับ”
“หมายความว่าไง”
อนงค์ทนไม่ไหว โพล่งขึ้นด้วยความรู้สึกผิด
“พี่วิภาคะ นงค์ขอโทษที่ไม่ได้บอกพี่ก่อน”
วิภา น่านฟ้า มัศยา และต๋อง หันขวับมาทันที
“บอกอะไรเหรออนงค์”
“นงค์ขอโทษแทนคุณสุกิจด้วยค่ะ”
น่านฟ้าได้ยินก็เข้าใจทันที
“นึกแล้วว่ามันแปลกๆ ถึงว่า ทั้งทีมงาน พิธีกร แขกที่เชิญมา ไม่มีสักคน”
“บ้าจริง แล้วเราจะทำยังไงกันดี”
มัศยาครุ่นคิด
“ไม่มีแขก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครเลยนี่คะ เราจัดในห้าง แล้วงานนี้ก็เป็นงานการกุศล ดิฉันว่าเราเรียกคนมาร่วมงานได้ไม่ยากหรอกค่ะ”
“จริงด้วยสิ เดี๋ยวต๋องจะเป็นคนไปเกณฑ์คนในห้างให้มาร่วมงานแทนครับ”
“แล้วใครจะจัดงานล่ะ ในเมื่อไม่มีทีมงานสักคน”

วิภาสงสัย น่านฟ้าครุ่นคิดหาทาง

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 11 (ต่อ)

น่านฟ้า มัศยา วิภา และอนงค์อยู่ในห้องแต่งตัวหลังเวที น่านฟ้ายื่นชุดมาสคอทให้วิภา วิภามองงงๆ
 
“แกจะให้ฉันแต่งชุดนี้เนี่ยนะ”
“ไม่ใช่มีแต่แม่ใหญ่ใส่ครับ ผมเองก็ใส่เหมือนกัน”
มัศยาหันไปบอกน่านฟ้าด้วยความสงสารวิภา
“ให้ฉันใส่เองดีกว่าค่ะ”
“เจ๊คิดว่าเจ๊จะรอดเหรอ เจ๊เองต้องทำหน้าที่พิธีกร”
“หา ให้ฉันเป็นพิธีกร ฉันทำไม่ได้หรอก คุณก็รู้ว่าฉันพูดอะไรแบบนี้ได้ที่ไหน”
“ตอนนี้เราไม่มีเวลาแล้วนะเจ๊ ทำอะไรได้ก็ต้องทำ ไม่งั้นงานล่มแน่”
มัศยามองชุดตัวเองเครียด
”แล้วจะให้ฉันใส่ชุดนี้เนี่ยนะ”
อนงค์รีบเสนอทันที
“เราอยู่ในห้างพอดี ยังพอหาชุดทันค่ะ เดี๋ยวฉันไปช่วยเลือกเอง”
มัศยาเครียดจัด ขณะที่วิภาเครียดกว่า

เวลาต่อมา ต๋องพาลูกค้าเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าเวที
“เชิญครับคุณพี่ เดี๋ยวรอสักครู่งานจะเริ่มแล้วนะครับ”
“งานนี้มีดารามามั้ยคะ”
“อู๊ย มาเยอะแยะเลยครับ พี่นิว พี่เชียร์ก็มานะครับ”
ลูกค้าหันมามองหน้ากันตื่นเต้นใหญ่ ต๋องแอบถอนหายใจ พลันหันไปเห็นนักข่าวและช่างภาพทยอยกันเดินมา เลยรีบไปต้อนรับ
ขณะเดียวกัน มัศยานั่งอยู่ในร้านเสริมสวย อนงค์คอยอธิบายกับช่างทำผม
“ขอทรงที่สวยที่สุด และเร็วที่สุดค่ะ”
ช่างทำผมมองมัศยาใคร่ครวญว่าจะทำทรงไหนดี

น่านฟ้าและวิภาสวมชุดมาสคอท หันมาพยักเพยิดกัน
“พร้อมมั้ยครับแม่ใหญ่”
วิภามองหัวตุ๊กตาที่ใหญ่มากด้วยความเครียด
“ให้พูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่าไม่พร้อมหรอก แกนี่ ให้ฉันทำอะไรพิลึกจริง แก่จนหัวหงอก ต้องมาเป็นตุ๊กตุ่นตุ๊กตาอะไรก็ไม่รู้”
“น่านะแม่ใหญ่ เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะครับ”
“เออๆ ใส่มาขนาดนี้แล้วนี่ ฉันจะทำอะไรได้อีกล่ะ”
น่านฟ้ายิ้มพอใจ
“งั้นออกไปเรียกแขกกันเถอะครับ”
น่านฟ้าและวิภาสวมหัวมาสคอท เดินออกไปหน้างาน ถ่ายรูปกับเด็กๆ ที่มาร่วมงาน นักข่าวและช่างภาพตั้งกล้อง เตรียมไมค์สัมภาษณ์ ขณะที่ต๋องก็ต้อนรับแขก เสิร์ฟน้ำ แจกข้าวเกรียบมีโชคไปด้วย น่านฟ้ากวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความกังวล

สุกิจนั่งอยู่ในร้านกาแฟในห้าง หันมาบอกภูริช
“น่าจะได้เวลาแล้ว เราไปดูความย่อยยับของไอ้น่านฟ้ากันดีกว่า”
“ครับ”
ทั้งสองลุกพรวดขึ้นทันที

น่านฟ้าประตูเปิดห้องแต่งตัวหลังเวทีเข้ามาด้วยความกังวล ถอดหมวกมาสคอทออก
“ป่านนี้แล้วเจ๊หยียังไม่มาอีก”
ทันใดนั้นเองเสียงอนงค์ก็ดังขึ้น
“พร้อมแล้วจ้ะน่าน”
น่านฟ้าหันไป เห็นอนงค์ยืนอยู่ที่ประตู ด้านหลังมัศยาใส่ชุดสวย ราวกับดาราเดินตามเข้ามา น่านฟ้าอ้าปากค้าง มัศยาเห็นสายตาชายหนุ่มก็เขิน เลยแกล้งดุใส่
“มองอะไร ฮะ”
น่านฟ้ารู้ตัวก็ยิ้มแหยๆ
“อานงค์นี่เก่งนะครับ แปลงโฉมนางยักษ์เป็นนางฟ้าได้ด้วย”
มัศยาเอามือเท้าเอวไม่พอใจ
“พูดงี้หมายความว่าไง ฮะ คุณน่าน”
“โถ่ เจ๊ นี่ผมชมเจ๊อยู่นะ ว่าวันนี้เจ๊สวยที่สุดในชีวิตผมที่มีลูกกะตาเลยอ่ะ”
“คุณมัศยาเขาสวยนะน่าน หุ่นก็ดี เราน่ะไม่เคยตั้งใจมองต่างหาก”
มัศยาแสยะยิ้มสะใจ
“คร้าบ เชื่อแล้วคร้าบ”
“อ่ะ หมดหน้าที่อาแล้ว เชิญตามสบายนะ”
อนงค์เปิดประตูเดินออกไป น่านฟ้ายังคงจ้องมัศยาตาค้างอยู่
“อ่ะ จะให้ฉันทำอะไรต่อล่ะคุณน่าน”
“เอ่อ เดี๋ยวผมบรีฟให้ฟังคร่าวๆ ละกันนะ”

น่านฟ้าแอบมองมัศยายิ้มๆ ตะลึงไม่หาย

วิภาในชุดมาสคอทโบกไม้โบกมือทักทายเด็ก ขณะที่ต๋องมาช่วยเชียร์อีกคน
 
“สนใจร่วมงานประมูลกอด หอม จุ๊บ เพื่อการกุศลกับข้าวเกรียบมีโชค เชิญด้านในเลยนะคร้าบ”
อนงค์อยู่ข้างๆ คอยประกบวิภา ช่วยเชียร์อีกคน
“เชิญเลยค่ะ”
สุกิจและภูริชเดินเข้ามา วิภา ต๋อง และอนงค์ชะงักทันที

ที่ด้านหลังเวที มัศยากำลังทบทวนสคริปท์อย่างตั้งใจ
“กติกาของเราคือ ท่านผู้มีเกียรติท่านใดที่ร่วมบริจาคกับข้าวเกรียบมีโชคของเรา จะได้มีโอกาส กอด หอม จุ๊บ พี่มีโชค อย่างนี้ใช่มั้ยคะ”
มัศยาเงยหน้าขึ้นมา เห็นน่านฟ้าจ้องหน้าเธอไม่วางตา
“คุณน่าน”
น่านฟ้าชะงักหลุดจากภวังค์
“ฮะ ว่าไงนะเจ๊”
“ตั้งใจฟังหน่อยสิ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก มัวแต่เหม่ออยู่ได้”
“ผมไม่ได้เหม่อ ผมแค่ปลื้มเจ๊อ่ะ วันนี้เจ๊สวยผิดหูผิดตา ผิดธรรมชาติจริงๆ นะ”
มัศยาเขินหน้าแดง
“ถ้าไม่จำเป็นฉันก็ไม่แต่งตัวเต็มสตรีมขนาดนี้หรอก”
“แต่ผมชอบนะ เจ๊แต่งแบบนี้ทุกวันได้มั้ย”
“จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะ”
“เถอะนะ นะๆๆๆ จะได้เจริญหูเจริญตากิ๊กอย่างผมหน่อย อย่าลืมสิว่าตอนนี้เจ๊เป็นแฟนผมในสายตาแม่ใหญ่อยู่นะ”
“แล้วไง”
“เจ๊ก็ต้องเอาใจแฟนให้มากๆ สิ แฟนอยากได้อะไรก็ต้องจัดให้”
“เพ้อเจ้อ ตกลงจะเอาไง นี่มันได้เวลาแล้วนะ”
น่านฟ้าชะงักมองนาฬิกาก็ตกใจ
“จริงด้วยสิ งั้นคงไม่ทันแล้วล่ะ ลุยเลยแล้วกัน”
มัศยาหน้าเหวอ

วิภา สุกิจ ภูริช ต๋อง และอนงค์ยืนคุยกันอยู่ข้างเวที
“นี่พี่วิภาต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอครับ ผมว่าไอ้น่านมันทำเกินไปนะ”
“คนที่ทำเกินไปไม่ใช่นายน่านหรอก แต่เป็นแกต่างหาก”
สุกิจและภูริชสะอึก
“พี่เอาอะไรมาพูดครับ”
“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่า ที่งานมันแทบจะล่มนี่เป็นฝีมือใคร”
สุกิจอึกอักหันไปมองค้อนอนงค์ อนงค์หลบสายตา
“ผมว่าเป็นเพราะท่านประธานจ้างทีมงานที่ไม่มืออาชีพนะครับ”
“เหรอ นึกว่าเพราะบริษัทมีโชคจ้างลูกจ้างที่เลวเป็นอาชีพซะอีก”
ภูริชหน้าเจื่อน
“รอให้งานนี้ผ่านไปก่อน ฉันจะเช็คบิลให้หมด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามที่ทำให้งานเสีย อย่าหวังว่าจะรอด”
สุกิจโมโห โพล่งขึ้นทันที
“นี่พี่ยังหวังว่างานมันจะผ่านไปได้อีกเหรอครับ”
ต๋องหันไปที่เวที เห็นน่านฟ้าและมัศยาขึ้นมาก็ตื่นเต้น
“คุณน่านกับเจ๊หยีขึ้นเวทีแล้วครับ”
ทุกคนหันไปมอง สุกิจและภูริชเห็นมัศยาก็แปลกใจมาก
“แกก็คอยดูแล้วกัน”

วิภายิ้มเยาะ

มัศยายืนอยู่กับน่านฟ้าซึ่งใส่ชุดมาสคอทอยู่บนเวที มัศยาพูดออกไมค์ด้วยความตื่นเต้น
 
“สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราในนามข้าวเกรียบมีโชค ที่มีชื่อว่า ข้าวเกรียบมีโชค กอด หอม จุ๊บ”
ต๋องเป็นหน้าม้าปรบมือเสียงดัง แขกต่างปรบมือไปด้วย
“ในวันนี้ทางบริษัทมีโชคได้จัดงานนี้ขึ้นเพื่อร่วมสนับสนุนมูลนิธิและโครงการการกุศลมากมาย เป็นต้นว่า โครงการเพื่ออาหารกลางวันเด็กยากไร้ โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาในหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงเด็กด้อยโอกาสในถิ่นธุระกันดารด้วยค่ะ”
ต๋องเป็นหน้าม้าปรบมืออีก
“และทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้ เรามีผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบมีโชครสใหม่ได้แก่ รสตะไคร้ รสใบเตย และ รสอัญชัน ให้ได้ลิ้มลองด้วย”
ต๋องเป็นหน้าม้า ปรบมือนำ สุกิจและภูริชหันมามองหน้ากันไม่สบอารมณ์ แล้วสุกิจก็เดินออกไปจากงานทันที ภูริชรีบเดินตามไป
“คุณสุกิจจะไปไหนครับ”
สุกิจหันมาตวาดใส่ด้วยความโมโห
“ไหนว่าจัดการได้ไง แล้วดูซิ พวกมันยังรันงานได้อีก อย่างนี้มันหมายความว่าไง”
ภูริชเถียงไม่ออก ก้มหน้าจ๋อยๆ สุกิจหงุดหงิดเดินออกไปเลย

มัศยาประกาศออกไมค์ เริ่มพูดคล่องขึ้น
“ลำดับต่อไปขอเชิญพี่มีโชคของเราที่หน้าเวทีนะคะ ท่านผู้มีเกียรติท่านไหนสนใจร่วมบริจาคเงินแลกกับกอด หอม จุ๊บ ของพี่มีโชคบ้างคะ”
แขกเงียบกริบกันหมด ที่มุมหนึ่งแขกแก๊งกะเทย 3 นาง ตะโกนขึ้นมา
“ขอดูหน้าพี่มีโชคก่อนได้มั้ยคะว่าน่าจุ๊บรึเปล่า”
สาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ มัศยาหันไปมองน่านฟ้า น่านฟ้าส่ายหน้ายิกๆ มัศยายิ้มร่าได้ที รีบออกตัวทันควัน
“ได้สิคะ เชิญพี่มีโชคถอดหัวออกด้วยค่ะ”
น่านฟ้าตกใจมาก มัศยาเข้าไปถอดออกให้เองเลย กะเทย 3 นาง ถูกใจมาก รีบปราดขึ้นเวทีทันที
“บริจาค 1 พันบาท เลยค่า”
กะเทยรีบหย่อนแบงค์พันลงในกล่องรับบริจาคทันที พลันอ้าแขนใส่น่านฟ้า น่านฟ้าตกใจ หลอนมาก และแล้วกะเทยนางนั้นก็โผเข้ากอด หอมแก้มน่านฟ้า แล้วตั้งท่าจะจูบ น่านฟ้าตาเหลือกตกใจ กะเทยอีก 2 นาง ที่เหลือควักเงินขึ้นมา ลูบปากตั้งท่าลวนลามน่านฟ้าเต็มที่

วิภาอยู่หลังเวที ถอดหัวหุ่นมาสคอทออก หัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับต๋อง
“ฮ่าๆๆ ขำตาน่านจริงๆ งานนี้เปลืองตัวสุดๆ แกเห็นตอนโดนสาวแท้สาวเทียมรุมทึ้งมั้ย ฉันล่ะขำจริงๆ”
“พูดถึงก็สงสารคุณน่านนะครับ หนุ่มหล่อ ไฮโซ ควงสาวเป็นว่าเล่น แต่ต้องมาโดนสาวแก่แม่ม่าย ชะนีแท้ชะนีเทียมรุมลวนลาม ฮ่าๆๆ”
วิภาหันมาทางอนงค์ที่นั่งเครียดอยู่ก็แปลกใจ
“อ้าว เป็นไรไป ฮะ อนงค์”
“พี่วิภา จะทำยังไงกับคุณสุกิจเหรอคะ”
วิภาชะงัก
“เอาน่า ให้ผ่านวันนี้ไปก่อน ตอนนี้พี่ยังนึกอะไรไม่ออกหรอก”
“นงค์รู้ว่าคุณสุกิจทำไม่ถูก แต่ก็หวังว่าพี่วิภาจะเมตตาคุณสุกิจบ้าง”
“ยังไงนายสุกิจมันก็เป็นน้องฉัน เธอคงรู้ว่าพี่ไม่ทำให้มันลำบากหรอก”
อนงค์กังวลด้วยความรู้สึกผิดแทนสุกิจ

งานเปิดตัวเริ่มซา แขกเหรื่อทยอยกันกลับ มัศยาและน่านฟ้าหันมามองหน้ากัน
“ผมว่าเท่านี้คงน่าจะพอแล้วล่ะ นักข่าวก็ทยอยกลับกันแล้ว”
“ค่ะ”
ทันใดนั้นเองเสียงของยายคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อนหนู”
น่านฟ้าและมัศยาหันมา เห็นยายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเงินปึกใหญ่
“ยายอยากร่วมทำบุญด้วย”
น่านฟ้าและมัศยายิ้มรับอย่างดีใจ กุลีกุจอ
“ยินดีเลยค่ะคุณยาย”
ยายเอาเงินหย่อนลงกล่องบริจาคทันที
“คุณยายเชิญกอดพี่มีโชคได้เลยค่ะ”
ยายหันมายิ้มหวานให้น่านฟ้า น่านฟ้าเห็นสายตายายชักระแวงนิดๆ แต่แล้วยายก็หัวเราะขึ้นทันที
“ยายกอดพี่มีโชคไม่ได้หรอก สามียายขี้หึง เอาเป็นว่า ให้หนูกอดแทนยายได้มั้ย”
มัศยาอึ้ง
“หา หนูเหรอคะ”
“ใช่ หนูกอดแทนยายหน่อยนะ ยายบริจาคไปตั้งเยอะ เดี๋ยวยายขาดทุน”
มัศยาหันไปเห็นน่านฟ้าอ้าแขนรอ ยิ้มหื่น
“เชิญเลยคร้าบ”
มัศยาหันไปเห็นยายพยักหน้าหงึกๆ เชียร์ นักข่าวและช่างภาพหันมาพอดี เลยสะกิดกันให้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป มัศยาเดินเก้ๆ กังๆ เข้าไปกอดน่านฟ้า
“หอมด้วยๆ”
ยายร้องเชียร์ มัศยามองน่านฟ้าที่ยิ้มรอ แล้วก็ค่อยๆ หอมแบบเฉียดๆ
“ไม่เห็นโดนเลย”
ยายโวย มัศยาจำใจหลับตาหอมแก้มน่านฟ้าจนได้
“ทีนี้ก็จุ๊บ”
ยายบอก มัศยาชะงักลำบากใจ
“ต้องจุ๊บด้วยเหรอคะ”
“จุ๊บสิจุ๊บเลย”
“เร็วๆ สิเจ๊ คุณยายเสียเวลานานแล้วนะ”
มัศยาอึกอักลำบากใจ ไม่กล้า น่านฟ้าถือโอกาสดึงมัศยาเข้ามาจูบเลย มัศยาตกใจ ไม่คิดว่าน่านฟ้าจะทำแบบนั้น ยายหัวเราะชอบใจปรบมือใหญ่
 
ช่างภาพกดชัตเตอร์ตอนน่านฟ้าจูบมัศยาพอดี

วิภาเปลี่ยนชุดแล้ว กำลังเก็บของอยู่กับต๋องและอนงค์ในห้องแต่งตัว ประตูเปิดพรวดเข้ามา มัศยาโวยวายใส่น่านฟ้า
 
“คุณน่าน คุณทำแบบนี้ได้ไง ฮะ”
วิภาหันมาถามด้วยความสงสัย
“อ้าวๆ ทะเลาะอะไรกัน ฮะ”
น่านฟ้ารีบหลบหลังวิภา หน้าตากวนประสาทมาก
“ก็คุณน่านน่ะสิคะ มาจู เอิ่ม ฮึ้ย”
มัศยาเดินออกไปเลย วิภา ต๋อง และ อนงค์ งงกันหมด
“แหม เจ๊หยีนี่ พอสวยแล้วอารมณ์แปรปรวนนะครับ”
ต๋องแซวขำๆ

ค่ำนั้น สุกัญญา นะดี และ นที นั่งกินข้าวกันอยู่ มัศยาเดินเข้ามาในชุดสวย ทุกคนในบ้านตะลึงกันหมด
“เฮ้ยหยี นี่แกจริงๆ เหรอวะ”
มัศยาหันมาทำหน้าแปลกใจ
“อะไรเหรอพี่นที”
“แม่หยีสวยจังค่ะ สวยเหมือนนางฟ้าเลย”
มัศยาชะงัก ลูบผมตัวเองเขินๆ
“ขนาดนั้นเลยเหรอลูก”
“จริงค่ะ สวยสุดๆ เลย”
มัศยายิ้มพอใจ
“แล้วนี่แกไปทำอะไรมาวะ ถึงแต่งตัวซะสวยเลย”
น่านฟ้าวิ่งพรวดพราดเข้ามา
“เจ๊”
มัศยาหันมาเห็นน่านฟ้าก็แกล้งทำหงุดหงิด เดินขึ้นบ้านเลย
“เดี๋ยวสิเจ๊ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ”
สุกัญญามองแปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะคุณน่าน”
“เอ่อ คนสวยอารมณ์เสียครับคุณน้า”
นทีหัวเราะร่า
“เฮ้อ น้องฉัน ดูท่าทางจะขายออกจริงๆ ล่ะเว้ย”
สุกัญญาหันไปค้อนนที นทีแกล้งหันไปทางอื่น

มัศยาปลดกิ๊บออกจากผม น่านฟ้าเคาะประตูห้องดังย้ำๆ
“เจ๊ ออกมาคุยกันก่อนสิ”
มัศยาเบ้ปาก ทำเป็นไม่สนใจ น่านฟ้าเคาะประตูย้ำๆ พยายามตื๊อ
“เจ๊ ได้ยินมั้ยเนี่ย ออกมาคุยกันก่อนเถอะนะ นะๆๆ”
มัศยาอยู่หน้ากระจก ตะโกนกลับไป
“คุณกลับไปก่อนเถอะคุณน่าน ฉันเหนื่อย จะพักผ่อน”
“เหนื่อยอะไรเจ๊ ทีออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนั้นยังทนได้เลย ออกมาคุยกับผมก่อนเถอะ”
มัศยาแกล้งทำไม่สนใจ
“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าอยากพักผ่อน พูดไม่รู้เรื่องเหรอ”
น่านฟ้าครุ่นคิดหาทาง แกล้งเล่นละครเสียเลย
“ตกลงจะไม่ออกมาคุยใช่มั้ย งั้นต่อไปนี้ผมจะไม่มาแล้ว ในเมื่ออุตส่าห์มาง้อแล้วเจ๊ทำแบบนี้กับผม ไปล่ะนะ ไปจริงๆ นะ”
มัศยาหน้าเสียชักกลัวน่านฟ้าโกรธ เลยตัดสินใจเดินไปเปิดประตู เห็นน่านฟ้ายืนยิ้มแป้น
“จ๊ะเอ๋ นึกแล้วว่าวิธีนี้ต้องได้ผล”
มัศยาจะดึงประตูปิดแต่น่านฟ้ารีบคว้าไว้
“เดี๋ยวสิเจ๊ คุยกับผมก่อนนะ ให้ผมได้อธิบายอะไรหน่อยเถอะ”
มัศยาครุ่นคิด

คืนนั้น น่านฟ้าพามัศยามาคุยกันที่ร้านอาหาร มัศยาแกล้งทำเป็นงอน น่านฟ้าก็งอนง้อเต็มที่
“ตกลงเจ๊หายโกรธผมได้ยัง”
“ฉันไม่ได้โกรธคุณ แต่ฉันไม่ชอบพฤติกรรมแบบนั้น คุณฉวยโอกาสฉันโดยที่ฉันตั้งตัวไม่ทัน”
“หมายความว่าถ้าผมบอกล่วงหน้า เจ๊ถึงจะโอเคใช่มั้ย งั้นทีหลังผมบอกก่อนละกันนะ”
“ดี เฮ้ย ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“อ้าว งั้นเจ๊หมายความว่าไง”
“ฉันไม่ใช่น้องๆ หนูๆ ของคุณที่คุณอยากจะล่วงเกินยังไงก็ได้นะ”
น่านฟ้าหน้าเจื่อน รู้สึกผิดนิดๆ
“ก็เราเป็นแฟนกันอยู่ไงเจ๊”
“นั่นมันเป็นเรื่องที่คุณพูดเองเออเอง อีกอย่างคุณท่านก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่คุณตั้งใจฉวยโอกาสฉัน”
น่านฟ้าสะอึกเถียงไม่ออก
“งั้นเจ๊จะให้ผมทำยังไงล่ะ”
“ฉันต้องการความชัดเจน อย่ามาทำเล่นๆ กับฉัน ฉันไม่ชอบ เพราะถ้าคุณไม่ได้คิดอะไรกับฉัน ก็ช่วยวางตัวให้เหมาะสมด้วย ฉันขอคุณแค่นี้แหละ”

น่านฟ้าเงียบกริบ

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 11 (ต่อ)

ตอนเช้า ปารณเดินเข้ามาในห้องทำงาน เห็นน่านฟ้านั่งเซ็งอยู่ก็ตกใจ
 
“เฮ้ย ไอ้น่าน แกมาทำอะไรแต่เช้าวะ”
“ฉันเซ็งๆ นิดหน่อยว่ะ”
“เซ็งอะไรวะ ได้ข่าวเมื่อวานเปิดตัวข้าวเกรียบมีโชคไปไม่ใช่เหรอ น่าจะโล่งนี่หว่า”
“เรื่องนั้นน่ะโล่ง แต่เรื่องอื่นดิ”
น่านฟ้าถอนหายใจเครียดจัด ปารณมองเพื่อนชั่งใจคิด
“เรื่องผู้หญิงรึเปล่าวะ”
น่านฟ้าเลิกคิ้วมองปารณอย่างแปลกใจ
“แกรู้ได้ไงวะ”
“น้ำหน้าอย่างแกมันมีแค่เรื่องงานกับผู้หญิงแค่นั้นนี่หว่า คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”
น่านฟ้าถอนใจเซ็งมาก
“เมื่อวานฉันจูบเจ๊โหดในงาน เจ๊แกเลยโกรธเอาว่ะ”
ปารณหน้าแทบคะมำ
“เฮ้ย แกจูบเจ๊โหดเหรอ มันก็น่าให้โกรธหรอก แล้วแกบอกเขาไปว่าไง”
“ก็แม่ใหญ่สั่งให้ฉันกับเจ๊แกเป็นแฟนกัน ฉันก็เลยทำแบบนั้น”
“น้ำหน้าอย่างแกเชื่อฟังแม่ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ ฉันว่าแกชอบเขาจริงๆ แต่แกไม่ยอมรับมากกว่า”
“ชอบก็ส่วนชอบ แต่ให้คบเป็นแฟนมันอีกเรื่องนะเว้ย”
“ผู้หญิงเขาต้องการความชัดเจนนะเว้ย ถ้าแกไม่ได้อยากเป็นแฟนเขา ก็อย่าไปทำแบบนั้น ไม่งั้นแกมันก็เท่ากับผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งที่ชอบฉวยโอกาสผู้หญิงเท่านั้นแหละวะ”
น่านฟ้าหน้าเจื่อน รู้สึกผิด

สุกิจอยู่ที่ห้องทำงาน โวยวายใส่ภูริช
“ไหนล่ะ เรื่องโรงงานใหม่ของฉัน ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าสักอย่าง”
“ทางนายปารณกำลังจัดการให้ครับ”
“แหกตาดูสิว่า ไอ้น่านมันทำงานคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แล้วดูโรงงานฉันสิ”
“ใจเย็นๆ นะครับคุณสุกิจ เรื่องใหญ่แบบนี้ผมว่ามันคงต้องใช้เวลา”
สุกิจเงยหน้ามองภูริชอย่างไม่พอใจ วิภาเปิดประตูห้องเข้ามา สุกิจเปลี่ยนจากโมโหเป็นยิ้มรับทันที
“พี่วิภา มีธุระอะไรเหรอครับ”
วิภาพยักหน้าให้ภูริชออกไป ภูริชรีบเดินออกจากห้อง วิภาเข้ามาเอาเรื่องสุกิจ
“ฉันแค่มาดูหน้าแก ว่ายังมีหน้าทำเป็นระรื่นมาทำงานหน้าตาเฉยได้อีกเหรอ”
“ก็ผมทำงานที่นี่ ผมก็ต้องมาทำงานสิครับ”
“เหรอ ดีนะที่รู้ตัวว่าเป็นพนักงานที่นี่ ทั้งที่แกเกือบจะทำงานเปิดตัวสินค้าบริษัทพังอยู่แล้ว”
สุกิจลุกพรวดขึ้นโวยวายใส่วิภา
“ตกลงที่เข้ามานี่ตั้งใจจะเอาเรื่องผมให้ได้ใช่มั้ยครับ งั้นก็เอาเลย จะดุจะด่าอะไรก็เชิญ ยังไงพี่ก็ไม่เคยเห็นผมเป็นน้องอยู่แล้วนี่ ตอนนี้หายใจเข้าออกมีแต่ไอ้น่าน น้องชายนอกคอกอย่างผมมันก็แค่หมาหัวเน่าตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ”
“แกอย่าพูดแบบนี้นะสุกิจ แกเองก็รู้ว่า ตลอดมาฉันดูแลแกดีแค่ไหน”
“แล้วไงครับ พี่จะลำเลิกบุญคุณจากผมงั้นเหรอ เอาสิ อยากได้อะไรจากผมคืนไปล่ะ มาเอาไปได้เลย ยังไงตอนนี้ผมมันก็ไร้ประโยชน์สำหรับพี่อยู่แล้วนี่”
วิภาถอนหายใจ พยายามทำใจเย็น
“ฉันไม่เคยคิดจะเอาอะไรจากแก มีแต่แกนั่นแหละที่จ้องจะเอาทุกอย่างของฉัน ของคุณโชค ของทุกๆ คน เพราะแกมันโลภ”
สุกิจสะอึกเถียงไม่ออก
“ตกลงพี่ต้องการอะไรกันแน่พี่วิภา”
“ฉันจะมาเตือนแกครั้งสุดท้ายว่าความอดทนฉันมีจำกัด ครั้งนี้ฉันยอมให้เพราะเห็นแก่เมียแก อนงค์คอยช่วยเหลือทุกอย่าง จนงานผ่านพ้นไปได้ ฉันถือว่า อย่างน้อยแกก็ยังมีเมียดี ถึงแม้ว่าตัวแกเองมันจะใช้ไม่ได้เลยก็เถอะ อย่าให้มีอีกครั้ง ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันใจร้าย”
วิภาเดินออกไป สุกิจปัดข้าวของบนโต๊ะลงพื้นด้วยความโมโห

ภูริชยืนเก้ๆ กังๆ รออยู่มุมหนึ่ง สุกิจเดินเข้ามาหา
“ตามฉันมา ฉันต้องพบปารณเดี๋ยวนี้”
สุกิจเดินนำไป ภูริชรีบเดินตาม

ปารณและนิรชาเดินคุยกันมาตามทางเดินในออฟฟิศปารณ
“กลางวันนี้เธออยากกินอะไร เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
นิรชาครุ่นคิด
“ขอเป็นก๋วยเตี๋ยวได้มั้ยคะ”
“ได้สิ”
ปารณและนิรชาเดินมาถึงหน้าทางออกบริษัท รถของสุกิจก็เลี้ยวเข้ามาจอด สุกิจกำลังจะลงจากรถ ภูริชเหลือบไปเห็นปารณและนิรชาเดินไปด้วยกันก็แปลกใจ
“นั่นยัยนิรชานี่ครับ”

สุกิจแปลกใจไปด้วย

ปารณและนิรชากำลังจะขึ้นรถ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือปารณดังขึ้น เขากดรับสาย
 
“ฮัลโหล อะไรนะครับ”
นิรชาหันมามองด้วยความตกใจ
“ครับ เดี๋ยวผมเข้าไปครับ”
ปารณหันมาพูดกับนิรชา
“นายสุกิจมาที่นี่ ฉันว่าเธอหลบไปก่อนดีกว่า”
“ค่ะ”
นิรชากวาดตามองหาที่หลบ เดินออกไปอย่างระแวดระวัง แต่ทันใดนั้น ภูริชก็เข้ามายืนขวาง
“จะรีบไปไหนเหรอ”
นิรชาตกใจสุดขีด

สุกิจและปารณคุยกันเคร่งเครียดอยู่ในห้องทำงานของปารณ
“เมื่อวานไอ้น่านฟ้ามันจัดงานเปิดตัวสินค้า แผนการตลาดมันทำให้สื่อมาทำข่าวกันใหญ่ ท่าทางเก้าอี้มันคงจะเลื่อยไม่ได้ง่ายๆ แล้วล่ะ”
ปารณแอบหมั่นไส้ แต่แกล้งเล่นละครคล้อยตาม
“อย่างนี้คุณสุกิจก็แย่หน่อยนะครับ”
“ที่มันแย่ก็เพราะโรงงานข้าวเกรียบโอกิมิของผมมันไม่คืบหน้าเลยต่างหาก ตกลงเรื่องเครื่องจักรนี่จะยังไงดี บอกตามตรงว่าผมรอไม่ไหวแล้วนะ”
“ผมหาเครื่องจักรที่ดีและราคาถูกให้คุณสุกิจได้ แต่เงินล่ะครับ”
สุกิจชะงักหน้าเครียด
“ไม่มีวิธีอื่นเลยเหรอ ที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นสิบล้านทีเดียวแบบนั้น”
“ถึงผมจะมีเครดิตดีแค่ไหน แต่ของราคาแพงแบบนั้น คงไม่มีใครให้เอามาใช้ฟรีๆ หรอกครับ”
สุกิจคิดหนัก หาทางแก้ปัญหา
“งั้นเอาอย่างนี้ ผมขอเวลา 3 วัน จะเร่งจัดการให้ แต่คุณต้องรับปากผมว่า จะต้องเร่งเปิดโรงงานให้ผมให้ได้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องคนกับสูตรของสินค้า เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“ครับคุณสุกิจ”
สุกิจกังวล คิดหาทาง

บริเวณด้านนอกบริษัท ภูริชจับข้อมือนิรชาแน่น นิรชาพยายามแกะมือภูริชออก
“ปล่อยฉันนะ”
“นังตัวดี จนป่านนี้ยังมีหน้าออกฤทธิ์กับฉันอีกเหรอ”
“ก็ฉันเจ็บ”
“เธอควรจะเจ็บมากกว่านี้ด้วยซ้ำ กับการที่เธอหักหลังฉัน”
“ฉันไปหักหลังคุณตอนไหน”
ภูริชจ้องหน้าเอาเรื่องนิรชา
“งั้นบอกมาซิว่า เธอมาทำอะไรที่นี่ แล้วเธอรู้จักนายปารณดีแค่ไหน”
นิรชาหน้าเจื่อนหาคำปฏิเสธ
“คือฉัน”
“เธอกับนายปารณเป็นอะไรกันแน่”
“ฉัน นายปารณคือเหยื่อคนใหม่ของฉัน”
ภูริชชะงักแปลกใจ
“เหยื่องั้นเหรอ”
“ใช่ คุณก็รู้ว่าฉันมีอาชีพอะไร เขาคือเหยื่อรายใหม่ของฉัน”
“เธอนี่มันโลภมากจริงๆ เท่าที่คุณสุกิจให้ไป กับงานที่ไม่ได้คุ้มค่าอะไรเลย เธอยังไม่พอใจอีกเหรอ”
“ฉันทำงานของฉันแล้ว นายน่านฟ้าเองก็หลงรักฉันจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วคุณยังจะต้องการอะไรจากฉันอีก”
ภูริชดึงตัวนิรชาเข้ามาใกล้
“ต้องการตัวเธอยังไงล่ะ”
นิรชาหน้าเสีย เมื่อเห็นแววตาของภูริช
“คุณภูริช คุณมีภรรยาอยู่แล้ว จะมายุ่งกับฉันทำไม”
“เพราะฉันอยากได้เธอเป็นเมียอีกคนไง ฉันจะไปบอกนายปารณว่าเธอเป็นใคร แล้วต่อไปนี้ ฉันจะไม่ให้เธอหากินแบบนี้อีกแล้ว เธอจะต้องเป็นของฉันคนเดียว จำไว้”
ภูริชผละจากนิรชา เดินออกไป นิรชาหน้าเสียรู้สึกกลัว

สุกิจเดินออกมาหน้าบริษัท ภูริชเดินเข้ามาอีกทาง
“คุยกับนังนั่นแล้วใช่มั้ย”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
สุกิจพยักหน้า เดินไปขึ้นรถ ภูริชขึ้นรถไปพร้อมสุกิจ

ปารณและนิรชานั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้วยกัน ปารณตกใจมาก เมื่อรู้ถึงสิ่งที่ภูริชคุยกับนิรชา
“ว่าไงนะ นายภูริชขู่เธออย่างนั้นเหรอ”
นิรชาพยักหน้าเครียดๆ
“ท่าทางเขาเอาจริงด้วยสิ”
ปารณโมโหมาก
“นี่มันคิดว่ามันเป็นใคร ถึงนึกจะรังแกผู้หญิงคนไหนก็ได้ ได้ข่าวว่าเมียก็มีเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วยนะ”
ปารณพูดจบก็ชะงักคิดได้
“ฉันรู้แล้วว่าควรทำไง”
“ยังไงเหรอคะ”

นิรชาสนใจขึ้นมาทันที

น่านฟ้ายื่นเช็คให้กับวิภาด้วยความพอใจ
 
“นี่ครับแม่ใหญ่ เช็ค สองแสนหกหมื่นบาท สำหรับงานเมื่อวาน”
วิภารับเช็คมาทึ่งๆ
“ได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ แสดงว่าเราก็เก่งใช่ย่อยนะ”
มัศยายิ้ม พูดเอาใจวิภา
“ฝีมือคุณท่านด้วยค่ะ ที่อุตส่าห์ยอมใส่มาสคอทไปช่วยกัน”
“เออนะ อยู่มาจนหัวหงอกฉันก็เพิ่งเคยทำอะไรเพี้ยนๆ แบบนี้แหละ”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ผมยังมีอะไรเพี้ยนกว่านั้นให้แม่ใหญ่ดูด้วย”
วิภาและมัศยาชะงักแปลกใจ น่านฟ้ามองนาฬิกาข้อมือ หันไปบอกทั้งสองคน
“เชิญทางนี้ครับ”
น่านฟ้าเดินนำวิภาและมัศยามาที่หน้าทีวี กดรีโมทเปิด
“เวลานี้เลยครับ เดี๋ยวรอดูกันนะครับ”
น่านฟ้าตื่นเต้นมาก ขณะที่มัศยาและวิภาแปลกใจ สักพักเห็นโฆษณาตัวหนึ่ง เป็นโฆษณาข้าวเกรียบมีโชค ที่มีคนถือข้าวเกรียบมีโชควิ่งหนีลงตุ่ม ก่อนจะขึ้นข้อความว่า “ข้าวเกรียบมีโชค อร่อยจนหนีผีลงตุ่ม”
วิภาและมัศยาดูจบก็ขำก๊าก
“ตาน่าน นี่แกแอบไปทำโฆษณาเพี้ยนๆ นี่ตอนไหน ฮะ”
“นั่นสิ คุณคิดได้ไงเนี่ย”
“ผมก็แค่อยากหาภาพที่ทำให้คนจำแบรนด์ของเราให้ได้ แล้วแม่ใหญ่กับเจ๊หยีว่าเวิร์คมั้ย”
“ไม่รู้สิ เรื่องการตลาดฉันไม่ค่อยเก่ง ถามแฟนแกโน่นไป”
วิภาหันไปทางมัศยา มัศยาสะอึก ทำหน้าไม่ถูก
“เจ๊ว่าไง”
“ก็ตลกดี คนดูน่าจะจำอย่างที่คุณว่านั่นแหละ”
น่านฟ้ายิ้มพอใจ วิภาหมั่นไส้
“แหม พอแฟนชมล่ะหน้าบานเชียวนะเจ้าน่าน”
“ใครชมผมก็ดีใจทั้งนั้นแหละครับแม่ใหญ่”
น่านฟ้าหันไปยิ้มให้มัศยา มัศยาทำหน้าไม่ถูก แกล้งมองไปทางอื่น

สุกิจนั่งอยู่ที่บ้าน กดรีโมทปิดทีวีด้วยความโมโห
“บ้าที่สุด นี่ไอ้น่านมันคิดอะไรของมัน ถึงได้ทำโฆษณาบ้าๆ นี่ออกมา”
อนงค์เดินเข้ามา
“ไหนคะคุณ”
สุกิจหันมาแหวใส่อนงค์ทันควัน
“จะไปดูทำไม หรืออยากเห็นผัวตัวเองเสียหน้านัก ฮะ”
อนงค์เงียบกริบ พูดไม่ออก สุกิจหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก
“ฮัลโหล เห็นโฆษณาฝีมือไอ้น่านรึยัง”
ภูริชรับโทรศัพท์
“เพิ่งได้ดูเมื่อกี้เองครับ”
“มันบ้ามากเลยนะที่กล้าเอางบบริษัทไปทุ่มกับโฆษณาบ้าๆ นี่”
“ผมว่าก็ดีนะครับ บางทีมันอาจจะทำให้นายน่านฟ้าเสียเครดิตกับหุ้นส่วนกว่าเดิมก็ได้”
สุกิจชะงักคิดตาม
“นายคิดอย่างนั้นเหรอ”
“ไม่งั้นคุณสุกิจก็รอดูฟีดแบ็ควันพรุ่งนี้สิครับ”
สุกิจครุ่นคิด

ตอนเช้า น่านฟ้าเดินเข้ามาในบริษัท มัศยาเดินยิ้มเข้ามา เจอกับน่านฟ้าพอดี สองคนชะงัก
“ไงครับคุณแฟน เช้านี้ดูอารมณ์ดีนะครับ”
“ใครแฟนคุณไม่ทราบ”
“ชู่ว อย่าพูดแบบนั้นสิ เดี๋ยวแม่ใหญ่ได้ยินเข้าจะโดนดุเอานะ ไม่เห็นเหรอ เมื่อคืนแม่ใหญ่ยังแซวเราอยู่เลย”
มัศยาแลบลิ้นใส่น่านฟ้า แก้เขิน ทันใดนั้น ต๋องวิ่งพรวดพราดเข้ามา
“คุณน่านครับคุณน่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
น่านฟ้าและมัศยาชะงัก
“มีอะไรเหรอต๋อง”

หลังจากฟังต๋องเล่า น่านฟ้ากับมัศยาก็รีบไปที่ห้องประชุม เสียงปรบมือดังขึ้น วิภา หุ้นส่วน และผู้บริหารลุกขึ้นปรบมือให้น่านฟ้ากันใหญ่ น่านฟ้าอึ้ง งงเป็นไก่ตาแตก
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“นี่แกคงยังไม่รู้ตัวเลขผลประกอบการของเราล่ะสิ”
น่านฟ้าหันไปมองมัศยา มัศยายักไหล่งงเหมือนกัน
“ยังเลยครับแม่ใหญ่”
“ผมเชื่อแล้วว่าคุณน่านมีเลือดของคุณโชคเต็มๆ จริงๆ”
หุ้นส่วนชื่นชม
“นี่ขนาดยังไม่ถึงกำหนดที่คุณรับปากพวกเราไว้ ผลประกอบการไตรมาสนี้ก็พุ่งเกิน 50%แล้ว”
น่านฟ้าและมัศยาได้ยินก็ตื่นเต้นมาก
“จริงเหรอครับ”
ผู้บริหารคนหนึ่ง วางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าน่านฟ้า
“ถ้าท่านประธานไม่เชื่อ ก็ลองดูให้เห็นกับตาสิครับ”
น่านฟ้ารับแฟ้มมาเปิดดูเห็นกราฟแสดงผลที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ
“คุณน่าน คุณทำสำเร็จแล้วจริงๆ ด้วย”
มัศยาชื่นชม
“ผมทำได้แล้ว ผมพิสูจน์ตัวเองได้”

น่านฟ้าดีใจยิ้มไม่หุบ

สุกิจและภูริชเดินผ่านหน้าห้องประชุม เห็นต๋องแอบยืนมองอยู่ด้านนอกก็แปลกใจ
 
“มีเรื่องอะไรเหรอ”
ต๋องหันมายิ้มร่าให้ภูริช
“อ๋อ หุ้นส่วนมาแสดงความยินดีกับคุณน่านที่ไตรมาสนี้สามารถทำยอดขายได้เกิน 50% น่ะครับ”
สุกิจได้ยินก็ไม่พอใจ
“ว่าไงนะ”
“สงสัยเก้าอี้ประธานคงจะอยู่กับคุณน่านไปอีกนานครับ”
สุกิจเจ็บใจเดินออกไปเลย ภูริชรีบตามไป ต๋องมองตามสะใจ หัวเราะคิกคัก

หลังประชุมเสร็จ น่านฟ้ากลับมาที่ห้องทำงาน นั่งหมุนเก้าอี้สบายใจเฉิบ มัศยาเปิดประตูเข้ามา ตื่นเต้นไปด้วย
“ดีใจด้วยนะคุณน่าน ในที่สุดคุณก็ทำได้”
น่านฟ้าลุกพรวดเข้ามาหามัศยา
“ใครว่าผมทำได้คนเดียว เจ๊เองก็ด้วยนะ ถ้าไม่มีเจ๊ ผมคงพิสูจน์ตัวเองไม่สำเร็จหรอก”
“แต่คุณเป็นคนวางแผนทั้งหมดนี่ ฉันก็แค่เป็นลูกมือช่วยคุณเท่านั้นเอง”
น่านฟ้าคว้ามือมัศยามากุมไว้ สบตาซึ้ง
“เจ๊เป็นกำลังใจสำคัญของผมเลยต่างหาก ผมบอกแล้วไงว่าผมขาดเจ๊ไม่ได้”
มัศยาอึกอักทำหน้าไม่ถูก
“ปล่อยมือฉันเถอะคุณน่าน”
น่านฟ้างงๆ ปล่อยมือออก
“นี่ตกลงเจ๊ยังเคืองผมเรื่องจูบนั่นอีกเหรอ”
“ฉันไม่อยากพูดเรื่องเก่าอีกแล้ว ผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ”
น่านฟ้ายิ้มร่า ดีใจ
“งั้นเรามาเริ่มต้นใหม่นะ”
“ค่ะ ที่ฉันเข้ามาก็เพื่อจะบอกคุณเรื่องนี้นี่แหละ”
น่านฟ้าแปลกใจ
“ในเมื่อคุณก็พิสูจน์ตัวเองได้แล้ว และตำแหน่งประธานบริษัทก็เป็นของคุณเหมือนเดิม ฉันเลยจะขอลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยคุณ กลับไปทำหน้าที่เดิมของฉันค่ะ”
น่านฟ้าอึ้ง คาดไม่ถึงกับสิ่งที่ได้ยิน

วิภาเดินผ่านมาหน้าห้องทำงานน่านฟ้า มัศยาประตูเปิดพรวดออกมา น่านฟ้ารีบเดินตามมาเว้าวอน
“เดี๋ยวก่อนสิเจ๊ ฟังผมก่อน”
มัศยาไม่สนใจจะเดินหนี แต่แล้วได้ยินเสียงวิภา
“มีอะไรกัน ฮะ”
มัศยาและน่านฟ้าชะงัก น่านฟ้าอ้าปากจะฟ้องแต่มัศยาสวนขึ้น
“ไม่มีค่ะคุณท่าน”
วิภามองทั้งคู่อย่างชั่งใจ ก่อนจะหันไปบอกมัศยา
“มัศยา มาคุยกับฉันที่ห้อง”
วิภาเดินนำไป น่านฟ้าทำท่าจะไปด้วย แต่วิภาหันมาห้าม
“มัศยาคนเดียว แกไม่ต้องมา”
น่านฟ้าหน้าเจื่อนไป

มัศยานั่งอยู่ตรงหน้าวิภา วิภามีสีหน้าจริงจังมาก
“เล่าให้ฉันฟังซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงอยากจะลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยตาน่าน หรือว่าตาน่านมันทำอะไรให้เธอไม่พอใจรึเปล่า”
“ไม่เกี่ยวกับคุณน่านหรอกค่ะ มันเป็นปัญหาของดิฉันเอง ดิฉันรู้สึกว่าคงไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้”
“แต่ที่ฉันตัดสินใจเลือกเธอแต่แรกก็เพราะเห็นว่าเธอเหมาะสมที่สุดนะมัศยา”
“นั่นเพราะตอนนั้นคุณน่านยังไม่เป็นโล้เป็นพายนี่คะ เขาอาจจะจำเป็นต้องมีคนอย่างดิฉันช่วยกำราบ แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้บริหารที่ทำงานได้ดี มีความรับผิดชอบแล้ว ดิฉันเลยอยากกลับไปทำตำแหน่งเดิมของดิฉันค่ะ”
วิภาลำบากใจมาก
“หรือว่าเป็นเพราะฉันบังคับให้เธอกับตาน่านคบกันรึเปล่า”
มัศยาสะอึกนิดๆ
“ไม่หรอกค่ะ ดิฉันเข้าใจคุณท่านดี ว่าคุณท่านคงแค่ล้อเล่น”
“ใครบอกล่ะ ถ้าเธอเป็นแฟนตาน่านจริงๆ ฉันจะดีใจมากเลยต่างหาก”
มัศยาอึ้งไป

น่านฟ้ามาหาปารณที่บริษัท ทั้งสองคุยกันเครียด
“ตกลงแกก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเจ๊โหดของแกถึงขอลาออกจากเป็นผู้ช่วยแก”
น่านฟ้าพยักหน้า
“แล้วทำไมแกไม่ถามแม่ใหญ่วะ”
“ถามแล้ว แม่ใหญ่บอกว่าบอกไม่ได้ ฉันถึงได้เซ็งอยู่นี่ไง”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น นิรชาเปิดประตูเข้ามา
“ฉันกลับบ้านก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนสินิ ก่อนกลับช่วยไขปัญหาอะไรให้เราก่อนสิ”
นิรชางงๆ ปารณกวักมือเรียกให้เข้ามา นิรชานั่งลงท่ามกลางสองหนุ่ม
“ถ้าวันหนึ่งเธอลาออกจากที่นี่ เธอคิดว่าเหตุผลคืออะไร”
นิรชาครุ่นคิด
“ก็หลายเหตุผลนะคะ ฉันตอบคุณไม่ได้หรอกค่ะ”
“งั้นเอาใหม่ๆ ถ้าเธอทำงานที่นี่มานานจนเป็นคนเก่าคนแก่ รักและภักดีกับบริษัทนี้มาก เธอคิดว่ามีอะไรที่จะทำให้เธออยากลาออกบ้าง”
นิรชาลองใคร่ครวญอีกที ก่อนจะตอบกลับไป
“เพราะคุณไงคุณเป้ ถ้าคุณทำให้ฉันอึดอัดใจ ไม่สบายใจ หรือเสียใจ ฉันก็คงไม่อยากทำงานที่นี่หรอกค่ะ”
ปารณดีดนิ้ว หันไปยักคิ้วให้น่านฟ้า น่านฟ้าเครียดจัด

ปารณและนิรชาเดินคุยกันมาบริเวณที่จอดรถ ขณะที่นิรชาบ่นอุบ
“คุณไม่น่าให้ฉันตอบคำถามคุณเลย เห็นหน้าคุณน่านมั้ยคะว่าจ๋อยขนาดไหน”
“ก็ดีนี่ มันจะได้รู้ตัวบ้าง ว่าบางทีมันก็ทำอะไรไม่ค่อยนึกถึงใจคนอื่น แล้วสุดท้ายผลลัพธ์ก็ทำให้มันนี่แหละมานั่งเครียดเอง”
นิรชาหันมาถามอย่างสงสัย
“คุณน่านไปทำอะไรใครไว้เหรอคะ หมายถึงพี่หยีใช่มั้ยคะ”
ปารณพยักหน้ารับยิ้มๆ
“แล้วคุณน่านทำอะไรพี่หยีเหรอคะ”
“ก็ไปอ่อยเขาไว้เยอะไง แต่กลับไม่คิดจริงจังด้วย”
“งั้นก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ที่พี่หยีจะไม่ชอบ เพราะถ้าคุณทำแบบนี้ ฉันก็คงไม่พอใจเหมือนกัน”
“แต่ฉันไม่มีทางทำแบบนั้นหรอกนะ”
นิรชายิ้มเจ้าเล่ห์ เดินออกไป โทรศัพท์มือถือปารณดังขึ้น เขากดรับทันที
“ฮัลโหล ได้เรื่องแล้วใช่มั้ย ดีมาก”
ปารณวางสายรีบเดินไปบอกนิรชา
“อย่าเพิ่งกลับได้มั้ย ไปธุระกับฉันก่อน”
“ไปไหนเหรอคะ”

ปารณยิ้มเจ้าเล่ห์

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 11 (ต่อ)

รถภูริชแล่นมาจอดหน้าบ้าน เขาเปิดประตูลงจากรถ ยุวรินทร์ภรรยาของเขาเดินเข้ามาหา

“ทำไมกลับเอาป่านนี้”
ภูริชชะงัก มองภรรยายิ้มๆ หันมาพูดเอาใจ
“ก็งานเพิ่งเสร็จนี่”
“แล้วไป นึกว่าไปไหนกับใครมาซะอีก”
ภูริชถอนใจ เซ็ง ขณะนั้น ปารณกับนิรชามาแอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่หน้าบ้านภูริชด้วยความสนใจ
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”
“ฉันก็อยากจะรู้จักเมียนายภูริชไว้น่ะสิ ผู้ชายเจ้าชู่น่ะ ร้อยทั้งร้อยเมียดุทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักไว้ ก็ดีกับเธอไม่ใช่เหรอ”
ปารณยิ้มกรุ้มกริ่ม
“แล้วนี่ ฉันมีของดีมาด้วย”
ปารณหยิบซองใส่รูปถ่ายภูริชที่นั่งโอบกอดผู้หญิงในผับออกมา เปิดให้นิรชาดู
“นี่ไง”
“คุณไปได้รูปพวกนี้มาได้ยังไง”
“มีตังค์ อยากได้อะไรก็เสกได้หมดแหละ เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาของเราแล้ว”
ปารณรีบเดินไปที่หน้าประตูรั้วทันที

เสียงออดดังขึ้นในบ้านภูริช ยุวรินทร์จะเดินขึ้นบันไดบ้าน ภูริชหันมารีบบอก
“เดี๋ยวผมไปดูเองก็ได้”
ภูริชรีบเดินออกไป ยุวรินทร์เรียกไว้
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันไปดูเองดีกว่า”
ยุวรินทร์เดินสวนภูริชออกไปทันที ภูริชมองอย่างเบื่อหน่าย
“เมียหรือแม่วะ สั่งทุกอย่าง”
ภูริชหันหลังกลับเดินเข้าบ้านอย่างหงุดหงิด ในขณะที่ยุวรินทร์เปิดประตูรั้วออกมา แต่ไม่เห็นใครสักคน ก้มลงมองที่พื้นเห็นซองกระดาษวางอยู่ก็หยิบขึ้นมา ปารณและนิรชาแอบมองลุ้น ยุวรินทร์เปิดซองดึงรูปออกมา เห็นรูปภูริชโอบกอดผู้หญิงในผับก็เดือดทันที หันหลังขวับเดินเข้าบ้านไป ปารณและนิรชาตีมือกัน หัวเราะคิกคักสะใจมาก

ภูริชเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวกำลังจะอาบน้ำ ยุวรินทร์ประตูเปิดพรวดเข้ามาเอาเรื่อง
“คุณภูริช นี่ตกลงที่กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกวัน คุณไปติดผู้หญิงมาใช่มั้ย”
ภูริชหันมาทำหน้างงๆ
“คุณเอาอะไรมาพูด”
ยุวรินทร์ควักรูปในซองปาใส่หน้าภูริชทันที
“ก็นี่ไงล่ะ”
ภูริชก้มลงมองรูปที่ตกอยู่ตรงพื้นก็ตกใจ
“นึกแล้วไม่มีผิด อ้างงานตลอด ที่แท้ก็ไปสำเริงสำราญกับนังเด็กพวกนี้นี่เอง คุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง ฮะ”
ยุวรินทร์ปราดเข้าไปทุบอกภูริช ภูริชพยายามเอามือกันไว้
“หยุดก่อนได้มั้ย”
“คุณนอกใจฉัน คุณภูริช คนใจร้าย”
ยุวรินทร์ทุบภูริชไป ร้องไห้โวยวายไปด้วย ภูริชทนไม่ไหว ผลักยุวรินทร์ล้มลง
“โธ่ โว้ย ก็เพราะทำตัวแบบนี้ไง ผมถึงได้เบื่อคุณ”
“นี่คุณโทษฉันเหรอ”
“เออ ทำตัวเหมือนแม่เข้าไปทุกวัน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งน่ารำคาญ”
ภูริชทิ้งผ้าเช็ดตัวลงพื้น เปิดประตูออกไปทันที
“จะไปไหน ฮะ ฉันไม่ให้คุณไปนะ”
ยุวรินทร์รีบวิ่งตามออกไป ภูริชเปิดประตูจะออกไปข้างนอก ยุวรินทร์กระชากเสื้อสามีไว้
“จะไปไหน ฮะ ฉันไม่ให้คุณไปนะ”
“อย่ายุ่งได้มั้ย ก็ทำตัวแบบนี้ ผัวที่ไหนจะอยากอยู่บ้านวะ”
“อ๋อ นี่โทษฉันคนเดียวเลยใช่มั้ย ตกลงไอ้ที่ทำตัวทุเรศๆ ไปเที่ยวผู้หญิงแบบนั้น ตัวเองทำถูกงั้นสิ ไอ้เลวเอ๊ย”
ยุวรินทร์ทุบตีภูริช ภูริชเอามือป้องไว้อีกครั้ง
“อุ๊ย พอได้แล้ว ผมเจ็บนะ”
“เจ็บสิดี จะได้จำ”
ยุวรินทร์ทุบตีภูริชอยู่หน้าบ้าน ในสภาพที่ภูริชสู้ไม่ได้

ปารณนั่งอยู่ในรถกับนิรชา หัวเราะชอบใจ สะใจมาก ในขณะที่นิรชาไม่ค่อยสบายใจนัก
“เป็นไง เห็นฝีมือฉันแล้วรึยัง เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างนายเป้”
“แต่ฉันรู้สึกสงสารภรรยานายภูริชเหมือนกันนะคะ”
“ถ้าจะสงสาร ผมว่าสงสารที่มีสามีอย่างมันมากกว่า นี่ถือว่าผมยังแค่เตือนนะ ถ้าเกิดมันไม่หยุดยุ่งกับเธอ คราวหน้าเมียมันได้รู้แน่ว่า ธาตุแท้มันเลวแค่ไหน”
ปารณหัวเราะสะใจ พลางขับรถไปด้วย

ตอนเช้า มัศยาเข้ามาในบริษัท เก็บข้าวของตัวเองใส่ลัง ต๋องเข้ามาเห็น ตกใจมาก
“เจ๊หยี นี่เจ๊เก็บของทำไมเนี่ย จะลาออกเหรอ”
“ใช่ แต่ออกจากตำแหน่งผู้ช่วยประธานนะ ฉันจะกลับไปทำตำแหน่งรองผู้จัดการมาเก็ตติ้งเหมือนเดิม”
“อ้าว ทำไมต้องออกด้วยล่ะ เจ๊ก็ทำงานกับคุณน่านเข้าขากันดีไม่ใช่เหรอ”
“ก็ตอนนี้คุณน่านของแกเขาเก่งแล้วนี่ ไม่ต้องมีฉันเป็นผู้ช่วยเขาก็ทำงานได้ ไม่ต้องถามมาก ช่วยฉันย้ายของเร็วๆ เลย”

ต๋องเข้ามาช่วยยกลังงงๆ

มัศยาและต๋องยกลังมาวางที่โต๊ะในแผนการตลาด ทุกคนหันมามองด้วยความสนใจ
 
“อ้าว พี่หยีกลับมาทำตำแหน่งเดิมแล้วเหรอคะ”
“ใช่ พี่ขอย้ายกลับมาเองแหละ”
พนักงานมองหน้ากัน หันไปทางต๋อง ต๋องยักไหล่ไม่รู้เหมือนกัน ทันใดนั้นน่านฟ้าก็เดินเข้ามา
“อ้าวเจ๊ นี่ตกลงเอาจริงเหรอเนี่ย”
“จริงสิ คนอย่างฉันเคยทำอะไรเล่นๆ ด้วยเหรอ”
“แต่ผมยังไม่อนุมัติให้เจ๊ออกเลยนะ”
“แต่คุณท่านอนุมัติแล้วค่ะ”
น่านฟ้าหน้าเจื่อน
“ไม่ ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เจ๊กลับมาทำตำแหน่งเดิม เจ๊ต้องไปเป็นผู้ช่วยผม”
น่านฟ้าอุ้มลังสัมภาระมัศยาขึ้น มัศยารีบแย่งลังกลับ
“เอามานี่นะ”
“ไม่ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ยอม”
“ฉันบอกให้เอามาไง”
พนักงานมองกันใหญ่ ต๋องรีบไกล่เกลี่ย
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณน่าน เจ๊หยี ผมว่าไปตกลงกันให้ดีก่อนดีมั้ยครับ”
มัศยามองน่านฟ้าอย่างหงุดหงิด แล้วปล่อยมือ
“อยากได้งั้นก็เอาไปเลย”
มัศยาเดินออกไป น่านฟ้ารีบวางลังของแล้วเดินตามไป
“เดี๋ยวก่อนเจ๊
น่านฟ้ารีบตามมาคว้ามือมัศยาไว้
“จะไปไหนเจ๊ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ”
มัศยาหันมาพยายามทำใจเย็น
“มีอะไร ฮะ”
“เจ๊เป็นอะไรอ่ะ ทำไมจะต้องทำท่าทางรังเกียจผมขนาดนี้ นี่ถึงกับลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผมเลย ผมทำอะไรให้เจ๊ไม่พอใจเหรอ”
มัศยาอ้าปากจะพูด แต่ก็เปลี่ยนใจ
“เปล่า ฉันแค่เบื่อๆ เลยอยากกลับมาทำงานเดิมของฉัน”
“อยากทำเจ๊ก็ทำไปสิ ใครว่าอะไรเจ๊ล่ะ แต่ทำไมต้องเลิกเป็นผู้ช่วยผมด้วย ไหนบอกมาซิ”
“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ เอาเป็นว่าฉันตัดสินใจดีแล้ว ถ้าขืนคุณยังเซ้าซี้ไม่จบ ฉันจะลาออก”
น่านฟ้าสะอึกพูดไม่ออก มัศยาตัดสินใจเดินออกไป

น่านฟ้านั่งอยู่ในห้องทำงาน หมุนปากกา เอาเท้าพาดโต๊ะ ครุ่นคิดถึงทำพูดของนิรชา
“ถ้าคุณทำให้ฉันอึดอัดใจ ไม่สบายใจ หรือเสียใจ ฉันก็คงไม่อยากทำงานที่นี่หรอกค่ะ”
น่านฟ้าเซ็ง หันไปหยิบของใกล้มือปาไปที่ประตู
“โถ่เว้ย”
ต๋องเปิดประตูพรวดเข้ามาพอดี
“เย้ย เป็นไรครับคุณน่าน ปาของใส่ต๋องทำไม”
“เปล่า ฉันปาใส่ประตู แต่แกอยากซวยเปิดประตูเข้ามาเองนี่หว่า”
ต๋องยิ้มกวนๆ เข้ามาหาน่านฟ้า
“หงุดหงิด ง้อเจ๊หยีไม่สำเร็จใช่มั้ยครับ”
น่านฟ้าสะอึก แต่แกล้งทำเป็นฟอร์ม
“เปล่า”
“ไม่ต้องมาปิดต๋องหรอก คุณน่านกับเจ๊หยีน่ะ ดูง่ายจะตายไป จริงๆ ผมว่าน่าจะเป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยนะครับ จะได้ไม่ต้องมาปากแข็งวางฟอร์มกันแบบนี้”
“ตกลงแกเข้ามาทำไม หรือว่าปากว่าง พ่อจะได้เสยเข้าให้”
“โอ๊ะๆๆ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ต๋องแค่จะมาบอกว่า คุณน่านกำลังจะดังใหญ่แล้วนะครับ”
น่านฟ้าชะงักแปลกใจ
“แกหมายความว่าไงวะไอ้ต๋อง”

วิภามาหาสุกัญญาที่บ้าน เล่าบางอย่างให้ฟัง สุกัญญาตื่นเต้นมาก
“จริงเหรอคะพี่วิภา ที่ตาน่านได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสิบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง”
“ใช่ ฉันเองก็นึกไม่ถึงว่านายน่านมาบริหารมีโชคได้แป๊บเดียว ชื่อเสียงมันจะไปได้ขนาดนี้”
“ดีจริงเลยค่ะ ถ้าคุณโชครู้เข้าคงภูมิใจ”
“อย่าว่าแต่คุณโชคเลย แม้แต่ฉันเองยังภูมิใจเลย เธอเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ นะสุกัญญา ทำให้ตาน่านเป็นตัวแทนคุณโชค แล้วก็ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างของคุณโชคได้เป็นอย่างดี”
“ไม่ใช่เพราะดิฉันหรอกค่ะ พี่วิภาเองต่างหากที่ขัดเกลาตาน่าน ถ้าพี่วิภาไม่เอาชนะใจตาน่านได้ ป่านนี้ก็คงทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายอยู่ดี”
“นั่นสินะ อันนี้ฉันไม่เถียง”
สุกัญญาและวิภาหัวเราะกัน ระหว่างนั้น น่านฟ้าเดินเข้ามาสีหน้าไม่สบอารมณ์
“อ้าว แม่ใหญ่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“เป็นอะไร ฮะ เข้าบ้านมาก็หน้าตาบอกบุญไม่รับ”
“เปล่าครับ ผมเหนื่อยนิดหน่อย”
“เหนื่อยกายรึเหนื่อยใจล่ะ”
น่านฟ้าชะงัก
“เรื่องอื่นฉันอาจจะยุ่งกับแกได้ แต่เรื่องนี้ฉันขอบายนะ อ้อ เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวหนังสือเขาจะมาสัมภาษณ์แก ฉันให้เขาไปที่บ้านฉัน เธอด้วยนะสุกัญญา ถึงเวลาเปิดตัวแม่ตัวจริงของเจ้าน่านแล้ว ฉันอยากให้เขาได้สัมภาษณ์เธอด้วย”
“แต่คุณพี่คะ”
“นี่คือคำสั่ง ห้ามขัดใจฉันเด็ดขาด”

สุกัญญาเถียงไม่ออก

ตอนค่ำ น่านฟ้านั่งที่โต๊ะอาหาร เขี่ยข้าวเซ็งๆ สุกัญญามองแปลกใจ
 
“เพิ่งได้ข่าวดีมาไม่ใช่เหรอ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะลูก”
“ผมไม่ค่อยเข้าใจคนบางคนครับแม่”
“คนบางคนนี่หมายถึงหนูหยีใช่มั้ย”
“ทำไมแม่รู้ล่ะครับ”
“ถ้าแม่ไม่รู้นี่สิแปลก แม่เป็นแม่เรานะน่าน”
“ครับ ผมไม่เข้าใจเจ๊แกเลย อยู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนโกรธอะไรผม นี่ถึงขนาดลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผมเลยนะครับ”
“เราคงเคยทำอะไรให้เขาไม่พอใจล่ะสิ เขาถึงทนไม่ได้”
“งั้นผมควรจะทำยังไงดีครับแม่”
“ทำอย่างที่ใจเราอยากจะทำไง แม่ว่าคนที่รู้ดีที่สุดคือเรานั่นแหละน่าน”
น่านฟ้าครุ่นคิด

รถของน่านฟ้าแล่นมาจอดที่หน้าร้านดอกไม้ ขณะที่คนขายดอกไม้กำลังจะปิดร้าน น่านฟ้ารีบพรวดพราดมาที่หน้าประตูทันที
“อย่าเพิ่งปิดนะครับ ขอผมซื้ออีกช่อหนึ่งได้มั้ย”
“พี่จะกลับแล้วล่ะ”
“ขอผมแค่ช่อเดียวนะครับ ผมจะซื้อไปง้อแฟน ถ้าพี่ไม่ยอมขายให้ผม ผมต้องถูกแฟนทิ้งแน่ๆ เลย นะครับ นะๆๆ”
น่านฟ้าอ้อนวอนจนคนขายดอกไม้ใจอ่อน ยอมจัดดอกไม้ให้ โดยที่น่านฟ้ายืนคุมอยู่
“ผมว่าเอาอีกสีดีกว่ามั้ยครับ”
คนขายดอกไม้ชะงัก หันไปเปิดตู้แช่ดอกไม้ หยิบดอกไม้อีกช่อมาเสียบแทน
“ผมว่าดอกมันเล็กไป เอาดอกใหญ่ๆ เลยดีกว่า”
คนขายดอกไม้ชะงัก วางดอกไม้นั้น แล้วเปิดตู้หันไปหยิบลิลลี่ออกมา
“ไม่เอาดีกว่า ผมว่าอันเดิมดีแล้วครับ”
คนขายดอกไม้ชักไม่พอใจ หันมาดุน่านฟ้า
“ตกลงจัดเองเลยดีมั้ยคะ นี่มันดึกแล้วนะ”
น่านฟ้ายิ้มเจื่อนๆ
“เอ่อ ไม่ล่ะครับ ผมจัดไม่เป็น พี่จัดให้ผมดีกว่า ขอแบบสวยที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยขายมาเลยนะครับ”
คนขายดอกไม้ส่ายหน้าหงุดหงิด

เวลาต่อมา น่านฟ้าถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่อลังการมากเดินมาที่รถด้วยความปลาบปลื้ม แล้วลองยื่นไปข้างหน้า
“ดีกันนะเจ๊”
น่านฟ้าชะงัก ส่ายหน้าไม่พอใจ
“ไม่ดีกว่า มันดูธรรมดาไป เอาใหม่ๆ”
น่านฟ้าคุกเข่าลง ทำท่ายื่นช่อดอกไม้
“ผมตั้งใจซื้อให้เจ๊ อย่าโกรธผมอีกเลยนะ”
ป้าคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี เห็นน่านฟ้ายื่นช่อดอกไม้ให้ก็ตกใจ
“ป้าไม่โกรธหรอกหนุ่ม ว่าแต่ให้ป้าจริงเหรอ”
น่านฟ้ารีบลุกพรวดทันที
“ปะเปล่าครับ”
น่านฟ้ารีบไปขึ้นรถ วางช่อดอกไม้ที่เบาะข้างๆ อย่างทะนุถนอม
“ทำกันขนาดนี้ ถ้าไม่ดีกันก็ไม่รู้จะยังไงแล้วล่ะ”
น่านฟ้ายิ้มๆ ด้วยความหวัง

ค่ำนั้น นะดีนั่งทำการบ้านอยู่ข้างๆ มัศยาที่นั่งดูทีวีอยู่ ก่อนจะปิดสมุดลง สมใจนั่งถักเสื้ออยู่ข้างๆหันมามอง
“การบ้านเสร็จแล้วเหรอนะดี”
“เสร็จแล้วค่ะยาย”
สมใจวางมือจากไหมพรมตรงหน้าทันที
“ไป งั้นเดี๋ยวยายพาขึ้นนอนนะ”
สมใจหันมาบอกมัศยาซึ่งนั่งดูทีวีนิ่งเฉยมาก
“อย่านอนดึกล่ะหยี เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงานอีก”
“ค่ะแม่ มานะดี มาให้แม่หยีหอมก่อนมา”
นะดีรีบวิ่งไปหามัศยา มัศยากอดนะดีแน่น หอมแก้มไปด้วย นะดีเงยหน้ามองมัศยาอย่างแปลกใจ
“แม่หยีเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“เปล่าลูก ไปนอนเถอะ”
นะดีผละจากมัศยาไปจูงมือสมใจ เสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน มัศยาชะงักแปลกใจ เดินออกไปดู เห็นสินธุถือช่อดอกไม้มายื่นให้
“ผมให้หยีนะ เราคืนดีกันได้มั้ย”
มัศยาเงียบกริบพูดไม่ออก ทั้งสองมานั่งคุยกัน สินธุพยายามง้อมัศยา
“ทำไมหยีไม่เห็นพูดอะไรบ้างเลย”
“ฉันไม่มีอะไรจะพูด เรื่องที่อยากพูดก็พูดไปหมดแล้ว”
สินธุอ่อนใจ
“สินธุรู้ว่าทำกับหยีไว้แย่มาก สินธุยอมรับผิดทุกอย่าง หยีจะด่าจะว่า จะทุบตีสินธุก็ได้ แต่ขอให้กลับมาคุยกันดีๆ ได้มั้ย”
“เพื่ออะไร”
“เพื่อให้โอกาสสินธุได้แก้ตัวในสิ่งที่ทำผิดพลาดไปไง ตอนนี้สินธุรู้แล้วว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะแสนดีเท่าหยี สินธุโง่เองที่ทำไม่ดีกับหยีแบบนั้น ตอนนี้สินธุคิดได้แล้วนะ”
“คิดได้ยังไง ไหนบอกมาซิ”
สินธุควักซองกระดาษสีน้ำตาลออกมา ยื่นให้มัศยา
“นี่ไง มันพอจะพิสูจน์ได้บ้างมั้ย”
มัศยารับซองเงินมาเปิดดู เป็นแบงค์พันปึกหนึ่ง
“สินธุพยายามเก็บเงิน ทำโอที ทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาคืนหยีทั้งหมด หยีรู้มั้ยว่าตอนนี้สินธุได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายแล้วนะ อีกหน่อยสินธุคงพอเก็บเงินซื้อบ้านได้ แล้วก็พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับใครได้สักที”
“ขอบใจนะที่อุตส่าห์หาเงินมาคืน”
“หยีอภัยให้สินธุได้รึยังครับ”
“ฉันไม่ได้โกรธคุณนะสินธุ แต่ฉันแค่ทนพฤติกรรมคุณไม่ได้”
“โอเคๆ สินธุเข้าใจว่ามันคงเร็วเกินไป ที่จะให้หยียอมรับในตัวสินธุ งั้นอย่างน้อยๆ เราเป็นเพื่อนกันได้มั้ย แล้วสินธุจะพิสูจน์ตัวเองให้หยีเห็น ว่าสินธุเป็นคนใหม่แล้ว”

มัศยานิ่งเงียบแทนคำตอบ

รถของน่านฟ้าแล่นมาจอดหน้าบ้านมัศยา เขาลงจากรถอย่างอารมณ์ดี ในมือหอบช่อดอกไม้มาด้วย

เวลาเดียวกันนั้น มัศยาคุยกับสินธุสีหน้าอ่อนลง
“ดึกแล้ว กลับบ้านเถอะสินธุ หยีง่วงแล้วล่ะ ไว้วันหลังค่อยคุยกันนะ”
สินธุมองมัศยายิ้มๆ ดีใจ
“ครับ งั้นสินธุกลับล่ะ หยีจะได้พักผ่อน”
สินธุและมัศยาลุกขึ้นเดินไปที่ประตูบ้าน แล้วสินธุนึกขึ้นได้หันไปคว้ามือมัศยามาจับ
“ขอบคุณหยีมากนะที่อภัยให้สินธุแล้ว”
น่านฟ้ายืนอยู่พอดี ชะงักตกใจ หันหลังเดินออกจากบ้านไปทันทีด้วยความจ๋อย มัศยาแกะมือสินธุออก เอ่ยปากนิ่งๆ
“กลับบ้านดีๆ นะ”
“ครับ”
สินธุเดินออกไป มัศยายืนมอง ไม่ได้รู้สึกอะไร สินธุเดินออกมาหน้าบ้าน น่านฟ้าหลบดูอยู่ที่กำแพงรั้ว มองจ๋อยๆ ก้มลงมองช่อดอกไม้ในมือด้วยความเซ็ง

คืนนั้น แอนนานั่งดูทีวีอยู่ เสียงออดดังขึ้น เธอแปลกใจ เดินไปเปิดประตู เห็นน่านฟ้ายืนอยู่หน้าประตู พลางยื่นช่อดอกไม้ให้
“อ่ะ ผมให้”
แอนนารับดอกไม้มาดีใจมาก
“มุกไหนคะน่าน ถึงได้สวีทจัง”
“ผมขอเข้าไปข้างในได้มั้ย”
“เชิญสิคะ”
น่านฟ้าเดินตามแอนนาเข้ามาในห้อง แอนนามองช่อดอกไม้ปลื้มมาก

มัศยานั่งมองช่อดอกไม้ของสินธุอย่างครุ่นคิด
“แน่ใจเหรอว่าน้ำหน้าอย่างนายจะเปลี่ยนตัวเองได้จริงๆ”

แอนนายื่นแก้ววิสกี้ให้น่านฟ้า น่านฟ้านั่งเซ็งๆ
“คุณนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะคะน่าน นึกอยากจะมาหาแอนตอนไหนก็มา”
“ผมรบกวนคุณรึเปล่า ไม่งั้นผมกลับก่อนก็ได้นะ”
น่านฟ้าทำท่าจะลุก แต่แอนนาดึงแขนไว้
“เดี๋ยวสิคะ น่านก็รู้นี่ว่าแอนอยากให้น่านมาอยู่แล้ว คุณจะมาตอนไหนแอนก็ยินดี ต้อนรับคุณทั้งนั้นแหละค่ะ”
น่านฟ้าพิงพนักลงอย่างวางใจ
“ผมไม่รู้จะไปไหนดี ก็เลยนึกถึงคุณขึ้นมา”
“นึกถึงหรือว่า คิดถึงคะ”
“เอ่อ”
แอนนายิ้มกวนๆ
“แอนแซวเล่นค่ะ ไม่ว่าคุณจะมาเพราะอะไร ขอแค่คุณมาแอนก็ดีใจแล้วค่ะ”
น่านฟ้ามองแอนนาสีหน้าอ่อนลง
“ทำไมคุณถึงยังรอผมล่ะแอน ในเมื่อผู้หญิงอย่างคุณจะหาใครก็ได้”
“ก็แอนรักคุณนี่คะ อีกอย่างแอนเคยทำผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง แอนจะไม่ยอมผิดซ้ำอีกแน่ๆ ค่ะ”
แอนนาโผเข้าซบน่านฟ้าออเซาะ
“แอนรู้แล้วค่ะว่า ไม่มีใครที่แอนจะรักได้เท่าคุณอีกแล้ว”
น่านฟ้าเชยคางแอนนาขึ้นมา แล้วโน้มเข้าไปจะจูบ แต่แล้วก็ผละออก
“ผมขอโทษนะแอน”
น่านฟ้าหยิบวิสกี้ขึ้นมาดื่มต่อ แอนนามองน่านฟ้า ไม่เข้าใจ
“แอนรู้สึกว่าน่านมีอะไรในใจ”
“ถ้าคืนนี้ผมขอค้างที่นี่แอนจะว่าอะไรมั้ย”
“แอนจะไปว่าอะไรล่ะคะ ห้องนี้น่านอยากมาเมื่อไหร่ก็มาได้ค่ะ แอนอยากให้คุณมาอยู่แล้ว”
แอนนาโผเข้ากอดน่านฟ้าทันที

ตอนเช้า รถตู้ของทีมงานจากนิตยสารจอดอยู่หน้าบ้านวิภา ทีมงานทยอยขนกล้อง อุปกรณ์จัดแสงต่างๆ ลงมาจากรถ วิภายืนกำกับคนรับใช้อยู่
“อ่ะ ข้างในเตรียมของว่างเรียบร้อยรึยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
ต๋องปราดเข้ามาตื่นเต้นมาก
“คุณท่านมีอะไรให้ต๋องรับใช้มั้ยครับ”
“นายไปคอยดูแลความเรียบร้อยข้างในไป แล้วเดี๋ยวโทรตามเจ้าน่านด้วยนะ บอกว่าทีมงานเขามากันแล้ว แล้วนี่มัศยาไม่มาด้วยเหรอ”
ต๋องชะงักไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

มัศยานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ว่าไงต๋อง”
“เจ๊อยู่ไหนอ่ะ ทำไมไม่มาที่บ้านคุณท่าน นี่ทีมงานเขามากันหมดแล้วนะ ต๋องรับคนเดียวไม่ไหวนะเจ๊”
มัศยาคุยโทรศัพท์ไปด้วยสีหน้าไม่ได้เดือดร้อนอะไร
“ฉันไม่ได้ทำตำแหน่งผู้ช่วยคุณน่านแล้ว ฉันเลยไม่ไปน่ะสิ”
“ก็เพราะเจ๊ไม่ทำตำแหน่งนั้นไง จนป่านนี้คุณน่านอยู่ไหนก็ไม่รู้ ต๋องโทรตามก็ปิดมือถือ นี่ต๋องจนปัญญาจะตามหาคุณน่านแล้วนะ”
มัศยาชะงักคิด
“โทรถามคุณสุกัญญารึยังล่ะ”
“คุณสุกัญญากำลังรอคุณน่านอยู่ที่บ้านเนี่ย เจ๊มาช่วยต๋องรับมือหน่อยได้มั้ย นึกว่าสงสารต๋องเถอะนะ”
มัศยาตัดสินใจ

วิภายืนเครียดเป็นหนูติดจั่น หันไปถามต๋อง
“ตกลงติดต่อนายน่านได้รึยัง”
“ยังเลยครับ แต่เดี๋ยวเจ๊หยีคงจัดการได้ครับ”
วิภาพยักหน้ารับ สบายใจขึ้นนิดหนึ่ง
“ถ้ามัศยาตาม งั้นก็คงไม่มีปัญหา”
สุกัญญากับมัศยาเดินเข้ามา วิภาไม่เห็นน่านฟ้าก็แปลกใจ
“อ้าว แล้วตาน่านล่ะ”
“ยังติดต่อไม่ได้เลยค่ะ เมื่อคืนก็ไม่กลับมานอนบ้านด้วย”
“เธอไม่รู้เหรอมัศยาว่าตาน่านไปไหน”
“ไม่ทราบค่ะคุณท่าน นี่ดิฉันไปที่บ้านก็เลยรับคุณสุกัญญามาก่อนค่ะ”
วิภากลุ้มใจเครียดจัด
“บ้าจริง ไอ้น่านนะไอ้น่าน ทำดีมาตลอดมาดีแตกเอาวันนี้แหละ”
วิภาเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับ มัศยา สุกัญญาและต๋อง คอลัมนิสต์เดินเข้ามาคุยกับทุกคน
“คุณน่านฟ้ามาถึงรึยังคะ เดี๋ยวจะได้ให้ช่างแต่งหน้าลุยเลย”
วิภายิ้มแหยๆ หาข้อแก้ตัว
“ยังมาไม่ถึงเลยค่ะ แต่เวลานี้รถค่อนข้างติด คงติดอยู่บนถนนนี่แหละค่ะ”
“เหรอคะ งั้นรอได้อีกแป๊บหนึ่งนะคะ เพราะเดี๋ยวไม่ทัน พอดีวันนี้มีสองงานด้วยค่ะ”
วิภาและสุกัญญามองหน้ากันร้อนใจมาก
“งั้นดิฉันจะลองพยายามติดต่ออีกทีนะคะ”

มัศยาเดินออกไป

จบตอนที่ 11
กำลังโหลดความคิดเห็น...