xs
xsm
sm
md
lg

บ้านศิลาแดง ตอนที่ 8

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บ้านศิลาแดง ตอนที่ 8

ทางด้านหมอรุจน์จัมพ์ขั้วแบ็ตรถตัวเอง เข้ากับขั้วแบ็ตรถของตรัยที่จอดตายอยู่หน้าบ้านจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะออกปากว่าเขาจะเข้าไปดูอาการของเอกสิทธิ์ที่บ้านศิลาแดง

ตรัยรีบบอกว่าเขากำลังจะไปทำงาน เสร็จแล้วก็จะไปบ้านศิลาแดงเหมือนกัน พูดจบก็รีบบึ่งรถออกไป
ทันที
จังหวะนี้ จู่ๆ สุดาก็โผล่หน้ามาประชิดหน้า พอหมอรุจน์หันมาเห็นก็ตกใจ สะดุ้งโหยง
“จะตกใจอะไรนักหนา ไม่ใช่พวกโรคจิต พี่ตรัยอ่ะ?”
“เห็นบอกจะไปบ้านศิลาแดง นี่ก็กำลังจะไปเหมือนกัน”
สุดารีบเปิดรถเข้าไปนั่งทันที “ขอติดรถไปด้วยน้า”
หมอรุจน์ยื่นหน้าจ้องตาใกล้ๆ เพื่อจับผิด จนสุดาขนลุกซู่ซ่า
“จะไปไหน? มีอะไรเปล่าเนี่ย?”
“ไม่มีอะไร ก็แค่ขอติดรถเฉยๆ จะไปตามพี่ตรัยไปบ้านศิลาแดงน่ะ”

“วันนี้นึกไงไปบุกถึงบ้านศิลาแดง?”
หมอรุจน์หันมาถามสุดา ขณะนั่งอยู่ในรถด้วยกัน
“ก็ไม่มีอะไรนี่ ก็แค่ได้ยินพี่ตรัยเค้าเพ้อถึงคุณน้องพรบ่อยๆ ก็เลยอยากเห็นหน้าซะหน่อย”
หมอรุจน์หน้าจ๋อยๆ “เพ้อเลยเหรอ?”
“ใช่ เพ้อเลย สงสัย จะรักมาก”
“ก็เรื่องของเขา อืม หรือจะเข้าไปตรวจคุณเอกสิทธิ์วันหลังดี”
สุดาแว้ดขึ้นมาทันที
“ไม่ได้ ต้องไปวันนี้ดิ ไม่งั้นยัยแพร์รี่เอาตาย”
หมอรุจน์หันมามองอย่างงงๆ “อะไรนะ?”
สุดาหน้าตาเลิ่กลั่ก พยายามหาทางหนีทีไล่
“คือดาหมายความว่า ดาอยากรู้จักกับคุณน้องพร อยากจะเป็นเพื่อน เผื่ออีกหน่อยจะชวนไปดูหนัง กินข้าว เม้าท์มอย”
หมอรุจน์หันมองอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ
“ว่าแต่ ขอไปด้วยได้ป่ะล่ะ กินข้าวดูหนังน่ะ”
สุดามองค้อน “แหม เอาให้แผนสำเร็จ เอ๊ย ไว้ให้ดารู้จักคุณน้องพรเค้าก่อนเหอะ”
หมอรุจน์ยิ้มหน้าบาน

วิทวัสนั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้องทำงาน ครู่หนึ่งเดือนฉายก็กึ่งจูงกึ่งลากเพ็ญพรที่หน้าบึ้งเข้ามาในห้อง ก่อนที่เขากับเธอจะพูดจาแขวะกัดกันตามเคย จนเดือนฉายต้องรีบปราม
“แม่คะ เห็นไหมเนี่ย เพ็ญถึงไม่อยากมาไงคะ มาแล้วก็ต้องมาทะเลาะกับอีตานี่ ให้เพ็ญไปเถอะนะคะ”
เดือนฉายส่ายหน้า
“ที่แม่เห็นคือเราหาเรื่องเค้าก่อนนะ”
พอวิทวัสเอ่ยปากว่าวันนี้งานไม่ค่อยเยอะ ให้เพ็ญพรไปทำธุระตามที่ต้องการได้เลย เธอก็รีบยิ้มรับ พลางหันหลังจะรีบเดินออกไป แต่เดือนฉายรีบคว้าตัวไว้
“เพ็ญ ถ้าขืนลูกยังดื้อแบบนี้อีก แม่จะโกรธจริงๆ แล้วนะ วันนี้อยู่ช่วยตาวัสทำงาน เรื่องอื่นเราคุยกันรู้เรื่องแล้ว อย่าให้แม่ต้องพูดซ้ำอีกเข้าใจไหม?”
เพ็ญพรจำต้องพยักหน้ารับหน้าจ๋อย เดินคอตกไปนั่งที่เก้าอี้ เดือนฉายรีบฝากฝังให้วิทวัสช่วยดูแล ก่อนจะรีบเดินออกไป
วิทวัสมองอย่างครุ่นคิด นึกสงสัยอะไรบางอย่าง

สโรชานั่งดูทีวีอยู่พร้อมกับอาภาพรที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งก็หยิบขนมขึ้นมา กินไปเล่นไปจนหกเรี่ยราดเลอะเทอะ พอทั้งคู่เหลือบเห็นพรเพ็ญเดินเข้ามา ก็แอบสะดุ้ง เพราะกลัวจะโดนโวยวาย แต่กลายเป็นฝ่ายนั้นกลับก้มลงเก็บกวาดด้วยท่าทางเรียบร้อย ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว
สโรชามองตาม ก่อนจะหันมาทางอาภาพร
“แกสังเกตอะไรไหม? เหมือนมันกลับไปเป็นนังพรคนเดิม”
“ก็มีอยู่คนเดียว จะกลับไปเป็นคนไหนอีกล่ะคะ?”
“แกก็ลองดูเองสิ นั่นไงมันออกมาล่ะ”
พูดพลางพยักเพยิดไปทางพรเพ็ญที่ถือน้ำส้มใส่ถาดเดินตรงเข้ามา อาภาพรทำหน้าสงสัย ก่อนจะลุกขึ้นทำทีเดินไปหยิบของ แล้วแกล้งหันหลังกลับมาชนพรเพ็ญอย่างแรง จนเธอถึงกับถลาล้มลง แก้วตกแตกกระจาย
พรเพ็ญลุกขึ้นหันขวับกลับมามอง อาภาพรสะดุ้ง รีบถอยหนีไปหาสโรชา
“ขอโทษนะคะคุณภา พรไม่ได้ตั้งใจ”
พูดพลางก้มลงเก็ดกวาดเศษแก้วใส่ถาด สโรชาหันไปพยักเพยิดกับอาภาพร สายตาเจ้าเล่ห์ทั้งคู่ ก่อนจะเอียงหน้ามากระซิบกระซาบกัน
“แกเห็นไหม? ถ้าเมื่อวันก่อนนังพร มันคงฉีกอกแกไปแล้ว”
“จริงด้วย งั้นขอภาเทสต์อะไรอีกซักนิดนึงนะคะ”
พูดพลางลุกขึ้นทำเป็นก้มลงมาช่วย ก่อนจะแกล้งทำเป็นหยิบเศษแก้วใส่ถาด แล้วจงใจปาดไปที่มือของพรเพ็ญอย่างแรง
ในเวลาเดียวกัน เพ็ญพรที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของวิทวัสก็โดนคัตเตอร์บาดนิ้วจนเลือดไหลเป็นทาง เขารีบดึงมือเธอเข้ามาดู พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาซับเลือดให้
“ซุ่มซ่าม ทำอะไรก็เจ็บตัวตลอด เฮ้อ”
เพ็ญพรครุ่นคิด ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“ก็ไม่ซุ่มซ่ามนะ แน่ๆ เลย”
แววตาของเธอกังวล เป็นห่วง เหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรเพ็ญ

พรเพ็ญรีบกุมมือตัวเองที่เลือกไหลโชกแล้วเดินหนีไป สโรชากับอาภาพรลุกขึ้นมองตามไป ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“ท่าทางเราจะได้ความสนุกคืนมาแล้ว”
“ว่าแต่มันเป็นอะไรของมันคะคุณแม่ นึกจะร้ายก็ร้าย นึกจะหงิมก็หงิมยังกะคนละคนเลย”
สโรชานิ่งฟัง สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที

“คงไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดหรอกนะ”

วิทวัสก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดแผลให้เพ็ญพร ที่อดพูดจากวนใส่ด้วยความเคยปากไม่ได้

“พอเข้าโหมดนี้ เสน่ห์คุณหายเกลี้ยงเลย ไม่น่ารักเลย ให้ตายสิ”
เพ็ญพรเบ้ปาก “ใครอยากให้รักยะ?”
“แต่ก็ไม่แน่นะ คนในเครื่องแบบเค้าอาจจะรัก”
เพ็ญพรแอบเขิน เมื่อพูดถึงตรัย ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอรีบหยิบขึ้นมาดูแล้วก็ตกใจนึกขึ้นได้ แต่ยังไม่กล้ารับสาย วิทวัสนึกว่าตรัยโทร.มา ก็ยิ่งน้อยใจ
“ตายยากจริง เชิญหวานกันให้มดกัดตายเหอะ”
จากนั้นก็เดินเลี่ยงออกไป เพ็ญพรรีบกดรับสายทันที
“ยัยดา ฉัยขอโทษ”

“หา แล้วทำไมแกไม่โทรมาบอกฉันก่อน?”
สุดาตะโกนลั่นรถ จนหมอรุจน์หันมามองอย่างสงสัย
“นี่ฉันจะถึงบ้านแกอยู่แล้วแกจะให้ทำยังไง?”
“แกฉันขอโทษจริงๆ วันนี้ฉันติดแหง็กโดนตานั่นเฝ้าอยู่ที่ออฟฟิศเนี่ย เอาอย่างนี้แล้วกัน แกก็เข้าไปคุยกับพี่พรไปก่อน อธิบายเรื่องนั้นให้เค้าฟัง แล้วเดี๋ยวยังไงฉันโทร. ไปคุยกับเค้าอีกที เฮ้ย เท่านี้ก่อนนะแก”
พอวิทวัสเดินกลับเข้ามาเข้ามาพร้อมน้ำ เพ็ญพรเห็นเข้ารีบจัดแจงกดวางสายทันที
“กลัวจะคอแห้งตายรีบวางทำไมล่ะ จะคุยอะไรก็คุยไปสิ ผมไม่ว่าอะไรซะหน่อย”
“ก็แหงล่ะสิ คุณมีสิทธิ์มาว่าอะไรฉันล่ะ”
วิทวัสน้อยใจจนพูดไม่ออก ได้แต่คว้ามือเธอมาทำแผลต่อ เธอมองมาเห็นสีหน้าของเขาก็ชักสงสาร
“โกรธเหรอ?”
“เปล่า”
วิทวัสทำแผลให้เพ็ญพรเรียบร้อยแล้วลุกขึ้นเดินกลับไปที่โต๊ะ เธอมองเขาอย่างเห็นใจ

พรเพ็ญถอนหายใจเฮือก ที่มือของเธอติดผ้าพันแผลอยู่ตำเเหน่งเดียวกับเพ็ญพร
“ยังไงพี่ก็ไม่ยอมทำตามแผนน้องเพ็ญหรอกสุดา”
“ยังไงแผนสลับตัวของยัยเพ็ญก็คงไม่สำเร็จหรอกค่ะ เพราะคุณป้าจะมารับพี่พรเองพรุ่งนี้”
พรเพ็ญตกใจ
“คุณแม่น่ะเหรอ? แล้วคุณพ่อล่ะ? พี่ทิ้งคุณพ่อไปไม่ได้หรอก”

หลังจากหมอรุจน์ตรวจดูอาการเอกสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ก็หันมาถามป้าแจ่ม ที่เดินถือถาดน้ำเย็นมาวางให้
“ ทำไมอาการอยู่ดีๆ ก็เหมือนจะทรุดลงไปอีก?”
“นั่นสิคะ เนี่ยดูสีหน้าท่าก็ไม่ค่อยดีอีกแล้ว”
“ทานยา ทานอาหารตามที่สั่งรึเปล่าครับ?”
“คุณสโรชาเธอจัดการน่ะค่ะ ก็ไม่เห็นขาดนะ”
หมอรุจน์ทำหน้าสงสัย ขณะที่เอกสิทธิ์สะลึมสะลือเเทบไม่ได้สติ

ทางด้านตรัย ที่มาถึงบ้านศิลาแดง ก็ออกปากจะขอขึ้นไปเยี่ยมเอกสิทธิ์ทันที แต่สโรชากันท่าไว้ อ้างว่าหมอรุจน์กำลังตรวจดูอาการอยู่ ครู่หนึ่งวาทินีก็เดินนวยนาดเข้ามาในชุดกางเกงขาสั้นเสมอหู เสื้อรัดเปรี๊ยะ เขามองไปแล้วก็จำได้ว่าทันทีว่าเป็นเมียใหม่ของเชาว์
สโรชาหันมองอย่างไม่พอใจ
“เธอเข้ามาทำไมน่ะ มีธุระอะไรงั้นเหรอ?”
“ฉันก็อยากมาทักทายนายตำรวจรูปหล่อบ้าง จะเป็นอะไรไปล่ะคะ?”
วาทินีลอยหน้าลอยตาทำไม่สนใจ พลางส่งสายตายั่วยวนมาให้ตรัย
“วาทินีค่ะ เรียก นีเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”
อาภาพรยิ้มเยาะ “เมียเก็บของคุณพ่อเชาว์ไงคะพี่ตรัย”
วาทินีโมโห หันไปจ้องหน้าจะเอาเรื่อง ตรัยรีบปรี่มาสงบศึก
“คุณน้าผู้ชายไปไหนซะล่ะครับ?”
สโรชาไม่อยากให้ตรัยเข้ามาวุ่นวาย รีบดึงวาทินีมาใกล้ๆ พลางเอียงหน้าไปกระซิบ
“มีธุระกับฉันใช่มั้ย? ไปคุยกันทางนู้น”
จากนั้นก็รีบลากอีกฝ่ายออกไป ตรัยมองตามอย่างจับพิรุธ
“คุณน้าใจดีมากเลยนะครับ อุตส่าห์ให้ภรรยาใหม่มาอยู่บ้านเดียวกัน”
“คุณแม่เค้าจำเป็นน่ะค่ะ ไม่งั้นคงไม่ยอมให้มันมาอยู่หรอก”
“จำเป็นยังไงครับ?”
อาภาพรสะดุ้ง รีบหุบปาก
“ภาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกค่ะ ปกติภาไม่ค่อยยุ่งเรื่องคนอื่นเท่าไหร่”
ตรัยลอบมองอย่างจับผิด

สโรชาเปิดประตูห้องเข้ามา ก่อนจะผลักวาทินีลงไปหาเชาว์ที่นอนเล่นอยู่บนเตียง
“ดูแลคนของคุณด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ไปเพ่นพ่านกระดิกหางเห่าหอนไปทั่ว”
เชาว์ลุกขึ้นนั่งหันไปมองวาทินีอย่างงๆ
“อะไรกัน เธอทำอะไร?”
วาทินีเบะปาก ลอยหน้าลอยตา
“ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
สโรชายิ้มเยาะ
“ไม่ได้ทำเหรอ? แล้วไอ้ที่ไปเสนอหน้าทักทายอ่อยเหยื่อนายตรัยต่อหน้าคนอื่นตะกี๊มันคืออะไรล่ะ?”
เชาว์หันมาจ้องหน้าวาทินี สายตาดุ
“ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย? รู้ก็รู้อยู่ว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นตำรวจ”
“หยุดด่าได้แล้ว ไอ้ที่ฉันทำเนี่ย ก็เพราะอยากช่วยพี่หรอกนะ”
สโรชาโวยวายใส่ทันที
“ช่วยบ้าช่วยบออะไรของเธอ มันเรื่องอะไรจะต้องไปวุ่นวายกับนายตรัย”
“ก็ช่วยหาทางไม่ให้เค้าลากผัวเราไปเข้าตะรางไงคะคุณป้า ฉันรู้เรื่องแล้วย่ะ ไม่ต้องพยายามมาปิดฉันหรอก”
สโรชามองอย่างดูถูก
“รู้แล้วยังไง? คิดจะช่วยด้วยการไปอ่อยเหยื่อเค้าเนี่ยนะ หึ เค้าคงจะสนใจหรอก ส่องกระจกดูสารรูปตัวเองซะหน่อยนะ”
“ทำไม? ฉันมันเป็นยังไง อย่างน้อยฉันก็ยังสาวยังสวย ไม่เหี่ยวไม่ยานเหมือนคุณป้านะคะ”
สโรชาโมโหง้างมือขึ้นจะตบ เชาว์รีบปรามอย่างรำคาญ ก่อนจะหันไปแว้ดใส่วาทินี
“ไอ้ที่บอกจะช่วยน่ะ คือใช้วิธีโง่ๆแบบนี้น่ะเหรอ? หึ ฉันน่าจะรู้ว่าหัวสมองอย่างเธอจะทำอะไรได้”
วาทินีเดินกลับมาจ้องหน้าเชาว์ ก่อนจะพูดอย่างมั่นใจ

“คอยดูก็แล้วกัน”

อ่านต่อหน้า 2

บ้านศิลาแดง ตอนที่ 8 (ต่อ)

เดือนฉายขับรถมาตามทาง สีหน้าดูเคร่งเครียด นัยน์ตาเหม่อลอย พลางย้อนนึกถึงเหตุการณ์วันที่โดนเอกสิทธิ์เฉดหัวไล่ออกจากบ้าน

“ออกไปจากบ้านผมได้แล้ว แล้วก็ถ้าคุณรักลูกจริง ก็อย่าให้แกรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ต้องให้แกมารับรู้อะไรทั้งสิ้น”
“คุณเอก อย่าทำแบบนี้ คุณเอก”
เดือนฉายที่อุ้มลูกอยู่ ทรุดลงร้องไห้โฮ จนเคนรีบเข้ามาประคอง

คิดถึงตรงนี้สีหน้าของเดือนฉายก็ยิ่งหม่นเศร้า ก่อนที่คำพูดของทั้งพรเพ็ญและเพ็ญพรจะดังก้องขึ้นมาในหู
“ยังไงพรก็ทิ้งคุณพ่อไม่ได้หรอกค่ะคุณแม่”
“ถ้าคุณแม่เห็นสภาพของคุณพ่อตอนนี้ คุณแม่ก็ทิ้งไม่ลงเหมือนกัน”
เดือนฉายน้ำตาไหลอาบแก้ม ทันใดนั้นรถบรรทุกก็วิ่งสวนตรงเข้ามาในระยะกระชั้น ก่อนที่เสียงรถชนกัน
ดังโครมจะตามมา

เพ็ญพรกับวิทวัสวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนจะมายืนกระสับกระส่ายรออยู่ที่หน้าห้อง เขาเหลือบมองเห็นเธอหน้าเสีย น้ำตาคลอเบ้า คอยชะเง้อชะแง้มองในห้องอยู่ตลอด ก็เดินเข้ามาประคองไหล่ด้วยความสงสาร
“ใจเย็นๆ นะคุณ”
เพ็ญพรร้องไห้โฮ “คุณแม่ คุณแม่ต้องไม่เป็นไรนะ”
ครู่หนึ่งเคนก็เดินเข้ามา โดยมีกอล์ฟเดินตามมาติดๆ เพ็ญพรหันไปเห็นตา ก็ถลาเข้ามากอด ซบหน้าร้องไห้
“แม่เค้าเป็นไงบ้างเพ็ญ?”
เพ็ญพรเอาแต่ส่ายหน้าร้องไห้ จนวิทวัสต้องเป็นฝ่ายพูดแทน
“คุณหมอยังไม่ออกมาเลยครับ ตอนที่ทางโรงพยาบาลโทร. มาเห็นบอกว่าคุณป้ายังรู้สึกตัวอยู่”
เคนลูบหัวหลานสาวปลอบใจ ทั้งที่ตัวเองก็สีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน พอหมอเดินออกมา เพ็ญพรก็ถลาเข้าไปหาทันที
“คุณหมอคะ คุณแม่เป็นไงบ้างคะ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คือคุณเดือน…”

พรเพ็ญก้มกราบหมอน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ที่ปลายตาที่มีน้ำตาซึม สีหน้าเธอไม่สู้ดี นึกสังหรณ์ใจว่าอาจจะเกิดเรื่องร้าย แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร เดินมาจัดผ้าห่มพ่อให้เข้าที่เข้าทาง
เอกสิทธิ์ไอออกมาเสียงดัง ก่อนจะสำลักออกมา อาการดูย่ำแย่
“คุณพ่อ หายใจลึกๆนะคะ คุณพ่อต้องไม่เป็นไรนะคะ พรจะพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลนะคะ”

“พูดสิคะหมอ พูดสิคะ คุณแม่หนูเป็นยังไงมั่ง?”
เพ็ญพรคาดคั้นถามหมอเสียงดังลั่น
“เสียงจะดังไปไหนยัยเพ็ญ”
เสียงเดือนฉายดังสวนมา พร้อมกับที่พยาบาลเข็นรถเข็นที่เธอนั่งอยู่ออกมา ในสภาพใส่เฝือกที่ขา ตามร่างกายมีรอยเขียวช้ำเล็กน้อย
เพ็ญพรรีบโผเข้าหาแม่ทันที ตามด้วยคนอื่นๆที่กรูกันเข้ามา
“คุณแม่เป็นไงบ้าง? เจ็บตรงไหน? คุณแม่บอกเพ็ญมาสิคะ คุณหมอตรวจละเอียดรึเปล่า?”
เดือนฉายเขกหัวเพ็ญพรเบาๆ แล้วส่งสายตาเอ็นดูแกมดุ
“แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากซักหน่อย เห็นไหมเนี่ย”
เพ็ญพรมองสำรวจไปทั่วร่างของแม่ ก่อนจะถลาเข้าไปกอด ร้องไห้แบบเด็กๆ
“หมอตรวจดูอย่างละเอียดแล้วนะครับ นอกจากกระดูกร้าวที่เท้า กับฟกช้ำเล็กๆ น้อยๆ แต่เพื่อความแน่ใจระหว่างรอผลตรวจสมองอย่างละเอียด หมออยากให้คนไข้นอน รพ. เพื่อสังเกตอาการซักวันสองวัน คุณลูกสาวไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
วิทวัสยิ้มขำ
“คุณลูกสาวนี่ล่ะครับ ดูท่าอาการจะหนักยังไงคุณหมอช่วยเช็คสมองให้ด้วยนะครับ”
เพ็ญพรหันขวับมาจ้องวิทวัสตาเขียวทันที ก่อนจะเงื้อหมัดต่อยเปรี้ยง วิทวัสกระชากตัวกอล์ฟมารับหมัดแทนเต็มๆ

พรเพ็ญ ป้าแจ่ม ลุงเติม ช่วยกันเข็นรถเข็นเอกสิทธิ์ออกมาด้วยอาการร้อนรน จู่ๆ สโรชาก็โผล่เข้ามา พอรู้ว่าทั้งหมดจะหาเอกสิทธิ์ไปโรงพยาบาลก็โวยวายลั่นทันที
“ไม่ต้องไป เป็นแค่นี้เดี๋ยวก็หาย อย่าเว่อร์กันไปหน่อยเลย ก็แค่ท้องอืด ท้องเฟ้อธรรมดา เอายาธาตุป้อนไปก็เท่านั้น ไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งต้องเสียตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เธอรู้ไหม ยิ่งตอนนี้ค่าใช้จ่ายที่บ้านยิ่งเยอะอยู่ ได้ยินที่ฉันสั่งไหม? พาคุณเอกกลับไปนอนพักที่ห้อง แล้วก็รีบๆ เข้านอน พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาทำงานทำการกันแต่เช้า”
ขาดคำก็เดินเชิดหน้าออกไป พรเพ็ญได้แต่ยืนน้ำตาคลอเบ้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี

เพ็ญพรสะพายกระเป๋าใบเล็ก เดินรีบๆ กำลังจะออกจากห้องคอนโด เคนที่นั่งอยู่กับกอล์ฟรีบถามขึ้นทันที
“มีเรื่องอะไรใช่ไหม? เราไปรู้อะไรมาใช่ไหม?”
พูดพลางจ้องหน้านิ่ง จนเพ็ญพรต้องหลบสายตาแกล้งมองไปทางอื่น
“ไม่บอกก็ไม่บอก อย่างนั้นตาจะให้แม่เค้าเป็นคนเล่าให้ฟังจากปากเค้าเองล่ะกัน จำไว้นะลูก ไม่ว่าลูกจะได้รู้อะไร ตาอยากให้เราอโหสิให้กับคนที่เค้าทำกับเรานะ ตาโกรธ ตาเกลียดเค้าได้ แต่เราทำอย่างนั้นไม่ได้นะ เพราะอย่างน้อยเค้าก็ได้ชื่อว่าเป็น...”
เคนกำลังจะหลุดคำว่า “พ่อ” ออกมา ก็พอดีกับที่กอล์ฟเกิดสำลักอาหาร เพ็ญพรจึงรีบพูดตัดบท
“งั้นหนูไปหาแม่ก่อนนะคะ ทิ้งแม่ไว้กับอีตานั่นนานแล้ว เดี๋ยวจะมาทวงบุญคุณอีก”
เคนพยักหน้ารับ ก่อนจะบุ้ยใบ้ให้กอล์ฟรีบตามออกไปด้วย

เดือนฉายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่เตียง พลางมองมาที่วิทวัส แล้วจู่ๆ ก็โพล่งถามขึ้นมา
“ตาวัส ป้าถามตรงๆนะ ตาวัสชอบลูกสาวป้า....คนไหน?”
วิทวัสหน้าเหวอตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ อะไรนะครับ?”
“ป้าหมายถึง ตาวัสชอบเห็นตอนที่ยัยเพ็ญเป็นแบบไหนมากกว่ากัน”
วิทวัสได้แต่ยิ้มเขิน จนพูดไม่ออก
เพ็ญพรยืนเอาหูแนบฟังอยู่หน้าประตู กำลังจะอ้าแกบอกกอล์ฟว่าอย่าเพิ่งเข้าไป แต่ก็ไม่ทันการ
“ไอ้บ้ากอล์ฟ อดเลย”

จากนั้นก็รีบเดินตามเข้าไปอย่างหงุดหงิด

พอเข้ามาในห้อง กอล์ฟก็จัดแจงเดินไปนั่งข้างๆ เตียงเดือนฉาย พร้อมกับเบียดให้วิทวัสเขยิบออกไป เพ็ญพรแกล้งส่งสายตาดุใส่

“กอล์ฟ จะไปเบียดเค้าทำไม? จะให้ดีมันต้องนั่งทับ”
พูดพลางแกล้งเดินมาโยนกระเป๋าใส่วิทวัสอย่างแรง จนเดือนฉายต้องหันมาดุ
“ยัยเพ็ญ ชักเอาใหญ่แล้วนะเราน่ะ เคยตัวแล้วแบบนี้”
เพ็ญพรหน้างอขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบไล่ให้วิทวัสกลับไป
“เอ๊า มาถึงก็ไล่ ใจร้ายจัง จะขอบคุณซักคำก็ไม่มี”
เพ็ญพรไม่สนใจ จัดแจงดึงแขนเขาให้ลุกขึ้น พร้อมกับหยิบข้าวของ แล้วทั้งดันทั้งลากให้เขาออกจากห้อง ก่อนจะกระแทกประตูปิดเสียงดัง

พรเพ็ญนั่งมองสภาพพ่อ น้ำตาไหลพราก โดยมีมีป้าแจ่มคอยปลอบอยู่ข้างๆ ณัฐพงษ์ที่เตรียมตัวจะออกไปข้างนอก หันมาประตูห้องเปิดทิ้งไว้ ก็รีบเดินเข้ามาหา พลางออกปากถามว่าทำไมทำหน้าแบบนั้น พลางยื่นมือจะมาจับหน้า แต่พรเพ็ญปัดออก พร้อมกับที่ป้าแจ่มรีบเข้ามากันให้
“คุณท่านไม่สบายค่ะ คุณหนูเลยอยากจะพาไปโรงพยาบาล”
“ก็ไปสิจ๊ะ มายืนตีหน้าเศร้าทำไม? เอ๊ะหรือว่าคุณลุง ไม่ไหวแล้ว”
พูดพลางปรายตาไปมองเอกสิทธิ์ที่นอนอยู่ แล้วทำหน้าแหยงๆ พรเพ็ญเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“คุณพ่อจะต้องไม่เป็นอะไรค่ะ”
ป้าแจ่มรีบช่วยอธิบายว่าสโรชาสั่งไม่ให้ไป ณัฐพงษ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะอาสาเป็นคนพาไป เพ็ญพรนิ่งคิดอย่างลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง
ณัฐพงษ์แอบกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างดีใจ ท่ามกลางสายตาของป้าแจ่มที่มองมาอย่างไม่ไว้ใจ เช่นเดียวกับเอกสิทธิ์ที่ปากเผยอสั่น สายตามองจ้องอย่างไม่วางใจเหมือนกัน

ณัฐพงษ์ขับรถมาตามทางอย่างสบายอารมณ์ดี พลางคอยเหลือบมองในกระจกหลัง ลอบมองพรเพ็ญที่นั่งประคองเอกสิทธิ์อยู่เบาะหลัง จนฝ่ายถูกมองเริ่มหวาดระแวง

เสียงโทรศัพท์ของตรัยดังขึ้นกลางดึก เขาหยิบขึ้นมา ขยี้ตาเพ่งมองแล้วก็ทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะกดรับสาย
“ฮัลโหล ป้าแจ่มมีอะไรเหรอครับ? โรงพยาบาล? ได้จะไปเดี๋ยวเนี๋ยะ ป้าไม่ต้องห่วงนะครับ”
เขารีบกดวางสาย ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ณัฐพงษ์เหลือบมองดูผ่านกระจก เห็นพรเพ็ญกำลังดูแลเอกสิทธิ์อยู่ ก็ลอบยิ้มออกมา ก่อนจะค่อยๆ หักพวงมาลัยเลี้ยวออกนอกเส้นทางไป
พรเพ็ญที่เช็ดหน้าเช็ดตาให้พ่อเสร็จ ก็มองออกไปที่ด้านนอก ก่อนจะรู้สึกเอะใจ
“พี่ณัฐ พี่ณัฐขับผิดทางหรือเปล่าคะ? นี่มันไม่ใช่ทางที่จะไปโรงพยาบาลนี่คะ?”
อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร กลับยิ่งเหยียบคันเร่งขึ้นไปอีก จนพรเพ็ญเริ่มตกใจกลัว พลางกุมมือพ่อไว้แน่น
ณัฐพงษ์ขับรถเข้ามาจอดข้างทางเปลี่ยว พรเพ็ญหน้าซีดตกใจ กอดเอกสิทธิ์แน่น พลางพยายามมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่
เขาหันมายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พลางเอื้อมมาจับมือ เธอสะบัดออกอย่างแรง พร้อมกับเขยิบตัวเข้าหาพ่อ
“พี่ณัฐ จะทำอะไรน่ะ พาพรกับคุณพ่ออกไปจากตรงนี้นะ”
“พาไปแน่จ้ะ แต่ขอพี่มอบความอบอุ่นให้พรก่อนนะจ๊ะ”
พูดพลางพยายามจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด เอกสิทธิ์ตาเขม็งด้วยความโกรธ ปากสั่นเผยอ
พรเพ็ญพยายามขัดขืนทั้งจิกทั้งข่วน จนอีกฝ่ายเริ่มโมโห รีบเปิดประตูลงจากรถเดินอ้อมมาที่ด้านหลังอย่างรวดเร็วก่อนจะกระชากประตูออกอย่างแรง แล้วพุ่งเข้ามากอด พยายามลวนลามพรเพ็ญต่อหน้าต่อตาเอกสิทธิ์ ที่เม้มปากแน่น ตาเหลือกโพลงน้ำตาไหลอาบแก้ม
พรเพ็ญพยายามควานมือลงไปในกระเป๋า ก่อนจะหยิบมีดพกขึ้นมาจ้วงแทงไปที่ไหล่ของอีกฝ่ายเต็มแรง
ณัฐพงษ์สะดุ้งเฮือกลุกพรวดพราดขึ้นทันที ก่อนจะถูกจ้วงแทงอีกแผล
พรเพ็ญพยายามใช้แรงทั้งหมด ทั้งผลักทั้งถีบจนอีกฝ่ายล้มออกไปนอกรถ พลางรีบกดปิดล็อกประตูทุกด้านทันที
ณัฐพงษ์โผล่พรวดมาทุบหน้าต่างรถ เธอหวีดร้องลั่น พร้อมทั้งลนลานรีบปีนไปที่นั่งคนขับ พยายามควบคุมสติกำพวงมาลัยแน่น ก่อนจะตัดสินใจสตาร์ทรถแล้วขับพุ่งออกไปทันที

วาทินีวางท่านั่งกรีดกรายนั่งดื่มน้ำผลไม้อย่างสบายอารมณ์ ป้าแจ่มเดินเข้ามามองอย่างหมั่นไส้
“ถ้าคุณเสร็จแล้วก็ช่วยปิดไฟอะไรให้เรียบร้อยด้วยนะคะ”
“เรื่องอะไรมาสั่งฉัน แกสิต้องรับใช้ฉัน นังคุณหนูเจ้านายแกอยู่ไหน ไปเรียกมาให้ฉันด่าหน่อยซิ อบรม
ขี้ข้ายังไง?”
“ คุณหนูเธอไม่อยู่หรอกค่ะ เธอพาคุณท่านไปโรงพยาบาล”
พูดจบก็เดินออกจากห้องครัวไปอย่างรำคาญ
“ไปโรงพยาบาลงั้นเหรอ? งั้นในห้องก็ไม่มีใครอยู่สินะ”
วาทินีแสยะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์


ตรัยเดินตรงลิ่วเข้ามาในโรงพยาบาล พร้อมกับที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงที่เอกสิทธิ์นอนอยู่เข้ามา โดยมี
พรเพ็ญเดินตามเข้ามาอย่างเป็นห่วง จนรถถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน
พรเพ็ญหันมาเห็นเป็นตรัยก็ปล่อยโฮออกมาทันที จนเขาต้องรีบกอดปลอบไว้
“ใจเย็นๆ คุณลุงต้องไม่เป็นไร มือน้องพรไปโดนอะไรมา?”
พรเพ็ญตกใจพยายามซ่อนมือที่เปรอะเลือดไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันเพ็ญพรที่กำลังเดินเข้ามาในโรงพยาบาล พลันสายตาเหลือบไปเห็นทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่ ก็ตกใจอ้าปากค้าง ลุกลี้ลุกลน รีบแอบเข้าหลังเก้าอีที่นั่งพัก ก่อนจะชะเง้อมองออกไปอย่างระวัง สีหน้าครุ่นคิด
“คุณพ่อ? หรือคุณพ่อจะเป็นอะไร?”
ทางด้านตรัยก็พยายามดึงมือของพรเพ็ญขึ้นมาดู แต่เธอก็รีบดึงกลับ
“บอกพี่มานะว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“ช่างมันเถอะค่ะพี่ตรัย ไว้พรจะเล่าให้ฟังนะคะ ตอนนี้พร พรเหนื่อยเหลือเกิน”
ตรัยกุมมือพรเพ็ญไว้ด้วยความเป็นห่วง ไม่ต่างจากเพ็ญพร

วาทินีเข้ามารื้อค้นในห้องพรเพ็ญเพื่อจะหาของมีค่า แต่กลับเจอแต่กระปุกใส่เงินเพียงไม่กี่บาท พลางเหลือบไปเห็นโน้ตบุ๊คที่วางอยู่ที่โต๊ะเตี้ยๆ ข้างเตียง ก็รีบเดินรี่ไปเปิดดู จนสายตาไปเห็นโฟลเดอร์ที่เขียนว่า “ลับ” เมื่อเปิดออกดูก็อ้าปากค้าง ตาโตตกใจ
“นี่มัน ไอ้พี่เชาว์เอ๊ย จะถูกจับก็งานนี้ล่ะวะ”
จังหวะที่กำลังจะคว้าโน้ตบุ๊คออกจากห้อง จู่ๆ เสียงป้าแจ่มก็แทรกขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงกุกกัก นึกว่าพรเพ็ญกลับมาแล้ว วาทินีรีบวิ่งไปแอบอยู่หลังประตู
ป้าแจ่มเข้ามาในห้องมองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใคร ก็นึกว่าหูฝาด จากนั้นก็รีบเดินออกไปพร้อมกับดึงประตูปิด
วาทินีถอนหายใจโล่งอก พลางมองดูโน้ตบุ๊ค แล้วตัดสินใจเอาไปวางไว้ที่เดิม ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป

“มิน่าล่ะ นังหนูพรมันถึงมาทำดีกับฉัน”
เชาว์ตบหมอนที่วางอยู่บนขาตัวเอง สีหน้าดูหงุดหงิด วาทินียิ้มเยาะ
“อยากจะเคลมเด็ก เป็นไงล่ะ เกือบจะเข้าคุกเพราะเด็กซะแล้ว แล้วนี่จะเอายังไงต่อไป”
“จะไปรู้มั้ยเนี่ย? ฮึ่ย นังเด็กนั่นเห็นซื่อๆ แสบจริงๆ”
“ก็เอาไว้รอมันกลับมา เราค่อยจัดการเอาคืนมันดีมั้ย?”
เชาว์พยักหน้ารับ กอ่นจะนึกขึ้นมาได้ “แล้วตะกี๊เธอลบมันทิ้งไปหรือยัง?”
“ขืนไปลบของมัน มันก็รู้สิว่ามีคนไปยุ่งกับคอมมัน แล้วอีกอย่างถึงจะลบ พ่อตำรวจรูปหล่อนั่น ก็ส่งให้มันใหม่ได้อยู่ดี”
เชาว์หน้าเครียด
“แล้วไอ้ที่บอกจะจัดการไม่ให้ไอ้ตำรวจนั่นมาเหยียบที่นี่ได้อีกน่ะ มันเมื่อไหร่ หรือต้องรอให้ฉันติดคุกก่อน”
“แหม ใจเย็นหน่อยสิพี่ ขออย่างนี้มันต้องรอโอกาสและเวลา”
“ให้มันรีบๆ หน่อยล่ะกัน ไม่ใช่เห็นหน้าไอ้ตำรวจนั่นแล้วใจอ่อนล่ะ”

วาทินีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็แอบยิ้มมุมปากอย่างพอใจ

อ่านต่อหน้า 3

บ้านศิลาแดง ตอนที่ 8 (ต่อ)

“พี่บอกแล้วว่าคุณลุงต้องไม่เป็นไร” ตรัยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพลางถามต่อ

“ว่าแต่จะเล่าให้พี่ฟังได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น แผลที่มือน้องพร ฝีมือใคร?”
“เอ่อ คือ พรคงโดนอะไรไม่รู้ตอนที่รีบๆ พาคุณพ่อมา รพ.น่ะค่ะ”
พรเพ็ญตอบเลี่ยงไป ก่อนจะออกปากให้เขากลับไปพักผ่อนด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“แค่นี้พรก็เกรงใจมากแล้วค่ะ”
“น้องพรเปลี่ยนไปอีกแล้วนะครับ วันนี้เรียบร้อยผิดปกติ”
พรเพ็ญขึ้นนึกได้ ก็รีบตัดบท “แล้วเจอกันนะคะ”
“โอเค. ครับ มีอะไรโทร.มานะครับ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาเยี่ยมใหม่ แล้วก็คุณต้องเล่าให้ผมฟังนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
พูดจบตรัยก็เดินเลี่ยงไป พรเพ็ญรีบปิดประตูด้วยความโล่งใจ ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นมาอีกครั้งพอเธอเปิดประตูออก ก็ถึงกับตกใจ เมื่อเห็นเพ็ญพรยืนอยู่ที่หน้าห้อง

ประตูห้องของเดือนฉายค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับที่เพ็ญพรเดินเข้ามาเบาๆ จนเกือบจะย่อง พลางชะเง้อมอง เห็นแม่กับกอล์ฟหลับสนิท จึงหันไปกวักมือเรียกพรเพ็ญให้เข้ามา
“คุณแม่เป็นไงบ้าง?”
เพ็ญพรเอามือขึ้นมาจุ๊ปาก แล้วค่อยๆ พูดกระซิบ
“หมอบอกไม่เป็นอะไรมาก”
พรเพ็ญถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะพากันเดินย่องๆเข้ามาหาเดือนฉายที่เตียง พลันเสียงกรนของกอล์ฟ ก็ดังขึ้น เพ็ญพรรีบกดพรเพ็ญให้นั่งย่อลงแอบอยู่ข้างเตียง พอหันไปเห็นกอล์ฟยังหลับต่อ ก็ค่อยๆ ดึงอีกฝ่ายขึ้นมา
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้นะ คุณพ่อกับคุณแม่ต้องมาเป็นอะไรพร้อมกัน”
“ใช่ ทีกับไอ้พวกชั่วๆ พวกนั้นกลับเชิดหน้าชูคอสบายใจ”
พรเพ็ญเอื้อมมือไปจับมือของเดือนฉายแววตาเศร้า
“คุณแม่ขา อย่าเป็นอะไรนะคะ พรห่วงทั้งคุณพ่อและคุณแม่นะคะ”
“เดี๋ยวเพ็ญขอสลับไปดูคุณพ่อบ้างนะพี่พร”
“ไม่ได้”
คู่แฝดถึงกับสะดุ้งเฮือก หันไปมองเห็นกอล์ฟยังนอนหลับตา แต่มือไม้โบกไปมา
“ไอ้เจ้าบ้ากอล์ฟ มาละเมออะไรเอาตอนนี้ ไปหาที่คุยกันหน่อยดีกว่าพี่”
ทั้งคู่พากันเดินออกจากห้องไป พร้อมกับที่เดือนฉายค่อยๆ ลืมตาขึ้น

“อะไรนะ? นี่มันทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
เพ็ญพรโวยวายเสียงลั่น พรเพ็ญก้มหน้านิ่ง น้ำตาคลอ
“เลวที่สุด พี่น่าจะเอามีดเจี๋ยนมันซะให้กุดเลยไอ้คนหื่นแบบนี้”
“พี่ไม่คิดเลยนะว่าตัวเองจะพาคุณพ่อมาถึงที่นี่ได้ เพ็ญรู้ไหม ตอนนั้นพี่คิดขึ้นมาว่าถ้าพี่เก่งได้ซักครึ่งหนึ่งของเพ็ญก็คงจะดี”
เพ็ญพรยิ้มให้แฝดพี่อย่างภูมิใจ
“โธ่พี่พร แค่นี้พี่ก็เก่งมากแล้ว พี่สาวของเพ็ญ เก่งที่สุดเลย”
2 คนพี่น้องกอดกันแนบแน่น

เอกสิทธิ์ที่นอนหลับหายใจแผ่วอยู่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง พลางพยายามกะพริบตาถี่ๆ จนภาพเริ่มชัดขึ้นพอเห็นว่าเป็นใคร ก็ตาเบิกโพลง สีหน้าตกใจขึ้นมาทันที
เดือนฉายเดินช้าๆ มาข้างเตียง พลางมองเอกสิทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“คุณเอก”
เมื่อเห็นสภาพของอีกฝ่าย เธอก็ถึงกับน้ำตาเริ่มคลอ พลางทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ เตียง ก่อนจะเอื้อมมือไปหาเอกสิทธิ์ ลังเลอยู่ว่าจะจับดีหรือไม่? แต่ก็ตัดสินใจจับมืออีกฝ่ายขึ้นมากุมไว้
เอกสิทธิ์มองจ้องเดือนฉาย สีหน้าทั้งดีใจ ทั้งเศร้าสร้อย ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ทำไมคุณถึงเป็นแบบนี้? ที่ลูกบอกมา ฉันยังไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นขนาดนี้ มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณเอก?”
เอกสิทธิ์พยายามผงกหัวขึ้น ปากก็เผยอพยายามจะพูด แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ได้เพียงมองอีกฝ่ายคล้ายอยากจะบอกอะไร

หมอรุจน์ทำแผลให้ณัฐพงษ์เสร็จ ก็ถามขึ้นมาว่าบาดแผลคล้ายโดนทำร้าย จะแจ้งความไหม ? อีกฝ่ายรีบปฏิสธทันที ก่อนจะกระโดดลงจากเตียง ดึงเสื้อขึ้นมาใส่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร.ออก
“เออ มารับด้วย โรงบาลตรงทางแยกที่เคยมาน่ะ ไม่ต้องถาม รีบมารับก็พอ”
จากนั้นก็กดวางสาย พลางเหลือบดูแผลตัวเอง ก่อนจะกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ
“นังพร แกเตรียมโดนเอาคืนได้เลย”

หมอรุจน์เดินตามาทาง จนเกือบจะเดินชนกับสุดาที่เดินจ้ำๆ มา ฝ่ายหลังรีบบอกอย่างลนลานว่า
เอกสิทธิ์เข้าโรงพยาบาล
“ อ้าว ไม่รู้เรื่องเลย มัวแต่ดูคนไข้ทางนี้ เออ จริงสิ คนไข้เมื่อกี้ณัฐพงษ์ก็ลูกเลี้ยงคุณเอกสิทธิ์นะ เคยเห็นเขาที่บ้านศิลาแดงแว่บๆ”
“ทำไม? เค้าเป็นอะไรมาเหรอ?”
“เหมือนโดนทำร้ายมา แต่ถามอะไรก็ไม่ยอมบอก”
สุดานึกขึ้นมาได้ ก็ตาโต ตกใจ
“แย่แล้ว ทำไมมาอยู่รพ. เดียวกันหมดเลยอ่ะ?”
หมอรุจน์ขมวดคิ้วสงสัย ?

ทางด้านพรเพ็ญที่กำลังจะเปิดประตูห้อง หมอรุจน์ก็รีบตรงรี่เข้ามาทัก โดยมีสุดาเดินตามมาติดๆ
“คุณพร ผมเพิ่งรู้จากสุดา เป็นอะไรมากมั้ยครับ?”
พรเพ็ญได้ฟัง ก็ทำท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีก
“ช่วยคุณพ่อด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ คุณพ่อคุณปลอดภัยแน่นอนครับ”
พรเพ็ญรีบยกมือไหว้ “ขอบคุณมากค่ะ”
หมอรุจน์ตกใจ รีบคว้ามือไว้ “ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับ”
พรเพ็ญนึกได้ รีบหันมองสุดา
“ว่าแต่สุดารู้ได้ยังไงว่าคุณพ่อไม่สบาย”
สุดาอึกอัก “เอ่อ คือพี่ตรัยบอก ใช่แล้วพี่ตรัยบอก”

พรเพ็ญกับหมอรุจน์พยักหน้าเข้าใจ ไม่ติดใจสงสัยอะไร

เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าแจ่มยืนคุยโทรศัพท์บ้านอยู่ในห้องครัว ลุงเติมยืนอยู่ข้างๆ ท่าทางกระวนกระวาย

“ป้ากำลังเป็นห่วงอยู่เลยค่ะคุณหนู เนี่ย ป้ากำลังจะให้ลุงเติมไปดูที่โรงพยาบาลเลย เหรอคะ คุณท่านไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมคะ ค่ะได้ค่ะ คุณหนู”
พอวางสาย ก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะรีบหันมาบอกลุงเติม
“คุณหนูอยู่กับคุณท่านที่โรงพยาบาลแล้ว”
“เฮ้อ ฉันล่ะโล่งอก พอรู้ว่าออกไปกับคุณณัฐฉันนอนแทบไม่หลับเลย”
ป้าแจ่มพยักหน้าหงึก
“นั่นสิ นี่ไม่อยากจะเชื่อนะว่าอย่างน้อยคุณณัฐแกก็พอจะพึ่งพาได้อยู่บ้างนะ”
วิทวัสเดินถือกระเช้าของเยี่ยมเข้ามาในโรงพยาบาล ขณะที่ตรัยก็เดินถือกระเช้าเข้ามาอีกมุมหนึ่ง จังหวะที่ทั้งคู่เดินมาเจอกัน ต่างคนต่างชะงักมองหน้ากัน ก่อนที่ตรัยจะเป็นฝ่ายทักขึ้นมาก่อน
“ไงคุณ มาเยี่ยมใครล่ะ?”
วิทวัสมองหน้าอีกฝ่าย ยังหมั่นไส้ไม่หาย เลยแกล้งตอบแบบยียวน
“เดี๋ยวนี้จะเยี่ยมใคร ต้องลงบันทึกประจำวันด้วยเหรอครับคุณตำรวจ”
อีกฝ่ายรู้ทัน พูดสวนกลับทันที
“ไม่ต้องหรอกครับ จะเยี่ยมใครก็เยี่ยมได้เลย ถ้าไม่ใช่แฟนคนอื่น”
วิทวัสหน้านิ่ง เริ่มโกรธจริงๆ ขึ้นมาแล้ว
“หมายถึงแฟนใครเหรอครับ? เจ้าตัวเค้ารับหรือยัง หรือว่าคิดไปเอง”
“เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูดออกมาก็รู้กันครับ มีแต่คนนอกเท่านั้นที่ไม่รู้”
ตรัยยักคิ้วให้ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอย่างผู้ชนะ วิทวัสมองตามอย่างโมโห
“คม คมตายล่ะ พูดเสร็จแล้วเดินหนีทำไมวะ? ไม่แน่จริงนี่หว่า”
พูดจบก็นึกได้ รีบจ้ำไปทางเดียวกัน เพราะกลัวจะช้ากว่าตรัย

เพ็ญพรพยายามจะป้อนข้าวต้มให้เดือนฉาย แต่อีกฝ่ายยืนยันจะตักทานเอง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาปุบปับ
“เออ เห็นแล้วนึกขึ้นได้ ไอ้แพลนงานเปิดตัวน้ำผลไม้ที่เราเซ็ทขึ้นมาน่ะ”
เพ็ญพรทำตาปริบๆ “ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะแม่ หรือว่าอีตานั่นเค้าบ่นอะไร?”
“จำไม่เห็นได้เลยแฮะ ว่าไปบ่นตั้งแต่เมื่อไหร่?” วิทวัสเปิดประตูเดินถือกระเช้าของเยี่ยมเข้ามา “นินทาอะไรให้มันเบาๆ หน่อยคุณ”
พูดพลางเอาของเยี่ยมไปวาง ก่อนจะยกมือไหว้ทักทายเดือนฉาย พลางถามอาการ
“จ้ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”
เพ็ญพรมองค้อน “รถชนนะยะ ไม่ได้สะดุดล้ม จะได้หายไวขนาดนั้น”
“สะดุดล้มไม่เจ็บหนัก สะดุดรักเจ็บเจียนตาย”
กอล์ฟเสนอหน้าเดินเข้ามา พลางเก๊กเสียงหล่อ วิทวัสยิ้มขำ ก่อนจะเปิดประเป๋าสตางค์ หยิบเงินส่งให้กอล์ฟไปซื้อขนม ฝ่ายนั้นรีบคว้าไป ก่อนจะวิ่งเริงร่าออกจากห้องไปทันที
“เออ จริงสิ ตะกี๊ผมเจอพ่อตำรวจรูปหล่อของคุณแน่ะ นึกว่ามาเยี่ยมคุณเดือนซะอีก”
เดือนฉายมองเพ็ญพรอย่างสงสัย “ตำรวจที่ไหนกัน?”
เพ็ญพรทำท่าอึกอัก หันไปค้อนวิทวัส
“หมวดตรัย พี่ชายยัยสุดาไงคะ”
วิทวัสพยักหน้าหงึก
“อ๋อ พี่ชายเพื่อน แล้วเค้ามาเยี่ยมใครล่ะ?”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
ตรัยหันมาตอบ ขณะช่วยพรเพ็ญเลื่อนโต๊ะอาหารคนไข้เข้ามาที่เตียง ก่อนจะปรับเตียงให้เอกสิทธิ์นั่งขึ้นมา
“คงมาเยี่ยมคนรู้จักมั้งคะ”
“ก็คงจะอย่างนั้น ทีแรกผมคิดว่าเค้าจะมาเยี่ยมคุณลุงซะอีก รู้จักกันมานานแล้วเหรอ?”
พรเพ็ญอึกอัก “คะ เอ่อ ก็ ไม่นานมากค่ะ”
“แต่ผมว่าเค้าดูแปลกๆกับน้องพรนะ”
พูดพลางมองหน้าพรเพ็ญ สีหน้าจริงจัง ประมาณว่าหึงนิดๆ
“ก็แบบเหมือนจะชอบน้องพร”
พรเพ็ญหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบขอตัวออกไปนอกห้อง ตรัยมองมาเห็นท่าทีแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ
ทางด้านวิทวัสก็โวยวายเอากับเพ็ญพร
“เป็นสิ มันจะไม่เป็นอะไรได้ยังไง? สายตามันฟ้องซะขนาดนั้น ผู้ชายด้วยกันเค้าดูออก ผมว่าเค้าชอบคุณชัวร์เลย”
เพ็ญพรหน้าแดง แกล้งทำเป็นพูดตลกกลบเกลื่อน
“เป็นหมอดูตั้งแต่เมื่อไหร่ยะ?”
“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วย คิดอะไรกะเค้าป่ะเนี่ย?”
เพ็ญพรมองค้อน ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงไปนอกห้อง วิทวัสกับเดือนฉายยิ้มขำ

ทางด้านสโรชาก็โวยวายกับป้าแจ่มและลุงเติม ที่ไม่มีใครบอกเธอเรื่องเอกสิทธิ์ไปโรงพยาบาล
“แล้วฉันก็บอกแล้วว่าคุณเอกเค้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังจะรั้นขัดคำสั่งของฉันอีกนะ คุณหนูของแกน่ะ”ป้าแจ่มรีบแก้ตัวแทน “คุณณัฐเธออาสาเองนะคะ”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว”
ขาดคำสโรชา วาทินีที่นั่งกินข้าวอยู่ ก็หัวเราะขึ้นมา
“หัวเราะอะไรของแก?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่นึกแล้วก็ขำเอง พอดีเป็นคนเส้นตื้นน่ะค่ะ ใช่ไหมพี่เชาว์?”
เชาว์เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไ ม่ตอบอะไรใคร อาภาพรโวยต่อ
“นึกบ้านึกบออะไรของแก อย่ามาสำบัดสำนวนตีฝีปากกับพวกฉันนะยะ”
“ก็ไม่ได้นึกอะไรมากหรอก แค่นึกว่าหายกันไปทั้งคืนอย่างนี้สงสัยจะ... ยิ่งนึกก็ยิ่งขำ ดีจังนะคะๆ”
จังหวะนั้นณัฐพงษ์ก็เดินเข้ามาในสภาพกระเซอะกระเซิง สโรชารีบลุกขึ้นเดินมาดักหน้าไว้
“แกนึกยังไงของแกถึงได้ขัดคำสั่งแม่”
พลางเอื้อมมือไปจับแขนลูกชาย แต่อีกฝ่ายรีบสลัดออกทันทีเพราะโดนแผล
“แกไปโดนอะไรมา?”
ณัฐพงษ์ชักหงุดหงิดไม่ตอบอะไร ก่อนจะเดินหน้าบึ้งเลี่ยงขึ้นข้างบน

สโรชาเดินออกมาที่หน้าบ้านพร้อมกับอาภาพร ที่ทำท่าไม่ค่อยอยากไป
“ทำไมคุณแม่จะต้องลากหนูไปไหนมาไหนด้วยทุกทีเลยเนี่ย?”
“แล้วแกทำไมจะต้องบ่นทุกทีเหมือนกัน แกเลิกบ่นซะทีเถอะ แกต้องขอบใจฉันถึงจะถูก ที่ฉันช่วยแกสร้างภาพให้ดูเป็นคนดีในสายตาคนอื่น ฉะนั้นอย่าบ่น ไปเร็วๆ ขึ้นรถ”
อาภาพรเดินสะบัดขึ้นรถอย่างไม่เต็มใจ สโรชาหันมามองเห็นวาทินียืนยิ้มเยาะอยู่ ก็เบ้ปากใส่ก่อนจะขึ้นรถ จากนั้นลุงเติมก็เคลื่อนรถออกไป
วาทินียืนกอดอกมองตาม แล้วเชิดหน้าใส่
“ศึกแม่เลี้ยงกะลูกเลี้ยง รอซ้ำคนที่มันแพ้ดีกว่า”

ณัฐพงษ์ที่นอนอยู่ที่เตียงขมวดคิ้วสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูรัว
“ใครวะ? คนจะหลับจะนอนโว้ย”
เสียงเคาะประตูยังดังไม่หยุด เขารีบลุกพรวดขึ้นเดินกระแทกไปที่หน้าประตู ก่อนจะกระชากประตูเปิดออกอย่างแรง
“พ่อใครตายวะ?”
เชาว์ยืนเงื้อมือค้างอยู่หน้าประตู
“คงไม่ใช่พ่อแกละกันมั้ง ไอ้ณัฐ” พูดพลางมองไปที่แผลของลูกชาย “ฝีมือน้องสาวต่างพ่อสุดสวยของแกใช่ไหม? บอกพ่อมาว่าแกไปทำอะไรนังนั่นมันเข้าล่ะ?”
“ก็ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
เชาว์หัวเราะในลำคอ
“ไม่ได้ทำอะไรมันแต่ให้มันเอาอะไรมาจิ้มแกเล่นๆ ว่างั้น ถึงแกไม่บอกพ่อก็พอจะเดาออก นังนี่มันฤทธิ์มากขึ้นทุกวัน”
ณัฐพงษ์มองพ่ออย่างแปลกใจ
“ทุกทีก็เห็นคุณพ่อหาโอกาสหลีมันอยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมอยู่ๆ....”
เชาว์หน้าเจื่อนไป แกล้งพูดกลบเกลื่อน
“หลีเหลออะไรกันเล่า แกก็พูดไป เข้าเรื่องเลยดีกว่า พ่อว่าเราคงต้องร่วมมือกันจัดการมันซะแล้วล่ะ”
ณัฐพงษ์ยักไหล่ ทำเหมือนไม่สนใจ
“ทำไมต้องร่วมมือ? ก็แค่ผู้หญิงคนเดียว”
“แค่ผู้หญิงคนเดียว หึ แต่ทำแกสารรูปเป็นแบบนี้เนี่ยนะ”
ณัฐพงษ์รู้สึกเสียหน้า รีบหันมาซักไซร้พ่อ
“ว่าแต่นังนั่นมันไปทำอะไรให้คุณพ่อเดือดร้อนเหรอ ? ถึงคิดอยากจะจัดการมัน”
“ก็มันสอดรู้ในเรื่องที่ไม่ควรจะรู้ไง”
“สอดรู้?? เรื่องอะไรเหรอพ่อ?” ลูกชายย้อนถาม “มันต้องเป็นเรื่องแย่ๆ และดูแววแล้วคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ๆ ใช่มั้ยพ่อ?”
“ฉลาด สมเป็นลูกพ่อ ว่าแต่เราต้องร่วมมือกันนะไอ้ลูกรัก”
“จัดมาพ่อ เอาไง?”
“ก็ไม่อะไรมาก แค่ช่วยล่อเหยื่อให้มาติดกับเท่านั้น ที่เหลือพ่อจัดการเอง”

สองพ่อลูกหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ แววตาร้ายกาจขึ้นมาทั้งคู่

อ่านต่อหน้า 4

บ้านศิลาแดง ตอนที่ 8 (ต่อ)

เพ็ญพรกับพรเพ็ญนั่งคุยกัน ต่างคนต่างรู้สึกดีใจที่ได้เห็นพ่อกับแม่ได้มาอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ก็แอบหวั่นใจว่าบรรดาคนที่มาเยี่ยมไข้ อาจจะทำให้ความลับแตก

“ความลับของเรายังแตกตอนนี้ไม่ได้ เพราะเรายังคิดบัญชีนังแม่เลี้ยงกับไอ้ลูกเลี้ยงพวกนั้นไม่สะใจเลย”
พรเพ็ญรีบแย้ง “ไม่ใช่อย่างนั้น พี่หมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของเรายังไม่เข้าใจกันต่างหาก ถ้าเกิดท่านรู้ความจริงว่าเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ทันใดนั้นเสียงโหวกเหวกโวยวายของสโรชากับอาภาพร ก็ดังแว่วมา
“คุณน้ามาแล้ว พี่ไปก่อนนะ”
เพ็ญพรรีบกระชากแฝดพี่ไว้ “เดี๋ยว คุณน้ามา แต่พี่ไม่ต้องไป ฉันไปเอง”

ทางตรัยก็นั่งรอพรเพ็ญอยู่ในห้องอย่างกระวนกระวายใจ จู่ๆ สโรชากับอาภาพรก็เปิดประตูผลัวะเข้ามา พอรู้ว่าเขานั่งรอพรเพ็ญอยู่ สโรชาก็แว้ดขึ้นมาทันที
“อ้าว แล้วยัยพรไปไหน ไม่รู้จักอยู่เฝ้าพ่อตัวเอง”
“น้องพรบอกว่าจะออกไปธุระ เดี๋ยวคงมาน่ะครับ”
อาภาพรเบ้ปาก “อย่างนัง เอ๊ย! น้องพรเนี่ยนะคะจะมีธุระธุแระอะไรกะใครเค้า ชิ หนีไปช้อปปิ้งกับผู้ชายน่ะสิ”
“ขี้เม้าท์ชาวบ้านหาหมอหน่อยมั้ย? ไหนๆ มาถึงนี่แล้ว เผื่อจะรักษาหาย”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ก่อนจะเห็นเพ็ญพรที่สวมรอยเป็นพรเพ็ญเดินเข้ามา
อาภาพรโวยวายเสียงดัง จนตรัยต้องออกปากปราม
“พอเถอะน้องภา คุณลุงพักผ่อนอยู่”
“จะพักผ่อนอะไรนักหนาคะ คุณลุงควรจะรีบๆ ตื่นขึ้นมาดูฤทธิ์เดชของลูกสาวตัวเองซะมั่ง เผื่อจะได้รีบๆ หัวใจวายซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
เพ็ญพรได้ยิน ก็ยิ่งไม่พอใจ ชกเปรี้ยงเข้าเต็มๆ หน้า จนอีกฝ่ายหงายเงิบเลือดกำเดาทะลัก สโรชาอ้าปากค้าง
อาภาพรลุกขึ้นมาจะปราดเข้าไปตบ แต่ตรัยรีบโอบกอดปกป้องไว้โดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นหมอรุจน์ก็เปิดประตูมาผลัวะเข้ามา ก่อนจะชะงักไปภาพที่ทั้งคู่โอบกันอยู่
“คุณหมอ ช่วยด้วย ลูกฉันเลือดออก”
“ครับๆ เชิญทางนี้ครับ ตรัยอย่าเพิ่งไปไหนเดี๋ยวมีธุระสำคัญจะคุยด้วย”
สโรชารีบลากอาภาพรตามหมอรุจน์ออกจากห้องไป เหลือเพียงตรัยกับเพ็ญพรอยู่ในห้อง
“ถามจริงเหอะ ทำไมน้องพรถึงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ยังกะเป็นคนละคนกัน”
เพ็ญพรสะดุ้ง ก่อนจะรีบเฉไฉ
“ไม่เอาน่า..พี่ตรัย อย่าคิดมากนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวจับหาหมอรุจน์ฉีดยาอีกคนนะ”
“เออจริงสิ ตะกี้ไอ้หมอมันบอกมันมีธุระสำคัญ ธุระอะไร?”
เพ็ญพรเลิกคิ้วสงสัย

หมอรุจน์ทำแผลให้อาภาพรเรียบร้อย ก็กลับเข้ามาคุยกับตรัย และเพ็ญพรในห้องเอกสิทธิ์ โดยไม่รู้ว่า 2 แม่ลูกสโรชากับอาภาพรแอบฟังอยู่หน้าห้อง
“วันก่อนคุณณัฐพงษ์ ลูกชายคุณสโรชาก็เพิ่งมาทำแผลที่นี่”
เพ็ญพรได้ฟังก็ยิ่งเคือง “มันน่าจะราดน้ำกรดซ้ำ”
ตรัยหันขวับมาทันที “จะไม่แปลกใจซักนิดเหรอครับว่าเค้าไปโดนอะไร เป็นอะไรมา ทำยังกะรู้เรื่องแล้ว”
เพ็ญพรรีบทำแกล้งไม่รู้เรื่อง ก่อนที่หมอรุจน์จะบอกว่าเป็นแผลลึกเหมือนโดนทำร้ายด้วยของมีคม
“แต่ยังมีอีกเรื่องนึงที่สำคัญกว่านั้น เรื่องคุณลุง..”
เพ็ญพรชะงักรอฟัง
“อาการอ่อนเพลียและสภาพที่ทรุดลงของคุณลุง มันสวนทางกับการรักษา คุณให้คุณลุงทานยาเป็นประจำตามที่หมอสั่งรึเปล่าครับ?”
เพ็ญพรได้ยินก็ถึงกับอึ้ง “คุณน้าเป็นคนให้”
“คุณสโรชาเป็นคนให้ ให้รึเปล่า และที่สำคัญให้อะไร?”
สโรชากับอาภาพร ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกสะดุ้งเฮือก
“ไอ้หมอ นี่แกกำลังจะบอกว่า..”
“แค่สงสัย แต่ฉันจะบอกแกได้แน่นอนหลังจากการตรวจคุณลุงอย่างละเอียด”
เพ็ญพรพูดแบบเด็ดขาดขึ้นมาทันที
“ตรวจเลยค่ะ ตรวจคุณพ่อให้ละเอียดและถ้าผลออกมาว่าใครมันคิดร้ายกับคุณพ่อ ฉันเอามันตายแน่”
สโรชาจิกตากร้าวขึ้นมา
“ไม่มีทาง เชอะ คิดจะเอาฉันตายเหรอ นังเด็กเมื่อวานซืน เช็คดวงแกก่อนเถอะ ว่าชะตาจะขาดวันไหนฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
จากนั้น 2 แม่ลูกก็เดินพรวดลงมาที่ด้านล่าง แล้วก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นพรเพ็ญ สโรชาจ้องหน้าเอาเรื่อง ขณะที่อาภาพรแอบสงสัย
“ทำไมมันลงมาเร็วกว่าเราคะ ตะกี้มันยังอยู่ในห้องอยู่เลย แล้วตะกี้แกก็ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าชุดนี้ด้วย นึกแล้วไม่มีผิด หนีออกไปช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าใหม่ แหม แล้วปล่อยให้พ่อแกนอนพะงาบๆ อยู่กะพี่ตรัย ไหนว่ารักพ่อแกนักหนา แกนี่มันดราม่าสุดๆ”
พรเพ็ญรีบปฏิเสธ พร้อมกับที่สโรชามองตากร้าว ปราดเข้าไปจับไหล่ไว้
“จะยังไงก็ช่างเถอะ ฉันไม่สน ฉันสนแต่ว่า เมื่อคืนแกทำอะไรตาณัฐ”
พรเพ็ญกลัวตัวสั่น ไม่กล้าตอบ สโรชาตบหน้าผัวะ”นี่ ที่แกทำตาณัฐ” ก่อนจะตบตามอีกที “นี่ ที่แกทำยัยภา ทีงี้ล่ะไม่กล้า ทีเมื่อกี้อยู่ต่อหน้าตำรวจต่อหน้าหมอล่ะ ซ่านักใช่มั้ย”
พูดพลางเงื้อจะตบอีก แต่กลับถูกอีกฝ่ายผลักอย่างแรงจนไปชนอาภาพร แล้วก็ล้มกลิ้งกับพื้นด้วยกันทั้งคู่

พรเพ็ญฉวยจังหวะรีบวิ่งผลุนผลันออกไป

สองแม่ลูกวิ่งตาม แล้วก็ต้องชะงัก หลบวูบทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายวิ่งไปชนกับวิทวัส

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
แต่พอหันขวับไปด้านหลัง กลับไม่เจอใคร
“จะอำอะไรผมอีกล่ะคุณ อย่าบอกนะว่าเจอผี ผีอะไร ผีในลิฟท์หรือว่าผี..”
พรเพ็ญไม่ตลกด้วย ปล่อยโฮลั่นออกมา พลางโผกอดแน่น จนเขาตกใจ
“ผมล้อเล่น ขอโทษ ไม่เป็นไรนะ อย่าโกรธๆ ผมขอโทษ ไปๆ กลับไปห้องดีกว่า หายมาตั้งนาน”
ขาดคำก็พาพรเพ็ญเดินเลี่ยงไป 2 แม่ลูกมองตามอย่างไม่พอใจ
“นังนี่มันร้ายกว่าที่เราคิดจริงๆ ก็แกแหละ มัวแต่ช้า ไม่ทันมันแล้ว ไม่ได้ ฉันจะปล่อยให้แกงาบอะไรไปไม่ได้ทั้งนั้น นังพรเพ็ญ”

เพ็ญพรนั่งมองเอกสิทธิ์ที่นอนหลับอยู่ ก่อนจะพึมพำออกมา

“ทำไมคนพวกนี้ถึงใจร้าย เดี่ยวนี้คนเราเค้าไม่กลัวตกนรกกันแล้วเหรอคะพ่อ?”
ตรัยได้ยินก็อมยิ้ม “ เชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ตอนเด็กๆ ตาเล่าให้ฟัง เอ่อ คือ ตอนเด็กๆ คุณพ่อชอบเล่าให้ฟังตลอดเลย”
“แล้วคุณลุงเคยเล่าให้ฟังด้วยรึเปล่าว่าคนโกหกตายไปก็ต้องตกนรกด้วยนะ โกหกน่ะผิดศีลข้อ 3 มุสา วาทาเวระมณีสิขาปะทังสะมาทิยามิ”
เพ็ญพรแอบย่นจมูก แล้วยกมือท่วมหัว
“สาธุ เพิ่งรู้ว่านอกจากจะเป็นตำรวจแล้ว ยังเป็นนักเทศน์อีก”
“ยังมีอะไรที่น้องพรไม่รู้อีกเยอะ”
ตรัยยื่นหน้ามาพูดข้างหู จนหน้าทั้งคู่ก็เกือบจะชนกัน พลันมือถือของเขาก็มีเสียงเตือนข้อความเข้ามา
“มีงานด่วน พี่ต้องไปก่อน ไม่ต้องห่วงนะ ตราบใดที่พี่ยังอยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรคุณลุงแล้วก็ผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด”
พูดพลางเอื้อมมือจับแก้มเพ็ญพร ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วเดินออกไป เธอได้แต่มองตาม รู้สึกอบอุ่นหัวใจ

วาทินีวางท่าคุณนายออกคำสั่งให้ลุงเติมตัดแต่งต้นไม้ จัดสวน ครู่หนึ่งเชาว์ก็เดินหาวหวอดๆ ลงมาจากข้างบน
“ล้งเล้งอะไรกันเนี่ย คนจะนอน ไหนที่เคยบอกมีแผนเด็ดอะไร”
วาทินีหน้าเจื่อน ก่อนจะหันไปสั่งลุงเติมให้ออกไปก่อน
“พูดอะไรหัดระวังซะมั่งสิพี่”
“ช่างเหอะๆ ตกลงว่าไงเรื่องกำจัดไอ้ผู้หมวดนั่นอ่ะ”
“นังเมียแก่พี่มันจะกลับกี่โมงล่ะ”
เชาว์ส่ายหน้า “ไม่รู้สิ เย็นๆ ค่ำๆ มั้ง ถามทำไม”
“ดี งั้นก็เหลือแค่พวกขี้ข้าพวกนั้น”
วาทินีแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะเหลือบขึ้นไปมองที่กล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

จากนั้นทั้งคู่ก็ลอบวางยาป้าแจ่มหกับลุงเติมจนหลับไม่ได้สติ ก่อนที่วาทินีจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางกดส่งข้อความหาตรัย
“มีคนมาหานายเชาว์ ท่าทางน่าสงสัย”
ตรัยที่อยู่ที่โรงพัก กดอ่านข้อความแล้วทำหน้าแปลกใจ
“ใครส่งมา มีคนมาหานายเชาว์ หาที่ไหน”
จากนั้นอีกข้อความก็ถูกส่งตามมาว่า

“ที่บ้านศิลาแดง!!”

อ่านต่อตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...