xs
xsm
sm
md
lg

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 2

ศักดิ์สิทธิ์เห็นท่าทางของทิวัตถ์กับลิลินก็แปลกใจ ขณะที่ทิวัตถ์เดินปรี่ขึ้นไปบนเวทีทันที

ลิลินยืนนิ่ง อย่างพยายามควบคุมอาการ
“ตกใจล่ะซิ คงไม่คิดว่าจะเจอฉันที่นี่”
“แต่ที่ฉันเห็น ท่าทางคุณจะเป็นฝ่ายตกใจมากกว่านะคะ”
“ไม่ต้องทำมาเป็นคะขาพูดจาสร้างภาพ เธอมาทำอะไรที่นี่?”
ศักดิ์สิทธิ์รีบตามทิวัตถ์ขึ้นมา
“แหม โลกมันกล๊มกลม ไม่คิดว่าคุณลินจะรู้จักเจ้าวินนะครับ”
ทิวัตถ์ทำหน้าเยาะ “อย่าเรียกว่ารู้จักเลย”
ลิลินเย้ยกลับ “ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ เพราะคนเดี๋ยวนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ”
ศักดิ์สิทธิ์เห็นทั้งคู่รู้จักกัน ก็ตัดสินใจจะรับลิลินเข้ทำงาน แต่ทิวัตถ์กลับแย้งให้เช็คประวัติให้ดี
“ต้องเช็กอะไรอีกวะ แล้วอีกอย่าง คุณลินเขาก็เพิ่งเจอเรื่องร้ายๆมา อะไรนี่แกไม่รู้เลยเหรอ? ว่าคุณลินเขาโดนไอ้โรคจิตขับรถชนแล้วยังตามไปขโมยกระเป๋าเธอถึงที่โรงพยาบาลเลยนะเว้ย”
ทิวัตถ์หันขวับมาทันที ลิลินแอบยิ้มสะใจ จังหวะนั้นปกติวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“คุณหนูครับคุณหนู แขกครับ แขกต่อยกัน รีบไปห้ามเถอะครับ”
พอศักดิ์สิทธิ์เดินออกไป ทิวัตถ์ก็หันมาเล่นงานลิลินทันที
“โรคจิตเหรอ?”
ลิลินยักไหล่ “ฉันคิดว่าที่ฉันเล่าให้คุณศักดิ์สิทธิ์ฟังไม่น่าจะมีอะไรผิดไปนะคะ เพราะคงไม่มีคนดีๆ
ที่ไหนที่ทำอย่างนั้น”
ทิวัตถ์เห็นท่าทางลอยหน้าลอยตาของลิลิน ก็เหลืออดปราดเข้าไปกระชากตัวให้เดินออกมาด้วยกัน
จนมาถึงรถของเขาที่จอดอยู่ที่ลานจอด
“ขึ้นไป จะขึ้นไปดีๆ หรือจะให้ผมใช้กำลัง”
ลิลินมองหน้า ก่อนจะแอบสังเกตไปรอบๆ แล้วพบว่าไม่มีคนเลย เธอพยายามพูดถ่วงเวลา
“จะพาฉันไปไหน?”
“ขึ้นไปเดี๋ยวก็รู้เอง”
ทิวัตถ์พูดพลางรีบเปิดประตูรถ ก่อนจะดันลิลินเข้าไปในนั่งแล้วปิดประตูเสียงดัง

“ผมอยากให้คุณไปจากที่นี่ซะ”
ทิวัตถ์พูดเชิงออกคำสั่ง ขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่ในรถที่แล่นมาตามทางด้วยกัน
“คุณเป็นใครถึงได้มาสั่งโน่นสั่งนี่ฉันตลอดเวลา”
“ผมพูดกับคุณดีๆ แล้วนะ เลือกเอาว่าคุณจะไปจากจังหวัดนี้ดีๆ หรือจะให้ผมแจ้งความ ถ้าผมเอาภาพจากกล้องวงจรปิดไปให้ตำรวจ แล้วบอกว่าคุณพยายามฆ่าผม”
ลิลินยิ้มมุมปาก
“ตรงที่คุณจอด เป็นมุมอับที่ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือถ้ามีคุณอยากจะเอาไปแจ้งความก็ตามสบายเพราะฉันก็จะแจ้งกลับว่าที่ฉันทำอย่างนั้นเพราะป้องกันตัวจากคนที่ขโมยกระเป๋าฉันไป ฉันเป็นคนที่ใครดีมาก็ดีตอบแต่ถ้าใครร้ายมา ฉันก็จะร้ายกลับไปยิ่งกว่า เอาล่ะ ปล่อยฉันลงได้แล้ว”
“ผมก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าคุณจะร้ายได้แค่ไหน?”
“หยุดรถเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะโดดลงเดี๋ยวนี้”
ทิวัตถ์ไม่ฟังเสียง กลับเหยียบคันเร่งบึ่งออกไปอย่างเร็ว
ทางด้านศักดิ์สิทธิ์ หลังจากเคลียร์เรื่องลูกค้าทะเลาะกันเรียบร้อย พอเดินเข้ามา ก็ไม่เจอทิวัตถ์กับ
ลิลินแล้ว

ทิวัตถ์ขับรถมาจอดที่ท่ารถโดยสารจังหวัด ก่อนจะกึ่งลากกึ่งกระชากลิลินมาตามทาง
“ผมมาคิดๆ ดูแล้ว การปล่อยคุณไว้ที่ถนนแบบนั้น ยังไงคุณก็คงจะหาทางกลับไปที่โรงแรมอยู่ดี แต่ที่ผมต้องการคือผมอยากให้คุณไปจากที่นี่ซะ”
พูดพลางหยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“นี่เป็นเงินก้อนนึง ที่เธออาจจะหาไม่ได้อีกในชีวิต เอาไป แล้วอยู่ห่างๆ พี่ฉัน”
ลิลินรับมาดู แล้วก็ทำตาโต “แสนนึงเหรอ?”
“นี่เป็นตั๋วรถเที่ยวต่อไป” พูดพลางส่งตั๋วรถให้ “ขึ้นรถไปซะ แล้วฉันจะรออยู่ตรงนี้จนแน่ใจว่าเธอไปจากที่นี่แล้วจริงๆ”

ลิลินเดินขึ้นมาบนรถทัวร์ พลางเหลือบมองไปเห็นประตูฉุกเฉินอยู่ด้านหลัง จากนั้นก็หย่อนตัวลงนั่งที่ข้างหน้าต่างก่อนจะปิดผ้า ทำเป็นไม่อยากมองหน้าทิวัตถ์

ทิวัตถ์ยืนมองนาฬิกาอยู่ด้านล่าง ระหว่างนั้นเห็นรถทัวร์ค่อยๆ ถอยออกไป เขามองตามพลางยิ้มอย่างสบายใจ ไม่ทันสังเกตเห็นอีกฝ่าย ที่ยืนอยู่ด้านหลัง พลางมองเขาอย่างหมั่นไส้ และเตรียมจะเอาคืน

ทิวัตถ์เดินมาที่รถที่จอดอยู่ ก่อนที่จะกดรีโมท แล้วขึ้นไปนั่งบนรถ พลางมองกระจกส่องหลังเพื่อถอยรถออก แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นกระดาษติดอยู่ที่หลังรถ เขารีบลงจากรถ แล้วหยิบมาอ่าน

“ถอยไป ถอยไปอะไร?”
ทันใดนั้นเสียงแตรรถของเขาดังขึ้น ก่อนที่รถจะถอยปรู๊ดปร๊าดออกมา ทิวัตถ์แทบจะโดดหลบไม่ทัน
ลิลินนั่งอยู่ที่นั่งคนขับ ยิ้มสะใจ ก่อนจะฉีกเช็คแล้วโยนให้
“ในชีวิตนี้ฉันอาจจะหาเงินแสนไม่ได้ แต่ฉันยังมีรถราคาเป็นล้านขับ ขอบใจนะ”
ขาดคำลิลินก็ปิดกระจกก่อนจะขับรถออกไปทันที ทิวัตถ์มองตามด้วยความเจ็บใจ
ลิลินขับรถมาตามทาง ระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้น เธอเหลียวมองหา ก่อนจะหันไปเห็นว่าทิวัตถ์วางมือถือกับกระเป๋าสตางค์เอาไว้ในรถ เธอยิ้มสะใจ ที่รู้ว่าทิวัตถ์ไม่มีอะไรติดตัวเลย

ทางด้านศักดิ์สิทธิ์กับปกติก็ง่วนกับการตามหาทิวัตถ์กับลิลินทั่วโรงแรม แต่ก็ไม่เจอ ก่อนที่ฝ่ายหลังจะแอบเดา
“คุณหนูครับ หรือว่าคุณวินกับคุณลิน จะกิ๊กกันครับ?”
ศักดิ์สิทธิ์ส่ายหน้า “เฮ้ย! จะเป็นไปได้ยังไง ไอ้วินมันไม่ได้สนใจผู้หญิงง่ายๆ อย่างนั้นซะหน่อย”
“เอ้า ไม่อย่างนั้น จะหายไปทั้งคู่อย่างนี้เหรอครับ?”
ทันใดนั้นเสียงของลิลินก็ดังขึ้น
“คุณศักดิ์สิทธิ์”
ศักดิ์สิทธิ์กับปกติหันไปก็เห็นลิลินเดินเข้ามา
“อ้าวคุณลิน หายไปไหนมาครับ แล้วเจ้าวินล่ะครับ?”
“ฉันเห็นคุณศักดิ์สิทธิ์ยุ่งๆ ก็เลยไปเดินเล่นมาน่ะคะ ส่วนคุณวิน ฉันไม่ทราบค่ะ”
ศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าแปลกใจ “ผมก็นึกว่าคุณลินกับเจ้าวินไปด้วยกัน”
ลิลินรีบตัดบท “ตกลงฉันจะได้ร้องเพลงที่นี่มั้ยคะ?”
“แน่นอนซิครับ ที่จริงผมชอบเสียงร้องของคุณลินอยู่แล้ว แต่ที่ให้เจ้าวินมาดูด้วยก็เพื่อเพิ่มความมั่นใจขึ้นไปอีก แล้วยิ่งพอรู้ว่าคุณลินกับเจ้าวินรู้จักกันอย่างนี้ ก็ยินดีร่วมงานครับ”
ศักดิ์สิทธิ์พูดพลางยื่นมือไปจับมือ ลิลินยื่นมือมาให้ศักดิ์สิทธิ์ แต่กลายเป็นว่ายื่นกุญแจรถของทิวัตถ์ให้
“อ้าว กุญแจรถใครครับ?”
“ของคุณวินน่ะค่ะ สงสัยเขาคงจะทำตกเอาไว้”
ลิลินยิ้มก่อนจะเดินออกไป ศักดิ์สิทธิ์มองตามงงๆ พลันเสียงมือถือก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น
“สวัสดีครับ ไอ้วิน?”

ศักดิ์สิทธิ์รีบบึ่งรถมาหาทิวัตถ์ที่ท่ารถทันที
“ไอ้วิน มาทำอะไรที่นี่วะ?”
ทิวัตถ์ทำหน้าเซ็ง “เรื่องมันยาว เดี๋ยวฉันค่อยเล่าให้ฟัง ตอนนี้แกพาฉันไปสถานีตำรวจก่อน ไปแจ้งความรถหาย”
“หายบ้าอะไร รถแกก็จอดอยู่ที่โรงแรมนั่นแหละ”
พูดพลาง ยื่นกุญแจรถให้ ทิวัตถ์แปลกใจ
“นี่แกทำตกเอาไว้ ดีนะที่คุณลินเขาเก็บได้”
“แกเจอยัยนั่นแล้วเหรอ?”
ศักดิ์สิทธิ์ทำเสียงดุ “อ้าวๆ เรียกคุณลินให้มันดีๆหน่อย ตอนนี้เธอเป็นนักร้องของโรงแรมฉันแล้ว
นะเว้ย”
ทิวัตถ์ได้ยินก็ถึงกับตกใจ เมื่อกลับมาถึงที่โรงแรม เขาก็รีบออกคำสั่งให้ศักดิ์สิทธิ์ไล่เธอออก
“อยู่ๆให้ฉันไปไล่เธอออกได้ยังไง? สัญญาก็เพิ่งเซ็น”
“แกไม่ทำ ฉันทำเอง”
พูดพลางผลักศักดิ์สิทธิ์ออก แล้วเดินจ้ำเข้าไปทันที ศักดิ์สิทธิ์รีบเดินตาม

ลิลินกำลังซ้อมเพื่อให้เข้ากับวงใหม่อยู่บนเวที โดยไม่ทันสังเกตเห็นทิวัตถ์กับศักดิ์สิทธิ์ที่พรวดพราดเข้ามา
พลันเสียงดนตรีก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้องของละลิน ทำเอาทิวัตถ์ถึงกับชะงักไป ลมหายใจเริ่มไม่ปกติ
“ความรักเอย เจ้าลอยลมมาหรือไร มาดลจิต มาดลใจ เสน่หา”
ศักดิ์สิทธิ์หันไปเห็นอาการของเพื่อนก็ตกใจ ทิวัตถ์รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ก่อนจะรีบเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร
ลิลินร้องเพลงจนจบ โดยไม่รู้เลยว่าทิวัตถ์เข้ามายืนฟังอยู่ด้วย ครู่หนึ่งเสียงมือถือก็ดังขึ้น เธอมองเบอร์ก่อนจะรับสาย
“สวัสดีค่ะ มัต ทำไมต้องใช้เบอร์อื่นโทรมา”
“แล้วทำไมลินไม่รับสายมัต?”
“มัต ลินว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ”
ปรมัตถ์ถึงกับหุบยิ้ม เมื่อรู้ว่าลิลินเริ่มจะโกรธ จึงรีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“ลิน ลินปลอดภัยหรือเปล่า?”
ลิลินรู้สึกผิดนิดๆ แต่ไม่วายถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“มีอะไรหรือเปล่ามัต? ถ้าไม่มีอะไร ลินวางสายนะ”
“เดี๋ยวก่อนลิน ปล่อยมันไปไม่ได้เหรอลิน”
ลิลินย้อนกลับทันที “แล้วมัตปล่อยลินไปได้มั้ย?”
“แต่มัตเป็นห่วงลินนะ”
แต่ลิลินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
“มัต ลินขอโทษนะ แต่ลินไม่อยากให้มัตมาเสียเวลากับลิน”
ขาดคำก็รีบตัดสายทิ้ง ปรมัตถ์มองหน้าจอมือถือนิ่ง ด้วยความเป็นห่วงและเสียใจ จากนั้นจึงหยิบแหวนขึ้นมาดู แล้วก็ตัดสินใจกดโทร. ไปอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับปิดเครื่องไปแล้ว
ทิวัตถ์พยายามสลัดศีรษะไล่ภาพของลิลิน ขณะที่เธอกำลังร้องเพลง “เสน่หา” ออกไป พร้อมๆ กับที่เสียงเพลงเดียวกันนี้ ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเจ้าของเสียงร้องกลับเป็นศุภิสรา

แล้วภาพในอดีตก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

ศุภิสรากำลังนอนร้องเพลงอยู่โซฟายาวจนจบเพลง ก่อนจะได้ยินเสียงเครื่องนับจังหวะที่ยังดังอยู่ พร้อมกับเสียงของ ศรัณย์ ที่ดังขึ้นมา
 
“การร้องเพลงช่วยทำให้เราผ่อนคลาย ผ่อนคลาย ตอนนี้เมื่อผมนับถึงเลขหนึ่ง คุณต้อยจะเห็นตัวเองร่าเริงแจ่มใส คุณต้อยจะรักทุกอย่างรอบตัว”
ทิวัตถ์ในวัย 12 ขวบแอบยืนดูอยู่ที่ประตูห้อง โดยที่ไม่มีใครเห็น ศรัณย์เริ่มนับ
“สาม สอง...”
พลันทิวัตถ์ก็เผลอทำหนังสือที่อยู่ในมือไหลร่วงลงกับพื้นเสียงดัง ศุภิสราสะดุ้ง ลืมตา ก่อนจะหันมาตวาดตามเสียง
“ใครอยู่ตรงนั้น?”

ทิวัตถ์สะดุ้งเฮือกตกใจลืมตาขึ้น พร้อมกับมีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่ เขาถึงกับใจหายวูบ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโล่งใจเมื่อหันไปเห็นว่าเป็นอนันยช
“ไอ้วิน อะไรของแกวะ ฉันเรียกแกตั้งนาน เป็นไร? หรือว่าอาการแกกลับมากำเริบอีกแล้ว?”
ทิวัตถ์ส่ายหน้า “เปล่าหรอก”
“เฮ้ย มีอะไรก็บอกกันได้นะ แล้วฉันก็ไม่แปลกใจเลยถ้าอาการของแกกำเริบ ก็หน้าคุณณิตเหมือนน้าต้อยขนาดนั้น”
ทิวัตถ์นิ่งไป ในใจยังหวาดกลัวกับภาพในอดีตที่เขานึกถึงเมื่อครู่
“แต่แกไม่ต้องห่วง ฉันจะคอยดูไม่ให้ยายน้อยพาเธอมากวนใจแกอีกสบายใจได้”
ทิวัตถ์ยิ้มให้เป็นเชิงขอบใจ อนันยชแอบมอง ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที

ศุภารมย์กับทรงพลเดินคุยกันเข้ามาในบ้าน ฝ่ายแรกดูนิ่งๆ เพราะยังเคืองเรื่องกานดาอยู่ ครู่หนึ่งอนันยชก็เดินเข้ามาสมทบ
“วันนี้น้าได้ข่าวว่าป้าน้อยไปที่ออฟฟิศ วันได้เจอรึเปล่า?”
ทรงพลหันมาถาม ทำเอาอนันยชชะงักไป
“ครับ”
ศุภารมย์แอบเหลือบตามองท่าทีของลูกชาย “แล้วก็คงเจอหนูวรรณิตด้วย”
“ครับ แต่แม่ไม่ต้องห่วง ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร แล้วผมก็บอกกับยายน้อยไปแล้วว่า อย่าได้พาเธอมาเจอวินอีก”
ศุภารมย์พยายามจ้องตาลูกชายเพื่อหาความจริง ขณะที่ทรงพลรีบพูดขึ้น
“ขอบใจมากนะ ไม่เสียแรงที่น้าไว้ใจ”
อนันยชยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ทรงพลหันมาทางศุภารมย์
“ท่าทางวันเขาไม่ได้ตกใจอะไรกับเรื่องหนูวรรณิตเลยนะ”
“คงเป็นเพราะตอนที่ต้อยอยู่ แกก็ไม่ได้สนิทกับหลานมากมั้งคะ”
ทรงพลพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินแยกไป ศุภารมย์มองตามส่งก่อนจะหันมองไปทางอนันยชเหมือน
หยั่งรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่าย

ลิลินกำลังนั่งเขียนจดหมายอยู่ในห้องพักภายในโรงแรมรอยัลเพิร์ล
“การได้เขียนจดหมายหาแม่ดา อาจจะเป็นช่วงเวลาที่หนูมีความสุขที่สุด คงเป็นเพราะหนูแค่ต้องการคุยกับใครซักคนที่รับฟัง น่าแปลกมั้ยคะ? ทั้งๆ ที่แม่ดาไม่เคยตอบจดหมายหนูเลย แต่หนูกลับใช้คำว่าคุย คงเป็นเพราะการไม่ตอบกลับมาของแม่ดานั่นแหละที่ทำให้หนูสบายใจ หลังจากนี้หนูคงไม่ค่อยได้มีโอกาสเขียนถึงแม่ดาได้บ่อยๆ อีกแล้ว อย่าเพิ่งโกรธหนูนะคะ เพราะตอนนี้หนูมาอยู่ในที่ที่พ่อเคยอยู่ หนูกำลังจะเริ่มค้นหาความจริง”
เธออ่านทวนอีกครั้ง ก่อนจะพับจดหมายใส่ซอง พลางเปิดลิ้นชักเพื่อจะหยิบสก็อตเทป แต่กลับเห็นซองเอกสารของปรมัตถ์ที่วางอยู่ เธอหยิบขึ้นมาเปิดดู ก่อนจะพบว่าเป็นประวัติของบุญช่วย
“บุญช่วย สัจธรรม...ลุงช่วย”
ลิลินนั่งอ่านประวัติและเอกสารทั้งหมดอย่างละเอียด ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

ยายเฟื่องกำลังยุ่งวุ่นวายผัดพริกแกงเขียวหวานอยู่ในหม้อ วิชนียืนมองอย่างเป็นห่วงอยู่ด้านหลัง เห็นท่าทางหญิงชรางกๆ เงิ่นๆ หลงๆ ลืมๆ หยิบเครื่องปรุงผิดๆ ถูกๆ แถมยังหูไม่ดีอีกต่างหาก
“หนูดูไว้ให้ดีๆนะ คุณหนูท่านชอบทานแกงเขียวหวานสูตรนี้”
วิชนีหัวเราะขำ
“คุณหนู? นี่ยายเรียกคุณศักดิ์สิทธิ์ว่าคุณหนูเหรอ? ฟังดูแล้วมันน่ารักเกินกว่าจะใช้เรียกนายนั่นนะคิดภาพตามแล้วยังไง้ยังไงมันก็ไม่ใช่อะยาย”
“ทำยังไงได้ละ ยายเรียกคุณหนูว่าคุณหนูมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว มันติดปากไปแล้วล่ะ ว่าแต่เราเถอะชื่ออะไรนะ”
ยายเฟื่องถามพลางหันกลับมาใส่ไก่และกะทิลงในหม้อแล้วปิดฝา
“อ้าว ยาย เมื่อกี้ก็เพิ่งถามไป เอ้าๆ ดูปากหนูนะยาย วิชนี”
ยายเฟื่องทำหน้างง “คนอะไรชื่อชะ-นี พ่อแม่ไม่รักหรือไง”
“วิด-ชะ-นีจ้ะยาย ไม่ใช่ชะนี”
ยายเฟื่องหันกลับไปเปิดฝาหม้อ แล้วเหยาะน้ำมันหอยใส่ไป เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำปลา ระหว่างนั้นศักดิ์สิทธิ์เดินหน้าบึ้งเข้ามา
“ยาย นี่ยายทำอะไรออกไปให้แขกกินเนี่ย?”
ยายเฟื่องเลิกคิ้ว “ทำไมเหรอคะคุณหนู? ”
“ยังจะถามอีก ยายลองกินฝีมือยายดูซิ”
ยายเฟื่องรีบตักชิม “แกงส้มก็รสชาตินี้นี่คะคุณหนู”
“แต่ไอ้ที่ยายกินน่ะ เขาเรียกว่าพะแนง นี่ยายใส่พริกแกงผิดอีกแล้วใช่มั้ย?”
ศักดิ์สิทธิ์เอ็ดตะโรเสียงดัง จนวิชนีทนไม่ไหว
“นี่คุณ มีอะไรพูดกันดีๆ ก็ได้ ทำไมต้องตะคอกยายแกด้วย ยายแกอายุมากกว่าคุณตั้งเท่าไหร่?”
ศักดิ์สิทธิ์หันขวับมาเอาเรื่องทันที
“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับอายุ มันอยู่ที่ความถูกต้อง ฉันเป็นเจ้าของโรงแรม เจ้าของที่นี่ ฉันจะพูดอะไรยังไงก็ได้ ส่วนผู้ช่วยเชฟอย่างเธอ ก็พูดจาให้มันดีๆหน่อย”
วิชนีจ้องหน้ากลับอย่างไม่กลัวเกรง “เรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งเหมือนกัน”
“นี่เธอย้อนฉันเหรอ? หัดให้ความเคารพกันบ้างซิ”
“คุณก็ทำตัวให้มันน่าเคารพก่อนซิ”

ทั้งคู่ต่างจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ปกติยื่นเอกสารสมัครงานของลิลินกับวิชนีให้ศักดิ์สิทธิ์เซ็นรับรอง แต่ฝ่ายหลังกลับบอกว่าขอเฉพาะของลิลินคนเดียว

“ได้ครับ แค่คุณลิลิน” พูดพลางยื่นเอกส่งให้ ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดัง
“ผมเพิ่งนึกออกครับว่าทำไมคุณหนูถึงรับรองคุณลิลินคนเดียว นั่นก็เพราะคุณวิชนียังไม่ผ่านการทดสอบใช่มั้ยครับ? ก็คุณลินคุณหนูยังให้ทดสอบร้องเพลง แต่คุณวิชนีคุณหนูยังไม่ได้ทดสอบ”
ศักดิ์สิทธิ์คิดตาม แล้วก็อมยิ้มเจ้าเล่ห์

ศักดิ์สิทธิ์เดินไปมาอยู่ในห้องหาทางเอาคืนวิชนี
“คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้เธอเคารพฉันให้ได้”
พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขารีบวิ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะทำเป็นทำงาน พร้อมกับที่วิชนีเปิดประตูเข้ามา
“คุณเรียกฉันเหรอ? มีอะไรคะ?”
ศักดิ์สิทธิ์เก๊กหน้าเข้ม
“เธอรู้ใช่มั้ยว่าตอนนี้เธออยู่ในช่วงทดลองงาน แล้วใบสมัครนี่ก็ระบุชัดว่าเธอจะต้องผ่านการทดสอบจากผู้ว่าจ้าง”
“ทราบค่ะ”
ศักดิ์สิทธิ์ทำเป็นอ่านเอกสาร


“ก็ดี ในใบสมัครเธอบอกว่าเธอรักการทำอาหารมาก เอาล่ะ เชฟทุกคนย่อมมีเคล็ดลับของตัวเอง
ฉันอยากรู้ว่าเธอมีเคล็ดลับอะไร?”
“ฉันไม่มีเคล็ดลับอะไร นอกจากทำทุกอย่างด้วยใจ”
ศักดิ์สิทธิ์ปิดแฟ้มก่อนจะโยนไปอย่างไม่ไยดี
“ก็ดี งั้นฉันจะทดสอบเธอ ว่าเธอทำอาหารด้วยใจอย่างที่เธอพูดหรือเปล่า?”
“ถ้าเป็นเรื่องอาหารคุณอยากจะทดสอบอะไรก็ทดสอบมาเลย”
ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มกวน
“ฉันอยากรู้ว่าฉู่ฉี่ปลาช่อนมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เอาขึ้นมาที่นี่ให้ฉันดู อ้อลืมบอกไป ให้เธอเอาขึ้นมาทีละอย่าง ให้เวลาสิบนาที เริ่ม”
วิชนีทำหน้างง
“เฮ้ย นี่มันทดสอบอะไรเนี่ย? แล้วทำไมฉันจะต้องทำอะไรงี่เง่าแบบนั้นด้วย”
“ก็เพราะไอ้การทดสอบงี่เง่าแบบนั้นมันถูกระบุอยู่ในใบสมัครที่เธอเซ็นเอาไว้ไง และที่สำคัญ เงินเดือน อาหาร ที่พัก และสวัสดิการต่างๆ จะมีผลเมื่อเธอผ่านการทดสอบก่อน เหลือเก้านาทีครึ่ง”
วิชนีจ้องหน้าอย่างแค้นใจ ก่อนจะรีบเดินออกไป ศักดิ์สิทธิ์มองตามอย่างสะใจ

วิชนีเทียวขึ้นเทียวลง หยิบวัตถุดิบในการทำฉู่ฉี่ปลาช่อนขึ้นมาให้ศักดิ์สิทธิ์ดุทีละอย่าง เริ่มจากมะพร้าวขูด ตะไคร้ ใบมะกรูด แล้วก็เครื่องปรุงต่างๆ ก่อนจะถึงปลาช่อนเป็นอย่างสุดท้าย พร้อมกับสภาพที่เหงื่อโซมไปทั้งตัว
ศักดิ์สิทธิ์ปรายตามอง ก่อนจะมองนาฬิกา
“เกินไปนาทีครึ่ง เธอไม่ผ่านการทดสอบ”
วิชนีเหนื่อย จนแทบจะพูดไม่ออก
“ทดสอบบ้าอะไร ฉันเป็นเชฟไม่ใช่นักวิ่ง ทำไมคุณไม่ทดสอบรสชาติของอาหาร”
ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มสะใจ
“นั่นก็เพราะเธอเป็นคนบอกเองว่าเคล็ดลับของเธออยู่ที่ใจ เพราะฉะนั้นถึงขาจะล้าแขนจะสั่น เธอก็ยังทำอาหารได้จริงมั้ย? แล้วนาทีครึ่งมันก็เกินมานิดหน่อย ถ้าคุณพูดจาดีๆ กับผม บางทีผมอาจจะให้คุณผ่าน แล้วให้ลองทำงานล้างจานก็ได้นะ”
วิชนีมองหน้าศักดิ์สิทธิ์อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะคว้าปลาช่อนฟาดใส่หน้าอีกฝ่าย จนล้มลงไปกองกับพื้น
“ถ้าต้องทำงานกับคนอย่างนายฉันยอมอดตายดีกว่า”
ขาดคำก็เดินออกจากห้องอย่างสะใจ ทิ้งศักดิ์สิทธิ์นั่งหน้าเหวออยู่ที่พื้น พร้อมกับที่ปกติเข้ามาพอดี
“อ้าว คุณหนูหาอะไรเหรอครับ แล้วเมื่อกี้ผมได้ยินเสียงคุณหนูโวยวาย มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
ศักดิ์สิทธิ์ลุกขึ้นอย่างโมโห
“มี เดี๋ยวคุณติดประกาศรับสมัครเชฟได้เลย”
ปกติสงสัย “แล้วคุณวิชนีละครับ?”
“คุณจะให้เธอเอาปลาช่อนมาฟาดหน้าผมอีกหรือไง? เธอไม่ผ่านการทดสอบ ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น”
“แล้วระหว่างนี้ล่ะครับ จะให้ยายเฟื่องทำไปก่อนเหรอครับ?”
“จะบ้าหรือไง เสียชื่อโรงแรมพอดี ก็ให้คนอื่นทำแทนไปก่อน แต่ยังไงผมก็ต้องการเชฟคนใหม่เร็วที่สุด”

ศักดิ์สิทธิ์พูดไปก็เจ็บใจที่โดนวิชนีเอาปลาช่อนฟาดหน้าไม่หาย
 
อ่านต่อหน้า 2

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 2 (ต่อ)

ลิลินยืนรอรถอยู่หน้าโรงแรม ระหว่างนั้น กระเป๋าเดินทางก็ถุกโดนลงมากระแทกลงกับพื้นข้างๆ เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นวิชนียืนหน้าบึ้งตึงอยู่

“เธอจะไปไหน?”
วิชนีทำหน้าเซ็ง
“ไปไหนก็ได้ให้มันพ้นๆ ไปจากโรงแรมนี้ ส่วนเธอ ฉันขอเตือนด้วยความหวังดี ให้รีบไปจากที่นี่เหมือนกัน”
“ขอบใจนะ แต่ฉันยังมีเรื่องที่ต้องทำ เธอเองก็เถอะ เพิ่งทำงานได้วันเดียวนี่”
“ว่าแต่วันเดียวเลย แม้แต้นาทีเดียวฉันก็ไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
จังหวะนั้นรถรับจ้างวิ่งเข้ามาพอดี วิชนีรีบโบก แล้วขึ้นรถไปทันที ลิลินมองตามก่อนจะกลับมาอยู่ที่เป้าหมายของตัวเอง

ทิวัตถ์กำลังง่วนกับการเตรียมเอกสารสำหรับประชุมกับหน่วยงานรัฐเรื่องการจัดสวนสาธารณะจังหวัดอยู่ในห้องทำงาน ครู่หนึ่งทรงพลก็เดินเข้ามาหา พลางค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ หาจังหวะถามเรื่องเมื่อวาน
“ทำงานหนักอย่างนี้ มีอะไรหรือเปล่า?”
ทิวัตถ์มองหน้าพ่ออย่างงงๆ “มีอะไร ? หมายความว่าไงครับ?”
“เกี่ยวกับคุณยายและหนูวรรณิตรึเปล่า?”
ทิวัตถ์ส่ายหน้า “เปล่าหรอกครับ พวกเขาแค่มาเยี่ยมผมเฉยๆน่ะครับ”
“แน่ใจนะวิน? มีอะไรวินต้องบอกพ่อนะลูก”
ทิวัตถ์ฝืนยิ้ม
“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ตอนนี้ผมไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ที่น่าห่วงตอนนี้คือ เราต้องรีบหาผู้รับเหมาออกแบบภูมิทัศน์ให้ได้ภายในวันนี้ครับ”
ทรงพลนิ่งไปเพราะรู้ว่าทิวัตถ์พยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ทำไม? ท่านนายกเทศมนตรีต้องการอะไรเพิ่มเป็นพิเศษหรือไง?”
“ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรพิเศษครับ จะมีก็แค่...”
ทิวัตถ์ลำบากใจที่จะพูด แต่พยายามเก็บอาการ
“ท่านอยากได้ดอกลีลาวดีสีแดงประดับเด่นอยู่ในสวนนี้ด้วยเท่านั้นเองครับ”
ทรงพลได้ยิน ก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที

“จะบ้าหรือไง ใครให้เอาดอกลั่นทมมาใส่แจกันอย่างนี้?”
วาสนาโวยวายเสียงดังต่อหน้าพนักงานต้อนรับ โดยมีวรรณิตยืนอยู่ข้างๆ ด้านบนเคาน์เตอร์มี
ดอกลั่นทมวางประดับอยู่ในแจกันอยู่
“นี่เธอไม่รู้หรือยังไง ว่าดอกลั่นทมเนี่ย โบราณเขาเชื่อว่ามันจะนำแต่สิ่งอัปมงคลเข้ามา เขาถึงไม่ให้ตั้งในเขตที่อยู่อาศัยเนี่ย”
จังหวะนั้นกานดาเดินออกมาพอดี
“อ้าว คุณป้า สวัสดีค่ะ”
วรรณิตยกมือไหว้กานดา อีกฝ่ายยกมือรับไหว้ แต่พอเห็นมองเห็นหน้าชัดๆ ก็ถึงอึ้งไป
“ไม่ต้องกลัว นี่ยัยณิตหลานฉัน ไม่ใช่ผีแม่ต้อย”
กานดาพยายามตั้งสติ “คุณทรงพลกำลังประชุมอยู่ค่ะ”
“แหม รีบดักคอกันอย่างนี้คนอื่นเขาก็รู้หมดซิว่าเธอน่ะคิดอะไร?”
กานดาทำหน้าเลิ่กลั่ก กลัวพนักงานคนอื่นจะได้ยิน วาสนาพูดต่อ
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้พายัยณิตมาดับฝันเธอหรอก เอ่อ ตอนแรกก็จะมาหาทรงพลเขานั่น
แหละ แต่เธอเพิ่งบอกนี่ว่าติดประชุม ไม่เป็นไร ถ้ายังไงฉันขอพบพ่อวินก็แล้วกัน”
กานดาเหล่มอง แล้วก็รีบบอกปัด อ้างว่าทิวัตถ์ติดประชุมเหมือนกัน วรรณิตรีบบอกวาสนาให้กลับไปก่อน แต่อีกฝ่ายรั้งไว้ ระหว่างนั้นอนันยชก็เดินผ่านมาพอดี เขาถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นวรรณิต
“มีเรื่องอะไรกันครับ?”
พูดพลางแอบชำเลืองมองไปที่วรรณิต ที่สบตาตอบ แล้วรีบหลบ
“คุณป้าจะพบท่านกับคุณทิวัตถ์ แต่ทั้งท่านแล้วก็คุณทิวัตถ์ติดประชุม ดิฉันก็เลยไม่อยากให้เข้าไป”
กานดารีบรายงาน
“เดี๋ยวผมจัดการเองครับคุณกานดา”
กานดาทำหน้านิ่งก่อนจะเดินออกไป อนันยชรีบหันมาถาม
“ตกลงว่าอยากจะพบใครกันแน่ครับ? คุณน้าหรือเจ้าวิน”
วาสนาตอบไม่ถูก วรรณิตเลยตอบแทน
“ใครก็ได้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องที่ดินน่ะค่ะ พอดีคุณยายมีที่สวยมาก เลยอยากมาคุย”
อนันยชยิ้มดีใจ สายตาแฝงแววเจ้าเล่ห์
“งั้นก็ดีเลยครับ เพราะผมเป็นคนรับผิดชอบด้านนี้อยู่พอดี เชิญทางนี้ดีกว่าครับ”

พูดจบก็เดินนำออกไป วาสนาหันมาส่งสายตาดุใส่วรรณิต

จากนั้นทั้งหมดก็เข้มานั่งคุยในห้องทำงานของอนันยช

“นี่ เรามีหน้าที่ดูเรื่องที่ดินจริงๆ เหรอ?”
วาสนาถามดักคอ อนันยชพยักหน้ายิ้มๆ
“มันก็อยู่ที่ว่า ยายมาที่นี่เพราะเรื่องที่ดินจริงๆ หรือเปล่า?”
วาสนาถึงกับชะงักไป แต่ทำโมโหกลบเกลื่อน
“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง?”
“อย่าเพิ่งโกรธซิครับ ที่ผมถามเนี่ยเพราะความหวังดี”
วาสนามองอย่างรู้ทัน “หวังดีหรือหวังอย่างอื่น ฉันรู้นะ”
อนันยชเหล่มองวรรณิต
“ก็ตามใจครับ ห้องประชุมอยู่สุดทางเดิน คุณน้ากับวินอยู่ที่นั่น เชิญ”
วาสนารีบดึงวรรณิตลุกขึ้น พลางจะพาออกไป แต่ช้ากว่าอนันยชที่พูดขึ้นมา พลางยิ้มอย่างเป็นต่อ
“อ้อ ลืมบอกไป ที่ผมพายายกับคุณวรรณิตเข้ามาที่ห้องนี้ เพราะแม่กับคุณน้า คงจะรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ถ้ารู้ว่ายายกับคุณวรรณิตมาที่นี่ งั้นเราไปหาที่สบายๆ คุยเรื่องที่กันดีมั้ยครับ?”
วาสนาตาขวางพยายามสะกดอารมณ์ไม่พอใจที่ถูกดักทางได้ตลอด อนันยชมองวรรณิตตาเชื่อม

ภายในห้องประชุม กำลังฉายภาพแบบแปลนของสวนสาธารณะบนจอโปรเจ็กเตอร์ ทิวัตถ์ ทรงพล คฑาวุธ และพนักงานบริษัทนั่งฝั่งหนึ่ง ตัวแทนจังหวัด 3 คนนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งหมดกำลังคุยกันเรื่องต้นลีลาวดีสีแดงที่นายกเทศมนตรีอยากได้
ทิวัตถ์ได้ยินคำว่าลีลาวดีก็ร่างกระตุก รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที ทรงพลสังเกตเห็น ก็รีบพูดแทรกขึ้น
“ต้นลีลาวดีสีแดง ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ผมเกรงว่าผู้รับเหมาอาจจะทำออกมาได้ไม่ดีพอ”
อาการปวดหัวของทิวัตถ์ก็ยิ่งกำเริบหนัก แต่ตัวแทนจังหวัดไม่มีใครสังเกตเห็น

ลิลินเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ในมือถือกระดาษที่มีแผนที่วาดเอาไว้ ก่อนจะก้มลงดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วก็ตัดสินใจยื่นมือไปกดกริ่ง สักพักผู้หญิงวัยกลางคนก็เดินออกมาที่ประตูรั้ว
“มาหาใครคะ?”
ลิลินเห็นเป็นผู้หญิงก็แปลกใจ “สวัสดีค่ะ ลุงช่วยอยู่มั้ยคะ?”
“ลุงช่วยน่ะเหรอ แกย้ายออกไปนานแล้ว”
“ย้ายไปแล้ว? แล้วพอจะทราบมั้ยคะว่าตอนนี้ลุงช่วยแกย้ายไปอยู่ที่ไหน?”
ลิลินยืนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
อนันยชพาวรรณิตกับวาสนาเข้ามาในห้างสรรพสินค้าพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทว่าแฝงแววตาที่เหมือนมีแผนตลอดเวลา
วาสนารู้ทันเจตนาของอีกฝ่าย ก็รีบพูดดักคอให้พากลับไปส่งบ้าน แต่อนันยชกลับอ้างว่าจะชวนมาเลือกซื้อของขวัญให้นายกเทศมนตรี
“ผมเป็นผู้ชาย ไม่ค่อยสันทัดในการเลือกของขวัญซักเท่าไหร่”
วาสนายิ้มเยาะ
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ เพราะพ่อวันคงสันทัดการเลือกผู้หญิงมากกว่า”
“ผมว่าการเลือกมันไม่สำคัญเท่ากับการที่ทำยังไงถึงจะได้เธอมา เพราะถ้าผมต้องการแล้ว ผมก็จะทำทุกอย่างเพื่อทำให้เธอเป็นของผมให้ได้”
วาสนาหันขวับไปจ้องหน้าอนันยช ด้วยความรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังประกาศศึกกับเธอ วรรณิตสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัดจึงรีบแทรกขึ้น
“คุณวันอยากได้ของขวัญแบบไหนละคะ? เดี๋ยวณิตไปช่วยเลือก”
อนันยชยิ้มดีใจ แต่มาวายหันมาพูดเหน็บวาสนา
“ผมว่าเรื่องพวกนี้ ยายน้อยน่าจะถนัด เพราะแกชอบเลือกของสวยๆงามๆ ให้ใครต่อใครหลายคนแล้ว จริงมั้ยครับ?”
วาสนาไม่ยอมแพ้ “แต่พ่อวันคงรู้ใช่มั้ยว่าของสวยงามกับของมีค่ามันต่างกัน”
อนันยชยิ้มก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา พลางหยิบแบงก์พันจำนวนหนึ่งยื่นให้กับวาสนา ที่ทำนัยน์ตาลุกวาว
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอของสวยงามเป็นของขวัญ ส่วนยายอยากได้ของมีค่าอะไร ก็ตามสบายครับ”
วาสนาเห็นเงินในมืออนันยชก็เปลี่ยนท่าทีทันที
“ณิต ถ้าอย่างนั้น เดินเล่นกับพ่อวันไปก่อน เดี๋ยวยายไปซื้อของขวัญให้พ่อวันเขาก่อนนะ”
พูดจบก็รีบเดินออกไป อนันยชเริ่มเปิดฉากกับวรรณิตทันที

“เราไปทางนั้นดีกว่าครับ”

อนันยชพาวรรณิตเดินมาตามทาง ฝ่ายหลังเดินตามมา ด้วยท่าทางอึดอัด

“คุณณิตเป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดี หรือว่าคุณณิตไม่อยากเดินกับผม ผมเข้าใจครับ คุณณิตอาจจะโดนยายน้อยสั่งมาว่าห้ามอยู่ใกล้ผม เพราะคุณณิตถูกกำหนดแล้วให้เป็นของเจ้าวิน”
วรรณิตรีบแก้ตัว “คุณวันอย่าเข้าใจผิดซิคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมชินซะแล้วตั้งแต่เด็กผมมักจะเป็นที่สองรองจากเจ้าวินเสมอ”
วรรณิตเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ก็พยายามพูดปลอบ
“แต่การเป็นที่สอง มันก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปนะคะ ฉันเองแม้แต่ที่สองยังไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ”
“ถ้าอย่างนั้น เราก็หัวอกเดียวกันซิครับ”
วรรณิตยิ้มตอบ อนันยชอาศัยจังหวะนั้นเอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่ายขึ้นมา แต่เธอกลับค่อยๆ ดึงมืออก
“อย่าค่ะ ณิตไปหายายดีกว่าค่ะ”
วรรณิตรีบเดินเลี่ยงไป อนันยชมองตามอย่างอยากเอาชนะ

ทรงพลเดินเข้ามาหาทิวัตถ์ในห้องทำงานด้วยความเป็นห่วง ที่เห็นอาการของลูกชายกำเริบ แต่กลับเจอคฑาวุธอยู่ในห้อง กำลังจัดแฟ้มเอกสารอยู่
“วินล่ะ?”
“เพิ่งออกไปเมื่อกี้เองครับ เห็นว่าจะไปหาผู้รับเหมาออกแบบภูมิทัศน์น่ะครับ”
“ แล้วรู้มั้ยว่าอยู่ที่ไหน?”
คฑาวุธกลัวโดนตำหนิที่ปล่อยทิวัตถ์ไปคนเดียว รีบอธิบาย
“คือจริงๆ ผมจะไปด้วยครับ แต่คุณวินบอกให้ผมทำงานอย่างอื่นอยู่ที่นี่ดีกว่า”
พูดพลางรีบหยิบแฟ้มมาเปิดดู แต่ทรงพลรีบพูดแทรกขึ้นมา
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันดูเอง”
จากนั้นก็คว้าแฟ้มแล้วเดินไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ก่อนจะเปิดแฟ้มดู แล้วไล่สายตาไปตามแผ่นกระดาษ ที่มีรายชื่อของผู้รับเหมาอยู่คนหนึ่ง ที่เขียนว่า “วิทยา สัจธรรม”
ทรงพลหน้าเครียดขึ้นมาทันที

“ลูกน้องปองภพ ทำไมเหรอคะ?”
ศุภารมย์ย้อนถามอย่างแปลกไป เมื่อรับโทรศัพท์จากทรงพล
“ผมคุ้นๆว่า ตอนนั้นนอกจากลูกสาวแล้ว เขามีลูกน้องอยู่คนนึงใช่มั้ย?”
พูดพลางย้อนนึกกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตอนที่ปองภพถูกตำรวจควบคุมไป ลิลินในวัย 9 ขวบ พยายามจะวิ่งตาม แต่ตำรวจวิ่งมากัน จนเด็กหญิงล้มลงไปกับพื้น บุญช่วยจึงรีบเข้ามาผลักตำรวจออก
“หนูลี ไอ้พวกบ้า”
บุญช่วยบ้าเลือดวิ่งชนเข้ากับตำรวจที่จับปองภพอยู่ ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด ตำรวจ 2 คนต่อย
บุญช่วยก่อนช่วยกันจับตัวหิ้วปีกขึ้นมา
ไม่นาน ร.ต.ท.ศัลย์ ก็เดินเข้ามาหา
“ชื่ออะไร?”
“ปล่อยคุณป้อง คุณป้องไม่ได้เป็นฆาตกร”
ขาดคำบุญช่วย ศัลย์ก็ซัดหมัดเข้าที่ท้อง ลิลินกรีดร้องตกใจ ศัลย์เข้าไปค้นตัวก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ของบุญช่วยออกมาดู
“บุญช่วย สัจธรรม นามสกุลก็บอกอยู่แล้วว่าสัจธรรม แกก็ควรจะเข้าใจนะ ว่านี่แหละที่มันเป็น
สัจธรรมของโลก”
ศุภารมย์ยืนมองเหตุการณ์จากมุมหนึ่งของบ้านด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

ศุภารมย์ รีบบอกทรงพลทางโทรศัพท์
“รู้สึกว่าจะชื่อบุญช่วย สัจธรรม”
ทรงพลที่อยู่ทางปลายสายใจหายวาบขึ้นมา
“แค่นี้ก่อนนะคุณ ไว้ผมจะเล่าให้ฟัง”
จากนั้นก็ตัดสายไป ศุภารมย์วางสายตาม รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

ทิวัตถ์กำลังขับรถไปตามทาง พลันก็มีสายเรียกเข้าจากทรงพลดังขึ้นมา
“ครับพ่อ”
“วิน อยู่ไหนลูก?” ทรงพลถามอย่างร้อนใจ
“กำลังจะไปหาคนมาทำงานให้เราไงครับ”
ทรงพลได้ยินเสียงของทิวัตถ์เป็นเสียงตะกุกตะกัก คล้ายกับไม่มีสัญญาณ
“วิน วิน”
“พ่อ ได้ยินมั้ยครับ พ่อ”
ทิวัตถ์กดวางสาย แล้วขับรถต่อไป

ลิลินมองแผนที่ในมือ ก่อนจะพับเก็บ พลางก้าวเดินไปตามถนน พลันภาพในอดีตก็ผุดขึ้นมา
เธอเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กเดินมาตามทางเรื่อยๆ จนมาหยุดมองเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะมองเข้าไปภายในบ้านเห็นเป็นต้นไม้เขียวขจีปลูกอยู่เต็ม และที่สะดุดตามากที่สุดก็คือต้นลีลาวดี ต้นใหญ่ที่ปลูกอยู่หน้าบ้าน
ปองภพจับตัวลูกสาวตัวน้อยโยนขึ้นกลางอากาศ เด็กหญิงส่งเสียงหัวเราะใสอย่างมีความสุข
ลิลินมองบ้านหลังนั้น เธอจำได้ทันทีว่ามันคือบ้านของเธอในวัยเด็กนั่นเอง ระหว่างนั้นเสียงของวิทยาดังขึ้น
“สวัสดีครับ”
ลิลินหันกลับมา ก็เห็นวิทยาเดินเข้ามาที่หน้าบ้าน
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ?”
“ฉันมาหาเจ้าของบ้านหลังนี้ค่ะ”
“ผมเองครับ”
ลิลินนึกแปลกใจ “ไม่ใช่ลุงช่วยเหรอคะ?”
“ผมวิทยาเป็นหลานของลุงช่วย”

ลิลินจ้องหน้าอีกฝ่าย ก่อนที่ความหลังในอดีตจะผุดขึ้นมาอีกครั้ง

ที่บริเวณหน้าบ้านของปองภพในอดีต ดอกลีลาวดีร่วงอยู่เต็มพื้น
 
ลิลินในวัย 9 ขวบ วิ่งเล่นไปมา แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าดอกลีลาวดีที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนที่จะก้มเก็บ พร้อมๆ กับที่วิทยา ในวัย 12 ขวบ แอบย่องเข้ามา เอามือไขว้หลังเหมือนซ่อนอะไรไว้
พอเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมาเห็น ก็รีบถลาเข้าไปหาอย่างสนิทสนม
“พี่วิท”
“หนูลี พี่มีอะไรมาให้หนูลีด้วยนะ”
พูดพลางเอาของที่ซ่อนอยู่ข้างหลังออกมา เป็นดอกลีลาวดีที่ถูกร้อยเป็นสร้อยสวยงาม เด็กหญิงยิ้มกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ ก่อนที่อีกฝ่าย จะเอาสร้อยดอกไม้คล้องคอให้
“ชอบมั้ย?”
“หนูลีชอบที่สุดเลยค่ะ พี่วิททำเองเหรอ?”
วิทยายิ้มให้แทนคำตอบรับ “พี่รู้ว่าหนูลีชอบดอกลีลาวดี”
“ขอบคุณค่ะ ถ้าแม่เห็น แม่ต้องดีใจมากแน่ๆ เลย”
เด็กหญิงลิลินยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางมองสร้อยคอที่คล้องคออยู่ เด็กชายมองด้วยความเอ็นดู ระหว่างนั้นลิลินก็ทำหน้าเศร้า
“ทำไมคนถึงไม่ชอบลีลาวดีกันคะ?”
เด็กชายรู้คำตอบ แต่กลับตอบเลี่ยงๆ
“ไม่รู้ซิ ทำไมเหรอ?”
“ถ้าคนไม่ชอบ แล้วเขาจะทำร้ายมันหรือเปล่า?”
วิทยานิ่งไปครู่หนึ่ง “ไม่หรอก พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายต้นลีลาวดีของหนูลีเด็ดขาด”
เด็กหญิงยิ้มดีใจ “พี่วิทพูดจริงนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
จากนั้นทั้งคู่ก็เกี่ยวก้อยสัญญา พลางยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

ลิลินดีใจที่ได้เจอวิทยาอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจำตัวเองไม่ได้ ก็เลยยังไม่อยากแสดงตัว
“ฉันชื่อลิลินค่ะ”
วิทยาคลับคล้ายคลับคลาเหมือนคนเคยรู้จักกันมาก่อน “คุณรู้จักลุงผมด้วยเหรอ?”
“คุณป้าของลินเคยรู้จักกับลุงช่วย พอดีลินมาธุระที่จังหวัดนี้ คุณป้าก็เลยฝากให้มาเยี่ยมน่ะค่ะ”
พูดพลางก็สอดส่ายสายตามองไปทั่วบริเวณ
“ไม่ต้องมองหาหรอกครับ ลุงช่วยไม่ได้อยู่ที่นี่”
พอเห็นลิลินหน้าเศร้า เขามองแล้วก็ยิ้มขำ
“ผมบอกว่าไม่ได้อยู่นี่ แต่ไม่ได้บอกว่าไม่รู้ว่าแกอยู่ไหนนี่ครับ”
ลิลินหันมองวิทยา ก็เห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นที่เธอคุ้นเคย
จากนั้นวิทยาก็พาลิลินเดินมาตามทางเดินภายในวัด
“ลุงช่วยมาบวชเหรอคะ?”
“เดี๋ยว คุณลินเห็นก็จะรู้เองครับ”
ลิลินนึกเอะใจ แต่ยังคงฉายแววเชื่อมั่นว่าจะต้องได้เจอบุญช่วยแน่ๆ
“เห็นเจ้าของบ้านคนที่ฉันไปถาม บอกว่าลุงช่วยแกหายตัวไปอยู่พักนึงเหรอคะ?”
วิทยานิ่งไป “แกเพิ่งพ้นโทษน่ะครับ”
ลิลินทำทีเป็นแปลกใจ “พ้นโทษ.?”
“ครับ หลังจากที่แกพ้นโทษออกมา ก็กลับมาที่นี่ ส่วนใหญ่แกไม่ค่อยกลับไปอยู่ที่บ้านหรอกครับ แกจะอยู่ที่นี่ นี่ก็เกือบอาทิตย์แล้ว ยังไม่เห็นทีท่าว่าแกจะกลับบ้านเลย”
ระหว่างที่ลิลินกำลังใช้ความคิด วิทยาก็ถามขึ้น
“ชอบดอกลีลาวดีเหรอครับ? เมื่อกี๊ผมเห็นคุณดูต้นลีลาวดีแล้วยิ้มออกมา ก็เลยคิดว่าคุณคงชอบต้นลีลาวดี”
ลิลินจงใจตอบอ้อมๆ “ค่ะ มันเป็นดอกไม้ที่แม่ฉันชอบน่ะค่ะ แล้วทำไมคุณถึงปลูกต้นลีลาวดีละคะ?”
วิทยานิ่งเหมือนรำลึกความหลัง
“ผมสัญญาไว้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชอบต้นลีลาวดีมาก ผมสัญญาไว้กับเธอว่าผมจะดูแลต้นลีลาวดีให้เธอ”
ลิลินมองวิทยาอย่างรู้สึกดี
“เธอคงดีใจ”

จากนั้นทั้งคู่ก็ยิ้มให้กัน
 
อ่านต่อหน้า 3

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 2 (ต่อ)

ทิวัตถ์ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านของวิทยา ก่อนจะก้าวลงมาหยุดยืนที่ขอบรั้วบ้าน พลางมองเข้าไปในบ้าน และสะดุดตากับต้นลีลาวดีไม่ต่างกับลิลิน

เขาตะโกนเรียกอยู่นาน แต่ไม่มีคนตอบรับ กำลังจะตัดสินใจกลับ แต่พอดีมีชาวบ้านผ่านมา
“โทษครับป้า นี่บ้านคุณวิทยาใช่มั้ยครับ?”
“ใช่”
“ป้าทราบมั้ยครับว่าคุณวิทยาออกไปไหน?”
“อ๋อ คุณวิทน่ะเหรอ ถ้าไม่อยู่บ้านก็คงอยู่วัดนั่นแหละ”
ทิวัตถ์ยิ้มอย่างมีความหวัง

ทางด้านวิทยาก็พาลิลินเดินมาที่ริมน้ำ ก่อนจะชี้มือไปที่ผู้ชายที่นั่งหันหลังให้อยู่ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม
“ลุงช่วย”
บุญช่วยหันมาเห็นลิลินก็ยิ้มแป้น
“ลุงช่วย ลุงช่วยจำหนูได้มั้ย?”
บุญช่วยส่งเสียงอือในลำคอ ลิลินยิ้มที่ชายชราจำได้ แต่..
“นางฟ้า? พระอินทร์ส่งนางฟ้ามาบอกว่าข้าต้องกลับสวรรค์แล้วเหรอ?”
ลิลินทั้งตกใจ และเสียใจ ที่เห็นว่าบุญช่วยต้องตกอยู่ในสภาพคนวิกลจริต
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”
วิทยาเดินเข้ามา แล้วนิ่งมองไปที่บุญช่วยด้วยความสงสาร ขณะที่ลิลินอึ้งไปเพราะคิดว่าถ้าได้พบชายชราจะเจอกุญแจดอกแรก แต่เรื่องทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างหวัง

“ทำไมลุงช่วยถึงตกอยู่ในสภาพนั้นได้ละคะ?”
ลิลินหันมาถามวิทยา ขณะเดินย้อนกลับมาทางเดิม
“ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องการฆาตกรรมที่เป็นข่าวใหญ่โตในจังหวัดนี้หรือเปล่า?”
ลิลินชะงักไป “ทำไมเหรอคะ?”
“คดีนั้นสร้างความสะเทือนขวัญไปทั้งจังหวัด แล้วฆาตกรก็คือ...นายจ้างแก”
ลิลินพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้
“ลุงช่วยแกยืนยันในความบริสุทธิ์ของนายจ้าง แต่หลังจากนั้น จู่ๆ แกก็หายตัวไป”
ลิลินขมวดคิ้วสงสัย “หายตัวไป ?”
“ครับ มารู้อีกที แกก็ต้องโทษข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับนายจ้างแก”
ลิลินพยายามเก็บรวบรวมข้อมูล
“เห็นคุณวิทว่า แกเพิ่งพ้นโทษ”
“ครับ แกถวายฎีกา แล้วก็ได้รับการอภัยโทษ แต่หลังจากที่แกออกมาได้ไม่นาน แกก็เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องก่อนที่จะเป็นอย่างนี้แหละครับ”
ลิลินหน้าสลด “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ”
“ครับ ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ว่าคนใจดีอย่างลุงช่วยจะกล้าทำความผิด”
วิทยาเห็นอีกฝ่ายหน้าเครียด ก็ชักผิดสังเกต
“เป็นอะไรรึเปล่าครับ?”
ลิลินส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับย้อนมาหาบุญช่วย
“ลุงช่วย คุณลุงจำหนูได้ไหมคะ?”
บุญช่วยหันมามองหน้าลิลินอย่างสนใจ
“นางฟ้า นางฟ้ากลับมาแล้ว”
“หนูไม่ใช่นางฟ้า หนูคือหนูลีไง หนูลีลูกพ่อป้องไงคะ”
“หนูลี? ลีลีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก”
พูดจบ ก็ตั้งวงฟ้อนรำออกไป ลิลินมองตามด้วยความหวังที่ดับวูบ ไม่ทันสังเกตเห็นทิวัตถ์ที่ยืนมองอย่างข้องใจว่าเธอมาทำอะไรที่นี่? ก่อนที่จะตัดสินใจเดินตามเธอไปห่างๆ
ระหว่างนั้นวิทยาก็โผล่มา
“อ้าว คุณวิทจะไปไหนเหรอคะ?”
“ว่าจะไปตามคุณลินนั่นแหละครับ เห็นหายไปนาน กลัวว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“พอดีเห็นเซียมซีเลยอยากลองดูน่ะค่ะ”
ทิวัตถ์เพ่งมองอย่างสงสัย แต่ไม่ได้ยินที่ทั้งคู่คุยกัน
“นี่ก็เย็นมากแล้ว สงสัยฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน”
ลิลินยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินไป ครู่หนึ่งก็หันกลับมาอีกครั้ง
“คุณวิทคะ ถ้าฉันจะมาเยี่ยมลุงช่วยแกบ่อยๆ คุณวิทจะว่าอะไรมั้ยคะ?”
“จะว่าอะไรละครับ ผมดีใจซะอีก”

ทั้งคู่ยิ้มให้กันโดยไม่รู้เลยถูกทิวัตถ์แอบถ่ายรูปไว้

ลิลินเดินออกมาตามทางที่เป็นศาลาที่มีพระประธานวางเรียงราย จู่ๆ เสียงของทิวัตถ์ดังขึ้น

“ถ้าผมไม่มาเห็น แผนของคุณก็คงจะสำเร็จแล้วใช่มั้ย? ตกใจเหรอ? อ๋อ คงตกใจที่ไม่คิดว่าจะมีคนมาพบคุณกับแฟนลับๆ ของคุณ”
“แฟน ?” ลิลินนึกรู้ว่าทิวัตถ์คงหมายถึงวิทยา “เขาเป็นเพื่อนฉัน”
“แหม ท่าทางคุณจะมีแต่เพื่อนผู้ชายนะ บอกมาดีกว่าว่าคุณมีแผนอะไร?”
ลิลินทำหน้าหงุดหงิด “นี่คุณเลิกหาเรื่องฉันซะทีได้มั้ย แผนอะไรของคุณ ?
“ก็แผนที่จะปอกลอกพี่ผมมาให้บรรดาผู้ชายของคุณไง”
ลิลินเหลืออดเดินไปหยิบบาตรน้ำมนต์มาก่อนจะสาดใส่ทิวัตถ์โครมใหญ่
“หวังว่าน้ำมนต์นี่จะช่วยล้างความคิดชั่วๆออกไปจากหัวคุณได้บ้าง”
จากนั้นก็รีบเดินออกไป ทิวัตถ์มองตามอย่างแค้นเคือง พร้อมๆ กับเสียงมือถือดังขึ้น
“ครับพ่อ อะไรนะครับ? แม่ต่ายล้มเหรอครับ!?”

ขณะที่ศักดิ์สิทธิ์นั่งทำงานอยู่ในห้อง ปกติก็พรวดพราดเข้ามารายงานว่าลิลินหายตัวไป ทำเอาเจ้าของโรงแรมถึงกับตกใจ
“ตายล่ะงานนี้ อุตส่าห์โฆษณาไปทั้งจังหวัด แล้วเล่นหายไปแบบนี้ฉันจะหาจากที่ไหนแทนล่ะเนี่ย
ฉันอยากจะบ้าตาย ทำยังไงดีวะ?”
ศักดิ์สิทธิ์ส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้ม

ทิวัตถ์รีบกลับเข้าบ้านเพื่อมาดูอาการของศุภารมย์ ทันทีที่เจอหน้าป้าจวนเขาก็รีบถามอย่างร้อนใจ
“แม่ต่ายเป็นยังไงครับ?”
ป้าจวนทำหน้างง “เป็นยังไง ? คุณท่านเป็นอะไรเหรอคะ?”
“ก็ที่แม่ต่ายล้มไงครับ”
จังหวะนั้นเสียงของศุภารมย์ก็ดังขึ้นมา
“วิน”
ทิวัตถ์มองไปก็เห็นศุภารมย์เดินออกมากับทรงพล ก็รีบเข้าไปหา
“แม่ต่าย เจ็บตรงไหนบ้างครับ?”
ป้าจวนตกใจ ใส่เป็นชุด
“คุณท่าน คุณท่านล้มเหรอคะ ล้มเมื่อไหร่คะ ในห้องน้ำเหรอคะ? ทำไมจวนไม่เห็นทราบเลยคะ”
ศุภารมย์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ป้า มีอะไรทำก็ไปทำไป”
ป้าจวนจำต้องเดินออกไป ทิวัตถ์รีบบอก
“ผมว่าแม่ต่ายไปโรงพยาบาลดีกว่าครับ”
“แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอกวิน พ่อเราเขาตกใจเกินไป คุณเนี่ย ไม่น่าโทรบอกวินเลย เรื่องแค่นี้เอง”
ทรงพลรับมุกต่อ “ก็ผมเป็นห่วงคุณนี่”
ศุภารมย์รีบวกเข้าเรื่องแบบเนียนๆ
“แล้ววินรีบกลับมาอย่างนี้ เสียงานอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่หรอกครับ ผมกำลังจะไปคุยกับนักออกแบบภูมิทัศน์เท่านั้นเองครับ”
ทรงพลพยายามเก็บอาการ “แล้วคุณวิทยาว่าไง รับทำให้เรามั้ย?”
“ไม่เจอ คิดว่าคราวหน้าคงให้ คฑาวุธนัดก่อนจะดีกว่า แล้วอีกอย่างผมยังไม่รู้จักว่าคุณวิทยาหน้าตาเป็นยังไงด้วย คราวหน้าคงต้องทำการบ้านมากกว่านี้ครับ”
ทรงพลกับศุภารมย์แอบถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้นอนันยชวิ่งโวยวายเข้ามา
“แม่ เมื่อกี๊ป้าจวนบอกว่าแม่ล้มเหรอ แล้วนี่ยืนทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกัน”
“ไม่มีอะไรแล้ววัน แม่ต่ายไม่ได้เป็นอะไรมาก”
ทิวัตถ์พูดพร้อมกับเข้าไปตบไหล่เป็นเชิงปลอบ
“แต่ไปโรงพยาบาลให้เขาตรวจหน่อยก็ดีนะแม่”
ศุภารมย์รีบตัดบทเพราะไม่อยากให้เรื่องยุ่งยาก
“วัน น้องเขาก็บอกแล้วไงว่าแม่ไม่เป็นไร”
อนันยชชะงักไปเมื่อเห็นมารดาเข้าข้างทิวัตถ์ ทรงพลต้องรีบพูดขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการชวนไปทานอาหารนอกบ้าน
“ผมขอตัวดีกว่า เพราะยังไงผมก็รู้สึกเหมือนกินข้าวนอกบ้านอยู่ทุกวันอยู่แล้ว”

อนันยชพูดจบก็เดินออกไป ศุภารมย์มองตามสีหน้าเครียด ทิวัตถ์เองก็รู้ว่าอนันยชเคืองเขาอยู่

อนันยชนั่งดื่มเหล้าดับอารมณ์อยู่ที่ระเบียงคนเดียว ครู่หนึ่งทิวัตถ์ก็เดินออกมา พลางทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“วัน”
อนันยชทำหน้าเซ็ง “แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“นี่นายรู้เหรอ? ก็เรื่องที่ฉันอิจฉานายไง”
อนันยชแค่นยิ้ม
“แกมีพร้อมทุกอย่าง แล้วมาอิจฉาฉันทำไม?”
“ก็อิจฉาที่นายไม่ได้เป็นไอ้โรคบ้าๆ อย่างฉันไง แถมความจำเสื่อมอีกต่างหาก นายเชื่อมั้ยว่าทั้งพ่อทั้งแม่ต่ายห่วงฉันมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่สมประกอบมากเท่านั้น”
อนันยชมองดูทิวัตถ์ก่อนจะนึกถึงความหลังแล้วพูดขึ้นมา
“แกจำลูกหมาที่ชื่อเทลได้มั้ย?”
ทิวัตถ์ชะงักไปนิดหนึ่ง “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ถ้ามันไม่ได้จมน้ำตาย ตอนนี้มันคงตัวใหญ่พอๆ กับพวกเราแล้วล่ะ”
อนันยชส่ายหน้าช้าๆ “ฉันเป็นคนจับมันกดน้ำเอง ช่วยไม่ได้ตอนนั้น แกไม่ยอมไปเตะบอลกับฉันเพราะมัวแต่เล่นกับเจ้าเทล”
ทิวัตถ์อึ้งไปเมื่อรู้ความจริง
“แล้วแกรู้มั้ยทำไมฉันถึงทำอย่างนั้น? เพราะมันจะทำให้แกเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าครอบครัว วิน ยังไงคนในครอบครัวก็ต้องสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นแกเลิกคิดว่าฉันจะโกรธแม่หรือแกเลย”
พูดจบก็ยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกพรวดเดียวหมด แล้วลุกขึ้น “ไปกันเถอะ”
“นายจะไปไหน? ”
อนันยชไม่ตอบ แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม จนทิวัตถ์แปลกใจ

ขณะที่ศักดิ์สิทธิ์กำลังยืนครุ่นคิดหน้าเครียด เพราะแขกที่เห็นโปสเตอร์โปรโมทนักร้องเริ่มทยอยมา
จู่ๆ ลิลินก็โผล่มา
“คุณลิน นี่คุณไปไหนมาครับ? ผมหาคุณแทบจะพลิกโรงแรมหาแล้ว”
“พอดีรู้สึกไม่ค่อยสบายนะค่ะเลยออกไปหาหมอมา แต่ขากลับหลงทางนิดหน่อย ขอโทษนะคะที่ไปไม่ได้บอกก่อน”
ศักดิ์สิทธิ์ยิ้มอย่างโล่งใจ
“ไม่เป็นไรครับ แต่ทีหลังคุณลินอย่าทำอย่างนี้นะครับ ผมหัวใจจะวาย ไปเตรียมตัวดีกว่าครับ ตอนนี้แขกมารอกันแล้ว เอ หรือว่าผมจะเดินไปส่งคุณลินดี เผื่อคุณลินจะหายไปไหนอีก”
“ไม่แล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องห่วง ลินจะไม่ทำให้คุณศักดิ์สิทธิ์กับแฟนเพลงทุกคนผิดหวังแน่นอนค่ะ”
ลิลินรับคำก่อนจะเดินออกไป ศักดิ์สิทธิ์มองตาม พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ทิวัตถ์กับอนันยชเดินเข้ามาหยุดที่หน้าโปสเตอร์ของลิลิน ฝ่ายแรกแอบเหล่มอง ก่อนจะแกล้งพูดล้อๆ
“ท่าทางนักร้องใหม่ของเจ้าสิทธิ์คงจะเด็ดจริง นายว่ามั้ย? แค่คืนแรกก็สามารถรวมผู้ชายเกือบครึ่งจังหวัดมาอยู่ที่นี่ได้”
“รวมทั้งแกด้วย”
ทิวัตถ์ส่ายหน้า “ฉันมาเป็นเพื่อนนาย แล้วก็คืนนี้ฉันว่ามันน่าจะมีเรื่องสนุกมากกว่าการมาฟังเพลง”
“เรื่องสนุก ? อะไรของแกวะ”
“บอกตอนนี้มันก็ไม่สนุกซิ เอาไว้ให้ถึงเวลารับรองว่านายต้องสนุกแน่”
พลันเสียงของศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น
“แกสองคนมาได้ยังไงเนี่ย? ฉันอุตส่าห์ไม่บอก เพราะกลัวแกเนี่ยแหละไอ้วัน”
อนันยชยิ้มขำ “ถึงแกไม่บอก ฉันก็รู้อยู่ดี”
ทิวัตถ์เข้าใจว่าอนันยชรู้จากลิลิน
“แต่ก็มีบางเรื่องที่นายอาจจะไม่รู้”
อนันยชกับศักดิ์สิทธิ์มองหน้าทิวัตถ์อย่างสงสัย เขาเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ก็เรื่องที่เจ้าสิทธิ์จะให้เรานั่งติดเวทีเลยไง ใช่มั้ยสิทธิ์”
ศักดิ์สิทธิ์พยักหน้ารับ “แหม ได้เลยครับพี่วิน ไปๆ เดี๋ยวฉันหาโต๊ะให้”
ศักดิ์สิทธิ์กับอนันยชพากันเดินเข้าไป ทิวัตถ์เดินตาม พลางยิ้มกระหยิ่มเมื่อนึกถึงแผนการที่จะแฉ
ลิลิน ระหว่างนั้นเพื่อนของสิตาที่เดินมากับแฟนหนุ่มเห็นเข้าพอดี เธอปรายตามองทิวัตถ์อย่างแปลกใจ

ฟากสิตาก็นั่งดื่มอยู่ที่ผับอีกแห่งหนึ่งอย่างเซ็งๆ เพราะคิดถึงทิวัตถ์ ครู่หนึ่งเสียงเตือนข้อความไลน์ก็ดังขึ้นมา เธอรีบหยิบมือถือมากดอ่าน
“ทายซิว่าฉันเจอใคร? เดี๋ยวส่งรูปไปให้ดู”
สิตารีบกดมือถือโทร. หาเพื่อนคนนั้นทันที
“แกเจอวินที่ไหน?”

ทิวัตถ์นั่งอยู่ที่โต๊ะในผับกับศักดิ์สิทธิ์นั่งอยู่ด้วยกัน ส่วนอนันยชเดินแยกไปเข้าห้องน้ำ
“ฉันเชื่อนะว่าเมื่อไรที่คุณลินออกมาร้องเพลง เมื่อนั้นแหละทุกคนก็จะเหมือนถูกสะกดจิตล่องลอยไปกับเสียงของเธอ และเธอก็จะกลายเป็นที่หนึ่งของจังหวัด”
ศักดิ์สิทธิ์พูดแบบเพ้อๆ ทิวัตถ์แอบเบะปาก
“หึ ที่หนึ่งด้านการล่าผู้ชายละซิไม่ว่า”
พลันเสียงอินโทรเพลง “พรหมลิขิต” ก็ดังขึ้น ก่อนที่เสียงใสๆ ของลิลินจะดังตามมา พร้อมกับที่เธอเดินออกมาปรากฏตัวบนเวที ทุกคนเพ่งมองไปเหมือนต้องมนต์สะกด
ทิวัตถ์เองก็ถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นลิลินในชุดราตรียาว บวกกับน้ำเสียงเพลงที่เปี่ยมเสน่ห์ ทำเอาถึงกับตกอยู่ในภวังค์

อนันยชเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็ชะงักไปเมื่อได้ยินลิลินร้องเพลงในความทรงจำของเขา ก่อนจะย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว

อนันยชในวัยหนุ่มแอบย่องเข้ามาในห้องนอนของศุภิสราแบบลับๆ ล่อๆ พลางเดินสำรวจภายในห้อง เมื่อเห็นชุดนอนแขวนอยู่ ก็หยิบมามองดูอย่างหลงใหล พร้อมกับสูดดมกลิ่นเข้าไปเต็มปอด

ระหว่างนั้นได้ยินเสียงอาบน้ำในห้องน้ำ พร้อมกับเสียงฮัมเพลง “พรหมลิขิต” ออกมาอย่างมีความสุข เขาค่อยๆ แอบย่องไปดูอย่างช้าๆ ก่อนจะพบว่าประตูห้องน้ำไม่ได้ปิด ดวงตาของเขาลุกวาวมองดูเรือนร่างของอีกฝ่ายอย่างหลงใหล และหมายปอง
พลันก็มีมือหนึ่งมาจับที่ไหล่ อนันยชตกใจรีบหันกลับไปก่อนจะเห็นศุภารมย์ที่ยืนทำหน้าโกรธขึ้งอยู่

ทางด้านศุภารมย์ก็กำลังยืนครุ่นคิดเรื่องราวในอดีตเช่นกัน ระหว่างนั้นเสียงมือถือก็ดังขึ้น พอเห็นเบอร์ก็รีบกดรับสาย
“รู้แล้วใช่มั้ยว่าตัวปัญหามันกลับมาแล้ว ฉันไม่รู้ว่าคุณจะจัดการยังไง แต่ถ้าเกิดมีใครต้องการรื้อฟื้นมันขึ้นมา คุณคือคนแรกที่จะเจอกับปัญหานั้น ฉันอยากให้อดีตเป็นแค่อดีต”
พูดจบก็รีบกดวางสาย แววตานิ่ง อย่างคนที่ตัดสินใจดีแล้ว แต่พอหันหลังจะเดินเข้าบ้าน ก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นทรงพลยืนอยู่
“คุยกับใครเหรอคุณ?”
ศุภารมย์พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ
“อย่าใส่ใจเลยค่ะฉันแค่จะแบ่งเบาเรื่องบางเรื่องให้คุณเท่านั้นเอง”
“ต่าย เราเคยทำผิดพลาดมาในอดีต ตอนนี้ผมไม่อยากทำผิดอีกแล้ว”
“แล้วคิดว่าฉันอยากทำเหรอคะ?”
ศุภารมย์ย้อนถาม ทรงพลเห็นอีกฝ่ายเริ่มเสียงแข็ง ก็อ่อนลง “ผมเข้าใจ”
“คุณว่ามันแปลกมั้ย? อยู่ๆ หนูวรรณิตก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วตอนนี้ วินยังต้องติดต่องานกับคนที่เป็นหลานของลูกน้องของนายปองภพ ทำไมทุกอย่างมันถึงช่างประจวบเหมาะกันอย่างนี้?”
ทรงพลมองไปยังห้องนอนของศุภิสราที่อยู่ชั้นบน ศุภารมย์มองตาม
“แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็พร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อปกป้องครอบครัวของเรา”
ทรงพลพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบไหล่ศุภารมย์เข้ามากอดไว้

ลิลินร้องเพลงท่อนสุดท้ายจบ พร้อมกับเสียงปรบมือกึงก้องไปทั้งผับ โดยเฉพาะศักดิ์สิทธิ์ที่ปรบมือเสียงดังออกนอกหน้า
“เห็นมั้ย เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่าคุณลิลินต้องไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ไง ถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออกเลย
ล่ะซิไอ้วิน”
ทิวัตถ์เพิ่งรู้ตัว รีบพูดแก้เก้อ “แล้วแกจะให้ฉันลุกขึ้นเต้นมั้ยล่ะ”
พูดพลางหันไปมองลิลินที่กำลังเดินลงจากเวที พลันก็มีลูกค้ามาดเฮียๆ คนหนึ่งลุกขึ้นมาขวางเธอไว้
“นี่น้องหนู พี่รบกวนเวลานิดนึงซิจ๊ะ ให้เกียรติมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเฮียหน่อยได้มั้ย เมียเฮียตายแล้ว เห็นหน้าน้องแล้วเฮียคิดถึงเมียมากเลย นะ มามะๆ คนสวย”
ลิลินมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้แบบไม่กลัวเกรง
“ได้ค่ะ แต่หนูขอไปห้องน้ำก่อนได้มั้ยคะ?”
แต่เฮียกลับยื้อไว้ด้วยการดึงแขน แต่จู่ๆ ก็มีอีกมือมาจับมือของเฮียคนนั้นเอาไว้ พอเฮียเงยหน้ามองเห็นเป็นอนันยช ที่ถือเป็นคนใหญ่คนโตของจังหวัด ก็รีบปล่อยมือจากลิลิน แล้วเดินตัวลีบเลี่ยงออกไปทันที พร้อมๆ กับที่ทิวัตถ์กับศักดิ์สิทธิ์เดินตามเข้ามาสมทบ
อนันยชหันมาถามลิลิน
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ผมวันครับ”
อนันยชแนะนำตัวเอง พลางยื่นมือออกไปจะจับมือกับลิลิน ทิวัตถ์มองด้วยความแปลกใจเพราะเหมือนทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน ศักดิ์สิทธิ์ยื่นมือเข้ามาจับแทน
“อย่าไปรู้จักไอ้หมอนี่เลยครับ เดี๋ยวชีวิตจะตกต่ำเหมือนผม เชิญคุณลินไปพักเหนื่อยก่อนดีกว่าครับ”
ลิลินยิ้มให้อย่างเป็นมิตร“ได้ค่ะ ไว้เจอกันนะคะ”
พูดจบก็เดินออกไป โดยไม่สนใจทิวัตถ์ เขาปรายตามองตาม ก่อนจะตัดสินใจเดินตามไป
“เดี๋ยวก่อน “
ลิลินหันกลับไปมองอย่างอ่อนใจ “ขอร้องวันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว มีอะไรก็รีบพูดมา”
“คุณกับวัน เตี๊ยมกันเล่นละครใช่มั้ย? ที่ทำเหมือนไม่รู้จักกัน”
ลิลินนึกออกทันที “อ๋อ คุณวันคนนั้นนั่นเองที่ทำให้คุณคิดว่าฉันหลอกเขา”
“ไม่ต้องมาทำพูดดี คิดว่าผมรู้ไม่ทันผู้หญิงเจ้าเล่ห์อย่างคุณเหรอ?”
“แล้วทำไมคุณไม่ไปถามพี่คุณเองล่ะ”
ลิลินพูดย้อน ก่อนหันหลังจะเดินต่อ แต่กลับถูกทิวัตถ์จับแขนเอาไว้
“ถ้าผมเอารูปคุณกับผู้ชายเมื่อตอนเย็นให้วันเขาดู คุณคิดว่าจะเป็นยังไง?”
“จะเป็นยังไง ทุกคนก็จะคิดว่าคุณมันเป็นไอ้โรคจิตที่คิดเองเออเอง ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“ถ้าไม่ปล่อยแล้วจะทำไม?” พูดพลางจับลิลินไปติดกับกำแพง “บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะ...”
“ จะทำไม คราวที่แล้วยังไม่เข็ดอีกหรือไง”
ขาดคำเธอก็เข่าเข้าไปที่ท้องของทิวัตถ์จังๆ
“ฉันกับคุณวันเพิ่งเจอกันวันนี้วันแรก ถ้าคุณไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ฉันขอร้อง อย่ามายุ่งกับฉันอีก”

พูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้ทิวัตถ์มองตาม ทั้งเจ็บใจ ทั้งจุก
 
อ่านต่อหน้า 4

ลีลาวดีเพลิง ตอนที่ 2 (ต่อ)

ลิลินเดินเลี่ยงมาถึงห้องแต่งตัว แล้วก็คิดไปถึงคำพูดของวิทยาตอนอยู่ที่วัด

“ลุงช่วยแกยืนยันในความบริสุทธิ์ของนายจ้างแก แต่หลังจากนั้น จู่ๆ แกก็หายตัวไป”
“หายตัวไป ?”
แล้วภาพในอดีตตอนที่บุญช่วยถูกควบคุมตัวออกมาจากบ้านก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง ลิลินเห็นเพียงด้านหลังของศัลย์เท่านั้น
“ไป แกถูกจับฐานสมรู้ร่วมคิดฆ่าผู้อื่นกับนายปองภพ”
“ไอ้บ้า ไหนบอกว่าถ้าฉันให้ปากคำตามที่แกบอกแล้วแกจะปล่อยฉันไง”
ลิลินได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ แต่ด้วยความเป็นเด็ก จึงยังไม่รู้ความหมาย
ศัลย์กระชากคอบุญช่วยเข้ามา
“ถ้าแกยังพูดมาก แกจะโดนข้อหาขัดขวางและดูหมิ่นเจ้าพนักงาน”
จากนั้นก็สั่งให้ลูกน้องจับบุญช่วยขึ้นรถตำรวจก่อนจะรีบขับออกไป ทิ้งให้ลิลินยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
ปรมัตถ์กำลังนั่งดื่มเบียร์อยู่ริมน้ำ ท่าทางหมดอาลัยตายอยากเพราะผิดหวังจากลิลิน ครู่หนึ่งเสียงมือถือก็ดังขึ้น เขาเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาดูอย่างซังกะตาย แต่พอเห็นหน้าจอเป็นชื่อลิลินก็ยิ้มดีใจ รีบกดรับสาย
“มัต ลินมีเรื่องอยากให้ช่วย”
ปรมัตถ์นิ่งไปด้วยความผิดหวัง คิดว่าลิลินจะโทร. มาเพราะมีเยื่อใย
“แต่ถ้ามัตไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”
“มัตอยากช่วย แต่มัตก็อยากให้ลินหยุด”
“มัต พ่อของลินต้องตายในคุก เพราะถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกร ทั้งๆ ที่พ่อลินไม่ได้เป็นคนทำ”
ลิลินพูดพลางย้อนนึกกลับไปเมื่อตอนที่เธอเป็นเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ขณะที่ยืนอยู่ที่ห้องพบญาติ ครู่หนึ่งเจ้าหน้าที่เรือนจำ ก็ควบคุมตัวปองภพผ่านประตูเข้ามา
เด็กหญิงรีบวิ่งโผเข้าหา ปองภพก้มลงโอบกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ด้วยความรักและความคิดถึง
“หนูลีคิดถึงพ่อป้อง”
2 พ่อ-ลูกน้ำตาไหลพราก
“พ่อป้อง พ่อป้องบอกคนพวกนี้ซิว่าพ่อไม่ผิด ลุงคะ...”
เด็กหญิงทำท่าจะหันไปบอกเจ้าหน้าที่ ปองภพรีบดึงกลับมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อย่าหนูลี หนูลีฟังพ่อนะ ต่อไปนี้ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร พ่อไม่อยากให้หนูฟังทั้งนั้น พ่ออยากให้หนูลีเชื่อมั่นในตัวพ่อ พ่อไม่ได้ทำอะไร พ่อไม่ได้ฆ่าผู้หญิงคนนั้น”
เด็กหญิงเชื่อมั่นในคำพูดของพ่อ และนั่นทำให้เธอปักใจมาตลอดว่าปองภพไม่ได้เป็นฆาตกร


เด็กหญิงลิลินวิ่งมาตามทางเพื่อจะเข้าไปที่ห้องพบตัวปองภพ ระหว่างทางมีชายคนหนึ่งเดินสวนออกมา แต่เธอกลับวิ่งเลยผ่านไป โดยไม่สนใจ ชายคนนั้นหันมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เจ้าของสายตาคู่นั้น ก็คือทรงพลนั่นเอง!!

เด็กหญิงวิ่งเข้ามาในห้อง ก็เห็นพ่อนั่งซึมอยู่ ปองภพเงยหน้าเห็นลูกสาว ต่างกอดต่างโผกันด้วยความ
คิดถึง แต่แล้วจู่ๆ ปองภพก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด
“พ่อป้อง พ่อป้องเป็นอะไร?”
“เอ่อ พ่อไม่ได้เป็นอะไร โอ๊ย”
ลิลินจะหันไปเรียกผู้คุม แต่พ่อปรามไว้
“คุณลุงพวกนั้นช่วยพ่อไม่ได้หรอก หนูลีฟังพ่อนะ ต่อไปหนูลีต้องตั้งใจเรียน แล้วโตขึ้นเป็นคนดี”
เด็กหญิงน้ำตาคลอ
“ไม่ ทำไมพ่อพูดอย่างนี้ พ่อไม่ผิด เดี๋ยวเขาก็ปล่อยตัวพ่อแล้ว พ่อต้องออกมาอยู่กับหนูลี พ่อต้องออกมา”
พุดพลางสะบัดมือปองภพออก ก่อนจะวิ่งร้องไห้ไปหาผู้คุมแล้วตีๆๆๆ ไม่ยั้ง
“ปล่อยพ่อหนู พ่อหนูไม่ผิด”
ปองภพรีบเข้ามาดึงตัวไว้
“หนูลี อย่าลูก อย่าร้องไห้นะคนดี พ่อสัญญาว่าพ่อจะรีบออกไปอยู่กับหนูลีนะ”
“พ่อป้องสัญญาแล้วนะ”
ปองภพดึงเด็กหญิงที่ร้องไห้จ้าเข้ามา พลางน้ำตาไหลพราก เพราะรู้ว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้กอดลูกสาวสุดที่รัก
“พ่อรักลูก”
ปองภพเงยหน้ามองไปที่ประตู เห็นทรงพลแอบมองอยู่

เสียงเรียกของปรมัตถ์ดึงลิลินให้หลุดจากภวังค์
“ลินจะไม่หยุด จนกว่าลินจะทวงความยุติธรรมให้กับพ่อของลิน และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพ่อลินไม่ได้เป็นฆาตกร”
“แล้วลินอยากให้มัตช่วยอะไร?”
“มัตจำข้อมูลของคนที่ลินให้หาได้มั้ย? ตอนนี้สิ่งที่ลินเจอกับข้อมูลที่มัตให้มา ลินว่ามันมีความขัดแย้งกันหลายอย่าง”
ทิวัตถ์เดินผ่านมา ได้ยินที่ลิลินคุยก็สงสัย ขณะที่ปรมัตถ์ตกใจ
“ลินเจอเขาแล้วเหรอ?”
“ใช่ แต่ตอนนี้เขาสติไม่ดีไปแล้ว ลินยังไม่แน่ใจ แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่ลินจำได้ บางทีแกอาจจะไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่เห็น”
ระหว่างนั้นเสียงมือถือของทิวัตถ์ดังขึ้น เขารีบเอามือถือขึ้นมาปิดเสียงทันที ลิลินตกใจหันขวับไป แต่ก็ไม่เห็นใคร แต่ก็รู้ทันทีว่ามีคนอยู่ตรงนั้น
“หาข้อมูลให้หน่อยนะมัต ลินมั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นต้องแกล้งสติไม่ดีเพื่อหลบหนีอะไรบางอย่าง ขอบคุณมาก ลินต้องวางแล้ว”

ลิลินกดวางสายก่อนจะรีบออกไปจากตรงนั้นทันที ทิวัตถ์ที่ซุ่มดูอยู่นึกสงสัยขึ้นมาว่าลิลินเป็นใครกันแน่ ?

ปรมัตถ์แม้จะน้อยใจลิลินไม่น้อย แต่ก็รีบหยิบมือถือขึ้นมา แล้วกดโทร. ออก

“ฉันมีเรื่องให้ช่วยหน่อย นายจำประวัติของผู้ชายที่ฉันให้หาข้อมูลได้มั้ย? ฉันอยากรู้ที่อยู่ของเขา”
แววตาของปรมัตถ์ที่มุ่งมั่นจะได้เจอลิลิน

ลิลินเดินมาตามทาง แล้วก็เจอกับศักดิ์สิทธิ์ เธอนึกขึ้นมาได้ทันที
“คุณสิทธิ์คะ ฉันขอยืมรถหน่อยได้มั้ยคะ? ฉันมีเรื่องจำเป็นจริงๆ ค่ะ นะคะ”
ศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าแบบงงๆ “เอ่อ ก็ได้ครับ คุณลินไปบอกคนขับรถของโรงแรมได้เลยครับ”
ลิลินขอบคุณศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที พร้อมกับที่ทิวัตถ์วิ่งออกมา
“อะไรของแกวะไอ้วิน จะรีบไปไหน?”
“เห็นใครผ่านมาแถวนี้มั้ย?”
ศักดิ์สิทธิ์ส่ายหน้า “ไม่มีนะ จะมีก็แค่คุณลินที่มาขอยืมรถฉัน ท่าทางจะรีบร้อนไปไหนไม่รู้”
“ถ้าวันถามบอกว่าฉันไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศ เดี๋ยวฉันมา”
พูดจบทิวัตถ์ก็รีบวิ่งออกไปทันที

พอศักดิ์สิทธิ์เดินย้อนกลับไป ก็เจอกับอนันยชเดินสวนออกมาพอดี
“เจอแกก็ดีแล้ว ถ้าเจอเจ้าวินฝากบอกด้วยว่าฉันไปที่อื่นต่อ”
ศักดิ์สิทธิ์รีบบอก
“งั้นแกก็โทร. บอกไอ้วินเองแล้วกัน ก็ไอ้วินเพิ่งบอกว่าจะไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศเมื่อกี้เอง”
อนันยชทำหน้าแปลกใจ “เคลียร์งานบ้าอะไรดึกป่านนี้”
พูดพลางเหลือบไปเห็นสิตาที่เดินมาทางด้านหลังศักดิ์สิทธิ์
“รู้แล้วทำไมไอ้วินถึงรีบไป”
ศักดิ์สิทธิ์หันมองตาม แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเจอกับสิตา
“วินอยู่ไหน? วินอยู่ข้างในใช่มั้ยคะ?”
พูดพลางทำท่าจะเดินเข้าไป ศักดิ์สิทธิ์รีบเข้ามาขวางเอาไว้
“เจ้าวินไม่อยู่ เพิ่งออกไปเมื่อกี๊เอง”
“โกหก”
สิตาตะคอกเสียงดัง พลางเหลือบไปเห็นโปสเตอร์โปรโมทของลิลินที่อยู่ด้านหลังของศักดิ์สิทธิ์ เธอรีบผลักอีกฝ่ายออกก่อนจะเดินเข้าไปดึงโปสเตอร์มาดู
“ถึงกับตามมาที่นี่เลยเหรอ วินมาหานังนี่ใช่มั้ย?”
อนันยชพยายามปราม “ตา ฉันว่าเธอใจเย็นๆ ก่อนดีกว่า”
สิตาไม่ฟังเสียง รีบเดินปรี่เข้าไปในผับ ศักดิ์สิทธิ์มองตามอย่างหวั่นใจ เพราะเกรงว่าถ้าสิตาเข้าไปแล้วไม่เจอทิวัตถ์ จะอาละวาดจนเกิดเรื่อง

ลิลินนั่งรถของโรงแรมแล่นมาตามทางอย่างร้อนใจ เพราะจะรีบไปหาบุญช่วย โดยมีทิวัตถ์ขับตามมาติดๆ ด้วยความสงสัย
พอรถจอดที่หน้าวัด ลิลินก็รีบหันไปบอกคนขับ
“กลับได้เลยค่ะ“
จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปวัด ที่มีต้นไม้ปกคลุมจนดูน่ากลัว ทิวัตถ์ลงจากรถแล้วมองไปรอบๆ อย่างจำได้

“คิดถึงผู้ชายจนต้องขับรถมาดึกๆ อย่างนี้เลยเหรอ?”

บุญช่วยนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียวนั่งน้ำตาซึมอยู่ที่ริมคลองของวัด พลางพร่ำพูดขอโทษปองภพอยู่ตลอดเวลา

“คุณป้องผมขอโทษ เรื่องทั้งหมดมันเป็นความผิดของผมเอง ถ้าผมไม่ขี้ขลาด คุณป้องก็คงไม่ตายทั้งหมดเป็นเพราะผมคนเดียว”
แท้จริงแล้วบุญช่วยไม่ได้เป็นบ้าอย่างที่แสดงให้ทุกคนเห็น
จากนั้นก็ย้อนนึกกลับไปถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่เขาถูกจับมัดอยู่ในบ้านร้างแห่งหนึ่ง ใบหน้าสะบักสะบอมจากการโดนซ้อม ครู่หนึ่งประตูก็เปิดออก เขาเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อสายตาปรับสภาพแสงได้ก็ตกใจ
“ไอ้พวกชั่ว แกต้องการอะไร?”
ศัลย์ในชุดนอกเครื่องแบบยืนอยู่พร้อมกับลูกน้องอีก 2 คน
“เด็กๆ รายงานฉันว่า แกจะไปเป็นพยานให้กับไอ้ฆาตกรนั่นน่ะเหรอ?”
“พวกแกก็รู้ว่าคุณป้องไม่ได้เป็นฆาตกร พวกแกใส่ร้ายคุณป้อง”
ขาดคำลูกน้อง 1 ใน 2 ก็ต่อยบุญช่วยจนเลือดกลบปากกลบจมูก
“ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง ถ้าฉันถาม แล้วแกยังตอบเหมือนเดิม” ศัลย์พูดพร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาจ่อที่ขมับ พลางทำหน้าเหี้ยม “แกคิดว่ามันจะรู้สึกยังไงกันนะ? เมื่อมีลูกตะกั่ววิ่งผ่านสมองของแกทะลุจากหน้าผากไปออกด้านหลังกะโหลกนะ ตกลงว่าแกจะไปเป็นพยานให้มันหรือเปล่า?”
แต่กลับถูกบุญช่วยถ่มน้ำลายใส่
“ถุย มึง มึงมันไอ้คนชั่ว ไอ้คนเลว มึง”
ศัลย์โมโหซัดหมัดใส่จนบุญช่วยลงไปกองกับพื้น
“ฉันคิดแล้วว่าคนอย่างแกคงคิดไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น....”
พูดพลางศัลย์ส่งมือไปทางลูกน้อง ที่รีบยื่นรูปให้
“วิทยา พ่อแม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ แกเลยเอามาเลี้ยง จนรักเหมือนลูก”
บุญช่วยตกใจจนหน้าซีด
“อย่า อย่าทำอะไรหลานฉัน”
ศัลย์จ้องหน้าบุญช่วย แล้วยิ้มเหี้ยม
“ก็ถ้าแกสัญญาว่าจะหายสาบสูญไป ทั้งแกแล้วก็หลานแกก็จะปลอดภัย”
บุญช่วยมองรูปวิทยาในวัยเด็ก ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมา



บุญช่วยยิ่งคิดถึงเรื่องในอดีตก็ยิ่งเสียใจ
“คุณป้อง ผมขอโทษ”
พูดพลางยกเหล้าขึ้นดื่มกระดกพรวด ก่อนจะปรายตาเห็นเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามา พร้อมกับ เสียงเหยียบใบไม้กรอบแกรบ ชายชราหันไปมอง แล้วก็แกล้งทำเป็นบ้าทันที
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้เข้าๆ บุญช่วยเพ่งมอง พลันที่ร่างนั้นพ้นความมืดออกมาต้องแสงจันทร์ ชายชราก็ถึงกับตาเบิกโพลง

ลิลินที่กำลังรีบเดินมาตามทาง พร้อมๆ กับที่ทิวัตถ์แอบตามมาติดๆ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องของบุญช่วยดังขึ้น
“ ไม่ ผมผิดไปแล้ว”
ลิลินตกใจ “ลุงช่วย”

บุญช่วยกระเสือกกระสนหนีตาย ศัลย์ที่ใส่หน้ากากไหมพรมเดินตามเข้ามา
“ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าย้อนกลับมาที่นี่”
บุญช่วยกลัวจนลนลาน
“เรื่องทุกอย่างมันก็จบไปแล้ว แกยังจะเอาอะไรกับฉันอีก แกให้ฉันใส่ร้ายคุณป้องว่าเป็นคนฆ่าผู้หญิงคนนั้น แล้วก็หักหลังยัดข้อหาให้ฉัน”
ศัลย์ยิ้มร้าย “ที่แกไม่ตายไปตั้งแต่ตอนนั้นเพราะเรื่องมันยังดังอยู่ ฉันเลยต้องให้แกเข้าไปอยู่ในคุก
ให้ลูกกรงปิดปากแก”
พูดพลางยกปืนขึ้นมาหมุนที่เก็บเสียงใส่ที่ปากกระบอกปืน บุญช่วยเห็นอย่างนั้นก็หน้าซีดเผือด
“อย่า อย่าทำผม ผมสัญญา ผมจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”
“สิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันเชื่อว่าแกจะไม่พูดอะไร ก็คือฉันต้องเห็นแกตาย”
จังหวะนั้นลิลินก็วิ่งออกมาพอดี
“ลุงช่วย”
พลางกระโดดขี่หลังศัลย์ทันที แล้วรีบตะโกนบอก
“หนีไป ลุงช่วยหนีไปเร็ว”
บุญช่วยรีบหนีไปทันที ทิ้งให้ลิลินพยายามต่อสู้กับศัลย์ แต่สุดท้ายกลับพลาดท่า จนเกือบโดนอีกฝ่ายยิง โชคดีที่ทิวัตถ์มาถึงพอดี
“หยุดนะ”
ศัลย์รีบวาดปืนไปทางทิวัตถ์ แต่กลับถูกอีกฝ่ายปราดเข้าไกระชากเสื้อแจ็คเก็ต เผยให้เห็นเสื้อยืดคอสีแดงเลือดหมูที่บ่งบอกว่าเป็นตำรวจซ่อนอยู่ด้านใน ลิลินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนก่อนจะเห็นทิวัตถ์ต่อสู้กับชายลึกลับคนนั้น
ทิวัตถ์พลาดท่าถูกซัดจนเซล้ม ศัลย์เดินตามเข้ามา ก่อนจะกระชากตัวขึ้นมาเพื่อจะจ่อยิง
ลิลินตะโกนลั่น “ไม่”
ศัลย์เห็นหน้าของทิวัตถ์ก็ชะงักไป ฝ่ายหลังอาศัยจังหวะนั้นปัดปืนในมือกระเด็นหลุด ก่อนจะหันมาต่อย จนศัลย์ล้มลง

ลิลินรีบวิ่งเข้ามาดึงทิวัตถ์ให้รีบหนี ศัลย์ค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะเดินมาเก็บปืนที่ตกอยู่แล้วมองตามไปด้วยความสงสัยที่เห็นทิวัตถ์

บุญช่วยวิ่งมาหลบหลังโกศด้วยความกลัว ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนเหยียบใบไม้ดังขึ้นที่ด้านหลัง ชายชราค่อยๆ หันมองไป แล้วก็ตกใจสุดขีด เมื่อเห็นปลายกระบอกปืนจ่อที่ด้านหลังของเขา

ทางด้านลิลินประคองทิวัตถ์มาถึงรถ แล้วก็อาสาเป็นผู้ขับรีบบึ่งรถออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องขับเร็วขนาดนั้นก็ได้ ผมว่ามันไม่ตามมาแล้วล่ะ”
ลิลินมองกระจกหลังเช็กเพื่อความแน่ใจ
“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?”
ลิลินชะงักไป ระหว่างนั้นเสียงมือถือของทิวัตถ์ก็ดังขึ้น
“ไอ้สิทธิ์ ฉันกำลังจะโทร. หาแกอยู่พอดี”
“แกไม่ต้องพูดอะไรเลย ฟังฉันพูดก่อน ตอนนี้แม่สิตามารอแกอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่แกจะมา?”
ทิวัตถ์ตกใจ “อะไรนะ สิตาอยู่ที่โรงแรมแกเหรอ?”
“เออซิวะ ฉันบอกว่าแกไม่อยู่ก็ไม่เชื่อ เธอบอกว่าถ้าจะทำให้เธอไปได้ คือแกต้องมาพาเธอไป แล้วอีกอย่างนะเว้ย ท่าทางสิตาจะคิดว่าแกไปกับคุณลินวะ แกรีบมาเคลียร์ปัญหาแกเลย”
ทิวัตถ์หันมองหน้าลิลิน ถ้าสิตาเห็นเขาอยู่กับเธอจริงๆ เรื่องน่าจะยุ่งกว่านี้
“แกบอกเธอแล้วกันว่าติดต่อฉันไม่ได้ แค่นี้นะ”
ทิวัตถ์รีบกดตัดสายทันที ศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าเซ็ง พร้อมกับที่สิตาเดินปรี่เข้ามาอย่างเอาเรื่อง แต่เขาก็แก้ตัวจนรอดไปได้

ลิลินขับรถแล่นมาตามถนนที่มืดและเปลี่ยว ทิวัตถ์หันมองไปที่เธอเหมือนจะนึกขึ้นมาได้
“จะไปไหน?”
ลิลินรีบบอก “กลับโรงแรมซิ”
“ไม่ได้ สมองคุณเอาไว้คิดแต่เรื่องผู้ชายหรือไง? ถ้าไอ้คนนั้นมันตามมา คิดว่าโรงแรมของเจ้าสิทธิ์มันจะปลอดภัยหรือไง? ไปบ้านผม”
ลิลินตกใจ “แล้วฉันล่ะ?”
“ผมบอกว่าผมจะกลับบ้าน ถ้าคุณไม่ไปก็ลงตรงนี้ เอาไง?”
ลิลินมองทิวัตถ์อย่างหมั่นไส้ก่อนจะขับต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก

ลิลินประคองทิวัตถ์เข้ามาในบ้าน พลางทำท่าจะรีบผละออกไป แต่บังเอิญป้าจวนเดินออกมาจากห้องจะมาเข้าห้องน้ำ ทั้งคู่ได้ยินเสียงก็ตกใจ
“รีบหลบเร็วคุณ”
ทิวัตถ์รีบดึงลิลินให้หลบ แต่บังเอิญเสียหลักล้มลง จนล้มลงบนตัวของเขา ปากของทั้งคู่สัมผัสกันเต็มๆ
ป้าจวนได้ยินเสียง ก็กลืนน้ำลายเอื้อก คิดว่าโดนผีหลอก
“ใครน่ะ? คุณ คุณต้อยเหรอคะ อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยนะคะ”
จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องทันที ทิวัตถ์เป่าปากโล่งอก ก่อนที่ลิลินจะรีบลงจากตัวของเขา
“เป็นอะไร? หวังว่าคงไม่คิดจะเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ผมน่ะ เพราะผมไม่อยากโดนพวกผู้ชายลับๆ ของคุณเข้าใจผิด แล้วเอาคนมายิงแบบเมื่อกี้”
ลิลินได้ยินก็ไม่พอใจ “อะไรนะ?”
“ทำไม? ผมว่าอย่างคุณคงไม่มีเรื่องอะไรนอกจากเรื่องชู้สาว หรือจะเถียง”
ลิลินทำท่าจะเถียง แต่มาคิดดูอีกที การที่ทิวัตถ์เข้าใจไปอย่างนั้นก็ดี เพราะเธอไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าเธอกับบุญช่วยมีความเกี่ยวข้องกันยังไง

ลิลินเดินออกมาที่สวนของบ้านทิวัตถ์
“คนอะไร คิดเป็นอยู่เรื่องเดียวหรือไง”
พลันเธอก็รู้สึกเหมือนเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นว่าเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง แต่ด้วยจิตใต้สำนึกบางอย่างทำให้เธอเห็นเป็นภาพดอกลีลาวดี
ลิลินไล่สายตาขึ้นไปก่อนจะเห็นต้นลีลาวดีอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นเธอก็จำได้ทันทีว่ามันคือต้นไม้แห่งความทรงจำ ก่อนที่จะค่อยๆ ก้มลงหยิบดอกลีลาวดีขึ้นมา พร้อมกับภาพความหลังที่ผุดขึ้นมา

ลิลินในวัยเด็กกำลังจะก้มลงเก็บดอกลีลาวดีที่ร่วงอยู่ที่พื้น จู่ๆ เสียงของคนรับใช้ที่ชื่อเจี๊ยบก็ดังแหวขึ้นมา
“ทำอะไรน่ะ ไม่รู้หรือไงว่าลีลาวดีพวกนั้นเป็นของที่นี่”
“แต่หนูเห็นมันตกอยู่ที่พื้น”
เจี๊ยบไม่ฟังเสียง
“จะอยู่บนต้นของมันหรือจะตกอยู่ที่พื้น ถ้ามันอยู่ในบ้านนี้ ก็เป็นของที่นี่ พ่อลูกนิสัยเหมือนกัน ชอบของคนอื่นใช่มั้ย?”
ด้วยความเป็นเด็ก ลิลินจึงยังไม่เข้าใจในคำพูดของเจี๊ยบ ครู่หนึ่งเสียงเรียกของป้าจวนก็ดังมาไกลๆ
“เจี๊ยบ นังเจี๊ยบ”
เจี๊ยบหันไปตามเสียงอย่าไม่ค่อยสบอารมณ์ ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานลิลินต่อ
“อย่าคิดว่าพ่อแกเป็นชู้กับคุณผู้หญิงแล้วจะมาเดินเพ่นพ่านอย่างนี้ได้ ไป ไปอยู่กับพ่ออย่ามาเดินเกะกะแถวนี้”
พูดพลางเดินเข้าไปแย่งดอกลีลาวดีที่อยู่ในมือของเด็กหญิงโยนทิ้งก่อนจะเดินออกไป ลิลินมองตามด้วยความเสียใจ

ลิลินมองไปรอบๆ ตัวบ้าน แล้วก็จำบ้านได้ จังหวะนั้นทิวัตถ์ก็วิ่งตามออกมา เธอค่อยๆ หันไปมองเขาจากมุมมืด แล้วภาพความทรงจำเก่าๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ

ปองภพลูบหัวลูกสาวตัวน้อยอย่างเอ็นดู
“พ่อ พ่อรักแม่มั้ย?”
“แม่กับลูก คือสิ่งที่มีค่ากับพ่อมากที่สุด”
ลิลินหน้าเศร้า “แต่คนในบ้านนี้บอกว่า...”
“พ่อรักแม่มากที่สุด ไม่ว่าจะนานแค่ไหนหรือมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้พ่อเลิกรักแม่ของลูกได้”
เด็กหญิงได้ฟัง ก็โผเข้ากอดพ่อแน่น พลันก็มีเสียงคนทะเลาะกันและเสียงข้าวของตกแตกดังแทรกเข้ามา 2 พ่อ-ลูก หันมองไปภายในบ้านด้วยความสงสัย

ร่างของศุภิสรากำลังหงายหลังตกลงมาจากระเบียง ป้าจวนกับเจี๊ยบกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ก่อนที่จะรีบวิ่งเข้ามาดู
เด็กหญิงลิลินถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นภาพการตายของศุภิสราต่อหน้าต่อตา ก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปมอง เห็นปองภพยืนอยู่ที่ระเบียง

ลิลินมองขึ้นไปยังชั้นบนตรงที่เคยเป็นที่เกิดเหตุ พร้อมกับความทรงจำที่ย้อนกลับมา
“พ่อ หนูเจอแล้ว หนูต้องทำให้ทุกคนรู้ว่า พ่อไม่ได้เป็นฆาตกร”

เธอมองบ้านของทิวัตถ์พร้อมกับไฟแค้นที่ลุกโชนขึ้นในใจ
 
อ่านต่อตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...