xs
xsm
sm
md
lg

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอนที่ 3 ตอน หวงลูกสาว 1

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอน หวงลูกสาว 1

บ้านการุณวงศ์ วันใหม่ นันทานั่งปอกแอปเปิ้ลอยู่ที่ม้านั่งในสวน พลเดินเข้ามา

"นัน ทำไมมานั่งอยู่ที่นี่ล่ะ"
"เกลียดหน้าตากร นั่งก่อนซีพล"
"ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ"
"มันชอบยั่วดีนัก รำคาญที่สุด ...เออ นี่พล วันนี้ยาใจเค้าส่งบัตรแต่งงานมาให้ เค้าจะแต่งกับ
คุณไสววันพุธแล้วนะ"
"ก็ช่างเค้าซี ไม่เกี่ยวกับเรา"
"แหม ทำปากดี ลองคุณไสวไปชอบคนอื่นสิ ขี้คร้านจะดีใจ"
"โอ๊ย พลไม่เคยกินของเหลือใครหรอก"
"ตาย ทำไมปากคอเราะร้ายอย่างนี้ เดี๋ยวคุณไสวเค้าได้ยินเข้าเค้าจะได้"
"เอาซี่ ไม่รู้จักนายพลกล้าศึกซะแล้ว"
นันทาหัวเราะ
"แหม เพิ่งรู้ว่าเป็นมวย เมื่อไรจะขึ้นต่อยบอกนันด้วยนะ"
"เร็วๆนี้ละ ได้คู่แล้ว"
"คู่กับใครจ๊ะ พ่อนักมวย"
"คู่กับนันน่ะซี"
นันทาหน้าแดง
"บ้า พูดอะไรไม่รู้"
"ไม่บ้าละ พูดจริงๆด้วย พลมาคิดๆดูแล้ว ผู้หญิงคนอื่นไม่มีความหมายสาหรับพลหรอก มีแต่นันคนเดียวเท่านั้น พลบอกคุณพ่อแล้วด้วย"
"บอกว่ายังไง"

"บอกว่าพลจะขึ้นเวทีกับนัน คุณพ่อบอกว่านันเป็นผู้หญิงจะสู้กับพลได้ยังไง แต่ถ้าขึ้นบนตั่งรับ
น้ำพระพุทธมนต์ด้วยกันละก็ พลคงแพ้นันแน่ๆเชียว หัวใจของพลถูกนันกำไว้จนตาย"
นันทารู้สึกอาย เลยเสลุกขึ้นเดิน พลตามมา

"นันจ๋า ถามจริงๆ เกลียดพลมั้ย"
นันทาเอื้อมมือเด็ดใบไม้เล่น
"พลเป็นน้องนันนะจะบอกให้"
"แต่พลอายุมากกว่านันนี่นา นัน นันหันมานี่แน่ พลจะบอกอะไรให้ ซีจ๊ะ"
นันทาเขินอาย ทันใดนั้นงูเขียวตัวหนึ่งก็ตกลงมาข้างๆตัวนันทา เธอร้องหวีดโผเข้ากอดพล พลมองเห็นว่าเป็นงูไม้ระกา แต่ก็ฉวยโอกาสจูบแก้ม
"นันจ๋า พลรักนัน แต่งงานกับพลนะ งูตัวนี้เป็นสื่อความรัก มันมีบุญคุณกับพลมาก"
นันทาถอนใจยาวรู้สึกซึ้งใจ แต่คิดไงไม่รู้เลยหันมามองงู
"นายกร!"
นิกรเดินออกมา
"โอ๊ย น่าไม่อายกอดกันกลางวันแสกๆ เดี๋ยวจราจรเห็นจับไปโรงพักนะ"
"นี่ อวดดีนัก คนบ้า ไป ไปให้พ้น ชั้นเกลียดน้าหน้าแกนัก" นันทาบอก
"แหม...ทีงี้เกลียดหนูละ เวลาพลไม่มาสักวันละก็ ..ยังไง กร ทาไมพลเค้าไม่..."
นันทาวิ่งไปหยิบแอปเปิ้ลขว้างเข้าเบ้าตาพอดี
"โอ๊ย"
"ฮ่ะๆๆ สมน้าหน้า ไอ้เด็กผีทะเล"

ห้องนั่งเล่น บ้านพัชราภรณ์ วันใหม่ เจ้าคุณประสิทธิ์และคุณหญิงวาดกำลังนั่งฟังวิทยุ คุณหญิงกำลังร้อยพวงมาลัยด้วยดอกรักและดอกกุหลาบ
เสียงจากวิทยุ - - วันที่ 3 มิถุนายน 2481 นี้ทางราชการทหารบกจะจัดให้มีงานที่แปลกใหม่ที่สุดของสยาม นั่น
คือ งานสงครามบุปผาชาติ ณ พระบรมรูปทรงม้า ในงานจะมีการตัดสินรถที่เข้าประกวดและนางงามบุปผชาติด้วย"
"ตายแล้วน่าไปจังเลยนะคะเจ้าคุณ" วาดบอก
เจ้าคุณปิดเสียงวิทยุแล้วบอก
"นั่นสิ ค่าบัตรก็บำรุงการกุศล เราน่าจะชวนคุณพี่ ไปด้วยกันเลยนะ"
"นี่ต้องสรรเสริญท่านผู้ที่คิดจัดงานนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกในสยามนะคะ เพราะจะทำให้จิตใจของ
ประชาชนอ่อนโยนสดชื่นเหมือนกับดอกไม้" วาดพูดพลางหยิบพวงมาลัยขึ้นมา
"พวงมาลัยนี้คุณหญิงร้อยเองหรือ"
"ค่ะ ทำไมหรือคะ"
ทำให้ชั้นนึกถึงความหลัง สมัยที่ชั้นเป็นนักเรียนกฎหมายอยู่แล้วก็ได้มาพบคุณข้าหลวงที่สวย
ที่สุดในวังกำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่"
วาดเขิน
"อุ๊ย แหมเจ้าคุณน่ะ ดูพูดเข้า"
"ไหนขอชั้นดมพวงมาลัยหน่อยได้มั้ยจ๊ะ"
ทั้งสองไม่ได้รู้ตัวเลยว่า เจ้าแห้วเดินถือถาดเครื่องดื่มมาพอดี เห็นฉากเจ้านายเกี้ยวกันจึงหยุดและแอบมอง

เพลงเชิญชมดอกไม้ (คำร้อง - ทำนอง พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ)

วาด "เชิญซิคะ ท่านเชิญ เชิญมาชมดอกไม้ กุหลาบหอมหวล ส่งกลิ่นยียวน แสนยั่วหัวใจ ทั้งหอมทั้งหวาน ดอกเพิ่งบานใหม่ ๆ ของดิฉันเก็บไว้ ยังไม่มีใครดมเลย"

เจ้าคุณดมดอกไม้
"ชื่นใจจังเลยจ้ะ คุณหญิง แล้วนี่ดอกอะไรจ๊ะ"
"ดอกรักค่ะ"
"ขอชมนะจ๊ะ
เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะจนถาดสั่น

วาด "เชิญซิคะ ท่านเชิญ เชิญมาชมดอกไม้ นี่ดอกรักซ้อน ใครมาถึงก่อน ก็เด็ดเอาไป อย่ามัวรอช้า รักจะราโรยไกล
เชิญมาไว ๆ เด็ดดอกรักเอย"

เจ้าแห้วทนไม่ไหวแล้ว หัวเราะจนถาดสั่น แก้วกระทบกัน เจ้าคุณและคุณหญิงสะดุ้ง คุณหญิงลุกขึ้นมอง
"ไอ้แห้ว นี่มึงแอบมาดูเจ้านายคุยกันหรือ ฮึ"
"เปล่าขอรับ รับประทานผมจะเอาน้ายาอุทัยมาให้ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิง พอดี พอดี เห็นรับประทานสองท่านกำลัง .. เอ้อ ..ชมดอกไม้กันก็เลยรับประทานไม่อยากกวน"
"มึง มึงแอบดูกู อ้าย นี่"
"โอ๊ย เจ็บ เจ็บจะขาดใจแล้วขอรับ"
ประสิทธิ์บอก
"ยัง ข้ายังไม่ได้ตีเองสักแอะ แค่ยกตะพด"
" เจ็บล่วงหน้าขอรับ เวลาโดนจริงๆจะได้เจ็บน้อยๆหน่อย เพราะร้องไปแล้ว"

"อ้ายนี่วอน ชิชะ" วาดบอก

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2481 บริเวณลานพระบรมรูปฯ เป็นวันงานสงครามบุปผชาติ

พลขับรถมาจอดหน้าตึก และก้าวลงมาในชุดกางเกงแพรเสื้อชั้นนอกแพรสีนวลอ่อน
ภายในห้องนั่งเล่น บ้านการุณวงศ์ เจ้าคุณวิจิตรกำลังนั่งทานของว่างยามบ่ายอยู่ที่ห้องนั่งเล่น พลเดินเข้ามา ไหว้
"นันทาอยู่ไหมครับ"
"ไม่อยู่ไปร้านเสื้อแม้นประภา นัดไปเที่ยวงานบุปผชาติกับแกไม่ใช่เหรอ"
"ครับ คุณลุงไม่ไปหรือครับ"
"ไปซี ลุงนัดกับคุณพ่อคุณแม่แกไว้แล้วว่า บ่ายโมงครึ่งลุงจะไปรับ"
"นิกรไปกับนันด้วยหรือครับ"
"เปล่า อยู่โน่น" เจ้าคุณชี้มือไป "ไปคุยกับเค้าสิ"
"ครับ"

บริเวณเฉลียงหลังบ้าน นิกรกาลังนั่งบนโซฟา อุ้มลูกชะนีอยู่
"เฮ้ย กร นั่นลูกแกเหรอ"
"เออ มารู้จักสิ นี่น้องคนเล็กของแก"
"แกเอามาจากไหน"
"คนเค้าให้คุณพ่อมาเมื่อวาน กว่าจะได้มา ตีกับพี่นันแทบตาย กันรักมันจังเลย ดูสิน่ารัก"
"นันทาโทร.บอกว่าให้กันมารับไปงานวันนี้"
"หา! แกไม่ได้มารับกันเหรอนี่ งั้นที่เรานัดกันไว้แล้วก็เหลวนะซี"
พลถอนใจ
"แล้วจะให้ทำไงละ"
" เอาอย่างนี้แล้วกัน เรารีบหนีไปซะตอนนี้ พี่นันกลับมาไม่เจอก็ไปกับคุณพ่อเอง"
พลยิ้มแห้งๆ
"วิธีอื่นไม่มีเหรอ"
นิกรยกมือเกาหัว
"ไม่รู้ละ แกเอาพี่นันไป กันไม่ไปด้วยเด็ดขาด โธ่ โอกาสที่เราจะได้เต๊าะผู้หญิงฟรีๆก็มีวันนี้แหละ คนก็แน่นสาวๆสวยๆก็เยอะ พี่นันไปเป็นคุมเราแจ"
"เออ จริง ไปเว้ยกร รีบไปกันเถอะ"
สองคนรีบลุกขึ้น
"อ้าว เฮ้ย เอาลูกไปด้วยเหรอ"
"เอาไปซิ นี่ละความน่าเอ็นดูของชะนีน้อยนี่ล่ะจะทาให้แผนการเต๊าะผู้หญิงของเราสำเร็จ"

รอบลานพระบรมรูป มีรั้วทางการกั้นไว้ไม่ให้ประชาชนเข้าไปในเขตรั้วที่รถบุปผาชาติจะผ่าน ขบวนรถจะออกจากทางสนามเสือป่า วนมาทางราชดาเนิน แล้ววนเข้าไปให้กรรมการตัดสินหน้าสวนอัมพร ในรั้วจะมีเก้าอี้นั่งอยู่สาหรับแขกผู้มีเกียรติ ที่ซื้อบัตรราคาแพง
เสียงประกาศดังขึ้น
"อีกสักครู่ ขบวนรถบุปผชาติจะเริ่มขึ้นแล้วนะคะ ท่านที่ต้องการทำสงครามบุปผชาติ โปรดรีบไป
ซื้อลูกปา สายรุ้ง และช่อดอกไม้ ได้จากเจ้าหน้าที่ตามจุดที่กำหนดไว้ค่ะ"
มีคนมากมายรอชมขบวนบุปผาชาติอยู่ข้างในและนอกรั้ว บางคนก็ไปซื้อลูกปาสายรุ้งที่ใส่ในถุงกระดาษห่อเรียบร้อย
พลและนิกรเดินมา พลคล้องกล้องถ่ายรูปมาด้วย
สาวงามสองคนเดินมา เห็นชะนีเข้า ก็มอง
สาว 1 บอก "ตาย ลูกชะนี น่าเอ็นดูจังเลย"
พลบอก
" เอ้อ ผมขออนุญาตถ่ายภาพคุณสองคนสำหรับทำปกหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 หวังว่า
คงจะกรุณาเอื้อเฟื้อ"พลยกกล้องออกจากบ่า ดึงกล้องออกมา
สองสาวยิ้มแป้นดีใจมาก ตื่นเต้นยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่ เพราะแสดงว่าหล่อนคงงามหยดย้อยแน่ๆ
สาว1 บอก "ยินดีค่ะ คุณเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์อะไรคะ"
พลบอกอ้อมแอ้ม "มิตรภาพครับ"
พลถอยออกมาถ่ายรูป สองสาวโพสท่า
"เป็นพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับ"
สองสาวโปรยยิ้มให้ เดินมาจับแก้มชะนีแล้วนวยนาดออกไป
"ชั้นยอมยกแกให้เป็นอาจารย์ของชั้น พล แกหน้าด้านและตอแหลที่สุดในโลก"
"วะ ผู้หญิงสวยๆ เราต้องหาโอกาสเต๊าะบ้างอะไรบ้างสิ ขืนหน้าบางอย่างแก ชาตินี้คงไม่มีวันหาเมียได้"
"จริงของแกว่ะ"
ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆ จนไปเห็นสาวสวยสองคนยืนอยู่ ห่างออกไปนิดนึงคือ ชายหัวล้านใส่แว่นตา ถือตะพดอันเบ้อเร่อ ชายผู้นี้คือ เจ้าคุณปัจจนึกพินาศ นายททหารนอกราชการผู้ร่ำรวยมหาศาล และ แม่สาวสองคนนี้ก็คือ ประภาและประไพ ศิริสวัสดิ์นั่นเอง สองสาวอยู่ในชุดหรูหราทันสมัยเสื้อกระโปรงชุดสีม่วงเหมือนกัน
นิกรลืมตาโพลง
"เฮ่ย แก ดูนั่น สวยอะไรอย่างนี้ ชาติก่อนแม่สองคนนี้ทำบุญไว้ด้วยอะไรหนอ พล กันชอบแม่คนที่ยืนข้างหน้า ต้องจีบให้ได้"
"ระวังแบ๊งค์เก๊นะแก"
"ไม่เก๊น่า ท่าทางใหม่เอี่ยมทีเดียว คงเพิ่งเอาออกมาจากคลังใหม่ๆ ว่าแต่ว่า อีตาหัวล้านใส่แว่นตาถือตะพดอันเบ้อเร่อน่ะ แกแน่ใจหรือจะไม่ใช่ป๋าของหล่อน"

"คงไม่ใช่ คนหัวล้านจะมีลูกสาวสวยอย่างนี้เชียวหรือวะ"
นิกรนัยน์ตาจ้องแม่งาม
" เออ จริง คราวนี้กันต้องแสดงความสามารถให้แกชมบ้าง"
นิกรถอนใจยาว สายตาจ้องที่ประภาและประไพแล้วเดินเข้าไป อารามสนใจแต่ผู้หญิง จึงไม่ทันสังเกตยายแก่คนหนึ่งที่นั่งตะบันหมากอยู่บนพื้นถนน จึงก้าวลงไปบนตักคุณยาย
"โอ๊ย"
นิกรสะดุ้ง เพิ่งมองเห็นว่าตัวเองเหยียบยายแก่อยู่
"เดินยังไงกันอ้ายห้าร้อย หา อ้ายตาบอด เดี๋ยวแม่แพ่นด้วยตะบันหมาก ขาแข้งกูหักหมด"
นิกรนั่งยองๆไหว้
"อย่าถือโทษโกรธผมเลยครับ คุณยาย ผมไม่เห็นจริงๆ"
ยายแทนที่จะอภัยกลับแหกปากดังเข้าไปอีก
"ไม่เห็นมึงทำไมเหยียบถูก มึงอย่ามาแก้ตัว" ยายคว้ามือนิกรไว้ "ไม่ได้ ขากูถลอกเลย ต้องเอาเรื่อง โปลิศ โปลิศ"
คนแถวนั้นหันมาดูซุบซิบ นิกรหน้าซีด พลรีบเข้ามานั่งข้างๆนิกร
"คุณยายครับ กรุณายกโทษให้เพื่อนผมด้วยครับ สายตาเค้าไม่สู้ดี มองอะไรไม่เห็น"
"กูไม่เชื่อ ยังหนุ่มแน่นแท้ๆ ตาไม่เห็นมีอย่างหรือ"
"จริงๆนะครับ เค้าเล่นยี่เก ทุกคนแสงไฟมันส่องตาจนสายตาสั้นขอรับ"
ยายเปลี่ยนจากหน้าถมึงทึงเป็นยิ้มแป้นทันที
"พ่อเป็นยี่เก"
นิกรโล่งใจทันที
"ครับ ถูกแล้ว"
ยายทำกิริยาเหมือนเด็กอายุ 13 ห่อตะบันหมากเก็บ
"เธอเล่นโรงไหนจ๊ะ เป็นตัวอะไร พ่อคุณของยาย"
ใจจริงของนิกรรู้สึกผะอืดผะอมมากแต่ต้องฝืน ทำเสียงยานเหมือนลิเก
"จำเดิมอยู่วิกหลวงสวรรค์ขอรับ ตอนนี้อยู่คณะสหสหายบันเทิงขอรับ เป็นโต้โผเอง"
ยายยิ้มแก้มแทบปริ
"เดี๋ยวนี้เธอเป็นนายโรงหรือคะ"
"ขอรับ เป็นพระเอก ส่วนไอ้นี่เป็นผู้ร้ายขอรับ เพิ่งลงมาจากนกบุรี"
ยายยิ้มชดช้อย
"เวลานี้แสดงอยู่โรงไหนละคะ"

"วันนี้พักการแสดงขอรับ พรุ่งนี้จึงแสดงที่วิกเทเวศร์"
ยายตีเข่าฉาด
"อุ๊ยตาย พะแผ่ซีคะ ดิชั้นก็อยู่ใกล้ๆเทเวศร์เลย พรุ่งนี้ไปแน่ๆ เล่นเรื่องอะไรคะคุณพระเอก"
การกระตุ้งกระติ้งของคุณยายเป็นภาวะที่สุดจะทนทานสาหรับนิกร
"เอ้อ ..."
พลรีบแทรก
"เรื่องพระนางกระดิ่งทองหรือกระบองกายสิทธิ์ขอรับ"
"ดิชั้นต้องไปดูแน่ๆ" ยายหัวเราะชอบใจ เอามือไปจับลูกชะนี "อุ๊ย น่าเอ็นดูเหลือเกิน ขออุ้มหน่อยนะ
คะ"
นิกรสะดุ้งเฮือก
"ไม่ได้หรอกครับ มันเกลียดผู้หญิง"
"เอ๊า ก็อิชั้นก็ผู้หญิงนี่ค่ะ"
"คือ มันเกลียดผู้หญิงสวยน่ะครับยาย" พลบอก
"อู๊ย แหม มันรู้ดีจังนะคะ" ยายหัวเราะจนน้าหมากกระจาย
"ผม .. เอ้อ .. ลาล่ะครับ มีนัดกับเพื่อนยี่เกด้วยกัน"
ยายมองด้วยความอาลัย
" เชิญเถอะค่ะ ถ้าพบเพื่อนเธอแล้ว ชวนกันมาทางนี้อีกนะคะ"
"ครับ ครับ"
นิกรกับพลรีบเผ่นอออกมา
"โอ๊ย คุณยายจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังทำท่าเหมือนเด็กสาวอายุสิบสาม ถ้าเป็นลูกฟุตบอลกันชู้ต
เข้าพระที่นั่งอนันต์แล้ว" พลบอก
นิกรมองหาประภาประไพไม่เจอแล้ว
"แล้วกัน แม่สองคนนั่นหายไปแล้ว"
"นั่นสิ สงสัยคงไปดูทางอื่นแล้วละ" พลว่า
"โธ่ เพราะยายแก่บ้าลิเกนั่นเชียว เฮ้อ"
เสียเพลงจากวงแตรวงดุริยางค์ดังเข้ามา

"เฮ่ย รถมาแล้ว เร็วๆไปดูกัน" พลบอก
 
อ่านต่อหน้า 2

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอน หวงลูกสาว 1 (ต่อ)

เสียงเพลงมาร์ชจากลำโพง ขบวนรถคันแรกเริ่มมา มีดุริยางค์ และ ขบวนสาวสวยเดินมา ตามมาด้วยรถ


เสียงประกาศ
"รถแห่ขบวนบุปผชาติ คันแรกนี้ เป็นรถบุปผชาติศรีสุริโยทัย เพื่อเทิดพระเกียรติวีรสตรีไทย ผู้ที่ให้เกียรติ แต่งกายเป็นพระศรีสุริโยทัยคือ คุณพิสมัย โชติวุฒิ นางสาวสยามประจำปี 2481 นี้
เสียงผู้คนตบมือโห่ร้อง "ไชโยๆ"
รถบุปผชาติแต่งเป็นช้างทรง มีพิสมัย โชติวุฒิ แต่งเครื่องเป็นพระศรีสุริโยทัย ใส่มงกุฎสายสะพายนางสาวไทย
พลถ่ายรูป
เสียงประกาศ "ขอเชิญผู้ที่ชื่นชมรถคันนี้ ทำสงครามบุปผชาติได้เลย"
ประชาชนแกะห่อลูกปา สายรุ้งออกมาปาใส่รถ พิสมัยยิ้มรับ โบกมือให้
นิกรตะลึง
"นี่น่ะหรือคุณพิสมัย"
"นี่ละ"

เพลง นางฟ้าจำแลง (คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

นิกร "โฉมเอยโฉมงาม อร่ามแท้แลตะลึง ได้เจอครั้งหนึ่ง เสน่ห์ซึ้งตรึงใจ ครั้งเดียวได้ชม สมัครภิรมย์รักใคร่
พันผูกใจไม่ร้างรา"
พล "น้าคำลือเลื่องไปทั่วทั้งเมืองนานมา ชมว่าวิไลงามตาดังเทพธิดาองค์หนึ่ง มาเห็นเต็มตาพลอยพารำพึง
ติดตรึง ชวนให้คะนึงอาจิณ"
หมู่ชายทั้งหมด "เห็นเพียงนิดเดียวให้ซาบเสียววิญญา ได้ชมโฉมหน้าดังหยาดฟ้ามาดิน โสภาท่าทางดูช่างสำอางงามสิ้น
คาที่ยินยังน้อยไป หรือว่าชาติก่อนนางได้รับพรของใคร คงสร้างผลบุญยิ่งใหญ่ จึงได้วิไลงามตา นางฟ้าองค์ใดแปลงกายลงมา จึงงามดังเทพธิดาลาวัณย์"
รถแห่แล่นไป พิสมัยโบกมือ ประชาชนโหร้อง โยนดอกไม้ ในจำนวนหมู่ชายนี้มีกิมหงวนอยู่ด้วย เมื่อพลนิกรเห็นกิมหงวนก็สะดุ้ง
"เฮ่ย นั่นมันไอ้เสี่ยกิมหงวนที่เราเห็นที่แฮปปี้ฮอลล์นี่" พลว่า
"เออ จริงด้วย ดูท่าทางมันสิ ดูตอนกลางคืนน่าหมั่นไส้แล้ว ดูกลางวันยิ่งน่าหมั่นไส้ที่สุด"

กิมหงวน "เห็นเพียงนิดเดียวให้ซาบเสียววิญญา ได้ชมโฉมหน้าดังหยาดฟ้ามาดินโสภาท่าทางดูช่างสำอางงามสิ้น คำที่ยินยังน้อยไป"

หมู่ชายทั้งหมด "หรือว่าชาติก่อนนางได้รับพรของใคร คงสร้างผลบุญยิ่งใหญ่ จึงได้วิไลงามตา นางฟ้าองค์ใดแปลงกายลงมา จึงงามดังเทพธิดาลาวัณย์"
กิมหงวนหันมาเห็นพล นิกรที่กำลังเดินออกมาจากตรงนั้นพอดี กิมหงวน รีบเดินมา พล นิกรมองหน้ากัน เตรียมรับมือ

" นี่ คุณกำแหง คุณประชา หยุดก่อน"
"มีอะไรรึ เสี่ยกิมหงวน" พลถาม
"ผมอยากพบคุณมานานแล้ว"
"มีอะไรรึ"
กิมหงวนแค่นหัวเราะ
"นี่แน่ะ คุณ วันนั้นผมสัญญากับคุณว่าจะฉีกแบงค์ละพันให้คุณดู แต่พอผมไปเอาเงินกลับไปที่แฮปปี้ฮอลล์ ก็ทราบว่าคุณหนีกลับแล้ว" กิมหงวนหัวเราะเสียงกร้าว "คุณ... คุณทำให้ผมขายขี้หน้าเค้ามาก ผมพยายามตามหาคุณทุกหนทุกแห่ง วันนี้มาเจอก็ดีแล้ว"
กิมหงวนหยิบธนบัตรมาจากกระเป๋าล่างของเสื้อ
"ผมจะฉีกใบละพันให้คุณดู ฉีกให้ดูเดี๋ยวนี้เลย คุณทั้งสองจะได้รู้ว่าผมเป็นอาเสี่ยจริงๆ"
พลอมยิ้ม
"อาเสี่ย อย่าฉีกเลยครับ ผมเชื่อแล้วว่าคุณเป็นเศรษฐีจริงๆ"
"ไม่ได้ ผมต้องฉีก วันนั้นคุณฉีกมากกว่าผม วันนี้ผมต้องฉีกมากกว่าคุณ ไม่งั้นผมก็แพ้คุณ"
กิมหงวนฉีกแบงค์
"เป็นไง พอใจหรือยัง เอาอีกมั้ย"
"พอแล้วครับ"
"ฮึ"
"นี่น่ะอาเสี่ย ไหนๆเหตุการณ์มันก็ล่วงเลยมากแล้ว ผมจะบอกความจริงให้คุณทราบก็ได้ ผมเอง มีเงินเดือนเพียง 25 บาทเท่านั้น แต่ที่ฉีกแบงค์เป็นปึกๆวันนั้น ก็เพราะผมเอาแบงค์ในกระเป๋าคุณนั่นละมาฉีก"
"หา! คุณว่าอะไรนะ"
"ผมว่า ผมเอาแบงค์อาเสี่ยมาฉีกเล่นกู้หน้าผมน่ะซี" พลบอก
กิมหงวนเอามือตบผากตัวเอง ขบกรามแน่น ดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
"มึง มึงเล่นโกง ไอ้หมาวัด ไอ้หน้ามึงเหมือนส้นตีนกู ไอ้เก๋าเจ๊ง"
พลหัวเราะ
"ว้อท เก๋าเจ๊ง ?"
เสี่ยคำรามในลาคอขยับเท้าจะแตะ แต่เกรงว่าจะแพ้ จีงชี้หน้า
"เค้าเป๋ ลื้อเซียวนั้งอ่ะ จายอึ่มจาย หลอกให้เสียเงินเสียทอง เต็มที คุณ..แก.. มึง.. เลว เลวมากๆ"
อาเสี่ยผลุนผลันเดินไปทันที สองคนหัวเราะดังลั่น
"อ้ายเบื๊อกนี่ท่าจะบ้าแน่ๆ"
พลหันไปเห็นประภา ประไพพอดี
"เฮ่ย นั่นไงเว้ย แม่งามสองคนนั่น ไปเร็วๆ"
เจ้าคุณปัจจนึกกำลังยืนกันท่าบังประภาประไพอยู่จากพวกหนุ่มๆ ที่ชอบมองจ้องลูกสาวทั้งสอง
"คนเยอะเกิน กลับกันเถอะลูก ประภา ประไพ"
"แหมคุณพ่อ วันๆ เราสองคนนานๆ ทีจะได้ออกมาเที่ยวบ้าง คุณพ่อก็จะให้กลับอีกแล้ว"
"ผู้ชายมันเยอะ น่าราคาญ"
พล นิกรเข้ามาพอดี พลมาใกล้ประภา เจ้าคุณรีบยกไม้ตะพดขวางกลาง
"นี่แก ออกห่างลูกสาวชั้นสักนิดเถอะ"
พลยิ้ม มองหน้า
"อะไรครับนี่ จะเล่นงานผมด้วยตะพดหรือยังไง"
"เปล่าหรอกพ่อหนุ่ม ชั้นเพียงแต่ขอร้องให้แกถอยออกห่างลูกสาวชั้นสักสองสามก้าว"
เจ้าคุณหันไปเห็นลูกชะนีกำลังเอียงหน้ามาซบประไพ
"อ้าว เฮ้ย เจ้าลูกชะนีนั่นอย่ามายุ่งกับลูกสาวชั้นซี"
"มันเป็นสัตว์ ไม่รู้เรื่องหรอกครับ" นิกรว่า
"แต่แกเป็นเจ้าของก็ต้องรู้สิ"
"รู้ว่ายังไงครับ"
"รู้ว่าเด็กสองคนนี่ลูกสาวชั้น"
"กระผมเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองละครับ"
ปัจจนึกหันไปเห็นและดึงเสื้อพลออกห่างจากประภา
"อ้าว เฮ่ย บอกให้ห่างลูกสาวชั้นไง"
"ใต้เท้าอาจลืมไปว่านี่มันถนนหลวงนะครับ ผมหรือใครๆก็มีสิทธิ์ใช้ได้ ถ้าใต้เท้าไม่มีความประสงค์จะให้ผู้ชายมากล้ำกรายบุตรสาว ก็ไม่น่าจะพามาดู"
“หรือไม่งั้นก็พอไปดูบนยอดไม้”
ปัจจนึกสั่นเทิ้ม แผดเสียงกึกก้อง
“มึงน่ะซี ดูบนยอดไม้”
นิกรทำยิ้มยียวน
“มึงไหนครับ”
“มึงนั่นละ”
“ ไม่ใช่มึงครับ นี่ผม...นายประชา”
“นี่ชั้น พลโทพระยาปัจจนึกพินาศ”
พลก้มศีรษะ
“เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งเชียวครับ”

นิกรก้มหัวบ้าง
“ที่ได้รู้จักใต้เท้า”
“ในเมื่อรู้จักกันแล้วก็ ไปห่างๆลูกสาวชั้น”
“นี่ถนนหลวงครับ ผมกับสหายมีสิทธิ์ยืนตรงไหนก็ได้” พลบอก
“ไอ้....ออกไป”
นิกรบอก “ไม่”
พระยาปัจจนึกเงื้อตะพด
“จะถอยออกไปมั้ย”
“แม้แต่ก้าวเดียวก็จะไม่ยอม” พลบอก
“แก...แก...”
“คุณพ่อคะ นิ่งๆเสียบ้างเถอะค่ะ”
พอดีกับที่ เพื่อนเจ้าคุณคนหนึ่งเดินมา
“ท่านเจ้าคุณ”
เจ้าคุณรีบหันไป
“อ้าว คุณพระ”
เจ้าคุณหันไปหาและเดินไปหาคุณพระ
หนุ่มสาวมองหน้ากัน ยิ้มไปมา
“ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยครับ” พลบอก
“ได้ค่ะ” ประไพบอก
“จะดีหรือน้องไพ” ประภาว่า
“ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่ถ่ายรูป ชะนีน่ารักจังเลยค่ะ”
นิกรส่งให้
“อุ้มสิครับ จะได้ถ่ายกับชะนี”
“จะดีหรือคะ”
“ดูสิครับ ท่าทางมันรักคุณนะ” นิกรว่า
ประไพอุ้มชะนีไว้ สองหนุ่มยิ้ม พลและนิกรถอยห่างออกไปเพื่อถ่ายรูป
“คืนเค้าไปเถอะ น้องไพ เดี๋ยวก็โดนดุอีกหรอก คุณพ่อยิ่งเกลียดหน้าเค้าอยู่” ประภาบอก
“คุณพ่อน่ะ ก็เกลียดทั้งนั้นไม่ว่าใคร น้องจะขอให้คุณพ่อซื้อชะนีให้ดีกว่า”
“อุ๊ย ไม่ได้หรอก เค้าจะหาว่าเราดูถูกเค้า” ประภาบอก
“ไม่อยากเชียว ... ถ้าไม่ได้ลูกชะนีตัวนี้กลับไปน้องร้องไห้จริงๆ ดูสิคะ มันรู้จักฝากเนื้อฝากตัวกับ
น้องอย่างนี้”

“ไพจะบ้าเหรอ เอาไปคืนเค้า ตายละคุณพ่อเห็นแล้ว”
พระยาปัจจนึกปราดเข้ามา
“เอามาทำไม เอาไปคืนไป”
หนูอยากได้ค่ะคุณพ่อ ซื้อให้หนูหน่อย
“ เดี๋ยวซื้อให้ใหม่ ไอ้ตัวนี้คืนมันไป”
“ไม่เอา หนูจะเอาตัวนี้ หนูรักตัวนี้ตัวเดียว”
“ก็ได้... เดี๋ยวพ่อซื้อให้ก็ได้”
ประไพยิ้มดีใจ พระยาปัจจนึกเดินไปหานิกร
“เท่าไร”
“หกร้อยบาทครับ” นิกรบอก
ปัจจนึกตะโกนสุดเสียง
“หา! แกบ้าหรือนี่ เค้าขายกันอย่างมากตัวละสิบบาท”
เจ้าคุณเดินกลับมา
“มันโก่งราคา ไม่ต้องเอาแล้ว กลับๆ”
“คุณพ่อนั่นละพูดกับเค้าไม่ดี หนูพูดเอง”
ประไพเดินไป
พระยาปัจจนึกร้อง “เฮ้ย”
ประไพไม่ฟังเดินไปหานิกรทันที
“คุณคะ”
“ถ้าคุณต้องการจริงๆ ผมมอบให้เปล่าๆเลยครับ”
นิกรส่งชะนีให้
ประไพยิ้มและยกมือไหว้
“ขอบพระคุณมากค่ะ”
“คุณจะไม่กรุณาบอกนามของคุณให้ผมรู้จักบ้างหรือครับ”
ประไพเบาเสียงลง
“ประไพ ศิริสวัสดิ์ค่ะ นั่นพี่สาวดิชั้น ประภา”
เจ้าคุณตะโกน
“ประไพ มาได้แล้ว”
“ค่ะๆ”
“ไม่ทราบคุณอยู่ที่ไหนครับ”

“รองเมืองค่ะ”
“ประไพ! กลับบ้าน”
เจ้าคุณเสียมเข้ม ชักเดือดดาล ประไพรีบเดินไป
พระยาปัจจนึกหันมามองนิกรตาเขียว แล้วพาลูกสาวสองคนเดินไป นิกรเคลิ้มมองตาม

“ไป ไปทางโน้นดีกว่า” พลบอก

ใกล้ค่ำ บริเวณลานพระบรมรูปฯอีกมุมหนึ่ง คนเริ่มทยอยกันกลับ พล นิกรเดินมา นิกรดูนาฬิกา

“กลับกันเถอะวะ งานจะเลิกแล้ว”
“เฮ่ย เดี๋ยวๆ ขอถ่ายรูปผู้หญิงอีกหน่อยวะ นั่นคนนั้น สวยแน่ๆ” พลว่า
นิกรหันไปมอง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้
“หล่อนหันหลังให้ไม่ใช่เหรอ” นิกรว่า
“แค่หันหลังยังงามขนาดนี้แล้วด้านหน้าละ จะพริ้งแค่ไหน” พลบอก
พลรีบเดินไป นิกรเดินตาม
“เดี๋ยวแกคอยดูลูไม้แปลกๆนะ ...ฮิๆๆ”
พลเดินไปหยุดข้างหลังผู้หญิงคนนั้น
“คุณมาคนเดียวหรือครับ”
ผู้หญิงคนนั้นหันมา พลตกตะลึงพรึงเพริด
“นัน! นันหรือนี่”
“แหมพี่นัน ช่างบังอิญอะไรอย่างนี้มาเจอกัน คุณพ่อแล้วก็คุณอาอยู่ไหนกันละ”
นันทาเสียงเย็นชา
“ทางโน้น”
นิกรรีบหนีไป
นันทาเดินไปใกล้พล
“ส่งกล้องถ่ายรูปมานี่”
“เอ้อ นันจะเอาไปทำอะไรจ๊ะ จะค่ำแล้ว ถ่ายไม่ติดหรอกจ้ะ”
“เอามานี่”
พลส่งกล้องถ่ายรูปให้โดยดี
“ไปถ่ายรูปผู้หญิงมาใช่มั้ย”
นันทาเปิดกล้องออก ดึงฟิล์มออกมา
“นัน อย่า! ทำอะไรน่ะ”
“ทำฟิล์มเสียน่ะซี มีฟิล์มอีกกี่ม้วนในประเป๋า เอามาให้หมด”

พลไม่รู้จะทำยังไงได้แต่หัวเราะแห้งๆ

ในสวน บ้านการุณวงศ์ หลายวันต่อมา นิกรกาลังเดินงุ่นง่านอยู่
“ทำไงดีวะพล” นิกรถาม
ในเวลาเดียวกัน บริเวณระเบียงบ้าน บ้านศิริสวัสดิ์ ประไพกาลังเดินกระวนกระวายอยู่
“ทำไงดีละพี่ภา”

ทางด้านนิกรบอก
“ตั้งแต่เจอกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ลานพระรูป กันน่ะไม่เป็นอันทำอะไรเลย เวลากินไม่ได้นอน เวลานอนไม่ได้กิน”

ส่วนประไพบอกประภา
“ตั้งแต่เรียนจบมา เราสองคนก็ไม่ได้เจอใครเลย คุณพ่อพาไปงานสมาคมบ้าง แต่ผู้ชายทุกคนที่เจอ น้องก็ไม่เคยชอบหน้าเลย จนกระทั่งได้เจอคุณประชานี่ละ”

“ กันเฝ้าแต่นึกถึงหน้าประไพตลอดเวลา”

“น้องรู้สึกแปลกๆทุกทีเลย พี่ภา เวลาคิดถึงคุณประชา”

“หน้าประไพอยู่ในความคิดคำนึงถึงกันตลอดเวลา”

“หัวใจมันเต้นตุ๊มๆต่อมๆ”

“แกต้องช่วยกันนะ พล”

“พี่ภาต้องช่วยน้องนะ”

ประไพและนิกร ต่างถอนใจยาวพร้อมๆกัน

เพลง “รักปักใจ” (คำร้อง สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ ทำนอง สมาน กาญจนผลิน)
เพลงนี้ ประไพและนิกรร้องสลับคนละประโยค และพร้อมกันในบางครั้ง

“รักปักใจ โอ้ใครช่วยฉันที / ทุก นาที ดังไฟ มาจี้ เหลือที่ บรรเทา /อาวรณ์ใจร้อนรน พะวักพะวง เหลือก่นซึมเซา / ตรึงฤทัย ให้หลงเมา หัวใจกระเส่า นี่ตัวเราหรือตัวใคร / ครั้งแรก ก็เพียงเห็นกัน นึก นึกหวั่น กระสันต์หัวใจ /

พอรู้ตัว ที่ไหนได้ เหลือจะหักใจ ให้บาง ให้เบา”

ที่บ้านการุณวงศ์ พลบอกว่า
“เอาเถอะ กันจะพยายามช่วยแกจนสุดความสามารถ”
“แกคิดอะไรออกหรือ”
“สุภาษิตไทยโบราณว่าไว้ ตราบใดวัวยังกินหญ้า หมายังกินขี้ ตราบนั้นคนก็ยังกินสินบน”

ภายนอกรั้วบ้านศิริสวัสดิ์ พลและนิกร ส่งเงิน 20 บาท ให้สงวน สาวใช้ต้นห้องของปสองพี่น้อง สงวนไหว้ขอบคุณ พลส่งซองจดหมายสีฟ้าให้สองซอง สงวนรีบไป
“ทำไมมีสองซอง” นิกรถาม
“ของกันฉบับหนึ่งถึงประภา”
“อ้าว เฮ้ย อย่าบอกนะว่าแกเปลี่ยนใจจากพี่นัน”
“ เปล่าเว้ย แค่ลองเล่นๆ เผื่อจะมีโชคบ้าง”

ประไพและประภานั่งปรึกษากันอยู่ในห้องนั่งเล่น สงวนสาวใช้ต้นห้อง คลานเข้ามากระซิบกระซาบ
“จดหมายถึงคุณสองคนค่ะ”
สองสาวท่าทางตื่นเต้นดีใจ สงวนส่งจดหมายในซองสีฟ้าให้ประไพฉบับหนึ่ง ประภาฉบับหนึ่ง สองคนเปิดอ่าน
ประไพ...อ่าน
“รัก ปัก ใจ ผู้ ใด ใครไหนเล่า / คิด บรรเทา เพราะความมึนเมาเหลือเป่าปัดไป
ประภา อ่านบ้าง

“นานวัน มันลุก ลามิ แม้นเรายิ่งห้าม ยิ่งหนักใหญ่ ตัวชักลอย เหาะเหินไป ถึงไม่มีใครไม่เป็นไรยิ้มคนเดียว”

ทั้งคู่
“นี่ แหละ ที่เขาเรียกกัน / รัก รักมั่น กระสันมัดเกลียว / ใจนั้นเต้น เป็นเสียงเดียว / รักแท้แน่เชียว ไม่ลืม ไม่เลือน”

สองพี่น้องอ่านแฃ้วนัยน์ตาเคลิ้มฝันทันที
 
อ่านต่อหน้า 3

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอน หวงลูกสาว 1 (ต่อ)

หลายวันต่อมา ภายในห้องโถงบ้านพัชราภรณ์ นิกรในชุดกางเกงแพรสีน้ำตาลไหม้ เสื้อสีครีม ในมือถือซองจดหมายสีชมพู เดินเข้ามา ไอ้แห้วรีบออกมาต้อนรับ ไหว้อย่างสวยงาม

“แหม หมู่นี้คุณหายไปนะครับ ไม่ใครจะได้มาที่นี่” แห้วว่า
นิกรยักคิ้วแล้วหัวเราะ
“ไม่ใคร่ว่างเว้ย นี่แก ชั้นได้ข่าวว่าแกริสูบกัญชาเหรอ”
แห้วหัวเราะแห้งๆ
“ไม่ใช่เดี๋ยวนี้หรอกครับ รับประทานริมาตั้งปีแล้ว”
“อ้อ วิเศษจริงนะ ระวังตัวเถอะแก มิน่า คุณอาบอกแกแอบนอนวันยันค่ำ ไม่ช้าต้องถูกท่านเตะออกไป เจ้านายแกอยู่ไหน”
“อยู่ห้องนั่งเล่นชั้นบนจอครับ”
“งั้นเดี๋ยวแก เอาน้าส้มขึ้นไปให้ด้วยนะ”
“ขอรับ เอ้อ รับประทาน...อย่าลืม ...เอ้อ”
“ วะ ไอ้นี่ เจอหน้าเป็นต้องขออัฐ เอาไป”
นิกรควักเงินให้ห้าบาท แล้วเดินขึ้นไปชั้นบน

แพรว สาวใช้กำลังทาความสะอาดห้องอยู่ พอเห็นนิกรก็ไหว้
“สวัสดีค่ะ คุณนิกร”
“แหม ไม่ได้เจอหลายวัน สวยขึ้นนะจ๊ะ”
“อย่ามาพูดให้ดิชั้นดีใจหน่อยเลยค่ะ”
“ว่าแต่ผัวแม่แพรวน่ะ ติดต่อมาบ้างมั้ยจ๊ะ”
“ค่ะ แล้วก็อ้อนวอนจะให้ดิชั้นไปอยู่กะมันอีก ถึงกับร้องห่มร้องไห้”
“แล้วทำไมเธอไม่ไปอยู่กับเค้าละ”
“โถ คุณ ใครจะไปอยู่กับมันได้ ไอ้ผัวชิบหายบรรลัยจักรอย่างนั้น งานการก็ไม่รู้จักทำ เหล้าก็แดก
เช้าแดกเย็น ฝิ่นมันก็สูบ มิหนาซ้ำยังจะให้ดิชั้นเป็นช็อกการีหาเลี้ยงมันอีก โธ่ ขอให้คุณเห็นอกดิชั้นเถอะค่ะ”
แพรวดึงเสื้อขึ้น นิกรหลับตาปี๋
“ไม่ต้องแพรว ไม่ต้อง อย่าให้ถึงกับแสดงวัตถุพยานเลย”
“อุ๊ย คุณกรนี่ ต๊ายตาย นี่นึกว่าดิชั้น...วุ้ย ดิชั้นดึงเสื้อต่างหากละคะ แหม นี่ดีเป็นคุณนะ เป็นคน
อื่นดิชั้นด่าป่นเลย”
พลเดินเข้ามาพอดี
“ไอ้นี่จะเต๊าะสาวใช้คุณพ่อเหรอ”
“เปล่าเว้ย”
แพรวรีบออกไป
“ มีอะไรวะ รีบมาแต่หัววัน”

นิกรยื่นซองจดหมายให้
“นี่ แก ดูจดหมายจากประไพ ได้มาวันนี้ แกลองอ่านสิ”
พลเปิดอ่าน
“คุณประชา ปิยะสหาย ดิชั้นได้รับจดหมายขอนัดจากคุณแล้ว ที่จริงคุณก็ทราบดีว่า โอกาสที่ดิชั้นจะได้ไปไหนมาไหนนั้นยากมาก เพราะคุณพ่อคอยคุมแจ แต่ไหนๆ คุณก็ขอร้องว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะคุณสองคนจะลาไปต่างจังหวัด”
สองคนยักคิ้วให้กัน

ย้อนเวลากลับไปเมื่อคืนก่อน ภายในห้องนอน ประไพนั่งเขียนจดหมายอยู่ โดยมีประภานั่งอยู่ข้างๆ
“ดิชั้นกับพี่ภาจึงเห็นควรว่า จะยอมเสี่ยงอันตรายให้คุณได้พบสักชั่วโมงหนึ่ง ถ้าคุณต้องการพบจริง ขอให้คืนนี้เวลา 21.00 น. ให้คุณสองคนมาที่ร้านกาแฟหน้าบ้านดิชั้น”

ในเวลาต่อมา พลและนิกร ยืนรออยู่หน้าร้านกาแฟตามนัดหมาย
“แล้วจากนั้น สงวนจะไปพบคุณ
สงวนมาพบในชุดผ้าซิ่นดำ เสื้อคอกระเช้า ทั้งสองเดินตามสงวนไป มองหน้ามองหลังแบบระแวง
“และจะพาคุณทั้งสองมาแอบเข้าทางประตูหลังบ้าน”
ภายนอก ประตูหลังบ้าน ศิริสวัสดิ์ ตรงเรือนคนใช้ ในเวลากลางคืน
“ที่นัดพบเวลา 21.00 น.ก็เพราะคุณพ่อกับสุนัขนอนหลับแล้ว”
ในห้องนอนเจ้าคุณ เจ้าคุณนอนกรนอยู่บนเตียง ส่วนหมานอนหลับ กรนคร่อกๆอยู่ในกรง

สงวนเดินพาพลนิกรมาตามทาง
“เจ้าคุณหลับแล้วแน่นะ สงวน”
“ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ เพราะเห็นท่านปิดประตูห้องเงียบอยู่”
“แล้วท่านเลี้ยงหมาด้วยเหรอ” พลถาม
“ เลี้ยงค่ะ หมาฝรั่งสามตัว สูงเท่าเอวคุณเห็นจะได้ ตะละตัวดุเกือบเท่าๆท่านเจ้าคุณ”
พล/นิกร ร้อง “หา!”
“งั้นชั้นกลับละ”
“อุ๊ยตาย ผู้ชายอะไรใจเสาะอย่างนี้”
“แล้วถ้าท่านจับได้ละ” นิกรเสียงสั่นเครือ
“ถ้าท่านจับได้ ท่านก็จะมัดคุณไว้กับต้นไม้แล้วก็เฆี่ยนด้วยแส้ม้าคนละสามสิบทีค่ะ บางทีก็อาจจะให้คุณรับทานเม็ดแมงลักใหม่ๆที่เพิ่งแช่น้ำยังไม่ทันบานอีกคนละขัน”

พลและนิกรสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง พลบอก
“ไม่เอาแล้วสงวน ชั้นกลับล่ะ”

“เบาๆค่ะ ถึงสวนแล้ว”

สวนสวยงาม มีโต๊ะสนามหินอ่อนอยู่ และมุมหนึ่งมีตุ๊กตาฝรั่งยืนอยู่ตะคุ่มๆอยู่ไกลๆสามตัว

“คุณนั่งรอตรงนี้นะ ไม่ต้องกลัวใครจะมาเห็นหรอก เพราะท่านเจ้าคุณออกคำสั่งเด็ดขาด ห้ามคนใช้เข้ามาในนี้ตอนกลางคืน เพราะคุณภาคุณไพชอบลงมานั่งเล่น ท่านเกรงว่าคนใช้จะมาเกี้ยวพาราสีเธอ”
พลบอก
“แหม น่าจะใส่กระจาดแขวนไว้ หรือไม่ก็ใส่ตู้เซฟลั่นกุญแจตีตราครั่ง”
สงวนหัวเราะ
“อย่าลุกเพ่นพ่านนะคะ ดิชั้นจะไปบอกคุณภาคุณไพเดี๋ยวนี้”
สงวนเดินไป
“ ถ้าคืนนี้เรารอดพ้นจากถูกหมาฟัดหรือถูกเจ้าคุณฟัดเราได้ก็ถือว่าเป็นบุญเหลือเกินแล้วแล้ว เราแกว่งหัวหาตะพดแท้ๆ ใจกันน่ะเหลือนิ้ดเดียว”
“ อือ ก็เหมือนกันละ” นิกรมองไปรอบๆแบบระแวง “เฮ่ย พล ฉิบหายแล้ว”
พลหันไปมอง ทั้งสองตะลึงพรึงเพริด ข้างหลังพวกเขา ห่างออกไปสักหน่อย พลเห็นเงาร่างดาตะคุ่มๆของคนสามคน ยืนอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่แลดูขาวโพลน ทั้งสองลุกขึ้นขยับจะวิ่ง แต่คนนั่นไม่เคลื่อนไหวหรืออะไรเลย
“เดี๋ยว ดูให้ดีวะ หรือมันจะไม่ใช่คน ถ้าเป็นคนต้องเล่นงานเราแล้ว”
นิกรจ้องเขม็งแล้วบอก
“ไหนลองด่ามันสิ หากเป็นคนมันต้องวิ่งมาเตะเรา … นี่ตำรวจลับเว้ย ออกมานี่ไอ้ห้าร้อย ทำไมยืนนิ่ง ออกมา ม่ายพ่อยิงนะ อ้ายบ้า อ้ายเต้าหู้ยี้หลน อ้ายเก๋าเจ๊ง ..เฮ้ ไม่ออกแฮะ”
เงียบได้ยินแต่เสียงลมพัดและเสียงนกเขาในสวน
พลทำใจกล้าค่อยๆเดินไปดู เห็นเป็นตุ๊กตา
“ โธ่ ตุ๊กตาเว้ย เข้ามาดูสินิกร ชะชะ เล่นเอาปอดลอย”
นิกรถอนใจเฮือก ยิ้มออก
“เบาๆหน่อยเสียงดังนัก กลับมานี่มา”
พลเดินกลับมา
“นี่กร กันคิดหาวิธีช่วยตัวเองให้พ้นภัยได้แล้ว”
“ยังไง”
“คืองี้นะ ถ้าอีตาเจ้าคุณหรือหมาหรือคนใช้เข้ามา เราก็เข้าไปยืนข้างตุ๊กตาและแอ๊คท่าแบบนั้น ทำเป็นตุ๊กตา คงพ้นภัยแน่ๆ”

นิกรลื่อมใสทันที
“วิเศษเลย แกนี่ปัญญาราวกับขงเบ้ง แยบคายมาก แยบคายมาก”
ทันใดนั้นสงวนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“มาแล้ว มาแล้วคุณ”
พลถาม
“เฮ่ย ใครมาๆ”
พล นิกรสะดุ้งตกใจ นึกว่าเจ้าคุณมา จึงรีบเผ่นพรวดไปทำท่าเหมือนตุ๊กตาอยู่
สงวนเห็นเข้าก็หัวเราะเบาๆ แต่ไม่ว่าอะไร ประภาและประไพตามมา ทั้งสองอยู่ในชุดซิ่นอยู่บ้านและเสื้อแพร ประไพถือขันเงินใบเล็ก ทำทีว่าจะมาเก็บดอกพุทธชาดในสวน ส่วนประภาถือไฟฉาย
ประไพถาม
“ไหนล่ะ คุณกำแหงกับคุณประชา”
สงวนชี้ไปที่ตุ๊กตา
“กลายเป็นตุ๊กตาไปแล้วค่ะ”
สองสาวหัวเราะ
“สงวนไปเถอะ คอยดูต้นทางให้ดีๆนะ” ประภาบอก
“ค่ะ”
สงวนออกไป ประภาส่องไฟไปที่ตุ๊กตาแล้วเดินไป
“คุณกำแหง คุณประชา เราเองค่ะ” ประภาบอก
นิกรและพลที่ทำท่าตุ๊กตาอยู่โล่งอก
ประไพเดินไปที่นิกร
“คุณประชาคะ ดิชั้นจะคุยกับคุณได้อย่างมากแค่สิบนาทีเท่านั้นค่ะ”
พลเห็นประไพเดินไปใกล้นิกร จึงเดินไปใกล้ประภาและทำท่ากระโดดโหยงแล้วตะโกน
“งู”
สองสาวสะดุ้งกระโดดกอดพลและนิกร
ประภาหลับตาปี๋ร้องถาม
“ไหนคะ ไหน”
พลฉวยโอกาสจูบแก้ม ประภาสะดุ้งถอยออกมา มองหน้าพลจะร้องไห้ มองไปรอบๆ
“ไม่เห็นมีงูเลย”
“ประทานโทษ ผมตกใจจนลืมตัว คงเป็นกิ่งไม้แห้งๆน่ะครับ”
“เราไปนั่งคุยกันตรงนั้นดีกว่า มีม้านั่ง”

ทั้งสองคู่เดินไปนั่งม้าหินคนละตัว

นาฬิกาในห้องนอนเจ้าคุณปัจจนึก บอกเวลา 21.30 น. ขณะที่เจ้าคุณนอนหลับบนเตียง แล้วจู่ๆก็ทาหน้านิ่วคิ้วขมวด ดิ้นไปมาแบบฝันร้ายและละเมอ
“ไป ไป๊ อย่ามายุ่งกับลูกสาวข้า ! เฮ่ย หยุด”
เจ้าคุณทำท่าฟันดาบ เสียงหมาเห่ากรรโชกอยู่ข้างล่าง เจ้าคุณสะดุ้งตื่นมามองนาฬิกา ทำท่าจะหลับต่อ แต่นอนไม่หลับแล้ว จึงลุกขึ้น เห็นเจ้าคุณแต่งกายด้วยกางเกงจีนผ้าขาว เสื้อกุยเฮงขาว พร้อมหยิบผ้าขาวม้าไหมมาพาดไหล่
เสียงหมาเห่า...
เจ้าคุณเเดินไปที่หน้าห้องลูกสาว เคาะเรียก ไม่มีเสียงตอบ จึงเปิดเข้าไปดู ไม่เห็นใคร
สงวนเฝ้าต้นทาง โผล่ออกมา ตกใจแล้วรีบคลานมาหาเจ้าคุณ
“นี่ สงวน คุณภาคุณไพอยู่ไหนละ ดึกป่านนี้”
“ออกไปชมสวนข้างนอกค่ะ เห็นคุณไปเอาขันไปเก็บดอกมะลิ คงจะเอาไว้ร้อยบูชาพระพรุ่งนี้น่ะค่ะ”
“ ลงไปกันนานหรือยัง”
“สักพักแล้วค่ะ ... เดี๋ยวก็คงขึ้นมา เดี๋ยวสงวนไปตามให้ค่ะ”
“เออๆ บอกให้ขึ้นบ้านได้แล้ว”
สงวนดีใจรีบคลานออกไป เจ้าคุณนึกยังไงไม่รู้ เกิดเปลี่ยนใจ
“เอ๊ะ ไม่ต้องละ ชั้นไปเองดีกว่า เสียงไอ้บ็อบมันเห่าจังคืนนี้ ขโมยขึ้นหรือเปล่า เดี๋ยวลงไปดูหน่อย”
“ แต่ว่า”
“บอกว่าไม่ต้องไงล่ะ เดี๋ยวชั้นลงไปตามเอง จะได้เอาบ็อบไปดูด้วย ปะเหมาะเป็นขโมยจะได้ให้มันฟัดกระเดือกซะเลย”
เสียงบ็อบเห่ารุนแรงขึ้น เจ้าคุณเดินไป สงวนละล้าละลัง ไม่รู้จะทำยังไงดี

ประภานั่งคุยกับพลที่ม้าหินตัวหนึ่ง ส่วนนิกรนั่งคุยกับประไพที่ม้าหินอีกตัวหนึ่ง ที่อยู่ตรงกันข้ามกัน
ประภาบอก
“ดิชั้นรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งค่ะ ที่คุณประชาบอกมาในจดหมายว่า คุณกับคุณประชาจะเดินทางไป
หางานทาที่ปักษ์ใต้ในเร็ววันนี้ ดิชั้นนคงอดคิดถึงคุณไม่ได้จริงๆนะคะ”
พลทำยิ้มเศร้าเหมือนพระเอกเรื่องโศก
“ความจริงผมก็รู้ว่า ถ้าผมจากกรุงเทพและจากคุณไปแล้ว ความสุขความสดชื่นจะไม่มีเหลืออยู่ในตัวผมเลย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ครับ ความจนและความจำเป็นบังคับให้ผมต้องลาคุณไป”
“ดิชั้นอยากให้คุณทั้งสองมาทำงานบ้านเราค่ะ แต่เกรงว่าคุณทั้งสองจะรังเกียจ และไม่สามารถทำงานหนักๆได้” ประไพบอก

“แหม ถ้าหากว่าผมได้มาทำงานอยู่ในบ้านคุณแล้ว ถึงแม้จะได้เงินเดือนแค่สองสามบาท ผมก็ยินดีครับคุณประไพ งานหนักเบาผมทำได้ทั้งนั้น” นิกรว่า
“แน่หรือคะ”
“แน่นอนเชียวครับ เราสองคนทางานหนักมาจนชินแล้ว”
ประไพมองหน้าประภา พยักหน้าให้
“ยังงั้นก็สาเร็จแน่ๆค่ะ แต่ว่ามันอาจจะต้องใช้การแสดงตบตาคุณพ่อนิดหน่อย” ประภาบอก
พลนึกสนุก
“จะให้ผมกับประชาแสดงบทบาทอะไร โปรดบอกผมเถอะครับ”
“คืองี้ค่ะ วันนี้คนทำสวนของเราลาออก” ประภาบอก
“หวานเลยครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบมาสมัครแทนแต่เช้าเลย” พลว่า
“แต่ถ้าคุณมาในลักษณะนี้ คุณจะถูกตะเพิดออกจากบ้านแน่นอน เพราะคุณพ่อคงจำคุณทั้งสองได้” ประไพบอก
“และคุณพ่อก็ไม่ชอบคนหนุ่มๆแน่นๆด้วยค่ะ” ประภาบอก
“แล้วจะให้ทำอย่างไรดีละครับ” นิกรบอก
ประภาประไพมองหน้ากัน

“ไม่ยากหรอกค่ะ ดิชั้นจะบอกอุบายให้” ประภาบอก
 
อ่านต่อหน้า 4

พล นิกร กิมหงวน เดอะมิวสิคัล ตอน หวงลูกสาว 1 (ต่อ)

สงวนแอบมอง เห็นเจ้าคุณกำลังถือสายจูงหมาเกรย์ฮาวนด์ตัวเบ้อเร่อ

“ไป ไอ้บ็อบ ไปเดินเล่นกัน เอ็งเป็นอะไร เห่าจัง ได้กลิ่นแมวขโมยรึเปล่า เดี๋ยวถ้าเจอ เอ็งขย้ำคอหอยเลยนะ อย่าให้เหลือซาก”
สงวนคอย่น

ทั้งสี่คนยังนั่งกันอยู่ที่เดิม สองสาวเพิ่งบอกแผนการจบ พลและนิกรทำท่าบอกไม่ถูก กระอักกระอ่วน
“นี่น่ะหรือครับแผนของคุณ”
“ค่ะ”
“จะไหวหรือครับ มันจะไม่แนบเนียนละซี แค่คิดยังหมั่นไส้ตัวเองเลย”
ประไพหน้างอ
“ตามใจซีคะ บางทีคุณอาจจะรังเกียจ ไม่อยากอยู่ใกล้พวกเรา หรือ อาจจะนึกรังเกียจงานเลวๆเงินเดือนแค่ 20 บาทก็ได้ เลยพูดโน่นพูดนี่”
“ไม่ใช่นะครับ”
“อางี้ ก็ได้ครับ ผมจะลองตบตาเจ้าคุณดูสักพัก แม้ว่ามันจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม เพราะผมอยากอยู่ใกล้ๆคุณภา” พลบอก

ประภายิ้มเอียงอาย
“ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้าคุณมาหาคุณพ่อนะคะ บอกว่ามาสมัครงาน”
“ก็เท่ากับผมต้องแต่งชุดปลอมแปลงมาจากบ้านเลย”
“ค่ะ”
“ตกลงครับ ผมจะปลอมตัวให้สนิททีเดียว” นิกรบอก
พลทำท่าลาบากใจมาก

ทันใดนั้น เสียงหมาเห่าดังขึ้น
“ประไพ ประไพเอ๊ย ประภา”
พลและนิกรสะดุ้งเฮือก เหมือนได้ยินเสียงมัจจุราช ประภาประไพตกใจมาก
“คุณพ่อ!”
ประไพละล่ำละลัก
“หนีเร็วค่ะ คุณพ่อจูงหมามาแล้ว เร็วเข้า หนี วิ่งค่ะ”
“ประภา ประไพ”
ประไพบอก
“ทางนี้ค่ะคุณพ่อ ...” แล้วบอกหนุ่มทั้งสอง “ เร็ว”
พลนิกรรีบวิ่งไปที่หมู่ตุ๊กตา ทำท่าแบบตุ๊กตานิ่งอยู่ตรงนั้น
เจ้าคุณเดินเข้ามา เห็นประภาประไพทำเป็นนั่งกอดเอวชมแสงจันทร์กัน
ประภาฝืนใจร้องเพลง
“ดวงจันทร์ งามพักตร์พิศเพียงพระจันทร์ อย่ามาแกล้งยอฉัน ฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง เมื่อเมฆขยายจันทร์จะฉายท้องฟ้า”
“คุณพ่อ หนูนึกว่าหลับไปแล้ว” ประไพบอก
“ ก็หลับแหละ แต่ฝันร้ายเลยตื่น”
“ฝันว่าอะไรคะ”
“ฝันว่ามีไอ้กุ๊ยสารเลวมันแอบมาเต๊าะลูกสาวพ่อ พ่อเลยเอามีดดาบฟันหัวกบาลมันเลือดอาบ”
สองสาวสะดุ้งเฮือก

พล นิกร ได้ยินแว่วๆ
“พล...ไอ้หมานั่น มันหันมาทางเราแล้ว” นิกรเสียงกระเส่า
ไอ้บ็อบหันมาทางพลนิกร สัญชาติญาณทำให้มันรู้ว่า มีตุ๊กตาเพิ่มอีกสองตัว เจ้าบ็อบแสดงอาการกระหายใคร่จะงับลูกกระเดือกทันที

“ฮ่งๆๆๆ ฮื่อ โฮ่งๆ”
พลนิกรหลับตาปี๋ท่องอิติปิโสขมุบขมิบ
ไอ้บ็อบเห่าใหญ่ดิ้นจะให้หลุดจากโซ่ ประไพตบหัวไอ้บ๊อบดังปั้ก !
“ เห่าอะไรหา ไอ้บ็อบ”
“จุ๊ๆ เฮ่ย ไอ้นี่ เห็นตุ๊กตาเป็นคนละมั้ง”
ไอ้บ็อบดิ้นใหญ่
“ไอ้บ็อบ เห่าอะไร บอกให้หยุดไง นั่นมันตุ๊กตานะบ๊อบ”
“ฮ่งๆ” บ็อบคิดในใจ “ไม่ใช่ ไอ้สองตัวนั่นมันคนผู้ชายแน่ๆ ชะๆ มึงนะมึง แฮ่ ต้องฟัดมึงให้ได้ ฮื่อ แฮ่”
“อย่ามาเถียงไอ้นี่นี่”
“เอ ไอ้นี่ไม่เคยเห่าโดยไม่มีเหตุผลเลยนี่นา” เจ้าคุณว่า
ประภากับประไพอกสั่นขวัญแขวน
“คุณพ่อ จับมันไว้ดีๆนะ เดี๋ยวมันไปกัดตุ๊กตา เขี้ยวมันจะหัก”
บ็อบดิ้น “ฮื่อๆ ไม่ใช่ตุ๊กตาซะหน่อย อย่ามาหลอกบ็อบ”
“บอกให้หยุดเห่า เดี๋ยวนี้”
ประไพถลึงตามองหมา บ็อบค้อนนายสาวแล้วหยุดเห่า
ปัจจนึกบอก

“ เอ็งนี่จงรักภักดีจริงนิ ถ้าหากว่าเป็นคนจริง ข้าคงปล่อยให้เอ็งกัดแล้ว .. นี่ ข้าจะพิสูจน์ให้เอ็งดูว่า นั่นมันตุ๊กตา ไม่ใช่คนดังที่เอ็งเข้าใจ”

เจ้าคุณก้มลงหยิบก้อนอิฐขนาดเขื่อง นิกรกระซิบเสียงสั่น

“หนีมั้ย”
“ขืนหนีก็ตาย”
“เห็นมั้ย ก้อนอิฐ”
“อาจปาไม่ถูก แต่ถ้ามันถูก แกอย่าส่งเสียงนะกร”
เจ้าคุณเงื้อก้อนอิฐ แล้วชี้ให้หมาดู
“เอ็งอย่าบ้าเห่าหนวกหูหน่อยเลยวะ นี่ข้าจะขว้างให้เอ็งดูนะ ถ้าเป็นคนมันต้องวิ่งหนี เข้าใจมั้ย”
เจ้าคุณเขวี้ยงก้อนอิฐมาที่ตุ๊กตา ก้อนอิฐวิถีโค้งลอยมากระทบหน้าอกนิกรดังตุ้บ นิกรเกือบร้องออกมา แต่สู้อุตส่าห์กัดฟันทน
ประภาประไพใจหายวาบ แต่ก็โล่งใจที่ไม่มีเสียงโวยวายมา ประไพเดินมาเตะเจ้าบ็อบเต็มแรง
“ เอ๋ง”
“อ้ายบ้า เอ็งจะเห่าหาอะไรวะ เกลียดน้าหน้าจริงเชียว ไปบนตึกกันเถอะคุณพ่อ”

เจ้าคุณเดินนำหน้าลากบ็อบไป ประภาประไพเดินตาม
บ็อบหันมามองตุ๊กตา
“ฮื่อ ฝากไว้ก่อนเถอะแก ฮ่งๆ”
สามคนหนึ่งตัวเดินไป
นิกรร้อง “โอ๊ย โดนหน้าอกพอดี”
“เจ็บมากมั้ย” พลถาม
“ถามได้ เจ็บซีเว้ย”
สงวนโผล่เข้ามา
“ปลอดภัยแล้วค่ะ ขึ้นตึกไปหมดแล้ว”
“โธ่ ทำไมเธอไม่ดูต้นทางไว้ ชั้นเกือบถูกไอ้บ็อบกัดตาย”
“มันไม่ทันจริงคะ ท่านเจ้าคุณจะมาให้ได้”
นิกรสั่นศีรษะช้าๆ ทันใดนั้นก็กระโดดโหยง
“แม่สงวน งู”
สงวนร้อง “ว้าย” แล้วโผเข้ากอด นิกรจูบสงวนหนึ่งที สงวนตกใจ ถอยออกมา แล้วเงื้อมือตบหน้านิกรเต็มแรง แต่นิกรระวังตัวอยู่แล้วจึงหลบในท่ามวย ฝ่ามือของสงวนจึงข้ามหัวนิกรไปสัมผัสหน้าพลดังฉาดใหญ่
“ ว้าย ขอประทานโทษค่ะ ดิชั้นตบผิดไป”
พลคลำหน้าตัวเองป้อยๆ นิกรหัวเราะฮิฮะ

เช้ามืดวันใหม่ ที่ บ้านพัชราภรณ์ เสียงไก่ขันแว่วมา แสงจากไฟฉายมาในความมืดก่อน เจ้าแห้วส่องไฟ ตามทางเดิน เห็นไม่มีใครแล้วเรียก
“ปลอดคนครับ ไม่มีใครตื่นเลย”
พลและนิกรเอาผ้าคลุมหัวคลุมหน้าคลุมตัวเดินย่องออกมา ทั้งสองถือกระเป๋าเดินทางคนละใบ
“แกไปเรียกรถสามล้อแล้วใช่มั้ย” พลถาม
รับประทานเรียกแล้วขอรับ รถจอดรออยู่ที่ตรอกหน้าบ้าน ผมบอกให้ไปส่งคุณที่ถนนรองมือง
เลย”
นิกรบอก
“เออ แล้วแกอย่าได้หลุดปากเชียวนะไอ้แห้ว ว่าชั้นกับเจ้านายแกไปไหนน่ะ”
“ครับ ผมได้ยินชัดเจนที่คุณพลบอกท่านเจ้าคุณและคุณหญิงว่า จะไปท่องเที่ยวนครลพบุรีสาม
วันไปเที่ยวชมค่ายทหาร ภูมิประเทศและปูชนียสถานแถวนั้น”
“เออ ดีมาก” พลบอก

รถสามล้อจอดรออยู่ พลส่งผ้าคลุมให้ แห้วรับไป มองพลและนิกร ทำหน้าบอกไม่ถูก
“รับประทานมันจำเป็นขนาดไหนหรือครับที่คุณสองคนต้องจำแลงกายถึงขนาดนี้”
นิกร การุณวงศ์นุ่งกางเกงผ้าดำย้อมมะเกลือมีผ้าขาวม้าคาดพุง สวมเสื้อสีดาเก่าๆ ผมหงอกประปราย มีหนวดกระจุกหนึ่งอยู่บนริมผีปาก มองคล้ายคนไร้การศึกษา ท่าทางเซ่อซ่า
ส่วนพล พัชราภรณ์นุ่งผ้าโจงกระเบนดำ หน้าอกคาดผ้าแถบ สวมเสื้อสีตุ่นๆไม่ปิดกระดุมทับไว้ หนำซ้ำเดาะกินหมากเข้าให้ ท่าทางกิริยาจุ๋มจิ๋มพอใช้ได้
“ รับประทานคุณพล กระจุ๋มกระจิ๋มไม่เบาเชียวครับ”
พลเงื้อเท้าจะเตะ
“เอ๊ะ ไอ้นี่”
ทันใดนั้นผ้าแถบที่พันไว้ไม่แน่นก็หลุดออก เห็นทรวงอกของพลที่ถูกทาบไว้ด้วยกะลามะพร้าวอ่อนสองใบ
แห้วหัวเราะลั่น
“รับประทาน ฮ่ะๆๆ”
พลสะดุ้งรีบมอง แล้วเอาผ้าแถบพันไว้ตามเดิม
“ไอ้เปรต”
พลหันไปทาท่าตุ้งติ้งใส่นิกร
“ไป..ไปกันได้แล้วพ่อก้อน”
“จ้ะ แม่พันคนสวย”

ทั้งสองควงแขนหิ้วกระเป๋ากันไปขึ้นราชรถสามล้อ ทิ้งให้เจ้าแห้วหัวร่อ งอหาย น้ำหูน้าตาไหลเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียว
 
อ่านต่อตอนที่ 4 ตอน หวงลูกสาว 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...