xs
xsm
sm
md
lg

เพลงรักผาปืนแตก ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เพลงรักผาปืนแตก ตอนที่ 2

พวกนักเลงกับพวกคนขับรถบรรทุก กำลังตะลุมบอนแลกหมัดกัน จนแทบจะแยกไม่ออกว่าพวกใคร เป็นพวกใคร

ขณะที่ยอด เจอนักเลง 2 คนเข้ามารุม แต่ก็สามารถงัดชั้นเชิงมวยจัดการกับคนแรก จนมันกระเด็นไป นักเลงอีกคนก็โผล่เข้ามาข้างหลัง แล้วเอาขวดเบียร์เปล่าฟาดหัว ยอดชะงักหันมาจ้องหน้าเอาเรื่อง “เล่นง่ายๆ ไม่ชอบเล่น อยากเล่นยากๆใช่มั้ย รู้จักไอ้ยอด ดีเซลน้อยไปแล้ว”
จากนั้นยอดก็เข้าลุยกับนักเลง ขณะเดียวกันกับที่เพลง “เล่นไม่ยาก” จากวิทยุทรานทิสเตอร์ที่ดังแทรกขึ้นมา
“เล่นไม่ยาก ถ้าหากจะเล่น แม่เนื้อเย็น เล่นไม่ยากเลย ถ้าเล่นไม่เป็นขวัญอ่อน พี่จะสั่งสอน ให้เอง ทรามเชย”.

ส่วนเพลิง ก็จับมือพาเอื้อมเดือนวิ่งหนีออกมาที่มุมหนึ่งของอู่ เพลงเดิมยังดังต่อเนื่อง
“สมมติพี่บอกว่ารัก น้องต้องว่ารัก อย่าทำนิ่งเฉย จับมือจับแขนไม่ยาก แล้วคลำ หน้าผาก (มันเล่น ยากพี่เอ๋ย)”
แต่จู่ๆ นักเลงคนหนึ่งก็โผล่มาขวางทาง แล้วอาศัยจังหวะเผลอชกเปรี้ยงเข้าที่กลางแสกหน้าเพลิง จนเซไป ขณะที่อีกคนรีบเข้าไปล็อกตัวเอื้อมเดือน เพลิงจะเข้าไปช่วย แต่ติดพันนักเลงคนแรก ว่าแล้วก็เลยจัดการ ด้วยเชิงมวยหนักๆไปหนึ่งชุด พร้อมๆ กับที่เอื้อมเดือนอาศัยจังหวะตอนมันเผลอ กระทืบเท้านักเลงจนมันผงะ แล้วหัน ไปซัดเปรี้ยง เข้าหน้าด้วยหมัดหนักๆ จนเพลิงที่หันไปเห็นถึงกับอึ้ง
เอื้อมเดือนจับแขนนักเลงมาบิดแล้วกระแทกมันกับผนังปูน ก่อนที่จะคว้าขวดเปล่ามาตีหัวมันเต็มแรง จนมันสลบเหมือด
“แน่ใจนะครับ ว่าคุณน่ะเป็นหมอ”
เพลิงอดที่จะกระเซ้าไม่ได้
“ทำไม เป็นหมอแล้วจะต่อสู้ป้องกันตัวเองไม่ได้เหรอไง”
“ได้ครับ แต่ว่า”
“แต่อะไร”
เพลิงชี้ไปข้างหลัง เอื้อมเดินหันกลับไปมอง ก็เห็นพวกนักเลงเข้ามาพร้อมๆกัน 3 คน พร้อมอาวุธ ครบมือ
“หมดนั่นผมยกให้คุณหมอคนเก่งเลย เอามั้ยครับ”
เอื้อมเดือนมองค้อน
“บ้านายนั่นแหละ ฉันไม่ชอบใช้ความรุนแรง”
พูดจบเอื้อมเดือ ก็เดินหนีไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้เพลิงอยู่เผชิญหน้ากับนักเลง 3 คนที่กำลังดาหน้า เข้ามา
“เดี๋ยวสิครับหมอ ผมเป็นคนไข้หมออยู่นะครับ ถ้าผมตายขึ้นมา หมอต้องรับผิดชอบนะ”
ไม่ทันขาดคำพวกนักเลงเข้ามาล้อมรอบ พลางจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง เพลิงเป่าปากหนักใจแล้ว ตั้งท่าเชิงมวย

เอื้อมเดือนเดินๆ อยู่ จู่ๆ ก็มีมือมาแตะไหล่ เลยหันขวับไปจับมือมาบิดแล้วง้างหมัดพร้อมเล่นงาน
“อย่ามายุ่งกับฉันนะ”
“ผมเองครับหมอ”
เพลิงในสภาพคิ้วแตก แก้มช้ำ มีเลือดซึมที่มุมปาก ยิ้มแหยๆ ให้
“อย่าเพิ่งทิ้งคนไข้ไปสิครับหมอ อยู่ช่วยรักษาผมก่อน”
จบประโยค เพลิงก็หมดแรง ฟุบหน้าหมดสติลงที่อกเอื้อมเดือน
“คุณ คุณ คุณ”

ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งกว้างสีเขียวสุดลูกหูลูกตา รายล้อมด้วยขุนเขา รถจี๊บทหารจอดอยู่ที่ชายทุ่ง
เชนยืนนิ่งมองท้องทุ่ง ที่โอนเอนไปตามแรงลมด้วยสีหน้าของคนสิ้นหวัง ก่อนที่จะกำหมัดแน่นแล้วชักปืนพกออกมา พลางชูขึ้นฟ้า แล้วลั่นไกยิงปืนดังต่อเนื่องไม่หยุด

ในขณะเดียวกัน “ชาติ ตะลุมพุก” ลูกชายของกำนันปราบ ซึ่งเป็นพวกนักเลงหัวไม้ กร่างได้ทุกที่ เพราะคิดว่ามีอิทธิพลพ่อคุ้มกะลาหัวอยู่ เป็นอริกับเชนมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม กำลังยืนยิงอาก้าอยู่บนรถจี๊ป ที่จอดอยู่ท่ามกลางความรกร้าง และแห้งแล้งของทุ่งหินในอาณาเขตของบ้านผาปืนแตก
“ได้เวลาสนุกกันแล้วเว้ย ลุย”
ไอ้ตุ่นพร้อมลูกน้องของชาติอีก 6-7 คน ขานรับรับเสียงดังก่อนจะถือปืนอาก้าบุกถล่มยิงแก๊งโจร ข้ามถิ่นที่กำลังขับรถจี๊ปผ่านเส้นทางถนนกรวดกลางทุ่งหิน
กลุ่มของชาติบุกยิงต่อสู้กับพวกนั้นอย่างดุดัน จะมีก็แต่ไอ้ตุ่นที่เป็นพวกเก่งแต่ปาก ขณะที่คนอื่นยิงต่อสู้กัน มันก็แอบย่องไปหลบหลังก้อนหินใหญ่ แล้วทำเป็นตะโกนโหวกเหวก อย่างอวดเก่ง
“ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด อย่าให้เหลือ ยิงมันให้เกลี้ยงเลย”
ระหว่างนั้นพวกมันคนหนึ่งโผล่มาข้างๆ แล้วยกปืนจะยิง ไอ้ตุ่นหลับตาปี๋
“เวรแล้วกู ซวยแล้วไง คุณพระคุณเจ้า คุณพระคุณเจ้า”
โชคดีเป็นของไอ้ตุ่น เพราะชาติโผล่มายิงโดนไหล่มันล้ม ก่อนจะตามเข้าไปเตะปืนมันทิ้งแล้วยิงอีกนัด ที่ขา จนมันร้องโอดโอยดิ้นพราดๆ
“ขอบคุณครับลูกพี่ ลูกพี่คือคุณพระคุณเจ้าของไอ้ตุ่นจริงๆ”
ชาติมองหน้าไอ้ตุ่น พลางส่ายหัว
“เอ็งนี่มันเก่งแต่เห่ากับเลีย น่าจะชื่อไอ้หมา มากกว่าไอ้ตุ่น ไป ลากคอมันตามข้ามา ได้เวลาอวด ผลงานของข้าแล้วเว้ย”

ชาติเดินนำออกไป ไอ้ตุ่นหันไปมองพวกค้าอาวุธเถื่อนที่ร้องครวญครางอย่างสมน้ำหน้า

ที่ถนนกลางหมู่บ้านผาปืนแตก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงน้อยใหญ่ ชาวบ้าน พากันออกมา ยืนออมุงดูชาติ ที่ขับรถจี๊ปลากตัวพวกแก๊งโจรข้ามถิ่น ซึ่งโดนจับมัดมือผูกกับท้ายรถลากมาตามทาง

ชาติจอดรถที่กลางถนน ชาวบ้านกรูกันเข้ามามุงกันมากขึ้น ครูประสิทธิ์ ครูใหญ่ของโรงเรียน ประจำหมู่บ้านผาปืนแตกวัย 50 และเป็นหัวหน้า “วงดนตรีพราวฟ้า” วงเชียร์รำวงชื่อดัง แหวกกลุ่มชาวบ้านออกมา โดยมีจิกกับแสน ประกบคู่มาด้วย
ชาติยิ้มให้ครูประสิทธิ์ พลางหันไปพยักหน้าให้ไอ้ตุ่นลากคอโจร ที่บาดเจ็บเข้ามา
“ไอ้หมอนี่ใช่มั้ยที่ปิดถนนปล้นรถขนเครื่องดนตรีของครู”
ครูประสิทธิ์ มองหน้า แต่ยังไม่ทันตอบ จิกก็ชิงตอบแทน
“ใช่พวกมันจริงๆด้วยครู”
“ข้าแจ้งความเรื่องนี้ไว้กับทางราชการ แล้วทำไมเอ็งถึงไปลากคอมันมาได้”
ครูประสิทธิ์หันมาถามชาติ
“ทำไมน่ะเหรอ” ชาติหัวเราะชอบใจ “มาถามแบบนี้ได้ยังไงครู ผาปืนแตกมันเมืองชายแดน ไกลปืน เที่ยงแบบนี้ กว่าทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ พี่น้องของพวกเรา มีหวังโดนไอ้พวกชั่วๆ พวกนี้ข้ามถิ่นมาปล้น จนหมดตัวกันก่อนน่ะสิ ใช่มั้ยครับพี่น้อง”
ท้ายประโยค ชาติหันไปถามพวกชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ พวกชาวบ้านพากันรับคำ “แต่เอ็งยกพวกไปถล่มมันแบบนี้ มันจะไม่ป่าเถื่อนไปหน่อยเหรอไอ้ชาติ”
แสนอดที่จะตำหนิไม่ได้
“น้าแสน น้าเป็นสัปเหร่อของที่นี่ น้ามีหน้าที่จัดการกับคนตายก็จัดการไป ส่วนฉันมีหน้าที่ปกป้อง ทุกชีวิตในบ้านผาปืนแตก ต้องให้อธิบายเพิ่มมั้ยว่าต่างกันยังไง”
ชาติปรายตามองสัปเหร่แสนด้วยสายตาเหยียด จนจิกทนไม่ไหว “ถ้าเอ็งช่วยทุกคนด้วยความบริสุทธิ์ใจ พวกข้าก็โมทนาสาธุให้เว้ย แต่ข้ารู้ว่า ที่เอ็งไปถล่มพวกมัน เพราะเอ็ง หวังอย่างอื่น”
“หมากินหมา โจรปล้นโจร”
จบประโยคของแสน ชาติก็เขม่นมองอย่างไม่พอใจ ครูประสิทธิ์ไม่อยากให้มีเรื่องเลยยกมือปราม
“ชาติ เอ็งช่วยจับโจร ช่วยเหลือพวกชาวบ้าน ครูขอขอบใจ แต่จากนี้ไป ครูอยากให้เอ็ง ปล่อยให้เป็น หน้าที่ของทางราชการจะดีกว่า”
ชาติยิ้มมุมปาก
“พ่อฉันเป็นกำนันของที่นี่ ในเมื่อพ่อไม่อยู่ ก็มีฉันนี่แหละที่เป็นคนของราชการ เอาอย่างนี้แล้วกัน ครูถามพวกชาวบ้านว่าเขาอยากให้ฉันตัดสินลงโทษมันยังไงดีกว่า”
“เห็นด้วยครับลูกพี่” ไอ้ตุ่นรีบสอพลอทันที “ประชาธิปไตยสุดๆ เอ้าว่าไงทุกคน เลวๆแบบนี้อยาก จะเห็นมันโดนลงโทษยังไง”
พวกชาวบ้านมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นมา
“ตาต่อตาฟันต่อฟัน อย่าให้มีคนเอาเยี่ยงอย่าง”
ชาติยิ้มอย่างสะใจ พลางหันมากระซิบครูประสิทธิ์
“ที่อื่นเป็นยังไงไม่รู้ แต่สำหรับบ้านผาปืนแตก กฏหมายมันอยู่ที่ใครเป็นคนบังคับใช้ครับครู”
พูดจบ ก็ชักปืนออกมาแล้วจ่อยิงไปที่โจร จนมันตายคาที่ต่อหน้าชาวบ้านที่ส่งเสียงเฮแล้วเข้าไป จับชาติขึ้นขี่คอ ราวกับว่าชาติเป็นฮีโร่ของบ้านผาปืนแตก
ครูประสิทธิ์ จิก และสัปเหร่อแสน ได้แต่มองชาติด้วยสีหน้าหนักใจ

ที่บ้านครูประสิทธิ์ ที่มีป้ายชื่อคณะวงดนตรีเชียร์รำวง “วงดนตรีพราวฟ้า” ขณะที่ “น้อย ชะชะช่า “ สาวใหญ่วัน 35 ซึ่งเป็นครูสอนรำวงให้กับสาวรำวงในวงดนตรีพราวฟ้า และเป็นเมียของแสน ที่มีนิสัยขี้บ่น กำลังสอน รำวงให้เด็กสาวๆในวง
“มือไม้น่ะให้มันอ่อนช้อยหน่อย ตั้งวงจีบนิ้วจะได้สวยๆ ไม่ใช่แข็งเป็นสากแบบนี้ วุ้ย เด็กสมัยนี้ ทำไม มันสอนยากสอนเย็นจัง”
“แหม พี่น้อย จะหัดรำสวยๆไปทำไม แต่ละคนที่ซื้อตั๋วมารำวงด้วยน่ะ มันไม่ได้อยากดู พวกหนูรำหรอก มันอยากดูนี่ต่างหาก”
“น้ำค้าง ยามราตรี” เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 18 ผู้มีนิสัยทะเยอทะยาน เป็นหนึ่งในสาวรำวงประจำคณะ แอ่นอกที่ใส่เสื้อเว้าคอลึกให้เห็นร่องอกเด้งๆจนแทบทิ่มหน้าน้อย
“นังน้ำค้าง หยาบคายนะแก เอามาชี้หน้าแบบนี้ ให้มันรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่มั่ง”
“ก็เพราะรู้ว่าอันไหนเด็ก” ชี้นมตัวเอง “อันไหนผู้ใหญ่” ชี้นมพี่น้อย “ไงจ๊ะพี่น้อย ฉันถึงต้อง บอกให้ พี่น้อยปลงๆบ้าง ของหมดอายุมันก็ต้องเก็บเข้ากรุ เดี๋ยวนี้มันต้องดิสโก้ มันถึงจะถูกใจวัยรุ่น”
น้อยค้อนขวับ
“ดิสโก้ ไอ้พวกเต้นเป็นกิ้งกือโดนขี้เถ้าเนี่ยนะ ไปเลยนังน้ำค้าง ถ้าเอ็งไม่อยากอยู่เชียร์รำวง เอ็งก็กลับ ไปเปิดเต้าบีบนมช่วยพ่อเอ็งขายกาแฟเลย ไป”
พวกสาวรำวงพากันขำคิกคัก น้ำค้างอายจนหน้าเสีย
“พี่น้อย ฝากไว้ก่อนเถอะ พี่เชนกลับมาเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันนี่แหละจะเฉดหัวพี่ออกจากวง”
พูดจบ น้ำค้างก็เดินสะบัดหน้าพรึบออกไป น้อยเบ้ปาก
“อู๊ย นังขี้ตู่ นังหมาเห่าเรือบิน หน้าอย่างแก ไอ้เชนมันไม่เอามาทำเมียหรอก”
พลันเสียงของเนื้อทองก็ดังแทรกเข้ามา
“พี่น้อยจ๊ะ”

น้อยหันมาเห็นเนื้อทองก็ชักสีหน้าไม่พอใจ “เนื้อทอง”

เนื้อทองนั่งก้มหน้าเศร้าอยู่ต่อหน้าครูประสิทธิ์ และทุกคน จิก แสนและน้อย ที่ต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อย พอใจ

“แล้วกำหนดจะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ”
“อีก 3 วันจ้ะครู”
น้อยเชิดหน้า “งั้นคงจะไม่มีใครว่างไปยินดีด้วยหรอกนะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องน่ายินดี”
“นังน้อย”
ครูประสิทธิ์เอ็ดน้อย
“ก็จริงนี่ครู ที่ไอ้เชนมันต้องทิ้งพวกเราไปก็เพราะใคร ? อนาคตของมันทั้งชีวิตฝากไว้กับผู้หญิงที่มันรัก แต่สุดท้ายมันกลับถูกหักหลัง”
“ใช่” สัปเหร่อแสนเห็นด้วย “นี่ถ้าไม่เกรงใจครูนะ ฉันไล่ตะเพิดไปแล้ว”
น้อยหัวเราะร่วน
“เป็นผัวเมียกันมาตั้งหลายปี วันนี้แหละที่แกพูดถูกใจฉัน”
“งั้นถ้าฉันช่วยไล่เนื้อทองด้วย คืนนี้จะให้ฉันมุดมุ้งช่วยเล่นบทผัวอีกสักคนมั้ยจ้ะน้อยจ๋า”
จิกอดที่จะแหย่น้อยด้วยความคะนองปากไม่ได้
“ทะลึ่งแล้วไอ้จิก”
“พอได้แล้ว” ครูประสิทธิ์โบกมือห้าม “พวกเอ็งจะไปไหนก็ไป ข้าไม่ชอบเห็นคนถูกซ้ำเติม ไป”
น้อย แสน และจิก หน้าจ๋อย เมื่อเห็นครูประสิทธิ์ดุแบบเอาจริง

ครูประสิทธิ์เดินออกมาส่งเนื้อทองที่หน้าบ้าน
“ไม่ต้องไปถือสาไอ้พวกนั้นนะ ไว้ครูจะปรามมัน”
เนื้อทองยิ้มให้ครูประสิทธิ์
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะครู พวกน้าๆ ก็พูดถูกแล้ว ฉันมันก็แค่ผู้หญิงแพศยา หักหลังได้ แม้กระทั่ง”
“ไม่เอาน่า ถึงเนื้อทองไม่บอกครู ครูก็รู้ว่าทำไมเนื้อทองถึงต้องทำแบบนี้”
เนื้อทองชะงักแล้วน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเสียใจ จนครูประสิทธิ์ต้องจับบ่าบีบเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ
“ที่ผาปืนแตก เราเลือกชีวิตของเราเองไม่ได้ ถ้าไม่เลือกหนีไปจากที่นี่ ก็ต้องยอมรับ ที่จะอยู่กับมัน ให้ได้”
เนื้อทองก้มหน้าเศร้า “แต่ชีวิตนี้เชนคงไม่ยกโทษให้เนื้อทอง”
“อย่าโทษว่าเป็นความผิดตัวเองเลย ไอ้เชนต่างหากที่ใจร้อน ถ้ามันฟังคำเตือนของครู รู้จักอดทน อดกลั้น มันกับครูก็คงไม่ต้องมาตัดพ่อตัดลูกกันแบบนี้”
“แต่ยังไงครูกับเชนก็ยังเป็นพ่อลูกกันอยู่ ส่วนฉัน อีก 3 วัน ก็จะกลายเป็นคนอื่นสำหรับเชนแล้ว ฉันอยากขอร้องครู อย่าให้เชนกลับมาที่นี่อีกนะจ๊ะครู”
ครูประสิทธิ์พยักหน้ารับ ทว่าลึกๆ ในใจยังกังวลห่วงลูกชาย ด้วยเพราะรู้จักนิสัยของเชนดี

“มาแล้วเหรอ ว่าที่เจ้าสาวของไอ้ชาติ”
ชาติเงยหน้ามาทักทายเนื้อทอง ทันทีที่เธอเดินเข้ามาในบ้าน
“มีอะไรกับฉันอีก ทำไมต้องให้ลูกน้องเธอไปพาฉันมาด้วย”
“ได้ข่าวว่าเมื่อวานเธอไปหาครูประสิทธิ์”
ชาติถามเสียงเข้ม
“ฉันไปลาผู้ใหญ่ที่เคารพ”
“ไปลาหรือไปขอความช่วยเหลือ” ชาติย้อนถาม พลางจ้องหน้าเนื้อทองเขม็ง “อย่าลืมนะ ว่าถ้าไม่ใช่ เพราะฉันช่วยใช้หนี้ให้พ่อแม่เธอ เธอก็คงถูกขายไปใช้หนี้ ส่วนพ่อแม่เธอก็คงโดนฆ่าไปแล้ว”
“แล้วมันต่างอะไรกับการที่ฉันต้องยอมเป็นเมียแกด้วย”
“เนื้อทอง คืนนี้เธอไม่ต้องกลับบ้านแล้ว จากนี้ไปเธอต้องอยู่ที่นี่ เตรียมตัวเป็นเมีย คอยดูแล ฉันอย่างเดียว”
ชาติออกคำสั่ง ระหว่างนั้นลูกน้องอีกคนก็เดินเข้ามา
“พี่ชาติ พี่ชาติ”
“อะไร”
ลูกน้อง ที่เดินเข้ามา เหลือบมองเนื้อทองแล้วเข้าไปกระซิบชาติ
“แน่ใจนะว่าพวกมันไม่ได้เห็นผิดคน”
ชาติถามย้ำ ลูกน้องพยักหน้ารับอย่างแน่ใจ ชาติยิ้มร้าย พลางหันไปมองหน้าเนื้อทองที่เริ่มสงสัย
“ดี กำลังอยากได้เป้ามาลองปืนใหม่อยู่พอดี บอกพวกเราไปเตรียมต้อนรับมัน เอาแบบชุดใหญ่เลย”
ชาติเดินออกไปพร้อมลูกน้องที่มาบอก เนื้อทองมองตามด้วยความสงสัย อยากจะตามไปถามให้กระจ่าง แต่โดนลูกน้องชาติคุมตัวอยู่
“ชาติ เธอจะไปไหน ชาติ”
ไอ้ตุ่นหัวเราะร่า “พาว่าที่เจ้าสาวลูกพี่ไปให้แม่บ้านขัดสีฉวีวรรณ เพราะงานนี้พี่ชาติตั้ง ใจจะไปเอา ของขวัญวันแต่งงานชิ้นพิเศษมาให้เจ้าสาว”
เนื้อทองหันขวับมาทางไอ้ตุ่น “หมายความว่าไง”
“ชีวิตของไอ้เชนไง เนื้อทอง ฮ่าๆ”
ไอ้ตุ่นเดินออกไป เนื้อทองตกใจหน้าซีด

ขณะที่เชนนั่งที่ริมหน้าต่าง ในโบกี้รถไฟชั้น 3 ในลักษณะเอนหลังพิงพนัก สวมหมวกปีกกว้างที่ปิดลง มาเกือบครึ่งหน้า

ระหว่างนั้นมีชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงเข้ามาในโบกี้ พลางจับตาดูเชนอย่างสนใจ แถมยังไล่ชาวบ้าน ที่นั่งอยู่ในโบกี้ให้ออกไปนั่งตู้อื่น

ที่ชานชาลาสถานีรถไฟบ้านผาปืนแตก ขณะที่ชาวบ้านมารอรถไฟ บ้างมาหาบของขาย แต่พอเห็นชาติกับพวกลูกน้องที่ยกขโยงมาถึง ทุกคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ไอ้ตุ่นยกมือไหว้รอบวง
“พี่น้องครับ ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากวันนี้เกิดเหตุขัดข้องทางเทคกะนิคนิดหน่อย สถานีรถไฟบ้านผาปืนแตกของเราต้องปิดทำการหนึ่งวัน ขอเชิญพี่ๆ น้องๆ กลับบ้านไปพักผ่อนนะครับ”
ไอ้ตุ่นพูดจบ พวกลูกน้องของชาติ ก็ช่วยกันต้อนชาวบ้านรวมทั้งนายสถานีให้ออกไปจากบริเวณ
“ทางสะดวกโล่งโปร่งสบายแล้วครับพี่ชาติ”
ชาติแสยะยิ้ม พร้อมควงปืนแม๊กนั่มคู่ใจอย่างเจ้าเล่ห์
“ทันทีที่รถไฟจอด ไอ้เชนจะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติที่มีอยู่น้อยนิดของมัน”

ขณะที่จิกกับสัปเหร่อแสน ยืนคุยกันอยู่ที่หน้าบ้าน ระหว่างนั้นบุรุษไปรษณีย์ขี่จักรยานผ่านมาพอดี จิกเลยรีบลุกไปเรียก
“เดี๋ยวๆ ก่อนจะขี่จักรยานผ่านไป ลืมอะไรรึเปล่า”
“ถ้าจะถามหาจดหมายวันนี้ล่ะก็ ไม่มี”
“อะไร ไม่มีอีกแล้วเหรอ” จิกบ่นอุบอย่างผิดหวัง
“วันนี้ไม่มี แต่เมื่อวานน่ะมี”
“หมายความว่าไง” สัปเหร่อแสนย้อนถาม
“ก็โทรเลขจากไอ้เชนที่ฉันเอามาส่งให้เมื่อวานไง ยังไม่ได้อ่านกันอีกเหรอ”
“โทรเลขจากไอ้เชน ?” จิกทวนคำ “ทำไมพวกข้าไม่เห็นรู้เรื่องวะ”
“อ้าว ฉันจะไปรู้เหรอ ก็เห็นน้องน้ำค้างคนสวยเป็นคนรับโทรเลขไว้ ทำไมไม่ไปถามล่ะ”
พูดจบบุรุษไปรษณีย์ ก็ปั่นจักรยานออกไป จิกกับแสนหันมามองหน้ากัน

ขบวนรถไฟวิ่งเข้ามาถึงชานชาลาบ้านผาปืนแตก เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก่อนจะจอดนิ่งสนิท ควันจากเครื่องยนต์คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชาติพร้อมกับไอ้ตุ่นและพวกลูกน้องดาหน้ากันออกมาเป็นแผง ไอ้ตุ่นรีบไปที่หัวขบวนแล้วยกปืนจ่อคนขับรถไฟ ที่กลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนจะรีบเปิดประตูกระโดดลงมา ส่วนชาวบ้านที่โดยสารมากับขบวนก็พากันหิ้วกระเป๋าหนีกันจ้าละหวั่น
“คนของเราอยู่ในโบกี้เดียวกับมัน ป่านนี้มันคงเละคาบาทาไปแล้ว”
ชาติเอาปืนชี้หน้าไอ้ตุ่น
“อย่าประมาทไอ้เชน ถ้ามันกล้ากลับมาที่ผาปืนแตกทั้งๆที่รู้ว่ามาแล้วต้องเจออะไร มันต้องเตรียมตัว มารับมือข้าแน่”
“งั้นถ้าพวกเราบุกไปรุมยิงมัน มันได้กลายเป็นผีเฝ้าโบกี้แน่ครับพี่ชาติ”
ชาติยิ้มแล้วพยักหน้ารับ ลูกน้อง 2-3 คนรีบรุดกระโดดขึ้นไปบนขบวนรถไฟพร้อมลุย

พวกลูกน้องชาติค่อยๆ เดินขึ้นมาในขบวนรถในลักษณะปิดหัวท้ายโบกี้ กอนที่จะจ้องเขม็งไปที่เชน ซึ่งเอนหลังพิงพนักมีหมวกปีกกว้างปิดหน้า จากนั้นก็รุกเข้าใกล้จนเกือบประชิดแล้วระดมยิงใส่เชนทันทีร่างเชนถูกกระสุนยิงใส่จนพรุนเลือดเต็มตัว พวกมันยิ้มชอบใจ แต่พอเข้าไปเปิดหมวกออก กลับ ไม่ใช่เชน แต่เป็นนักเลงที่ขึ้นมาเล่นงานเชน พวกมันมองหน้ากันอย่างแปลกใจ

ชาติถึงกับหัวเสียเมื่อลูกน้องเข้ามารายงาน
“เป็นไปได้ไงวะ ก็ไหนบอกว่าไอ้เชนมากับรถไฟขบวนนี้”
“มันอาจจะรู้ตัวว่ามีพวกเราประกบมันอยู่ เลยกระโดดรถไฟหนีระหว่างทางก็ได้”
ชาติหันมากระชากคอเสื้อไอ้ตุ่น
“ถ้ามันคิดหนี มันไม่ล่อให้พวกเราขึ้นไปยิงถล่มมันหรอกเว้ย มันยังอยู่บนรถไฟนั่นแหละ หามันให้เจอ”
“แต่พวกเราค้นตั้งแต่หัวขบวนยัยท้ายขบวนแล้วนะครับพี่ชาติ”
ลูกน้องอีกคนอธิบาย
“หรือว่ามันไปได้วิชาดีมา มันเลยล่องหนหายตัวได้ครับลูกพี่”
ชาติตบหัวไอ้ตุ่นอย่างหงุดหงิด
“ไร้สาระ มันไม่มีวิชาดีอะไรหรอก มันกำลังล่อให้พวกเราเป็นเป้ามันอยู่ต่างหาก”
ไม่ทันขาดคำ เสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน ลูกน้องชาติโดนกระสุนไปหลายคน ชาติหัน ขวับไป ที่ต้นเสียง ก็เห็นเชนยืนจังก้าอยู่บนหลังคาโบกี้รถไฟ
“ไอ้เชน”
“ไอ้ชาติหมา ฉลาดดีนะเอ็ง แต่มากกว่าพวกหมาพวกแมวนิดเดียว”
เชนทักทาย ก่อนที่จะยิงใส่อีกหลายนัด ชาติกับพวกลูกน้องต้องกระโจนหาที่หลบกันจ้าละหวั่น
“จะยืนเป็นเป้านิ่งให้มันยิงทำไมวะ ไปลากคอมันมาสิเว้ย”
ชาติสั่งลูกน้องแล้วยิงสวนกลับไป เพื่อเปิดทางให้พวกลูกน้องไปจัดการ เชนวิ่งหนีไปตามหลังคาโบกี้ พวกลูกน้องเฮโลไล่ตามแล้วยิงไล่หลังไปด้วย
ไอ้ตุ่น ตะโกนสั่ง “ลากคอมันมาให้ได้นะเว้ย ลูกพี่จะเอาชีวิตมันไปเป็นของขวัญแต่งเมีย”

ชาติยันไอ้ตุ่นโครม “เอ็งด้วย ไปจัดการมัน”

อ่านต่อหน้า 2

เพลงรักผาปืนแตก ตอนที่ 2 (ต่อ)

ขณะที่น้ำค้างแอบมาเอาชุดรำวง มาใส่แล้วแต่งหน้าทาปาก ดันหน้าอกหน้าใจให้บาดตา เตรียมตัวไป รับเชน แต่จู่ๆ จิกกับแสน ก็เดินเข้ามา

“ว้าย ไอ้แก่ตัณหากลับ บ้ากาม โรคจิต วิปริต”
“หนอย นังเด็กเลี้ยงแกะ” จิกเบ้ปาก “ถึงพวกข้าจะแก่ตัณหากลับนิดๆ แต่ก็หล่อเลือกได้เว้ย ไม่หน้า มืดตามัว มาดูเอ็งให้เสียลูกตาหรอก”
“หยาบคาย ออกไปเลยนะ”
“พวกข้าไปแน่ แต่เอ็งนั่นแหละ คิดจะทำอะไร ซ่อนโทรเลขจากไอ้เชนทำไม”
สัปเหร่อแสนจ้องหน้าน้ำค้างอย่างคาดคั้น น้ำค้างชะงัก แต่รีบกลบเกลื่อน
“โทรเลข โทรเลขอะไร ไม่เห็นรู้เรื่อง”
“อย่ามาทำตีหน้าโง่หน่อยเลยนังน้ำค้าง หน้าเอ็งมันโง่อยู่แล้ว ยิ่งตีหน้าโง่ เลยยิ่งโง่เข้าไปใหญ่”
“อ๊าย ไอ้เฒ่าปากปีจอ ระวังจะโดนไม่ใช่น้อย”
“คนที่จะโดนไม่ใช่น้อยน่ะเอ็งเลย โทรเลขจากไอ้เชนอยู่ไหน เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
จิกออกคำสั่ง ขณะที่น้ำค้างพยายามจะถอยหนี แต่ก็เจอแสนยืนขวางทางอยู่
“จะให้ดีๆ หรือจะให้พวกข้าจับเอ็งแก้ผ้าค้นตัว”
น้ำค้างหน้าเสียเพราะท่าทางจิกกับแสนจะเอาจริง เลยรีบควักซองโทรเลขที่พับซ่อนไว้ในอกเสื้อชั้นใน
ออกมา จิกรีบแย่งจากมือไปอ่านทันที
“ไอ้เชนกำลังจะกลับมาผาปืนแตก”
“วันไหนวะ” สัปเหร่อแสนรีบถาม
“วันนี้ เดี๋ยวนี้น่ะสิ”
แสนกับจิกหันขวับไปจ้องเขม็งที่น้ำค้างพร้อมๆกัน น้ำค้างยิ้มแหยๆ

ลูกน้องชาติ 3 คน ปีนขึ้นมาดักทางเชนที่กำลังวิ่งอยู่บนหลังคา ส่วนไอ้ตุ่น กำลังพยายามหาทางปีน แต่ตกลงมาทุกที
เชนใช้เชิงมวยสู้มือเปล่ากับพวกลูกน้องชาติ พวกมันโดนทั้ง หมัดเข่าศอกประเคนไปหลายดอก จนกระเด็นตกจากหลังคารถไฟอย่างกับใบไม้ร่วง
ขณะที่ไอ้ตุ่นเพิ่งจะปีนขึ้นมาบนหลังคารถไฟได้ แต่ก็ช้าไป เพราะเหลือมันคนเดียว ที่ยืนเผชิญหน้า กับเชน
“ไอ้ตุ่น ไม่เจอซะนานเลยนะ เอ็งมันก็ยังเป็นไอ้กระโถนเดินตามเจ้านายอยู่วันยังค่ำ”
“เฮ้ยปากแบบนี้ ระวังจะโดนหมัดข้าเลาะฟันเอ็งออกมาทั้งปากนะเว้ย”
“แน่ใจว่าเอ็งจะเลาะฟันข้าได้”
“ลองดูมั้ยล่ะ”
พูดจบไอ้ตุ่น ก็ควงหมัด ปรี่ไปชกหน้าเชนเต็มๆ เชนหน้าหัน เลือดซิบๆมุมปากนิดหน่อย
“เสร็จกู ฮ่าๆ” ไอ้ตุ่นหัวเราะร่า “ไอ้เชนมันโดนผมซัดปากแล้วครับลูกพี่”
“ใจเย็นไอ้ตุ่น ข้าแค่ปล่อยให้เอ็งทักทายข้าให้หายคิดถึงเว้ย ทีนี้ก็ตาข้าทักทายเอ็งให้ หายคิดถึง เหมือนกัน”
เชนพูดพลางเดินเข้าไปประเคนหมัดเข่าศอกใส่ไอ้ตุ่นไม่ยั้ง เล่นเอามันสะบักสะบอม ก่อนจะจับมันโยนลงจากหลังคาโบกี้ นอนจุกที่พื้น ก่อนจะสลบเหมือด ชาติรีบเข้ามาดูลูกน้องแต่ละคนที่ นอนร้องครวญคราง แล้วเจ็บใจ
“ไอ้เชน”
ชาติงัดปืนแม๊กนั่ม.44 ยิงใส่เชนทันที เชนรีบวิ่งหนีไปตามหลังคาโบกี้ ชาติไล่ยิงตามไม่หยุด เชน กระโดดลงจากหลังคาแล้ววิ่งออกข้างทางไป ชาติตามยิงไล่หลัง
“มึงหนีกูไม่พ้นหรอก ถ้ากูไม่ยินดีต้อนรับมึง ผาปืนแตกก็ไม่ต้อนรับมึงเหมือนกัน”

รถกำนันปราบแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เชิดลงจากรถแล้วมาเปิดประตูให้ลำดวนที่มาพร้อมกับวัลภา
“นี่น่ะเหรอจ๊ะบ้านพี่กำนัน ใหญ่โตหรูหราจังเลย ลำดวนชอบมากเลยจ้ะ”
“ก็แค่บ้านหลังเล็กๆไว้เป็นที่ซุกหัวนอนเท่านั้นแหละลำดวน”
กำนันปรามทำเป็นถ่อมตัว วัลภาเข้าไปพูดกับแม่
“เป็นแค่กำนันแต่มีบ้านไม้สักหลังใหญ่แบบนี้ ถ้าไม่โกงกินหรือทำธุรกิจผิดกฏหมาย คงไม่มีปัญญา หรอกแม่”
ลำดวนหันมาหยิกวัลภาหมับทันที
“หุบปากแกไปเลยนะนังวัลภา จากนี้ไปแกจะต้องอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้น แกควรทำตัวให้น่ารัก กับ พ่อเลี้ยงของแก”
วัลภาเบ้ปาก “วัลภาไม่มีวันเรียกเขาว่าพ่อเด็ดขาด”
ลำดวนไม่พอใจจับมือลูกสาวขึ้นมาบีบ วัลภาแกะมือแม่แล้วรีบเดินออกไป
“จะไปไหน กลับมาเดี๋ยวนี้นะวัลภา”
“ช่างเถอะ เด็กมันยังเปรี้ยวอยู่ ปล่อยไปสักพัก เดี๋ยวก็ซมซานกลับมาเอง”
กำนันปราบหันมายิ้มให้ลำดวน
“แต่ว่า”
“ไม่ต้องห่วงกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกสาวเธอ ที่นี่ผาปืนแตก อิทธิพลของฉันมีอยู่ทุกตารางนิ้ว”
กำนันปราบพูดไปก็เชยคางลำดวนขึ้นมาเชยชมก่อนจะหันไปถามลูกน้องที่เฝ้าบ้านอยู่
“ทำไมบ้านช่องถึงเงียบเชียบ ไอ้ชาติอยู่ไหน มันไม่รู้เหรอไงว่าพ่อมันจะกลับบ้านวันนี้”

ลูกน้องชาติก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูด เชิดต้องเข้าไปกระชากคอเสื้อ พลางจ้องตาดุ จนลูกน้องตกใจ

วัลภาเดินเข้ามาที่ถนนกลางหมู่บ้านเจอชาวบ้านกำลังวิ่งหนีมาก็รีบเข้าไปสอบถาม

“น้าจ้ะ เดี๋ยวก่อนจ้ะ ฉันจะกลับกรุงเทพฯต้องไปขึ้นรถไฟที่ไหน”
“วันนี้ไม่มีใครเข้าออกบ้านผาปืนแตกได้แล้วแม่หนู”
“ทำไมล่ะจ้ะน้า”
วัลภาย้อนถาม ยังไม่ทันที่ชาวบ้านจะตอบ เสียงปืนที่เชนกับชาติไล่ยิงกันก็ดังเข้ามา
“รีบหนีหาที่ปลอดภัยเถอะแม่หนู เดี๋ยวจะโดนลูกหลง”ชาวบ้าน บอกแล้วรีบวิ่งหนีไปต่อ วัลยายืนงงๆ มองสถานการณ์วุ่นวาย แล้วใจคอไม่ดี พลางหันรี หันขวาง เพื่อหาที่หลบ

เชนวิ่งหนีกระสุนจากชาติเข้ามาหลบในตรอกแคบๆ เพราะกระสุนตัวเองเหลืออีกแค่นัดเดียว
พลางชะโงกหน้าออกไปมอง เห็นชาติกับลูกน้องตามเข้ามา ระหว่างนั้นมีเสียงดังจากด้านหลัง เชนหันขวับไปจ่อปืน ใส่ทันที
“อย่ายิงนะ ฉันไม่มีอาวุธ” วัลภาหน้าซีด
เชนชะงักมือทันที “นี่น้องสาวมาทำอะไรอยู่ในนี้”
“ก็พวกแกยิงกันสนั่นลั่นไปทั้งถนน แล้วจะให้ออกไปยืนเสนอหน้ารอรับลูกหลงเหรอไง”
“อย่าส่งเสียงดังสิน้องสาว”
“ไปเลยนะไอ้นักเลง ฉันไม่อยากติดร่างแหไปกับแกด้วย ไป”
เชนเริ่มหงุดหงิด “นี่ บอกให้เงียบ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอไง”
พูดพลางรีบเข้าไปรวบตัวเอามือปิดปากวัลภาเอาไว้ เพราะพวกไอ้ชาติมันกำลังเดินเข้ามาใกล้
“ปล่อยนะไอ้นักเลง บอกให้ปล่อย”
วัลภาจับมือเชนมากัดเต็มปากอย่างแรงจนเชนร้องเสียงหลง

วัลภาวิ่งหนีออกมาที่กลางถนน เชนรีบตามออกมาเพราะเป็นห่วง
“เดี๋ยวน้องสาว มันอันตราย”
แต่ยังไม่ทันที่เชนจะไปถึงตัว เสียงปืนก็ดังขึ้น เชนโดนชาติยิงเฉี่ยวโดนแขนล้มลงเลือดไหลมาตามแขน วัลภาหันขวับกลับมายืนอึ้งตกใจ ชาติยิ้มร้ายเข้าไปเตะปืนเชนที่ตกพื้นแล้วยกปืนจ่อหน้า
“สุดท้ายเอ็งก็หนีข้าไม่รอด ไอ้เชน”
“แน่จริงมาตัวๆ กันเลยดีกว่ามั้ง”
ชาติมองอย่างยิ้มเยาะ
“สภาพเอ็งตอนนี้เนี่ย มาร้องขอวัดกันตัวๆกับข้า .ฮ่าๆ”
ชาติหัวเราะสะใจแล้วถีบยอดอกเชน ก่อนจะตามไปเหยียบซ้ำตรงแขนที่ถูกยิง
“ที่ถูก เอ็งควรจะร้องขอให้ข้าเป่าสมองเอ็งให้กระจุย จะได้ไม่ต้องทรมานต่างหากเว้ย”
ชาติเหนี่ยวไกปืนแม็กนั่มด้ามสวย แต่วัลภารีบวิ่งเข้ามาขวาง
“พอได้แล้ว อย่าถึงกับต้องฆ่าต้องแกงกันเลย”
ชาติชะงัก “น้องสาวเป็นใคร หน้าไม่คุ้น ไม่ใช่คนที่นี่นี่”
“ฉันจะเป็นใครมันไม่สำคัญ แต่การถือปืนมาไล่ยิงกันให้ถึงตายแบบนี้ มันผิดกฏหมาย”
“กฏหมาย ?. ฮ่าๆ ถ้าคิดว่ากฏหมายที่อื่นใช้กับที่นี่ ได้ น้องก็ควรจะรู้ไว้นะว่าน้องหลงเข้ามาอยู่ที่ไหน”
ชาติพยักหน้าให้ลูกน้องเข้าไปจับตัววัลภาออกมาเพื่อไม่ให้ขวางทาง ก่อนจะเล็งปืนพร้อมจ่อยิงเชน “ที่นี่บ้านผาปืนแตก จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ”
ชาติกำลังจะยิง แต่เสียงอันดุดันของกำนันปราบดังแทรกเข้ามา
“พอได้แล้วไอ้ชาติ”
“พ่อ”
กำนันปราบเดินเข้ามาที่ลูกชายแล้วแย่งปืนออกจากมือก่อนจะตบหน้าสั่งสอน จนชาติหน้าหัน ลำดวนรีบเข้าาคว้ามือลูกสาวไว้
“หาเรื่องจนได้นะวัลภา กลับบ้านกำนันเดี๋ยวนี้”
วัลภาถูกลำดวนลากพาออกไป ขณะที่กำนันผลักชาติให้เดินตามทุกคนกลับบ้าน แล้วหันมามองหน้า เชนที่เลือดอาบ
“ถ้าเอ็งคิดจะกลับมาแล้วทำตัวเรียบร้อยเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ผาปืนแตกยินดีต้อนรับ แต่ถ้าไม่ เอ็งรู้จักข้าดีอยู่แล้วนี่ ไอ้เชน”
กำนันปราบพูดขู่แล้วเดินออกไป ทิ้งเชนให้ลุกขึ้นยืนกุมแขนที่เลือดหยดเป็นทาง

เชนเดินกุมแขนที่เลือดไหลหยดเป็นทางไปตามถนนลูกรัง สภาพโซซัดโซเซจนเกือบจะล้ม ระหว่างนั้น จิกกับแสนขี่มอเตอร์ไซค์ที่ต่อพวงมีที่นั่งข้างๆ ตรงมาตามทาง พอเห็นว่าเป็นเชนก็รีบจอดทันที
“ไอ้เชน นั่นไอ้เชนจริงๆด้วย”
“เออ อย่าเพิ่งดีใจ ไปดูมันก่อน มันไปโดนอะไรมา”
จิกกับแสน รีบเข้าไปพยุงเชน พอเห็นเลือดเต็มแขนก็ตกใจ
“ฝีมือใครวะไอ้เชน” สัปเหร่อแสนยิงคำถามทันที
“น้า น้าแสน น้าจิก ดี ดีใจจังที่ได้เจอ เจอพวกน้าอีก คิดถึงมากนะ”

เชนพูดได้แค่นั้นก็ฟุบหมดสติ แสนกับจิกตกใจ ตะโกนเรียกเชนไม่หยุด

ยอดผลักเพลิงให้เดินเข้าไปในโถงของโรงพยาบาล ขณะที่เพลิงโวยวายลั่น

“แค่นี้ทำไมต้องผลักด้วยวะ มีขาเดินเองได้เว้ย”
“ใช่ ก็ถูกแล้วไงเอ็งมีขาเดินเองได้ เอ็งก็ควรมาขอบคุณคุณหมอคนสวยที่ช่วยรักษาเอ็ง มากกว่า จะใช้โทรศัพท์โทรมา”
“ข้าเกรงใจหมอเขาต่างหากเว้ย แค่ขอบคุณโทรมาก็พอแล้ว”
เพลิงไม่วายเถียง
“ถุย เอ็งติดคุกมากี่ปีแล้ว ออกมาจากคุกทั้งที เจอสวยๆ มันก็ต้องตามจีบสิวะ”
“แต่ข้าไม่ได้คิดอะไรกับหมอเขานะเว้ย” เพลิงรีบปฎิเสธ
“แน่ใจเหรอไอ้เพลิง หมาตัวไหนวะที่ไปสลบคอพับคออ่อนซบหน้าอกหมอน่ะ”
พูดจบ ยอดก็เหลือบเห็นเอื้อมเดือนเดินผ่านมาพอดี เลยรีบตะโกนเรียก
“คุณหมอ คุณหมอเอื้อมเดือน”
“อ้าวนายยอด มาทำอะไรกัน”
เอื้อมเดินอดสงสัยไม่ได้ ยอดกระแทกเพลิงให้เข้าไปใกล้หมอ
“ไอ้เพลิงมันมีเรื่องอยากคุยกับหมอ”
“เรื่องอะไรล่ะนายเพลิง”
เมื่อเห็นเพลิงเอาแต่อ้ำๆอึ้งๆ เอื้อมเดือนเลยตัดบท
“เอาอย่างนี้แล้วกัน หมอมีคนไข้ต้องไปตรวจ นายเพลิงไปรอหมอที่ห้องก่อนแล้วกันนะ”
เอื้อมเดือนบอกแล้วเดินออกไป ยอดรีบหยอกเย้าเพื่อนทันที
“โอกาสเอ็งมาแล้ว จัดไปอย่าให้เสีย ชวนหมอไปกินข้าวดูหนังเข้าบาร์ รับรองคืนนี้ เอ็งมีเสียวแน่ เดี๋ยวข้าจะไปเหล่พยาบาลแถวนี้สักคน เผื่อเราจะได้เสียวคู่ ฮ่าๆ”
ยอดหัวเราะชอบใจแล้วเดินออกไป ขณะที่เพลิงสีหน้าอึดอัดใจ

เพลิงนั่งรอเอื้อมเดือนในห้องตรวจ พลางหยิบหนังสือพิมพ์ ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู เห็นพาดหัว ตัวใหญ่
“โทษตลอดชีวิตฟ้าลั่น คำรามศึก ลูกชายราชาค้ายาเสพติดชื่อดัง”
ระหว่างนั้นเอื้อมเดือนก็เข้ามาพอดี
“ลูกชายของราชาค้ายาเสพติดถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ข่าวใหญ่ของวันนี้เลยนะคะ ไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนพูดถึง”
“ครับ พวกค้ายาเสพติดยังไงโทษก็ต้องหนักหนาอยู่แล้ว”
“ก็หวังว่าคนพวกนี้ไปอยู่ในคุกแล้ว คุกจะดัดนิสัยให้รู้จักรับผิดชอบชั่วดีมากขึ้น”
เพลิงนิ่งไป เอื้อมเดือนรู้ตัวว่าพูดไม่ดี ก็รีบชอโทษ
“หมอขอโทษด้วยนะคะ คือ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับหมอ ที่คุณหมอพูดมาก็ถูก คุกคือสถานที่ดัดสันดานคนที่เคยทำผิด”
เอื้อมเดือนนิ่งมองเพลิงด้วยแววตาสงสัย
“หมอมองผมแบบนี้ คงอยากรู้ใช่มั้ยครับว่าผมทำผิดคดีอะไรถึงต้องไปติดคุก”
เอื้อมเดือนถึงกับชะงัก พลางยิ้มให้เพลิงอย่างอ่อนโยน
“หมอไม่ได้อยากรู้หรอกนายเพลิง ว่านายเคยติดคุกด้วยคดีอะไร”
“อ้าว ก็ผมเห็นหมอทำหน้าสงสัย”
“หมอสงสัยเรื่องอื่นอยู่ต่างหาก”
“เรื่องอื่น ?” เพลิงทวนคำ พลางย้อนถาท “หมออยากรู้อะไรเหรอครับ”
“คือ ก็เห็นนายยอดบอกว่าเป็นคู่หูลุยไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ หน้าตานายก็ดูเป็นคนดี ไม่คิด เลยว่าจะเป็น..”
เพลิงชะงักยิ้มทันที
“เดี๋ยวนะครับหมอ..นี่หมอคิดว่าผมเป็นพวกเสือผู้หญิงเที่ยวซ่องจนติดโรคเหรอ”
พูดแค่นั้น เพลิงก็หลุดขำออกมาทันที
“ขำอะไรน่ะนายเพลิง”
“ก็ขำหมอน่ะสิครับ ผมอาจจะสนิทกับไอ้ยอดลุยกันมาทั่ว แต่ผมกับมันนิสัยไม่เหมือนกันเลย ผมให้เกียรติผู้หญิงครับ แล้วที่ผมมาหาคุณหมอ ผมก็แค่อยากมาขอบคุณคุณหมอที่ช่วยรักษาผมตอนนั้น”
“จริงเหรอ”
“จริงสิครับ หรือว่าหมอเสียดายผม”
เพลิงถามพลางทำหน้าทะเล้น
“บ้าเธออย่ามาทำทะลึ่งกับฉันนะ ไม่งั้นฉันเรียกยามมาลากเธอออกไปจริงๆ”
เพลิงรีบขอโทษ “ขอโทษครับหมอ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องยกมือไหว้ขอโทษฉันหรอก หมอเชื่อแล้วว่านายกับนายยอดนิสัยคนละขั้วกันเลย นายยอดดูกะล่อน แต่นายนี่ดูซื่อๆดีนะ “
เพลิงยิ้มรับให้หมอ

เอื้อมเดือนเดินออกมาพร้อมกับเพลิง
“ขอบคุณมากนะครับหมอ”
“พอได้แล้วล่ะเพลิง ถ้าเธอพูดขอบคุณฉันอีกคำล่ะก็ ฉันจะไม่ยอมให้เธอเลี้ยงข้าว”
เอื้อมเดือนแกล้งทำหน้าดุ
“ก็ได้ครับ แค่หมอยอมเสียเวลาให้ผมเลี้ยงตอบแทนหมอที่ดูแลผม ผมก็ดีใจแล้ว”
“เดือน”
ผู้กองสมานตะโกนทักน้องชายเสียงเข้ม ก่อนจะเดินตรงเข้ามาจ้องหน้ามองเพลิงด้วย แววตาอาฆาต ขณะที่เอื้อมเดือนทักพี่ชายกลับไปแบบงงๆ
“อ้าวพี่สมาน มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย เดือนกำลังจะออกไปกินข้าวเที่ยงพอดี”
“ไปกับไอ้หมอนี่น่ะเหรอ”
“ค่ะ เดือนลืมแนะนำไป นี่เพลิง เขาเป็น”
ยังไม่ทันที่เอื้อมเดือนจะแนะนำจบ ผู้กองสมานก็พูดสวนขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องแนะนำ พี่รู้จักมันดี กล้ามากนะไอ้สารเลว”
พูดพลาง ผู้กองสมานก็กระชากคอเสื้อแล้วลากเพลิงให้ออกไปด้วยกัน เอื้อมเดือนตกใจงุนงง

“พี่สมาน พี่จะทำอะไร”

ผู้กองสมานลากเพลิงออกมาที่รถ ก่อนที่จะจัดการชกหน้าเปรี้ยง เพลิงเซถลาเลือดซึมที่มุมปาก จากนั้นก็ตามไปซัดอีกสองหมัดจนเพลิงจุกตัวงอ ก่อนที่จะเอากุญแจมือมาสับข้อมือเพลิง

“ได้เวลาที่แกต้องกลับไปอยู่ที่ๆ แกควรอยู่แล้ว”
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผู้กองมาจับผมทำไม”
“แกวางแผนแก้แค้นฉัน คิดจะใช้น้องสาวของฉันเป็นเหยื่อ ฝันไปเถอะ คราวนี้แกได้แก่ตายในคุกแน่”
“ผมเปล่านะผู้กอง” เพลิงรีบปฏิเสธ “ผมไม่รู้ว่าคุณหมอเป็นน้องสาวของผู้กอง”
“คนอย่างแก คำอุทธรณ์มันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว”
“ปล่อยเขานะคะพี่สมาน”
เอื้อมเดินที่เดินตามออกมา หันมาบอกพี่ชาย
“แกไม่เกี่ยว กลับเข้าไป”
“แต่เดือนต้องรู้ว่านี่มันอะไรกัน พี่จับเขาทำไม”
“ไอ้เพลิงมันคือฆาตกร มันคืออาชญากรชั่ว ที่แกไม่ควรเข้าใกล้มัน”
เอื้อมเดือนได้ยินก็ถึงกับอึ้ง “เพลิง”
“ผมขอโทษครับคุณหมอ ผมติดคุกเพราะข้อหาฆ่าคนตาย แต่ผมก็พ้นโทษมาแล้ว”
“ถึงคุกจะปล่อยแกออกมา แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะปล่อยให้แกลอยนวลไปทำชั่วต่อ”
ผู้กองสมานจะลากเพลิงขึ้นรถ แต่เอื้อมเดือนเข้าไปขวาง
“ปล่อยเขาเถอะค่ะพี่”
“เดือน ?”
“ถ้าเขาไม่ได้ทำความผิดอะไร แล้วพี่มีสิทธิ์อะไรไปจับเขา”
ผู้กองสมาน จ้องหน้าเพลิงอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะหันมาตอบน้องสาว
“ถึงวันนี้มันจะไม่ได้ทำความผิด แต่พี่รู้จักสันดานมันดี หมาลอบกัดอย่างมันเข้าหาเดือน เพื่อจะ เล่นงานพี่”
“แต่เดือนไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนั้นเดือนขอล่ะ ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ นะคะพี่”
เอื้อมเดือนเข้าไปขอร้อง ผู้กองสมานหันไปมองเพลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไขกุญแจมือให้แต่ก็ ยังผลักไสเพลิง
“ถ้าฉันเห็นแกเข้ามาใกล้น้องสาวฉันอีก แกตายแน่ไอ้เพลิง”
“ไปได้แล้วนายเพลิง ไปสิ”
เพลิงเช็ดเลือดมุมปากแล้วเดินออกไป เอื้อมเดือนมองตาม ด้วยแววตาสงสาร

เพลิงกลับมาที่อู่ ให้ยอดทำแผลให้
“ซวยซ้ำซวยซ้อน แถมยังจุดไต้ตำตออีก ไอ้ผู้กองนั่นก็อีก วันๆมันไม่ไปทำคดีอย่างอื่นบ้างเหรอไง ถึงได้จ้องแต่จะตามเล่นงานแกอยู่คนเดียว”
เมื่อเห็นเพลิงนั่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร ยอดเลยพูดต่อ
“ฉันรู้ว่าแกโกรธ ในเมื่อแกไม่ได้ทำผิด แต่ต้องกลายเป็นไอ้ฆาตกรเพราะไอ้ผู้กองนั่นมัน ยัดเยียดข้อหา ให้ ฉันว่านะ บางทีการเอาคืนมันซะบ้าง มันจะได้รู้ว่าคนอย่างไอ้เพลิง ไม่ใช่คนที่จะมาตอแย”
เพลิงส่ายหน้า
“อย่าเอาน้ำมันไปราดกองไฟที่กำลังลุกโชนเลยไอ้ยอด ไว้วันที่ฉันสืบรู้ความจริงว่าใคร คือฆาตกรที่ฆ่า คนรักของฉัน ถึงเวลานั้นผู้กองเขาจะมาขอโทษฉันเอง”
ทันทีที่เพลิงพูดจบ พวกคนขับรถบรรทุก ก็พากันเข้ามาอย่างตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น” ยอดตะโกนถาม “ไอ้พวกนักเลงกระจอกมันกล้ามาหาเรื่องเราอีกงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่พวกนั้นหรอกไอ้ยอด”
คนขับรถพูดไม่ทันขาดคำ คมกับก้านและพวกทหารลูกน้องลายเสือ ก็ถือปืนเอ็ม 16 เดินเข้ามา ท่าทางน่ากลัว
ก้านลูบหัว ก่อนจะร้องถาม “เฮ้ย คนไหนคือไอ้เพลิง พญาไฟ กับไอ้ยอด ดีเซล”
เพลิงกับยอดชะงักมองพวกมันอย่างสงสัย “แกมีธุระอะไร”
คมเข้ามาจ้องหน้าเพลิง “ท่าทางแกน่าจะเป็นไอ้เพลิง พญาไฟ ที่ในคุกเขาร่ำลือกัน”
ยอดเขยิบเข้ามากระซิบเพลิง “ไอ้พวกนี้ไม่น่าไว้ใจเลยว่ะ”
“ส่วนแก ก็คงจะเป็นไอ้ยอด ดีเซล”
“แกมาตามหาฉันกับไอ้ยอดทำไม” เพลิงย้อนถาม
“เจ้านายฉันมีงานใหญ่อยากให้แกช่วย”
“เจ้านาย ? เจ้านายแกเป็นใคร” เพลิงอดถามต่อไม่ได้
คมไม่ตอบ แต่พยักหน้าให้ไอ้ก้านและพวกที่มาด้วยกันเอาปืนเอ็ม 16 ไปจ่อเพลิงกับยอด
“ตามพวกเราไปเดี๋ยวก็รู้เอง”

คมยิ้มร้าย เพลิงกับยอดหันมามองหน้ากัน ต่างก็ใจคอไม่ดี

เพลงรักผาปืนแตก ตอนที่ 2 (ต่อ)

เพลิงกับยอด ถูกไอ้คมกับไอ้ก้านและพวกลูกน้อง ใช้ปืนเอ็ม16 จี้คุมตัวเข้ามาในโกดังร้าง ก่อนที่พวกมันจะแก้ผ้าผูกตาที่ปิดตาทั้งคู่มาตลอดทางออก

“พวกแกพาข้ากับไอ้เพลิงมาที่นี่ทำไมวะ”
ยอดหันไปมองๆ รอบๆ โกดัง ก่อนจะถามด้วยความข้องใจ ขณะที่ไอ้ก้านไม่ยอมพูดอะไร แต่ถือปืน คุมเชิงอยู่ห่างๆ รอเวลา
ยอดอดไม่ได้ก็เลยเขยิบตัวไปกระซิบกับเพลิง“กลิ่นชักทะแม่งๆ ไม่ดีแล้วว่ะไอ้เพลิง หรือว่าไอ้ตำรวจจอมตื๊อนั่น ใช้กฏหมายเล่นงานเอ็งไม่ได้ เลยหมาลอบกัด ส่งลูกน้องมาเล่นงานเอ็งวะ”
เพลิงหันมองไปทั่วๆ อย่างพิจารณา ก่อนจะหันมาตอบ
“ไอ้พวกนี้ไม่ใช่คนของผู้กองสมานหรอก มันใช้อาวุธสงครามทหารทั้งนั้น”
ยอดหน้าซีด “แต่ข้าไม่เคยไปมีปัญหาอะไรกับทหารนะเว้ย หรือว่าเคยวะ อ๋อ ต้อง เป็นเมียไอ้ทหาร เกณฑ์คนนั้นแน่ๆ ตอนออกจากคุกใหม่ๆ ข้าไปช่วยมันขายของ เมียมัน ยั่วข้าน่าดู ข้าก็เลยจัดไปไม่ให้เสีย”
“ไม่ใช่หรอกไอ้ยอด เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นั้น มันไม่ขนมาเกือบกองร้อยหรอก แต่ข้าว่าที่แน่ๆ พวกมันไม่ได้ อยากพาเรามาเล่นงาน มันอยากตกลงกับพวกเรามากกว่า”
“ตกลงอะไรวะ ?” ยอดย้อนถาม
ระหว่างนั้นรถจี๊ปคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในโกดัง ลายเสือ ราชาค้ายาเสพติดลงจากรถ พร้อมลูกน้อง ที่ตาม มาประกบอีกสามคน เมื่อลายเสือถอดแว่นดำที่สวมอยู่ออก เพลิงก็จำได้ทันที เพราะเคยเห็นในหนังสือพิมพ์
“ลายเสือ คำลือ ราชาค้ายาเสพติดสามแผ่นดิน”
ลายเสือจ้องเขม็งที่เพลิงกับยอดแล้วยิ้มร้ายดูน่าเกรงขาม
“รู้จักข้า เพราะหน้าข้าถูกเอาไปโชว์หราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ใช่มั้ย ไอ้เพลิง พญาไฟ”
“ลูกชายแกเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต งั้นฉันก็พอรู้แล้วว่าราชาค้ายาเสพติดอย่างแก ให้ ลูกน้องไปลากตัวฉันมาทำไม”
ลายเสือหัวเราะลั่น “ฉลาด สมกับที่เขาร่ำลือกันในคุก ถึงฝีมือของเพลิง พญาไฟ กับคู่หู ขาลุย ไอ้ยอด ดีเซล”

เอื้อมเดือนเข้ามาในบ้านยังไม่ทันวางกระเป๋าดี ผู้กองสมานก็เข้าไปคว้าแขนน้องสาว พลางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถ้าต่อไปนี้ไอ้เพลิงมันเข้ามาใกล้แกอีก แกต้องรีบบอกพี่ พี่จะตามไปมาลากคอมัน”
“พี่กลัวเขาจะมาทำอะไรเดือนเหรอ”
ผู้กองสมานมองหน้าน้องสาว ด้วยความเป็นห่วง
“ฆาตกรใจโหดอย่างมันทำได้ทุกอย่าง ยิ่งผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีอย่างแก ยิ่งเป็นเหยื่อที่มันชอบเลย”
“เพลิงเขาไปฆ่าใครมา ?” เอื้อมเดือนย้อนถาม” ทำไมเดือนถึงไม่รู้สึกเลยว่า คนอย่างเขา จะเป็น ฆาตกรได้ พี่สมาน.ดูท่าทางพี่จะแค้นเขามาก หรือว่ามันจะเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย”
ผู้กองสมานหันขวับมาทันที
“มันฆ่าฟ้างาม มันพรากชีวิตผู้หญิงที่พี่รัก มันทำให้ผู้มีพระคุณของพี่ ต้องตรอมใจตาย เพราะฉะนั้น จะไม่ยอมให้มันเข้ามาใกล้น้องสาวของพี่เด็ดขาด จำไว้นะเดือน มันคือฆาตกร มันคือไอ้สารเลว”
เอื้อมเดือนได้แต่นิ่งมองแววตาอันคลั่งเค้นของพี่ชาย ระหว่างนั้นลูกน้องของผู้กองสมาน ก็เดินเข้ามา
“ผู้กองครับ เอ่อ ขอโทษครับ”
“มีอะไรจ่า”

“ว่าไงนะจ่า ไอ้เพลิงกับคู่หูของมันหายตัวไปงั้นเหรอ”
ผู้กองสมานตกใจกับข่าวที่ลูกน้องนำมาบอก
“ครับ หลังจากที่ผู้กองสั่งให้ผมไปจับตาดูไอ้เพลิง ผมก็เลยตามไปที่อู่รถบรรทุก เลยเห็น มีกลุ่มคน แปลกหน้า พกอาวุธสงครามมาคุยกับไอ้เพลิงแล้วก็พากันออกไป”
“พวกมันไปที่ไหน”
“ผมพยายามตามไปแล้ว แต่พวกมันระวังตัวมาก ก็เลยคลาดไปอย่างน่าเสียดายครับ”
“ปัดโธ่เอ้ย” ผู้กองสมานสบถอย่างหัวเสีย “แล้วพวกนั้นมันเป็นใคร ถึงขนาดพกอาวุธ สงคราม เข้ามาในกรุงอย่างที่จ่าว่ามา”
“มีอยู่คนนึงหน้าคุ้นมากๆ แต่ผมนึกยังไงก็ไม่ออกครับ”
ลูกน้องพยายามนึก ระหว่างนั้น ก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่ตกอยู่ที่พื้น เห็นภาพของลายเสือที่ พาดหัวข่าว

“ผมนึกออกแล้วครับผู้กอง พวกทหารพกอาวุธสงครามพวกนั้นเป็นใคร ?”

ลายเสือโยนเป้ทหารลงตรงหน้าเพลิงกับยอด ธนบัตรเป็นปึกๆหลายมัดกองออกมาให้เห็น
“5 แสน คือค่าตัวเอ็ง 2 คน สำหรับงานที่ต้องการมืออาชีพ”
ยอดสีหน้าครุ่นคิด พลางหันไปที่เพลิง ที่ทำหน้านิ่ง
“เงินมันไม่น้อยเลยว่ะไอ้เพลิง แต่เอ็งจะคิดเหมือนข้ารึเปล่าวะ”
เพลิงไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม
“อยู่ในคุกด้วยกันมาตั้งกี่ปี เอ็งอ่านสันดานข้าไม่ออกเหรอ”
“งั้นข้าก็รู้แล้ว”
ยอดยิ้มรับ ก่อนจะเข้าไปเก็บปึกเงินที่กระเด็นออกมานอกเป้ยัดคืนแล้วโยนใส่ลายเสือ ขณะที่เพลิงรีบออกตัว
“เรื่องร่ำลือในคุกที่เกี่ยวกับพวกฉัน มันไม่ใช่เรื่องจริงหรอก ฉันกับไอ้ยอดก็แค่นักโทษธรรมดา เหมือนนักโทษทั่วๆไป”
ขาดคำของเพลิง ไอ้คมก็ยกปืนขึ้นจ่อทั้งคู่
“แกจะบอกว่าวีรกรรมที่นักโทษเกือบ 30 คน รุมเล่นงานแกกับไอ้ยอด แต่สุดท้ายพวกนั้นต่างหาก ที่ต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาล มันเป็นเรื่องโกหก”
“คนนะเว้ยไม่ใช่ซูเปอร์แมน 2 ต่อ 30 เชื่อเข้าไปได้ก็ออกลูกเป็นควายแล้ว” ยอดพูดแบบกวนๆ
“ข้าก็ไม่อยากเชื่อนักหรอก แต่เพราะ 1 ใน 30 ที่โดนพวกแกกระทืบจนม้ามเกือบแตก มันเป็นลูกน้อง เก่าข้า ข้าก็เลยต้องเชื่อ”
ยอดสะดุ้งรีบถอยไปยืนข้างเพลิง ลายเสือเลยเข้ามาแตะปืนในมือไอ้คมให้ลดลง
“พอได้แล้วไอ้คม ข้าไม่อยากเสียเวลาเพราะทุกนาทีที่เสียไปมันคืออิสรภาพของฟ้าลั่น”
“แต่งานนี้เราอยากได้คนมีฝีมือไปลงมือ ไม่ใช่พวกเรานะครับนาย” ไอ้คมพยายามอธิบาย
“ก็เขาไม่เต็มใจทำแล้วจะไปบังคับเขาได้ยังไง”
“แล้วไอ้สองตัวนี่ล่ะนาย”
ลายเสือหันขวับมาที่เพลิงกับยอด
“ในเมื่อเรามันก็พวกนอกกฏหมายเหมือนกัน ถ้าพวกแกลืมว่ามาทำอะไรกันที่นี่ ฉันก็จะลืมเหมือนกัน ว่า เคยเจอหน้าพวกแก”
พูดพลางผายมือสั่งลูกน้องเปิดทางเพื่อให้ทั้งคู่ ยอดรีบสะกิดเพลิง “ไปเถอะไอ้เพลิง เดี๋ยวมันจะเปลี่ยนใจ มือเปล่ากับพวกมันพอลุ้น แต่กับเอ็ม16 นี่ข้าไม่ไหวว่ะ”
เพลิงมองลายเสืออย่างไม่ค่อยเชื่อใจนัก แต่ก็ถูกยอดลากตัวพาออกไป คล้อยหลังเพลิงกับยอด เดินออกไปไม่นาน ลายเสือก็ยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์
“ไปหาคนอื่นมาทำงานนี้ ส่วนไอ้สองตัวนั่น ปิดปากมันซะ”

เชนยังนอนหมดสติอยู่ในบ้าน ภายหลังจากที่ได้รับการรักษาดูแลจากน้อย ครู่หนึ่งครูประสิทธิ์ก็เข้ามาดู
“น้อย มันเป็นยังไงบ้าง”
“น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะจ้ะครู”
ครูประสิทธิ์ ถอนหายใจโล่งอก
“ขอบใจเอ็งมาก เดี๋ยวข้าจะอยู่ดูมันเอง”
น้อยอึกอัก “เอ่อ ให้ฉันอยู่ช่วยดีกว่ามั้ยจ๊ะครู เกิดไอ้เชนมันไข้ขึ้น ตัวร้อน นอนกระสับส่าย ฉันจะได้ ช่วยเช็ดตัวให้”
“ไหนเอ็งบอกว่ามันไม่เป็นอะไรแล้วไง”
น้อยยิ้มแหยๆ “ฉันกลัวว่าถ้าเชนฟืนขึ้นมาแล้วครูกับมันจะ”
“ทะเลาะกันน่ะเหรอ นี่มันเป็นเรื่องของพ่อลูก เอ็งไม่เกี่ยว ไปได้แล้ว” คล้อยหลัง น้อยไปได้ครู่เดียวครูประสิทธิ์ก็เดินไปหยิบเหยือกน้ำเปล่าแล้วหันไปมองลูกชาย ที่นอน ถอดเสื้อ มีผ้าพันแผลอยู่ จากนั้นก็เดินกลับมาสาดน้ำในเหยือกใส่ เชนสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที
“เฮ้ย ใครวะเล่นพิเรนท์ อยากหาเรื่องเจ็บตัวเหรอไงวะ”
“เออ ข้านี่แหละที่อยากหาเรื่องเจ็บตัว”
เชนถึงกับอึ้ง “พ่อ”
สองพ่อลูกนิ่งมองกันด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าเป็นพ่อลูกที่ไม่ลงรอยกันเท่าไหร่

“ฉันเจ็บตัวมา แทนที่พ่อจะเป็นห่วง แต่กลับเอาน้ำมาสาด ใจคอพ่อจะเกลียดฉันไป ถึงโลกหน้า เลยมั้ย”
เชนเดินเดินเช็ดหน้าที่เปียกโชกออกมาที่ระเบียง ปากก็บ่นไป
“ถ้าเอ็งคิดว่าการสั่งสอน บ่นปากเปียกปากแฉะของข้า คือการเกลียดขี้หน้าเอ็ง งั้นเอ็งก็รีบไสหัวไป จากบ้านข้า ไม่ต้องทะลึ่งกลับมา”
“แต่ที่ผาปืนแตกเป็นบ้านเกิดของฉัน” เชนไม่ยอมแพ้
“เป็นบ้านเกิดและจะเป็นที่ฝังศพก่อนวัยอันควรของเอ็งด้วยน่ะสิ ทั้งๆที่ข้าหาอนาคตที่ ดีให้เอ็งได้ แล้ว เอ็งก็ยังกลับมาทำให้ผาปืนแตกลุกเป็นไฟ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เอ็งเหยียบ”
“พ่ออย่ามาโทษฉัน ที่ผาปืนแตกไม่เคยสงบสุข กลายเป็นนรกบนดิน ก็เพราะไอ้ชาติกับ กำนันพ่อ ของมันต่างหาก”
ครูประสิทธิ์ถอนหายใจ
“แต่เอ็งไม่ใช่วีรบุรุษ เอ็งคือไอ้เชนลูกชายคนเดียวของครูแก่ๆ เจ้าของวงเชียร์รำวง”
“เกิดมาทั้งทีแล้วเป็นได้แค่ไอ้ขี้ขลาดตาขาว ฉันก็คงไม่ใช่ลูกชายพ่อแล้วล่ะ”
สิ้นคำของเชน ฝ่ามือของครูประสิทธิ์ก็ฟาดเปรี้ยงเข้าให้เต็มหน้า “ฉันจะบอกพ่อให้นะไม่ใช่แค่พวกไอ้ชาติหรอกที่ทำให้ผาปืนแตกเป็นนรกบนดิน แต่เพราะมีพวก ขี้ขลาดอย่างพ่อกับพวกชาวบ้านนี่แหละ ที่ยอมให้พวกมันกดขี่”
เชนขึ้นเสียงใส่ครูประสิทธิ์ ก่อนที่จะผลุนผลันเดินออกจากบ้านไปทันที ครูประสิทธิ์ได้แต่ยืนอึ้ง มองลูกชายด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ลำดวนกึ่งฉุดกึ่งลากวัลภาเข้ามาในห้อง ก่อนจะผลักไปที่เตียง

“แม่ วัลภาเจ็บนะ”

“แค่นี้แกบ่นเจ็บ ถ้าพี่กำนันไม่ไปพาแกกลับมา ป่านนี้แกคงโดนลูกหลงต้องหามส่งโรงพยาบาล
ไปแล้ว”

วัลภาจ้องหน้าแม่
“ใช่สิ ก็ที่นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อน มันไม่ใช่ที่ๆ เราควรจะมาตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าแม่ไม่อยากให้วัลภา เป็นอะไร เราก็ควรจะกลับไปบ้านเรา”
พูดพลางจะเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทาง แต่ลำดวนคว้าแขนไว้ได้ทัน
“แกไม่มีบ้านที่ไหนให้กลับแล้ว เพราะสมบัติทุกอย่างที่กรุงเทพฯ ฉันขายทิ้งไปหมดแล้ว แล้วก็อย่าคิด ว่า จะปีกกล้าขาแข็งหนีไปจากที่นี่ได้อีก ที่ผาปืนแตกกำนันมีอิทธิพลอยู่ แทบทุกจะตารางนิ้ว จำใส่หัวสมองแกเอาไว้ ให้ดี ที่นี่คือบ้านหลังสุด ท้ายของแก จำไว้”
วัลภาได้แต่ยืนเสียใจ ขณะที่ลำดวนกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่ก็ไม่วายหันมาย้ำ “งานเลี้ยงแต่งงานของฉันกับกำนันจะจัดขึ้นพร้อมกับงานแต่งของคุณชาติ แกควรจะทำตัวให้ดี อย่าหาเรื่องเกเร กำนันเขาอยากมีลูกสาว ถ้าแกทำให้เขารักได้ แกจะสบายไปทั้งชีวิต”
ลำดวนย้ำกับลูกสาวแล้วออกจากห้องไป ทิ้งให้วัลภานั่งลงเศร้าอยู่ตามลำพัง

เชนแบกเป้มาหยุดที่หน้าเรือนหอร้าง ตัดสินใจไม่อยู่ที่บ้านพ่อและจะมาอยู่ที่นี่แทน แต่ทว่าเมื่อมองเห็นสภาพเรือนหอ ที่ยังรอการต่อเติมอีกหลายจุด ก็อดเศร้าไม่ได้ เมื่อนึกถึงว่าอนาคต อันสวยงามกับคนรัก ต้องพินาศไปเพราะฝีมือของชาติคนเดียว
เชนขบกรามแน่น ด้วยความเจ็บใจ น้ำตาคลอ ก่อนจะปล่อยหมัดใส่เสาไม้ เข้าไปเต็มๆ เพื่อระบายความแค้น
“ทำไม ทำไมเธอต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วยเนื้อทอง ทำไมเธอไม่ฆ่าฉันให้ตายด้วยมือเธอเอง หรือว่า เธอจงใจให้ฉันเป็นนักโทษของเธอ ทำไม ทำไม”

ออกจากเรือนหอร้าง เชนก็แอบซุ่มเข้ามา ในบ้านของกำนันปราบ หลบซ่อนตัวมุมที่หลังต้นไม้ มองเข้าไปเห็นชาติกำลังฉุดเนื้อทองออกมาร่วมวงกินเหล้ากับมันพร้อมกับลูกน้อง พลางกอดรัดฟัดเหวี่ยงต่อหน้าต่อตาลูกน้อง
เชนกำหมัดแน่น ด้วยความโกรธ ระคนเจ็บใจ กำลังจะเข้าไปลุย แต่เนื้อทองหันมาเห็นพอดี จึงส่ายหน้า เป็นเชิงส่งสัญญาณไม่ให้เชนเข้ามา
“เป็นอะไรไป อีกแค่ 2 วันเธอก็จะเป็นเมียฉันแล้ว ทำตัวให้น่ารักกับว่าที่ผัวหน่อยสิ”
ชาติพูดด้วยเสียงอ้อแอ้เพราะฤทธิ์เหล้า
“คืนนี้ฉันปวดหัว รู้สึกไม่ค่อยสบาย”
“เหรอ งั้นเดี๋ยวฉันเลิกกินเหล้าก็ได้ แล้วจะพาเธอไปนอน”
เนื้อทอง รีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกชาติ เธอสนุกกับลูกน้องเธอไปเถอะ”
พูดพลางแกล้งจับมือชาติมากุมแล้วหอมแก้มชาติทีนึง ก่อนที่จะรีบลุกเดินออกไป เชนที่หลบอยู่ มองตาม ขณะที่วัลภาเหลือบเห็นเชนยืนทำลับๆล่อๆ ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“นั่นมันอันธพาลคนนั้นนี่ ?”

เนื้อทองเดินออกมาในมุมที่ลับตาคน พลางสอดส่ายสายตามองหา ครู่หนึ่งเชนก็โผล่เข้ามา แล้วสวม กอดรวบเอวทันที
“เชน อย่าทำอย่างนี้นะ”
“ทำไมล่ะเนื้อทอง กี่ปีแล้วที่เธอห่างจากอ้อมแขนของฉัน เธอต้องดีใจสิที่ฉันได้โอบกอดเธออีกครั้ง”
เนื้อทองยิ้ม แต่หน้าเศร้า
“แต่ถ้าคนของชาติมาเห็นเข้า เธอคงไม่โชคดีรอดมาได้เหมือนอย่างเมื่อกลางวัน”
เชนชะงักไป แล้วเป็นฝ่ายยอมปล่อยมือจากเนื้อทอง “คนอย่างไอ้ชาติ ไม่มีวันมาพรากชีวิตฉันไปได้หรอก”
“เชน ที่ฉันจดหมายไปหาเธอ เธอไม่เข้าใจเหรอ ฉันกำลังจะแต่งงานกับชาตินะ”
เชนกำหมัดแน่น
“ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะเปลี่ยนใจจากฉันแล้วไปแต่งกับมัน บอกฉันมาเถอะเนื้อทอง ไอ้ชาติ มันบังคับอะไรเธอ บอกมาสิเนื้อทองคำสาบานของเรามันไม่มีวันเปลี่ยนไปได้หรอก”
“ฉันลืมคำสาบานของเราไปแล้วล่ะเชน”
เชนถึงกับอึ้ง เพราะไม่คิดว่า จะได้ยินประโยคนี้จากปากของเนื้อทอง ขณะเดียวกันวัลภาที่แอบฟังอยู่ ก็เพิ่งรู้ความจริงว่าเชนเป็นคนรักของเนื้อทอง
“ไม่ ฉันไม่เชื่อ” เชนบีบไหล่เนื้อของแล้วเขย่า “เธอต้องถูกมันบีบบังคับให้แต่งงาน ไปกับฉันเดี๋ยวนี้ เลย ฉันจะไม่ยอมให้เธอเป็นเมียมันเด็ดขาด”
พูดพลางคว้าข้อมือเนื้อทองไว้แน่น
“อย่านะเชน ปล่อยฉันเถอะ ฉันไปไหนไม่ได้”
“แต่เธอต้องไปกับฉัน เราจะไปให้พ้นจากผาปืนแตก แล้วไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
วัลภาขยับตัวเข้ามาฟังใกล้ๆ แต่ไม่ทันระวังชนกระถางต้นไม้ตกแตก เนื้อทองตกใจ รีบแกะมือเชน ออก
“ไปซะเถอะเชน ฉันคือเจ้าสาวของชาติ อย่าให้ฉันเห็นเธอเข้ามาที่นี่อีก ไม่อย่างนั้น ฉันจะเรียกชาติ ให้มาลากคอเธอออกไป”

เชนได้ฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ส่วนเนื้อทองพยายามกล้ำกลืนความรู้สึก ก่อนที่จะรีบวิ่งกลับไป ในบ้าน พร้อมน้ำตาคลอเบ้า เชนได้แต่ยืนนิ่งงันเหมือนถูกมีดนับพันมาทิ่มแทงหัวใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น เชนคุ้มคลั่งหนัก ถึงขนาดเอาค้อนหนักๆ ทุบฝาผนังเรือนหอจนแตก แล้วรื้อไม้ฝาเรือน ออกมา จิกกับแสนเข้ามาเห็นก็พากันตกใจ
“เฮ้ย หยุด หยุดนะเว้ยไอ้เชน เอ็งจะบ้าเหรอไงวะ”
“ปล่อยฉัน พวกน้าไม่เกี่ยว ไม่ต้องมายุ่ง”
“พวกข้าช่วยเลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก เวลาเอ็งมีเรื่องเดือดร้อน เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ แล้วมีรึที่ พวกข้าจะไม่รู้สึกไปด้วย”
จิกพูดด้วยความเป็นห่วง แสนรีบเสริม
“เชื่อพวกข้านะใจเย็นๆ อย่าไปลงกับหยาดเหงื่อแรงงานที่เอ็งอุตส่าห์สร้างมันขึ้นมาด้วยมือสิวะ เสียดายแย่”
“เนื้อทองบอกฉันอย่างหน้าซื่อๆ ว่าไอ้ชาติคือเจ้าบ่าวของเธอ แล้วพวกน้ายังจะให้ฉันเก็บเรือนหอ หลังนี้ไว้อีกเหรอ”
เชนยังไม่หายฉุนเงื้อฆ้อนจะทุบผนัง จิกกับแสนรีบรั้งเอาไว้
“แต่ถึงเอ็งจะเผาเรือนหอจนไม่เหลือซาก มันก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“ผู้หญิงเสียแล้วก็เสียไป หน้าหล่อๆคารมดีๆอย่างเอ็ง อกหักไม่กี่วันเดี๋ยวก็มีสาวๆมารอ ดามหัวใจ เชื่อพวกข้าเถอะ ดีไม่ดี ที่นี่อาจจะเป็นรังรักใหม่ของเอ็งก็ได้”
เชนนิ่งไปสีหน้าครุ่นคิด จิกกับแสนเลยได้จังหวะเอาค้อนออกจากมือ
“ขอบใจพวกน้ามากที่ให้ข้อคิดฉัน”
แสนพยักหน้า“เออ ไม่เป็นไร พวกข้ามันอาบน้ำร้อนมาก่อน ผ่านผู้หญิงมาเยอะ”
“ใช่ ฉันไม่ควรเสียเวลาทุบมันทิ้ง แต่ฉันควรจะเผามันให้ไม่เหลือซากเลยต่างหาก”
จบประโยค เชนก็รีบเดินออกไปทันที หน้าตาจริงจัง จนจิกกับแสนตกใจ

จากนั้นเชนก็ลงมาข้างล่างเรือนหอ พลางคว้าถังน้ำมันแกลลอนขึ้นมา แล้วเทราดไปบนกองไม้ที่โคน เสาเรือน แสนกับจิกตกอกตกใจ รีบรุดเข้ามาห้าม
“พวกน้าอย่าเข้ามา เรือนหอหลังนี้คือความทรงจำของฉันกับเนื้อทอง ถ้ามันยังเหลือซากอยู่ มันก็คือ อนุสรณ์ความพ่ายแพ้ของฉัน”
“โธ่เอ้ย ไอ้เชน เอ็งยังหนุ่มยังแน่น เสียใจขนาดไหนก็ให้มันแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเถอะวะ”
แสนพยายามปลอบประโลม จิกรีบพยักหน้า แล้วพูดเสริม
“ใช่ ในเมื่อเอ็งเป็นคนดีซะขนาดนี้ ถ้าเนื้อทองไม่เห็นความดีของเอ็ง มันก็กรรมของเขา”
เชนไม่ฟังเสียง โยนแกลลอนน้ำมันทิ้งแล้วหยิบไฟแช็คซิโป้ขึ้นจุดเชน“เพื่อนรักของฉันเสียสละชีวิตมัน เพื่อไม่ให้ฉันกลับมาเป็นผู้แพ้ ถ้าเนื้อทองอยากตัดขาดจากฉัน ฉันก็จะทำให้ผาปืนแตกลุกเป็นไฟ จนไอ้ชาติมันอยู่ไม่ได้เหมือนกัน”
เชนพร่ำโกรธอย่างคนคลั่งรัก และขาดสติ แต่ขณะที่กำลังจะโยนไฟแช็คลงไปที่คราบน้ำมัน เสียงของวัลภาก็ดังเข้ามา
“หยุดก่อนนายเชน”
เชนชะงัก พลางหันไปมองหญิงสาวที่เจอเมื่อวานด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ฉันมีเรื่องของเนื้อทองอยากจะคุยกับนาย แต่ถ้านายกำลังติดธุระเป็นมือเพลิงอยู่ ฉันรอให้นายทำ ธุระให้เสร็จก่อนก็ได้”
เชนมองวัลภาอย่างสงสัย “ ถ้าเป็นเรื่องของเนื้อทอง ฉันต้องคุยเดี๋ยวนี้”
เชนพูดพร้อมกับดับไฟแช็ค แสนกับจิกเป่าปากโล่งอก พลางมองวัลภาอย่างสงสัย เพราะไม่เคยเห็นหน้า

เชนพาวัลภามานั่งคุยกันที่ศาลาริมคลอง พลางมองเธอหัวจดเท้า
“งั้นก็แสดงว่า น้องสาวคือลูกเลี้ยงของกำนัน”
“ฉันไม่ใช่ลูกเลี้ยงของใคร เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานใหม่ของแม่”
เชนฟังที่วัลภาพูด พลางหันไปถามจิกกับแสน ที่ตามมานั่งคุยด้วยเบาๆ “พวกน้าคิดว่า ฉันควรจะเชื่อผู้หญิงคนนี้มั้ย”
แสนส่ายหน้า ”ไม่แน่ใจว่ะ พวกไอ้ชาติมันเจ้าเล่ห์ พอมันเล่นงานเอ็งที่สถานีรถไฟไม่ได้ มันก็เลย ส่งนางนกต่อมาล่อให้เอ็งไปติดกับ”
“เหตุผลน้าน่าสนใจ เป็นไปได้”
ระหว่างที่ 3 คนกำลังสุมหัวปรึกษากัน เสียงขึ้นไกปืนก็ดัง เชนชะงัก แล้วรีบหันไป เห็นวัลภากำลังเล็งปืนใส่เขา
“มันสมควรแล้วที่ฉันจะเกลียดบ้านผาปืนแตก เพราะที่นี่มีแต่ผู้ชายสันดานเลว นินทาผู้หญิงซึ่งๆหน้า ไม่มียางอาย”
“เดี๋ยวน้องสาว พวกพี่ไม่ได้นินทาอะไรน้องซักหน่อย พวกพี่ปรึกษากันอยู่ต่างหาก”
“หูฉันไม่ได้หนวก ได้ยินทุกคำที่นายพูดถึงฉัน”
เชนอดขำไม่ได้
“หูดีซะอีก แต่ถ้าน้องยังถือปืนอยู่แบบนี้ แล้วพี่จะเชื่อใจได้ไงว่าน้องจะไม่ใช่นางนกต่อของไอ้ชาติ”
“เจอหน้านายวันแรกก็เกือบจะโดนลูกหลงแล้ว ฉันเลยต้องพกปืนมาเพื่อความปลอดภัย”
เชนจ้องหน้าวัลภานิ่ง“แต่ถ้าน้องไม่เก็บปืนไป พี่ก็คงไม่กล้าเจรจาอะไรด้วย”
วัวัลภามองเชนแล้วนิ่งไป เชนอาศัยทีเผลอ จู่โจมเข้าประชิดตัว พลางแย่งปืนจากมือแล้วจับแขนวัลภา มาบิดจนเธอร้องโวยวาย
“ไอ้บ้า ฉันเจ็บ ปล่อยนะ ปล่อยสิ”
“อย่าเหมาว่าผู้ชายที่ผาปืนแตกจะอันธาลนักเลงทุกคน คนดีๆน่ะมี อย่างพี่นี่ไง พวกน้าไปดูต้นทาง ให้หน่อย เผื่อจะมีพวกมันตามมาด้วย ส่วนกับน้องสาวคนนี้ ฉันต้องจับค้นอย่างละเอียด”

เพลงรักผาปืนแตก ตอนที่ 2 (ต่อ)

วัลภาถูกเชนจับมัดมือมัดเท้าแล้วแบกพาดบ่า ก่อนจะพาเข้ามาในห้องนอนของเรือนหอ
“ปล่อยฉันนะไอ้บ้า ไอ้อันธพาล ไอ้จิ๊กโก๋หางแถว ปล่อย”
เชนจับวัลภาโยนลงบนเตียงที่มีเพียงฟูกเก่าๆ รองอยู่
“น้องสาวบอกว่าพี่ไม่ใช่คนดี พี่ก็เลยทำอะไรดีๆ แบบสุภาพบุรุษเมืองกรุงไม่เป็น”
“ได้ ฉันถอนคำพูด จะไม่เรียกนายว่าอันธพาล ไอ้จิ๊กโก๋ พอใจมั้ยนายเชน พนัญเชิง”
เชนพยักหน้า
“เรียกชื่อกับฉายาของพี่แบบนี้ ค่อยฟังแล้วลื่นหูหน่อย แต่พี่ก็ยังไม่หายสงสัยว่าน้องจะมีพิษสง อะไรอีก”
เชนมองวัลภาหัวจรดเท้าแล้วขยับเข้าใกล้ วัลภาที่โดนมัดมือมัดเท้าเริ่มใจคอไม่ดี
“อย่านะ อย่าแม้แต่จะคิดแตะเนื้อต้องตัวฉัน ไม่งั้นฉันจะแหกปากร้องให้ลั่น แล้วจะกัดให้จมเขี้ยว”
เชนหัวเราะขบขันชอบใจ วัลภายิ่งรู้สึกเกลียดขี้หน้าเชนมากขึ้น เลยลุกพรวดแล้วจะวิ่งหนี ออกจาก ห้อง แต่ก็โดนเชนคว้ารอบตัวเอาไว้ ใบหน้าของทั้งคู่เกือบจะชนกัน เชนไม่ยอมปล่อยรวบเธอเข้ามาติดตัว
“น้องหนีไปไหนไม่ได้หรอก อย่าพยายามให้เสียเหงื่อเลย เอาเป็นว่ามีเรื่องอะไรของเนื้อทองมาบอกพี่ แล้วพี่จะบอกน้องเองว่าที่น้องพูดมาทำให้พี่เชื่อใจน้องได้แค่ไหน”
“งั้นก็แก้มัดให้ฉันก่อนสิ”
“ไม่ จนกว่าจะพูดมา”
วัลภานิ่งมองหน้าเชนทั้งๆ ที่ตัวยังอยู่ในอ้อมแขน

ขณะที่ไอ้ตุ่นกับพวกลูกน้องของชาติกำลังเดินตามหาวัลภาให้วุ่น
“น้าขอโทษนะชาติ ลูกสาวน้ามันชอบพยศกับน้าเหลือเกิน นึกว่าพูดแล้วจะฟัง แต่ที่ไหน ได้ กลับยิ่ง ดื้อด้านยิ่งกว่าวัวกว่าควาย”
ลำดวนหันมาบอกชาติด้วยท่าทีเกรงใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับน้าลำดวน อีกไม่กี่วันเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เด็กสาวรุ่นๆ สมัยนี้ก็ แบบนี้ทั้งนั้น พยายามจะมีความคิดของตัวเองเลียนแบบพวกฝรั่ง”
“จ้ะพ่อชาติ ก็ขอให้เจอตัวเถอะ คราวนี้น้าจะขังไว้ในห้องไม่ไห้ออกไปไหนได้อีก”
ชาติยิ้มรับแล้วพาลำดวนเดินออกไป จิกกับแสนที่ยืนหลบอยู่หลังกำแพงก็หันมามองหน้ากัน

“ก็ได้ๆ” วัลภายอมแพ้ “ฉันได้ยินและเห็นนายคุยกับเนื้อทองเมื่อคืนนี้ ถ้าฉันเป็นนางนกต่อจริงๆ นายคงไม่รอดออกมาจากบ้านกำนันมาได้หรอก”
“ งั้นน้องสาวก็รู้ว่าพี่กับเนื้อทองเป็นอะไรกัน”
“รู้สิ ก็ได้ยินมาทุกคำพูดเลยนี่ ตอนแรกก็ว่าจะสงสารหรอกนะ พ่อจิ๊กโก๋อกหัก อาภัพ เสียคนรักให้ ศัตรู แต่พอมาเจอสันดานเสียๆ ของนายแบบนี้เข้า ฉันว่าเนื้อทองคิดถูกแล้ว”
เชนโมโหเลยรวบวัลภาเข้ากอดแน่น
“ไว้น้องสาวรู้จักพี่จริงๆก่อนเถอะ แล้วจะรู้ว่าทำไมพี่ ถึงเป็นศัตรูกับครอบครัวใหม่ของน้อง”
“อย่ามาเรียกคนพวกนั้นว่าเป็นครอบครัวของฉัน ฉันไม่อยากมาที่นี่ ไม่แม้แต่อยากจะ หายใจเอา อากาศของที่นี่เข้าปอดด้วยซ้ำ”
เชนพยักหน้าหงึก
“งั้นพี่ก็เข้าใจแล้ว น้องเลยมาหาพี่ เพราะอยากให้พี่ช่วย”
“ไม่ใช่แค่ฉันอยากให้นายช่วย แต่ฉันมีข้อเสนอ ที่จะช่วยนายเป็นการตอบแทนต่างหาก”
เชนหรี่ตามองอย่างสงสัย “น้องจะช่วยอะไรได้”
“อีกไม่กี่วันก็ถึงวันแต่งงานของเนื้อทองแล้ว ถ้าไม่อยากให้คนรักของนายต้องเป็นของศัตรู นายก็ต้อง พึ่งพาคนข้างในอย่างฉันล้มงานวิวาห์”
เชนชะงัก อย่างคาดไม่ถึงว่าวัลภาจะยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับเขา

เชนเดินลงมาจากเรือน เป็นจังหวะที่แสนกับจิกกลับเข้ามาพอดี
“ไอ้เชน พวกข้าไปดูลาดเลามาแล้ว นังหนูตัวแสบคนนั้นไม่ใช่นกต่อของไอ้ชาติหรอก”
แสนรีบรายงาน
“ฉันรู้แล้วจ้ะน้า”
เชนพูดเสร็จวัลภาก็เดินตามออกมา มือจับข้อมือที่โดนมัดบ่นเจ็บไม่หาย จิกมองอย่างสงสัย “อย่าบอกนะว่าเอ็งจับนังหนูสำรวจทุกซอกทุกมุม แล้วเอ็งก็”

เชนรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่เลยน้า อย่างยัยนี่เนี่ยนะ ถ้าเหลือคนเดียวในโลก ฉันขอบวชเป็นพระ ดีกว่า”

วัลภาค้อนขวับ พลางเข้ามาผลักเชน “ฉันบอกแล้วไงว่าหูฉันดี ถ้ายังปากเสียนินทา ฉันอีกล่ะก็ ข้อตกลงของเราเป็นโมฆะ”
“ก็ได้ ตกลงตามนั้น ว่าแต่จะให้พี่เรียกชื่อน้องว่าอะไร”
“ฉันชื่อวัลภา”
เชนพยักหน้า “วัลภา ชื่อเพราะดี”
“เพราะเหมือนชื่อแม่นายมั้ยล่ะ นายเชน”
เชนถึงกับชะงัก “น้องสาว ลามปามเกินไปแล้ว”
วัลภาลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ เดินผ่านกระแทกไหล่เชนจังๆ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยตัวแสบ”
จิกรีบสะกิดแสน “ไอ้แสน ข้าว่าไอ้เชนเจอคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อแล้วว่ะ”
“เออว่ะ”

เพลิงขับรถบรรทุกขนส่งสินค้าวิ่งมาตามถนน จู่ๆ ยอด ก็ร้องโวยวาย
“จอดก่อนไอ้เพลิง ข้าศึกบุกประตูหลังข้าแล้วเว้ย”
เพลิงเบี่ยงรถเข้าที่ข้างทาง ยอดรีบเปิดประตูลงมาจากรถ แล้ววิ่งกุมท้องกุมก้นลงไปป่าละเมาะ ข้างทาง
เพลิงลงจากรถตามไปมองส่งเพื่อนแล้วเดินไปเช็คลมยางหลังจากวิ่งส่งของมาหลายชั่วโมง
“ก็บอกแล้วว่าอย่ากินของแสลง แล้วเป็นไง เรี่ยราดลั่นทุ่ง”
ยอดตะโกนออกมาจากหลังพุ่มไม้
“หอยแครงมันของโปรดข้านี่หว่า ยิ่งเอามาดองด้วยนะ แซ่บ”
“แซ่บจนออกมาเพียบเลยล่ะสิ เร็วๆหน่อยแล้วกันเว้ย เดี๋ยวจะไปส่งของไม่ทัน”
ระหว่างนั้นสายตาของเพลิง ก็เหลือบไปดูที่กระจกมองข้างรถ เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ขับเข้ามา จอด พร้อมชายฉกรรจ์ 2 คนสวมหมวกไอ้โม่ง หนึ่งในนั้นชักดาบยาว แล้วเดินปรี่มาที่เพลิง ก่อนที่คมดาบจะฟาดลงมาแต่เพลิงเอี้ยวตัวหลบทัน พวกมันอีกคนเข้ามารุมเล่นงาน เพลิงเลยต้องรับมือมันด้วยเหล็กงัดยางในมือ ยอดทำธุระเสร็จ ก็เดินออกมาจากข้างทางพร้อมรูดซิบกางเกง พอเห็นเหตุการณ์ว่าเพื่อนกำลังโดน รุมก็ตกใจ
ไอ้โม่งปรี่เข้ามาใช้ดาบฟัน แต่ยอดเอี้ยวตัวหลบทัน ก่อนจะวิ่งไปที่ประตูรถ ล่อให้มันไล่ตาม แล้วใช้ ประตูรถเป็นที่กำบัง เปิดกระแทกใส่มัน เมื่อได้โอกาส ก็รีบขึ้นไปบนรถ แล้วคว้าปืนสั้นที่ซุกอยู่ในคอนโซล รถ ออกมายิงขึ้นฟ้า
ไอ้โม่ง 2 คนชะงักแล้วรีบพากันหนีไปขึ้นมอเตอร์ไซค์บิดหนีไปอย่างรวดเร็ว

เพลิงขับรถมาจอดในอุ่ ก่อนที่ทั้งคู่ลงจากรถ ยอดยังอดข้องใจไม่ได้
“ถ้าเอ็งคิดว่าไอ้ลายเสือส่งคนมาเล่นงานเรา แล้วทำไมมันไม่ลากเอ็ม 16 มากราดยิงเรา”
“ถ้าเราตายเพราะอาวุธสงคราม คดีอาจจะสาวไปถึงพวกมัน แต่ถ้าโดนแทงตายแล้วรถ บรรทุกถูก ขโมย มันก็จบแค่คดีปล้นทรัพย์”
“แต่เราก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดเรื่องแผนช่วยลูกชายมันแล้วนี่หว่า”
“พวกมันขายยานรก ไม่สนใจชีวิตคนบริสุทธิ์ แล้วมันจะสนใจชีวิตคนอย่างเอ็งกับข้าเหรอ”
ยอดพยักหน่าอย่างเข้าใจ แต่ยังอดถามต่อไม่ได้
“แล้วจะทำยังไงวะ ถ้าไม่หนีก็ต้องโดนมันฆ่าปิดปากแน่”
“เอ็งยังจะให้ข้าหนีไปไหนอีก”
“เอ็งเคยเล่าให้ข้าฟังเรื่องพระอาจารย์ที่เลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่เด็กไง หลบไปอยู่กับท่านสักพัก รอให้เรื่อง เงียบ แล้วค่อยกลับมา ว่าแต่ตอนนี้พระอาจารย์ของเอ็งจำวัดอยู่ที่ไหนวะ”
“บ้านผาปืนแตก”
จังหวะนั้นเอง รถจิ๊ปของผู้กองสมานก็ขับเข้ามาจอดพร้อมกำลังตำรวจ ก่อนจะลงมาจากรถ พลางจ้องเขม็งมาที่เพลิง
“อะไรอีกวะ เจ้ากรรมนายเวรเอ็ง มันตามไม้เลิกเลยพับผ่าสิ”

เพลิงถูกผู้กองสมานคุมตัวเข้ามาด้านใน ส่วนพวกตำรวจรับคำสั่งเข้าตรวจค้นอู่
“ค้นให้ทั่ว ถ้าใครขัดขืนถือว่ามีความผิดข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เจออะไรเอาผิด มันได้ รายงานผมทันที”
“ครับผู้กอง”
จากนั้นผู้กองสมานก็หันมาทางเพลิง” ส่วนแก มานี่เลยไอ้เพลิง”

เพลิงถูกผู้กองสมานลากมากระแทกผนังบริเวณมุมอับมุมหนึ่งของอู่ พลางใช้ท่อนแขนกระแทก กด ไปที่คอ
“ไอ้พวกที่สันดานเลวมาโดยกำเนิด ยังไงความเลวก็ซ่อนไม่มิดหรอก มันต้องโผล่ออกมา ให้เห็น สักวันอยู่แล้ว”

“ผู้กองจะเอาอะไรกับผมอีก”

ผู้กองสมานจ้องหน้าอย่างคาดคั้น
“เอาความจริงที่แกต้องสารภาพมาไง ฉันได้ข้อมูลมาว่าแกติดต่อกับไอ้ลายเสือ ราชาค้ายาเสพติด 3 แผ่นดิน คราวนี้แกเสร็จฉันแน่ไอ้เพลิง ร่วมมือกับพวกค้ายาตัวเป้ง โทษมีแต่ประหารอย่างเดียว”
เพลิงพยายามวางสีหน้าให้เป็นปกติ
“ผมไม่รู้จักพวกมัน ผู้กองเข้าใจผมผิดแล้ว”
“แกไม่ต้องมาปฏิเสธ คนของฉันเห็นกับตา ว่าแกไปกับพวกมัน บอกฉันมา พวกมันกบดานอยู่ที่ไหน” “ผไม่ม่รู้ ไม่รู้จักพวกมัน”
“ไอ้เพลิง ไอ้สันดานโจร”
ผู้กองสมานกระชากเพลิงออกจากผนังแล้วง้างหมัดจะซ้ำ แต่ระหว่างนั้นลูกน้องก็เข้ามาตาม
“ขออนุญาตครับผู้กอง”
ผู้กองสมานชะงักมือ “ว่าไง”

จากนั้นผู้กองสมาน ก็ลากตัวเพลิงกลับเข้ามาที่หน้าอู่ หลังจากตำรวจค้นอู่เสร็จเรียบร้อย
“แน่ใจว่าค้นละเอียดแล้วนะจ่า”
“ครับผู้กอง แทบจะทุกตารางนิ้วแล้ว ที่ผิดกฏหมายก็มีแค่รถบางคันไม่ได้ต่อทะเบียน บางคันก็ ต่อเติม ผิดกฏหมายขนส่ง”
“แล้วพรรคพวกมันล่ะ” ผู้กองสมานพยายามจับผิด
“เจอแค่ 2 คนที่บัตรประชาชนหมดอายุครับ ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย”
ยอดได้ทีหัวเราะชอบใจ
“ ถ้าผู้กองอยากจะหาเรื่องชั่วๆเลวๆ ลองกลับไปดูที่ทำงานของตัวเองจะดีกว่านะ รับรองเจอเยอะแน่”
ผู้กองสมานหันขวับไปที่ยอด พร้อมกับผลักเพลิงไปให้ลูกน้องคุมตัว จากนั้นก็เดินเข้าไปหายอด ด้วยท่าทีเอาเรื่อง
“สั่งปิดอู่นี้ไปก่อน แล้วห้ามทำธุรกิจอะไรจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ เพราะฉันสงสัยว่าที่นี่ จะเป็นที่ขน ถ่ายยาเสพติดให้กับพวกค้ายา”
ยอดพร้อมกับทุกคนในอู่พากันตกใจแล้วส่งเสียงโวยวายไม่พอใจ
“ทำแบบนี้พวกเราก็แย่น่ะสิผู้กอง ไม่ให้พวกเราทำมาหากินแล้วจะอยู่กันยังไง”
ผู้กองสมานยิ้มเหยียดๆ
“พวกแกไม่ต้องกลัวอดหรอก ยังไงสักวันพวกแกก็ต้องได้กลับไปกินข้าวแดงในคุกฟรีๆ เหมือนเดิม ”“พอเถอะครับผู้กอง” เพลิงที่นิ่งฟังอยู่นาน เริ่มทนไม่ไหว “ถ้าผู้กองมีปัญหากับผม ก็มาจัดการผม คนเดียว อย่าให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะผม”
“พูดแบบนี้แสดงว่าแกยอมรับว่าแกรู้จักกับไอ้ลายเสือแล้วใช่มั้ย”
เพลิงตัดสินใจครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
“ไอ้เพลิง อย่าหาเรื่องแบบนี้สิเว้ย”
ยอดโวยวาย แต่เพลิงไม่ฟังเสียง
“พาตัวผมไปเถอะผู้กอง แล้วผมจะช่วยผู้กองเอง”
“แกกับฉันได้คุยกันหนักแน่ ไอ้เพลิง”
จากนั้นผู้กองสมาน ก็ลากคอเสื้อเพลิงพาขึ้นรถจี๊ป ยอดมองตามเพื่อนอย่างเป็นห่วง และตัดสินใจ ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

ลายเสือพยักหน้าให้ไอ้คมยื่นเป้ใส่เงินค่าจ้างให้กับชายฉกรรจ์ 2 คนที่มารับงานแทนเพลิง
“เงินถึงขนาดนี้ รับรองเลยว่าผมจะพาลูกชายคุณมาส่งให้ถึงมือ”
ลายเสือพยักหน้าพอใจ
“ถ้าพวกแกทำงานได้ดี ลูกชายข้าปลอดภัยกลับมาได้ ข้าก็ยังมีรางวัลพิเศษให้อีก”
ไอ้คมใช้มือจับบ่าพวกมัน พร้อมย้ำคำสั่ง
“อย่าลืมว่างานนี้ ต้องจบที่พวกเอ็ง จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่านายข้าอยู่ที่นี่”
“เงินถึงซะอย่าง จะสั่งพิเศษอะไรก็ได้ จัดให้”
“งั้นก็ไปได้แล้ว อย่าเสียเวลาเพราะลูกชายข้าอยากได้รับอิสรภาพเต็มทีแล้ว”
ระหว่างนั้นลูกน้องลายเสือที่ส่งไปเล่นงานเพลิง ก็พากันกลับเข้ามา
“จัดการกับไอ้เพลิงเรียบร้อยแล้ว ?”
“เอ่อ คือ ยังครับนาย”
ไอ้คมปราดเข้าไปกระชากคอเสื้อด้วยความไม่พอใจ “พลาดได้ไงวะ”
“ขอโทษครับลูกพี่ พวกเราประมาทฝีมือพวกมันไปหน่อย”
ไอ้คมไม่พอใจผลักลูกน้องจนเซ พลางขันอาสา
“ผมจะไปเก็บกวาดพวกมันเองครับนาย”
ลายเสือโบกมือห้าม
“อย่าเพิ่งไปเลย แผนการช่วยฟ้าลั่นสำคัญกว่า เสร็จธุระแล้วค่อยเก็บกวาดก็ยังไม่สาย”

ยอดรีบเดินเข้ามาที่บริเวณถังน้ำมัน พลางใช้ชะแลงงัดฝาถังออก ก่อนที่จะล้วงลงไป แล้วยกลังเหล็ก ที่ซ่อนไว้ข้างในออกมา
ภายในลังเหล็ก มีทั้งกระสุนปืน อาวุธปืนพร้อมระเบิดลูกเกลี้ยง ยอดมองอย่างเอาจริง
“ไอ้ยอด”
เสียงเรียก ที่ดังจากด้านหลัง ทำเอายอดถึงกับชะงัก

“เฮีย”

เฮียเจ้าของอู่ มองกล่องเหล็กที่มีแต่อาวุธหนัก
“นึกแล้วเชียวว่าเอ็งต้องซุกของหนักเอาไว้”
“คือ มันจำเป็นน่ะเฮีย ไม่ได้คิดอยากเอาไว้ทำร้ายใคร แต่เผื่อไว้ว่าสักวันมันจะต้องใช้ แล้วก็ต้องถึง วันที่ต้องใช้จริงๆ”
“แต่เอ็งกับไอ้เพลิงสัญญากันไว้ว่าจะไม่กลับไปเดินทางเก่า”
ยอดมองหน้าเฮีย
“ฉันกับไอ้เพลิงไม่เคยคิดผิดคำสัญญา แต่โลกนี้มันไม่เคยยุติธรรม คิดอยากเดินบนทางเรียบ แต่ กลับโดนผลักให้เดินบนทางวิบากขรุขระตลอดเวลา”
“ทำไมไม่คิดว่ามันคือหนทางพิสูจน์ความดีของเอ็งกับไอ้เพลิงที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ล่ะ”
เฮียพยามเตือนสติ
“ก็คิดนะเฮีย แต่คงไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่ตอนนี้ ฉันขอบคุณเฮียมากที่เป็นห่วง แต่ฉันคงต้องขอลาออก และคงหายหน้าไปไม่กลับมาอีกแล้ว”
“เอ็งจะไปไหน”
ยอดส่ายหน้า
“ฉันบอกให้เฮียรู้ไม่ได้ พูดได้แค่ว่า มันเป็นที่ที่ไม่มีใครรู้จักและไกลผู้ไกลคนจนตามหาฉันกับไอ้เพลิง ไม่ได้อีก”
เฮียนิ่งไปครู่ก่อนจะล้วงกางเกงแล้วโยนกุญแจรถบรรทุกให้
“เอารถบรรทุกของเฮียไป เพราะไอ้ที่ๆ เอ็งพูดถึง มันคงหารถไปลำบาก”
ยอดยิ้มรับ “ขอบคุณครับเฮีย”

ผู้กองสมานขับรถจี๊ปมาจอด ที่หน้าโกดังร้าง แล้วลากเพลิงลงมาจากรถ ลูกน้องที่ตามมาด้วย อดสงสัยไม่ได้
“ไม่พาตัวมันไปที่โรงพักเหรอครับผู้กอง”
“เสียเวลา ฉันจะสอบสวนมันที่นี่แหละ”
จากนั้นก็ลากตัวเพลิงเข้าไปข้างใน ลูกน้องมองตามสีหน้ากังวล

ผู้กองสมานผลักเพลิงเข้ามาด้านใน ก่อนที่จะถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วตรงเข้าประเคน ทั้งหมัด ทั้งเข่า และศอกถล่มใส่เพลิงไม่ยั้ง
“ฉันอยากสั่งสอนแกมานานแล้ว ในเมื่อวันนี้แกยอมรับว่าแกร่วมมือกับพวกค้ายา เป็นไอ้พวกผีห่า กลับชาติมาเกิด มันก็สมควรแล้วที่แกจะต้องโดนชั้นสั่งสอน แกทำงานให้ไอ้ลายเสือมานานแล้วใช่มั้ย”
เพลิงส่ายหน้า “เปล่า ผมเพิ่งรู้จักมัน”
“ไอ้โกหก”
“ผมไม่ได้โกหก ที่ผมต้องติดต่อกับมันเพราะมันอยากให้ผมทำงานให้มัน”
ผู้กองสมานหรี่ตามองสงสัย “ทำงานให้ งานอะไร”

ลูกน้องของผู้กองสมาน ที่ถูกสั่งให้เฝ้าด้านหน้า ถึงกับตกใจ เมื่อเห็นยอดบึ่งรถบรรทุก พุ่งเข้ามา อย่างแรง
“ชิบหายแล้ว”
ยอดจอดรถบรรทุก แล้วลงมาพร้อมกราดยิงขู่

“ว่าไง ไอ้ลายเสือมันสั่งให้แกทำงานอะไร”
ผู้กองสมานคาดคั้น เพลิงกำลังจะอ้าปากพูด แต่ทันใดนั้นเสียงปืน ก็ดังเข้ามาไม่หยุด พร้อมกับร่างของยอดที่โผล่เข้ามา
“ปล่อยเพื่อนข้าได้แล้วเว้ย”
กระสุดสาดเข้ามาไม่ยั้ง ผู้กองสมานต้องกระโจนหลบ ยอดรีบบุกเข้าไปช่วยเพลิงทันที
“รีบไปเถอะไอ้เพลิง”
“ไอ้ยอด เอ็งไม่ควรทำแบบนี้”
ผู้สมานลุกขึ้นมายิงใส่ ขณะที่เพลิงกับยอดรีบวิ่งออกไป

เพลิงกับยอดหนีมาขึ้นรถบรรทุก ผู้กองสมานรีบตามออกมาแล้วยิงไล่หลัง แต่ไม่ทัน
“จ่ากุญแจรถอยู่ไหน”
ผู้กองสมานตะโกนเรียกลูกน้อง ที่ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน
“เอากุญแจรถมา ผมจะตามพวกมันไป”
“กุญแจรถ?”
ลูกน้องค้นตามตัวแต่ไม่เจอเลยเงยหน้ามายิ้มแหะๆ กับผู้กอง
“สงสัยจะตกหายตอนหลบรถบรรทุกครับผู้กอง”

“โธ่เว้ย” ผู้กองสมานสบถอย่างหัวเสีย
 
จบตอนที่ 2 
หัวใจเถื่อน ตอนที่ 3
หัวใจเถื่อน ตอนที่ 3
จังหวะนี้ นิลรัตน์ พึงใจ ที่เพิ่งฉี่เสร็จวิ่งเข้ามาในงาน ทั้งสองสาวมองไปที่ราช ในอาการเนื้อเต้น “อุ๊ย ตายักษ์โกนหนวดแล้ว” ราชเดินไปร่วมกลุ่มกับ อนุและการัณย์ “มัวแต่โกนหนวดอยู่รึไง ปล่อยให้เพื่อนยืนเด๋ออยู่ตั้งนาน” การัณย์หมั่นไส้ แซวขำๆ “จะเด๋ออะไร...โน่น” ราชชี้ไปทางสองสาว “น้องพึงใจ กับ น้องนิลรัตน์” นิลรัตน์และพึงใจหันมายิ้มให้ “ไปคุยกับเขาซี่” ราชว่า การัณย์ยิ้มย่อง “ก็รอแกพาไปแนะนำอยู่นี่ไง” “ไป...” ราชเดินนำเพื่อนไป พิธีกร และนายห้างวิรัตน์ยังยืนอยู่บนเวทีนั้น “และเพื่อให้ผู้มีเกียรติทุกท่านได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับคุณวารินอย่างทั่วถึงเราจึงมีกติกาการเต้นรำคืนนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...