xs
sm
md
lg

อย่าลืมฉัน ตอนที่ 7

เผยแพร่:

อย่าลืมฉัน ตอนที่ 7

สุริยงเดินเข้ามาในห้องชงกาแฟภายในบริษัท หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองหน้าซีด มึนๆหัว

เหมือนไม่ค่อยสบาย จากนั้นก็วางถุงผ้า ที่บรรจุกล่องมะนาวฝาน และกล่องขนม วางไว้บนเคาท์เตอร์ พลัน
โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น สุริยงหยิบมาดูพอเห็นชื่อก็ยิ้มๆ
“แม่หนูเล็กถึงบริษัทหรือยังคับ ?” เสียงไก่ กับไข่ ดังมาตามสาย
“ ถึงแล้วค่ะ ไข่มีอะไรหรือเปล่าครับ ?”
“ไข่ซ่อนของขวัญไว้ในกระเป๋า”
ไก่ แย่งโทรศัพท์มาพูด
“แม่หนูเล็กหาให้เจอนะคับ สวัสดีคับ”
ไก่วางสายไปเลยแล้วก็หันมาขำกับแฝดผู้น้อง
สุริยงวางสายไปงงๆ แล้วก็เปิดกระเป๋าผ้ามาดู เมื่อหยิบกล่องใส่มะนาวออกมาวาง แล้วก็
หยิบกล่องขนมมาออกมาอีกกล่อง ถึงได้เห็นช่อดอกไม้ฟอร์เก็ต มี น็อต ช่อเล็กๆใส่กล่องวางอยู่ข้างล่าง
สุริยงหยิบมาดูแล้วก็ยิ้มๆในความพยายามของลูกๆ
ที่ดอกไม้เป็นลายมือชยุกขยิก
Have a good day Love Love ไก่ - ไข่ ค้าบ

สุริยงใส่ดอกไม้ไว้ในแก้วทรงสูงใสๆ มีน้ำอยู่เกือบเต็ม พลางมองดอกไม้ยิ้มๆ หากเมื่อนึก
ถึงตอนที่เจนบอกว่าเขมชาติเกลียดดอกไม้ ก็ชะงักกึก พลางหันซ้ายหันขวา แล้ววางไว้ข้างๆโต๊ะ อย่างที่ถ้า
ไม่สังเกตจะมองไม่เห็น จากนั้นก็หันมากดโทรศัพท์บนโต๊ะ
“พี่มาลัย สุเอาขนมที่สั่งมาให้ค่ะ เดี๋ยวเอาไปให้พี่โต๊ะนะคะ”
สุริยงวางสายแล้วก็หยิบถุงผ้าใส่กล่องขนม เดินออกไป คล้อยหลังสุริยง แม่บ้านก็เดินเข้ามาทำความสะอาดพอดั ขณะเช็ดโต๊ะเหลือบไปเห็นแจกันวางหลบอยู่ แม่บ้านหยิบมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะก้มลงกวาดพื้นครั้นกวาดเสร็จก็เดินออกไปทันที

เขมชาติเดินผ่านโต๊ะทำงานสุริยงกำลังจะเข้าไปในห้องทำงาน พลันปรายสายตาไปเห็น
ดอกไม้ในแจกัน เขมชาติชะงักกึก หันขวับมา แล้วเดินตรงเข้ามาหยิบขึ้นมาทั้งแก้ว ในขณะที่สุริยงเดินเข้า
มา เห็นเขมชาติถือแก้วดอกไม้อยู่ ก็ชะงักเท้า
ทันใดนั้นเขมชาติก็ปาแก้วน้ำเข้าที่กำแพงไม่ห่างจากสุริยงมากนัก แก้วกระแทกเข้ากับ
กำแพงอย่างแรง สุริยงสะดุ้ง น้ำในแก้วกระจาย เศษแก้วแตกเต็มพื้น พนักงานแถวนั้นโผล่หน้ามาดูด้วย
ความตกใจ
“ไม่มีใครบอกหรือไงว่าผมเกลียดดอกไม้”
“มีค่ะ” สุริยงตอบเสียงอ่อย
“มี” เขมชาติสวนต่อ “แสดงว่ารู้ รู้ว่าผมเกลียด แล้วเอามันมาทำไม ? ไหนบอกว่าอยาก
ลืม ไม่ให้จำ แล้วจะมาตอกย้ำทำไม?”
“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่ตั้งใจยังวางท้าทายขนาดนี้ ถ้าตั้งใจไม่วางไว้บนหัวเลยหรือไง หะ ?”
สุริยงทั้งเครียด ทั้งปวดหัว ตุบๆ
“ถ้าผู้อำนวยการจะใส่อารมณ์ โดยไม่ฟังเหตุผล ดิฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น เพราะพูดไป
ผู้อำนวยการก็ไม่ได้ยิน”
“ใช่ ผมไม่ฟัง” เขมชาติเสียงแข็ง “ เพราะสิ่งที่คุณพูด มันไม่ใช่ความจริง คุณก็รู้ดีอยู่แล้ว
ว่าดอกไม้นี้ มันแปลว่าอะไร ? แล้วทำไมผมถึง “เกลียด” มัน”
สุริยงสวนกลับไป เหมือนไม่แคร์
“ดิฉันต้องขอโทษ ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ว่าดอกไม้นี้มันแปลว่าอะไร” พลางปรายตามองที่
ดอกไม้ “ในสายตาดิฉัน มันก็แค่ดอกไม้ธรรมดาๆ ชนิดหนึ่ง ที่บังเอิญลูกๆ แอบใส่มาในกระเป๋า ดิฉันก็เลย
เอามาใส่แจกัน ตอนแรกวางไว้ที่พื้น แต่ไม่ทราบว่าใครหยิบมาไว้บนโต๊ะ ดิฉันต้องขอโทษอีกครั้ง แต่ขอย้ำ
ว่า ไม่ได้ตั้งใจ”
เขมชาติ เดินปราดเข้ามาในระยะประชิด
“ถ้าในสายตาคุณ มันเป็นแค่ดอกไม้ธรรมดาๆ แล้วไอ้แหวนที่ทำเป็นรูปดอกธรรมดาๆ
เนี่ย” พูดพลางคว้าข้อมือขึ้นมา “จะใส่มันไว้ทำไมหะ?”
สุริยงใจเต้นแรงสะอึกจน พูดไม่ออก
เขมชาติสะบัดมือสุริยงทิ้ง
“ในเมื่อคุณพยายามจะหนีอดีตไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นใคร ก็อย่ามารื้อฟื้นอดีตของคนอื่น
รื้อฟื้นมากๆ ถ้าผมจำได้เมื่อไหร่ ครั้งหน้า ผมอาจจะไม่ปาแก้วไปที่กำแพง ระวังตัวไว้ให้ดี”
เขมชาติพูดเสียงเข้ม นิ่ง โหด สุริยงเชิดหน้านิ่งรับไว้อย่างไม่หวั่นไหว

เขมชาติเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยความแค้น ภาพในอดีตที่ผูกพันกับดอกไม้และแหวน
ฟอร์เก็ตมีน็อต แว่บเข้ามาในความทรงจำ ซ้อนกับคำพูดเย็นชา อย่างไม่มีเยื่อใยของสุริยง
“ ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ว่าดอกไม้นี้มันแปลว่าอะไร ในสายตาดิฉัน มันก็แค่ดอกไม้ธรรมดาๆ
ชนิดหนึ่ง”

เขมชาติเจ็บใจที่สุริยงทำเหมือนไม่แคร์
สุริยงมองเศษแก้วแตกกระจายแล้วก็ถอนใจ แม่บ้านรีบเดินเข้ามา
“คุณสุคะ ป้าขอโทษนะคะ ป้าเป็นคนเอาดอกไม้ขึ้นมาจากใต้โต๊ะ ป้าลืมเอาเก็บไว้ที่เดิม”
“ไม่เป็นไรจ้ะ สุฝากป้าเก็บด้วยนะจ๊ะ”
“ค่ะๆ”
สุริยงมองดอกไม้ที่หล่นเกลื่อนอยู่กับเศษแก้วแล้วก็ทรุดนั่ง ทั้งป่วยกาย และเหนื่อยใจ

“ได้ข่าวว่าเจ้านายคุณอารมณ์บูดแต่เช้า”
สมคิดถามสุริยงด้วยความเป็นห่วง
“ค่ะ สุพลาดเอง เอาดอกไม้เข้ามาในบริษัท”
สุริยงตอบพลางใช้มือนวดขมับตัวเองไปด้วย
“คุณสุอย่าคิดมากเลยนะครับ คุณเขมเค้าก็เป็นอย่างนี้ เลือดจะไปลมจะมา อย่าถือสาเลย
ครับ พอคุณเกนมาเริ่มทำงาน น่าจะอารมณ์ดีขึ้น”
สุริยงยิ่งฟังก็ยิ่งมึน ใช้มือนวดขมับหนักขึ้น สมคิดไม่ทันสังเกต เพราะกำลังคิดเรื่อง
เขมชาติกับเกนหลง
“จะว่าไป คุณเขมกับคุณเกนน่าจะแต่งๆ กันไปสักที คุณเขมน่ะเลือกมาก็มาก ติเขาดะไป
หมด คนโน้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ใช่ พอพบคนที่ไม่มีที่ติ ก็น่าจะลงเอยกันไปซะ ให้รู้แล้วรู้รอด คุณสุว่ามั้ย ?”
สมคิดหันมา แล้วก็ชะงักเพราะสุริยงหน้าซีดมาก สุริยงนวดขมับด้วยความปวด
“คุณสุเป็นอะไรครับ ? อยู่ๆก็หน้าซีดไม่สบายหรือเปล่า ?”
“ปวดหัวจี๊ดๆ ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ คงไม่เป็นไรมากมั้งคะ สักพักคงหาย” สุริยงตอบทั้งที่หน้า
ซีดจนเกือบจะขาว
“ไม่ได้ๆ เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย อย่ามาคิดไปเอง ผมว่าไปห้องพยาบาลดีกว่าครับ”
ในขณะที่วิบูลย์เดินถือแฟ้มตัวอย่างผ้ามาพอดี สมคิดหันไปเห็นก็เรียกไว้
“คุณวิบูลย์”
วิบูลย์หันขวับมา “ ครับ”
“พาคุณสุไปห้องพยาบาลหน่อย เดี๋ยวผมนั่งเฝ้าโต๊ะให้”
วิบูลย์หันขวับมาทางสุริยง
“คุณสุเป็นอะไรครับ ?”

สุริยงนั่งหน้าเพลียๆ อยู่ในห้องพยาบาล โดยมีวิบูลย์ยืนอยู่ไม่ห่าง
“ตัวร้อนจี๋เลยค่ะ น่าจะเป็นไข้หวัด” พยาบาลประจำห้องวิเคาะห์อาการ
“สงสัยจากที่ตากฝนวันก่อน แล้วก็ไปโรงงานเมื่อวาน เมื่อคืนก็นอนดึกอีก”
“นั่นแหละค่ะ ที่พูดมาน่าจะเป็นสาเหตุทั้งหมด” พยาบาลสรุป
“ผมว่าคุณสุ ทานยา นอนพักสักหน่อย แล้วลากลับบ้านดีกว่าครับ เดี๋ยวผมให้รถตู้บริษัท
ไปส่ง”
วิบูลย์ออกความเห็น
“ไม่เป็นไรค่ะ สุกลับแท็กซี่เองได้”
“ไข้ขึ้นอย่างนี้ จะทรมานสังขารตัวเองทำไมครับ นั่งรถตู้ไปสบายๆ เดี๋ยวผมไปแจ้งคุณเขม
เอง”
พูดพลางขยับตัวจะเดินออกไป แต่สุริยงท้วงไว้ก่อน
“อย่าค่ะ”
วิบูลย์ชะงักเท้า
“ สุ กลับเองได้จริงๆค่ะ”

สุริยงพูด พลางส่งสายตาเว้าวอนไม่อยากให้วิบูลย์ไปบอกเขมชาติ
อย่าลืมฉัน ตอนที่ 7 (ต่อ)


เขมชาติยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานสุริยง เห็นสมคิดนั่งอยู่
“เลขาผมหายไปไหน ?”
“ผมเพิ่งไล่ให้วิบูลย์พาไปห้องพยาบาล”
“เป็นอะไร ?”
“เมื่อกี๊วิบูลย์โทร.มาบอกว่าเป็นไข้หวัด” สมคิดรายงานตามความเป็นจริง
“ไม่สบาย..ทำไมเขาไม่บอกผม”
“คุณสุก็ไม่ได้บอก แต่ผมสังเกตเห็นหน้าซีดๆ ก็เลยถาม เมื่อเช้าตอนอาละวาด คุณเขมไม่
เห็นเหรอครับ ว่าคุณสุหน้าซีดๆ”
สมคิดได้ทีแอบเหน็บเจ้านาย
เขมชาติ ยักไหล่ ไม่สน “ ผมจ้างมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาดูหน้า”
สมคิดสะดุ้งนิดๆ ที่โดนย้อนเข้าให้
“ แล้วนี่..เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
ลึกๆ แอบห่วง แต่ไม่แสดงออก
“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่ากินยาแล้วก็นอนพักอยู่ที่ห้องพยาบาล”
เขมชาติฟังแล้วก็คิด อย่างเป็นห่วง
สุริยงนอนคลุมผ้า หน้าซีดอยู่บนเตียง เขมชาติเดินเข้ามา แล้วเอ่ยถามพยาบาลประจำ
ห้องเบาๆ
“เป็นไงบ้าง ?”
“ไข้ขึ้นสูงมากค่ะ เพิ่งทานยาไปเมื่อกี๊นี้เองค่ะ คุณวิบูลย์ให้นอนพัก พอตื่นแล้วจะให้รถตู้ไป
ส่งค่ะ”
เขมชาติหันมามองสุริยงที่นอนอยู่ แล้วก็พูดขึ้นเสียงนิ่งๆ แต่จริงๆแล้วเป็นห่วง
“ผมจะออกไปข้างนอกพอดี ปลุกเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวผมไปส่งเอง”
พยาบาลกำลังจะรับคำ แต่สุริยงสวนขึ้นมาก่อน ทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“ ไม่ต้องค่ะ ดิฉันกลับแท็กซี่เองได้”
เขมชาติทำเหมือนไม่ได้ยิน หันไปสั่งความกับพยาบาลต่อหน้าตาเฉย
“คุณพยาบาลไปบอกให้คนรถเอารถมาจอดรอผม แล้วบอกให้มาลัยเก็บของของ “เขา” มา
รอผมที่หน้าตึกด้วย”
พยาบาลรับคำ“ค่ะ นี่เป็นถุงยาของคุณสุนะคะ” พูดจบก็รีบเดินออกไป
สุริยง พลิกตัว ลุกขึ้นนั่งหันมา
“ขอบคุณที่มีน้ำใจ แต่ดิฉันไม่ไป”
เขมชาติไม่ยอมแพ้
“ผมมีให้แค่ 2 ตัวเลือก จะให้ผมลากออกไป หรืออุ้มออกไป แต่ไม่ว่ายังไง คุณก็ต้องไป
กับผม
สุริยงทั้งป่วย ทั้งโกรธ
“เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมายโส และไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาชนะผม เพราะไม่ว่าจะทำยังไง คุณ
ก็แพ้อยู่ดี”
สุริยงเริ่มทนไม่ไหว
“ฉันไม่ได้ยโส และไม่ได้อยากเอาชนะ ฉันแค่อยากกลับบ้านอย่างสงบ ไม่ต้องมารบกับ
ผู้ชายบ้าอำนาจ”
เขมชาติยิ้มขำๆ
“ดี ปรี๊ดๆ ออกมาบ้างก็ดี อยากจะด่าอะไรก็ด่าออกมาเลย ผมเอียนท่าแข็งๆ แววตาเย็น
ชาของคุณอยู่เหมือนกัน เอาสิ ระเบิดออกมาเลย”
เขมชาติมองหน้าอย่างกวนอารมณ์ สุริยงอยากจะกรี๊ดใส่ แต่ก็พยายามข่มลง ข่มลง จน
นิ่ง และเหนื่อย
“อยากไปส่งใช่มั้ย เชิญ”
สุริยงกลั้นใจ ลุกลงจากเตียง ใส่รองเท้า แต่เพราะลุกเร็วไปหน่อย ก็เลยหน้ามืด ตัวเซจะ
ล้ม เขมชาติจะเข้ามาพยุงด้วยสัญชาตญาณ หากสุริยงยกมือห้าม เหมือนกับรังเกียจ
“ไม่ต้อง”
เขมชาติเบรกเอี๊ยด ในขณะที่สุริยงเมินหน้าไปอีกทาง เขมชาติเกินจะทน เลยคว้าตัวมา
กอดพยุงอย่างแน่น สุริยงตกใจพยายามจะดิ้นออก ยิ่งดิ้น เขมชาติยิ่งรัดแน่น
“กลัวผมจะแตะต้องตัวนักหรือไง เล่นตัวมากนัก เดี๋ยวจะเดินออกไปทั้งแบบนี้”
สุริยงสะบัดตัวหลุดอย่างแรง แล้วก็ขยับเสื้อผ้าเข้าที่ ก่อนจะด่าลอยๆ เบาๆ แต่หนักแน่น
“โรคจิต”

สุริยงค้อนใส่แล้วก็เดินทั้งที่ยังมึนๆ เบลอๆ เพราฤทธิ์ยาออกไป เขมชาติยิ้มร้าย สะใจ
แกมหมั่นไส้ เดินตามไป โดยไม่ลืมหยิบถุงยาติดมือไปด้วย
รถของเขมชาติจอดติดไฟแดงอยู่ สุริยงนอนเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง หน้าซีด
ทั้งเหนื่อย ทั้งป่วย เจ้าของรถหันมามองสุริยง ในใจก็เป็นห่วง แต่ทำเป็นพูดเสียงแข็งใส่
“หนาวมั้ย ? จะให้ปิดแอร์หรือเปล่า ?”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”
สุริยงตอบโดยไม่มองหน้าคนถาม เขมชาติมอง แล้วตัดสินใจ ปลดเข็มขัดนิรภัย ถอดเสื้อ
สูทที่ใส่อยู่ออกมา สุริยงปรายตามามองสงสัย เขมชาติก็คลุมเสื้อให้สุริยง ที่ขยับตัวถอยเหมือนรังเกียจ
“แค่เสื้อ มันไม่ทำให้เนื้อตัวคุณมีมลทินหรอกน่า”
เขมชาติคลุมเสื้อส่งๆ เหมือนปล่อยลงไปมากกว่า
“เล่นตัวมากๆ จะลากมากอดกลางวันแสกๆ กอดกันกลางถนน สะใจดี”
สุริยงหันขวับมา ตาดุ อย่างระวังตัว
เขมชาติ ยิ้มเหยียด พลางยั่วต่อ
“ทำยังกะตัวเองเป็นสาวบริสุทธิ์ ลูกก็มีแล้ว สามีก็มีแล้ว ยังไม่รวมที่รอคิวจะเป็นสามีรับ
ช่วงต่ออีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่”
สุริยงเบือนหน้าหนี หันมองออกไปนอกหน้าต่าง เหนื่อยใจ ไม่อยากจะเถียง
เขมชาติ ยังไม่ยอมหยุด
“คุณนี่เก่งนะ ระหว่างอยู่กับพ่อ ก็หว่านเสน่ห์ใส่ลูกไปด้วย พอพ่อตาย ลูกก็พร้อมจะรับไม้
ต่อทันที”
สุริยงเงียบ
“เงียบ แปลว่ายอมรับความจริง”
“ฉันเหนื่อย อยากจะพูดอะไรก็พูดไป อยากจะคิดอะไรก็คิดไป ฉันไม่แคร์”
สุริยงพูดเสียงเย็นๆ แบบสุดจะทน แต่มันจี๊ดเข้าไปในใจของเขมชาติอย่างแรง
ในขณะเดียวกัน สัญญาณไฟ ก็เปลี่ยนเป็นไฟเขียว รถข้างหลังเริ่มบีบแตรไล่ เขมชาติหัน
หน้ากลับมาที่ถนน แล้วก็ออกตัวไปอย่างแรง
สุริยงพูดเหนื่อยๆ ทั้งที่ตายังมองออกไปข้างนอก
“ขับเร็วๆก็ดี จะได้ถึงบ้านเร็วๆ แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เอาให้ตายคาที่นะ ฉันไม่อยาก
พิการ!”
สุริยงประชดอย่างผู้ดี เขมชาติกัดฟันกรอด ทั้งโกรธ ทั้งแค้น ทั้งเสียฟอร์มที่สุริยงทำไม่แคร์

รถเขมชาติปาดเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสุริยงอย่างรวดเร็ว สุริยงรีบปลดเข็มขัดนิรภัย พลาง
ขยับตัวจะลงจากรถ
“ขอบคุณค่ะ”
เขมชาติเสียงเข้ม
“ขอบคุณ แค่นี้เองเหรอ ?”
สุริยงชะงัก ตอบกวนๆ แบบเหนื่อยหน่ายใจเต็มทน
“จะให้เอาดอกไม้ ธูป เทียน มากราบด้วยมั้ยคะ ? พรุ่งนี้ดิฉันจะได้เตรียมไปไหว้ เพื่อเป็น
การขอบคุณที่ขับรถมาส่ง”
“ยังจะมีหน้ามาประชดอีก ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ เมื่อก่อนเป็นยังไง วันนี้ก็เป็นเหมือนเดิม
ไม่เคยเห็นคุณค่าของคน เห็นแต่คุณค่าของเงิน ถ้าเปลี่ยนจากขับรถมาส่ง เป็นเอาเงินสดมากองให้
ตรงหน้า คงได้มากกว่าคำว่า “ขอบคุณ” เผลอๆ อาจจะได้ทั้งตัว”
“ใช่ แต่ไม่เสมอไป สำหรับบางคนต่อให้เอาเงินมากองตรงหน้า ก็อาจจะไม่ได้อะไรเลย
ถึงดิฉันจะต้องการเงิน แต่ดิฉันก็เลือก”
สุริยงเชิดหน้าตอบกลับไปอย่างไม่แคร์ แล้วก็เปิดประตูลงไปเลย เขมชาติสะอึก จะคว้า
ข้อมือไว้
“เดี๋ยว”
แต่ไม่ทัน สุริยงลุกไปแล้ว แถมยังปิดประตูใส่หน้าเขมชาติ เขมชาติไม่ยอมแพ้ รีบลงจากรถ
ไปทันที ด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านสุดๆ

สุริยงจะเดินเข้าบ้าน เขมชาติเดินมาดึงแขนไว้ ไม่ยอมให้จบง่ายๆ
“หยุดก่อน ! เมื่อกี๊ที่พูด หมายความว่ายังไง ?”
สุริยงมองหน้าเขมชาติทั้งเหนื่อย ทั้งป่วย พลางรีบสะบัดแขนออก
“หมายความว่า ต่อให้คุณรวยล้นฟ้า เอาเงินทั้งหมดของคุณมากองตรงหน้า ก็ไม่ได้
แปลว่า ดิฉันจะเลือกคุณ”
เขมชาติ เจ็บจี๊ดไปทั้งใจ
“ให้ราคาตัวเองสูงเกินไปแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนพูดแบบนี้ ผมอาจจะรู้สึกท้าทาย อยากจะ
เอาชนะ แต่สภาพตอนนี้” พลางมองสุริยงหัวจรดเท้าอย่างเหยียดหยาม “แม้แต่เศษเงินก็อย่าหวัง”
สุริยงสวนกลับอย่างสุดทน
“โอเค พอได้แล้ว ที่ผ่านมา พยายามอดทนเพราะเห็นเป็นเรื่องงาน แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน
วันนี้ มันมากเกินไปแล้ว”
“มากเกินไป ? ถ้าที่ผมทำวันนี้มันมากเกินไป แล้วที่คุณเคยทำกับผมในวันนั้นมันเรียกว่า
อะไร”
สุริยง จ้องหน้าเขมชาติ

“นี่คุณยังจมอยู่กับอดีตอยู่อีกเหรอ ? เมื่อไหร่จะลุกขึ้นและเดินข้ามมันไปสักที อะไรที่มัน
ผ่านมาแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะยึดติดอยู่กับมัน”
อย่าลืมฉัน ตอนที่ 7 (ต่อ)

เขมชาติสะอึก สุริยงใส่ต่อ

“คุณจะจดจำ แล้วเอาอดีตมาทำร้ายตัวเองก็เรื่องของคุณ แต่อย่าเอามันมาทำร้ายฉัน ฉัน
ก้าวข้ามมันมานานแล้ว ไม่มีวันจะเจ็บปวดเพราะมันอีก ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดถึงอดีต ฉันจะเดินออกไปจาก
ชีวิตคุณ และอย่าหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในอนาคต”
เขมชาติหน้าชา เจ็บ จนจุก สุริยงผลักไหล่เขมชาติ จนเซออกไปพ้นทาง แล้วก็เดินเข้า
บ้านไปอย่างไม่แยแส ทิ้งให้เขมชาติยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความโกรธ
สุริยงรีบเดินเข้ามาและปิดประตูเหมือนไม่อยากจะสนใจ เสียงรถเขมชาติออกตัวไปอย่าง
แรง บ่งบอกว่าโกรธจัด
สุริยงยืนอยู่ที่เดิม ใจยังเต้นแรง หญิงสาวยืนพิงประตูอย่างหมดแรง

เขมชาติขับรถมาด้วยความโกรธ สวนกับเอื้อ ที่กำลังจะขับตรงมาที่บ้านของสุริยง เอื้อเห็น
รถเขมชาติก็จำได้ จึงมองตามไป ในขณะที่เขมชาติ ยังขับไปด้วยความโกรธ ไม่ทันเห็นรถของเอื้อ หากหาง
ตาปราดไปเห็นกระเป๋าของสุริยงที่วางอยู่ที่พื้น
เขมชาติเบรกเอี๊ยด หยิบกระเป๋ามาดู เห็นถุงใส่ยายัดอยู่ในกระเป๋า พลางคิดว่าจะเลี้ยวรถ
กลับไปคืนดีหรือไม่

สุริยงรวบรวมกำลังจะเดินเข้าบ้าน พลันเสียงออดดัง สุริยงชะงัก หันมาเปิดประตู เห็นเอื้อ
ยืนอยู่พร้อมกับกระถางดอกไม้ ต่างคนต่างแปลกใจ
“อ้าว หนูเล็ก ทำไมเลิกงานเร็วจัง”
“ไม่สบายนิดหน่อยน่ะค่ะ”
“แล้วเขมชาติมาส่งใช่หรือเปล่า ? เมื่อกี๊เห็นรถเพิ่งออกไป”
สุริยงตอบเหนื่อย
“ ค่ะ คุณเอื้อเอากระถางต้นไม้มาทำไมคะ ?”
“อ๋อ ผมเห็นคุณบ่นว่าอยากได้ พอดีเห็นมันขายอยู่ ก็เลยซื้อมาฝาก แหม จังหวะดีเลย
ถือว่าเป็นกระถางต้นไม้เยี่ยมไข้ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
พลันรถเขมชาติก็เข้ามาจอดเทียบที่หน้าบ้าน ในจังหวะที่เอื้อส่งกระถางต้นไม้ให้สุริยง
พอดี สุริยงยิ้มรับ อย่างเหนื่อยๆ
เขมชาติมองภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ด้วยความหมั่นไส้ เอื้อหันมาเห็นพอดี
“อ้าวคุณเขมนี่ กลับมาทำไม ?”
“ฝากคุณเอื้อด้วยนะคะ หนูเล็กขอตัวเข้าบ้านก่อน ปวดหัวมาก”
สุริยงเดินถือกระถางดอกไม้เข้าบ้านไป เอื้อมองตามงงๆ

เขมชาติเดินลงมาจากรถ พร้อมกับกระเป๋า และถุงยา เอื้อเดินมาต้อนรับ เขมชาติ
พยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ
“สวัสดีครับคุณเอื้อ วันนี้ไม่มีงานเหรอครับ ?”
เอื้อชะงักนิดๆ “มีครับ แต่ถึงมีงาน ผมก็ต้องหาเวลาแวะมาที่บ้านหนูเล็กอยู่บ่อยๆ บ้านนี้
มีแต่เด็ก ผู้หญิง แล้วก็ผู้สูงอายุ ต้องหมั่นมาดูแล แล้วคุณเขมหล่ะครับ...ไม่มีงานเหรอครับ ?”
เอื้อตอกกลับแบบนิ่มๆ เขมชาติชะงัก แต่รีบกลบเกลื่อน
“มีครับ แต่พอดีต้องทำตามคำสั่งของคุณเกน กำชับให้ผมดูแล “แม่เลี้ยง” คุณเอื้ออย่างดี
ผมเห็นว่าไม่สบายก็เลยขับรถมาส่ง เพราะเป็นทางผ่านไปประชุมพอดี”
เอื้อพยักหน้ารับรู้ อย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่แย้ง เขมชาติส่งกระเป๋าให้
“แม่เลี้ยงคุณเขาลืมกระเป๋ากับยาไว้ในรถผม ฝากให้เขาด้วย”
พลางส่งถุงยาให้ เอื้อรับมา เขมชาติทำเป็นเพิ่งนึกได้ แล้วก็พูดยิ้มๆ
“อ้อ ไหนๆก็เจอคุณเอื้อพอดี ถ้าคุณมีโอกาสได้คุยกับคุณเกน ช่วยชื่นชมในความมีน้ำใจ
ของผมให้เธอฟังด้วยนะครับ บอกตามตรงเลย ที่ผมมาส่งก็เพราะคุณเกน ถ้าเป็นพนักงานคนอื่น ผมคงให้
กลับเอง”
เอื้อ ยิ้มๆ
“ได้ครับ ผมไม่ลืมบอกแน่ๆ แต่คราวหน้า คุณเขมโทร.เรียกผมก็ได้นะครับ ผมไปรับหนู
เล็กเอง ผมรับปากว่าจะไม่บอกเกน คุณยังได้หน้าเหมือนเดิม ส่วนผมก็ได้ดูแลหนูเล็ก คุณอยากเป็นฮีโร่ใน
สายตาของเกน ผมก็เป็นฮีโร่ในสายตาของหนูเล็กเหมือนกัน”
เอื้อพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจ จนเขมชาติสะอึก
เอื้อชูกระเป๋ากับถุงใส่ยา “ขอบคุณนะครับ”

พูดจบก็เดินเข้าบ้านไปเลย ทิ้งให้เขมชาติยืนอยู่ที่เดิม หน้าชา ใจเต้นแรง เขมชาติกำหมัด
แน่น ทั้งริษยา ทั้งแค้นใจ ในคราวเดียว
เขมชาติยืนอยู่มุมหนึ่งในบ้านเกนหลง ด้วยสีหน้าที่ยังกรุ่นไปด้วยความแค้นใจ เกนหลง
เดินมาเห็นพอดี
“ได้ข่าวว่าเมื่อเช้าอาละวาดใส่คุณสุ จนเธอป่วยเลยเหรอคะ ? “
เขมชาติหันกลับมา
“ใครให้ข่าวครับ ไม่เป็นกลางเอาซะเลย ผมโดนใส่ร้ายเต็มๆ”
“แน้ ผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด ไปโทษแหล่งข่าวของเกนอีก แหล่งข่าวอาวุโสค่ะ รับรองว่า
เป็นกลาง เชื่อถือได้แน่นอน”
เกนหลงทำเสียงล้อ
“คุณสมคิดหล่ะสิ พรุ่งนี้ต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว”
เกนหลงรีบห้าม
“อย่านะคะ ถ้าคุณทำ เกนโกรธจริงๆด้วย”
เขมชาติหน้าเหรอ “อ้าว”
“ก็จริงนี่ ถ้าเขมไปต่อว่าคุณสมคิด ต่อไปเกนถามอะไร คุณสมคิดก็คงไม่บอก เพราะฉะนั้น
ห้ามเขมมายุ่งกับแหล่งข่าวของเกนเด็ดขาด”
เขมชาติส่ายหน้า เกนหลงรีบอธิบาย
“เกนจะเป็นเลขาคุณ ก็ต้องดูแลจิตใจคนใกล้ชิดคุณทุกคน จะได้ทำงานอย่างมีความสุข
เขมเองก็เหมือนกัน จะวี๊ดบึ้มใส่คุณสุแบบนั้นอีกไม่ได้นะคะ ไม่มีใครเขาชอบ ยิ่งทำ เขาก็ยิ่งอยากจะ
ลาออก”
เขมชาติชะงักกึก
“คนที่รู้งาน หาไม่ได้ง่ายๆ ทั้งคุณสมคิด คุณวิบูลย์ ก็ชมว่าคุณสุทำงานดี ถ้าคุณไม่รีบปรับ
ท่าทีที่มีต่อคุณสุ ยังร้ายๆใส่แบบนี้ ระวังจะต้องเสียเธอไป ถ้าอยากให้อยู่ทำงานด้วยกันนานๆ ก็ต้องทำดี
ต่อกันค่ะ ไม่งั้นไปแน่ “
เขมชาติเริ่มคิดหนัก เกนหลงรีบตัดบท
“เกนทำอาหารเรียบร้อยแล้วนะคะ ให้เด็กจัดโต๊ะอยู่ เกนขอเข้าไปดูความเรียบร้อยก่อนนะ
คะ เดี๋ยวให้เด็กมาตาม”
เกนหลงเดินเข้าบ้านไป เขมชาติยังยืนครุ่นคิดถึงคำพูดของสุริยง
“คุณจะจดจำ แล้วเอาอดีตมาทำร้ายตัวเองก็เรื่องของคุณ แต่อย่าเอามันมาทำร้ายฉัน !
ฉันก้าวข้ามมันมานานแล้ว ไม่มีวันจะเจ็บปวดเพราะมันอีก !!! ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดถึงอดีต ฉันจะเดิน
ออกไปจากชีวิตคุณ และอย่าหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในอนาคต”
“ไม่ ผมไม่ยอมมันจบง่ายๆ”
เขมชาติแค้นกัดฟันกรอด ทั้งเจ็บ ทั้งแค้น
“ถ้าเธอยังไม่เจ็บ เรื่องนี้ไม่มีวันจบ”
“ผู้อำนวยการต้องการอะไรนะคะ ?”สุริยงถามย้อน หน้างงๆ เขมชาติ ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทำหน้านิ่งเครียด เหมือนจะหาเรื่อง แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มนิดๆ พร้อมกับตอบ“ ผมต้องการ -เริ่ม - ต้น - ใหม่”เขมชาติจงใจเน้นคำพูดช้าๆ ชัดๆ “เริ่มต้นอะไรคะ ? “ สุริยงยังข้องใจ“ก็ เริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน”คำตอบของเขมชาติ ทำเอาสุริยงถึงกับผงะ เขมชาติรีบขยายความ“ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ต้องไปจำ เรื่องระหว่างผมกับสุริยาวดี ผมเลือกที่จลืมเรื่องร้ายๆ และจำแต่สิ่งดีๆ จำแค่ความเป็น “เพื่อน” ระหว่างเราสองคน”สุริยงมองอย่างไม่ค่อยไม่วางใจ เขมชาติรีบดักคอ อย่างรู้ทัน “ผมเห็นว่าคุณ “ลืม” ทุกอย่างได้ และมีความสุขกับลูกๆ ทั้งลูกจริง และลูกเลี้ยง ผมก็แค่..อยากจะมีความสุขแบบนั้นบ้าง ผมขอโทษที่เคยทำไม่ดี พูดไม่ดีกับคุณ”
สุริยงเริ่มอ่อนลงนิดๆ พลางคิดตาม เขมชาติรีบพูดต่อ สายตาแอบอ้อนนิดๆ“เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ย ?” พลางลุ้นรอฟังคำตอบ“ชีวิตของดิฉัน เริ่มต้นใหม่มาหลายครั้ง จะเริ่มต้นอีกสักครั้งเป็นไรไป”
เขมชาติ ยิ้มกว้าง “ดี งั้นเรามาเริ่มต้นใหม่”เขมชาติยื่นมือมาตรงหน้าสุริยง สุริยงมองอย่างใช้ความคิด เขมชาติรีบพูดดักคอ“จับมือ เพื่อเป็นการทำสัญญาระหว่างเราสองคน” สุริยงมองอย่างกำลังตัดสินใจ เขมชาติยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์ “หรือว่าคุณไม่กล้าจับมือผม” สุริยงคิด พลางค่อยๆยื่นมือมา และจับมือเขมชาติไว้ เขมชาติยิ้มร้ายที่มุมปาก และบีบมือสุริยงแน่น
“ขอบคุณที่ไว้ใจ ผมสัญญาว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างดีที่สุด”เขมชาติบีบมือสุริยงแน่นขึ้น พลางมองหน้าสุริยงดูว่าจะหวั่นไหวหรือเปล่า แต่สุริยงยังนิ่งสมคิด ที่เดินเข้ามาได้จังหวะพอดี เห็นเขมชาติและสุริยงยืนจับมือกันอยู่ก็นึกแปลกใจ “อ้าว มีอะไรกันหรือเปล่าครับ ? แล้วนี่มายืนจับมือกันทำไมครับ?” สุริยงสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบดึงมือออกด้วยความระมัดระวังตัว เขมชาติปรายตามามองสุริยงแอบเห็นอาการประหม่า จึงแอบยิ้ม“เรากำลังทำสัญญาสันติภาพกันครับ คุณสมคิดมาก็ดีแล้ว จะได้เป็นพยานการสงบศึก เราจะลืมเรื่องเก่าๆ และเริ่มต้นใหม่ นับจากวันนี้เป็นต้นไป”เขมชาติประกาศแล้วก็เดินเข้าห้องไป สมคิดมองหน้าสุริยงงงๆ สุริยงยิ้มรับนิดๆ แล้วมองตาม เขมชาติ ในขณะที่ยังคงคลางแคลงใจเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
เขมชาติเดินเข้ามาในห้อง สีหน้าพอใจ แววตาเย้ยหยัน และยิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนที่จะล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วก็เช็ดมือข้างที่จับมือสุริยงอย่างรังเกียจ ในใจเริ่มนึกสนุกกับแผนร้ายของตัวเอง
เอื้อยืนคุยกับเพื่อนสมาชิกกลุ่มขี่จักรยาน ที่จอดรถยืดเส้นยืดสายรอสมาชิกใหม่อยู่ “ตกลงสมาชิกใหม่คงไม่มาแล้วมั้งครับ”สิ้นเสียงของเอื้อ เสียงของ เกนหลง ก็ดังแทรกขึ้นมา“ มาสิคะพี่เอื้อ”เอื้อหันไปก็เห็นเกนหลงถีบจักรยานมากับเพื่อนอีกสองคนก็แปลกใจ“เกน ไปไงมาไงเนี่ย” “พอดีคุยกับเพื่อนเมื่อคืนนี้ค่ะ เขาบอกว่าวันนี้ชมรมมีทริป เกนเลยให้เพื่อน สมัครให้ ดีใจจังค่ะที่พี่เอื้อก็อยู่ชมรมนี้ด้วย”เกนหลงยิ้มกว้าง แววตาบอกว่าหมายความอย่างที่พูดจริงๆ “พี่น่ะขาใหญ่เลยล่ะ อยู่มาตั้งแต่ตั้งชมรม” เอื้อยืดอกอย่างภูมิใจ “โอ๊ะโอ๋ว งั้นฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”เอื้อหัวเราะ พลางหันไปหาทุกคน“ผมว่าถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเถอะครับ”จากนั้น ก็ขึ้นขี่จักรยานแล้วถีบนำเกนหลงและเพื่อนสมาชิกอกไปทันที
เอื้อ เกนหลง และสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ขี่จักรยานไปเที่ยวตามที่ต่างๆ รอบเกาะรัตนโกสินทร์อย่างมีความสุข ก่อนจะหยุดพักแวะที่ร้านกาแฟโบราณในบริเวณนั้น“คราวหน้าเกนชวนคุณเขมชาติมาด้วยสิ”เอื้อบอกกับเกนหลง ที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน“เกนก็อยากชวนมาค่ะ แต่รายนั้นเขาชอบทำแต่งงาน ไม่มีเวลาให้กิจกรรมอื่นเลย”“เหมือนหนูเล็กของพี่ แต่ละวันแค่ทำงานกับดูลูกก็หมดเวลาแล้ว”“พี่เอื้อยังดีนะคะที่มีโอกาสไปดูแลไก่กับไข่ที่บ้านบ่อยๆ ยังได้ใกล้ชิดคุณสุบ้าง”น้ำเสียงของเกนหลงมีแววตัดพ้อเล็กน้อย“แต่เกนก็กำลังจะไปทำงานกับคุณเขมชาตินี่” เอื้อพูดยิ้มๆ “เกนไปเป็นลูกน้องนะคะ ไม่รู้ว่าทำงานด้วยแล้วจะดุเกนเหมือนดุคุณสุหรือเปล่า แต่ถ้าดุมากๆเกนจะลาออกให้ดู”
“ไม่ได้นะ” เอื้อรีบโบกมือห้าม “ เกนต้องทำดีๆ แล้วหนูเล็กจะได้ลาออกมาทำงานกับพี่ไง ช่วยๆ ไงกันนะ”
อย่าลืมฉัน ตอนที่ 7 (ต่อ)

เกนหลงหัวเราะ “พี่เอื้อนี่แอบร้ายนะคะ”เอื้อกับเกนหลงหัวเราะขำกัน แล้วจู่ๆ เกนหลงก็นึกขึ้นได้“ เอ้อ คุยเรื่องคุณสุแล้วก็นึกได้ เกนมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งค่ะ เกนอยากรู้ว่า คุณสุเป็นถึงภรรยาของคุณพ่อพี่เอื้อ ทำไมยังต้องมาทำงานเป็นเลขาให้เขมด้วยคะ ?”เกนหลงถามตรงๆ และรอฟังคำตอบด้วยความอยากรู้

วิบูลย์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสุริยง ในขณะที่สุริยงกำลังลงจากรถ วิบูลย์รีบพูดต่อ“พรุ่งนี้ผมมารับสักเจ็ดโมงเช้านะครับ”สุริยง รีบบอก “ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้สุไปเองได้ค่ะ”“ไม่ได้ครับ คุณเขมกำชับให้ผมรับส่งคุณสุจนกว่าจะได้รถ และก็ต้องรับส่งให้ถึงที่ไม่ให้คนอื่นมาปาดหน้า จะได้สมกับที่สงบศึกกันแล้ว” สุริยงเลิกคิ้วแปลกใจ วิบูลย์รีบไขข้อข้องใจ“คุณสมคิดบอกนะครับ ว่าคุณสุกับคุณเขมจับมือประกาศสันติภาพ ดีกันแบบนี้ก็ไม่ลาออกแล้วใช่มั้ยครับ ?”วิบูลย์ลุ้น รอฟังคำตอบ

“ยังคิดจะลาออกอยู่อีกเหรอ ?”เขมชาติ ที่กำลังคุยกับวิบูลย์อยู่มุมหนึ่งของบ้าน ถามย้ำ วิบูลย์รีบรายงานอย่างรวดเร็ว“ครับ ผมถามย้ำตั้งหลายรอบ คุณสุก็ยังยืนยันว่าจะออก”เขมชาตินิ่งคิด “อ้อ ส่วนเรื่องรับส่งคุณสุ ตอนนี้คุณเอื้อ ลูกชายเจ้าสัวส่งคนรถมาคอยรับส่ง ตอนแรกคุณสุก็จะไปกับรถตู้ แต่ผมบอกว่าถ้าผมไม่ได้ไปส่งเอง คุณเขม เล่นงานผมหนักแน่ คุณสุก็เลยใจอ่อนบอกให้รถตู้กลับไปครับ”เขมชาติยิ้มสะใจ แล้วก็หันมา “ดีมาก..แล้วก็ทำตามที่ผมสั่ง รับส่งทุกวันจนกว่าจะได้รถ”วิบูลย์ รับคำ “ครับ เอ่อ คุณเขมครับ ผมขอถาม ที่คุณเขมให้ผมทำขนาดนี้ เพราะไม่อยากให้คุณสุลาออกใช่มั้ยครับ ? แสดงว่า คุณเขมเริ่มเห็นฝีมือของคุณสุแล้วใช่มั้ยครับ” เขมชาติ ทำทีเป็นคล้อยตาม“ก็คงงั้นมั้ง เห็นทั้งคุณ ทั้งคุณสมคิดปลื้มกันนักหนา นานๆจะเจอคนมีความสามารถจะปล่อยให้ออกไปได้ยังไง” วิบูลย์ยิ้มดีใจที่เขมคิดได้ ไม่ทันได้ยินประโยคต่อมา ที่เขมชาติพูดกับตัวเองเบาๆ “ถ้าปล่อยให้ลาออก มันก็จบง่ายเกินไป” เขมชาติกัดฟันพูดด้วยความจงชัง พลางครุ่นคิดว่าหนทาง ที่จะไม่ให้สุริยงลาออก

สุริยงอยู่ในชุดอยู่บ้าน กำลังรินน้ำให้เอื้อ เบื้องหน้าเอื้อมีหนังสือพิมพ์หางานวางอยู่ เห็นร่องรอยว่ามีการเปิดอ่าน และวงหางานค้างไว้อยู่“ง่ายสิ ในเมื่อคุณกำลังลาออกจากบริษัทคุณเขม คุณหางาน ผมรับคุณเข้าทำงาน ใบสมัครก็ไม่ต้องกรอก เริ่มงานได้เลย ไม่เห็นยาก”เอื้อตอบอย่างมั่นใจสุริยง วางแก้วตรงหน้าเอื้อ“ถึงจะไม่ยาก แต่ก็ไม่อยากทำ เรื่องมรดกของนายสองคนก็ยังไม่เรียบร้อย ตั้งแต่วันที่คุยกับคุณอัม คุณอร ไปครั้งที่แล้ว ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า พยายามจะนัดทนายความก็ไม่อยู่ตลอด ถ้าฉันโผล่ไปทำงาน มีหวังธนาคารแตก”เอื้อ ถอนใจ ด้วยความเสียดาย“เฮ่อ ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมคุณเขมถึงได้ปล่อยให้เลขาอย่างคุณหลุดมือ” สุริยง ตอบยิ้มๆ“ คงเป็นเพราะอีกไม่นานคุณเกนหลงก็จะมาเริ่มงานมั้งคะ ตอนนั้นฉันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”สุริยงตอบอย่างมั่นใจ และยอมรับความจริง

ในขณะที่เกนหลง กำลังบอกข่าวร้ายแก่เขมชาติ“เกนมาเป็นเลขาให้เขมไม่ได้แล้วค่ะ”เขมชาติอึ้ง “ทำไมล่ะครับ ? เกิดอะไรขึ้น ?” “เกนไม่อยากทำให้คุณสุต้องเดือดร้อน”คำตอบของเกนหลง ทำเอาเขมชาติถึงกับลุกพรวด“เดี๋ยวก่อนนะครับ การที่คุณมาเป็นเลขาผม เขาจะเดือดร้อนยังไง”“เดือดร้อนสิคะ เพราะคุณสุไม่ได้มรดกจากเจ้าสัว คนที่ได้คือลูกแฝด แต่เรื่องมรดกก็ยังไม่เรียบร้อย
กำลังโหลดความคิดเห็น...