xs
xsm
sm
md
lg

ลูกทาส ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลูกทาส ตอนที่ 9

น้อม และ อบเชย เดินเถียงกันมาจนถึงร้านขายธูป

"เอ็งจะเอายังไงของเอ็งนังอบเชย ตอนแรกเอ็งก็คอยขัดขวางไม่ให้แต่งงาน ตอนนี้จะเลิกกัน เอ็งก็มาขวางอีก"
"จะไม่ให้ขวางได้ยังไง ก็แต่ละอย่างที่ป้าทำ..."
อบเชยชะงักไป เมื่อเห็นพระยาไชยากรอยู่ในร้าน น้อมเอะใจ มองตามสายตาอบเชยไป ... น้อมได้ที ยิ้มยั่วโมโห
"จะมาซื้อธูปเทียน หรือว่าน้ำอบน้ำปรุงล่ะเจ้าคะท่านเจ้าคุณ อิชั้นจะได้จัดให้"
เจ้าคุณหน้าบึ้งตึง
"ฉันไปที่บ้าน แต่แม่นิ่มกับลูกชายไม่อยู่ ฉันก็เลยตามมาที่นี่ แม่นิ่มอยู่หรือไม่ล่ะ"
น้อมลอยหน้าลอยตา
"ที่นี่เป็นบ้านของแม่นิ่ม แล้วลูกฉันจะไม่อยู่ได้ยังไงล่ะคะ"
เจ้าคุณจ้องหน้าน้อมอย่างไม่พอใจ น้อมจ้องหน้าตอบแบบไม่ลงให้ อบเชยตกใจ เพราะรู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่แน่ ได้แต่พึมพำ
"แย่แล้ว"
อบเชยรีบกลับเข้าข้างใน เพื่อไปตามนิ่มมาห้ามศึก
"อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว วานแม่น้อมไปตามแม่นิ่มออกมาหาฉันที"
"ไม่ ฉันไม่ต้องการให้ลูกฉันเจอะเจออะไรท่านเจ้าคุณอีก ที่แล้วมาถือว่า อัปมงคลพอแล้ว ท่านเจ้าคุณกลับไปเสียเถอะ"
"มันจะมากไปแล้วนะแม่น้อม พรากเมียพรากผัวยังไม่พอ ยังคิดจะพรากพ่อพรากลูกด้วยรึ"
น้อมหัวเราะเยาะ
"ใครพรากใครไม่ทราบเจ้าคะท่านเจ้าคุณ ฉันเห็นแต่ว่าแม่นิ่ม หอบลูกร้องไห้กลับมาหาฉันต่างหาก ส่วนสาเหตุ ท่านเจ้าคุณก็คงทราบดีอยู่แก่ใจ คงไม่ต้องให้ฉันพูดซ้ำให้เป็นเสนียดปากดอกนะคะ"
เจ้าคุณโมโหมาก
"เรื่องนั้นฉันคุยกับแม่นิ่มเองได้ แม่น้อมไม่ต้องสอด"
น้อมเจ็บใจ อยากด่าสวนไป
"ถ้าไม่ไปตามแม่นิ่มมาให้ ฉันจะเข้าไปหาเองก็ได้"
น้อมขวาง
"ถือดียังไง จะมาเข้านอกออกในบ้านฉันตามใจชอบ"
แต่ทันใดนั้น นิ่ม และอบเชยก็ออกมาจากข้างใน
นิ่มสีหน้าเย็นชาบอก
"ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับท่านเจ้าคุณอีกแล้ว เชิญท่านเจ้าคุณกลับไปเถอะค่ะ"
น้อมยิ้มเยาะสะใจ
"ไงล่ะ ได้ยินเต็มสองหูแล้วใช่หรือไม่"
ไชยากรโมโหมาก
"แม่นิ่มกล้าพูดกับฉันอย่างนี้รึ ฉันเป็นผัวแม่นิ่มนะ"
นิ่มประชดประชัน
"หรือคะ นี่ท่านเจ้าคุณยังนับว่าเราเป็นผัวเมียกันอยู่อีกหรือคะ ฉันนึกว่าคนโง่เง่าหาปัญญามิได้ จนต้องมาเป็นเมียน้อยเค้าอย่างฉัน จะมีค่าเพียงแค่ให้ลูกกับท่านเจ้าคุณเท่านั้น"
"นี่ยอกย้อนฉันรึ แม่นิ่มเคยเป็นคนเชื่อฟัง หัวอ่อน แต่กลับมาเถียงผัวฉอดๆอย่างนี้ คงมีคนยุแยงล่ะสิท่า"
เจ้าคุณพูดพลางมองเหล่น้อมที่ลอยหน้าเย้ย
"โอ๊ย คนยุแยงหรือจะสู้รู้แจ้งเห็นเองกับตัว ตามืดตามัวเห็นก้อนกรวดเป็นเพชรเสียนาน พอตาสว่างใครมันจะโง่กลับไปให้เหยียบย่ำอีก"
อบเชยร้อนใจ
"ยังจะเติมเชื้อไฟอีกหรือป้า เดี๋ยวก็ไหม้เรือนจนได้ดอก"
น้อมค้อนใส่อบเชย
อบเชยหันไปพูดกับเจ้าคุณ
"กลับไปก่อนเถอะค่ะท่านเจ้าคุณอย่าเพิ่งมาพูดอะไรตอนนี้เลย"
พระยาไชยากรโมโหมากและยังมีทิฐิ คว้าข้อมือนิ่มทันที
"ไม่ ฉันไม่กลับ ถ้าฉันจะกลับ แม่นิ่มก็ต้องกลับไปกับฉันด้วย"
น้อมตกใจ จะเข้าไปช่วยลูก ตะโกน ลั่น)
"ปล่อยลูกฉันเดี๋ยวนี้นะ ปล่อยสิปล่อย ... โว้ย ใครอยู่บ้าง มาช่วยข้าที"
เจ้าคุณจะลากนิ่มไป แต่นิ่มไม่ยอม น้อมและอบเชยพยายามเข้าช่วย เลยยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ พร้อมกับเสียงตะโกนของน้อมที่ดังลั่นไปหมด

มุมหนึ่งในบ้าน แก้วและคอกเดินคุยกันมา ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงน้อมดังตะโกนโวยวายแว่วมา
" ช่วยด้วยๆ เร็ว มีใครอยู่บ้าง มาช่วยหน่อยเร็ว"
แก้วและคอกตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รีบตามเสียงไป เพื่อช่วยน้อมทันที

บริเวณร้านขายธูป น้อมและอบเชยพยายามขวาง แต่ก็สู้แรงเจ้าคุณไม่ได้ แก้ว และคอกออกมาจากข้างใน เห็นทุกคนกำลังยื้อยุดกันอยู่ แต่เจ้าคุณหันหลังให้ แก้วเลยไม่เห็นหน้า แก้วตรงเข้าไปจับตัวพระยาไชยากรดึงออกมา แล้วเหวี่ยงจนล้มลงกับพื้น
เจ้าคุณโมโหสุดขีด เงยหน้าขึ้นมองคนเหวี่ยง ต่างคนต่างตกใจนึกไม่ถึง
"ไอ้แก้ว"
"ท่านเจ้าคุณ"
แก้วและคอกรีบทรุดตัวลงคุกเข่าตามความเคยชิน
ทุกคนพากันตกใจ ไม่คิดว่าแก้วที่หนีท่านเจ้าคุณมาตั้งนาน จะมาเจอกันจนได้ คนงานชายวิ่งตามมาช่วยอีกหลายคน น้อมรีบช่วยแก้ว ชี้ไปที่เจ้าคุณ สั่งคนงาน
"ลากมันออกไปให้พ้นจากร้านฉัน"
คนงานชายกรูเข้าไปหา เจ้าคุณรีบโกยแน่บหนีออกไปจากร้าน เหล่าคนงานชายวิ่งไล่กวดตามออกไป
แก้วและคอกชำเลืองมองหน้ากัน สีหน้าซีดเผือดตกใจมาก อบเชยตกใจมาก ห่วงแก้ว
"ช่วยกันปิดประตูร้านเร็วเข้า"

แก้ว คอกและอบเชย รีบช่วยกันปิดประตูร้านทันที

ผ่านเวลาเล็กน้อย แก้วก้มลงกราบน้อม โดยมีนิ่ม และอบเชยอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่คอกนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆแก้ว

"กระผมต้องกราบขอบพระคุณคุณนายน้อมกับคุณนายนิ่ม ที่เมตตาช่วยเหลือกระผมมาตลอด แต่กระผมคงต้องลาไปแล้ว ถ้ามีโอกาสจะขอกลับมาตอบแทนบุญคุณคุณนายทั้งสองขอรับ"
"รีบไปเถอะจ้ะแก้ว ท่านเจ้าคุณโกรธมาก คงไปตามนครบาลมาจับแก้วเป็นแน่ แก้วรีบหนีไปให้ไกลๆนะ อย่าให้ถูกจับได้ล่ะ" นิ่มบอก
น้อมร้อนใจมากไม่แพ้กัน
"จะต้องหนีไปทำไม กะอีแค่ทาสหนีนายเงิน โทษไม่หนักหนาอะไร ฉันเสียค่าปรับให้หลวงก็จบแล้ว แลถ้าพ่อรอดเอ่ยปากว่าไม่ยอมกลับไป ฉันไถ่ตัวให้พ่อรอดมาอยู่กับฉันได้ พ่อรอด อย่าไปเลยนะ อยู่ด้วยกันที่นี่เถอะ"
แก้วอึกๆอักๆ ไม่รู้จะตอบยังไง คอกเห็นแก้วอึดอัดเลยตอบแทน
"ไม่ได้ดอกขอรับ ขืนอยู่ต่อ พวกคุณนายจะเดือดร้อนไปด้วย ยังไงพี่แก้วก็ต้องหนีขอรับ"
"จะเดือดร้อนได้ยังไง อันที่จริง ฉันก็เห็นด้วยกับป้านะ แค่ทาสหนีนายเงิน ถึงกับต้องหนีหัวซุกหัวซุนขนาดนี้เชียวรึ"
แก้วคิดอยู่ครู่นึง ก่อนจะตัดใจพูด
"ถึงขั้นนี้แล้ว กระผมคงปิดบังต่อไปอีกไม่ได้ เหตุที่กระผมต้องหนี แลท่านเจ้าคุณต้องตามล่ากระผมเอาเป็นเอาตายนั้น มีเหตุสองประการขอรับ"
อบเชยอยากรู้
"อะไรรึ"
ทุกคนสนใจฟังแก้ว
"ประการแรก คือกระผมกำลังจะได้เป็นไทตามพระราชบัญญัติลูกทาสลูกไท แต่ท่านเจ้าคุณต้องการปิดเรื่องนี้ไว้ จึงต้องการล่าตัวกระผมเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ทาสคนอื่นขอรับ"
น้อมตบเข่าฉาด
"เลวจริงๆ ที่แท้ก็อยากจะกดหัวทาสไว้ใช้ต่อไป นี่เอง"
"แล้วประการที่สองล่ะจ๊ะ" นิ่มถาม
แก้วอึกอัก เขินๆ
"เอ่อ ประการที่สอง คือ...คือกระผมกับคุณน้ำทิพย์รักกันขอรับ"
น้อมผงะตาเบิกโพลง ตกใจสุดๆ ยกมือขึ้นกุมอก อบเชยอึ้งๆ หน้าแหยไป
"ท่านเจ้าคุณจึงยอมไม่ได้ เพราะเห็นว่าเสื่อมเสียนัก"
"เออ..."
น้อมถึงกับลมขึ้นจนหน้ามืดเป็นลมจนต้องยึดตัวนิ่มเอาไว้ นิ่มตกใจ รีบประคองแม่ไว้
"แม่จ๊ะ เป็นอะไรไปจ๊ะแม่"
อบเชยหน้าเจื่อน แอบปลื้มแก้วอยู่ แต่ต้องผิดหวังอย่างไม่คาดคิด แก้วเหนียมๆ ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องนี้ แต่ก็จำเป็นต้องพูด คอกตบไหล่แก้วให้กำลังใจที่ได้แต่ถอนใจออกมา

นิ่มเดินกลับเข้าห้องนอนมา โดยมีอบเชยเดินตามหลังมาด้วยท่าทีเซื่องซึม
"เหลือที่จะเชื่อจริงๆ เป็นไปได้ยังไงกัน ทาสจะมารักกับลูกสาวพระยา เออ ถ้าเป็นลูกชายพระยากับนางทาส ยังเคยพอได้ยินบ้าง แต่นี่..."
นิ่มหันกลับมา เห็นอบเชยซึมๆก็สงสาร
"พี่ขอโทษนะอบเชย"
อบเชยแปลกใจ
"ขอโทษ พี่นิ่มมาขอโทษฉันเรื่องอะไรกันจ๊ะ"
นิ่มไม่สบายใจ
"พี่เห็นว่าแก้วเป็นคนขยันขันแข็ง แลมีบุญคุณกับพี่ เลยปากพล่อยว่าถ้าแก้วพ้นจากทาสเมื่อใด จะยกอบเชยให้ ไม่คิดเลยว่าแก้วจะรักใคร่อยู่กับคุณน้ำทิพย์ ทำให้อบเชยต้องเสียใจ"
อบเชยปั้นยิ้ม ปากอย่างใจอย่าง
"อุ๊ย เสียจงเสียใจอะไรกัน ฉันไม่เคยชอบพออะไรนายแก้วอยู่แล้ว ฟังพี่นิ่มพูด ฉันยังแอบขำด้วยซ้ำไป"
นิ่มยิ้มโล่งอก
"ถ้าอย่างนั้นก็ดี พี่จะได้สบายใจ ทีหน้าทีหลังพี่จะไม่หยอกเย้าอะไรเช่นนี้อีกแล้ว"
อบเชยหน้าเจื่อนลงไป ใจจริงก็เสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ได้รักแก้วลึกซึ้งอะไร เลยไม่เจ็บปวดมาก

ในเวลาเย็นวันเดียวกัน พระยาไชยากรสั่งพวกทาสให้คุมตัวกิ่งมาขังที่เรือนขังทาส กิ่งร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ถูกฉุดกระชากลากถูมาจนได้
" เร็วๆเข้าสิโว้ย เอานังกิ่งเข้าไปขังแล้วก็ล่ามโซ่มันไว้ อย่าให้มันออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีก"
พวกทาสพยายามลากกิ่งไปขัง แต่ทันใดนั้น น้ำทิพย์ก็เดินเข้ามาห้ามด้วยความร้อนใจ
"หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้ นี่มันอะไรกันคะคุณพ่อ จู่ๆทำไมต้องขังป้ากิ่งด้วย"
"พ่อตั้งใจจะขังมัน นับแต่วันที่ไอ้แก้วลูกมันหนีไปแล้ว แต่ลูกเองต่างหาก ที่ขอให้พ่อผ่อนเวลาออกไป ตอนนี้ มันก็ควรแก่เวลาแล้ว ที่นังกิ่งมันจะต้องชดใช้ความผิดของมัน"
"แก้วหนีไปก็เป็นความผิดของแก้ว ลูกผิดแต่มาลงที่แม่ จะถูกหรือคะ"
ขณะนั้นเอง มาโนชก็เดินเข้ามา
"เป็นเพราะนังกิ่งมันสั่งสอนลูกไม่ดี ทำให้ไอ้แก้วอกตัญญูต่อผู้เป็นนาย ก็สมควรแล้วไม่ใช่รึ ที่มันจะถูกลงโทษ"
น้ำทิพย์มองมาโนชด้วยความเกลียดชัง
"จับตัวไอ้แก้วได้หรือไม่พ่อมาโนช"
"ก็อย่างที่คิดกันขอรับ ไอ้แก้วมันหนีจากร้านธูปนังน้อมไปแล้ว แต่อีกไม่นาน กระผมต้องได้ตัวมันแน่"
น้ำทิพย์ และกิ่งต่างตกใจสุดๆที่เจ้าคุณรู้แล้วว่าแก้วอยู่ไหน
" ได้ยินแล้วใช่หรือไม่แม่น้ำทิพย์ ไอ้แก้วมันซ่อนอยู่ใต้จมูกพ่อนี่เอง แลใครก็ตามที่รู้เห็นเป็นใจกับมัน ก็ต้องได้รับโทษไปด้วย"
กิ่งร้องไห้ คุกเข่าพนมมือ
"เมตตาด้วยเถอะค่ะท่านเจ้าคุณ จะลงโทษบ่าวอย่างไรก็ได้ หรือจะฆ่าบ่าวทิ้งเสียบ่าวก็ยอม แต่ขอให้ปล่อยไอ้แก้วไปเถอะเจ้าค่ะ"
พระยาไชยากรชี้หน้ากิ่ง ด้วยความโมโหมาก
"มึงไม่ต้องมาของความเมตตาจากกู ทั้งมึงทั้งลูกมึง กูไม่ปล่อยเอาไว้ทั้งสิ้น สุดแต่ว่าจะถูกกูฆ่า หรือถูกล่ามโซ่ให้ตายเหมือนสัตว์เท่านั้น... ลากมันไปขัง"
พวกทาสช่วยกันลากกิ่งเข้าเรือนขังทาสไป มาโนชหัวเราะเยาะสะใจ แล้วเหลือบมามองเย้ยน้ำทิพย์
น้ำทิพย์ทั้งแค้นทั้งเครียด ไม่รู้จะหาทางช่วยกิ่งได้ยังไง

แก้ว และคอก กำลังนั่งคุยกันรอบกองไฟเล็กๆที่ก่อขึ้นในเวลากลางคืน
"พรุ่งนี้เอ็งกลับไปเถิดไอ้คอก"
"อ้าว ทำไมล่ะพี่แก้ว"
"เอ็งห่วงนังเจิมไม่ใช่รึ ตามข้ามาอย่างนี้ แล้วใครจะไปเยี่ยมนังเจิมกันเล่า"
"ฉันห่วงนังเจิมก็จริง แต่ฉันก็ห่วงพี่เหมือนกัน จะให้พี่หนีไปคนเดียวไม่รู้เหนือรู้ใต้ได้ยังไง"
"แต่ข้าไปคราวนี้หลายเดือนเชียวนา เพราะข้าต้องหนี จนกว่าจะได้เป็นไทตามพระราชบัญญัติลูกทาสลูกไท เอ็งจะทนไหวรึ ที่ไม่ได้เห็นหน้านังเจิมอีกหลายเดือน"
คอกอึ้งไปครู่นึง ก่อนจะตัดใจ
"ถ้าฉันกลับไป นังเจิมรู้เข้า ก็ต้องด่าฉันที่ทิ้งพี่อยู่ดี ให้ฉันตามพี่ไปเถอะ อย่างน้อย ก็ยังพอช่วยเหลือกันได้บ้าง"
แก้วตบบ่าคอก ยิ้มดีใจ
"ขอบใจมากไอ้คอก"

คอกยิ้มรับ เป็นไงเป็นกัน ยังไงก็ไม่ทิ้งแก้ว

บรรดานักโทษหญิงกำลังปลูกผัก รดน้ำอยู่ นักโทษคนหนึ่ง เดินเข้ามาหา

"เป็นอย่างไรนังเจิม ใกล้เสร็จแล้วหรือไม่ จะได้ไปกินข้าวกินปลากัน"
บุญเจิมยิ้มรับ
"จวนแล้วจ้ะ พี่ไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันตามไป"
นักโทษ 1 ปั้นยิ้ม เลียบๆเคียงๆ ถาม
"เอ็งนี่โชคดีนะขนาดติดคุกติดตะราง ก็ยังมีคนมาเยี่ยมเยียนทุกวัน"
"ไม่ทุกวันดอก เมื่อวานก็ไม่ได้มา คงมีงานมีการทำกันมากน่ะจ้ะ เลยไม่ว่าง"
"แต่ถึงยังไง ก็ต้องมาหาเอ็งแน่ ยิ่งไอ้คนที่เอาสายสิญจน์มาให้เอ็ง ข้าดูตามันก็รู้แล้ว ว่ามันมีใจให้เอ็งลึกซึ้ง"
บุญเจิมยิ้มเขิน
ผู้คุมหญิงคนหนึ่ง จับตาดูบุญเจิมชนิดตาอย่างไม่กระพริบ ก่อนจะเก็บรายละเอียดมารายงานให้มาโนชฟัง
"คนของฉันหลอกถามมาหมดแล้ว แต่นังบุญเจิมมันคงไม่รู้จริงๆ ว่าทาสของพระคุณหนีไปที่ใดเจ้าค่ะ แลเมื่อวานมันก็ ไม่มาเยี่ยมนังบุญเจิมด้วย คงรีบหนีไปเลยไม่ได้มาน่ะเจ้าค่ะ"
มาโนชขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ
"ข้าช้าไปก้าวหนึ่ง ถ้ารู้ตัวเร็วกว่านี้ ไม่พ้นมือข้าแน่"
มาโนชหยิบถุงใส่เงิน โยนให้ผู้คุม 1 รับไป
"จับตาดูมันไว้ ถ้ามีใครมาเยี่ยมนังบุญเจิม ให้รีบมารายงานข้าทันที"
ผู้คุม 1ยิ้มแย้มดีใจ
"เจ้าค่ะพระคุณ"
มาโนช สีหน้าดุดันน่ากลัว เกลียดชังอาฆาตแก้วจับใจ

เวลาสาย ภายในเรือนขังทาส น้ำทิพย์กำลังดูแลกิ่งที่ทานอาหารอยู่ พอกิ่งทานเสร็จ น้ำทิพย์ก็หยิบกระบอกน้ำให้กิ่งดื่มน้ำตาม
กิ่งเกรงใจสุดๆ
"บ่าวอิ่มแล้วเจ้าค่ะ คุณน้ำทิพย์รีบออกไปเถอะ แล้วทีหน้าทีหลังอย่ามาที่เรือนขังทาสอีกเลย ที่นี่ไม่เป็นมงคล เสนียดจะติดตัวคุณเอาได้นะเจ้าคะ"
น้ำทิพย์ยิ้มบางๆ
"แม่ลูกพูดเหมือนกันไม่มีผิด"
กิ่งแปลกใจ
"เจ้าแก้วก็พูดหรือเจ้าคะ พูดเมื่อไหร่กัน"
น้ำทิพย์หน้าเจื่อน เผลอหลุดปากเรื่องที่มาเยี่ยมแก้ว เธอรีบเปลี่ยนเรื่อง
"เอ่อ นานแล้วล่ะจ้ะ ป้ากิ่งอยากได้อะไร อีกหรือไม่ ฉันจะได้หามาให้"

"ถูกขังอยู่เช่นนี้ บ่าวไม่อยากได้อะไรดอกเจ้าค่ะ ถ้าจะมี ก็คือ บ่าวอยากจะรู้ว่าเจ้าแก้วเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง"
"ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แก้วหนีไปคราวนี้ คงยากที่จะได้ข่าวแล้ว เพราะแก้วเองก็ต้องกลัวภัยที่จะมาถึงตัว มีแต่ต้องรอจนกว่าแก้วจะเป็นไทเท่านั้น ถึงจะได้เจอกันอีกครั้ง"

แก้วและคอก สะพายห่อผ้าเดินมาในป่า อากาศก็ร้อน แดดก็แรง ทั้งคู่เดินไป และเช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาไปตลอดทาง แถมยังหิวข้าวหิวน้ำ จนอ่อนแรง ขณะนั้นเอง คอกก็เหลือบไปเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งพักทานน้ำทานข้าวกันอยู่ โดยรอบๆมีข้าวของ หีบวางอยู่เต็มไปหมด เหมือนขบวนของพ่อค้าคอกดีใจบอก
"พี่แก้วๆ เจอชาวบ้านแล้ว"
แก้วมองตาม
"น่าจะเป็นพวกพ่อค้าพ่อขายกระมังพี่ ข้าวของเต็มไปหมดเลย เราไปช่วยเค้า แล้วขอปันข้าวปันน้ำดีกว่า"
คอกรีบเดินไป
"เดี๋ยวไอ้คอก เดี๋ยว"
แก้วเห็นคอกไม่ฟัง เลยต้องเดินตามไป คอกยิ้มทักทาย
"พี่ชาย พวกฉันผ่านทางมา หิวข้าวหิวน้ำเหลือเกิน ขอปันข้าวปันน้ำสักหน่อยเถิด แล้วพวกฉันจะช่วยแบกหามข้าวของให้"
ชาวบ้านทึ่คอกเข้าใจนั้น คือพวกโจร ต่างก็หันไปมองหน้ากัน
โจร 1บอก
"ได้ พวกเอ็งกินกันได้เลย แต่ต้องช่วยพวกข้าแบกของไปส่งให้ถึงที่นะโว้ย"
คอกดีใจมาก
"ได้จ้ะๆ"
พวกโจรหยิบกระบอกน้ำ กับข้าวห่อใบตองยื่นให้แก้ว และคอกรับไปดื่มกิน
แต่ทันใดนั้นเอง เจ้าหน้าที่กลุ่มใหญ่ พร้อมอาวุธครบมือ ก็กรูกันออกมาล้อมจับพวกโจรทันที
"อย่าต่อสู้ขัดขืน ยอมให้จับเสียดีๆ"
โจร 1ตะโกนลั่น
"สู้ตายโว้ย"
พวกโจรหยิบดาบ มีดออกมา เข้าสู้กับพวกเจ้าหน้าที่ ต่างฝ่ายต่างฟาดฟันกันอย่างดุเดือด แก้ว และคอก ตกใจ คิดไม่ถึงว่าจู่ๆจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งคู่ยอมแพ้ไม่ต่อสู้ใดๆ เลยถูกจับกุมตัวไว้ได้ทันที

เวลาเย็น เจ้าเมืองเดินออกมาจากจวน โดยมีแก้ว และคอกนั่งคุกเข่าอยู่แล้วรีบพนมมือไหว้ทันที
"โชคดีของเอ็งสองคน ที่ไอ้โจรพวกนั้น มันสารภาพว่าเอ็งไม่ใช่พวกมัน แลไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ไม่เช่นนั้นเอ็งสองคนได้กินข้าวแดงกับพวกมันไปแล้ว"
ทั้งคู่ค่อยโล่งอก
"ขอบพระคุณขอรับ ที่พระคุณเมตตาไต่สวนทวนความ ไม่เช่นนั้นพวกกระผมคงเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักไปกว่านี้" แก้วบอก
"ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองอย่างข้าอยู่แล้ว แต่พวกเอ็งมันก็ถึงคราวเคราะห์จริงๆ เดินผ่านทางมาดีๆ กลับไปอยู่ในกลุ่มโจรเสียได้"
"มันคิดไม่ถึงจริงๆขอรับ ว่ากลางป่ากลางดงเช่นนั้น จะมีอะไรให้ขโมย กระผมกับน้องชาย ยังคิดว่าเป็นขบวนพ่อค้าเลยขอรับ"
เจ้าเมืองพยักหน้ารับ
"ก็น่าอยู่ดอก เพราะพวกมันก็ไม่ได้ขโมยข้าวของชาวบ้าน หากแต่ขโมยของบริษัทฝรั่ง ที่มาตั้งค่ายสำรวจสร้างทางรถไฟอยู่กลางป่าต่างหาก"
คอกงงๆ
"รถไฟคืออะไรหรือขอรับ"
เจ้าเมืองขำๆ
"อะไรวะ ไม่รู้จักรถไฟ เมืองฝรั่งที่เจริญแล้วมีใช้กันทั่ว นี่เราก็สำรวจเส้นทางมานานนับปีแล้ว พวกเอ็งไปมุดหัวอยู่ที่ใด ถึงไม่รู้จักรถไฟ"
ทั้งคู่หน้าเสีย แก้วกลัวถูกจับได้ว่าเป็นทาสหนีมา จึงรีบแก้ตัว
"กระผมก็เคยได้ยินมาบ้างขอรับ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าบ้านเมืองเรากำลังจะมีเหมือนอย่างเค้า"
เจ้าเมืองพยักหน้ารับ ก่อนจะพนมมือไหว้
"พระพุทธเจ้าหลวงท่าน มีพระราชประสงค์ให้สยาม พัฒนาทัดเทียมนานาอารยะประเทศ"

ย้อนกลับไป 2-3 ปีก่อน ณ พระที่นั่งสมมุติเทวราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงฟังนายช่างรถไฟชาวตะวันตก กางแผนที่อธิบายแผนการสร้างทางรถไฟเชื่อมเมืองต่างๆ โดยมีขุนนางหลายคนร่วมฟังอยู่ด้วย
เจ้าเมืองเล่าว่า

"พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างทางรถไฟขึ้น เพื่อให้คนในพระนครแลหัวเมืองต่างๆไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก ต่อไปภายภาคหน้า การค้าขายก็จะเจริญรุ่งเรือง แลหัวเมืองห่างไกลก็จะได้รับการดูแลทั่วถึงกัน ไม่ต้องหวาดกลัวโจรผู้ร้ายดักปล้นระหว่างทางอีก" 

แก้ว และคอก ฟังเจ้าเมืองอธิบายแล้วก็ตื่นเต้น

"ดีขอรับ ถ้ามีรถไฟเมื่อไหร่ กระผมจะขอไปใช้เป็นคนแรกเลยขอรับ"
เจ้าเมืองหัวเราะชอบใจ
แก้วรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศ สิ่งใหม่ที่เกินความคิดทาสของตนจะคิดถึงได้ ได้แต่ยกมือไหว้ท่วมหัวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

เวลากลางคืน แก้วและคอกเดินคุยกันออกมาจากกระท่อมคนงานของจวนเจ้าเมือง
"ท่านเจ้าเมืองมีเมตตานัก ไม่เอาความเราแล้ว ยังให้ที่ซุกหัวนอนอีก คืนนี้เราได้นอนเต็มอิ่ม พรุ่งนี้คงมีแรงหนีได้อีกไกลเลยนะพี่"
แก้วคิดอยู่ครู่นึง
"เราไม่ต้องหนีแล้วไอ้คอก"
"อ้าว ทำไมล่ะพี่แก้ว"

"ท่านเจ้าเมืองต้องการคนงานอีกมาก เพราะต้องส่งคนไปช่วยบริษัทฝรั่งสำรวจทาง ทำให้ขาดแคลนคนใช้สอย ถ้าเราขอทำงานที่นี่ ท่านต้องรับเป็นแน่ แลนอกจากจะได้ทำงาน ยังได้ที่ซ่อนตัว ท่านเจ้าคุณกับคุณ
มาโนชคงนึกไม่ถึงดอก ว่าเราจะมาแอบอยู่ในจวนของท่านเจ้าเมือง"
"จริงด้วยพี่ ใครจะคิด ว่าทาสหนีนายเงินอย่างเรา จะซ่อนอยู่กับคนที่มีอำนาจจับกุมเราเช่นนี้ แลยังอยู่ห่างพระนครไม่ไกลด้วย"
แก้วหวั่นใจรีบทักท้วงไว้ก่อน
"ถึงเราจะอยู่ห่างไม่ไกล แต่เอ็งก็ห้ามกลับไปหานังเจิม หรือส่งข่าวไปเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่"
คอกหน้าเสีย คิดถึงบุญเจิมสุดๆ
"ห้ามส่งข่าวด้วยรึ"
"เชื่อข้าเถอะไอ้คอก ท่านเจ้าคุณกับคุณมาโนชพลาดไปครั้งหนึ่ง คงไม่พลาดอีก ต้องวางคนไว้คอยจับตาดูแน่ อย่าว่า แต่นังเจิมเลยแม้แต่แม่ข้าหรือคุณน้ำทิพย์ ข้าเองก็จะไม่ส่งข่าวไปเช่นกัน หาไม่ จะพลอยเดือดร้อนถึงกันหมด"
คอกอึดอัดไม่สบายใจ เพราะเป็นห่วงบุญเจิมมาก แก้วเองก็ห่วงแม่กับน้ำทิพย์มากเช่นกัน แต่ก็อดทนเพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนอื่น

ผ่านเวลาหลายเดือน หน้าเรือนพระยาไชยากรตอนเช้าวันหนึ่ง เจ้าคุณกำลังพาล ระเบิดอารมณ์ใส่มาโนชด้วยความไม่พอใจ
"นี่มันจวนจะถึงเวลาที่ไอ้แก้วจะได้เป็นไทอยู่แล้ว ยังหาตัวมันไม่เจออีก ตกลงที่พ่อมาโนชไปเป็นตำรวจ มีประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง"
มาโนชไม่พอใจ
"กระผมก็กระทำจนสุดปัญญาความสามารถแล้ว แต่แผ่นดินกว้างใหญ่นัก จะให้ไปตามจับไอ้แก้วที่ไหนเล่าขอรับ คุณอาเอง มีทั้งบรรดาศักดิ์แลอำนาจมากกว่ากระผมเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ก็ยังหาไอ้แก้วไม่เจอเลยไม่ใช่หรือขอรับ"
" นี่พ่อมาโนชย้อนอาอีกแล้วรึ นับแต่ได้หมั้นหมายกับลูกน้ำทิพย์ ดูพ่อมาโนชจะมองเห็นหัวอาน้อยลงทุกทีแล้ว"
มาโนชพยายามระงับอารมณ์
"กระผมไม่ได้ยอกย้อน แต่อยากให้คุณอาเห็นใจกระผมบ้าง ทุกครั้งที่คุณอาไม่ได้อย่างใจ กระผมเป็นต้องถูกติเตียน ทั้งที่กระผมก็อยากฆ่าไอ้แก้วไม่น้อยกว่าคุณอาเช่นกัน"
" ข้อนั้นอาเชื่อ แต่พ่อมาโนชก็ควรจะเร่งมือให้เร็วกว่านี้ เพราะหากไอ้แก้วเป็นไทแล้ว เราก็คงหมดข้ออ้างที่จะกำจัดมัน"
"ก็แล้วคุณอาจะให้กระผมทำอย่างไรล่ะขอรับ"
"ก็แล้วแต่พ่อมาโนช แต่ถ้าพ่อมาโนชกำจัดไอ้แก้วได้ ก็เตรียมแต่งงานกับลูกน้ำทิพย์ได้เลย ไม่ต้องรอยศขุนยศหลวงอะไรแล้ว"

มาโนชดีใจสุดๆ ยิ้มพอใจออกมา
 
อ่านต่อหน้า 2

ลูกทาส ตอนที่ 9 (ต่อ)

ทางด้านเรือนแพ ตุ๊กตาประคองคุณกัลยาที่ไอโขลกไม่หยุด ลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วหันไปหยิบถ้วยใส่ยากับแก้วน้ำให้

"ยาเจ้าค่ะคุณแดง"
คุณกัลยาไอโขลก รับยามาทานแล้วดื่มน้ำตาม
"ฉันไม่เข้าใจ"
"อะไรหรือคะ"
" โรคที่ฉันเป็น มันร้ายแรงมากนะ ทำไมเธอถึงคอยดูแลฉันอยู่ได้ ไม่กลัวติดรึ"
ตุ๊กตายิ้มแย้ม
"ไม่เจ้าค่ะ แลถึงติดโรค ตุ๊กตาก็เต็มใจ เพราะคุณพระท่านมีบุญคุณกับตุ๊กตามากนัก ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดเจ้าค่ะ"
"พิลึก มีแต่คนทั้งเกลียดทั้งกลัวโรคนี้กันทั้งนั้น ที่คุณพี่ไม่ให้ฉันกลับไปอยู่เรือนเจ้าคุณพ่อ ทั้งๆที่เรือนนั้นมีบ่าวไพร่ออกเต็มเรือน ก็เพราะกลัวคนอื่นติดโรคแลรังเกียจฉัน"
"แต่คุณพระท่านก็ไม่เคยรังเกียจคุณแดงไม่ใช่หรือคะ ถ้าไม่นับเวลาไปราชการแล้ว คนที่อยู่ใกล้ชิดคุณแดงมากที่สุดก็คือคุณพระนะคะ ถ้าอย่างนั้น คุณพระก็ต้องพิลึกด้วยสิเจ้าคะ"
คุณกัลยายิ้มเล็กน้อย อารมณ์ดีขึ้น
"ถ้าคุณแดงไม่มีอะไรจะใช้ตุ๊กตา ขอตุ๊กตาไปเตรียมกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ"
"วันนี้ไม่ต้องทำเผื่อคุณพี่นะ คุณพี่ไปงานเลี้ยง กว่าจะกลับก็คงค่ำ แลป่านนี้อาจจะอิ่มอกอิ่มใจ จนทานอะไรไม่ลงไปแล้วก็ได้"
" อิ่มอกอิ่มใจ เรื่องอะไรกันหรือคะ"
"เจ้าอ้นไม่ได้เล่าให้ฟังรึ เย็นนี้คุณพี่มีนัดพบกับคุณน้ำทิพย์ คุณพี่ชอบพอคุณน้ำทิพย์มานานแล้ว แม้จะไม่มีหวัง แต่ได้พบได้พูดคุยเล็กๆน้อยๆ คุณพี่ก็ชุ่มชื่นหัวใจแล้ว"
ตุ๊กตาหน้าเสียทันที ไม่เคยรู้เลยว่าพระนิติธรรมลือชาชอบพอน้ำทิพย์อยู่

เวลาต่อมา บรรยากาศย่านร้านค้า มีผู้คนมาเลือกซื้อของมากมาย พระนิติธรรมกำลังเดินคุยกับน้ำทิพย์อยู่
"ฉันนึกอยู่แล้วว่าที่คุณน้ำทิพย์นัดเจอฉัน คงเพราะอยากรู้เรื่องเจ้าแก้ว"
"แล้วคุณพระ พอจะสงเคราะห์ให้ฉันรู้ข่าวแก้วได้บ้างหรือไม่ล่ะคะ"
"ฉันเองก็ให้คนสืบๆอยู่ แต่ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย คุณน้ำทิพย์น่าจะเป็นคนที่เจ้าแก้วอยากเจอมากที่สุด ไม่ใช่รึ ถ้าขนาดคุณน้ำทิพย์ เจ้าแก้วยังไม่ยอมบอกข่าว มันก็คงไม่ยอมบอกใครทั้งนั้นแหละ"
น้ำทิพย์เขินอาย
"แหม คุณพระก็เย้าฉันเล่น ที่ฉันอยากรู้ข่าวแก้ว ก็เพราะห่วงป้ากิ่งน่ะค่ะ แกป่วยซมมานับเดือนแล้ว ทุกครั้งที่ฉันเยี่ยมแก แกก็ถามแต่เรื่องแก้ว สงสารแกเหลือเกิน"
พระนิติธรรมพยักหน้ารับ
"ฉันเข้าใจ แต่อดทนอีกหน่อยเถอะ เจ้าแก้วมันใกล้จะได้เป็นไทแล้ว ถึงเวลานั้น เจ้าแก้วมันก็คงจะกลับมาเอง"
น้ำทิพย์หน้าซึมๆ ถอนใจออกมาบางๆ
"ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องอดทนรออย่างที่คุณพระว่านั่นล่ะค่ะ แก้ว ได้เป็นไทเมื่อใด เราก็คงเจอหน้ากันง่ายขึ้น ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกแล้ว"
คุณพระหน้าจ๋อยลงไป ยิ่งเห็นความรักที่น้ำทิพย์มีต่อแก้ว ตนก็ยิ่งหมดหวังลงไปทุกที

บรรยากาศริมน้ำตอนกลางคืน พระนิติธรรมลือชาเดินเมากลับเข้ามาที่เรือนแพ เดินเซมานั่งพักที่เก้าอี้
พออยู่คนเดียว ก็อดคิดถึงคำพูดของน้ำทิพย์ไม่ได้
"แก้วได้เป็นไทเมื่อใด เราก็คงได้เจอหน้ากันง่ายขึ้น ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกแล้ว"
คุณพระถอนใจเฮือกใหญ่ ถึงจะทำใจเรื่องน้ำทิพย์ได้แล้ว แต่ก็ยังอดใจหายไม่ได้
ขณะนั้นเอง ตุ๊กตาก็เดินออกมาจากข้างในแล้วตกใจ
"คุณพระ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ"
"เดี๋ยวนี้แหละ"
คุณพระลุกขึ้นเซๆ เพราะมึน ทรุดนั่งลงไปอีก ตุ๊กตาตกใจปนห่วง
"คุณพระเป็นอะไรคะ"
" ฉันไปงานเลี้ยงบ้านท่านเจ้าคุณอภัยมา เผลอกินเหล้ามากไปหน่อย"
"คุณพระรอซักครู่นะเจ้าคะ"
ตุ๊กตารีบเดินเลี่ยงไป คุณพระมองตามด้วยความแปลกใจ ก่อนจะลุกไปนั่งเก้าอี้ที่เอนหลังยาวได้ แล้วพักหลับตาไปเพราะความมึนเมา
อึดใจตุ๊กตาก็กลับออกมาพร้อมขันใส่น้ำกับผ้าขนหนู แล้วคุกเข่าวางขัน ชุบผ้ากับน้ำในขัน
"เช็ดเนื้อเช็ดตัวก่อนนะคะคุณพระ เดี๋ยวตุ๊กตาจะชงน้ำชาจีนให้"
คุณพระยังคงหลับตาเหมือนผล๋อยหลับไป ตุ๊กตาใช้ผ้าขนหนูเช็ดมือให้ ก่อนจะเลยไปเช็ดแขน เธอขยับตัวเข้าใกล้ๆ เช็ดต้นคอ และใบหน้าของพระนิติธรรม อย่างเบาๆ ไม่อยากรบกวนให้ตื่น เขาค่อยๆ เผยอตา ลืมตามองเธอที่อยู่ระยะใกล้ ชนิดได้กลิ่นหอมจากกายสาว เขาลอบมองเธออยู่เงียบๆ ด้วยสีหน้าซึ้งน้ำใจ อดวูบวาบหวั่นไหวในยามใจอ่อนแอว้าเหว่ขึ้นมาไม่ได้

ตุ๊กตาเหลือบตามามองหน้าคุณพระ แต่เขารีบทำเป็นหลับไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้ตุ๊กตาเช็ดเนื้อเช็ดตัวต่อไป

หน้าจวนเจ้าเมืองตอนเช้าวันใหม่ คอกกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอยู่ เจ้าหน้าที่พูดตามที่คอกบอก

"ข้าขอโทษที่ไม่ได้ส่งข่าวหาเอ็งมาหลายเดือน แต่ขอให้เอ็งเข้าใจข้า แลไม่ต้องเป็นห่วง อีกไม่นาน ก็จะได้กลับไปอยู่ด้วยกันแล้ว แลข้าสัญญา ว่าจะไม่หนีเอ็งไปที่ใดอีก... ข้าพูดครบถ้วนหรือไม่" เจ้าหน้าที่หันไปถามคอก
คอกยิ้มดีใจ
"ถูกทุกคำเลยจ้ะ พี่บอกเมียฉันตามนี้เลยนะ แลถามมันด้วยว่า เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหรือไม่ ฉันก็เป็นห่วงมันเหมือนกัน"
เจ้าหน้าที่เกาหัวอย่างเซ็งๆ
"เออๆ ข้าเสร็จข้อราชการแล้ว จะไปหาเมียเอ็งแลบอกตามนี้ให้ก็แล้วกัน เอ็งก็ไม่ได้อยู่ไกลซักเท่าใด ทำไมไม่ไปบอกเองวะ"
คอกอึกๆอักๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
ขณะนั้นเอง แก้วก็เดินเข้ามาหาคอกพอดี
"ไอ้คอก"
คอกตกใจกลัวแก้วรู้
"ฉันไปทำงานก่อนนะพี่ ฝากด้วยล่ะ"
คอกรีบผละจากเจ้าหน้าที่ แล้วเข้าไปหาแก้วทันที
"ท่านเจ้าเมืองใช้ให้คนไปตามข้า เอ็งพอรู้หรือไม่ ว่ามีเรื่องอะไร"
"มีคดีประหลาดน่ะพี่ ท่านเจ้าเมืองตัดสินไม่ได้ เลยตามบรรดาข้าราชการแลบ่าวไพร่ มาช่วยกันออกหัวคิดน่ะ"
แก้วแปลกใจ
"คดีประหลาดรึ"

ชาวบ้านหญิง 2 คนกำลังร้องห่มร้องไห้ แย่งชิงเด็กวัย 1-2 ขวบคนหนึ่ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมา และแย่งกันเป็นแม่เด็ก สร้างความปวดหัวให้กับเจ้าเมืองอย่างหนัก โดยมีแก้วกับบรรดาเจ้าหน้าที่ข้าราชการรับฟังอยู่ด้วย
หญิง 1ร้องไห้บอก
"นังคนนี้คิดจะแย่งลูกอีชั้นไป เมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ เด็กนี่เป็นลูกอีชั้นจริงๆ"
หญิง 2ร้องไห้ โมโหสุดๆ
"โกหก เอ็งคิดจะขโมยลูกข้าไป เพื่อเอาไปขายเป็นทาสใช่หรือไม่ ข้าไม่มีวันยอมดอกโว้ย"
หญิง 2 เข้าไปตบตี หญิง 1 ก็สู้ไม่ยอมแพ้ อีรุงตุงนังจนเจ้าหน้าที่ต้องมาจับแยก เจ้าเมืองต้องปราม "เฮ้ยๆ พอได้แล้วโว้ย ที่นี่เป็นจวนเจ้าเมือง ใครขืนมาก่อเรื่องที่นี่ ข้าจะจับขังเสียให้หมด"
หญิงทั้งสองกลัว ไม่กล้ามีเรื่อง แต่ก็ไม่วายจิกตามองกันด้วยความเกลียดชัง เจ้าเมืองถอนใจหนักๆ
"เวรแท้ แล้วจะตัดสินยังไงล่ะวะนี่"
ข้าราชการ 1 บอก
"ท่านเจ้าเมืองขอรับ ลองเรียกผู้คนละแวกบ้านนางทั้งสองมาไต่สวนดูสิขอรับ จะได้รู้ว่าเด็กเป็นลูกใครกันแน่"
เจ้าเมืองบอก
"ฉันเรียกไปแล้ว แต่นางทั้งสองเพิ่งมาถึงเมืองเราได้ไม่กี่วัน ไม่รู้จักใคร แลไม่มีใครรู้จักด้วย ฉันถึงได้กลุ้มใจอยู่นี่ยังไง"
แก้วคิดอยู่ครู่นึง ขยับเข้าไปใกล้ พูดเบาๆกับเจ้าเมือง
"ท่านเจ้าคุณขอรับ กระผมมีวิธีขอรับ"
"วิธีอะไรรึ"
แก้วเข้าไปก้มหน้าพูดกระซิบให้ฟัง เจ้าเมืองพยักหน้าตาม ก่อนจะหันไปสั่งทันที
"ข้าตัดสินได้แล้ว ในเมื่อไม่รู้ว่าเด็กเป็นลูกใคร ก็ให้ผ่าเด็กเป็นสองส่วน แล้วแบ่งกันไปคนละครึ่งก็แล้วกัน... นำตัวเด็กไป" เจ้าเมืองพูดแล้วหันไปสั่งเจ้าหน้าที่
หญิง 2ตกใจสุดๆ
"อย่า อย่าเจ้าค่ะ อย่าผ่าลูกอีชั้นเลย อีชั้นยอมแล้ว เอาเด็กไปเถอะเจ้าค่ะ"
แก้ว และเจ้าเมือง หันไปสบตากัน
"เอ็งแน่ใจนะ"
หญิง 2เป็นห่วงลูกสุดๆ
"แน่ใจเจ้าค่ะ เอาเด็กไปเลยเจ้าค่ะ อีชั้นยอมแล้ว"
เจ้าเมืองพยักหน้ารับ ชี้ไปที่หญิง 1
"ถ้าเช่นนั้น ... ก็จับนังคนนี้ไว้"
พวกเจ้าหน้าที่รีบเข้าไปจับหญิง 1 ทันที เธอตกใจมาก
"มาจับอีชั้นเรื่องอะไรกันเจ้าคะพระคุณ ก็นังนี่มันยอมยกเด็กให้อีชั้นแล้ว
"ที่ยอม ก็เพราะวิสัยของผู้เป็นแม่ย่อมต้องห่วงใยลูก กลัวว่าลูกจะตาย แต่เอ็ง อ้างว่าเป็นแม่เด็ก แต่กลับไม่ห้ามแม้แต่น้อย ย่อมแสดงให้เห็นว่าเอ็งโกหก"
เจ้าเมืองหันไปสั่งเจ้าหน้าที่
"เอาตัวมันไปไต่สวน หากมันเป็นพวกลักเด็กไปขายจริง ข้าจะได้ลงโทษให้หนัก"
หญิง 1กลัวมาก
"เมตตาด้วยเจ้าค่ะ อีชั้นไม่ใช่คนต้นคิดเจ้าค่ะ"
พวกเจ้าหน้าที่รีบลากหญิง 1 ไป แก้วมองหญิง 2 ที่เข้าไปอุ้มเด็กด้วยความรัก แล้วก็ยิ้มบางๆ ดีใจที่ช่วยไขคดีได้ เจ้าเมืองยิ้มชื่นชมในสติปัญญาแก้ว

เวลาสาย มุมหนึ่งในจวน แก้วกำลังเดินคุยกับเจ้าเมือง
"เอ็งเป็นคนงาน ใช้แต่แรงแบกหามเช่นนี้ ข้าเสียดายปัญญาเอ็งนัก ถ้าอย่างไร มารับราชการกับข้าเถิด จะได้สร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองต่อไป"
แก้วยกมือไหว้
"ขอบพระคุณขอรับ แต่กระผมมาที่นี่ก็เพื่อจะทำงานเก็บหอมรอมริบ จะได้กลับไปอยู่บ้านเกิดเท่านั้นเอง เรื่องรับราชการ มันเกินปัญญาผมนักขอรับ"
เจ้าเมืองมองหน้าแก้วนิ่งอยู่ครู่นึง
"เกินปัญญา หรือว่าเอ็งมีอะไรปิดบังข้ากันแน่ ข้าอยู่มาจนปูนนี้แล้ว ใช่ว่าจะอ่านไม่ออกดอกนะ"
แก้วยิ้มแหยๆที่ถูกจับได้
"ใช่ว่ากระผมจะปกปิดท่านเจ้าเมืองนะขอรับ แต่กระผมไม่สะดวกจะกราบเรียนตอนนี้ เอาไว้สักวัน กระผมจะกราบเรียนทุกเรื่องให้ท่านเจ้าเมืองได้ทราบ แต่ตอนนี้ กระผมพูดได้แต่เพียงว่า กระผมไม่ได้กระทำอะไรผิดร้ายแรง จนทำให้ท่านเจ้าเมืองต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่ขอรับ"
"ข้ารู้ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ชักชวนเอ็งตั้งแต่ต้นดอก เอาเถอะ ข้าไม่อยากบังคับใจใคร แต่ข้ารักในปัญญาของเอ็งจริงๆ หากมีอะไรให้ข้าช่วย ก็บอกมาก็แล้วกัน"
แก้วไหว้ ยิ้มรับ
"ขอบพระคุณมากขอรับ"

แก้วยิ้มดีใจ ที่มีคนเมตตาและเห็นคุณค่าของตน

เวลาบ่าย พระยาไชยากรกำลังทะเลาะกับน้อมอยู่ที่ร้านธูปน้อม

"ฉันใจเย็นมามากแล้วนะแม่น้อม นี่ก็หลายเดือนแล้ว ที่แม่น้อมกักตัวเมียฉันลูกฉันไว้เช่นนี้"
"กักตงกักตัวที่ไหนกัน แม่นิ่มไม่ยอมกลับไปเองต่างหาก เพราะใคร ทำอะไรไว้ ก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่รึส่วนเรื่องลูกชายของท่านเจ้าคุณ ยังไงก็เป็นหลานฉันเช่นกัน หลานฉัน ฉันเลี้ยงได้ แลเป็นหลานคุณนายน้อม ยังมีศักดิ์มีศรีมากกว่าเป็นลูก เมียน้อยพระยาไชยากรเสียอีก" น้อมพูดลอยหน้าลอยตายั่วโมโห
เจ้าคุณโมโหมาก
"แต่ลูกต้องอยู่กับพ่อโว้ย ถ้าแม่น้อมยังไม่ยอมให้แม่นิ่มกับลูก กลับไปกับฉัน ฉันจะแจ้งนครบาลมาจับแม่น้อม"
น้อมหัวเราะเยาะ
"เอาเลยเจ้าค่า ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว ฉันยังไม่เห็นท่านเจ้าคุณกล้าทำอย่างปากว่าเสียที ทำไมล่ะเจ้าคะ กลัวชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้รึ ว่าพระยาพานทองหมดปัญญาหาเมีย จนต้องใช้เล่ห์กระเท่หลอกแม่ค้าอย่างฉัน"
"นังแม่ค้าปากเน่า ที่ทำมาทั้งหมด ก็เพราะโกรธเคืองที่ฉันไม่ขอแกมาเป็นเมียใช่หรือไม่เล่า หัดตัก น้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาซะบ้างเถอะ เหี่ยวย่นไปทั้งตัว เดินไปไหนด้วยกัน คนเค้าจะยกมือไหว้เพราะนึกว่าเป็นแม่ฉันเสียด้วยซ้ำ"
น้อมแทงใจดำ แค้นสุดขีด กรี๊ดลั่นเต้นเร่าๆ น้อมหยิบธูปเทียนขึ้นมาจะปาใส่พระยาไชยากร แต่มองดูแล้วเสียดายของ เปลี่ยนใจหยิบของอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของขายปาใส่ไม่ยั้ง พระยาไชยากรทั้งหลบทั้งปัดป้อง วุ่นวายไปทั่วร้าน อบเชยแอบดู ถอนใจส่ายหน้า ระอากับสองคนนี่จริงๆ

ภายในห้องนอนนิ่ม
"ถึงยังไง พี่ก็ไม่มีวันกลับไปกับท่านเจ้าคุณอีกแล้ว แลจะไม่ยอมลงไปพบด้วย แม่อบเชยอย่าพยายามเลย"
"แต่ป้าน้อมกับอีตาพระยานาล่มทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุดเลยนะพี่ เดือนๆนึง ต้องมีอย่างน้อยสองสามครั้งที่ตีกัน แลตีกันทีไรก็เลยเถิดมาถึงพี่ ไม่ต่างจากการประจานเลย ฉันไม่อยากให้พี่นิ่มต้องตกเป็น
ขี้ปากชาวบ้าน"
" ใครจะนินทาพี่ก็พูดไปเถอะ ถึงอย่างไร มันก็ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าโดนท่านเจ้าคุณดูถูกอีกแล้ว"

อบเชยถอนใจ
"พี่นิ่มนี่ใจแข็งจริงๆ เห็นอ่อนๆหวานๆ แต่บทจะใจแข็งขึ้นมา ฉันเทียบไม่ติดเลย"
"ถ้าอบเชย ถูกดูถูกเหยียดหยาม จากคนที่ตัวเองรักมากที่สุด อบเชยก็จะรู้เอง ว่าทำไมพี่ถึงใจแข็งได้ขนาดนี้"
อบเชยหน้าขรึมลง มองนิ่มด้วยความสงสารจับใจ

เวลาเย็น ผู้คุมหญิงเดินนำเจ้าหน้าที่ซึ่งคอกฝากข่าวมาที่กรงขังนักโทษ
"นังบุญเจิม มีคนมาเยี่ยม"
ผู้คุม 1 เดินเลี่ยงไป บุญเจิมเดินเข้ามาหาเจ้าหน้าที่
บุญเจิมถามอย่างแปลกใจ
"พี่ชายมาหาฉันหรือจ๊ะ"
"ชื่อบุญเจิม เมียไอ้คอกใช่หรือไม่ล่ะ"
บุญเจิมตื่นเต้น
"ใช่จ้ะใช่ พี่มีข่าวไอ้คอกหรือจ๊ะ ฉันไม่ได้เจอมันมาหลายเดือนแล้ว มันเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง"
"มันสบายดี นี่มันยังฝากคำให้ข้ามาบอกเอ็งเลย มันบอกว่า ขอโทษที่ไม่ได้ส่งข่าวหาเอ็งมาหลายเดือน แต่ขอให้เอ็งเข้าใจแลไม่ต้องเป็นห่วง"
ผู้คุมหญิงคนหนึ่งคอยจับตาดูเจ้าหน้าที่กับบุญเจิมตลอด

ในเวลาต่อเนื่องมา เจ้าหน้าที่ถูกตำรวจจำนวนหนึ่งช่วยกันล็อกแขนพามาหามาโนช
" เฮ้ยๆ จะพาข้าไปไหนวะ ข้าเป็นข้าราชการ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะโว้ย"
พวกตำรวจหิ้วปีกมาหามาโนชที่ยืนรออยู่ ก่อนจะปล่อยตัวเจ้าหน้าที่
"ไม่ต้องตกใจ กระผมเพียงแต่อยากจะถามเรื่องไอ้คอกกับไอ้แก้วเท่านั้น"
เจ้าหน้าที่ตกใจ
"พระคุณรู้เรื่องไอ้สองคนนี้ด้วยรึขอรับ หรือว่ามันเป็นนักโทษหนีคดี"
มาโนชปั้นยิ้ม
"ไม่ใช่ดอก ไอ้คอกมันเป็นน้องชายของกระผมเอง แต่มันใฝ่ต่ำไปมีเมียขี้คุกอย่างนังบุญเจิม จนกระผมขายขี้หน้านัก แต่ถึงอย่างไรก็ยังอดห่วงมันไม่ได้ มิรู้ว่าพี่ชายจะช่วยกระผมหาตัวมันได้หรือไม่"
เจ้าหน้าที่โล่งอก ยิ้มแย้ม
"โถ เรื่องแค่นี้เอง ทำเสียตกอกตกใจ ได้สิขอรับ กระผมก็อยากช่วยให้พี่น้องคืนดีกันอยู่แล้ว"
มาโนชยิ้มเจ้าเล่ห์ ในที่สุดก็หาตัวแก้วกับคอกเจอจนได้

เข้มแอบขึ้นมาบนเรือน พระยาไชยากรตอนหัวค่ำ มองไปรอบๆด้วยความหวาดกลัว เพราะรู้ว่ามีความผิด แต่ก็เสี่ยงลอบขึ้นมา ก่อนที่ตรงไปที่ห้องนอนน้ำทิพย์ แต่ยังไม่ทันจะเคาะประตู อ้อนก็เปิดประตูออกมาก่อน อ้อนตกใจ โมโห
"ไอ้เข้ม นี่เอ็งกล้าเหิมเกริมขึ้นมาบนเรือนเชียวรึ"
อ้อนจะตะโกนเรียกคน
เข้มรีบยกมือไหว้ขอร้อง
"คุณนม อย่าร้องๆ ฉันมาดี ฉันแค่อยากจะมาบอกข่าวสำคัญกับคุณน้ำทิพย์เท่านั้นเอง"
น้ำทิพย์เดินออกมาจากห้องนอนพอดี
"มีข่าวอะไรรึ"
เข้มรีบคุกเข่า พนมมือ
"กระผมจะมาบอกข่าวเรื่องไอ้แก้วขอรับ"
น้ำทิพย์ตกใจมาก
"เจอตัวแก้วแล้วรึ"
"ขอรับ คุณมาโนชเพิ่งได้ข่าวเมื่อเย็นนี้เอง ตอนนี้กำลังเกณฑ์คนจะไปจับไอ้แก้ววันพรุ่งนี้ กระผมก็ต้องไปด้วย เลยรีบมากราบเรียนคุณน้ำทิพย์ก่อนขอรับ"
น้ำทิพย์ตกใจหน้าซีดเผือด อ้อนระแวงไว้ก่อน
"แกเป็นคนของคุณมาโนช ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาบอกคุณน้ำทิพย์"
"กระผมสำนึกในบุญคุณ ที่คุณน้ำทิพย์ฝากยากับป้ากิ่งมาให้ ครั้งที่กระผมกับไอ้พลอยโดนโทษ กระผมเลยอยากตอบแทน เพราะทราบว่าคุณน้ำทิพย์กังวลเรื่องไอ้แก้วอยู่ แต่กระผมช่วยได้เท่านี้นะขอรับ มากกว่านี้กระผมเกรงจะโดนโทษ แค่นี้ ก็ยังต้องปิดบังไอ้พลอยเลย เพราะมันไม่เห็นด้วยขอรับ"
น้ำทิพย์หน้าขรึมลง ตั้งสติใช้ความคิด

"ฉันเข้าใจ แค่บอกมาก็พอ ว่าตอนนี้แก้วอยู่ที่ไหน"

เวลาเช้า ที่เรือนแพพระนิติธรรม คุณกัลยากำลังเครียดหนัก เพราะห่วงแก้ว

" ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะให้คนไปบอกเจ้าคุณพ่อ ให้ส่งคนไปช่วยแก้วเอง"
คุณกัลยากำลังคุยกับน้ำทิพย์ที่เรือนแพ ไอโขลกเป็นระยะ
"แต่คนของคุณแดงไม่รู้จักแก้วนะคะ ฉันเกรงว่าจะช่วยเหลือไม่ได้ ถ้าอย่างไร ขอความเมตตาคุณพระให้ช่วยตามไปอีกคนได้หรือไม่คะ"
" ข้อนั้นคุณพี่คงไม่ขัดดอกค่ะ แต่ตอนนี้ คุณพี่ไปพระบรมมหาราชวัง จะกลับเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แลไม่รู้จะติดต่อได้ยังไงเลยค่ะ"
น้ำทิพย์ใช้ความคิดอยู่ครู่นึง
"แล้วคุณพระไปเข้าเฝ้าด้วยเหตุใดคะ ฉันอยู่ในวังมาแต่เล็ก พอจะรู้ระเบียบดี อาจจะหาทางติดต่อได้"
"คุณพี่ไปรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ขึ้นเป็นพระยานิติธรรมธาดาค่ะ"
น้ำทิพย์ยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มยินดีไปด้วย

เวลาเที่ยง มุมหนึ่งในวัง พระยานิติธรรมเดินมาด้วยท่าทางมีสง่าราศี ในชุดข้าราชการเต็มยศ สมศักดิ์ศรีพระยาที่เพิ่งโปรดเกล้าฯมา ข้าราชการคนไหนเห็น ก็รีบเข้าไปทักทาย แสดงความยินดีกับการเลื่อนตำแหน่ง ใครๆก็อยากรู้จักกับพระยานิติธรรมธาดากันทั้งนั้น
พระยาไชยากร รีบเดินเข้าไปหาเจ้าคุณนิติธรรม ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
"ท่านเจ้าคุณนิติธรรมธาดา เข้าเฝ้าพระองค์ท่านเสร็จแล้วรึ"
"ขอรับท่านเจ้าคุณ"
"ถ้าอย่างนั้น เย็นนี้ขอฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงฉลองให้ท่านเจ้าคุณสักมื้อ ท่านเจ้าคุณคงไม่ขัดฉันดอกนะ"
เจ้าคุณนิติธรรมหน้าเจื่อน
"ไม่ขัดดอกขอรับ แต่ว่า..."
พระยาไชยากรรีบตัดบท
"อย่ามีแต่สิท่านเจ้าคุณ เราเองใช่อื่นไกล บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ท่านเจ้าคุณได้ขึ้นเป็นพระยาแต่ยังหนุ่ม นับว่าหายากนัก แล้วจะไม่ให้ฉันแสดงความยินดีด้วยได้อย่างไร"
แม้เจ้าคุณนิติธรรมไม่ชอบนิสัยแบบนี้เลย แต่จะฉีกหน้าก็ไม่ได้
"ถ้าอย่างนั้น กระผมก็ต้องกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านเจ้าคุณด้วยขอรับ"
เจ้าคุณนิติธรรมยกมือไหว้
"พูดอะไรอย่างนั้น ฉันบอกแล้วยังไง ว่าเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกัน ต่อไปนี้ อย่าเรียกฉันว่าท่านเจ้าคุณเลย เรียกเจ้าคุณพี่ก็พอ ตกลงนะ เจ้าคุณน้อง"
เจ้าคุณตบบ่าพระยานิติธรรมแสดงความสนิทสนม เจ้าคุณนิติธรรมกระอักกระอ่วนสุดๆ ขณะนั้นเอง ก็มีนางข้าหลวงคนหนึ่ง เดินเข้ามาหาพระยานิติธรรม พร้อมยื่นจดหมายให้
"ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ มีคนฝากฉันมาให้ท่านเจ้าคุณค่ะ"
"ใครกันรึ"
"อ่านดู แล้วจะทราบเองเจ้าค่ะ"
นางข้าหลวงเดินเลี่ยงไป
ไชยากรหัวเราะชอบใจ
"เนื้อหอมเสียจริงนะท่านเจ้าคุณ เพิ่งได้เป็นพระยาไม่ทันไร ก็มีคนฝากความในใจมาให้อ่านเสียแล้ว"
พระยานิติธรรมธาดาฝืนยิ้มให้ไป ก่อนจะเปิดจดหมายออกอ่าน พอได้อ่านจดหมาย สีหน้าคุณพระ
ก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นทันที พระยาไชยากรแอบจับสังเกตด้วยความสงสัย

ผ่านเวลาซักครู่ พระยานิติธรรมเดินลิ่วมาที่ท่าน้ำ โดยมีน้ำทิพย์เดินตามมาคุยด้วยความร้อนใจ
"คุณแดงสั่งให้นายอ้นเตรียมเรือไว้พร้อมแล้ว แลยังให้คนของท่านเจ้าคุณพ่อไปด้วยจำนวนหนึ่ง คุณพระ เอ่อ ท่านเจ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่คะ"
"ไม่แล้วล่ะ น้องแดงกับคุณน้ำทิพย์รอบคอบแล้ว นี่ดีนะ ที่ให้คนเอาจดหมายไปให้ฉันก่อน ถ้ารอจนฉันกลับไปที่เรือนแพคงไม่ทันการแน่"
อ้นรีบเข้ามาหาพระยานิติธรรม
"เรือพร้อมแล้วขอรับ ปืนผาหน้าไม้แลเสบียงก็มีครบ พลขับก็เป็นคนละแวกนั้น ถึงเราจะไปทีหลัง แต่ก็น่าจะถึงไล่ๆกันนะขอรับ"
"งั้นก็ไปเลย"
เจ้าคุณนิติธรรมจะตามอ้นไปลงเรือ แต่น้ำทิพย์จับชายเสื้อเจ้าคุณไว้
"ฝากแก้วด้วยนะคะท่านเจ้าคุณ"
เจ้าคุณเห็นสายตาน้ำทิพย์ที่ห่วงใยแก้วมาก ก็ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ปั้นยิ้มให้อย่างทำใจได้มาบ้างแล้ว
"อย่าห่วงเลย แม้เจ้าแก้วมันจะไม่ใช่ญาติ แต่ฉันก็เอ็นดูมันเสมอน้อง คุณน้ำทิพย์วางใจเถอะ ฉันต้องช่วยมันกลับมาได้แน่"
เจ้าคุณเดินไปลงเรือ ก่อนที่เรือจะแล่นออกไป น้ำทิพย์มองตามด้วยความเป็นห่วงแก้วจับใจ

เวลาเย็น เจ้าเมืองรับรูปจากมาโนชมาดูรูปเหมือนของแก้วกับคอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีลูกน้องคนสนิทอยู่ใกล้ๆ 4-5 คน ในขณะที่มาโนช พลอย เข้ม กับตำรวจอีกกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่
"ว่าอย่างไรเล่าขอรับท่านเจ้าเมือง คุ้นหน้าไอ้สองคนนี่หรือไม่ขอรับ"
เจ้าเมืองแกล้งทำเป็นมองไม่ถนัด ยื่นไปมองไกลๆ แล้วทำภาพหลุดมือไปที่พื้น ลูกน้องเจ้าเมืองรีบเข้าไปเก็บภาพเหมือนให้ พอเห็นภาพก็ชะงักไป จำแก้วกับคอกได้ รีบส่งภาพคืนเจ้าเมือง
เจ้าเมืองแอบขยิบตาส่งซิกให้ลูกน้อง ลูกน้องพยักหน้ารู้กัน แล้วค่อยๆ ถอยร่นออกไประหว่างที่
เจ้าเมืองสนทนากับมาโนชเพื่อถ่วงเวลา
"ไอ้สองคนนี่ มันกระทำผิดอะไรมารึ"
"มันเป็นทาสของกระผม หนีออกมาจากเรือน กระผมเลยต้องตามมาจับตัวมันกลับไปขอรับ"
"กะอีแค่ทาสหนีนายเงิน ต้องตามมาถึงนี่เชียวรึพ่อคุณ ขี่ช้างจับตั๊กแตนเสียกระมัง ซื้อหาเอาใหม่ก็ได้ ต้องตามไล่ล่าไปทำไม"
มาโนชชักรำคาญ
"กระผมไม่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ทาสคนอื่น ต่อให้พวกมันหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว กระผมก็จะตามไป ท่านเจ้าเมืองบอกมาเถอะขอรับ ว่าเคยเห็นไอ้สองคนนี่หรือไม่"
"ก็ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ดอกนะ แต่มีคนงานมาใหม่อยู่สองคน อยู่ที่ท้ายจวนนี่เอง จะไปดูหรือไม่ล่ะ"
มาโนชกระตือรือร้น
"ไปขอรับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็รอสักประเดี๋ยวนะพ่อคุณ ขอฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เหนียวตัวเหลือเกินแล้ว"

เจ้าเมืองเดินกลับเข้าข้างใน แกล้งถ่วงเวลาให้ถึงที่สุด ปล่อยให้มาโนชยืนหงุดหงิด ไม่ได้อย่างใจที่ต้องมารออีก
 
อ่านต่อหน้า 3

ลูกทาส ตอนที่ 9 (ต่อ)

ผ่านเวลาซักครู่ ตำรวจกระจายกันล้อมกระท่อมคนงานที่แก้วพักอยู่
 
มาโนชเดินมากับเจ้าเมืองจนถึงหน้ากระท่อม โดยมีพลอย เข้ม ตามหลังมา มาโนชเตะประตูกระท่อมจนเปิดออก แต่ข้างในกลับว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของแก้ว คอกแม้แต่น้อย พลอยรีบเข้าไปจับที่เสื่อ ปรากฏว่ายังอุ่นอยู่
"ยังอุ่นอยู่ คงไปได้ไม่ไกลดอกขอรับ"
" ก็รีบไปตามหาสิวะ จับตัวพวกมันมาให้ได้"
มาโนชนำพลอย เข้ม และพวกตำรวจ กระจายกันออกตามล่าแก้ว เจ้าเมืองได้แต่มองตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เป็นห่วงและลุ้นๆว่าแก้วจะรอดมั้ย

แก้ว และคอก รีบวิ่งตามมาลูกน้องของเจ้าเมืองมาที่ท่าน้ำ ซึ่งมีเรือผูกไว้อยู่
"เร็วๆเข้า เดี๋ยวพวกมันตามมาทัน"
คอกรีบไปแก้เชือกผูกเรือทันที
แก้วยกมือไหว้ลา
"ขอบคุณมากจ้ะน้า ฝากกราบขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองด้วย"
"เออๆ รีบไปเถอะ"
ขณะนั้นเอง มาโนช พลอย เข้ม และพวกตำรวจก็ตามมาถึง เห็นแก้วพอดีเลยตะโกนลั่น
"ไอ้แก้ว มึงอย่าหนีนะ"
แก้วรีบลงเรือ และช่วยคอกพายเรือหนีทันที ลูกน้องรีบวิ่งหนีไปอีกทาง
มาโนชพาพรรคพวกวิ่งตามมาถึงท่าน้ำ แต่แก้ว คอกก็พายไปไกลพอสมควรแล้ว
"คงว่ายตามไม่ทันแล้วขอรับ เอาอย่างไรดีขอรับ" เข้มถาม
"มึงก็ไปหาเรือมาสิโว้ย"
เข้มรีบเดินเลี่ยงไปตามที่มาโนชสั่ง มาโนชมองแก้วด้วยความแค้น ก่อนจะชักปืนพกออกมายิงไล่หลัง กระสุนยิงเข้าที่หลังแก้วจนได้ เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
"โอ๊ย"
คอกตกใจสุดๆ
"พี่แก้ว"
"ไม่ต้องห่วงข้า รีบพาย"
ทั้งคู่แข็งใจ พายเร็วขึ้นไปอีก
พลอยดีใจมาก
"ถูกแล้วขอรับ คุณมาโนชยิงถูกแล้วขอรับ"
มาโนชยิ้มร้ายๆ ถึงจะยังจับตัวแก้วไม่ได้ แต่ก็ยังยิงแก้วจนบาดเจ็บได้

บริเวณป่าริมคลองตอนหัวค่ำ มาโนชกำลังสั่งบรรดาตำรวจที่เป็นลูกน้อง ให้กระจายกำลัง
จับแก้ว และคอกให้ได้
"เรือมันมาขึ้นฝั่งที่นี่ ไอ้แก้วมันโดนยิงบาดเจ็บ คงหนีไปไหนได้ไม่ไกล หาพวกมันให้เจอให้ได้ แล้วกูจะบำเหน็จให้ถึงใจ"
พวกตำรวจจุดคบไฟ ช่วยกันหาอย่างเต็มที่
"มันไม่ใช่ถิ่นเรา แลยังมืดค่ำแล้วด้วย ยากจะหาเจอนะขอรับคุณมาโนช" เข้มบอก
"เอ็งพูดอย่างนี้ คิดจะสันหลังยาวรึไอ้เข้ม"
"มิได้ขอรับ จะรีบหาเดี๋ยวนี้ล่ะขอรับ"
เข้มรีบเลี่ยงไปตามล่าแก้ว พลอยเข้าไปคุยกับมาโนช
"แต่ที่ไอ้เข้มพูดก็ถูกนะขอรับ อย่างไรไอ้แก้วก็ถูกยิงบาดเจ็บ แทนที่เราจะตามล่ามันแบบเดาสุ่มเช่นนี้ สู้หาวิธีอื่นไม่ดีกว่าหรือขอรับ"
มาโนชนิ่งคิดตาม รู้สึกพลอยพูดมีเหตุผลเหมือนกัน

คอกประคองแก้วที่ถูกยิงบาดเจ็บหนีมาในมุมป่า
"อดทนหน่อยนะพี่แก้ว หนีเข้าป่าไปเรื่อยๆ พวกมันคงตามไม่เจอดอก"
แก้วเสียเลือดมาก
"ไม่ได้ดอก ข้าเสียเลือดหนักนัก ยิ่งเข้าป่าลึกจะยิ่งแย่"
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะพี่"
แก้วชี้มือให้คอกดู
"เอ็งพาข้าไปตามทางนี้ ตอนที่ข้ามาช่วยเค้าสำรวจทางรถไฟ ข้าจำได้ว่ามีวัดอยู่ เราไปพักที่วัดก่อน แล้วค่อยว่ากัน"

คอกประคองแก้วไปตามที่แก้วบอก บนพื้นเห็นรอยเลือดของแก้วหยดตามไปเป็นทาง

เวลากลางคืน วัดเล็กๆกลางป่า มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ในโบสถ์ คอกกำลังใช้เศษผ้าจากการฉีกเสื้อของตน พันแผลให้แก้วอยู่

"ประทังไปก่อนนะพี่ พรุ่งนี้ฉันจะไปหายาสมุนไพรมาใส่แผลให้"
"กระสุนมันฝังใน ถ้าไม่ผ่าออก ยาอะไรก็ไม่มีผลดอก ไอ้คอก เอ็งเชื่อข้านะ เอ็งหนีไปเสียเถิด คุณมาโนชต้องการแต่ตัวข้า เค้าไม่รังควาญเอ็งดอก"
" ฉันรู้พี่แก้ว แต่ที่พี่ไม่รู้ คือที่คุณมาโนชตามพี่มาถึงที่นี่ได้ เป็นเพราะฉันเอง แล้วจะให้ฉันทิ้งพี่เอาตัวรอดอีกรึ"
แก้วตกใจนึกไม่ถึง
"เอ็งหมายความว่ายังไงไอ้คอก"
"ฉันทนคิดถึงนังเจิมไม่ไหว แลเห็นว่าอีกไม่นานวัน พี่ก็จะเป็นไทแล้ว ไม่น่าจะมีอะไร ฉันจึงวานคนไปบอกข่าวนังเจิม คุณมาโนชก็เลยตามรอยมาหาพี่จนได้ ฉันขอโทษพี่แก้ว ฉันขอโทษ"
คอกยกมือไหว้ แก้วอึ้งไปครู่ ก่อนจะหน้าสลดลงแบบปลงๆ
"ช่างเถิด มันคงเป็นเวรกรรมของข้า ที่จะไม่ได้ตายอย่างไท หนีมาได้ตั้งหลายเดือน เหลืออีกไม่กี่วันจะครบกำหนด ก็ต้องมาเจอเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรเสีย เอ็งก็ควรหนีไปอยู่ดี อย่ามาถูกจับพร้อมข้าเลย ไม่เกิดประโยชน์ดอก"
คอกน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมา
"เอ็งจะร้องไห้ทำไมวะไอ้คอก"
คอกสะอึกสะอื้น รู้สึกผิดสุดๆ
"ฉันละอายใจ ละอายใจเหลือเกินแล้วพี่ ฉันเป็นต้นเหตุให้พี่ถูกยิง แต่พี่ยังห่วงใยฉัน แต่คราวที่ฉันรู้ข่าว
ว่าพี่ต้องโทษฆ่าพี่มี ฉันกลับคิดชั่วจะพานังเจิมหนี ดีที่นังเจิมไม่ยอม แลทำร้ายฉันแล้วไปมอบตัว พี่จึงพ้นมลทินมาได้ ฉันมันชั่วเกินคน ไม่น่าเกิดมาเลย"
แก้วมองคอกด้วยความสงสาร
"เอ็งคิดเห็นแก่ตัว ก็เพราะเอ็งรักนังเจิม ไม่อยากให้มันรับโทษ ข้าจะโกรธเอ็งได้อย่างไร แลเอ็งก็เสียสละเพื่อข้ามามากแล้ว เลิกโทษตัวเองเถิดไอ้คอก"
คอกสะอึกสะอื้น
"ถ้าอย่างนั้น พี่อย่าให้ฉันทิ้งพี่ไปเลยนะ ให้ฉันได้ช่วยพี่ ทดแทนความผิดบาปในใจฉันเถิด"
แก้วเห็นคอกร้องไห้ ก็สงสาร แต่อดหวั่นใจว่า คอกจะต้องเดือดร้อนเพราะอยู่กับตนไม่ได้

บริเวณจวนเจ้าเมือง พระยานิติธรรมธาดากำลังเดินคุยกับเจ้าเมือง อ้นเดินตามหลัง
"กระผมว่าแล้ว กะอีแค่ทาสหนีนายเงิน ขนตำรวจกันมาราวกับจะไปรบ ที่แท้ก็คิดจะฆ่ากันถึงตายนี่เอง"
เจ้าคุณเครียดหนัก
"กระผมก็เร่งเดินทางเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังช้าไปจนได้ ป่านนี้มิรู้ว่าเจ้าแก้วกับเจ้าคอก จะโดนจับไปแล้วหรือยัง"
เจ้าเมืองพลั้งปาก ก่อนรีบกลบเกลื่อน
"น่าจะยังนะขอรับ กระผมก็ช่วย... เอ่อ กระผมเห็นเจ้าสองคนนั่น หนีไปไกลพอควร กว่าจะได้เรือตามไปก็เสียเวลาโขอยู่ แลตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว หาตัวไม่ได้ง่ายๆดอกขอรับ"
อ้นเป็นห่วง
"แต่คนของท่านเจ้าเมือง บอกว่าเจ้าแก้วถูกยิงด้วยไมใช่หรือขอรับ บาดเจ็บอย่างนี้ คงอยู่แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้นล่ะขอรับ ว่าจะจับตัวได้เมื่อไหร่"
"ถ้าอย่างนั้น กระผมคงขอความเมตตาจากท่านเจ้าเมือง ช่วยส่งคนออกตามหาเจ้าแก้วด้วยเถิดขอรับ ถ้ามัน ถูกยิงจริง ก็คงยังหนีไปไม่พ้นเขตเมืองนี้เป็นแน่"
"ได้ขอรับ กระผมเองก็รักชอบในปัญญาของไอ้แก้วคนนี้เหมือนกัน ถ้ามันต้องตายหรือถูกจับไป ก็น่าเสียดายเหลือเกินขอรับ"
พระยานิติธรรมสีหน้าเคร่งเครียด กลัวแก้วจะไม่รอดเหมือนกัน

ในเวลากลางคืน น้ำทิพย์กำลังก้มลงกราบพระพุทธรูปในห้องพระ เธอเครียด เป็นห่วงแก้วจนนอนไม่หลับ แต่ก็หมดปัญญาจะช่วยเหลือแก้ว อ้อนเปิดประตูห้องพระ ก่อนจะเข้ามาหาน้ำทิพย์ด้วยความเป็นห่วง
"คุณน้ำทิพย์เจ้าขา ดึกมากแล้ว ไปนอนเถิดเจ้าค่ะ"
"นมไปนอนก่อนเถอะจ้ะ คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับดอก"
" แต่อยู่อย่างนี้ ก็ช่วยเจ้าแก้วไม่ได้อยู่ดีนะเจ้าคะ แล้วคุณน้ำทิพย์จะทรมานตัวเองไปเพื่ออะไร อย่างไรเสีย คุณพระ เอ่อ ท่านเจ้าคุณนิติธรรมก็ตามไปช่วยเจ้าแก้วแล้ว อย่ากังวลไปเลยค่ะ"
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงพระยาไชยากรดังขึ้น
"อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย"
ทั้งคู่หันไปมองตาม เจ้าคุณยืนอยู่ที่หน้าห้องด้วยสีหน้าสะใจ
"ไม่ว่าใครหน้าไหน ก็ช่วยไอ้แก้วไม่ได้ทั้งนั้น"
"คุณพ่อรู้เรื่องแล้วหรือคะ"
"ตั้งแต่ไอ้พระยานิติธรรมธาดา มันบอกปัดไม่ไปงานเลี้ยงที่พ่อจัดให้มัน พ่อก็รู้แล้วว่าต้องมีเหตุ พ่อจึงให้คนแอบตามไปแลไปไต่ถามลูกน้องของพ่อมาโนชที่นครบาล แล้วก็เป็นอย่างที่พ่อคิด"
"ทำไมคะ ทำไมคุณพ่อถึงไม่เลิกจองเวรแก้วเสียที ทั้งๆที่ลูกกับแก้วเพียงแต่รักกัน มิได้ทำอะไรเสื่อมเสียเลย"
"แค่ลูกมีใจให้มัน ก็เสื่อมเสียจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไรแล้ว มันเป็นทาส ไม่ต่างอะไรกับวัวควายที่เราเลี้ยงไว้ แค่กินข้าวร่วมกันยังไม่ควร อย่าว่าแต่มีใจให้กันเลย"
น้ำทิพย์คับแค้นใจ
"แล้วถ้าวันนึง แก้วพ้นจากการเป็นทาส แลสร้างเนื้อสร้างตัวมาเสมอด้วยกันกับเรา คุณพ่อยังจะรังเกียจแก้วอยู่อีกหรือไม่คะ"
"ลูกเคยเห็น เคยได้ยินจากที่ไหนมารึ ว่าทาสชั้นต่ำ จะสร้างตนจนเสมอกับลูกพระยาได้"
"เมื่อก่อนไม่เคย แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่แน่ดอกค่ะ"
น้ำทิพย์พนมมือไหว้ก่อนพูดต่อ
"เพราะพระพุทธเจ้าหลวงท่าน ทรงให้โอกาสคนได้เป็นไท แลคนเราเมื่อมีโอกาสแล้ว หากมีความตั้งใจจริง ย่อมมีสักวัน ที่ได้ดีทัดเทียมคนอื่น"
"แต่ถึงยังไง เลือดในกายมันก็ยังเป็นเลือดทาสอยู่ดี ต่อให้มันได้ดีก็เปลี่ยนเลือดชั่วของมันให้สูงศักดิ์เท่าพวกเราไม่ได้ดอก แลพ่อมั่นใจ ว่าคราวนี้ไอ้แก้วไม่มีทางพ้นมือพ่อมาโนชเป็นแน่ เพราะพ่อมาโนชเตรียมพร้อมมาดีนัก ถ้าแม่น้ำทิพย์อาลัยมันมาก ก็ทำบุญส่งไปให้มันเถิด ผีไอ้แก้วจะได้ไม่อดอยาก"
พระยาไชยากรหัวเราะเยาะหยันเดินเลี่ยงไป ด้วยความสะใจปล่อยให้น้ำทิพย์เครียดหนัก เพราะใจจริงก็ห่วงแก้วมากอยู่แล้ว
 
นมอ้อนได้แต่เข้าไปจับไม้จับมือน้ำทิพย์ให้กำลังใจ

แก้ว และคอกกำลังนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียอยู่ในโบสถ์
 
ขณะนั้นเอง หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัด ก็เปิดประตูโบสถ์เข้ามาเพื่อจะทำวัตรเช้าตามปกติ ทั้งคู่ตกใจตื่น เช่นเดียวกับหลวงพ่อก็ตกใจไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน
ทั้งคู่รีบคุกเข่าพนมมือไหว้หลวงพ่อ แก้วอ้อนวอน
"ขอประทานโทษด้วยขอรับ พวกกระผมหนีภัยมา ขอหลวงพ่อโปรดเมตตาด้วยขอรับ"
"พวกเราไม่ใช่โจรหรือหนีคดีมานะขอรับ พวกเราเป็นเพียงแต่ทาสหนีนายเงินเท่านั้น แลพี่ชายกระผมก็ถูกยิงเจ็บหนักด้วย" คอกบอก
หลวงพ่อมองสภาพแก้ว เห็นว่าถูกยิงจริงๆ
"แล้วแผลโยมเป็นอย่างไรบ้าง"
"แค่พันแผลห้ามเลือดไว้เท่านั้น"
"ถ้าเช่นนั้น อาตมาจะให้คนไปตามหมอมารักษา แผลถูกยิง ปล่อยไว้นานไม่ได้ดอก"
แก้วและคอกยกมือไหว้ท่วมหัว แก้วมีอาการเจ็บจนยกมือไม่ขึ้น หลวงพ่อเดินกลับออกไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คอกหันมายิ้มให้แก้วดีใจที่หลวงพ่อเมตตา
"รอดแล้วพี่แก้ว"
แก้วฝืนยิ้มบางๆ ให้คอก ก่อนวูบหมดสติไปเพราะเสียเลือดมาก คอกตกใจมากรีบประคองแก้วเอาไว้
" พี่แก้ว อดทนไว้นะพี่แก้ว หมอจะมาแล้ว..พี่แก้ว"
คอกพยายามปลุกแก้วให้ตื่น แต่เขาหมดสติไม่รู้เรื่องไปแล้ว

บรรยากาศในตลาดหัวเมืองแห่งหนึ่ง กำลังคึกคัก ลูกศิษย์วัดคนหนึ่ง กำลังตามหมอไปด้วยความเร่งรีบ
"เร็วๆหน่อยสิพ่อหมอ ชักช้าเช่นนี้เมื่อไหร่จะถึง"
หมอรำคาญ
"ข้าก็เร่งอยู่นี่ยังไง รักษาคนถูกยิง จะไม่ให้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือกันบ้างหรือยังไงวะ"
หมอกับลูกศิษย์เดินเถียงกันไป พลอยมองตามหมอไป แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ มาโนชรู้ว่าแก้วถูกยิง เลยให้พลอยมาดักที่บ้านหมอ เพราะกะว่าแก้วต้องตามหมอไปรักษาแน่

หมอผ่ากระสุนออกจากไหล่แก้ว โดยมีคอกกับหลวงพ่อ คอยดูอยู่ใกล้ๆ กระสุนติดเลือดถูกหย่อนลงในขันน้ำ
"เอากระสุนออกมาแลพอกยาติดกันซักเดือน ก็ไม่เป็นอะไรแล้วนะ"
"ขอบพระคุณมากขอรับพ่อหมอ กระผมพอจะมีเบี้ยอัฐติดมาบ้าง พ่อหมอรับไว้เป็นค่ารักษาเถิดขอรับ ... ไอ้คอก" แก้วบอก
คอกหยิบถุงใส่เงินยื่นให้หมอ
"นี่ขอรับพ่อหมอ"
หมอพูดไปพอกยาให้แก้วไปด้วย
"ไม่ต้องดอก เอ็งเอาไปถวายวัดเถิด ถือว่าข้าร่วมทำบุญด้วย"
หลวงพ่อบอก
"ขอบใจโยมหมอมากนะ โยมเองก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ระหว่างนี้ก็อยู่ที่วัดไปก่อน ทุเลาเมื่อใด ก็ค่อยไปก็แล้วกัน"
"ขอรับหลวงพ่อ"
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงมาโนชดังขึ้น
"ล้อมเอาไว้ อย่าให้มันหนีไปได้ ถ้าจับเป็นไม่ได้ ก็ให้จับตายมันเลย"
แก้ว และคอก ตกใจมากที่ได้ยินเสียงมาโนช พร้อมกับเสียงคนจำนวนมาก กำลังวิ่งล้อมโบสถ์ไว้ ไม่คิดว่ามาโนชจะตามมาเร็วขนาดนี้

โนชพาพลอย เข้ม และเหล่าตำรวจล้อมโบสถ์เอาไว้ โดยแต่ละคนมีอาวุธครบมือ ในขณะที่ลูกศิษย์วัดกำลังห้ามปรามอยู่
"ไอ้แก้ว มึงออกมาเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้ว กูจะเข้าไปลากมึงออกมาด้วยตัวกูเอง"
ลูกศิษย์ยกมือไหว้
"ขอเถิดพ่อคุณ อย่าทำถึงขั้นนั้นเลย กลัวบาปกลัวกรรมกันบ้าง แค่ถืออาวุธเข้ามาในวัดวาก็บาปเหลือเกินแล้ว"
"ถ้าอย่างงั้น ก็ไปบอกไอ้แก้วให้มันออกมาสิวะ คนอย่างกู ไม่โง่รออยู่ข้างนอก เพียงเพราะมันหดหัวอยู่แต่ในโบสถ์ดอกนะโว้ย"
ขณะนั้นเอง หลวงพ่อก็เปิดประตูโบสถ์ออกมา พลอย เข้ม และพวกตำรวจเห็นพระ ก็หันไปมองกันเลิ่กลั่ก
"ใจเย็นก่อนเถอะโยม โยมแก้วถูกยิงบาดเจ็บหนักนัก อย่างไรเสีย ก็คงหนีโยมไปไม่พ้นดอก ขอให้โยมแก้วได้รักษาตัวก่อนเถิด แล้วค่อยตามโยมกลับไป"
"หลวงพ่อเป็นพระ อย่ายุ่งเรื่องทางโลกเลยขอรับ ไอ้แก้วมันเป็นทาสหนีนายเงิน กระผมจะจับมันกลับไปรับโทษ หาใช่กิจของสงฆ์ไม่"

หลวงพ่อกับลูกศิษย์วัดมองหน้ากัน ไม่คิดว่ามาโนชจะไม่เห็นแก่พระเจ้าขนาดนี้

ภายในโบสถ์ หมอกำลังพันผ้าสะอาดให้กับบาดแผลของแก้ว โดยแก้ว และคอก ฟังการตอบโต้กับหลวงพ่อแล้ว ก็ยิ่งหวั่นใจ

"เอายังไงดีพี่แก้ว คุณมาโนชคงไม่เห็นแก่พระแก่เจ้าแล้ว"
หมอพันแผลเสร็จ แก้วกัดฟันลุกขึ้น
"จะไปไหนรึพี่แก้ว"
"ข้าจะให้หลวงพ่อท่านเดือดร้อนไปกับข้าด้วยไม่ได้ดอก ต่อให้คุณมาโนชจับข้าไปฆ่าทิ้ง ข้าก็ต้องออกไป"
แก้วแข็งใจเดินออกไปจากโบสถ์ คอกลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนเดินตามแก้วออกไป หมอเดินตามไปสมทบอีกคน

แก้วเปิดประตูออกไป ตามด้วยคอกกับหมอที่รักษา
" โผล่หัวออกมาแล้วรึไอ้แก้ว จับมัน"
พวกลูกน้องล้อมวงกันเข้ามา แต่หลวงพ่อรีบเข้ามาขวางหน้าแก้วไว้
"ช้าก่อนโยม ที่นี่เป็นเขตอภัยทาน อย่าใช้กำลังกันเลย อาตมาขอบิณฑบาตก็แล้วกัน อย่างน้อย ก็ขอให้โยมแก้วรักษาตัวให้หายก่อน ถ้าพวกโยมไม่ไว้ใจ ก็จัดเวรยามผลัดกันเฝ้าไว้ก็ได้"
เข้มกลัวบาปถาม
"เอาอย่างไรดีขอรับคุณมาโนช"
"จะบิณฑบาต ก็ต้องให้ญาติโยมเต็มใจ นี่กระผมไม่เต็มใจจะให้หลวงพ่อก็อย่าบังคับกันเลยขอรับ"
หลวงพ่ออึ้งไป ไม่รู้จะทำยังไงกับคนอย่างมาโนชแล้ว
แก้วก้มลงกราบหวงพ่อสามครั้ง
"พระคุณที่หลวงพ่อช่วยชีวิตกระผมไว้ ก็หาที่สุดไม่ได้แล้วขอรับ อย่าต้องให้กระผมนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้หลวงพ่อมากกว่านี้เลยขอรับ... เพราะถ้ากระผมไม่ตาย คุณมาโนชก็คงไม่ยอมหยุดดอกขอรับ"
"มึงรู้ก็ดีแล้วไอ้แก้ว ถ้าอย่างงั้นก็ตามกูกลับไปแต่โดยดี"
คอกเข้ามายืนข้างๆแก้ว
"จับกระผมไปด้วยเถอะขอรับ เพราะกระผมไม่มีวันทิ้งพี่แก้วเด็ดขาด"
"มึงไม่ต้องท้าไอ้คอก ไอ้แก้วโดนโทษเช่นไร มึงก็โดนเช่นเดียวกัน"
พลอย เข้ม และพวกตำรวจเข้าไปจับตัวแก้วกับคอกไว้
ขณะนั้นเอง ทหารจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นคนของพระยานิติธรรมธาดาก็กรูกันเข้ามาล้อมพวกมาโนชไว้อีกที ก่อนที่พระยานิติธรรม อ้น และเจ้าเมืองจะเดินออกมา คอกดีใจสุดๆ
"คุณพระ"
มาโนชตกใจ พอตั้งสติได้ก็โมโหทันที
"นี่คิดจะชิงตัวนักโทษกันเลยหรือขอรับ ตุลาการ เดี๋ยวนี้ช่างมีอำนาจนัก ถึงขนาดแย่งตัวทาสของผู้อื่นได้"
"อย่าใส่ร้ายกันเลยคุณมาโนช ฉันเป็นตุลาการ จะทำผิดกฎหมายเสียเองได้อย่างไร ที่ฉันมา ก็เพราะทราบจากท่านเจ้าเมือง ว่าเจ้าแก้วถูกยิงบาดเจ็บ หากจะพาตัวกลับไปทั้งอย่างนี้ ก็ทารุณกันเกินไป ฉันจึงขอมาประกันเจ้าแก้ว ให้มันพักรักษาตัวก่อน แล้วฉันจะพามันไปมอบตัวเอง"
"ฉันประกันด้วยอีกคน มีข้าราชการค้ำประกันถึงสองคน คงพอใจแล้วกระมังคุณมาโนช" เจ้าเมืองบอก
มาโนชหน้าเครียด พลอยเข้ามาพูดกับมาโนชเบาๆ
"คนของเราน้อยกว่า แลไม่ใช่ถิ่นของเราด้วย หากปะทะกัน เราจะเสียเปรียบมากนะขอรับ"
มาโนช หันไปพูดกับเจ้าคุณ
"ใจจริง กระผมก็อยากจะให้เกียรติคุณพระกับท่านเจ้าเมืองอยู่ แต่ติดที่กระผมมาจับกุมไอ้แก้ว ตามคำสั่งของเจ้าคุณอา ถ้าอยากจะประกันไอ้แก้ว ก็ขอให้ผู้มีบรรดาศักดิ์พระยาเท่ากับเจ้าคุณอาของกระผมมาประกันก็แล้วกัน กระผมจะได้ไม่ถูกตำหนิได้หรือไม่เล่าขอรับ"
พลอย และเข้มแอบยิ้มขำๆ
เจ้าคุณนิติธรรมยิ้มบางๆ
"ได้ เมื่อคุณมาโนชพูดเช่นนี้ ฉันก็จะหาผู้มีบรรดาศักดิ์พระยามาประกันก็แล้วกัน"
แล้วเจ้าคุณก็พูดด้วยเสียงอันดัง
"ฉัน พระยานิติธรรมธาดา เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯมา เพียงพอจะประกันแล้วใช่หรือไม่ หวังว่าคุณมาโนชพูดแล้วคงไม่คืนคำนะ"
มาโนชกับพวกตกใจ ที่รู้ว่านิติธรรมได้เลื่อนเป็นพระยาแล้ว แก้วเองก็ตกใจ แต่ก็ยิ้มดีใจที่คนอย่างพระยานิติธรรมได้เป็นใหญ่เป็นโต

หน้าจวนเจ้าเมืองตอนบ่าย พระยานิติธรรมธาดาเปิดประตูห้องเข้าไปเยี่ยมแก้วที่นอนพักรักษาตัวอยู่ โดยมีคอกคอยดูแล
"เป็นอย่างไรบ้างล่ะ"
แก้วรีบลุกขึ้นมาคุกเข่ากับพื้น ยิ้มรับ
"ดีขึ้นมากแล้วขอรับ"
คอกยิ้มแย้ม
"กระผมให้พี่แก้วกินยาแล้ว อีกวันสองวันก็คงค่อยยังชั่วแล้วล่ะขอรับ"
"เร็วเกินไป ไม่ต้องรีบหายเร็วนักดอก"
คอกงงๆ
"อ้าว"
แก้วยิ้มๆ
"คุณพระ เอ่อ ท่านเจ้าคุณต้องการให้ข้ามอบตัว หลังพ้นกำหนดเลิกทาสไปแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องรับผิดข้อหาหนีนายเงิน แลท่านเจ้าคุณก็ไม่เสียคำมั่น ที่บอกว่าจะพาข้าไปมอบตัวด้วย"
คอกพยักหน้ารับช้าๆ
"มิน่าเล่า... ป่านฉะนี้ คุณมาโนชไม่แค้นจนกระอักเลือดไปแล้วรึ"
"วาสนาของเจ้าแก้วมันดีด้วย ถ้ามันไม่ถูกยิงบาดเจ็บ ฉันก็ยังหาเหตุผลที่จะประกันตัวมันไม่ได้เลย คงต้องปล่อยให้คุณมาโนชพามันกลับไปเท่านั้น แกได้เป็นไทแล้ว ก็ใช้อิสรภาพของแกให้เป็นคุณประโยชน์แก่ตัวเอง แลแก่คนอื่น ให้สมกับที่แกรอมันมาทั้งชีวิต" เจ้าคุณบอกพลางจับบ่าแก้ว
"ขอรับ กระผมขอให้สัญญาขอรับ"

แก้วก้มลงกราบเท้าพระยานิติธรรม
 
อ่านต่อหน้า 4

ลูกทาส ตอนที่ 9 (ต่อ)

เวลาเย็น พวกเฉียวหูกำลังต้อนทาสขึ้นเรือ โดยพวกทาสถูกเชือกล่ามผูกโยงกันไป

"เร่งมือหน่อยโว้ย อีกไม่กี่วัน ไอ้พวกทาสที่เกิดปีมะโรงจะได้เป็นไทแล้ว เมื่อนั้นจะยิ่งซื้อขายทาสยากขึ้น ตักตวงได้ก็รีบทำเสีย" เฉียวหูตะโกนสั่ง
ทันใดนั้น ก็มีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง โห่ร้องลั่นพร้อมอาวุธครบมือ วิ่งกรูกันเข้ามาจะช่วยพวกทาส พวกอั้งยี่ตกใจ รีบหยิบอาวุธตรงเข้าไปต่อสู้ทันที ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันดุเดือด ทั้งเตะต่อย ทั้งใช้อาวุธเข้าฟาดฟันกัน
เฉียวหูตกใจถาม
"พวกไหนวะอาเค้ง"
"คงเป็นญาติพี่น้องของไอ้พวกทาสแน่ตั่วกอ อีกไม่กี่วันพวกมันจะได้เป็นไทแล้ว คงไม่ยอมถูกขายไปต่างถิ่น"
"ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือ"
เค้งชักกรรไกรขาเดียวออกมา บุกเข้าตะลุยพวกชาวบ้าน พวกทาสนั่งจ้องดูการต่อสู้ พอสู้ไปเรื่อยๆ พวกชาวบ้านก็เริ่มเสียเปรียบอั้งยี่
ทันใดนั้น ทาสคนหนึ่งทนไม่ไหว เอาเชือกที่ล่ามตนอยู่ เข้าไปรัดคออั้งยี่คนหนึ่งทันที ทาสที่เหลือเลยฮึกเหิม ลุกฮือกันขึ้นมาเต็มไปหมด แม้จะไม่มีอาวุธ แต่ทุกคนก็สู้ถวายหัวเพื่ออิสรภาพ
พวกชาวบ้านรวมกับพวกทาส จำนวนคนเลยต่างกันเยอะ พวกอั้งยี่เลยโดนเล่นงานแตกร่นไม่เป็นกระบวน เค้งรีบเข้ามาหาเฉียวหู
"รีบหนีเถอะตั่วกอ พวกมันลุกฮือกันขนาดนี้ เอาไม่อยู่แล้ว"
เฉียวหูเจ็บใจ แต่เห็นสถานการณ์แล้วก็ชักกลัวเลยรีบหนีไป โดยมีเค้งเป็นคนคุ้มกัน

ผ่านเวลาสิบกว่าวัน โซ่ตรวนล่ามข้อเท้า ถูกขวานฟันใส่เต็มแรงจนประกายไฟกระจายโซ่ตรวนขาดสะบั้นออกจากกัน บรรดาทาสชาย-หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับแก้ว ต่างทยอยกันได้รับอิสรภาพ ชาวบ้านบางคนก็กอดกับญาติพี่น้อง ร้องไห้ดีใจ บางคนก็เข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ บางคนก็ถูกเพื่อนฝูงล้อมวงโยนขึ้นฟ้า
มีการเฉลิมฉลองความชื่นชมยินดีทั่วหัวระแหง
หลังจากความชื่นชมยืนดี ชาวบ้านทุกคน ทุกที่ ทุกมุมในบ้านเมือง ต่างพากันคุกเข่า หันหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง แล้วก้มลงกราบกับพื้น สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวง ทรงให้อิสรภาพกับลูกทาสชุดแรก
ในปีพุทธศักราช 2432 ได้มีการปลดปล่อยทาสชุดแรกให้เป็นไทตามพระราชบัญญัติลูกทาสลูกไทย ปีพุทธศักราช 2417 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงปลดปล่อยทาสอีกหลายครั้ง จนนำมาซึ่งการประกาศเลิกทาสอย่างเด็ดขาดได้ ในปีพุทธศักราช 2448

แก้วก้มกราบไปทางพระบรมมหาราชวังกับพื้นดินหน้าจวนเจ้าเมือง ก่อนเงยหน้าขึ้นมาน้ำตาไหลพราก
"เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ที่ได้ทรงปลดเปลื้องชีวิตทาส แลทรงพระราชทานชีวิตของสามัญชนให้ปวงข้าพระพุทธเจ้า แลชีวิตใหม่นี้มีความหมายอันสูงส่งต่อผู้ได้รับยิ่งแล้ว ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน"
แก้วยกมือไหว้ท่วมหัวอีกครั้งพร้อมน้ำตาซึม คอกคุกเข่ายินดีน้ำตาไหลอยู่ข้างๆ
"ฉันดีใจกับพี่เหลือเกินพี่แก้ว"
คอกยกมือขึ้นซับน้ำตา แก้วตบบ่าคอก
"วันของเอ็งกำลังจะมาถึงในไม่ช้าเช่นกันไอ้คอก"
"จ้ะพี่" คอกยิ้มมีความหวัง
" ข้าจะไปลาท่านเจ้าเมืองก่อน ข้ายังมีคนที่อยากกอดแลกราบในวันเป็นไทของข้ารออยู่ เดี๋ยวจะไม่ทัน"
แก้วรีบร้อนวิ่งไปขึ้นเรือนไป คอกมองตาม พูดกระเซ้า
"คงได้กอดก่อนกราบแน่ๆ"

เวลาเย็น น้ำทิพย์มาชะเง้อคอรอแก้วอยู่ที่ท่าน้ำวัด...ด้วยแอบหวังว่าแก้วจะมาปรากฏตัวที่นี่ในวันที่ได้เป็นไท เธอทอดสายตามองไปตามคุ้งน้ำ รอแล้วรอเล่าแก้วก็ไม่มา จนถอดใจ เย็นมากแล้ว น้ำทิพย์หันกลับจากแม่น้ำเข้ามาทางวัดตั้งใจจะกลับบ้านแล้ว แต่ต้องชะงักสุดตัวเมื่อเห็นแก้วยืนนิ่งอยู่ด้านหลังตน
"แก้ว"
แก้วน้ำตาคลอท่วมตา
"ยอดดวงใจของไอ้แก้ว ไอ้แก้วได้เป็นไทแล้วขอรับ"
แก้วเข้าไปสวมกอดน้ำทิพย์เอาไว้ เธอร้องไห้ สวมกอดแก้วเอาไว้แน่นด้วยความปลาบปลื้มใจ แก้วเองก็ร้องไห้เช่นกัน ต่างกอดกระชับแน่นไม่ยอมปล่อย
"แก้ว นี่ในเขตวัดนะ"
น้ำทิพย์เพิ่งรู้ตัว แก้วหน้าเสียรีบผละตัวออก
"ขอโทษขอรับ กระผมลืมตัว ไม่อาจหักห้ามใจ ได้ไหวแล้วจริงๆ"
น้ำทิพย์มองแก้วที่น้ำตาคลอ เลื่อนมือไปซับน้ำตาให้แก้ว
"ฉันดีใจกับแก้วเหลือเกิน ดีใจจนไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกออกมาอย่างไรได้หมด"
"คุณน้ำทิพย์รู้หรือไม่ขอรับ ว่าไอ้แก้วแอบหวังมานานเหลือเกินแล้ว ที่จะได้กอดคุณน้ำทิพย์ไว้แนบอกให้สมกับความรักที่มันมีต่อคุณ แลได้กอดด้วยร่างกายกับหัวใจที่เป็นไท ไม่ให้คุณต้องแปดเปื้อนเพราะเนื้อตัวของทาสอีก"
น้ำทิพย์ซึ้งใจสุดๆ น้ำตาร่วงผล๋อย แล้วซับน้ำตาออก สีหน้าเคร่งเครียด จับมือแก้วเอาไว้
"เราคงไม่อาจดีใจได้มากไปกว่านี้แล้วล่ะแก้ว เพราะเรามีเหตุสำคัญ ที่ต้องช่วยกันแก้ไขเดี๋ยวนี้" "เรื่องอะไรหรือขอรับ"
" นับแต่วันที่คุณพ่อเจอตัวแก้ว แลแก้วหนีหายไป คุณพ่อก็ไปพาลลงกับป้ากิ่ง ด้วยการจับป้ากิ่งขังไว้ที่เรือนขังทาส นับจนถึงเวลานี้ก็หลายเดือนแล้ว ยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเลย"
"แล้วตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้างขอรับ"
"ป้ากิ่งเจ็บกระเสาะกระแสะมาตลอด ฉันก็ทำได้แค่พาหมอมารักษาแลให้หยูกยาเท่านั้น แต่ฉันกลัวเหลือเกิน ว่าถ้าขังป้ากิ่งต่อไป ป้ากิ่งจะทนไม่ไหว"
น้ำทิพย์ก้มหน้า น้ำตาจะไหล แต่กลัวแก้วจะไม่สบายใจยิ่งขึ้น แก้วหน้าเสีย ร้อนใจห่วงแม่สุดๆ แต่ก็รู้ว่าถ้าตนบุกไปหาแม่ตอนนี้ ต้องถูกพระยาไชยากรและมาโนชฆ่าทิ้งแน่
 
แก้วมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดชนิดแทบจะหมดความยินดีไปจากใจเลย

บุญเจิมอยู่ในกรงขัง ก้มลงกราบกับพื้น ก่อนพูดทั้งพนมมือ ปลื้มใจ น้ำตาคลอ

"ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าการได้เป็นไทอีกแล้ว ช่างเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหลือเกิน"
คอกยิ้มดีใจ
"คราวนี้พี่แก้ว อีกหน่อยก็ต้องถึงคราวเอ็งกับข้าแล้วล่ะนังเจิม"
"ข้ายังติดคุกอีกนาน ถึงได้เป็นไทก็ยังออกไปไม่ได้ดอก"
คอกเอื้อมมือเข้าไปจับมือบุญเจิม
"ติดคุก อย่างไรก็ยังมีวันได้ออก ข้าจะรอเอ็งนะนังเจิม ไม่ว่าจะนานเท่าใด ข้าก็จะรอวันที่เราได้อยู่ด้วยกัน"
บุญเจิมหน้าเศร้าๆ
"เอ็งดีกับข้าเหลือเกินไอ้คอก ดีจนข้าละอายแก่ใจ เพราะข้าตอบแทนความดีของเอ็งไม่ได้เลย"
"เอ็งไม่ต้องตอบแทนข้าดอก แลข้าก็ไม่ต้องการ ข้ารักเอ็ง เอ็งรู้แค่นี้ก็พอแล้ว"
คอก และบุญเจิมสบตากันด้วยความรัก นับวัน ความรักของคอกก็ซึมเข้าไปอยู่ในใจของบุญเจิมมากขึ้นทุกที

เวลาเย็น ภายในเรือนขังทาส กิ่งป่วยหนัก หน้าซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรงกำลังคุยกับน้ำทิพย์ โดยมีอ้อนอยู่ใกล้ๆ
"อย่านะเจ้าคะ คุณน้ำทิพย์อย่าให้เจ้าแก้วมาที่นี่เด็ดขาดนะเจ้าคะ"
"อ้าว ทำไมล่ะยัยกิ่ง ไม่อยากเจอหน้าลูกรึ ไม่ได้เจอกันมาเป็นแรมปีได้แล้วกระมัง"
"อยากเจอสินมอ้อน ลูก ใครจะไม่อยากเห็นหน้า แต่ท่านเจ้าคุณคงไม่เลิกอาฆาตเจ้าแก้วง่ายๆ ที่ขังฉันไว้ไม่ยอมปล่อยเสียที ก็คงเพราะอยากจะใช้ฉันเป็นเหยื่อล่อมากกว่า ถ้าไอ้แก้วโผล่มา ต้องโดนทำร้ายแน่"
"ข้อนั้น ฉันกับแก้วก็คิดไว้แล้วล่ะจ้ะ ฉันเลยยังไม่ให้แก้วกลับมาหา ป้ากิ่งตอนนี้ยังไงล่ะ เพียงแต่มาบอกให้ป้ากิ่งเบาใจ ว่าแก้ว ปลอดภัยดี ป้าจะได้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคภัยอย่างไรล่ะจ๊ะ"
"เจ้าค่ะ วานคุณน้ำทิพย์ช่วยบอกเจ้าแก้วด้วยนะเจ้าคะ ว่าบ่าวจะไม่ยอมเป็นอะไรไปเด็ดขาด จนกว่าจะได้..."
ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงทาสชาย-หญิงจำนวนหนึ่ง ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด หวาดกลัว
ดังแว่วมา ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กพากันตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

มาโนชกำลังสั่งให้พลอย และเข้ม เฆี่ยนทาสชาย-หญิงจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแก้ว และเป็นพวกที่ได้เลิกทาสชุดแรก
"เฆี่ยนมันเข้าไป ไอ้อีคนไหนที่เอาเรื่องโป้ปดมดเท็จมาพูดในเรือนนี้ ต้องโบยมันให้หลาบจำ"
พลอย และเข้มเฆี่ยนไม่ยั้ง พวกทาสก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด หวาดกลัว
ทาส 1ทั้งเจ็บทั้งกลัว
"โอ๊ย พวกเราไม่ได้พูดโกหกนะขอรับ ที่ตลาดบอกกันว่า ทาสที่เกิดปีมะโรงสัมฤทธิศกได้เป็นไทแล้ว พวกกระผมก็เกิดปีเดียวกัน ก็เลยมาถามไถ่เท่านั้นเอง"
"มึงยังจะเถียงอีกรึ ถ้าได้เป็นไทจริง มีรึที่กูจะไม่รู้ มึงโกหกเพื่อหวังจะให้เรือนของคุณอากูวุ่นวายมากกว่า"
มาโนชหันไปสั่งพลอยกับเข้ม
"ไอ้พลอย ไอ้เข้ม เฆี่ยนพวกมันเสร็จแล้ว ไปกำชับให้ทั่ว อย่าให้พวกมันออกพ้นเขตเรือนไปเป็นอันขาด ถ้าใครไม่ฟังคำกู กูจะจับไปล่ามโซ่ขังร่วมกับอีกิ่ง"
"ขอรับ"
พลอย / เข้มขานรับพร้อมกันก่อนหันไปเฆี่ยนพวกทาสต่อ
น้ำทิพย์สีหน้าเครียดหนัก
"ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงจนได้"
อ้อนส่ายหน้า
"ทาสพวกนี้มันได้เป็นไทหมดแล้ว ท่านเจ้าคุณก็ยังคิดจะปิดเรื่องนี้ไว้อีก"
น้ำทิพย์ไม่สบายใจเรื่องนี้สุดๆ

ผ่านเวลาเล็กน้อย ภายในห้องทำงานพระยาไชยากร
"แม่น้ำทิพย์อย่ายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้เลย ถึงยังไง พ่อก็ไม่มีวันปล่อยพวกมันไปดอก เสียเบี้ยอัฐเลี้ยงดูพวกมันมาตั้งเท่าไหร่แล้ว จะให้ปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร" เจ้าคุณพูดอย่างหงุดหงิด
น้ำทิพย์ไม่สบายใจสุดๆ
"แต่พวกทาสทำงานให้เรา คุ้มยิ่งกว่าเบี้ยอัฐที่เสียไปหลายเท่าเลยนะคะ เมื่อถึงคราวที่ได้เป็นไท เราก็ควรให้อิสรภาพแก่พวกเค้า แลตอนนี้ก็มีพระบรมราชโองการลงมาแล้ว คุณพ่อทำอย่างนี้ ไม่เท่ากับขัดพระบรมราชโองการหรือคะ"
"พ่อถึงไม่ให้พวกมันออกไปพ้นเขตเรือนยังไงเล่า ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง จะถือว่าพ่อขัดพระบรมราชโองการได้อย่างไร"
"ห้ามไฟไม่ให้มีควัน จะเป็นไปได้อย่างไรกันคะ คุณพ่อยอมปล่อยพวกทาสไปเถอะค่ะ ถ้าเกรงว่าจะไม่มีใครทำงานให้ ก็ใช้เงินทองจ้างเอาก็ได้ ทำงานได้ค่าจ้าง แลยังมีที่ให้อยู่ มีข้าวให้กิน ใครจะไม่อยากทำงานให้คุณพ่อล่ะคะ"
"แล้วมันเรื่องอะไร พ่อถึงต้องจ่ายค่าจ้างให้พวกมัน พวกมันเป็นทาส มีหน้าที่รองมือรองตีนเราไปจนตาย อย่าว่าแต่ไอ้พวกทาสที่เกิดปีมะโรงเลย ไม่ว่าทาสคนไหน พ่อก็จะไม่มีวันปล่อยไปทั้งสิ้น ถ้าแม่น้ำทิพย์ยังเห็นว่าพ่อเป็นพ่อ ก็อย่าพูดเรื่องนี้อีก"

พระยาไชยากรออกจากห้องไปด้วยความไม่พอใจ น้ำทิพย์อ่อนใจสุดๆ ไม่รู้จะแก้ไขยังไงแล้ว

บริเวณเรือนแพพระยานิติธรรมตอนหัวค่ำ แก้วคุกเข่ากราบที่ตักของคุณพระ
 
คุณกัลยาดีใจที่ได้เห็นแก้วอีกครั้ง อ้นและตุ๊กตา ยืนอยู่ใกล้ๆ
"กระผมไปมอบตัวมาแล้วขอรับ แต่เนื่องจากกระผมได้เป็นไทแล้ว จึงพ้นโทษหนีนายเงินไป ทางท่านเจ้าคุณกับคุณมาโนช ไม่อาจทำอะไรกระผมได้แล้วขอรับ"
"ดีแล้วเจ้าแก้ว แล้วต่อไป แกจะไปทำมาหากินอะไรล่ะ"
"มาทำงานกับคุณพี่สิแก้ว ตั้งแต่คุณพี่ได้เป็นพระยามีงานมากกว่าเดิมนัก แก้วจะได้ช่วยเหลือคุณพี่ไงจ๊ะ"
คุณกัลยาพูดพลางไอโขลกเป็นช่วงๆ
"เป็นพระคุณขอรับ แต่กระผมมีสิ่งสำคัญต้องกระทำก่อนขอรับ"
"เรื่องอะไรหรือจ๊ะ"
"กระผมอยากจะบวชขอรับ"
ทุกคนต่างอึ้งไป นึกไม่ถึงว่าแก้วจะบวช
"แล้วนึกยังไงถึงจะบวชซะล่ะ ได้เป็นไททั้งที น่าจะเที่ยวเล่นให้คุ้มก่อน บวชไป ก็เที่ยวเล่นอะไรไม่ได้เลยนะ" อ้นว่า
"อย่าไปฟังเจ้าอ้นมันนะแก้ว ไม่ได้เรื่องได้ราว"
อ้นหน้าจ๋อยๆไป
แก้วยิ้มๆ ก่อนบอกนิติธรรม
"กระผมตั้งใจจะบวชด้วยเหตุผลสามข้อขอรับ ข้อแรก เพื่อทดแทนบุญคุณให้กับแม่ ข้อสอง แม่ของกระผมกำลังเจ็บป่วย ถ้าทราบว่ากระผมบวชคงจะดีใจมาก จะได้มีกำลังใจต่อสู้โรคภัยขอรับ ส่วนข้อสาม คือกระผมอยากเรียนให้ได้เปรียญธรรมสักสามประโยค จะได้ใช้รับราชการต่อไป เมื่อสึกออกมาขอรับ"
เจ้าคุณพยักหน้ารับช้าๆ
"คิดถูกแล้วล่ะเจ้าแก้ว เมื่อแกตั้งใจดีอย่างนี้ ฉันก็จะเป็นเจ้าภาพบวชให้แกเอง"
แก้วดีใจมาก ยกมือไหว้
"ขอบพระคุณขอรับ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว ท่านเจ้าคุณมีบุญคุณล้นหัวกระผมนัก ได้ท่านเจ้าคุณเมตตาเป็นเจ้าภาพให้เป็นมงคลแก่กระผมอย่างที่สุดแล้วขอรับ"
ตุ๊กตายิ้มแย้ม
"ถ้าอย่างนั้น ฉันขออนุโมทนาบุญด้วยนะจ๊ะ"
แก้วหันไปยิ้มให้ตุ๊กตา
"ส่วนเรื่องสบงจีวร ฉันจะเป็นคนเตรียมให้เองจ้ะ แลถ้าฉันมีแรง ไม่เป็นไข้ ฉันจะไปตักบาตรกับแก้วทุกวันเลย"
แม้คุณกัลยาจะไอโขลก แต่ก็ยังยิ้มแย้มดีใจ
"ขอบพระคุณมากขอรับ คุณแดง"
คุณกัลยายิ้มแย้มดีใจ ที่แก้วได้บวชและตนได้มีโอกาสทำบุญกับแก้ว ตุ๊กตาชักเอะใจ แอบมองคุณกัลยากับแก้วด้วยความแปลกใจ

อ้นกำลังปัดกวาดเช็ดถูห้องทำงานของเจ้าคุณอยู่ในตอนเช้าวันใหม่ ตุ๊กตาเดินเข้ามาในห้อง
"มีอะไรให้ฉันช่วยหรือไม่จ๊ะพี่อ้น"
"ไม่มีอะไรดอกแม่ตุ๊กตา ฉันทำเองได้ แล้วนี่ไม่ต้องอยู่คอยรับใช้คุณแดงรึ"
ตุ๊กตายิ้มๆ
"คุณแดงคงไม่ต้องการฉันดอกจ้ะ"
"ทำไมรึ"
"หรือพี่อ้นไม่รู้จ๊ะ ว่าสายตาที่คุณแดงมองพี่แก้ว ไม่ใช่สายตาของนายมองบ่าว แลไม่ใช่สายตาที่เพื่อนมองต่อกันด้วย"
อ้นอยากนินทานายเต็มแก่
"ทำไมฉันจะไม่รู้ แต่เรื่องนี้ยังมีความนัยอย่างอื่นซ่อนอยู่อีก"
"ความนัยอะไรหรือจ๊ะ"
"ก็เรื่อง..."
อ้นเหลือบไปเห็นเจ้าคุณตาเขียวปั๊ดยืนอยู่หน้าประตู อ้นตกใจแทบสิ้นสติ
 
ตุ๊กตาก็ตกใจหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน เต้าคุณสีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจที่น้องสาวตนโดนนินทา

เจ้าคุณเดินหน้าหงิกงอออกมาที่หน้าเรือนแพ โดยมีตุ๊กตาเดินตามหน้าจ๋อยๆตามหลังมา

"เจ้าอ้น มันชอบสาระแนสุมหัวนินทาอยู่แล้ว ฉันไม่แปลกใจเลย แต่กับหล่อน ฉันนึกไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นไปกับเค้าด้วย"
"ตุ๊กตาผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ตุ๊กตาสาบานว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ท่านเจ้าคุณอย่าโกรธตุ๊กตาเลยนะเจ้าคะ"
เจ้าคุณถอนใจ
"พอๆไม่ต้องสาบานดอก รู้อะไร ก็เงียบไว้เถอะ ฉันสงสารน้อง ไม่อยากให้ถูกนินทาเสียหาย"
"ตุ๊กตากับพี่อ้น ไม่เคยคิดร้ายหรือทำให้คุณแดงเสื่อมเสียเลยนะเจ้าคะ ตรงข้าม ตุ๊กตากลับเห็นเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะเพียงแค่เห็นหน้าพี่แก้ว คุณแดงก็สดชื่นขึ้นมาก อย่างที่ไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนะคะ"
เจ้าคุณหน้าขรึมลง
"ฉันรู้ แต่คนที่เจ้าแก้วมีใจตอบ คือคุณน้ำทิพย์ไม่ใช่น้องสาวฉัน ทีนี้เข้าใจแล้วหรือไม่ล่ะ ว่าทำไมฉันถึงสงสารน้อง"
ตุ๊กตาตกใจมากนึกไม่ถึง
"คุณน้ำทิพย์ แต่ท่านเจ้าคุณมีใจ... เอ่อ..."
ตุ๊กตาชะงัก รู้ตัวว่าพลั้งปากไป เจ้าคุณหน้าหงิกงอ
"นี่รู้ด้วยรึ ตกลง เรือนฉันจะไม่มีอะไรเป็นความลับเลยใช่หรือไม่"
"ขอประทานโทษเจ้าค่ะ แต่พอนึกดู ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะเจ้าคะ ที่ทำไมท่านเจ้าคุณพ่อของคุณน้ำทิพย์ ถึงได้ตามล่าตัวพี่แก้วเอาเป็นเอาตายเช่นนี้"
"ใจจริง ฉันก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้นักดอก เพราะลูกทาสกับลูกพระยาต่างกันมากเกินไป สมมุติว่าเจ้าแก้วชอบพอน้องแดง ฉันก็ไม่ยกน้องฉันให้เด็ดขาด จนกว่ามันจะเพียรขึ้นมาเทียบเคียงน้องฉันได้ แล้วคนถือยศถือศักดิ์อย่างท่านเจ้าคุณไชยากร จะทนได้อย่างไร ไม่ว่าบ้านเมืองใด ก็ถือการมีคู่ต่ำกว่าตนเองมากเกินไป น่าละอายทั้งนั้น เจ้าแก้วกับคุณน้ำทิพย์ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย"
พระยานิติธรรมธาดาเดินหน้าเครียดเลี่ยงกลับไป ตุ๊กตามองตาม แอบรักเจ้าคุณอยู่
"แต่ก็ถือว่าพี่แก้วโชคดีนัก ผิดกับตุ๊กตาที่ทำได้แค่เงยหน้ามองเท่านั้น"

แก้วกำลังพายเรือให้คุณกัลยาเก็บดอกบัวมาใช้บูชาพระ เธดอยิ้มแย้มแจ่มใส แม้จะไอเป็นระยะๆบ้าง แต่ก็เก็บดอกบัวอย่างสดชื่น แก้วยิ้มบาง ดีใจที่เห็นเธอมีความสุข
"ยิ้มอะไรหรือจ๊ะแก้ว"
"กระผมยิ้ม เพราะสุขใจที่เห็นคุณแดงรื่นเริงน่ะขอรับ นานมากแล้ว ที่กระผมไม่เคยเห็นคุณเป็นแบบนี้"
"คนเจ็บคนป่วยอย่างฉัน จะให้ร่าเริงเหมือนแต่ก่อนได้ยังไงล่ะจ๊ะ"
"คุณแดงอย่ากังวลไปเลยขอรับ กระผมรู้มาว่าเดี๋ยวนี้ คนเป็นวัณโรคก็รักษาหายได้ คุณแดงต้องหายแน่ๆขอรับ"
" นี่แก้วรู้ด้วยรึ รู้ได้ยังไง"
แก้วยิ้มบางๆ
"กระผมสังเกตจากอาการของคุณแดงขอรับ ถึงกระผมจะไม่ใช่หมอ แต่ก็พอจะรู้ว่าอาการป่วยเรื้อรังเช่นนี้เป็นโรคอะไร แต่คุณแดงไม่ต้องกลัวนะขอรับ กระผมไม่เคยรังเกียจ แลคนทุกคนที่รักคุณแดง ก็คงไม่มีใครรังเกียจเช่นกัน"
" ขอบใจมากจ้ะแก้ว ที่ให้กำลังใจฉัน แต่คนที่รักฉัน ก็มีไม่มากนักดอก แลคนที่ฉันอยากให้รัก
ก็ไม่รักฉันด้วย"
"ความรักนั้นมีหลายอย่างขอรับ มิใช่จะมีแต่ความรักฉันชายหญิงเท่านั้น แลความรักที่ประกอบด้วยความเมตตาเป็นที่ตั้ง ถือว่าประเสริฐกว่าความรักทั้งหมด"
"ความรักที่ประกอบด้วยความเมตตาอย่างนั้นรึ"
"ขอรับ เพราะรักที่มีความเมตตา ย่อมไม่ทำร้ายใคร แลไม่ทำให้ใครเจ็บปวด ไม่ว่าใครรักหรือถูกรัก ด้วยความรักเช่นนี้ ย่อมจะไม่มีความทุกข์เลยขอรับ"
" ฉันรู้แล้ว ว่าแก้วอยากพูดอะไร ความจริง ฉันก็ทำใจมานานแล้ว แต่เมื่อแก้วพูดเช่นนี้ ฉันก็จะลองรักแลถูกรัก ด้วยความรักอย่างที่แก้วบอกดู"
แก้วยิ้มบางๆ พายเรือให้เธอเก็บดอกบัวต่อ ในขณะที่เธอยิ้มเศร้าๆ ไม่สมหวัง แต่อย่างน้อย แก้วก็ยังอยู่กับเธอ ให้เธอได้เห็นหน้าบ้างก็ยังดี

ผ่านมาหลายวัน เวลาเช้า แก้วกำลังนั่งคุกเข่าพนมมือให้พระยานิติธรรมธาดาตัดผม เพื่อโกนหัวบวช โดยมีคอก คุณแดง น้อม นิ่ม และอบเชย กำลังดูพิธีบวชของแก้วด้วยความปลาบปลื้มใจ ปอยผมกำลังร่วงลงสู่ใบบัวที่เอามารอง
แก้วในชุดนาค กำลังเดินวนรอบโบสถ์ โดยมีพวกพระยานิติธรรมเดินตามหลัง
แก้วกำลังคุกเข่าต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ พนมมือท่องคำขอบวชเป็นภาษาบาลี โดยพวกพระยา
นิติธรรมนั่งพนมมือในพิธีด้วย
แก้วห่มจีวร คล้องบาตร เดินผ่านทุกคนที่คุกเข่าไหว้พระด้วยความปลาบปลื้มใจ
 
โดยเฉพาะคุณแดง ที่ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า อิ่มบุญที่เห็นพระแก้ว
 
อ่านต่อตอนที่ 10
ลูกทาส ตอนที่ 6
ลูกทาส ตอนที่ 6
กลางคืนคืนหนึ่ง ณ พระที่นั่งสมมุติเทวราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงประทับอยู่บนที่ประทับว่าราชการ โดยมีเจ้าคุณ พระนิติธรรม และขุนนางคนอื่นหมอบกราบเข้าเฝ้ากันอยู่ พระยาไชยากร และ พระนิติธรรม ชำเลืองมองกันเล็กน้อย แล้วเจ้าคุณก็เบือนหน้าไปทางอื่น ด้วยความเกลียดขี้หน้าพระนิติธรรม ในวันที่ 1 กันยายน พุทธศักราช 2429 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการมหาดไทย ได้สิ้นพระชนม์ลง ขุนนางคนหนึ่ง นาม เจ้าพระยาพลเทพ คลานเข่าออกมาต่อหน้าที่ประทับ แล้วกราบถวายบังคม จึงทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยาพลเทพ (รอด) ได้บัญชามหาดไทยแทน และได้ขึ้นเป็นเจ้าพระยารัตนบดินทร์
กำลังโหลดความคิดเห็น...