xs
xsm
sm
md
lg

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 27

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 27

อนุกรนัดคุยกับโสภิตพิไลที่ร้านอาหารหน้าโรงพักนั่นเอง มีแป้นร่วมฟังอยู่ด้วย อนุกรดูเคร่งเครียดเอามากๆ เกี่ยวกับรูปคดีที่ไม่เป็นผลดีกับสา

“ทางฝ่ายอัยการมีพยานหลายปากให้การว่า คุณอุษามีกรณีหึงหวงกับนายประธาน และได้ออกปากว่าถ้าเจอจะฆ่าให้ตาย”
“คุณป้าพูดไปด้วยอารมณ์เท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้คิดเตรียมการเอาไว้ก่อนแน่”
“คุณยืนยันว่าเป็นการกระทำโดยลุแก่โทสะ”
“ค่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะครับ” อนุกรจ้องหน้า โสภิตพิไลอึ้ง “อะไรทำให้คุณอุษาลุแก่โทสะ”
โสภิตพิไลอึ้งนิ่งงันไปชั่วขณะ ลำบากใจนัก อยากพูด แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งสา
“ผมจะขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ถ้าคุณกับคุณอุษาไม่บอกผม ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ผมก็คงจะช่วยคุณอุษาไม่ได้”
แป้นที่รู้ทุกอย่างจากปากของโสภิตพิไล เป็นฝ่ายพูดขึ้น
“โสภิต...บอกคุณทนายเขาไปเถอะลูก”
โสภิตพิไลทำหน้าลำบากใจ

สานั่งกอดเข่า ครุ่นคิด เริ่มมีความหวาดกลัวในใจ หวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อตอนบ่าย
โดยในตอนนั้นโสภิตพิไลกลับมาอ้อนวอนสา
“ให้หนูพูดความจริงเถอะนะคะคุณป้า”
“หนูจะเสียหายมากนะ โสภิต”
“แต่ถ้าโสภิตไม่พูด คุณก็อาจจะไม่รอด...”
“ฉันทำร้ายโสภิตมามากพอแล้ว พี่แป้น ฉันทำร้ายแกอีกไม่ได้”
โสภิตพิไลทนไม่ไหว ระเบิดออกมา
“คุณป้าคะ คุณป้าโดนข้อหาฆ่าตายโดยเจตนา ทนายบอกว่า โทษที่คุณป้าจะได้รับ ถ้าไม่จำคุกตลอดชีวิต ก็อาจจะถึงขั้นประหาร...ถ้ามันเป็นอย่างนั้น คุณป้าคิดว่าหนูจะอยู่ต่อไปได้หรือคะ คุณป้าเห็นหนูเป็นคนยังไง”

นึกเรื่องนี้ขึ้นมาสานั่งเศร้าอยู่หลังลูกกรงห้องขัง ครวญคร่ำ อนาถชีวิตตัวเอง
“จำคุกตลอดชีวิต...ประหาร...นี่หรือจุดจบชีวิตของอีสา”
สาร้องไห้ออกมา ตำรวจเดินมาที่ด้านหน้าห้องขัง
“คุณอุษาวดี” ตำรวจเรียกสาเงยหน้าขึ้น ปาดน้ำตา “มีคนมาหา”
ตำรวจเดินออกไป สามองไปเห็นหม่อมพริ้มยืนเด่นอยู่มองมานัยน์ตาคมกริบ สาแทบช็อก
“หม่อม”
สาพูดไม่ออก ละอายใจ หม่อมพริ้มมองสาอย่างสมเพช
“ถึงกับนั่งร้องไห้เชียวรึ อีสา ดูท่าเอ็งรู้ชะตากรรมตัวเองแล้วล่ะซี”

หม่อมพริ้มยังยืนมองสานิ่งๆ สาตัดพ้อ
“สามันคนโชคร้ายค่ะหม่อม...อยากจะดีเท่าไหร่ มันก็ดีไม่ได้”
“เอ็งอย่าอ้างโชคชะตา ถ้าเอ็งตั้งใจว่าจะไม่ทำชั่ว ต่อให้ใครเอาไปตัดหัวเอ็งก็ไม่ทำ แต่ถ้าใจมันใฝ่ต่ำ ไม่มีใครชักนำ มันก็ไหลลงไปเองจนได้”
“สาก็เป็นคนธรรมดาคนนึง มีเลือดมีเนื้อ มีกิเลสตัณหา”
“กิเลสตัณหามันก็มีกันทั้งนั้น...ยับยั้งชั่งใจได้ จึงนับว่าเป็นคน แต่ถ้ายับยั้งชั่งใจไม่ได้...มันก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์”
สาสะอึก หม่อมพริ้มนั่งลง พูดกับสาอย่างจริงจัง
“แต่ที่ข้ามานี่ ไม่ได้จะมาโปรดสัตว์ แค่จะมาเตือน ไม่ให้เอ็งลืมคำสาบานที่ให้ไว้กับข้า...”
“สาไม่ลืมค่ะหม่อม สาจะไม่คิดจะบอกใคร ว่าสาเป็นอะไรกับคุณชาย”
“แน่นะ...ไม่ใช่พอถึงเวลา รักตัวกลัวตายขึ้นมา เอ็งจะพูดทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด”
สาแปลกใจ “หม่อมหมายความว่ายังไงคะ”
หม่อมพริ้มลดเสียงลง พูดพอให้ได้ยินกันสองคนเบาแต่ชัดเจน จริงจัง
“ชายรวีเป็นผู้พิพากษาคดีของเอ็ง อีสา”
สาตกใจ “หา!”
“ถ้าเอ็งเอาความเป็นแม่มาอ้าง เอ็งอาจจะรอดตาย...แต่เอ็งจะทำลายอนาคตทำลายเกียรติภูมิ ทำลายคุณงามความดีทั้งหมดที่ชายรวีสร้างสมมา”
สาอึ้ง
“ข้าทุ่มเททั้งชีวิตเลี้ยงชายรวี จนเขาได้ดิบได้ดีขนาดนี้ ข้าคงทนไม่ได้ ถ้าหากเอ็งจะทำลายลงไป”
สาน้ำตาไหล ตอบหม่อมพริ้มอย่างเด็ดเดี่ยว
“เชื่อใจสาเถอะค่ะ หม่อม ที่ผ่านมา สาอาจจะเป็นคนดีเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้แต่ต่อให้สัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่ทำร้ายลูกของมัน...สายังไม่เลวถึงปานนั้นหรอกค่ะ หม่อมไม่ต้องกลัว”

สายืนยันอย่างหนักแน่น หม่อมพริ้มพยักหน้ารับ รู้สึกโล่งใจไปอีกเปลาะหนึ่ง

หม่อมพริ้มกลับมาถึงตำหนักตอนเย็น เจิมรู้เรื่องแล้ว เอ่ยถามหม่อมขึ้นท่าทีไม่เชื่อหลานสาวนัก
 
“หม่อมเชื่อมันหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่มีทางอื่น ก็ต้องลองเชื่อดู”
“ป้าเจิมไม่เชื่อหรือ”
“มันทรยศคุณหญิงโสภาได้ นับประสาอะไร...”
เจิมทำอาการว่าไม่เชื่อ แล้วหันไปหยิบมีดจากเชี่ยนหมากขึ้นมาเจียนหมากอย่างแรง แค้นๆ

สาและหญิงสาวอีกสองสามคนถูกตำรวจควบคุมนำตัวไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ โสภิตพิไลยืนมอง เห็นสภาพของสาที่ต้องขึ้นรถไป สงสารถึงกับน้ำตาคลอ
“คุณป้าขา”
“ป้าไม่เป็นไร โสภิตอย่าร้องไห้”
“หนูจะช่วยคุณป้านะคะ หนูจะช่วยคุณป้าให้ได้”
สาน้ำตาไหล “ไม่ อย่า หนูกลับไปเถอะ ไม่ต้องห่วงป้า กลับไป”
สาถูกตำรวจต้อนขึ้นรถ ก่อนที่รถจะแล่นออกไปต่อหน้า โสภิตพิไลยืนมองตาม น้ำตาไหลริน

ตำรวจคุมตัวพาสากับนักโทษหญิงอีก 3 คนเข้ามาด้านในเรือนจำลหุโทษ ทั้งสี่คนยืนเรียงเป็นแถวต่อหน้าผู้คุมที่เป็นชายกลางคน ร่างใหญ่ ท่าทางดุดันน่ากลัว

ผู้คุมชายอ่านดูเอกสารส่งตัว แล้วกวาดตามองนักโทษหญิงทั้งสามด้วยสีหน้าเอือมระอา
“ส่งยา หวยเถื่อน ล่อลวง...” ผู้คุมส่ายหัว “เดี๋ยวนี้ทำมาหากินสุจริตกันไม่เป็นแล้วหรือไง คุกตะรางจะไม่พอใส่อยู่แล้ว”
ผู้คุมชายมองดูสาเป็นคนสุดท้าย
“คุณไม่ใช่นักโทษเป็นแค่ผู้ต้องหา ถูกส่งมาฝากขังระหว่างรอศาลพิจารณาคดี แต่ช่วงที่อยู่ในนี้ ขอให้ทำตัวอยู่ในระเบียบวินัย” ผู้คุมยิ้มขู่ “คดีฆ่าคนตาย...ไม่ช้าก็เร็ว ยังไงคุณได้เข้ามาอยู่ในนี้แน่”
สาหน้าเสีย

ประตูเหล็กปิดดังปัง!
สาและนักโทษหญิงถูกส่งเข้ามาในห้องชั้นใน ผู้คุมหญิงคนที่อายุมากสุด ท่าทางเข้มงวดสั่งลูกน้อง
“ตรวจให้ทั่วทุกซอกทุกมุม อย่าให้เอาอะไรติดตัวเข้าไปเป็นอันขาด”
สาถูกผู้คุม 1 ผลักเข้าไปในห้องเล็ก
“ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด! เร็ว!”
สาฝืนทน รู้สึกขมขื่นมาก

ไม่นานต่อมา ผู้คุมหญิงเดินนำสาที่อยู่ในเครื่องแบบนักโทษเดินมาที่หน้าห้องขัง
“เธออยู่ที่นี่ ห้องน้ำกับโรงเลี้ยงอาหารอยู่ด้านโน้น กลางคืนประตูจะปิดตอนสองทุ่ม”
ผู้คุมหญิงพูดห้วนๆ แล้วเดินออกไป
สาเดินเข้าไปในห้องอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในห้องมีที่นอนสองอัน สาเดินไปนั่งบนที่นอนอันหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงแปร๋นดังขึ้นด้านหลัง
“นั่นที่ของฉัน”
สาชะงัก หันมามอง แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นหน้าพร สาวใช้ที่บ้านเช่าหญิงโสภาและสมศักดิ์ พรเองก็ตกใจ
“คุณ”
“พร…นั่นพรใช่ไหม”
พรแทบไม่เชื่อสายตา “คุณสา... นี่คุณ คุณเข้ามาอยู่ในนี้ได้ยังไง”
“ฉัน...ฉันพลั้งมือฆ่าคนตาย”
พรแค่นหัวเราะ สีหน้าโกรธแค้นชิงชังขึ้นมาทันที
“ผู้ชายล่ะสิ ใช่ไหม...ฉันก็เหมือนกัน...ผู้ชายมันก็มีแต่เลวๆ ทั้งนั้น ตายไปเสียได้น่ะดีแล้ว”
สาแปลกใจ “พรฆ่าใครเหรอ”
“มันจ้างฉันไปทำงานบ้าน วันนั้นเมียมันไม่อยู่บ้าน ผัวมันเลยฉวยโอกาสปล้ำฉัน” พรแค้นจัด “แต่ฉันไม่ยอม ฉันสู้...โชคดีมีมีดอยู่แถวนั้น ฉันเลยจ้วงแทงมันเสียมิดด้าม…โดนไปหกปี สบายไป”
สาโมโหของขึ้น “ผู้ชายมันปล้ำเรา เราป้องกันตัว ทำไมเราต้องติดคุก”
พรเจ็บใจ “เขาว่าฉันทำเกินกว่าเหตุ ถุย ต้องรอให้มันข่มขืนสำเร็จ แล้วถึงจะฆ่าได้หรือยังไง”
“พรยังโดนตั้งหกปี แล้วฉันล่ะ จะต้องติดคุกนานแค่ไหน”

สาหน้าหมองไปถนัด สลดหดหู่ใจ เมื่อหวนคิดถึงชะตากรรมของตัวเอง

อ่านต่อหน้า 2

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 27 (ต่อ)

พรกับสานั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันที่โรงเลี้ยงอาหาร ด้านหลังมีผู้ต้องขังคนอื่นๆ ยืนรับอาหารเป็นแถว พรเล่าชีวิตชาวคุกให้สาฟัง

“หลวงเขามีงานให้ทำ มีข้าวให้กิน ไม่ได้เลวร้ายกับเรานักหรอก...ไอ้ที่ร้ายน่ะมันคนคุกด้วยกันนี่แหละ ที่ทำร้ายกันเอง”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังโครมครามขึ้นมาจากมุมหนึ่ง สากับพรหันมอง เห็นเจ๊วรรณ หญิงร่างใหญ่ ท่าทางดุ ผลักถาดข้าวของนักโทษหญิง คนที่เข้ามาพร้อมสาตกกระจายแล้วกระชากคอเสื้อหญิงคนนั้นขึ้นมา
“ของ-ของกูอยู่ไหนอีน้อย”
น้อยอึกอัก เจ๊วรรณไม่พูดพล่ามทำเพลง ต่อยโครมเข้าที่ท้อง น้อยตัวงอลงไปกองกับพื้น แล้วพยายามจะคลานหนี เจ๊วรรณตามไปจิกหัวไว้ ตบฉาดใหญ่ สาตกใจกับภาพที่เห็น พรเล่าให้สาฟัง
“นั่นเจ๊วรรณ เป็นขาใหญ่ในนี้”
“เค้ามีเรื่องอะไรกัน”
พรอธิบาย “เจ๊วรรณแกมีสาย ส่งยาเข้ามาขายในคุก ยัดเข้ามากับพวกนักโทษที่เข้ามาใหม่” พรยิ้มมีเลศนัย “แต่นังนั่นคงจะซวยแน่ เพราะดันทำของแกหาย”
เจ๊วรรณจิกหัวน้อยจนแหงนหงาย น้อยร้องไห้ หน้าตาท่าทางกลัวมาก
“ฉันไม่รู้จริงๆ เจ๊ ฉันมาถึง ฉันก็เอาไปไว้ที่ห้องน้ำตามที่สั่ง”
เจ๊วรรณมองน้อยอย่างชั่งใจ

นักโทษ ลูกน้อง 1 บอก “ท่าทางมันพูดจริงนะเจ๊”
ลูกน้อง 2 ว่าเสริมด้วย “อีน้อยมันไม่กล้าโกงเราหรอก”
“ถ้าอีน้อยไม่ได้โกง แล้วใครมันนกรู้ ดอดมาเอาของ-ของกูไป”
เจ๊วรรณขู่เสร็จ หันไปเห็นพรกับสามองมา พรกับสาหลบตาวูบ เจ๊วรรณลุกขึ้นยืน มองสากับพรอย่างสงสัย

เย็นวันเดียวกัน ชายรวีเดินกลับมาจากทำงาน เข้าบ้านมาเพิ่งถึงด้านหน้าตึกขาว เจอหม่อมพริ้มรออยู่ ยกมือไหว้ทัก
“สวัสดีครับ หม่อมแม่”
“กลับมาแล้วหรือชาย มานี่หน่อยสิ แม่มีอะไรจะคุยด้วย”
สองแม่ลูกเดินมาคุยกันที่ห้องโถง หม่อมพริ้มถามขึ้น
“คดีของแม่อุษาวดีเป็นยังไงบ้างเขาผิดจริงหรือเปล่า”
ชายรวีตอบอย่างระมัดระวัง “ก็...จะว่าผิด ก็คงจะผิดล่ะครับ เขารับสารภาพว่าเขาเป็นคนยิงนายประธานจริงๆ”
หม่อมพริ้มเลียบเคียงถาม “ถ้าผิดจริงแล้วจะเป็นยังไง”
ชายรวีฉงนฉงาย “หม่อมแม่ทำไมมาสนใจเรื่องนี้ล่ะครับ”
“แม่อยากรู้...ถ้าแม่อุษาวดีผิดจริง ชายจะตัดสินโทษเขายังไง”
ชายรวีบอกตามจริง “ก็ต้องดูมูลเหตุและแรงจูงใจด้วยครับการลงโทษตามตัวบทกฎหมายมันก็มีอยู่ ตั้งแต่จำคุก ไปถึงโทษประหาร สุดแต่ว่าผิดมากน้อยแค่ไหน ผมก็คงต้องตัดสินโทษไปตามนั้น”
หม่อมพริ้มฟังแล้วไม่สบายใจ

หญิงจ้อยบ่นกับหม่อมพริ้มที่กลุ้มใจ คิดไม่ตก
“ถ้าชายรวีตัดสินประหารชีวิตสา หญิงคงนอนไม่หลับไปอีกนาน”
“แม่ก็เหมือนกัน”
หญิงจ้อยย้อน “ไหนหม่อมแม่ว่า ผู้พิพากษาทำตามหน้าที่ ไม่บาป”
หม่อมพริ้มค้อนลูกสาว “ไปๆ มาๆ แม่ก็อดคิดไม่ได้...ยังไงสามันก็เป็นแม่”
“หรือเราจะบอกชายรวีดีคะ”
“ไม่...บอกไม่ได้” หม่อมเสียงแข็ง
“แล้วหม่อมแม่จะทำยังไงล่ะคะ”
หม่อมพริ้มหนักใจ คิดไม่ตกเลยจริงๆ

ด้านพรกับสาเดินมาที่ห้องน้ำ ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเจ๊วรรณกับพวกรออยู่ คนอื่นๆ เห็นท่าไม่ดี ค่อยๆ เลี่ยงออกไป พวกเจ๊วรรณเดินเข้ามาล้อมกรอบไว้
“ของ-ของฉันอยู่ไหน”
“ของอะไร”
“อย่าทำไก๋ มีคนเห็นแกเข้าห้องน้ำต่อจากนังน้อย”
“แล้วไง” พรลอยหน้า
เจ๊วรรณตบฉาด แล้วบีบคอพร ดันเข้าฝา
“ยาของฉันอยู่ที่ไหน!”
สาตะโกนก้อง “ช่วยด้วย”
ลูกน้องเจ๊วรรณล็อกตัวสาไว้ แล้วเอามืออุดปาก
เจ๊วรรณขู่สา “เงียบ ถ้าไม่อยากตาย” แล้วหันไปพูดกับพร “ยาอยู่ไหนพูด!”
“ฉันให้ผู้คุมไปแล้ว พวกแกไม่รอดแน่”
“มึง!”
เจ๊วรรณโกรธสุดขีดควักมีดออกมา จ้วงแทงพร ฉึก! เลือดกระฉูด พรตาค้าง
สาตกใจร้องกรี๊ด เจ๊วรรณละมือจากพรหันมาหาสา
“ส่วนแก อยู่ดีไม่ว่าดี ดันมารู้เรื่องกับเขาด้วย แกต้องเป็นรายต่อไป”
เจ๊วรรณจะเข้ามา สายกขาคู่ขึ้นถีบ เจ๊วรรณเสียหลักไป สาสะบัดหลุดจากสองลูกน้อง วิ่งหนีไป เจ๊วรรณดึงผมสากระชากเข้ามา เงื้อมีดจะแทง
เสียงเป่านกหวีดดังมา ผู้คุมสามคนวิ่งเข้ามาพร้อมกระบอง เจ๊วรรณตาเหลือก ผู้คุมเข้าล็อกตัวเจ๊วรรณไว้ได้
หัวหน้าผู้คุมสั่งเข้ม “หยุดนะ ทุกคนยกมือขึ้น”
ทุกคนยกมือขึ้น
สาบอกเสียงสั่น “ช่วยด้วยค่ะ เขาจะฆ่าฉัน”
หัวหน้าสั่งผู้คุม “เอาตัวไป...สองคนนี่ด้วย”
สาวิ่งไปหาพรที่นอนจมกองเลือดอยู่
“พร...”
สาจับพรพลิกมา พรเลือดท่วมตัว หายใจรวยรินจับมือสาบีบแน่น
“คุณสา ระวังตัว”
“พร”

พรสำลักเลือด แล้วสิ้นใจกับอกสาที่อยู่ในอาการอึ้งตะลึงสุดขีด

กลางดึกคืนนั้น สานั่งตัวสั่นอยู่ในห้อง มองไปที่รอยเลือดที่เปื้อนชุด สาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของพรเตือนให้ระวังผุดขึ้นมาแวบหนึ่ง

สาร้องไห้ออกมา ทนไม่ไหวแล้วกับสภาพในนี้

เช้าวันนี้หม่อมพริ้มตักบาตรเสร็จ ใจก็ครุ่นคิด สีหน้าไม่สบายใจ พอพระเดินออกไป หม่อมพริ้มก็พูดขึ้น
“ข้าจะทำยังไงดีเจิมเรื่องอีสา”
“ไม่ต้องทำยังไงหรอกเจ้าค่ะ”
“แต่ถ้าชายรวีตัดสินประหารชีวิตอีสาล่ะ”
“มันก็ทำตัวมันเองนี่คะ หม่อม”
“ข้าไม่ได้จะช่วยอีสา แต่ข้าเป็นห่วง...ถ้าซักวันนึง ชายรวีเกิดมารู้ว่า เขาสั่งฆ่าแม่ตัวเองเขาจะทนไหวหรือ”
หม่อมพริ้มกลุ้มใจมาก เจิมมองแล้วครุ่นคิด

วันนี้สานั่งกินข้าวคนเดียวในโรงอาหาร รู้สึกเหมือนทุกคนกำลังแอบมองมาที่ตน สาเครียด กินไม่ลง นักโทษหญิงคนหนึ่ง เดินมาหา
“นี่” สามอง ระแวง “ระวังตัวไว้นะ”
“ระวังอะไร”
“เจ๊วรรณมันโดนขังคุกมืดไปก็จริง แต่ลูกน้องมันยังอยู่ เธอไปรู้เรื่องของพวกมันแล้ว เธอไม่รอดแน่”
นักโทษคนนั้นผ่านไป สาเครียดหนัก หันไปเห็นลูกน้องสองคนของเจ๊วรรณซุบซิบ มองมาทางตัวเอง สารีบอิ่ม ลุกทันที

สาเดินจ้ำอ้าวมาตามทาง ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมา ยิ่งกลัว สาไม่กล้าหันไปมอง เร่งเท้าหนี เสียงฝีเท้ายังตามมาสากลัวมาก
สาวิ่งหนี มองจากหางตาเห็นลูกน้องเจ๊วรรณวิ่งตาม สาหลับหูหลับตาวิ่ง พอเลี้ยวมุมตึก สาเห็นถังขยะ เป็นถังน้ำมันขนาดใหญ่ สาจนมุม กลั้นใจโดดเข้าไปหลบในถังขยะนั้น
ลูกน้องเจ๊วรรณตามมา มองไม่เห็นสา จึงเดินผ่านไป
ผ่านไปสักระยะ สาลุ้นจนแทบหมดแรง ปีนออกมาจากถังขยะเนื้อตัวมอมแมมหมดสภาพ
สาเดินโซเซมาทรุดลงใต้ต้นไม้ อึดอัดจนทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมา คิดไปถึงอดีตตอนเป็นเด็กอยู่ในวังรวีวาร

หม่อมพริ้มนั่งร้อยมาลัยอยู่ที่โต๊ะสนาม เจิมคอยช่วย สานั่งหัดร้อยอยู่ใกล้ๆ หม่อมพริ้มสอนสาไปด้วย
“นรกสวรรค์มันมีจริงหรือคะ หม่อม”
“จริงสิอีสา”
สาย้อน “ใครบอกคะ”
เจิมดุปราม “อีสา! ทะลึ่งนะเอ็ง”
หม่อมพริ้มมองสาอย่างเอ็นดูกึ่งหมั่นไส้
“พระท่านก็เทศน์ เอ็งไม่ได้ยินรึ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนกันมา ว่าคนทำดี ตายแล้วก็ได้ไปสวรรค์ ส่วนคนทำชั่ว ตายไปก็ตกนรก”
สาลอยหน้าเถียง “คนตายแล้วก็ตายไป มีใครเคยกลับมาบอกหรือคะ ว่านรกสวรรค์มันหน้าตาเป็นยังไง”
เจิมของขึ้น “เอ๊ะ อีสา วอนใหญ่แล้วนะเอ็งนี่”
“อ้าว ก็ฉันสงสัย”
เจิมแว้ดใส่ “เอ็งอยากรู้ เอ็งก็ลองตายดูซี...ตายแล้วก็ช่วยกลับมาบอกข้าด้วยว่านรกมันเป็นยังไง... นังนี่ วอนนัก”

นึกเรื่องนี้แล้วสาร้องไห้ออกมา
“ฉันรู้แล้ว ป้าจ๋า ฉันก็รู้แล้ว ว่านรกมันเป็นยังไง” อีสาร้องไห้สะอึกสะอื้น “ช่วยด้วยใครก็ได้ ช่วยลูกด้วยลูกทนไม่ไหวแล้ว”
สาสะอึกสะอื้นผู้คุมเดินมาหา
“อุษา”
สาเงยหน้าขึ้น
“มานั่งทำอะไรตรงนี้...มีคนมาเยี่ยมแน่ะ”

สาเดินออกมาที่ห้องเยี่ยม เสื้อผ้ามอมแมม เห็นหวนยืนอยู่ สาดีใจ
“พี่หวน” สาชะงัก เมื่อเห็นเจิมอยู่ด้วย “ป้าเจิม”
หวน บอก “ข้าพาป้าเจิมมาเยี่ยมเอ็ง”
สาเข้ามานั่ง เจิมเข้ามานั่งตรงข้าม เจิมนั่งนิ่งๆ มองสภาพของสาด้วยแววตาสมเพช
“ป้าจ๋า...ป้า” สาพูดอะไรไม่ออก
เจิมมองสา แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงขมขื่น
“ข้าเคยเลี้ยงเด็กคนนึง หน้ามันสวยอย่างกับปั้น รูปร่างมันสวยอย่างกับหุ่นเวลามันใส่เครื่องรำ มันงามอย่างกับนางฟ้า” เจิมเริ่มน้ำตาคลอ “ข้ารักมัน ยอมทำทุกอย่าง หวังให้มันได้ดีกว่ากำพืดของมัน สุดท้าย...”
สาน้ำตาร่วง
“เอ็งก็ตายเพราะผู้ชาย ไม่ผิดอะไรกับแม่ของเอ็งเลย อีสา”
“ฉันมันเลวจ้ะ ป้า ฉันรู้...แต่ฉันก็ไม่อยากตายอยู่ในคุก ฉันทนไม่ได้ ป้าจ๋า ป้าบอกคุณชายให้ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
เจิมกับหวนตกใจ หวนเสียงดัง
“อีสา! หุบปากนะ ไหนเอ็งสัญญากับหม่อมท่านว่าเอ็งจะไม่พูดถึงคุณชาย”
“ฉันไม่บอกใครหรอกพี่หวน พี่ก็ไม่ต้องบอกคุณชายว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันขอ...ขอให้เธอเมตตาฉันหน่อยได้ไหม”
หวนสงสาร แต่ทำใจแข็ง “อย่าขอเลย สาเอ๊ย ทำอะไรไว้ก็ก้มหน้ารับกรรมไปเถอะ”
สาหันมาพูดกับเจิม “ป้าเจิม ป้าพูดกับคุณชายได้ไหม ฉันไหว้ละ ฉันขอร้อง”
เจิมมองสาอย่างเข้าใจ แต่ไม่ใจอ่อน
“อีสาที่ข้ามาวันนี้ ไม่ได้จะมาช่วยเอ็ง แค่จะมาบอกว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นยังไง เอ็งห้ามโกรธ ห้ามเกลียด ห้ามสาปแช่งผูกเวรกับคุณชาย”
สาใจเสีย “เธอจะสั่งประหารฉันเหรอป้า”
“ข้าไม่รู้...แต่เธอเป็นผู้พิพากษา ต้องรักษาความยุติธรรม ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเอ็งต้องเข้าใจ แล้วก็อย่าได้คิดจะลำเลิก อ้างว่าเป็นอะไรกับคุณชายเป็นอันขาดถ้าเอ็งทำ ต่อให้เอ็งรอดมือกฎหมายมาได้ เอ็งก็จะตายเพราะมือข้านี่แหละ อีสาจำไว้”

เจิมพูดจริงจัง สาหน้าหมอง เศร้าจัดทางรอดในชีวิตตีบตันไปเสียหมด

อ่านต่อหน้า 3

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 27 (ต่อ)

กลับถึงตำหนักขาวเจิมแยกกลับเรือนบ่าว ให้หวนมารายงานหม่อมพริ้มที่ห้องโถง

“แล้วอีสามันว่ายังไง”
“มันไม่ว่าอะไรค่ะ หม่อม เอาแต่ร้องไห้...หวนก็สงสารมันนะคะแต่ว่า...”
“ข้าก็สงสาร แต่สงสารชายรวีมากกว่า ยังไงข้าไม่บอกชายรวีแน่ๆ ว่าอีสามันเป็นใคร...” หม่อมยกมือพนม ไหว้พระ “เจ้าประคุณ ถ้าหากลูกชายจะต้องสั่งฆ่าแม่ คนที่ผิด คนที่บาป คนที่จะต้องชดใช้ ก็ขอให้เป็นลูกเถิดเจ้าค่ะ”

เช้าวันต่อมา อนุกรตามมาคุยกับโสภิตพิไลที่บ้านสวนของสุขกับแป้น
“คุณไม่เปลี่ยนคำให้การแน่นะครับ คุณโสภิตพิไล”
โสภิตพิไลนิ่ง อึดอัดใจมาก
“จากการสืบพยานหลายคนที่ไนต์คลับ อัยการลงความเห็นว่าคุณอุษายิงนายประธานเพราะหึงหวง ที่เขามาติดพันคุณ”
“คุณป้าทำไปเพื่อปกป้องดิฉัน”
“ปกป้อง!” อนุกรหัวเราะขัน “คุณครับ คุณป้าคุณใช้ปืนกระหน่ำยิงนายประธานจนตายคาที่...แบบนี้ ติดคุกไม่ต่ำกว่า 20 ปี หรือเผลอๆ อาจจะโดนโทษประหาร... แล้วผมบอกคุณได้เลย ว่าทางอัยการตั้งท่าเขาเล่นงานคุณอุษาเต็มที่แน่ๆ”
โสภิตพิไลตกใจ หน้าเสีย

โสภิตพิไลปรึกษาแป้น กิริยาอาการเด็กสาวสับสนมาก
“ถ้าหนูบอกความจริงกับทนาย คุณสาอาจจะรอดก็ได้”
“ป้าแป้นคิดว่าหนูควรจะบอกใช่ไหมคะ”
“อย่าถามป้าเลยค่ะ...คุณสาแกก็พูดถูก ถ้าหนูพูดไป ว่าหนูโดนนายคนนั้นปลุกปล้ำ คนก็คงพูดกันสนุกปาก ยิ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยแล้ว มันคงใส่สีใส่ไข่กันจนชื่อเสียงหนูเสียหายไม่มีชิ้นดี”
โสภิตพิไลกลุ้มใจ “นั่นสิคะ คงไม่มีใครเชื่อ ว่าหนูยังไม่ได้เสียตัวให้นายประธาน ยิ่งถ้าลงหนังสือพิมพ์ หนูคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
โสภิตพิไลหนักใจเหลือเกิน จะพูดหรือไม่พูดดี
“ถ้าหนูพูด ชีวิตหนูก็จบ แต่ถ้าไม่พูด ชีวิตคุณป้าก็อาจจะจบเหมือนกัน...หนูจะทำยังไงดี

คืนวันต่อมา หม่อมพริ้มกราบพระ ทำจิตใจให้มั่นคง หวนนำชายรวีเข้ามา
“เห็นพี่หวนบอกว่าหม่อมแม่อยากพบผม”
“มานั่งนี่สิ แม่อยากคุยกับชายหน่อย”
หวนออกไป ชายรวีนั่งลง
“เรื่องแม่อุษาวดีน่ะ ชายคิดหรือยังว่าจะตัดสินลงโทษเขายังไง”
ชายรวีแปลกใจ “ทำไมหม่อมแม่ต้องสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ครับ”
“ตอบแม่ก่อน จะทำยังไงกับเขา”
“ตอบไม่ได้หรอกครับ หม่อมแม่ การตัดสินเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาก็จริง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับทนายที่แก้ต่างด้วย”
“แต่ชายก็มีอำนาจที่ช่วยเหลือแม่อุษาวดีได้ไม่ใช่หรือ”
“ผมเป็นตัวแทนของกฎหมาย ถ้าไม่รักษาไว้ให้มันเที่ยงตรง แล้วใครจะรักษาเล่าครับ”
“แต่ถ้าคนที่ทำผิด เป็นแม่ของชายล่ะ”
ชายรวีชะงักงงกับคำถาม มองหน้าหม่อมพริ้มอย่างแปลกใจ
“หม่อมแม่ว่าอะไรนะครับ”
“แม่ถามว่า ถ้าแม่ผู้ให้กำเนิดของชาย เป็นคนทำผิดกฎหมาย ชายจะช่วยแม่ให้พ้นผิดไหม”
หวนแอบฟังอยู่หน้าห้อง ลุ้นคำตอบไปด้วย
ชายรวีถามอย่างแปลกใจ
“ทำไมหม่อมแม่ต้องถามผมแบบนี้ด้วยครับ มีอะไรหรือเปล่า”
หม่อมพริ้มไม่ตอบ ยืนยันถามต่อ “สมมติว่าแม่ทำ...ถ้าแม่ฆ่าคนตายเหมือนแม่อุษาวดีชายจะปล่อยแม่ไหม”
ชายรวีคิดนิดเดียว ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง
“ผมว่า ผู้พิพากษาที่รู้กฎหมาย แต่กลับตัดสินความด้วยความลำเอียงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามเลวยิ่งกว่าคนธรรมดาที่ทำผิดกฎหมายเสียอีกนะครับ”
“แปลว่าชายจะสั่งลงโทษแม่”
“ถ้าผมทำ หม่อมแม่จะว่ายังไงครับ”
“แม่จะดีใจมาก...ต่อให้แม่ต้องโทษประหารแม่ก็จะตายไปด้วยความภูมิใจ ว่าแม่ได้เลี้ยงเด็กคนหนึ่ง ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีอย่างแท้จริงลูกแม่ พรุ่งนี้ เมื่อชายอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ขอให้ชายทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมนะลูกนะ”
ชายรวียิ้มรับ “ครับ หม่อมแม่”
หม่อมพริ้มยิ้มอย่างพอใจ
หวนแอบฟังอยู่นอกห้อง สงสารสานิดๆ
“อีสา จากนี้ไปก็สุดแต่เวรแต่กรรมของเอ็งแล้วนะ”

ถึงวันพิจารณาคดี สาถูกนำตัวมาตามทางเดินแต่เช้า ตรงไปที่ห้องพิจารณาคดี ระหว่างทาง อนุกร เพ็ญศรี และโสภิตพิไลยืนรออยู่
“คุณสา”
ทั้งสามกรูกันเข้ามา โสภิตพิไลมองสาด้วยความเป็นห่วง เห็นสาหน้าซีด ขอบตาดำคล้ำคล้ายไม่ได้นอน
“คุณป้าเป็นยังไงบ้างคะ”
“โสภิต...ป้า... ป้า” สาเศร้ามาก พูดไม่ออก
เพ็ญศรีปลอบ “ไม่ต้องกลัวนะคะ คุณสา คุณอนุกรจะช่วยคุณ พวกเราจะช่วยคุณ”
“อย่านะ เพ็ญ” สาบอกกับอนุกร “พวกคุณอย่าเอาโสภิตมายุ่ง”
เพ็ญศรีท้วง “แต่คุณสาคะ”
สาดุ “อย่ายุ่ง” แล้วหันมาทางโสภิตพิไล “อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้นะโสภิต ป้าไม่อยากทำลายชีวิตหนู”
อนุกรปลอบ “ทำใจดีๆ ก่อนครับ คุณอุษา...ขอให้ไว้ใจผม ผมจะทำให้ดีที่สุด”
“รับปากกับป้านะ โสภิต อย่าพูด...อย่าพูดเป็นอันขาด”

สาโดนเอาตัวไป โสภิตพิไลยืนนิ่ง ชั่งใจอย่างหนัก สุดท้ายเด็กสาวตัดสินใจเด็ดขาดได้แล้ว

อ่านต่อตอนต่อไป

ภายในห้องพิจารณาคดี มีคนมานั่งฟังอยู่มากพอสมควร รวมทั้งทั้งพวกพนักงานที่ไนต์คลับ และนักข่าวที่มาติดตามข่าวนี้

สาถูกนำตัวเข้ามาในศาล มีเสียงคนพึมพำ แล้วเงียบลง สาเดินผ่านกลุ่มคนไปนั่ง แล้วก็ต้องชะงัก
เมื่อสายตาพบว่าตรงที่นั่งแถวหน้า หม่อมพริ้มนั่งอยู่ กับเจิมแล้วหวน หม่อมพริ้มกับเจิมหน้านิ่งไม่มีความรู้สึกใดๆ หวนมองมาตาละห้อย ยังเป็นห่วงสาอยู่บ้าง
คณะผู้พิพากษาเดินออกมา ทุกคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพศาล สายืนตามเหมือนหุ่น
ชายรวีเดินไปนั่งบัลลังก์ตรงกลาง ติดตามมาด้วยผู้พิพากษาสมทบ
ชายรวีบอก “เชิญนั่ง”
ทุกคนนั่งลง สานั่งลง เป็นครั้งแรกที่เห็นชายรวีในชุดผู้พิพากษา สามอง สลดหดหู่เหลือแสน ได้แต่บอกตัวเองในใจ
“คุณชายของแม่...แม่ไม่นึกเลย ว่าจะมันจะมีวันนี้”
สาน้ำตาคลอ ชายรวีมองมาใบหน้านิ่ง แต่สายตามีแววกรุณา
ชายรวีมองไปอีกทาง เห็นหม่อมพริ้ม เจิม และหวน มาฟังการพิจารณาคดี ก็นึกแปลกใจ
อัยการยืนขึ้นแถลงต่อศาล
“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผม นายวิชา ช่วยชอบ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางอุษา อิสระ เป็นจำเลยที่1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยจำเลยได้ยิง นายประธาน เทวา คู่รักและหุ้นส่วนธุรกิจ จนถึงแก่ความตาย โยใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงไปทั้งสิ้น 4นัด จนผู้ตายขาดใจตายทันที อย่างโหดเหี้ยม...จำเลยจะรับสารภาพตามข้อกล่าวหาหรือไม่
“ฉัน...ฉัน...” สาพูดไม่ออก
หม่อมพริ้ม เจิม หวน พากันมองสา ชายรวีมองสาอย่างเห็นใจ
“ฉันรับสารภาพค่ะ ฉันยิงเขาจริง แต่ฉัน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ” สาตอบคำถาม
อัยการซักต่อสาตอบตามตรง
“จำเลยให้การว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุ จำเลยได้ทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย จนเกิดบันดาลโทสะ จึงได้ใช้ปืนยิงผู้ตาย ใช่หรือไม่”
“ใช่ค่ะ”
“สาเหตุของการทะเลาะวิวาท มาจากการที่ผู้ตาย ที่เป็นคนรักของจำเลย ไปติดพันนางสาวโสภิตพิไล วรประเสริฐ ผู้เป็นคนในอุปการะของจำเลย จำเลยจับได้จึงเกิดความหึงหวง เป็นเหตุให้สังหารผู้ตายใช่หรือไม่”
สาปฏิเสธ “ไม่ใช่ค่ะ”
“อย่างนั้นสาเหตุคืออะไร” อัยการซัก
สานิ่ง น้ำตาคลอ มองชายรวีอย่างขอความเห็นใจ

ส่วนในห้องพยาน โสภิตพิไลนั่งนิ่งในนั้น เครียดจัด
ภาพในอดีตเคยเห็นสามาตั้งแต่เล็กจนโต ผุดขึ้นมาราวกับสายน้ำไหล / ตอนเด็กๆ สายิ้มให้ สาตีกับพรมาชนโสภิตพิไลล้ม / สาเรียกให้เข้ามาหา แต่โสภิตพิไลวิ่งไปกอดสมศักดิ์ / โสภิตทิ้งสาวิ่งไปหาสุข จนถึงตอนโต สาเอาเครื่องเพชรให้ใส่ออกงาน / กระทั่งสุดท้ายสากระหน่ำยิงประธานแล้วเข้ามากอดปลอบ
ภาพต่างๆ เหล่านั้น ประดังประเดเช้ามาในความคิดอย่างรวดเร็ว จนโสภิตพิไลแทบจะรับไม่ไหว

การพิจารณาคดีดำเนินไป สายืนนิ่งหลังถูกอัยการซัก ชายรวีมองสาถามอย่างเห็นอกเห็นใจ
“จำเลยกรุณาตอบคำถามของอัยการได้หรือไม่”
“ดิฉัน...ดิฉันแค่โกรธ”
“อะไรทำให้จำเลยโกรธ จนถึงกับต้องยิงผู้ตายอย่างโหดเหี้ยม” สาออกอาการอึกอัก “เป็นเพราะความหึงหวงใช่หรือไม่ เพราะผู้ตายคิดจะทิ้งจำเลยไปรักกับนางสาวโสภิตพิไล จำเลยยอมไม่ได้ จึงสังหารผู้ตายใช่หรือไม่”
สากรี๊ดปฏิเสธลั่น “ไม่! ไม่ใช่!”
“จำเลยรู้มาล่วงหน้าแล้ว ว่าผู้ตายแอบมาติดพันนางสาวโสภิตพิไล เมื่อจับได้ จึงตั้งใจสังหารผู้ตายด้วยความแค้นใช่หรือไม่”
อนุกรลุกขึ้นยืน “ขอคัดค้านครับ คำถามของอัยการไม่เหมาะสม”
“ศาลขอให้ตั้งคำถามใหม่” คุณชายรวีบอก
“ข้าแต่ศาลที่เคารพ จากคำให้การของจำเลย เห็นได้ว่า จำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอ้างว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาสมควรได้รับโทษ จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาโทษจำเลย ตามสมควรแก่ความผิดด้วยครับ”
สาเป็นลมล้มตึงไป คนที่ฟังอยู่ในห้องต่างตื่นเต้น
ชายรวีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม “ศาลสั่งพักการพิจารณาคดีชั่วคราว”

ทุกคนออกมานั่งพักด้านนอก หวนอดรู้สึกสงสารสาไม่ได้
“สามันคงกลัวมากนะคะหม่อม ถึงกับลมจับไปเลย”
หม่อมพริ้มครุ่นคิด อดสงสารไม่ได้ “ก็น่าสงสารมัน...สามันไม่ใช่คนดีก็จริง แต่มันไม่ใช่คโหดเหี้ยมอะไร ข้าไม่เชื่อว่ามันจะฆ่าคนเพราะความหึงหวง...มันน่าจะมีเหตุผลอื่น”
“ถ้ามี ก็คงเป็นเรื่องที่เลวกว่านี้ล่ะเจ้าค่ะ มันถึงไม่กล้าพูดออกมา” เจิมบอกอย่างชิงชัง

มุมหนึ่งในห้องพิจารณาคดี สาฟื้นแล้ว อนุกรกำลังหว่านล้อมสา
“คุณต้องพูดความจริงให้ศาลฟัง ว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นคุณไม่รอดแน่ คุณอุษา”
สาเอาแต่นิ่งเงียบ
อนุกรหว่านล้อม “ผมรู้ทุกอย่าง โสภิตพิไลบอกผมหมดแล้ว คุณมีสิทธิ์จะได้รับการเห็นใจจากศาล
แต่ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้นะ ถ้าคุณไม่พูด”
สานิ่ง หมดอาลัยตายอยาก อนุกรทอดถอนใจ ขัดอกขัดใจยิ่งนัก

สาถูกนำกลับมาพิจารณาคดีตามเดิม ชายรวีและคณะเดินเข้ามา ทุกคนยืนเคารพศาล
ทันทีที่ลงนั่ง อนุกรก็ก้าวออกมา
“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผม นายอนุกร กรรณารมย์ ทนายจำเลย ขออนุญาตเบิกตัวพยานจำเลยขึ้นมาให้การ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี”
สาหันขวับไปมองหน้าอนุกร ตกใจ
“ศาลอนุญาตให้เบิกพยานได้” ชายรวีบอก
“ขอเบิกตัว นางสาวโสภิตพิไล วรประเสริฐ”
สาสะดุ้ง โสภิตพิไลเดินออกมา
“ไม่นะ ไม่”
เจ้าหน้าที่ห้ามสาไม่ให้ส่งเสียง สาอึกอัก โสภิตพิไลเดินหน้านิ่งไปที่หน้าบัลลังก์พนมมือขึ้นที่ระหว่างอก
“ข้าพเจ้าขอสาบานต่อพระแก้วมรกต เจ้าพ่อหลักเมือง พระสยามเทวาธิราชและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจะเบิกความต่อศาลด้วยความสัตย์จริง หากข้าพเจ้านำความเท็จมากล่าว ขอภยันตราย ภัยพิบัติทั้งหลาย จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าโดยพลัน”
สาฟังโสภิตพิไลสาบานแล้วร้องไห้รู้ว่าหมดทางห้ามแล้ว
อนุกรในฐานะทนาย ถามโสภิตพิไล มีเสมียนศาลพิมพ์คำให้การตามไปด้วย
“คุณเป็นอะไรกับจำเลย”
“หลานสาวค่ะ”
หม่อมพริ้ม เจิม และหวนมองหน้ากัน
“หลาน? เด็กนี่เป็นหลานของอีสาหรอกรึ”
อนุกรถามโสภิตพิไลต่อ
“คุณให้การว่า ตอนที่เกิดเหตุ คุณไม่อยู่ในห้อง หลังจากที่เสียงปืนดังขึ้น คุณจึงมาพบจำเลยยืนอยู่ พร้อมกับศพของนายประธาน”
โสภิตพิไลบอก “ดิฉันโกหกค่ะ” เสียงคนในห้องฮือฮา “ดิฉันให้การเท็จกับตำรวจ ตามคำสั่งของคุณป้า”
อนุกรซัก “ทำไมจำเลยจึงต้องการให้คุณทำอย่างนั้น”
“เพราะคุณป้าต้องการปกป้องชื่อเสียงของดิฉัน ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่า จริงๆ แล้ว คืนนั้น คุณป้ายิงนายประธานเพราะเขา...เขาพยายามจะข่มขืนดิฉันค่ะ”
โสภิตพิไลแข็งใจพูด เสียงฮือฮาดังขึ้นมาอีก อัยการก้าวขึ้นมาซักค้าน
“คุณอ้างว่าที่จำเลยยิงนายประธานจนเสียชีวิต เพื่อปกป้องคุณ”
“ค่ะ”
“นายประธานพยายามจะข่มขืนคุณ”
โสภิตพิไลอายมาก “ค่ะ”
“ช่วยอธิบายให้มากกว่านี้ได้ไหม เขาทำอะไร ที่เรียกว่าพยายามจะข่มขืนคุณ”

โสภิตพิไลพูดไม่ออก สาใจจะขาดเสียให้ได้ สงสารลูกจนน้ำตาไหล

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 27 (ต่อ)

หม่อมพริ้มนิ่วหน้า ไม่พอใจกับคำถาม อนุกรขัดขึ้น

“ขอคัดค้านครับ พยานเป็นหญิงสาวอายุน้อย ไม่สะดวกที่จะตอบคำถามแบบนี้”
ชายรวีบอก “ศาลเห็นด้วย คำถามนี้ตกไป ศาลขอให้เปลี่ยนคำถามใหม่”
“จำเลยเข้าไปพบนายประธานกำลังกระทำการข่มขืนคุณ?”
โสภิตพิไลอับอายสุดๆ “ยังค่ะ กำลังจะทำ แต่เขายังไม่ได้ทำ”
อัยการยิ้ม เหมือนได้สิ่งที่ตนพอใจ แล้วเปลี่ยนคำถามใหม่
“คุณเป็นอะไรกับจำเลย”
“เป็นหลานค่ะ”
“พ่อหรือแม่ของคุณที่เป็นญาติกับจำเลย”
“คุณป้าอุษาเป็นพี่เลี้ยงของคุณแม่ดิฉัน แต่ท่านเลี้ยงดูดิฉันมาตั้งแต่เล็กหลังจากที่พ่อแม่ของดิฉันเสียชีวิตไปค่ะ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าหน้าหม่อมพริ้มจนสะดุดกึก หันขวับไปมองหน้าเจิมกับหวน ทุกคนเอะใจ
อัยการแถลงต่อศาล “ข้าแต่ศาลที่เคารพ ที่ทนายจำเลยอ้างว่าจำเลยทำการโดยบันดาลโทสะ เพราะโกรธแค้นที่หลานสาวถูกล่วงเกิน แต่ความจริงนางสาวโสภิตพิไล วรประเสริฐ ไม่ได้เป็นหลานแท้ๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับจำเลยแม้แต่น้อย และผู้ตายก็ยังไม่ได้กระทำการล่วงเกินนางสาวโสภิตพิไล ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ สมควรได้รับโทษ”
โสภิตพิไลแทบทรุด ผิดหวัง สาน้ำตาไหล อนุกรลุกขึ้นยืน
“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ทนายจำเลยขอเบิกตัวพยานจำเลย นางสาวเพ็ญศรี สุขสด ขึ้นให้การครับ”
เพ็ญศรีเดินออกมา อนุกรถามเพ็ญศรี
“คุณสนิทสนมกับจำเลยมานานแค่ไหน”
“สิบปีค่ะ ดิฉันทำงานเป็นลูกจ้างในอุษาวดีไนต์คลับ เลยสนิทสนมกับจำเลยมากจนรู้ว่าจำเลยรักและห่วงใยนางสาวโสภิตพิไลมาก”
อนุกรซักต่อ “ทั้งๆ ที่นางสาวโสภิตพิไลไม่ใช่หลานแท้ๆ งั้นหรือ”
“ค่ะ จำเลยรักนางสาวโสภิตพิไลมาก มากยิ่งกว่าแม่รักลูกเสียอีก”
“คุณทราบไหมว่าเพราะอะไร”
“จำเลยเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่า โสภิตพิไลเป็นลูกของเจ้านาย ผู้มีพระคุณที่จำเลยเคารพรักมากที่สุดในชีวิตดังนั้น ดิฉันไม่แปลกใจเลยถ้าจำเลยจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโสภิตพิไลค่ะ”
หม่อมพริ้มได้ยิน หันขวับมองหน้าสา แววตาเต็มไปด้วยคำถาม
แท้จริงแล้วตอนที่สาเล่าให้เพ็ญศรีฟัง ในใจสาหมายถึงโสภิตพิไลเป็นลูกของท่านชายโชติช่วงรวี แต่คนที่ได้ฟัง โดยไม่รู้เรื่องราวหนหลัง ต่างเข้าใจว่าสาหมายถึงคุณหญิงโสภาพรรณวดี

ช่วงพักศาล หม่อมพริ้ม เจิม และหวนออกมานั่งด้านนอก หวนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หม่อมคะ หรือว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะเป็น...”
หม่อมพริ้มมองหน้าเจิม “เจิม มันเคยบอกเอ็งหรือเปล่า เรื่องลูกของหญิงโสภา”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ”
“ถ้าไม่ใช่ลูกของคุณหญิง อีสามันจะยอมทำขนาดนั้นหรือคะ...หวนว่าต้องใช่”
หม่อมพริ้มพึมพำชื่อซ้ำๆ “โสภิตพิไล โสภิตพิไล”
หม่อมหันมองโสภิตพิไลอีกที แววตาอ่อนโยนลง
“ถ้าใช่ เด็กคนนั้นก็คือหลานยายของข้าล่ะสิ นังเจิม”

การพิจารณาคดี ดำเนินมาถึงตอนเย็น ทุกคนกลับไปนั่ง รอฟังคำตัดสิน
ผู้พิพากษาเดินออกมา ทุกคนยืนขึ้นเคารพศาล ชายรวีพูด
“เชิญทุกคนนั่ง”
ทุกคนลงนั่ง
“ขอให้จำเลยยืนขึ้น ฟังศาลอ่านคำพิพากษา” ชายรวีบอกอีก
สายืนขึ้น หน้าซีด ตัวสั่นด้วยความกลัว ชายรวีอ่านคำพิพากษา ด้วยมาดอันสุขุม
“ในคดีที่อัยการยืนฟ้องนางอุษา อิสระ ข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนานั้น ศาลได้วิเคราะห์คำฟ้อง หลักฐาน และคำให้การทั้งหมดแล้ว ลงความเห็นว่า จำเลยได้กระทำการเพื่อปกป้องหลานสาว ที่จำเลยมีความรักและผูกพันเหมือนลูกของตน ประกอบกับบันดาลโทสะ ทำให้ลงมือกระทำการไปโดยมิได้เตรียมการไว้ก่อน ศาลลงมติให้ลงโทษ จำคุกเป็นเวลา 2 ปี”
สางงๆ อึ้งๆ หน้าเสีย โสภิตพิไลกับเพ็ญศรีเสียใจ ส่วนหม่อมพริ้มและพวกมองสาอย่างเวทนา
“แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ศาลจึงให้จำเลยรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี”
ชายรวีอ่านจบลุกขึ้นยืน ทุกคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพศาล สายืนงงๆ ไม่เข้าใจ อนุกรหันมายิ้ม ดีใจ
“คุณรอดแล้ว คุณอุษา”
สางงอยู่นั่น “อะไรนะคะ”
โสภิตพิไลวิ่งมาพร้อมกับเพ็ญศรี
“คุณป้าไม่ต้องติดคุกแล้วค่ะ คุณป้ารอดแล้ว”
สาตาโต “จริงเหรอคะ ฉันรอดแล้ว...ป้ารอดแล้วใช่ไหมลูก เพ็ญฉันรอดแล้ว
สายิ้มออก ดีใจจนน้ำตาไหล”

สาและพวก รวมทั้งอนุกรเดินออกมามีนักข่าวมาถ่ายรูปทำข่าว ถ่ายรูปกันวูบวาบ
“ขอบคุณมากนะคะ คุณอนุกร...ฝากขอบคุณคุณชายด้วย”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ผมทำตามหน้าที่ ส่วนคุณชายรวี เขาก็ทำตามหน้าที่ของเขาเหมือนกัน”
อนุกรยิ้ม แล้วขอตัวออกไป
“กลับบ้านกันเลยนะคะ คุณสา” เพ็ญศรีบอก
สาหันมาทางลูกสาว “กลับบ้านเรานะ โสภิต”
“หนูคงไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกแล้วค่ะ คุณป้า หนูจะไปอยู่บ้านสวนกับป้าแป้น”
สาเห็นดีด้วย “จ้ะๆ ตามใจ...งั้นเราไปอยู่ที่นั่นกัน”
เพ็ญศรีคาใจ “แล้วไนต์คลับล่ะคะ คุณสา”
สาบอกไปโดยไม่คิดมาก “ปิดแล้วก็ปิดเลยเถอะ เพ็ญ ฉันเบื่อแล้ว อยากจะหาอาชีพทำมาค้าขายธรรมดาเหมือนคนอื่นเขาบ้าง…แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ทิ้งเพ็ญหรอก”
“ค่ะ ไปไหนก็ไปกัน ก็ดีเหมือนกัน จะได้เลิกทำงานกลางคืนเสียที”
“ไป โสภิต กลับบ้านกัน...”
สาพูดเท่านั้นแล้วชะงักกึก เมื่อเห็นหม่อมพริ้มยืนมองหน้าโสภิตพิไลอยู่ มีเจิมกับหวนอยู่ข้างหลัง
“หม่อม”
สาไม่ทันจะไหว้ หม่อมพริ้มก็หันหลังเดินจากไปเลย เจิมกับหวนเดินตาม
โสภิตพิไลแปลกใจ “ใครกันคะ คุณป้า”
“หม่อมพริ้ม...ท่านเป็นหม่อมใหญ่ของท่านชายโชติช่วงรวี รวีวาร”
โสภิตพิไลสะดุดหู “รวีวาร? ก็หมายความว่าท่านเป็น...”
“จ้ะ ท่านเป็นหม่อมแม่ของคุณหญิงโสภา....หม่อมยายของหนู”

โสภิตพิไลอึ้งนิ่งงันไป

เย็นนั้นชายรวีเดินกลับจากกระทรวง เดินเข้าบ้านมาอย่างเร่งรีบ เหมือนมีอะไรในใจ เจอกับหวนเป็นคนแรก

“พี่หวน หม่อมแม่อยู่ไหน”
หม่อมพริ้มเดินลงมาจากข้างบนพอดี พร้อมหญิงจ้อย
“มีอะไรกับแม่หรือ ชาย”
“ผมอยากทราบ...วันนี้หม่อมแม่ ป้าเจิม พี่หวน ไปที่ศาลกันทำไมหม่อมแม่รู้จักกับคุณอุษามาก่อนใช่ไหมครับ”

หม่อมพริ้มนั่งลงพร้อมกับหญิงจ้อยและชายรวี คนอื่นๆ นั่งรายรอบอยู่ที่พื้น
“อุษาหรืออีสา เป็นหลานของนังเจิม แม่มันชื่อนังสน เป็นบ่าวในวังรวีวาร”
ชายรวีหน้าตาตื่นเต้นมาก หันมาทางเจิม “จริงหรือจ๊ะ ป้าเจิม”
“จริงเจ้าค่ะ คุณชาย”
จวนเสริม “เมื่อก่อน นังสามันก็เป็นบ่าวในวังเหมือนนังหวน นังพุด นี่แหละค่ะ จนกระทั่งวันนึง...”
จวนหยุดเล่า มองหม่อมพริ้มอย่างเกรงใจ หม่อมพริ้มตัดสินใจเล่าต่อเอง
“จนกระทั่งวันนึง ท่านพ่อของชายทรงโปรดให้มันขึ้นมารับใช้ สามันเลยได้เป็นหม่อมคนสุดท้าย ก่อนที่ท่านพ่อของชายจะสิ้นไป”
“แปลกมาก! แล้วทำไมไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลยล่ะครับ แม้กระทั่งคุณอุษา เธอก็รู้ว่าผมเป็นใคร ทำไมเธอไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ผมทราบเลย”
หญิงจ้อยเอ่ยขึ้น “หลังจากท่านพ่อสิ้นไม่นาน สาก็ออกจากวังรวีวารไป พาพี่หญิงโสภาออกไปด้วย ตอนนั้นทุกคนโกรธสามาก ว่าเป็นตัวการชักนำให้พี่หญิงโสภาไปลำบากหม่อมแม่ถึงกับสั่งห้าม ไม่ให้ใครพูดถึงพี่หญิงโสภากับสาให้ได้ยินเป็นอันขาด”
“ทุกคนสาปส่งมัน ไม่มีใครอยากพูดถึงมัน บ่าวเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอมันอีกจนวันนี้แหละเจ้าค่ะ” เจิมว่า
“ที่แม่ไม่บอกชายว่าสาเป็นใคร เพราะไม่อยากให้ชายไขว้เขวแล้วอีกอย่าง มันก็เป็นเรื่องน่าอาย แม่ไม่อยากบอกใครๆ ว่าแม่อุษาวดีผู้อื้อฉาวเป็นหม่อมของท่านพ่อ”
“ครับ ผมเข้าใจ”
“ชายรู้ก็ดีแล้ว มันยังมีอีกเรื่องนึง ที่แม่ไม่สบายใจ...เรื่องเด็กคนที่ไปขึ้นศาลวันนี้ คนที่ชื่อโสภิตพิไลน่ะ”

บรรยากาศ บ้านสวนแป้นและสุขยามเช้า สดใสดังเก่า พร้อมภาพชีวิตงดงามคุ้นตาดังเดิม เวลานั้นพระกับลูกศิษย์พายเรือมาตามคุ้มน้ำวาดเรือเข้ามาที่ท่าน้ำ
สา แป้น และโสภิตพิไลใส่บาตร พระให้พรแล้วพายเรือออกไป
“ผ่านคุกผ่านตะรางมา คุณสาน่าจะไปรดน้ำมนตร์เสียหน่อย” แป้นว่า
“ก็ว่าจะไปเหมือนกันล่ะจ้ะ ไปล้างสาบคนคุกที่ติดเนื้อติดตัวมาออกไปเสียที โสภิตไปกับป้าไหม”
“ไม่ล่ะค่ะ หนูยังไม่อยากเจอใครหนูขอตัวก่อนนะคะ”
โสภิตพิไลตอบขรึมๆ แล้วเดินแยกตัวออกไป สาหน้าเศร้า แป้นปลอบใจ
“เห็นใจแกเถอะค่ะ ลงข่าวหนังสือพิมพ์หราขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องอาย”
“ฉันทำร้ายแกอีกแล้ว”
“คุณไม่ได้ตั้งใจนี่คะ อย่าคิดมากเลยค่ะ เวลาผ่านไป แกก็คงดีขึ้นเองสายแล้ว ขึ้นบ้านกันเถอะค่ะ”
มีเรือเข้ามาที่ท่าน้ำ สาแปลกใจ เขม้นมอง “เอ๊ะ ใครมา”
พอเรือเข้ามาจอดเทียบท่า สาเห็นชายรวีโผล่หน้าออกมา ก็ดีใจ
“คุณชาย!”
ชายรวีกระโดดขึ้นมาบนท่าน้ำ ยิ้มแย้ม “สวัสดีครับ คุณอุษา”
สาตื่นเต้นดีใจสุดๆ “ไปยังไง มายังไงคะนี่ ทำไมมาถึงที่นี่ได้” สานึกได้ “อ้อ พี่แป้นคะนี่คุณชายรวีช่วงโชติ...”
แป้นนึกได้ ส่งเสียงดัง “อ้อ คุณชายวังรวีวาร”
“นี่พี่แป้น เจ้าของบ้านนี้ค่ะ” สาแนะนำ
“สวัสดีครับ...ผมถามคุณเพ็ญศรี เขาบอกว่าคุณสามาอยู่ที่นี่ เลยลองเสี่ยงมา” คุณชายบอกกับแป้น “บ้านร่มรื่นน่าอยู่จังนะครับ”
“ขอบคุณค่า” แป้นยิ้มสมชื่อ
“คุณชายมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ อุตส่าห์มาถึงนี่”
“หม่อมแม่ให้ผมมาน่ะครับ...ท่านอยากทราบเรื่องโสภิตพิไล”
สาอึ้ง มองหน้าแป้นไปมา

ตอนกลางวัน ที่ชานเรือนบ้านสวนของแป้นและสุข ชายรวีนั่งคุยกับสาและโสภิตพิไล
“หม่อมแม่เล่าให้ผมฟังหมดแล้ว เรื่องคุณอุษา”
สาตกใจ “อะไรนะคะ”
“ท่านเล่าว่าคุณเคยเป็นหม่อมของท่านพ่อ”
โสภิตพิไลหันขวับ “จริงหรือคะ คุณป้า”
“จ้ะ ป้ารับใช้ท่านพ่อของคุณชายได้สองปีท่านก็สิ้นชีพิตักษัยไป”
โสภิตพิไลถาม “แล้วคุณป้าก็พาคุณแม่หนีออกมา”
สารับเสียงอ่อยๆ “จ้ะ”
“หม่อมแม่ท่านสงสัยว่าโสภิตพิไล จะเป็นลูกสาวของพี่หญิงโสภา ท่านเลยส่งผมมาถามคุณอุษา... ใช่ไหมครับ”

ในเวลาต่อมาสามคนอยู่ที่อีกมุม สาเอาล็อกเก็ตที่มีรูปท่านชายวางลงตรงหน้าชายรวี
“ล็อกเก็ตอันนี้เป็นของคุณหญิงโสภาค่ะ คุณหญิงยกให้โสภิตพิไลตั้งแต่ตอนที่เกิดใหม่ๆ”
ชายรวียิ้มกว้างให้โสภิตพิไลอย่างอ่อนโยน “ผมก็มีแบบนี้อันนึง”
“ท่านชายสั่งทำประทานให้กับโอรสธิดาของท่านเหมือนกันทุกคนค่ะ” สาบอกอีก
ชายรวีบอกกับโสภิตพิไล “คุณเป็นลูกของพี่หญิงโสภา ก็เท่ากับว่า คุณเป็นหลานสาวของผม” คุณชายยิ้มขันๆ “คุณต้องเรียกผมว่าน้า” แล้วหันมาที่สา “ใช่ไหมครับ”
สานิ่งอยู่อึดใจ
“ค่ะ...ใช่ค่ะ”
“หม่อมแม่ท่านอยากให้โสภิตพิไลไปรู้จักกับพี่น้องคนอื่นๆ ในสกุลรวีวาร ท่านสั่งให้ผมมารับคุณสองคนเข้าไป” คุณชายรวีช่วงโชติมองหน้าโสภิตพิไล “คุณจะว่ายังไง”

โสภิตพิไลมองหน้าสา ท่าทีหวาดหวั่น และสีหน้าเด็กสาวเป็นกังวล

โปรดติดตามอ่านต่อตอนที่ 28
กำลังโหลดความคิดเห็น...