xs
sm
md
lg

คิวบิก ตอนที่ 3

เผยแพร่:

คิวบิก ตอนที่ 3

สองคนเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนิ่งและนาน ภายในห้องทำงานหลินหลานเซ่อนั่นเอง จนสุดท้ายจงซินถามย้ำ

“เธอแน่ใจหรือว่าเธอจะทำได้สำเร็จ”
“ก็...ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ”
ฟังคำตอบแล้วจงซินมองจ้องเด็กสาวด้วยความโมโห
“คือ...ชั้นหมายถึงว่าชั้นจะทำให้เต็มที่ รับรอง”
“เอาล่ะ เธอต้องการข้อมูลอะไรในใบรับรองแพทย์”
“หนึ่ง ขอชื่อปลอมให้ชั้น” จงซินเขียนจดในกระดาษ “สอง ระบุว่าชั้นเป็นโรคหัวใจ”
“ทำไมต้องเป็นโรคหัวใจ” จงซินฉงน
“เอาเถอะน่า ใส่ไปเถอะ”
จงซินก้มลงเขียนตามที่นาคบอกในกระดาษ “แล้วไงต่อ”
“ให้ประวัติของชั้นไปอยู่ในทะเบียนของโรงพยาบาลในเป่ยเปียน”
“แล้วอะไรอีก”
“แค่นี้ก็พอ”
จงซินงง “แค่นี้น่ะหรือ ที่เธอคิดว่าเธอจะผ่านด่านตำรวจไปได้”
“ตอนนี้ขอแค่นี้ก่อน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมชั้นจะรีบบอกนาย”
“ฤทัยนาค เธอรู้รึเปล่าว่าด่านตรวจที่นี่มันเข้มงวดแค่ไหน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ตำรวจสากลขอตั้งด่านตรวจที่เป่ยเปียน ขนาดบริษัทเรามีอิทธิพลยังถูกตรวจค้นรถสินค้าทุกคัน” เฟ่ยจงซินเตือนอย่างหวังดี
“ชั้นรู้แล้ว ขอบคุณมากนะ”
ฤทัยนาคเดินออกไป ปิดประตูลง จงซินมองตามแล้วกุมขมับ
“นี่เราทำอะไรลงไป เราถึงได้เชื่อใจไอ้เด็กบ้านี่”
ฤทัยนาคเปิดประตูกลับเข้ามาอีก “อ้อ จงซิน”
“อะไร” จงซินหงุดหงิด
“ระบุไปด้วยว่าชั้นเพิ่งขาหัก อย่าลืมนะ อันนี้สำคัญ”
จงซินพยักหน้า ฤทัยนาคปิดประตูลง จงซินเขียนลงกระดาษตามที่เด็กสาวบอกแล้วถอนใจอย่างเคร่งเครียด นั่งอยู่ในห้องอย่างหนักใจ

ตอนกลางวัน ในร้านอาหารจีนแห่งนั้น เห็นหลินหลานเซ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งกับเหม่ยจิง พนักงานเข็นรถติ่มซำเข้ามาวาง ยกเข่งวางบนโต๊ะควันฉุย เหม่ยจิงหนีบฮะเก๋าให้
“ฮะเก๋าค่ะร้อนๆ”
“เธอทานเถอะ เดี๋ยวชั้นจัดการเอง”
“เหม่ยจิงอยากดูแลคุณนี่คะ” เหม่ยจิงวางฮะเก๋าในจานเบื้องหน้าหลินหลานเซ่อ เขาคีบกิน “เหม่ยจิงอยากให้คุณรู้นะคะว่าเหม่ยจิงรักแค่ไหน”
“ชั้นเคยบอกเธอแล้วไงว่าชั้นไม่เคยรักใคร”
“เหม่ยจิงรู้ค่ะ แต่เหม่ยจิงอยากให้คุณรู้ว่าเหม่ยจิงรักคุณ”
หลินหลานเซ่อยกชาจิบ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ แล้วคีบอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเหม่ยจิง
จังหวะนี้เห็นหย่งเหวินเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับไป่หลิง มีพนักงานเดินนำเข้ามา
ไป่หลิงร้องขึ้น “อุ๊ย พี่หย่งเหวินคะ”
“ว่าไงจ๊ะ”
“นั่นคุณหลินหลานเซ่อนี่คะ” ไป่หลิงมองไปทางหนึ่ง
หย่งเหวินมองตามเห็นหลินนั่งอยู่กับเหม่ยจิง
“ใช่ ไป ไปสวัสดีคุณหลินกัน”
หย่งเหวินกับไป่หลิงเดินตรงเข้าไปหาที่โต๊ะทักทายหลินหลานเซ่อ ก่อน
“สวัสดีครับคุณหลิน” / “สวัสดีค่ะคุณหลิน”
“อ้าวหย่งเหวิน ไป่หลิง” หลินหลานเซ่อทักตอบ
“สวัสดีครับคุณเหม่ยจิง”
เหม่ยจิงทักทาย “สวัสดีค่ะคุณหย่งเหวิน”
หย่งเหวินแนะนำ “นี่น้องไป่หลิงหลานสาวท่านซานครับ”
“สวัสดีค่ะคุณเหม่ยจิง คุณเหม่ยจิงเนี่ยตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะคะ” ไป่หลิงปลื้มที่เจอยอดนางแบบตัวเป็นๆ
“ขอบคุณค่ะ”
“ไป่หลิงขอถ่ายรูปคู่ด้วยได้มั้ยคะ”
“ได้สิคะ”
“พี่หย่งเหวินถ่ายรูปให้หน่อยได้มั้ยคะ”
“ได้จ้ะ” หย่งเหวินยกมือถือขึ้นถ่ายรูปให้ไป่หลิงกับเหม่ยจิง
“นี่มากันสองคนหรือคะ” เหม่ยจิงถาม
“ครับ” หย่งเหวินบอก
“นั่งด้วยกันมั้ยหย่งเหวิน” มาเฟียหนุ่มเชื้อชวน
“ไม่ดีกว่าครับ วันนี้เป็นวันเกิดน้องไป่หลิง ผมตั้งใจจะมาเลี้ยงวันเกิดให้เธอ”
“งั้นก็เชิญ”
“แฮปปี้เบิรธเดย์นะจ๊ะน้องไป่หลิง ขอให้มีความสุขมากๆนะ” เหม่ยจิงยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
หย่งเหวินขอตัว “ขอตัวนะครับคุณหลิน”
พนักงานเดินนำหย่งเหวินและไป่หลิงไปที่โต๊ะว่าง หลินหลานเซ่อหันไปเรียกกัปตันร้านอาหาร
“มีอะไรครับคุณหลิน”
“สั่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้คุณผู้หญิงโต๊ะนั้นด้วย”
“ครับ”

ไป่หลิงดูรูปเหม่ยจิงกับตัวเองจากโทรศัพท์มือถืออย่างเป็นปลื้ม หย่งเหวินนั่งตรงข้าม
“พี่เหม่ยจิงสวยจังเลย น่ารักจริงๆ”
“แต่พี่ว่าไป่หลิงสวยกว่า”
ไป่หลิงชะงักมอง เห็นหย่งเหวินมองจ้อง พบว่าไป่หลิงเอียงอาย
“พี่หย่งเหวินอย่ามาหลอกให้ไป่หลิงดีใจเลย”
“พี่พูดจริงๆนะ ไป่หลิงสวยที่สุดสำหรับพี่”
หย่งเหวินกุมมือไป่หลิง
“พี่รักไป่หลิงนะ” ไป่หลิงเขินสะเทิ้นอาย “แล้วไป่หลิงล่ะคิดยังไงกับพี่”
“ไป่หลิงก็รักพี่หย่งเหวินค่ะ”

หย่งเหวินยกมือไป่หลิงขึ้นมาจูบอย่างนุ่มนวล ไป่หลิงมองปลื้มปนเขิน กายสาวสะเทิ้น
หม่ยจิงมองไปที่หย่งเหวินกับไป่หลิงอย่างอิจฉา

“น่าอิจฉาคุณไป่หลิงจัง”
“ทำไม” หลินหลานเซ่อถามเสียงเรียบ
“ก็ดูคุณหย่งเหวินเค้ารักและทะนุถนอมคุณไป่หลิงมาก”
“เธอกำลังต่อว่าชั้นหรือ”
“ใครจะกล้าต่อว่าคุณคะ เหม่ยจิงรู้ค่ะว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร”
“ถ้ารู้ก็ดี ชั้นจะได้ไม่รำคาญใจ”
หลินหลานเซ่อบอกเสียงเรียบธรรมดา สีหน้าเหม่ยจิงอึ้งๆ คล้ายน้อยใจ
“ชั้นขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”
เหม่ยจิงฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้หยดริน ลุกเดินออกไป หลินหลานเซ่อยกชาจิบ


เหม่ยจิงอยู่ในห้องน้ำแล้ว เปิดน้ำล้างมือ น้ำไหลระมือช้าๆ เหม่ยจิงเงยหน้าจ้องกระจกน้ำตาไหลรดแก้มนวล นึกถึงคำพูดไม่รักษาน้ำใจของมาเฟียหนุ่มเมื่อครู่
“ชั้นบอกแล้วไงคนอย่างชั้นไม่เคยรักใคร”
เหม่ยจิงน้ำตาไหลรินอย่างเจ็บปวด ก่อนจะร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น

ด้านหลินหลานเซ่อเหลือบมองคนที่เดินมาหยุดข้างโต๊ะ แล้วหันกลับมาหยิบชาดื่มโดยไม่สนใจ เป็นเพ่ยอิงที่กำลังลากเก้าอี้มานั่งด้วยอย่างถือวิสาสะ
“ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ให้เด็กนักเรียนผู้หญิงไปเจรจาธุรกิจแทนหรือ”
“ชั้นจะทำอะไรไม่เกี่ยวกับแก”
“เกี่ยวสิหลินหลานเซ่อ ฉายหงส์กรุ๊ปก็เป็นของชั้นเหมือนกันนะ”
“แต่ตอนนี้ชั้นเป็นคนบริหาร ชั้นมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้”
“แต่นายไม่ควรเอาเด็ก ที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนมาคุยธุรกิจของเรานะ” เพ่ยอิงหยัน
“แล้วแกรู้ได้ไงว่าชั้นไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนเด็กคนนั้น”
“อ้อ นี่หมายความว่าเด็กนั่นมันเป็นเมียลับของนายใช่มั้ย”
หลินหลานเซ่อตบผัวะเข้าให้ที่ใบหน้าเพ่ยอิงเต็มแรง เพ่ยอิงผงะไป โกรธสุดขีด
“นี่แกกล้าตบหน้าชั้นต่อหน้าคนงั้นหรือ”
“ชั้นจะสั่งสอนให้แกรู้ว่าอย่าพูดจาพล่อยๆ กับชั้น” มาเฟียหนุ่มตาเข้มจัด
เพ่ยอิงกระชากปืนจ่อหลินหลานเซ่อ อาเหลียงที่ยืนดูอยู่กระชากปืนจ่อเพ่ยอิงทันที ลูกน้องเพ่ยอิงจ่อปืนใส่อาเหลียง
“ชั้นยิงแกเดี๋ยวนี้ก็ได้นะหลินหลานเซ่อ ขอโทษชั้นเดี๋ยวนี้”
“แกยิงชั้นได้เลย เพราะชั้นไม่มีวันขอโทษแกแน่”
เพ่ยอิงโกรธสุดขีด หลินหลานเซ่อมองจ้องอย่างไม่กลัว
อาเหลียงมองจ้องเพ่ยอิง ลูกน้องเพ่ยอิงมองจ้องอาเหลียง
“งั้นแกก็อย่าอยู่เลย”
เพ่ยอิงขยับปืนในมือ หลินหลานเซ่อนิ่งเฉย
หย่งเหวินเข้ามาด้านหลังเพ่ยอิง “พอเถอะครับคุณเพ่ยอิง”
เพ่ยอิงหันมอง เห็นหย่งเหวินจ่อปืนมายังตน
“หย่งเหวิน ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าสอด”
“แต่ถ้าคุณยิงคุณหลินหลานเซ่อ ผมก็จำเป็นต้องยิงคุณเหมือนกัน”
เพ่ยอิง หย่งเหวินสู้สายตากันอยู่ หลินหลานเซ่อเหลือบมองหย่งเหวิน
เหม่ยจิงออกมาจากห้องน้ำยืนมองเหตุการณ์ปิดปากอย่างตื่ตระหนกตกใจ ส่วนไป่หลิงมองมาสีหน้าตกใจกลัวจนตัวสั่น
“วันนี้แกโชคดีนะที่มีหมาเข้ามาสอด” เพ่ยอิงหยันหลานเซ่อ ก่อนจะหันมองหย่งเหวิน “ไอ้หย่งเหวิน แกกับชั้นต้องได้เห็นดีกันแน่”
เพ่ยอิงออกไป ลูกน้องลดปืนลงเดินตามไป อาเหลียงมองตาม
“ขอบใจมากหย่งเหวิน” หลานเซ่อบอก
“ไม่เป็นไรครับ”
เหม่ยจิงวิ่งเข้ามาหาหลินหลานเซ่ออย่างตกใจ “มีเรื่องอะไรกันคะ”
“ไม่มีอะไร ผมขอตัว”
หลินหลานเซ่อเดินออกไปเลย เหม่ยจิงคว้ากระเป๋าวิ่งตาม หย่งเหวินมองตามก่อนจะเดินกลับไปนั่งโต๊ะ

หย่งเหวินเดินกลับเข้ามานั่งโต๊ะ ไป่หลิงยังไม่หายตกใจกลัว
“พี่หย่งเหวินคะ คุณเพ่ยอิงเค้าโกรธพี่มากนะคะ ที่พี่ทำอย่างงั้น”
“จะให้พี่ทำยังไง จะปล่อยให้เค้ายิงคุณหลินหรือ”
“พี่หย่งเหวินนี่เป็นคนดีจริงๆ”
“พี่ขอโทษด้วย วันนี้วันเกิดน้องไป่หลิง ไม่น่ามีเรื่องอย่างนี้เลย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“งั้นทานอาหารต่อเถอะ”
หย่งเหวินคีบอาหารให้ ไป่หลิงยิ้มหวาน

หย่งเหวินคีบขนมจีบใส่ปากเคี้ยวกิน สีหน้าหย่งเหวินยิ้มมีเลศนัย
เพ่ยอิงอารมณ์ค้างโกรธสุดขีด กลับถึงบ้านเขาเล็งปืนใส่กระจกยิงเปรี้ยง กระจกแตกเพล้ง

“หลินหลานเซ่อ แกกับชั้นตายไม่เผาเงาไม่เหยียบกัน”
ป้าเหมยได้ยินเสียงปืน วิ่งออกมามองอย่างตกใจ
“มีเรื่องอะไรหรือคะคุณหนู”
“ไม่มี แค่กำลังโกรธอยากจะฆ่าใครซักคน”
“ใจเย็นๆ เถอะค่ะคุณหนู คุณหนูใจร้อนอย่างนี้ไม่ได้นะคะ วันนี้คุณหนูโตแล้วเป็นถึงหัวหน้าสาขาฉายหงส์กรุ๊ป ขืนอารมณ์วู่วามแบบนี้จะปกครองคนไม่ได้นะคะ” ป้าเหมยปลอบ
“ก็จะให้ชั้นทำยังไง ไอ้หลินหลานเซ่อมันไม่ให้เกียรติชั้นเลย แถมไอ้หย่งเหวินยังเข้าข้างมันอีก ตอนนี้ชั้นมีศัตรูเพิ่มเป็นสองคนแล้วนะ ป้าเหมย”
“ป้าว่าคุณหนูใจเย็นลงซักนิดเถอะค่ะ ที่เกิดเรื่องก็คงเพราะคุณหนูเป็นฝ่ายเริ่มต้นอีกแล้วใช่มั้ยล่ะ”
“นี่ป้าเหมยเข้าข้างมันอีกคนงั้นหรือ” เพ่ยอิงฉุน
“เห็นมั้ยล่ะคะ คุณหนูเป็นซะอย่างนี้ ป้าจะไปเข้าข้างสองคนนั่นได้ยังไง ป้าเลี้ยงคุณหนูมากับมือ”
เพ่ยอิงตัดบทท่าทีรำคาญ “เอาละ เอาละ เลิกพูดซะที ผมยิ่งปวดหัวอยู่ด้วย ป้าเหมย ไปหาอะไรให้ผมกินหน่อย ผมยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย”
“ค่ะ เดี๋ยวป้าไปทำบะหมี่ให้”
ป้าเหมยออกไป อาจงเข้ามา
“คุณเพ่ยอิงครับ”
เพ่ยอิงรำคาญสุดขีด “อะไรอีกล่ะ”
“มีลูกค้าที่บ่อนเป็นคนไทยมาขอพบครับ”
“คนไทย...ชื่ออะไร”
องจงว่า “เค้าบอกวิษณุ”
เพ่ยอิงพยักหน้าบอก “ให้เข้ามา”
อาจงออกไป เพ่ยอิงนั่งรอ ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุด เขาคือ วิษณุ นักพนันตัวเอ้จากไทย
“เชิญนั่งคุณวิษณุ มีอะไรหรือ”
“คือ...วันนี้ผมโชคไม่ดี เสียหมดตัวที่บ่อน”
“แล้วไง”
“ผมอยากจะขอเครดิตเพิ่มหน่อย” วิษณุบอก
“แต่คุณเอาผมไปสิบล้านแล้วนะ”
“ผมรู้ แต่สองสามวันมาเนี่ยมันดวงไม่ดี เอาน่า ขออีกซักสิบล้าน ได้มั้ย ผมจะไปแก้มือ”
“ยี่สิบล้านไม่ใช่เงินน้อยนะคุณวิษณุ คุณควรจะมีอะไรค้ำประกันหน่อยนะ”
จังหวะนี้ มีนา เด็กสาววัยสิบเจ็ดเดินเข้ามาด้านหลังวิษณุ
“พ่อคะ”
เพ่ยอิงชะงักมองไป วิษณุหันมองตาม
“ลูกสาวผมเอง เค้าติดรถผมมาด้วย ว่าไงลูก”
“หนูขอเข้าห้องน้ำหน่อยได้มั้ยคะ” เพ่ยอิงว่า
“เดินตรงไปอยู่ซ้ายมือ” เพ่ยอิงบอก
“ขอบคุณค่ะ” มีนาเดินออกไป เพ่ยอิงมองตามอย่างสนใจ
“ว่าไงคุณเพ่ยอิง สิบล้านนี้ผมว่าผมได้คืนแน่ รับรอง สิ้นเดือนผมเอาเงินมาคืนคุณแน่”
“ก็อย่างที่ผมบอก คุณมีหลักประกันอะไร”
“โธ่ คุณเพ่ยอิง ผมเล่นที่บ่อนคุณมาเป็นปีๆ นะ เสียไปไม่รู้กี่ร้อยล้านแล้ว”
เพ่ยอิงบอกออกมา “ก็ได้”
วิษณุดีใจมาก “ขอบคุณมาก มันต้องอย่างนี้สิ ถึงได้เล่นกันนานหน่อย” เซียนพนันลุกขึ้นยืน
เพ่ยอิงบอกต่อ “เดี๋ยว สิ้นเดือนคุณต้องเคลียร์ผมจริงๆนะ”
“เคลียร์สิ ผมไม่เคยติดหนี้คุณนะ”
วิษณุรับคำ เตรียมเดินออก มีนาเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
“เสร็จธุระรึยังคะพ่อ”
“ผมไปก่อนละ”
“ขอบคุณนะคะที่ให้เข้าห้องน้ำ”
มีนายิ้มให้ เพ่ยอิงยิ้มพยักหน้ารับ สาววัยใสเดินตามพ่อออกไป เพ่ยอิงลุกเดินตามไปมองที่กระจก ทางเดินหน้าบ้าน มีนาเดินออกมากับวิษณุ มีนาเหลียวกลับมามองเห็นเพ่ยอิงมองอยู่ จึงยิ้มให้ก่อนจะเดินตามพ่อออกไป

เพ่ยอิงมองตาม ยิ้มอย่างถูกใจ
อีกวันหนึ่ง แดนนี่ยกน้ำดื่มน้ำรอฤทัยนาคอยู่ที่ริมอ่าว แลเห็นตึกสูงริมน้ำเบื้องหลัง สักครู่หนึ่งฤทัยนาคขี่จักรยานเข้ามาจอด กระโดดลงแล้วเดินเข้ามาอย่างเร็วรี่ สองคนยังอยู่ในชุดนักเรียนกันทั้งคู่

“โทษทีแดนนี่ สายไปหน่อย”
“ชั้นจะเตือนเธอนะ ตอนที่เอาของไปส่ง เธอต้องตรงเวลานะ เพราะถ้าเธอผิดเวลา คนซื้อมันจะไม่รอเรา”
“เอาน่า เมื่อกี้ชั้นแค่ปวดท้อง แวะเข้าส้วมสาธารณะหน่อยเดียว ไหนล่ะของที่ชั้นให้นายไปหา”
แดนนี่ดึงเอกสารออกมาจากซอง “นี่เป็นรายละเอียดของรถพยาบาล และนี่คนนี้จะเป็นคนขับรถ” เด็กหนุ่มหยิบรูปถ่ายให้ดู “คนนี้เป็นบุรุษพยาบาลและคนนี้คือผู้ช่วยพยาบาล” ฤทัยนาครับรูปไปดู “และนี่คือแผนที่จุดนัดหมายที่เธอต้องเอาของไปส่ง” แดนนี่ส่งเอกสารทั้งหมดให้
“แล้วเมื่อชั้นไปถึงจุดนัดหมายทำไงต่อ”
“เมื่อเธอไปถึงจุดนัดหมาย คนซื้อจะมารออยู่เค้าจะส่งเป้ที่มีเงินดอลลาร์จำนวนห้าแสนเหรียญให้เธอ”
“แล้วชั้นต้องนับมั้ย”
“ไม่ต้อง เธอรับเงินแล้วส่งของให้เค้า รีบออกมาจากที่นั่นให้เร็วที่สุด แล้วเรามาเจอกันที่นี่ เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจ”
“ทีนี้บอกชั้นได้รึยังว่าเธอจะหาวิธีผ่านด่านที่สามออกไปได้ยังไง โดยไม่ถูกตรวจ”
ฤทัยนาคดึงคัตเตอร์จากในกระเป๋ากางเกงออกมาส่งให้แดนนี่
“อะไร”
“ชั้นบอกนายไปแล้วนี่ว่าชั้นต้องขาหัก”
แดนนี่งงเต๊ก “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคัตเตอร์”
“นายก็รู้ว่าชั้นขาหักจริงๆไม่ได้ กรีดขาชั้นให้เป็นแผล”
เด็กหนุ่มตาเหลือก “หา อะไรนะ”
“ในทะเบียนผู้ป่วยบอกว่าชั้นขาหักแบบต้องดามกระดูก นั่นหมายความว่าชั้นต้องมีแผลผ่าตัด แล้วชั้นจะมีแผลได้ยังไงถ้าไม่ทำมันขึ้นมา กรีดให้ที” ฤทัยนาคพูดราวกับรายงานดินฟ้าอากาศ
“บ้า ชั้นว่าเธอบ้าไปแล้ว ชั้นไม่ทำหรอก ชั้นทำไม่ได้”
“แต่เราเป็นทีมเดียวกันนะ นายต้องช่วยชั้น”
“ไม่ ขอร้องล่ะนาค ชั้นเป็นคนกลัวเลือด”
“นายนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ”
ฤทัยนาคเซ็ง มองคัตเตอร์ในมือแล้วมองขาตัวเอง ก่อนจะยกคัตเตอร์ขึ้น แดนนี่หลับตาปี๋อย่างหวาดเสียว
“อย่าเลยนาค ชั้นกลัว”
ฤทัยนาคมองคัตเตอร์ในมือทำท่าจิ้มลงไปที่ขา สักครู่มีเสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วเบย์
“อ๊าก....โอ๊ย ย...”

ไม่นานต่อมาสองคนอยู่ในห้องพยาบาลโรงเรียน หมอกำลังทำความสะอาดแผลที่ขาฤทัยนาค ที่ถูกกรีดเป็นแผลยาวเป็นทางน่าสยอง
“นี่แผลลึกมากนะ เธอไปทำอีท่าไหนเนี่ย” หมอสอบถามอาการ
“เราไปเดินเล่นแถวหลังโรงยิมน่ะครับ ไม่คิดว่าจะมีของมีคม”
“ต้องบอกเจ้าของโรงเรียนนะคะว่าให้ช่วยดูแลหน่อย เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน” ฤทัยนาคพูดให้น่าเชื่อถือ
“เดี๋ยวหมอจะสั่งให้ภารโรงไปเก็บทำความสะอาด แผลลึกมากขนาดนี้ต้องเย็บหลายเข็มหน่อยนะ”
แดนนี่ขนลุกขนพอง หันหลังให้อย่างหวาดเสียว “งั้นผมออกไปรอข้างนอกดีกว่า”
หมอหันไปหยิบอุปกรณ์เย็บแผล “เจ็บหน่อยนะ”
“เอาเถอะค่ะหมอ เย็บซะที อย่าพูดอยู่เลย ยิ่งพูดหนูยิ่งเสียว”
หมอหยิบเข็มเย็บแผลให้อย่างชำนาญ

แดนนี่ยืนรออยู่หน้าห้องได้ยินเสียงร้องโหยหวนของฤทัยนาค
“โอ๊ย ย ย ย...”
“ไอ้นี่มันบ้าหรือโง่วะเนี่ย มันถึงกล้าทำแบบนี้”
เสียงร้องโอดโอยของฤทัยนาคยังดังต่อเนื่อง จนแดนนี่รู้สึกกลัวเสียวสยองไปด้วย

ด้านหลินหลานเซ่อยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ปลายสายตาคือริมอ่าวจงซินเดินเข้ามาหา
“คุณหลินมีอะไรกับผมอีกมั้ยครับ ผมจะกลับแล้ว”
“ไม่มี”
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ” จงซินหันกลับเตรียมเดินออก หลานเซ่อเรียกไว้
“เดี๋ยวจงซิน”
“ครับ”
“เมื่อวานฤทัยนาคมาคุยอะไรกับนาย”
“เอ่อ...” เฟ่ยจงซินอึกอักไม่กล้าบอก
“ทำไม อยู่กับเด็กนั่นไม่นานติดโรคเอ๋อมาหรือไง”
“เด็กนั่นมาขอใบรับรองแพทย์ครับ”
“เธอไม่สบายหรือ” มาเฟียรูปงามประหลาดใจ
“เปล่าครับ”
“แล้วเอาใบรับรองแพทย์ไปทำอะไร”
จงซินถอนใจตัดสินใจบอกความจริง “คือ.. เธอไปตกลงกับคาลอสว่าถ้าเธอส่งอาวุธให้คาลอส
สำเร็จ คาลอสต้องเซ็นต์สัญญากับเรา”
หลินหลานเซ่อพิศวง “นายพูดอะไรนะ เด็กนั่นจะไปส่งอาวุธให้ไอ้คาลอสงั้นหรือ”
“ใช่ครับ”
“ไปเอาตัวเด็กนั่นมา”
“คงไม่ทันแล้วครับ”
“หมายความว่าไงไม่ทัน”
“ป่านนี้เธอคงกำลังขนอาวุธอยู่ครับ”
“ขนไปที่ไหน”
“เป่ยเปียนครับ”

หลินหลานเซ่อรำพึง “เป่ยเปียน”

อ่านต่อหน้า 2
คิวบิก ตอนที่ 3 (ต่อ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...