xs
sm
md
lg

คิวบิก ตอนที่ 2

เผยแพร่:

คิวบิก ตอนที่ 2

เช้าวันเดียวกัน รถยนต์สองคันจอดรออยู่บริเวณหน้าตึกฉายหงส์กรุ๊ป แลเห็นอาเหลียงและลูกน้องหลินหลานเซ่ออีก 2 คน ยืนรอคุณหลินของพวกเขาอยู่

ส่วนด้านในหลินหลานเซ่อออกมาจากลิฟต์ โดยมีเฟ่ยจงซินเดินคู่กันมา ลูกน้องสองคนเดินตามประกบหลังไม่ห่าง

“เรื่องนันทกาไปถึงไหนแล้ว” หลินหลานเซ่อเดินไปคุยไป

“เมื่อวานคนของเราเจอตัวเธอกับนายยุทธพงษ์แล้วครับ แต่นายยุทธพงษ์รู้ตัวก่อนเลยหนีไปได้ครับ”

หลานเซ่อตำหนิ “ทำงานประสาอะไรกัน เรื่องแค่นี้ยังจัดการกันไม่ได้”

“ผมว่านายยุทธพงษ์คงจะระมัดระวังตัวมาก เพราะรู้ว่าคุณหลินคงไม่ปล่อยนันทกาไปแน่”

“แล้วมีใครไปดักเฝ้าตามบ้านญาติมันรึเปล่า”

“ไปครับ แต่มันไม่ได้ติดต่อไปหาใครเลย”

“บอกคนของเราว่าชั้นต้องการผู้หญิงคนนี้ ตามหาเธอให้เจอ”

“ครับ”

ขณะที่หลินหลานเซ่อกับจงซินเดินออกมาหน้าตึกตรงไปที่รถ ฤทัยนาควิ่งกระหืดกระหอบ ตะโกนเข้ามา

“เดี๋ยว...เดี๋ยว รอชั้นด้วย”

อาเหลียงเข้าไปขวาง “ถอยไป นี่เธออีกแล้วหรือ”

“ดีใจจังที่นายจำชั้นได้”

จงซินกับหลินหลานเซ่อมองมา

“มีอะไรฤทัยนาค” จงซินมองหน้า

“เอ่อ...คือชั้น...”

“มีอะไรก็ว่า ชั้นสายมากแล้ว” หลินหลานเซ่อบอกเสียงเรียบ

“นั่นล่ะที่ชั้นจะพูด ชั้นสายแล้ว

หลินหลานเซ่อฉงน มองหน้าลูกหนี้สาววัยใสอย่างไม่เข้าใจว่าหล่อนต้องการพูดอะไร

“วันนี้ชั้นต้องไปโรงเรียนวันแรก แต่เป็นเพราะไอ้เนคไทด์บ้านี่แหละทำให้ชั้นต้องไปสาย”

“ถ้างั้นเธอก็หาทางไปให้ถึงโรงเรียนไวๆ แล้วกัน”

หลินหลานเซ่อตัดบท ขยับขึ้นรถ ฤทัยนาคคว้าประตูกระชากไว้

“เดี๋ยวสิ”

จงซินฉุน “ถอยไปฤทัยนาค”

หลินหลานเซ่อไม่พอใจ “ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ปล่อยประตูรถ”

“อย่าแล้งน้ำใจหน่อยเลยน่า หลินหลานเซ่อ เราต่างคนต่างรีบ ชั้นขอติดรถไปลงที่โรงเรียนด้วยคนนะ”

หลานเซ่อเสียงแข็ง “ไม่”

“โธ่เอ๊ย ชั้นขอร้องล่ะ นี่มันวันแรกของชั้นนะ ชั้นไม่อยากไปสาย ถ้านายไม่อยากให้ชั้นนั่งรถร่วมไปกับนาย ให้ชั้นเกาะท้ายรถไปก็ได้”

หลินหลานเซ่อมองฤทัยนาคว่าจะมาไม้ไหน ฤทัยนาคมองเขม็ง

“ท้ายรถก็ได้งั้นหรือ” หลานเซ่อหยันอยู่ในที

“เอ่อคือ ชั้นหมายถึงว่า...”

“เปิดท้ายกระโปรงรถให้เธอ”

ขาดคำ ลูกน้องเปิดท้ายรถให้ ฤทัยนาคมองหน้าหลินหลานเซ่ออย่างไม่อยากเชื่อว่าจะใช้วิธีนี้

“จะไปรึเปล่า”

ฤทัยนาคจำใจเดินไปท้ายรถ แล้วหันมามองหน้าหลินหลานเซ่ออย่างเคืองแค้น

“ถ้าไม่คิดว่าไปสายล่ะก็ ชั้นไม่ง้อนายหรอกนะ”

ฤทัยนาคปีนขึ้นไปนอนในกระโปรงรถ ลูกน้องปิดประตูปัง หลินหลานเซ่อกับจงซินสบตากันอย่างรู้สึกรำคาญก่อนจะก้าวขึ้นรถ 2 คนนั่งตอนหลัง ลูกน้องเคลื่อนรถออก

ที่โรงเรียนมัธยมแห่งนั้น บรรดานักเรียนวัยมัธยมปลายกำลังเล่นกันอยู่กลางสนามอย่างสนุกสนาน รถหลินหลานเซ่อสองคันเลี้ยวเข้ามาจอด นักเรียนแต่ละกลุ่มหันมามองเป็นตาเดียว

พอประตูรถเปิดหลินหลานเซ่อก้าวออกมาช้าๆ มาดอย่างหล่อ นักเรียนหญิงบางคนมองอ้าปากตะลึง บางคนสูดปาก ขณะที่บางคนปิดปาก เบิกตา ตื่นตะลึง

หลินหลานเซ่อขยับเดิน จงซิน และลูกน้องเข้ามาประกบ นักเรียนหญิงบางคนหงายหลังล้มตึง ช็อกในความหล่อ

“เชิญครับคุณหลิน”

ขณะหลินหลานเซ่อก้าวเดิน ก็ได้ยินเสียงตะโกนพร้อมกับเสียงทุบรถดังขึ้น

“เฮ้... ชั้นรู้นะว่าพวกนายจงใจจะปล่อยให้ชั้นตายอืดในนี้”

หลินหลานเซ่อกับจงซินชะงัก หลินหลานเซ่อหันบอกลูกน้อง

“เปิดท้ายรถ”

ลูกน้องเดินไปเปิดท้ายรถ

ฤทัยนาคโผล่หน้าขึ้นมาในสภาพมอมแมม ผมเผ้าหลุดลุ่ย เสื้อผ้านักเรียนยับเยิน

กลุ่มนักเรียนสาวๆ ชะเง้อมองฤทัยนาคอย่างสงสัย ทำตัวเป็นก็อสสิปเกิร์ล ซุบซิบเซ็งแซ่ ว่ายัยนี่เป็นใคร หรือเป็นแฟนหลินหลานเซ่อ บางคนส่ายหน้าว่าไม่น่าใช่

ฤทัยนาคกระโดดลงมาจากท้ายรถอย่างอึดอัดหัวเสีย พออกมาได้หายใจหอบเสียงดัง

“โอ๊ย นี่ชั้นหายใจไม่ออกเกือบตายแล้วนะ”

“ไปเข้าห้องเรียนได้แล้ว แล้วก็ผูกเนคไทซะด้วย” จงซินบอก

“อย่ามาว่าชั้นเรื่องเนคไทนะ รู้รึเปล่าว่าเนคไทเนี่ยมันเป็นตัวสร้างความห่างเหินในสังคม”

“ชั้นว่าเธอหุบปาก แล้วก็ไปไกลๆ ชั้นได้แล้ว” หลานเซ่อพูดแทบเป็นตวาด

ฤทัยนาคชะงักงัน อึ้งไปวูบหนึ่ง รู้สึกเสียใจกับคำพูดของมาเฟียเจ้าหนี้ หลินหลานเซ่อมอง

“ไม่ได้ยินหรือฤทัยนาค คุณหลินบอกให้เธอไปห่างๆ” จงซินเสียงดัง

ฤทัยนาคก้มหน้าหันตัวกลับเดินออกไป หลินหลานเซ่อหันกลับเดินไปเช่นกัน ฤทัยนาคน้ำตาซึม

หลินหลานเซ่อมอง ตามหลังฤทัยนาคที่เดินจากไป สักครู่หลินหลานเซ่อจึงหันกลับ ทั้งสองเดินแยกกันไปคนละทางอย่างช้าๆ

ฤทัยนาคเดินขึ้นมาตามทาง หยุดหน้าห้องเคาะประตูห้องเรียนก่อนจะเปิดเข้าไป เห็นครูสาววัยกลางคน มองจ้องลอดแว่นสายตา

“ทำไมมาสาย”

“ขอโทษค่ะ เมื่อกี้หนูไปเข้าห้องผิดน่ะค่ะ”

นักเรียนในห้องหันมามองจ้องนักเรียนใหม่เป็นตาเดียว

“เอาล่ะ ชั้นจะให้อภัยเพราะถือว่าเป็นนักเรียนใหม่ แนะนำตัวกับเพื่อนๆ ได้เลย”

ฤทัยนาคเดินมาหยุดหน้าห้องกวาดสายตามองไป เห็นเพื่อนนักเรียนมองจ้อง

“สวัสดีทุกคน ชั้นชื่อฤทัยนาค มาจากเมืองไทย ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน”

นักเรียนในห้องยังคงมองจ้องไม่วางตา บางคนแสยะยิ้มบางคนซุบซิบสงสัยว่ายัยนี่เป็นใคร บางคนส่ายหน้าว่าไม่เห็นสวย

ฤทัยนาคฝืนยิ้มเจื่อนๆ มองไปรอบห้อง

“เอาล่ะ ฤทัยนาค ไปนั่งได้แล้ว ตรงที่ว่างนั่น แล้วผูกเนคไทให้เรียบร้อยด้วย”

เด็กสาวเดินเข้ามาลงนั่งที่โต๊ะว่างอยู่ ครูหันกลับไปสอนต่อ ฤทัยนาคเริ่มผูกเนคไทใหม่ แต่ไม่ว่าจะพยายามแต่ไหนก็ไม่สำเร็จ ผูกผิดรื้อออกผูกใหม่ ขณะที่ครูกำลังสอนไปเรื่อยๆ

ภาราดา ลูกชาย คาลอส ทาร์เปีย นั่งอยู่ด้านหลังฤทัยนาคมองอย่างรำคาญลูกกะตา

“ชั้นว่าเธอหยุดผูกเถอะ เดี๋ยวมันจะรัดคอเธอตายซะก่อน” เด็กหนุ่มบอก

ฤทัยนาคชะงักหันหลังมามองเห็นภาราดานั่งอยู่โต๊ะด้านหลังติดกันนั่นเอง ฤทัยนาคหันกลับภาราดาขยับเก้าอี้มานั่งข้าง

“ถามจริง เธอเป็นเมียเก็บหลินหลานเซ่อหรือ”

สาวไทยวัยใสฉุนกึกสวนอย่างแรง “ในปากกินหมาเน่ามากี่ตัว”

ภาราดาแทบสำลัก “แหม เธอนี่สวนมาแรงเลยนะ”

“แล้วที่นายไม่พูดไม่แรงหรือ หาว่าชั้นเป็นเมียเก็บ”

“จะไปรู้ได้ไง ก็เห็นเธอลงมาจากรถหลินหลานเซ่อ”

“แล้วสภาพชั้นมันเหมือนเป็นเมียเก็บเค้าหรือไง”

ภาราดามองสำรวจตรวจตรา “อืมม์ หลินหลานเซ่อคงไม่ตาต่ำอย่างงั้น”

ฤทัยนาคปรี๊ด “พูดให้สวยหน่อย ชั้นแค่ไม่ถูกสเป็คเค้าเท่านั้น”

ครูสาวใหญ่ได้ยินเสียงทะเลาะกัน มองดุมาที่ทั้งสองคน

“ภาราดา ฤทัยนาค เธอสองคนมีเรื่องคุยกันมากนักใช่มั้ย”

“เอ่อ...ผม...”

“ออกมาหน้าห้องทั้งคู่ มาคุยให้เพื่อนๆ ฟังหน่อย”

ฤทัยนาคมองหน้าภาราดาอย่างเซ็งๆ

“เพราะนายคนเดียวมาชวนชั้นคุย ชั้นเลยซวยไปด้วย”

“ก็เธออยากปากเสียก่อนทำไม”

ครูสั่งเสียงดังขึ้น “ครูบอกให้มาคุยให้เพื่อนฟังไง”

ภาราดากับฤทัยนาคจำใจลุกเดินออกไปหน้าชั้นเรียน

เวลาผ่านไป เสียงออดพักเที่ยงดังก้องไปทั่วอาคารเรียน พริบตานั้นนักเรียนเดินกรูลงบันไดมา เสียงจอกแจกจอแจ ฤทัยนาคเดินออกมา ภาราดาวิ่งตาม เรียกไว้

“เดี๋ยวสิ ฤทัยนาค”

“มีอะไรอีก นายทำให้ชั้นต้องคาบไม้บรรทัดทั้งชั่วโมงนะ”

“ชั้นก็คาบเหมือนกับเธอนะ”

“แล้วมีอะไ”

“ชั้นแค่จะชวนเธอไปกินข้าว”

“หมายถึงจะเลี้ยงหรือ”

“ใช่ ชั้นจะเลี้ยงในฐานะที่ชั้นทำให้เธอถูกทำโทษ” ภาราดาบอกอย่างจริงใจ

“เออ อย่างนี้ค่อยคบกันได้หน่อย ว่าแต่นายชื่ออะไรนะ ชั้นจำไม่ได้แล้ว”

“แดนนี่ ภาราดา ทาร์เปีย”

ภาราดายิ้มให้ ฤทัยนาคมองแล้วพยักหน้ารับรู้

ขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานหลินหลานเซ่อ ในโรงเรียน แม่บ้านเข็นรถใส่อาหาร มีจานไก่ตอน ซุปโถใหญ่ ผัดผัก ปลานึ่ง ข้าว 2 ถ้วย พร้อมตะเกียบ ช้อนกระเบี้อง และกาน้ำชาเข้ามาในห้อง

จงซินลุกมาดูความเรียบร้อยที่โต๊ะอาหาร เห็นหลินหลานเซ่อยืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

หลินหลานเซ่อมองลงไปเห็นฤทัยนาคเดินคุยมากับภาราดา ทั้งสองหัวเราะหัวใคร่ ตบมือไฟว์ฟิงเกอร์ ให้กันอย่างชิดเชื้อ หลินหลานเซ่อชะงัก นึกแปลกใจ

“สองคนนี่ไปรู้จักกันได้ยังไง” หลานเซ่อถาม ขณะสายตามองจ้องลงไป

“ใครหรือครับ” จงซินเดินมาดู

“แดนนี่กับฤทัยนาค”

“อ๋อ เรียนห้องเดียวกันครับ” หลินหลานเซ่อพยักหน้ารับรู้ จงซินบอก “ทานข้าวครับคุณหลิน”

หลินเดินมานั่งโต๊ะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหาร จงซินเดินมานั่งกินตรงข้าม

“เรื่องไอ้คาลอสว่าไง”

“เมื่อเช้าผมโทร.ไปแล้ว มันยังไม่ยอมรับสายเหมือนเดิม”

“หรือเราต้องบีบบังคับทางลูกชายมัน”

“ผมว่าทำอย่างงั้นไม่มีประโยชน์หรอกครับ แล้วผมก็คิดว่าที่มันยังไม่ยอมรับนัดจากเรา มันอาจจะแค่เล่นตัว” จงซินว่า

“ทำไมนายถึงคิดอย่างงั้น”

“ผมบอกลูกชายมันว่าเราต้องการคุยเรื่องผลประโยชน์ คนอย่างไอ้คาลอสอะไรที่เป็นเงินมันทำทั้งนั้น”

“ถ้าอย่างงั้นอีกสองวันจะมีงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดบริษัทเรา ก็ถือโอกาสนี้เชิญมันมางานซะเลย มันจะได้ไม่เขิน”

“ผมกำลังคิดเหมือนคุณหลินอยู่พอดี”

หลินหลานเซ่อคีบไก่จิ้มซอสเข้าปากเคี้ยวกรุบๆ

เพื่อนใหม่สองคนนั่งกินข้าวอยู่ในโรงอาหารโรงเรียน

“อะไรนะ เธอเป็นหนี้หลินหลานเซ่อยี่สิบล้าน” ภาราดาตกใจพอได้ฟัง

“ไม่ใช่ชั้นหรอก พ่อชั้นต่างหาก แต่ชั้นต้องเป็นคนใช้หนี้แทน”

“แต่ชั้นจะเตือนนะ ถ้าเธอเบี้ยวล่ะก็ ไอ้มาเฟียพวกนี้มันฆ่าเธอทิ้งแน่”

ฤทัยนาคแปลกใจ “นี่นายรู้ด้วยหรือว่าหลินหลานเซ่อเป็นมาเฟีย

“ทำไมชั้นจะไม่รู้ หน้าฉากมันน่ะเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เป็นครูใหญ่แสนดี แต่หลังฉากมันก็คือไอ้พวกมาเฟียที่คอยเข่นฆ่าคนอยู่ดี”

“ทำไมนายรู้เรื่องเค้าละเอียด”

“ทำไมจะไม่รู้ ก็...” ภาราดา ชะงักหยุดพูดนึกได้ว่าพูดมากไปแล้ว

“หรือว่าพ่อนายก็เป็นมาเฟียเหมือนกัน”

“ไม่ใช่”

“แล้วเป็นอะไร”

มีเสียงกรี๊ดแปดหลอดดังขึ้นในโรงอาหาร ฤทัยนาคกับภาราดาหันไปมอง เห็นหลินหลานเซ่อเดินเข้ามากับจงซิน ตรงมายังที่สองคนนั่งอยู่

นักเรียนสาวๆ มองตามตาเป็นประกาย หลินหลานเซ่อเดินมาหยุดที่โต๊ะฤทัยนาค เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงชะลูดนั้น ส่วนภาราดาเมินหน้าไปอีกทาง

“จะมารับชั้นกลับบ้านหรือ ไม่ต้องเลยนะ ชั้นไม่อยากขาดอากาศตายอยู่ท้ายรถนาย”

“ชั้นไม่ได้มาหาเธอ” หลานเซ่อมองมายังภาราดา “แดนนี่”

“มีอะไรหรือครับครูใหญ่”

หลินหลานเซ่อหยิบการ์ดมาจากจงซิน “ฝากการ์ดเชิญไปให้พ่อนายหน่อย”

หลินหลานเซ่อส่งการ์ดให้ ภาราดามองแล้วรับไป

“แต่ผมว่าพ่อผมคงไม่ไปหรอก”

“นั่นไม่ใช่เรื่องของนาย นายมีหน้าที่ส่งการ์ดนี้ให้ถึงมือพ่อนายเท่านั้น”

หลินหลานเซ่อหันมามองหน้าฤทัยนาค

“มีอะไรกับชั้นมั้ย”

หลินหลานเซ่อไม่ตอบหันกลับแล้วเดินออกไปเลย จงซินเดินตามหลัง

“พ่อนายเป็นใครกันแน่ ทำไมหลินหลานเซ่อถึงต้องเชิญไปงานด้วย”

“เธอรู้จัก คาลอส ทาร์เปีย มั้ย” ภารดาถาม

“ไม่รู้จัก เค้าเป็นพ่อนายหรือ”

“ใช่”

ฤทัยนาคมองภาราดาอย่างแปลกใจ

ค่ำนั้น ที่ห้องพักในอพาร์ทเมนท์ภาราดา คาลอส ทาร์เปียนั่งดูการ์ดอยู่ตรงห้องรับแขก แล้วโยนลงตรงโต๊ะ

“แล้วพ่อจะไปงานเค้ามั้ย”

“มันตื๊อขนาดนี้ ก็คงต้องไป”

“ไหนพ่อบอกจะไม่ทำธุรกิจกับไอ้พวกมาเฟียไง”

“การที่ชั้นไป ไม่ได้หมายความว่าชั้นจะต้องทำธุรกิจกับมันนี่ แกโทร.กลับไปบอกมันว่าชั้นจะไป แล้วแกเองก็ไปหาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ไปงานกับพ่อด้วย”

“แต่ผมไม่อยากไปนะพ่อ”

“ไปซะหน่อย อย่างน้อยก็ไปเปิดหูเปิดตา”

เสียงโทรศัพท์มือถือคาลอสดังขัด คาลอสกดรับ

“ฮัลโหล...” ลูกค้าปลายสายโทร.มาตามของที่สั่งซื้อ “ขอเวลาผมหน่อยคุณเฉินผมรับรองผมส่งอาวุธถึงมือคุณแน่ แต่อาจจะช้าไปซักวันสองวัน”

คาลอส ทาร์เปีย คุยมือถือเรื่องธุรกิจมืดต่อ

มุมหนึ่งในฮ่องกง เฉินคู่ค้าสั่งซื้ออาวุธกำลังพูดโทรศัพท์กับคาลอส

“แน่ใจนะว่าคุณจะผ่านตำรวจได้”

คาลอสของขึ้น “นี่คุณเฉิน คุณกำลังพูดอยู่กับใคร ผมไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่มาขายลอตเตอรี่กับคุณนะ งานใหญ่กว่าคุณผมยังส่งมาแล้ว กะอีแค่ปืนไม่กี่สิบกระบอก อย่ามาสามหาวกับผม”

“ผมขอโทษ ผมก็แค่ถามย้ำกับคุณเพื่อความมั่นใจ”

“เอาล่ะ แค่นี้นะ วันไหนที่ผมส่งของ ผมจะโทร.บอกล่วงหน้าคุณสองชั่วโมง”

คาลอสกดปิดโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด

เด็กหนุ่มกังวล “ผมว่าเราควรจะยกเลิกงานนี้ก่อนดีกว่านะพ่อ เพราะไอ้แพทริคมันไม่ยอมให้เราขนอาวุธผ่านด่านไปได้หรอก”

“ไม่ได้ ถ้าปืนแค่สามสี่สิบกระบอก ชั้นยังทำไม่ได้ ชั้นจะไปส่งรถถังได้ยังไง”

ภาราดาท้วง “แต่ถ้าพ่อถูกจับ มันไม่คุ้มเสี่ยงเลยนะ”

“ชั้นจะไม่ยอมเสียเครดิตกับงานชิ้นนี้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาทางส่งอาวุธผ่านด่านไปให้ได้”

คาลอสบอกอย่างจริงจัง ภาราดามองพ่อแล้วถอนใจอย่างเครียด

ค่ำคืนนั้น มองผ่านกระจกหน้ารถตู้ออกไป เห็นไฟสีแดงวับแวมมาจากด่านตำรวจตั้งกลางถนน

รถตู้ขนของวิ่งเข้ามา ตำรวจเข้ามาโบกมือให้หยุด

“ขอตรวจค้นด้วยครับ”

รถตู้เข้ามาจอดเทียบโดยดี คนขับรถยกบัตรเจ้าหน้าที่ศุลกากรให้ดู

“นี่เป็นรถขนของของศุลกากรครับ”

“อ้อ งั้นก็ผ่านได้เลย”

ตำรวจขยับโบกให้รถไป แพทริค นายตำรวจสากลที่ตามแกะรอยคาลอสจากฮังการี วิ่งออกมาจากเต้นท์เข้ามาขวางหน้ารถตะโกนเสียงลั่น

“เฮ้ย เดี๋ยว เดี๋ยว หยุด”

รถตู้เบรกเอี๊ยด เกือบชนแพทริค

คนขับฉุนขาด “อยากตายหรือไง ออกมาขวางทางรถเนี่ย”

แพทริคตวาดลั่น ตะโกนใส่หน้า “หุบปาก ชั้นเป็นตำรวจสากล ลงจากรถ”

ตำรวจวิ่งเข้ามาหา

“ผู้กองแพทริคครับ นี่เป็นรถของศุลกากรครับ”

“จะรถใครก็ต้องตรวจทุกคัน ลงจากรถ”

แพทริคสั่งซ้ำ เจ้าหน้าที่ที่นั่งข้างคนขับรถตู้มองอย่างรำคาญ

“นี่คุณตำรวจ ผมต้องรีบเอาของไปขึ้นเรือให้ทันก่อนเที่ยงคืนนะไม่งั้นผมจะถูกเล่นงาน แล้วคุณเองก็จะเดือดร้อน เข้าใจรึเปล่า”

แพทริคเข้ามากระชากคอเจ้าหน้าที่คนนั้นลงจากรถ

“โอ๊ย นี่จะทำอะไรเนี่ย”

แพทริคจับเจ้าหน้าที่คว่ำหน้ากระแทกลงกับฝากระโปรงรถ

“ผมจะบอกให้รู้นะ ต่อให้คุณใหญ่แค่ไหนผมก็ไม่กลัว แล้วคุณก็หุบปากอยู่เฉยๆ ไม่งั้นผมจะเลาะฟันหน้าคุณออกให้หมด” แพททริคหันไปสั่งตำรวจที่ด่าน “หมู่เปิดท้ายรถ”

ตำรวจมองหน้าคนขับรถอย่างเกรงใจ

แพทริคตวาดอีก “หูแตกหรือไง ถึงไม่ได้ยินชั้นสั่งหรือนายอยากจะเข้าไปนอนในห้องขังฐานขัดคำสั่งชั้น”

ตำรวจสั่งเพื่อนเซ็งๆ “เอาพวกเรา เปิดค้นรถ”

แพทริคกำชับ “ทุกคนฟังให้ดีนะ รถที่ผ่านเส้นนี้ต้องตรวจทุกคันไม่ว่าจะเป็นรถอะไร ใหญ่แค่ไหนก็ต้องตรวจ แล้วจำหน้าไอ้คาลอสไว้ให้ดี”

นายตำรวจเลือดเดือด ยกรูปคาลอสในกระดาษหมายจับขึ้นมาโชว์ “ถ้ามีใครหน้าคล้ายหรือเหมือน หรือใกล้เคียงให้สงสัยว่ามันคือไอ้คาลอส ทาร์เปีย จับมันทันที เข้าใจมั้ย”

“ครับผม” ตำรวจพากันรับคำขันแข็ง

แพทริคขยำกระดาษหมายจับในมือ สีหน้าเครียดเคร่งเคืองแค้น

“มึงไม่มีวันขนอาวุธผ่านกูไปได้หรอก ไอ้คาลอส”

หลินหลานเซ่อเข้าออฟฟิศที่อาคารฉายหงส์กรุ๊ป แต่เช้า เวลานี้เขานั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงาน เลขาหน้าห้องเข้ามา

“คุณหลินคะ คุณเพ่ยอิงมาขอพบค่ะ”

หลินหลานเซ่อประหลาดใจ ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนบอกว่า “ให้เข้ามา”

เลขาออกไป ก่อนจะเห็นเพ่ยอิงเดินเข้ามา

“ว่าไงเพ่ยอิง วันนี้ตื่นแต่เช้า มีธุระสำคัญอะไรหรือ”

“เปล่าหรอก จริงๆ ชั้นเพิ่งออกจากโรงแรมกำลังจะกลับบ้าน”

“นี่นายยังไม่เลิกเที่ยวอีกหรือ”

“ถึงชั้นเที่ยวแต่งานชั้นไม่ได้ไปเสียนี่ ว่าแต่นายเถอะ ที่ชั้นมาเนี่ย เพราะอยากจะถามว่าเรื่องไอ้คาลอสไปถึงไหนแล้ว”

“ชั้นกำลังพยายามติดต่อมันอยู่” หลานเซ่อบอกเสียงเรียบ

“แต่ชั้นว่าถ้านายไม่มีความสามารถ นายก็ปล่อยให้ชั้นทำงานนี้ดีกว่า รับรอง แค่วันเดียวไอ้คาลอสมันก็อยู่ในมือชั้นแล้ว” เพ่ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน

หลินหลานเซ่อฉุน มองเพ่ยอิงอย่างไม่พอใจ แต่พยายามควบคุมอารมณ์

“ก็อย่างที่ท่านซานกุ้ยพูด เมื่อไหร่ที่ชั้นทำไม่สำเร็จค่อยเป็นคิวของแก”

เพ่ยอิงไม่ยอมเลิกรา “แต่ชั้นว่านายควรจะยอมรับความจริงนะ ว่านายไม่มีความสามารถพอที่จะทำงานนี้ได้ หลีกทางให้ชั้นเถอะ เพราะชั้นเหนือกว่านายเยอะ”

“ชั้นว่าชั้นพูดกับนายพอแล้ว นายกลับไปได้แล้ว ชั้นมีงานต้องทำ”

หลินหลานเซ่อลุกเดินผ่านจะไปเปิดประตู เพ่ยอิงกระชากแขนเต็มแรง แต่หลินหลานเซ่อตวัดมือบิดแขนเพ่ยอิง

“โอ๊ย”

“แกควรจะรู้ว่าชั้นเป็นใคร และให้เกียรติชั้นมากกว่านี้”

หลินหลานเซ่อพูดเสียงเข้ม ตาแข็งกร้าว สะบัดมือปล่อยออก “กลับไปได้แล้ว”

เพ่ยอิงเดินออกไปอย่างโกรธแค้น แล้วหยุดกึกหันกลับมาบอก

“คอยดูนะหลินหลานเซ่อ วันใดที่ชั้นได้เป็นหัวหน้าล่ะก็ ชั้นจะเหยียบแกให้ติดดินเลย”

เพ่ยอิงกล่าวอย่างขู่อาฆาตก่อนออกไป

หลินหลานเซ่อมองตามอย่างโกรธขึ้ง นัยน์ตาคมกริบ

อ่านต่อหน้า 2 / 17.00 น.

คิวบิก ตอนที่ 2 (ต่อ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...