xs
sm
md
lg

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12

เผยแพร่:

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 12

สายน้ำลดความเชี่ยวลง แต่ก็ยังคงไหลแรงพอควร ดารารายพาหลวงเทพภักดีพุ่งตัวเข้าหาฝั่ง ตรงลานหินเรียบกว้าง ดารารายดึงร่างหลวงเทพซึ่งสำลักกระอักกระไอให้นอนบนแผ่นหิน แล้วขยับถอยออกหอบจนตัวโยน ปลดหน้าไม้จากไหล่

“ให้ตายเถิด ตัวหนักเหมือนควาย”

“ขอบใจเจ้า”

ดารารายทิ้งตัวลง นอนหงายแผ่ หอบหายใจ ไม่ทันรู้ตัวว่าเสื้อนั้นแบะเปิด เห็นผ้ารัดอกสีขาวข้างใน

หลวงเทพนอนหงายเอียงหน้ามองดาราราย ที่ผ้าโพกหัวหายไปแล้วเห็นผมที่มุ่นไว้ดูใหญ่โต

“ผมเจ้าช่างยาวจริง ยังกับผู้หญิง”

ดารารายชะงัก ยกมือแตะผม สมองคิดคำแก้ตัว

“ป้อจายคนเมืองไว้ผมยาวทั้งนั้น ไม่เหมือนพวกคนใต้อย่างเจ้า แม่ญิงป้อจายตัดผมเหี้ยนกันหมด”

“ข้ารู้ว่าผู้ชายเหนือไว้ผมยาว แต่ไม่เคยรู้ว่ายาวถึงเพียงนี้”

“อย่ามายุ่มย่ามเรื่องผมข้านักเลย”

ดารารายลุกนั่ง เอามือขมวกผมให้แน่นใหม่ หลวงเทพลุกบ้าง แล้วมองดูอกเสื้อดารารายที่เปิดแบะ

“นั่นผ้าอะไร”

“เจ้าพูดอะไร”

“ผ้าที่เจ้าพันอกไว้น่ะ”

ดารารายก้มดูแล้วตาเหลือก กระชากเสื้อมาปิดทบ

“ไม่ใช่ผ้าพันอก นี่ผ้าพันแผล ข้า...ข้าล่าสัตว์ถูกหมีตะปบ พอกยา พันแผลไว้”

หลวงเทพพยักหน้าหงึกๆ “อ้อ ข้าลืมไป เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าชื่อราย...เป็นพ่อค้ามาจากเวียงแก้ว”

หลวงเทพภักดีแปลกใจ

“เวียงแก้วหรือ พวกข้ากำลังเดินทางไปเวียงแก้วพอดี ข้าชื่อ ภักดิ์”

“พักอันใด พักผ่อนนอนหลับหรือ”

“เรียกข้าว่าภักดิ์ก็พอ”

ลมดึกพัดกรูเกรียวมา หลวงเทพสยิวกาย

“ลมหนาวขนาดนี้ ใส่ผ้าเปียกๆมีหวังหนาวตาย”

หลวงเทพถอดเสื้อออกบิด น้ำไหลพรู ดารารายสะดุ้งแล้วทำหน้าเฉย หลวงเทพหันมาหา เห็นมัดกล้าม แผงอกแกร่ง ดารารายต้องเมินหน้าหนี

“เจ้าเล่า ไม่ถอดผ้าเปียกออกหรือ”

“ข้าไม่หนาว”

ขาดคำ ลมก็พัดกรูเกรียวมาอีกระลอก ดารารายกอดอกแน่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ หลวงเทพมองตาปริบๆ

สองคนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดารารายก่อไฟกองใหญ่ เอาเศษไม้เขี่ยถ่านไฟให้ลุกโชน หลวงเทพนุ่งกางเกงตัวเดียว เอาไม้มาปักใกล้ไฟ ทำเป็นที่ย่างเสื้อและผ้าขาวม้าคาดเอวให้แห้ง

“เจ้าก่อไฟเก่งจริง”

“ข้าคนป่าคนดอย ไม่มือห่างตีนห่างเหมือนเจ้า”

หลวงเทพรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่โกรธแม้โดนแขวะ ดารารายยังคงหนาวตัวสั่น

“ผ้าขาวม้าข้าแห้งแล้ว เจ้าเอาไปนุ่งก่อนก็ได้”

หลวงเทพส่งผ้าขาวม้าให้ ดารารายลังเล

“ข้าไม่อยากให้เจ้าหนาวตาย” เห็นดารารายอ่อนลง “ข้าขี้เกียจฝังศพเจ้า”

ดารารายตาเขียว กระชากผ้าขาวม้ามา เอาผ้าขาวม้าคลุมตัว เสื้อถูกย่างอยู่เหนือไฟ หลวงเทพกลับเสื้อดารารายให้

“แปลกจริง”

“อันใด”

“เสื้อผ้าเจ้าหอมยังกับดอกไม้”

“ใช่ ไม่เหมือนผ้าต่องเจ้า เหม็นสาบยิ่งนัก”

หลวงเทพรู้ว่าดารารายประชด จึงแกล้งเอียงหน้าก้มลงดมซอกแขนตัวเองซ้ายขวา

“เจ้าใส่ความข้า เนื้อตัวข้าหอมรวยรื่น เจ้าลองดมดูก็ได้”

ดารารายสะดุ้ง “เจ้าเก็บไว้ให้เจ้าหัวหน้าโจรนั่นซุกไซ้ดอมดมเถิด”

“เจ้าโจรนั่นลักเพศ โหดเหี้ยม หยาบช้า ขอให้มันตายเป็นผีน้ำเถิด”

“มันเข่นฆ่าท่านลุง ไม่รู้ว่าพี่น้องข้าจะเป็นอันใดบ้าง”

ดารารายน้ำตาคลอ “โธ่เอ๋ย พี่ทิพย์ พี่ทิมจะถูกพวกโจรทำอันใดบ้างก็ไม่รู้”

หลวงเทพมองดูแล้วสงสาร ขยับมานั่งเคียง โอบไหล่ดาราราย ดารารายเช็ดน้ำตา

“อาจไม่เป็นอะไรก็ได้ พวกข้าอาจจะมาช่วยได้ทัน”

ดารารายพยักหน้า แล้วนึกออกว่าหลวงเทพมาโอบไหล่ ร่างท่อนบนเปลือยเปล่ากำลังแนบตัวอยู่

“ถอยไป ไม่ต้องมาโอบข้า”

ดารารายปัดมือเขาออก มือหลวงเทพดึงผ้าขาวม้าหลุดไปด้วย เหลือแต่ผ้ารัดอก ดารารายร้องอุทาน

“เฮ้ย”

หลวงเทพขยับถอยออกมา ดวงตามีแววขบขันบางอย่าง ดารารายค้อนตาเขียว รีบดึงผ้าขาวม้ามาปิดคลุมตัวใหม่ หลวงเทพลงนั่งขัดสมาธิ เขี่ยไฟเล่น

“แล้วเราจะทำอะไรต่อไป”

“น้ำพัดพาเรามาไกลยิ่ง ถ้าเราเดินย้อนกลับไปคงไม่ได้การแล้ว”

“แล้วจะยังไงดี”

“เราควรกลับไปเวียงแก้ว ข้าจะนำทางเจ้าไปเอง”

เช้าวันต่อมา ที่ลานหลังคุ้มน้อย ยอดหล้าโปรยปรายข้าว ฝูงนกพิราบ นกเขา นกกระจอกกินกันอยู่เต็มลาน นางผัน นางเผื่อนถือกระบุง ยืนหน้าหงิก เกลียดนกอยู่ด้านหลัง

“กินข้าวเถอะ นกน้อยๆของข้า ดารารายไม่อยู่ พวกเจ้าไม่ต้องกลัวหรอก”

ฝูงนกร้องจ๊อกแจ๊ก จอแจ ทันใดนั้นมีเสียงร้องกายาว ยอดหล้าแหงนดูแล้วยิ้ม

“เจ้ากาตัวน้อย เจ้าก็มาหรือ”

ยอดหล้ายื่นแขนไป อีกาดำตัวใหญ่บินลงมาเกาะแขน เอียงคอดูยอดหล้า

“ดูซี ผัน เผื่อน มันเชื่องถึงปานนี้แล้ว”

นางผัน นางเผื่อนฉีกยิ้ม ทำรักสัตว์ขึ้นมากะทันหัน

“ก็เจ้านางช่วยมันจากเจ้านางน้อยนี่เจ้า”

“ทั้งยังเยียวยามันอยู่ตั้งร่วมเดือน”

ยอดหล้าเอาอีกมือกอบข้าวยื่นไปให้ อีกาใหญ่มองเหมือนขอบใจ แล้วกินอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องรีบ ดารารายไม่อยู่ เจ้าไม่ต้องรีบกินหรอก”

อีกาชะงักหันมามองหน้ายอดหล้า แล้วร้องแก๊กๆๆ ยอดหล้าหัวเราะกิ๊ก

“ข้ารู้ว่าเจ้าชังน้องข้า แต่ความจริงน้องข้ามิได้ชั่วร้ายหรอก”

อีการ้องแก๊กๆๆ อีก คล้ายเถียง นางผัน นางเผื่อนลอยหน้าใส่ไฟ

“ไม่จริงมั้งเจ้า เจ้านาง”

“แม้แต่อีกาก็ยังรู้เลย ว่าเจ้านางน้อยร้ายกาจแค่ไหนเจ้า”

ยอดหล้าทำตาเขียวใส่ นางผัน นางเผื่อนคอหด ยอดหล้าหันมาหาอีกา

“เจ้าจะคุมแค้นไปถึงไหน จงให้อภัย เลิกแล้วต่อกันเถิด”

ทันใดมีเสียงม้าร้องก้องกึก พร้อมกับเสียงผู้ชายเอ็ดอึง อีกาและฝูงนกแตกฮือบินขึ้นโกลาหล ยอดหล้าเอามือป้องหน้า นางผัน นางเผื่อนร้องวี้ด นั่งยองๆ ลง

“ว้าย”

“อีนกบ้า อีนกผี”

ยอดหล้ามองไป เห็นแสนหลวง บ่าวไพร่ในคุ้ม 2-3 คน กำลังรุมล้อม พยายามจับม้าวายุที่พยศ แต่ไม่มีใครเข้าใกล้ได้

“เกิดอันใด”

“เจ้านาง ไม่รู้เกิดอันใด ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ม้าวายุตื่นพังคอกออกมา” บ่าวรายงาน

“ดารารายไม่อยู่ ผู้ใดจะจับมันได้”

“นั่นซี เจ้านาง ข้าบาทไม่รู้จะทำเช่นใดแล้ว”

ยอดหล้าก้าวไป ยื่นมือออก เมตตาบารมีแผ่จากดวงตาและปลายนิ้ว

“วายุ วายุ พอเถิด”

ม้าวายุร้อง หยุดยืน ยอดหล้าก้าวไป ลูบคอมัน มันมองดูยอดหล้า ดวงตาร้อนรน

“เกิดอันใดขึ้น เจ้าตื่นกลัวอันใด”

ม้าวายุขยับโยกคอ ผงกหัวขึ้นลง

“ดารารายไปเวียงไชย เจ้าคิดถึงดารารายหรือ”

ม้าวายุร้องฮี้ราวรับคำ แล้วหันตัววิ่งตะบึงไป ข้าไทร้องเอะอะวิ่งตามอีก ยอดหล้ากังวลใจ

“คงไม่เกิดเรื่องอันใดนะ คุณพระ คุณเจ้า ช่วยคุ้มครองน้องข้าด้วยเถิดเจ้า”

ป่าดงดิบ ต้นไม้สูงใหญ่ใบหนาจนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้น ดารารายเดินนำคล่องแคล่ว หลวงเทพเดินตามมีอาการเหนื่อย หยุดปลดกระบอกไม้ไผ่ที่ร้อยเถาไม้คล้องไหล่มาดื่ม ดารารายชะงักฝีเท้าหันมามองอย่างหมั่นไส้ ดารารายเอาผ้าคาดเอวมาโพกผม

“หยุดอีกแล้ว อย่างนี้เมื่อไหร่จะถึงเวียงแก้ว”

หลวงเทพภักดีไม่สนใจ ดื่มต่อ ดารารายกระโดดมาถึงตัว กดกระบอกลง

“พอๆ เดี๋ยวน้ำหมด แล้วเจ้าจะเอาที่ไหนกิน”

“ก็น้ำของเจ้าไง”

“เรื่องอันใด น้ำส่วนของข้าก็ของข้า ไปต่อ”

หลวงเทพเดินตามแล้วมองดูรอบๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้ว

“นี่เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้ารู้ทาง”

ดารารายหมั่นไส้ “เฮอะ ข้าเป็นว่านเครือจอมพราน ชำนาญหนทางยิ่ง”

“เจ้าไม่พาข้าหลงแน่นะ”

“ป่าแถบนี้ ข้ารู้จักดีราวฝ่ามือข้าเอง”

หลวงเทพเท้าสะเอวมองดารารายอย่างอ่อนใจ “ฝ่ามือเจ้าน่าจะมีปัญหาแล้ว มาดูนี่”

หลวงเทพชี้ที่ต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ทางเลี้ยวหนึ่ง อันเป็นเส้นทางสัตว์เดิน

“ดูอันใด”

“นี่”

ดารารายมองดูเห็นเปลือกไม้มีรอยบากเป็นลูกศร

“แล้วทำไม ก็แค่มีคนบากต้นไม้ไว้เป็นเครื่องสังเกต เจ้าไม่รู้ดอกหรือ”

“ใช่ ข้าไม่รู้ ข้าไม่ใช่ลูกหลานจอมพรานเช่นเจ้า” ดารารายกอดอกอย่างภาคภูมิ “แต่ที่ข้ารู้ก็คือ รอยลูกศรนั่นข้าบากไว้เองด้วยมีดนี้ เมื่อชั่วยามก่อน”

หลวงเทพชูมีดสั้นที่ยังคงเหลือติดตัว ดารารายอึ้ง หลวงเทพยิ้มสะใจ

“อันใด”

“ไม่มีอันใด แค่จอมพรานอย่างเจ้า พาข้าเดินเป็นวงกลมอยู่ทั้งวันเท่านั้นเอง”

ที่เพิงหินใกล้เชิงเขาในเวลาต่อมา ดารารายและหลวงเทพหยุดพัก ก่อกองไฟใหญ่ ทั้งยังก่อกองไฟเล็กๆ รายรอบ หลวงเทพนั่งเขี่ยอะไรอย่างหนึ่งในไฟ ดารารายเหลาไม้ทำเป็นลูกดอกในยามฉุกเฉินที่ลูกดอกตกน้ำหายหมด

“เอาออกจากไฟได้แล้วหรือยัง”

“ลองดูซี”

หลวงเทพภักดีเอาก้อนดินเหนียวที่ถูกเผาจนสุกออกจากกองไฟ แล้วเอาหินทุบแบะออกเห็นไก่ป่าสุกส่งควันฉุย ดารารายขยับมาดู หลวงเทพยิ้มร่า

“สุกพอดีเลย เจ้านี่เก่งแท้ ทั้งยิงไก่ป่า ทั้งรู้วิธีปรุง”

“ก็ข้าเป็นhellip;”

หลวงเทพพูดต่อ “ลูกหลานจอมพราน ข้าจำขึ้นใจแล้วเจ้าไม่ต้องพูดหรอก”

ดารารายเองชะงักคำพูด เพราะยังอับอายอยู่ที่หลงป่า แต่เมื่อหลวงเทพกระเซ้าก็ยิ่งอายจนพาล เลยร้องฮึ สะบัดหน้าพรืด หลวงเทพอมยิ้ม ลงมือฉีกไก่ใส่ใบไม้ใหญ่ส่งให้

“ของเจ้า”

“ข้าไม่หิว” ดารารายไม่รับ แต่ท้องเจ้ากรรมร้องดังสนั่น ดารารายยิ่งอับอาย

“ปากเจ้าไม่หิว แต่ท้องเจ้าหิวแล้ว”

ดารารายกระชากใบไม้มา หลวงเทพเริ่มกินไก่ของตัวเอง ดารารายกรีดนิ้ว เล็มกินคำเล็กๆดูงดงาม หลวงเทพมองดู

“ทำไมเจ้าต้องก่อไฟกองเล็กกองน้อยล้อมไว้ด้วย”

“เรามาพักในเพิงหินติดเขาอย่างนี้ ตามโพรงหินอาจมีงูพิษ แมงพิษอยู่”

หลวงเทพมีอาการแขยงงูขึ้นมา

“มีงูหรือ แย่แล้ว งูมันกลัวไฟใช่ไหม ข้าจะได้นอนใกล้ๆไฟ”

“ใครบอกเจ้างูมันขี้หนาว มันชอบที่อุ่น บางคนนะพอตื่นเช้ามามีงูเห่ามาขดอยู่กลางอก บางคนยิ่งแล้วใหญ่ งูมันเลื้อยเข้าในเตี่ยว”

หลวงเทพตาเบิกโพลงร้องอุทาน “ตายโหง”

ดารารายยิ่งสะใจที่เห็นหลวงเทพกลัวงู

“ใช่แล้ว ถูกงูกัดย่อมตายโหง”

หลวงเทพค้อน เอาหลังมือป้ายเหงื่อที่หน้าผากมาเช็ดกับขากางเกง ดารารายทำท่ายี้

“เหนียวตัวจริง ตรงนั้นมีน้ำตกเล็กๆ กับแอ่งน้ำ เดี๋ยวข้าไปอาบน้ำดีกว่า เจ้าไปอาบน้ำกับข้าไหม”

ดารารายสะดุ้ง รีบบ่ายเบี่ยง “หนาวจะตาย ข้าไม่อาบ”

“ห๊ะ ทีนี้ใครกันแน่ที่เหม็นสาบ”

ดารารายเชิดใส่ หลวงเทพมีแววยิ้มที่ดวงตา

“อ้อ หน้าอกเจ้า”

ดารารายสะดุ้งหนักกว่าเดิม “อันใด เจ้าพูดถึงหน้าอกข้าทำไม”

“อ้าว ก็เจ้าบอกถูกเสือตะปบหน้าอก พอกยา พันแผลไว้ไง”

“ใครบอกเจ้า ข้าถูกเสือตะปบที่หลังต่างหาก”

หลวงเทพยิ้มมุมปาก พยักหน้า

“อ้อ ด้านหลัง มิใช่ด้านหน้า แผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ให้ข้าช่วยดูให้เจ้าไหม”

ดารารายยก 2 มือกอดอก “ไม่ต้อง! อย่ามายุ่งกับอก เอ๊ย หลังข้า”

หลวงเทพฉีกไก่กินต่อ ดารารายเชิดหน้า

ตกกลางคืน ดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงส่องแสงสว่างบนท้องฟ้า แต่ป่าเบื้องล่างก็ยังดูทึบทะมึน

ไฟกองใหญ่เหลือเปลวแค่ครึ่งเดียว ไฟกองเล็กกองน้อยโดยรอบก็เหลือน้อยลง หลวงเทพและดารารายนอนหลับอยู่คนละด้านของกองไฟใหญ่ เสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงม

สองคนหลับสนิท ไม่รู้ตัวว่าบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืดของป่ารอบนอก มีจุดแสง 2 จุดเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา เสียงแมลงกลางคืนดังระงมพลันเงียบไปราวปลิดทิ้ง

จุดแสงไฟนั้นขยับลับหายไป แล้วปรากฏวูบใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก จนเมื่อแสงจากกองไฟส่องกระทบถึงพบว่าแสงนั้นเปล่งออกมาจากดวงตาเรืองแสง ของ ผีขาเดียว ที่แสยะปากเห็นเขี้ยวซับซ้อนมองดารารายและหลวงเทพภักดีอยู่

อ่านต่อตอนต่อไป / 09.30 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...