xs
xsm
sm
md
lg

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 11

บริเวณที่จอดรถรับส่งบ้านเจ้าคุณ...ศีลลงมาจากรถ เปิดประตูพาเจ้าคุณลงมา

“คนที่เป็นลมมาจากไหน หรือศีล”
“ได้ยินว่ามาของานทำขอรับ แต่ก็มาเป็นลมน่าสงสารนะขอรับ”
“จริงสิ น่าสงสาร ที่บ้านเรามีงานอะไรให้เขาทำบ้างไหม”
“เอ้อ กระผมคงต้องถามนายแม่ กับพี่เมี้ยนก่อนขอรับ”
“ถ้าพอช่วยอะไรเขาได้ก็ช่วย พ่อแก่มากแล้ว อยากทำดีกับผู้คนให้มากที่สุด พ่อต้องการเป็นผู้ให้ให้มากที่สุด”
“ขอรับ”
เจ้าคุณครุ่นคิดอยากทำดีไว้มากๆ

ในป้อมยาม...ทองฟื้นแล้ว ดีใจมาก
“ตกลงผมได้งานทำที่นี่แล้ว ขอบคุณพี่ชายมาก”
“ขอบคุณคุณศีลลูกชายท่านเจ้าคุณเถิด”
ทองชะงัก
“ลูกชาย อะไรวะ เอ๊ย...ไหนว่า เอ้อ...ท่านมีลูกชายโตเป็นหนุ่มแล้วหรือ ลูกคุณหญิงหรือ”
“ไม่ใช่ลูกคุณหญิง ลูกชายบุญธรรมของท่าน เพิ่งจบมาจากเมืองนอก ท่านโปรดปรานมาก”
“ท่านไม่มีลูกชายละสิ”
“ใครว่า ท่านมีลูกชายสองคน กับคุณหญิง คนหนึ่ง กับคุณเดือนคนหนึ่ง แต่ยังเล็กมาก”
ทองพยักหน้าคำรามในใจ คิดว่าคุณหญิงหมายถึงคุณหญิงศรี ไม่รู้ว่ามีคุณหญิงสะบันงากลายเป็นคุณหญิงแทนคุณหญิงศรีไปแล้ว ทองพึมพำ
“อ้อ นังคุณหญิงมีลูกชาย ดีละ” ทองหันมาพูดกับยาม “ฉันจะมีโอกาสได้ไปกราบท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงหรือเปล่า”
“ถ้าสบโอกาสเท่านั้น พวกท่านไม่มาสนใจให้ใครมาพบหรอกนอกจากพวกผู้หลักผู้ใหญ่ แต่คุณเมี้ยนน่ะแกได้พบแน่”
“อีเมี้ยน” ทองคำรามเบาๆ
ทองหมายมั่นจะจัดการ แก้แค้นคุณหญิงศรี
“โชคดีที่วันนั้นกูปิดหน้า หาไม่ไอ้คุณศีลนั่นมันคงจำกูได้แน่ แผนการคงล้มเหลว”
ทองแอบถอนใจโล่งอก

เมี้ยนมองหน้าทองพิจารณา รับไหว้ทองที่ไหว้มาก่อน
“หน้าตาดีนะ จะทำงานไหวหรือ”
ทองครุ่นคิดในใจ
‘หนอย อีนังเมี้ยนขี้ข้านังคุณหญิง ที่แม่เราเกลียดนักหนา นี่กูต้องมากราบไว้ขี้ข้าบ้านตัวเองหรือนี่ บัดซบแท้’
“นี่เพราะคุณศีลเขากราบเรียนท่านเจ้าคุณว่าแกน่าสงสารท่านจึงเวทนา”
ทองคิดในใจ
‘ไอ้คุณศีลนี่อีกแล้ว เกลียดน้ำหน้านัก ทำเป็นผู้ดีกรีดกราย อย่าหวังว่ากูจะเห็นน้ำใจที่มึงช่วยกูครั้งกระนั้น’
ทองตื่นตะลึง เมื่อเห็นคุณหญิงสะบันงาเดินมากับเดือนที่อุ้มพจน์มา ส่วนดาอุ้มพฤกษ์ตามหลังมา เมี้ยนแนะนำ
“นั่นคุณสะบันงา และคุณเดือน ภรรยาท่านเจ้าคุณ”
“แล้วไหนคุณหญิง”
เมี้ยนมองหน้า
“ถามทำไม”
“กระผมอยากกราบท่าน ก็กระผมมาทำงานบ้านท่านทั้งที”
“คุณสะบันงานี่แหละคุณหญิง แต่ท่านบังคับไม่ให้ใครเรียกคุณหญิงเวลาอยู่ในบ้านยกเว้นนอกบ้านท่านบังคับเขาไม่ได้”
คุณหญิงสะบันงาเดินมาหยุดมอง ทองจ้องเอาจ้องเอาจนลืมตัว
“ใครกันน่ะพี่เมี้ยน”
“คนงานคนใหม่ค่ะ นี่แก จะมัวตะลึงมองอะไรอยู่ กราบท่านสิ นี่แหละคุณหญิงที่แกอยากกราบไหว้”
ทองรำพึงในใจ
‘ใครว่ากูอยากกราบไหว้ กูอยากฆ่ามึงตะหาก’
ทองไหว้คุณหญิงสะบันงา
“สวัสดีจ้ะ ชื่ออะไรหรือ”
“ทองขอรับ”
ทองจ้องไปที่พฤกษ์ในมือดา อย่างตั้งอกตั้งใจ
“ไอ้เด็กผู้ชายลูกนังคุณหญิงนั่น มันมาแทนที่กู”
ทองแค้นใจมาก

 
ปารีส... ธรรม์ นั่งหน้าหมองข้างๆ ปานวาดที่หม่นหมองไม่แพ้กัน ปานวาดป้อนอาหารใส่ปากให้ปีแอร์ที่ส่ายหน้าไม่ยอมกิน
 
“กินนะ ดาหลิง กินเพื่อไอ กับธรรม์”
“แม่ครับ เมื่อไหร่ธรรม์จะได้กลับไปเรียนอีกครับ”
ปีแอร์รำพึงในใจ
‘ลูกจะไม่ได้กลับไปเรียน เพราะตายายของลูกโกรธที่แม่ของลูกมาแต่งงานกับแด้ดดี้ จึงเลิกส่งเงินมาให้’
ปีแอร์น้ำตาไหล มองธรรม์ ปานวาดหันมาบอกลูกชาย
“รอให้แม่หางานกลางคืนได้แม่จะส่งธรรม์กลับไปเรียนนะลูก”
ปีแอร์รำพึง
‘แค่ทำงานเฉพาะกลางวัน ปานวาดก็ทรุดโทรมขนาดนี้ ถ้ามีกลางคืน มิต้องอดหลับอดนอนเหรอ โธ่ ดาหลิง’
“ครับ” ธรรม์รับคำเศร้าๆ
ปานวาดก้มลงไปจูบแก้มปีแอร์
“ไอไปทำงานนะ อาหารวางอยู่นั่น”
ปีแอร์พยักหน้ารับรู้
ในจานอาหาร มีส้อมสำหรับจิ้มวางอยู่มีขนมปังฝรั่งเศส เนยแข็ง และไส้กรอก
“ธรรม์อยู่กับแด๊ดดี้นะลูก แม่มีของกินไว้ให้แล้ว”
“ธรรม์ออกไปเล่นข้างนอกบ้างได้ไหม”
“ได้ แต่ห้ามข้ามถนนเด็ดขาด พรอมมิส”
“ครับ พรอมมิส”
ปานวาดหอมแก้มธรรม์ แล้วออกไป พอปานวาดพ้นออกไป ธรรม์มองพ่อแล้วขออนุญาต
“แด๊ด ธรรม์ไปเล่นข้างนอก โอ เค้”
ปีแอร์พยักหน้า ธรรม์วิ่งออกไป...ปีแอร์ยังเหลือมือข้างหนึ่งที่ยังใช้งานได้มองไปที่ส้อม

บริเวณหน้าบ้านเจ้าคุณ...ทองยืนหน้าประตู กำลังกวาดลานเก็บกวาดใบไม้และใบหญ้า ยามเข้ามาบอก
“ไอ้ทอง ฝากประตูบ้านด้วยนะ ข้าจะเข้าไปกินข้าวในครัวสักหน่อย”
“สักนานๆก็ได้ ฉันเต็มใจช่วยงานพี่เสมอ เพราะพี่มีพระคุณต่อฉัน ฉันยินดีช่วยงานของพี่”
“ขอบใจมาก ไอ้ทอง คอยเปิดปิดประตูให้เรียบร้อยนะ”
“รับรอง”
ยามเดินออกไป ทองยิ้มสมหวัง
“ทำไมกูถึงไม่ได้พบหน้าพ่อกูจังๆสักทีหนึ่งนะ อยากรู้นักว่าถ้าเขาเห็นหน้ากูถนัดๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ที่เขาว่าความผูกพันมันมาตามสายเลือดมันจะจริงไหมหนอ”
ทองคิดเพลินจนกระทั่งมีเสียงแตรดังมาจากด้านใกล้ตัวทองมากที่สุด จนทองสะดุ้งหันไปมอง แล้วทองก็ตะลึง เจ้าคุณนั่งในรถด้านหลังกับคุณหญิงสะบันงา รถจอดด้านหลัง ทองเขยิบ ถอยมาเปิดประตูบ้าน แล้วมองไปที่รถ ครุ่นคิดในใจ
‘พ่อกูจะพาอีคุณหญิงไปไหน หนอย เชิดหน้าชูตายกย่องกันดีนักทีแม่กู มีลูกอยู่ในท้องก่อน ยังไม่แยแส ไม่ติดตามถามหา’
รถมาจอดข้างๆ ทองไม่ออกไปนอกประตูแต่จอดกลางๆประตู กระจกถูกไขลงมา เจ้าคุณโผล่หน้ามามองทอง
“คนที่มาใหม่หรือ”
ทองพูดไม่ออก มือไม้สั่นไปหมด เจ้าคุณมองมือทองที่สั่น
“มันกลัวฉันจนมือไม้สั่น”
คุณหญิงสะบันงายิ้มให้ทอง
“นายทอง ไม่ต้องกลัวท่านหรอกนะ ยามหายไปไหน ทำไมนายทองมาเปิดประตูแทน”
ทองค่อยกล้าขึ้น
“เขา...เขา ไปกินข้าวขอรับ”
“ขอบใจมากนะนายทอง ที่สานใบไม้เป็นตัวตั๊กแตนให้คุณพจน์ คุณพฤกษ์ คุณสองคนชอบใจมาก”
“เอ้อ ขอบพระคุณขอรับ เอ้อ กระผมยังสานอย่างอื่นเป็นอีก ปั้นดินปั้นโคลนเป็นของเล่นก็ได้ขอรับ ถ้า อ...เอ้อ คุณหนูทั้งสองชอบ ผมจะทำให้เล่นขอรับ”
เจ้าคุณยิ้มพอใจ
“ดีมาก ขอบใจ”
แล้วกระจกก็ปิด รถเคลื่อนออกไปแล้วหยุดอีก เจ้าคุณไขกระจกมามองหน้าทอง
“แกเป็นคนที่ไหนหรือ”
ทองใจสั่นไปหมด เจ้าคุณมองสบตา สองคนมองกันนิ่งและนาน
“ฉันถามทำไมไม่ตอบ”
คุณหญิงสะบันงาขัดขึ้น
“เพราะว่าเขายังคงกลัวอยู่น่ะค่ะ”
“ฉันว่าฉันคุ้นหน้าแกอยู่นะ เหมือนเคยเจอแกที่ไหนมาก่อน”
“เขายังตกใจไม่หาย เอาไว้ค่อยถามวันหลังนะคะ”
กระจกโดนปิดใหม่ คราวนี้รถออกไปเลย ทองหมั่นไส้
“อีนังคุณหญิงนั่นมันดูใจดี มีน้ำใจมาก ทำไมมันจึงใจร้ายได้นักหนา ช่างซ่อนความเลวร้ายเอาไว้ได้มิดชิดแท้ๆ ถ้าแม่ไม่บอก กูคงไม่เชื่อ”
ทองมองตาม ยิ้มแค้นๆ
“แม่จ๋า พวกผู้ดีมันโง่ มันบ้า มันหลอกง่าย แค่ประจบนิดหน่อย มันก็เริ่มชอบใจฉันแล้ว ไอ้เด็กพฤกษ์นั่น ฉันหมายตาเอาไว้ตั้งแต่แรกที่ได้พบหน้ามันแล้ว มันคือศัตรูที่มาแย่งตำแหน่งทายาทของฉัน มันต้องโดนลงโทษให้สาสม”
ทองยิ้มสะใจ

ปารีส...นาฬิกา บอกเวลาเที่ยง ปีแอร์ มองจานอาหาร ค่อยๆเอามือไปหยิบส้อมในจานมากำไว้แน่นน้ำตาไหลพราก
“ถ้ามีฉัน ลูกเราหมดโอกาส แต่ถ้าไม่มีฉัน นั่นคือโอกาสที่เธอจะใช้ความเป็นแม่ที่งดงามของเธอต่อลูกของเราได้เต็มความสามารถ ปานวาดที่รัก ฉันรักเธอที่สุด ลาก่อน”
ปีแอร์ให้ส้อมเงื้อสุดแรง แล้วแทงลงที่คอ

รถเจ้าคุณแล่นตามถนน คุณหญิงสะบันงากับเจ้าคุณพูดคุยกัน
“พฤกษ์กับพจน์ เป็นลูกชาย เขาต้องแข็งแกร่งเหมือนกับศีล”
คุณหญิงสะบันงายิ้ม
“ดีค่ะ ฉันเห็นด้วย”
“แต่ลูกชายของเรา มีแต่แนนนี่ผู้หญิง และผู้หญิงล้อมรอบ”
“ใช่ค่ะ ทุกคนล้วนตามใจ เอาใจ ล้มนิดล้มหน่อยเป็นต้องวิ่งกันมารายงานฉันราวกับว่าพวกเขาแขนหัก ทั้งที่แค่ผิวหนังถลอก”
“เขาควรได้เล่นกับผู้ชายบ้าง”
“ไปโรงเรียนเมื่อไหร่ก็มีเพื่อนผู้ชายค่ะ”
“สะบันงาจะว่าอย่างไร ถ้าจะให้สองคนมีเพื่อนเล่นเป็นนายทอง คนที่เพิ่งมาใหม่นั่น”
“ฉันไม่ขัดข้องค่ะ เพียงแต่ขอให้แน่ใจว่าเขามีใจ เต็มใจจะมาเป็น เพื่อนเล่นกับลูกของเราค่ะ”
เจ้าคุณพยักหน้า
“เราจะรอดูนิสัยใจคอเขาไปสักพัก ถ้าเห็นว่าวางใจได้ ก็จะให้มาเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายชายให้ลูกทั้งสอง”
เจ้าคุณกุมมือคุณหญิงสะบันงามาแนบแก้ม แล้วเอามาจูบกระซิบข้างหู
“ออลเวยส์ เลิฟ ยู ดาหลิง”

คุณหญิงสะบันงายิ้มให้

 
บริเวณฟุตบาธนอกบ้าน ปานวาดเดินมาถือถุงอาหาร รีบร้อนกลับมาเห็นธรรม์ขี่จักรยานเด็กเล่นไปมา โบกมือให้
 
“แม่ครับ”
ปานวาดยิ้มร่าเริงเข้ามา
“เที่ยงแล้ว ทำไมไม่กลับเข้าไปลันช์กับแด๊ดดี้”
“ทำไมวันนี้แม่กลับมาตอนลันช์ครับ”
“เพราะว่าแม่มีข่าวดีมาบอกแด๊ดกับธรรม์”
ธรรม์เนือยๆตามเคย
“ข่าวอะไรครับ”
“แม่ได้งานกลางคืนแล้ว แม่มีเงินให้ธรรม์กลับไปเรียนได้แล้ว”
“จริงหรือครับ”
ธรรม์สีหน้าดีขึ้น
“รีบเข้าไปบอกข่าวดีกับแด๊ดกันนะลูก”
ปานวาดจูงธรรม์ร่าเริงไปที่ประตูห้องของตัวเอง

ปานวาดกับธรรม์เปิดประตูห้องเข้ามา ปานวาดยิ้มร่า
“ปีแอร์ดาหลิง”
ปานวาดมองไปที่เตียงของปีแอร์ตกตะลึงกรีดร้อง
“โอ โน ดาหลิง โน”
ปานวาดผวาไปธรรม์ตามไปติดๆ ปีแอร์นอนอยู่ที่เตียงตาค้างมีการกระตุกเล็กๆ เลือดท่วมคอ ส้อมตกอยู่ที่พื้นข้างตัว ปีแอร์ พยายามลืมตาที่พร่ามัว ทำปากขมุบขมิบ
“ไอ แอมโซ ซอรี่ ดาหลิง”
ปานวาดช็อค
“โน ปีแอร์โน”
ธรรม์ตกใจสุดขีด
“แด๊ดดี้”
ปานวาดซบหน้ากับร่างกายของปีแอร์ มีธรรม์ซบข้างๆ ทั้งสองสะอื้นให้

หลุมศพของปีแอร์ในสุสานเต็มไปด้วยต้นดอกหญ้าเล็กๆคลุมอยู่ ปานวาด กับธรรม์วางดอกไม้บนหลุม แล้วถอยไปยืนโอบกอดกันมองหลุมศพ น้ำตาไหลทั้งคู่
“ไหนบอกว่ารักฉัน แล้วทิ้งกันไปได้อย่างไร ฉันไม่ปลูกกุหลาบให้เธอ แต่ฉันปลูกดอกหญ้านี้ให้แทน มันจะสะอื้นพริ้วไหวแค่เพียงต้องลมอ่อนๆ เพราะมันคือฉันที่จะโอบกอดเธอร้องไห้ไปชั่วนิรันดร์ ที่รัก”
ปานวาด ซบหน้าลงกับกอดอกหญ้าพวกนั้นน้ำตาไหล ธรรม์มองแม่น้ำตาไหล ทำอะไรไม่ถูก

ในห้องเช่า...ขวดไวน์วางกองเต็มห้อง ปานวาด นั่งเมาไวน์ฟุบกับโต๊ะ
“ดาหลิง แวร์ อาร์ ยู เวท ฟอร์มี พลีส”
ธรรม์นั่งกอดเข่าเอาคางเกยมือไว้มองแม่น้ำตาไหล

แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน ปานวาดก็ยังคงเมาเช่นนั้น ส่วนธรรม์ก็นั่งกอดเข่าเช่นนั้น

แพรวพรรณรายกึ่งดึงกึ่งฉุดพริ้มเพรามาที่บ้านหลังเล็ก
“คุณแพรว นายแม่กับเจ้าคุณพ่อห้ามมาเล่นที่นี่”
“ห้ามสิดี ยิ่งอยากมา ไม่เห็นจะต้องกลัว”
“กลับเถอะ กลัวเจ้าคุณพ่อ กับนายแม่โกรธเอา”
“โธ่เอ๊ย โกรธแป๊บๆเดี๋ยวก็หาย ใครจะกล้าโกรธลูกตัวเองนานๆ”
แพรวพรรณรายฉุดพริ้มเพราไปยืนหน้าบ้านเล็กแล้วตะโกน
“มีใครอยู่บ้าง ออกมาหาฉันหน่อย”
เงียบไม่มีเสียงตอบ พริ้มเพรากลัวๆ
“กลับเถิด”
“ไม่กลับ สงสัยมานานแล้วว่ายัยป้าเมี้ยน พาคุณพริสมาทำไมแถวนี้ ไหนว่าน่ากลัว เชอะโกหกนี่ ไม่รู้จักฉันหรืออย่างไร ฉันลูกสาวเจ้าของบ้านนะยะ ฉันอยากรู้จักถ้าไม่ออกมาจะบุกเข้าไป”
พริ้มเพรารีบห้าม
“คุณแพรว อย่าไปข่มขู่เขาสิ”
“ต้องข่มประเดี๋ยวจะนึกว่าไม่แน่จริง ออกมา ออกมา หนึ่ง สอง สาม”
ประตูเปิดออก ร่างในชุดดำกรอมยาวแขนเสื้อกรุยกราย ยืนกลางประตู สองคนตกใจร้องลั่น
“ว๊าย”
คุณหญิงศรีให้นึกขำเมื่อเห็นเด็กสองคน
“ช่างปากกล้าดีนัก ลูกใครกันหรือ”
“ลูกนายแม่ กับเจ้าคุณพ่อ แล้วป้าล่ะ ลูกใคร” แพรวพรรณรายย้อนถาม
พริ้มเพราปราม
“คุณแพรว ไม่เอาสิ” พริ้มเพรายกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ คุณป้า หนู เอ้อ หนูมาเดินเล่น เห็นบ้านหลังนี้เลยอยากมาแวะทักทายค่ะ”
คุณหญิงศรีถามเสียงเข้ม
“ไม่กลัวผีหรือ”
แพรวพรรณรายสวน
“มีแต่ผีสิกลัวเรา”
คุณหญิงศรีหัวเราะหึๆ
“แน่ใจนะ แม่เด็กปากร้ายใจกล้า”
แพรวพรรณรายเชิด
“แน่ใจ”
คุณหญิงศรีสะบัดผ้าคลุมหน้าออก พริ้มเพรากับแพรวพรรณรายตะลึง แพรวพรรณรายตื่นกลัว
“ผี ผี คุณพริ้มหนีเร็ว”
พริ้มเพราส่ายหน้า
“คนแท้ๆ ไม่ใช่ผี ถ้าคุณแพรวหมดสนุกแล้ว ก็กลับเถิด พี่จะอยู่คุยกับคุณป้า”
แพรวพรรณรายหวาดๆ
“แพรวจะไปเดินสำรวจว่ามีอะไรให้เล่นบ้าง ไปก่อนนะป้าผี”
พริ้มเพราหยิกแพรวพรรณราย
“ทำไมต้องพูดให้คนอื่นไม่สบายใจ”
แพรวพรรณรายวิ่งหนีออกไปแล้วทำเสียงหอน คุณหญิงศรีส่ายหน้า แล้วปิดผ้าคลุมหน้า พริ้มเพรายกมือไหว้อีกครั้ง
“หนูขอประทานโทษแทนน้องด้วยค่ะ เขาร้ายกาจมาก”
“ดีฉันชอบ น่ารักออก น่าขำด้วย พูดจาตรงไปตรงมามาก หน้าฉันมันยังแย่กว่าหน้าผีเป็นไหนไหน เข้ามาสิ เด็กดี”
“ให้หนูเข้าไปหรือคะ”
“ถ้าหนูไม่กลัวหน้าผี”
พริ้มเพราไหว้อีก

“ขอบคุณค่ะ”



 
สองคนนั่งคุยกันต่อพริ้มเพรามองหนังสือที่เต็มห้อง
 
“คุณป้าอ่านหนังสือฝรั่ง”
“ใช่ อ่านเป็นไหมล่ะ เอ พ่อเป็นฝรั่งนี่นาก็ต้องเป็นสิ”
“นายแม่ช่วยสอนค่ะ นายแม่บอกว่า คุณหญิงที่นายแม่เคารพมากเคยช่วยสอนให้นายแม่ค่ะ แถมสนับสนุนให้นายแม่อ่านเขียนและพูดเก่งด้วยค่ะ”
คุณหญิงศรีถอนใจน้ำตาคลอพึมพำ
“สะบันงาไม่เคยลืมเรา เอ้อหนูอยากเก่งกว่าที่เป็นอยู่ไหม”
“อยากค่ะ”
“ป้าจะสอนให้”
พริ้มเพราดีใจ
“คุณป้า”
คุณหญิงศรีพยักหน้า ยื่นมือมาตรงหน้าพริ้มเพราลูบหัว...คุณหญิงศรีสอนภาษาอังกฤษให้พริ้มเพรา

ห้าปีผ่านไป...ในโรงเรียนคอนแวนต์ พริ้มเพรา แพรวพรรณราย พราวพิลาสพากันเดินมาด้วยกัน เมขลาเดินคู่มากับพริ้มเพรา
“เมขลา เธอสอบได้ที่หนึ่งอีกแล้ว เก่งจริงๆ” พริ้งเพราชม
“ฉันต้องเก่ง เพื่อไม่ให้ใครดูถูกเอา” เมขลากระซิบ “เอ้อ พริ้มเพรา เมื่อไหร่จะพาฉันไปบ้านเธอ ได้ยินว่านายแม่ของเธอเป็นคุณหญิงด้วย”
“ได้สิ ฉันจะขออนุญาตนายแม่ให้จดหมายขออนุญาตซิสเตอร์ ให้เธอไปนอนบ้านฉันวันศุกร์ แล้ววันจันทร์เรากลับมาโรงเรียนพร้อมกัน”
เมขลาดีใจ
“ดีจังเลย เอ้อ วันนี้เธอมีชอคโกแลตอร่อยๆมาให้ฉันอีกไหมพริ้มเพรา”
แพรวพรรณรายหันมามองหน้า
“มีอะไรกันทุกวี่ทุกวัน มันบ่อยไปหน่อยไหม”
พริ้มเพราปรามน้อง
“ไม่เป็นไร...เอาไปเถิด นี่จ้ะ ฉันให้”
แพรวพรรณรายพึมพำ
“ยัยนี่ขี้ขอ”
รำพึงเดินปรี่เข้ามาชี้หน้าสามคนพี่น้องและเมขลา
“สืบมาตั้งสี่ห้าปี คุณหญิงแม่ของฉันรู้แล้วว่า เธอสามคนเป็นลูก คุณหญิงบ่าวตั้ง เคยเป็นขี้ข้ามาก่อนแล้วเลื่อนฐานะมาเป็นเมียน้อยแอบฆ่าคุณหญิงตัวจริงตาย แล้วตั้งตัวเป็นใหญ่ บังคับให้ใครๆ เรียกว่า คุณหญิง”
เมขลาแอบยิ้มสมน้ำหน้าพึมพำเบาๆ
“สมน้ำหน้า”
พริ้มเพรากับ พราวพิลาสตกใจมาก แต่แพรวพรรณรายโกรธกระโดดไปเตะแถมตบหน้ารำพึง
“อีรำพึง มึงใส่ร้ายแม่กู”
“อ๊าย ช่วยด้วยๆ นังแพรวพรรณรายตบหน้าฉัน”
“จะตบอีก ถ้าแกไม่ขอโทษแม่ฉัน”
รำพึงส่ายหน้า แพรวพรรณรายตบอีก รำพึงก็ใช่ว่าจะไม่สู้ โต้ตอบด้วยการหยิกข่วนแพรวพรรณราย เมขลาสาแก่ใจพึมพำ
“ที่แท้ก็แค่ลูกขี้ข้า”
พริ้มเพราเข้าห้าม
“คุณแพรว อย่านะคะ อย่าทำอย่างนั้น”
“จะทำ จะตบหน้ามันจนกว่ามันจะขอโทษแม่เรา”
คุณหญิงฉวีเดินมาพอดี
“อ๊าย...ตายแล้ว ช่วยด้วย ช่วยด้วย ลูกขี้ข้ามาตบหน้าลูกคุณหญิง”
ซิสเตอร์ ออกมาดูเหตุการณ์
“หยุดทั้งสองคน”
สองคนหยุด

ใบไม้สานเป็นสารพัดตัว เรียงรายตรงหน้า พฤกษ์ กับพจน์
“เราชอบตัวนี้” พจน์ชูตัวหนึ่งขึ้นมา
พฤกษ์ชี้ที่มือพจน์
“เราก็ชอบตัวนี้”
พจน์เปลี่ยนตัวยอมให้พฤกษ์
“ถ้าเช่นนั้นเราเอาตัวนี้ ตัวนั้นให้คุณพฤกษ์ไป”
“ได้ขอรับ คุณหนู” ทองหันหน้าไปบ่น “เพราะมึงเป็นลูกนังคุณหญิง ทุกคนจึงตามใจมึง ทูนหัวทูนเกล้า ทุกอยางให้มึง แล้วกูเล่า...กูลูกชายคนแรก กูเป็นพี่ชายพวกมึงแต่กูกลับกลายมาเป็นขี้ข้ารับใช้มึง”
พฤกษ์หันมาบอกทอง
“ทองเคยบอกว่า ทำว่าวเป็น เราอยากเล่นว่าว”
พจน์ขอร้องทอง
“ทำว่าวให้คุณพฤกษ์นะทอง”
ทองเผลอ
“เออ...เอ๊ย เอ้อ...ขอรับ”
เด็กทั้งสองดีใจกระโดดโลดเต้น ทองกำลังตาขวางใส่เด็กสองคน เจ้าคุณเดินมาหยุดมอง
“นายทอง”
ทองสะดุ้งหันมามองเจ้าคุณ ทำอะไรไม่ถูกอีกตามเคย
“พ...เอ้อ ท่านเจ้าคุณ”
“อยู่ด้วยกันมาตั้งเป็นปีๆ นายทองยังไม่หายกลัวฉันอีกหรือ”
ทองอึกอัก
“เอ้อ...”
“ฉันสังเกตเห็นนะว่านายทองชอบแอบมองฉัน เหมือนพยายามจะบอกอะไรฉัน”
ทองใจหายวับ
“เอ้อ...เอ้อ คือ...”
“ว่ามาสิ”
“ขอรับ คือว่า กระ ผม กระผม เป็น เป็น ล...”
ทองยังไม่ทันจะพูดคำว่าลูก พริสซิลล่าเดินผ่านมา ทำท่าจะผ่านไปไม่สนใจใครทั้งสิ้น เจ้าคุณหันไปเรียก
“พริสซี่ พริสซี่ จะไปไหนลูก”
เจ้าคุณรีบตามพริสซิลล่าไป ทำให้ทองอดพูด
“อีเด็กบ้าปัญญาอ่อน มาขวางกูทำไม อยู่มาหลายปีกว่าจะมีโอกาสงามๆอย่างนี้ได้ ดันมาขัดจังหวะเสียนี่”

ทองเสียดายโอกาสมาก

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 11 (ต่อ)

เดือนกับคุณหญิงสะบันงานั่งอยู่ที่ซุ้มต้นไม้ มองทองกับเจ้าคุณ
 
“นายทองทำท่าราวกับว่าจะพูดอะไรกับท่าน”
“เดือนเห็นหลายครั้งแล้วนะคะ ว่านายทองชอบแอบมองท่าน”
“แปลกมาก ฉันก็เคยสังเกตเห็นเช่นกัน นายทองถือว่าเป็นคนงานที่ท่านให้ความเมตตามาก จึงไว้ใจให้เล่นกับลูกชายของเราทั้งสองคนได้”
“แต่นายทองก็เอาใจเก่งนะคะ คุณพฤกษ์กับลูกพจน์ติดแจ”
“ท่านคิดถูก ที่ให้เด็กทั้งสองมีพี่เลี้ยงเป็นผู้ชาย ท่านว่าถ้ามีแต่แนนนี่ ลูกชายเราอาจกลายเป็นกะเทย”
สองคนยิ้มย่องขำๆ พอใจทองมาก

ว่าวลอยบนท้องฟ้า พร้อมกับเสียงร่าเริงของเด็กชายสองคนที่กำลังดึงเชือกว่าวไปมา มีทองคอยช่วยดึง

ทองกำลังปีนอยู่บนต้นไม้ พจน์กับพฤกษ์พยายามหัดปีนเล่น
“ค่อยๆปีนขอรับคุณหนู” ทองรำพึงในใจ “ประเดี๋ยวเถิดมึงเอ๊ย”
ทองปีนลงมาช่วยสองคนหัดปีน สองคนขึ้นไปได้นิดหนึ่ง นั่งห้อยขาเล่น
“เราหิวน้ำ” พฤกษ์บ่น
“รอประเดี๋ยวขอรับ”
ทองเดินเลี้ยวหายไปหลังพุ่มไม้มาหยิบขวดน้ำและแก้ว ซึ่งเขาวางถุงกระสอบใบหนึ่งไว้ ภายในมีงูเห่าตัวใหญ่ที่จับมา
“กูไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อยที่ได้กำจัดลูกมึงอีคุณหญิง”
ทองยกถุงขึ้น เทออกมาแล้วเดินเลี่ยงหนีไป งูเห่าชูคอตั้งอยู่ แล้วค่อยๆเลื้อยออกไปนอกพุ่มไม้

พจน์ กับพฤกษ์ไต่ลงมาจากต้นไม้ ทองรับลงมาทีละคน พามานั่งกินน้ำที่พุ่มไม้ ทองนึกถึงงูเห่าอยากให้เลื้อยออกมาทางนี้
“ไหนน้ำ” พฤกษ์ถาม
“นั่นครับ ไปนั่งที่พุ่มไม้สิครับ มันเย็นดีครับ”
สองคนพากันไปนั่งที่พุ่มไม้ ทองมองเลยไปภายในพุ่มไม้ หวังในใจให้งูโผล่มากัดเด็ก

คุณหญิงศรีเดินมากับเมี้ยนที่ถือเสียมติดมือมา ได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงของพจน์กับพฤกษ์
“พรวนดินนิดเดียวเดือนละครั้งสองครั้ง ต้นสะบันงาของคุณศุกลก็งามขึ้นต่อไปเรื่อยๆ”
เมี้ยนชวนคุย คุณหญิงศรีชะงักฟังเสียง
“นั่นเสียงคุณพฤกษ์กับคุณพจน์เล่นอะไรกัน สนุกสนานกันดีแท้ๆ”
“นายทอง ที่ท่านเจ้าคุณตั้งให้เป็นพี่เลี้ยงคุณหนูสองคนนั่นแหละค่ะ มันช่างหาของเล่นมาหลอกเด็ก”
“ได้ยินว่ามันอยู่มาหลายปีแล้ว น่าจะไว้ใจได้สินะ”
“ค่ะ ถ้ามันไม่ซื่อมันคงออกลายมาให้เห็นแล้วค่ะ หน้าตามันก็ดี๊ดีค่ะ”
“เสียงอยู่ตรงนี้เอง หลังพุ่มไม้นี่”
คุณหญิงศรีมองไปแล้วตกใจ
“เอ๊ะ งู นั่นงูเห่า เมี้ยน เร็ว เด็กอยู่ตรงนั้น”
“งู งูเห่าเอาเด็กหนีไปเอาเด็กหนีไป”
เมี้ยนถือเสียมร่อนไปที่งูเห่าทันที

พฤกษ์กับพจน์กำลังนั่งกินน้ำ ได้ยินเสียงตะโกนของเมี้ยน
“งู งูเห่า เอาเด็กหลบไปนายทอง”
เด็กสองคนหน้าเหลอไม่รู้ว่างูเห่าดุร้ายหน้าตาอย่างไร ส่วนทอง ฉุนกึกคำรามในคอ
“อีเมี้ยนขวางกูอีกแล้ว”
ทองทำรีรอใจเย็น
“เราอยากเห็นงูเห่า เราจะดูงูเห่า” พฤกษ์บอก
“แต่ป้าเมี้ยนบอกให้ทองพาเราหนีไปนะคุณพฤกษ์”
“ก็เราอยาก...”
พฤกษ์กับพจน์ต่างตะลึงเพราะลักษณะอันน่าเกรงขามของงูเห่า ทองแอบยิ้มไม่กระตือรือร้น งูเลี้อยมาประจันหน้าทั้งสามคน ชูแม่เบี้ย เมี้ยนกับคุณหญิงศรีพรวดมาถึง
“มันมาแล้ว นายทองยืนนิ่งๆค่อยๆเอาคุณหนูถอยไปข้างหลังแก ให้งูมันเผชิญหน้ากับแก แล้วฉันจะลอบตีมันเอง ฉันจะแหย่มันให้หันมา พอป้าเมี้ยนแหย่มันคุณหนูรีบถอยนะคะ”
เมี้ยนเอาเสียมแหย่งู พองูหันมา ทองแสร้งดูเงอะงะ คุณหญิงศรีไม่ทันใจ
“ชักช้าจริงๆ”
คุณหญิงศรีปราดเขยกไปที่เด็กสองคนดึงออกมาทันที ดึงด้วยอ้อมแขนเพราะอีกมือใช้ไม่ได้ พอเด็กมาพ้น คุณหญิงศรีกลับสะดุด ล้มคะมำ
“โอ๊ย”
งูเห็นความเคลื่อนไหวทางด้านเด็กหันมาฉกอีก คุณหญิงศรีคลานมาทับเด็กไว้
“อย่าดิ้นอย่าออกไปจากตัวป้า”
เมี้ยนตีงูเห่า ทองถอนใจแล้วตัดสินใจเลยตามเลย ทำเป็นดีเอากระสอบโยนมาครอบงูไว้ แล้วทำการจับงูดังที่เคยจับมาตั้งแต่อยู่ที่บ้าน พจน์กับพฤกษ์ดีใจ ร้องเฮๆ
“นายทองจับงูเห่าได้”
“รีบพาคุณหนูกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย” คุณหญิงศรีโล่งใจ จะลุกแต่กลับล้มเจ็บขา
“โธ่ เจ็บตัวอีกแล้วนะคะ นายทองรีบพาคุณหนูไปก่อน”
ทองจำใจพาสองคนออกไป เมี้ยนปราดมาดูคุณหญิงศรี

ในเรือนเจ้าคุณ พริสซิลล่าเกาะอยู่ที่เปียโนไม่สนใจใครเล่นเองโดยไม่มีโน้ต แพรวพรรณรายกำลังรายงานคุณหญิงสะบันงา เดือนนั่งฟังอยู่ด้วย
“แพรวตบมันอย่างแรง หน้างี้หงายไปเลยคะนายแม่”
คุณหญิงสะบันงาไม่สบายใจ
“ทำไมคุณพริ้มไม่ห้ามน้องคะ”
“ห้ามแล้วค่ะ คุณแพรวฟังซะที่ไหนคะนายแม่”
พราวพิลาสเสริม
“คุณแพรวก็โดนเขาหยิกเขาข่วนเอานะคะนายแม่”
แพรวพรรณรายคุยโอ่
“แพรวขึ้นกูขึ้นมึงกับอีรำพึงไปเลยค่ะ นายแม่”
“คุณแพรวขา” เดือนเตือน
คุณหญิงสะบันงาบอกเสียงเข้ม
“ตายจริง ลูกสาวแม่ อย่าคึกคะนองปากจนเกินไปนะคะ นายแม่ต้องทำโทษกันแล้ว โกรธอย่างไรก็ห้ามใช้คำพูดเช่นนั้นค่ะ”
“เธอทนไม่ได้ค่ะ ที่มีใครมาใส่ร้ายนายแม่ของเธอ” เดือนอธิบาย
“นายแม่ไม่ใส่ใจ มันไม่จริงอย่าไปสนใจกับคำพูดไร้สาระของคนอื่น”
“แม่มันก็พอกันค่ะ มันยืนยันคำพูดลูกสาวมันค่ะ ต่ำมาก” แพรวพรรณรายหงุดหงิด
“เขาต่ำมา เราก็อย่าไปต่ำเหมือนเขาสิคะ รำพึงที่ว่านี่แม่เขาเป็นใครคะ”
“โอ๊ย ลูกอีบ้าอะไรก็ไม่รู้ค่ะ”
“เอาอีกแล้วคุณแพรว”
พริ้มเพราหันมาบอก
“ลูกคุณหญิงฉวีค่ะ นายแม่”
แพรวพรรณรายเล่าต่อ
“พวกเรารบกับยัยสองแม่ลูกนี้มาหลายปีแล้วค่ะนายแม่ มันดูถูกคนจน”
คุณหญิงสะบันงาหนักใจ คิดหาวิธี
“แม่ว่าเราน่าจะเชิญเขามาเที่ยวบ้านเราสักครั้งนะคะ”
สามคนพี่น้องตกใจ
“นายแม่”
พริ้มเพรานึกได้ รีบเสนอ
“ให้เมขลามาด้วยนะคะ”
“ใครคือเมขลาคะ”
แพรวพรรณรายเบ้ปาก
“เพื่อนกินของคุณพริ้มค่ะ แรกๆก็น่าสงสารดีหรอกค่ะ แต่มาภายหลังนี่ขี้ขอไปเสียทุกอย่างอีกหน่อยมันคงขอให้คุณพริ้มถอดกางเกงในที่ใส่ให้มันไป สงสัยจะเป็นลูกนางช่างขอค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาไม่พอใจ
“คุณแพรว ถ้าไม่เลิกพูดจาอย่างนี้ นายแม่จะไม่ให้ไปเล่นที่สวนกล้วยท้ายบ้านนะคะ”
“งั้นแพรวไปเล่นถนนหน้าบ้าน”
“ต๊าย คุณแพรว” เดือนเหนื่อยที่แพรวพรรณรายช่างเถียง
เมี้ยนหน้าตื่นเข้ามา
“คุณพจน์กับคุณพฤกษ์เกือบโดนงูเห่าฉกเอาเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ”
ทุกคนพากันออกไป พราวพิลาสเดินมาเกาะมองพริสซิลล่าเล่นเปียโน
“คุณพริสเล่นเปียโนเก่งจัง พราวอยากเล่นเก่งอย่างคุณพริสบ้าง”

พราวพิลาสไต่มานั่งเกาะข้าง พริสซิลล่าเอามือพราวพิลาสกดลงไปบนคีย์บอร์ด แล้วหันมายิ้มให้

 
เทอเรสหน้าตึก เจ้าคุณโอบกอดลูกชายสองคนไว้คนละข้าง มองทองอย่างขอบใจ     
   
“นายทองเก่งมาก เก่งที่สุดครับเจ้าคุณพ่อ” พฤกษ์ชม
“นายทองสอนเราเล่นว่าวขอรับ” พจน์บอก
“อีกหน่อยนายทองจะสอนเราตกปลาครับ”
“ป้าเมี้ยนกับคุณป้าที่กระท่อมบอกว่างูเห่ากัดแล้วตาย” พจน์บอกอย่างตื่นเต้น
พฤกษ์เสริม
“แต่นายทองก็จับได้ครับ เจ้าคุณพ่อ”
เจ้าคุณยิ้มให้ทอง
“ขอบใจมากนายทอง ขอบใจที่ทำให้ลูกชายของฉันสนุกสนานมาหลายปีแล้วตอนนี้นายได้เงินเดือนเท่าไหร่ ฉันจะขอคุณหญิงขึ้นให้นายอีกสามร้อยบาท”
ตลอดเวลาทองจ้องหน้าเจ้าคุณราวกับอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ได้พูด   ทองรำพึงในใจ
‘ฟังพ่อกูบอกแล้วอยากจะขยำไอ้เด็กสองคนนี่ให้แหลกคามือหนอย...ลูกชายของฉัน แล้วกูเราลูกหมาหรือว่าอย่างไร’
เจ้าคุณย้ำ
“นายทอง ไม่ได้ยินฉันบอกหรือ”
“เอ้อ...”
คุณหญิงสะบันงา เดือน เมี้ยน พริ้มเพรา แพรวพรรณรายพากันออกมา คุณหญิงสะบันงาเข้ามาหาลูกอย่างเป็นห่วง
“คุณพฤกษ์ ตกใจมากไหมลูก”
“ทีหลังลูกพจน์ต้องคอยระวังน้องด้วยนะลูก” เดือนเตือน
“มีทองอยู่ทั้งคน ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกครับนายแม่” พฤกษ์บอกอย่างไว้ใจ
“แหม แต่เมื่อสักครู่ ถ้าคุณป้าไม่โดดไปโอบห่างออกมา ก็ไม่แน่นะเจ้าคะ ว่างูมันจะพลาดมาฉกเอาบ้างไหม” เมี้ยนหันไปเตือนทอง “นายทองอย่าพาคุณหนูไปเล่นที่รกๆสิ”
“ครับ คุณเมี้ยน”
ทองแอบไม่พอใจเมี้ยน คุณหญิงสะบันงาเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวฉันจะให้รางวัลนายทอง พี่เมี้ยนไปเอาถุงใส่ทองมาสิ”
ทองนิ่งมุ่งแก้แค้นมากกว่าอยากมาเอาเงิน แพรวพรรณรายมองทองอย่างสังเกต
“นายแม่ขา เจ้าคุณพ่อขา แพรวว่าหน้านายทองเหมือนหน้าคุณพฤกษ์กับตาพจน์ค่ะ”
ทุกคนนิ่งไป แล้วมองหน้าสามคน คุณหญิงสะบันงาเห็นด้วยกับแพรวพรรณราย
“แปลกจริง ทำไมเหมือนกันได้”
เดือนเห็นด้วย
“คล้ายกันจริงๆด้วยค่ะ”
เมี้ยนหันมาถาม
“แกมีเชื้อฝรั่งหรือนายทอง”
“เอ้อ พ่อผมตายตั้งแต่ผมเพิ่งเกิด แม่ไม่เคยบอกว่าพ่อเป็นใครครับ”
เจ้าคุณพยักหน้า
“อ้อ เป็นกำพร้าพ่อ”
ทองรำพึงในใจ
‘ถ้าไม่คอยจะแก้แค้นอีนังคุณหญิงตรงหน้าละก็ จะตะโกนใส่หน้าว่าพ่อกูก็อยู่ตรงหน้านี่แหละ’
“อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ” เจ้าคุณถาม
“เกือบจะยี่สิบขอรับ”
เจ้าคุณครุ่นคิดในใจ
‘ลูกของสังวรก็ประมาณนี้ อยากรู้เหลือเกินว่าเขาอยู่ที่ไหน ขอเพียงรู้ จะตามไปเอาตัวมาเลี้ยงดูให้สมใจให้หายคิดถึง’
เจ้าคุณถอนใจ ทองรำพึงในใจ
‘พ่อใจร้าย ไม่เคยห่วงหาอาวรณ์ลูกตัวเอง เพราะหลงนังเมียเอก’
“เอ้อ กระผม จะขออนุญาตลากลับไปเยี่ยมแม่สักหนึ่งอาทิตย์ขอรับ แม่กระผมป่วยขอรับ”
คุณหญิงสะบันงาเห็นใจ
“โถ ไปนานสักหน่อยก็ได้ รอให้แม่หายป่วยแล้วค่อยกลับมา   เงินดงเงินเดือนฉันไม่หักนายทองหรอกนะ”
ทองรำพึงในใจ
‘มึงไม่ต้องมาทำปากหวาน’
ทองพูดออกมา
“ขอบพระคุณขอรับ แต่อาการป่วยของแม่กระผมมันเกิดจากใจที่โดนคนใจดำทำร้ายเอาขอรับ แม่เขาตรอมใจนะขอรับ”
เดือนกับคุณหญิงสะบันงาสงสาร
“โถ”
เมี้ยนมากระซิบเจ้าคุณอะไรบางอย่าง เจ้าคุณตกใจและกังวล
 
เจ้าคุณพาคุณหลวงหมออดุลย์มารักษาขาให้คุณหญิงศรีที่บ้านหลังเล็ก
“ไม่ถึงกับหักขอรับ แค่กระดูกร้าวขอรับ อยู่นิ่งๆไปสักพักขอรับ กระผมกราบลา”
คุณหลวงหมออดุลย์ไหว้เจ้าคุณ ไหว้คุณหญิงศรี เธอรีบโบกมือห้าม เจ้าคุณพยักหน้าให้คุณหลวงหมออดุลย์ว่าไม่ต้องไหว้
“เมี้ยนขออนุญาตไปส่งคุณหลวงเจ้าค่ะ”
เมี้ยนไปโดยไม่รอคำตอบ เจ้าคุณหันมาหาคุณหญิงศรี
“ดาหลิง ขอบใจจริงๆ ดาหลิงช่างมีน้ำใจ หาไม่ลูกชายทั้งสองอาจโดนงูเห่ากัด”
“ฉันทำไปโดยอัตโนมัติ เด็กสองคนนั่นไม่คลอดออกมาเองก็เหมือนลูก เด็กทุกคนในบ้านนี้ ไม่ว่าลูกสะบันงา  ลูกเดือน ฉันมองเป็นลูกหลานทั้งสิ้น โดยเฉพาะพริ้มเพรา แกดีงามเหมือนสะบันงาไม่มีผิด”
“ฉันก็ว่าจะส่งพริ้มเพราไปเรียนประจำที่อังกฤษ”
“โถ ยังเด็กนัก จะว้าเหว่”
“แกเป็นพี่สาวคนโต ให้รู้รอบเอาไว้มากๆ จะได้กลับมาช่วยปกครองดูแลคนในบ้านได้ ศรีต้องการอะไรอีกไหมฉันจะจัดหามาให้”
“ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ที่เคยต้องการมันผ่านไปหมดแล้ว เหลือแค่ความไม่ต้องการ ขอบคุณมาก”
“ขอบใจมากที่ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้พริ้มเพรา จนก้าวหน้ามาก”
เจ้าคุณจับมือคุณหญิงศรีมากุม เธอสะบัดมือที่มีผ้าหุ้มไว้แล้วหัวเราะแบบขมขื่น
“ฉันคืออีด้วน ขาเป๋ หน้าผี”

คุณหญิงศรีหัวเราะไปร้องไห้ไป เจ้าคุณได้พยายามไปปลอบโยน

 
ปารีส...ปานวาดเมาไวน์หลับไปจนเช้าตื่นสายมาก ได้ยินเสียงธรรม์ครางฮือๆ ปานวาดหันไปมอง
 
“ธรรม์”
 ปานวาดผวาไปจับตัวธรรม์ตกใจ
“ธรรม์ตัวร้อนจี๋”
“ธรรม์ปวดหัว ธรรม์หนาวครับแม่”
ปานวาดร้องโฮๆ
“นี่แม่ทำอะไรลงไปกับธรรม์ แม่มัวแต่คิดถึงแด๊ด แม่ห่วงความรู้สึกของตัวเอง สงสารตัวเอง จนลืมลูกไม่สนจิตใจของลูก แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ แม่จะไปทำเลวๆอีกต่อไป”
ปานวาดกอดลูกเอาผ้ามาห่อไว้ร้องไห้
 
คุณหญิงลออศรีอ่านจดหมายในมือ แล้วขยำทิ้ง
“มันน่าปล่อยให้มันตายไปทั้งแม่ทั้งลูกนัก”
เจ้าคุณเกษมสงสัย
“ใครหรือ”
“ลูกสาวตัวร้ายของคุณเกษมไงเล่า เขาอยากจะกลับบ้านขึ้นมาแล้ว แต่ไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบิน”
“แล้วผัวเขาเล่า”
“ตายไปแล้วน่ะสิ ถ้าผัวมันไม่ตาย มันไม่อยากกลับมาหรอกผัวมันสำคัญกว่าพ่อแม่ เนรคุณ”
“แล้วลูกเล่า”
“โอ๊ย มันก็ต้องหนีบเอามาฉีกหน้าเราให้ยับเยินน่ะสิ”
“ขี้คร้าน พอเห็นหน้าจะหลงหลานเอาน่ะไม่ว่า”
คุณหญิงลออศรีค้อน
 
ทองกลับมาบ้านส่งเงินให้แม่
“เศษเงินอีคุณหญิงมันหยิบยื่นมาให้ เพราะฉันเอาใจไอ้ลูกชายโง่ๆของมัน”
สังวรยิ้มพอใจ
“เอ็งเก่งมากนะที่สามารถเข้าไปตบตาพวกมันได้เป็นนานสองนานโดยที่มันจับไม่ได้”
“ก็เพราะว่ามันทำท่าจะจับได้นี่แหละ ฉันจึงต้องเผ่นถอยมาตั้งหลัก”
“ทำไม”
“จู่ๆอีเด็กลูกสาวมันคนกลางน่ะสิ นังนี่มันร้ายนัก มันดันทักว่าฉันหน้าเหมือนน้องชายมันสองคนนั่น คนโน้นถามนี่ คนนี้ถามนั่น เกือบจะจนมุมเอา”
“แล้วพ่อแกเล่า เขามีทีท่าอะไรกันแกบ้าง”
“ไม่สนใจใยดีอะไรฉันหรอก ฉันมันก็แค่ขี้ข้าประจำตัวลูกชายเขาเท่านั้นเอง”
“ทำไมแกไม่พยายามหาโอกาสพูดกับเขาสักนิด”
“โอกาสจะเข้าใกล้ตัวยังไม่มี ได้แต่ลอบมอง มองมากจะหาว่าปองร้าย อ้อ...เคยมีครั้งหนึ่ง กำลังจะเอ่ยปากว่าเป็นลูก อีเด็กปัญญาอ่อนมันดันมาขวางฉันอีก”
สังวรแปลกใจ
“อีเด็กปัญญาอ่อนไหนกัน”
“มันเป็นลูกสาวคนโตของนังคุณหญิง”
“อืม...มันมีลูกหลายคนสินะ”
“อยู่ที่นั่นฉันกินความขมขื่นเป็นของหวานทุกค่ำคืน ถึงต้องมาหลบทำใจสักพัก หาไม่เช่นนั้นฉันคงเก็บความรู้สึกไว้ไม่ได้ ต้องฆ่านังคุณหญิงปากหวานใจทรามนั่นให้ตายไปตั้งแต่วันแรกที่พบเจอแล้ว”
“ปากหวานหรือ มันแสร้งทำปากหวานน่ะสิ”
“แต่นั่นมันไม่ทรมานหัวใจ เหมือนทำร้ายลูกมันหรอก ฉันจะทำลายความหวัง ความรัก ความสุขของมัน ด้วยการฆ่าไอ้เด็กพฤกษ์นั่น”
ทองสีหน้าดุดันมาก
ในคอนแวนต์...รำพึงกับคุณหญิงฉวีเดินจูงมือกันมา นินทากันมาด้วย
“อย่าไปคบหากับพวกมัน ทั้งนังเด็กลูกคุณหญิงบ่าวตั้ง และนังเด็กกุ๊ยสกปรกนั่นนะลูก”
“นั่นค่ะคุณหญิงแม่ พวกมันพากันเดินตรงมาหาเราแล้วค่ะ”
“มาสิ มาเลย ขืนมาพูดจาเกะกะระราน แม่จะตบหน้าประจานมันให้ทั่วทั้งโรงเรียนว่าเป็นลูกขี้ข้ามาก่อน”
เด็กทั้งสี่พากันเดินมาหยุดตรงหน้าสองแม่ลูกที่ตั้งท่าจะเอาเรื่อง
“จะมาหาเรื่องอะไร” รำพึงถามเสียงแข็ง
แพรวพรรณรายสวน
“อยากได้เรื่องอะไรบ้างเล่า”
พริ้มเพรากระซิบ
“คุณแพรวนายแม่สั่งมาว่าอย่างไร ลืมแล้วหรือ”
พริ้มเพราสะกิดเมขลาให้ยกมือไหว้คุณหญิงฉวี ทั้งสี่คนยกมือไหว้พูดออกมาเสียงดัง
“สวัสดีค่ะ คุณหญิงฉวี”  
“ไปกินใบลำโพงมาหรือยะ พวกเธอ” คุณหญิงฉวีต่อว่า
สี่สาวหันไปหารำพึง
“สวัสดีจ้ะ รำพึง”
รำพึงงงๆ
“พวกนี้เป็นบ้าไปแล้วค่ะ คุณหญิงแม่”
พริ้มเพรายืนซองสีชมพูสวยงามไปให้คุณหญิงฉวี
“นายแม่ของหนูฝากมาให้คุณหญิงค่ะ”
“จดหมายด่าหรือยะ”
แพรวพรรณรายสวน
“อยากได้จดหมายแบบนั้นมากนักหรือคะ”
พริ้มเพราสะกิด แพรวพรรณรายเปลี่ยนท่าที
“จดหมายเชิญค่ะ”
พราวพิลาสเสริม
“เชิญไปงานเลี้ยงค่ะ”
คุณหญิงฉวีอึ้งไป รำพึงก็งง
“จะเชิญไปงานเลี้ยงเพื่อแก้ตัว หรือว่าจะเชิญไปเพื่อแสดงความคารวะฉัน”
แพรวพรรณรายจ้องหน้า
“แล้วจะไปไหมค่ะ หรือว่าไม่กล้า”
พริ้มเพราปราม
“คุณแพรว”
คุณหญิงฉวียิ้มมองหน้าเด็กๆ
“กล้าเชิญก็กล้าไปสิยะ”
รำพึงมองหน้าเมขลา
“ถ้าฉันกับคุณหญิงแม่ไป ต้องไม่มีนัง เอ๊ย...แม่เมขลาไปด้วยนะยะ”
เมขลายิ้มเย้ย
“เสียใจย่ะ เพราะฉันก็ได้บัตรเชิญจากนายแม่ของสามคนนี่เช่นกัน”
คุณหญิงฉวีตัดบท
“เอาเถิด ฉันก็อยากจะไปดูความเป็นอยู่ของพวกเธอที่บ้านเหมือนกัน จะเชิญแม่นี่ก็ไม่ว่าย่ะ แต่อย่าเอามานั่งโต๊ะเดียวกับฉัน”
แพรวพรรณรายสวน
“ใครว่าพวกเราอยากนั่งโต๊ะเดียวกับคุณหญิง เรามีโต๊ะของเด็กๆ แต่ถ้า รำพึงไม่พอใจก็ไปนั่งคนเดียวได้ จะสั่งจัดให้ในดงกล้วย”
พราวพิลาสปราม
“ไม่เอาน่าคุณแพรว”
“อย่าลืมเอาหน้ากากแฟนซีมานะคะคุณหญิง” แพรวพรรณรายย้ำ
เด็กทั้งหมดไหว้คุณหญิงฉวีแล้วเดินจากไป คุณหญิงฉวีมองตามคิดว่าแม่ของเด็กๆอยากเอาใจ
“มันเกรงกลัวเรามันประจบเอาใจเรา มันส่งลูกมันมาเป็นทูตเจรจาหย่าศึก”

คุณหญิงฉวีกระหยิ่มมาก

 
คุณหญิงศรียังกระดูกร้าวไม่หายดี ยิ้มให้พริสซิลล่าที่เข้ามาในบ้าน
 
“มามี่”
“มากับป้าเมี้ยนหรือคะ”
พริสซิลล่าไม่ตอบเดินไปที่หนังสือของคุณหญิงศรี คุณหญิงสะบันงาที่เดินมาพร้อมด้วยถาดใส่ขนมปังสอดไส้ครีม ขนมเค้ก
“สวัสดีค่ะ พี่สาว”
คุณหญิงศรีอึ้งไม่คิดว่าคุณหญิงสะบันงาจะมากับพริสซิลล่า
“นายแม่มา”
“มีธุระอะไรกับฉันหรือ” คุณหญิงศรีถามเสียงแข็งกลัวคุณหญิงสะบันงาจำได้
“ฉันมาขอบคุณที่ช่วยลูกชายของฉันทั้งสองไว้วันก่อนค่ะ และก็มาเยี่ยม”
“ไม่จำเป็น ฉันไม่อยากให้ใครมาเวทนาสงสาร” คุณหญิงศรีกลั้นน้ำตาตัวเอง
“ฉันไม่ได้เจตนาจะมาทำให้พี่สาวไม่สบายใจ แต่พี่สาวเมตตากับทั้งลูกชายและลูกสาวของฉัน คุณพริ้มเคารพชื่นชมพี่สาวมาก เธอเก่งภาษาทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสกว่าเพื่อนทุกคนในฉัน”
คุณหญิงศรีอารมณ์ดีขึ้นมานิดหนึ่งเมื่อพูดถึงพริ้มเพรา เธอรักพริ้มเพรามาก
“คุณพริ้มเพราเธอเป็นเด็กดีมาก ดีจนใครๆก็อยากจะรักใคร่เอ็นดู”
“ได้ข่าวว่าคุณแพรวชอบมาก่อกวน ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
“ก็น่ารักไปอีกแบบ เกิดเป็นคนมันต้องกล้าหาญ ดีเกินไปมันจะทำให้มีทุกข์ได้ สู้คนเอาไว้แหละดี”
“เออ พี่สาวพูดจาทำนองเดียวกับท่านผู้มีพระคุณของฉัน ท่านพูดเหมือนพี่สาวนี่แหละค่ะ”
คุณหญิงศรีน้ำตารื้นแล้วตัดบท
“ขอบใจมากที่มาเยี่ยมวันหลังไม่ต้องลำบาก ตอนนี้ฉันอยากพักผ่อน”
“ฉันฝากคุณพริสซี่ด้วยนะคะ แล้วค่อยให้พี่เมี้ยนพากลับ ลูกๆของฉันรักพี่สาวทุกคน”
“คุณหญิงรักพริส เอ๊ย...คุณพริสซี่มากแค่ไหน เพราะได้ยินเมี้ยนบอกว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ”
“กรุณาอย่าเรียกฉันว่าคุณหญิงค่ะ” คุณหญิงสะบันงาน้ำตาคลอ “ที่นี่มีเพียงคุณหญิงศรีเท่านั้น”
“ฉันได้ยินว่าตายไปแล้วนี่นา”
“ฉันไม่เชื่อค่ะ ทุกวันนี้ฉันยังรอท่านกลับมาเสมอ”
“ไม่กลัวหรือว่าถ้าเขากลับมา จะโดนยึดตำแหน่งเมียเอกคืน”
“ฉันไม่เคยคิดว่าเป็นเมียเอกที่นี่ค่ะ ฉันคิดว่าฉันเป็นเพียงแม่ของลูกๆ รวมทั้งคุณพริสซี่ด้วยค่ะ ส่วนคุณหญิงฉันเทิดทูนเธอราวกับแม่”
“ขอบใจ”
คุณหญิงสะบันงาอึ้ง
“ขอบใจหรือคะ”
คุณหญิงศรีพูดเสียงปนสะอื้น
“หมายความว่า ขอบใจแทนแม่ของพริสซี่น่ะ”
คุณหญิงสะบันงาให้แปลกใจแต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะดูออกว่าคุณหญิงศรีไม่ต้องการพูดกับคุณหญิงสะบันงามากนัก
 
เจ้าคุณเกษมกับคุณหญิงลออศรีตกตะลึงพรึงเพริด
“ปานวาด”
ปานวาดหิ้วกระเป๋าเดินทางมือหนึ่ง อีกมือจูงธรรม์ซึ่งอายุประมาณแพรวพรรณรายมายืนนิ่งกลางประตูห้องรับแขก เจ้าคุณเกษมอึ้ง
“ปานวาด”
คุณหญิงลออศรีมองธรรม์
“เด็กคนนั้น”
ปานวาดวางกระเป๋า จูงลูกเดินมานั่งตรงหน้าพ่อแม่ แล้วสะกิดลูกกระซิบเบาๆ
“ธรรม์ กราบคุณตาคุณยายสิลูก”
สองคนก้มลงกราบ คุณหญิงลออศรีกับเจ้าคุณเกษม ยังคงปั้นปึ่งไม่น้อย แต่สายตายังคงชำเลือกไปที่ธรรม์อย่างสนใจ
“จะมาทำไมไม่บอก จะได้ส่งคนไปรับ” เจ้าคุณเกษมถาม
“ปานวาดเกรงใจค่ะ”
“ช่างพูดออกมาได้หน้าตาเฉย ถ้าเกรงใจจริงคงไม่มั่นใจในผัวฝรั่ง แล้วหอบเด็กลูกครึ่งนี่มาฉีกหน้าพ่อแม่หรอกย่ะ” คุณหญิงลออศรีต่อว่า
“คุณแม่พูดจาแบบนี้ ก็ได้ค่ะ ปานวาดจะไปขออาศัยวัดอยู่ แล้วหาทางหอบลูกกลับไปปารีสอีกครั้ง แล้วให้มันจบกันไปสำหรับประเทศไทย ไปจ้ะลูกธรรม์”
ปานวาดประชดกลับรู้ว่าพ่อแม่ไม่กล้า เจ้าคุณเกษมรีบห้าม
“อย่านะปานวาด แม่เขาแค่เสียใจน่ะ”
“หนอยแน่ะ นังลูกคนนี้ มันช่างอวดดีเสมอต้นเสมอปลาย ขืนปล่อยแก สองคนแม่ลูกไปอยู่วัด ฉันกับพ่อแกมิต้องเอาหน้าไปมุดดินมุดโคลนตาย หรือนี่”
“พาเด็กไปพักผ่อนเถิด เดินทางมาตั้งนานคงเหน็ดเหนื่อยกันมาก” เจ้าคุณเกษมตัดบท
“ก็ห้องเดิมของแกนั่นแหละย่ะ” คุณหญิงลออศรีพูดห้วนๆ
 ปานวาดหันมาต่อว่าแม่
“คุณแม่ ถ้าอยากจะด่าปานวาดให้เจ็บแสบ ขึ้นมึงขึ้นกูจิกหัวด่าไอ้อีก็ตามสบาย แต่กรุณาอย่ามาแสดงกิริยาเหมือนรังเกียจเดียดฉันท์ ลูกธรรม์เขาเศร้าและปวดร้าวมามากพอแล้ว ขอสัญญาว่าจะไม่รบกวนให้เดือดร้อนกันนานเกินเดือนหรอกค่ะ จะหาผัวคนไทยใจกว้างไม่รังเกียจแม่หม้ายผัวฝรั่งตายลูกติดดีๆโก้ๆสักคน”
คุณหญิงลออศรีตาค้าง เจ้าคุณเกษมแอบหันไปยิ้ม ปานวาดจูงลูกหิ้วกระเป๋าเดินหายขึ้นบันไดไป ธรรม์เศร้าหมองมาก เขาครุ่นคิดในใจ
‘นี่หรือ แกรนด์มา แกรนด์พา ไหนคุณแม่ว่าเขาจะรักเรา นี่เขาไม่ใยดีสักนิด’
เสียงคุณหญิงลออศรียังโวยวายดังมา
“มันนั่นแหละชวนฉันทะเลาะ”
“เด็กนั่นมันหน้าเศร้าจริงๆด้วยนะ  เราสองคนก็เออหนอ ใจจืดแท้ๆ จะทักทายแกสักคำก็หาไม่” เจ้าคุณเกษมต่อว่า
“ก็หมั่นไส้อีแม่มัน เลยมัวแต่อยากเล่นงานแม่มัน  อืม...เด็กนั่นมันหน้าตาน่ารักมากนะคุณ”
“แต่เขาดูเศร้าเกินเด็กทั่วไปที่อายุขนาดนี้ เรามัวแต่จะเอาเรื่องปานวาด ไม่ทักทายดีใจที่เจอหลานสักนิด”
“ก็จริง เด็กนั่นหน้าตาน่ารักออกจะตายไป”

เจ้าคุณเกษมไม่สบายใจ

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ตึกเจ้าคุณ วันใหม่...ถาดเงิน จานชามอย่างดี ช้อนส้อม มีดเงิน ผ้าเช็ดมือ อาหารล้วนวางแบบฝรั่งผู้ดีวางตั้งที่เคาน์เตอร์เตรียมอาหาร เมี้ยนกำลังจัดหยิบอาหารมาใส่จาน คุณหญิงสะบันงาเดินมาเห็นอึ้งไป พูดไม่ออก
 
“พี่เมี้ยน”
เมี้ยนสะดุ้ง
“ว๊าย...เอ้อ...”
“จัดให้ท่านเจ้าคุณหรือ ท่านจะไปรับประทานที่เรือนคุณเดือนหรือพี่เมี้ยน”
“เออ หามิได้ค่ะ คือ เมี้ยน เมี้ยน”
“หรือว่าจัดให้คุณหนูคนไหน”
“มามี่” พริสซิลล่าเรียก
คุณหญิงสะบันงาหันไปหา
“ว่าอะไรนะคะ คุณพริสซี่”
“ใช่ค่ะ คุณพริสซี่เธอเข้าใจถูกค่ะว่า...ให้พี่สาวของเมี้ยนค่ะ”
“พี่เมี้ยนก็ทราบว่าฉันไม่ใช่คนหวงของกิน แต่พี่เมี้ยนจัดโก้ขนาดนี้ถ้าท่านทราบอาจจะไม่…”
เจ้าคุณเดินยิ้มมาโอบกอดหอมพริสซิลล่า
“ฉันสั่งเขาจัดให้พี่สาวเมี้ยนเองดาหลิง เขารักลูกเรามาก เสียสละมือเพื่อพริสซี่ เขาช่วยลูกชายเราจนกระดูกร้าว ยังสอนหนังสือและรักพริ้มเพรามาก ทราบมาว่าเขาเคยอยู่ดีกินดีมาก่อน ก็เลยตอบแทนเขาเท่าที่พอทำได้ ดาหลิงไม่ว่าใช่ไหม”
“ค่ะ คือฉันเกรงว่าท่านจะเคืองน่ะคะ ถ้าท่านยินดี ฉันก็ยินดีมากค่ะ ไปสิคะคุณพริสซี่ ไปกับป้าเมี้ยนเอาอาหารว่างไปให้มามี่”
พริสซิล่าเดินมาหาคุณหญิงสะบันงา
“thank you นายแม่ give me a kiss”
คุณหญิงสะบันงายิ้มกอดพริสซิลล่าและหอมแก้ม
“love you นายแม่”
“give แด๊ดดี๊ a kiss พริสซี่”
พริสซิลล่าไม่สนเดินลิ่วไปกับเมี้ยน
“พี่สาวคนนั้นสอนแกค่ะ แกอ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม แต่ไม่อาจสื่อสารกับใครได้ว่าอ่านอะไร ยกเว้นแต่แกอยากจะบอกในส่วนที่แกอยากจะบอกค่ะ”
“ชีวิตฉันตอนนี้มีความสุขมาก แม้ว่าจะยังมีอดีตที่เจ็บปวดฝังใจอยู่”
“คุณหญิงเคยสอนฉันค่ะว่า ให้แยกมันออกจากกัน ให้นึกถึงวันข้างหน้า อดีตนั่นมันมีไว้สอนใจเตือนใจเราค่ะ”
“yes ขอบใจที่ให้สติ อ้อ จำปานวาดได้ไหม ลูกสาวคุณหญิงลออศรีกับเจ้าคุณเกษม”
“จำได้ค่ะ เธอหายไปอยู่เมืองนอกนานมาก”
“กลับมาแล้ว เชิญเธอมางานเลี้ยงใส่หน้ากากของเราด้วยนะ”
“ค่ะ เธอคงโตเป็นสาวและสวยมาก”
จุ๋มมาคุกเข่าตรงหน้าคุณหญิงสะบันงากับเจ้าคุณ
“มีแขกมาขอพบคุณสะบันงาเจ้าค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาแปลกใจ

ปานวาดนั่งโอบธรรม์ซึ่งดูจ๋อยมากอยู่ในห้องรับแขกตึกเจ้าคุณ
“เพื่อนของแม่คนนี้ทั้งสวยอ่อนหวานใจดีที่สุด”
“ครับ” ธรรม์ไม่อยากจะเชื่อรับปากไปงั้นๆ “เออ คุณตาคุณยายมองธรรม์แปลกๆ พวกเขาไม่ชอบธรรม์”
“พวกเขารักลูก แต่พวกเขายังไม่คุ้นเคย ยังไม่สนิทกับลูก”
ปานวาดพูดไปน้ำตาก็เอ่อ คุณหญิงสะบันงาก้าวเข้ามาในห้องแล้วยืนตะลึง
“คุณปานวาด” คุณหญิงสะบันงาดีใจมาก
ปานวาดลุก จูงธรรม์เดินเข้าหา คุณหญิงสะบันงาสาวเท้าไปหาปานวาด สองฝ่ายมาเจอกัน คุณหญิงสะบันงายืนสองมือให้ปานวาดจับ
“ดีใจมากที่ได้พบกันอีก คุณหญิงสะบันงา”
ไม่แค่พูดปานวาดดึงสองมือคุณหญิงสะบันงามาแล้วโอบกอดหอมแก้มแบบฝรั่ง คุณหญิงสะบันงาดีใจ
“ดีใจมากเช่นกันค่ะ”
“Congratulation จ้ะ คุณหญิง”
คุณหญิงสะบันงาผละออกส่ายหน้า
“ฉันไม่ต้องการเป็นคุณหญิงค่ะ อุ๊ยตาย รูปหล่อหน้าตางดงามเหมือนเจ้าชายน้อย คนนี้ใช่ไหมดวงใจของคุณปานวาด มาสิคะ มาให้ป้ากอด”
คุณหญิงสะบันงาโอบกอดธรรม์เอาไว้ ธรรม์รู้สึกอบอุ่นใจมากและดีใจ คุณหญิงสะบันงาใจดีจริงๆอย่างที่แม่บอก
“สวัสดีครับ คุณหญิง”
“เรียกป้าว่านายแม่เถิดจ้ะ ชื่ออะไรหรือครับ”
“ธรรม์ ครับ”
“มีความหมายมากจ้ะ”
ธรรม์รำพึงในใจ
‘คุณป้าสะบันงาช่างอบอุ่นน่ารัก ผิดกับตายายของเรา’

คุณหญิงสะบันงากับปานวาดยิ้มย่องให้กัน มีเสียงเปียโนดังแว่วมาเบาๆ ธรรม์ฟังอย่างสนใจ

คุณหญิงศรีมองเมี้ยนกับพริสซิลล่าที่เดินมาด้วยกันพร้อมอาหาร
“ทำไมมาช้าจริง เมี้ยน”
“หิวมากไหมคะ”
พริสซิลล่าขอโทษ
“Sory มามี่”
คุณหญิงศรีก้มลงมองพริสซิลล่าแล้วลูบหัว
“โถ ช่างน่ารักเหลือเกินทูนหัว  รู้จัก เซย์ ซอรี่”
พริสซิลล่าไม่สนสิ่งใดเดินไปหยิบหนังสือมานั่งอ่าน เมี้ยนหันมาหาคุณหญิงศรี
“กำลังเตรียมการจัดงานเลี้ยงกันค่ะ นัยว่าใส่หน้ากากด้วยนะคะ”
คุณหญิงศรีรำพึง
“ถ้าฉันไปไม่ต้องใส่หน้ากากหรอกนะ สนุกกันทั้งงานแน่ เฮ้อ”
เมี้ยนมองสงสาร พริ้มเพรากับแพรวพรรณรายพากันมาสวัสดี
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
“สวัสดีค่ะ หนูมีอะไรมาฝากด้วยค่ะ”
แพรวพรรณรายชูหน้ากากให้คุณหญิงศรีดู
“หน้ากาก” คุณหญิงศรีแปลกใจ
“หนูเอามาให้ค่ะ เผื่อว่าคุณป้าอยากไปงานเลี้ยงบ้านเราพรุ่งนี้”
“งานเลี้ยงอะไรกัน เมี้ยนไม่เคยบอกสักนิด” คุณหญิงศรีพูดเชิงตำหนิ
“เออ ตั้งใจว่ากำลังจะบอกค่ะ”
พริ้มเพราแทรกขึ้น
“งานแซยิดหกสิบปีของคุณป๋าค่ะ”
คุณหญิงศรีสะอึก เมี้ยนพูดไม่ออก
“ไปนะคะ ไปสนุกกัน” แพรวพรรณรายชวน
พริ้มเพราปราม
“คุณแพรว คุณป้าเคยบอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องการ ไปไหน”
“อ้าว...ก็” แพรวพรรณรายยักไหล่ “แหม แค่อยากให้ไปสนุก เฮ้อ ไปปีนต้นไม้เล่นดีกว่า”
แล้วแพรวพรรณรายก็วิ่งหายไปวางหน้ากากไว้
“พริ้มขอโทษแทนคุณแพรวนะคะ เธอพูดอะไรโผงผางไม่คิดเสมอค่ะ”
“ดีออก คนแบบนี้ไม่มีหน้ากากสวมใส่เวลาคบหากับใคร ตรงไปตรงมา”
“โค้งไปคดมาต่างหากค่ะ เธอไม่เคยกลัวใครในโลกนี้”
เมี้ยนส่ายหน้าระอาในความร้ายกาจ
 
ในห้องรับแขกเจ้าคุณ...คุณหญิงสะบันงาถือขวดน้ำหอมในมือ
“หอมมาก ขอบคุณค่ะ เออ...อาทิตย์หน้าเชิญมางานเลี้ยงที่นี่นะคะ พาธรรม์มาด้วยนะคะ”
ปานวาดยิ้ม
“ดี มีไวน์ให้ดื่มเยอะๆไหมล่ะ ถ้าไม่มียินดีถือติดมือมาดื่มเอง”
“มีสิค่ะ เออ คุณปานวาดชอบดื่มไวน์หรือคะ”
“ติดนะไม่ว่า ตอนนั้นเสียใจที่ปีแอร์ตายอย่างน่าอนาถเลยเสเพล จนวันหนึ่งตื่นมาเจอลูกนอนละเมอเพราะไข้ขึ้น อยากตะตบหน้าตัวเองสักพันครั้งที่เอาแต่สงสารตัวเองจึงตัดสินใจบากหน้าพาลูก            กลับมาง้อพ่อแม่ ขอเวลาอีกแป๊บเดี๋ยวเถิดจะหาผัวใหม่ให้พ่อแม่เบาใจ”
“ไฮ้ คุณปานวาดชอบพูดเล่นอีกแล้ว”
“พูดจริงต่างหาก พรุ่งมีผู้ชายไร้เมียหรือพ่อม่ายสักคนไหม ที่เขาสนใจแม่หม้ายลูกติดน่ะ”
คุณหญิงสะบันงาหัวเราะ  คิดว่าปานวาดล้อเล่นจริงๆ ตลอดเวลาธรรม์เอาแต่ฟังเพลง อดไม่ได้พูดขึ้นมา
“แม่ครับ นายแม่ครับ ธรรม์ได้ยินเสียงเพลง ธรรม์เอ้อ...”
“รักดนตรีเหมือนพ่อไม่มีผิด”
คุณหญิงสะบันงายิ้มให้ธรรม์
“ไปสิจ้ะไปได้เลย ห้องติดกันนี่แหละ คงจะเป็นคุณพราวเสียมากกว่า”
“ขอบคุณครับ”
ธรรม์ก้าวไปยังห้องติดกัน อย่างพึงพอใจ ปานวาดหันมาบอกคุณหญิงสะบันงา
“คุณหญิงไม่เคยเสียคนรักอย่างฉัน  มันปวดร้าวมากรู้ไหมคะ”
คุณหญิงสะบันงาเศร้าไปครุ่นคิดในใจ
‘ใครว่าไม่เคย คุณศุกลหายตัวไป แล้วก็มีข่าวว่าตาย ตายอย่างไร ตายที่ไหนก็ยังมืดมนมาจนทุกวันนี้ จากไปโดยไม่ได้ล่ำลา จากไปแบบลึกลับซับซ้อน’ คุณหญิงสะบันงาน้ำตาคลอ
“น้ำตาคลอ สงสารฉันหรือคะ” ปานวาดถามอย่างแปลกใจ
คุณหญิงสะบันงาพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าไปเรื่อยเปื่อย
“แต่คุณก็ยังโชคดี ที่ได้ใช้ชีวิตกับคนรักค่ะ”
“คุณหญิงก็อยู่กับคนที่รักคุณหญิงสุดหัวใจนะคะ ใครๆก็ลือกันว่า ท่านเจ้าคุณลุงรักคุณหญิงสะบันงาสุดชีวิต สุดจิตสุดใจ”
“ค่ะ เป็นบุญของฉัน”
ปานวาดพยักหน้ารับ ไม่รู้ว่าคุณหญิงสะบันงามีความหลัง
 
ในห้องเล่นดนตรี...พราวพิลาสดีดเปียโนแบบเด็กๆที่เพิ่งหัดและกำลังพยายามดีดให้ดีที่สุด ธรรม์มายืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ยืนฟังอย่างพึงพอใจ พราวพิลาสดีดจบ ธรรม์ปรบมือ พราวพิลาสหันมาแปลกใจไม่รู้จัก
“คุณพราวหรือครับ”
“เธอเป็นใครกัน ทำไมรู้จักชื่อฉันด้วย”
“เออ ผมชื่อธรรม์ ผมโตกว่าเธอ”
“ฉันควรเรียกเธอว่าพี่ธรรม์ใช่ไหมคะ พี่ธรรม์”
“ครับ พี่ชอบดนตรีมาก แต่พี่ยังไม่มีโอกาสหัดสักที”
“เชิญสิคะ พราวจะสอนให้พี่ธรรม์เองค่ะ”
พราวพิลาสกระเถิบ ธรรม์เดินไปนั่งไม่เคอะเขิน มีความสุขครั้งแรกในรอบปี ธรรม์ยิ้มให้ พราวพิลาสยิ้มตอบเริ่มสอนดีดเปียโนด้วยกัน ธรรม์แววตาแวววาวเปี่ยมสุข

“ขอบคุณมากคุณพราว วันนี้เป็นวันแรกที่พี่มีความสุขอย่างแท้จริง นับตั้งแต่เหยียบเมืองไทย”

 
วันใหม่...สังวรกับ ทองปรึกษากัน
 
“แม่ ฉันมาคิดดูนะว่าเราน่าจะฆ่าอีนังคุณหญิงไปคนเดียวดีกว่า”
“เพราะว่าเอ็งใจอ่อนกับเด็กพวกนั้น เอ็งฆ่ามันไม่ลง เอ็งคิดว่ามันเป็นน้องเอ็งอย่างนั้นหรือ”
“ก็ที่จริงพวกมันก็คือน้องฉันนะแม่ แต่นังคุณหญิงมันคนอื่น และนังคุณหญิงนี่แหละตัวก่อเหตุ”
“ก็ได้ แต่เอ็งจะสบโอกาสอย่างไรกัน มันมีบริวารล้อมหน้าล้อมหลังมันยากนักนะไอ้ทอง”
“มันจะง่ายถ้าเราได้โอกาส เราต้องหาโอกาสไม่ให้มันรู้ตัว โอกาสเราต้องมีสักวัน ฉันนึกออกแล้ววันดีคืนดี อีนังคุณหญิงมันก็จะเดินมาเยี่ยม       อีนังแก่บ้าขาเป๋มือด้วนพี่สาวนังเมี้ยนตามลำพัง วันนั้นแหละ ฉันจะจัดการมัน ฆ่าหมกทุ่งแถวนั้น”
สังวรไอโขลกๆ
“แม่ชักสังสัยว่าอีเป๋มือด้วนนั่นมันเป็นใครกันแน่เป็นแค่พี่สาวนังเมี้ยนทำไมใครๆต้องดีกับมันขนาดนั้น แกลองสืบดูสิ แม่ว่ามันแปลกๆอยู่นา”
“ฉันจะลองสืบดูจ้ะแม่”
“แม่อยากเห็นครอบครัวนั้นมันพินาศก่อนแม่ตาย”
“แม่พูดอะไร น่ากลัวแท้ๆ”
“แม่พูดจริงๆ แม่ป่วยแต่เรายากจนไม่มีเงินรักษา แม่อาจตายวันใดวันหนึ่ง”
“เพราะความใจดำของอีนังคุณหญิงคนเดียว”
ทองนิ่งคิดสงสารแม่ จับมือไว้
 
ตึกเจ้าคุณ...ศีลเดินยิ้มเข้ามาไหว้คุณหญิงสะบันงาและเดือน  มีช่างถืออะไรแปลกๆตามเข้ามา
“สวัสดีขอรับนายแม่ แม่เดือน”
“สวัสดีจ้ะ”
“นี่ช่างขอรับ เขาจะมาติดตั้งโทรศัพท์ขอรับ”
“โทรศัพท์...เทเลโฟนใช่ไหม” คุณหญิงสะบันงาถาม
“ใช่ขอรับ”
“เคยเห็นแต่ในหนังฝรั่ง ท่านพาไปดู”
“ตอนนี้ในเมืองไทยมีใช้กันแล้วขอรับ รวดเร็วทันใจกว่าใช้โทรเลขมากขอรับ”
เดือนสงสัย
“รวดเร็วอย่างไรจ้ะ คุณศีล”
“ก็พูดกันทั้งสองฝ่ายขอรับ” ศีลหันไปหาช่าง “ช่างส่งเครื่องโทรศัพท์ให้คุณหญิงกับคุณเดือนดูสิ”
ช่างส่งให้ดู สองคนมองอย่างสนใจ ศีลอธิบาย
“ด้านนี้เป็นกระบอกพูด ด้านนี้หูฟังขอรับ”
“แล้วเสียงมันมาทางไหนหรือคุณศีล” คุณหญิงสะบันงาถาม
“มาตามสายขอรับ”
“ค่าใช้จ่ายอย่างไรจ้ะ”
“เสียค่าติดตั้ง การใช้ และจ่ายค่าโทรเป็นรายเดือนขอรับ”
คุณหญิงสะบันงายิ้มพอใจ
“ดีจ้ะ ถ้ามีใครเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้โทรตามหมอ ไม่ต้องส่งรถไปรับ”
“ถ้าเช่นนั้นกระผมขออนุญาตพานายช่างไปทำการติดตั้งนะขอรับ”
คุณหญิงสะบันงาพยักหน้า
“ขอบใจมาก”
ศีลเดินค้อมตัว นายช่างตามหลังผ่านไป เดือนยิ้มชื่นชม
“คุณศีลเธอช่างขยันหาสิ่งแปลกใหม่มาแนะนำให้นะคะคุณ”
“คุณศีลเธอเป็นคนนำสมัย ไปเมืองนอกเมืองนามา เธอรู้ว่าอะไรดีอะไรใหม่ เธอเป็นต้องเอามาขยายให้ที่บ้านรับรู้ คนนี้แหละที่ท่านเจ้าคุณบอกว่าพวกเราฝากผีฝากไข้ได้”
“จริงค่ะ”
สองคนยิ้มชื่นชมศีลเสียงเปียโนดังแว่วมาจากห้องใกล้ๆ คุณหญิงสะบันงายิ้มๆ
“คุณพราวชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้เธอกำลังได้เพื่อนชอบดนตรีเหมือนกับเธอ คุณธรรม์ลูกชายคุณปานวาดมาเจอครั้งแรกติดใจ นี่ก็ขอคุณปานวาดมาขลุกเล่นเปียโนกับคุณพราว”
“แต่ละคนชอบกันไปคนละอย่าง มีแค่คุณพฤกษ์กับลูกพจน์เท่านั้นที่ยังเล่นสนุกยิงนกตกปลา กว่าจะเลิกซนคงอีกหลายปีนะคะ”
สองคนคุยกันด้วยความสบายใจ
 
ศีลเข้ามาในห้องเปียโน เห็นพราวพิลาสกำลังดีดเปียโนอย่างเพลิดเพลิน มีธรรม์นั่งมองข้างๆอย่างสนใจ พราวพิลาสเล่นจบหันมาพยักเพยิบให้ธรรม์
“พี่ธรรม์เล่นสิคะ”
“พี่อยากตีขิมเป็นด้วย”
“เรื่องแบบนี้เราต้องปรึกษาคุณศีลค่ะ คุณศีลจัดการได้ทุกเรื่องในบ้านนี้ค่ะ”
ศีลยิ้มปลื้มใจในคำชม เขาพึมพำ
‘ครับคุณพราว ยินดีจัดการได้ทุกเรื่องในบ้านนี้ครับ’
ธรรม์แปลกใจ
“คุณศีลคือใครหรือครับคุณพราว”
“ลูกชายคนหนึ่งของคุณพ่อค่ะ ลูกบุญธรรมค่ะ”
“อ้อ”
ศีลเอ่ยขึ้น
“ถ้าคุณธรรม์อยากตีขิมเป็น ผมจะหาครูมาสอนให้ครับ”
ธรรม์กับพราวพิลาสหันมาเจอศีล พราวพิลาสดีใจ
“จริงหรือคะ หาครูให้พี่ธรรม์ หาขิมให้ด้วยนะคะ พี่ธรรม์คะนี่ไงคะ คุณศีลผู้เก่งกาจไปเสียหมดทุกอย่างค่ะ”
ศีลขำๆ
“เออ แหม คุณพราวชมเกินไปครับ ผมโตมากแล้ว ผมสมควรทำได้หลายอย่าง”

“คุณศีลชอบถ่อมตัวค่ะ”

 
ธรรม์ไหว้
 
“สวัสดีครับคุณศีล ขอบคุณมากครับที่จะช่วยเหลือให้ผมได้ตีขิมเป็น”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีจัดให้ครับ เอ้อ คุณพราวอย่าลืมให้คุณครูฝึกเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้คล่องๆนะครับ เจ้าคุณพ่อจะได้ปลื้มที่คุณพราวดีดให้ท่าน”
พราวพิลาสยิ้ม
“ค่ะ พราวกำลังฝึกค่ะ แต่ตอนนี้คุณพริสซี่เล่นคล่องแล้วค่ะ ครูสอนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น พราวน่ะยังกระท่อนกระแท่นค่ะ”
“เชิญคุณพราวกับคุณธรรม์ต่อครับ ผมขอตัวครับ”
ศีลก้มหัวให้เด็กทั้งสองแล้วเดินออกไป ธรรม์ชื่นชม
“เขาใจดีมากนะ คุณพราว”
“ใจดีที่สุดค่ะ ไม่ว่าใครในบ้านนี้ต้องการอะไรเข้าจัดหามาให้ทุกอย่าง ทุกคนที่บ้านนี้มีแต่คนชอบเขาทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณพ่อรักเขามากๆ”
“แล้วมีคนอื่นรักเขามากๆอีกไหมครับ”
“เอ...จริงสิ นายแม่อีกคน ทั้งรักทั้งเกรงใจเขา”
พราวพิลาสพูดอย่างชื่นชน ศีล ธรรม์รำพึงในใจ
‘แล้วคนไม่ได้เรื่องอย่างเราจะมีใครทั้งรักทั้งชื่นชมอย่างคุณศีลบ้างไหม’
พราวพิลาสหันมาเล่นเปียโนเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ต่อ แต่ติดๆขัดๆ พริสซิลล่าเดินมา ธรรม์ถอย พริสซิลล่านั่ง
“ฟังนี่”
พริสซิลล่าดีดเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์อย่างคล่องแคล่ว มีพราวพิลาสกับธรรม์ยิ้มชอบใจ
 
หน้าตึกเจ้าคุณวันใหม่...พจน์กับพฤกษ์กำลังกระโดดโลดเต้นรอบๆตัวทอง ร้องเป็นทำนอง
“ไชโยๆ นายทองกลับมาแล้ว นายทองกลับมาแล้ว”
พฤกษ์วิ่งเข้าไปหา
“เราคิดถึงนายทองมากรู้ไหม”
ทองยิ้ม
“ขอบคุณมากขอรับ”
พจน์กอด
“เรารักนายทองมากรู้ไหม”
ทองอึ้งไปนิ่งใจอ่อนไหววูบ
“เออ...ขอบคุณมากขอรับ”
“เราอยากมีพี่ชายอย่างนายทอง มาเป็นพี่ชายเรานะนายทอง” พฤกษ์อ้อน
ทองอึ้งอีก
“เออ...ผม...ผมไม่อาจเอื้อมหรอกขอรับ”
เจ้าคุณกับคุณหญิงสะบันงาเดินจูงพริสซิลล่าออกมา
“จะเป็นไรไปนายทอง ถ้าคุณสองคนนับถือนายทองเป็นพี่ก็ไม่ใช่เรื่องอาจเอื้อม เป็นเรื่องน่ายินดีด้วยซ้ำ” สะบันงาบอกอย่างจริงใจ
ทองมองคุณหญิงสะบันงาเกลียดชังมากรำพึงในใจ
‘อีคนปากอย่างใจอย่าง’
เจ้าคุณยิ้มให้ทอง
“ที่นี่ไม่มีถือยศถือศักดิ์ แต่เราถือกฎระเบียบ ไม่มีการกดใครให้ต่ำต้อย”
ทองครุ่นคิดในใจ
‘แต่ทำไมแม่กูน้ากูถึงมีอันต้องเป็นไป อีนังหน้าเนื้อใจเสือ กูเกือบจะเชื่อคารมมึงแล้วสินะ ถ้าไม่รู้ว่ามึงทำอะไรไว้บ้าง โทษของมึงต้องตายสถานเดียว’
ทองมองคุณหญิงสะบันงาเกลียดมากแว่บหนึ่งแล้วยืนนิ่งใจลอย เจ้าคุณมองหน้า
“นายทอง คิดอะไรอยู่”
ทองสะดุ้งทรุดตัวลงกราบเจ้าคุณ
“เออ...เปล่าขอรับ เออ คือกระผมทราบว่าที่นี่กำลังจะมีงาน กระผมมาทันพอดี กระผมขออนุญาตช่วยคนอื่นๆเตรียมงานนะขอรับ”
พฤกษ์ดึงมือไว้
“เราไม่ให้ไป เราจะให้นายทองเล่นกับเรา”
พจน์นึกได้
“ให้นายทองทำหน้ากากให้เราใส่ในวันงานดีไหมคุณพฤกษ์”
พฤกษ์ลิงโลด
“ไชโย ดี ดีๆ นายทองทำหน้ากากให้เรา”
เจ้าคุณยิ้มแย้มบอก
“นายทองทำหน้ากากให้คุณทั้งสองไปเถิด”
คุณหญิงสะบันงายิ้มให้
“ทำหน้ากากให้ตัวเองด้วยนะ  เพราะว่าวันงานทุกคนต้องใส่หน้ากาก”
ทองรำพึงในใจ
‘มึงไม่ต้องมาเสแสร้งทำดีกับคนอื่นตบตาผู้คน กูเกลียดมึง มึงสมควรตาย’
พริสซิลล่าชี้หน้าทอง
“ฮี เฮท ยู เขาเกลียดนายแม่”
ทองสะดุ้งโหยงหน้าซีด คุณหญิงสะบันงากับเจ้าคุณหันมาสบตากัน แล้วพากันส่ายหน้า
“ซิลลี่ เหลวไหล” เจ้าคุณกระซิบ “พริสซี่ไม่ชอบนายทองต่างหาก”
คุณหญิงสะบันงาสลดลง
“ขอโทษด้วยนะนายทอง”
สองคนรีบพาพริสซิลล่าเดินออกไป แต่เธอยังหันมาจ้องทอง
“เขาเกลียดนายแม่”
ทองพึมพำ
“อีเด็กเวร มึงปัญญาอ่อนแบบไหนกันดันมารู้ความลับในอกของกู”

พฤกษ์กับพจน์มาดึงแขนทอง พยักหน้าให้ไปด้วยกัน

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 11 (ต่อ)
ทองมาแอบจดจ้องดูบ้านหลังเล็กในสวนกล้วย เห็นเมี้ยนถือถาดอาหารสวยงามเดินกลับออกมายิ้มอย่างมีความสุข บ่นเบาๆ

“มีความสุขแท้ๆ ที่เห็นคุณอารมณ์ดี แถมกินอาหารได้เยอะแยะ”
คุณหญิงศรีเขยกมาอีกคน
“ฉันอารมณ์ดีเพราะมีความรักมากมายให้กับพวกเด็กๆ โดยเฉพาะพริสซี่กับคุณพริ้ม”
“เมี้ยนดีใจค่ะ คุณทั้งสองเธอก็แสนน่ารัก”
“มรดกของพ่อแม่ฉันไม่มีใครรับนอกจากฉัน ฉันจะยกให้คุณพริ้ม จะฝากฝังให้เธอดูแลพริสซี่ เธอคงยินดีทำให้”
“ใช่ค่ะ เธอมาพอดี”
พริ้มเพราเดินหอบตำราเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
เมี้ยนยิ้มแย้มบอก
“คุณป้าเพิ่งบ่นหาค่ะ”
คุณหญิงศรียิ้ม
“มาข้างในลูก เอ๊ะ ทำไมมาคนเดียว คุณพริสซี่หายไปไหนคะ”
“ซ้อมเปียโนคู่กับคุณพราวไว้เล่นวันเกิดคุณป๋าค่ะ”
“อ้อ”
พริ้มเพราประคองคุณหญิงศรีหายไปไปในกระท่อม เมี้ยนยกถาดอาหารเดินออกไป ทองที่แอบมองอยู่พึมพำ
“ทำไมยัยเมี้ยนมันถึงยกย่องพี่สาวมันราวกับเทวดา ทำไมพี่สาวมันถึงหน้าเป็นผี ทำไมพี่สาวมันจึงมีมรดก แปลกจริงๆด้วย อย่างที่แม่เขาสงสัย...ทำไมเด็กลูกนังคุณหญิงถึงต้องเรียกพี่สาวนังขี้ข้าเมี้ยนว่าคุณป้า ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าทำไมมันเป็นเช่นนี้ได้หนอ”
ทองครุ่นคิดอย่างสงสัย เขานึกถึงคำพูดของคุณหญิงสะบันงา
‘ทำหน้ากากให้ตัวเองด้วยนะ  เพราะว่าวันงานเราต้องใส่หน้ากากกันทุกคน’
ทองตาวาวโรจน์
“จริงสิ ทุกคนต้องใส่หน้ากาก ขอบใจไอ้อีที่คิดเรื่องหน้ากาก ทีนี้แหละกูจะกระชากทั้งหน้ากากอีมือด้วนขาเป๋  และกระชากชีวิตอีนังคุณหญิงนั่น ในคืนนั้นให้สิ้นเวรสิ้นกรรมกับแม่กูให้จงได้”
ทันใดนั้นเสียงพริสซิลล่าดังขึ้น
“Bad Guy คนเลว”
ทองสะดุ้งหันมา พริสซิลล่ายืนอยู่ด้านหลังทอง
‘อีนี่อีกแล้ว มึงจะเอายังไงกับกูหาอีบ้า ปากมากนักเดี๋ยวกูตบกะโหลกให้ลืมเกิดเลยดีไหม’
พริสซิลล่ายังด่าไม่หยุด
“Bad Guy คนเลว ๆ”
ทองสุดทนย่างสามขุมเข้าไปคำราม
“หุบปากนะ มึงว่ากูเลว แม่มึงนั่นแหละเลว”
“Bad Guy คนเลวๆ”
ทองเดินมาถึงตัวพริสซิลล่ายกมือจะบีบคอ พจน์กับพฤกษ์ แพรวพรรณรายมาถึงพอดี แพรวพรรณรายเข้าไปถาม
“นายทองจะบีบคอคุณพริสซี่หรือ”
ทองชะงักรีบเปลี่ยนท่าที
“หามิได้ขอรับ มดแดงขอรับ มันมาไต่ที่คอที่ศีรษะของคุณพริสซี่ขอรับ กระผมจะปัดออกให้ขอรับ”
พจน์มองพลิสซิลล่า
“ไม่เห็นมี มันไปแล้วมั้ง”
พฤกษ์หันมาถามทอง
“ทำหน้ากากให้เราหรือยัง ใกล้ถึงวันแล้วนะนายทอง”
“ทำวันนี้แหละขอรับ”
แพรวพรรณรายหันมาสั่ง
“ทำให้ฉันด้วยนายทอง ทำสวยๆ ไม่สวยจะเอาไปยีหัวนายทอง”
ทองรำพึงในใจ
‘อีนี่ก็อีกคน พูดจาแต่ละคำระคายหู ชวนให้อยากตบปาก’
ขณะเดียวกันนั้นเสียงคุณหญิงศรีเรียกดังมา
“พริสซี่ พริสซี่ มาหรือยัง”
พริสซิลล่าตะโกนตอบ
“มามี่”
“ไปค่ะ คุณพริส ไปหาคุณป้ากัน”
แพรวพรรณรายฉุดพริสซิลล่าที่หันมามองหน้าทอง
“Bad Guy คนเลว ๆ”
แพรวพรรณรายหัวเราะชอบใจ
“คุณพริสซี่ตลก ด่านายทองได้เจ็บดีจัง เอ นายทองหรือว่าแกแอบเป็นคน เลวจริงๆอย่างที่คุณพริสซี่เขาว่า”
แพรวพรรณรายพาพริสซิลล่าเดินจากไป ทองมองตามตาดุแสนแค้นใจ
“อีบ้านั่นก็วอนปัญญาอ่อนแล้วยังสอดรู้มาแอบดูกู อีนังปากกล้านี่ก็กวนโมโห ทำไมวะลูกพ่อเดียวกัน แต่พวกมึงเป็นเทวดา แต่กูกลายเป็นขี้ข้า พวกมึง ให้พวกมึงมาสับโขกด่าทอกูเล่นเอาตามใจชอบ”

ทองยิ่งคิดยิ่งแค้น

 
งานเลี้ยงหน้ากากบ้านเจ้าคุณ...สนามถูกแต่งด้วยไฟตามสุมทุมพุ่มไม้ มีแท่นดอกไม้สวยงามเป็นทางตามจุดต่างๆ ผู้คนเดินกันควักไขว่  ทุกคนยังไม่ได้ใส่หน้ากาก เจ้าคุณยืนเคียงข้างคุณหญิงสะบันงาแต่งตัวสวยมารอรับแขก เดือนยืนเยื้องหลังห่างออกไปเล็กน้อย ศีลยืนใกล้ๆกันนั้น เจ้าคุณชื่นชมภรรยา
 
“สะบันงาสวยเหลือเกิน”
“อย่ามาชมกันเองสิคะ แขกมากันเป็นแถวแล้วค่ะ”
เจ้าคุณเกษมมากับคุณหญิงลออศรี มีปานวาด และธรรม์ตามหลังมา เจ้าคุณเกษมมอบดอกไม้ ศีลมารับไป
“ขอบคุณมาก” เจ้าคุณยิ้มแย้มบอก
เกษมกับเจ้าคุณจับเกษมมือกัน
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ สุขสันต์วันเกิดเจ้าคุณ สวัสดีคุณหญิงสะบันงา”
คุณหญิงสะบันงารีบไหว้เจ้าคุณเกษม
“สวัสดีค่ะท่านเจ้าคุณ สวัสดีค่ะคุณหญิงลออศรี”
คุณหญิงลออศรีเชิดใส่อย่างจงใจ
“แหม ท่านเจ้าคุณ ลืมแม่ศรีคนเก่งเพื่อนดิฉันแล้วสินะคะ นี่มันดูไม่เหมือนงานวันเกิด แต่ไพล่ไปเหมือนงานวิวาห์เลยนะคะ”
ปานวาดแทรกขึ้น
“แต่ตอนนี้คุณแม่กำลังจะทำให้ใกล้เคียงเป็นงานวิวาทแล้วนะคะ”
เจ้าคุณตัดบท
“เชิญครับ เชิญด้านใน”
ศีลหันมาบอกเจ้าคุณ
“เออ กระผมรับแขกด้านหน้าให้เองขอรับ เชิญท่านพาท่านเจ้าคุณเกษมเข้าด้านในเถิดขอรับ”
คุณหญิงลออศรีมองหน้า ศีลยกมือไหว้เกษมกับคุณหญิงลออศรี
“นี่ผัวใครกันอีกพ่อคุณ”
“บุตรบุญธรรมของผมเอง ศีลเข้าเพิ่งจบมาสเตอร์ดีกรีมาจากอังกฤษ กำลังจะมาเป็นผู้จัดการห้าง เจ้าคุณแอนด์แฟมมิลี่ของผมที่กำลังจะเปิดเร็วๆนี้”
เจ้าคุณเกษมพยายามสบตาคุณหญิงลออศรีส่ายหน้าประมาณว่า อย่าพูดมากแล้วเดินตามเจ้าคุณเข้าไปด้านใน คุณหญิงลออศรียังไม่ทันก้าวตาม คุณหญิงฉวีมากับรำพึงมาเจอเอาคุณหญิงลออศรีพอดี
“ต๊ายคุณหญิงลออศรี”
“คุณหญิงฉวีนี่นา” คุณหญิงลออศรีกะซิบ “ดูมัน นังคุณหญิงฉวยโอกาส”
คุณหญิงฉวีมองหน้าคุณหญิงสะบันงา
“นี่หรือคุณหญิงสะบันงา ฉันคุณหญิงฉวีที่เธอให้ลูกสาวเอาการ์ดเชิญไปวิงวอนให้เรามางานนี้อย่างไรเล่า”
คุณหญิงสะบันงายิ้มให้
“สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ”
ปานวาดแทรกขึ้น
“แหมผิดกับดิฉันค่ะ แม้เขาไม่ออกปากเชิญก็อยากจะแล่นมาไม่ต้องรอให้เขาวิงวอน เพราะได้ยินว่างานวันนี้ใครๆก็อยากจะมาด้วยเหตุผลหลายประการ เช่นด้วยความริษยา สองมาด้วยความยินดีจริงใจ”
คุณหญิงลออศรีแอบหยิกปานวาด
“ระวังปากแกนะ”
รำพึงตื่นตาตื่นใจ
“บ้านใหญ่โตดีจัง ใหญ่กว่าบ้านเราอีกนะคะคุณหญิงแม่”
คุณหญิงฉวีกระซิบ
“อย่าไปชมบ้านมัน ไหนเด็กๆ” คุณหญิงฉวีมองหน้าคุณหญิงสะบันงาอย่างเชิดๆ “ลูกสาวฉันมาแล้ว ไม่มีใครมาต้อนรับเลย เสียมารยาทไหนว่าบ้านผู้ดี
“ฉันจะให้คนไปตามมาให้นะคะ เข้าใจว่ากำลังแต่งตัวกันอยู่ค่ะ” คุณหญิงสะบันงาพูดเรียบนิ่ง
คุณหญิงลออศรีกระซิบ
“ไม่มีมารยาท เข้าสังคมชั้นสูงไม่เป็น”
ปานวาดเบื่อหน่ายเต็มทน
“คุณหญิงสะบันงาฉันรู้สึกสะอิดสะเอียน เอ๊ย...เวียนหัวจากพิษน้ำลายของใครบางคนมากจ้ะ ช่วยพาฉันไปนั่งสงบสติในห้องนั่งเล่นสักครู่ เถิดค่ะ”
คุณหญิงสะบันงายิ้ม
“เชิญค่ะคุณปานวาด เชิญค่ะคุณธรรม์ไปเล่นกับเด็กๆนะค่ะ เชิญค่ะ” คุณหญิงสะบันงาหันมาหารำพึง “อ้อ หนูชื่ออะไรคะ”
รำพึงเชิดเย่อหยิ่ง
“คุณรำพึง”
“เชิญค่ะคุณรำพึง คุณหญิงฉวีไม่ต้องห่วงนะคะ มีพี่เลี้ยงคอยดูแลหลายคนค่ะ”
“ไม่ห่วงได้อย่างไรคะ ลูกสาวคนกลางของคุณนั่นแหละดุร้ายราวกับเด็กขาดการอบรมนัก วันดีคืนดีลุกขึ้นมาตบมาตีลูกสาวฉันจนหน้าบวม”
“ขอประทานโทษด้วยค่ะ”
ปานวาดแทรกอีก
“แหม ถ้าจะว่าไปเด็กทะเลาะกันมันไม่ควรที่ผู้ใหญ่จะไปเดือดร้อนหรือยุยงส่งเสริมให้เด็กเกลียดกันนะคะ ไปกันเถิดค่ะ คุณหญิงสะบันงา เวียนหัวจนอยากจะด่าคนแล้วค่ะ”
ปานวาดตาขวางใส่คุณหญิงฉวี คุณหญิงลออศรีแอบตาเขียวใส่ปานวาดที่ไม่สนใจ คุณหญิงฉวีมองเห็นธรรม์

“ตายจริง นั่นลูกชายหรือคะคุณปานวาด เอ...แล้วสามีเล่า ไม่มาด้วยหรือคะ”

 
ปานวาดสวนทันที
 
“อ๋อ สามีน่ะหรือคะ กำลังคิดว่าจะมาหาเอาในงานคืนนี้แหละค่ะ นี่ก็บอกคุณแม่เอาไว้ว่าจะรีบหาผัวใหม่แทนผัวเก่าที่ตายไปในเวลาไม่เกินหนึ่ง  เดือนค่ะ ไปลูกธรรม์...แม่จะรีบไปส่ายตาหาผัวกลัวจะเสียเวลา”
คุณหญิงฉวีหน้าตื่น
“ต๊าย...นั่นนั่น ใครกันคะ เป็นสาวเป็นแส้พูดจาเหมือนเป็นนางบาร์มาจากไนต์คลับอยากจะด่าไปถึงแม่ถึงพ่อ”
คุณหญิงลออศรีหน้าเสีย
“เออ ลูกสาวฉันเองค่ะ แก...เออ...”
คุณหญิงฉวีชะงัก
“ต๊าย...แหม เออ...”
ปานวาดเดินฉับดึงแขนคุณหญิงสะบันงากับธรรม์เข้าไปในบ้าน คุณหญิงสะบันงาหันไปบอกศีล
“คุณศีลฝากรับแขกด้วยนะคะ”
“ขอรับนายแม่”
คุณหญิงฉวีเปลี่ยนท่าที
“แหม...ลูกสาวคุณหญิงเธอชอบล้อเล่นนะคะ”
คุณหญิงลออศรียิ้มแหยๆ
“ค่ะ ลูกสาวดิฉันแกชอบล้อเล่นแรงๆค่ะ”
อาคมชายวัยสามสิบกว่ากำลังเดินมาพร้อมด้วยกระเช้าดอกไม้ ได้ยินเต็มสองหูมองตามปานวาด
อย่างสนใจ เขามองปานวาดที่เดินไปอย่างมั่นอกมั่นใจในตัวเองสุดๆ อาคม ยิ้มขำๆ
“หรือว่าเราก็สมควรจะหาภรรยาเอาในงานคืนนี้เช่นกัน”
อาคมเดินต่อไปส่งกระเช้า ศีลมารับแทน
“ผมอาคมครับ จากกระทรวงต่างประเทศที่เดียวกับท่านเจ้าคุณ ผมทำงาน อยู่แผนกกฎหมายครับ”
“ขอบพระคุณมากครับ เชิญด้านในครับ”
คุณหญิงฉวีกระซิบ
“ลออ คุณอาคมเมียแกก็เพิ่งตายนะคะ พ่อหม้ายเงินล้านทีเดียว ดีไม่ดีแกอาจคิดมาหาเมียใหม่เอาในงานนี้ก็เป็นได้นะคะ”
คุณหญิงลออศรีไม่ได้ฟังยังไม่หายโกรธความบ้าของปานวาด เธอพึมพำ
“หนอยอีลูกไม่รักดี เหยียบเมืองไทยไม่ทันข้ามเดือน ฉีกหน้าพ่อแม่จนป่นปี้ยับเยิน”
คุณหญิงฉวียิ้มสะใจที่ได้เห็นความอับอายของใครๆ
 
ในห้องนอนเด็กผู้หญิง...เสื้อผ้าของเด็กๆแขวนอยู่เป็นแถวยาว สาวๆกำลังเลือกชุด
“แพรวเอาชุดนี้ มันทำให้แพรวดูเป็นสาวมากขึ้นแพรวอยากเป็นสาวเต็มตัว”
แพรวพรรณรายหยิบชุด เมขลามองสามพี่น้อง สายตาเธอไปจับจ้องที่ชุดหนึ่งเธอชอบมาก พริ้มเพรามาหยิบชุดนั้นไป
“พี่เอาชุดนี้”
เมขลาถอนใจ พราวพิลาสเข้ามา
“แล้วพราวเล่าค่ะคุณพริ้ม พราวจะใส่อะไรดีคะ”
พริ้มเพราหยิบมาชุดหนึ่ง น่ารักสมตัวทาบให้น้องสาว
“ชุดนี้ก็ดีค่ะ คุณพราวยังไม่โตเต็มที่ ยังกึ่งเด็กกึ่งสาว”
สามพี่น้องใส่ชุดแล้ว เมขลายืนมองสามพี่น้อยในใจให้อิจฉา
‘พวกแกมีเสื้อผ้าให้เลือกเป็นสิบชุด แล้วฉันเล่า แค่เสื้อผ้าเก่าๆเน่าๆ ยังแทบไม่มีพันกาย มีแต่ไอ้ชุดนักเรียนบริจาคบ้าๆนี่แหละใส่มันทุกฤดูกาล’
พริ้มเพรานึกขึ้นมาได้หันมามองเมขลา
“เมขลา เปลี่ยนชุดสิ”
เมขลาน้ำตาไหล ส่ายหน้า
“ฉันไม่ลงไปในงาน แต่ฉันขอแอบดูคนอื่นสนุกอยู่ในห้องนี้ดีกว่า”
“ไม่ได้นะ” พริ้มเพราแย้ง
แพรวพรรณรายแทรกขึ้น
“แหม...คุณพริ้มก็ เมขลาเขาจะออกไปได้อย่างไรคะ ในเมื่อเขาไม่มีชุดจะใส่ไปโชว์”
พริ้มเพราหน้าสลดลง
“ฉันขอโทษไม่ทันได้ถาม เมขลา เธอเลือกเอาเองเถิดชุดไหนก็ได้”
เมขลาดีใจ
“จริงหรือ”
“ทำไมคุณพริ้มไม่เลือกให้เขา ถ้าอย่างนั้นแพรวจะเลือกให้เอง” แพรวพรรณรายขัดขึ้น
เมขลาแอบค้อน
“ปล่อยให้เมขลาเลือกเองเถิดคุณแพรว” พริ้มเพราบอก
“เดี๋ยวเขาก็เลือกเอาชุดที่กำลังใส่อยู่หรอก”
พูดจบแพรวพรรณรายรีบออกไปไม่รอคำตอบ พริ้มเพราส่ายหน้า
“เหลวไหลน่ะคุณแพรว”
“พราวไปดีกว่า นัดกับพี่ธรรม์เอาไว้ จะไปซ้อมเพลง”
พราวพิลาสออกไปอีกคน จิ๋ม เคาะห้องเข้ามา
“คุณหนูทั้งหลายเจ้าขา คุณนายแม่ให้มาเชิญแล้วเจ้าค่ะ เพื่อนที่ชื่อ คุณรำพึงมารอแล้วเจ้าค่ะ”
เมขลาพึมพำ
“อีรำพึงมาแล้ว เราต้องแต่งตัวให้สวยที่สุด”
พริ้มเพราหันไปบอกจิ๋ม
“จิ๋มไปเถิด เดี๋ยวจะรีบไป ว่าไงเมขลา เธออยากใส่ชุดไหน”
เมขลามองชุดที่พริ้มเพราใส่ เอามือมาจับลูบคลำไปมา หยั่งเชิง
“ความจริง ฉันชอบชุดที่เธอใส่มากที่สุด แต่เธอใส่ไปแล้ว...ฉัน”
“ฉันยกให้เธอใส่ได้นะเมขลา”
“แหม มันคงไม่ดีถ้าใครมารู้เขา จะหาว่าฉันแย่งชุดเธอใส่”
“ฉันเต็มใจจ้ะ”
เมขลายิ้มสมใจมาก
“ขอบใจมาก เธอคือเพื่อนที่ฉันรักที่สุดจ้ะ พริ้มเพรา”

เมขลาใส่ชุดที่พริ้มเพราใส่ ส่วนพริ้มเพราใส่ชุดใหม่ไป

 
ผู้คนมางานต่างพากันมาตักอาหารที่โต๊ะบุฟเฟต์...ปานวาดเดินฉับๆมาตักอาหาร อาคมยืนหลบมุมเหมือนคอยมองปานวาดเอาไว้แล้ว อาคมยิ้มพึงใจ ปานวาดกำลังจะตักสเต็ก มือไปกระทบกับมือของใครคนหนึ่ง
 
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ ฉันซุ่มซ่าม”
“หามิได้ครับ คนที่ซุ่มซ่ามคือผมต่างหากไม่ใช่คุณหรอก”
ปานวาดมองอาคมเต็มตาไม่เคอะเขิน
“ขอบคุณค่ะที่เป็นสุภาพบุรุษดีมาก เดี๋ยวนี้ผู้ชายดีๆมันหายากขึ้นทุกวัน”
ปานวาดผละไป อาคมมองตามในหัวมีเสียงที่ปานวาดบอกว่า
‘ฉันกะว่าจะมาหาผัวใหม่เอาในงานเลี้ยงคืนนี้แหละค่ะ’
“เธอพูดจริงหรือว่าแดกดันคนถามกันแน่หนอ แต่ก็ไม่รู้แหละ”
อาคมพยายามมองตามปานวาด
 
ทองแอบมองคุณหญิงสะบันงาอยู่มุมหนึ่ง เห็นเจ้าคุณกำลังแนะนำให้คุณหญิงสะบันงารู้จักทูตที่มางาน คุณหญิงสะบันงายื่นมือให้ทูตจับ ทูตจับมือแล้วเอามาจูบที่หลังมือสบตาคุณหญิงสะบันงาแบบชื่นชม เจ้าคุณดูท่าว่าจะปลื้มมากโอบคุณหญิงสะบันงาไว้...ทองหงุดหงิดมาก ในมือของเขาถือหน้ากากแปลกอันหนึ่ง และยังมีอีกสามอันวางอยู่
“อีนังคุณหญิง กูอยากขอบใจไอ้อีคนที่มันคิดเรื่องหน้ากากนี่แท้ๆ มึงทำระริกระรื่นชื่นบานไปเถิด หนอย...ยังไม่รู้ตัวว่าคืนนี้มึงตายแน่”
พริสซิลล่ามายืนเมื่อไหร่ทองไม่ทันเห็น
“Bad Guy คนเลว”
ทองสะดุ้ง
‘อีนังบ้าปัญญาอ่อนนี่มาก่อกวนอีกแล้ว หรือว่ามึงรนหาที่ตายไปนะ ไปให้พ้น อีบ้า’
พจน์ พฤกษ์ แพรวพรรณราย พากันเข้ามา
“นายทองเรามาเอาหน้ากาก” พฤกษ์รีบบอก
พจน์เข้ามาหาอีกคน
“ของเราด้วย”
“ของฉันอยู่ที่ไหน” แพรวพรรณรายถามห้วนๆ
ทองเหลือบมองพริสซิลล่านิดหนึ่ง ถลึงตาใส่ แพรวพรรณรายหันมาหาพริสซิลล่า
“คุณพริสซี่อยู่นี่เอง มาทวงหน้ากากเหมือนกันหรือคะ”
ทองแทรกขึ้น
“ใช่ขอรับ เธอมาทวงหน้ากาก  นี่ขอรับหน้ากากของคุณพริสซี่”
ทองแสร้งส่งให้ พริสซิลล่าปัดทิ้ง
“ไลเออร์ โกหก”
พริสซิลล่าเดินออกไป ทองลอบมองตามไม่พอใจมาก ก้มลงเก็บหน้ากากนั้นขึ้นมา สามคนแบมือขอหน้ากาก
“นี่ขอรับ”
ทองส่งให้คนละอัน ส่วนอันที่พริสซิลล่าโยนทิ้งทองเอาไว้ให้ตนเอง ไม่คิดว่าจะมีใครจำได้
 
ปานวาดมานั่งเงียบๆหลบๆแก้วไวน์วางอยู่ขวดไวน์เปล่าสองขวดตั้งอยู่ อาคมเดินมาตกใจมาก เขาพึมพำเบาๆ
“โอ้โฮ...ไวน์หมดไปแล้วสองขวด นี่มันอะไรกัน หรือว่าเธอคนนี้มีความทุกข์ที่ไม่อาจระบายกับใครได้ เธอจึงระบายกับไวน์สองขวดนี่”
ปานวาดนั่งเหม่อ
“ปีแอร์ ดาหลิง”
อาคมมายืนตรงหน้า
“ปีแอร์ นี่เองคือสาเหตุของสองขวดนี่”
“ปีแอร์ทำไมต้องทิ้งกันไป ดาหลิง พระโปรดคืนปีแอร์มาให้ฉันเถิด”
“คุณครับ”
ปานวาดมองอาคม เห็นหน้าเขาเป็นหน้าปีแอร์
“ปีแอร์”
อาคมยิ่งงง
“ปีแอร์ หรือ”
“เยส ยูอาร์ ปีแอร์ มายดาหลิง ปีแอร์กลับมาหาฉันแล้ว พระเจ้าคืนยูมาให้ไอแล้ว ดาหลิง”
ปานวาดดึงอาคมมาใกล้ ลูบหน้าลูบตา ลูบแก้ม แล้วก้มลงไปจูบ ปานวาดร้องไห้กอดอาคม
“เลิฟยู มิสยู นะปีแอร์”
อาคมทำอะไรไม่ถูกได้แต่พึมพำ
“เธอเมาจนนึกว่าเราคือปีแอร์ โธ่...ช่างน่าสงสาร เอาวะ ปีแอร์ก็ปีแอร์”
อาคมปล่อยให้ปานวาดโอบกอดไม่ห้ามปราม เพราะรู้สึกว่ามีความสุข ขณะเดียวกันนั้นเสียงประกาศดังมา
“ขอเชิญแขกผู้เกียรติทุกท่านมาร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบหกสิบปีให้ท่านเจ้าพระยาสมิติภูมิ ณ บัดนี้ เชิญขอรับ”
ผู้คนเดินกันขวักไขว่ อาคมสะกิดปานวาด
“เขาเชิญไปอวยพรวันเกิดเจ้าของงานแล้วครับ คุณ คุณ”
“ปีแอร์จะพาฉันไปไหน”
“ไปเถิดครับ”
อาคมประคองปานวาดที่เหมือนซบกับเขาตลอดเวลา
 
ทุกคนในงานเลี้ยงมารวมกัน ที่เค้กก้อนใหญ่มาก มีเทียนปักเต็มไปหมด เจ้าคุณยืนข้างสะบันงา มีเดือนยืนเยื้องด้านหลังตามเคย พวกลูกๆทุกคนยกเว้นพริสซี่กับพราวพิลาส ศีลเข้ามาบอก
“ทุกคนมาพร้อมแล้ว เริ่มเฉลิมฉลองกันได้เลยครับ”
เจ้าคุณมองหา
“พริสซี่ กับพราวพิลาสหายไปไหน”
ศีลยิ้มทำมือส่งสัญญาณ
“คุณทั้งสองอยู่ที่เปียโนขอรับ ขอเชิญท่านเป่าเค้กขอรับ”
พริสซิลล่ากับพราวพิลาสนั่งที่เปียโน เริ่มดีดเปียโน เสียงดังกระหึ่ม เจ้าคุณเป่าเค้กอย่างมีความสุข ศีลนำร้องเพลง ทุกคนร้องตาม ทองอยู่ห่างออกไป แอบมองเห็นเจ้าคุณเป่าเค้กมีสะบันงาเคียงข้าง คนรอบข้างกำลังร้องเพลง ทองมองแค้นๆ

“ประเดี๋ยวเถิด อีนังคุณหญิง”

จบตอนที่ 11
 
คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 3
คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 3
แลเห็นอาหารตั้งเต็มโต๊ะ หมู เป็ด ไก่ ซุป เจ้าสัวเส็ง และสองคุณนายนั่งรอ ชะเง้อหาคุณหญิงศรี “หนูศรีไปเยี่ยมนางเด็กสะบันงานานเกินไป ยังไม่กลับมากินข้าวกับพ่อกับแม่” “เด็กสะบันงามันเป็นตัวถ่วงความสุข ความเจริญของลูกเราโดยเฉพาะลูกดิฉัน” คุณนายใหญ่บ่นอย่างไม่พอใจ “ให้ใครไปตามมาเถิดค่ะ เจ้าสัว” คุณนายน้อยบอก ทั้งสามหันไปที่กิมเฮียง กิมฮวย ยืนก้มหน้า “ใครก็ได้ไปเชิญคุณหญิงกลับมากินข้าว” สองกิมมองหน้ากันอึกอัก “ไม่ต้องทำรีรอ อ้ำอึ้ง” “ไม่ได้ทำรีรอเจ้าค่ะ” “แล้วทำไมไม่รีบไป ไม่ได้ยินคุณนายใหญ่ท่านสั่งหรือ” คุณนายน้อยแปลกใจกับท่าทีนั้น “ได้ยินชัดเจนมากเจ้าค่ะ แต่…” “แต่อะไร” เส้าสัวเส็งถามเสียงดุ “คุณหญิงท่านไปนานแล้วเจ้าค่ะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...