xs
xsm
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามี ตอนที่ 10

สิริโสภาเข้ามาในห้องทำงานของรสิกาเห็นว่าภายในห้องไม่มีคนอยู่ เธอจะเดินออกแต่สายตาสะดุดที่ภาพถ่ายในกรอบกระจกไม่ใหญ่นักเป็นภาพถ่ายของรสิกาที่ยิ้มสดใสดูมีความสุขมาก สิริโสภามองอย่างอิจฉาแค้น ระรินเปิดประตูเข้ามาเห็น สิริโสภาทนไม่ไหวจับรูปของรสิกาเขวี้ยงลงพื้นปัง

“เธอทำอะไรน่ะ”
สิริโสภาตกใจ ยังไม่ทันจะตอบ รสิกาเดินตามระรินเข้ามา
“มีอะไรเหรอคะน้องริน”
“ก็คุณสิเนี่ยค่ะ รินเห็นเขา...”
สิริโสภารีบแทรก
“สิขอโทษค่ะคุณหญิง สิหยิบทำกรอบรูปคุณหญิงแตก สิหยิบมาดูแล้วทำหลุดมือน่ะค่ะ”
“ไม่ใช่นะคะ รินเห็น...”
สิริโสภารีบพูดสวน
“สิขอโทษ สิจะเก็บให้นะคะ”
สิริโสภารีบก้มลงเก็บ จังหวะที่เก็บ เธอจับเศษแก้วที่แตกจากกรอบรูปมากำจนบาดมือ
“โอ้ย”
รสิกาตกใจ
“คุณสิ”
รสิกาจับมือสิริโสภาเห็นว่าเลือดออก
“ไม่ต้องเก็บหรอกค่ะ ไปทำแผลก่อนนะคะ”
“สิขอโทษจริงๆ นะคะคุณหญิง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้เอง เดี๋ยวฉันพาไปทำแผลนะคะ”
รสิกาพาสิริโสภาออกไป ระรินมองตามอย่างสงสัยในพฤติกรรมของสิริโสภา

รุ้งรายกับรังรองมองราพณ์อย่างไม่พอใจมาก
“เฮียใจดีเกินไปแล้ว คนไม่เคยทำงานอย่างมันจะให้มาจับงานใหญ่ขนาดนั้นได้ยังไง” รุ้งรายแย้งอย่างขัดใจ
“ครั้งแรกที่เฮียมาทำงานก็จับโครงการหมู่บ้านกลางใจเมือง ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน”
รังรองขัดขึ้น
“แต่ราพณ์มีป๊าเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล”
“ครั้งนี้รามจะมีผม มีเจ้รอง แล้วก็รุ้ง เราจะดูแลน้องเหมือนที่ป๊าเคยดูแลเรา”
รุ้งรายเหนื่อยใจ
“เฮียยังเชื่ออยู่อีกเหรอว่า จะทำให้ไอ้รามมันกลับตัวกลับใจได้”
“ผมอยากให้เป็นแบบนั้น เราปล่อยให้รามโดดเดี่ยวมานาน”
รังรองแค้นๆ
“เพราะแม่มันทำให้ม๊าเราต้องตาย ระรินไม่เคยได้กอดม๊า”
“แต่ระรินมีเราสามคน มีป๊า แต่รามมีคุณลินดาคนเดียว ถ้าพูดกันแบบตรง ๆ ป๊าก็ลำเอียงรักพวกเรามากกว่า ที่คุณหญิงพูดก็ถูก แค้นแม่แต่มาลงกับลูกมันไม่ถูกต้อง ลองคิดดูนะครับถ้าเราเป็นรามที่โดนพี่น้องตัวเองรังเกียจ เราจะเป็นยังไง”
รังรองกับรุ้งรายอึ้งๆ ไป
“ผมเชื่อว่ารุ้งกับเจ้รองก็อยากให้ป๊าสบายใจใช่ไหมครับ”
รังรองถอนใจ
“เจ้จะพยายาม...นะ”
“ถ้ามันทำให้ป๊ามีความสุข ยากแค่ไหนรุ้งก็จะทำ”
ราพณ์ยิ้มโอบรุ้งรายอย่างขอบคุณ รังรองเข้ามาวางมือบนหัวราพณ์
“ถ้างานนี้ไม่เวิร์คล่ะก็ เจ้จะเล่นงานเฮียใหญ่ให้เละ”
“เจ้...ระดับผมไม่เคยพลาดอยู่แล้ว”
“ขนาดคุณหญิง เฮียยังเอาอยู่เลยนะเจ้ ธรรมดาที่ไหน”
สามพี่น้องหัวเราะกันอย่างเข้าใจและมีความสุขมากขึ้น ราพณ์ยิ้มรู้สึกโล่งใจที่โน้มน้าวพี่น้องสำเร็จ

ลินดาวางกระเป๋าทิ้งตัวหน้ายิ้มมีความสุขมาก
“ม๊าสะใจจริงๆ ต่อไปนี้ม๊าจะไม่ใช่แค่เมียเก็บแต่จะเป็นเมียคนหนึ่งของเจ้าสัวที่ทุกคนต้องรู้จัก ในที่สุดม๊าก็มีตัวตน”
รามมองลินดาแล้วตัดสินใจ
“ม๊า...ผมอยากคบกับคุณสิแบบเปิดเผย ม๊าจะยอมไหม”
“แล้วทำไมม๊าถึงจะไม่ยอมล่ะ”
“ก็ฐานะของคุณสิไม่ดี แล้วเขาก็เคยเป็น...”
“เมียเก็บน่ะเหรอ”
รามตกใจ
“ทำไมม๊าถึงรู้...”
“เขาบอกกับม๊าเอง เขาว่าไม่อยากหลอกลวงแม่ของผู้ชายที่เขารัก”
รามออกอาการดีใจมาก
“เขาพูดอย่างนั้นจริงเหรอครับม๊า”
“รักเขามากเหรอ”
“มีหลายอย่างที่เขาเหมือนกับม๊ามาก มากจนผมอยากจะดูแลให้เกียรติเขา ผมจะขอเขาแต่งงานดีไหมครับม๊า”
ลินดายิ้มเข้าทาง
“ราม...ถ้าลูกรักใคร แม่ก็จะรักด้วย แต่เรื่องแต่งงานคงจะอีกนาน เพราะลูกต้องทำงานให้มั่นคงกว่านี้”
“แต่ถ้าไม่แต่ง คุณสิก็จะคิดว่าผมไม่ให้เกียรติเขา”
“คบกันเปิดเผยถือว่าให้เกียรติเหมือนกันนะ ม๊าจะช่วยรามเต็มที่”
รามยิ้มอย่างพอใจ
“ขอบคุณนะครับม๊า”
ลินดายิ้มร้าย

รสิกากับระรินอยู่แถวโต๊ะทำงานมองแม่บ้านหยิบถังขยะจะเดินออกไป
“ขอบใจมากนะจ๊ะ”
แม่บ้านออกไป ทันทีที่ประตูปิด ระรินก็พูดขึ้น
“คุณหญิงรู้จักกับคุณสิได้ยังไงคะ”
“คุณสิคือ คนที่พี่ขับรถชนจนเขาต้องแท้งลูกน่ะจ๊ะ เพราะพี่เขาถึงต้องเสียลูก เลิกกับสามี เขาน่าสงสารมากนะน้องริน”
“คุณหญิงต้องเชื่อรินนะคะ รินเห็นจริง ๆว่าเขาตั้งใจเขวี้ยงรูปของคุณหญิงจนแตก รินว่าเขาไม่น่าไว้ใจ”
“คุณรินคงจะเข้าใจผิดมากกว่า คุณสิคงไม่คิดทำอะไรอย่างนั้นหรอกค่ะเขาเป็นคนเรียบร้อยอ่อนโยน พี่ว่าคุณรินคิดมากไป”
“แต่...” ระรินจะแย้ง
รสิกาขัดขึ้น
“เดี๋ยวพี่ต้องไปคุยงานที่ห้องคุณกอบกู้ น้องรินช่วยเคลียร์เรื่องโปรเจ็คท์โรงแรมทีนะคะว่าเตรียมงานไปถึงไหนแล้วคะ เดี๋ยวพี่จะกลับมาดูนะคะ”

รสิกาออกไป ระรินมองตามขัดใจที่รสิกาไม่เชื่อ

 
ค่ำนั้น ราพณ์กับรสิกานั่งทานข้าวอยู่กับอาม่า รสิกาตักกับข้าวให้อาม่า
 
“อาม่าลองทานปลานึ่งซีอิ้วนะคะ แม่นมลองทำครั้งแรกเลยนะคะ”
อาม่าลองชิม
“รสชาติกลมกล่อมดีนะ”
แม่นมยิ้ม
“ก็ได้คุณลิ้มเป็นครูดีน่ะค่ะ คราวหลังดิฉันว่าจะลองหมูหัน เป็ดปักกิ่งบ้าง”
“คุณนมก็เกินไป ถ้าอั๊วทำได้ขนาดนั้นก็เปิดเหลาเองแล้วล่ะ อั๊วทำเป็นแต่ที่อาเรียวอีชอบ ปลานึ่งซีอิ้ว แกงจืดเกี๊ยมบ๊วยหมูสับ อีชอบมาก ตอนเด็ก ๆ ทำให้กินสามวันติด อีก็ซดหมดหม้อทุกครั้ง”
อาม่าพูดยิ้มๆ แล้วก็นิ่งไปคิดถึงเจ้าสัวเรียวด้วยความเป็นห่วง
“ป๊าอาการดีขึ้นมาก อีกไม่นานป๊าจะต้องหายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมนะครับอาม่า” ราพณ์ปลอบ
“อาราพณ์ อาม่าอยากไปเยี่ยมป๊าลื้อ จะตามหม่อมวลีไปแต่ก็กลัวว่าจะไปทำให้หม่อมต้องเหนื่อย ทุกวันนี้อีต้องดูแลอาเรียวก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว ลื้อพาอาม่าไปหาป๊าลื้อทีนะ”
ราพณ์มองหน้ากับรสิกา เธอยิ้มอย่างเห็นด้วย

รัตนาวลีนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ อยู่ข้างเตียงเจ้าสัวเรียวที่ยังไม่หลับ
“ข่าวคุณราพณ์รับตำแหน่งประธานบริษัทเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปนี้ลูก ๆ ทุกคนจะร่วมมือร่วมใจช่วยกันดูแลกิจการของคุณ คุณวางมือได้อย่างสบายใจแล้วนะคะ”
เจ้าสัวเรียวพยายามจะยิ้มแต่เป็นยิ้มที่เบี้ยวเต็มที เสียงเคาะประตูดังขึ้นพยาบาลเปิดประตูเข้ามา
“ขอโทษนะคะ คุณหมอขอเชิญญาติคนไข้ไปพบค่ะ”
รัตนาวลีงงเล็กน้อย
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“เกี่ยวกับอาการคนไข้น่ะค่ะ”
“เจ้าสัวคะ เดี๋ยวฉันมานะคะ”
เจ้าสัวเรียวกระพริบตาแทนคำตอบ รัตนาวลีเดินออกไปทิ้งเจ้าสัวไว้ตามลำพัง

พยาบาลออกมาหน้าห้องสบตากับนักฆ่า รัตนาวลีเดินออกมาจากห้อง พยาบาลละสายตาแล้วเดินตามรัตนาวลีไป นักฆ่าเดินออกมาจากมุมที่ซ่อน มองซ้ายมองขวาอย่างเนียน ๆ ที่สุดแล้วเดินเข้าไปในห้องพักคนไข้ของเจ้าสัวเรียว
รัตนาวลีเดินมาตามทาง พยาบาลเดินตาม ราพณ์ รสิกา อาม่า แม่นมเดินเลี้ยวมาจากอีกทาง รัตนาวลีเห็น
“หม่าม๊า...”
“อาม่ากับแม่นมอยากมาเยี่ยมป๊าน่ะครับ ผมก็เลยพามา”
รัตนาวลีกำลังจะบอกว่าให้ตัวเองพามาก็ได้ แต่อาม่ารู้ว่ารัตนาวลีคิดอะไรก็ชิงพูดก่อน
“อั๊วไม่อยากกวนลื้อ ก็เลยให้อาราพณ์พามาน่ะ”
รสิกาเข้ามาถาม
“แล้วนี่หม่อมแม่จะไปไหนเหรอคะ”
“คุณหมอเชิญแม่ไปคุยเรื่องอาการเจ้าสัวน่ะจ๊ะ คงมีเรื่องด่วน”
ราพณ์แปลกใจ
“เอ๊ะ...ผมเพิ่งไปถามอาการป๊ามาก็ไม่เห็นคุณหมอพูดอะไรนี่ครับ”
“แต่คุณพยาบาล...”
รัตนาวลีหันกลับมาแต่ไม่เห็นพยาบาลที่เดินตามมาแล้ว
“อ้าว...หายไปไหนแล้ว”
แม่นมสงสัย
“มองหาใครเหรอคะหม่อม”
“พยาบาลที่ไปตามฉันที่ห้องน่ะจ๊ะ เมื่อกี้ยังเดินตามมาอยู่เลย”
ราพณ์มองท่าทีงุนงงของรัตนาวลีแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
“มีใครเฝ้าป๊าอยู่หรือเปล่าครับ”
“ไม่มีค่ะ”
ราพณ์ฟังจบก็รีบวิ่งออกไปทันที ทุกคนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นรีบตามไป

เจ้าสัวเรียวลืมตาตกใจที่เห็นผู้ชายแปลกหน้ายืนอยู่ในห้อง นักฆ่าสวมถุงมือแล้วหยิบหมอนขึ้นมากดลงไปที่หน้า เจ้าสัวเรียวทุรนทุรายมือเกร็งพยายามจะขยับแต่ทำไม่ได้
ราพณ์กำลังจะวิ่งเกือบถึงหน้าห้องพัก แต่ชนกับคนไข้ขาหักเข้าเฝือกที่ใช้ไม้เท้าค้ำตัวเองเปิดประตูออกมาจนคนไข้ล้มไปกับพื้น ญาติคนไข้ที่ตามออกมาร้องโวยวาย ราพณ์เข้าประคอง
“ขอโทษนะครับ”
ราพณ์จะรีบไปแต่ญาติคนไข้ดึงไว้
“นี่ชนคนเจ็บแล้วจะหนีหรือไง”
“ขอโทษนะครับ ผมรีบจริงๆ”
“คุณชนแฟนฉันเจ็บนะ”
ราพณ์จะไปแต่ญาติคนไข้ไม่ยอมโวยวายเสียงลั่น ราพณ์ร้อนใจแต่โดนดึงยื้อไว้ รสิกา อาม่า แม่นมเข้ามา
“ปล่อยหลานฉันนะ”
ญาติคนไข้ชะงักหันมอง อาม่ารีบบอก
“ราพณ์ รีบไป ทางนี้อาม่าจัดการเอง”
“ฝากด้วยนะครับอาม่า”
ราพณ์ตัดสินใจสะบัดจนหลุดแล้วรีบวิ่งไป ญาติคนไข้ไม่พอใจ
“นี่”
อาม่าเข้าขวาง
“หลานฉันขอโทษคุณแล้ว ถ้าคุณยังไม่พอใจก็คุยกับฉันได้”
ท่าทางอาม่าทำให้ญาติคนไข้ยอมเบาลงบ้าง ราพณ์วิ่งไปที่ประตูห้องที่ถัดไปอีกสองห้อง เขาจะเปิดแต่ประตูล็อค ราพณ์มองเข้าไปด้านในเห็นว่านักฆ่ากำลังเอาหมอนอุดหน้าเจ้าสัวเรียว
“ป๊า”
ราพณ์ตัดสินใจเอาตัวกระแทกประตู ปังๆ กลุ่มของอาม่ามองมาด้วยความตกใจ ญาติคนไข้พลอยมองตาม นักฆ่าตกใจที่ได้ยินเสียงคนโวยวายพยายามจะเปิดประตู นักฆ่ายิ่งกดอย่างหนักพยายามจะให้ตายให้ได้ ราพณ์กระแทกประตูเต็มแรงกลุ่มของอาม่ารีบวิ่งมาหาราพณ์

เจ้าสัวเรียวที่พยายามจะดิ้น มือข้างที่ขยับได้ค่อยๆ หมดแรง

 
เจ้าสัวเรียวกำลังจะสิ้นลม นักฆ่าพอใจ ทันใดนั้นมีเสียงดังปัง นักฆ่าหันตามเสียงมองไปที่ประตู ราพณ์กระแทกประตูเข้ามา รัตนาวลี อาม่า แม่นมรีบตามเข้ามา ราพณ์พุ่งเข้ามาถีบ นักฆ่าพยายามต่อสู้ ราพณ์โดนนักฆ่าถีบจนหงายหลังไป นักฆ่าตัดสินใจวิ่งออกนอกห้อง ฝ่ากลุ่มพยาบาลกับบุรุษพยาบาลที่วิ่งเข้ามาจนกลุ่มพยาบาลล้มระเนระนาด นักฆ่าวิ่งหนีไปจนได้ รัตนาวลีรีบเข้าไปหาเจ้าสัวเรียว
 
“เจ้าสัวคะ เจ้าสัว”
ราพณ์ อาม่ากับแม่นมรีบเข้าไปดูอาการ รัตนาวลีเขย่าตัว
“เจ้าสัว”
ราพณ์ร้องเรียก
“ป๊า”
เจ้าสัวเรียวพยายามจะหายใจ อาม่าเข้ามาที่เตียง
“อาเรียว ลื้อเป็นอะไรหรือเปล่า”
รัตนาวลีเอามืออังที่จมูก
“เจ้าสัวคะ”
เจ้าสัวเรียวพยายามหายใจ รสิกาวิ่งนำหมอกับพยาบาลเข้ามา ราพณ์หันไป
“คุณหมอ”
“ผมขอเช็คอาการคนไข้นะครับ”
พยาบาลหันมาบอกทุกคน
“เชิญญาติคนไข้ด้านนอกนะครับ”
“ผมจะอยู่ตรงนี้จนกว่าหมอจะตรวจป๊าเสร็จ”
การยืนยันของราพณ์อย่างจริงจังด้วยความห่วงใยทำให้หมอไม่ขัดข้อง รสิกา รัตนาวลี อาม่า แม่นมพากันออกไป ราพณ์ยืนมองด้วยความเครียด

รสิกากลับเข้ามาในคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว พร้อมกับอาม่าและแม่นม แหววรีบเข้ามาต้อนรับ
“คุณหญิง อาม่า คุณนม เป็นยังไงบ้างคะ ตอนแหววรับโทรศัพท์ตกใจแทบแย่ ห่วงว่าทุกคนจะเป็นอะไร”
รสิกกายังไม่ทันตอบ เสียงระรินดังมาจากห้องรับแขก
“ปล่อยนะเจ้รุ้ง เจ้รอง รินจะไปหาป๊า”
ทุกคนมองตามเห็นระรินพยายามจะสะบัดให้หลุด จากรุ้งราย กับรังรองที่พยายามดึงไว้
“ไม่ต้องไป เชื่อเจ้สิ” รุ้งรายห้ามเสียงเข้ม
รังรองจ้องหน้าน้องสาว
“ริน...ฟังเจ้”
ระรินไม่ยอม
“ไม่”
ทันใดนั้นเสียงรามดังขึ้น
“โวยวายอะไรกัน เสียงดังไปถึงหน้าบ้าน”
รามเดินเข้ามาหน้าตากวนประสาทมาก ระรินต่อว่าทันที
“เฮียไปมุดหัวอยู่ไหนมา ป๊าจะโดนฆ่าตายอยู่แล้ว”
รามตกใจ
“แล้วป๊าเป็นยังไงบ้าง” รามหันมาโวยกับรสิกา “อาซ้อกับเฮียดูแลป๊ายังไง ถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ ไหนอวดว่าเก่งนักหนา”
รสิกาหน้าตึง
“เจ้าสัวปลอดภัยแล้วค่ะ”
“หึ...สุดท้ายก็ดีแต่เห่า”
“ราม” อาม่าปรามเสียงเข้ม
รังรองหันไปบอกรสิกา
“หมามันเห่าอย่าไปสนใจเลยค่ะ”
รามหันขวับมองพี่สาว รังรองมองตอบโต้แบบไม่ยอมแพ้ อาม่าไม่พอใจพูดขึ้น
“ศึกนอกก็มากพออยู่แล้ว อย่ามาเปิดศึกในบ้านต่อหน้าอั๊ว” อาม่ามองหน้าราม “อาราพณ์กับคุณหญิงดูแลป๊าลื้อมาตลอด แต่ลื้อไม่เคย ตำหนิผู้อื่นในสิ่งที่ลื้อไม่เคยทำ ก็ไม่ต่างจากคนโง่ที่เอาสติปัญญาของตนเองมากางให้ผู้อื่นสมเพช”
รามอึ้ง รังรองมองสะใจ อาม่าหันมาหารังรอง
“ลื้อเป็นอาเจ้ ดูถูกน้องชายสายเลือดเดียวกับตัวเอง แล้วใครที่ไหนจะยกย่องลื้อ ถ้ารามเป็นหมา ลื้อกับอาม่าก็ไม่ต่างกัน คำพูดกับการกระทำพวกลื้อทำให้อั๊วรู้สึกผิด ที่อบรมพวกลื้อไม่ดีพอ คนไทยเขาเรียกว่ายังไงนะคุณนม”
แม่นมพูดอย่างเกรงใจนิดหน่อย
“สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุลค่ะ”
“ลูกหลานอั๊วคงแสดงให้คุณนมเห็นซะแล้วว่า ลิ้มวัฒนาถาวรกุลไม่สั่งสอนลูกหลาน น่าละอายแค่ไหน”
รังรองจ๋อย
“รองขอโทษค่ะอาม่า”
รามยังยืนนิ่งคือรู้ว่าผิด แต่จะให้พูดว่าขอโทษต่อหน้าคนอื่นไม่มีทาง รุ้งรายเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วเฮียราพณ์กับหม่อมล่ะคะ กลับมารึเปล่า แล้วใครเฝ้าป๊าคะ”
“ตอนนี้คุณราพณ์กับหม่อมท่านเฝ้าอยู่ค่ะ” แม่นมบอก
ระรินห่วงมาก
“ถ้าพวกมันกลับมาอีก เฮียกับหม่อมจะรับมือได้เหรอคะ รินจะไปช่วยเฝ้าด้วย”
ระรินจะไปแต่รุ้งรายกับรังรองช่วยกันดึงไว้ อาม่าเสียงเข้ม
“อาริน...ไม่ต้องไป”
ระรินขัดใจ
“อาม่า...”

“อาราพณ์ให้เพื่อนตำรวจของอีมาช่วยดูแลแล้ว ทุกคนเครียดกันมากแล้วอย่าสร้างปัญหาให้ต้องปวดหัว เข้าใจไหม”

 
รามเหมือนจะไม่ยี่หระแต่ก็ยอมเงียบฟัง ระรินสลดลง ยอมนิ่ง
 
“ค่ะ” ระรินกังวลขึ้นมาอีก “แล้วป๊าต้องอยู่โรงพยาบาลถึงเมื่อไหร่คะ รินเป็นห่วงป๊า”
รสิกาหันมาบอก
“พรุ่งนี้เราจะพาเจ้าสัวกลับมารักษาตัวที่บ้านค่ะ เพื่อความปลอดภัย พี่แหววจ๊ะ เราคงต้องจัดชั้นล่างเพื่อให้สะดวกกับการช่วยหม่อมแม่ดูแลเจ้าสัวช่วงกลางวันน่ะค่ะ”
อาม่าหันไปหาเง็ก
“อาเง็ก กิมท้อ ลื้อไปช่วยพวกอีด้วยนะ”
เง็กรับคำ
“ค่ะ”
กิมท้อ สีหน้าไม่พอใจแต่จำต้องรับปาก
“ค่ะ อาม่า”
“ใครมันคิดจะทำร้ายป๊า” ระรินหันไปหารุ้งราย “เจ้รู้ใช่ไหมว่าพวกมันเป็นใคร ให้ตำรวจจับมันเลยสิเจ้”
รสิกามองรุ้งรายเห็นสีหน้ารุ้งรายลำบากใจ

ปฐวีเข้ามาเห็นราพณ์คุยกับกันต์อยู่ เขารีรอที่จะเข้าไป...ราพณ์กำลังฟังข้อมูลจากกันต์
“ป๊าจะต้องรู้ว่าใคนเป็นคนทำร้ายป๊า มันถึงได้ส่งคนมาฆ่าปิดปาก”
“แกคิดว่าคนที่นัดป๊าแกออกมาพบคือ นายประสิทธิ์”
“ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าป๊านัดนายประสิทธิ์ ฉันไม่คิดว่าป๊าจะต้องปิดบัง ฉันแต่การที่ป๊าไม่ยอมบอกใครแม้กระทั่งหม่อมวลี ฉันคิดว่ามันอาจเป็นคนที่ฉันคาดไม่ถึงแล้วเรื่องนาฬิกาที่ส่งตรวจ”
“เป็นของนายนที แต่ไม่พบลายนิ้วมือของคนอื่น ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิด ฉันตามภาพคืนมาไม่ได้จริงๆ คงโดนลบไปแล้ว ถ้าได้เรื่องคืบหน้ายังไงฉันจะรีบแจ้งแกทันที”
“ขอบใจมาก”
“อีกสิบนาที ลูกน้องฉันคงมาถึง เขาจะอยู่ดูแลนายกับป๊าจนกว่าป๊านายจะออกจากโรงพยาบาล”
“ขอบใจแกมาก”
กันต์ตบไหล่เบาๆ ว่าไม่เป็นไรแล้วเดินออกไป ปฐวีเดินเข้าไปหา ราพณ์หันกลับมาอย่างระแวงชะงักที่เห็นปฐวี
“คุณคิดจริง ๆ เหรอว่าไม่ใช่ฝีมือพ่อผม”
ราพณ์มองปฐวีอย่างหนักใจนิดหน่อยที่จะพูด
“ป๊าผมทราบดีว่าเขามีศัตรูทางธุรกิจที่เหลี่ยมจัดพอสมควร เราระวังตัวเสมอ ดังนั้นเขาจะไม่ไปไหนโดยไม่บอกผม...ผมรู้ว่าคุณกังวลเรื่องพ่อคุณ”
“ผมจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้พ่อกับน้องผมเลิกวุ่นวายกับพวกคุณ”
“ขอบคุณครับ”
ปฐวีกับราพณ์ต่างคนต่างเครียดเรื่องของตนเอง

ในเล้าจ์...ลินดาคุยมือถือ
“ป๊าปลอดภัยก็ดีแล้ว รามต้องคอยดูแลเอาใจป๊านะลูก แล้วม๊าจะโทรกลับไปนะ” ลินดากดวางสายหันมาด้านข้าง “ฝีมือคุณหรือเปล่า”
ประสิทธิ์นั่งอยู่ข้างลินดาท่าทางไม่ได้เดือดร้อน เขาไม่ตอบยกแก้วขึ้นดื่ม
“เจ้าสัวน่ะ เป็นแมวเก้าชีวิต คิดจะเก็บน่ะไม่ง่ายหรอก”
“ง่อยอย่างมันรอดได้อีกไม่นานหรอก”
“คุณพลาด แต่ดูคุณจะไม่ร้อนใจเลย”
“คนที่ควรจะร้อนใจไม่ใช่ผมหรอก”
ลินดามองต้องการคำตอบ แต่ประสิทธิ์แค่ยิ้มยกแก้วดื่มไม่ตอบ

ชาญชัยอยู่ที่บ้านทุบโต๊ะปังหัวเสียมาก ฤดีขยับเข้ามาพูดจี้
“แกว่าเจ้าสัวจะหายหรือเปล่า”
“ก็มีสิทธิ์ครับ ไอ้ราพณ์มันพยายามเต็มที่อยู่แล้ว”
ชนพตามเข้ามา
“พวกมันสงสัยแกหรือเปล่า”
“ไม่ครับ พวกมันคงคิดว่าเป็นฝีมือไอ้ประสิทธิ์”
ฤดีเครียด
“แต่ถ้าเจ้าสัวมันพูดได้เมื่อไหร่ เราคงติดคุกกันทั้งบ้าน ลูกก็พยายามฆ่า พ่อก็ร่วมฉ้อโกง งามหน้าล่ะฉันมีผัวมีลูกเป็นไอ้ขี้คุกกันหมด”
ชนพตวาดเสียงดัง
“หุบปาก”
ฤดีชะงัก
“ถ้าไม่คิดจะช่วยแก้ปัญหาก็เงียบซะ” ชนพหันไปพูดกับชาญชัย “ระหว่างที่มันยังพูดไม่ได้แกต้องอย่าทำตัวมีพิรุธ”
“เพื่อความปลอดภัย เราคงต้องเตรียมตัวหนีออกนอกประเทศ”
ฤดีกรีดร้อง
“ไม่นะ ฉันจะไม่ยอมไปลำบากเด็ดขาด...ลูกต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้ เข้าใจไหม”
ชาญชัยเครียด รังรองรีบเดินเข้ามา ฤดีเห็นก็ตวาดแว้ด
“แกเข้ามาทำไม”
“รองได้ยินเสียงคุณแม่ดังออกไปที่หน้าบ้าน รองก็เลยรีบเข้ามาดูค่ะ”
“ฉันเรียกหล่อนหรือไง บ้านหล่อนไม่สั่งสอนเรื่องมารยาทใช่ไหม หะ”
ชนพกระชากฤดี
“พอได้แล้ว”
รังรองหน้าเสียจะเลี่ยงไป ชาญชัยพูดขึ้น
“ทำไมรองกลับดึกนัก”
“มีคนมาทำร้ายป๊าที่โรงพยาบาลค่ะ”
“แล้วเจ้าสัวเป็นยังไงบ้าง” ฤดีลุ้นมาก
“ปลอดภัยดีค่ะ เฮียราพณ์ช่วยไว้ได้ทัน”
ฤดีเกือบจะอุทานออกมา ชนพต้องบีบข้อมือไว้แน่น
“ก็ดีแล้ว”
“รองอยากให้ตำรวจจับพวกชั่วนั่นได้เร็วๆ พวกมันต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม”
ฤดีโกรธ ร้อนตัว
“หุบปาก”
รังรองสะดุ้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ชาญชัยรีบตัดบท
“รอง เข้าห้องไปก่อน”
รังรองรีบเดินออกไปอย่างไม่เข้าใจ ชนพเสียงเข้มใส่ฤดี
“คุณอย่าบ้าให้มันมากนัก อยากโดนสงสัยหรือไง” ชนพหันไปกำชับลูกชาย “แกต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

ชาญชัยเครียด
 

สามี ตอนที่ 10 (ต่อ)

วันใหม่...ทุกคนในครอบครัว รวมทั้งเหล่าคนใช้ ออกมารอรับเจ้าสัวเรียว ไม่นานนัก รัตนาวลีเข็นรถเข็นพาเจ้าสัวเรียวเข้ามา รังรอง ระริน รุ้งรายเข้ามาหาพ่อ

“ป๊า...” ระรินจะร้องไห้
อาม่าเข้ามาบอก
“พาอาเรียวไปไหว้เจ้าก่อนมา ๆ”
 
อาม่าเอาธูป 5 ดอกใส่มือของเจ้าสัวเรียว ราพณ์ช่วยจับมือพ่อ
“เจ้าที่เจ้าทางคุ้มครอง ขอให้อาเรียวกลับมาแข็งแรงไวๆ”
ทุกคนมองสภาพของเจ้าสัวเรียวรู้สึกหดหู่
 
ราพณ์พาเจ้าสัวเรียวมาตรงมุมที่พักฟื้นกลางวันเป็นห้องที่จัดขึ้นใหม่ที่ชั้นล่างเพื่อสะดวกในการดูแล ราพณ์พาเจ้าสัวเรียวลงนั่งที่เก้าอี้เป็นแบบเก้าอี้ยาวมีที่วางขา ทุกคนเข้ามาช่วยกันจัดที่จัดทาง รุ้งรายไปเปิดหน้าต่าง
“กลางวัน ป๊าลงมานั่งมุมนี้นะครับ จะได้ไม่อุดอู้ในห้อง แล้วก็สะดวกในการดูแล”
พยาบาลกับนักกายภาพเข้ามา
“ผมจ้างพยาบาลพิเศษและนักกายภาพมาช่วยทำกายภาพบำบัด ให้กับป๊า กลางคืนค่อยขึ้นไปพักบนห้องนะครับ”
รุ้งราย รังรอง ระรินเข้ากอดเจ้าสัวเรียวอย่างให้กำลังใจ
“รินจะเข้ามาช่วยดูแลป๊านะคะ”
“ป๊าไม่ต้องห่วงเรื่องที่ออฟฟิศนะคะ รุ้ง เจ้รอง เฮียราพณ์จะดูแลให้ดีที่สุดเลย”
“ป๊าต้องพักผ่อนมาก ๆ นะคะ จะได้หายไว ๆ” รังรองให้กำลังใจ
ราพณ์ขยับเข้ามาจับมือพ่อยิ้มอย่างให้ความมั่นใจ เจ้าสัวเรียวบีบมือลูกชายเบาๆ อย่างขอบใจ เจ้าสัวเรียวมองไปทางราม ราพณ์หันมองตามเห็นรามที่ยืนอยู่ด้านหลังสีหน้าไม่ได้ยี่หระ ราพณ์เรียก
“ราม”
“ทำไม...”
อาม่าเสียงเข้ม
“อาราม”
รามมองอาม่า เข้าไปเหมือนจะไม่เต็มใจแต่พอจับมือเจ้าสัวเรียวสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เจ้าสัวเรียวมองอย่างเข้าใจว่าตัวลูกชายปากไม่ตรงกับใจ เจ้าสัวเรียวมองด้วยสายตาอ่อนโยน ราพณ์ขยับออกมายืนข้างรสิกาที่ยืนมองอยู่ห่างๆโดยที่เขาไม่คิดจะฝืนใจ
“ย้ายเจ้าสัวกลับมาที่นี่แล้ว พวกคนร้ายมันคงไม่กล้าแล้วนะคะ” รสิกาพูดขึ้น
ราพณ์สายตากร้าวคิดหาทางป้องกัน
 
ค่ำนั้น รสิกาอยู่ในชุดนอนเดินออกมาจากห้องน้ำตรงไปนั่งแปรงผมที่กระจก ราพณ์เดินคุยมือถือเข้ามาในห้อง
“ฉันเห็นรูปที่แกส่งมาแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะให้คนเอาข้าวของส่วนตัวของคุณนทีส่งไปให้จะได้ตรวจพิสูจน์ว่าใช่ศพคุณนทีหรือเปล่า ขอบใจมากเพื่อน”
ราพณ์วางสายหันมาเห็นว่ารสิกามองอยู่
“พบคุณนทีแล้วเหรอคะ”
“มีศพถูกซัดมาติดชายฝั่ง เราต้องพิสูจน์ว่าใช่คุณนทีแน่หรือเปล่าเพราะสภาพศพ จากภาพที่ส่งมาผมไม่แน่ใจนัก”
“ขอฉันดูได้ไหมคะ”
“ผมว่าอย่าเลย...”
“เผื่อฉันจะช่วยได้”
ราพณ์เปิดภาพในโทรศัพท์ให้ดู รสิกาดูแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความตกใจ ราพณ์ดึงโทรศัพท์กลับมา
“สภาพศพไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ถึงต้องส่งพิสูจน์ ผมหวังว่าคนร้ายมันจะทิ้งร่องรอยให้เราตามตัวมันได้”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น รสิกาเดินไปเปิดประตู แหววเข้ามาหน้าตาตื่น
“คุณราพณ์คะ”
“มีอะไรเหรอ” ราพณ์ถาม
“คือ...เราไม่รู้ว่าท่านเจ้าสัวอยากเข้าห้องน้ำ ก็เลย...บนที่นอนน่ะค่ะ หม่อมกับแหววจะช่วยกันทำความสะอาด  แต่ต้องพาท่านเจ้าสัวไปทำความสะอาด หม่อมขอแรงให้คุณราพณ์ไปช่วยน่ะค่ะ”
ราพณ์รีบออกไป รสิกาตาม
 
ราพณ์เข้ามาในห้องนอนเจ้าสัวเรียว รัตนาวลีกำลังดึงผ้าห่มออกไปไว้ที่อื่น
“หม่อม...จะให้ผมช่วยอะไรบ้างครับ”
เจ้าสัวเรียวมองราพณ์ด้วยสายตาที่อายลูกชายโกรธตัวเอง ยิ่งเห็นแหววที่ตามมา สายตาเจ้าสัวเรียวยิ่งตื่นตระหนกไม่อยากให้คนอื่นเห็นสภาพตัวเอง รัตนาวลีหันไปบอกแหวว
“ขอบใจมากแหวว  ออกไปได้แล้ว”
“แหววยินดีช่วยนะคะ”
ราพณ์หันไปบอกอีกคน
“ออกไปเถอะครับ ผมกับหม่อมจะจัดการเอง”
แหววยอมออกไปยืนอยู่กับรสิกาด้านนอกไม่ก้าวเข้ามา
“คุณราพณ์ช่วยอุ้มเจ้าสัวทีนะคะ ฉันจะทำความสะอาด”
สายตาเจ้าสัวเรียวอาย พยายามส่งเสียงอือ...อา จะไม่ยอม ราพณ์มองพ่อ รู้ว่าไม่อยากให้ทำ
“ป๊าเลี้ยงผมตั้งแต่เล็ก ทำทุกอย่างให้ผมอย่างไม่เคยรังเกียจ เพราะว่าผมเป็นลูก วันนี้...ขอให้ลูกอย่างผมได้ดูแลป๊านะครับ”
เจ้าสัวเรียวน้ำตาร่วง ราพณ์ยิ้มอย่างยืนยัน
“ผมจะพาป๊าเข้าไปห้องน้ำนะครับ”
ราพณ์ขยับอุ้มพ่อ รสิกากับแหววยืนมองด้านนอก แหววมองอย่างเห็นใจ
“เคยแต่ดูแลทุกคนมาตลอด วันนี้แค่จะช่วยตัวเองยังทำไม่ได้ เจ้าสัวคงจะเสียใจมากนะคะคุณหญิง”
สายตารสิกามองไปที่รัตนาวลีที่ดึงเก็บผ้าปูที่นอนอย่างไม่นึกรังเกียจ เธอมองไม่อยากให้แม่ต้องทำอะไรแบบนี้
 
ในห้องที่จัดเป็นมุมพักฟื้นหลายวันต่อมา รสิกามองแม่ที่ดูแลเจ้าสัวเรียวอย่างเต็มที่ ทั้งป้อนอาหาร เช็ดตัว  แม้จะมีพยาบาลแต่รัตนาวลีเลือกที่จะดูแลเจ้าสัวเรียวด้วยตนเอง...รังรอง รุ้งราย ระรินมาช่วยอ่านหนังสือ นั่งคุยบ้าง...รัตนาวลีคอยช่วยนวดมือคลายเส้นตามมือ แขนขา ตลอด รสิกามองอยู่ห่าง ๆ ตัวเองก็รู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ทำอะไร...นักกายภาพช่วยทำกายภาพให้กับเจ้าสัวเรียว รัตนาวลีเข้าช่วยฝึกทำด้วย รสิกามองแม่ด้วยความเห็นใจ
 
รสิกาคุยกับแม่นมอย่างเครียดๆ
“นมจ๋า หม่อมแม่ทานข้าวบ้างหรือยังจ๊ะ”
“ยังเลยค่ะ ตั้งแต่เช้าวุ่นอยู่กับเจ้าสัว พอนักกายภาพมา หม่อมก็นั่งเฝ้าไม่วางตาเลยค่ะ”
แหววเก็บผ้าที่เลอะจากข้างบนลงมา ใช้นิ้วปิดจมูกกลั้นหายใจมาก กลิ่นจากของเสียที่เลอะผ้าโชยมา แม่นมหันไปถาม
“ผ้าจากห้องเจ้าสัวใช่ไหม”
“ค่ะ...ที่เลอะเมื่อคืนซักไปหนึ่งรอบแล้ว อันนี้ของเมื่อเช้าค่ะ แหววรีบเปลี่ยนแล้วก็เก็บลงมาซัก เมื่อคืนหม่อมคงเปลี่ยนผ้าหลายรอบมาก แหววเพิ่งรู้ว่าดูแลคนป่วย            งานหนักมากจริงๆ หม่อมคงเหนื่อยมากแต่ก็ไม่บ่นเลย”
รสิกาหน้าเสีย แม่นมเห็นสีหน้ารสิกาก็หันไปดุแหวว
“เอาผ้าไปซักได้แล้ว เจื้อยแจ้วอู้งานอยู่นั่นล่ะ”
“ไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่า”
แหววรีบเดินออกไปทางด้านหลังตรงมุมซักล้าง ไม่ห่างจากที่ยืนคุยนัก รสิการู้สึกเป็นห่วงแม่
“อ้ายเป็นห่วงหม่อมแม่ คงไม่ได้พักผ่อนเลย”
แม่นมก็พูดไม่ออก ทันใดนั้นเสียงกิมท้อโวยวายดังมา
“โอ้ย...มาอีกแล้ว ฉันไม่ซัก”

รสิกากับแม่นมเดินออกไปทางมุมซักล้างว่ามีอะไร

 
ตรงมุมซักล้างด้านนอก...รสิกากับแม่นมยังไม่ทันจะก้าวออกไปก็เห็นกิมท้อยืนท้าวเอวฉอด ๆ ใส่แหวว เง็กกำลังตากผ้าอยู่ถัดไป
 
“ทำไมฉันต้องมานั่งซักผ้าเลอะเหยี่ยวเลอะ...อี๋...สกปรก นังแหวว แกแกล้งฉันใช่ไหม”
“เป็นคนใช้เขา มีหน้าที่ทำงานก็ทำไป ของๆ เจ้านายอย่าเรื่องมาก นี่อีกตะกร้า”
กิมท้อเอาผ้าที่บิดหมาดแล้วหยิบมาทุ่มใส่กาละมังซักผ้า จนฟองในกาละมังกระเด็นใส่แหวว
“นังกิมท้อ อยากมีเรื่องใช่ไหม”
“เออ...อั๊วไม่ทำ มาทำเองสิวะ เรื่องสกปรกมันเหมาะกับลื้อมากกว่าอั๊ว”
กิมท้อพูดไปก็เอาผ้าที่ทุ่มในกาละมังเปียกผงซักฟอก ทุ่มใส่หน้าแหววที่โมโหมาก เอาตะกร้าผ้าเหม็นทุ่มใส่หัว กิมท้อกรีดร้องดิ้นด้วยความขยะแขยงเปิดศึกตบตีกันกระหน่ำ แหววจับหน้ากิมท้อขยี้กับผ้า
“ปากสกปรกต้องเจอแบบนี้”
เง็กพยายามจะเข้าไปห้าม แต่แหววกับกิมท้อไม่ฟังใครเลย ตบกันนัวมาก รสิกากับแม่นมเข้ามา แม่นมกำลังจะพูดแต่เสียงรสิกาดังขึ้นก่อน
“หยุดเดี๋ยวนี้”
แหววกับกิมท้อชะงักทั้งคู่ แหววจ๋อยๆ
“คุณหญิงคะ...”
“อ้ายเห็นทุกอย่างแล้วค่ะ” รสิกามองกิมท้อ “ตอนนี้สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือดูแลเจ้าสัวให้ดีที่สุด ถ้ายังอยากอยู่ที่นี่ก็ทำตามหน้าที่ของตัวเอง แต่ถ้าไม่ก็แจ้งคุณนมได้เลย พี่แหววกับอาเง็กช่วยเอาผ้าปูผืนใหม่ขึ้นไปเปลี่ยนที่ห้องเจ้าสัว  และทำความสะอาดให้เสร็จก่อนบ่ายนี้นะคะ”
แหววกับเง็กรับคำ
“ค่ะคุณหญิง”
“คุณนมช่วยจัดคนมาจัดการตรงส่วนนี้ ตามหน้าที่ ๆ เขาควรจะทำด้วยนะคะ”
รสิกาออกไป แม่นมหันมามองกิมท้อ
“เธอไม่ต้องทำก็ได้นะกิมท้อ”
กิมท้อตีปีกดีใจยิ้มเย้ยแหวว แม่นมพูดต่อ
“เจ้าสัวท่านจะได้ทราบว่าข้าวที่เลี้ยงดูมันไม่มียาง บริวารถึงไม่รู้คุณ    เจ้านายที่นี่ถึงไม่มีบุญพอจะได้รับความกตัญญูจากเธอเป็นการตอบแทน”
กิมท้อยืนอึ้งเหมือนโดนตีแสกหน้า
“ตอนนี้ทุกคนรู้ว่าเจ้าสัวท่านกำลังลำบาก ฉันถือว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณ และทำทุกอย่างที่คิดว่าตอบแทนท่านได้ แต่ถ้าเธอไม่คิดเหมือนฉันและคนอื่นๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเธออยากให้คำว่าเนรคุณ ติดตัวเธอไปชั่วชีวิต”
แหววแทรกขึ้น
“แหววซักให้ก็ได้ค่ะคุณนม แหววทำได้”
กิมท้อสวนทันที
“ไม่ต้อง”
แม่นมกับแหววมองหน้า กิมท้ออยากจะกรี๊ดแต่ทำได้แค่นั่งลงแล้วซักผ้าต่อไป แหววยิ้มพอใจ
“พี่เง็ก เราขึ้นไปเปลี่ยนผ้าปูกันเถอะจ๊ะ”
แหววกับเง็กออกไป แม่นมมองกิมท้อนิ่งๆ กิมท้อมองแล้วหลบตาตั้งหน้าขยี้ผ้าอย่างละอาย แม่นมยิ้มนิด ๆ อย่างพอใจที่กิมท้อยังมีความละอายอยู่บ้าง
 
รัตนาวลีหยิบขวดยามาเปิดแล้วป้อนให้เจ้าสัวเรียว
“ทานยานะคะ”
รสิกาเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารจานเดียว รัตนาวลีกำลังนวดแขนให้กับเจ้าสัวเรียว
“หม่อมแม่คะ ทานข้าวหน่อยเถอะค่ะ”
“แม่ต้องนวดพลิกตัวเจ้าสัวก่อนจ๊ะ จะได้ไม่มีอาการกดทับ”
รัตนาวลีพยายามจะจับเจ้าสัวให้นอนตะแคงแต่ไม่ค่อยไหว รสิกาเป็นห่วงแม่
“อ้ายช่วยนะคะหม่อมแม่”
รสิกาลืมตัวเข้ามาช่วยด้วยความอยากแบ่งเบาจากแม่ เธอจับที่ต้นแขนเจ้าสัวเรียวจะยกให้นอนตะแคง รสิกาสบตากับเจ้าสัวเรียว ทำให้รู้ตัวว่ากำลังจับตัวศัตรูอยู่ เธอรู้สึกสับสนจะรังเกียจก็ไม่ใช่เต็มใจก็ไม่เชิง ภาพท่านชายชัยประกาศบอกว่าเจ้าสัวเรียวคือศัตรูสลับกับภาพที่ปฐวีพูดที่บ้านพักทะเลว่าเจ้าสัวเรียวช่วยรสิกาจากประสิทธิ์ แว่บเข้ามา รสิการู้สึกสับสนมาก ๆ มือของเธอที่จับเจ้าสัวเรียวข้างซ้ายเผลอบีบต้นแขนเจ้าสัวเรียวแน่นด้วยความรู้สึกเครียด เจ้าสัวเรียวเหลือบมองรสิกา รัตนาวลีมองตามสายตาเห็นรสิกาที่บีบแขนเจ้าสัวเรียวก็ตกใจ
“อ้าย...อ้าย”
“คะ”
“อ้ายจับแน่นไปแล้วจ๊ะ”
รสิกามองมือตัวเองที่บีบเจ้าสัวก็ตกใจรีบปล่อยมือ
“อ้าย...เอ่อ...ขอตัวก่อนนะคะ”
รสิกาเดินเลี่ยงออกไป รัตนาวลีเข้ามาดูตรงแขนเจ้าสัวเรียว
“เจ็บมากไหมคะเจ้าสัว”
เจ้าสัวเรียวมองตอบพยายามบอกว่าไม่เป็นอะไร รัตนาวลีมองตามรสิกาไปด้วยความเป็นห่วงอาการของลูกสาว
 
รสิกาเดินมาในสวยด้วยความสับสน เสียงของท่านชายชัยประกาศยังดังก้องในหัวว่าเจ้าสัวเรียวคือศัตรู รสิกาพยายามสะบัดไล่ความรู้สึกสับสนออกไป เธอหลับตายืนนิ่งเครียด ขณะเดียวกันนั้นมือของราพณ์เข้ามาปิดที่ช่วงตาของเธอ รสิกาตกใจจะลืมตา ราพณ์กระซิบเบาๆ
“ผมเองครับ”
“คุณราพณ์”
“พักสายตานะครับ จะได้สบายขึ้น”
ราพณ์ยังปิดตารสิกาอยู่แล้วดันเบา ๆ ให้เธอพิงตัวเองไว้ รสิกาปล่อยตัวเองให้พิงกับอกเขาด้วยความรู้สึกวางใจและสบายใจขึ้น เธอวางมือบนมืออีกข้างของเขาที่โอบเอวอยู่
“ถ้าเจ้าสัว...ไม่ใช่คนที่ทำร้ายท่านพ่อ ทุกอย่างคงดีกว่านี้...”
ราพณ์รู้สึกว่าสัมผัสได้ถึงน้ำตาของรสิกา เขามองอย่างเข้าใจว่ารสิการักตนเองมากพอ ๆ กับที่รักท่านชายถึงได้ลำบากใจแบบนี้
“ผมรักคุณ...”
“สักวันนะคะ...ฉันจะเป็นภรรยาที่รักคุณได้อย่างไม่มีข้อแม้”
“ขอแค่คุณยอมให้ผมรอ...นานแค่ไหน...ผมก็รอได้”
รสิกายิ่งน้ำตาร่วง เจ็บปวดสับสนเหลือเกิน ราพณ์ได้แต่ซบหน้าลงกับผมของเธอด้วยความรัก สงสาร และพร้อมจะอดทนรอ
 
ค่ำนั้น สิริโสภาเดินกลับมาที่หน้าที่พัก พลางคุยมือถือไปด้วย
“สิกลับมาถึงคอนโดแล้วคะคุณราม สิดีใจนะคะที่คุณห่วง บายค่ะ”
สิริโสภากดวางสายยิ้มร้าย เธอเงยหน้าขึ้นมาตกใจที่เห็นมานพยืนอยู่
“คุณนพ ทำไม...”
“คุณคิดว่าจะหลบผมได้ตลอดไปอย่างนั้นเหรอ”
“ฉันรอคุณอยู่นานเลยล่ะ ยังแปลกใจว่าทำไมถึงมาช้านัก คนอย่างราพณ์ไม่น่าจะใจเย็นได้นาน”
มานพจ้องหน้า
“คุณสิ...ถ้าคุณคิดจะทำร้ายคุณหญิงล่ะก็...ราพณ์จะไม่มีวันอภัยให้คุณ”
“มันไม่สำคัญกับฉันอีกแล้ว ถึงจะดีขนาดไหนมันก็ไม่มีค่าในสายตาราพณ์อยู่ดี แล้วจะดีไปเพื่ออะไร”

“คุณยอมลงทุนประกบคุณหญิง”

 
มานพยกรูปถ่ายภาพที่สิริโสภาเดินกับรสิกาเข้าออกออฟฟิศให้ดู
 
“ทิ้งชีวิตตัวเองเพื่อการแก้แค้น สิ้นคิด”
สิริโสภาแววตากร้าว
“ของรักของฉัน ถ้าฉันไม่ได้มันมา ฉันก็จะขยี้มันให้แหลกด้วยมือของฉันเอง”
“คุณสิ ผมเตือนคุณอยู่นะ”
“ถ้าฉันไม่ทำตามแล้วจะทำไม คุณจะฆ่าฉันหรือไง”
“งานที่ออฟฟิศนั่น ราพณ์จะบีบให้คุณออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ราพณ์เห็นแก่ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีกับคุณ ราพณ์ยินดีสนับสนุนคุณให้มีชีวิตใหม่ที่ดี แต่ถ้าคุณคิดร้าย มันคงไม่เป็นผลดีกับใครแน่ แม้แต่ตัวคุณเอง”
สิริโสภาหน้าเชิดว่าไม่กลัว
“ราพณ์จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องภรรยาและครอบครัวที่เขารัก ไปจากคุณหญิงซะ คุณไม่มีวันทำลายความรักของเขาสองคนได้”
มานพมองเตือนก่อนจะเดินออกไป สิริโสภามองตามกำมือแน่นด้วยความแค้น จะต้องทำลายให้ได้
 
ในร้านกาแฟมานพ...ราพณ์มองภาพที่มานพถ่ายรูปมาทั้งหมดอย่างไม่อยากเชื่อเลย
“ตอนนี้คุณสิทำตัวเหมือนระเบิดเวลา เขาดูเชื่อมั่นว่าจะทำให้แกกับคุณหญิงเลิกกันได้”
แก้วหวั่นๆ
“เขากำความลับเรื่องอดีตของคุณราพณ์กับเขาอยู่ แก้วกลัวแทนเลยค่ะ”
ราพณ์เครียด
“ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ปล่อยให้คุณหญิงจากไป”
มานพหนักใจ
“ที่ราพณ์มันทำให้กับคุณหญิงก็มากอยู่นะแก้ว ถ้ารักก็น่าจะฟังกัน”
“เพราะรักนี่ล่ะคะถึงไม่ฟัง ผู้หญิงเจ็บที่สุดคือเรื่องถูกโกหก โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง”
“แต่มันเป็นอดีตไปแล้วนะแก้ว” มานพแย้ง
“สำหรับผู้หญิงอดีต อนาคตคือปัจจุบันทั้งนั้น แล้วยิ่งเรื่องโกหกแล้วล่ะก็จำไม่มีวันลืมเลยค่ะ”
ราพณ์อึ้งเครียด มานพปรามเบาๆ
“แก้ว...”
“ถ้ารักกันมากพอก็อาจจะจำแต่อภัย ใช้ชีวิตคู่กันต่อไป กับตัดขาดจากชีวิต” แก้วมองมานพตาเขียว
มานพอ้อน
“แก้วจ๋า อภัยให้นพแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
“ถ้าทำซ้ำอีก แก้วจะเจี๋ยนเลยล่ะ”
“ไม่กล้าหรอกค้าบ”
ราพณ์ขำๆ
“เกลียมัวนะแก”
“เฮ้ย ที่แกมานั่งเครียดอยู่นี่ไม่ใช่เพราะกลัวเมียโกรธหรือไง”
ราพณ์ทำเหรอหราไม่ยอมรับ
 
วันใหม่...รัตนาวลีช่วยนักกายภาพดูแลเจ้าสัวเรียว แม่นมยกอาหารมาให้รัตนาวลี
“หม่อมคะ ทานข้าวสักหน่อยนะคะ”
“นมวางไว้ก่อนนะจ๊ะ”
แม่นมจะเรียกอีก แต่รัตนาวลีหันไปสนใจกับการทำกายภาพของเจ้าสัวเรียว แม่นมจำต้องวางอาหารไว้....อาหารถูกทิ้งไว้ไม่ได้รับความสนใจ รสิกากับแม่นมอยู่ด้านนอกมองรัตนาวลีอย่างเป็นห่วง
 
วันต่อมา...รัตนาวลีเดินออกมาจากห้องพักฟืนมีอาการหน้ามืด แม่นมกับรสิกาเข้ามาช่วยประคองไว้
“หน้ามืดใช่ไหมคะ เอาแต่ดูแลเจ้าสัว ข้าวก็ไม่ค่อยยอมทาน”
“อ้ายทราบนะคะว่าหม่อมแม่เป็นห่วงเจ้าสัว แต่หม่อมแม่ต้องห่วงสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ”
“แม่แค่มึนๆ นิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย ตอนที่แม่ดูแลท่านพ่อก็เป็นแบบนี้ล่ะจ้ะ”
“แต่นั่นเป็นท่านพ่อ หม่อมแม่จะเอามาเปรียบกับคนอย่างเจ้าสัวไม่ได้นะคะ”
รัตนาวลีชะงักมองรสิกา แม่นมตกใจไม่แพ้รัตนาวลี รสิกาหน้าเสียที่หลุดปากแต่ก็สบตายอมรับว่าตัวเองยังยืนยันความคิดนั้นอยู่
“แม่คิดว่าอ้ายจะเข้าใจเจ้าสัวแล้ว  แม่คิดว่าลูกจะลืม...”
“อ้ายเสียท่านพ่อไปทั้งคน อ้ายลืมไม่ได้หรอกค่ะ...”
รสิกาเดินหนีไป
“อ้าย”
“เดี๋ยวนมไปคุยกับคุณหญิงเองนะคะ”
แม่นมเดินออกไป รัตนาวลีมองตามอย่างลังเล
 
รสิกาเดินหนีออกมาในสวน เสียงของท่านชายชัยประกาศยังดังก้องในหัวว่าเจ้าสัวเรียวคือศัตรู รสิกาพยายามสะบัดหัวไล่เสียงของพ่อแต่ดูเหมือนมันจะยิ่งดัง แม่นมตามเข้ามา
“คุณหญิงคะ”
รสิกาหันมาเหมือนคนจนตรอกเข้ากอดแม่นม
“นมจ๋า อ้ายควรจะเชื่อใครคะ เชื่อท่านพ่อ หรือว่าเชื่อคุณราพณ์ เจ้าสัวเป็นศัตรูหรือเป็นมิตรกันแน่ อ้าย...”
แม่นมขยับรสิกาให้ห่างออก
“ท่านเจ้าสัวเป็นคนที่ช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดของท่านชายชัยประกาศ และเป็นคนที่ส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับคุณหญิงตลอดมาค่ะ”
รสิกาอึ้ง
“ไม่จริง นมพยายามจะให้อ้ายมองเจ้าสัวในแง่ดีใช่ไหมคะ ถึงได้ยกย่องศัตรูของท่านพ่อ”
“นมเลี้ยงคุณหญิงมาตั้งแต่เล็ก นมเคยโกหกคุณหญิงสักครั้งไหมคะ”
“ไม่ค่ะ...แต่”
“นมจะเล่าทุกเรื่องตามที่นมเห็นและได้ยิน ให้คุณหญิงพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางพร้อมที่จะฟังความจริงจากนมไหมคะ คนดีของนม”
รสิกาตัดสินใจ
“ค่ะ”
แม่นมตัดสินใจเล่าให้รสิกาฟัง
 
ในห้องรับแขก...ปฐวีเลื่อนแฟ้มเอกสารให้ ประสิทธิ์รับมาเปิดดู
“โครงการหมู่บ้านของเราดำเนินการสร้างเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ส่วนยอดจองก็เหลืออีกไม่เท่าไหร่เราก็จะปิดโครงการได้ ผมจะเร่งโหมโฆษณาเพื่อปิดการขายให้เร็วที่สุด เงินจากการขายโครงการบวกกับแปดสิบล้านที่พ่อได้มาจากอ้าย เราน่าจะมีเงินพอที่จะ...ใช้หนี้”
ประสิทธิ์หน้าตึง นิ่ง
“ยกเลิกสัญญาเรื่องวังประกาศเกียรติเถอะครับ อ้ายไม่มีวันยอมขายแน่ คืนเงินมิสเตอร์หยางไปนะครับพ่อ”
“มันไม่ง่ายอย่างที่แกคิด”
ประสิทธิ์เดินหนี ปฐวีลุกตาม
“พ่อครับ”
สุรีย์ส่องเดินสวนเข้ามาหันมองตามว่ามีเรื่องอะไรกัน เธอหันกลับมาเห็นมือถือของปฐวีที่วางอยู่กับเอกสารบนโต๊ะสั่น ไฟหน้าจอสว่างเป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมไว้ สุรีย์ส่องมองที่หน้าจอมีสายเรียกเข้าเธอมองรอจนสายดับไป ครู่เดียว  โทรศัพท์ก็สั่นอีกครั้ง ไฟหน้าจอสว่าง สายเรียกเข้ามาเบอร์เดิม สุรีย์ส่องหันมองยังเห็นปฐวียังคุยกับประสิทธิ์ โทรศัพท์สั่นขึ้นอีก สุรีย์ส่องรำคาญหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือวิสาสะกดรับยังไม่ทันพูด เสียงรุ้งรายดังมา
“คุณวีคะ รุ้งมาถึงที่ร้านแล้วนะคะ”
สุรีย์ส่องชะงักที่ได้ยินเสียงรุ้งราย 
“คุณวีออกกมาหรือยังคะ คุณวี...ฮัลโหลได้ยินไหมคะ”
สุรีย์ส่องวางโทรศัพท์เห็นว่ารุ้งรายวางสายไปแล้ว เธอมองไปทางปฐวีกับประสิทธิ์ที่กำลังถกเถียงกัน
“ถึงขั้นขู่จะฆ่ากันขนาดนี้ ผมยอมไม่ได้หรอกครับ ผมอยากช่วยพ่อ ถ้าพ่อยอม”
“ยอมอะไร”
“ยอมให้ผมรับรู้และช่วยแก้ปัญหา”
“พ่อรู้จักแกดี แกไม่ควรมายุ่งกับเรื่องนี้ ดูแลประสิทธิ์เรียลเอสเตทให้ดีที่สุด นี่เป็นคำสั่ง”
ประสิทธิ์เดินออกไป ปฐวีอึ้งเครียดเดินกลับมาหยิบเอกสารที่โต๊ะเจอสุรีย์ส่อง
“พี่วีจะไปไหนเหรอ”
“ธุระ”

ปฐวีเดินออกไป สุรีย์ส่องมองตามต้องรู้ให้ได้  

 
รสิกาอึ้งกับสิ่งที่แม่นมเล่า
 
“เจ้าสัวน่ะเหรอคะช่วยธุรกิจของท่านพ่อ ช่วยดูแลทุกคนในประกาศเกียรติ”
ทันใดนั้นเสียงรัตนาวลีดังเข้ามา
“มันเป็นความจริง”
รสิกาหันมามองรัตนาวลีที่เข้ามา
“แม่เคยบอกอ้ายแล้วว่าที่แม่แต่งงานกับเจ้าสัว เพื่อตอบแทนบุญคุณ”
รสิกาไม่อยากจะเชื่อ
“หม่อมแม่กำลังเข้าข้างคนอื่น ถ้ามันเป็นความจริงท่านพ่อจะต้องบอกอ้าย”
“แม่มีบางอย่างอยากให้อ้ายเห็น แล้วอ้ายจะรู้ว่าทั้งหมดที่แม่พูดคือความจริง”

รัตนาวลีพา รสิกากับแม่นมมาที่ห้องนอนเจ้าสัวเรียว บิลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนของรสิกาวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
“ค่าใช้จ่ายในการรักษาท่านพ่อเกือบสิบล้าน ค่าเล่าเรียนของอ้าย ค่าใช้จ่ายในวังประกาศเกียรติ เงินจำนวนมากขนาดนี้ อ้ายคิดว่าแม่ที่ไม่ได้มีงานทำจะเอาเงินมาจากที่ไหน”
“สมบัติของท่านปู่ท่านย่าไงคะ” รสิกาเถียง
“สมบัติพวกนั้น ท่านพ่อนำออกขายเพื่อไปลงทุนกับนายประสิทธิ์ มันหมดไปก่อนที่ท่านพ่อจะล้มป่วยซะด้วยซ้ำ”
รสิกาอึ้งๆ
“แล้วทำไม...”
“ท่านพ่อของลูกไม่เคยรู้เรื่องนี้ เพราะแม่ไม่เคยบอกท่าน ลูกคิดว่าท่านพ่อของลูกที่รักเกียรติของตนยิ่งกว่าสิ่งใด ราชสีห์ที่ยิ่งใหญ่จะยอมรับความช่วยเหลือจากหนูที่ต้อยต่ำกว่าอย่างนั้นเหรอ”
รสิกาอึ้งไปเพราะรู้ว่าไม่มีทาง
“แต่เรื่องเจ้าสัวเรียวกับหม่อมแม่”
“ความสัมพันธ์ของแม่กับเจ้าสัวคือเพื่อนแท้ เพื่อนที่พร้อมจะช่วยเหลือดูแลกันและกันยามทุกข์และพร้อมจะยืนมองด้วยความยินดีเมื่ออีกฝ่ายมีความสุข แต่เพราะนายประสิทธิ์ทำให้ท่านพ่อเข้าใจแม่ผิด”
รัตนาวลีจับมือรสิกามองตาอย่างยืนยัน
“อ้าย...แม่ไม่เคยนอกใจท่านพ่อของลูกแม้แต่ครั้งเดียว...ที่แม่แต่งงานกับเจ้าสัว เพราะเจ้าสัวป่วยหนัก แม่อยากจะตอบแทนบุญคุณเจ้าสัวจึงยอมแต่งงานเพื่อจะได้ดูแลเจ้าสัวได้โดยไม่มีคำครหาให้ต้องเสื่อมเสียถึงตัวอ้าย”
รสิการู้สึกหน้าชาด้วยความเสียใจ กับความเข้าใจผิดทั้งหมดที่ผ่านมา
“เจ้าสัวยอมเป็นคนเลวในสายตาของอ้าย แม่อยากจะอธิบายให้อ้ายฟัง แต่เจ้าสัวขอร้องไว้เพราะไม่อยากให้อ้ายรู้สึกผิดหวังในตัวท่านพ่อถ้ารู้ความจริง...แต่มาถึงวันนี้ แม่ไม่อยากให้อ้ายเป็นคนอกตัญญูเพราะความไม่รู้อีกต่อไป”
แม่นมเสริม
“ไม่มีใครบังคับให้คุณหญิงเชื่อได้หรอกนะคะ”
“อ้ายลองคิดดูสิว่า เราผ่านช่วงที่เลวร้ายแบบนั้นมาได้เพราะอะไร”
รสิกามองหน้าแม่นม มองรัตนาวลี มองเอกสารด้วยความสับสน

รสิกายืนอยู่ในสวนมองคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว ภาพเหตุการณ์ร้าย ๆ ต่างๆ ที่ผ่านมา ตอนโดนยิง เจ้าสัวเรียวกับราพณ์ปกป้อง...ภาพที่ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องมาทวงหนี้ เจ้าสัวเรียวกับราพณ์ช่วยไถ่วังคืนแว่บเข้ามา รสิกามองคฤหาสน์เจ้าสัวเรียวอย่างสับสน แม่นมเข้ามาจับมือรสิกา
“คุณหญิงยังเด็กนักตอนที่เกิดเรื่องระหว่างท่านชายกับเจ้าสัว คำบอกเล่าว่าเจ้าสัวเป็นคนไม่ดี ที่คุณหญิงเคยได้ยินมามันก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นความจริง”
รสิกายิ่งสับสน
“แล้วอ้ายจะแน่ใจได้ยังไงคะว่าเจ้าสัวเป็นคนดีจริงอย่างที่ทุกคนบอก”
แม่นมยิ้ม
“ก็ตัดสินด้วยการกระทำในปัจจุบันดีไหมคะ”
รสิกาเข้าใจแต่ยังแอบลังเล
“อ้าย...”
“เจ้าสัวไม่เคยทำร้ายประกาศเกียรติ ให้เกียรติหม่อมและคุณหญิงมาตลอด ปกป้องคุณหญิงจากพวกที่คิดจะทำลายคุณหญิง พอไหมคะที่จะทำให้คุณหญิงมั่นใจใน ความดีของเจ้าสัว”
รสิกาคิดตามคำพูดของแม่นม เธอหันมากอดแม่นม
“อ้ายควรต้องทำสิ่งที่ถูกต้องสักที ขอบคุณนะคะนม”
รสิกาเดินเข้าไปในบ้าน พร้อมกับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต

ในหน้าห้องพักฟื้น...เจ้าสัวเรียวนั่งบนเก้าอี้ยาวเหม่อมองออกไปนอกห้อง สายตาเครียด ๆ ราพณ์ลงมาจากด้านบน รัตนาวลีมาจากอีกด้านเห็นรสิกากำลังเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นของเจ้าสัวเรียว ราพณ์กับรัตนาวลีรีบเข้าไปที่หน้าห้องชะงักมองท่าทีของเธอ รสิกาเดินเข้ามาในห้อง เจ้าสัวเรียวมองรสิกาด้วยความแปลกใจ รสิกาก้าวเดินเข้าไปหาหยุดยืนตรงหน้าเจ้าสัวเรียวแล้วคุกเข่าลงพื้น เจ้าสัวเรียวแปลกใจ ทุกคนที่ยืนหน้าห้องอึ้งๆ
“ที่ผ่านมา อ้ายโง่เองที่ไม่เคยคิดหาความจริงเรื่องหม่อมแม่กับเจ้าสัว โง่แล้วยังอวดฉลาด ทำเรื่องเลวร้ายกับคนที่คอยช่วยเหลืออ้ายกับครอบครัว”
แม่นมขยับเข้ามายืนข้างรัตนาวลี รามที่เดินเข้ามาในบ้านชะงักที่เห็นราพณ์ รัตนาวลี แม่นมยืนอยู่หน้าห้อง รามขยับเข้าไปยืนด้านหลังทั้งคู่มองเข้าไปในห้อง
“อ้ายละอายนักที่ทำตัวเป็นคนอกตัญญู” รสิกาพนมมือ “อ้ายอยากจะขอโทษเจ้าสัว ขอโทษแทนท่านพ่อที่เข้าใจเจ้าสัวผิดมาตลอด อ้ายรู้ดีว่าความผิดของอ้ายไม่ควรได้รับการให้อภัย แต่อ้ายอยากจะขอโทษและขอบคุณที่เจ้าสัวช่วยเหลือท่านพ่อ หม่อมแม่ และอ้ายมาตลอด ขอให้เจ้าสัวโปรดรับการขอโทษจากเด็กโง่คนนี้ด้วยนะคะ”
รสิกากราบลงที่เท้าของเจ้าสัวเรียว ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างอึ้งตะลึงกับภาพที่เห็น รสิกาเงยหน้าขึ้นมา เจ้าสัวน้ำตาร่วงกับการกระทำของรสิกา สายตาของเขารู้สึกดีใจที่รสิกาเข้าใจในตัวเขาด้วยความเต็มใจ โดยไม่เจ็บปวดกับความจริง ราพณ์เดินเข้ามาข้างเจ้าสัวเรียว
“ป๊าอภัยให้ลูกสะใภ้คนนี้อยู่แล้วล่ะครับ เพราะคุณหญิงเป็นภรรยาของลูกชายคนโปรดของป๊า จริงไหมครับป๊า”
เจ้าสัวพยายามจะยิ้ม ราพณ์ประคองรสิกาให้ลุกขึ้นวางมือเธอลงบนมือของเจ้าสัวเรียว
“ป๊าบอกลูกสะใภ้หน่อยสิครับว่าป๊ายกโทษให้เขาแล้ว”
มือของเจ้าสัวเรียวพยายามจะบีบมือของรสิกาเพื่อเป็นการยืนยัน รัตนาวลีกับแม่นมยืนมองด้วยความปลื้มปิติ รสิกาน้ำตาร่วง
“ขอบคุณค่ะเจ้าสัว ขอบคุณ”
“คุณกำลังทำไม่ถูกนะครับคุณหญิง” ราพณ์ขัดขึ้น
ทุกคนชะงัก รสิกาหันมองราพณ์

“คุณต้องเรียกว่าป๊าครับ ไม่ใช่เจ้าสัว ถ้าเรียกไม่ถูกไม่ต้องยกโทษให้นะครับป๊า”

สามี ตอนที่ 10 (ต่อ)

ราพณ์และทุกคนมองรสิกาลุ้น ๆ รสิกาเขิน ๆ แต่ก็ยอมเรียก
 
“ขอบคุณนะคะ...ป๊า”
ทุกคนยิ้มอย่างยินดีแม้แต่เจ้าสัวเรียวสีหน้าก็ดูสดชื่นขึ้นในทันที รามก้าวเข้ามาปรบมือดึงความสนใจจากทุกคน ทุกคนชะงักหันมองราม
“เป็นฉากที่น่าประทับใจมากเลยครับ ยินดีด้วยที่อาซ้อคืนดีกับป๊า”
ทุกคนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แล้วราพณ์ก็ทำลายความเงียบ
“ครอบครัวมีความสุขมันเป็นเรื่องดี เฮียกับป๊าก็อยากให้แกมีความสุขเหมือนกัน”
“ผมจะมีความสุข ถ้าเฮียยอมให้ม๊าลินดาของผมย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่”
ทุกคนอึ้ง ราพณ์ถอนใจที่รามไม่เคยลดราวาศอกให้เลย
“มันเป็นไปไม่ได้”
“เฮียพูดเองว่าอยากให้ผมมีความสุข”
“เฮียจะไม่นึกถึงแค่ความสุขของคนหนึ่งแต่ทำให้ทั้งบ้านเป็นทุกข์”
รามมองไม่พอใจจะเถียง ราพณ์ปราม
“เราจะไม่พูดเรื่องนี้อีก” ราพณ์เปลี่ยนเรื่อง “หม่อมครับ เย็นนี้ผมจะเรียกทุกคนกลับมาทานข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว” ราพณ์หันไปหาเจ้าสัวเรียว “นะครับป๊า” ราพณ์มองราม “แกอยู่ทานข้าวเย็นด้วยนะราม”
รามเสียงกร้าว
“ครอบครัวของผมต้องมีม๊าลินดาอยู่ด้วยเท่านั้น”
รามเดินออกไปอย่างไม่แคร์ ราพณ์มองตามอย่างหนักใจหันกลับมาเห็นเจ้าสัวเรียวมองอยู่ ราพณ์จับมือพ่อ เจ้าสัวเรียวบีบมือลูกชายเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

รุ้งรายนั่งอยู่ในร้านกาแฟสีหน้าเครียด ๆ ปฐวียืนอยู่ที่เคาน์เตอร์รับแก้วกรีนทีปั่น กับกาแฟหนึ่งแก้วแล้วเดินตรงมานั่งข้างรุ้งราย
“กรีนทีเพิ่มน้ำเชื่อมครับ”
“ฉันไม่ทานหวานขนาดนั้น”
“คุณเครียดมาหลายวันแล้ว ทานหวาน ๆ บ้างจะได้สดชื่นขึ้นนะครับ”
“ฉันขอโทษนะ ช่วงนี้มันมีเรื่องมากมาย ฉันตั้งรับไม่ทัน”
“ถ้ารับไม่ไหวจริงๆ อกผมพร้อมให้ซบนะ รับรองว่าแน่นแล้วก็อุ่นมาก”
รุ้งรายหลุดยิ้ม
“ขอบคุณนะคะ”
ปฐวียิ้ม
“เจ้าสัวกลับบ้านแล้วเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ต้องปรับตัวกันครั้งมโหฬารเพื่อดูแลป๊าน่ะค่ะ” รุ้งรายนึกได้ “เฮียราพณ์บอกว่าเจอศพที่คาดว่าจะเป็นคุณนที กำลังส่งตรวจพิสูจน์อยู่ค่ะ”
“ผมกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมพ่อเรื่องมิสเตอร์หยาง ผมไม่อยากให้ทุกอย่างมันสายเกินไป”
“ฉันเชื่อว่าคุณต้องเปลี่ยนใจพวกเขาได้ค่ะ”
สุรีย์ส่องนั่งอยู่ด้านหลังทั้งสองคน ใช้มือถือถ่ายคลิปเก็บภาพปฐวีกับรุ้งรายไว้ สุรีย์ส่องมองอย่างไม่พอใจ

รัตนาวลีใช้ผ้าหมาด ๆ ช่วยเช็ดหน้าเช็ดคอให้เจ้าสัวเรียว
“วันนี้อากาศร้อน เช็ดสักหน่อยจะได้สดชื่นนะคะ”
รสิกาถือถาดยากับแก้วน้ำเข้ามาลงวาง
“ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ”
รสิกาลงนั่งข้างเจ้าสัวเรียวแล้วจัดการเปิดขวดยา เอายาออกมาใส่ถ้วยเล็ก ๆ รัตนาวลีจะรับยามา
“อ้ายช่วยนะคะหม่อมแม่”

รสิกาช่วยป้อนยาให้เจ้าสัวเรียว
“ต่อไปนี้ อ้ายจะช่วยหม่อมแม่ดูแลป๊านะคะ อ้ายอยากชดเชยที่เคยทำไม่ดีไว้กับป๊า”
รัตนาวลียิ้ม
“ได้สิจ๊ะ”
รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียว เห็นสายตายิ้มดูมีความสุขของเจ้าสัวเรียว ทันใดนั้นเสียงรังรองดังขึ้น
“ป๊าคะ...”
รังรองเดินเข้ามาลงนั่งข้างๆจับมือพ่อไว้
“สวัสดีค่ะ หม่อม”
รัตนาวลียิ้มทักทาย
“คุณรองคุยกับเจ้าสัวไปก่อนนะคะ ฉันขอตัวไปเตรียมอาหารให้เจ้าสัวก่อน”
“อ้ายไปช่วยนะคะ”
รัตนาวลีจะออกไป ตามไปด้วยรสิกา สวนกับชาญชัย ชนพ ฤดีที่เดินเข้ามา สีหน้าทั้งสามคนมองรัตนาวลีกับรสิกาไม่ได้ดูเป็นมิตรนัก
“สวัสดีครับหม่อม” ชาญชัยทักแต่ไม่ได้ยกมือไหว้ “วันนี้ผมพาคุณพ่อกับคุณแม่มาเยี่ยมป๊าครับ”
รัตนาวลีมองชนพกับฤดีพอจะรู้คร่าว ๆ ว่าเป็นพวกเกาะลูกชายกิน
“สวัสดีค่ะ”
ชนพยิ้มแย้ม
“สวัสดีครับ”
ฤดีพูดขึ้น
“ดีใจนะคะที่ได้พบหม่อมวลี กับคุณหญิงรสิกา ได้ยินชาญชัยเล่ามานาน”
รสิกาไหว้
“สวัสดีค่ะ”
ฤดีมองเหยียด
“คุ้มดีนะคะ แต่งเข้ามาทั้งแม่ทั้งลูก ลูกไม้หล่นใต้ต้นใช่ไหมคะ”
รัตนาวลีกับรสิกาชะงักมองฤดีอย่างไม่พอใจ
“เป็นธรรมดาค่ะ...แม่ลูกคู่ไหนก็คงเหมือนกัน ฉันเคยสงสัยว่าคุณชาญชัยทำไมถึงเป็นคนมีปัญหาเรื่องมารยาท แต่ตอนนี้ฉันไม่สงสัยแล้วค่ะ ว่าทำไม”
ฤดีตาลุกจะตอบโต้ แต่ชนพดึงไว้
“ขอโทษด้วยนะครับหม่อม”
รัตนาวลียิ้ม
“ตามสบายนะคะ”
รัตนาวลีกับรสิกาออกไป ฤดีโมโห
“คุณห้ามฉันทำไม”
“เรามาเยี่ยมเพื่อไม่ให้มีพิรุธ อย่าสร้างปัญหา เงียบปากไว้”
ฤดีขัดใจแต่ก็ยอมเงียบ ชาญชัย ชนพ ฤดีตรงเข้าไปยืนด้านหลังรังรอง เจ้าสัวเรียวเห็นชาญชัยที่ยืนค้ำหัวรังรองมองมาด้วยสายตามุ่งร้าย เจ้าสัวเรียวพยายามจะบีบมือของรังรอง เธอเห็นสายตาพ่อที่ดูกังวล
“ป๊าเป็นอะไรคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
เจ้าสัวเรียวพยายามจะพูด สายตามองรังรองอย่างห่วงใย พลางมองไปทางชาญชัยกับครอบครัว

“ป๊าอยากบอกอะไรรองเหรอคะ”
 




ชาญชัยเห็นท่าไม่ดี
“รอง...เอาเครื่องดื่มเย็น ๆ มาให้พ่อกับแม่ผมหน่อยนะ”
“แต่ว่าป๊าเขา...”
ชาญชัยจับมือรังรองดึงออกจากเจ้าสัวเรียว แล้วเอามือตัวเองจับแทน
“เดี๋ยวผมดูป๊าให้เอง รองไปจัดการให้ผมทีนะ”
ชนพรีบบอก
“รองพาพ่อกับแม่ไปทานน้ำที พ่อเพลียๆ”
รังรองลำบากใจแต่โดนบีบให้ไป ต้องหันมาหาเจ้าสัวเรียว
“เดี๋ยวรองมานะคะป๊า”
รังรองเดินออกไป ชนพกับฤดีตามไป ชาญชัยมองหน้าเจ้าสัวเรียว
“แกนี่มันตายยากเหลือเกินนะ ทนเป็นง่อยหาทางเอาผิดฉัน มันไม่ง่ายหรอก”
เจ้าสัวเรียวโกรธมากแต่รู้ว่ากำลังโดนยั่วโมโหก็ผ่อนสายตาลง มองชาญชัยด้วยความรู้สึกสมเพช
“อยู่นานๆ หน่อยก็ดี อยู่ให้ถึงวันที่แกต้องเห็นบริษัทแกล่มสลายด้วยน้ำมือฉัน ลูก ๆแกจะต้องหมดตัว ทุกอย่างจะต้องเป็นของฉัน”
ชาญชัยมองเจ้าสัวเรียวที่ดูนิ่งไม่เกร็งเหมือนทุกครั้ง
“แกไม่เชื่อเหรอ”
สายตาเจ้าสัวเรียวยังนิ่ง
“แกคิดว่าฉันจะทำไม่ได้ใช่ไหม”
ชาญชัยโกรธเข้ากระชากคอเสื้อเจ้าสัวเรียวกระแทกด้วยความโมโห
“แกว่าฉันไม่มีปัญญาใช่ไหม พวกแกทุกคนดูถูกฉัน”
มือชาญชัยที่กำคอเสื้อแน่นขึ้นทุกทีตามความโกรธของเขา ทันใดนั้นเสียงรสิกาดังขึ้น
“คุณชาญชัยคะ”
ชาญชัยรีบปล่อยมือจากคอเสื้อเจ้าสัวขยับห่างออกมาเนียน ๆ หันมาหารสิกา
“ครับ”
“คุณรองเชิญไปที่ห้องนั่งเล่นค่ะ มันถึงเวลาป๊านอนพักแล้ว”
“ครับ...”
ชาญชัยเดินออกไป รสิกาเข้ามานั่งข้างเจ้าสัวเรียว เห็นมือเจ้าสัวเรียวข้างที่ใช้งานได้มีอาการเกร็ง เธอมองหน้าเจ้าสัวเรียว เห็นสายตาเขามองตามชาญชัยด้วยความโกรธมาก
“มีอะไรหรือเปล่าคะป๊า”
รสิกาจับมือ เจ้าสัวเรียวยังมองตามชาญชัย รสิกามองตามไปเริ่มสงสัยว่าต้องมีอะไร
 
รามเดินเข้ามาในบ้านด้วยอาการเซ็ง แล้วต้องชะงักที่เห็นสิริโสภาอยู่กับลินดา รามแปลกใจ
“คุณสิ”
“สิมาเยี่ยมม๊าน่ะค่ะ”
“เมื่อคืนไม่เห็นคุณบอกผมเลยว่าจะมา”
ลินดาแทรกขึ้น
“เมื่อเช้าม๊าปวดหัวก็เลยโทรหาหนูสิน่ะลูก หนูสิก็น่ารักนะ พอม๊าโทรปุ๊บก็รีบมาหาม๊าเลย นี่ดูแลม๊ามาตั้งแต่เช้าแล้วเนี่ย ขอบใจนะจ๊ะหนูสิ”
“คุณลินดาเป็นแม่ของคุณราม ก็เหมือนแม่ของสิเหมือนกันค่ะ”
“รามเจอผู้หญิงดีๆ แบบนี้ ม๊าก็สบายใจ ฝากรามให้หนูสิดูแลด้วยนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
รามมองสิริโสภาด้วยสายตาปลื้มมาก ไม่สงสัยอะไร
“แล้วรามมาหาม๊ามีอะไรหรือเปล่า”
“เบื่อน่ะม๊า บ้านโน้นกำลังปลาบปลื้มที่อาซ้อยอมคืนดีกับป๊าแล้ว”
“คุณหญิงน่ะเหรอ ไหนว่าเป็นศัตรูกันไง”
“ไม่ใช่แล้วม๊า ผมเห็นคุณหญิงก้มลงกราบเท้าป๊ากับตา บีบน้ำตาขอให้ป๊าอภัยให้ เฮียราพณ์ดูมีความสุขมาก  เย็นนี้คงจะฉลองครอบครัวสุขสันต์กันน่าดู เฮียราพณ์นี่ทั้งรักทั้งหลงคุณหญิงจริงๆ”
สิริโสภาสะเทือนใจ
“คุณหญิงเป็นคนมีวาสนานะ จู่ๆ ก็ได้เป็นสะใภ้ใหญ่ เขี่ยพวกที่มาก่อนตกกระป๋องกันเป็นแถว นี่ถ้าคุณหญิงท้องเมื่อไหร่ คงเป็นครอบครัวสุขสันต์สมบูรณ์แบบจริงๆใคร ๆ ก็อยากยืนเป็นสะใภ้ของลิ้มวัฒนาถาวรกุลทั้งนั้น จริงไหมหนูสิ” ลินดาเติมเชื้อไฟ
สิริโสภาได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น รามปลอบ
“สิไม่ต้องกลัวนะครับ คุณจะต้องได้เป็นสะใภ้ของลิ้มวัฒนาถาวรกุลแน่ ผมสัญญา”
“ขอบคุณค่ะ”
ลินดามองสิริโสภาที่ริษยารสิกาเต็มที ลินดายิ้มพอใจว่าได้เวลาแล้ว
 
ในห้องรับแขก...ประสิทธิ์ดูภาพของรุ้งรายกับปฐวีในโทรศัพท์ของสุรีย์ส่อง
“เจ้าวี...”
“พี่วีต้องเป็นบ้าแล้วแน่ๆ ถึงไปติดกับนังรุ้งรายได้ สุไม่ยอมให้พี่วีได้กับนังรุ้งนะพ่อ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เอาเรื่องสำคัญก่อน”
ชาญชัยกำลังจะเดินเข้ามาชะงักที่ได้ยิน
“นังรุ้งมันบอกว่าเจอศพไอ้นทีแล้ว กำลังส่งพิสูจน์อยู่”
ชาญชัยตะลึงรีบเดินเข้ามา
“ไหนคุณบอกว่ากำจัดศพมันไปแล้วไง ทำไมมันถึงโผล่มาอีก”
“ผมเก็บทุกอย่างที่เป็นร่องรอยของคุณบนศพมันแล้ว อย่าร้อนใจไปเลย มันจับคุณไม่ได้หรอก”
“ก็จริง เพราะคนที่พวกมันจะจับคือคุณต่างหาก เพราะคนที่มันสงสัยคือคุณไม่ใช่ผม”
ประสิทธิ์ยิ้มเยาะชาญชัย
“ก็จริง ไม่มีใครคิดว่าคุณจะทำตัวเป็นงูเห่า”
“ตอนนี้พวกมันดูแลไอ้เรียวอย่างดี ผมคิดว่าอาการมันจะดีขึ้นไอ้ราพณ์มันระมัดระวังตัวมาก ไม่ควรให้พวกมันแตกตื่นแบบคราวที่แล้ว”
“เราต้องเก็บมันอย่างเงียบที่สุด”
ทันใดนั้นเสียงลินดาดังขึ้น
“และงานนี้มันต้องมีแพะ”
ชาญชัยตะลึงที่เห็นลินดา

“คุณลินดา”

 
ชาญชัยหันมองประสิทธิ์ว่านี่มันอะไรกัน
 
"คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ร่วมมือกันมันก็มีแต่ได้กับได้”
ชาญชัยมองลินดาอย่างลังเลแต่ไม่มีทางเลือก
“คุณหมายความว่ายังไงเรื่อง แพะ”
“คุณสุน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี มันเป็นโอกาสแก้แค้นของคุณ”
สุรีย์ส่องเข้าใจทันที
“พ่อคะ ครั้งนี้เราจะยิงปืนนัดเดียวได้นกทุกตัวที่เราอยากได้”
ลินดายิ้มพอใจ ประสิทธิ์กับชาญชัยมองว่าสุรีย์ส่องมีแผนอะไร สุรีย์ส่องยิ้มมั่นใจมาก
 
ค่ำนั้น รสิกาเปิดประตูเข้ามาในห้องชะงักที่เห็นว่าบนเตียงนอนมีดอกไม้วางตกแต่งไว้เต็มหัวเตียงเก๋ๆ เธอเดินเข้าไปมองด้วยความแปลกใจ ราพณ์เข้ามากอดเอวจากด้านหลัง รสิกาตกใจ
“อุ๊ย”
“ชอบไหมครับ”
“เนื่องในโอกาสอะไรคะ”
“ผมดีใจ”
รสิกาหันมอง ราพณ์ยิ้มมีความสุขมาก
“ดีใจ ที่ฉันเข้าใจป๊าน่ะเหรอคะ”
“ใช่...แต่ที่ดีใจที่สุด ก็คือคุณจะมีความสุขอยู่ในบ้านของเราได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ผมรู้ว่าที่ผ่านมาคุณลำบากใจ ไอ้สภาวะจะสุขก็ไม่กล้า มีแต่ทุกข์ที่รู้สึกผิดกับท่านพ่อของคุณมันทรมาน ผมไม่อยากให้คุณอยู่ในอารมณ์แบบนั้น ทุกครั้งที่มองคุณ ผมอยากเห็นรอยยิ้มของคุณ เพราะมันทำให้ผมมีความสุขมาก”
รสิกายิ้มพอใจกับความเอาใจใส่ของราพณ์
“แค่ยิ้มคงไม่พอมั้งคะ”
ราพณ์มองว่าหมายความว่ายังไง รสิกาตัดสินใจหอมแก้มเขาด้วยความเต็มใจ ราพณ์ปลื้ม
“แบบนี้ดีกว่ามากจริงๆ ครับ”
ราพณ์กับรสิกาต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ราพณ์กอดรด้วยความรัก รสิกากอดตอบ แสดงออกว่ารักด้วยความเต็มใจ
 
วันใหม่...รัตนาวลีกำลังช่วยนวดมือเจ้าสัวเรียว ราพณ์กับรสิกาถือถาดยาเข้ามา ตามมาด้วยรังรอง รุ้งรายที่ประคองอาม่าเดินมา ระรินถือกีต้าร์เข้ามา
“ทานยาครับป๊า”
“ทำไมวันนี้คึกคักจังเลยคะ” รัตนาวลีถามอย่างแปลกใจ
ระรินยิ้มแย้ม
“วันนี้เราจะเปิดคอนเสิร์ตให้ป๊าฟังค่ะ รินฝึกมาเป็นอาทิตย์เลยนะคะ”
“แต่ไม่รู้จะฟังเป็นเพลงหรือเปล่านะคะ” รุ้งรายแซว
ระรินค้อน
“เจ้รุ้ง รินมีฝีมือนะ”
รังรองขำๆ
“วันนี้ป๊าจะได้ฟังไหมเนี่ยริน”
ราพณ์หันมาบอก
“รีบเล่นก่อนที่ป๊าจะเปลี่ยนใจดีไหม”
ระรินตั้งท่าจะเล่น ทันใดนั้นเสียงลินดาดังขึ้น
“ครอบครัวสุขสันต์เหรอเนี่ย”
ทุกคนชะงัก ลินดาก้าวเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้นควรจะพร้อมหน้าพร้อมตาทุกคนนะ”
รังรองจ้องหน้า
“คุณมาทำไม”
“เป็นภรรยาก็ต้องมาเยี่ยมสามีสิจ๊ะ” ลินดาเข้าไปหาเจ้าสัวเรียว “เจ้าสัวเป็นยังไงบ้างคะ ลินดาเป็นห่วงอยากจะไปเยี่ยม แต่ก็โดนกีดกัน”
“หมอไม่ต้องการให้ป๊าเครียด กรุณาอย่าเริ่ม” ราพณ์ปราม
“ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง แต่ฉันมีเรื่องที่น่ายินดีจะมาบอกทุกคน เจ้าสัวคะ ตอนนี้รามมีภรรยาแล้วนะคะ”
ทุกคนอึ้ง ลินดาเรียก
“ราม พาเข้ามาสิจ๊ะ”
รามก้าวเข้ามาพร้อมกับสิริโสภาที่เดินเคียงข้างเข้ามา ลินดาเข้าไปยืนประกบ ราพณ์ รสิกา ระรินตะลึง ส่วนคนอื่นๆ อึ้ง ลินดายิ้มสะใจ
“เจ้าสัวคะ หนูคนนี้คือ สิริโสภา ภรรยาของรามค่ะ”
สิริโสภาไหว้
“สวัสดีค่ะ เจ้าสัว สวัสดีค่ะ หม่อมวลี สวัสดีค่ะทุก ๆคน”
ลินดาเจื้อยแจ้วต่อ
“รามรักหนูสิมาก ฉันคิดว่าภรรยาก็ควรอยู่กับสามีก็เลยพาสะใภ้มาไหว้อย่างเป็นทางการ ฉันอยากให้สิริโสภาย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่กับราม”
ราพณ์โพล่งอย่างลืมตัว
“ไม่ได้”
ทุกคนชะงักมองราพณ์ รามเถียงทันที
“ทีเฮียยังพาคุณหญิงเข้าบ้าน สิเป็นเมียผม ผมจะให้สิเข้ามาอยู่ที่นี่”
“แต่กรณีของแก ยังไม่ได้แต่งงาน มันไม่เหมาะ คุณสิจะเสียหาย ถ้าคนนอกรู้เรื่องนี้”
สิริโสภายิ้มเย็นนิ่งมาก
“สิเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ สิเคยสูญเสียครั้งสำคัญที่สุดของชีวิตไปแล้ว” สิริโสภามองรสิกา “ครั้งนี้สิไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะค่ะ”
รสิการู้สึกผิด
“คุณราพณ์คะ อนุญาตให้คุณสิกับคุณรามได้ดูแลกันอย่างที่เขาต้องการนะคะ”
“คุณหญิง...” ราพณ์จะแย้ง
รสิกาขอร้อง
“อ้ายขอร้องนะคะ”
ราพณ์ลำบากใจ มองทั้งรามทั้งรสิกา ยิ่งเห็นสายตาเจ้าสัวเรียวที่มองมาอย่างรอคอย ราพณ์จำใจ
“ผมอนุญาต”
ระรินโพล่งขึ้น
“รินไม่ยอมนะเฮีย”
ราพณ์ปราม
“ระริน”
รุ้งรายกับรังรองจับระรินไว้มั่น รังรองตัดบท
“ไว้ค่อยคุยกันนอกรอบ”
สิริโสภายิ้มสะใจ ยกมือไหว้
“ขอบคุณในความกรุณาของคุณราพณ์นะคะ สิขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“ไปไหว้ป๊านะครับสิ”
รามจับมือสิริโสภาไปกราบสวัสดีเจ้าสัวเรียว รัตนวลีหันมองรสิกาถามเบาๆ
“สิริโสภา”
“คนที่อ้ายขับรถชนเขาไงคะ”
“อ๋อ...ไม่น่าเชื่อนะว่าจะมาลงเอยกับคุณรามได้”

ราพณ์เห็นรอยยิ้มของสิริโสภาที่ดูจะสะใจ ราพณ์อึ้งว่าเธอจะมาไม้ไหน

 
พาสิริโสภาเข้าไปในห้องนอนของเขาในคฤหาสน์ กิมท้อช่วยยกกระเป๋าเข้ามาวางแต่ยังยืนรี ๆ รอ ๆ ไม่ยอมออกไป
สิริโสภาเดินไปเปิดหน้าต่างมองออกไปด้านนอก ยิ้มอย่างพอใจ รามเข้ามากอดจากด้านหลัง
 
“ต่อไปนี้คุณคือสะใภ้คนหนึ่งของลิ้มวัฒนาถาวรกุล”
รามจับมือซ้ายสิริโสภาขึ้นมาจูบเบาๆ อย่างให้คำมั่นสัญญา
“ผมจะแนะนำกับทุกคนว่าคุณคือเมียของผม...ต่อไปนี้คุณไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”
สิริโสภาแม้จะเห็นว่ารามเป็นเครื่องมือ แต่ก็อดรู้สึกประทับใจกับการกระทำของเขาไม่ได้
“ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะทำเพื่อฉันขนาดนี้”
รามยิ้ม จับสิริโสภาหันมามองตา
“ก็ผมบอกแล้วว่าผมต่างจากคนอื่น ผมจะไม่ทอดทิ้งคุณ”
สิริโสภาเห็นความจริงใจในสายตาของราม รู้สึกประทับใจเพราะรามคือคนแรกที่เห็นค่าของเธอมากขนาดนี้ ลินดาก้าวเข้ามา
“ชอบห้องนี้ไหมหนูสิ”
รามกับสิริโสภาหันไปมอง
“กิมท้อ...รับใช้หนูสิ ลูกสะใภ้ฉันให้ดี เข้าใจไหม”
“ค่ะคุณลินดา”
ลินดามองให้กิมท้อออกไป กิมท้อรีบออกไปทันที
“เดี๋ยวเราออกไปฉลองกันนะครับม๊า ผมล้างหน้าแป๊บเดียวนะครับ” รามรีบเข้าไปในห้องน้ำ
ลินดาหันมาหาสิริโสภา
“ยินดีด้วยนะที่ได้เป็นสะใภ้ตระกูลลิ้มสมใจ..ถึงจะไม่ใช่สะใภ้ใหญ่ก็ตาม”
“ต้องขอบคุณที่คุณให้โอกาส”
“หวังว่าเธอคงจะไม่หลงกับตำแหน่งสะใภ้ จนลืมว่าเธอเข้ามาที่นี่เพื่อทำลายพวกมัน”
“ฉันจะทำให้พวกเขาได้รู้ว่าตกนรกทั้งเป็นน่ะมันเป็นยังไง”
สิริโสภาสายตากร้าว ลินดามองอย่างพอใจที่จะทำให้บ้านนี้ลุกเป็นไฟได้

ระรินโวยอย่างหัวเสียใส่ราพณ์ รุ้งราย และรังรองขณะที่อยู่ด้วยกันในห้องหนังสือ
“เฮียรามมันชักจะมากไปแล้วนะ พาเมียเข้าบ้าน มัดมือชกกันแบบนี้รินไม่ยอม”
“ริน” รังรองปราม
“ยิ่งเป็นผู้หญิงคนนี้รินยอมไม่ได้”
“รินรู้จักสิริโสภาด้วยเหรอ” รุ้งรายถาม
“ก็ผู้หญิงคนนี้ทำบัญชีอยู่ที่ออฟฟิศที่รินทำงาน รินเคยเห็นเขาเอากรอบ รูปคุณหญิงมาขว้างลงพื้นต่อหน้าต่อตา แต่พอรินบอกคุณหญิง ยัยคนนี้ก็ร้องไห้แก้ตัวไปเรื่อง คุณหญิงไม่เชื่อรินแถมแก้ตัวแทนยัยสินี่อีก ดูจะสงสารมากเพราะขับรถชนเขาจนแท้งน่ะค่ะ แต่รินไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนี้เลย”
ราพณ์ฟังก็ยิ่งเครียด
“แต่เจ้ดูคุณสิเขาก็ดูจะเงียบๆ ไม่มีพิษสงนะ” รุ้งรายออกความเห็น
“เจ้รุ้ง รินไม่ได้โกหกนะ”
“พอแล้วริน...ตอนนี้เฮียอนุญาตให้เขาเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว สมาชิกใหม่ที่เรายังไม่รู้จักดีพอ เราไม่ควรประมาท ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลคุณหญิงด้วย มีอะไรจะได้ป้องกันได้ทัน” ราพณ์บอกเครียดๆ
“แค่ผู้หญิงคนเดียวระแวงมากไปหรือเปล่าเฮีย” รุ้งรายถาม
“เจ้ว่าเจ้ารามยังดูจะน่ากลัวซะกว่า” รังรองบอก
ราพณ์หันไปบอกระริน
“รินอยู่ออฟฟิศก็คอยจับตามองไว้”
“ค่ะเฮีย”ระรินพูดกับพี่ๆ “เห็นไหม เฮียราพณ์ยังเชื่อริน”
ระรินพอใจที่ราพณ์เห็นด้วย รุ้งรายกับรังรองมองราพณ์อย่างสงสัย

รสิกานั่งทาครีมอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ราพณ์ออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน
“คุณรามดูเป็นคนไม่น่าจะจริงจังกับใครง่าย ๆ แต่กลับยอมพาคุณสิเข้าบ้าน คุณรามคงจะรักคุณสิมากนะคะ” รสิกาชวนคุย
ราพณ์มองรสิกาอยากจะหยั่งความรู้สึก
“คุณหญิงว่าคุณสิเขาเป็นยังไงครับ...ผมหมายถึง เขาไว้ใจได้ไหม”
“เท่าที่เห็นอ้ายว่าเขาเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยพูด แต่ชีวิตเขาน่าสงสารมากนะคะ เขาเจอกับผู้ชายไม่ดีแต่เพราะว่ารักมาก เขาถึงยอมเป็นเมียเก็บ ถ้าเขาไม่โดนอ้ายขับรถชนจนเขาแท้งลูก ทำให้สามีเขาใช้เป็นข้ออ้างทิ้งเขาไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ชีวิตเขาคงจะได้มีความสุขกับผู้ชายที่เขารัก อ้ายทำลายชีวิตเขา”
“ไม่จริงนะครับ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ”
รสิกาแปลกใจที่เห็นราพณ์ดูร้อนรน ราพณ์เห็นสายตาของรสิกาก็รู้สึกตัวว่ามากเกินไป
“ผมไม่อยากให้คุณหญิงโทษตัวเองแบบนั้น ทำไมคุณหญิงไม่ลองคิดอีกมุมล่ะครับ ที่เขาเลิกกันอาจจะเป็นเพราะ...เขาไม่ได้รักกันตั้งแต่แรกก็ได้”
“หรือเขาอาจจะหมดรัก...รักคนที่เขาไม่รักเราอีกแล้ว มันคงเป็นเรื่องทรมานมาก อ้ายเชื่อว่าคุณสิยังตัดใจจากสามีเขาไม่ได้ ถ้าอ้ายเป็นเขา อ้ายคงเจ็บปวด”
ราพณ์เข้ากอดปลอบโยนรสิกา
“ผมจะรักและดูแลคุณหญิงตลอดไป แต่คุณต้องสัญญาว่าคุณจะอยู่ข้างผมตลอดไป”
รสิกามองแล้วตัดสินใจพูด
“ฉันจะไม่ไปไหน นอกจากคุณจะหมดรักฉันแล้ว”
ราพณ์หนักแน่น
“ไม่มีวันนั้นแน่นอน เชื่อผมนะ”
รสิกายิ้มกอดราพณ์ด้วยความภูมิใจ
“อ้ายดีใจนะคะที่ได้พบคุณ คุณทำให้อ้ายรู้สึกภูมิใจที่มีคุณยืนอยู่เคียงข้าง”รสิกาจับมือของราพณ์ขึ้นมาแนบหน้า “อ้ายรักคุณนะคะ”
ราพณ์มองรอยยิ้มของรสิกายิ่งเห็นความน่ารัก ความภูมิใจ ราพณ์ยิ่งรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียไป
“คุณหญิงครับ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้คุณรู้ว่าทุกอย่างที่ผมทำลงไปเพราะผมรักคุณมากจนยอมเสียคุณไปไม่ได้ถ้าผมทำผิดไป อภัยให้ผมนะครับ”

รสิกามองรู้สึกสงสัยแต่ไม่ถามปล่อยให้ราพณ์กอด ราพณ์คิดว่าจะต้องคุยกับสิริโสภาให้รู้เรื่อง

สามี ตอนที่ 10 (ต่อ)

ราพณ์จูงมือรสิกาออกมาจากห้องนอน บอกอย่างเอาใจ

“วันหยุดแท้ๆ แต่เราไม่ได้ไปไหนเลย ผมขอโทษนะครับ ผมอยากให้เวลากับป๊า”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จะให้ฉันมีความสุขทั้งที่ครอบครัวเป็นทุกข์ฉันก็ทำ ไม่ได้”
ราพณ์ยิ้มปลื้ม รสิกาไม่เข้าใจ
“คุณยิ้มอะไรคะ”
“ผมดีใจที่คุณหญิงยอมรับว่าป๊าคือครอบครัว”
“หม่อมแม่บอกฉันว่าไม่ใช่แค่เราที่แต่งงานกัน แต่มันคือการแต่งงานของ สองครอบครัวที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ป๊าของคุณ ก็เป็นป๊าของฉันเหมือนกัน”
ราพณ์อดใจไม่ไหวหอมรสิกา โดยที่รสิกาไม่ได้ตั้งตัว
“คุณราพณ์”
ราพณ์เห็นสายตาดุ ๆ ของรสิกา
“งั้นผมขอ....”ราพณ์จับมือรสิกา “แค่นี้ได้ไหมครับ”
รสิกายิ้มโอเค ราพณ์จูงมือรสิกาเดินลงไปข้างล่าง
สิริโสภาที่ซุ่มดูอยู่ มองรสิกาอย่างเกลียดชัง

ราพณ์ กับสมาชิกในบ้าน นั่งทานข้าวเช้า แม่นมกับแหววคอยยืนดูแลความเรียบร้อยอยู่
“เช้านี้พร้อมหน้าพร้อมตากัน ดูอบอุ่นดีจริงๆ”
รามทักทายด้วยน้ำเสียงกวนๆ จูงมือสิริโสภาพาเข้ามา
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
“มา ๆ เจี๊ยะปึ่ง” อาม่าเรียก
“พี่แหววตักข้าวให้คุณรามกับคุณสิด้วยค่ะ” รสิกาสั่ง
แหววจัดการตักข้าวต้มให้กับรามและสิริโสภา
“หลับสบายดีไหมคะคุณสิ” รสิกาชวนคุย
สิริโสภาสบตากับราพณ์
สิริโสภายิ้มแต่สายตาไม่ได้ยิ้มด้วย
“ค่ะ...”
อาม่าตักกับข้าวให้ราม
“ทานเยอะ ๆ นะอาราม หนำเลี๊ยบหมูสับของชอบของลื้อ อาม่าทำเองเลยนะ”
“ขอบคุณครับอาม่า อาม่าก็ทานเยอะ ๆ นะครับ” รามตักกับข้าวให้อาม่าด้วย รู้สึกดีที่อาม่าเอาใจใส่ตัวเอง
ลินดาเดินหน้าระรื่นเข้ามา
“อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกคน กับข้าวน่าทานมาก ขอร่วมโต๊ะด้วยนะคะ”
ลินดาไม่รอใครตอบทั้งนั้นลงนั่งเลย แล้วหันไปสั่งแหวว
“จัดมาให้ฉันที่นึงด้วย”
แหววสบตารสิกาที่พยักหน้าให้ทำตามนั้น แหววรีบจัดการตักข้าวต้มให้ลินดา
“ทานข้าวพร้อมหน้ากัน มีความสุขดีนะคะ”
ระรินจะเบะปากแต่เจอรุ้งรายที่นั่งมองอยู่หยิกเข้าให้
“โอ้ย”
ทุกคนชะงัก
“อาริน ลื้อเป็นอะไร” อาม่าสงสัย
ระรินรีบแก้ตัว
“มดกัดค่ะอาม่า กัดเจ็บมากด้วย” ระรินพูดกับรุ้งรายเบาๆ “มันเจ็บนะเจ้”
“บนโต๊ะอาหาร อย่าเริ่ม” รุ้งรายบุ้ยให้ระรินมองราพณ์
ราพณ์มองระรินอย่างปราม ๆ ระรินก้มหน้าก้มตาทานไป
“ทานกันแบบสงบสุขมันอร่อยดีใช่ไหมคะ คุณลินดา” รัตนาวลีถามเรียบๆ
ลินดาไม่รู้ไม่ชี้ทานไปเงียบๆ มองสิริโสภาให้เริ่มเล่นงาน สิริโสภานิ่งๆ รอจังหวะ
ราพณ์ตักหมูผัดขิงให้กับรสิกา
“หมูผัดขิงทานกับข้าวต้มอร่อยมากครับ”
สิริโสภานิ่งมองภาพราพณ์ตักอาหารให้กับรสิกาแล้วน้ำตาร่วง รามตกใจ
“สิ...ร้องไห้ทำไมครับ...”
ทุกคนหันมองเห็นสิริโสภาน้ำตาร่วงต่างชะงักกันไป
“ลื้อเป็นอะไร”
“ขอโทษค่ะ สิเห็นคุณราพณ์เอาใจคุณหญิงแล้วนึกถึงอดีตสามีของสิน่ะค่ะ”
ทุกคนอึ้ง ระรินมองสิริโสภาอย่างจับสังเกต
“นี่ลื้อเคยแต่งงานมาแล้วเหรอ” อาม่าถาม
รามออกรับแทน
“ครับ แต่สิเลิกกับสามีเก่ามานานแล้ว”
“สามีเขาไปเจอผู้หญิงใหม่ที่มีชาติตระกูลน่ะค่ะ ก็เลยทิ้งหนูสิ” ลินดาเสริมทันที
ราพณ์เครียด รสิกาแอบมองราพณ์อย่างจับสังเกต
“แย่มาก ผู้ชายสมัยนี้เห็นแก่ตัวจริงๆ” อาม่าส่ายหน้าอย่างนึกสงสาร
“แล้วทำไมคุณสิไม่เอาเรื่องล่ะค่ะ” รุ้งรายถาม
“สิรักเขามากค่ะ ก็เลยยอมทุกอย่าง แต่เขาก็ทรยศสิเพราะผู้หญิงคนนั้น”
“เลวจริงๆ ผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบนั้น คุณไม่น่ายอมนะคะ ผู้หญิงคนใหม่ก็เหมือนกัน รู้ว่าผู้ชายมีภรรยาแล้วยังจะแย่ง แย่ที่สุด” รุ้งรายเห็นใจสิริโสภามากๆ
“สิไม่ได้มีชื่อเสียง ไม่มีอะไรจะไปต่อสู้แย่งชิงกับเขาได้”
รสิกาสบตากับสิริโสภารู้สึกขนลุกไม่มีสาเหตุ ราพณ์เห็นสายตาของสิริโสภาที่ดูอาฆาต สาปแช่ง
“สิได้แต่รอค่ะ รอให้เวรกรรมตามสนองพวกเขาอย่างสาสม”
ราพณ์ตบโต๊ะปัง! ทุกคนสะดุ้งหันมองราพณ์
“พอซะที”
ราพณ์เห็นทุกสายตามองมารวมทั้งรสิกา
“เวลาทานข้าว พูดเรื่องดี ๆ ที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ดีไหมครับ เริ่มวันใหม่กับทัศนคติเลวร้าย ผมไม่ชอบ”
ทุกคนเงียบ ราพณ์ทานข้าวไม่สนใจใครบนโต๊ะอีก ท่าทีราพณ์ทำให้รสิการู้สึกสงสัย ราพณ์เห็นรอยยิ้มสิริโสภาสะใจก็โกรธมาก ลินดามองสบตากับสิริโสภาอย่างพอใจ

สิริโสภาเดินจากมุมทางโต๊ะอาหารจะขึ้นไปข้างบน ราพณ์ออกมาคว้าแขนสิริโสภาไปทางห้องทำงาน ลินดาที่แอบสังเกตมองอย่างพอใจ รีบเดินไปหารสิกาที่กำลังจะไปทางห้องพักฟื้น
“คุณหญิง คุณราพณ์ฝากบอกว่าให้ตามไปที่ห้องหนังสือค่ะ”
“คุณราพณ์ฝากคุณลินดามาบอกเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ แปลกใจอะไรเหรอคะ”
“เปล่าค่ะ ขอบคุณนะคะ”
รสิกาเดินแยกไป ลินดามองตามยิ้มอย่างพอใจ รามเดินออกมาหา
“ม๊าเห็นสิไหมครับ”
ลินดามองรามแล้วคิด ๆ ว่าจะบอกดีไหม
“ม๊า สิอยู่ไหนครับ”

ลินดาแอบลำบากใจ ไม่ได้ตั้งใจให้รามไปเกี่ยวกับแผนนี้ด้วย

 
ราพณ์กระชากสิริโสภาเข้ามาในห้องด้วยความโมโห
 
“คุณทำแบบนี้ทำไม”
“เพื่อให้ทุกคนรู้ไงคะ ว่าสิต้องเจ็บปวดเพราะการกระทำของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีมากแค่ไหน”
“หยุดนะ…ตลอดเวลาที่เราคบกัน คุณรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรามัน เป็นแบบไหน แล้วคุณก็เป็นคนยอมรับมันเอง”
สิริโสภาแค้น
“ไม่อยากจะเชื่อว่า สิจะได้ยินคุณพูดจาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้”
“ผมต่างหากที่ไม่อยากจะเชื่อ ว่าผู้หญิงที่ผมเคยคิดว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี น่าสงสารที่แท้ก็เป็นนักวางแผน คุณจับรามเพื่อเข้ามาที่นี่ ทั้งที่รามจริงใจกับคุณ คุณคิดจะทำร้ายคุณหญิง ทั้งที่คุณหญิงเห็นใจและเชื่อว่าคุณเป็นคนดี” ราพณ์มองสายตาผิดหวังมาก “ผมมองคุณผิดไปจริง ๆ”
“ฟังนะคะราพณ์ ผู้หญิงไม่ว่าจะจนเป็นเศษดินหรือสูงส่งเทียมฟ้าก็ต้องการแค่สามีดี ๆที่จะไม่ทรยศกัน และถ้าฉันเจ็บ ฉันจะไม่ยอมให้คนที่มันแย่งฉันมีความสุขหรอก จำไว้”
ราพณ์สุดจะทนเข้าเขย่าตัวสิริโสภา
“งั้นคุณก็จำไว้ว่าผมไม่ได้รักคุณ ผมรักคุณหญิงคนเดียว”
สองมือของราพณ์บีบต้นแขนของสิริโสภาด้วยความโกรธ ด้านหน้าประตู รสิกาเดินเข้ามาแล้วเปิดประตูเข้ามาในห้อง รสิกาชะงักที่เห็นภาพราพณ์กับสิริโสภา
รามกับลินดาตามเข้ามาด้านหลังรสิกา รามเห็นไม่พอใจเข้าไปในห้องทันที ตรงเข้าไปผลักอกราพณ์
“เฮียทำอะไรสิ”
ราพณ์ปล่อยมือจากสิริโสภาเดินถอยห่าง สายตาราพณ์มองที่รสิกาตลอด รามเข้ากระชากคอเสื้อพี่ชาย
“ผมถามว่าเฮียทำอะไร”
ราพณ์ดึงมือรามออก ความสุขุมกลับคืนมา
“เฮียมีเรื่องกับคุณสินิดหน่อย”
“คุยอะไรกันคะ สองต่อสอง ในห้องปิดมิดชิด ถึงบ้านนี้จะเป็นของคุณราพณ์ แต่หนูสิก็เป็นภรรยาของรามนะคะ ทำแบบนี้ถ้าคนอื่นรู้หนูสิจะเสียชื่อนะคะ แล้วหนูสิทำไมถึงมาอยู่ในห้องนี้กับคุณราพณ์ได้ล่ะ”
“คุณราพณ์พาสิมาที่นี่ค่ะ”
“ตายแล้ว นี่คุณหญิงคงไม่ทราบว่าธาตุแท้ของสามีของตัวเองเป็นยังไง”
“ทราบค่ะ”
ทุกคนชะงักหันมองรสิกา
“คุณราพณ์บอกกับฉันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ว่ามีเรื่องจะคุยกับคุณสิ”
ราพณ์มองรสิกาอึ้งกับการที่รสิกาช่วยปกป้องตัวเอง
“เรื่องอะไร ทำไมต้องคุยกับสิสองต่อสอง”
“คุณสิเป็นสมาชิกใหม่ที่พวกเรายังไม่คุ้นเคยกันมากพอ คุณราพณ์ต้องการแน่ใจว่าสมาชิกใหม่จะเป็นคนที่เราไว้ใจได้ ถ้าจะพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าคุณราม คุณราพณ์เกรงว่าคุณรามจะคิดว่าคุณราพณ์ไม่ต้อนรับคุณสิน่ะค่ะ”
รามดูสงบลงนิดๆ แต่ยังไม่ไว้ใจ ลินดายังไม่ยอมหยุด
“จริงเหรอหนูสิ” ลินดาส่งสายตาว่าให้เขี่ยให้แรงขึ้น
“เป็นอย่างที่คุณหญิงพูดหรือเปล่า” รามถาม
สิริโสภามองรสิกา เห็นรสิกาที่มองมาอย่างขอร้อง สิริโสภาเห็นว่าตั้งใจจะทำให้รสิกาโกรธ แต่รสิกากลับปกป้องราพณ์ และตอนนี้เป็นรามที่กำลังโมโห สิริโสภาตัดสินใจต้องตามน้ำว่าตามรสิกา
“ขอโทษนะคะคุณราพณ์ ที่สิเข้าใจคุณผิดคิดว่าคุณจะดูถูกสิ”
“ไม่เป็นไรครับ แค่ทุกคนเข้าใจผมก็พอใจแล้ว”
“ค่ะ”
“แน่ใจเหรอว่าเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าเฮียคิดจะลวนลามเมียผมนะ”
“ราม” ราพณ์เสียงแข็ง
“คุณราพณ์ไม่ทำแบบนั้นแน่ค่ะ ฉันเชื่อว่าคุณราพณ์ซื่อสัตย์ต่อฉันและจะไม่ทำร้ายคนรักของน้องชายตัวเองแน่ หรือว่าคุณรามไม่เชื่อในคำพูดของภรรยาของคุณล่ะคะ” รสิกาช่วยพูด
รามอึ้งไป
“ราม...ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม คุณหญิงคือภรรยาที่ฉันรักมาก..มาก...” ราพณ์มองสิริโสภาอย่างจงใจ “เกินกว่าที่ฉันจะยอมแลกด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ เข้าใจแล้วก็ถึงเวลาไปทำงานได้แล้ว”
ราพณ์เปิดประตูเป็นการบอกให้ออกไป รามจับมือสิริโสภาพาออกไป ลินดาตามออกไปด้วยสีหน้าเซ็งๆ
สิริโสภาแค้นที่รสิกาไม่หวั่นไหวง่ายๆ

ราพณ์จับมือกับรสิกาเดินออกมาจากตึก พอลงมาที่รถ ราพณ์ยื้อไว้ให้หยุดก่อน รสิกาหันกลับมารอให้ราพณ์พูด
“คุณจะไม่ถามอะไรผมเหรอ”
“ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น ถ้าคุณไม่เล่า ฉันก็จะไม่ถาม..”
“ผมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อคุณหญิงเลยครับ”
“ฉันเชื่อในความรักของคุณ...เชื่อ...ว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันเสียใจ”
“ขอบคุณนะครับ”
รสิกากับราพณ์ยิ้มให้กันด้วยความไว้ใจ ระรินออกมา
“รินมาแล้วค่ะคุณหญิง ขอโทษนะคะที่ออกมาช้า”
สิริโสภาตามออกมา
“คุณหญิงคะ สิขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ”
“ไม่สะดวกค่ะ” ระรินโต้ทันที
รสิกาปราม
“น้องรินคะ...ได้ค่ะคุณสิ”
“ขอบคุณนะคะ”
ระรินไม่พอใจนักแต่ขัดการตัดสินใจของรสิกาไม่ได้ สิริโสภาเดินผ่านราพณ์ จังหวะที่เดินผ่านสิริโสภาส่งยิ้มเชือดเฉือนให้กับราพณ์แล้วขึ้นนั่งด้านหลังรถรสิกา
รสิกาขับรถออกไป ราพณ์มองตามรู้สึกไม่สบายใจกับการที่สิริโสภาพยายามตามติดรสิกาตลอดเวลา

รสิกากับระริน เดินเข้ามาหน้าออฟฟิศ เสียงสกรรจ์ดังขึ้น
“คุณหญิงครับ”
รสิกากับระริน หันกลับไปมองสกรรจ์ที่อยู่ในเครื่องแบบ เขายิ้มให้อย่างดีใจที่ได้พบกัน
“คุณสกรรจ์ หายหน้าไปซะนานเลยนะคะ” รสิกาทักทาย
“ผมติดปฏิบัติการต่างประเทศน่ะครับ เพิ่งกลับมา”
“คุณหญิงรู้จักเขาด้วยเหรอคะ” ระรินแปลกใจ
“คุณสกรรจ์เป็นเพื่อนของพี่น่ะค่ะ”
“หายข้องใจแล้วนะครับ”
สิริโสภาตามหลังมา สกรรจ์เห็นสิริโสภา
“สวัสดีครับคุณสิ ผมเคยกลับไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลแต่ไม่พบคุณสิแล้ว”
“ฉันหายดีแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ระรินมองสกรรจ์ที่ทักทายสิริโสภา ระรินมองสกรรจ์อย่างสนใจว่าเป็นหนทางที่จะช่วยสืบเรื่องสิริโสภา
“วันนี้ผมไม่ได้มาเยี่ยมเฉย ๆ นะครับ ผมมาในฐานะลูกค้า”

รสิกามองแปลกใจ
 




 
รสิกา ชวนสกรรจ์เข้าไปในห้องทำงาน ระรินนั่งอยู่ด้วย
 
            “ออกแบบบ้านพักที่เขาใหญ่เหรอคะ” รสิกาถามอย่างสนใจมาก
            “ครับ คุณพ่อผมมีบ้านที่ซื้อทิ้งไว้นานมากแล้ว อากาศที่นั่นดีมาก ผมอยากจะตกแต่งบ้านพักใหม่ให้ครอบครัวน่ะครับ ไม่ทราบว่าคุณหญิงจะมีคิวว่างให้กับงานเล็กๆอย่างผมหรือเปล่า”
            “ได้สิคะ”  
            “คุณหญิงคะ อีกสิบนาทีคุณกอบกู้เชิญไปที่ห้องทำงานเรื่องพรีเซ้นต์งานโรงแรมกลางวันนี้ให้กับเฮียราพณ์ค่ะ” ระรินขัด
“เอ่อ...ถ้างั้น...”
“เดี๋ยวรินรับข้อมูลงานของคุณสกรรจ์ให้เองนะคะ”
สกรรจ์มองระรินอย่างไม่อยากเชื่อ
“น้องริน...”
“รินจะได้ฝึกรับงานกับลูกค้าด้วยไงคะ ลูกค้าคนแรกเป็นเพื่อนคุณหญิง รินว่าคงจะไม่ยากนัก”
สกรรจ์มองระรินรู้สึกว่าระรินมีอะไรมากกว่านั้น  
“ถ้าอย่างนั้น พี่ฝากน้องรินด้วยนะคะ น้องรินเป็นผู้ช่วยของฉันค่ะ คุณสกรรจ์ฝากเรื่องไว้กับน้องรินได้เลยนะคะ   แล้วฉันจะติดต่อกลับไปนะคะ”
รสิกาออกไปข้างนอก ระรินถามทันที 
“คุณไม่ทราบหรือไงว่าคุณหญิงแต่งงานแล้ว”
“ทราบครับ แต่ผมกับคุณหญิงคบกันในฐานะเพื่อนที่บริสุทธิ์ใจต่อกัน”
ระรินทำหน้าแบบไม่มีความเชื่อถือเลยสักนิด
            “เอาล่ะ ไม่ต้องเกริ่นให้ยืดยาว คุณมีเรื่องอยากคุยกับผมใช่ไหม”
ระรินเหวอที่สกรรจ์รู้ทัน
“คุณรู้ได้ยังไง”
สกรรจ์ยิ้มกวนประสาท
“คุณคงไม่รู้ตัวว่าเป็นคนชัดเจน เกลียด ชอบ ไม่ชอบ อยากรู้อยากเห็นก็แสดงออกเต็มที่ คุณน่ะทำท่าลุกลี้ลุกลนตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว” 
            สกรรจ์กอดอกรอแบบรอให้พูด ระรินยอมลงให้เพราะต้องพึ่งเขา
“คุณรู้ใช่ไหมว่าคุณหญิงกับสิริโสภาเขารู้จักกันได้ยังไง”
            “ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องนี้”
            “นี่คุณ  อย่าลีลาให้มันมากนัก” ระรินหงุดหงิดแต่ท่าทีสกรรจ์ไม่ยอมบอกง่ายๆ แน่ถ้าไม่ยอมพูดก่อน “ฉันรู้สึกว่าคุณสิไม่น่าไว้ใจ ไม่อยากให้อยู่ใกล้คุณหญิง”
สกรรจ์สนใจ
“ผมพร้อมจะตอบทุกคำถาม ถ้าคุณพร้อมจะเล่าทุกอย่างที่คุณสงสัยให้ผมฟัง”
ระรินมองสกรรจ์อย่างหงุดหงิดที่พูดไม่รู้เรื่อง แต่สกรรจ์ยิ้มยืนยันตามนั้น  ระรินมองอย่างตัดสินใจ
 
สิริโสภายืนอยู่ที่โต๊ะทำงานศิริพรดูเอกสาร  ได้ยินเสียงประตูเปิดจากห้องรสิกา สิริโสภายังไม่เงยหน้ามอง ระรินเดินนำสกรรจ์ออกมาจากห้อง
            “คิดว่าอาทิตย์หน้า ผมคงให้ข้อมูลที่คุณอยากทราบเพิ่มเติมได้ครับ”
            “ดีค่ะ ยิ่งรู้ละเอียด  เราจะได้อุดรูรั่วได้ดียิ่งขึ้น ส่วนที่มันยื่นเป็นติ่งสร้างปัญหาจะได้โดนตัดทิ้งไป”
สิริโสภารู้สึกเหมือนเสียงของระรินจะพุ่งตรงมาหาตัวเอง สิริโสภาเงยหน้าขึ้นสบตากับระริน เห็นระรินมองมาราวกับจะจับผิด และเห็นสายตาของสกรรจ์ที่มองมาอย่างพินิจ สิริโสภายิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร 
“ผมกลับก่อนนะครับ” สกรรจ์ยิ้มกับสิริโสภา
สิริโสภาแค่ยิ้มรับ สกรรจ์ออกไป แต่สิริโสภาเห็นระรินยังมองตนเองอยู่ ราพณ์ถือดอกกุหลาบช่อใหญ่เข้ามา ระรินเข้าไปรับอย่างดีใจ
สิริโสภามองราพณ์เขม็งรู้ว่าราพณ์จงใจประกาศให้รู้ว่าแคร์รสิกามากแค่ไหน ราพณ์หันมาสบตากับสิริโสภาสายตาของราพณ์กับสิริโสภาสบกันอย่างแข็งกร้าว
            “โอ้โฮ! เฮีย วันนี้ดอกไม้ช่อใหญ่มาก” ระรินแซว “เอามาให้รินแน่เลยใช่ไหมคะ”
ราพณ์ยิ้มไม่ตอบจะเดินเข้าห้องรสิกา
            “คุณหญิงรออยู่กับคุณกอบกู้ที่ห้องประชุมแล้วค่ะ”  
            “ขอบใจนะ”
ราพณ์เดินไปที่ห้องประชุม ระรินตามไป สิริโสภามองตามคิดแผนร้าย                        
 
ระรินนำราพณ์เข้ามาในห้อง กอบกู้กับรสิกากำลังรออยู่
“สวัสดีครับ คุณราพณ์ ขอโทษนะครับที่การพรีเซ้นต์ล่าช้าไปหน่อย”
“งานที่ดีย่อมต้องใช้เวลา ผมเข้าใจครับ”
“ขอเวลาห้านาทีนะคะ”  
ระรินรีบเข้ามาสำรวจโมเดล แมททีเรียล และภาพสามมิติในการพรีเซ้นต์ ราพณ์เอาดอกกุหลาบให้รสิกา
“คุณหญิงครับ”
รสิกายิ้ม แต่ก็มองกอบกู้อย่างเกรงใจ
“ตามสบายครับ” กอบกู้ยิ้มให้
ประตูห้องเปิด สิริโสภาถือถาดแก้วน้ำดื่มเข้ามา สิริโสภาชะงักที่เห็นรสิกาถือช่อดอกไม้อยู่ในมือยิ้มให้กับราพณ์สีหน้ามีความสุขมาก
ราพณ์มองสิริโสภารู้ว่าจงใจตามเข้ามา เขาไม่สนใจในการกระทำของเธอ
“พรีเซ้นต์เลยไหมครับ ถ้าเสร็จเร็ว ผมจะพาภรรยาไปทานมื้อเที่ยงน่ะครับ”
สิริโสภาจี๊ดมาก ปล่อยถาดแก้วน้ำกระแทกพื้น เคร้ง!
ทุกคนชะงักหันมอง สิริโสภารู้สึกตัว
“ขอโทษค่ะ สิทำถาดหลุดมือน่ะค่ะ”
            “เสิร์ฟน้ำมันหน้าที่ของแม่บ้าน ไม่ใช่พนักงานบัญชีอย่างคุณ” กอบกู้ปราม
            “คุณราพณ์เป็นลูกค้าคนสำคัญของเรา สิก็เลยอยากช่วยเทคแคร์เป็นพิเศษน่ะค่ะ”
สิริโสภามองราพณ์อย่างท้าทาย
            “ฉันกับคุณหญิงดูแลได้ดีอยู่แล้ว คนอื่นไม่จำเป็นต้องยุ่ง” ระรินพูดอย่างไม่เกรงใจ
            “ฉันไม่ใช่คนอื่น”
ทุกคนอึ้งกับท่าทีของสิริโสภา
            “ฉันเป็นน้องสะใภ้ของคุณราพณ์ คุณรินลืมไปแล้วเหรอคะ”
            “ฉันไม่อยากจำต่างหาก”
            “พอได้แล้ว”  กอบกู้พูดกับสิริโสภา “คุณเก็บเศษแก้วแล้วออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้”
สิริโสภายังยืนนิ่งจ้องราพณ์อย่างไม่เก็บอาการ
            “สิริโสภา!”
สิริโสภาก้มลงเก็บเศษแก้วแล้วเดินออกไป ราพณ์มองตามเครียดๆ รสิกาแอบมองสีหน้าราพณ์ เริ่มจับความรู้สึกได้บางอย่างระหว่างราพณ์กับสิริโสภา
 
ปฐวีกำลังจะออกไปข้างนอก เห็นประสิทธิ์และสุรีย์ส่องนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก ทั้งคู่หันมองเขาทันที
            “มีอะไรกันหรือเปล่าครับ”  
            “แกจะไปไหน”
            “ทำงานครับ”
            “หมู่นี้พี่วีดูหล่อขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีแฟนหรือเปล่า”
น้ำเสียงนั้นประชดเต็มที่ ปฐวีชะงัก
“พี่ยังหาผู้หญิงหลงทางมาไม่ได้เลย”
            “เจ้าวี แกก็อายุไม่น้อยแล้วนะ ถ้าคิดจะแต่งงานก็บอกพ่อนะ พ่อจะไปขอให้”
            “แต่ขอให้เป็นผู้หญิงดีๆ ที่พ่อกับสุเห็นด้วยนะคะ เพราะถ้าไม่ใช่...” สุรีย์ส่องสายตาวาววับเอาเรื่องมาก “คงจะอยู่ด้วยกันได้ยาก”
            ปฐวีเปลี่ยนเรื่อง
“ผมต้องไปเช็คที่ไซด์งาน ไปก่อนนะครับ”
ปฐวีเดินออกไปรู้สึกแปลก ๆ ไม่ค่อยสบายใจ
            “แกไม่ควรทำให้ไก่ตื่นนะยัยสุ”
            “สุก็แค่อยากเตือนให้พี่ชายของสุรู้ตัวว่าอะไรควรไม่ควร เท่านั้นล่ะค่ะพ่อ”
            “แล้วถ้ามันไม่ได้ผล”
            “สุจะทำให้นังรุ้งเกลียดพี่วีไปจนตาย”

ประสิทธิ์มองสุรีย์ส่องอย่างพอใจที่เธอร้ายได้ถูกใจเขา

 
ราพณ์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงาน รามนั่งรออย่างกวนประสาทอยู่แล้ว
 
“เฮียเรียกให้ผมมา”
“อีกไม่นาน เฮียจะเริ่มงานก่อสร้างโรงแรมหลังจากที่ทำเรื่องแบบทุกอย่างเรียบร้อย แกพร้อมจะเป็นผู้บริหารแล้วหรือยัง”
“ผมพร้อมนานแล้วกับแค่งานบริหาร เฮียไม่ต้องห่วงนะ ผมจะทำให้กิจการโรงแรมของเราทำกำไรสูงสุดให้ได้ภายในสองปี”
            “เฮียเชื่อว่าแกทำได้ แต่ที่แกต้องเข้าใจคือมันเป็นการบริหารที่มีเฮียเป็นคนตัดสินใจในทุกเรื่อง”
            รามไม่พอใจ
“นี่เฮียคิดจะใช้ผมเป็นหุ่นเชิดใช่ไหม ผมทำงานนี้เองได้ ไม่ต้องมีคนควบคุม”
            “เฮียไม่ได้คิดจะคุมแกตลอดไป แต่ในเรื่องธุรกิจ ปีกแกยังอ่อนนัก เฮียจะช่วยดูแลจนกว่าจะแน่ใจว่าปล่อยให้แกทำงานเองได้จริงๆ” 
“เฮียจะได้เห็นว่าผมเจ๋งกว่าที่เฮียคิด”
“งั้นก็ยิ่งดี แกมีภรรยาแล้วนะราม อีกหน่อยแกก็ต้องมีลูก มีหลักมีฐานของตัวเอง ถ้าแกทำงานนี้ได้จริง ๆ เฮียจะยกธุรกิจนี้ให้กับแก โดยไม่ต้องผ่านเฮียอีก”
            “นี่เฮียพูดจริงเหรอ”
“หน้าที่ของเฮียคือ ดูแลพี่น้องทุกคนให้ตั้งหลักได้ แกก็เป็นน้องที่เฮียต้องส่งให้ถึงฝั่ง แกเองก็คงอยากให้คุณลินดาภูมิใจในตัวแกใช่ไหม นี่เป็นโอกาสนะ”
รามมองราพณ์อย่างไม่อยากเชื่อ
            “เฮียคิดจะพูดหลอกล่อผมให้เชื่อเฮีย อยู่ใต้ตีนเฮียตลอดไปใช่ไหม มันไม่ได้ผลหรอก”
            ราพณ์ใจเย็น
“ไม่เป็นไร เรายังมีเวลาอีกมากที่จะพิสูจน์ว่าคำพูดของเฮียมันจะเป็นจริงหรือเปล่า” ราพณ์มองรามอย่างตัดสินใจ “ราม...แกรักคุณสิริโสภามากใช่ไหม”
            “เฮียถามทำไม หรือว่าเรื่องเมื่อเช้า มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด”
            “ใจเย็นๆ เฮียกำลังคิดว่าไหน ๆ เขาก็เป็นภรรยาแกแล้ว ถ้าแกคิดจะจริงจังกับเขา เฮียก็จะจัดงานแต่งงานให้แก แล้วอีกสักพักเฮียจะซื้อบ้านหลังใหม่ให้แก หลังใหญ่กว่าเดิม แกจะได้พาคุณลินดามาอยู่กับแกด้วย”              
รามแปลกใจ
            “เฮียพูดจริงเหรอ”
            “จริงสิ ผู้หญิงเขาจะได้มั่นใจว่าทางบ้านของเราไม่ได้รังเกียจเขา แต่ถ้าแกคิดจะเล่นๆกับเขา เราก็จะไม่พูดเรื่องนี้อีก”
            “ผมจะแต่งงานกับสิ”
ราพณ์มองราม เห็นความจริงจังของรามที่มีต่อสิริโสภา
            “แกอยากได้แบบไหนก็ไปคุยกับเมียแก แล้วมาบอกเฮีย เฮียจะจัดการให้เอง”
รามทำตัวไม่ถูก เมื่อเจอราพณ์ในสภาพที่เป็นพี่ชายที่เมตตาเต็มตัว
ราพณ์ยิ้มจริงใจ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ที่รามจริงจังกับสิริโสภาจริง ๆ
 
ราพณ์มาหามานพที่ร้านกาแฟ ปรึกษาเรื่องสิริโสภา มานพเครียดไปด้วย
            “นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ เล่นดึงน้องชายแกมาวุ่นวายด้วยแบบนี้”
ราพณ์สีหน้าเครียด แก้วเอากาแฟมาเสิร์ฟ
            “แก้วแปลกใจมากนะคะทั้งที่คุณหญิงเห็นตำตา แต่กลับไม่ถามอะไรแล้วยังช่วยแก้ตัวให้คุณราพณ์อีก สุดยอดภรรยาจริง ๆ”
            “คนเขารักจริงก็ต้องเชื่อใจ ไว้ใจกันมันเป็นเรื่องดี”
            แก้วตาเขียวใส่สามี
“ก็เฉพาะกับคนที่ไว้ใจได้เท่านั้นล่ะค่ะ แต่ระดับคุณหญิงที่ทำขนาดนี้ แก้วว่ามันเกินเชื่อใจแล้วค่ะ ต้องเรียกว่าศรัทธา มากกว่า”
            “งั้นเราก็มั่นใจได้ว่า คุณหญิงรักเพื่อนผมจริงๆ”
            “ค่ะ แก้วคิดว่าอย่างนั้น”
            “แต่ผมไม่สบายใจที่เห็นว่ารามจริงจังกับสิมาก ผมไม่แน่ใจว่าสิจะรักรามจริง ๆ” ราพณ์เครียดมาก
            “น้องชายแกยิ่งอารมณ์แรงๆ อยู่ ถ้ารู้ว่าโดนหลอกล่ะก็ ฉันว่าคงเละกันทั้งหมด”
            “แต่คนที่น่าสงสารที่สุดคือคุณรามนะคะ เพราะกำลังโดนคุณสิใช้ความรักเป็นเครื่องมือ”
ราพณ์เครียดมากขึ้นอีก เพราะเขาก็คิดอย่างเดียวกับแก้ว
 
รสิกาเอาดอกกุหลาบของราพณ์มาจัดในแจกันห้องรับแขกในคฤหาสถ์ แหววคอยช่วยด้วย
            “สวยไหมคะพี่แหวว”
“คนให้เขาให้ด้วยความรัก ก็ต้องสวยสิคะ”
ราพณ์เดินเข้ามา
            “กลับมาแล้วครับ”
รามกับสิริโสภาเพิ่งมาถึง ก้าวเข้ามาได้ยินแหววแซวรสิกา
            “พูดถึงก็มารายงานตัวทันที ทั้งโรแมนติก กลับบ้านไว ใส่ใจทุกอย่างเสมอต้นเสมอปลายขนาดนี้ น่ารักมากจริงไหมคะคุณหญิง”
            “ภรรยาน่ารักขนาดนี้ ผมไม่อยากเถลไถลหรอกครับ”
            “น่ารักกันไปน่ารักกันมา คุณหญิงก็เลยรักคุณราพณ์ใช่ไหมคะ”
            รสิกาเขินหยิกแหวว
“พี่แหวว”
            “เขินแล้วอย่าทำร้ายพี่สิคะคุณหญิง”
ราพณ์มองรสิกายิ้มๆ รสิกาเขินเสจัดดอกไม้ต่อ สิริโสภามองด้วยความริษยา ราพณ์หันมาเห็นทั้งคู่
            “กลับมาแล้วเหรอ ไปอาบน้ำสิ จะได้ลงมาทานข้าวกัน”
รามพยักหน้ารับแล้วพาสิริโสภาขึ้นไป ทุกคนมองอึ้งไม่อยากเชื่อ
            “วันนี้พายุจะเข้า คุณรามไม่ตอบโต้”
รสิกากับคนอื่นๆ หันมองราพณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ราพณ์ยิ้ม
 
ราพพาสิริโสภาเข้ามาในห้อง สิริโสภามองอย่างแปลกใจ
            “รามคะ วันนี้เป็นอะไร ทำไมคุณกับพี่ชายคุณถึงดูอารมณ์ดี”
รามหันมาจับมือสิริโสภายิ้มมั่นใจว่าเป็นข่าวดีแน่ๆ
            “เราจะแต่งงานกันนะครับสิ”
            สิริโสภาตกใจ
“แต่งงานเหรอคะ”
            “เฮียบอกกับผมว่าจะจัดงานแต่งงานให้เรา แล้วจะซื้อบ้านหลังใหม่ให้ เราจะได้อยู่เป็นส่วนตัว ผมจะรับม๊ามาอยู่ด้วย คุณก็ไม่ต้องไปทำงาน เพราะผมจะดูแลคุณเอง”
รามปลาบปลื้มมาก สิริโสภาพยายามระงับอารมณ์โกรธ 
“ไปอาบน้ำนะคะ จะได้ลงไปทานข้าว”
รามหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป
            “คิดจะเขี่ยฉันงั้นเหรอ”

สิริโสภายิ่งโกรธว่าราพณ์ไม่มีเยื่อใยใด ๆ แล้วจะยัดเยียดรามให้สิ เธอคิดจะทำให้บ้านแตก

จบตอนที่ 10
กำลังโหลดความคิดเห็น...