xs
xsm
sm
md
lg

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 4

อิทธิพลนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขานั่งมองมือตัวเองที่เคยตบหน้าลูกชาย

อิทธิพลนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
อิทธิฤทธิ์โพล่งออกมา “เออ..ผมรู้ว่า ผมทำให้พ่อขายหน้า ผมขอ..”
ธรรม์กับมณีมันตราเพิ่งตามเข้ามา อิทธิพลหันหน้ามาแล้วตบหน้าอิทธิฤทธิ์อย่างแรงจนหน้าหัน
ถนอมตกใจ “คุณท่าน !”
อิทธิฤทธิ์ก้มหน้าอับอายที่ถูกตบหน้าต่อหน้าทุกคน มณีมันตราน้ำตาคลอด้วยความสงสาร อิทธิฤทธิ์กดเก็บความเจ็บปวดไว้ไม่แสดงออกมาแต่หันหามาจ้องหน้าพ่อ
“ตบอีกสิ...”
“นายอิท !”
“ผมมันเลวขนาดนี้ ทีเดียวไม่พอหรอก”
อิทธิพลโกรธที่อิทธิฤทธิ์ดูไม่สำนึก “ได้ !”
อิทธิพลเงื้อมือจะตบอีกทีแต่ถนอมรีบมากอดอิทธิฤทธิ์ไว้

เมื่อนึกถึงอดีต อิทธิพลก็กำมือแน่น
“นฤดี..ผมทำผิดใช่มั้ย ผมไม่ควรปล่อยคุณไป”
อิทธิพลนิ่งคิดถึงนฤดีและเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ในอดีต นฤดีในชุดดำยืนอึ้งเศร้ากับการตายของเที่ยงธรรม อิทธิพลพาธรรม์ในวัย 9 ขวบเดินเข้ามา นฤดีวิ่งเข้าไปกอดธรรม์ไว้
“โธ่ ธรรม์..ไม่เป็นไรนะ ลูก ไม่มีคุณพ่อแล้ว ธรรม์ยังมีน้านะ ลูก”
นฤดีหันขวับไปทางอิทธิพล
“เพราะคุณคนเดียว คุณส่งเที่ยงธรรมไปตาย”
นฤดีเข้าไปทุบตีอิทธิพลอย่างไม่ยั้งมือ
“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง คุณทำได้ยังไง คุณพล งานของคุณมันสำคัญกว่าชีวิตของเพื่อนคุณเหรอ คุณมันคนไม่มีหัวใจ”
อิทธิพลจับมือนฤดีไว้แน่นให้หยุดอาละวาด
“ใช่ สำหรับผมงานสำคัญที่สุด คุณหยุดตีโพยตีพายได้แล้ว เที่ยงธรรมตายในหน้าที่ ตายอย่างสมศักดิ์ศรีของคนที่เกิดมาทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติ คุณก็รู้อยู่แล้ว เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา”
นฤดีปวดใจ “แล้วทำไมต้องเป็นเที่ยงธรรมด้วย”
อิทธิพลเจ็บปวด “คุณกำลังจะพูดว่า ทำไมไม่เป็นผมใช่มั้ย”
นฤดีรู้ตัวว่าพลาดไปที่อาลัยเที่ยงธรรมจนเกินไป
“เวลาอย่างนี้คุณยังจะหาเรื่องทะเลาะกับชั้นอีกเหรอ” นฤดีรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเรื่องธรรม์จะทำยังไงต่อไป เที่ยงธรรม์ไม่มีญาติสนิทที่ไหนอีกแล้วนี่”
ถนอมพาอิทธิฤทธิ์ในวัย 7 ขวบเดินเข้ามาหยุดชะงักฟัง
“ผมจะเลี้ยงธรรม์เอง” อิทธิพลบอก
นฤดีมองธรรม์แล้วนิ่งอึ้งไป
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่ให้ธรรม์มาเป็นภาระของคุณหรอก”
นฤดีโกรธ “ชั้นไม่ได้คิดว่า ธรรม์เป็นภาระ”
“แต่เห็นธรรม์แล้วอดคิดถึงเที่ยงธรรมไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ มันคงรู้สึกเจ็บปวดมากล่ะซิ ผมพูดถูกใช่มั้ย... ฤดี”
“ที่คุณรับเลี้ยงธรรม์เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย คุณต้องการทำร้ายจิตใจชั้น ทำไมคุณถึงใจร้ายใจดำอย่างนี้ ชั้นเสียเพื่อนที่รักที่สุดไปแล้ว คุณยังคิดว่าชั้นยังเจ็บปวดไม่พอใช่มั้ย ชั้นทนคุณไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คุณพล แล้วชั้นก็จะไม่ทนแล้ว”
นฤดีเดินร้องไห้ออกไปผ่านหน้าอิทธิฤทธิ์ที่ยืนฟังอย่างพยายามทำความเข้าใจไป ธรรม์หน้าเสียและเหมือนกำลังจะร้องไห้เพราะรู้สึกว่าเป็นคนทำให้อิทธิพลกับนฤดีทะเลาะกัน อิทธิพลสบตากับถนอม ถนอมเห็นใจและเข้าใจอิทธิพล
“คุณท่านคะ ตามคุณผู้หญิงไปเถอะค่ะ”
อิทธิพลส่ายหน้าอย่างจนหนทางแล้วเดินออกไปอีกทาง อิทธิฤทธิ์เดินไปจ้องหน้าธรรม์
“ชั้นเกลียดแก ไอ้ธรรม์”
อิทธิฤทธิ์ผลักธรรม์ที่ไม่ทันระวังตัวจนหงายหลังล้มลงไป
“คุณอิท !” ถนอมตกใจ
อิทธิฤทธิ์ยืนมองธรรม์อย่างเกลียดขี้หน้าสุดๆ

อิทธิพลมองรูปในมือซึ่งเป็นรูปอิทธิพลกับนฤดีที่อุ้มอิทธิฤทธิ์อยู่ บนโต๊ะข้างตัวเขายังมีรูปครอบครัวอีกหลายใบที่อิทธิพลยังเก็บไว้ระลึกถึงความหลัง อิทธิพลหยิบรูปที่เที่ยงธรรมถ่ายกับธรรม์ในวัย 10ขวบขึ้นมาดู เป็นรูปธรรม์ในวัยเด็ก

ธรรม์นิ่งเศร้าเมื่อนึกถึงภาพที่เห็นอิทธิพลกับนฤดีทะเลาะกันเพราะเขา ชนมนกับมณีมันตรานั่งฟังธรรม์อย่างตั้งใจจนไม่มีใครแตะอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะ
“เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง คุณพ่อคุณแม่อิททะเลาะเรื่องพี่ธรรม์ก็เลยบานปลายจนต้องหย่าขาดจากกัน แล้วอิทก็คงเกลียดพี่ธรรม์เพราะเรื่องนี้ด้วย” ชนมนสรุป
“ไม่จริงหรอกค่ะ ย่าจำได้ว่า ก่อนหน้านั้นคุณลุงกับคุณป้าก็ทะเลาะกันบ่อยๆอยู่แล้ว” มณีมันตราปลอบใจ “พี่ธรรม์ไม่ได้ทำให้คุณลุงคุณป้าเลิกกันหรอกนะคะ”
“แต่ยังไงพี่ก็มีส่วนทำให้อิทกลายเป็นเด็กบ้านแตก”
“แล้วพี่ธรรม์ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ไม่ใช่เพราะคุณลุงหรือคะ”
“คุณพ่อทำตามหน้าที่ ไม่มีใครอยากให้ลูกน้องของตัวเองต้องตายหรอก มาย่า ถ้าจะโทษก็ต้องโทษไอ้มาเฟียที่ฆ่าพ่อพี่”
ชนมนหมกมุ่นคิดแต่จะช่วยอิทธิฤทธิ์
“นี่แสดงว่า คุณพ่อคุณแม่อิทเลิกกันอย่างไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ชนมนว่า
“เพราะอย่างนี้พี่ถึงไม่อยากพูดเรื่องนี้ แล้วที่ชนคิดจะไปเกลี้ยกล่อมคุณแม่ของอิทมาช่วย ก็ลืมไปได้เลย”
“ทำไมล่ะคะ”
“คุณน้าออกจากบ้านไปแล้ว ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย ไม่มีใครรู้ว่า ท่านไปอยู่ที่ไหน พี่ว่า แม้แต่คุณพ่อก็ไม่รู้” ธรรม์บอก

ชนมนนิ่งอึ้งเมื่อแผนการที่คิดไว้พังทลายไปหมด

อิทธิฤทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์ของเจ๋งมาตามถนนใกล้ทางขึ้นทางด่วน
 
เขาชะลอรถแล้วมองไปที่ใต้ทางด่วนก็เห็นรถทีมข่าวช่อง 3 จอดอยู่ ช่างกล้องกำลังเก็บภาพเด็กๆ เตะบอลที่ใต้ทางด่วน นักข่าวช่อง 3 กำลังสัมภาษณ์เด็กๆที่มาเตะบอลเพื่อหาข้อมูล อิทธิฤทธิ์จอดมอเตอร์ไซค์ที่ริมฟุตบาธ
เสียงเจ๋งดังขึ้นในหัวของเขา “เออ! เราไปออกรายการคุณสรยุทธกันมั้ยล่ะ “หนุ่มนักซิ่งไฮโซ ลูกชายนายตำรวจใหญ่ตามหาแม่ที่พลัดพรากจากกันมาสิบกว่าปี พาดหัวดราม่าขนาดนี้จะต้องกลายเป็นข่าวดังแน่ๆ”
อิทธิฤทธิ์ส่ายหน้าขำตัวเอง
“เราท่าจะบ้าแล้ว ไปฟังไอ้เจ๋งมันทำไม”
เสียงชินดังขึ้น “อยากเป็นดาราล่ะซิ”
อิทธิฤทธิ์หันไปมองตามเสียงก็เห็นชินในชุดนักฟุตบอลกำลังยืนดูดโอเลี้ยงอยู่ข้างๆ
“ว่าไรนะ”
ชินสั่งสอนอิทธิฤทธิ์อย่างผู้เชี่ยวชาญและทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่า
“อยากเป็นดารากับเค้าเหมือนกันล่ะซิ เห็นมาเยอะแล้ว พอเห็นกล้องโทรทัศน์ ก็พยายามเดินผ่านหน้ากล้อง เผื่อฟลุ๊ค.. มาผิดงานแล้วล่ะ”
“เรานั่นแหละ พูดผิดคนแล้ว”
ชินไม่ฟัง “นี่เค้ามาทำข่าว ไม่ได้มาถ่ายละคร ถ้าอยากเป็นดารา ต้องไปเดินห้างโน่น อาจจะไปเจอพวกโมเดลลิ่งบ้าง พยายามต่อไปนะ แต่หน้าตาไม่ดีอย่างนี้ ก็ต้องพยายามหนักหน่อยล่ะ”
ชินตบไหล่อิทธิฤทธิอย่างปลอบใจแล้วส่งถุงโอเลี้ยงที่ดูดจนหมดถุงแล้วให้ อิทธิฤทธิ์รับถุงโอเลี้ยงมาถือไว้อย่างงงๆกับเด็กท่าทางประหลาดคนนี้ แล้วชินก็วิ่งเริงร่าผ่านหน้ากล้องโทรทัศน์หลายครั้งกว่าจะเข้าไปร่วมเตะบอลกับเพื่อน
อิทธิฤทธิ์เปรยออกมา “ไอ้เด็กเพี้ยน”
อิทธิฤทธิ์มองตามชินไปอย่างขำๆ และไม่ถือสา

ชนมนเดินนำหน้าออกมาโดยคิดหนักเรื่องแม่ของอิทธิฤทธิ์ ธรรม์กับมณีมันตราเดินตามหลัง
“ชนคงต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ ตอนนี้เราคงต้องปล่อยอิทเค้าไปก่อน รอให้เค้าหายโกรธคุณพ่อ เค้าอาจจะกลับมาเรียนเอง” ธรรม์บอก
“ชนรอไม่ได้หรอกค่ะ” ชนมนบอก
“แล้วพี่ชนจะทำยังไงหรือคะ” มณีมันตราถาม
“พี่ก็จะใช้แผนเดิมนั่นแหละค่ะ” ชนมนพูดกับธรรม์ “ตอนนี้คุณแม่อิทอยู่ที่ไหนไม่สำคัญหรอกค่ะ สำคัญอยู่ที่ว่าคุณพ่ออิทจะยอมฟังแผนของชนหรือเปล่า ถ้าท่านยอมตกลง ระดับอย่างท่านผู้การอิทธิพลคงตามหาคุณแม่อิทได้ ไม่ยากหรอกค่ะ”
“ตอนนี้เราคงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้วมั้งคะ พี่ธรรม์ งั้นพวกเราไปคุยกับคุณลุงกันวันนี้เลยดีมั้ย” มณีมันตราเสนอ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ นี่เป็นงานของพี่ พี่ขอจัดการเอง ไงก็ขอบคุณนะคะที่มาช่วยให้คำปรึกษา ไปก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนซิ ชน” ธรรม์เบรค
ชนมนรีบเดินออกไปทันที ธรรม์มองตามอย่างไม่สบายใจ
“พี่ธรรม์ไม่สบายใจหรือคะ” มณีมันตราถาม
“พอพูดเรื่องเก่าๆ พี่ก็รู้สึกยังไงไม่รู้..ภาพเก่าๆ มันกลับมาหมด วันที่พี่รู้ข่าวว่าพ่อถูกยิงตาย..วันแรกที่พี่ไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อ..เห็นคุณพ่อคุณแม่อิททะเลาะกัน” ธรรม์ถอนใจ “เหมือนไม่เคยมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตพี่เลย”
มณีมันตรามองธรรม์อย่างเห็นใจและเข้าใจ
“มาค่ะ ย่าจะสร้างเรื่องดีๆ ให้กับพี่ธรรม์เอง”
มณีมันตราดึงธรรม์ออกไปด้วยกัน
“จะพาพี่ไปไหน”
“เดี๋ยวก็รู้เองค่ะ”
มณีมันตราลากตัวธรรม์ออกไปโดยพยายามเริงร่าให้ธรรม์รู้สึกดี

บรรยากาศสบายๆของสวนรถไฟ กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเลิกเรียนเดินคุยและหัวเราะกันมาอย่างไม่รับรู้ปัญหาใดๆในโลก เด็กเล็กๆ เรียนว่ายน้ำที่สระน้ำอย่างร่าเริงและมีความสุข เสียงกรี๊ด เสียงหัวเราะดังไม่ขาด ครอบครัวพ่อแม่ลูก 2 ครอบครัวมาเดินเล่นกัน
ธรรม์กับมณีมันตราขี่จักรยานเคียงคู่กันมา ธรรม์ยังขี่จักรยานด้วยท่าทางใจลอยคิดถึงเรื่องตัวเอง
มณีมันตราขี่จักรยานแกล้งตัดหน้าจักรยานของธรรม์ไปมา เธอโบกมือให้ธรรม์แล้วปั่นจักรยานไปไกลลิบ
ธรรม์เริ่มดึงตัวเองหลุดจากอดีตแล้วปั่นจักรยานตาม
ธรรม์กับมณีมันตราปั่นจักรยานแข่งกันอย่างสนุกสนาน ธรรม์ขี่จักรยานแซงหน้ามณีมันตราไปอย่างผู้ชนะ เขาปล่อยมือจากแฮนด์แล้วสองมือชูขึ้นฟ้า มณีมันตราขี่จักรยานตามมาทันก็แกล้งผลักธรรม์ไป ธรรม์โงนเงนจนเกือบล้มลงแต่ก็ทรงตัวเอาไว้ได้
 
ธรรม์รีบปั่นตามมณีมันตราจนทัน แล้วเขาก็เอื้อมมือไปขยี้หัวมณีมันตราเพื่อเอาคืน

รถจักรยานสองคันจอดอยู่เคียงกันใต้ต้นไม้ใหญ่ ธรรม์กับมณีมันตรานั่งหมดแรงอยู่ด้วยกัน
 
มณีมันตราถอดหมวกมาโบกพัดให้กับตัวเอง
“สนุกใช่มั้ยล่ะคะ”
“ก็งั้นๆ แหละ”
“แต่ย่าทำให้พี่ธรรม์ยิ้มได้ แสดงว่า พี่ธรรม์สบายใจแล้วใช่มั้ยล่ะ”
ธรรม์มองมณีมันตรานิ่งแล้วยิ้มอบอุ่นใจ
“ขอบใจนะ”
“ย่าก็ขอบคุณที่พี่ธรรม์ยอมมาเที่ยวกับย่า ตั้งแต่ย่าเข้าวงการ ย่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย จะไปไหน พี่เมนี่ก็ห้ามไปหมด วันนี้เป็นวันแรกที่ย่าได้มีเวลาหยุดหายใจ ได้เดินเล่นขี่จักรยานแค่นี้ ย่าก็มีความสุขแล้ว ยิ่งย่าได้มากับพี่ธรรม์ ย่ายิ่งมีความสุขใหญ่เลย”
มณีมันตราชะงักและเก้อเขินเพราะรู้สึกว่าตัวเองพูดมากไป
ธรรม์หลุดปาก “พี่ก็มีความสุขมาก” แล้วธรรม์ก็เขิน “เออ..ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยมีเวลาไปเที่ยวไหนเหมือนกัน” ธรรม์รีบเปลี่ยนเรื่อง “เป็นคนดังนี่ลำบากเนอะ ไปไหนก็มีแต่คนมอง”
ธรรม์จ้องมณีมันตราเพื่อล้อเลียนคนบ้าดาราทั้งหลาย
“เป็นดาราหรือเปล่าครับ” ธรรม์แกล้งตื่นเต้น “น้องมาย่าใช่มั้ยครับ”
มณีมันตราเล่นด้วย “ไม่ใช่ค่ะ หนูไม่ได้สวยขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“แล้วไม่ใช่น้องมาย่า แล้วน้องชื่ออะไรหรือครับ”
“ชื่อน้องมายายค่ะ”
“ผมไม่เชื่อๆ น้องมาย่าแน่ๆ ผมจำได้ ขอถ่ายรูปหน่อยนะครับ น้องมาย่าดูสวยกว่าในทีวีอีกนะครับ สวยจริงๆครับ สวยจริงๆ”
ธรรม์รีบหยิบมือถือออกมากดถ่ายรูปมาย่าไม่หยุด
“พอแล้ว พี่ธรรม์ เลิกเล่นได้แล้ว”
มณีมันตราไล่ตะครุบมือธรรม์ให้หยุดถ่าย ทั้งสองหัวเราะขำแกล้งกันเสียงดังอย่างลืมตัว
“ย่าบอกให้หยุดไง”
วัยรุ่น 2 คนเดินมาหยุดมอง
“นั่นมาย่านี่”
วัยรุ่น 2 คนรีบถ่ายรูปมณีมันตราเอาไว้
มณีมันตราโผเข้าไปแย่งมือถือจากมือธรรม์แล้วก็พบว่าตัวเองเหมือนอยู่ในอ้อมกอดธรรม์ไปแล้ว มือของมณีมันตราจับมือธรรม์ที่ถือโทรศัพท์อยู่ และหน้าธรรม์กับหน้ามณีมันตราก็ใกล้ชิดกัน ทั้งสองมองกันนิ่งก่อนจะรีบผละออกจากกันไป แล้วต่างคนก็ต่างยิ้มให้กันอย่างเก้อเขิน

อิทธิพลนั่งที่โต๊ะทำงานมองชนมนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางแน่วแน่มาก
“นั่งลง มีอะไรว่ามา”
ชนมนยังไม่ยอมนั่ง
“หนูมีเรื่องที่จะเรียนปรึกษาค่ะ ที่ท่านทำรุนแรงกับอิทไปเมื่อวาน อิทคง จะไม่ยอมกลับมาเรียนกับหนูแน่ๆ ถึงท่านจะใช้อำนาจบังคับให้อิทยอมนั่งเรียนกับหนู แต่ถ้าเค้าไม่มีใจเรียน ยังไงก็สอบไม่ผ่านหรอกค่ะ”
อิทธิพลถามต่อ “แล้วยังไง”
“เราจะต้องทำให้อิทเต็มใจเรียนเองค่ะ ทุกวันนี้อิทเรียนไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม นอกจากสอบให้ผ่าน เรียนจบหรือไม่จบ ไม่ได้มีความหมายอะไรกับอิทเลย”
“แล้วเธอรู้เหรอว่า อิทต้องการอะไรในชีวิต”
“อิทเค้าอยากเจอคุณแม่ค่ะ”
อิทธิพลนิ่งอึ้งเพราะคิดไม่ถึง คำพูดของชนมนสะกิดแผลเก่าให้เจ็บได้ในทันที
อิทธิพลเสียงขรึม “ออกไปได้แล้ว”
“อิทอยากเจอคุณแม่จริงๆ นะคะ หนูแน่ใจว่า หนูคิดไม่ผิด หนูเองก็ไม่มีแม่ ถ้าแม่หนูยังอยู่ หนูก็อยากเจอหน้าแม่เหมือนกัน ถ้าอิทสอบผ่านเรียนจบ ท่านก็พาอิทไปหาคุณแม่ ถ้าเสนอเงื่อนไขนี้ให้อิท รับรองเขาจะต้องตั้งใจเรียนแน่ๆ ค่ะ”
“ไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งนั้น นายอิทมีหน้าที่ที่จะต้องสอบให้ผ่านและเรียนให้จบ ส่วนเธอก็มีหน้าที่สอนลูกศิษย์ของเธอไป”
“แต่อิทไม่ยอมกลับมาให้หนูสอนแล้วนี่คะ”
“ถ้าเธอทำให้อิทมันตั้งใจเรียนไม่ได้ เธอก็น่าจะพิจารณาตัวเองได้แล้ว ชั้นจ่ายเงินให้เธอมากกว่าพ่อเธอขายข้าวผัดทั้งปีซะอีก ช่วยทำงานให้คุ้มค่ากับที่ชั้นเสียไปหน่อย”
ชนมนยืนอึ้งด้วยความโกรธเพราะรู้สึกเหมือนโดนดูถูก
ชนมนข่มอารมณ์โกรธ “ก็หนูพยายามทำงานให้คุ้มค่าอยู่นี่ยังไงล่ะคะ หนูพยายามหาทุกวิถีทางที่จะทำให้อิทกลับมาสนใจเรียน ถ้าหากท่านไม่เห็นด้วยการวิธีการของหนู หนูก็จนปัญญาแล้วล่ะค่ะ”
“งั้นชั้นคงต้องหาติวเตอร์คนใหม่ ชั้นไม่ต้องการติวเตอร์ที่ทำงานนอกเหนือหน้าที่ ยุ่งจุ้นจ้านกับเรื่องของครอบครัวคนอื่น พรุ่งนี้เธอไปรับค่าเสียเวลากับป้าหนอม หมดเรื่องแค่นี้ ไปได้แล้ว ไป”
อิทธิพลไม่สนใจชนมนอีก เขาหยิบแฟ้มคดีมาอ่าน ชนมนยืนนิ่งอึ้งไม่คิดว่าจะกลับถูกไล่อออกแบบนี้ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ชนมนยกมือไหว้ลาอิทธิพลแล้วเดินออกไปอย่างเงียบๆ อิทธิพลปิดแฟ้มคดีเสียงดังปัง แล้วอิทธิพลก็หงุดหงิดตัวเองที่ไล่ชนมนออกโดยไม่มีเหตุผล

ณ สถานีตำรวจซึ่งเป็นที่ทำงานของธรรม์ อิทธิฤทธิ์เดินขึ้นบันไดมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้า คำขวัญบนผนังเขียนว่า “บริการดุจมิตร ใกล้ชิดดุจครอบครัว” อิทธิฤทธิ์ขยับปากจะอ่านคำขวัญ
เสียงชินดังขึ้น “บริการดุจมิตร ใกล้ชิดดุจครอบครัว”
อิทธิฤทธิ์หันขวับมามองก็เห็นชินยืนอยู่ข้างๆ มือหนึ่งถือลูกชิ้นปิ้ง ส่วนอีกมือหิ้วถุงใส่ข้าวกล่องถุงใหญ่ เพราะชินเอาข้าวผัดมาส่งที่สถานีตำรวจ
อิทธิฤทธิ์แปลกใจ “ไอ้เด็กเพี้ยน”
ชินกินลูกชิ้นปิ้งไปมองอิทธิฤทธิ์ไปอย่างไม่แปลกใจ
“เจอกันอีกแล้ว เป็นดาราไม่ได้ เลยอยากเป็นตำรวจ ต้องไปเรียนโรงเรียนนายร้อยก่อน รู้หรือเปล่า”
“รู้ ไม่ได้โง่”
“แต่ก็ดูไม่ค่อยฉลาด”
“ไอ้นี่ !”
อิทธิฤทธิ์เงื้อมือจะเขกหัว
“อ๊ะๆ จะทำร้ายร่างกายเหรอ นี่มันโรงพักนะ” ชินว่า
อิทธิฤทธิ์ไม่อยากสนใจไอ้เด็กเพี้ยนคนนี้อีก เขาจึงเดินเข้าไปด้านใน ชินเดินตามไปติดๆ อิทธิฤทธิ์หยุดมองหาว่าจะคุยกับตำรวจคนไหนดี ชินเบรกไม่ทันจึงชนหลังอิทธิฤทธิ์เข้าให้
“ตามมาทำไม”
“ไม่ได้ตาม” ชินบอก
อิทธิฤทธิ์เดินต่อไปอีก ชินเดินตาม
“อย่าตามได้มั้ย รำคาญ”
“บอกว่าไม่ได้ตาม ถ้ารำคาญมาก ก็ช่วยเอาข้าวไปส่งแทนซิ นี่ๆ เขียนชื่อบนกล่องให้แล้วนะ ดูเอาเองล่ะกัน ไม่โง่ไม่ใช่เหรอ น่าจะทำได้นะเร็วๆ เข้า พี่ๆน้าๆเค้ากำลังรออยู่”
ชินพูดเร็วรัวแล้วทำมั่วยัดเยียดถุงกล่องข้าวผัดใส่มืออิทธิฤทธิ์ไป ชินรีบผละออกจากอิทธิฤทธิ์
ชินยิ้ม “แล้วก็บอกว่าไม่โง่ ฮึฮึ”

อิทธิฤทธิ์ยืนถือถุงกล่องข้าวผัดเต็มสองมือด้วยหน้าตาเหวอๆ

ถุงข้าวกล่องวางโครมลงหน้าตำรวจคนหนึ่ง ตำรวจเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นอิทธิฤทธิ์ยืนหน้าบึ้งโมโหชินอยู่
 
“นี่พี่ตำรวจ ช่วยไปจับไอ้เด็กเวรให้ผมหน่อย”
อิทธิฤทธิ์ทิ้งตัวนั่งลงที่ตรงหน้าตำรวจด้วยความโมโห
“ไอ้เด็กเวรที่ไหน”
“ไอ้เด็กอ้วนดำที่มาส่งข้าวผัด”
“อ๋อ..ไอ้ชิน..ลูกไอ้ชู..น้องไอ้ชน..”
“มันจะเป็นลูกใครน้องใคร ผมไม่สนหรอก ช่วยจับมันหน่อย”
“คุณจะจับไอ้ชินในโทษฐานอะไรเล่า มันทำอะไรคุณ” ตำรวจถามขำๆ
อิทธิฤทธิ์จะอ้าปากเล่าแล้วนึกได้เล่าไปก็อายเปล่าๆ
“คือ..มัน..เออ..ช่างมันเถอะ” อิทธิฤทธิ์เข้าเรื่องทันที “พี่รับจ๊อบหรือเปล่า”
ตำรวจงง “รับจ๊อบอะไร”
“ช่วยตามหาแม่ให้ผมหน่อย”
“จะแจ้งความคนหายเหรอครับ”
“เปล่า ผมจะมาจ้างพี่ให้ไปช่วยสืบหาแม่ให้ผมหน่อย พี่เป็นตำรวจงานอย่างนี้ต้องทำได้อยู่แล้ว”
“ผมไม่ได้ทำงานสายสืบ”
อิทธิฤทธิ์พูดเสียงดัง “พี่ต้องช่วยผมตามหาแม่”
ตำรวจและคนที่มาติดต่อต่างหันมามองอิทธิฤทธิ์เป็นตาเดียว ตำรวจคนหนึ่งมองอิทธิฤทธิ์แล้วจำได้ว่าเป็นน้องชายธรรม์จึงรีบหยิบมือถือมาแล้วเดินออก
อิทธิฤทธิ์พูดเสียงดัง “ถ้าพี่ไม่ช่วย แล้วใครจะช่วย เป็นตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ใช่เหรอ ไม่รู้ล่ะ ยังไงพี่ก็ต้องช่วยผมตามหาแม่”
อิทธิฤทธิ์ตบโต๊ะดังปังจนตำรวจสะดุ้ง

ธรรม์เดินมาส่งมณีมันตราที่หน้าตัวบ้าน ธรรม์กับมณีมันตรามองกันไปมองกันมา ทั้งสองได้มีเวลาดีๆด้วยกันมาจึงยิ้มอย่างมีความสุข
“ย่ายังไม่ได้เลี้ยงข้าวพี่ธรรม์เลย งั้นพี่ธรรม์อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันนะเดี๋ยวย่าจะแสดงฝีมือเอง”
“ต้มบะหมี่สำเร็จรูปน่ะ เค้าไม่เรียกว่า แสดงฝีมือหรอกนะ”
“ดูถูกกันจังเลย ย่าทำอาหารเป็นจริงๆนะคะ พี่ธรรม์อย่าลืมซิ ชีวิตย่าแทบจะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เลย ท่านบินไปทำงานที่เมืองนอกตลอด ย่าดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าทำอาหารไม่ได้ ย่าคงอดตายไปนานแล้ว ไม่ใช่แค่ทำเป็น ทำอร่อยด้วยล่ะ”
ธรรม์เผลอตัวบีบจมูกมณีมันตรา
“ขี้โม้จริงๆ เรา”
“เจ็บนะ พี่ธรรม์”
มณีมันตราปัดมือธรรม์ออก
“กลัวจมูกเบี้ยวเหรอ”
“บ้า ! ย่าสวยมาตั้งแต่เกิดแล้ว สวยทุกมุมทุกองศา ย่ามีฉายาว่ามาย่าสวยทะลุจอไม่รู้เหรอ”
มณีมันตราเชิดหน้าทำหยิ่งสวยเริ่ด ธรรม์หัวเราะขำท่าทางของมณีมันตรา มณีมันตรามองธรรม์แล้วยิ้มอย่างมีความสุข
“ย่าอยากเห็นพี่ธรรม์ยิ้มมีความสุขอย่างนี้ทุกวัน”
“ที่พี่มีความสุขก็เพราะ..”
เสียงมือถือของธรรม์ดังขึ้นขัดจังหวะ ธรรม์กดรับมือถือแล้วก็รู้ว่าเป็นเพื่อนที่โรงพักโทรมา
“มีอะไร ผู้กำกับยกเลิกประชุมแล้วไม่ใช่เหรอวะ” ธรรม์ฟัง “เฮ้ย อะไรนะ เออๆ ชั้นจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ธรรม์เงยหน้าขึ้นมองมณีมันตราเพราะรู้ว่าความสุขต้องจบลงแล้ว มณีมันตรารู้แล้วว่าธรรม์ต้องมีธุระด่วนเข้ามาอีกแล้ว

อิทธิฤทธิ์ยังโวยวายกับตำรวจ
“ผมมีตังค์นะ พี่ พี่จะเอาเท่าไหร่ บอกมาได้”
“นี่ไม่ใช่เรื่องเงิน แม่คุณหายไปสิบกว่าปี แล้วคุณก็ไม่มีข้อมูลอะไรเลยนอกจากรูปใบเดียว แล้วเราจะตามหาให้ได้ยังไงเล่า”
ตำรวจมองหน้าอิทธิฤทธิ์อย่างคุ้นตาแล้วก็เริ่มนึกหน้าออก
“นี่คุณ..คุณเป็นลูกผู้การอิทธิพลนี่ ที่เพิ่งโดนจับไปเมื่อวาน”
“อย่าพูดถึงพ่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อ”
“คุณไปปรึกษาคุณพ่อคุณก่อนดีกว่า หรือจะไปปรึกษาหมวดธรรม์ พี่ชายคุณก็ได้ เออ..หมวดเพิ่งออกเวรไป”
อิทธิฤทธิ์ตกใจ “ธรรม์อยู่โรงพักนี้เหรอ โอ๊ย..ทำไมเป็นอย่างนี้วะ งั้น..งั้นพี่ช่วยแนะนำผมหน่อยว่า ผมควรจะไปจ้างใครสืบหาแม่ผม”
ตำรวจอึกอักเพราะไม่อยากยุ่งกับลูกนายตำรวจใหญ่
อิทธิฤทธิ์โวย “คิดช้าจัง พี่ ทำไมพี่ แค่นี้ก็ช่วยกันไม่ได้เหรอ !? เดี๋ยวผมจ่ายค่าเสียเวลาเอง บอกแล้วว่า ผมมีตังค์”
ธรรม์เข้ามามาตบไหล่อิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์หันไปมองอย่างหงุดหงิด
“ใครวะ”
ธรรม์มองอิทธิฤทธิ์อย่างไม่ชอบใจ
“นายกำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวหรือเปล่า”
อิทธิฤทธิ์ปัดมือธรรม์ออกอย่างอารมณ์เสีย
“ไม่ต้องยุ่ง”
อิทธิฤทธิ์หันไปกลับไปเอาเรื่องตำรวจคนเดิมใหม่
“ว่าไง พี่ ตกลงจะช่วยหรือไม่ช่วย ! ไม่ช่วย จะได้ไปที่อื่น เสียเวลา”
ธรรม์พูดกับตำรวจ “ขอโทษแทนน้องชายด้วยนะครับ พี่”
ธรรม์ลากตัวอิทธิฤทธิ์ให้ออกไปด้วยกัน
“มานี่เลย !”
อิทธิฤทธิ์สะบัดตัวดิ้นรนไม่ยอมไปด้วยง่ายๆ
“เฮ้ย บอกว่า อย่ามายุ่ง”
ธรรม์จับตัวอิทธิฤทธิ์กดลงนอนคว่ำที่พื้น เขารวบมือไว้สองมือแบบจับผู้ร้าย
“จะไปด้วยกันดีๆ หรือว่า..”
ธรรม์ชูกุญแจมือให้เห็นเป็นการขู่ว่าถ้ายังดิ้นรนจะจับใส่กุญแจมือแน่ๆ
“โธ่เว้ย”

อิทธิฤทธิ์หยุดดิ้นรน ธรรม์ปล่อยมือ อิทธิฤทธิ์ผลักธรรม์กระเด็นออกก่อนจะเดินปึงปังออกไป ธรรม์หน่ายใจ
 
อ่านต่อหน้า 2

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

อิทธิฤทธิ์เดินฮึดฮัดหงุดหงิดออกมา ธรรม์เดินมาขวางทางไว้

“นายจะทำอะไรให้นึกถึงหน้าคุณพ่อด้วย”
“นายยุ่งอะไรด้วย พ่อชั้น ไม่ใช่พ่อนาย”
“ถ้านายอยากตามหาแม่จริงๆ ชั้นจะช่วย”
“ไม่ต้อง ! ชั้นตามหาเองได้ ขอร้องเลย ไม่ต้องมาทำดีกับชั้น ไปเลียแข้งเลียขาพ่อชั้นต่อ.. ไป พ่อชั้นใกล้จะยกทุกอย่างให้นายอยู่แล้ว ขาดอยู่ก็แค่นามสกุลนี่แหละ อยากใช้นามสกุลพ่อชั้นมั้ยล่ะ เดี๋ยวชั้นบอกพ่อให้”
ธรรม์เริ่มโกรธ “ไม่ต้อง! คุณพ่อนายเลี้ยงชั้นมาก็จริง แต่ชั้นรู้ว่าชั้นเป็นลูกใคร”
“ถ้ารู้จริง ก็เลิกบอกใครๆว่า ชั้นเป็นน้องชายนายซะที อายล่ะซิ ที่นายเป็นแค่เด็กที่พ่อชั้นเก็บมาเลี้ยง แม่ตายตั้งแต่เกิด พ่อก็ดันโง่ไปให้มาเฟียยิงตาย ชีวิตน่าสงสารโคตรๆ”
ธรรม์โกรธจัดจนกระชากคอเสื้ออิทธิฤทธิ์เข้ามา อิทธิฤทธิ์กระชากคอเสื้อธรรม์กลับ ทั้งสองรั้งตัวเข้ามาใกล้แล้วจ้องหน้ากัน
“ชั้นพูดผิดตรงไหน”
ธรรม์เงื้อมือจะชก อิทธิฤทธิ์มองอย่างท้าทายเหมือนจะบอกว่าถ้าชกมาเขาชกกลับแน่ ธรรม์พยายามข่มความโกรธไว้ เขาลดมือลง อิทธิฤทธิ์ผลักธรรม์ออกไป
“นึกว่าจะแน่ ! อ่อนว่ะ ไปไกลๆ เลยไป อย่าได้มาแส่เรื่องชั้นอีก”
พูดจบอิทธิฤทธิ์ก็เดินออกไป ธรรม์พยายามข่มใจให้นิ่ง

ชนมนเดินอย่างหมดแรงท้อแท้มาตามทาง ชนมนเดินมาหยุดพักพิงที่กลางสะพาน เธอนิ่งคิดทบทวนด้วยความหนักใจ
เสียงอิทธิฤทธิ์ดังในหัวของเธอ “....จำใส่หัวไว้ด้วย ยัยป้า ! แล้วอย่าได้คิดมาเป็นติวเตอร์ชั้นเป็น
อันขาด ไม่งั้นเธอตายแน่”
ชนมนนึกถึงตอนที่อิทธิฤทธิ์พูดขัด “พูดพอหรือยัง ไม่ว่าเธอจะพูดยังไง ชั้นก็ไม่เรียน ! แล้วต่อให้เธอเตะชั้นจนหัวหลุด ชั้นก็ไม่มีวันกลับไปเรียนกับเธอ ! แล้วก็เลิกยุ่งกับชีวิตชั้นได้แล้ว”
อิทธิพลว่า “ถ้าเธอทำให้อิทมันตั้งใจเรียนไม่ได้ เธอก็น่าจะพิจารณาตัวเองได้แล้วชั้นจ่ายเงินให้เธอมากกว่าพ่อเธอขายข้าวผัดทั้งปีซะอีก ช่วยทำงานให้คุ้มค่ากับที่ชั้นเสียไปหน่อย”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ชนมนก็ยืนโพล่งออกมาอย่างอึดอัดใจ
“พอกันทั้งพ่อทั้งลูก ไม่ง้อก็ได้” ชนมนลดเสียงลง “แต่เสียดายค่าติวชะมัด”
ชนมนถอนใจอย่างเสียดายเงิน
เสียงชินดังขึ้น “อกหักเหรอ”
ชนมนสะดุ้ง เธอหันไปเห็นชินนั่งอยู่ข้างๆ
“ไม่ใช่!” ชนมนตอบ
“เราเสนอแล้วเค้าไม่สนองล่ะสิ”
“ไอ้ชิน!”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวสอนให้ ว่าแต่ไปชอบใครล่ะ เฮีอป๊อปากซอย?”
“ไม่ใช่!”
“หรือว่าพี่จวดซ่อมคอมพ์? พี่แว่นหน้าหม้อ? พี่สิวหัวช้าง?”
“ไม่ใช่ๆๆ ! ชั้นถูกไล่ออกจากงานย่ะ” ชนมนบอก
ชินนิ่งอึ้งไปเล็กๆ “ความผิดของพี่เปล่าล่ะ”
“เปล่า ! แค่ชั้นทำเกินหน้าที่ไปหน่อย”
“งั้นก็ไม่ต้องเศร้าต้องเซ็งไป นายจ้างของพี่จะต้องเสียใจทีหลังที่เสียติวเตอร์เก่งๆอย่างพี่ไป เชื่อดิ”
ชนมนยิ้ม “พูดดีก็เป็นด้วย”
“ก็ผมเทรนพี่มากับมือจะไม่เก่งได้ยังไงล่ะ ไปๆ กลับบ้าน ถูกไล่ออกก็หางานใหม่ ไม่เห็นจะยาก”
“งานสมัยนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ ยิ่งงานดีๆเงินเยอะๆ อย่างนี้”
“แต่พี่ชนต้องหาได้ แล้วหาได้ดีกว่าเก่าด้วย”
ชินตบไหล่พี่สาวอย่างให้กำลังใจ ชนมนตบไหล่ชินเต็มแรงจนไหล่ทรุดด้วยความซึ้งใจ
“ขอบใจนะ หมูอ้วน!”
ชนมนมีกำลังใจขึ้น เธอล็อคคอชินแล้วพากันเดินกลับบ้านไปด้วยกัน

เก้าอี้ถูกโยนออกมาที่หน้าบ้านในส่วนที่เป็นร้านอาหาร ชนมนกับชินเดินมาพอดีทำให้เกือบหลบเก้าอี้แทบไม่ทัน
“พ่อ !”
ชนมนกับชินรีบวิ่งเข้าไปในร้านแล้วก็ชะงักนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ ชายฉกรรจ์ 2 คนกำลังทำลายข้าวของในร้านเพื่อข่มขู่
ชูชัยยืนนิ่งมองอย่างข่มอารมณ์โดยปล่อยให้ชายฉกรรจ์ 2 คนโยนเก้าอี้และคว่ำโต๊ะจนหนำใจ
“ถ้าแกไม่ใช้หนี้ภายในอาทิตย์นี้ แกเจอหนักกว่านี้แน่”
“พ่อ ! เกิดอะไรขึ้น” ชนมนถาม
“เฮ้ย ไอ้ชูมีลูกสาวด้วยเว้ย ถ้าไม่มีเงินจ่าย เอานังหนูนี่มาขัดดอกก่อนก็ได้”
ชายคนหนึ่งเอื้อมมือจะไปเชยคางของชนมน แต่ชูชัยจับข้อมือชายคนนั้นไว้ได้เสียก่อน ชูชัยบิดข้อมือชายคนนั้นจนได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บเหมือนข้อมือหัก ชายคนนั้นตัวงอด้วยความเจ็บ
“โอ้ยๆ ปล่อยกู ปล่อย”
“ลูกสาวกู ห้ามแตะ !” ชูชัยว่า
ชายอีกคนถลาจะเข้ามาช่วย ชูชัยใช้อีกมือคว้ากะทะขว้างใส่หน้าจนเขาล้มหน้าหงายไป
“เรื่องหนี้ กูจะใช้ให้ ขอเวลาเดือนนึง” ชูชัยบอก
“แต่เจ้านายสั่งมาว่า..”
“ขอแค่เดือนเดียว”
ชูชัยบิดข้อมือชายคนนั้นแรงขึ้นไปอีก
“โอ๊ยๆ ก็ได้ๆ เดือนนึงก็ได้”
ชูชัยปล่อยมือชายคนนั้น ชายอีกคนรีบเข้ามาประคองเพื่อน
ชายที่ถูกบิดข้อมือยังทำเก่ง “แล้วจะมาใหม่ ถ้าไม่มีเงินจ่าย มึงเจ็บตัวแน่”
ชายทั้งสองช่วยกันประคองตัวพากันออกไปจากร้าน
“พ่อเจ๋งว่ะ !” ชินชื่นชม
“อย่าเอาแบบอย่าง คนดีๆ ไม่ใช้กำลังกันหรอก” ชูชัยบอก
ชนมนมองชูชัยอย่างคาดคั้น
“นี่มันอะไรกัน พ่อ พ่อไปเป็นหนี้ใคร เมื่อไหร่ บอกหนูมาเดี๋ยวนี้นะ”

ชนมนจ้องหน้าชูชัยอย่างเอาเรื่อง

ชูชัยเก็บกวาดจัดร้านใหม่อย่างใจเย็น ชินช่วยจัดโต๊ะเช็ดทำความสะอาดโต๊ะอยู่ ชนมนนั่งนิ่งอึ้งเพราะไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว

“ห้าหมื่น ! พ่อเอาเงินไปทำอะไรตั้งเยอะแยะขนาดนี้”
“เงินต้นมันสองหมื่นเอง พอรวมดอกเบี้ยรายวันเข้าไป กลายเป็นห้าหมื่นไปได้ยังไงก็ไม่รู้”
“ไปกู้เงินนอกระบบก็ต้องเจออย่างนี้แหละ มีอะไรไม่ปรึกษา เฮ้อ ต้องให้ลูกต้องช่วยตามล้างตามเช็ด” ชินว่า
ชูชัยดุนิ่มๆ “ไอ้ชิน”
“ผมก็ช่วยล้างช่วยเช็ดอยู่นี่ ผมพูดผิดตรงไหน พี่ชน..ต่อเลย”
“พ่อยังไม่บอกเลยว่า พ่อยืมเงินไปทำอะไร เราก็จ่ายค่าเช่าบ้านไปแล้วนี่” ชนมนว่า
“ค่ายาเบาหวานของพ่อไง แล้วยังค่าซ่อมบ้าน เตาแก๊สก็ใกล้เจ๊ง” ชินตอบแทน
“แล้วทำไมพ่อไม่บอกหนู ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูจัดการเอง”
“แกจะไปหาเงินจากไหน” ชูชัยถาม
“ค่าติวของหนูไง พ่อ”
“ไหนบอกว่าถูกไล่..”
ชินยังพูดไม่จบชนมนก็เอามือตะปบปิดปากชินไว้ทัน
“เดือนหน้าหนูก็ได้ค่าติวแล้ว เป็นแสนเลยนะ พ่อ จ่ายหนี้ให้พ่อได้สบายๆ”
ชินมองชนมนอย่างเข้าใจว่าชนมนคงต้องกลับไปของานติวเตอร์ต่อแน่ๆ ชนมนหนักใจ

เช้าวันใหม่ อิทธิพลนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ถนอมรินกาแฟเสิร์ฟให้
“อาจารย์ตุลาโทรมาหรือยัง” อิทธิพลถาม
“ยังค่ะ ติวเตอร์เก่งๆ ไม่ได้ว่าจะหากันง่ายๆนะคะ แล้วยิ่งเป็นติวเตอร์ที่ ทุ่มเทกับงานอย่างหนูชน ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่” ถนอมว่า
“ทุ่มเทจนก้าวก่ายเรื่องครอบครัวคนอื่น ชั้นไม่ชอบ”
“แล้วคุณท่านคิดว่า มีวิธีไหนที่จะทำให้คุณอิทตั้งใจเรียนได้อีกล่ะคะนอกจากวิธีของหนูชน”
“ป้าหนอมก็รู้อยู่ว่า ทำไมชั้นถึงยอมไม่ได้”
“คุณผู้หญิงอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้นะคะ”
“ถ้าชั้นยอมทำตามวิธีของหนูชน แล้วคิดว่า มันจะได้ผลเหรอ ชั้นรู้ว่านายอิทอยากเจอแม่ แต่มันอยากเจอจนยอมตั้งใจเรียนนี่ ชั้นไม่แน่ใจคนอย่างมันเคยพยายามอะไรกับใครเค้าที่ไหน”
เสียงชนมนดังขึ้น “แต่หนูแน่ใจค่ะ ท่าน”
อิทธิพลกับถนอมหันไปมอง ชนมนก้าวเข้ามา
“หนูเชื่อว่า วิธีของหนูต้องได้ผลค่ะ ท่านให้โอกาสหนูอีกซักครั้งได้มั้ยคะ”
ชนมนมองอิทธิพลอย่างกล้ำกลืนศักดิ์ศรีที่ต้องกลับมาของานคืน

อิทธิพลค่อยๆนั่งลงที่โซฟาแล้วนิ่งคิดเรื่องเงื่อนไขของชนมน ชนมนยืนมองอยู่ห่างๆไม่รู้อิทธิพลอยู่ในอารมณ์ไหน ถนอมดันตัวชนมนให้เข้าไปใกล้อิทธิพลอย่างเอาใจช่วย
“พูดต่อเลย หนูชน..” ถนอมเชียร์
“อิทอยากพบคุณแม่มากนะคะ หนูเพิ่งโทรคุยกับพี่ธรรม์ ตอนนี้อิทกำลังตามหาคุณแม่อยู่ ไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากตำรวจแทบทุกโรงพักอิทมุ่งมั่นและจริงจังกับเรื่องนี้มาก”
“มันบ้าไปแล้ว แล้วนี่ทำไมธรรม์ไม่บอกชั้น”
“ก็ใครจะกล้าบอกล่ะคะ คุณท่านเคยสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงคุณผู้หญิง หนูชนถูกไล่ออกไม่ใช่เพราะเรื่องคุณผู้หญิงหรอกเหรอคะ เอ๊ะ นี่คุณท่านยอมฟังหนูชนนี่ แสดงว่ายอมให้หนูชนมาเป็นติวเตอร์เหมือนเดิมแล้วใช่มั้ยคะ”
อิทธิพลนิ่งไม่ปฏิเสธเป็นการยอมรับ
“มีวิธีนี้วิธีเดียวเหรอ” อิทธิพลถาม
“อิชั้นก็ไม่เห็นวิธีอื่นแล้วล่ะค่ะ ที่สำคัญตอนนี้เราต้องหยุดคุณอิท ไม่งั้นได้ไปเที่ยวตามหาคุณผู้หญิงให้วุ่นวายแน่ๆ เดี๋ยวได้เป็นข่าวอีกนะคะ”
“หนูขอเรียนตรงๆนะคะ คนที่ทำให้อิทไปตามหาคุณแม่ก็คือท่านเอง ในเมื่อท่านไม่ยอมเข้าใจอิท อิทก็เลยต้องไปหาคนที่เข้าใจเค้า ตอนนี้ท่านห้ามอะไรอิทไม่ได้หรอกค่ะ นอกจากท่านจะมีเหตุผลที่ดีพอว่า
ทำไมอิทถึงจะไปตามหาคุณแม่ไม่ได้”
อิทธิพลนิ่งคิดเครียดแต่สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจำยอม
“ก็ได้ ถ้านายอิทสอบผ่าน ชั้นจะเป็นคนพามันไปหาแม่เอง”
ชนมนดีใจจึงรีบยกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่ะ ท่าน งั้นหนูขอไปบอกข่าวดีกับอิทก่อนนะคะ”
ชนมนรีบออกไป ถนอมมองอิทธิพลอย่างเข้าใจ
“ยังไงก็แม่ลูกกันนะคะ คุณท่าน ไม่วันใดวันหนึ่งคุณอิทก็ต้องหาทางไปพบคุณผู้หญิงอยู่แล้ว คุณท่านเป็นคนพาไป เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ”
อิทธิพลยังคงนั่งเครียด

มณีมันตรานั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เมนี่ชูไอแพดให้มณีมันตราดูด้วยท่าทางไม่พอใจมาก
“อธิบายมาค่ะ น้องมาย่า”
ภาพในจอไอแพดเป็นหน้าจอข่าวออนไลน์ซึ่งเป็นภาพแอบถ่ายของมณีมันตรากับธรรม์ขณะหยอกล้อใกล้ชิดกันมากที่สวนรถไฟ
“ไม่มีอะไรต้องอธิบายค่ะ หนูไม่ได้ทำผิดอะไร”
“ไม่ระวังตัวจนเป็นข่าวอย่างนี้ ยังมาบอกว่า ไม่ได้ทำอะไรผิดอีก พี่เมนี่จะไม่พูดมากล่ะนะ แต่พี่เมนี่ขอสั่งห้ามไว้เลย ตั้งแต่นี้ต่อไป ห้ามไปไหนมาไหนกับหมวดธรรม์อีกเด็ดขาด”
“หนูรู้จักกับพี่ธรรม์มาตั้งแต่เด็ก เออ..หนูเห็นพี่ธรรม์เป็น..พี่ชาย..”
“พี่เมนี่ก็ไม่ได้ให้เลิกเป็นพี่เป็นน้องกันนี่คะ เพียงแค่ห้ามไปไหนด้วยกันตามลำพัง เจอได้เฉพาะเรื่องงาน และทุกครั้งที่เจอกันต้องมีพี่เมนี่อยู่ด้วย กันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ข่าวทีหลัง”
“แต่นี่มันชีวิตส่วนตัวหนูนะคะ”
“น้องมาย่าไม่มีชีวิตส่วนตัวตั้งแต่เริ่มตัดสินใจเข้าวงการแล้วล่ะ”
โทรศัพท์มือถือของเมนี่ดัง เมนี่ดูหน้าจอ
“ไงล่ะ อาเจ็กสุวิชโทรมาแล้ว”
เมนี่ปั้นหน้ายิ้มแล้วกดรับมือถือ
เมนี่พูดเสียงหวานเจี๊ยบ “ค่า คุณสุวิช คุยกับน้องเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีอะไรในกอไผ่ค่ะ เป็นพี่เป็นน้องกันจริงๆ น้องเค้าสัญญาแล้วค่ะว่า จะไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เมนี่ก็จะไม่ยอมให้น้องมาย่ามีข่าวกับผู้ชาย..” เมนี่ชะงักฟัง “อ้าว มีข่าวได้เหรอคะ ข่าวกับใคร โอเจเหรอคะ โอเคเลยค่า รับทราบ ปฏิบัติค่ะ”
มณีมันตราระแวง “โอเจมาเกี่ยวอะไรกับหนูคะ”
“เราจะต้องสร้างกระแสข่าวน้องมาย่ากับโอเจกลบข่าวหมวดธรรม์น่ะซิ แล้วก็เป็นการโปรโมทหนังของเราด้วย”
“ข่าวหนูกับโอเจ ข่าวอะไรคะ ข่าวที่เราเล่นหนังด้วยกันเหรอคะ”
“ข่าวเล่นหนัง ใครจะมาสนใจกัน” เมนี่ว่า “เวลามีงานบวงสรวงละครงานแถลงข่าว
หนัง น้องมาย่าเคยเห็นนักข่าวถามเรื่องงานมั้ย นอกจากถามเรื่องใครกิ๊กกะใคร ใครเกาหลากะใคร แต่งไม่แต่ง ท้องไม่ท้อง ฉะนั้นเราจะต้องปล่อยข่าวว่าน้องมาย่าเป็นแฟนกับโอเจ”
มณีมันตราตกใจ “หา!”
เมนี่ไม่รอฟังอะไรต่อ เธอรีบกดมือถือโทรหานักข่าวทันที
“ฮัลโหลๆ เมนี่นิวส์มาแล้วค่ะ พี่ปิ๋มขา หมวดธรรม์น่ะเหรอคะ นั่นข่าวสับขาหลอกค่ะ พี่ปิ๋มขา ตัวจริงของน้องมาย่าเหรอคะ อุ๊ย บอกไม่ได้จริงๆค่ะ บอกใบ้ก็ได้ค่ะ ซุปตาร์ค่ะ ซุปตาร์”

มณีมันตรานิ่งอึ้งเพราะทำอะไรไม่ได้

ชนมนรีบเร่งเดินมาอย่างดีใจมาถึงที่หน้าห้องอิทธิฤทธิ์ ชนมนเคาะประตูรัวๆ อย่างใจร้อน

“นายอิท นี่ชั้นเองนะ เปิดประตูหน่อย หรือว่าไม่อยู่ในห้อง”
ชนมนเอื้อมมือจะไปแตะลูกบิดประตู เสียงล็อคประตูจากในห้องดังแกร็ก
“อ้าว ! อยู่นี่”
ชนมนทั้งเคาะทั้งตบประตูอย่างแรง
“นี่ นายอิท ออกมาคุยกันหน่อย ชั้นมีเรื่องสำคัญจะบอก...”
เสียงเพลงร็อคหนักหน่วงดังมาจากในห้อง
“นายอิท !”
เสียงเพลงร็อคดังขึ้นกว่าเดิมอีก
ชนมนตะโกน “นายอยากเจอแม่ไม่ใช่เหรอ ถ้าอยากเจอแม่ก็ออกมาคุยกับชั้น ! นายอิทธิฤทธิ์”
จากเพลงร็อคเปลี่ยนเป็นเพลงเฮฟวี่เมทัลที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
“ไม่เปิดประตูใช่มั้ย ได้”
ชนมนเอามือตบหัวไหล่เตรียมพร้อมจะพุ่งเอาไหล่ชนประตูให้เปิด ชนมนถอยมา 3 ก้าวแล้วพุ่งตัวจะไปชนประตูแต่ประตูก็เปิดผลัวะออกมาพอดี ชนมนพุ่งตัวถลาเข้าไปในห้องอย่างเบรกตัวไม่ทัน
“เฮ้ย !”
ชนมนเสียหลักล้มลงหน้าคว่ำกลางห้องอย่างไม่เป็นท่า

ชนมนนอนคว่ำอยู่ที่พื้นก่อนจะค่อยๆตะเกียกตะกายลุกขึ้น อิทธิฤทธิ์ยืนมองมาแบบทั้งเซ็งทั้งรำคาญใจ
อิทธิฤทธิ์ตะโกน “มีอะไร?”
ชนมนตะโกน “ปิดเพลงก่อน”
อิทธิฤทธิ์หยิบรีโมทกดปิดเพลงแล้วเดินไปล็อคประตูห้อง
“ปิดเพลงก็พอ ล็อคประตูทำไม” ชนมนถาม
“มีเรื่องสำคัญจะบอกไม่ใช่เหรอ ถ้าสำคัญมากคนอื่นก็ไม่ควรจะรู้”
ชนมนค่อยๆถอยหลังอย่างระวังตัว อิทธิฤทธิ์ก้าวเข้าไปหาช้าๆ เพื่อแกล้ง
“ไม่ต้องมาใกล้”
“กลัวอะไร”
“ไม่ได้กลัว ! คนอย่างนายมีอะไรต้องกลัว”
“งั้นเหรอ?! รู้จักชั้นน้อยไปซะแล้ว ! ฆ่าหมกห้องซะเลยดีมั้ย”
อิทธิฤทธิ์จับไหล่ชนมน ชนมนหมุนตัวจับอิทธิฤทธิ์ล็อคตัวไว้ได้ อิทธิฤทธิ์สะบัดตัวหลุดจากชนมนได้ก็จับตัวชนมนยันข้างฝาพร้อมกับจับแขนชนมนตรึงตัวไว้ได้
“ผู้หญิงยังไงก็แพ้ผู้ชาย”
อิทธิฤทธิ์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าชนมน
“เมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับชั้นซะที”
ชนมนเอาหัวโขกหน้าผากอิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์เสียหลักเซออกไป ทั้งสองคลำหัวตัวเองอย่างเจ็บไม่น้อยกว่ากัน
อิทธิฤทธิ์โวย “โอ๊ย ! เล่นทีเผลอนี่หว่า”
“ตอนนี้ไม่เผลอแล้วใช่มั้ย” ชนมนถาม
ชนมนจะใช้ท่าไม้ตายกระโดดเตะก้านคออิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์พุ่งตัวหลบไปกลิ้งอยู่บนเตียง ชนมนพุ่งตัวตามไปที่เตียงอย่างไม่ทันคิด อิทธิฤทธิ์กับชนมนปล้ำสู้กันโดยที่ต่างฝ่ายต่างพยายามจะจับตัวอีกฝ่ายให้หยุด
ชนมนใช้ผ้าห่มตลบพันตัวอิทธิฤทธิ์เหมือนตัวดักแด้แล้วก็จับตัวอิทธิฤทธิ์ไว้ตรึงไว้กับเตียง อิทธิฤทธิ์นิ่งกระดุกกระดิกตัวไม่ได้
“ทีนี้ฟังชั้นได้แล้วใช่มั้ย” ชนมนถาม
“บอกแล้วไงว่า ไม่เรียน เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”
“ฟังก่อนซิ อย่าใช้แต่อารมณ์ ถ้านายตั้งใจเรียนจนสอบผ่านพ่อนายจะยอมพานายไปหาแม่”
“จริงเหรอ?”
ชนมนปล่อยมือจากอิทธิฤทธิ์เมื่อเห็นว่าอิทธิฤทธิ์ยอมหยุดฟังแล้ว อิทธิฤทธิ์สะบัดผ้าห่มให้หลุดออกพลางคิดเรื่องชนมนบอกอย่างไม่อยากเชื่อ
“พ่อยอมพาชั้นไปหาแม่จริงๆ เหรอ”
อิทธิฤทธิ์หันกลับจับตัวชนมนตรึงลงบนเตียง
“อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”
“โว้ย ไม่เชื่อก็ไปถามพ่อนายซิ”
ชนมนผลักอิทธิฤทธิ์ออกไปแล้วเป็นฝ่ายจับอิทธิฤทธิ์ตรึงบนเตียงเสียเอง อิทธิฤทธิ์กับชนมนมองหน้ากันแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัวต่างเหมือนอยู่ในอ้อมกอดกันและกัน อิทธิฤทธิ์กับชนมนผละออกจากกันแทบไม่ทัน
อิทธิฤทธิ์พูดแก้เก้อ “เออ..ไปถามพ่อก็ได้”

ทั้งสองต่างเก้อเขินจนไม่กล้าสบตากัน ก่อนจะหันมามองกันอีกครั้งแล้วต่างคนต่างก็เมินหน้าหนี

อิทธิพลนั่งนิ่งเพราะยังคงเครียดเรื่องที่ยอมทำตามวิธีของชนมน เขานั่งมองอิทธิพลอย่างคาดคั้น
 
ในขณะที่ชนมนกับถนอมยืนมองอยู่ห่างๆ
“พ่อจะพาผมไปหาแม่จริงๆ เหรอ”
“จริงๆค่ะ คุณอิท คุณท่านยอมตกลงแล้วล่ะค่ะ” ถนอมว่า
“แต่นายต้องสอบให้ผ่านนะ นายถึงจะไปพบคุณแม่ได้ คิดว่า ทำได้มั้ยล่ะ”
“ชั้นทำได้อยู่แล้ว” อิทธิฤทธิ์พูดกับอิทธิพล “ว่าแต่พ่อเถอะ จะทำตามที่พูดได้หรือเปล่า”
อิทธิพลยังนิ่งไม่พูดอะไร
อิทธิฤทธิ์พูดกับอิทธิพล “ถ้าผมยังไม่ได้ยินจากปากพ่อ ผมก็ยังไม่เชื่อ ว่าไงล่ะ พ่อ”
อิทธิพลจำใจพูด “ชั้นรับปากแก ถ้าแกเรียนจบเมื่อไหร่ ชั้นจะพาแกไปหาแม่”
“แล้วพ่อรู้เหรอว่า แม่อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ว่า พอถึงเวลาแล้วจะมาอ้างว่าหาแม่ไม่เจอ”
“แม่แกย้ายไปอยู่อเมริกา มีชั้นคนเดียวที่รู้ว่า เค้าอยู่ที่ไหน แกเลิกตามหาแม่แกให้วุ่นวายได้แล้ว ตั้งใจเรียนไป เข้าใจมั้ย”
“ได้ ผมจะตั้งใจเรียนให้จบ พ่อก็รักษาคำพูดของตัวเองด้วยแล้วกัน”
อิทธิฤทธิ์รีบลุกขึ้น
“จะรีบไปติวกับหนูชนเหรอคะ ดีๆค่ะ ป้าจัดห้องเตรียมขนมนมเนยไว้แล้ว” ถนอมบอก
“ติวพรุ่งนี้ วันนี้ขอไปบอกข่าวดีกับมาย่าก่อน ผมไปนะ ป้า”
อิทธิฤทธิ์รีบเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี ชนมนมองตามแล้วก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้
ชนมนพึมพำ “อะไรๆก็มาย่า”
ชนมนหันกลับมามองอิทธิพลที่ดูหนักใจและเคร่งเครียด ชนมนตะหงิดใจเล็กน้อย

ธรรม์กำลังสอนท่าป้องกันตัวด้วยมือเปล่าให้มณีมันตรา ธรรม์จับข้อมือของมณีมันตราเอาไว้แล้วสอนวิธีการสะบัดให้หลุดเมื่อถูกจับข้อมือ
ธรรม์ถือมีดเข้าแทงเพื่อให้มณีมันตราหลบแล้วหันมาสับที่ข้อมือธรรม์จนมีดหลุดลงพื้น
ธรรม์เข้าหามณีมันตราจากข้างหลัง โดยใช้มือหนึ่งล็อคคอส่วนอีกมือกอดเอวไว้ มณีมันตราศอกไปทางด้านหลัง ธรรม์งอตัวหลบได้ มณีมันตรากระทืบลงที่เท้าธรรม์แต่ธรรม์ก็หลบได้อีก
มณีมันตราหัวเราะ “พี่ธรรม์อ่ะ แกล้งแพ้ย่าหน่อยสิ”
ธรรม์คลายมือจากมณีมันตรา
“ก็ช่วยจำที่พี่สอนหน่อยสิ” ธรรม์ว่า
มณีมันตราหันขวับเข้ามาประจันหน้าแล้วจับคอเสื้อธรรม์ไว้เตรียมจะจับธรรม์ทุ่มลงพื้น ธรรม์มองมณีมันตราแล้วยิ้มอบอุ่นจนมณีมันตราทำไม่ลง ทั้งสองมองกันนิ่ง อิทธิฤทธิ์เดินเข้ามาเห็นก็ชะงักมองอย่างไม่พอใจ
“ทำอะไรกัน !”
“ก็เห็นอยู่ว่า ทำอะไรกัน” ธรรม์ว่า
“ดูยังไงก็ไม่เหมือนฝึกสอนคิวบู๊ เหมือนมายืนจีบกันมากกว่า นายคิดจะจีบมาย่าหรือไง”
“อิท ! พูดอะไรบ้าๆ มาหานี่ มีธุระอะไร” มณีมันตราถาม
“ไปคุยกันที่อื่น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเราสองคนเท่านั้น” อิทธิฤทธิ์บอก
อิทธิฤทธิ์ดึงตัวมณีมันตราออกไป เมนี่เดินสวนมาโดยก้มหน้าก้มตาดูไอแพดในมือตลอดเวลา
“หมดเวลาแล้วล่ะค่ะ หมวดธรรม์เชิญกลับไปได้ค่ะ พี่เมนี่ขอแล้วนะคะเจอได้เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ต่อไปนี้ห้ามน้องมาย่าอยู่กับผู้ชายคนไหนสองต่อสองเป็นอันขาด อย่าได้คิดว่าจะหลุดเล็ดรอดสายตาพี่เมนี่ไปได้”
เมนี่เงยหน้าจากไอแพดเมื่อไม่ได้ยินการตอบรับใดๆ
เมนี่งง “อ้าว น้องมาย่าล่ะคะ”
“ออกไปกับนายอิทแล้วล่ะครับ” ธรรม์บอก
“นายอิท?”
“นายอิท..น้องชาย..เออ..เพื่อนสนิทมาย่าไงครับ”
“น้องอิท..น้องนักแข่ง..เป็นผู้ชายใช่มั้ยคะ ไม่ได้ๆ ไม่ได้ค่ะ น้องมาย่าจะมีข่าวกับผู้ชายคนอื่นไม่ได้ ช่วยกันตามตัวน้องมาย่ากลับมาด่วนเลยค่ะ หมวดธรรม์คะ ช่วยหน่อยนะคะ ช่วยหน่อยๆ”
เมนี่วิ่งพล่านออกไป ธรรม์เริ่มรู้สึกว่าเรื่องระหว่างเขากับมณีมันตราเริ่มจะยากขึ้นทุกที

มณีมันตราตื่นเต้นดีใจที่รู้ข่าวดีจากอิทธิฤทธิ์ มณีมันตราจับมืออิทธิฤทธิ์เขย่าไปมาอย่างดีใจด้วยจริงๆ
“ดีใจด้วยนะ อิท ชั้นดีใจกับเธอด้วยจริงๆ ต่อไปนี้ เธอต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่งั้นเธอจะอดเจอคุณแม่”
“ไงชั้นก็ต้องได้เจอแม่แน่ๆ ถ้าชั้นเอาจริง สอบผ่านอยู่แล้ว”
“นี่เป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีเลยนะเนี่ย”
“ยังหรอก ข่าวที่ดีกว่านั้นคือ ถ้าชั้นสอบผ่าน เราก็จะได้เรียนจบพร้อมกัน รับปริญญาพร้อมกัน แล้วชั้นก็จะไปเรียนต่อที่อเมริกากับเธอด้วย”
มณีมันตราขำ “เรียนต่อ! เธอจะไปเรียนอะไร”
“เอาเถอะน่า เดี๋ยวถึงเวลานั้นชั้นก็คิดออกเองแหละ”
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลเลย เอาแค่สอบวิชาอาจารย์ตุลาให้ผ่านก่อนดีกว่า”
มณีมันตรายื่นนิ้วก้อยออกไปให้อิทธิฤทธิ์แล้วพูด
“เธอต้องสัญญาว่าจะต้องสอบให้ผ่านให้ได้”
“ได้ ชั้นสัญญา”
อิทธิฤทธิ์กำลังยื่นนิ้วก้อยออกไปจะเกี่ยวด้วยแต่แล้วก็เห็นธรรม์เดินออกมาตามหามณีมันตรา อิทธิฤทธิ์จึงเปลี่ยนใจไม่เกี่ยวก้อยแต่จับมือมณีมันตราแล้วดึงตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะรวบตัวกอดเอาไว้
มณีมันตราตกใจ “อิท !”
“ขอบใจนะที่เป็นกำลังใจให้ชั้น”
ธรรม์ชะงักมองเห็นอิทธิฤทธิ์กอดมณีมันตรา เขาตัดสินใจเดินออกไปอย่างเงียบๆ
อิทธิฤทธิ์ยิ้มสะใจ มณีมันตราผลักอิทธิฤทธิ์ออกไป
“เล่นอะไร ! อย่าทำอย่างนี้อีกนะ”
“ไม่ได้เล่น...มาย่า..ต่อไปนี้ชั้นจะตั้งใจเรียน ชั้นจะสอบให้ผ่าน ไม่ใช่เพื่อที่จะได้เจอแม่เท่านั้น แต่เพื่อเธอด้วยนะ มาย่า”

อิทธิฤทธิ์มองมณีมันตรานิ่ง มณีมันตรานิ่งอึ้งเพราะหนักใจ
 
อ่านต่อหน้า 3

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

เช้าวันใหม่ที่สดใส อิทธิฤทธิ์วางกองหนังสือลงบนโต๊ะดังปังด้วยท่าทีมุ่งมั่น มณีมันตรานั่งลงข้างๆ อิทธิฤทธิ์
 
อิทธิฤทธิ์หันไปยิ้มให้มณีมันตรา มณีมันตรายิ้มตอบอย่างจืดๆ เพราะยังหนักใจกับคำพูดของอิทธิฤทธิ์ ชนมนก้าวเข้ามามองลูกศิษย์ทั้งสองคนอย่างพึงพอใจ

เวลาผ่านไป อิทธิฤทธิ์พลิกหนังสือกฎหมายเพื่อค้นหาข้อมูล ชนมนฟังมณีมันตราตอบคำถามอย่างตั้งใจ
“โจทก์ฟ้องแค่ว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่ผิดแค่มาตรา 288 กับมาตรา 80 นะ ถึงจะอ้างมาตรา 289 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยก็เหอะ แต่โจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายยังไงนี่นา”
อิทธิฤทธิ์ถาม “งั้นก็เป็นแค่เหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 289 ศาลก็ลดโทษจำเลยตามมาตรา 289 ไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”
“ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้อง แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จะลงโทษจำเลยได้เพียงฐานพยายามฆ่านาย.กอและฐานพยายามฆ่านาย ขอ.โดยพลาดเท่านั้นตามมาตรา 158 และ 192 วรรคสี่”
อิทธิฤทธิ์พยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจพลางจดเลคเชอร์ไปด้วย
“เอ้า คดีต่อไปเลย เพ่ ลุยต่อได้เลย”
ชนมนยิ้มอย่างพึงพอใจ

มณีมันตราเดินลงมาจากชั้นบน โดยมีอิทธิฤทธิ์กับชนมนเดินตามมาส่ง
“ย่าไปก่อนนะคะ พี่ชน วันนี้ย่ามีงานมีตติ้งกับแฟนคลับ ไม่ไปไม่ได้จริงๆ” มณีมันตราพูดกับอิทธิฤทธิ์ “เธอมีโอกาสเรียน ก็ตั้งใจเรียนนะ อิท”
“ก็ตั้งใจอยู่นี่ไง” อิทธิฤทธิ์บอก
โทรศัพท์มือถือของอิทธิฤทธิ์ดังขึ้น อิทธิฤทธิ์มองหน้าจอแล้วกดรับเพราะนึกว่าเจ๋งโทรมาชวนเที่ยว
“มีไรวะ วันนี้ไปไหนไม่ได้ มีติว” อิทธิฤทธิ์ฟัง “อีกแล้วเหรอวะ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
อิทธิฤทธิ์กดปิดโทรศัพท์มือถือ
“จะไปไหน ยังติวไม่เสร็จนะ” ชนมนว่า
อิทธิฤทธิ์พูดเสียงเครียด “เจ๋งโดนพ่อซ้อม”
“มุกนี้ใช้แล้ว เปลี่ยนมุกใหม่เถอะ” มณีมันตราว่า
“คราวนี้ของจริง! ไม่เชื่อก็ตามใจ”
อิทธิฤทธิ์รีบวิ่งออกไป
“นายอิท ! ชั้นไม่ให้นายไป” ชนมนเสียงดัง
ชนมนกับมณีมันตราวิ่งตาม

อิทธิฤทธิ์วิ่งออกมามองหารถมอเตอร์ไซค์ ถนอมเดินถือจดหมาย ซองนิตยสารต่างๆ ที่เพิ่งไปหยิบมาจากตู้หน้าบ้านเข้ามา
“ป้าหนอม รถไอ้เจ๋งล่ะ”
“นายเจ๋งมาเอาคืนไปเมื่อเช้าแล้วค่ะ”
“โธ่เว้ย แล้วจะไปยังไงล่ะเนี้ย”
ชนมนกับมณีมันตราวิ่งตามออกมา
“นายไปไหนไม่ได้นะ ยังไงนายต้องติวกับชั้นจนครบชั่วโมง นายตั้งใจเรียนก็ทำได้แต่นายไม่ทำ นายเป็นอะไรของนาย หา !”
อิทธิฤทธิ์อึกอัก “ชั้น..”
มณีมันตราขัด “เพิ่งสัญญากับชั้นเมื่อวาน วันนี้ก็ผิดสัญญาแล้ว เธอนี่แย่จริงๆ !”
อิทธิฤทธิ์เสียใจ “มาย่า...”
ชนมนสวน “กลับขึ้นไปติวต่อเดี๋ยวนี้ ไม่ว่านายจะเบื่อแค่ไหน นายก็ต้องติว”
“ไม่ได้....” อิทธิ์ฤทธิ์จะบอกว่าตัวเองไมไ่ด้เบื่อ
มณีมันตราขัดจังหวะขึ้นมาอีก “ลืมเป้าหมายของตัวเองแล้วเหรอ”
“ถ้านายตั้งใจเรียน”
“สอบให้ผ่าน”
“นายก็จะได้เจอแม่”
ชนมนกับมณีมันตราพูดพร้อมกัน “จะกลับหรือไม่กลับ”
อิทธิฤทธิ์เสียงดัง “โธ่โว้ย ไม่ฟังกันบ้างเลย ขี้เกียจจะพูดแล้ว”
อิทธิฤทธิ์หันไปเห็นจักรยานชนมนจอดอยู่ก็วิ่งไปกระโดดขึ้นขี่
ชนมนร้องเสียงหลง “เฮ้ย นั่นมันรถชั้น”
ชนมนกระโดดตามไปตะครุบจับเบาะหลังของจักรยานไว้
“หยุดเดี๋ยวนี้”
อิทธิฤทธิ์ปั่นจักรยาน ชนมนวิ่งตามโดยยังจับเบาะหลังอยู่
“ปล่อย!”
“ไม่ปล่อย !”
อิทธิฤทธิ์ปั่นจักรยานออกจากบ้าน ชนมนกระโดดขึ้นซ้อนท้ายแต่อิทธิฤทธิ์ก็ปั่นรถออกไป
“เอาตัวกลับมาให้ได้นะคะ พี่ชน” มณีมันตราตะโกนไล่หลัง
“วันนี้วันธงชัย ฤกษ์ดีแล้วเชียวนะ ยังมีเรื่องอีกจนได้” ถนอมเซ็ง

มณีมันตรามองตามอย่างหน่ายใจกับอิทธิฤทธิ์

อิทธิฤทธิ์ขี่จักรยาน ชนมนซ้อนท้ายโดยเกาะเอวอิทธิฤทธิ์ไว้แน่น

“เลี้ยวรถกลับบ้านเดี๋ยวนี้นะ” ชนมนสั่ง
อิทธิฤทธิ์สวน “ไม่กลับ !”
“งั้นชั้นเขย่าให้รถล้ม”
ชนมนโยกตัวไปมาเพื่อให้รถล้มจนรถเซไปเซมา
อิทธิฤทธิ์ตกใจ “เฮ้ยๆ บ้าป่าว รถล้ม ก็ล้มไปด้วยกัน อยากเจ็บตัวหรือไง”
ชนมนนึกได้จึงหยุดโยกตัวแล้วนั่งนิ่งๆ
“กลับไปติวกับชั้น ชั้นรู้นะ นายโดดเรียน เพราะมาย่ากลับก่อนใช่มั้ย”
อิทธิฤทธิ์หน่ายใจ “มาย่าเกี่ยวซะที่ไหน ชั้นจะไปช่วยไอ้เจ๋ง”
“ชั้นไม่โง่ให้นายหลอกซ้ำสองหรอก !”
“ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ ลงไป เกาะเป็นเห็บอยู่ได้ หนัก”
ชนมนทุบหลังอิทธิฤทธิ์จนหลังแอ่น
“ถ้าชั้นเป็นเห็บ นายก็เป็นหมา” ชนมนว่า
“ด่าเป็นหมาเลยเหรอ งั้นต้องเจออย่างนี้”
อิทธิฤทธิ์แกล้งขี่รถจักรยานซิกแซกออกซ้ายเบี่ยงขวาแบบจะล้มมิล้มแหล่
“เฮ้ย ขี่ดีๆ ! เดี๋ยวรถชั้นพัง”
อิทธิฤทธิ์ไม่ฟัง เขายังคงขี่เฉๆ ไปตลอดทาง

เจ๋งถูกผลักจนกระเด็นล้มลงที่พื้น เขาอยู่ในสภาพหัวแตกและหน้าแดงปื้นเพราะถูกฟาดมาหลายยกแล้ว
“โอ๊ย !”
เจ๋งตะเกียกตะกายลุกขึ้นไปหาจิกที่กำลังค้นหาเงินตามที่ต่างๆ และโยนข้าวของกระจุยกระจาย
“ผมไม่มีเงินจริงๆ พ่อ”
“ข้าไม่เชื่อ !” จิกว่า
เจ๋งจับตัวจิกไม่ให้รื้อข้าวของ แต่จิกผลักเจ๋งจนล้มก้นจ้ำเบ้า อิทธิฤทธิ์ขี่จักรยานมาถึงหน้าบ้านแล้วก็ไม่สนใจจอดรถดีๆ เขาผละไปจากรถทันที ชนมนที่ซ้อนท้ายอยู่แทบจะจับรถไว้ไม่ทัน เธอรีบจับรถไว้แล้วจอดรถดีๆ
จิกค้นหาเงินไม่เจอก็เริ่มหงุดหงิด เขาตรงเข้ามากระชากคอเสื้อเจ๋ง
“เอาเงินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“บอกแล้วว่า ไม่มี”
จิกตบบ้องหูเจ๋งไปหนึ่งฉาดจนเจ๋งล้มลงไปคลุกฝุ่นที่พื้น จิกตามไปแล้วเงื้อมือจะตบอีก อิทธิฤทธิ์เข้ามายืนขวางไว้ จิกชะงักเพ่งมองอิทธิฤทธิ์แล้วก็พอจะจำได้
“คุณอิท !”
“ยังจำได้ แสดงว่ายังไม่เมาเท่าไหร่” อิทธิฤทธิ์ว่า
ชนมนตามเข้ามาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็เชื่อแล้วว่าอิทธิฤทธิ์มาช่วยเจ๋งจริงๆ
จิกยิ้มปะเหลาะ “ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ วันก่อนให้ผมไปร้อยนึง วันนี้ซักห้าร้อยก็พอครับ”
เจ๋งทั้งอายทั้งโกรธ “พ่อ !”
“วันนี้ผมไม่มีเงินจะให้หรอก ลุงควรไปทำงานหาเงินเอง เลิกมาไถเงินลูกเอาไปซื้อเหล้าได้แล้ว”
จิกหุบยิ้ม “ไม่ต้องมาสั่งสอน”
“หรือลุงอยากให้คนอื่นมาสั่งสอนแทน อย่าง..อย่างลูกน้องพ่อผม ลุงคงไม่อยากให้เจ๋งมันกำพร้าพ่อใช่มั้ย”
อิทธิฤทธิ์จ้องหน้าจิกอย่างเอาเรื่อง จิกนิ่งอึ้งไปเพราะเริ่มกลัว
“ผมขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าทำอะไรไอ้เจ๋งอีก”
“ครับๆ ผมไม่ทำแล้วครับ”
จิกลนลานเดินออกไป อิทธิฤทธิ์เข้าไปประคองเจ๋ง
“เป็นไงมั่งวะ”
เจ๋งน้ำตาซึม “ไม่เป็นไร พี่”
ชนมนมองอิทธิฤทธิ์ที่ดูกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกต้องซึ่งเป็นมุมดีๆที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

รถตู้ของมณีมันตราวิ่งมาจอดที่หน้าโรงแรมซึ่งมีกลุ่มแฟนคลับจำนวนมหาศาลรออยู่ กลุ่มแฟนคลับกรูเข้ามาเกาะรถตู้ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“น้องมาย่า !! น้องมาย่ามาแล้ว !!”
กลุ่มแฟนคลับรุมล้อมและชะโงกมองเข้าไปในรถ แต่ก็มองไม่เห็นข้างในเพราะติดฟิลม์ดำมืด

เมนี่ที่นั่งอยู่ในรถตู้โบกไม้โบกมือให้กลุ่มแฟนคลับประหนึ่งว่าเป็นมณีมันตราเสียเอง
“น้องมาย่าดูซิคะ แฟนคลับมากันตรึมเลย แฟนคลับจีน เกาหลี ญีปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย มากันครบ นี่จัดแข่งเอเชี่ยนเกมส์ได้เลย พร้อมยังคะ น้องมาย่า น้องมาย่า”
ไม่มีเสียงตอบรับ เมนี่หันไปหามณีมันตราแต่ไม่เห็น
“น้องมาย่า น้องมาย่าขา อยู่ไหนคะ ชั้นลืมล็อคประตูหรือเปล่ากลิ้งหล่นตกถนนไปแล้วเหรอ” เมนี่เรียกเสียงดัง “น้องมาย่า !!”
มณีมันตราที่ก้มตัวใส่รองเท้าอยู่โผล่หน้าขึ้นมา
“พร้อม..พร้อมแล้วค่า”
“งั้นเตรียมไป meet and greet กับแฟนคลับได้เลย ตายแล้ว จัดระเบียบร่างกายเดี๋ยวนี้ ผมเผ้าอย่าให้รุงรัง ปัดแก้มเพิ่มซักหน่อย ไม่ทันแล้วๆ หยิกแก้มตัวเองสามที ใช้ได้แล้ว หน้าขาวอมชมพูอินเทรนด์”
มณีมันตราสะบัดผม หยิกแก้ม จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ และฉีดสเปรย์ระงับกลิ่นปาก
“ดีมาก พร้อมนะคะ” เมนี่ถาม
“พร้อมค่ะ!”

มณีมันตราฉีกยิ้มพร้อมรับงาน

เมนี่ลงจากรถตู้มาเปิดประตูให้
 
มณีมันตราลงจากรถด้วยความสวยใสและแต่งหน้าแต่งตัวแบบจัดเต็ม ต่างกับมณีมันตราในชุดที่ไปติวกับชนมนอย่างสิ้นเชิง
แฟนคลับส่งเสียงเซ็งแซ่ “น้องมาย่าคะ/ครับ /สอบเหนื่อยมั้ย /ผอมไปนะ ลูก”
บรรดาแฟนคลับกรูกันไปหามณีมันตราเพื่อขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ยื่นของ เช่น ถุงขนม ตุ๊กตา กล่องของขวัญ ฯลฯ ให้ เมนี่ช่วยรับของไปอย่างรวดเร็ว
มณีมันตรายิ้มแย้มทักทายอย่างแจ่มใสเริงร่าและไม่มีวี่แววของความง่วงหรือความเหนื่อยเลย
“เย้ เจอกันอีกแล้ว คิดถึงจังเลย” มณีมันตรารับขนม “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ” มณีมันตรารับของกล่องใหญ่ “ฮู้ อะไรเนี่ย ตื่นเต้นจัง เดี๋ยวไว้เปิดที่บ้านนะคะ”
แฟนคลับคนหนึ่งถือไอโฟนถ่ายวิดีโอ “น้องมาย่า ทักทายแฟนคลับสุรินทร์หน่อยสิคะ”
“สวัสดีค่ะ ชาวมาย่า สุรินทร์แฟนคลับ สำหรับคนที่ไม่ได้มางานวันนี้ไม่ต้องเสียใจนะคะ โอกาสหน้าถ้ามาย่าไปอีสานเมื่อไหร่ ได้เจอกันแน่ค่ะ สวัสดีคุณยายม้วนด้วยนะคะ บ๊ายบายค่า” มณีมันตราโบกมือส่งจูบใส่มือถือ
แฟนคลับอีกคนก็ถือไอโฟนถ่ายวิดิโอ “พี่มาย่าคะ อวยพรวันเกิดให้กิฟท์มันหน่อยสิคะ”
“หวัดดีน้องกิฟท์ โตเป็นสาวขึ้นอีกปีแล้วนะ เทอมหน้าก็ขึ้น ม. 4 แล้ว เรียนภาษาฝรั่งเศสเก่งๆ แล้วมาสอนพี่พูดบ้างนะ โชคดีจ้า”
เมนี่ที่ยืนยิ้มแย้มอยู่เข้ามาแทรก
“ทุกคนค่ะ เมนี่ว่าเข้างานกันดีกว่ามั้ยคะ เราเลทแล้ว เดี๋ยววันนี้น้องมาย่ามีเพลงมาฝากด้วยน้า”
แฟนคลับเฮด้วยความดีใจ มณีมันตราแปลกใจเพราะไม่รู้มาก่อน
มณีมันตรากระซิบ “ร้องเพลงอะไร พี่เมนี่ก็รู้ หนูร้องเพลงไม่เป็น”
เมนี่กระซิบ “ร้องๆไปเถอะน่า” เมนี่ส่งเสียงดัง “เอ้า ทุกคนพาน้องมาย่าเข้าไปเลยค่า”
มณีมันตราถูกกลุ่มแฟนคลับล้อมรอบดันตัวเข้าไปโดยแทบไม่ต้องเดินเอง เธอไหลไปตามแรงดันของแฟนคลับที่ตามมาเป็นพรวน เมนี่เข้าไปดึงแฟนคลับป้าคนนึงไว้
“พี่มาลีคะ เสื้อแฟนคลับได้แล้วนะคะ อยู่หลังรถค่ะ”
“อุ๊ย ขอบคุณค่ะ ดีจังเลย เดี๋ยวให้เด็กมาขนแล้วใส่กันเลยดีกว่าเนอะ” ป้ามาลีจะมั่วนิ่มเดินไป
เมนี่ดึงไว้ “ตัวละ 300 บาท 100 ตัว ทั้งหมดก็...”
ป้ามาลี “ทุนตัวละไม่ถึงร้อย สองร้อยขาดตัว นี่เอาไปสองหมื่น”
ป้ามาลีส่งซองเงินหนาปึ๊กให้
เมนี่ยังไม่รับซอง “พี่มาลีก็..”
“ถ้าจะฟัน ก็ฟันแต่พองามนะคะ คุณเมนี่ งานมีตติ้งวันนี้ ก็ได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองไปหลายหมื่นแล้วไม่ใช่เหรอ คิดซะว่า ช่วยๆกันนะคะ”
เมนี่ฝืนยิ้มไหว้งามๆแล้วรับซองเงินมา
“ขอบคุณค่ะ ได้ค่ะ คิดว่า ช่วยๆ กัน เราสองคนก็รักน้องมาย่าเหมือนกัน เราก็ต้องช่วยน้องอย่างนี้ต่อๆไปนะคะ”
มาลียิ้มอย่างรู้ทันขณะเดินเข้าโรงแรมไป เมนี่ขมุบขมิบด่าไล่หลังแต่นับเงินแล้วก็โอเคเพราะรวยอื้อไปอีกงาน

ชนมนช่วยเจ๋งเก็บข้าวของที่กระจายเกลื่อนให้เข้าที่เข้าทาง ชนมนหันไปมองอิทธิฤทธิ์ที่ดูรถมอเตอร์ไซค์ของลูกค้าที่เข้ามาซ่อมอยู่
“ไอ้เจ๋ง นี่รถใครวะ ท่าทางแรงดี”
“รถพี่เป๊ะ พี่ มาเปลี่ยนผ้าเบรก แต่อาจจะต้องเปลี่ยนโช๊คด้วย เห็นพี่เค้าบอกว่าเครื่องมันสั่นๆ ผมว่าจะเอารถไปลองอยู่พอดี” เจ๋งรู้ใจ “พี่จะลองรถแทนผมมั้ยล่ะ”
อิทธิฤทธิ์ดีใจ “เออ..เอาดิ”
ชนมนดุ “ไม่ได้ !”
อิทธิฤทธิ์กับเจ๋งที่กำลังกระดี๊กระด๊าหุบยิ้มหน้าเหี่ยวลงทันที
“มาช่วยกันเก็บกวาดก่อน” ชนมนถามเจ๋ง “มียาใส่แผลหรือเปล่า”
“แผลแค่นี้ เรื่องเล็ก” เจ๋งคุย
“ไปเอายามา !”
เจ๋งไม่กล้าเถียงอีก เขาเดินไปค้นหากล่องยาแต่โดยดี ชนมนเก็บกวาดไปพลางจัดข้าวของให้เข้าที่“ทำไมถึงได้วางของกระจัดกระจายอย่างนี้ อะไหล่เก่าแยกไว้ซิ อะไหล่ใหม่ก็มาไว้ตรงนี้ ใบเสร็จเอกสารต่างๆก็เก็บไว้ในลิ้นชักซะ อู่นายเล็กก็จริง แต่ถ้าจัดดีๆ ก็จะดูเป็นมืออาชีพ ลูกค้าจะได้อยากใช้บริการ” ชนมนบ่น
เจ๋งถือกล่องยาเข้ามาหยุดมองชนมนอย่างชื่นชม
“ดูดีขึ้นจริงๆ ด้วย” เจ๋งยอมรับ
“ถ้าได้งานเข้ามาเยอะ นายก็ดึงพ่อมาช่วยงาน พ่อนายจะได้ไม่มีเวลาไปกินเหล้า จะได้ไม่มีเรื่องกับพ่ออีก”
“คิดได้ยังไง..ทั้งเก่งทั้งฉลาด...”
“มา ชั้นใส่ยาให้” ชนมนบอก
เจ๋งส่งกล่องยาให้ชนมนด้วยตาปรอยๆ เพราะเขาเริ่มเห็นป้าโหดกลายเป็นพี่สาวใจดีน่ารัก อิทธิฤทธิ์มองเจ๋งแล้วหมั่นไส้จึงฉกกล่องยามาเอง
“ชั้นทำให้เอง”
อิทธิฤทธิ์รื้อกล่องยาแล้วหยิบขึ้นมาดูแล้ววางแล้วก็หยิบอยู่หลายครั้ง
“ขวดไหนวะ ..เจอแล้ว หลับตา เดี๋ยวยาเข้าตา”
“พี่ก็อย่าให้เข้าดิ” เจ๋งบอก
อิทธิฤทธิ์ไม่ฟังเสียง เขาเปิดฝาขวดแล้วราดใส่แผลที่หน้าผากเจ๋งทันที น้ำยาไหลย้อยอาบมาตามใบหน้าเจ๋ง เจ๋งดิ้นพราดด้วยความแสบร้อน
“โอ๊ยๆๆ แสบๆ พี่ทำอะไรอะ”
“จะบ้าเหรอ ใครเค้าใส่ยากันอย่างนั้น” ชนมนว่า
“อ้าว แล้วใส่ยังไงล่ะ ราดอย่างนี้จะได้ทั่วถึง”
“นี่ไม่ได้แกล้งเซ่อใช่มั้ย เช็ดออกก่อนเร็ว”
อิทธิฤทธิ์ดึงสำลีมาเช็ดหน้าเจ๋ง สำลีติดหน้าเจ๋งเป็นแห่งๆ ชนมนดึงขวดยาจากมืออิทธิฤทธิ์ก็เห็นว่าเป็นขวดซีม่าโลชั่น
“นี่มันยาแก้กลาก!” ชนมนว่า
เจ๋งรู้สึกแสบขึ้นไปอีก “อ๊าก ผมไม่ได้เป็นกลาก”
“รีบล้างออกเร็ว”
อิทธิฤทธิ์ถาม “ล้างไง”
ชนมนอ่อนใจ “ไปหาน้ำมา”

อิทธิฤทธิ์หันเห็นถังน้ำเล็กๆวางอยู่ข้างตัวก็รีบยกมาให้เจ๋ง

“ได้น้ำแล้ว รีบล้างออกเร็ว”
 
เจ๋งหลับตาวิดน้ำจากถังมาล้างหน้าอย่างรวดเร็ว
อิทธิฤทธิ์ถาม “เป็นไงมั่งวะ”
“ค่อยยังชั่วแล้วพี่” เจ๋งตอบ
เจ๋งลืมตาเห็นถังน้ำที่ถืออยู่ก็ตกใจ “อ๊าก !”
อิทธิฤทธิ์ตกใจ “ยังแสบอยู่เหรอ”
“นี่มันน้ำถูพื้น” เจ๋งบอก
เจ๋งทำหน้าเหยเกเหมือนอยากจะร้องไห้ ชนมนยืนขำอิทธิฤทธิ์ที่ทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน

อิทธิฤทธิ์เข็นรถจักรยานมาตามทางในซอย โดยมีชนมนเดินตามมาข้างๆ ชนมนนึกภาพอิทธิฤทธิ์ใส่ยาให้เจ๋งแล้วก็อดขำอีกไม่ได้
“นอกจากซิ่งรถแล้ว นายนี่ทำอะไรไม่เป็นเลยใช่มั้ย” ชนมนถาม
อิทธิฤทธิ์มองชนมนตาขวางๆ เพราะรู้สึกเสียฟอร์มอยู่เหมือนกัน
“แล้วนอกจากสอนหนังสือ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นใช่มั้ยล่ะ คนหายใจเข้าออกเป็นเงินอย่างเธอนี่ คงจะไม่มีชีวิตอย่างอื่น”
“ชั้นใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากว่านายก็แล้วกัน”
“วันๆเอาแต่ทำงานหาเงิน มันจะคุ้มยังไง เธอเคยใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงบ้างหรือเปล่า ไม่ต้องถึงกับแข่งรถเหมือนชั้นหรอก เพราะอย่างเธอนี่แค่มีผู้ชายยิ้มให้ ก็คงตื่นเต้นจนหัวใจแทบหยุดแล้วมั้ง”
ชนมนเอาเรื่อง “หมายความว่าไง”
“ก็หมายความว่า ป้าแว่นอย่างเธอนี่ ไม่มีผู้ชายมองน่ะซิ”
“เรียกผู้หญิงว่า ป้า นี่มันหยาบคายมาก รู้ไว้ด้วย”
อิทธิฤทธิ์กวน “ทำไมเรียกไม่ได้ ก็เธอป้าจริงๆ แต่งตัวยังกับผีย่าผียายเข้าสิง ต้องแต่งแบบโน้นโน่น”
ผู้หญิงวัยรุ่นสองคนที่แต่งตัวทันสมัยแบบน่ารักปนเซ็กซี่นิดๆ เดินอยู่ทางเดินอีกฝั่ง
อิทธิฤทธิ์แกล้งอ้อน “นะ ป้านะ พรุ่งนี้แต่งแบบนั้นมานะ”
“บอกว่า อย่ามาเรียกชั้น ป้า !”
“ถ้าไม่อยากเป็นป้า ก็แต่งตัวให้มันอินเทรนด์หน่อย นี่เตือนก็เพราะหวังดีนะ กลัวจะหาแฟนไม่ได้ แต่เอาเหอะ ป้าแว่นขาโหดอย่างเธอคงเกินเยียวยาแล้ว เซ็งชะมัด ทำไมพ่อไม่หาติวเตอร์สวยเซ็กซ์มาสอนชั้น”
อิทธิฤทธิ์แกล้งทำมองชนมนที่แต่งตัวเชยแก่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเซ็งๆ
“เห็นหน้าป้าแล้ว หมด’รมณ์เรียนจริงๆ”
“งั้นก็ไม่ต้องเรียน ชั้นก็หมด’รมณ์สอนนายเหมือนกัน”
ชนมนดึงจักรยานมาจากอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาขี่แล้วปั่นรถออกไปอย่างอารมณ์เสีย
อิทธิฤทธิ์ตะโกนไล่หลัง “เฮ้ย แล้วชั้นจะกลับไง”
อิทธิฤทธิ์มองตามอย่างขำๆ เพราะเขาแหย่ให้ชนมนโกรธไปอย่างนั้นโดยไม่ได้คิดจริงจัง

ชูชัยผัดข้าวผัดโฉ่งฉ่างเสียงดังอยู่ที่หน้าเตา ชินพัฒน์กำลังจ้องมองหนังสือดาราก็อสสิปเขม็ง ชูชัยวางจานข้าวผัดจานใหญ่พร้อมจานแบ่งสามใบมาวางไว้บนโต๊ะ
“วันนี้ทำไมไอ้ชนกลับช้านัก” ชูชัยถามชินพัฒน์ “หิวหรือเปล่า หิวก็กินก่อน”
ชินพัฒน์เครียด “ไม่หิว”
“เป็นอะไร”
“แฟนผมมีกิ๊ก”
ชินพัฒน์วางแผ่หนังสือดาราบนลงโต๊ะอย่างแรง
“พี่มาย่าไปกิ๊กกับโอเจ ! คราวก่อนก็มีข่าวกิ๊กกับตำรวจ คราวนี้ก็มีข่าวกิ๊กกับซุปตาร์อีก พี่มาย่าจะทำลายจิตใจผมไปถึงไหน”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
“ผู้หญิงคนนี้ ผมจริงจังนะ พ่อ”
ชูชัยว่า “เพ้อเจ้อ”
“เรื่องอายุ ผมก็ไม่แคร์”
“เออ..บ้าซะให้พอ แล้วกินข้าวซะ”
“บอกแล้วว่าไม่หิว !”
ชนมนเดินพรวดๆเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“อ้าว ชน ! กลับมาพอดี มากินข้าว”
ชนมนตอบทันที “ไม่หิว !”
ชนมนก้าวพรวดๆ ขึ้นชั้นบนทันที
“วันนี้เป็นอะไรกันไปหมด”
“สงสัยพี่ชนจะอกหักเหมือนกัน”

ชูชัยกับชินมองหน้ากันด้วยความสงสัย
 
อ่านต่อหน้า 4

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

ชนมนรื้อค้นเสื้อผ้าออกมากระจุยกระจายเกลื่อนกลาดเต็มห้อง ชนมนกำลังค้นหาเสื้อผ้าดีๆ ที่พอจะใส่ได้
 
ชูชัยกับชินพัฒน์เดินเข้ามาให้ห้อง ชนมนหันหน้ามายืนประจันหน้ากับชูชัยและชินพัฒน์
“หนูดูป้ามากเลยเหรอ พ่อ” ชนมนหันมาถาม
“ไม่” ชูชัยตอบ
“ใช่” ชินพัฒน์ตอบ
“หนูดูแก่จริงๆ ด้วย”
“เราก็บอกว่า “ไม่ใช่” แล้วไง” ชูชัยชี้ที่ตัวเอง “ไม่” ชูชัยชี้ที่ชินพัฒน์ “ใช่..ไม่ใช่ ไม่ป้าเลย”
“พ่ออย่าดิ บ้านเราไม่เคยโกหกกันนะ ถึงความจริงจะเจ็บปวดยังไง เราก็ต้องบอกความจริงพี่ชนเค้าไป” ชินพัฒน์เน้นย้ำ “พี่ชนน่ะ “ป้ามากๆ”
ชนมนอยากจะร้องไห้ เธอหันไปขอคำยืนยันจากชูชัย
“พ่อ..”
ชูชัยมองไปทั่วๆตัวลูกสาว
“ก็แค่น้าเอง ไม่ถึงกับป้าหรอก” ชูชัยบอก
“พ่ออ่ะ!”
ชนมนหยิบเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงเรียบๆมาทาบตัว
“ถ้าเป็นชุดนี้ล่ะ” ชนมนถาม
“ก็ดูอ่อนกว่าป้าปริกขายยานัตถุ์หน่อยนึง” ชินพัฒน์บอก
ชนมนหยิบเสื้อยืดแขนยาวแก่ๆมาทาบตัว
“เห็นครูวิไลใส่แบบนี้เมื่อวันก่อน” ชินพัฒน์บอก
ชนมนหยิบเสื้อยีนส์มาทาบตัว
“ก็แปลกดี แลดูเป็นป้าช่างกล”
ชนมนทิ้งตัวลงนั่งกลางเสื้อผ้าที่มีอยู่ไม่กี่ตัว
“หนูไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่กับเค้าเลย”
“ไปซื้อใหม่ ไป เอาเงินค่าเตาแก๊สไปใช้ก่อนก็ได้”
“ไม่เอาหรอก พ่อ เปลืองเงิน”
“เดี๋ยวสอบชิงทุนไปเมืองนอกได้ ก็ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่อยู่ดี ซื้อซะตอนนี้เลยล่ะกัน ถือเป็นการลงทุน แล้วนี่ไปฟังใครเค้ามา ถึงได้มาจิตตกเรื่องนี้”
“ต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ ไปแอบชอบใครล่ะซิ ถึงได้นึกอยากแต่งตัวสวยๆ ขึ้นมา”
“ชั้นอยากสวยเองย่ะ” ชนมนว่า
“ฟังนะ พี่ชน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า แต่อยู่ที่พี่แต่งตัวไม่เป็น ต่อให้พี่มีเงินไปซื้อเสื้อผ้าใหม่หมดยกตู้ พี่ก็ได้ชุดแบบป้าๆกลับมาเหมือนเดิม นี่ๆ พี่จะต้องมีไอดอล..ดูแฟนผมเป็นต้นแบบก็ได้” ชินพัฒน์ว่า
ชินพัฒน์เปิดรูปมณีมันตราในหนังสือดาราที่ถือติดมือมาให้ชนมนดู
“นี่คือตัวอย่างการแต่งกายยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับคนที่แต่งกายยอดแย่อย่างพี่”
ชนมนจ้องมองภาพมณีมันตราถ่ายแฟชั่นน่ารักสดใสในหนังสือดารา
“มาย่า..”
ชนมนตาเป็นประกาย เธอยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นทางสว่าง

ชนมนมองมณีมันตราด้วยความเกรงใจ มณีมันตรากำลังเก็บของขวัญแฟนคลับที่มีทั้งตุ๊กตา กรอบรูป ฯลฯ ใส่กล่องให้เรียบร้อย แล้วก็หันไปรื้อถุงเสื้อผ้านับสิบถุงขึ้นมาดูซึ่งมีบทหนัง หนังสือเรียนวางอยู่อีกกองใกล้ตัว
“พี่รู้ว่า มาย่าคิวแน่นมีงานทุกวัน แต่พอจะเจียดเวลาไปเลือกซื้อเสื้อผ้ากับพี่มั้ยคะ หรือพอจะแนะนำอะไรพี่ได้บ้าง แต่พี่มีงบไม่มากนักหรอกนะ” ชนมนบอก
ชนมนเปิดกระเป๋าตังค์ขึ้นมาดูอย่างเสียดายเงิน
“พันนึงนี่ พอจะซื้อได้ซักกี่ชุดคะ” ชนมนถาม
“พี่ชนเก็บเงินไปเถอะค่ะ ยืนหน่อยค่ะ”
มณีมันตราหยิบชุดกระโปรงยาวสวยหวานทาบชนมน
“ชุดนี้พี่ชนน่าจะใส่ได้ ดูเหมาะกับพี่ชนมากๆ เลยด้วย ชุดนี้ไว้ใส่ไปสอนชุดนี้ใส่งานกลางคืนก็ได้ ชุดนี้ก็น่ารัก วันนี้เอาไปสี่ห้าชุดก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวย่าจะเลือกให้อีก”
มณีมันตราหยิบเลือกเสื้อผ้าชุดโน้นชุดนี้ทาบกับตัวชนมน
“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวนะคะ จะให้พี่หมดนี่เหรอคะ พี่รับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“รับไปเถอะค่ะ เสื้อผ้าพวกนี้แฟนคลับซื้อให้ ย่าเองก็มีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้ใส่ไม่หมดอยู่แล้ว พี่ชนช่วยเอาไปใส่ดีกว่าย่าเก็บไว้เฉยๆ จริงมั้ยล่ะคะ”
“เดี๋ยวแฟนคลับจะว่าเอานะคะ”
“ไม่ว่าหรอกค่ะ แฟนคลับมีความสุขที่จะให้อยู่แล้ว ย่าก็ถ่ายรูปของขวัญที่แฟนคลับให้ทุกชิ้นไว้ ขอบคุณทุกคนเท่าที่ทำได้”
“มิน่าล่ะ แฟนคลับถึงได้รักมาย่ามากๆ”
“มีคนรักมากก็มีคนเกลียดมากค่ะ เพราะงั้นย่าจะอาศัยพลังแฟนคลับอย่างเดียวไม่ได้ ย่าต้องมีความสามารถด้วย ถึงจะอยู่ในวงการนี้ไปได้นานๆ”
“ถ้าย่าชอบการแสดง แล้วมาเรียนนิติให้เหนื่อยทำไม” ชนมนสงสย
“เรียนไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่คะ เป็นความรู้ติดตัวไว้ใช้ อีกหน่อยถ้าไม่มีคนจ้างงาน ย่าก็ไปทำงานกฎหมายก็ได้ คนเราเกิดมาก็น่าจะทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่งั้นชีวิตจะง่ายเกินไป”
“รู้มั้ยว่า ย่าเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมาก” ชนมนชม
“พรุ่งนี้พี่ชนจะน่าทึ่งยิ่งกว่า เชื่อย่าสิ”

มณีมันตราหยิบเดรสชุดสวยอีกชุดขึ้นมาทาบตัวชนมน

กุญแจมอเตอร์ไซค์วางอยู่บนโต๊ะ อิทธิฤทธิ์ที่นั่งอยู่เอื้อมมือไปกำลังจะหยิบ แต่อิทธิพลคว้ากุญแจรถไปเสียก่อน

อิทธิพลพูด “เดี๋ยว!”
อิทธิฤทธิ์ชะงักมองหน้าอิทธิพลอย่างรำคาญใจ
“ที่ชั้นคืนรถให้แก ก็เพราะเห็นว่าแกทำตัวดี เริ่มตั้งใจเรียน แกคงคิดถึงอนาคตตัวเองแล้วใช่มั้ย”
“เปล่า ผมไม่เคยสนหรอกว่า จะเรียนจบหรือไม่จบ ผมแค่อยากเจอแม่เท่านั้น”
“แล้วเงินพอใช้มั้ย”
อิทธิฤทธิ์ทำหยิ่ง “ก็โอเค”
“เดี๋ยวชั้นจะให้ป้าหนอมจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แกเท่าเดิม”
“บัตรเครดิตล่ะ”
“ยังไม่ถึงเวลา สอบให้เสร็จก่อน จำไว้นะ อย่าไปซิ่งรถก่อเรื่องที่ไหนอีกไม่งั้นชั้นทุบรถแกทิ้งขายเป็นเศษเหล็กแน่ ! นี่ฟังอยู่หรือเปล่า”
“ฟัง ! คืนกุญแจมาได้ยัง?”
อิทธิพลส่งกุญแจรถให้ อิทธิฤทธิ์กระตุกกุญแจมาอย่างรวดเร็ว
อิทธิฤทธิ์พูดไม่เต็มปาก “ขอบคุณ..ครับ พ่อ ขอบคุณที่คืนรถให้ผม” อิทธิฤทธิ์ลังเล “แล้วก็ขอบคุณที่ยอมให้ผมได้เจอแม่”
“ก็ไม่แน่หรอกว่า แกจะได้เจอ”
อิทธิฤทธิ์จ้องอิทธิพล เขาไม่พอใจที่กำลังพูดดีด้วยแล้วแต่พ่อยังมาดูถูกอีก
“ผมต้องได้เจอแม่แน่ ! อย่าคิดว่า ผมจะทำไม่ได้”
อิทธิฤทธิ์ผลุนผลันออกไปโดยไม่รู้ว่าอิทธิพลคิดไปอีกทางว่านฤดีอาจจะไม่อยากเจอลูก
อิทธิพลพึมพำ “แกทำได้ แต่ชั้นอาจทำไม่ได้”
อิทธิพลยังคงหนักใจเรื่องที่อิทธิฤทธิ์จะไปเจอกับแม่ของเขา

ชุดเดรสยาวสวยแบบเรียบๆ กำลังไหลลื่นลงสวมร่างชนมน ชนมนขยับชุดเดรสให้เข้าที่แล้วมองกระจกก่อนจะยิ้มเพราะไม่คิดว่าแต่งแล้วก็จะดูดีเหมือนกัน
ชนมนจัดแต่งผมทรงต่างๆ ทั้งผูกจุกกลางหัว ถักสองเปีย เปียเดียว ขยี้ผมจนฟู สุดท้ายชนมนก็ทำผมทรงป้าเหมือนเดิม โดยเอาหวีมาหวีสองที ทาลิปมันแผล็บเดียวเสร็จ
เสียงชินพัฒน์ดังขึ้น “สายแล้ว สายแล้ว กระเป๋าๆ กระเป๋าอยู่ไหน”
ชนมนสะดุ้ง เสียงวิ่งตึงตังลงไปข้างล่างหายไปพร้อมกับเสียงโวยวายของชินพัฒน์
“ถ้าไอ้ชินเห็น มีหวังถูกแซวเละแน่”
ชนมนรีบไปหยิบถุงผ้าและคว้ารองเท้าคู่เก่าออกไป ชนมนแง้มประตูแล้วก็ชะโงกหน้าออกไปดูให้แน่ใจว่าชินพัฒน์ไปแล้ว เมื่อเห็นว่าทางสะดวก ชนมนก็ค่อยๆย่องออกจากห้อง

ชนมนค่อยๆย่องลงมาจากบันได เธอชะโงกดูไปทางหน้าบ้านก็เห็นชูชัยกำลังยื่นเงินให้ชินพัฒน์เพื่อไปโรงเรียน
“อย่าทำหายล่ะ เอาหนังสติ๊กรัดไว้ด้วย ชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ติดตัวไว้นะ”
“เห็นผมเป็นเด็กๆ ไปได้ ไปนะ พ่อ”
ชนมนเดินย่องลงมา เธอรีบหลบหลังโต๊ะตัวนึง ชินพัฒน์ยัดเงินใส่กระเป๋า ยกมือไหว้ เขาเดินออกไปแล้วกลับมาใหม่
“ข้าวกลางวันผม”
ชนมนโผล่หน้าออกมาแล้วรีบหลบวูบเพราะกลัวชินพัฒน์หันมาเห็น ชูชัยส่งถุงกล่องข้าวให้เพราะเตรียมไว้อยู่แล้ว
“อยู่นี่ !”
ชินพัฒน์หันจะกลับออกไปแล้วเขาก็หันกลับมาใหม่
“การบ้าน”
ชนมนหลบวูบ ชูชัยส่งสมุดการบ้านให้
“อยู่นี่ !”
ชินพัฒน์ยัดสมุดการบ้านใส่กระเป๋านักเรียน
“มือถือ”
“มีซะที่ไหน !”
“ค่าขนม”
“ให้ไปแล้ว !”
ชูชัยเขกหัวชินพัฒน์อย่างอดใจไม่อยู่
“ไปเรียนได้แล้ว ลีลาจริงๆ”
ชินพัฒน์ยอมเดินออกไป ชนมนโผล่หน้ามาโชว์ตัวให้พ่อดู
“ชุดนี้พอได้มั้ย พ่อ”
“สวย !”
ชนมนเขิน “ถามจริง?”
“แกใส่ชุดไหนก็สวยทั้งนั้นสำหรับพ่อ” ชูชัยบอก
ชนมนบิดไปบิดมาด้วยความเขิน
“หนูสวยจริงๆ เหรอ ไม่เป็นป้าแล้วเนอะ”
ชินพัฒน์พูดเสียงดัง “พ่อ ! ผมลืม..”
ชินพัฒน์วิ่งกลับเข้ามาเห็นชนมนก็ชะงักงัน ชนมนมองชินพัฒน์แบบกลั้นใจรอฟังคำวิจารณ์ปากเสียของน้องชาย ชินพัฒน์มองชนมนหัวจรดเท้า เขามองขึ้นๆลงๆ อยู่นาน
“มีอะไรก็พูดออกมา !” ชนมนว่า
ชินพัฒน์วางกระเป๋านักเรียนและถุงกล่องข้าวแล้วเดินไปรอบๆ ตัวชนมน ชินพัฒน์หยิบไม้บรรทัดมาแล้วชี้ไปที่ชุดเดรสของชนมนที่เธอสวมอยู่
“ผ่าน!” ชินพัฒน์ชี้ที่รองเท้า “ไม่ผ่าน!” ชี้ที่ถุงผ้า “ไม่ผ่าน!” ชี้ที่เล็บมือ “ไม่ผ่าน!” ชี้ที่ทรงผม “ไม่ผ่าน !” ชี้ที่ต่างหูเชยๆ “ไม่ผ่าน” ชี้ไปที่หน้าชนมน “นี่ยิ่งไม่ผ่านใหญ่ แก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากตัดหัวทิ้ง”
“ไอ้ชิน !”
ชนมนจ้องชินพัฒน์ด้วยสายตาพิฆาต ชินพัฒน์ถึงกับขนหัวลุกเกรียว เขารีบคว้ากระเป๋านักเรียนและถุงกล่องข้าววิ่งหนีไป
“แกตาย !”
ชนมนวิ่งไล่ตีไล่เตะชินพัฒน์ขณะออกไปจากร้าน
“พ่อ ! ช่วยด้วย พี่ชนจะฆ่าผม ก็พูดความจริงอ่ะ ชุดสวยแต่หน้าป้า มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ โอ๊ยๆ สวยก็ได้ๆ พี่ชนสวยที่สุดในสามโลก”
“วอนจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้”

ชูชัยมองตามขำๆ ที่เห็นลูกตีกันด้วยความชิน

ธรรม์ที่สวมชุดสูทหล่อเดินเร็วๆ มาจากข้างบนเพราะจะออกไปข้างนอก
 
อิทธิพลเดินมาจากห้องทำงาน เขากำลังจะไปทำงานแต่ก็ชะงักที่เห็นธรรม์ไม่ใส่ชุดตำรวจ
“วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ” อิทธิพลถาม
“บริษัทหนังที่สารวัตรยงยุทธให้ผมไปช่วยงาน มีงานแถลงข่าววันนี้ครับ”
อิทธิพลไม่ชอบใจ “แล้วงานไปถึงไหนแล้ว มันจะจบจะสิ้นเมื่อไหร่”
“ผมคงต้องช่วยถึงสิ้นเดือนน่ะครับ คุณพ่อไม่ต้องห่วง ยังไงผมก็ไม่ให้เสียงานแน่”
“อย่าลืมว่า นอกจากงานที่โรงพัก แล้วก็ยังมีคดีของพ่อแกอีกนะ นายธรรม์”
“มีอะไรคืบหน้าแล้วเหรอครับ”
“ยังไม่มีข่าวไอ้คนที่ฆ่าพ่อแก แต่มีคนเห็นไอ้เก่งกาจมือขวาของมัน อยู่แถวเชียงราย พ่อคิดว่า มันคงจะกลับมาค้ายาอีก”
อิทธิฤทธิ์เดินกอดประจบถนอมเข้ามาอย่างอารมณ์ดีที่ได้มอเตอร์ไซค์คืนมาแล้ว
“หิวๆๆ ป้าหนอม ผมหิวแล้ว เช้านี้มีอะไรกินมั่ง”
อิทธิพลกับธรรม์หยุดพูดทันที อิทธิฤทธิ์มองสองพ่อลูกด้วยความหมั่นไส้และอารมณ์เริ่มบูด อิทธิพลตบไหล่ธรรม์
อิทธิพลพูดเสียงเบา “ไว้ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม พ่อจะเรียกประชุมทันที”
อิทธิพลเดินออกไป อิทธิฤทธิ์มองธรรม์อย่างหาเรื่อง
“คุยอะไรกัน”
“เรื่องงาน ไม่เกี่ยวกับนายหรอก”
ธรรม์รีบเดินออกไปก่อนที่อิทธิฤทธิ์จะถามอะไรมากกว่านี้
“โธ่ นึกว่า อยากรู้นักเหรอ ทำเป็นมีความลับ วันๆไม่เห็นจะทำอะไร นอกจากรับแจ้งความหมาหายแมวหาย ทำเป็นเก๊กไปได้”
“วันนี้คุณธรรม์หล่อจัง งานวันนี้น่าจะมีนักข่าวไปเยอะนะคะ อย่างนี้ต้องได้ออกทีวีแน่ๆ อุ๊ย เผลอๆมีแมวมองมาเห็นเข้า คุณธรรม์อาจได้เป็นดารากับเค้าบ้างนะคะ”
“งานตำรวจจะมีแมวมองที่ไหน” อิทธิฤทธิ์ว่า
“คุณอิทนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คุณธรรม์ไปงานตำรวจซะที่ไหน คุณเค้าไปแถลงข่าวหนังใหม่ของคุณมาย่าต่างหาก ไม่งั้นไม่แต่งตัวหล่ออย่างนี้หรอก เห็นว่า ไม่ค่อยอยากไปหรอกค่ะ แต่คุณมาย่าขอร้อง โทรมาตั้งหลายครั้ง”
อิทธิฤทธิ์ไม่ทันฟังถนอมพูดจบก็พุ่งออกไปทันที
“นั่นคุณอิทจะไปไหนคะ ! วันนี้มีติวนะคะ”
ถนอมมองตามด้วยความเป็นห่วง

ชนมนเอาจักรยานมาจอด เธอหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูหน้าตัวเองแล้วจัดผมที่ปล่อยยาวให้เข้าที่
“หาว่าเป็นป้าอีก ก็ให้มันรู้ไป”
อิทธิฤทธิ์รีบร้อนออกมาจากตัวบ้าน ชนมนยืนตรงแล้วยิ้มรอรับคำชม อิทธิฤทธิ์ไม่ทันจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวของชนมน เขารีบตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์
“วันนี้จะไปไหนอีก !”
ชนมนรีบไปขวางทางไว้
อิทธิฤทธิ์บอก “ชั้นมีธุระสำคัญจริงๆ”
“ยังไงวันนี้ชั้นก็จะไม่ให้นายไป ใกล้จะสอบเข้ามาทุกทีแล้วนะ” ชนมนว่า
“รู้แล้วน่า ชั้นขอเวลาชั่วโมงเดียว เดี๋ยวกลับมา”
“ชั้นจะแน่ใจได้ไงว่า นายจะกลับมา”
“งั้นก็ไปด้วยกัน !”
“ชั้นแต่งตัวอย่างนี้ จะให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์เหรอ”
อิทธิฤทธิ์ไม่สนใจมองว่าชนมนแต่งตัวยังไง เขารีบใส่หมวกกันน็อคให้ชนมนทันที
“รีบไปเร็ว เดี๋ยวไม่ทัน”
อิทธิฤทธิ์ใส่หมวกกันน็อคและถุงมืออย่างรวดเร็วก่อนจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วสตาร์ทรถ
ชนมนรีบตะกายขึ้นซ้อนท้ายอย่างทุลักทุเลเพราะกระโปรงยาวรุงรัง อิทธิฤทธิ์ออกรถไปอย่างแรงจนชนมนหงายหลัง เธอรีบคว้าเอวอิทธิฤทธิ์ไว้
“ว้าย !”
อิทธิฤทธิ์ซิ่งรถออกไปโดยมีชนมนซ้อนท้าย กระโปรงของชนมนปลิวไปตามลม

อิทธิฤทธิ์ซิ่งรถมอเตอร์ไซค์โดยมีชนนซ้อนท้ายมาจอดหน้าโรงแรม
“จอดตรงนี้ได้ไง” ชนมนถาม
“เออน่า..เดี๋ยวไม่ทัน”
อิทธิฤทธิ์รีบเร่งลงจากมอเตอร์ไซค์
“รอด้วย ว้าย !”
ชนมนกระโดดลงตามแต่ชายกระโปรงติดล้อ อิทธิฤทธิ์เห็นชนมนดึงชายกระโปรงที่ติดล้อรถอยู่
“อะไรอีก คนกำลังรีบ” อิทธิฤทธิ์เซ็ง
อิทธิฤทธิ์ใจร้อน เขาดึงชายกระโปรงให้ชนมน ทันใดนั้นเสียงผ้าถูกฉีกก็ดังแควก ชนมนยืนนิ่งอึ้งมองชายกระโปรงที่ขาดแหว่งไป เศษผ้าติดที่ล้อรถของเขา อิทธิฤทธิ์มองชนมนอย่างรู้สึกผิดนิดหน่อย
“เดี๋ยวซื้อใช้คืนให้”
อิทธิฤทธิ์เพิ่งสังเกตว่าชนมนแต่งตัวสวยกว่าทุกวัน
อิทธิฤทธิ์พูด “วันนี้มาแปลก”
ชนมนอายมาก “ไม่ต้องมาสนใจชั้น”
ชนมนเดินจ้ำจะเข้าไปในโรงแรม อิทธิฤทธิ์ดึงตัวชนมนไว้แล้วมองไปทั่วจนชนมนเริ่มเขิน
“เดี๋ยวๆ วันนี้เธอดูแปลกจริงๆ ..เออ..แต่งตัวเข้าท่าดี นึกอะไรขึ้นมาถึงได้ใส่ชุดนี้ ผีป้าออกจากร่างแล้วเหรอ”
“นึกอะไรขึ้นมา?” ชนมนโวย “นายเป็นคนบอกให้ชั้นแต่งตัวให้อินเทรนด์”
ชนมนชะงักเพราะไม่อยากให้อิทธิฤทธิ์รู้ว่าเธอแต่งตัวแบบนี้เพราะใคร
“ช่างเถอะๆ ชั้นจะแต่งตัวยังไงก็เรื่องของชั้น แล้วนี่นายมีธุระสำคัญอะไร ถึงต้องโดดเรียนอีก หา”
อิทธิฤทธิ์ชี้ไปที่บนตึกโรงแรมที่สูงเหนือหัวของทั้งสองคนซึ่งมีป้ายไวนิลยักษ์โปสเตอร์หนังของที่มีโอเจและมณีมันตราอยู่ แบนเนอร์ชื่องาน “งานแถลงข่าว The bodyguard’s Superstar บอดี้การ์ดสุดซ่ากับซุป’ตาร์สุดแสบ”
ชนมนมองอิทธิฤทธิ์อย่างเซ็งจัด
“เนี่ยนะ ธุระสำคัญของนาย”
“งานแถลงข่าวหนังเรื่องแรกของมาย่า ชั้นพลาดจะได้ไง”

อิทธิฤทธิ์รีบเดินเข้าไปในโรงแรม ชนมนมองตามอย่างอารมณ์เสีย

ท่ามกลางบรรยากาศวุ่นวายของห้องแต่งตัว แบ๊คสเตจ 2 คนใส่หูฟังถือ Walkie Talkie เดินเข้าเดินออก
 
ฝ่ายคอสตูมถือชุดเสื้อผ้าเดินสวนไปมา บอดี้การ์ด 2 คนยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่ที่ประตู ช่างทำผมและช่างแต่งหน้ารุมล้อมโอเจจนไม่เห็นตัว
โอเจพูดภาษาเกาหลี “พอแล้วๆ หยุดๆ ทนไม่ไหวแล้วโว้ย”
ช่างทำผมและช่างแต่งหน้าแตกฮือออกมา โอเจนั่งหน้าหงิกงออยู่หน้ากระจก เมนี่กับเชอรี่ถลาเข้ามาหาโอเจ
“มีอะไรเหรอคะ คุณโอเจ What’s happened ? คะ”
โอเจพูดภาษาเกาหลี “คนของคุณมันไม่ได้เรื่องน่ะซิ แหกตาดูซิ ดู”
มณีมันตราที่กำลังอ่านสคริปท์ของงานอยู่หยุดแล้วหันมาฟัง โอเจชี้ไปที่หน้าผากตัวเอง เชอรี่อึดอัดใจแต่ก็ต้องแปลให้สละสลวย
“เออ..โอเจบอกว่า ช่างผมทำให้เค้าดูหน้าผากกว้างค่ะ”
เมนี่พูดกับช่างทำผม “ช่วยแก้ให้หน่อยซิ”
“ช่วยยังไงล่ะ ก็คนมันหัวเถิกจะทำทรงไหนมันก็เถิก นอกจากจะไปหาวิกหน้าม้ายาวสักคืบนึงมาใส่น่ะ ถึงจะไม่เถิก”
โอเจโกรธกึกจึงขยับตัวจะไปหาช่างทำผม เมนี่รีบจับตัวไว้ โอเจรู้ตัวก็พยายามข่มอารมณ์ มณีมันตรามองโอเจด้วยความสงสัยเพราะดูเหมือนโอเจจะฟังที่ช่างทำผมพูดออก
เชอรี่พูดภาษาเกาหลี “เดี๋ยวช่างจะแก้ให้นะคะ”
โอเจพูดเกาหลี “ไอ้พวกช่างกระจอก ! ดูซิ” โอเจชี้ที่หน้าตัวเอง “แต่งหน้ายังไง หนาเป็นฟุตหนักหน้าฉิบเป๋ง”
เชอรี่แปล “แต่งหน้าหนาเกินไปหน่อยนะคะ”
เมนี่พูดกับช่างแต่งหน้า “ช่วยลบออกหน่อย”
ช่างแต่งหน้าสวน “ดูหนังหนาตัวเองซะก่อน หน้าพรุนอย่างกับรังผึ้ง ก็ต้องรองพื้นหนาอย่างนี้ล่ะค่ะ หนูไม่เอาปูนมาโบกก็บุญแล้ว”
โอเจพูดเกาหลี “เฮ้ย ชั้นซุปตาร์นะโว้ย พูดอย่างนี้ไง”
เมนี่ดึงโอเจไว้ไม่ให้ไปราวีพวกช่าง
“Calm down ค่ะ Calm down ใจเย็นๆนะคะ คุณโอเจ พวกเธอนี่ทำงานไม่ได้เรื่องเลย ดูซิคุณโอเจโกรธใหญ่แล้ว ไปค่ะ ไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยกลับมาแต่งหน้าทำผมใหม่” เมนี่พูดกับเชอรี่ “ไม่ต้องแปล ชั้นเอง”
เมนี่ทำมือเป็นภาษาใบ้โดยชี้ไปข้างนอกแล้วชี้กลับมาที่ห้องอีกครั้ง
เมนี่พูด “Take a break นะคะ Come back later whenever you are ready.”
เมนี่รีบลากตัวโอเจไป บอดี้การ์ดสองคนรีบตามไป มณีมันตราเฝ้าจับสังเกตความผิดปกติอยู่ ช่างทำหน้ากับช่างแต่งผมอารมณ์เสียจึงพากันเดินออกไป เชอรี่หยิบสคริปท์งานแถลงข่าวขึ้นมาตรวจดูอย่างเหนื่อยใจ
“เมื่อไหร่งานจะจบๆไปซะที” เชอรี่ว่า
“พี่เชอรี่ พี่เป็นล่ามให้โอเจมานานเท่าไหร่แล้วคะ” มณีมันตราถาม
“พี่เพิ่งมาเป็นงานนี้แหละค่ะ รู้สึกว่า เวลามาเมืองไทย โอเจจะไม่เคยใช้ล่ามซ้ำกันเลยนะคะ”
“ทำไมล่ะคะ”
“ก็คงเรื่องมากมั้งคะ ล่ามคนไหนก็เลยไม่ถูกใจซักที แหม ภาษาเกาหลีไม่ได้ง่ายนะคะ บางทีแปลผิดนิดเดียว ก็วีนใส่แล้ว”
“โอเจไม่รู้ภาษาไทย แล้วรู้ได้ไงว่า พี่เชอรี่แปลผิด !” มณีมันตราถาม
เชอรี่เพิ่งคิดได้ “นั่นน่ะซิ !”
มณีมันตราชักแน่ใจแล้วว่าที่เธอสงสัยว่าโอเจรู้ภาษาไทยน่าจะเป็นเรื่องจริง

มณีมันตราลัดเลาะแนบตัวเข้ากับฝาผนังเดินมาเรื่อยๆ บอดี้การ์ดคนหนึ่งเดินผ่านหน้า มณีมันตรารีบหลบเข้าหลืบ บอดี้การ์ดคนนั้นเดินผ่านไป มณีมันตราค่อยๆ โผล่หน้ามาแล้วย่องต่อไป
มณีมันตราเห็นด้านหลังของโอเจกับเมนี่ที่กำลังยืนคุยกันเสียงเบา บอดี้การ์ดอีกคนยืนออกห่างออกไปอย่างคอยระวังอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางที่มณีมันตราเดินเข้ามา
มณีมันตราค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงคุยชัดนัก
“Be careful. Ok?” เมนี่ถาม
โอเจโพล่งออกมา “ไม่โอเค ! พูดไทยก็ได้ ไม่มีใครอยู่”
มณีมันตราอึ้งตะลึงไปเพราะไม่คิดว่าที่สงสัยเป็นเรื่องจริง
“เบาๆ หน่อยซิ เดี๋ยวใครได้ยินหรอก แล้วเมื่อกี้ทำอะไรลงไป เกือบโดนจับได้แล้ว อดทนหน่อยไม่ได้เหรอ”
“ใครจะทนไหว มันว่าหัวเถิกเป็นคืบงี้ หน้าพรุนเป็นรังผึ้งงี้ เกือบกระโดดถีบมันแล้ว”
“ไม่ไหวก็ต้องไหว ถ้าความแตกขึ้นมาก็จบซิ ภาพลักษณ์ของเธอต้องเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทยเกาหลี พูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว แล้วเดี๋ยวพอเธอใช้ความพยายามจนพูดไทยได้ รับรองคนจะต้องเอ็นดูชื่นชมอีกเป็นร้อยเท่า”
“ถึงคนจะรู้ว่าผมพูดไทยได้ ก็ไม่มีใครว่าหรอก พวกแฟนคลับรักผมจะตาย ว่าง่ายยังกับลูกแมว แค่ผมบอกอยากกินมะม่วง ก็ส่งมะม่วงมาจนล้นห้องพักเลย” โอเจหัวเราะ
“รักได้ก็เลิกรักได้ ซุปตาร์ดับมาหลายรายแล้ว เพราะเรื่องโกหกนี่แหละ”
“แล้วทำไมให้ผมโกหกตั้งแต่แรกล่ะ”
“มันเป็นเรื่องของการสร้างภาพไงล่ะ ดาราหน้าเกาหลีมีเกลื่อนประเทศก็ต้องหาจุดขายให้เธอ ทางต้นสังกัดของเธอกำชับให้ชั้นดูแลเธอให้ดีเธอจะต้องเล่นให้เนียน ชั้นเองยังต้องแกล้งกรี๊ดกร๊าดบ้าเห่อเธอ เธอก็ต้องทำได้เหมือนกัน ต่อไปห้ามหลุดเด็ดขาด”

มณีมันตรานิ่งอึ้งกับเบื้องหลังของโอเจ
 
อ่านต่อตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...