xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 11

หน้าผาริมทะเล เมืองเมาะตะมะ จะเด็ด, จาเลงกะโบ, นงบา, สีอ่องยืนมองน้ำทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างหนักใจ กองม้าลาดตระเวนตรงมาหาจะเด็ด รีบเข้ามารายงาน

“เพลานี้พวกหงสาวดีและแปร ลงตั้งค่ายที่ริมน้ำสะโตง ลักษณะเป็นการเตรียมความพร้อมในการทำศึก”
“ข้าพเจ้านึกแล้ว หงสาวดีเป็นเมืองลุ่มน้ำ ชำนาญการรบทางน้ำมากกว่าเรา และเมืองเมาะตะมะก็มีแต่น้ำล้อมรอบ หากจะเข้าตีคงอาศัยกำลังทางน้ำเป็นหลักแน่”
“แล้วท่านแม่ทัพจะทำการใด จะทิ้งเมืองเมาะตะมะหนีหรือ” สีอ่องว่า
“ข้าพเจ้าตั้งมั่นแล้วว่า จะตีเมาะตะมะถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวมังตรา จะไม่มีวันยอมทิ้งเมืองเด็ดขาด ขอพี่ท่านทั้งสามจงอยู่ช่วยข้าพเจ้ารักษาเมาะตะมะนี้ไว้ด้วยชีวิตเถิด”
“พวกข้าพเจ้ามิได้เสียดายชีวิตดอก แต่ยังสงสัยว่า จะทำการใด เราถึงจะรักษาเมืองเมาะตะมะไว้ได้” จาเลงกาโบบอก
“กำลังทหารตองอูที่มีก็เพียงหยิบมือ ข้าพเจ้านึกไม่ออกเลยว่า จะเอากำลังที่ไหนมาต้านได้” เนงบาว่า
“การนี้คงต้องขอพ่อครูตะคะญีให้ช่วยอีกท่านหนึ่ง”
ฟังคำจะเด็ดแล้ว ทุกคนก็มองหน้ากันอย่างงงๆ

ภายในท้องพระโรงเมาะตะมะ เวลาต่อมา ตะคะญีฟังจะเด็ดอธิบายแผนการรบอยู่ใกล้ๆกะบะทรายอย่างตั้งใจ
“หลานท่านจะส่งทหารหนุ่มออกไปทำการ ส่วนข้าพเจ้านี้คงแก่ชราเกินไปจึงไม่ได้มอบหมายงาน จะรั้งไว้ให้คุมสัมภาระกับพวกผู้หญิงเหมือนครั้งก่อนหรือ”
“ข้าพเจ้ากำลังหมายจะขอให้ครูท่านช่วยการสำคัญ ถ้าครูท่านทำสำเร็จเราจะได้กรุงแปรกลับคืน”
“หลานท่านพูดฟังประหลาด กำลังทหารตองอูที่มีเหลืออยู่ในเมาะตะมะนี้ แค่รักษาเมืองไม่ให้พวกเมาะตะมะข่มเอาก็ยังจะไม่พอ จะให้ข้าพเจ้าเอากองทหารที่ไหนยกไปยึดกรุงแปรได้อีก”
“การจะได้กรุงแปรครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ขอพึ่งกำลังทหารหรืออาวุธของผู้ใด ข้าพเจ้าเพียงแต่จะยืมลิ้นครูท่านเจรจาเท่านั้น”
“ข้าพเจ้าในอดีตก็ผ่านมาหลายศึก แต่การนี้ข้าพเจ้าคาดการณ์ความคิดของหลานไม่ถูกจริงๆ”
“ข้าพเจ้าจะให้ครูท่าน รีบรุดไปเคารพศพแม่ทัพปะขันหวุ่นญี ณ กรุงแปร”
“แม่ทัพแปรยังไม่ตายเลยนะหลานท่าน”
“ทัพหงสาวดีนั้นมีแม่ทัพถึงสามคนคือสอพินยา ไขลูและเสียงโคนสุคญี แต่แปรมีเพียงปะขันหวุ่นญีเป็นแม่ทัพ แม่ทัพปะขันหวุ่นญีนั้นลักษณะควรแก่ศักดิ์ขุนพล ชีวิตฤาจะรักเกินกว่าเกียรติตน หากทัพแตกย่อยยับแล้วตัวรอดก็คงไม่ยอมกลับแปรให้ถูกหมิ่นเกียรติ”
“ท่านหมายว่าเมื่อสิ้นปะขันแล้วแปรจะยอมจำนน”
“พระเจ้านรบดีเป็นกษัตริย์พระทัยอ่อน รานองอุปราชก็เห็นแก่ราษฎรจนไม่คิดทำศึก หากขาดปะขันหวุ่นญีแม่ทัพเสียคนครูท่านปลอบบ้างขู่บ้าง กรุงแปรก็คงเป็นสิทธิ์แก่เรา”
“ถ้าหากแม่ทัพปะขันหวุ่นญีไม่ตายในศึก จะทำอย่างไร”
จะเด็ดนิ่ง สีหน้าเครียด
“หากข้าพเจ้ามิอาจประหารแม่ทัพแปรลงได้ ก็จะปล่อยให้เป็นบุญกรรมปางก่อนของแม่ทัพปะขันหวุ่นญีเอง แต่การสำคัญครั้งนี้ อยู่ที่ข้าพเจ้าจะต้องผ่าทัพ แยกทหารหงสาวดีกับแปรออกจากกันให้ได้ต่างหาก การนี้จึงจะสำเร็จ”

สีอ่องเดินนำทหารตองอูถือกรงนก ๓-๔ กรง มาที่หน้าผาริมทะเล แล้วสั่งให้ปล่อยนกออกไป นกพิราบบินโผผินไปตามท้องฟ้า

ริมแม่น้ำสะโตง นอกเมืองเมาะตะมะ หลายวันต่อมา ทหารหงสาวดีและทหารแปรกำลังช่วยกันต่อเรือรบ อยู่เต็มลำน้ำยาวเหยียด บ้างก็จัดกำลังทัพ ซ้อมอาวุธอยู่ตามตลิ่ง
มองออนและนายทหารเดินตรวจความเรียบร้อยอยู่ริมตลิ่ง แหงนมองขึ้นฟ้า เห็นฝูงนกพิราบบินบนท้องฟ้า ผ่านกองทัพหลายตัว มองออนสั่งให้ทหารยิงนกล่วงลงมา ทหารวิ่งไปเก็บนกมาให้มองออน ทหารช่วยกันแกะกระดาษสื่อสารที่ติดมากับขานกส่งให้ มองออนรับมาคลี่อ่าน

ภายในกระโจมพลับพลาสอพินยา ริมแม่น้ำสะโตง ปะขันหวุ่นญียืนอ่านจดหมายที่มองออนนำมาให้สีหน้าเครียดจัด สอพินยาและเสียงโคนสุคญี ต่างรอฟังความอยู่อย่างสนใจ
“พระเจ้าตะเบงชเวตี้กำลังจัดเตรียมทัพเพื่อบุกแปร และให้ตองหวุ่นญีจัดทัพตรงไปตีกรุงหงสาวดี กรุงหงสาวดียังพอเบาใจเพราะอยู่ห่างตองอูนัก แต่แปรแย่แน่เพราะอยู่ใกล้ตองอู เพียงเจ็ดราตรี และเพลานี้กำลังแปรส่วนใหญ่ข้าพเจ้าได้นำมาไว้ที่นี่ทั้งหมด”
“หมายความว่าท่านจะยกทัพกลับแปรอย่างนั้นหรือ เรากำลังจะบุกตีเมาะตะมะอีกสองสามเพลานี้ ท่านจะถอนทัพทิ้งพวกเราไปได้อย่างไร” สอพินยาบอก
“แปรคือแผ่นดินแม่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปล่อยให้ตองอูมาตีกระทำย่ำยีได้อย่างไร ท่านเองก็ควรกลับไปป้องกันกรุงหงสาวดีของท่านเหมือนกัน”
“เกิดบ้าคลั่งอะไรกันตอนนี้ ข้ากำลังจะได้ตะละแม่กุสุมาคืนอยู่แล้ว”
“ท่านเสียงโคนสุคญีแจ้งแก่ทหารทั้งแปรและหงสาวดีไปแล้วว่า เราจะตีเมืองเมาะตะมะ เพราะเป็นเมืองท่าสำคัญของหงสาและแปร หาใช่ศึกชิงนาง หากท่านจะดึ้อดึงเข้าตีเมาะตะมะอยู่ ปล่อยให้เมืองตัวถูกตองอูยึดไป ผู้คนทั่วพุกามจะคิดอย่างไร ท่านจะถูกประนามไปทั่วแผ่นดิน” ปะขันหวุ่นญีว่า
ทุกคนเงียบกริบ
“พระอุปราช ข้าพเจ้าขอถวายความเห็นด้วย ตามท่านแม่ทัพแปรแจ้งการอันตะละแม่เราคงหาทางชิงคืนได้ในภายหลัง แต่ทัพพระเจ้าตะเบงชเวตี้ที่มุ่งจะเอากรุงหงสาวดี กับทัพตองหวุ่นญีที่มุ่งเอาแปรอย่างที่แจ้งข่าวมา หากเราถอยทัพช้า ถึงหงสาวดีจะอยู่ห่างตองอูมาก แต่ก็อาจเพลี้ยพล้ำได้”
สอพินยานิ่งอึ้ง
เสียงโคนสุคญีบอก
“ขุนพลตองหวุ่นญีนั้นทรงปัญญา พระเจ้าตะเบงชเวตี้เล่าก็มีจิตใจฮึดร้ายตามวัยหนุ่ม หากไม่รีบกลับไปรักษากรุง. เราทั้งหมดอาจต้องเสียใจไปชั่วประวัติศาสตร์”

สอพินยาพูดไม่ออก ได้แต่ฮึดฮัดไม่พอใจ ทั้งๆที่ต้องยอมจำนน

ท้องพระโรงตองอู มังตราเดินไปมาอย่างหงุดหงิด มีมหาดเล็กคอยถวายน้ำจัณฑ์อยู่ตลอดเวลา ตะละแม่จันทรานั่งสงบนิ่ง ส่วนนันทะวดีนั่งอยู่ห่างๆอย่างไม่สบายใจ
 
“ทีนี้พระพี่นางเชื่อคำข้าพเจ้าหรือยัง ว่าจะเด็ดมันหลงธิดาพระเจ้าแปรแค่ไหน ข้าพเจ้าแสนอับอายที่ไปยกย่องให้ตำแหน่งมันเป็นถึงบุเรงนองกยอดินนรธา แล้วเป็นไง มันสั่งกองทัพตองอูจากแปรให้บุกไปยึดเมาะตะมะ ทำสงครามกับหงสาวดี เพียงเพื่อผู้หญิงคนเดียว”
จันทราบอก
“ถ้าพระเจ้าอยู่หัวน้องท่าน จะพิโรธเคืองแค้นที่จะเด็ดสั่งยกทัพออกจากแปรโดยพลการนั้นสมควรอยู่ แต่อย่าพิโรธเพราะ จะเด็ดตามไปชิงตะละแม่เมืองแปรคืน เพราะอยากช่วยพี่”
“ข้าพเจ้าสงสารพี่นาง ตั้งแต่จะเด็ดจากไป พี่นางเอาแต่เก็บตัวเงียบ หมองเศร้า เพราะคิดถึงมันอยู่ทุกวันคืน จะทรมานตัวเองไปเพื่ออะไร”
“พี่มิได้ทุกข์อันใด แต่จะให้เริงสุขเช่นสตรีอื่นนั้นมิใช่วิสัย จะเด็ดนั้น แม้ถ้ามิใช่คนรักแต่ก็เปรียบพี่ร่วมอุทร ต้องไปทำสงครามเพื่อยกพระเกียรติยศให้พระเจ้าอยู่หัว ตัวทุกข์ยากแสนเข็ญอย่างไร จะเด็ดมิเคยบ่นด้วยเป็นนิสัย พี่จึงเป็นห่วงด้วยศักดิ์เป็นน้อง มิสมควรอยู่หรือ”
“แต่ข้าพเจ้ามิได้นับมันเป็นพี่” มังตราขว้างจอกเหล้าแตกกระจาย จันทราสะดุ้ง แต่ระงับอาการนิ่ง นันทวดีรีบลุกมาหาจันทรา
"พี่หญิงเสด็จบรรทมเถิด พระเจ้าอยู่หัวมิมีพระสติเพราะน้ำจัณฑ์ เจรจาสิ่งใดก็ป่วยการ"
"ไป...ไปเลย ไปนอนคอยมันเลย เพราะข้าพเจ้าเมา"
"พี่หญิงทุกข์ระทมมากพอแล้ว พระองค์จะซ้ำเติมให้เกิดโทษสิ่งใดอีก"
"ผู้หญิง...ฝันไปเถอะว่า สักวันมันจะกลับมาภักดีด้วยลิ้นคารม ผู้ชายหว่านคำหวานหน่อยก็หลงลม ยอมเป็นทาสให้เขาใช้ร่างเสวยสุข"
"มังตรา...น้องท่านเป็นพระเจ้าอยู่หัว ผู้คนกราบไหว้ทั่วแคว้นแผ่นดินตองอู พิจารณาสิ่งใดอย่าใช้อารมณ์ตนตัดสิน พี่เชื่อมั่นว่าจะเด็ดนั้นภักดีต่อราชวงศ์เมงกะยินโยเรายิ่งชีวิต"
"ไม่จริง ข้าพเจ้าไม่เชื่อ มันกลับมาตองอูเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าจะตัดหัวมันให้ดู"
นันทวดีตกใจรีบรั้งจันทราออกไป...จันทราโกรธจนระงับอารมณ์ไม่ไหว
"ถ้าพระองค์คิดอกุศลจิตต่อจะเด็ดพี่ท่านเพียงนั้น พี่นี้จะขอบวชรับใช้พระอาจารย์กุโสดอแทนคุณล้างบาปให้จนชั่วชีวิต"
นันทวดีทนไม่ไหวรีบฉุดจันทราออกไป นางข้าหลวงตัวสั่นรีบกราบ ตามออกไป มังตรายังเมา ตะโกนอย่างไม่มีสติ
"พวกมึงจำไว้นะ ช่วยกูจำ ถ้าจะเด็ดมันมาเหยียบตองอูเมื่อไหร่ บอกกู กูจะบั่นหัวมันเอง เอาเหล้ามา เอาเหล้ามาอีกซิโว้ย"
มหาดเล็กต่างลนลาน รีบรินน้ำจัณฑ์ถวายมือไม้สั่น

ขบวนตะคะญี รีบเดินทางไปเมืองแปร เดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน กองทัพของจาเลงกะโบเคลื่อนมาตามพื้นที่ราบ กองทัพเนงบาเคลื่อนมาตามเนินเขา ทั้งคู่ต่างนำทัพไปตามหน้าที่ของตัวเอง

กองทัพแปร เดินทางมาถึงทางแยกระหว่างหงสาวดี และเมืองแปร ปะขันหวุ่นญีให้สัญญาณหยุดรอ....
เสียงโคนสุคญี สอพินยาควบม้ามากับไขลู และทหารองครักษ์หงสาวดีตรงมาที่ปะขันหวุ่นญี
"ถึงทางแยกสู่แปรเมืองของท่านแล้วนะปะขันหวุ่นญี ขอให้ท่านกลับไปทันป้องกันเมืองของท่านให้พ้นภัยตองอูเถิด"
"ท่านเองก็เช่นกัน เราคงต้องปรับกระบวนทัพกันใหม่"
"ข้าพเจ้าจะให้ท่านไขลู นำคุ้มกันกองหน้าไปกับพระอนุชาก่อน ส่วนข้าพเจ้าจะเป็นกองระวังหลัง"
"ชะรอยคงเป็นเพราะพระเสื้อเมืองทรงเมืองดลใจให้เรารีบถอนทัพจึงรอดศึกใหญ่"
สอพินยาบอก
"ข้าพเจ้าฝากถวายบังคมถึงพระเจ้าลุงนรบดีด้วย และขอขอบคุณท่านปะขันด้วยที่ทำการช่วยข้าพเจ้า ดุจทำการให้แปรเอง คุณของชาวแปรครั้งนี้ไม่ตายเสียจะไม่ขอลืม"
"หากชีวิตข้าพเจ้ายัง จะขอถวายความจงรักภักดีต่อหงสาวดีตลอดไป"
ไขลูบอก
"งั้นก็รีบออกเดินทางเถิดพระอนุชา"
ปะขันหวุ่นญีพนมมือไหว้
"ขอถวายบังคมลาพระอุปราช ข้าลาท่านไขลูและท่านเสียงโคน"
ไขลูควบม้านำออกไป สอพินยาและองครักษ์ควบตาม ปะขันหวุ่นญีหันไปสั่งมองออน
"เดินทัพได้"
มองออนที่ยืนม้าใกล้ๆ ควบม้ากลับไปสั่งแถวทหารแปร
"แม่ทัพสั่งเคลื่อนทัพได้ ทั้งหมดเดินทัพได้"
กองทหารแปรเคลื่อนออก ปะขันหวุ่นญีเดินม้าต่อ เสียงโคนสุคญียืนม้านิ่งมองอย่างเป็นห่วง

วันใหม่ ภายในตลาดเมืองแปร โชอั้วกับบ่าวกำลังเลือกซื้อของตามใจชอบอยู่ จนกระทั่งบ่าวหันไปเห็นขบวนตะคะญีเดินมา
"แม่นางโชอั้ว ดูโน้นซิ"
โชอั้วหันไปมองเห็นขบวนแต่งทุกข์ สีขาวล้วน พร้อมเครื่องสักการะศพเดินมาอย่างสง่างามสมเกียรติ
นางมองอย่างสงสัย
"ท่านผู้ใหญ่ผู้ใดในกรุงแปรเสียชีวิต ทำไมเราไม่รู้เรื่อง"
ขบวนแต่งทุกข์ของตะคะญีเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ มีชาวเมืองเข้ามาห้อมล้อมดู ชายคนหนึ่งตัดสินใจถามทหารแต่งทุกข์ผู้หนึ่งอย่างทนไม่ได้
ชายแปรถาม
"ผู้ใดตายหรือท่าน ถึงจัดเครื่องสักการะเสียโอ่อ่า"
ทหารตองอู 1บอก
"พวกท่านคงยังไม่รู้ว่า ปะขันหวุ่นญีแม่ทัพของท่านตายในกลางศึกแล้ว ที่ชายแดนเมาะตะมะ"
"แม่ทัพปะขันหวุ่นญีสิ้นแล้วหรือ"
กลุ่มชาย-หญิงแปรตะโกนต่อๆกัน
"ท่านปะขันหวุ่นญีสิ้นแล้ว แม่ทัพแปรตายแล้ว แม่ทัพปะขันหวุ่นญีตายแล้ว"
โชอั้วตกใจวิ่งเข้ามาถามตะคะญี
"เกิดอะไรขึ้นกับกองทัพแปร บอกเรามา"
"กองทหารตองอูได้เข้าโจมตีกองทัพแปร ขณะถอนทัพจากเมาะตะมะ ท่านแม่ทัพปะขันหวุ่นญีได้ต่อสู้อย่างห้าวหาญ สมศักดิ์แม่ทัพแปร ยอมสละชีพกลางสนามรบ"
ตะคะญีเดินหน้าต่อ โชอั้วยืนนิ่งตะลึงนึกไม่ถึง

"ท่านพ่อ"
 
อ่านต่อหน้า 2

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ลานบ้านปะขันหวุ่นญี โชอั้วเสียใจร้องไห้วิ่งเข้าเรียกหาแม่ลั่น บ่าวสองคนวิ่งตาม

"ท่านแม่ ท่านแม่"
โชอีฟรีบลงเรือนมาหาโชอั้ว
"อะไรกันโชอั้ว ใครทำอะไรเจ้า เจ้าไปพบอะไรมา"
โชอั้วกอดแม่ร้องไห้
"ท่านพ่อ ท่านพ่อสิ้นแล้ว ท่านพ่อถูกข้าศึกตองอูประหารกลางศึก"
โชอีฟตกใจกอดลูกร้องไห้ตาม
"จริงหรือลูก โธ่ พี่ท่าน"

ท้องพระโรงเมืองแปร ตะคะญีและทหารแต่งทุกข์สีขาวล้วน ก้มกราบพระเจ้านรบดีพร้อมเครื่องสักการะ ทั้ง 2 พระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ รานองประทับบนที่อุปราช แม้พระเจ้านรบดีจะโมโหมาก แต่พยายามระงับอารมณ์
"บุเรงนองประหารแม่ทัพเราแล้ว ยังกล้าหมิ่นส่งท่านมาคำนับศพเป็นการเยาะอีกหรือ ตราบใดที่เราไม่เห็นศพปะขันหวุ่นญีแม่ทัพเรา อย่าหมายว่าเราจะเชื่อ"
"ข้าพเจ้านี้รักและนับถือแม่ทัพปะขันหวุ่นญี ในเรื่องศักดิ์ชายนักรบยิ่ง พระองค์ทรงตรองดู วิสัยท่านปะขันหวุ่นแม่ทัพ ทุกแคว้นในสุวรรณภูมินี้สรรเสริญนักว่า สมเป็นแม่ทัพแปร หากทัพแปรแตกฉิบหายไหนเลยจะยอมมีชีวิตรอด ทิ้งทแกล้วทหารหนีให้เสื่อมศักดิ์แต่ผู้เดียว"
พระเจ้านรบดีเริ่มลังเลหันมองรานองอย่างปรึกษา
"จะเด็ดเมืองตองอูนี้ สติปัญญาประจักษ์แก่ข้าพเจ้ามาแล้วว่า ไม่เป็นรองผู้ใด มาดว่าเมื่อลงทุนสอง มักหมายผลกำไรแปด ฉะนั้น เมื่อส่งคนผู้นี้มาคำนับศพท่านปะขันหวุ่นญี คงมีเรื่องแยบยลอยู่ในความคิด"
ตะคะญีพยายามยิ้ม
"ท่านอุปราชรานองนี้ สมแล้วที่แม่ทัพบุเรงนองยกย่องว่า เป็นผู้กุมกุศโลบายแห่งแปร หากเจตนาบริสุทธิ์ที่แม่ทัพบุเรงนองสำนึกต่อแปรเป็นผลร้าย ก็จงกุมตัวข้าพเจ้าไว้ก่อน ถ้าหากแม่ทัพปะขันหวุ่นญีมีชีวิตกลับแปรได้ พระองค์จะประหารข้าพเจ้าก็คงคุ้มกับโทษทัณฑ์"
พระเจ้านรบดีนิ่งอึ้งไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี

บริเวณหุบเขาทางกลับแปร มองออนนำทหารแปรเป็นกองหน้า ปะขันหวุ่นญีเป็นทัพหลวง เดินผ่านช่องเขามาได้ครึ่งทางก็พบกองทหารจาเลงกะโบยืนขวางทางอยู่ ทหารแปรที่กำลังเหน็ดเหนื่อยต่างพากันตื่นตระหนกวิ่งตั้งหลักกันอลม่าน
ปะขันหวุ่นญีบอก
"อย่าตกใจทหาร ตั้งมั่นรับยุทธไว้ เราต้องตีฝ่าไปได้เพราะกำลังพลเรามากกว่ามัน"
เสียงทหารแปรบอก
"พวกมันมาด้านหลังอีกกองหนึ่ง ท่านแม่ทัพ"
ปะขันหวุ่นญีหันกลับไปมองด้านหลัง เนงบาควบม้าบุกมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว ทหารแปรด้านหลังตกใจพากันวิ่งแตกกระเจิง เนงบากับกองม้าตองอูควบตะลุยฝ่าเข้ามาในกองทหารแปรตามฆ่าฟันเป็นใบไม้ร่วง กองทหารตองอูที่ขวางหน้าอยู่วิ่งเข้าประจัญบานกับมองออนและปะขันหวุ่นญี เนงบาฆ่าฟันทหารแปรอย่างไร้ความปรานี เหี้ยมโหด มองออนกับปะขันหวุ่นญีฟาดฟันกับทหารตองอูอย่างสุดความสามารถ
"ตีฝ่าออกไปให้ได้มองออน"
"เหลือกำลังรับแล้วท่านแม่ทัพ…หาทางเอาชีวิตรอดเถิด"
"เลือดทหารแปรแห้งเหือดไปจากตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครหนี เราจะเอาชีวิตมันทั้งโคตร"
เนงบาตะลุยฆ่าทหารแปรที่เข้ามาใกล้ปะขันหวุ่นญีเรื่อยๆ
"ฆ่ามัน...ฆ่ามันให้หมด อย่าปล่อยให้มันเล็ดรอดไปได้แม้มันจะเหลือเพียงแค่ครึ่งตัว"
ปะขันหวุ่นญีถูกทหารตองอูรุมฟันหลายแผล จนหมดแรงตกจากหลังม้า
มองออนกับทหารแปรพากันเข้ามาป้องกันแยกตัวออกมา
"ท่านปะขัน…ท่านบาดเจ็บมากเหลือเกิน"
"เราขอตายกลางศึกไม่อาลัยชีวิตดอก มองออน"
"ท่านเป็นถึงแม่ทัพ จะเอาชีวิตมาเทียบค่ากับทหารเลวตองอูมันไม่เสมอค่ากัน ขอท่านออมชีวิตไว้มื้อหน้าเถิด เสียทัพแค่นี้ มันใช่ว่าจะเสียเมืองแปรเมื่อไหร่กัน คอยเอาชัยครั้งหน้าเถิด ทหาร ช่วยกันพาแม่ทัพแหวกศึกออกไปเร็ว"
ทหารแปร 2-3 คนเข้ามาช่วยพยุงปีกปะขันหวุ่นญีฝ่าทหารตองอูออกไปได้ เนงบาเข่นฆ่าอย่างสนุกมือ

เรือนปะขันหวุ่นญี วันใหม่ โชอีฟแต่งทุกข์นั่งร้องไห้อยู่ต่อหน้าเครื่องยศของปะขันหวุ่นญีหน้าศาลนัต
สักครู่โชอั้วแต่งทุกข์ด้วยเช่นกัน เดินนำเครื่องบูชานัตมากับบ่าว 2 คนเข้ามาวาง
โชอั้วบอก
"เพลานี้ชาวเมืองต่างพากันแต่งทุกข์ทั้งเมือง ด้วยอาลัยท่านพ่อและกำลังเตรียมจัดงานรอรับศพกลับจากศึกอย่างสมเกียรติ"
"คุณความดีที่ท่านปะขันสร้างสมบำรุงเมือง จึงทำให้คนแปรทุกคนเกิดสำนึกในบุญคุณ ลูกนี้มีบุญที่เกิดมาเป็นลูกแม่ทัพปะขันหวุ่นญี" โชอีฟบอก

โชอั้วโผเข้ากอดโชอีฟร้องไห้

ชาวเมืองแต่งทุกข์กันทั้งหมด กำลังปฏิบัติภารกิจตามปกติ ทหารตองอู 2 คนแต่งทุกข์ กำลังคุยกับชายหนุ่มแปรคนหนึ่งอยู่ ชายหนึ่งวิ่งข้ามสะพานมาหน้าตื่น
 
"ท่านปะขันยังไม่ตาย แม่ทัพปะขันหวุ่นญียังไม่ตาย พวกเราแม่ทัพปะขันหวุ่นญีกลับมาแล้ว"
ทุกคนหยุดชะงักหันไปมองที่สะพาน มองออนกับทหารแปรพยุงร่างปะขันหวุ่นญีที่เลือดโทรมกาย นั่งข้ามข้ามสะพานมา ชาวเมืองต่างพากันลงนั่งไหว้ด้วยความเคารพรัก มองออนและปะขันพากันแปลกใจ นั่งเกวียนผ่านชาวเมืองไปเรื่อยๆ
โชอั้วกับโชอีฟในชุดทุกข์กำลังไหว้นัตอยู่ บ่าว 2 วิ่งลนลานเข้ามา บ่าว 1 อายุมากกว่าหันไปเอ็ด
"สำรวมกิริยาหน่อย ไม่รู้หรือเพลานี้มิใช่เรื่องสนุก"
บ่าว 2 บอก
"ท่านปะขันหวุ่นญีกลับมาบ้านแล้ว"
โชอั้วและโชอีฟไม่เชื่อหู
บ่าว 1บอก
"พูดให้มันถูกที่ถูกทาง เดี๋ยวจะเฆี่ยนให้หลังลาย"
บ่าว 2 บอก
"เรื่องจริง...ไม่ใช่ผีหลอก ท่านมองออนพาท่านปะขันหวุ่นญีนายท่านมาอยู่ที่หน้าเรือนจริงๆ"
โชอั้วแปลกใจ...แต่ก็รีบลุกออกไป ทุกคนลุกตาม

โชอั้ววิ่งนำโชอีฟและบ่าว 1-2 ลงเรือนมาที่ลานหน้าบ้าน เห็นมองออนและทหารแปร
กำลังช่วยกันแบกปะขันหวุ่นญีลงจากเกวียน ชาวเมืองตามมาให้กำลังใจเต็มลาน
"ท่านพ่อ"
"พี่ท่าน"
โชอีฟเข้ากอดพ่อร้องไห้ ปะขันหวุ่นญีลืมตาขึ้นดูเห็นชุดไว้ทุกข์ที่ลูกใส่ก็ยิ่งเสียใจ
"นี่...ลูกก็เชื่อ เหมือนคนอื่นๆใช่ไม๊ ว่าพ่อทิ้งทหารเอาตัวรอดมาผู้ดียว"
โชอั้วไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เอาแต่ร้องไห้ ปะขันหวุ่นญียิ่งแค้นน้ำตาคลอ
"มองออน...ทำไมไม่ปล่อยให้เราตายในศึก ช่วยเรามาทำไม ทำไมไม่ปล่อยให้เราตายกับทหารของเรา"
ทุกคนนิ่งเพราะเข้าใจความรู้สึกปะขันหวุ่นญีดี

ในห้องนอน ปะขันหวุ่นญีนอนนิ่งอยู่บนแท่นด้วยความร้าวรานใจ สองแม่ลูกเปลี่ยนชุดใหม่แล้วนั่งนิ่งเฝ้าอาการอยู่ห่างๆอย่างไม่ไหวติง

ภายในท้องพระโรงเล็กกรุงแปรอุปราชรานอง และเสนาอำมาตย์คนอื่นๆหมอบเฝ้าอยู่ในอาการสงบ พระเจ้านรบดีเสด็จออก มหาดเล็กตามเสด็จ
"มีอะไรหรือพระอุปราช"
"ทหารแจ้งมาว่า แม่ทัพปะขันหวุ่นญียังมีชีวิตรอดอยู่ พระองค์ท่าน"
พระเจ้านรบดีแค้นใจ-ตกใจ
"งั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นเจ้าฑูตตองอูก็ตวัดลิ้นโกหกเราทั้งแผ่นดินงั้นซิ"
"เพลานี้แม่ทัพปะขันหวุ่นญีบาดเจ็บสาหัส และอับอายจนมิกล้าออกจากเรือนมาเฝ้าพระองค์"
พระเจ้านรบดีหน้าเสีย เสียงสั่น
"ท่านรีบไปบอกปะขันหวุ่นเถอะว่า เราให้อภัย อย่าน้อยใจอับอายเพราะอุบายคำของพวกตองอูมัน"

เวลาต่อเนื่องมา บริเวณหน้าเรือนปะขันหวุ่นญี ขบวนรถม้ารานองควบเข้ามาหยุดอย่างรวดเร็ว รานองรีบลงมา เสียงโชอั้วกับโชอีฟร้องลั่น
"ท่านพ่อ...ท่านแม่ช่วยท่านพ่อด้วย"
"ท่านพี่ ทำไมทำอย่างนี้ ทำไมทำอย่างนี้"
อุปราชรานองรีบวิ่งขึ้นเรือนไป ทหารวิ่งตาม

รานองกับทหารวิ่งเข้ามาแล้วเข้าไปในหอนัต ได้ยินเสียงโชอั้วกับโชอีฟร้องไห้สะอึกสะอื้น ก็ชะงักนิ่งมอง

โชอั้วกับโชอีฟพากันกอดศพปะขันหวุ่นญีร้องไห้ ศพของปะขันหวุ่นญีในมือขวายังถือดาบ ที่คอมีเลือดไหลนอง โชอั้วหันมามองรานองอย่างอาฆาตแค้น
"พวกตองอูมันหยามท่านพ่อ จนท่านพ่อต้องปลิดชีวิตตัวหนีอาย ท่านอุปราช"
รานองยืนนิ่งเงียบ....คนอื่นๆทรุดลงกับพื้น

แสงยามเย็นสาดลงมาที่ตัวปะขันพอดี ท่ามกลางบรรยากาศซึมเซา
 
อ่านต่อหน้า 3

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ภายในท้องพระโรง เมืองแปร ราชมัลคุมตัวตะคะญีและทหารตองอูในชุดไว้ทุกข์ เดินเข้ามาหมอบเฝ้า

พระเจ้านรบดีกับรานองที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างไม่พอใจ
"ท่านนี้มีพิษร้ายเหลือ อาจหาญใช้เล่ห์คารมทำให้ปะขันหวุ่นญีประหารตัวตาย ฉะนั้นโทษของท่านก็คือตายเช่นกัน"
"อันหน้าที่แห่งฑูตนั้น แม้จะอยู่ท่ามกลางอาวุธก็เพียงเจรจาตามกิจที่ตนถูกใช้มา ตัวการที่แท้จริงคือจะเด็ด...อดีตมโหรีหลวงแปรต่างหาก"
"จะเด็ดจงใจจะฆ่าปะขันหวุ่นญีผู้เดียวทำไม"
"ชะรอยบุญชาวแม่น้ำอิระวดี จะได้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สะคยามินทร์เทวาธิราชประจำพุกามประเทศ จึงบันดาลให้ผู้เฒ่าปะขันหวุ่นญีตายลงเพราะความคิดจะเด็ด เพื่อแปรจะได้ไม่คิดสงครามสืบไป"
อุปราชรานองบอก
"จะเด็ดปรามาสว่าแผ่นดินแปรนี้ มีชายใจหาญแต่ปะขันหวุ่นญีกระนั้นหรือ เราจะยกทัพทำสงครามเอาศีรษะแม่ทัพองอูเซ่นธงชัยเมื่อไหร่ก็ได้"
"สิ่งที่จะเด็ดต้องประสงค์ไม่ได้หมายจะดูถูกชายชาวแปร หากหมายถึงปะขันหวุ่นญีเป็นคนแรง อยู่ด้วยความคิดแต่จะทำสงคราม เมื่อสิ้นปะขันแล้วก็จะเหลือแต่คนสุขุมชั่งคิด การจะเพาะสงครามขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง คงจะไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเป็นอันดี หากผู้ใดคิดว่าการนี้จะเด็ดคาดผิดก็จงลุกขึ้นมาว่าเถิด"
ทุกคนเงียบ
รานองบอก
"ลิ้นการฑูตก็เหมือนช่างวาดฝีมือเอก วาดรูปสิงห์เสียยิ่งกว่าเห็นสิงห์ตัวจริง"
ตะคะญีลุกขึ้นยืน
"หากตรองให้ถ่องแท้ ครั้งศึกโมนยิน จะเด็ดได้ต้านทัพช่วย เพราะเห็นแก่พระเจ้าแปรเลี้ยงดูตัวดี แต่น้องพระเจ้าหงสาวดีกลับลักตะละแม่หลบหนี และเมื่อจะเด็ดตีแปรได้ก็สั่งทหารห้ามทำร้ายชาวแปร แม้เข็มสักเล่มก็ไม่ให้โดนผิวเนื้อ แล้วหงสาวดีเล่าได้ยกทัพขึ้นมาช่วยหรือไม่ ถ้าหงสาวดีมีน้ำใจดี พระเจ้าอยู่หัวเมืองนั้นก็น่าจะมีใจบ้าง"
"หยุดเดี๋ยวนี้ เสนาบดีแปรงำอะไรอยู่ ปล่อยให้คนตองอูมาเจรจายุแยง ให้แปรแตกกับหงสาวดีต่อหน้าเรา ราชมัลนำตัวทูตผู้นี้ไปจำ"
ราชมัลเดินเข้ามาคุมตัว ตะคะญียกมือห้าม ราชมัลงง...ยืนค้าง
"ข้าพเจ้าอายุปูนนี้แล้วนับวันความตายก็ใกล้เข้ามา ถ้าได้ตายเพื่อแคว้นตัวเห็นเป็นบุญนัก แต่อยากเจรจาแจ้งข้อสำคัญของจะเด็ดที่ฝากมาให้ครบ พวกท่านเคยเห็นชายใดมีใจภักดิ์ต่อตะละแม่เมืองแปรเท่าจะเด็ด แม้นางจะตกเป็นของชายอื่น แล้วก็มิได้คิดรังเกียจ เมื่อนายทัพตองอูรักตะละแม่ถึงเพียงนี้แล้ว ไหนจะไม่แผ่หัวใจมาถึงชาวแปรทุกคนด้วย วานท่านพิจารณาให้เที่ยงธรรมเถิด หากแปรคิดจะร่วมแผ่นดินผูกไมตรีกับหงสาวดี หรือจะได้ครึ่งหนึ่งของตองอู"
พระเจ้านรบดีสั่ง
"เอาตัวออกไป"
ราชมัลคุมตัวตะคะญีและทหารตองอูออกไป อุปราชรานองหันมองพระเจ้านรบดีที่นิ่งเงียบไม่แสดงอาการใดๆ

วันใหม่ ธงเมืองแปรที่สะบัดอยู่บนยอดเสา พระเจ้านรบดีประทับยืนอย่างไม่สบายพระทัย พระอัครเทวีประทับอยู่ท่าทางฉุนเฉียว
"ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ลูกเรา ตกอยู่ในมือเสมอคนธรรมดาอย่างจะเด็ดเป็นอันขาด จะเด็ดถึงแม้จะได้เป็นถึงแม่ทัพตองอู แต่ก็ไม่ใช่คนมีชาติตระกูลสูงส่ง ข้าพเจ้าวอนขอพระองค์เลือกข้างหงสาวดีเถิด อย่างน้อยเบื้องหน้าลูกหญิงเราก็ได้เป็นนางพระยาหงสาวดี"
"ถ้าเราเลือกข้างหงสาวดี แปรก็คงก่อสงครามกับตองอูไม่สิ้นสุด"
"หงสาวดีเป็นแคว้นใหญ่ หลานเราจะไม่ช่วยเราเชียวหรือ"
"แล้วที่ผ่านมาหงสาวดีช่วยอะไรเราบ้าง จะเด็ดเสียอีกที่ปกป้องแปร"
"แท้ที่จริง ท่านก็หลงคารมทูตตองอูจนได้ ถ้าลูกเราต้องไปอยู่ตองอู นึกหรือว่าจะเด็ดมันจะยกย่องลูกหญิงเสมอลูกหลวงเมืองตองอู ขอพระองค์ทรงตรองให้ดี เทพยดาส่งกุสุมาให้จุติในเศวตรฉัตรแปร แต่พระองค์กลับทรงไปฟังพวกอำมาตย์ตาขาว จนทำให้ลูกเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างวงศ์ตองอู อุปราชรานองนั้นกลัวตาย จึงคร้านจะทำสงคราม"
พระเจ้านรบดีทรงคิดหนัก

วันใหม่ ตะคะญีและทหารตองอูนั่งนิ่งรออยู่ที่ท้องพระโรงวังหน้า อุปราชรานองและทุกคนถวายบังคม มหาดเล็กยืนอ่านสาส์นอยู่หน้าท้องพระโรง
"บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวนรบดีแห่งกรุงแปร ทรงมีพระเมตตาแก่ประชาราษฎร์ตองอู ทรงไม่คิดทำการสงครามให้เดือดร้อนไปทั้งแผ่นดิน ได้อภัยโทษคณะทูตแห่งตองอู เลิกจองจำ โปรดให้ปล่อยตัวกลับมาตุภูมิเพื่อให้ตองอูสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสืบไป"
ตะคะญียิ้มรับถวายบังคม
"และด้วยอาลัยในพระราชธิดา พระอัครเทวีจึงทรงมีพระราชสาส์นไปยังพระราชธิดากุสุมา ให้คณะฑูตตองอูถือไปถวายยังเมืองเมาะตะมะ 1 ฉบับ ขอคณะทูตจงรับสนองพระราชโองการ"

มหาดเล็กเชิญพระราชสาส์นเดินออกมากลางห้องพระโรง ตะคะญีคลานเข้าไปถวายบังคมแล้วรับพระราชสาส์นไว้

วันใหม่ ท้องพระโรงเมาะตะมะ กุสุมาเดินกระวนกระวายมองออกไปยังทะเล
 
มีเชงสอบูและนางข้าหลวงถวายงานอยู่ใกล้ๆ ปอละเตียงเดินนำตะคะญีเข้ามาพร้อมกับสาส์นพระอัครเทวี กุสุมาเห็นตะคะญีก็ดีใจรีบมาหา
"ครูท่าน กรุงแปรเป็นอย่างไรบ้าง"
"ข้าพเจ้า ขอถวายพระราชสาส์นพระอัครเทวีต่อตะละแม่ตามพระประสงค์"
กุสุมารับสาส์นเปิดออกอ่าน
"นับแต่เราแม่ลูกได้จากกัน แม่และสมเด็จพ่อทรงเป็นห่วงลูกหญิงนัก เมื่อทูตตองอูแจ้งว่า ลูกสุขสบายดีอยู่ที่เมาะตะมะนี้ แม่จึงอยากวอนด้วยความคิดถึง ขอลูกกลับคืนกรุงแปรของเรามาอยู่กับแม่กับสมเด็จพ่อให้เป็นสุขดังก่อนเถิด เมาะตะมะมิใช่ถิ่นกำเนิดหรือเมืองใต้บารมีเรา จะเกิดภัยขึ้นเมื่อไรไม่อาจรู้ ขอลูกเชื่อแม่สักครั้งอย่าให้ชาวแปรน้อยใจว่าลูกนี้หลงแม่ทัพบุเรงนองจนลืมกรุงแปร"
กุสุมาเสียใจร้องไห้ออกมา ตะคะญีจ้องหน้าเหมือนอยากรู้
"สมเด็จแม่อยากให้ข้าพเจ้ากลับไปอยู่กรุงแปร แต่ข้าพเจ้าจะแบกหน้าไปสู้สายตาชาวแปรได้อย่างไร ด้วยกรรมประจำตัวเป็นราคี"
"สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกรรมบันดาลให้เป็นเอง มิใช่ราคีที่ลอบเร้นมากับสอพินยา ชาวแปรรู้ความข้อนี้ กลับสงสารเห็นใจตะละแม่มากกว่า ขอเสด็จกลับแปรตามพระเสาวนีย์พระอัครเทวีเถิด"
ปอละเตียงบอก
"เพลานี้ท่านแม่ทัพบุเรงนองไม่อยู่ เราคงต้องรอ"
"การนี้บุเรงนองสั่งการเป็นหนังสือแก่ข้าพเจ้าไว้สิ้นแล้ว ให้ข้าพเจ้ากับเนงบาถอนกองทัพตองอูนำตะละแม่กลับกรุงแปร คืนสู่พระประยูรญาติจะได้ไม่เปลี่ยวใจ ส่วนแม่ทัพบุเรงนองนั้นจะไม่กลับมาเมาะตะมะอีก เพราะเจ้าเมืองเมาะตะมะยอมถวายเครื่องบรรณาการแก่เมืองตองอูแล้ว"
เชงสอบูรีบคลานเข้ามาใกล้กุสุมา
"ข้าพเจ้าขอตามเสด็จแปรด้วย ข้าพเจ้ากลับหงสาวดีไม่ได้แล้ว"
ปอละเตียงขยับตามเข้ามาอีกคน
"ข้าพเจ้าขอรับสนองตะละแม่ตลอดไป หากกลับหงสาวดีคงถูกบั่นคอตายทั้งพี่ทั้งน้องแน่"
กุสุมาไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้เสียใจ

วันใหม่ ขบวนรถม้าเสด็จของกุสุมาเคลื่อนมาตามทุ่งอันกว้างใหญ่ ตะละแม่นั่งมาในรถม้าอย่างเศร้าสร้อย ตะคะญีและเนงบาขี่ม้านำขบวนรถม้ากุสุมามาหยุด นิ่งมองไปทางประตูเมือง ปอละเตียงกับเชงสอบูนั่งเกวียนตามหลังมา ชะโงกอออกมามองอย่างท่าทางตื่นเต้น แล้วรีบลงมาที่รถม้ากุสุมา
"ตะละแม่…ตะละแม่ ทรงทอดพระเนตรเถิด"
กุสุมาเปิดม่านดูอย่างตื่นเต้น แล้วเปิดประตูลงมา เห็นชาวแปรและกองทหารแปร จัดขบวนออกจากประตูเมืองมาคอยต้อนรับ มีการตกแต่งประตูเมืองเป็นพิเศษ มีธงทิวสีสวยโบกสะบัดไปมาโก้หร่าน
กุสุมายิ้มทั้งน้ำตา เชงสอบูกับปอละเตียงตื่นเต้นอยู่ใกล้ๆ
"ชาวแปรจัดขบวนแห่ออกมารับตะละแม่ท่าน ดังท่านแม่ทัพตะคะญีแจ้งไว้เลย" ปอละเตียงบอกกุสุมาร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม ปอละเตียงกับเชงสอบูรีบเชิญกุสุมาขึ้นรถม้าทันที
"เสด็จเข้าเมืองเถิด ชาวเมืองแปรคงอยากชมโฉมตะละแม่ใกล้ๆเต็มทีแล้ว" เชงสอบูบอก
กุสุมากลับขึ้นรถม้า ขบวนรถม้าแล่นผ่านขบวนต้อนรับเข้าเมืองไป ชาวเมืองต่างโปรยข้าวตอกดอกไม้ และใบไม้มหามงคลใส่รถม้ากุสุมาอย่างดีใจ ตะคะญีกับเนงบามองตามอย่างชื่นชม ปอละเตียงกับเชงสอบูชะโงกเกวียนมองอย่างตื่นเต้น กุสุมามองชาวเมืองผ่านหน้าต่างรถม้าอย่างตื้นตันใจ

ขบวนเสด็จกุสุมาเดินมา มีปอละเตียงและเชงสอบูตามเสด็จ พระอัครเทวียืนประทับอยู่กับพระเจ้านรบดีที่แท่นบัลลังก์ มีเสนาหมอบเฝ้ารับเสด็จอยู่เต็มท้องพระโรง อัครเทวีรีบโผเข้ากอดลูกด้วยความรัก แต่พระเจ้านรบดียังประทับนิ่งอยู่ที่เดิม
"กุสุมาลูกแม่ พระเสื้อเมืองทรงเมืองรักษาลูกยิ่งแล้ว จึงแคล้วคลาดกลับสู่แปรจนได้"
กุสุมาหันไปมองพระเจ้านรบดีที่ประทับนิ่ง ไม่หันมามอง
"สมเด็จพ่อแค้นพระทัย ตัดไมตรีกับหงสาวดีเพราะพิโรธพระอุปราชสอพินยาที่กระทำต่อลูก"
กุสุมาจึงเดินขึ้นบนแท่นหน้าบัลลังก์ กราบพระบาทพระเจ้านรบดีแล้วร้องไห้
"ลูกยินดีถวายชีวิต หากทำให้ชาวแปรมีเกียรติศักดิ์เพิ่มขึ้น"
พระเจ้านรบดีหันมองลูกด้วยความสงสาร แล้วทรุดลงประคองไว้
"ลูกคือคนรักษาแปรไว้ไม่ให้บุเรงนองทำลายต่างหาก บัลลังก์แปรคงอยู่ได้ เพราะลูกของพ่อแท้ๆ"

พระเจ้านรบดีกอดลูกด้วยความรักอย่างที่สุด อัครเทวีเข้าไปทรุดลงใกล้ๆ ทุกอย่างเงียบ ได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆ
 
อ่านต่อหน้า 4

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ในเวลาต่อมา ณ ท้องพระโรงหน้าแปร พระเจ้านรบดีกับอัครเทวีประทับอยู่บนบัลลังก์ รานองประทับที่อุปราช
 
จะเด็ดในชุดเสนาบดีตองอูนั่งบนตั่งกลางท้องพระโรง ส่วนตะคะญีและนายกองตองอูพร้อมขบวนเครื่องบรรณาการนั่งอยู่ด้านหลัง
"ประหนึ่งสยาคมินทร์องค์เทวาธิราชหลักชัยพุกามประเทศ การุณย์จะให้แปรและตองอูสองพระนครนี้เป็นไมตรีต่อกัน จึงบันดาลให้ทุกดวงจิตแปรมีความพิศมัยต่อชาวตองอู มิได้แค้นเคืองชิงชังตามวิสัยของผู้เคยกระทำศึกต่อกัน ข้าพเจ้าสำเหนียกในอัธยาศัยชาวแปรวันนี้ จึงขอถวายสัตย์ว่าจะเพียรรักษาไมตรีสืบไปให้ยั่งยืน"
"กัปปิยโวหารแม่ทัพตองอูฟังประเสริฐนัก ครั้งแปรปิดประตูเมืองยังกล้าทลายเข้ามา ไฉนประตูเมืองเปิดทั้งสี่ด้านแปรจะปฎิเสธไมตรี" อัครเทวีบอก
"วิสัยข้าพเจ้า สิงห์เสือหรือคชสารเมามันไม่เคยรู้จักกลัว การเข้ามาถวายบังคมก็หมายพึ่งพระบรมโพธิสมภารโดยสุจริตใจ"
"เมื่อปลอมเป็นมังฉงายไร้เกียรติศักดิ์ยังเมตตา บัดนี้เป็นถึงแม่ทัพบุเรงนองผู้เก่งกล้า ทำไมจะไม่เมตตา"
"การโอ่เป็นผู้กล้ามิได้หมายจะยกตนเหนือแปร หากแต่ต้องการกราบทูลให้ทรงทราบว่า วิสัยกล้าของข้าพเจ้านี้ กลับแพ้น้ำพระราชหฤทัยพระเจ้าแปรผู้มีพระเมตตา เกรงจะพบสายพระเนตรพระเจ้าแปรที่สำแดงให้เห็นว่า เมตตาข้าพเจ้าน้อยกว่าแต่กาลก่อน"
พระเจ้านรบดีบอก
"เรานี้เป็นกษัตริย์ต้องการดำรงไว้ธรรมมิกราช ตั้งพระพุทธศาสนาเป็นที่อาศัยของสมณพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร ย่อมทรงไว้สัมมาทิฐิตามพุทธโอวาท ฉะนั้นสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วเราย่อมจะดับเสีย หวังเจริญขันติธรรม มังฉงาย อย่าคิดมาก"
จะเด็ดยกมือขึ้นพนม
"เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนแผ่นดินพุกามยิ่ง ข้าพเจ้ายินดีเป็นมังฉงาย สนองคุณสืบไป"

ภายในห้องนอน ตำหนักกุสุมา กรุงแปรเวลากลางคืน ม่านปลิวไปมา จะเด็ดเปิดม่านเดินเข้ามามองไปรอบๆ ห้องว่างเปล่า ...เขาเดินเข้ามาอย่างช้าๆ กุสุมายืนอยู่ด้านหลัง จะเด็ดรู้สึกตัวหันไปมอง
"จะเด็ดพี่ท่าน"
กุสุมาโผเข้ากอดจะเด็ดด้วยความคิดถึง ร้องไห้ จะเด็ดกอดกุสุมาแน่น"ข้าพเจ้าคิดถึงท่านเหลือเกิน"
"ข้าพเจ้าก็คิดถึงท่าน หวาดระแวงว่าท่านจะเป็นอะไรหรืออาจไม่มาแปร"
"แปรนี้มีแก้วตาข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจะไปแห่งใดได้ เหมือนถูกควักดวงตา"
จะเด็ดพากุสุมาไปนั่งยังพระแท่น
"เมื่อศึกสิ้นเช่นนี้ ท่านจะกลับตองอูอีกเมื่อใด"
"ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมาเห็นหน้าท่าน ทำไมต้องรีบผลักไสไล่ส่งข้าพเจ้า"
"ข้าพเจ้าเจียมรู้น้ำใจท่าน ตองอูเป็นเมืองเกิดแผ่นดินแม่ ท่านจะมาลงเสาปักหลักสร้างบ้านอยู่ที่แปรได้อย่างไร ข้าพเจ้ายอมรับความจริงข้อนี้ เพื่อเตือนตัวไม่ให้เสียใจอาลัย เมื่อท่านต้องจากไป"
"ข้อนั้นเป็นจริงอยู่ แต่เพลานี้ขอข้าพเจ้าได้อยู่ใกล้ตะละแม่ให้เป็นสุขก่อนสักครั้งจะได้ไม๊"
"ข้าพเจ้าเองก็ปรารถนาจะดูแลท่านให้เป็นสุข อยากสนองคุณอย่างเต็มใจ"
จะเด็ดหอมแก้มกุสุมาอย่างรักใคร่ แล้วกอดรัดไว้กับอก

ภายในอุทยานหลวง จะเด็ดบรรเลงพิณอยู่กับกุสุมาอย่างมีความสุข...จนจบ
"ตั้งแต่ข้าพเจ้ากลับมาสู่แปร ยังมิได้พบหน้าตะละแม่อเทตยาเลย ตามธรรมดานางจะต้องมาคอยชื่นชมเพลงพิณตะละแม่อยู่เสมอ"
"เมื่อข้าพเจ้าแรกกลับมาแปรก็เอ่ยหาอเทตยา จึงรู้ว่าอเทตยาป่วย ร่างกายมิแข็งแรง ต้องพักกายบนที่นอนเสมอ"
"นางป่วยด้วยโรคอันใด"
"เห็นว่านางระทม ล้มป่วย ตั้งแต่ข้าพเจ้าและท่านออกจากแปรไป"
จะเด็ดนิ่งพอเดาเหตุการณ์ออก


ในเวลาต่อมา จะเด็ดเดินเข้ามาในห้องนอนอเทตตา บ่าวคนหนึ่งกำลังบริบาลยาอเทตยาที่ครั้งนั่งครึ่งนอนอยู่บนแท่นนอน นางไม่ยอมกินยา ปัดถ้วยยากระเด็นไปที่เท้าจะเด็ด
อเทตยาใบหน้าซีดเซียวหันมอง แววตาดีใจเพียงแว๊บเดียวก็สลดลง จะเด็ดมาลงนั่งใกล้ๆ นางนอนน้ำตาคลอ
"ข้าพเจ้าเพิ่งแจ้งว่าท่านสุขภาพ ... เจ็บป่วย"
"เป็นน้ำใจอันประเสริฐแห่งแม่ทัพตองอูที่มาเยี่ยม ข้าพเจ้าจะขอจดจำ"
"ท่านต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรง ต้องดื่มยาแก้โรคตามหมอหลวงกำหนด"
จะเด็ดให้บ่าวรินยามาให้ใหม่ จะป้อนอเทตยาเอง
"ข้าพเจ้าจะป้อนท่านเอง ข้าพเจ้าเป็นห่วงสุขภาพท่านมาก"
"แต่ข้าพเจ้าจะตายเพราะคารมคนลวง"
"ถ้าข้าพเจ้าทำการใดผิดไป ขอน้องท่านอภัยเรื่องแต่หนหลังเถิด"
"ข้าพเจ้าคนซื่อ ผู้ใดกล่าววาจาใดก็ยังคงยึดมั่น แม้จะตายก็จะขอยึดมั่น"
"ข้าพเจ้าบูชาน้ำใจน้องท่านนัก หากจะให้ข้าพเจ้าทดแทนสิ่งใดจงแจ้งข้าพเจ้ามาเถิด"
"ความรักแจ้งขอกันได้หรือ ข้าพเจ้าให้อดสูใจตัวเองเหลือเกิน...ที่ต้องมาคอยรอเมตตาให้ผู้อื่นมาหยิบยื่นของเหลือเศษให้ บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งแก่ใจตัวเองแล้วว่า ท่านนั้นมั่นคงต่อตะละแม่เมืองแปรยิ่งหญิงใดในแผ่นดิน ปล่อยข้าพเจ้าตายเสียเพื่อจะได้พ้นทุกข์"
"ท่านเป็นผู้มีคุณต่อข้าพเจ้า เป็นเพราะท่าน ข้าพเจ้าจึงได้สมรักกับตะละแม่กุสุมา"
"เป็นบุญเหลือเกินที่แม่ทัพบุเรงนองรู้คุณ แต่จะมีประโยชน์อันใดแก่ข้าพเจ้าเพลานี้"
อเทตยาโผเข้ากอดจะเด็ด
"ข้าพเจ้ารักท่านเหลือเกิน ยากจะลืม ท่านก็รู้"
จะเด็ดสงสาร แต่ตัดสินใจวางถ้วยยาลง แล้วแกะมืออเทตยาออกมากุมไว้
"ข้าพเจ้ามิเคยจะลวงท่านให้มีใจแก่ข้าพเจ้าสักครั้ง ที่ทำไปเพราะรู้สำนึกในน้ำใจของตะละแม่อเทตยาจริง หากท่านยังมีใจต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มิอาจทำร้ายน้ำใจท่านได้"
"พอ พอแล้ว อย่าใช้คารมกล่อมเราอีก ปล่อยให้เราตายๆไปเสียเถิด เรายากจะเชื่อแล้ว ถ้าท่านไม่มีใจโปรดอย่ามาหาข้าพเจ้า หากได้ห่างท่าน ชีวิตข้าพเจ้าอาจยืนยาวได้อีกสักหนึ่งวัน ไป...ไปเสียห่างๆ"

จะเด็ดรู้สึกน้อยใจ เดินออกไปเงียบๆ อเทตยายิ่งเสียใจ น้อยใจ น้ำตาไหลเอ่อออกมาอย่างไม่รู้ตัว

บรรยากาศงานศพปะขันหวุ่นญี มีการทำอาหารเลี้ยงแขกวุ่นวาย
 
โชอีฟกำลังต้อนรับแขกที่มางาน จะเด็ดกับจาเลงกาโบในชุดทุกข์เดินเข้ามาในงานพร้อมทหารตองอู ทุกคนเงียบกริบ จะเด็ดเดินไปหาโชอีฟ
"ข้าพเจ้าบุเรงนองมาคารวะศพท่านปะขันหวุ่นญี ข้าพเจ้าอยากเคารพศพท่านแม่ทัพปะขันหวุ่นญีด้วยใจจริง อนุญาตให้ข้าพเจ้าขึ้นไปเคารพศพท่านเถิด"
โชอีฟไม่กล้าปฏิเสธ..พาเดินขึ้นไปบนเรือน จาเลงกาโบหันมาพยักหน้าให้ทหารที่ตามมารออยู่ข้างล่าง แล้วตามจะเด็ดขึ้นไป
โชอีฟพาจะเด็ดกับจาเลงกาโบเข้ามา เห็นโชอั้วในชุดทุกข์นั่งนิ่งอยู่หน้าโลงศพพ่อสีหน้าเจ็บแค้นมาก คหบดี 2-3 คนรีบออกไปอย่างหวาดๆ
"แม่ทัพบุเรงนองมาเคารพศพท่านพ่อนะลูก"
"ศพศัตรู…จงใจประหารแล้วใยจะกลับมาทำดี"
โชอีฟเข้าปราม
"โชอั้ว…นิ่งไว้ก่อนลูก"
"เสียดายที่ข้าพเจ้านี้เป็นหญิง หาไม่คนตองอูจะไม่มีวันได้ลอยชายบนแผ่นดินแปรเด็ดขาด"
"อย่านะลูก ใจเย็นๆ"
"ปล่อยให้นางพูดเถิดท่านผู้หญิง สมแล้วที่นางนี้เกิดเป็นลูกแม่ทัพปะขันหวุ่นญี หากข้าพเจ้าเป็นนางก็คงแค้นคนตองอูเช่นกัน" จะเด็ดบอก
"ขอบใจที่ท่านเข้าใจ ขอท่านรีบคารวะศพ แล้วเร่งกลับเถิด"
จะเด็ดเดินไปที่โลงศพแล้วหันกลับมา
"ข้าพเจ้าเองยกย่องท่านแม่ทัพปะขันหวุ่นญีเยี่ยงนายทหารที่ดี เพราะรู้ถึงหัวใจของชายชาติทหารด้วยกัน แต่บุตรสาวของท่านคิดอย่างอิสตรี ไม่คุ้นแก่การทหาร ยามสงครามทหารทั้งสองฝ่ายต่างก็มุ่งเอาชัยแก่กันทั้งสิ้น อย่าว่าแต่ห่วงชีวิตอีกฝ่ายหนึ่งเลย แม้ชีวิตตัวก็ยังไม่ได้ห่วง"
จะเด็ดเดินไปจุดธูปไหว้คารวะศพ แล้วกลับมาที่โชอีฟกับโชอั้ว
"วิสัยผู้ชนะศึกนั้นจะริบเอาทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดของผู้แพ้ แต่ข้าพเจ้าได้แปรแล้วไม่เคยทำการใดให้แปรต้องได้ยาก ข้าพเจ้าทำสงครามก็เพื่อให้แผ่นดินสงบสุข หาได้เพื่ออำนาจวาสนาของตัวเองแม้แต่น้อย"
จะเด็ดเดินออกไป…โชอั้วได้แต่มองตามอย่างอาฆาตแค้น

จะเด็ดเดินลงเรือนมากับจาเลงกาโบ คนอื่นๆยังยืนเงียบมองดู
"ข้าพเจ้าภูมิใจกับชาวแปรนักที่มีแม่ทัพผู้กล้าสละชีวิตเพื่อรักษาเกียรติ ดีกว่าจะถูกปรามาสว่าเป็นขุนพลทิ้งศึกเอาตัวรอด ปล่อยทหารผู้น้อยตายกลางสนามรบ ด้วยศรัทราของเราชาวตองอู ข้าพเจ้าจะขอสร้างสถูปบรรจุอัฐิแม่ทัพปะขันหวุ่นญี ให้ลูกหลานแปรได้กราบไหว้สืบไป"
จะเด็ด จาเลงกาโบและทหารตองอูเดินออกไป แม่ทัพ คหบดี บ่าวไพร่มองกลับขึ้นไปบนเรือนแล้วพากันทรุดลงกราบ

ห้องโถงเรือนปะขันหวุ่นญี โชอั้วกำลังจุดธูปไหว้อยู่หน้าโลงศพพ่อ สายตามีแต่ความแค้น
"ไม่ว่าการณ์ใดจะเกิดขึ้น ก็ไม่อาจดับความแค้นที่สุมอยู่ในอกข้าพเจ้าลงได้ น้ำคำคนตองอูประหารท่านพ่อไปผู้หนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่มีวันหลงเชื่อคำอีก ข้าพเจ้าขอสาบานว่า แม้เป็นหญิงจับอาวุธสู้เช่นชายไม่ได้ ก็จะขอใช้ความสามารถเช่นเป็นหญิงล้างแค้นให้ท่านพ่อให้จงได้"

ท้องพระโรงตองอู วันใหม่ พระเจ้าตะเบงชเวตี้ประทับบนบัลลังก์อย่างอารมณ์เสีย มีตองหวุ่นยี, เนงบา, สีอ่อง หมอบเฝ้าอยู่ตรงหน้า ส่วนมหาเถรมังสินธูมีตั่งนั่งเสมอมังตรา
"ทำไมจะเด็ดมันไม่มาเอง จะได้กุดหัวมันเสียบประจานไว้หน้าเมืองเสีย ทิ้งตองอูตามสตรีไปถึงหงสาวดี ทะลุไปถึงเมาะตะมะ แล้วยังจะให้เรายอมรับแปรเป็นเมืองมิตรอีก มันจะมากเกินไปแล้ว"
สีอ่องบอก
"การรับไมตรีแปรมีเหตุสำคัญอยู่ จริงไม๊พระอาจารย์"
ภิกษุชราทำหน้าปุเลี่ยนๆ
"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร มหาบพิตร"
"เหตุสำคัญอันใดนักหนา"
"แล้งหน้าแม่ทัพบุเรงนอง จะนำพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวตะเบงชะเวตี้ไปแผ่ถึงดินแดนตะเลงหงสาวดี จะได้ไม่เบียดเบียนอาหารตองอูเป็นเสบียง" สีอ่องว่า
"พระอาจารย์มั่นใจว่าจะเด็ดจะตีหงสาวดีได้หรือ"
มหาเถรมังสินธูอึดอัดการสงคราม ไม่อยากตอบ
"การสงครามเป็นบาป จะสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์"
"พระอาจารย์"
"แต่การผูกไมตรีกับกรุงแปรเป็นการดีแน่"
"ท่านแม่ทัพบุเรงนองเห็นว่า หากไม่ใส่ใจแปร แปรก็อาจจะเป็นกำลังสำคัญแก่หงสาวดี"
"กลัวอนุชาพระเจ้าหงสาวดีมาชิงเมียคืนซิ ถึงอยากให้เราก่อศึกให้สิ้นซาก พระอาจารย์จะให้ข้าพเจ้าโดดลงหลุมพรางจะเด็ดอย่างนั้นหรือ"
"อาตมาเป็นพระ ยึดมั่นในศีล ไม่ขอยุ่งเรื่องกลศึก"
"กลับไปบอกจะเด็ด อยากอยู่แปรก็อยู่ไป แต่อย่าเอาเรื่องตัวมาสร้างความแค้นให้กับคนตองอู หากตองอูจะทำศึกกับหงสาวดี เราจะคิดการเอง"
"มหาบพิตร"
"พระอาจารย์จะให้ข้าพเจ้าทำตามความต้องการจะเด็ดใช่ไม๊"
"อัปมงคลปากเหลือเกิน อาตมาเพียงแต่จะกราบทูลมหาบพิตรว่า เออ..เออ... พระทัยเย็น ฟังเนงบากราบทูลให้ครบถ้วนก่อนเถิด"
มังตราระงับพระสติกลับไปประทับที่บัลลังก์
"ต่อเราได้แปรเป็นเมืองมิตร ก็เท่ากับได้แปรเป็นฐานกำลังยกไปประชิดหงสาวดีได้ง่าย หากปล่อยให้กรุงหงสาวดีทัดเทียมอยู่จะเป็นภัยในเบื้องหน้า เมื่อสำเร็จการ ชาวตองอูจะได้อัญเชิญรัศมีอัญโชติช่วงชัชวาลแห่งมหาพิชัยมงกุฏพระเจ้าตองอูขึ้นสวมยอดสูงสุดของพระธาตุมุเตา ในกรุงหงสาวดี"
มังตราภูมิใจ
"ก็ได้…ถ้าจะให้เรารับเป็นไมตรีกับแปร ก็ให้จะเด็ดกลับมาอุปภิเษกกู้พระเกียรติให้กับพระพี่นางก่อน หาไม่ก็อย่ามาเหยียบตองอูอีก"

มหาเถรมังสินธูกระพือพัดๆๆดับร้อน แต่ไม่อาจสงบใจได้
 
อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...