xs
xsm
sm
md
lg

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 8

แน่นอนว่าที่พึ่งของอนงค์วดียังคงเป็น คุณหญิงธรรมวรานุรักษ์ หญิงชราผ้ที่รับรู้ความโหดร้ายของคุณประยงค์ดีกว่าใคร เวลานี้คุณย่าสร้อย มีสีหน้าหมองหม่น น้ำตาชื้นมาคลอนิดๆ

“ลูกสวาสดิ์ของแม่...” คุณหญิงสร้อยถอนสะอื้นท่าทางน่าเวทนา
ละมุนเหลียวมองหน้าอนงค์วดี ซึ่งหน้าเสียอยู่ ละมุนหันไปชี้บอกฝนให้หยิบกระดาษทิชชูให้ ฝนเดินไปหยิบมาให้
“ท่านเจ้าขา...นี่ค่ะ”
คุณหญิงสร้อยหันมา รับทิชชูแตะเช็ดน้ำตา “หลานจะย้ายรูปภาพของเธอ”
“ค่ะ ที่จริง...หลานก็ไม่ทราบนะคะคุณย่า เราควรจะทำลายหรือแค่ย้ายไปพ้นจากตัวตึกเหมือนกันมั้ยคะ”
คุณหญิงสร้อยเหลียวมามองชัยชนะ ชัยชนะเองก็คอยฟังคำตอบอยู่
“แค่พาเธอไปอยู่ที่อื่นก็คงพอ ไม่ต้องถึงกับทำลายเธอ” หญิงชราวัย 90 บอก
“ผมว่าเราตัดไฟแต่ต้นลมไม่ดีหรือครับคุณย่า จะเก็บท่านไว้ทำไมไม่มีประโยชน์อะไรนี่ครับ”
“อย่าเพิ่งเลย ถ้าภาพของเธอมีอาถรรพณ์เราก็ทำลายอาถรรพณ์ซะก็พอ พ่อชนะช่วยน้องจัดการด้วย” คุณหญิงว่า

สองคนคุยกันอยู่ตรงหน้าบ้านธรรมวรานุรักษ์
อนงค์วดีวิตกอยู่อย่างเห็นได้ชัด “ทำลายอาถรรพณ์ ทำยังไงคะพี่ชนะ”
“ก่อนจะย้ายท่านให้พระมาพรมน้ำมนต์ แล้วเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่น ต่อจากนั้นทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ส่วนภาพท่านในที่ใหม่ ถ้าน้องกลัวว่าจะกักท่านไว้ไม่ได้ตลอด น้องก็โยงสายสิญจน์รอบรูปภาพของท่านไว้” ชัยชนะบอกวิธี
“สายสิญจน์ธรรมดาเนี่ยเหรอคะ”
“ใช้สายสิญจน์ที่พระสงฆ์ทำพิธีมาแล้วก็ได้ เรื่องนี้ความจริงไม่ใช่กิจของสงฆ์ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าเชื่อ ถ้าศรัทธาพระท่านก็จะทำให้”
อนงค์วดีขอร้อง “พี่ชนะไปช่วยน้องได้มั้ยคะ”

เช้าวันต่อมาที่ห้องโถงคฤหาสน์ ชัยชนะนิมนต์พระสงฆ์ที่รู้จักมาทำพิธี โดยเวลานี้ พระรูปนั้นทำพิธีอยู่หน้ารูปคุณประยงค์ ท่านสวดมนต์เบาๆ โดยเป็นบทสวดมนต์ไล่ผี ยันทุนนิมิตตัง อนงค์วดีและชัยชนะนั่งเคียงกันอยู่ด้านหลัง มีบรรดาคนทำงาน 2-3 นั่งไกลออกไป
เลยกลุ่มคนพวกนี้ไป แลเห็นปู่กลับนั่งซุกตัวอยู่ สีหน้าหมองเศร้ามาก นัยน์ตาชายชราแดงก่ำ มีน้ำตาจางๆ มองจ้องที่รูปคุณประยงค์ตาละห้อย
ส่วนอนงค์วดี สายตาครุ่นคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันหนึ่งก่อนหน้านี้

โดยตอนนั้นอนงค์วดีเข้ามาเชษฐาถึงในห้องนอนเพื่อคุยเรื่องย้ายรูปคุณประยงค์ออกไป
“คุณเชษฐาคะ ขออนุญาตย้ายรูปของคุณชวดไปไว้ที่กระท่อมท้ายสวนนะคะ”
เชษฐาหันหน้ามาช้าๆ
เกษลดาตอบแทน “ดีมากคุณอนงค์วดี ทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะ”
อนงค์วดีไม่สนใจเกษลดา “คุณจะอนุญาตมั้ยคะคุณเชษฐา”
เกษลดาหมั่นไส้ร้อง “ฮึ” เบาๆ ในคอ
นัยน์ตาเชษฐามองมาที่อนงค์วดี แล้วพยักหน้าช้าๆ สายตายังดูเลื่อนลอยนิดๆ

พระสงฆ์สวดเสร็จแล้ว ชัยชนะหยิบขันน้ำมนต์เข้าไปใกล้ พระจุดเทียน แล้วหยดน้ำตาเทียนลงในขัน ปากพึมพำคาถาสวดมนต์เบาๆ

เวลาเดียวกันที่บ้านธรรมวรานุรักษ์ คุณหญิงสร้อย นั่งอยู่พร้อมละมุน และฝน ที่ช่วยกันปักดอกบัวใส่แจกันอยู่
“ละมุน” คุณหญิงพับจีบดอกบัวอยู่
“คะ” ละมุนหันมาหา
“ป่านนี้พระท่านคงสวดยันทุนเสร็จแล้ว”
ละมุนดูนาฬิกา “เริ่มพิธี 9 โมง ป่านนี้คงเริ่มย้ายรูปภาพแล้วกระมังคะท่าน”
คุณหญิงสร้อยหน้าหมองลง “จะยังไงก็เถอะฉันก็สงสารเธอคุณประยงค์”
“โถ ท่าน....ได้กุศลนะคะอภัยให้เธอ” ละมุนว่า
“แกไม่รู้หรอกว่าความจริงแล้วชีวิตเธอน่าสงสารมาก”
“เหรอคะ”
“ฉันสงสัยเหลือเกินว่าเจ้าของบ้านคนใหม่อาจจะเป็น...” คุณหญิงสร้อยค้างคำแค่นั้น
“ท่าน...เป็นใครหรือคะ” ละมุนมีสีหน้าสงสัย

ด้านเชษฐานั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เกษลดานั่งเก้าอี้อยู่ด้วยในห้อง แต่หล่อนหลับปุ๋ย
เสียงสะอื้นไห้ของคุณประยงค์ดังขึ้น “เจ้าคุณขา.....ฉันมาลา”
เชษฐาได้ยิน เขาขมวดคิ้ว เงี่ยหูฟัง
“ลานะคะ”

พิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไป ฟากย่าน้อยสงสารคุณประยงค์ สีหน้าจะร้องไห้แล้ว ส่วนคุณสวาสดิ์นั้นน้ำตาไหลพราก สองวิญญาณมองดูรูปคุณประยงค์ที่ถูกยกลงมา โดยมีพระพรมน้ำมนต์ตลอดเวลา
ย่าน้อย คุณสวาสดิ์ มองสบตากับคุณประยงค์ ด้วยสายตาเห็นใจ และสงสาร แต่คุณประยงค์ นัยน์ตาแข็งกร้าวมาก
“คุณอาขา....ทำไมไม่หนีล่ะคะ” ย่าน้อยบอก
“คุณย่าขา เขาจะขับคุณย่าค่ะ...หนีค่ะ” คุณสวาสดิ์บอกอีก
คุณประยงค์เสียงเข้ม “ฉันไปไหนไม่ได้ ท่านเจ้าคุณอยู่ที่นี่”

จู่ๆ เชษฐาขมวดคิ้ว แล้วลุกขึ้นยืน รู้สึกหน้ามืดไปสักครู่ ตั้งสติแล้วเดินออกประตูไป เกษลดายังหลับปุ๋ย
เชษฐาเดินออกมาที่หัวบันไดด้านบนเขายิ้มนิดๆ คิดในใจว่าจะไปหาคุณประยงค์ แต่เมื่อมองลงไป แลเห็นพนักงานผู้ชาย แบกรูปเห็นแต่ด้านหลัง เดินจะออกประตู เชษฐามีสีหน้าตกใจ ก้าวเท้าไป 2-3 ก้าว ก็ล้มลงอย่างแรง คว่ำหน้าคะมำ

พนักงานขนรูปเดินไปตรงประตูคฤหาสน์ ขณะปู่กลับนั่งแอบตัวติดฝามองไปที่รูปตาหมองจัด สีหน้าคุณประยงค์ในรูป มองเห็นปู่กลับ ที่นั่งพนมมือ
“ไอ้กลับ” เสียงคุณประยงค์คำรามเข้มจัด “เขาลากกูไปขนาดนี้มึงยังมองดูเฉย”
ปู่กลับก้มลงกราบทันที หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก ทำอะไรไม่ได้
เสียงอนงค์วดีเรียก “ปู่กลับคะ”

ปู่กลับเดินนำทุกคนไปตามทางท้ายสวนหลังบ้านสิงหมนตรี พนักงานแบกรูปไป พระเดินตามปิดท้าย
เสียงคุณประยงค์แผดขึ้นมา “ไอ้กลับ”
ปู่กลับพึมพำไปน้ำตาอาบหน้า “คุณท่านขอรับ ไอ้กลับไม่มีปัญญาขัดขวางเขาขอรับ ท่านเจ้าคุณท่านเป็นคนอนุญาตให้คุณอรพาคุณท่านไปนะขอรับ”
คุณประยงค์แผดเสียงแหลมสูงด้วยความโกรธสุดขีด “ไอ้กลับ”
เสียงคุณประยงค์หวีดหวิว เป็นเสียงร้องไห้ดังก้องกังวานไปทั่ว พวกแบกรูป ไม่ได้ยิน ต่างก้มหน้าก้มตาเดิน
พระรูปนั้นได้ยินถนัด พึมพำสวดมนต์แผ่เมตตา

ทุกคนในขบวนย้ายรูปมาถึงเรือนท้ายสวนเป็นเรือนหลังเล็กๆ แต่บริเวณล้อมรอบสวยงามด้วยพันธุ์ไม้เขียวครึ้ม สภาพเหมือนป่าเล็กๆ
มีเสียงสวดมนต์ดังแว่วๆ มาจากเรือนหลังนี้
สักครู่คนขนรูปในขบวนทั้งหมด ลงจากเรือน แล้วเดินกลับไปที่ตึกใหญ่ เว้นอนงค์วดีและชัยชนะที่ตามมาและอยู่ในพิธีด้วย

ภายในเรือน รูปคุณประยงค์วางเรียบร้อยแล้ว พระส่ง สายสิญจน์ ม้วนที่ปลุกเสกมาให้ปู่กลับ
ปู่กลับรับมาพันสายสิญจน์ไปรอบๆ รูปภาพคุณประยงค์ น้ำตาชายชราไหลพรากตลอดเวลา สะอื้นหนักหน่วงจนหน้าเหยเก พระยืนก้มหน้านิ่ง สวดมนต์ต่อไปแต่ไม่ได้ยินเสียง
ปู่กลับพันเสร็จ อนงค์วดีก้มลงกราบที่รูปคุณประยงค์ ชัยชนะเข้าไปประคองน้องสาวให้ลุกขึ้น

ไม่นานต่อมา บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ไม่มีใครอยู่แล้ว

สักครู่หนึ่ง ยินเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของคุณประยงค์ แว่วๆ สะท้อนไปสะท้อนมา เสียงนั้นดังสะท้านใจชวนขนลุกขนพอง

ด้านปู่กลับน้ำตายังอาบหน้า ขณะเดินกระปกกระเปรี้ยขึ้นบ้านมาทรุดตัวลงนั่ง ชายชรายกมือสองมือปิดหน้า แล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง สีหน้าเสียใจมากเมื่อคิดถึงความหลัง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณบ้านสิงหมนตรี โดยในเวลานั้นท่านเจ้าพระยา และท่านผู้หญิงลงนั่ง คุณประยงค์ซึ่งโตเป็นสาวแล้วนั่งลงตาม เห็นไอ้กลับ กับอีทิ้ง วัยไล่เลี่ยกันกับคุณประยงค์นั่งหมอบอยู่ข้างหน้า
“แม่ประยงค์ ไอ้กลับกับอีทิ้ง เขาจะออกเรือนกันนะ” ท่านพระยาเอ่ยขึ้น
คุณหนูประยงค์ เรียก “ไอ้กลับ...อีทิ้ง”
ท่านผู้หญิงหยิบถุงอัฐออกมา “เอ้า...เงิบก้นถุงให้เป็นของขวัญตบแต่งมีเหย้ามีเรือนของเอ็ง”
สองคนยืนแขนรับมา แล้วก้มลงกราบ
“สัญญากะข้าไอ้กลับ อีทิ้ง ว่าเอ็งสองคนจะดูแลลูกสาวข้า ภัยอันตรายอะไรมาเอ็งต้องรับไว้ก่อน เอ็งอย่าให้คุณท่านคนใหญ่ต้องเจ็บตัวเจ็บใจเป็นอันขาด”
สองคน ก้มกราบ “อิฉันสัญญาเจ้าค่ะ / “กระผมสัญญาขอรับ”

ภาพจำเลือนหายไปปู่กลับน้ำตาไหลรินปนน้ำมูก ชายชรายกมือป้ายไปมาสะอื้นอย่างรุนแรง

ปู่กลับย้อนกลับมาที่เรือนขังวิญญาณคุณประยงค์ พยายามแกะสายสิญจน์ ที่มีครั่งประทับอยู่
โดยมีสายตาคุณประยงค์ จ้อง ลุ้น สุดขีด
“ขอโทษขอรับคุณท่านคนใหญ่ ไอ้กลับเสียสัญญากับท่านเจ้าพระยากับท่านผู้หญิงไอ้กลับเสียใจเหลือเกิน”
ปรากฏว่าปู่กลับแกะไม่ออก ออกแรงดึงเหนื่อยสุดๆ จนในที่สุดฟุบลงอย่างหมดแรง

ปู่กลับซมซานลงมาที่หน้าเรือน พบเชษฐายืนดักรออยู่
“ท่าน....เอ้อ คุณ” ปู่กลับทรุดตัวลงนั่ง
“ปู่กลับ...มีอะไรจะพูดกับฉันมั้ย”
“ไม่...ไม่มีขอรับ”
“แต่ฉันมี...มีหลายอย่างที่อยากพูดกับปู่”

ฟากรูปย่าน้อยหารืออยู่กับรูปคุณสวาสดิ์
“ลูกสวาสดิ์ เราจะทำยังไงดี”
“หลอกให้หัวโกร๋นหมดทุกคน พอหนีไปหมดเราก็ไปช่วยคุณย่า” ผีเด็กผมจุกบอกสีหน้าจริงจังมาก
“ไม่ได้ เพราะพี่อร เอ้ย แม่อนงค์ต้องเดือดร้อนคนเดียว สงสารอาทำไม่ลงหรอก”
“ความจริงเขาอยู่ดีๆ คุณย่านั่นแหละไปพามา”
เสียงย่าน้อยเสียงแปลกใจมาก “พาใครมา”
“พาเจ้าคุณน่ะสิคะ คุณอาน้อยพาไปซ่อนเขาหากันแทบตาย”
ย่าน้อยหน้าหมองลง รำพึงเบาๆ “ลูกสวาสดิ์ เธอไม่เคยรัก เธอไม่รู้หรอก”
“แหม....หนูไม่แก่แดดนะคะจะเคยรักได้ยังไง รักเป็นยังไงคะคุณอาเคยมั้ยคะ
“อาน่ะหรือ...” ย่าน้อยหยุดชะงัก มองไป เห็นมนัสวีร์ ชัยชนะ และอนงค์วดี เดินเข้ามาทุกคนมีสีหน้าไม่สบายใจทั้งสิ้น

ที่บริเวณหน้าห้องรูปอันว่างเปล่าของรูปคุณประยงค์ สามคนมาหยุดมองอยู่ตรงนี้
ชัยชนะโอบอนงค์วดีมาชิดใกล้ “น้องทำถูกแล้วน้องรักของพี่”
มนัสวีร์เหลือบมอง
“น้องตัดสินใจไปแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าใส่ใจกับสิ่งที่ผ่านไป เตรียมตัวรับสิ่งใหม่ที่กำลังจะเข้ามาดีกว่านะจ๊ะน้องรัก”
“ขอบคุณค่ะพี่ชนะ”
“อุ้ย...ขอบคงขอบคุณไปทำไมไปหาหนมให้กินดีกว่า หิวจุงเบย”
อนงค์วดีหัวเราะแล้วเดินไปด้วยกัน
อนงค์วดีหันมา “คุณนัสคะ ตามมานะคะ”
“ขอบคุณครับ”
มนัสวีร์ยืนมองตามไป ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
ย่าน้อยจ้องอยู่ที่มนัสวีร์ สายตาอ่อนโยน ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งเสียใจ ปนเป คุณสวาสดิ์จ้องย่าน้อย ครุ่นคิดติดใจสงสัย
จังหวะนี้มนัสวีร์รู้สึกเหมือนมีใครจ้องด้านหลัง จึงหันหลังกลับอย่างเร็ว ย่าน้อยยืนนิ่งเพราะนึกไม่ถึง
ย่าน้อยหายใจสะท้อน จนหน้าอกเคลื่อนไหว มนัสวีร์เพ่งมอง คิดว่าตนเองตาฝาด
เสียงคุณสวาสดิ์ดังขึ้น “คุณอาขา เข้าบ้านค่ะ เข้าบ้าน เขาจ้องใหญ่”
“ถ้าอาเข้าบ้าน เขาจะเห็นทันที”
คุณสวาสดิ์ไม่รู้จะทำยังไง
มนัสวีร์ เดินเข้าไปจนชิด มองเข้าไป ย่าน้อยลุ้น ใจสั่นสะท้าน ควบคุมตัวเองจนสุดความสามารถ
“ลูกสวาสดิ์ ช่วยด้วย” ย่าน้อยเรียก
คุณสวาสดิ์ มีแต่กลอกนัยน์ตาไปมาหาทาง ในที่สุดมองไปเห็นตัวช่วยแล้ว กระถางต้นไม้ต้นหนึ่ง ถูกคุณสวาสดิ์ใช้กำลังเพ่งเต็มที่ แต่ไม่สำเร็จ
“คุณอาขา หนูทำไม่ได้ค่ะ” คุณสวาสดิ์บอก
เสียงย่าน้อยร้องบอก “ต้องได้ เร็ว อาจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
มนัสวีร์ยื่นมือออกไปจะแตะตัวย่าน้อย คุณสวาสดิ์กระโจนออกจากรูปไปที่ต้นไม้ผลักเต็มแรง จนกระถางต้นไม้ปลอมที่ตกแต่งสถานที่ล้มโครม
มนัสวีร์หันขวับไปทางต้นไม้ คุณสวาสดิ์ยืนอ้าปากค้างจ้องมนัสวีร์ ด้านหลังรูปคุณสวาสดิ์ เห็นแต่เก้าอี้ว่างเปล่า ต่างคนต่างจ้องกัน มนัสวีร์หน้านิ่วคิ้วขมวด
“ลูกสวาสดิ์”
ย่าน้อยอยู่ในรูปภาพบอก “ปลอดภัยแล้ว กลับบ้านได้”
เสียงคุณสวาสดิ์ดังขึ้น “เขาเห็นหนูแล้วค่ะ คุณอา”
ทว่ามนัสวีร์ยังจ้อง โดยเขาไม่เห็นคุณสวาสดิ์ เห็นแต่ต้นไม้ล้ม มนัสวีร์เดินเข้าไปที่ต้นไม้ ผ่านคุณสวาสดิ์ไป
“เค้าไม่เห็นหนู” คุณสวาสดิ์พรวดเดียวเข้าไปในรูป
มนัสวีร์ไปดูต้นไม้ มองอย่างแปลกใจ แล้วหันมองไปรอบๆ ลมก็ไม่มี เขาหันมามองที่รูปย่าน้อย เดินเข้าไปมองจนใกล้ ย่าน้อยอยู่ในท่าเดิมรูปเรียบร้อย
“ขอบใจนะลูกสวาสดิ์ เก่งมาก”
เสียงคุณสวาสดิ์ตอบอย่างเหนื่อยๆ “หมดพลังแล้วค่ะคุณอาขา”
มนัสวีร์ ยังคงยืนจ้องรูปย่าน้อย สายตายังคงใคร่ครวญหนัก
“คุณย่าครับ...คุณย่ายังอยู่หรือเปล่าครับ”
รูปย่าน้อยนิ่งสนิท
“คุณชวดประยงค์อยู่คนเดียวหรือครับ คุณย่าไปเกิดแล้วหรือครับ”
มนัสวีร์หันหลังกลับเดินไปตามทาง
จังหวะนี้มีเสียงเปิดประตู ตามด้วยเสียงแขกพูดคุยกัน มีแขกเดินเข้ามา 3-4 คน
ย่าน้อยแอบฟัง ยืนตรงหน้า มนัสวีร์ไม่เห็นเดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึงรูปย่าน้อย
ย่าน้อยใจเต้นโครมคราม จ้องตาเป๋งอยากรู้ว่าอดีตหลวงขจรจะเห็นหรือไม่ มนัสวีร์เดินเลยผ่านไป
“อารู้อยู่แล้วว่าเขาไม่เห็นอา”
ย่าน้อยหันกลับมา ชนแขกคนหนึ่ง ซึ่งมีเซ้นส์เป็นคนเห็นผี
แขก 1 เห็นรีบบอกขอโทษ “ขอโทษครับ”
ย่าน้อยก้มหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ” แล้วรีบออกไปเร็วรี่
แขก 1 เห็นย่าน้อยแต่งตัวเลยถามอย่างงงๆ “มีแต่งแฟนซีเหรอ”
แขก 2 ตอบ “ซ้อมวันลอยกระทงมั้ง”

ทุกคนเดินออกไปจนหมด ย่าน้อยเข้าไปในรูป แล้วนั่งทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าหมองจัด
 
อ่านต่อหน้า 2

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 8 (ต่อ)

เมื่อแขก 2 คนเดินมาถึงหน้าห้องรูปคุณประยงค์พบว่ามันว่างเปล่า ก็พากันแปลกใจ

“อ้าว รูปนี้หายไปไหน” แขก 1 ถามเพื่อน
แขก 2 ก็งง “อย่าบอกว่าเอารูปอื่นมาติดแทนนะ ชอบรูปเก่าสวยซึ้งตรึงใจ”
มนัสวีร์ได้ยินพอดี เลยชี้แจง “อ๋อ รูปเสียหายบางส่วนครับ เอาไปซ่อม...เชิญครับ”

ค่ำคืนนั้น คลับของเชษฐาเปิดบริการตามเดิม บรรดาแขกนั่งดื่มกิน พูดคุยอย่างรื่นเริง บรรดาพนักงานชายหญิงประจำที่ของตัว บริกรเสิร์ฟอาหารตามโต๊ะ นักร้องประจำวงร้องเพลงอยู่บนเวทีใกล้จบแล้ว อนงค์วดีดูแลอยู่ในห้องโถงนี้ นักร้องร้องจบทำท่าจะร้องเพลงต่อ แขกชายลุกยืนโค้ง อาการดูออกว่าเมานิดๆ
“ขอโทษครับ คุณเกษลดาไม่มาร้องเพลงหรือครับ”

เกษลดาที่ลูกค้าแขกเหรื่อถามถึงกำลังจัดให้เชษฐานอน ห่มผ้าให้ จุ๊บที่แก้มเบาๆ แล้วนิ่งอยู่อึดใจ เชษฐาไม่มีปฏิกิริยาตอบ
เห็นจากด้านหลังว่าคล้ายเกษลดาเลื่อนไปจูบปาก สักครู่เกษลดาถอนปากออกมา จ้องมองเชษฐาใกล้ๆ
“ร้องเพลงมั้ยวันนี้” เชษฐาถาม
เกษลดาถอยไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียง “ไม่อยากทำอะไรแม้แต่อย่างเดียว”
เชษฐานิ่งเงียบ เกษลดานิ่งเอนๆ หลับคาเก้าอี้ เชษฐามองแล้วลุกขึ้น เดินออกไปอย่างเงียบกริบ

เวลาผ่านไป จวนใกล้เวลาคลับปิด มีแขกหลายคนเดินออกจากห้องสำราญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเล่นไพ่ คนเหล่านั้นส่งเสียงพูดคุยกันมา บางคนส่ายหน้าว่าเล่นเสีย ทุกคนเดินออกนอกอาคารไป
อนงค์วดีกำลังโทรศัพท์อยู่ “คุณแม่คะ คืนนี้หนูค้างสโมสรนะคะ”
มีแขกมาจากอีกทางหลายคน ผู้หญิงก็มี พากันเดินออกไป จนแขกลับกายไปหมดแล้ว
อนงค์วดีหันมาพูดกับนวลสองสามคำ นวลรับคำ จากนั้นอนงค์วดีเดินขึ้นบันได ส่วนนวลเดินออกไปด้านหลัง
ไฟอีกแห่งดับตามๆ กันมา พนักงานเดินออกทางด้านหลัง พูดคุยกันไป
ห้องโถงทั้งห้องมืดสนิท เงียบกริบ ไฟดวงสุดท้ายปิดดัง แชะ

จังหวะเดียวกันนี้ เชษฐา เดินมาถึงหัวบันได ขณะที่ปู่กลับถือตะเกียงเดินเข้ามาจากอีกทาง แต่ยังไม่เห็นตัวปู่เพราะมีแสงตะเกียงบังอยู่
เท้าเชษฐาค่อยๆ ก้าวลงมาทีละขั้น ตะเกียงดวงนั้นก็เคลื่อนมาเรื่อยๆ ผ่านรูปภาพ ปู่กลับบรรพบุรุษปู่กลับดับตะเกียง แล้วเดินค้อมตัวผ่านช้าๆ
สีหน้าปู่กลับยังดูเสียใจอยู่มาก เหลือบตาชำเลืองดูรูปย่าน้อย
เชษฐาลงมาถึงหัวบันไดข้างล่าง ยืนรอ ปู่กลับเดินมาเรื่อยๆ นัยน์ตาหวาดหวั่นขึ้น
เสียงท่านเจ้าพระยาดังขึ้น “ไอ้กลับ”
ปู่กลับสะดุ้งสุดตัว ทรุดตัวหมอบต่ำทันที
“มึงเลวมากมึงปล่อยให้เขากักขังลูกข้า มึงตายเสียเถอะ”
คราวนี้ปู่กลับเงยหน้าขึ้น เห็นรองเท้าของเชษฐา ก้าวลงมาจากบันไดขึ้นสุดท้าย คิดว่าใช่ท่านเจ้าพระยาแน่
ปู่กลับร้องเสียงดัง แล้วฟุบลงหมอบกราบ “โอย กลัวแล้ว” ชายรากราบแล้วกราบอีกด้วยความกลัว “ไอ้กลับผิดไปแล้ว....ผิดไปแล้ว”
เชษฐาเรียก “ปู่กลับ”
ปู่กลับยังก้มหน้ากราบปลกๆ เชษฐาจับไหล่ ปู่กลับสะดุ้งสุดตัวจ้องโวยวาย “ผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว”
“ปู่กลับเป็นอะไร ฉันเอง...เชษฐา”
ปู่กลับยังตัวสั่นเป็นลูกนก
“ปู่กลับ” เชษฐาเรียกเสียงดังขึ้น งวยงงหนัก “ฉันเองนะ เป็นอะไรเนี่ย”
ปู่กลับเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาดีใจวาบขึ้นมา “ท่าน....ท่านช่วยไอ้กลับด้วยขอรับ”

ไฟในห้องโถงถูกเปิดสว่าง เฉพาะจุดเก้าอี้ที่ 2 คนนั่งคุยกัน
“ขอชา 2 ถ้วย” เชษฐาบอกนวล
“ค่ะ”
ไม่นานต่อมา ถ้วยชา 2 ถ้วย รินชาจากกาเรียบร้อยแล้ว และถูกวางลงบนโต๊ะ
“กลับได้ไม่ต้องคอย ขอบใจมาก”
นวลออกไป เชษฐาจ้องชายชราตรงหน้า
“ปู่กลับ ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะถาม ขอให้บอกความจริงฉัน”
“ขอรับ” ปู่กลับนั่งตัวค้อม
“นั่งสบายๆ”
“ขอรับ” ปู่กลับขยับตัวนิดเดียว
เชษฐามองอย่างครุ่นคิด พยายามรวบรวมคำถาม นัยน์ตายังไม่นิ่ง ปู่กลับมองจ้อง
“ปู่กลับอายุเท่าไหร่”
“เกือบร้อยขอรับ”
“จริงเหรอดูไม่แก่ขนาดนั้นเลย”
“ขอรับ แก่ครับ”
“ใครเป็นคนสร้างบ้านหลังนี้”
“ท่านเจ้าพระยาต้นตระกูลสิงหมนตรี สร้างเสร็จยังไม่ชนปีพระเจ้าอยู่หัว ร. 5 ก็สิ้น”
“ปู่อยู่รึเปล่าตอนสร้าง”
“เปล่าครับ ผมยังไม่เกิด”
“จริงนะ ร.5 สิ้นไปร้อยกว่าปีแล้ว ปู่ก็เกิดสมัย ร.6 ใช่มั้ย”
“ขอรับ เกิด ร. 6”
เชษฐาลุกขึ้นเดินไปมา นึกตรึกตรองว่าจะถามต่อยังไง ปู่กลับมองตาม นัยน์ตาเหมือนกำลังมองเจ้าคุณในอดีต
ในมโนภาพของปู่กลับ นึกถึงวันที่ถูกพ่อปราชญ์บอกให้เรียกปราชญ์อย่างเดิม ปู่กลับยิ้มอ่อนโอนกับเชษฐา
“ปู่....ปู่เล่าถึงคนในรูปภาพนี้ให้ผมฟังหน่อย”
ปู่กลับทวนคำ “คนในรูปภาพ...”
“เล่าดีๆ ให้ผมเข้าใจง่ายๆ นะ” เชษฐาของร้องอยู่ในที
ปู่กลับลุกขึ้น เดินไปมองขึ้นไปที่รูปท่านเจ้าพระยา และท่านผู้หญิง
“ท่านเจ้าพระยากับท่านผู้หญิง มีลูก 3 คน คนโต...คุณปาน”
ปู่กลับมองไปที่รูปภาพคุณปาน กับคุณหญิง
“ยศสุดท้ายพระยาราชนุกูล กับคุณหญิงผะอบ”
ปู่กลับมองไปที่รูปผู้หญิงที่แต่งตัวโบราณถ่ายรูป 2 ท่าน ซึ่งเป็น ภรรยา คุณปานและคุณปั้น
“ลูกชายคนที่สอง คุณปั้น”
ปู่กลับจ้องไปที่รูปคุณปั้น และคุณหญิง เชษฐามองตาม
“ยศสุดท้ายพระวิจิตรนาวา กับคุณนายมณี”
“ลูกคนสุดท้อง…ผู้หญิงใช่มั้ย” เชษฐาถาม
“ชื่อคุณประยงค์ เราเรียกว่า คุณท่านคนใหญ่”
เชษฐาทวนชื่อ “คุณประยงค์” ควาทรงจำยังลางเลือนไม่ชัดเจน “คุณชวดประยงค์ ผู้หญิงที่วิญญาณยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ”

ปู่กลับไม่ตอบ ก้มหน้านิ่ง

เชษฐาถามต่อ
 
“ย่าน้อย”
ปู่กลับบอกออกมา “คุณน้อยเป็นลูกสาวคนโตของคุณปั้น เป็นหลานปู่ท่านเจ้าพระยา”
“ตายยังสาวใช่มั้ยครับ”
“ใช่ขอรับ เธอยังไม่ออกเรือนตอนเธอเสีย”
จังหวะนี้รูปย่าน้อย มีใบหน้าเศร้าหมอง เสียใจมาก
เชษฐามองไปที่รูปคุณสวาสดิ์ “เด็กผู้หญิง คนนั้น”
“คุณสวาสดิ์ เป็นหลานปู่ของคุณปาน ลูกชายคุณปาน เจ้าคุณธรรมวรานุรักษ์ ตอนนั้นยังเป็นคุณหลวงเท่านั้น คุณแม่เธอชื่อคุณสร้อย”
“ตายตอนอายุเท่ากับในรูปเหรอ”
“ครับ เธอเพิ่ง 5…6 ขวบเท่านั้น ตอนที่...”
เชษฐารอฟัง แต่เห็นปู่นิ่ง เลยพูดต่อ “ตาย....เป็นอะไรตายหรือครับ”
“เป็นนิวมอเนีย เธอไปเล่นน้ำตอนฝนตก”
คุณสวาสดิ์ฟังอยู่ ถึงกับห่อตัว ทำท่าหนาว
“เป็นอะไรลูกสวาสดิ์” ย่าน้อยเห็นจึงถาม
“หนาวค่ะคุณอา...หนูหนาว” ผีเด็กผมจุกบอก
เชษฐาถามต่อ “คุณอนงค์วดีเป็นหลานใคร”
“คุณอนงค์เธอเป็นหลานสายคุณปั้นขอรับ ส่วนทางคุณปานก็มีหลานชายชื่อคุณชัยชนะ”
“ทำไมคุณอนงค์วดีถึงเป็นเจ้าของตึกคนเดียว”
“พอคุณสวาสดิ์เสียชีวิต คุณหลวงธรรมวรานุรักษ์กับคุณสร้อยก็พากันออกไปจากบ้าน คุณปานเธอก็ไปกับลูกชายด้วย ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับบ้านหลังนี้อีก คุณปั้นก็ได้บ้านคนเดียวสืบทอดถึงคุณอนงค์” ปู่กลับเล่า
“เข้าใจหมดแล้ว ขอบใจปู่ที่ตอบผมละเอียดดี ผมเห็นภาพหมดทุกคนแล้ว”
“ถ้าหมดเรื่องแล้วผมกลับนะขอรับ”
“เดี๋ยว ผมสงสัยอีกข้อหนึ่ง”
เสียงคุณประยงค์ดังขึ้นมาในจังหวะนี้
“แม่น้อย ไปห้ามมัน....ไอ้กลับปากมากจริง”
“สงสัยอะไรขอรับ” ปู่กลับถาม
ย่าน้อยลงจากรูปเร็วๆ เดินพรวดๆ ไปหาปู่กลับ
“คุณประยงค์...เธอ...แต่งงานกับใคร ใครเป็นสามีเธอ”
ปู่กลับจะอ้าปากตอบ แต่แล้วต้องหยุดกึก “เธอ...”
วิญญาณย่าน้อยก้าวมายืนตรงหน้าปู่กลับเลย เชษฐาไม่เห็น “ไอ้กลับ คุณท่านคนใหญ่สั่งมาให้เอ็งหุบปาก”
ปู่กลับก้มหน้า “ขอรับ”
“เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกะคุณท่านคนใหญ่ ขนาดถูกสายสิญจน์ทั้งตัวยังสั่งข้าได้...เอาล่ะ ข้าบอกเอ็งแล้วนะไอ้กลับ”
ปู่กลับยังก้มหน้าอยู่ “ขอรับ” โดยไม่มองย่าน้อยให้เชษฐาผิดสังเกต
“เออ...จำไว้” ย่าน้อยเดินปราดเปรียวจากไป แต่ไม่วายบ่น “จะหาว่าข้าไม่เตือน”
เชษฐางง “ขอรับ....ขอรับ ก็ตอบฉันสิปู่กลับ เจ้าคุณคือใคร”
ปู่กลับลุกขึ้นช้าๆ หันหลัง ทำท่าจะออกไป
“ปู่กลับ...เดี๋ยวสิปู่ คุณประยงค์แต่งงานกับเจ้าคุณใช่มั้ย เจ้าคุณเป็นใคร”
เชษฐายืนนิ่ง มองปู่กลับเดินไปจนลับตา

เรือนคุมขังวิญญาณคุณประยงค์ มืดสนิท ใบหน้าคุณประยงค์ยามนี้ ขาวซีด นัยน์ตาดำลึกโหล อ่อนแรงเพราะใช้พลังจิตเมื่อครู่
“ไอ้กลับ...ถ้ามึงปากสว่างล่ะก้อ...”

ด้านเชษฐาเดินมาหน้าห้องรูป แหงนดูที่ว่างเปล่าที่เคยมีรูปอยู่ พึมพำออกมา
“คุณประยงค์”
ภาพคิดของเชษฐา ผุดขึ้นมา เป็นภาพเหตุการณ์ที่คุณประยงค์พร่ำรำพันกับตัวเชษฐา ได้ยินเสียงคุณประยงค์แว่วๆ ว่า ใจร้ายมาก ทำกับผู้หญิงที่รักคุณยิ่งกว่าชีวิตได้ลงคอ
แต่ภาพนั้น เบลอๆ เลือนราง เห็นไม่ถนัดว่าเป็นใคร เชษฐา ขมวดคิ้ว พยายามจ้องมอง
ภาพจำตอนถูกคุณประยงค์ตบหน้าฉาดใหญ่ผุดขึ้นมาอีก
เชษฐารู้สึกเหมือนตัวเองถูกตบด้วย สะบัดหน้าไปทางหลัง
จังหวะนี้อนงค์วดี เดินมาที่หัวบันได มองลงมา หล่อนเห็นเชษฐาหันหลังเดินเร็วรี่ ออกจากห้องโถงไป
อนงค์วดีวิ่งลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว “คุณเชษฐาคะ” อนงค์วดีเรียกด้วยเสียงไม่ดังมาก เพราะไม่อยากให้เกษลดาได้ยิน

ไม่นานต่อมาเชษฐาเดินแกมวิ่งมาถึงเรือนขังวิญญาณคุณประยงค์ ประตูถูกล็อคด้วยกุญแจดอกโต เชษฐาหันไปมองหาไม้ เจอแล้วไปหยิบมางัดเต็มแรง....ไม้หัก
เชษฐางุ่มง่าม คุ้ยหา จนเจอเหล็กท่อนย่อมๆ จึงหยิบมางัด กุญแจกระเด็น เขาเปิดประตูเต็มแรงทั้งสองบาน
เห็นรูปภาพคุณประยงค์เป็นเงาตะคุ่มๆ เชษฐาปราดเข้าไป เห็นสายสิญจน์พันอยู่รอบรูป เขาดึงแรงๆ ให้หลุดทันที
ใบหน้าคุณประยงค์ จากซีดขาวกลายเป็นหน้าสวยงามอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคุณ มาช่วยฉันรึ”
แสงไฟฉายส่องเข้ามาในนี้ ลำแสงสาดเข้าหน้าเชษฐา ที่หันมาดู
ส่วนคุณประยงค์ หันมาดู ด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“ใคร” เชษฐาถามขึ้น
“ฉันเองค่ะ”
เชษฐาแปลกใจ “คุณอนงค์มาทำไม”
“คุณล่ะคะ มาทำไม”
“คุณออกไปเสียเถอะ คุณย้ายรูปมาอยู่ที่นี่ก็น่าจะพอใจแล้ว แต่ผมทนเห็นท่านถูกพันสายสิญจน์ไม่ได้”
เชษฐาพูดด้วยน้ำเสียงอัดอั้นรู้สึกผิด อนงค์วดีเดินเข้าไปใกล้ ส่ายหน้า
เชษฐาถอนใจใหญ่ “ดูเหมือนผมพลอยบ้าไปด้วย” ปากว่ามือเชษฐาก็ดึงสายสิญจน์ไปเรื่อย
“คุณเชษฐา...ความปลอดภัยของคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไร คุณกลับออกไปเถอะ”
อนงค์วดียืนอ้ำอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เชษฐา ดึง...ดึง ส่งเสียงหงุดหงิด ด้วยไม่ออกเสียที
“ฉันไม่ออกจนกว่าคุณจะไปด้วย” อนงค์วดีว่า
เชษฐาหงุดหงิดเพิ่มขึ้น บ่นบ้ากับสายสิญจน์ “อะไรกันนักหนานะ”
“ฉันเป็นห่วงคุณนะคะ คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้า…”
“ผมไม่รู้แต่ผมพร้อม อะไรจะเกิดก็ได้เกิด” เชษฐาบอก
“คุณเชษฐา ออกไปเดี๋ยวนี้เถอะค่ะ” อนงค์วดีอ้อนวอน “ขอร้องนะคะ...เป็นห่วงคุณนะคะ”
เชษฐามองหน้าอนงค์วดี ใจอ่อนยวบ สองคนมองตากัน มีอะไรบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ เชือกขาดผึง ด้วยแรงใจของคุณประยงค์
เชือกสาญสิญจน์ขาดออกไปจากกัน ลอยคว้างกลางอากาศ หลายๆ เส้น ตกลงบนพื้นอย่างช้าๆ เสียงดังก้องกังวาน อนงค์วดีจ้องมองสายสิญจน์ อย่างตะลึงงัน
เชษฐามองที่สายสิญจน์ มีเสียงขยับตัว สองคนเงยขวับไปดู แล้วต้องตกตะลึง...ช็อกคาที่
คุณประยงค์ก้าวออกมาจากรูป เผชิญหน้ากับทั้งสองคน ซึ่งสองคนยังช็อก...พูดไม่ออก แต่แล้วในที่สุดก็รวบรวมสติ
“คุณอนงค์....คุณอนงค์ครับ”
อนงค์วดีรู้สึกตัวแต่ขยับไม่ได้ในทุกส่วนของร่างกาย คุณประยงค์เดินมาตรงหน้าจ้องมองทั้งคู่ อนงค์วดี มองหน้าคุณประยงค์ อย่างกลัวเกรงสุดๆ
“เอาฉันมากักขังไว้ที่นี่...บังอาจมาก” คุณประยงค์พูดซ้ำโดยคำสุดท้ายเสียงแหบพร่าเหมือนเสียงผู้ชาย “บัง...อาจ...มาก”
อนงค์วดีล้มลงในอ้อมแขนเชษฐาที่เข้ามารับอย่างเร็วที่สุด เขากอดประคองไว้แนบแน่น
“คุณอนงค์...คุณอนงค์ครับ”
คุณประยงค์มองสองคนด้วยความเสียใจ ภาพของเจ้าคุณกับอรปรากฏอย่างชัดเจนในสายตา เพ่งมองที่เชษฐาซึ่งกำลังพยายามทำให้อนงค์วดีฟื้น ด้วยกิริยาเป็นห่วง และทะนุถนอม
คุณประยงค์ ขยับเข้าไป แต่มือย่าน้อยจับหมับเข้าที่แขน คุณประยงค์หันขวับไป ย่าน้อยมองด้วยสายตาเห็นใจ คุณประยงค์ทำท่าขัดขืน
“คุณอาขา ทำอะไรไม่ได้นะคะ”

วิญญาณคุณประยงค์นิ่ง อึดอัดสุดจะประมาณ

 
อ่านต่อหน้า 3

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 8 (ต่อ)

เชษฐาโอบอุ้มอนงค์วดีอย่างทะนุถนอม พาออกจากเรือนไป

“ไปกับอิฉันค่ะคุณอา” ย่าน้อยจะเดินไป
คุณประยงค์กัดฟันกระซิบกับย่าน้อย “ฉันนึกว่ามีแต่นังเกดคนเดียว ไม่นึกเลยว่า นังอร...” เพราะพูดด้วยความแค้นจนสำลักในคอ “นังอรก็มีนัยกับท่านด้วย มันตามมา เขาเป็นห่วงกัน”
“พี่อรเขาผูกพันกับท่านเจ้าคุณมาแต่ชาติปางก่อน ถึงเขาจะไม่รู้ตัวหรือไม่มีสัญญาอะไรเลย แต่อิฉันว่าเขาก็ต้องมีใจให้ท่านบ้าง”
“ฉันไม่เห็นอย่างนั้นเลยแม่น้อย นังอรมันเจียมตัวไม่เคยเผยอตัวไม่เคยหือ ชาตินี้มันมาเป็นนังอนงค์วดีมันก็ยังเจียมตัวอย่างเดิม ฉันไม่เคยคิดทำอะไรมันเลยนะแม่น้อย แต่วันนี้มันกำเริบเหมือนนังเกด”
คุณประยงค์พูดแล้วรู้สึกเจ็บแปลบปลาบที่หัวใจ
“ทุกอย่างเดินไปบนทางเดิมค่ะคุณอา”
“อาจะทำยังไงดีแม่น้อย” คุณประยงค์อ่อนแรง ซวนเซเข้าหาอ้อมแขนของย่าน้อยที่โอบไว้
ย่าน้อยสงสารจับใจ ลูบหลังลูบไหล่อย่างปลอบโยน
คุณประยงค์ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนตอนเป็นคนธรรมดาที่สูญเสียของรัก
“อาจจะทำยังไง....อาจะทำยังไงดี”
“คุณอาขา...มันเป็นไปไม่ได้นะคะ คนกับผี”
คุณประยงค์เสียงดุขึ้นมาทันที

“หยุด แม่น้อย หยุดพูดว่าคนกับผี....หยุดพูด”

เชษฐาอุ้มอนงค์วดีมาจนถึงบริเวณหนึ่งหน้าตึก แลเห็นพระจันทร์ดวงโตบนท้องฟ้าสาดส่องลงมา เชษฐานั่งลงบนม้านั่ง อนงค์วดียังอยู่ในอ้อมแขน เชษฐาเพ่งมองใบหน้าอนงค์วดีที่นิ่งสงบอยู่ในแสงจันทร์ มองแล้วมองอีก
จนเกิดความรู้สึกอ่อนหวาน วาบหวามเข้ามาในหัวใจอย่างรุนแรง
เชษฐาเพ่งมอง ด้วยความรู้สึกผูกพันและเป็นห่วง ที่สุดเขาก้มหน้าลงเคล้าเคลียกับหน้าของอนงค์วดี จูบไล่ไปทั้งดวงหน้า แล้วตวัดร่างของอนงค์วดีมากอดแนบอก พร่ำเรียกชื่อ
“คุณอนงค์.....คุณอนงค์ อย่าเป็นอะไรนะ”

ส่วนที่เรือนคุมขัง คุณประยงค์เห็นทุกอย่าง กำมือแน่น ขยับตัวจะพุ่งไป ถูกย่าน้อยขวาง
“หลีกไป...เห็นมั้ยว่านังอรมันทำอะไร มันยั่วยวนท่าน”
ย่าน้อยอ่อนใจ “คุณอาคะ...”
คุณประยงค์เดินพุ่งเข้าหาย่าน้อย จวนถึงจะผ่านอยู่แล้ว แต่ย่าน้อยเอาหน้ามาชนหน้า เตือนสติ
“คุณอาฝืนชะตากรรมไม่ได้หรอกค่ะ เชื่ออิฉันว่าเขามีบุพเพสันนิวาสกันมาเขาจึงมาพบกันอีกในชาตินี้ ทั้งๆ ที่คุณอาฆ่าเขาทั้งสองคน ไม่ให้เขาครองคู่กันในชาติก่อน”
“เจ้าคุณเป็นของฉัน หน้าไหนอย่าหวังจะแย่งท่านไปได้ไม่ว่าชาติไหนๆ...ทุกชาติไปท่านต้องเป็นของฉัน หล่อนจำไว้แม่น้อย”
สองวิญญาณอาหลานมองสู้ตากัน
“คุณอาเจ้าขา เชื่อหลานนะเจ้าคะ หลานเป็นห่วง”
“หล่อนเป็นเด็ก หล่อนไม่เกี่ยว หลีกไป”
เตือนก็แล้ว ห้ามก็แล้ว จนย่าน้อยชักของขึ้น “เอ๊ะคุณอา อิฉันพูดไปตั้งเยอะแยะคุณอาไม่รู้ความใดๆ เลยหรือคะอิฉันเหนื่อยนะคะ”
คุณประยงค์บอกเสียงเข้มจัดมาก “ฉันจะจัดการกับนังเกดก่อน...เกลียดมันเข้ากระดูกดำ แล้วต่อไปนังอรมันไม่มีวันได้แม้แต่เข้าใกล้เจ้าคุณ”
“แล้วคุณอาจะได้ท่านเจ้าคุณเป็นของคุณอาหรือคะ”
“ได้....ท่านจะเป็นของฉัน”
ย่าน้อยแย้ง “ท่านเป็นคน”
คุณประยงค์ตวาด “แม่น้อย...หยุด”
ย่าน้อยไม่หยุด “คุณอาเป็นผี”
“ฉันบอกให้หยุด”
“คุณอาเป็นวิญญาณ ไม่มีตัวตน เป็นได้แค่สายลมที่พัดผ่านท่าน จะได้ท่านเป็นของคุณอาได้ยังไง”
“ได้ ท่านก็อยู่อย่างนี้ ฉันก็อยู่อย่างนี้ อยู่ด้วยกันไม่มีใครอื่น” คุณประยงค์หัวเราะเสียงแหบพร่าในคอ “ไม่มีนังเกด ไม่มีนังอร มันจะต้องเจอเหมือนที่มันเคยเจอ...ทั้งสองคน”

เวลานั้น เชษฐายังกอดอนงค์วดีไว้อย่างซาบซึ้งที่สุด “คุณอนงค์วดี ผมสงสารคุณเหลือเกิน...คุณน่าสงสาร คุณน่าสงสารที่สุด” เชษฐาโอบร่างอนงค์วดี โยกตัวไปมาปลอบขวัญ “ผมพาคุณมาพบสิ่งที่น่ากลัวขนาดนี้คุณยังเป็นห่วงผม คุณห่วงผมเพราะอะไรหรือ อนงค์วดี...” เขากระชับวงกอดแล้วซบหน้ากับเรือนผมของอนงค์วดี
อนงค์วดี ค่อยๆ รู้สึกตัว ลืมตาช้าๆ พบว่าอยู่ในอ้อมแขนเชษฐา ตัวก็แข็งขืนขึ้นทันที เชษฐาเองก็รู้สึกได้ ขยับตัว อนงค์วดีเขยิบออก ใจสั่นสะท้านพูดอะไรไม่ออก
“คุณเป็นลม”
“คุณเชษฐา...ฉันขอโทษนะคะ ฉันเสียใจที่....ที่...”
“ขอโทษเรื่องอะไร คุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”
“ผิดค่ะ ฉันทำผิดกับคุณมาก...มากที่สุดฉันขอโทษ”
เชษฐางงใหญ่ “เรื่องอะไรผมยังไม่รู้เรื่องเลย”
“เรื่อง...ขายบ้านนี้ให้คุณ”
“ขายบ้านนี้ แล้วไงล่ะ ผิดตรงไหน” เชษฐางงอยู่นั่น
“ฉันรู้...รู้ว่าคุณชวดเป็นวิญญาณที่อยู่ในรูปภาพของท่านแต่ฉันก็ยังขายให้คุณทั้งๆ ที่รู้ว่าวันหนึ่งคุณชวดอาจจะออกมาให้ใครๆ...เห็น แล้วคนก็กลัวไม่มาที่นี่แล้ว....แล้วสโมสรของคุณก็อาจจะขาดทุน ต้องเลิกกิจการคุณก็จะเสียเงินมากมายแลกกับตึกที่....มี...” อนงค์วดีพูดรัวเร็ว น้ำเสียงคับแค้นแน่นใจ ทว่าคำสุดท้ายกลับพูดไม่ออก อึกอักอยู่นาน
จนเชษฐาต่อให้ว่า “มีผีสิง”
อนงค์วดีกัดฟันแน่น เสียใจจนน้ำตาร่วงพรูทันที พนมมือไหว้ น้ำตาก็ไหลไม่หยุด
เชษฐาจับมือที่พนมอยู่ “คุณเหนื่อยมากแล้วไปพักผ่อนเถอะ...มา ผมจะพาคุณไป”เขาทำท่าจะจูงมือ
อนงค์วดีคาใจ “เดี๋ยวค่ะ คุณรู้เรื่องแล้วจะทำยังไงต่อไปคะ”
“คุณต้องไปพักก่อนเรายังไม่พูดเรื่องนี้”
“เราต้องหาทางป้องกันไม่ให้คุณชวดท่านออกมาทำอะไรใครอีก โดยเฉพาะคุณนะคะคุณเชษฐา คุณชวดท่านพาคุณไปตั้งสามครั้งแล้วนะคะ ฉันกลัว...”
“กลัวว่าจะมีครั้งที่สี่” เชษฐาเย้าหยอก
“กลัวว่าคุณไป แล้วจะไม่กลับมาเลย...” อนงค์วดีหลุดปากพูด
“ผมจะไปไหน....ผมไม่ไปไหนหรอกอย่าห่วงเลย ยังไงผมก็อยู่กับคุณตลอดไป”
ใบหน้าอนงค์วดี จ้องมองเชษฐาอย่างพิศวง ดูนุ่มนวลในแสงจันทร์
เชษฐาแตะแก้มนวลของอนงค์วดีเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ”
อนงค์วดีพูดอะไรไม่ออก
“คุณคอยดูตรงนี้สักครู่” เชษฐาลุกขึ้นแล้ววิ่งกลับไปเร็วรี่
“ไปไหนคะ...”

ฟากผีย่าน้อยยังคุยอยู่กับผีคุณประยงค์ในรูป ที่กระท่อมคุมขังท้ายบ้านสิงหมนตรี
“คุณอาฆ่าคนมาแล้วกี่คนคะ ตั้งแต่ยังไม่ตายจนตายแล้วเนี่ย”
คุณประยงค์โกรธจี๊ดขึ้นมา “อีน้อย มึง....”
“เจ้าคุณมา” ย่าน้อยลอยวูบหายไป
คุณประยงค์นิ่งเป็นรูป เชษฐาเปิดประตูเข้ามาอย่างเร็ว ตรงไปหยิบสายสิญจน์มาพันรูปคุณประยงค์อย่างรวดเร็ว เชษฐาไม่มอง ก้มหน้าก้มตา พันไป พูดไป
“ผมขอโทษนะครับคุณชวด ผมจำเป็นต้องขอร้องให้คุณชวดอยู่ที่นี่ก่อน แล้วผมจะทำบุญให้คุณชวดนะครับ” เชษฐาพันเร็วขึ้นจนเสร็จ จึงไหว้ต่ำๆ แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว

คุณประยงค์ตะลึงงัน พอรู้ตัวก็กรี๊ดเสียงดังแหลมยาวโหยหวนชวนสยองขวัญออกมา

อนงค์วดี ได้ยินเสียงนั้น หล่อนสะดุ้งผวาเต็มแรง มองไปทางเสียงเห็นเชษฐาวิ่งกลับมา

“คุณเชษฐา ทำอะไรคุณชวดคะ”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย”
“คุณชวดร้องเสียงดังได้ยินมั้ยคะ”
“ครับ ได้ยิน แต่ผมไม่ได้ทำอะไรท่านเลย เชื่อผมนะคุณอนงค์”
อนงค์วดีนึกได้ “คุณเอาสายสิญจน์มัดท่านไว้ใช่มั้ยคะ”
“ครับ...แค่นั้น”
อนงค์วดีใจหาย หน้าหมองไป “คุณชวด...”
“อย่าลืมว่าคุณเป็นคนเริ่มต้นทำเองทั้งหมดนะ”
“ค่ะ ฉันทำเองเพราะฉัน....”
“กลัวผมโดนท่านทำร้าย”
อนงค์วดีเงยหน้าสบตากันเต็มแรง สายตาปล่อยความรู้สึกออกมา เชษฐาเดินเข้าไปใกล้ จับไหล่สองข้างของอนงค์วดีไว้
“ห่วงผมถึงขนาดยอมทำอย่างนั้นเชียวหรืออนงค์วดี”
จังหวะนี้เกษลดายืนมองอยู่ที่หน้าต่างห้องเชษฐา
เชษฐายืนใกล้อนงค์วดีมาก จนดูเหมือนกำลังกอดกัน

เชษฐาพาอนงค์วดีเดินเข้ามาใกล้จะถึงห้องรูป ย่าน้อยลอยวูบเดียวเข้าห้องตัวเอง
“โอ๊ย หนูกำลังจะเป็นลม” คุณสวาสดิ์ทำท่าทำทางราวกับผีผู้ใหญ่
“ทำไมถึงจะเป็นลม”
“กลัวคุณอามาไม่ทันค่ะ”
สองคนเดินเข้ามา ผ่านรูปย่าน้อยที่ว่างๆ แล้วก็ปรากฏเป็นรูปชัดขึ้น
“เฮ้อ...โล่งอกไปที”
“แก่แดด” ย่าน้อยว่า
เชษฐาพาไปบันได ยื่นมือให้ อนงค์วดีลังเลสักครู่แล้ววางมือ กำลังจะถึงมือเชษฐาก็ต้องรีบหดกลับอย่างเร็ว
เพราะเสียงเกษลดา “หนึ่ง”
สองคนเงยหน้าไป
เกษลดาเดินลงบันไดมาช้าๆ “ไปไหนกันมาเหรอเนี่ย ดึกป่านนี้” สีหน้าไม่มีบอกเลยว่ามีอารมณ์โกรธกรุ่นๆ
“เกษ ยังไม่นอนเหรอ”
“นอนหลับไปหลายตื่นแล้ว ไปไหนกันมาถามก็ไม่ตอบ” น้ำเสียงหล่อนคล้ายคนบ่น
“ไปทำธุระบางอย่าง”
“ธุระอะไร” เกษลดาถามคาดคั้น
“เกษจ๋า ถ้าบอกได้ผมก็บอกแล้วสิ”
“เกี่ยวกับรูปภาพคุณชวดของคุณใช่มั้ย คุณอนงค์วดี”
“ค่ะ คุณเกษลดา แต่อย่าถามอะไรมากกว่านี้นะคะ”
เกษลดาจ้องอนงค์วดีนิ่ง สายตาเข้มจัด “ก็ได้”
“ขอตัวนะคะ” อนงค์วดีเดินจากไป
“หนึ่งจ๋า อยู่ๆ เกษก็นึกขึ้นมาเดี๋ยวเนี้ย...ว่าน่าจะถึงเวลาที่เราจะแต่งงานกันได้แล้วนะ”
อนงค์วดีที่เดินเลยไปแล้ว หันกลับมาดู
เชษฐาเข้าห้องของตัวเองไปแล้ว เกษลดาเดินตามเข้าไป และประตูก็ปิดลง

สองคนอยู่ในห้องแล้ว เชษฐาหันขวับมาหาเกษลดาทันที “เกษ.....ไม่ใช่วิธีนี้นะผมขอร้อง”
“เราไม่ได้รักกันเหรอ”
“เกษ ผมว่าอย่าเพิ่งพูดตอนนี้เลย”
“เพิ่งตี 1 ยังไม่ดึกสำหรับเกษ”
“แต่มันดึกสำหรับผม”
“ตอนเดินลงไปข้างล่าง ไม่ดึกเหรอ” เกษลดาย้อน
“ก็บอกแล้วว่าธุระจำเป็น ดึกแค่ไหนก็ต้องไป”
เกษลดาจ้องหน้า “หนึ่ง...อย่างที่เกษถาม เมื่อไหร่เราจะแต่งงานกันเสียที”
“ผมคิดว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้วนะ”
“เราไม่ได้เคยพูดเรื่องแต่งงานกันเลยนะหนึ่ง”
“ก็นั่นไม่ใช่เพราะเราพูดกันหรือว่าจะไม่มีการแต่งงาน”
“ใช่ เราเคยพูดกันว่ายังไม่แต่งงาน แต่ตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว”
“เราไม่ได้พูดกันว่า “ยัง” ไม่แต่งงาน เราพูดว่าจะไม่มีการแต่งงาน”
เกษลดารับฟังอย่างร้าวรานใจ
“เกษ ฟังผมให้ดีๆ เราก็พูดกันแล้วว่าจะไม่มีการแต่งงาน ถ้าเกษหรือผมยังไม่พร้อมจะแต่ง”
“ถึงแม้ว่าเราจะ...” เกษลดามองนัยน์ตานิ่ง
“เกษเต็มใจ ผมก็เต็มใจแต่ทั้งเกษทั้งผม เราไม่อยากแต่งงานทั้งคู่ตอนที่เราตัดสินใจที่จะให้ความสัมพันธ์มากกว่าความรัก เกษจำไม่ได้หรือไง”
“แต่ตอนนี้เกษพร้อม...” เกษลดามองนิ่งๆ
เชษฐาก็นิ่ง
“หนึ่งล่ะ”
“ผมยังไม่พร้อม”
เกษลดาคาดคั้นในที “เมื่อไหร่”
เชษฐา มองเป็นคำถาม
“เมื่อไหร่จะพร้อม”
“มันก็ต้องมีวันนั้นเข้าซักวันหรอกน่า” น้ำเสียงเชษฐาขำๆ ฉุดเกษลดาให้ลุกขึ้น “มาผมไปส่งห้อง”
“นอนนี่ไม่ได้เหรอ”
“วันนี้ผมอยากอยู่คนเดียว ขอโทษนะเกษ”
เกษลดานิ่งอึดอัด กัดฟัน กล้ำกลืนความเสียใจลงคอ
“ไปส่งนะ”
“ไปสิ....เกษนอนห้องเดียวกับคุณอนงค์วดีใช่มั้ย”
อนงค์วดียืนหน้าห้องเยื้องๆ ไปหน่อย จ้องมองประตูห้องที่ปิดสนิท เสียงเกษลดาดังมา
“เขาแยกไปนอนห้องอื่นแล้ว รู้สึกจะเป็นห้องแขกทางโน้น เกษนอนคนเดียว”
อนงค์วดีหันหลังกลับจากไป พอลับตา ประตูห้องเปิดออก เชษฐาพาเกษลดาเดินออกมา เกษลดาหันหลังกลับไปเข้ากอดเชษฐาเต็มๆ กระชับวงกอดแน่น
เชษฐายืนนิ่งสักครู่ ก็กอดตอบแต่ด้วยกิริยาปลอบโยน ลูบหลังไปมา
“เกษรักหนึ่งมากนะจำไว้ด้วย”
พูดจบ เกษลดาเดินจากไป เชษฐายืนนิ่งงัน

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ภายในห้องขังมืดสนิท มีแต่แสงจันทร์ลอดเข้ามารางๆ
ใบหน้าคุณประยงค์เศร้าสร้อย คิดเสียใจ แล้วเปลี่ยนเป็นขัดแค้น โกรธ อาฆาต พยาบาท แล้วเสียใจอีก น้ำตาไหลคร่ำครวญหวนไห้

“คุณพ่อ คุณแม่เจ้าขา ช่วยลูกด้วย”

 
อ่านต่อตอนต่อไป / 09.30 น.

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 8 (ต่อ)

คืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง ภายในห้องขังวิญญาณคุณประยงค์มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ลอดเข้ามารางๆ ใบหน้าคุณประยงค์เศร้าสร้อยนึกเสียใจอยู่ แต่แล้วเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น โกรธ อาฆาต พยาบาท แล้วสักครู่ก็เปลี่ยนเสียใจอีก น้ำตาไหลพร่างพรู

“คุณพ่อ คุณแม่เจ้าขา ช่วยลูกด้วย”

วิญญาณคุณประยงค์หวนคิดถึงเรื่องในอดีตอีก
ตอนกลางวันวันนั้น ท่านเจ้าพระยากับคุยกันอยู่ตรงโต๊หน้าตึก คุณประยงค์นั่งฟัง ที่พ่อแม่พูด
“พ่อสุดปัญญาช่วยลูกนะแม่ประยงค์ ถึงแม้พ่อจะเสียดายเขามากแค่ไหนแต่พ่อก็ทำไม่ได้ เห็นใจพ่อนะลูก”
“จะให้ช่วยได้ยังไงเขามีเมียแล้ว” ท่านผู้หญิงถาม เสียงไม่มีพอใจนัก
“เขารักลูกมาก่อน”
“ถึงแม่อรจะมาทีหลัง แต่เขาตบแต่งเป็นผัวเมียกันแล้วจะให้แย่งผัวชาวบ้านให้ลูกสาวตัวเองงั้นรึ จะให้เจ้าคุณพ่อท่านทำอย่างนั้นรึแม่ประยงค์”
คุณประยงค์เริ่มนัยน์ตาแดงๆ “คุณแม่ ถ้าอย่างนั้นลูกขอลาตาย”
ท่านผู้หญิงไม่พอใจลุกขึ้นทันที “ลูกสาวท่าน....ทำไมโง่เง่าอย่างนี้” แล้วเดินออกไป
“คุณพ่อเจ้าขา”
ท่านเจ้าพระยาใจอ่อนเพราะผู้ชายสมัยนี้มีเมียหลายคนอยู่แล้ว
“ช่วยลูกด้วย ลูกรักเขา ลูกเสียเขาไปไม่ได้” คุณประยงค์อ้อนวอน
“แม่ประยงค์ จะยอมเป็นน้อยเขาหรือลูก”
คุณประยงค์อึดอัดนิ่งอยู่สักครู่ แล้วพูดเสียงสะท้าน แต่มั่นคง “ลูกรักเขา....ยอมทุกอย่าง”

เวลาต่อมาท่านเจ้าพระยาเดินนำลูกสาวมาจะขึ้นบันไดแล้วหยุดหันมา “ตอนนี้ทำดีกับเมียเขาก่อน”
คุณประยงค์มองหน้า สายตาอ่านว่าพ่อคิดอะไร ผู้เป็นพ่อบอกด้วยสายตา คุณประยงค์คิดออก
“ค่ะ คุณพ่อ”

อยู่มาวันหนึ่ง แม่อรเดินยอบๆ ตัว มาถึงบนบ้านสิงหมนตรี เกดตามมาสายตามองตรวจตราไปรอบๆ
เห็นคุณประยงค์นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนตั่ง นอกนั้นบริวารนั่งกับพื้น
แม่อรลังเล ไม่กล้าขึ้น เกดรุงหลัง
“ขึ้นไปเถอะค่ะ”
“เอ้อ...”
“เอ๊ะ คุณอรนี่ จะมัวเหนียมอายไปทำไมคะ ท่านเรียกทั้งที” เกดตวัดเสียง
แม่อรบอกขณะค่อยๆ หันมา “ไม่ใช่อาย แต่ฉันกลัว”
“แม่อร....เข้ามาสิ” คุณประยงค์นั่งเอนอิงพิงหมอนขวานอย่างสง่างาม
แม่อรเข้าไปนั่งบีบเนื้อบีบตัวอยู่ที่ตั่ง
มีขันลงหินใบใหญ่ใส่ดอกไม้ มะลิ พุทธชาด โดยบ่าวสองคนนั่งตัดก้านบานไม่รู้โรยกับดาวเรือง
“มาช่วยฉันร้อยมาลัย” คุณประยงค์ส่งเข็มให้ “ร้อยมาลัยกลมง่ายๆ นี่แหละ ร้อยเป็นมั้ย” คุณประยงค์กำลังร้อยไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
“ไม่....เอ้อไม่ค่อยเคยร้อยค่ะ”
“ก็แปลว่าเคยบ้าง ร้อยสิ เย็นนี้ให้เจ้าคุณบูชาพระ”
แม่อรพยายามมองว่าประยงค์ร้อยยังไง แล้วทำตาม คุณประยงค์ร้อยไป ลอบมองดูหน้าแม่อรไป แล้วเหลือบมองเกด จึงเห็นว่าเกดมองตัวเองอยู่
“มองอะไรนังเกด”
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“เอ็งมองข้าเห็นๆ นี่นา ทำไม....อยากแต่งตัวสวยเหมือนข้ารึ”
“อิฉันไม่บังอาจเจ้าค่ะ”
“ไม่รู้รึ เห็นเอ็งรักสวยงาม วันนี้ยังทาชาดมาซะปากแดง”
“ตามประสาอิฉันเจ้าค่ะ”
คุณประยงค์มองเกดอย่างขุ่นมัว แล้วเปลี่ยนสายตาที่แม่อร “แม่อร เจ้าคุณไปบ้านเจ้าคุณเมธากับคุณพ่อ รู้รึไม่”
“รู้ค่ะคุณท่าน”
“อุ้ย...เรียกคุณพี่สิ”
แม่อรลังเลครู่หนึ่งจึงยอมเรียกเสียงอุบอิบ “คุณพี่”
“เจ้าคุณเมธามีลูกหลานสาวๆหลายคน งามๆทั้งนั้นเกิดเจ้าคุณไปชอบจะว่าอย่างไร”
“ก็...” แม่อรยิ้มซื่อ สีหน้าจริงใจ “ไม่ทราบจะว่าอย่างไรค่ะ แล้วแต่ท่าน”
คุณประยงค์ท้วง “แล้วแต่ท่านไม่ได้...ผู้ชายถ้าได้แล้วไม่รู้จักพอ”
บ่าวหัวเราะกันคิกคัก อีทิ้งหัวเราะดังกว่าเพื่อน
“ตอแหลนัก นางพวกนี้”
บ่าวคนอื่นหยุด อีทิ้งยังหัวเราะอยู่แต่ลดเสียงลง
“เอ็งล่ะ ตัวดีอีทิ้ง”
“คุณท่านพูดจริ๊ง...จริงเจ้าค่ะ เห็นๆ อยู่ถมถืดไป” อีทิ้งสาระแน
“เอ็งล่ะนำระริกระรื่นกันเสียจริง นังสาวๆ พวกนี้ แม่อร คิดถึงบ้านไหม”
“คิดถึงค่ะ” แม่อรก้มหน้าสีหน้าเศร้าไปถนัดตา
“ก็เห็นใจนะ เอาเถอะ จะช่วยให้หายเศร้า”
แม่อรเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยสีหน้าฉงน “ยังไงหรือเจ้าคะ”
คุณประยงค์เรียก “อีทิ้ง”

ที่เรือนแม่อร อีกหลายวันต่อมา
อีอุ่นบ่าวสนิทอีทิ้ง หอบเสื้อผ้า ที่ห่ออยู่ในผ้าขาวผืนใหญ่ ผูกสี่มุม โดยมีอีทิ้งนำมา
“แม่...เอ้ย คุณอรเจ้าคะ คุณอร คุณท่านคนใหญ่ให้เอาเสื้อผ้าสวยๆ มาให้เจ้าค่ะ”
ต่อมา 2 คนขึ้นมาบนเรือน อีทิ้งแก้ปมผ้า เปิดออก เสื้อผ้าสวยงามพับเป็นระเบียบ
แม่อรมองดู แล้วนัยน์ตาก็วาววับทันที เกดนั่งด้านหลังนัยน์ตารู้ทัน อีทิ้งลอบมองสีหน้าแม่อรอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

อีทิ้งกับอีอุ่นรีบนำความมารายงานต่อคุณประยงค์ทันที
“คุณท่านคนใหญ่เดาถูกเลยเจ้าค่ะ มันตาโตเป็นไข่ห่าน” อีทิ้งบอก
“แน่นอนสิ เกิดมาไม่เคยเห็นของสวยงาม อยู่แต่ในป่าในดงเห็นแต่ลิงค่างบ่างชะนีตาโตก็ไม่แปลกใจหรอก”
“แต่นังตัวร้ายคือนังเกด มันยุแยงเจ้าค่ะ” อีทิ้งบอกต่อ

“ยุแยงว่าไง” คุณประยงค์ซัก

แล้วอีทิ้งเล่าเรื่องที่มันแอบได้ยินมา

ตั้งแต่ได้เสียงเกดดังมาจากห้องในเรือน “อย่าวางใจมากนักนะคะคุณอร”
อีทิ้งหูผึ่งกำลังจะลงเรือน รีบหวนกลับมาแอบฟัง อีอุ่นยืนคอยห่างๆ
“ทำไมหรือพี่เกด”
2คนอยู่ในเกดมองแม่อรที่ดูเสื้อผ้าอย่างชื่นชม
“เธอทำเฉยๆ กับคุณอรมาตั้งนาน ใครๆก็รู้ว่าหึง เกิดจะมาทำดีทำไม มันน่าสงสัย” เกดบอก
“คนเราบางทีก็คิดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ เธอคงเห็นฉันไม่โต้ตอบอะไรเธอ เธอคงเมตตาขึ้นมั่งกระมัง”
“คุณอร...เห็นคนดีไปหมด “ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ” เคยได้ยินมั่งมั้ยคะ”
แม่อรยิ้มอ่อนโยน “น้ำใจเชือดคอไม่ได้หรอกพี่เกด”
“เขาเปรียบเปรยหรอกค่ะ”
“ฉันก็เปรียบเปรยเหมือนกัน” แม่อรมองเกดนิ่งๆ
เกดจ้องหน้าตอบ อ่านจากสีหน้า
“คุณยังอ่อนนักคุณอร คนเราทั้งน้ำใจทั้งน้ำคำทำได้นะคะ เชือดเฉือนคอคนได้ทั้งนั้น ไม่ใช่น้ำมืออย่างเดียวหรอกนะพี่จะบอกให้”

อีทิ้งเล่าจบสำทับทันที “มันร้ายกาจหยอกใครอีนังเกดคนนี้”
คุณประยงค์ทอดสายตามองไปไกลๆ ยิ้มๆ นิ่งๆ สีหน้าลึกล้ำเหลือกำหนด
“ทิ้งว่ามันไม่เบาหรอกเจ้าค่ะ เวลาอยู่กับท่านเจ้าคุณมันคงทำให้ท่านหลง”
คุณประยงค์หยิบของตรงนั้นปาเต็มแรง เข้าหัวอีทิ้งที่กำลังพ่นจังๆ

ภายในห้องนอนเกดที่เรือนแม่อรครั้งอดีต เวลานั้นเกดนอนระทวย ผ้าห่มพาดครึ่งๆ เห็นความเย้ายวนลางๆในความมืดเจ้าคุณยืนมอง ด้วยสายตาชื่นชม มองตั้งแต่หน้าที่ซบหลับไปจนถึงปลายเท้า
สักครู่หนึ่งเจ้าคุณแตะเบาๆ ที่ไหล่ “เกด ข้ามาแล้ว”
เกดตื่นทันที เหมือนว่าว่าคอยอยู่เหมือนกัน แล้วรีบหันมา นัยน์ตาวาววับอยู่ในความมืด จากนั้นเกดก็อ้าแขนทั้งสองให้ เจ้าคุณเข้าสู่วงแขนนั้นอย่างรวดเร็ว เกดโอบไปรอบตัวเจ้าคุณ ทั้งคู่พันพัวกันตามแรงปรารถนา ในเงาดำใต้
มุ้งสายบัว

ยิ่งคิดคุณประยงค์ก็ยิ่งแค้น
“ข้านึกออก คนอย่างอีเกด ถึงจะไม่เห็นกระจะตาว่าอีกเกดมันยั่วยวนท่านขนาดไหน แต่ข้าก็เดาได้”

ภาพอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ เกดลุกถอยจากท่านอนตระคองกอดกับเจ้าคุณเลื่อนไปต่ำ แล้วกราบลง
เจ้าคุณจับมือสองข้างของเกด ดึงมาประทับแนบอก
“เกด ฉันรักเจ้า เจ้าน่ารักมาก” เจ้าคุณดึงมือเกดอย่างแรงจะให้มาหา

มือของเกษลดาที่หลับสนิท อยู่ในท่าพนม เกษลดาพยายามดึงมือหนีเหมือนในฝัน แต่เหมือนอีกฝ่ายไม่ยอมอีก แล้วสักครู่หนึ่งเกษลดาก็สะดุ้งตื่น ลุกมาด้วยสีหน้างุนงง
“ฝัน....โห เหมือนจริงอะไรอย่างนี้” เกษลดานอนลงไปอีกอย่างแรง ลืมตาดูเพดาน นึกอะไรขึ้นมาได้หัวเราะเบาๆ กับตัวเอง “หนึ่งเป็นเจ้าคุณ เรียกชื่อ เกดด้วย” หล่อนหัวเราะ “ฝันตลกดี”
เกษลดาลุกอีกที ไปรินน้ำใส่แก้ ขณะที่รินใจก็คิดสีหน้าซีเรียส
“เจ้าคุณ....ที่ยายผีบ้าชอบห้ามไม่ให้ยุ่ง ไม่ให้ยุ่งกับเจ้าคุณมีเจ้าคุณจริงๆ งั้นเหรอเนี่ย”
เกษลดามีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมา คิดสะระตะอย่างหนักหน่วง

ฟากย่าน้อยยืนตรงหน้าคุณประยงค์ ฟังคำสั่ง
“ไปเอาไอ้กลับมาปล่อยฉัน ไปเดี๋ยวนี้”

ย่าน้อยลอยวูบมาที่ห้องนอนปู่กลับทันที
“ไอ้กลับ....ไอ้กลับ ตื่นเดี๋ยวนี้ ตื่นเร็วๆ”
ปู่กลับสะดุ้ง
ย่าน้อยนั่งโหนอยู่บนหน้าต่าง
“คุณน้อย มีอะไรขอรับ”
“มีสิวะ ไม่มีข้าจะมาปลุกเอ็งรึ”
“ให้ทำอะไรขอรับ”
“ยังไม่ต้องถาม ลุกไปเดี๋ยวนี้”

ไม่นานต่อมาปู่กลับถือตะเกียงเดินดุ่มๆ ไปตามทางเดิน
ย่าน้อยลอยวูบมายืนตรงหน้า
“ไปปล่อยคุณท่านคนใหญ่เดี๋ยวนี้...ไป”
ปู่กลับงกๆ เงิ่นๆ มาถึงเรือน แล้วตรงเข้ามาปลดสายสิญจน์เส้นสุดท้ายออก

คุณประยงค์เป็นอิสระ ยืดกายตรง ก้าวพรวดออกมารวดเร็วมาก แล้วร่างก็หายวับไปต่อหน้าปู่กลับ ย่อมแน่ว่าเป้าหมายคือคู่ปรับ อีเกด หรือเกษลดาในชาตินี้
 
อ่านต่อตอนที่ 9
ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4
ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4
วันเดียวกัน สองแม่ลูก พากันมาอยู่ที่บ้านคุณหญิงสร้อย หรือ คุณหญิงธรรมวรานุรักษ์ โดยอนงค์วดีเดินตามปิ่นสุดาเข้าบ้าน ที่ดูเงียบสงบเหมือนไม่มีคนอยู่ “คุณย่าสร้อยหรือคะคุณแม่” “ท่านเคยอยู่ที่นั่นตอนท่านแต่งเข้าไปเป็นหลานสะใภ้ของเจ้าคุณปู่ทวดของหนู” “ท่านเคยโดน...คุณชวดหลอกเหรอคะ” “เดี๋ยวถามท่าน” “ท่านจะเก้าสิบแล้วนะคะคุณแม่ หนูว่าหลงแล้วค่ะ” คุณหญิงสร้อยหญิงชราวัย 90 แต่ยังดูแข็งแรงเอ่ยขึ้น “โอ๊ย ถึงแก่แต่ไม่หลงนะ” “เหรอคะ งั้นคุณป้าสร้อยเล่าเรื่องคุณย่าประยงค์หน่อยค่ะ” คุณหญิงตั้งท่าจะเล่า แม่บ้านชื่อละมุนเข้ามาถือถาดอาหาร “อะไรล่ะ แม่ละมุน” “อาหารเช้าค่ะท่าน” “เอามาทำไม” ปิ่นสุดาบอก “อ้าว....รับทานสิคะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...