xs
xsm
sm
md
lg

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4

วันเดียวกัน สองแม่ลูก พากันมาอยู่ที่บ้านคุณหญิงสร้อย หรือ คุณหญิงธรรมวรานุรักษ์ โดยอนงค์วดีเดินตามปิ่นสุดาเข้าบ้าน ที่ดูเงียบสงบเหมือนไม่มีคนอยู่

“คุณย่าสร้อยหรือคะคุณแม่”
“ท่านเคยอยู่ที่นั่นตอนท่านแต่งเข้าไปเป็นหลานสะใภ้ของเจ้าคุณปู่ทวดของหนู”
“ท่านเคยโดน...คุณชวดหลอกเหรอคะ”
“เดี๋ยวถามท่าน”
“ท่านจะเก้าสิบแล้วนะคะคุณแม่ หนูว่าหลงแล้วค่ะ”

คุณหญิงสร้อยหญิงชราวัย 90 แต่ยังดูแข็งแรงเอ่ยขึ้น “โอ๊ย ถึงแก่แต่ไม่หลงนะ”
“เหรอคะ งั้นคุณป้าสร้อยเล่าเรื่องคุณย่าประยงค์หน่อยค่ะ”
คุณหญิงตั้งท่าจะเล่า แม่บ้านชื่อละมุนเข้ามาถือถาดอาหาร
“อะไรล่ะ แม่ละมุน”
“อาหารเช้าค่ะท่าน”
“เอามาทำไม”
ปิ่นสุดาบอก “อ้าว....รับทานสิคะ”
คุณหญิงว่า “กินแล้วนี่”
ละมุนท้วง “ยังค่ะ” แล้วยกออกจากถาดจัดให้
คุณหญิงสร้อยบ่น “กินไปเมื่อกี้นี้เอง ฮื้อ...จะให้กินอะไรนักหนาเล้า”
“อ๋อ ที่ท่านรับทานสุดท้ายนี่ ก็ผัดวุ้นเส้นใช่มั้ยคะ” ละมุนว่า
“นั่นแหละ ผัดวุ้นเส้นนั่นแหละ”
“ท่านรับทานผัดวุ้นเส้นเมื่อวานเย็นค่ะ” ละมุนบอก
คุณหญิงเถียง “เมื่อเช้า”
“เย็นค่ะ” ละมุนวางช้อนตรงหน้าท่าน “อิฉันผัดกะมือ นี่ข้าวต้มปลาค่ะ”
คุณหญิงทำหน้าเก้อๆ
“ทานไปคุยไปแต่ระวังสำลักนะคะ” ละมุนออกไป
ปิ่นสุดายิ้มขำๆ “คุณป้ารับก่อนเถอะค่ะ”
“เล่าก่อน...เดี๋ยวลืม” คุณหญิงหัวเราะอายๆ
“คุณย่าสร้อยเคยพบคุณประยงค์มั้ยคะ” อนงค์วดีถาม

เรื่องราวในอดีตถูกเล่าผ่านความทรงจำของคุณหญิงสร้อย
วันหนึ่ง คฤหาสน์สิงหมนตรีในอดีตที่ยังสวยงาม
คุณสร้อยในวัยสาว ยืนอยู่หน้ารูปวาดคุณประยงค์ หล่อนยืนมองจ้องอยู่
เสียงคุณหญิงสร้อยเล่าบรรยายให้สองแม่ลูกฟังดังขึ้น “ไม่เคยพบเธอหรอก ฉันเข้าไปอยู่ที่นั่นเธอเพิ่งเสีย เห็นหน้าเธอก็ในรูปวาดนั่นแหละ”
จากนั้นคุณสร้อยเดินจากรูปภาพมาหาเจ้าคุณธรรมวรานุรักษ์ ที่ยืนคอยอยู่ ร้องไห้เงียบๆ เจ้าคุณโอบร่างคุณสร้อยไว้อย่างปลอบโยน เลานั้นเจ้าคุณอายุประมาณ 30-35 ปี ยศตอนนั้นยังเป็นแค่คุณหลวง
“ฉันไม่รู้จักเธอหรอก รู้อย่างเดียวว่าเธอใจร้าย...” คุณหญิงสร้อยเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ “ใจร้ายที่สุดตั้งแต่ยังมีชีวิตจนตายเป็นผีก็ยังคอยทำร้ายคนอยู่ที่ตึกนั่นแหละ”
เสียงอนงค์วดีซักถามดังตารมมา “เธอเคยทำร้ายใครบ้างคะ คุณย่าสร้อย”

คุณหญิงก้มหน้าต่ำอยู่สักครู่ ในท่าทีอันเงียบงัน จู่ๆ มีสะอื้นก็ดังแผ่วๆ ตามมา
อนงค์วดีตกใจระคนประหลาดใจ “คุณย่าขา....เป็นอะไรคะ”
คุณหญิงสร้อยสะอื้นลึกๆ ในอก
อนงค์วดีแตะมือคุณหญิงอย่างปลอบโยน “เธอทำร้ายคุณย่าหรือคะ”
คุณหญิงคุณธรรมวรานุรักษ์พยักหน้าขณะเอ่ยออกมา “เธอฆ่าลูกสาวของฉัน”
อนงค์วดีตกใจ
“เธอฆ่าเด็กผู้หญิงอายุ 5 ขวบอย่างเลือดเย็น ลูกสวาสดิ์ตายฉันก็อยู่ที่นั่นไม่ได้ ต้องออกจากบ้านนั้นทันที เขาวาดรูปจะให้ฉันเอามา ฉันยังไม่เอาเลย ให้อยู่ประจันหน้ากับคุณประยงค์นั่นแหละ เธอจะได้ไม่ลืมว่าทำบาปกรรมอะไรไว้”

เหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นในห้วงคิดหญิงชรา เวลานั้นบ่าวสองคน แบกของหีบห่อ เดินออก คุณหลวงจูงมือคุณสร้อยเดินออก ท่าทางเศร้าหมองทั้งคู่ พอผ่านรูปคุณสวาสดิ์ คุณสร้อยหยุดมองหน้าลูก น้ำตาหลั่งไหลออกมาอีก คุณหลวงพาออกไป
เสียงคุณหญิงเล่าเรื่องดังแทรกขึ้น “ลูกสวาสดิ์ของฉันเป็นหลานย่าคุณประยงค์ เธอยังฆ่าได้ลงคอ”

คุณหญิงสร้อยสะเทือนในอก ป้ายน้ำตาจนแห้ง “วันหลังถึงเล่านะหนูอนงค์ รู้แค่ว่าลูกสวาสดิ์อยู่ที่นั่นยังไม่ไปไหน”
“ค่ะ...ค่ะ คุณป้ายังไม่ต้องเล่าค่ะ” ปิ่นสุดาบอก
“วันนี้ไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว” หญิงชราว่า
ปิ่นสุดาหัวเราะอย่างเอ็นดู “ค่ะ...ไม่ร้องอีกนะคะ”
จังหวะนี้ชัยชนะเดินเข้ามาเร็วรี่ ไหว้ปิ่นสุดา “สวัสดีครับคุณอาปิ่น สวัสดีน้องอนงค์”
อนงค์วดีไหว้ทักทาย “สวัสดีค่ะ พี่ชัยชนะ”
“จ้ะ ชัยชนะไปไหนมา” ปิ่นสุดารับไหว้
“นี่ครับ คุณย่าอยากทานข้าวแช่จะให้ละมุนทำผมว่ามันยุ่งยากจะตาย วุ่นวายไปหมดซื้อทานเดี๋ยวนี้เขาทำอร่อยๆ ตั้งหลายร้าน อร่อยกว่าสูตรชาววังของคุณย่าเสียอีก” ชัยชนะพูดรัวเร็ว
คุณหญิงสร้อยฟังอ้าปากค้าง
“คุณอาสบายดีหรือฮะ น้องอนงค์ล่ะครับ” ชัยชนะถาม
“ไม่ถามคุณอาเขาพรุ่งนี้ล่ะพ่อเอ๊ย” คุณหญิงแซว
“อุ๊ย คุณย่า รู้จักเล่นมุกด้วย มาขอหอมซักทีเถอะมันเขี้ยว” ชัยชนะจูบคุณหญิงย่าหนึ่งฟอด
“จะขออะไร”
“โห รู้ทันอีกต่างหาก ยังไม่ขอฮะอีกสองสามวันถึงจะขอ”
คุณหญิงหัวเราะขำ “ลวดลาย...ลวดลายเค้า”
“หนูมีเรื่องเรียนคุณย่าค่ะพี่ชัยชนะด้วย” อนงค์วดีพูดแทรกขึ้นมา
สองคนจ้อง
“หนูจะเรียนว่าหนูขายตึกสิงหมนตรีไปแล้วค่ะ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าใบหน้าคุณหญิงเต็มแรง หญิงชราตกตะลึงมาก
“ขายจริงเหรอฮะคุณอา” ชัยชนะหันมาทางปิ่นสุดา
“จริง” ปิ่นสุดามองคุณหญิง “หนูเองค่ะก่อหนี้ก่อสินไว้เยอะแยะ ลูกจะช่วยแต่ไม่มีเหมือนกันจำเป็นต้องขายตึก”
“ขายตึก....ลูกสวาสดิ์จะไปสิงสู่อยู่ที่ไหน”
สีหน้าคุณหญิงธรรมวรานุรักษ์เศร้าหมองไปอีก
“วิญญาณบรรพบุรุษของเราที่ยังอยู่ที่นั่น...คุณป้าว่าจะมีกี่คนคะ มีใครบ้าง”
คุณหญิงก้มหน้าต่ำ เศร้า ไม่ตอบ ส่ายหน้าไปมาอย่างเศร้าสร้อย ชัยชนะ พยักหน้าเรียกปิ่นสุดาให้ออกไปข้างนอก ละมุน สวนเข้าไป ไปหาคุณหญิงทำท่าปลอบโยน

สามคนคุยกันอยู่ที่หน้าบ้าน
“ที่รู้กันแน่ๆ มีสามคนครับคุณอา คุณชวดประยงค์กับคุณป้าสวาสดิ์ ผมเรียกป้าสวาสดิ์เพราะเธอเป็นลูกสาวคนโต คุณพ่อผมเป็นน้องคนเล็ก อีกคนที่ยังอยู่อย่างแน่นอนคือคุณย่าน้อย เขาซื้อไปทำอะไรครับน้องอนงค์” ชัยชนะถาม
“คนซื้อเขาจะทำเป็น Member Club ให้นักท่องเที่ยวไปดูวัฒนธรรมไทย มีการพนันนิดหน่อยด้วยใช่มั้ยคะคุณแม่” อนงค์วดีพูดเสียงอำๆมารดาในตอนท้าย
ปิ่นสุดาหน้าเก้อๆ

กลับถึงบ้านปิ่นสุดานอนนิ่งที่โซฟา หลับตา
อนงค์วดีวางแก้วน้ำ “เหนื่อยใช่มั้ยคะ”
ปิ่นสุดาพยักหน้า “ฮื่อ สงสารคุณป้าสร้อย”
“เลยยังไม่ทราบเรื่องคุณชวดประยงค์ หนูไปทำงานนะคะคุณแม่”
“คุณป้ายังอยู่ถึงร้อยปีไปถามท่านใหม่ เมื่อไหร่ก็ได้”
“ตอนนั้นท่านก็ลืมหมดแล้ว” อดนงค์วดีหยิบรองเท้าเดินออกไป
ปิ่นสุดาลุกพรวดขึ้น “เรื่องที่คุณป้าจะเล่ารับรองต่อให้ท่านลืมทุกอย่างหมด แต่ท่านไม่มีวันลืมเรื่องคุณประยงค์ฆ่าคุณสวาสดิ์ลูกสาวท่าน....ไม่มีวันเด็ดขาด”

ส่วนที่บ้านคุณหญิงธรรมวรานุรักษ์ คุณหญิงนอนซม ท่าทางน่าสงสารมาก มีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังแว่วๆ มา เป็นเสียงเหมือนคนคร่ำครวญ
ชัยชนะแตะแขนเบาๆอ่อนโยน “คุณย่าจะไปหาคุณป้าสวาสดิ์มั้ยฮะ ก่อนที่เจ้าของตึกใหม่จะ...เขาอาจจะย้ายคุณป้าไปที่อื่น”
คุณหญิงสร้อยมีนัยน์ตาตระหนกชั่ววูบหนึ่ง แต่แล้วอ่อนแรงลง ส่ายหน้าช้าๆ ถอนสะอื้นเบาๆ
ชัยชนะโอบกอดไว้ อย่างปลอบโยน

ในห้องโถงคฤหาสน์ วันเดียวกัน
คุณสวาสดิ์ที่อยู่ในรูปจากที่นั่งตัวตรง ค่อยๆ ค้อมหน้าลง น้ำตาเต็มตา เป็นท่าภาษากายที่โศกกำสรดหนักหนา
“คุณแม่ของลูก”
ย่าน้อยทรุดตัวลงนั่งแนบชิด โอบประคองเข้ามาในอ้อมอก โยกเบาๆ คุณสวาสดิ์ สะอื้นตัวโยน แบบเด็กๆ
คุณประยงค์เดินออกจากรูปมาอย่างว่องไว เหมือนคนธรรมดา “นี่แม่น้อย แม่สวาสดิ์ หล่อนจะโอดกาเหว่า” คุณประยงค์ใช้ภาษาโบราณ แปลว่า คร่ำครวญ “กันอีกนานมั้ยยะ”
“คุณอาหนวกหูเหรอคะ” ย่าน้อยย้อนถาม
“อย่าเล่นลิ้นกะฉันแม่น้อย ลองนึกซิว่าพวกช่างซ่อมเขาเข้ามาเห็นหล่อนกำลังพิรี้พิไรปลอบโยนกันเขาจะขนหัวลุกกันขนาดไหน แล้วถ้าขี้เขาไปอยู่บนขมองจนไม่มาทำงานอีกล่ะก้อ ฉันไม่รับรองความสุขสงบในบ้านนี้นะจะบอกให้...หล่อนอยู่ไม่เป็นสุขแน่ทั้งสองคนนั่นแหละ”
“แหมคุณอาพูดซะยาวเชียวคะ”
“ยาวอย่างนี้หน้าตาหล่อนยังไม่รู้ความเลย” คุณประยงค์เหน็บ
“แต่หนูรู้ค่ะคุณย่า....หนูรู้ดีเลยค่ะ” คุณสวาสดิ์บอก
“หล่อนรู้ว่าไงแม่สวาสดิ์”
“รู้ว่าถ้าคุณอาสั่งอะไรต้องทำตามค่ะ ไม่อย่างนั้นคุณอาอาจจะฆ่าหนูอีกทั้งๆ ที่หนูตายแล้วเนี่ยค่ะ”
วิญญาณคุณประยงค์ นิ่งไปอึดใจ ย่าน้อยตบมือเบาๆ ยักคิ้วกับคุณสวาสดิ์
“แม่สวาสดิ์” คุณประยงค์โกรธจนตัวสั่น ชี้หน้า “เอ็งบังอาจยอกย้อนข้าอย่าอยู่เลย” พลางเดินพรวดเข้าหาอย่างแรง กางมือออก ร่างย่าน้อยพรวดเข้าไปกางแขนกั้น แต่คุณประยงค์ โกรธจนหน้าออกเขียว เดินผ่านเข้าไปในตัวย่าน้อยถึงลูกสวาสดิ์ เอื้อมมือที่ยาวกว่าปกติตะครุบหมับที่คอลูกสวาสดิ์
“มากันแล้วค่ะ พวกช่าง” ย่าน้อยบอก
ช่างเดินมาเป็นกลุ่ม มีเครื่องมือมาพะรุงพะรัง บางคนเข็นรถใส่ปูนมาเต็ม มีทั้งหญิงชาย
คุณประยงค์หันไปปาดมือแรงๆ เหมือนสั่งไม่ให้ช่างเห็นตัวเอง พวกช่างเดินเข้ามาพูดจาคุยกัน ดังบ้าง ค่อยบ้าง ให้คุยกันเรื่องสัพเพ ทั้งเรื่องเชียร์มวย หวย เรื่องอาหารการกิน เรื่องลูกหรือเมีย ความเจ็บป่วย เสียงเซ็งแซ่

ช่างเดินผ่านคุณประยงค์ที่กำลังราวีคุณสวาสดิ์อยู่ ย่าน้อยกำลังวิ่งไปมาหาทางช่วย

จังหวะนี้คนงานที่อยู่ด้านหลังเกิดขัดใจกันขึ้น จนมีการกระแทกไหล่ ผลักกัน เสียงเถียงกันดังลั่นประมาณว่า

“กูไม่ได้โกง” อีกคนก็เถียงว่า “ก้อกูสั่งมึงแทงมึงแทงไม่ได้ทำไมไม่บอกกูก่อนหวยออก กูถูกหวยแล้วมึงบอกแทงไม่ทันได้ไง” คนแรกเถียงกลับมา “กูโทร.บอกแล้วแต่มึงปิดโทรศัพท์” แล้วทั้งคู่เข้าโรมรันกันทันที
ช่างอีกคนหนึ่งเชียร์อีก “พี่นวยอย่ายอม สู้...สู้”
ช่างคนที่ถูกหาว่าโกง ตัวใหญ่ยักษ์ท้า “สู้เหรอ มาสิ” แล้วลงมือถล่มช่างชื่อนวย
บรรดาช่างทั้งหลายส่งเสียงเชียร์ “สู้...พี่นวย สู้....สู้.....สู้สู้”
ย่าน้อยอินกะช่างไปด้วย “หนูสวาสดิ์ สู้...สู้.....สู้สู้” ออกโรงเชียร์คุณสวาสดิ์ที่กำลังดิ้นรน เหมือนต่อสู้คุณประยงค์อยู่
คุณประยงค์ หันขวับมาทางย่าน้อย นัยน์ตาแดงดังแสงเพลิง ปล่อยคุณสวาสดิ์ แล้วก้าวเข้าหาย่าน้อยอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันกะพริบตา เงื้อแล้วฟาดสุดแรงเกิด ย่าน้อยร้องกรี๊ดสุดเสียง คุณสวาสดิ์ก็ร้องด้วย
พวกช่างทั้งหลายชะงัก หยุดสู้หยุดเชียร์ เหมือนถูกฟรีซภาพ แต่ละคนหน้าตาตื่นตระหนก เหลียวมองรอบๆ
แต่ทุกอย่างว่างเปล่าไม่เห็นอะไร
ส่วนคุณประยงค์ยืนจังก้าคร่อมร่างย่าน้อยที่หมอบนิ่งอยู่ที่พื้น มีคุณสวาสดิ์คุกเข่าอยู่ข้างย่าน้อย
“จำไว้ อย่าบังอาจกะกู” เสียงคุณประยงค์ดังก้อง
ช่างทั้งหมด มองหน้ากันไปมา คนหนึ่งขยับตัว แล้วพุ่งนำออกไป คนอื่นๆพุ่งตาม ทิ้งเครื่องมือระเนระนาด
คุณประยงค์ ตกใจหันไป
เสียงเชษฐาดังขึ้น “จะไปไหนกัน”
ช่างหยุดชะงัก
เชษฐาเดินพรวดๆ เข้ามา “เกิดอะไรขึ้น”
ช่างนิ่งกันทุกคน เชษฐากวาดตามองไปทั่วๆ
คุณสวาสดิ์กระซิบ “คุณอา เค้าเห็นเรามั้ยคะ”
“ไม่เห็น คุณอากำบังไว้แล้ว” ย่าน้อยบอก
“กลับไปห้องของหล่อน”

เหตุการณ์ต่อมาในโลกวิญญาณเป็นอย่างนี้ คุณประยงค์และย่าน้อยเดินหลีกช่างไป เข้าห้องตัวเอง
คุณสวาสดิ์เดินตามไปแบบไม่รู้ตัว
“หนูสวาสดิ์ ห้องหนูอยู่ทางโน้น”
คุณสวาสดิ์ร้อง อุ๊ย แล้วหันกลับไปเข้าห้องตัวเอง คุณประยงค์และย่าน้อยขึ้นไปในรูปตัวเอง

ส่วนช่างใหญ่มีท่าทางงุนงง รู้สึกตัว “เราจะออกไปข้างนอก”
ช่างอีกคนบอก “ไม่......ฉันจะเลิกทำ.....ไม่ทำแล้ว”
“ฉันเข้าใจทุกคน แต่ฟังนะ จะพูดให้ฟัง” เชษฐาขัดขึ้น

เวลาต่อมาคุณประยงค์ มองไปสุดห้อง เห็นเชษฐานั่งบนลังเครื่องมือ ช่างยืนบ้าง นั่งบ้าง
คุณประยงค์บอก “ฉันอยากรู้ว่าท่านพูดอะไร”
“ก็ฟังสิคะ.....นั่งไงท่านบอกว่า...”
“ฉันไม่ได้ยิน” คุณประยงค์บอก
“ไม่ได้ยินได้ไงคะ ถ้าเราอยากได้ยินอยู่ไกลแค่ไหนเราก็ได้ยิน”
“ไม่ได้ยิน ฉันจะไปฟังใกล้ๆ” คุณประยงค์ลอยวูบไป
ย่าน้อยบ่น “นึกแล้วไม่ผิด”

ตรงบริเวณที่เชษฐาประชุม คนงานทั้งหลายฟังอยู่ อยู่ด้วย
“อย่างที่เคยบอกกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วไงว่าบ้านเก่าแก่อายุเป็นร้อยปีอย่างนี้ ก็อาจจะมีอะไรต่ออะไรที่ทำให้ตกใจมั่งล่ะ”
คนงานชื่อโนด เดินเข้ามาเพื่อนหลีกให้นั่ง คนหนึ่งถามว่า “ทำไมเพิ่งมา” โนดตอบว่า “เดินไปทางโน้น”
จังหวะนี้คุณประยงค์ ค่อยๆ ปรากฎตัวเป็นโปร่งใส แล้วชัดเจนขึ้น นั่งแนบร่างซ้อนอยู่ข้างหลังเชษฐาที่คุณประยงค์มองเห็นเป็น เจ้าคุณ แต่งตัวเป็นท่านเจ้าคุณ นัยน์ตามองเจ้าคุณอย่างดื่มด่ำ
“มันหลายอย่างคุณเชษฐา ที่นี่ไกลก็ไกล เสียเวลาเดินทาง จะให้ค้างพวกมันก็ไม่ยอมเพราะกลัว ทำไปกลัวไปเกรงว่างานจะไม่ดี” สมชายท้วง
“ฉันยอมรับ ได้ยังไงก็ยังงั้น”
“มันอยากจะเลิกกันทั้งนั้นครับ” สมชายบอก
เชษฐาถอนใจยาว “อะไรที่จะทำให้อยู่ต่อ”
ทุกคนนิ่ง สายตาบางคนเห็นถนัดว่าโลภ อยากได้เงินเพิ่ม เชษฐานิ่งคิด สายตามองกวาดไปทั่วทุกใบหน้า ส่วนคุณประยงค์ กอด พันพัว แนบหน้าเข้ากับแผ่นหลังของเชษฐาตลอดเวลา คุณประยงค์ หลับตาดื่มด่ำ เป็นสุขเหลือเกิน แต่แล้วคุณประยงค์ลืมตา ชะงัก เมื่อสบตากับดวงตาของช่างชื่อ โนด มันอ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างตกใจสุดขีด
ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่เห็น ยังคงมองเชษฐา คุยซุบซิบกันไป
คุณประยงค์ลุกพรวด หน้าลอยละลิ่วมาถึงเจ้าโนดคนนั้น และกำลังเงื้อง่าจะทำร้าย
ย่าน้อยร้อง “อย่าค่ะ....คุณอา”
คุณประยงค์ได้ยิน หยุดกึก หน้าอยู่ห่าง โนด แบบจมูกเกือบชนกัน แล้วคุณประยงค์ก็หายวับไป
โนดหงายหลังตึง เสียงร้องของเพื่อนๆ ดัง “เฮ้ย....อะไรกัน”

ตรงทางออกห้องโถง แลเห็นช่างเริ่มต้นทำงานกันแล้ว มีบ้างที่จับกลุ่มซุบซิบกัน สมชายเดินมากับเชษฐา
“มันยิ่งตอกย้ำนะคุณเชษฐา ไอ้โนดมันคนเห็นผี....ประจำเลย”
“แล้วไง.....ผีเป็นไง” เชษฐาย้อน
สมชายหันมา จ้องหน้าเหล่ๆ “ผีมันก็หลอกน่ะสิ”
“ก็แค่หลอก ไม่เอาจริงหรอก”
สมชายหน้าเหวอเลย ในตอนนี้ ส่ายหน้าไปมา
“บอกทุกคนฉันให้ค่าจ้างเพิ่มอีกคนละสิบเปอร์เซ็นต์”
“สิบ...น้อยไป มันอาจไม่เอากัน” สมชายต่อรอง
เชษฐาไม่มีทางเลือก “สิบห้า”
“ยี่สิบ” สมชายขอ
“มากไป หนึ่งในห้าเชียวนะ ถ้าไม่เอาสิบห้าหยุดงานได้เลย พรุ่งนี้ไม่ต้องมา” เชษฐาเดินหนีไปทันที
สมชายยืนนิ่ง สีหน้าครุ่นคิด

คุณประยงค์เคียดแค้นแทนเชษฐา
“ต้องให้มันตายไอ้คนโลภ”
ย่าน้อยยุส่ง “เอาเลยค่ะคุณอา ถ้าคุณอายังไม่หยุดอีกสิบปีก็ซ่อมไม่เสร็จ....ช่างหนีหมด”
เสียงเชษฐาดังแทรกเข้ามา “คุณประยงค์ครับ”
สองวิญญาณที่กำลังหันหน้ามาคุยกัน หยุดชะงัก หันไป เชษฐา ยังไม่เห็นว่าสองคนขยับตัวได้ ยื่นมือกดตรงกลางระหว่างคิ้วนิ่งอยู่ ก้มหน้า
สองผีมองนิ่ง แต่กายนั้นกลายเป็นรูปไปแล้ว
เชษฐาเงยหน้า สงบสติอารมณ์ได้แล้ว “ผมจะหยุดซ่อม”
สายตาคุณประยงค์ ไหวหวั่นวูบหนึ่ง
“พรุ่งนี้พวกช่างคงไม่มากันแล้ว เพราะผมก็จะไม่จ่ายเท่าที่เขาเรียกมามันมากเกินไป เขาใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม ผมไม่รู้ว่าคุณทำอะไรแต่คุณคงทำอะไรซักอย่างที่พวกเขากลัว”
คุณประยงค์ อึดอัดอยู่ในอก เสียใจเหลือเกิน
“วันนี้คุณทำอย่างนี้ พรุ่งนี้คุณทำอย่างโน้น มะรืนคุณก็ทำอีกอย่าง คุณอาจจะสนุกแต่ผมไม่สนุกกับคุณ ผมเคยเตือนคุณแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนคุณจะไม่สนใจถ้าคุณเป็นวิญญาณคุณก็คงเป็นวิญญาณของผู้หญิงหัวดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง”
ย่าน้อยมอง....สงสารนิดๆ
“ผมจะนอนที่นี่คืนนี้ คงเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่ที่นี่ ตึกนี้เป็นของผมแล้วแต่ผมก็จะทิ้งมัน หลังจากพรุ่งนี้ผมจะปิดตาย ปล่อยให้มันผุพังไปตามเวลา คนนอกก็ไม่ให้เข้า คนในก็ไม่ให้ออก”
กายคุณประยงค์ สั่นระริกไปทั้งตัว
“แต่คุณ....ไม่ว่าคุณจะเป็นคนในหรือคนนอก คุณก็ต้องอยู่ที่นี่ไม่มีทางไปไหน”
นัยน์ตาคุณประยงค์ ชอกช้ำแม้ร่างกายไม่ขยับเลยสักนิด
เชษฐาพูดต่อ “แต่คุณ...ถึงยังไงคุณก็ต้องอยู่ที่นี่....ผมรู้ว่าที่นี่มืด เปล่าเปลี่ยววังเวง เยือกเย็น ผมจะอยู่เพื่อพิสูจน์ว่าจะขนาดไหน ผมจะอยู่คนเดียวที่นี่ และถ้า...” เชษฐามองนัยน์ตาเข้ม พลางขี้หน้า “ถ้าคุณอยากจะบอกอะไรผมก็เชิญเลย....ผมจะรอคุณอยู่ที่เนี่ย....รอทั้งคืน”
ว่าแล้วเชษฐาหันหลังกลับเดินไป หยิบมือถือออกมา คุณประยงค์ทำท่าจะซวนเซล้มลง มือย่าน้อยเอื้อมมาจับแขน บีบแน่นเตือนสติ ทั้งๆที่ย่าน้อยยังยืนอยู่ที่เดิม
“ล้มไม่ได้นะคะ” เสียงย่าน้อยดังเหมือนกระซิบแผ่วเบา ปากแทบไม่ขยับ
คุณประยงค์บอก “ขอบใจ”

เชษฐายืนอยู่อีกมุมในบริเวณห้องโถง คุยสายกับเกษลดา

“ฮัลโหล...เกษที่รัก วันนี้ผมต้องขอโทษนะ ขอยกเลิกนัด”

อ่านต่อหน้า 2

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

ที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์แห่งนั้น มีสมาชิกคนอื่นๆ เล่นอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นเกษลดาซึ่งออกกำลังกายอยู่ในท่าที่งดงาม แข็งแรง มีครูฝึกช่วยดูแล และหล่อนโทรศัพท์ไปด้วย

“หนึ่ง...พลีสอย่าทำอย่างนี้ คืนไหนๆ ก็ได้ แต่ขออย่าเป็นคืนนี้”
“ผมไปไม่ได้จริงๆ” เชษฐายังอยู่ที่โถงคฤหาสน์สิงหมนตรี
“งานกาลาดินเนอร์เป็นงานใหญ่ งานที่เกษรอคอย...ตัดเสื้อใหม่ซ้อมแต่งหน้ามาแล้ว 3-4 ครั้ง ซ้อมทำผมหลายครั้ง หนึ่งอย่าทำให้เกษร้องไห้....เกษตายแน่ถ้าไม่ได้ไปกับหนึ่ง”
“ผมเสียใจจริงๆ ครับเกษ จะให้ผมแก้ตัวยังไงก็ได้ แก้ตัวเฉพาะเรื่องนี้ไปอีกเป็นห้าครั้งสิบครั้งก็ได้”
“ไม่เท่าครั้งนี้ครั้งเดียว” เสียงเกษลดาปนสะอื้นขึ้นมาทันที
“ต่อจากนี้เกษให้ผมทำอะไรผมจะทำทุกอย่างไม่ขัดใจเลย...สัญญา”
คุณประยงค์ เหมือนเลื่อนลอยวูบมาอยู่ด้านหลังเชษฐา...ยืนฟัง
เกษลดานิ่งไป แล้วสะอื้นออกมา “เกษเสียใจมาก”
“ผมรู้....เข้าใจนะคนดีไม่จำเป็นผมไม่ทำอย่างนี้กับเกษ”
“จำเป็นอะไรบอกเกษได้มั้ยคะ”
“ผมขอโทษ แล้วผมจะบอกทีหลังนะครับ คนดีของผม”
คุณประยงค์ฟังแล้ว ยอกแสลงใจยิ่งนัก พึมพำอย่างโกรธแค้น “นังเกด”

เวลาเดียวกัน ที่ออฟฟิศเชษฐา มนัสวีร์ โสน และพนักงานที่ทำไฟฟ้าชื่อ ปฐม และผู้รับเหมาอีกราย คุยงานกันอยู่ มนัสวีร์ดูแผนผังไฟฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น
“ผมขอให้ทำไฟเอาท์ดอร์ใหม่ คุณปฐม”
“ผมเขียนผังตามที่คุณบอกมาตั้งแต่แรกนะคุณมนัสวีร์”
โทรศัพท์มือถือมนัสวีร์ดัง แต่ยังติดพันอยู่
“รู้ ผมรู้ แต่ขอเปลี่ยนแปลงบ้างบางจุด”
“ผมวางท่อร้อยสายไฟแล้ว ซื้อของเรียบร้อยแล้ว จัดคิวช่างเรียบร้อยแล้ว มันลำบากผมนะ เห็นใจเถอะ”
โทรศัพท์ดังอยู่
มนัสวีร์ท้วง “แต่ว่า....”
โสนยื่นโทรศัพท์ให้ “พี่เอง รับโทรศัพท์ซะ”
มนัสวีร์เดินห่างออกมา “ฮัลโหล....เกษ....ไม่รู้ผมไม่ได้เจอเขาสองวันแล้ว ทำไม” ทนายหนุ่มนิ่งฟัง “ผมไม่รู้ไม่ได้คุยกัน อ๋อ...ถามเหลือมสิ คนนั้นแหละจะรู้ทุกอย่าง ไม่เป็นไรครับ โอเค” เขาปิดเครื่อง หันมาทางโสน
“ขอพูดคำสุดท้ายนะคุณปฐม ถ้าคุณยืนยันไม่ยอมแก้แบบทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องโลกแตก มันก็แค่ยุ่งหน่อยแต่ไม่เหลือวิสัยของคุณ แต่มันผิดวิสัยของคนทำงานเซอร์วิส” มนัสวีร์ถอนใจ “เฮ้อ.....ฉันเสียใจที่จะบอกว่า งานปรับปรุงโครงการ…” เขาระบุชื่อ “เป็นอันระงับฉันยอมเสียเงินค่ามัดจำ”
“ตกลงครับ” ปฐมไหว้ แล้วหอบข้าวของไปทันที
โสนหันมาทางมนัสวีร์ ยักคิ้วให้ มนัสวีร์ยกนิ้วโป้งขณะกดโทรศัพท์ถึงเหลือม ในจังหวะที่อนงค์วดีเปิดประตูเข้ามาพอดี แต่ยังไม่มีใครเห็น
“ฮัลโหล เหลือม คุณหนึ่งไปค้างที่ไหนรู้มั้ย คืนนี้”

เหลือมอยู่บ้านเชษฐาคุยสายกับมนัสวีร์
“คุณหนึ่งโทรหาผมเดี๋ยวนี้ว่าจะค้างที่ตึกผีสิงครับคุณมนัส เมื่อกี้คุณเกษก็โทรมาถามเหมือนกัน….อ๋อ บอกครับ ผมบอกไปแล้วว่าไปค้าง” เหลือมเหลียวมองรอบๆ “ตึกผีสิงครับ”
มนัสวีร์วางหูจากเหลือม หันมาทางโสน “ค้างบ้านผีสิง เหลือมบอกเดี๋ยวนี้...” เห็นสายตาโสนงง “บ้านสิงหมนตรีน่ะ”
คำพูดท้ายคำนั้นกระแทกเข้าหน้าอนงค์วดี หล่อนมีสีหน้าตกใจ
“ค้างคนเดียวเสียด้วย....ทำไม” มนัสวีร์คาใจ

คืนวันนั้น ข้างนอกคฤหาสน์ เห็นปู่กลับ เอาตะเกียงมาวางให้
“ขอบคุณครับปู่กลับ”
“น้ำค้างจัด เดี๋ยวจะไม่สบาย....ไปนอนเถอะ จัดห้องไว้แล้ว”
“เดี๋ยวครับ”
ปู่กลับเดินไป แล้วหันไปดูทางตึก ที่มีนั่งร้านเต็มไปหมดไฟมืดสนิท สายตาปู่กลับเป็นกังวลมาก หันมาดูทางเชษฐาอีกที แล้วชะงักตกใจ เชษฐานั่งเป็นเงาตะคุ่มๆ และเงาดำของคุณประยงค์ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ช้าๆ เหมือนลอยไป ปู่กลับขยับจะเข้าไป
เสียงคุณประยงค์ดังขึ้น “ไอ้กลับ อย่าสอด ไม่ใช่ธุระกงการของเอ็ง”
ปู่กลับเดินงกเงิ่น ห่างไป แล้วหันมาดูอีกที เห็นภาพเงาดำไกลๆ เป็นภาพคุณประยงค์เข้าไปหาเชษฐา แล้วเข้าพันพัว กอดรัด ลูบไล้ด้วยแรงรักแรงเสน่หา แต่เชษฐานั้น ไม่รู้ตัวเลย ได้แต่นั่งมองพระจันทร์บนท้องฟ้า

อนงค์วดี ขับรถมาช้าๆ ที่ข้างตึกสิงหมนตรี สีหน้าหล่อนครุ่นคิด ตรึกตรองว่าจะไปดีไม่ดี แล้วหยุดรถ ครุ่นคิด หยิบโทรศัพท์กดโทร.ออก
“ผักบุ้ง เรียนคุณแม่ว่า....ว่า....” เสียงผักบุ้ง ถาม “คุณหนูว่าไงคะ” อนงค์วดีตอบไปว่า “ว่าฉัน....อาจจะไม่กลับบ้านคืนนี้หรือ...อาจจะกลับ ยังไม่แน่”

ฟากคุณประยงค์ โน้มคอเชษฐาให้เข้ามาแนบหน้าตนเอง พรมจูบไปทั่วหน้าเชษฐาให้สมรัก เชษฐา ไม่รู้ตัว เหมือนอยู่ในภวังค์
เสียงอนงค์วดีดังขึ้น “คุณเชษฐาคะ”
อนงค์วดีมองไป พบว่าเชษฐาเอนตัวนอนอยู่คนเดียวบนแคร่ไม้
“คุณเชษฐา”
เชษฐาลุกอย่างเร็ว อย่างแรง เสียงเรียกดีใจมาก
“คุณอนงค์วดี คุณมาทำไม”
วิญญาณคุณประยงค์ เซไปพิงกับต้นไม้ตรงนั้น หายใจหอบอย่างเหน็ดเหนื่อย เชษฐาก้าวพรวดเดียวเข้าหาอนงค์วดี จับแขนสองข้างมองหน้าในอาการลิงโลด
“คุณมาทำไม มาได้ยังไง”
“ขับรถมา อยากทราบว่าคุณค้างทำไมคะ คุณจะทำอะไรคุณชวดหรือคะ”

อนงค์วดีจ้องหน้าเชษฐาเขม็ง

คุณประยงค์โกรธสุดขีด ลอยวูบ...วูบ...วูบ กลับเข้ามาในโถงคฤหาสน์เหมือนพายุ ความโกรธทำให้ทุกอย่างในห้องสั่นไหวไปหมด เหมือนจะล้มระเนระนาด

“อีนังไพร่สถุล เจ้ามารยา....มารยามากนักนะมึง”
คุณประยงค์ พรวดเข้าไปที่รูป สองมือแหวกกรอบรูปที่ว่างอยู่จนเป็นโพรงมืดสนิท มองเข้าไป เห็นแผ่นหลังที่สั่นสะท้าน
คุณประยงค์เสียงสั่น แหบ ด้วยความโกรธ “อีนังมารยา ทุกชาติทุกภพมันมารยา ทำเป็นไร้เดียงสา”
“คุณอาคะ” ย่าน้อยเรียก
คุณประยงค์หันขวับมาอย่างแรง นัยน์ตาเปล่งแสงร้อนแรงมองย่าน้อย
“ขอโทษค่ะคุณอา คุณอาเรียกพี่อรว่านังคนเจ้ามารยา อิฉันไม่เห็นว่าพี่อรจะมารยาตรงไหน”
“ทำไมจะไม่มารยา ไม่งั้นท่านเจ้าคุณจะหลงกลมันจนลืมอดีตจนไม่เหลือรอย ลืมหมดว่าเคยรักกับใคร เพราะอีนังอรคนเดียว”
“อิฉันจำได้....อิฉันอยู่ด้วยวันนั้น ตรงนี้เองคุณปู่ถามคุณอาว่าจะไปอยู่เมืองพิษณุโลกกับท่านเจ้าคุณ อ้อ ตอนนั้น ท่านยังเป็นแค่คุณพระ”

ความหลังในอดีตผุดขึ้นมาอีกคราต่อหน้าวิญญาณทั้งสอง
ห้องโถงที่รกร้าง กลายสภาพเป็นห้องสวยงาม ท่านเจ้าพระยานั่งบนตั่ง บ่าวรินน้ำชา บ่าวอีกคนพัดให้ ท่านผู้หญิง นั่งห่างออกไปหน่อย กำลังป้ายพลูด้วยปูน หยิบหมากใส่ ม้วนแล้วเคี้ยว หยับๆ ในขณะที่นั่งฟังพ่อลูกพูดกัน คุณน้อยนั่งอยู่ใกล้ๆ
“ว่าไงแม่ประยงค์ คุณพระเขาจะไปอยู่มะรืนมะเรื่องแล้ว ตัดสินใจตามหรือไม่ตาม”
คุณประยงค์ว่า “ลูกกำลังคิด”
“คิดเร็วๆ ถ้าจะตามเขาไปจะได้บอกเขาให้กลับมาตบมาแต่ง เตรียมงานแต่งแค่เดือนเดียวก็ได้ เร่งๆเข้าได้มั้ยคุณหญิง”
“ขอสองเดือนเถอะค่ะ อิฉันต้องเตรียมทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ที่หลับที่นอนเดือนเดียวนุ่นยังไม่แก่พอทำฟูก” ท่านผู้หญิงบอก
“สองเดือนก็สองเดือน คุณพระเขาจะได้ขออนุญาตทางโน้นกลับมา ตบแต่งเสร็จก็อพยพไปอยู่พิษณุโลกเสียเลย ลูกที่เกิดจะได้เป็นคนเมืองพิษณุโลก หรือว่าไงฮะ..ฮะ...ฮะ” ท่านเจ้าพระยาหัวร่อชอบใจ
“ลูกยังไม่ไปค่ะ เจ้าคุณพ่อ”
ท่านเจ้าพระยาหยุดกึก “อ้าว....บอกพ่อได้มั้ยลูกว่าทำไม”
“ลูกห่วงเจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ค่ะ”
“ห่วงทำไม”
“ห่วงว่า...เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่จะเหงา พี่ปานกับพี่ปั้นก็ออกเรือนไปหมดแล้ว ลูกเป็นผู้หญิงคนสุดท้องควรจะอยู่รับใช้เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่”

นึกขึ้นมาแล้วย่าน้อยหัวเราะขำๆ
คุณประยงค์เอ็ด “หัวเราะปากกว้างเป็นชาวตลาด”
“ขำนี่คะ คุณปู่หน้าท่านน่าขำจริงตอนคุณอาตอบอย่างนั้น แต่ท่านก็ไม่ได้พูดหรอกนะคะว่าคุณอาจะอยู่รับใช้เรื่องอะไรในเมือคุณอาไม่เคยทำอะไรให้ท่านเลย คุณย่ากับบ่าวทำทั้งสิ้น”
“พอ...แม่น้อย”
“แต่อิฉันมองท่านก็รู้ว่าท่านก็คิดเหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่อิฉันคิดอยู่คนเดียว”

เหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาอีก คุณน้อยพูดขำๆ ขณะมองท่านเจ้าพระยา แล้วยิ้มแบบรู้กัน ท่านเองก็ยิ้มขำ
“เอาเหตุจริงๆ เถอะลูก แม่ประยงค์”
“ค่ะ เพราะลูกไม่อยากไปอยู่หัวเมืองค่ะ”
ท่านผู้หญิงหัวเราะเบาๆ

ถึงตอนนี้ ย่าน้อยพูดเสริมขึ้นทันที
“คุณอาโกรธใหญ่เลยที่คุณย่าหัวเราะ แต่พอคุณปู่พูดว่า ถ้าไม่ตามเขาไป เขามีเมียใหม่อย่าเสียใจนะ คุณอานิ่งไปเลยจำได้มั้ยคะ”
คุณประยงค์ตวาด “หยุดได้แล้ว”
“อิฉันไม่หยุดหรอกค่ะ อิฉันจะพูดว่ามันไม่ใช่เพราะพี่อรเขาทำเล่ห์กล เป็นเพราะท่านเจ้าคุณของคุณอาท่านยังหนุ่มแน่นท่านจำเป็นต้องมีเมีย คุณอาไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้แต่อิฉันรู้ เจ้าคุณปู่ก็รู้ คุณย่าก็รู้มีแต่คุณอาเท่านั้นไม่รู้ คุณอาก็เลยต้องเสียท่านให้พี่อร ไม่ใช่ใครผิดคุณอานั่นแหละผิดคนเดียว”
คุณชวดประยงค์ อึดอัด...อึ้ง เจ็บในอกแน่นไปหมด จนหายใจไม่ออก แล้วคุณประยงค์ก็เปล่งเสียงแห่งความโกรธแค้นออกมา มือกำแน่น กายสั่นเทิ้มไปหมด เสียงกรี๊ด ดังกึกก้องโหยหวนกังวานไปทั่วทั้งคฤหาสน์ นกบินพุ่งออกจากต้นไม้ น้ำในคูคลองกระเพื่อมปั่นป่วน ต้นไม้โยกโยน
เสียงร้องไห้ของคุณประยงค์ ดังแว่วสะท้านสะเทือน
คุณประยงค์น้ำตานองเต็มตา ร้องไห้สะอื้นเสียงดัง สีหน้าบิดเบี้ยว

เสียงแห่งความทุกข์ทรมานนั้นดังออกมาด้านนอก แต่เป็นเพียงเสียงแว่วๆ สองคนที่กำลังมองตากันแบบไม่รู้ตัว ต่างตกใจ

อนงค์วดีมีแววตาฉงนฉงาย “เสียงอะไรคะ”

อ่านต่อหน้า 3

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

เชษฐาเงี่ยหูฟังอยู่สักพัก อนงค์วดีถามเขา

“ได้ยินมั้ยคะ”
“ไม่ได้ยิน”
“เสียงเงียบไปแล้วค่ะ”
“เสียงอะไรหรือ”
“เสียงผู้หญิงร้อง”
เชษฐาเหลียวไปดูทางตึก ใจคิดว่าเป็นคุณประยงค์แน่ แต่ยังกวน
“ร้องแบบไหน ดีใจ...เสียใจ...”
อนงค์วดีหมั่นไส้ เหมือนจะค้อน “ดีใจไม่ร้องหรอกค่ะ”
“ทำไม ดีใจจนร้องไห้ก็มี” เชษฐาเถียง
อนงค์วดีหัวเราะนิดๆ “ยังไม่ได้ตอบคำถามเลยค่ะ คุณมาค้างที่นี่ทำไมคะ”
“ทำไม ก็นี่บ้านผม”
“ไม่ค่ะ ถามจริงๆ ค่ะ คุณเชษฐา คุณคิดจะทำอะไรคุณชวดหรือคะ”
“เปล่า...ไม่ได้คิดจะทำอะไรหรอก แค่อยากเจอ...”
“อยากเจอใครคะ...คุณชวดหรือคะ”
“ครับ ผมอยากเจอคุณชวดของคุณ”

วิญญาณคุณประยงค์ก้าวพรวดออกจากรูปทันควัน ย่าน้อยก้าวลงมา...ขวางไว้
“ไม่ได้ยินเหรอ แม่น้อย ท่านเจ้าคุณอยากเจอฉัน”
“ยังไงๆ ท่านก็ไม่เห็นคุณอาหรอกค่ะ คุณอาไปหาท่านตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านไม่มีสัญญากับคุณอา ท่านไม่ต่อจิตกับคุณอา ท่านไม่เห็นคุณอาค่ะ” ย่าน้อยบอกย้ำ
คุณประยงค์หน้าเสียทันที ร่างซวนเซไป นั่งลงบนเก้าอี้ตรงนั้น
“คุณอาเข้าไปหาท่านในฝันได้ แต่คุณอาพบท่านเวลาท่านรู้สึกตัวไม่ได้...ไม่มีวันได้ค่ะ คุณอา”
“ทำไม ถ้าฉันอยากให้เห็นฉันก็ทำได้”
“แต่คุณอาต้องใช้พลังงาน จนคุณอาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวไปเป็นวันๆ นะคะ”
คุณประยงค์นิ่งอึ้ง
“มีอะไรคุณอาก็พูดกับตากลับสิคะ ตากลับแกเห็นพวกเรา”
“หล่อนจะบ้าเหรอแม่น้อย ฉันจะพูดความในใจกับตากลับได้ยังไง”
“ถ้าอย่างนั้น คุณอาจะต่อจิตกับเจ้าคุณท่านยังไงคะ”
คุณประยงค์บอก “นอกจากท่านเป็น....เป็นเหมือนเรา”
ย่าน้อยร้องเสียงดัง “ฮ้า....คุณอาจะฆ่าท่านหรือคะ”
คุณประยงค์หน้าตานิ่งไป แต่ในแววตาวูบขึ้น
“อ้อ....อิฉันไม่น่าถาม น่าจะรู้ว่าคุณอาทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะร้ายกาจแค่ไหน”
คุณประยงค์ตบเปรี้ยง ย่าน้อยหน้าสะบัดไปแล้วสะบัดกลับมา ยิ้มหวานให้
“ผีถูกตบไม่เจ็บหรอกค่ะ”
“แล้วรู้มั้ยว่าอะไรถึงจะเจ็บ”
“ถูกฆ่าก็ไม่ตาย”
คุณประยงค์พรวดเข้าหา ย่าน้อยลอยวูบออก ร้องเรียก
“ลูกสวาสดิ์ขา”
รูปคุณสวาสดิ์ขาน “เจ้าขา” เสียงน่าหมั่นไส้ที่สุด
“ไปข้างนอกมั้ยคะ”
เสียงคุณสวาสดิ์ตอบ “ไปเจ้าค่า”
คุณระยงค์หันขวับไปทางรูป ไม่มีคุณสวาสดิ์แล้ว
พอหันไปทางรูปย่าน้อย ก็ไม่มีเหมือนกัน ประยงค์แค้นสุดๆ

สองผีเริงร่างออกมาตรงประตูหน้าตึก
“อุ๊ย นั่นไงท่านเจ้าคุณกับพี่อร” ย่าน้อยมองไปยังเชษฐากับอนงค์วดี
“ไหนคะ” คุณสวาสดิ์ตั้งท่าจะพรวดออกไป
“เดี๋ยว” ย่าน้อยคว้าหัวจุกหมับ จนคอคุณสวาสดิ์ หลุดติดมือย่าน้อยไป ผีคุณสวาสดิ์ร้อง “ว้าย”
หัวคุณสวาสดิ์บอก “โธ่ คุณอา ทำไมไม่พูดดีๆ ล่ะคะ” ผีเด็กค้อนขวับ “หนูเจ็บนะไม่ใช่ไม่เจ็บ ต่อให้หนูทันทีนะคะ....เดี๋ยวนี้เลย”
“จ้ะ...จ้ะ เดี๋ยวนี้เลย”
ย่าน้อยต่อให้เสร็จเรียบร้อย แต่ต่อกลับหน้ากลับหลัง แล้วตัวเองวูบหายไป
“คุณอา ต่อผิดค่ะ” คุณสวาสดิ์ตะโกนตามไป
“เปล่า....ไม่ผิด อาล้อเล่น” ย่าน้อยลอยวูบกลับมา

อนงค์วดีนั่งเหม่อ ทอดสายตาไปตามสายน้ำ เชษฐานั่งมอง เคลิ้มนิดๆ
สักครู่อนงค์วดีหันมาถาม “คุณไม่กลัวคุณชวดหรือคะ”
เชษฐาคิดนิดหนึ่ง “ผมอยากคุยกับท่าน”
“คุยว่า...”
“ผมจะขอร้องท่านว่าอย่าทำอะไรให้คนกลัว ที่จริงผมบอกท่านไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะรับรู้รึเปล่า”
“บอกไปแล้วเหรอคะ...บอกท่านเหรอคะ” น้ำเสียงหล่อนแปลกใจสุดขีด
“บอกกับรูปของท่าน เพราะคนงานของผมคนหนึ่งเห็นท่าน”
“อะไรนะคะ” อนงค์วดีตกใจ
“เราเดาว่าอย่างนั้นแต่ตอนนี้เขายังพูดไม่รู้เรื่อง ท่าทางหวาดกลัวตลอดเวลา”
อนงค์วดีคราง “โธ่เอ๋ย...น่าสงสารเขาจัง”
เชษฐาจ้องมองนิ่งๆ อนงค์วดีนิ่วหน้าฉงน แล้วรู้สึกว่าเชษฐานิ่งไป จึงหันมามอง สองคนสบตากันอยู่อึดใจ
หนึ่ง อนงค์วดีใจสั่นกับแววตาคู่นั้นของเชษฐา
เชษฐายังคงมองด้วยสายตาของผู้ชายที่เจนโลก
อนงค์รวบรวมสติโดยพลัน ด้วยความเข้มแข็งที่เป็นคุณสมบัติประจำตัว หล่อนขยับตัวลุกขึ้น ทว่าสะดุดเล็กๆ เชษฐาจะเข้าประคอง อนงค์วดีเบี่ยงตัวหนี
“ไม่ต้องค่ะ ยืนได้แล้ว...ขอบคุณค่ะ”
“กลัวอะไรผม”
อนงค์วดีมองจ้องหน้า
“ผมจะทำอะไรคุณ”
อนงค์วดีตอนนี้คุมสติได้แล้ว “คุณต้องเป็นคนตอบค่ะไม่ใช่มาถามฉัน และฉันก็ไม่ได้กลัวคุณด้วย”
“งั้นเปลี่ยนคำถามใหม่ คุณกลัวว่าผมจะทำอะไรคุณชวดของคุณ”
อนงค์วดีหันหลังเดินออก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดถึงคำพูด คุณหญิงสร้อย ที่บอกเรื่องคุณประยงค์ใจร้ายมาก ฆ่าลูกของตน
เชษฐาตามติด “คุณคิดว่าผมจะเอาคนมาจุดธูปสวดมนต์ขับไล่ท่านเหรอ”
อนงค์วดีหันมาพูดเสียงปกติ “เปล่าค่ะ ไม่ได้กลัวอะไรอย่างนั้น แต่....ฉันรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ”
“รับผิดชอบเรื่องอะไร”
จังหวะนี้สองคนเดินผ่านไป ผ่านย่าน้อยและคุณสวาสดิ์ที่ยืนอยู่ริมทาง
ย่าน้อยและคุณสวาสดิ์ หันมามองหน้ากัน
“ลูกสวาสดิ์ หนูรู้มั้ยว่าสองคนนี้เป็นใคร”
สีหน้าคุณสวาสดิ์ นิ่งคิด....ถึงความหลังที่นานแสนนาน
ย่าน้อยจ้องหน้า
“หนูเคยพบคุณย่าประยงค์เพราะเธอเป็นคนฆ่าหนู แต่ท่านเจ้าคุณหนูต้องรู้เหรอคะคุณอาน้อย” คุณสวาสดิ์สงสัย
“ต้องรู้ วันหนึ่ง...อาจะเล่าให้ฟัง เราสองคนเป็นคนในตระกูลสิงหมนตรี...ท่านเจ้าคุณเกี่ยวข้องอย่างมากกับคนในตระกูลเรา....ท่านเจ้าคุณเชษฐานี้แหละ” สีหน้าย่าน้อยยิ้มซุกซน

เชษฐากับอนงค์วดีเดินเข้ามา ที่บริเวณนั้นมีเครื่องมือและอุปกรร์ซ่อมบ้านวางระเกะระกะ
“เดินระวัง...มืดนะครับ”
แสงไฟวอมแวมปรากฏข้างหน้าทันที สองคนสะดุ้งสุดตัว เข้าไปใกล้กันโดยไม่รู้ตัว
เชษฐาโอบตัวไว้ ท่าทางป้องกันให้อนงค์วดี “ไม่ต้องกลัวนะครับ”
อนงค์วดีเบี่ยงตัวนิดหน่อย “ไม่ได้กลัวค่ะ แค่ตกใจ”
เชษฐาเพ่งมองไปเบื้องหน้า “ผมคิดว่าเป็นคน”
แสงไฟนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ
“โธ่เอ๋ย ปู่กลับนั่นเอง...ปู่กลับครับ”
ปู่กลับวางตะเกียงบนโต๊ะ แล้วหันหลัง เชษฐาเรียกไว้
“ปู่กลับครับ เดี๋ยวสิครับอย่าเพิ่งไป”
ปู่กลับยืนคอย คล้ายว่าจะพูดอะไรต่อ
“ปู่อยู่ที่ไหนเนี่ย” เชษฐาถาม
ปู่กลับชี้มือไป
“ปู่กลับอยู่บ้านแกค่ะ มุมสวนทางโน้น” อนงค์วดีบอก
ปู่กลับมองหน้าสองคนนิ่ง ด้วยแววตาเคารพ และท่าทางนอบน้อม
“ขอบคุณนะครับปู่ ที่เอาตะเกียงมาให้” เชษฐาไหว้
ปู่กลับตกใจ รีบรับไหว้ พลางย่อตัวลงไปนั่งและทำจะกราบ
“ปู่....อย่าครับ” เชษฐาเข้าไปประคอง

ปู่กลับเงยหน้ามอง สายตาซาบซึ้ง หวนคำนึงคิดถึงอดีต

เหตุการณ์ในวันนั้น อีทิ้งกำลังถูกนักเลง 2 คน ฉุดกระชากลากถูไปตามทางหมายจะนำไปย่ำยี ไอ้กลับป้องกันเมียสุดกำลัง แต่ถูกเตะกระเด็นกระดอนออกมา นักเลงลากทิ้งไป

“อีทิ้ง...ไม่ต้องกลัวนะ” กลับลุกขึ้น วิ่งพุ่งเข้าชนกลางตัวนักเลง แต่ต้องกระเด็นออกมาอีก “โอ๊ย”
“อย่า....พี่กลับ อย่าทำเป็นเก่งสิวะ เดี๋ยวก็ตายหรอก” ทิ้งห้าม
“ข้าไม่ยอมให้เอ็งเป็นเมียใครโว้ย”
กลับวิ่งเข้าไปอีก คราวนี้ลงไปกองคาที่เลย เพราะโดนเข้าอย่างหนัก
“ไอ้บ้า ไอ้เลว ไอ้สัตว์นรก ปล่อยกู”
นักเลงเงื้อมือกำลังจะซัดปากทิ้ง
จังหวะนี้ปราชญ์มาจากทางไหนไม่รู้ แต่ซัดไอ้นักเลงฟุบไป อีกคนเข้าโรมรัน แต่ในที่สุดก็คว่ำข้าวเม่าไป
สองคนไหว้ปลกๆ ปราชญ์ประคองทิ้ง
“พ่อเป็นใครมาจากไหนหรือ”
“ฉันชื่อปราชญ์จ้ะ เพิ่งมาอาศัยอยู่กับท่าน มาเรียนหนังสือ”
“ขอบใจนะพ่อ”
ปราชญ์ ยิ้มอ่อนโยน

ปู่กลับมองจ้องเชษฐา ยังคิดถึงอดีตต่อ เป็นเหตุการณ์หลังจากนั้นประมาณ 20 ปี ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 6

ตอนนั้น กลับในวัยหนุ่มแน่น กับ ทิ้ง ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ท่านเจ้าคุณ แต่งชุดข้าราชการพลเรือน กระทรวงธรรมการเต็มยศ สีหน้าเจ้าคุณยามนี้ยิ้มอ่อนโยน
“ท่านเจ้าคุณ อีทิ้งเอ็งเห็นหรือไม่”
“เห็น เห็นมาตลอดตั้งแต่วันที่ท่านมาช่วยเรา...วันแรกที่ท่านมาอยู่ที่นี่”
“เรียกฉันพ่อปราชญ์อย่างเดิมเถิดนะ พี่กลับ พี่ทิ้ง” ท่านเจ้าคุณบอกสองคน
กลับยกมือไหว้ท่วมหัว

คุณประยงค์มองจ้องไปที่สามคน สีหน้าเครียด
ปู่กลับมองเชษฐา แล้วหันไปมองอนงค์วดี ก่อนจะยกมือไหว้อนงค์วดี
คุณประยงค์กริ้ว พึมพำในคอ “ไอ้กลับ เดี๋ยวเหอะมึง เสือกสาระแนดีนัก”
“คุณอาทำอะไรไม่ได้นะคะ ถ้าคุณอายั้งใจไม่ไหว ตึกนี้ถูกปิดตายแน่” ย่าน้อยเตือน
คุณประยงค์ มีสีหน้าท้าทาย เหมือนทุกครั้งก่อนจะไปทำอะไรที่อยากทำ ปู่กลับหันหลังเดินงกๆ เงิ่นๆ จากไป

เชษฐาขยับเก้าอี้ให้อนงค์วดีนั่ง ปัดฝุ่นก่อน ส่วนตัวเองไปเอาลังใส่เครื่องมือ ลากมานั่งตรงหน้า ลังใบนี้เตี้ยกว่า เขาแหงนมองหน้าอนงค์วดี จ้องนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ตกลง คุณต้องรับผิดชอบอะไร”
“อะไรนะคะ”
เชษฐาเขยิบลังเข้าไปอีกนิด “ก็....”
อนงค์วดีเขยิบเก้าอี้หนี ให้ห่าง แต่เก้าอี้มันขาเก จึงจะล้มอีกหล่อนร้อง “อุ๊ย”
คราวนี้เชษฐา จับไว้ทั้งตัว กอดไว้เต็มอ้อมแขน
คุณประยงค์เห็นเต็มตา บาดใจเหลือเกิน วิญญาณร้ายขยับตัว ก้าวออก มือย่าน้อยจับแขนเป็นเชิงห้าม คุณประยงค์สะบัดเต็มแรง พร้อมกับหันมาประสานตากับย่าน้อย นัยน์ตาเหมือนเปลวเพลิงอันร้อนแรง แทบจะเผาย่าน้อยให้มอดไหม้เป็นจุณ
ย่าน้อยค่อยๆ ปล่อยมือร่วงผล็อยนัยน์ตาตกลง ถอยกลับไป คุณสวาสดิ์ มาช่วยดึงมือพาเข้าไปยังที่ของย่าน้อยด้วยท่าทีปลอบโยน
คุณประยงค์เดินตรงรี่เข้าไปหาสองคน ขณะที่ทั้งสองกำลังทรงตัวนั่งให้เรียบร้อย
เชษฐาถามเบาๆ ว่า “โอเคนะครับ” อนงค์วดีรับคำ “ค่ะ ขอบคุณ”
คุณประยงค์ยืนมองจ้องแบบจะให้อนงค์วดีละลายต่อหน้า
“คุณต้องรับผิดชอบว่าคุณขายตึกที่...น่าจะมีวิญญาณของบรรพบุรุษคุณสิงสู่อยู่...ใช่มั้ยครับ คุณกลัวว่าคนเหล่านั้นจะทำร้ายผม”
อนงค์วดีมองจ้องตา แต่สีหน้าตอบรับแล้ว
เชษฐานิ่งไปแล้วพูดออกมาอย่างนี้ “คุณห่วงผม”
“ไม่ใช่...” อนงค์วดีสวนทันทีด้วยน้ำเสียงอันดัง แต่แล้วหล่อนกลับลดเสียง “อย่าทึกทักค่ะ”
“คุณไม่ได้ห่วงผม” น้ำเสียงเชษฐายั่วนิดๆ
“คุณเชษฐา อย่าพูดจาล่อหลอกฉันค่ะ ยังไงฉันก็ตามคุณไม่ทันอยู่แล้ว”
“ก็คุณไม่ตามเอง” เสียงพูดเชษฐา หายไปในลำคอ ได้ยินไม่ชัด เขายังทำเป็นก้มลงหยิบอะไรบางอย่าง
แต่คุณประยงค์ได้ยินเต็มสองหู สีหน้าเข้มจัด จ้องมองอนงค์วดีราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ย่าน้อย กับคุณสวาสดิ์ มองดูเหตุการณ์ระหว่างผีกับคนต่อ
คุณประยงค์ยืนจ้องมองอนงค์วดี ย่าน้อย ทำหน้ากลุ้มใจกับคุณสวาสดิ์ ที่ทำหน้ากลุ้มตามแบบผีเด็กแก่แดดอนงค์วดีถาม
“คุณว่าอะไรนะคะ”
เชษฐาเงยหน้า สบตาอนงค์วดีเต็มๆ ยิ้มให้อย่างยั่วเย้า เจ้าชู้เล็กๆ
“ผมว่า...คุณชวดของคุณอายุเท่าไหร่นะครับ”
“คุณไม่ได้พูดอย่างนี้แน่ๆ”
“ผมพูดอย่างนี้จริงๆ ผมอยากรู้ว่าคุณชวดคุณอายุเท่าไหร่”
คุณประยงค์เดินแทรกเข้าไปในตรงกลางระหว่างเชษฐาและอนงค์วดี คือสองคนนั้นนั่งใกล้ๆ กัน โดยมีประยงค์อยู่ระหว่างกลาง
“คุณอานะคุณอา” ย่าน้อยบ่น
คุณสวาสดิ์งง “ทำไมคะ”
“ก็รักท่านเสียจริง” ย่าน้อยพึมพำ
ภายใต้แสงเทียนวับแวม เชษฐานั่งคุยกับอนงค์วดี โดยมีวิญญาณคุณประยงค์เอนอิงพิงท่านเจ้าคุณ ด้วยสีหน้าอิ่มเอิบมีความสุข ภาพที่เห็นจากที่ไกลออกมา สวยราวภาพวาด
ย่าน้อยยืนหมดแรง อยู่กับคุณสวาสดิ์ที่ทำท่าอ่อนใจ ย่าน้อยตัดสินใจเดินไปหาคุณประยงค์ ไปยืนดู
ถูกคุณประยงค์ขึงตาใส่ย่าน้อย
“คุณอา ออกมาเถอะคะไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ท่านเห็นคุณอาเสียที่ไหน”
คุณประยงค์กัดฟันแน่น โกรธตัวสั่น แต่พูดไม่ได้
“คุณอา ออกมาเถอะค่ะ”
คุณประยงค์พูดโดยที่ปากไม่เปิด “แม่น้อย อย่าสาระแน กลับไปเดี๋ยวนี้”
“คุณอานี่ฝันลมๆ แล้งๆ จริงๆ” ย่าน้อยส่ายหน้าแล้วก็เดินกลับ เดินไปได้ 2-3 ก้าว มือคุณประยงค์จิกผมหมับ
“กลับมาแล้วหรือคะ ขอบคุณค่ะ ที่เชื่อหลาน”
คุณประยงค์ลากย่าน้อย เดินหน้าหงายไป
“ก็ยังดี” ย่าน้อยหันไปดูเชษฐากับอนงค์วดี สองคนยังนั่งคุยกันต่อ

คุณประยงค์เดินกลับเข้ารูปอย่างเศร้าสร้อย ย่าน้อยเข้ารูปตัวเอง สองวิญญาณคุยกัน ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ในที่ของตน
“เจ้าคุณไม่รู้สึกอะไรเลย” คุณประยงค์เอ่ยขึ้น
“คุณอาต้องรอคอย ต้องมีเวลาของมัน”
“จริงหรือ แม่น้อย”
“คุณอาคอยมาหลายสิบปีแล้ว อดทนคอยต่อไปค่ะ”
“ฉันทนเห็นท่านกับนังอรไม่ได้ แล้วยังจะนังเกดอีกคน ทำไม....ทำไมต้องมาเกิดตำตาฉันทั้งสองคน”

พูดยังไม่ทันขาดคำดี เกษลดาเดินปร๋อเข้ามาทันที โดยมีคนขับเรือตามมาส่ง
“เฮ้อ ถึงเสียที นั่งเรือเป็นชั่วโมง....” เกษลดาหยุดกึก เมื่อเหลียวไปเห็นเชษฐาอยู่กับอนงค์วดีพอดี “หนึ่ง” หล่อนครางเบาๆ
ส่วนคุณประยงค์ของขึ้นหงุดหงิดทันที
“ดู๊...ดูมัน ปู่กระสันถึงไก่ไก่ก็มา นังคนนี้มันทั้งแส่ทั้งสะเออะทั้งสาระแนหาใครเปรียบ ดูซิ อยู่ดีๆ โผล่เข้ามา”
เกษลดาเห็นเชษฐากับอนงค์วดีจ้องตากันอยู่ ในจังหวะที่เชษฐากำลังคุยกับอนงค์วดี และอนงค์วดีเงยหน้ามอง
เกษลดามองดูสองคนด้วยสายตาเครียดจัด อารมณ์ไม่พอใจ หวงหึง แรงขึ้น...แรงขึ้นเป็นริ้วๆ
ขณะที่คุณประยงค์จ้องมองดูอาการเกษลดา ด้วยสีหน้าสาแก่ใจ
“เอาเลย....ดูซิมันจะอาละวาดยังไงท่าทางมันก็เหมือนอีเกดไม่ผิดกัน มันคงเป็นคู่รักของท่านนั่นแหละ แต่ฉันรู้ว่าท่านไม่ใฝ่ต่ำกะมันหรอก”
“ท่านเจ้าคุณก็ได้อีเกดเป็นเมียนะคะคุณอา” ย่าน้อยแย้ง
คุณประยงค์กัดฟันแน่น

ตรงบริเวณที่เชษฐากับอนงค์วดี
“รู้สึกยังไงบ้างครับ” เชษฐาแตะแขน “ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง”
“ไม่ค่ะ” อนงค์วดีเบี่ยงตัว “ไม่เป็นไรแล้ว เมื่อกี้แค่หน้ามืดไปสักครู่เดียว”
“คุณคงกลับไม่ได้”
อนงค์วดีเงยหน้าขวับ “ทำไมคะ”
“ก็ไม่สบายอย่างนี้...”
“หายแล้วค่ะ” อนงค์วดีจะลุก แต่เซนิดๆ ทรงตัวเอง “ไม่ต้องค่ะ ยืนได้แล้ว ขอบคุณ”
“อย่าทำตัวไม่มีเหตุผล ไม่สบายยังไม่ควรกลับ โทรศัพท์ไปบอกคุณแม่คุณ อ้อ....ผมโทรให้ดีกว่า” พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“ไม่ต้องค่ะฉันโทรเอง” อนงค์วดีหยิบโทรศัพท์ “ฉันจะโทรบอกว่ากลับดึกหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วง”
“โธ่เอ๊ย คุณอนงค์วดี ผมว่าถึงคุณกลับบ้านไปตอนเช้า บอกคุณปิ่นสุดาว่าคุณอยู่กับผมทั้งคืน คุณปิ่นสุดาไม่ว่าอะไรหรอก”
“ทำไมคุณพูดอย่างนั้น” อนงค์วดีเสียงเข้ม “คุณเห็นแม่ฉันเป็นยังไง”
“เพราะคุณแม่คุณเชื่อใจคุณ” เชษฐาจ้องหน้านิ่ง
อนงค์วดีจ้องตอบ เถียงไม่ออก
“หรือคุณจะเถียง”
“แต่คุณแม่ฉันไม่เชื่อใจคุณ”
เชษฐามองจ้อง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขำจริงๆ
“มันเรื่องจริงที่สุด ผมยังไม่ไว้ใจตัวเองเลย”
สายตาเชษฐากึ่งเย้ากึ่งจริง
อนงค์วดีจ้องตอบ สายตาเข้มจริงจัง
เสียงเกษลดาดังขึ้น “ฮัลโหล หนึ่ง”
สองคนตกใจ หันไป เกษลดาเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เข้าไปกอด จุ๊บแก้มทักทาย
คุณประยงค์จ้อง นัยน์ตาลุกวาวเป็นประกายเจิดจ้า
“เกษ...มายังไงนี่” เชษฐาแปลกใจ
“จ้างเรือมา”
“ไม่ใช่...ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ...ทำไมรู้ว่าผมอยู่ที่นี่”
“ถามเหลือม”
เชษฐาฉุน “ชะ...เจ้าเหลือม”
“หนึ่งปิดไม่ให้ใครรู้เหรอว่ามาที่นี่” เกษลดาถาม
“ไม่....ไม่ได้ปิด” เชษฐามองอนงค์วดี “รู้จักกันแล้วใช่มั้ยครับ”
“รู้จัก” เกษลดาเสียงสูง “สวัสดีคุณอนงค์วดี”
“สวัสดีค่ะ” อนงค์วดีไหว้ในฐานะที่เด็กกว่า
“เราจะไม่กลับคืนนี้....นอนนี่”
“เกษนอนด้วยนะหนึ่ง”
“โอเค....คุณอนงค์วดี เราจะใช้ห้องนอนได้กี่ห้องครับ”
“น่าจะได้สองห้องนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าจะกลับค่ะ”
“ไม่มีใครกลับทั้งนั้น เราสามคนจะนอนนี่....อยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

รูปคุณประยงค์ยืนนิ่งสนิท แต่นัยน์ตามีน้ำตาเอ่อล้นจนเต็มตา ขณะมองไปที่ทั้งสามคน

อ่านต่อหน้า 4

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 4 (ต่อ)

ทั้งสามคน เตรียมจะขึ้นไปนอนข้างบน เกษลดานั้นมีท่าทางร่าเริง เดินเบียดเชษฐา กอดเอวเขา มองไปรอบๆ

“เราต้องเอาตะเกียงไปด้วย เกษ...ขอโทษนะ” เชษฐาปลดแขนเกษลดาออก
“ฉันถือไปเองค่ะ” อนงค์วดีอาสา
“นอนห้องเดียวกันหรือคะ มีตะเกียงอันเดียว”
ปู่กลับเดินเข้ามาทันที ถือตะเกียงมาอีกดวง เชษฐารับไว้
“อุ๊ย....ตายจริง ตาคนนี้เดินเข้ามาเงียบๆ เป็นใครคะหนึ่ง”
เชษฐามองเป็นเชิงให้อนงค์วดีตอบ
“ปู่กลับ เป็นคนเก่าแก่ ขอบคุณนะคะปู่กลับ”
ปู่กลับพยักหน้า แล้วหันมามองหน้าเกษลดาเขม็ง ด้วยนัยน์ตาขุ่นมัว
“มองอะไรชั้น”
ปู่กลับยังคงมองจ้อง ด้วยสายตาแบบนั้น ก่อนจะค่อยๆ หันหลังไป
“เหมือนผี!” เกษลดาบ่นบ้า
ปู่กลับหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกษลดาตกใจ
“ว้าย...ตายแล้ว” หล่อนผวาตัวเข้าไปหาเชษฐาทันที กอดไว้พลางมองตาปู่กลับหน้าขุ่นมัว “นี่ แก จะไปไหนก็ไปอย่ามาให้ฉันตกใจอีก”
ปู่กลับจ้องแน่วนิ่ง
“ฉันพูดว่าเหมือนผีไม่ผิดหรอก เป็นผีไปซะเลยให้หมดเรื่องยังดีกว่า....นะหนึ่งนี่เป็นคนแท้ๆ ทำท่าเหมือนเป็นผี...มันเสียอารมณ์”
“ไปเถอะ แน่ใจนะว่าจะค้าง...นอนได้นะ...ไม่กลัวนะ”
“เกษเหรอ...เคยกลัวอะไรหรือ” เกษลดาก้าวเข้าหา กอดเชษฐา ขยับเข้าไปพูดใกล้ๆ หู “ถ้าอยู่กับหนึ่งนะ”
อนงค์วดีมองยิ้มๆ เย้าๆ เชษฐา ยักไหล่ทำท่าไม่แคร์
เชษฐาโอบเข้ามามากขึ้น “เกาะผมดีๆ เดี๋ยวจะล้ม” สายตาเขามองอนงค์วดีเย้าๆ
แต่อนงค์วดีหน้าเฉยเดินไปเลย

บริเวณบันได มีนั่งร้านพาดอยู่ พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือวางบนนั้น สามคนเดินตรงมาที่บันได ตะเกียงส่องแสงวับๆ แวมๆ วูบวาบ รูปภาพที่ติดอยู่ในห้องโถงเหมือนมีการเคลื่อนไหว
เกษลดามองไป “รูปภาพพวกนี้ ซ่อมตึกเสร็จหนึ่งอย่าเก็บไว้นะ แขกกลัวตาย ทิ้งให้หมด”
คำว่า “ทิ้งให้หมด” เหมือนก้องกังวานไปทั้งโถง เสียงดังสะท้อนไป มา

คุณประยงค์อยู่ในภาพเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธ “อีเกด อีไพร่สถุล บังอาจนักนะมึง” ตั้งท่าจะออกมาโรมรัน
ย่าน้อยร้องเตือน “คุณอา...”
คุณประยงค์ชะงัก “นี่แม่น้อย หล่อนเป็นตระลาการรึยะ ถึงมาคอยควบคุมห้ามโน่นห้ามนี่ฉัน”
“คืออิฉันสงสัยค่ะว่านังเกด เมื่อก่อนนี้มันบังอาจขนาดไหนหรือคะคุณอา”
มีหน้าคุณประยงค์ย้อนรำลึกถึงวันวาร

เกดยืนชี้ให้บ่าวรับใช้เรือนแม่อร ถูบ้าน สั่งการให้ถูให้สะอาดๆ ชี้ตรงโน้น ตรงนี้ พอเสร็จเกดมายืนบัญชาบ่าวอีก 2 คนให้ตักน้ำมาใส่ตุ่มที่ว่างอยู่ชานเรือนแม่อร
จากนั้นเกดเดินเร่งบ่าว 2 คนให้แบกถาดอาหารไปให้แม่อร เดินอยู่บนทางเดินจากตึกใหญ่ไปเรือนแม่อร
เสียงคุณประยงค์บรรยายเหตุการณ์ดังขึ้นสอดรับกับภาพเหตุการณ์
“มันถือว่ามันเป็นบ่าวคนสนิทของแม่อร แม่อรเป็นเมียเจ้าคุณมันก็เลยคิดว่ามันใหญ่โตตามเจ้านายมัน”
ต่อมาเกดทะเลาะกับอีทิ้งกับนายกลับ ได้ยินเสียงแว่วๆ เรื่องที่เกดไปตัดกล้วยบริเวณบ้านอีทิ้ง
เสียงเกดดังขึ้นว่า “คุณอรเป็นเมียเจ้าคุณทำไมกล้วยแค่หวีสองหวีต้องขอใคร”
อีทิ้งก็โต้ว่า “แต่กล้วยอยู่ในบ้านกู”
เกดย้อนว่า “เป็นที่ทางของท่านเจ้าพระยา” อีทิ้งเถียง “แต่กูปลูก”
เถียงไปเถียงมาเลยเปิดฉากตีกัน ไอ้กลับเข้ามาห้าม โดนลูกหลงไปด้วย
เสียงประยงค์ดังขึ้น “มันกำเริบถึงขนาดมามีเรื่องกับไอ้กลับกับอีทิ้ง ทั้งๆ ที่มันรู้ว่าอีทิ้งเป็นบ่าวของคุณท่านคนใหญ่ เชอะ มันไม่รู้หรอกว่าคุณท่านคนใหญ่มีอำนาจมากแค่ไหน มันก็ได้รู้วันนั้นแหละ”

คุณประยงค์สั่งให้บ่าวชายโบยเกด หวายลงหลังแค่ขวับแรก เกดร้องเถียงเสียงแหลม
“อิฉันผิดตรงไหน คุณมาสั่งโบย”
“เอ็งไม่ต้องถาม รู้อย่างเดียวว่าเอ็งต้องถูกโบย 10 ที ไม่ว่าจะผิดหรือไม่ผิด”
“อ้อ คนบางกอกเขาโหดร้ายอย่างนี้หรือ คนไม่ผิดสั่งโบยได้ยังไง เจ้าคะ”
“ได้...ก็กูกำลังสั่งให้โบยมึงอยู่นี้ไง โบยมัน....ไม่ต้อง 10 ทีก็ได้”
สายตาเกดรู้สึกดีขึ้นนิด
บ่าวชายคนโบยก็หน้าดีขึ้น เพราะเกดก็สวยน่ามอง ไม่อยากโบยแรง...สงสาร
คุณประยงค์สั่งเสียงเข้ม “เอาจนมันสลบ มันไม่สลบไม่ต้องหยุด กูจะดูซิว่ามึงจะทนหวายได้ซักเท่าไหร่”
คราวนี้เกดเลือดขึ้นหน้า “เออ...ก็ คอยดู กูทนได้”
ประยงค์ของขึ้น คว้าหวาย มาฟาดด้วยตัวเอง ฟาด...ขวับ....ขวับ เอาเป็นเอาตาย พอเกดร้องวี้ดทีหนึ่ง หวายลง อีกวี้ด เสียงดังน่ากลัวมาก

คุณสวาสดิ์ฟังแล้ว ทำท่าสะดุ้ง ตามแรงไม้หวาย
คุณประยงค์แปลกใจ “แม่สวาสดิ์ เป็นอะไร”
“คุณย่าเล่า หนูเห็นภาพค่ะ รู้สึกเจ็บไปด้วย”
“กวนประสาท....ไปให้พ้น” คุณประยงค์หันมาทางย่าน้อยอย่างฉุนเฉียว “โอ๊ย เรื่องนังเกด มีอีกเยอะ อิทธิฤทธิ์ของมัน เล่าสามวันสามคืนก็ไม่หมด”
“ตกลงคุณอาโบยมันกี่ทีคะ” ย่าน้อยถาม
“มากกว่าสิบ มันอึดมาก ไม่ร้องซักแอะ ก็หลายทีหรอกว่ามันจะสลบ”
สีหน้าประยงค์ สะใจมาก เสียงหวายกระทบเนื้อยังดังแว่วๆ ผสมกับเสียงร้องของเกด

เวลานั้น สองสาวอยู่ในห้องนอนชั้นบนของตึก เกษลดายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง มีแสงระยิบระยับของหิ่งห้อย วับแวบไปทั่ว เกษลดามองสายตาอ่อนโยน
จู่ๆ เสียงหวายกระทบเนื้อและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ดังแว่วมา เกษลดาชะงัก ห่อตัวเหมือนรู้สึกเจ็บอย่างแปลกประหลาด
เกษลดามีสีหน้าแปลกใจมาก
อนงค์วดีนั่งอยู่ที่เตียง มองมาอย่างแปลกใจที่เห็นเกษลดายืนก้มหน้าคล้ายกับเจ็บปวด
อนงค์วดีมองอย่างฉงนจนตัดสินใจเรียก “คุณเกษลดาคะ”
เกษลดาเหลียวขวับมา
“เป็นอะไรคะ....ไม่สบายรึเปล่า”
เกษลดาจ้องอนงค์วดี ความรู้สึกแปลกๆ เหมือนจะรัก จะเกรง แต่ถูกความรู้สึกปัจจุบันที่ไม่ชอบต้น และต่อสู้กันอยู่ในใจ
แล้วในที่สุดเกษลดาก็เดินหน้าเฉยออกจากห้องไป อนงค์วดีมีสีหน้างงๆ

คุณประยงค์เดินเข้ามาหาเชษฐา แต่งชุดจีบหน้านางยกทอง เหมือนรูปวาดในห้องโถง เดินมาชุดเปลี่ยนเป็นแต่งโจง สวมเสื้อแขนพอง มีจีบ และสายสะพาย และสุดท้ายแต่งโจง ห่มผ้าแถบ ชุดอยู่กับบ้าน จนถึงตัวเชษฐาพอดี
เชษฐาคราง “คุณชวด”
ประยงค์ส่ายหน้า ว่าไม่ใช่
“คุณประยงค์” เชษฐาเรียกใหม่
คราวนี้ประยงค์ยิ้มหวาน เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เชษฐาในสายตาคุณประยงค์กลายร่างเป็นเจ้าคุณ คุณประยงค์มาถึงตัว ยิ้มหวานให้
เชษฐาในคราบเจ้าคุณจับต้นแขนสองข้าง รั้งเข้ามาใกล้
คุณประยงค์ระทดระทวยเข้ามาโดยดี มือที่จับเนื้อเป็นเนื้อจริง นัยน์ตาหวานหยดย้อย ริมฝีปากอ่อนนุ่ม
จ้องนัยน์ตาเชษฐาซึ้งๆ แล้วคุณประยงค์ก็เอนอ่อนเข้ามาอ้อมอกของเชษฐา ที่ช้อนตัวอุ้มขึ้น
แต่เสียงเกษลดาดังขัดจังหวะขึ้น “หนึ่ง....หนึ่ง จ๋า” ตามด้วยเสียงเคาะประตู
เชษฐาสะดุ้งตื่น เสียงเคาะประตูดังซ้ำอีก
เชษฐาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงไปที่ประตู เอื้อมมือถอดกลอน
คุณประยงค์อยู่ในเงามืดมุมห้อง เหลียวกลับด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์ อยู่ในชุดผ้าแถบ จ้องไปที่กลอนประตูสะกดไม่ให้เปิดออก
“เดี๋ยว เกษไม่ต้องเคาะ รู้แล้ว ยังเปิดไม่ออก”
“ทำไมเปิดไม่ออกล่ะ หนึ่ง”
คุณประยงค์ก้าวออกมาจากมุมมืด ก่อนถึงประตู กลายเป็นอยู่ในชุดใส่ผ้ายกและห่มสไบ เดินทะลุประตูไปทันที

พริบตานั้นคุณประยงค์ผ่านประตูออกมา หันมามองเกษลดาที่ยืนจ้องประตู ยกมือจะเคาะอีก แต่เหมือนสะดุดใจหันมาทางที่คุณประยงค์ยืนอยู่ จ้องอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่เห็นอะไร
สีหน้าคุณประยงค์เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ยืนจ้องตาแทบถลน “อีเกด อีไพร่ อีบ่าว มึงอย่าหวังสูงเกินศักดิ์ คนอย่างมึงก็แค่รองมือรองตีนคนจะเหยียบจะย่ำเมื่อไหร่ก็ได้ มึงจำไว้”
คุณประยงค์ด่าใส่หน้าเกษลดา ซึ่งเกษลดาทำท่าเหมือนได้ยิน แต่นิดเดียวเท่านั้น แล้วประยงค์ก็เดินผ่านร่างเกษลดาไปเรื่อยๆ จนร่างจางหายไปในที่สุด
“หนึ่ง อะไรกันทำไมกลอนถอดยาก ห้องเกษไม่เห็นเป็นเลย”
คุณประยงค์เหลียวมา ถอดมนต์สะกด กลอนหลุดผัวะ เสียงดังและหลุดแรงมากจนประตูสะเทือนเลื่อนลั่น ประตูเปิดผาง เกษลดาเข้าหาเชษฐา
คุณประยงค์ เหลียวมองเห็นพึมพำออกมา “นังมารยา”

ย่าน้อยกับคุณสวาสดิ์ ยืนพูดกันอยู่ เหลียวมาดู เห็นคุณชวดประยงค์เดินมา วูบๆ มารวดเร็วพอสมควร
พริบตาเดียว มายืนที่ช่องรูปตัวเอง ด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ย่าน้อยเดินย่องเข้าไปหา เรียกเบาๆ
“คุณอาคะ”
คุณประยงค์ตวาด “ไปให้พ้น”
ย่าน้อยแกล้ง “คะ”
“ฉันบอกให้ไปให้พ้น” เสียงคุณประยงค์กรีดร้องดังก้องไปทั่วบ้าน

อนงค์วดีอยู่ในห้อง ได้ยินเช่นกัน หล่อนแปลกใจ คิดตรึกตรองว่าเรื่องอะไร

สองคนเหลียวไปฟังได้ยิน
“หนึ่ง....เกษว่าที่นี่น่ากลัวนะ”
“กลัวมั้ย”
“ไม่...น่ากลัว แต่...เกษไม่กลัว”
“ทำไม”
“ถ้าจะมีอะไรหรือใครที่อยู่อีกมิติ...ไม่ใช่มิติเดียวกับเรา”
เชษฐามองจ้องหน้า
“เขาก็ไม่เกี่ยวกับเรา เกษไม่เชื่อว่าเขาจะทำอะไรเราได้”
รูปคุณประยงค์ส่งเสียงคำรามหน้าตาบูดบึ้ง “นังเกด มึงยังคงสามหาวเหมือนเดิม แล้วมึงจะรู้ว่ามึงจะหนีกูพ้นหรือไม่” แล้วสีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเศร้าลง ทีละน้อย “ท่านเจ้าคุณ....ฉันจะต้องคอยไปอีกนานเท่าไหร่”

เวลารุ่งเช้า แลเห็นรถคันเล็กๆ กะทัดรัด ของอนงค์วดีจอดอยู่ที่หน้าตึก รถสปอร์ตสีแสบตาของเชษฐาจอดอยู่ใกล้ๆ อนงค์วดีเดินออกมาเร็วรี่ เชษฐาตามมา
“คุณ”
“คะ”
“ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วยนะ”
อนงค์วดียิ้มมองขำๆ
“ยิ้มอะไร”
“คนจะรีบไปทำงาน จะแปลกใจอะไรขนาดนี้คะ”
เชษฐาหัวเราะเก้อๆ “ผมไม่เอารถมาก็ดีหรอก”
“ทำไมคะ”
“จะไปกับคุณ” เชษฐาว่า
อนงค์วดีเอ๋อ...ตาโต มองหน้าเขา
เชษฐามองเพลินรู้สึกว่าน่ารักดี
“ทำไมคะ”
“จะไปซื้อขนมที่คุณทำไง”
อนงค์วดีทำหน้าเหวอ เสียงเกษลดาเรียก “หนึ่ง” ดังขัดขึ้น อนงค์วดีหัวเราะเบาๆ “สวัสดีค่ะ”
ไหว้เสร็จแล้วตรงไปที่รถอย่างรวดเร็ว เกษลดาออกมาสอดมือควงเชษฐา ขณะที่รถอนงค์วดีแล่นไป
“เขาไม่พูดกับเกษเลยนะ อยู่ด้วยกันทั้งคืน”

อนงค์วดีถึงบ้านตอนสายๆ เตรียมไปทำงานต่อเลย ขณะปิ่นสุดาเอ่ยขึ้น
“เขาสวยนะแฟนคุณเชษฐา เป็นนางแบบใช่มั้ย คุยอะไรกันมั่งล่ะลูก”
อนงค์วดีกำลังจะไปทำงาน หยิบรองเท้า ท่าทางรีบๆ หยิบกระเป๋า พอแม่ถามหล่อนหยุดชะงักกึก สีหน้าคิดๆท่าทีแปลกใจ
“ว่าไงลูก”
“แปลก...เขาไม่พูดกับหนูซักคำ” อนงค์วดีเดินออกไป “แปลกจริง”
ปิ่นสุดายิ้มพราย “นั่นแหละเขาเห็นเป็นคู่แข่งล่ะ โง่จริงยายหนูเอ๊ย”
อนงค์วดีได้ยินหันกลับมา ดุนิดๆ “คุณแม่ อย่าพูดอย่างนี้อีกนะคะ หนูไม่อยากฟัง” แล้วหันกลับไป
ปิ่นสุดายิ้มขำๆ พอดีเสียงโทรศัพท์บ้านดัง ปิ่นสุดาหันไปรับและคุยสาย
“ฮัลโหล....ละมุนเหรอ ทำไมคุณป้าเป็นอะไรหรือ”

ที่บ้านคุณหญิงสร้อยเวลาเดียวกัน ละมุนพูดโทรศัพท์อยู่
“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ คุณปิ่นสุดา ละมุนเห็นท่านเงี๊ยบ...เงียบ ไม่พูดไม่จาตั้งแต่วันที่คุณปิ่นสุดามาวันก่อนน่ะค่ะ ถามอะไรท่านก็ไม่ตอบ...เป็นห่วงค่ะ โทร.มาบอกคุณไว้เท่านั้น ค่ะ....ค่ะ สวัสดีค่ะ” แล้ววางหู
ชัยชนะเดินเข้ามาแต่งตัวเก๋ไก๋ เสื้อผ้าสีสันแต่ดูสุภาพ และหล่อมาก
“คุณชนะจะไปไหนเหรอคะ”
“อย่าเบี่ยงประเด็น คุณมุน ฉันได้ยินโทร.ไปฟ้องอะไรใคร”
“ฟ้องใคร....จะมีใครให้ฟ้อง....เรื่องอะไรล่ะคะ”
“ฉันจะถามมั้ยเนี่ย ถ้าฉันรู้”
“เดี๋ยวมุนเปิดประตูให้คุณชนะนะคะ”
“เบี่ยงประเด็นอีกแล้ว....เบื่อนะ ตอบมาเดี๋ยวนี้ว่าฟ้องอะไร ฟ้องใคร”

ชัยชนะซักไซ้แต่เหมือนจะไม่ได้คำตอบที่เขาต้องการ

ในเวลาต่อมา คุณหญิงสร้อย ละมุน ชัยชนะ และปิ่นสุดา นั่งอยู่กันอีกห้องในบ้าน ปิ่นสุดาเอ่ยขึ้น

“ละมุนบอกว่าคุณป้าไม่ค่อยรับทาน...เป็นยังไงเหรอคะคุณป้า”
“ทำไม่อร่อยแล้วมาว่า” คุณหญิงบอก
“เป็นงั้นไป ทำให้รับทานมา 30 ปีแล้วนะคะท่าน” ละมุนบ่น
“ไม่เคยอร่อยเลย ลูกสวาสดิ์ยังไม่ชอบ”
ทุกคนตกตะลึง แต่พยายามไม่แสดงออกมาก
คุณหญิงสร้อย เงยหน้าแล้วยิ้มกับละมุนเหมือนพูดเรื่องธรรมดาๆ
“เมื่อคืนลูกสวาสดิ์มาหาฉันนะ ละมุน”
“คุณย่า...ฝันหรือคะ”
ชัยชนะพูดกับคุณหญิงสร้อยด้วยเสียงอ่อนโยน มีคะ...ขา ฟังดูอบอุ่นน่ารัก
ละมุนทักท้วง “มาหาตอนไหนคะท่าน ละมุนนอนกับท่านไม่เห็นเลย”
ปิ่นสุดาเอ็ด “ไม่เอาละมุน อย่างทำอย่างนั้น”
“ใช่นะมุน ต้องบอกความจริงกับท่าน ไม่งั้นท่านจะหลงไปเรื่อยๆ” ชัยชนะหันมาทางคุณย่า “คุณย่าขา คุณอาสวาสดิ์ไม่อยู่แล้วนะคะ เธอตายแล้ว”
ใบหน้าคุณหญิงสร้อยจากที่ยิ้มแย้ม แล้วเริ่มเศร้า...เศร้ามากขึ้น ปากท่านสั่นน้อยๆ แล้วก้มหน้าต่ำลง ซับหางตานิดหน่อย แล้วจึงเงยหน้า ปรับสีหน้าจนเป็นปกติ พร้อมกับถอนใจยาว
“ขอโทษนะ ฉันคงฝันไป ลูกสวาสดิ์ตายไปแล้วจริงๆ” ท่านก้มหน้าพึมพำ “ตายไปนานแล้ว”

สองคนเดินออกมา ขณะอนงค์วดีเดินเข้ามาพอดี
“น้องอนงค์....เอ๊ะ” ชัยชนะหันมาทางปิ่นสุดา “ไม่ได้มาพร้อมคุณอาหรือครับ”
ปิ่นสุดาบอก “อาบอกให้อนงค์มารับ อามาแท็กซี่”
ชัยชนะหันมาทัก “อ๋อ...มาจากไหนคะเนี่ย น้องอนงค์”
“มาจากที่ทำงานค่ะ ออกมาเร็วกลัวรถติดเดี๋ยวคุณแม่จะรอ....คุณย่าเป็นยังไงคะคุณแม่ ไม่สบายรึเปล่า”
“คุณย่าพูดถึงคุณป้าสวาสดิ์มาหาเมื่อคืน”
อนงค์วดีฉงน “มาหา....คุณย่าฝันเหรอคะ”
“ก็คงฝัน....หรือไม่....ก็...มาจริงๆ” ชัยชนะว่า
ปิ่นสุดากับอนงค์วดี มองหน้ากัน

ละมุนส่งถ้วยชา คุณหญิงสร้อยรับมาดื่ม
“ท่านเจ้าขา” ละมุนมองหน้า ด้วยสายตาอยากรู้ “คือว่า...”
“อะไร” คุณหญิงถาม
“ท่านฝันหรือว่าท่านเห็น”
“ฝัน.....หรือเห็นน่ะหรือ” หญิงชรายิ้ม เหมือนคิดถึงอะไรที่สวยงาม “ลูกสวาสดิ์ใช่มั้ย” คุณหญิงมองไปมุมห้อง
เห็นวิญญาณคุณสวาสดิ์ วิ่งแว๊บไปอย่างเร็ว แล้วหายวูบไป
“เห็นสิ...ก็บอกแล้วว่าเขามาหาแม่...คงคิดถึงแม่”
ละมุนหวาดหวั่น

ย่าน้อยยืนรอหน้ารูปคุณสวาสดิ์ ที่ว่างเปล่า คุณสวาสดิ์ วิ่งวูบวาบมา
“เร็ว....ไปไหนมา กลับเข้าห้องไป เดี๋ยวช่างเขาจะมากันแล้ว”
คุณสวาสดิ์เข้าห้องไปเร็วรี่

ด้านสามคนยังคุยกันอยู่ที่บ้านคุณหญิงสร้อย ชัยชนะถามความเห็น
“น้องอนงค์ว่ายังไง”
“น้องบอกตรงๆนะคะพี่ชนะ น้องขายตึกไปเนี่ยน้องไม่สบายใจเลย”
สองคนหน้าไม่สบายใจเหมือนกัน
“อยากฟังเรื่องคุณป้าสวาสดิ์ด้วย....คุณย่าจะเล่าได้มั้ยคะ”
ปิ่นสุดาท้วง “อย่าเพิ่งเลยลูก”
“ตึกซ่อมเสร็จ เราพาคุณย่าไป...ไปถึงตรงนั้นค่อยให้คุณย่าเล่า ตึกซ่อมไปถึงไหนแล้ว”

อีกวัน มนัสวีร์ และ โสน อยู่ในห้องโถงเพื่อสอบถามความคืนหน้ากับสมชายผู้รับเหมา เห็นบรรดาช่วงทั้งหลายทั้งปวง ช่างไฟ ช่างประปา ช่างปูน ช่างสี ด้านนอกเร่งปรับภูมิทัศน์ การทำงานแต่ละฝ่ายเร่งรีบ ทั้งนอกและในอาคาร
มนัสวีร์ถามสมชายอย่างซีเรียส
“สมชาย พูดออกมาเลย...พูดออกมา”
“พูดว่าไงครับคุณนัส” สมชายย้อน
“ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จน่ะสิ มันเกินเวลามาแล้วนะ ถ้าไม่เสร็จภายใน...เท่าไหร่ดี”
สมชายบอกหน้าตาเฉย “1 ปี”
โสนสวนขึ้น “1 เดือน ขอโทษนะสมชายต่อจากนั้นปรับวันละหมื่นบาทขาดตัว ไม่มีการลดหย่อนด้วยกรณีใดๆ ทำตามสบายนะสมชาย...ตามสบายเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้”

หลังจากนั้น สมชายเดินเร่งช่างไฟ ท่าทางน่าขำ ก่อนจะเดินเร่งช่างทาสี น่าขำมากขึ้น ต่อมาสมชายเดินเร็วรี่ มายังช่างทำงานศิลป์ พวกปูนปั้น การจับบัว ในอาคาร ทุกคนที่ถูกเร่ง ก้มหน้าทำ....ทำ.....และทำ

ส่วนโสนหล่อนเดินคุมงาน สวนกับผีเด็กคุณสวาสดิ์ ที่วิ่งออกมาจากประตูเกือนชน
โสนจับตัวไว้ทัน บอกว่า “ระวังนะหนูเดี๋ยวหกล้ม อุ้ย แต่งตัวไปงานแฟนซีเหรอจ๊ะ ลูกใครเนี่ย”
โสนเดินหันหลังไป วิญญาณคุณสวาสดิ์ลอยวูบขึ้นทันที
คนงานคนหนึ่งเห็นเข้าพอดี คุณสวาสดิ์โบกมือล้อๆ คนงานตาเหลือกแล้วล้มตึง

โสน เดินปร๋อมาคุยกับมนัสวีร์ มีกระดาษแบบอยู่ในมือ ผ่านรูปย่าน้อย ซึ่งซุกซนตามประสา แต่งชุดกรรมกร และกำลังทำอะไรบางอย่าง สองคนเดินผ่านไป
ย่าน้อยเห็นคุณสวาสดิ์อยู่บนโคมไฟ ยิ้มโบกมือให้ แล้วทำมือ O.K. กับคุณสวาสดิ์

อีกมุมหนึ่ง คนงานกำลังทาสีผนังห้อง แต่ทำแล้ววางแปรงเดินหายไป ผีคุณประยงค์ซึ่งอยู่ชุดคนงาน เดินเข้ามาหยิบแปรงแล้วทา อย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเสร็จอย่างสวยงาม พอคนงานเดินกลับมาจากไปฉี่ มือรูดซิปกางเกง แล้วตะลึงงัน
คุณประยงค์เดินหันหลังอยู่ หยุดกึก ก่อนหันหน้ามามองยิ้มหวานให้ แล้วโยนแปรงทาสีมาหล่นลงตรงหน้า ช่างสีตาเหลือกจะเป็นลม

ท่ามกลางเหตุการณ์อันประหลาดล้ำ ในที่สุด การซ่อมแซมตึกก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งภายนอกภายใน เสร็จสิ้นทุกอย่าง ต้นหมากรากไม้เจริญงอกงาม อาณาบริเวณรอบคฤหาสน์ร่มรื่นร่มเย็น สมชายส่งมอบงานให้โสนและมนัสวีร์ ด้วยการผายมือให้ดูตึกทั้งตึก เห็นคนงานถือข้าวของจะกลับ
คนงาน 2 คน เป็นคนที่เห็นคุณสวาสดิ์ลอย อีกคน เป็นช่างทาสีที่เห็นคุณประยงค์ทั้งสองคนท่าทางหวาดกลัว มองซ้ายขวา แล้วรีบจ้ำเดินไป

อยู่มาวันหนึ่ง ที่ออฟฟิศเชษฐา โสน กับมนัสวีร์ เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานเชษฐา อินทีเรียดีไซน์จากบริษัทแต่งบ้านตามมา
“เชิญครับ....คุณเชษฐาคอยอยู่แล้ว”
อินทีเรียดีไซน์ วางแปลนการแต่งบ้านลงบนโต๊ะทำงาน พร้อมกับแจกแจงรายละเอียดของงาน
“ลำดับแรกที่ผมจะชี้แจงเรื่องตกแต่งภายในนะครับ คือ โจทย์สำคัญที่คุณเชษฐากำหนดมา คือ 1 ทำให้เหมือนเก่าให้มากที่สุด ข้อ 2 ใช้เฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ยังอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”
คนที่นั่งดูมีเชษฐา โสน มนัสวีร์ และคนดูแลการเงินของบริษัท และพนักงานคนอื่นๆ อีก 2 คน
“นี่ครับ....ตั้งแต่ประตูหน้าเปิดเข้าไปเป็น foyer”
รูปที่ 1 ประตูหน้าบ้านสิงหมนตรี และรูป foyer ทางเดินเข้า ส่วนรูปที่ 2 เป็นบรรยากาศ ห้องโถง หลายๆ รูป หลายๆ มุม
“นี่คือห้องโถงใหญ่ เฟอร์นิเจอร์เป็นของเก่าเกือบทั้งหมดครับ ยกเว้นผ้าม่านต้องเปลี่ยนใหม่”
อินทีเรียฯ บอก พร้อมกับโชว์ภาพห้องต่างๆ ตามด้วยเสียงบรรยาย ของแต่ละห้อง
“ในห้องโถงจะเป็นส่วนของรีเซปชั่น ลอบบี้ ตรงมุมห้องมีมินิบาร์เล็ก เสิร์ฟเครื่องดื่มและสแน็คเบาๆ
...สุดทางห้องโถงจะเป็นเวทีเล็กๆสำหรับการแสดงทางวัฒนธรรม หรือเป็นการจัด Exhibition เล็กๆ ครับ
...ห้องนี้คือห้องนั่งเล่น มีทีวี มีเกมส์ มีวิดีโอ สำหรับสมาชิก มี internet wi fi
…ห้องสำคัญห้องนี้ เป็นห้องคาสิโนเล็กๆ พอสนุกๆ สำหรับแขกของเรานะครับแบล็คแจ็ก...รูเล็ต”

ภาพตามคำบรรยายของอินทีเรีย จากภาพร่างในกระดาษ ถูกซ้อนเป็นภาพจริงที่ทีมงานบริษัทอินทีเรีย เข้าไปตบแต่ง คฤหาสน์สิงหมนตรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ต่อไปเป็นห้องนอนข้างบน”
ภาพห้องพักข้างบน ซ้อนตามสภาพจริงของแต่ละห้อง ที่ทีมงานออกแบบ และ ตบแต่งเสร็จเรียบร้อยสวยงามเช่นกัน

หลายวันต่อมา เชษฐาเดินเข้าในลอบบี้โรงแรมที่อนงค์วดีทำงาน มาดของเขาดูสง่างาม เชษฐากวาดสายตาไปทั่ว จนเจอเคาน์เตอร์ขายขนม เขาสั่งซื้อขนมหลายอย่าง สักครู่ถือถุงขนมเดินตรงมาถึงฝ่ายต้อนรับ
“ขอโทษครับ ผมจะขอพบคุณอนงค์วดีครับ”

เวลานั้นอนงค์วดีกำลังทำขนมให้หัวหน้าเชฟ พี่แต๋วดูอยู่ที่ห้องทำงาน สักพักอนงค์วดีเดินมาดูขนมอีกทาง พูดกับพนักงาน 2-3 คำ พนักงานมองมาทางเชษฐา ที่หอบถุงขนมเข้ามา
อนงค์วดี หันมา แล้วเดินตรงมาหา
“มาทำไมคะ”
“มาซื้อขนม”
“อ๋อ....ซื้อเยอะแยะ มีงานที่บ้านหรือคะ ทำไมคุณต้องมาซื้อเอง”
“ผมคิดถึงคุณ” เชษฐายิงตรง
“อื๊อ” อนงค์วดีครางเบาๆ หน้าตาเหวอแบบไม่รู้ตัว “อย่าพูดอย่างนี้อีก”
“เอ้า...จริงๆ นะ คิดถึงคุณจริงๆ เพราะผมมีธุระสำคัญจะพูดกับคุณ” เชษฐาเฉไฉ
อนงค์วดีร้อง “อ๋อ...”
“คิดว่าอะไรหรือ” เชษฐาเพ่งมอง นัยน์ตาพราว
อนงค์วดีหน้าขรึมเฉยขึ้น ไม่พอใจกับสีหน้าเจ้าชู้นั้น
“ไม่คิดอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากดิฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณ....” หล่อนจะเดินไป แล้วหันกลับมาหา “ไม่คิดว่ามีธุระสำคัญอะไรกับคุณ”
คราวนี้อนงค์เดินหนีไปทันที เชษฐายืนนิ่งงัน

คืนวันนั้น อนงค์วดีสวมชุดอยู่กับบ้านสบายๆ สีหน้าหล่อนขรึม และเฉย ถือถ้วยชาอยู่ในมือ สายตาครุ่นคิด
ปิ่นสุดาถามขึ้น “ทำไมไม่พูดกะเขาหน่อยเล้าฮึ หนู จะได้รู้ว่าเรื่องอะไรที่เขาว่าสำคัญ”
อนงค์วดีดื่มชา สายตายังครุ่นคิดอยู่
ปิ่นสุดาเรียกซ้ำ “หนู”
“หนูไม่ชอบสายตาเขา หนูรู้ว่าเขาคิดอะไร”
“ไปรู้ความคิดเค้าซะอีก ทำไมเขาคิดไม่ดีเหรอถึงไม่ยอมพูดกับเขา”
อนงค์วดีวางถ้วยชา หันมาพูดเสียงจริงจัง “หนูว่า...เดานะคะ เดาว่าเขาอาจจะขอให้หนูไปทำงานกับเขา”
“จริงเหรอ ที่ตึกน่ะเหรอลูก”
“ค่ะ เขาคงให้ไปดูห้องอาหาร แต่เขาใช้วิธีผิด เขาเข้ามาแบบ...แบบที่หนูไม่ชอบเขาเห็นหนูเป็นอะไรคิดว่าหล่อว่ารวยแล้วหนูจะ...เหมือนคนอื่นเหรอคะ”

ปิ่นสุดาเพ่งมองลูกอย่างพิจารณา อนงค์วดีหน้าเครียดจัด

อ่านต่อตอนที่ 5
เรื่องย่อ "วิวาห์ป่าช้าแตก"
เรื่องย่อ "วิวาห์ป่าช้าแตก"
สนธยา (อ้วน-รังสิต ศิรนานนท์) หลงรักพิมพ์ดาว (แจม-ชรัฐฐา อิมราพร) แต่ความรักของทั้งคู่ก็ถูกทางครอบครัวของของพิมพ์ดาวกีดกันเพราะไม่ชอบที่สนธยาจนเป็นแค่เด็กวัด สนธยาให้สัญญาว่าเขาจะสร้างเนื้อสร้างตัวและมีเรือนหอหลังใหญ่ เพื่อเป็นหลักประกันไปสู่ขอพิมพ์ดาวให้ได้ ส่วนพิมพ์ดาวถูกแม่ส่งตัวไปดูแลกิจการร้านอาหารที่ต่างจังหวัดและได้เจอกับ หมวดมณฑล (เชน-ธนา ลิมปยารยะ) ที่คอยช่วยเหลือพิมพ์ดาวให้พ้นมือคู่หมั้น ที่แม่จัดไว้ให้คือ โทนี่ (ลิฟท์-สุพจน์ จันทร์เจริญ) นักธุรกิจจอมกระล่อนและเจ้าชู้ เมื่อสนธยารู้ข่าวจึงรีบรับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อเก็บเงินซื้อเรือนหอให้เร็วที่สุด
กำลังโหลดความคิดเห็น...