xs
sm
md
lg

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนที่ 10

เผยแพร่:

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนที่ 10

ส่วนเหตุการณ์ที่บ้านกลางทุ่ง คำรณใช้มือซ้ายโอบอ้อมตัวก้อยไปจับคอร์ดกีตาร์ โดยให้ก้อยเป็นผู้กรีดนิ้วไปตามสายกีตาร์ที่วางอยู่บนตักเธอ มือขวาของคำรณคอยประคองและให้จังหวะมือของก้อยไปด้วย พร้อมกับอ้าปากร้องเพลงคลอตามเสียงกีตาร์นั้น

“รักน้องมานาน โอ้แม่ตาหวานฉ่ำชื่น
กลางวัน กลางคืน มีแต่เฝ้าโสกา
จำจาก กานดา ยากนักยากหนาจะได้เจอ
เฝ้าคิดถึงเธอ ใจพร่ำเพ้อ และอาวรณ์
โอ้แม่งามงอน ทำให้ร้าวรอน เศร้าหมอง
ตัวพี่ รักน้อง พี่หมายปอง เธอผู้เดียว
ไม่แลเหลียวบ้างเลย
พี่นี้เฝ้าคอยเจ้า แม้เงาพี่ก็ปอง
วันคืนใด ไม่เห็นหน้าน้อง
พี่ก็จ้องดาวเดือนแทน นั่นละหนา นวลนา
สาวงามตาเจ้าเอย สาวตางามเจ้าเอย”
บทเพลงจบลงอย่างงดงาม คำรณหัวเราะร่าเริง ด้วยความพึงพอใจ
“แจ๋วเลย สุดยอดจริงๆ พรสวรรค์ด้านดนตรีของน้องสุดยอดมาก อีนางเอ๊ย...เสียอย่างเดียว...”
ก้อยต่อให้ “เสียที่ตาบอด”
คำรณท้วง “ใครว่า...นั่นละจุดขายเลยหละจะบอกให้”
“งั้นเสียอะไรล่ะ...”
“เสียดายที่พี่ต้องรีบไป เสียดายที่เราเจอกันช้าไป เสียดายที่...แหม พี่อยากจะพาน้องไปด้วยกันซะตอนนี้เลยจริงๆ นะเนี่ย...รับรองว่า ดัง ดัง ดัง”
“ลูกพี่ครับ” เสือชี้ให้ดูนาฬิกา
“เออ...เอางี้นะ น้องก้อยจ๋า น้องก้อยเอากีตาร์นี้ไว้ พี่คำรณยกให้เลย ขอให้น้องก้อยฝึกให้ดี ฝึกให้คล่อง แล้วอย่าเพิ่งตกปากรับคำเซ็นสัญญากับใคร ก่อนพี่คำรณเป็นอันขาด...แล้วพี่จะกลับมา พี่คำรณจะพาน้องเข้าสู่วงการเองจ้ะ...รับรองว่า ดัง ดัง ดัง”
คำรณเดินออกจากเฟรมไปพร้อมกับเสือ
ก้อยนั่งนิ่ง ครุ่นคิด แต่ก็มีแววแห่งความสุขฉายพอได้เห็นอยู่เล็กน้อย

รถบารมีแล่นมาตามถนนในเหมือง รายทางเห็นบรรยากาศที่สวยงามของเหมือง M.S. ภายในรถ...บารมีขับรถไปพร้อมกับอ้าปากร้องเพลง ตามเสียงเพลงในวิทยุ แก้มนั่งมองทิวทัศน์ผ่านกระจกรถเพลินๆ
ตองนั่งเบียดแก้ม และแอบจับมือกันไว้แน่น

ไม่นานนักรถบารมีแล่นเข้าไปจอดหน้าสำนักงาน บารมีก้าวลงจากรถก่อนใคร เขาเดินตรงเข้าไปในสำนักงาน ที่ดูเงียบเหงา ไร้ผู้คน ส่วนตองและแก้ม ลงมาแล้วเดินถ่ายรูปเล่นอยู่แถวๆ หน้าอาคารนั้น พนักงานแม่บ้านคนหนึ่งเดินมาต้อนรับบารมี
“ทำไมเงียบเชียบอย่างนี้ ใครๆ ไปไหนกันหมด”
“ปกติก็ไม่ค่อยมีใครอย่างนี้แหละค่ะ” แม่บ้านบอก
“เฮียทนงศักดิ์ล่ะ”
“ไปเที่ยวเขื่อนกับคุณต้น กับคุณสุชาติค่ะ เห็นว่าจะนอนที่เขื่อนซักวันสองวัน”
“อือม...งานที่เหมืองมันหนักอย่างนี้เองเนอะ...”
บารมีแขวะ แล้วเดินหัวเราะหายเข้าไปในอาคาร

ตองและแก้มยืนสูดอากาศเต็มปอด
“เชื่อมั้ย นานๆมาที ตองเกือบจะจำทางไม่ได้อยู่แล้ว” กองว่า
“พ่อตองคุมเหมืองนี้ทั้งหมดเลยเหรอ” แก้มถาม
“ไม่ทั้งหมดหรอก...มีขวัญใจแก้มด้วย...อากู๋เหลียงไง”
“เหรอ...”
“เราไปเที่ยวให้ทั่วเหมืองกันเลยดีกว่า...เดี๋ยวตองไปหาคนนำทางก่อนนะ”
“อย่าเลย...ไปกันเองเหอะ”
“ไปยังไง” ตองงง
“โน่น...”
แก้มชี้ไปที่มุมหนึ่งของอาคาร เห็นมอเตอร์ไซค์เล็กๆ สองคันจอดอยู่

ต่อมา มอเตอร์ไซค์สองคันโลดแล่นไปบนถนนในเหมือง ฝุ่นคละคลุ้ง กระจายไปทั่วมอเตอร์ไซค์คันที่แก้มขี่ วิ่งนำหน้า โดยมีตองขี่อีกคันตามมาข้างหลัง แก้มมีความสุขที่สุด ตองมีความสุขไม่แพ้กันมอเตอร์ไซค์คันของตอง หลงหายไปจากเส้นทาง

รถมอเตอร์ไซค์ของแก้ม วิ่งขึ้นเนินเขาที่ลาดชัน แก้มบิดคันเร่งเต็มที่ มอเตอร์ไซค์ทะยานขึ้นไปเต็มกำลังของมัน มอเตอร์ไซค์วิ่งตัดหน้ารถบรรทุกคันใหญ่ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง รถบรรทุกเบรคเสียงดังลั่นมอเตอร์ไซค์เสียหลัก ล้มลง แก้มล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น
ชาติชายกระโดดลงมาจากรถบรรทุกด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ที่นี่ไม่ใช่สวนสนุกนะไอ้หนู ไม่อนุญาตให้เข้ามาขี่รถเล่น...ไป ออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้เลย”
แก้มค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“โธ่ แค่นี้ก็ต้องดุต้องไล่กันด้วย”
ชาติชายเห็นเป็นแก้ม ก็ถึงกับชะงัก
“เฮ้ย มาถึงนี่ได้ยังไงเนี่ย...แล้วมาทำไม”
“ยิ้มหน่อยสิคับอา...แหม อุตส่าห์มาหาด้วยความคิดถึง”
“ไม่ต้องมาทำทะลึ่ง...ยายตองมาด้วยรึเปล่า”
“มาสิฮะ มาด้วยกัน ไม่งั้นแก้มจะมาได้ยังไง”
“ยายตองอยู่ไหน”
“เมื่อกี้ขี่มอเตอร์ไซค์มาด้วยกัน แต่ตอนนี้อยู่ไหนแล้วไม่รู้”
ชาติชายหยิบวิทยุสื่อสารพูด
“ไอ้ผ่อง...ขับรถวนหามอเตอร์ไซค์ยายตองหน่อย...เดี๋ยวหลงออกไปนอกเขตเหมืองจะยุ่ง”
“อานี่ ยิ่งดูยิ่งเท่ห์แฮะ เท่ห์โคตรๆ เลย” แก้มปลื้มโครตๆ
ชาติชายหันมาพูดกับแก้ม ด้วยน้ำเสียงดุ จริงจัง
“เธอต้องการอะไรกันแน่”
แก้มร้อง “ห๊ะ”
“ก็ที่เธอมาตีสนิทกับยายตอง ไปนอนที่บ้านยายตอง แล้วพากันมาถึงที่เหมืองนี่ เธอทำอย่างนี้ เพราะต้องการอะไร”
ถูกชาติชายคาดคั้น แก้มเริ่มมีสีหน้าตึงๆ ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นทีละนิด
“ไม่ได้ต้องการอะไร”
“แล้วทำไมต้องปิดบังเรื่องส่วนตัวด้วย...เรื่องราวของเรากับพ่อกับแม่ เป็นยังไง ยายตองรู้บ้างมั้ย ประวัติความเป็นมาของครอบครัวเราน่ะ เคยเล่าให้ฟังบ้างรึเปล่า”
แก้มนิ่ง เครียดหนัก
“เพราะถ้ายังปกปิดเรื่องส่วนตัวเป็นความลับอย่างนี้ ฉันถือว่าเราเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ” ชาติชายบอกเสียงเข้ม
มีรถบรรทุกคันใหม่แล่นเข้ามาในบริเวณนั้น ผ่องเป็นผู้ขับ และตอง นั่งมากับรถคันนั้นด้วย ตองตะโกนเรียกเพื่อนทันที
“แก้ม...ตองหลงทางละ รถมันก็ดับไปเฉยๆ เลย”
แก้มบอกกับชาติชาย “อาต้องการคำตอบใช่มั้ยฮะ”
ตองเพิ่งสังเกตเห็นบรรยากาศและอารมณ์ของคนทั้งคู่
“อากู๋ทำอะไรเพื่อนตองอีก”
“ได้ แก้มจะตอบอา ทั้งหมดที่อาอยากรู้”
“อย่าแก้ม ไม่ต้องพูดอะไรเลย”
แก้มพรั่งพรูความในใจทั้งหมดออกมาโดยที่ไม่อาจมีใครห้ามได้
“แก้มเป็นเด็กบ้านแตก พ่อกับแม่เลิกกัน พ่อมีเมียใหม่ ไม่ดูแลไม่แยแสแก้ม...แม่ก็หันไปคบพวกนักการเมือง ทำอะไรกันบ้างก็ไม่รู้ แต่ทำแล้วได้เงินทีละเยอะๆ...แก้มต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง โดยที่ไม่มีใครสนใจใยดี... แก้มต้องแกล้งทำเป็นผู้ชาย เพื่อจะอยู่ด้วยตัวเองตามลำพังได้อย่างปลอดภัย...วันนั้น แก้มแค่อยากไปดูหน้าแม่ ว่าเป็นยังไงบ้าง มีความสุขดีมั้ยก็เท่านั้น...”
น้ำตาแก้มเริ่มไหลพรั่งพรูออกมา ชาติชายถึงกับอึ้งไป
“บางวันแก้มก็แอบไปนั่งซุ่มดูหน้าพ่อ แก้มเห็นพ่ออยู่กับเมียเด็กๆ อายุมากกว่าแก้มไม่เท่าไหร่...อาคิดว่าแก้มควรจะทำยังไง แก้มควรจะมีชีวิตยังไง...แก้มเคยคิดว่าแก้มโชคดีที่มีตองเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนแท้ที่เข้าใจแก้มทุกอย่าง แต่ตอนนี้ถ้าอาคิดว่าแก้มเป็นตัวปัญหาทำให้ชีวิตของหลานอา ทำให้คนในตระกูลของอาต้องวุ่นวายเดือดร้อน แก้มก็กลับก็ได้”
แก้มกระโดดขึ้นรถบรรทุกของผ่อง ทั้งน้ำตาที่ไหลพราก ทุกคนยังคงนิ่ง อึ้ง
“ขอนอนที่นี่คืนนึง พรุ่งนี้แก้มก็จะไป และจะไม่โผล่มาให้อาเห็นหน้าอีกเลย”
ตองโกรธ “อากู๋ ทำไมต้องทำอย่างนี้กับเพื่อนตองด้วย”
ตองกระโดดขึ้นรถกระบะตามเพื่อนไป น้ำตาไหลพรั่งพรูไม่แพ้กัน ผ่องหันมาหาชาติชาย ด้วยตาที่แดงก่ำ
“เอาไงดีครับเฮีย”
“ไปส่งเขาที่บ้านพัก”
ผ่องทำตามคำสั่งนาย
ชาติชายถอนหายใจแรงๆ

ฟากหรั่งเปิดประตูเข้ามาในห้องเผ่าลาภ โดยเผ่าลาภยืนรออยู่
“ขอแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ สำหรับตำแหน่งเลขาคนใหม่ของผม”
“คงจะมีแต่คุณเผ่าลาภคนเดียวเท่านั้นแหละครับที่ยินดี ผมไม่เห็นว่าคนอื่นเขาจะยินดีด้วยเลย”
“นั่นเพราะพวกเขาไม่รู้จักนายอย่างที่ฉันรู้จัก”
“หรือไม่ก็รู้จักดีกว่าที่ท่านรู้จัก”
เผ่าลาภจ้องหน้าหรั่งนิ่ง “เป็นไปไม่ได้”
“ผมก็หวังเช่นนั้นครับ”
“ที่ฉันเรียกนายมาเพื่อจะแจ้งภาระสำคัญสำหรับนาย”
“คุณเผ่าลาภจะให้ผมทำอะไรครับ”
“ฉันต้องการให้นายสอนแพรวา”
“ให้ผมเป็นอาจารย์สอนคุณแพรวา”
เผ่าลาภขยับเปลี่ยนอิริยาบถ แล้วค่อยๆ เรียบเรียงความในใจ
“มันเป็นความลำบากใจของคนเป็นพ่อที่มีความใกล้ชิดกับลูกมาก ทำให้บางครั้งลูกไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อสอน...เรื่องบางเรื่องเราจึงจำเป็นต้องใช้คนที่ ลูกของเราพร้อมจะเชื่อฟังเขามาเป็นตัวแทน”
“อะไรทำให้ท่านคิดว่า คุณแพรวาพร้อมจะเชื่อฟังผม”
“เพราะฉันเป็นพ่อของแพรวา”
“ไม่คิดว่าเป็นการเสี่ยงเหรอครับ ที่มอบหน้าที่นี้ให้ผม”
“คนในตระกูลของฉัน เสี่ยงมาตั้งแต่เกิด ทุกคน...ลองบอกฉันมาซิว่า ทำยังไงแพรวาถึงจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่แข็งแกร่งได้ โดยเร็ว”
“แต่งงานกับนักบริหารเก่งๆ”
เผ่าลาภหัวเราะชอบใจ
“อย่างนั้นมันเร็ว แต่ไม่ยั่งยืน.....นาย เป็นโรคกลัวความสูงมั้ย”
หรั่งส่ายหน้า
“ตามฉันมา”
เผ่าลาภเดินนำ หรั่งค่อยๆตามไป

ที่ดาดฟ้า ตึก M.S. สภาพโดยรอบโล่ง มุมหนึ่งของลานโล่ง เป็นห้องกระจก สำหรับนั่งเล่นได้ มีหลังคาคลุม เผ่าลาภเดินนำหรั่งเข้ามาจากทางด้านบันได ตรงข้ามห้องกระจกนั้น
“นายเคยขึ้นมาสูงอย่างนี้มั้ย”
“ถ้าหมายถึงความสูงของอาคาร...สูงกว่านี้หลายเท่าผมก็เคยขึ้น...แต่ ถ้าหมายถึงการใช้ชีวิต ผมไม่เคยอยู่สูงอย่างนี้มาก่อน”
“ตำแหน่งเลขา M.D. นี่สูงพอแล้วเหรอ”
เผ่าลาภพูดพร้อมยิ้ม...หรั่งยิ้มตอบเฉยๆ
“เกือบปีแล้วที่ฉันไม่ได้ขึ้นมาบนนี้...นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครอีกเลยที่สนใจจะขึ้นมา...ยายแพรวาเองก็ไม่เอา”
“มีคนชอบพูดว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว”
“มันเป็นคำพูดของคนที่อยู่ข้างล่าง...พวกเขาไม่รู้หรอกว่า เวลาที่อยู่บนนี้ มันทำให้ฉันมองเห็นพวกเขาได้อย่างละเอียด มองเห็นทุกอย่างได้รอบด้าน....ฉันสามารถมองออกไปไกลแสนไกลได้จากที่สูงนี่แหละ”
“แต่สูงไปมันก็ไม่มั่นคง และโดดเดี่ยว”
“ใช่ เพราะฉะนั้นคนที่จะขึ้นมาอยู่บนที่สูงได้ ต้องเป็นคนพิเศษ ต้องเข้มแข็ง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีฐานรากที่มั่นคง...”
เผ่าลาภหันมาจ้องหน้าหรั่ง ด้วยแววตาเฉียบคม
“ฉันไม่ได้คาดหวังว่าแพรวาจะเก่งกล้าได้ในเร็ววัน...แต่ฉันอยากมั่นใจว่า เขาจะมีฐานรากที่แข็งแกร่งเพียงพอ คอยประคองอยู่”
หรั่งตอบสนองด้วยสายตาที่เข้าใจในความหมาย เผ่าลาภเดินไปดึงผ้าใบสีดำออกจากสิ่งที่มันปกคลุมอยู่ จึงเห็นว่ามันคือกล้องดูดาวขนาดใหญ่ ชนิดที่มีกล้องเล็ง
“คุณชอบดูดาวเหรอครับ”
“ฉันชอบดูปรากฏการณ์ สังเกตความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า มันเป็นสถิติที่ช่วยในการตัดสินใจได้...และเมื่อไม่นานนี้ ดวงดาวก็บอกอะไรบางอย่างกับฉัน”
“อะไรครับ”
“มันบอกฉันว่า...ฉันจะมีโอกาสดูมันได้อีกไม่นานแล้ว”
เผ่าลาภก้มลง แหย่ตาไปในช่องมองของกล้องดูดาว
หรั่งดูจะเข้าใจความหมาย และความต้องการของเผ่าลาภไปซะทุกอย่าง
“ผมจะผลักดันให้คุณแพรวาขึ้นมาอยู่สูงเสมอท่านให้ได้ โดยเร็วที่สุดครับ”
เผ่าลาภพูด โดยตายังอยู่ที่กล้อง “แพรวาเป็นเด็กดื้อ ชอบเอาชนะ...ต้องลองปล่อยให้เขาทำ ให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาถึงจะเข้าใจ”

หรั่งฟังนิ่งๆ
ที่ตลาดค้าพลอย เมืองจันท์ ตอนค่ำ วันเดียวกัน บรรยากาศคึกคัก แลเห็นชายผิวดำร่างสันทัด สายตาคมปานเหยี่ยวกำลังเพ่งมองพลอยเม็ดเล็กๆ ที่อยู่ในมือ

ชายหนุ่มนั่งอยู่เบื้องหน้าสองคน มีท่าทางเป็นคนต่างเมืองที่เอาพลอยมาขาย ชื่อของชายผิวดำที่ใครๆรู้จักคือ เฮียเขียว ผู้กว้างขวาง
หญิงชาวบ้านท่าทางไม่ต่างจากแม่ค้าทั่วไปเดินเข้ามา
“อ้ะ มีโน้ตถึงแก”
เฮียเขียวถาม “จากใคร”
หญิงนางนั้นอ่านงงๆ “เผ่า...อะไรวะเนี่ยะ...อ่านไม่ออก”
เฮียเขียวสวนออกมา “เผ่าลาภ”
“เออ เผ่าลาภ...อ้ะ เขาว่าไงไม่รู้ อ่านดูเอาเอง”
เฮียเขียวเงยหน้าขึ้นจากการส่องดูพลอย มันพูดกับชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า
“อือม...คิดยังไงถึงมาหาผม”
ชายคนนั้นบอก “ใครๆ ก็บอกว่า ต้องเฮียเขียวเท่านั้นที่ตาถึง”
“แต่ผมขอแนะนำว่าถ้าคุณอยากได้ราคาดี ไปหาพ่อค้าเด็กๆ เถอะ ยิ่งเด็กยิ่งดี ที่ไม่ค่อย
ประสีประสาน่ะ...พลอยอย่างนี้ อย่ามาหาผมให้เสียเวลาอีกนะ...เพราะผมมันพวกตาถึง”
ชายสองคนจ๋อยลงไป เฮียเขียวหันไปตักก๋วยเตี๋ยวกินหน้าตาเฉย

ตอนค่ำ เผ่าลาภเดินออกจากตัวตึก ตรงไปที่รถ แพรวาเดินตามผู้เป็นพ่อออกมา...หรั่งเดินตามมาหลังสุด สยามยืนรออยู่ใกล้ๆรถอยู่แล้ว...ตรงเข้ารายงานเผ่าลาภ
“ท่านครับ เฮียเขียวขอเลื่อนนัด เป็นพรุ่งนี้สิบโมงเช้า”
เผ่าลาภเซ็งขึ้นมาทันที “อือม”
“และก็ขอเปลี่ยนสถานที่นัด เป็นที่บ้านของเขาครับ”
“เรื่องมากนัก ก็ไม่ต้อง ขง ไม่ต้องขาย มันละวะ”
เผ่าลาภก้าวเข้าไปนั่งในรถ...เขาโผล่หน้าออกมาตะโกนพูดกับหรั่งที่อยู่นอกรถ
“พรุ่งนี้มารับลูกสาวฉัน ตามปกตินะนายหรั่ง”
เผ่าลาภปิดประตู...แพรวาก้าวเข้าไปนั่งในรถแล้วปิดประตู....รถเคลื่อนออกไป

คืนนั้น ที่บ้านกลางทุ่ง หรั่งแกะอาหารจากถุงใส่ลงในจาน ชาม และเริ่มพูดก่อน
“วันนี้ พวกนั้นมันเข้ามาทำอะไรกัน”
ก้อยนั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้ว
“พวกไหน”
“ก็ไอ้คนที่รับโทรศัพท์ตอนที่หรั่งโทรเข้ามาไง”
“อ๋อ คุณคำรณ”
“เออ นั่นหละ...”
“เขาหลงทางมา เขาเข้ามาถามทาง จะไปส่งเครื่องดนตรี...หรั่งรู้มั้ยเชายังชวน....”
หรั่งยกอาหารมาวางบนโต๊ะ โดยไม่ค่อยได้ฟังก้อยพูดซักเท่าไหร่ พูดสวนทับไปทันที
“วันนี้พวกไอ้เช็งแวะมารึเปล่า”
ก้อยงง “ห๊ะ”
“โอ้เท่ห์ ไอ้โบ้ ไอ้เช็ง...แวะมาเยี่ยมก้อยบ้างรึเปล่า”
“เปล่า...พวกเขาคงช่วยกันทำบ้านอยู่มั้ง”
หรั่งหยิบน้ำมาวางข้างๆก้อย แล้วนั่งลง
“ก้อย...ช่วงนี้หรั่งค่อนข้างยุ่งนะ ต้องช่วยงานเขาเยอะเลย...หรั่งอาจจะต้องกลับค่ำ”
“ไม่เป็นไร...” ก้อยซึมลงไปนิด...นิดเดียวเท่านั้น
“เอางี้นะ...ทุกเช้าหรั่งจะไปฝากก้อยไว้ที่บ้านน้าเบิ้มก็แล้วกัน...แล้วตอนค่ำเลิกงานแล้วหรั่งค่อยแวะไปรับ...หรั่งจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงก้อยไง”
“หรั่งห่วงก้อยด้วยเหรอ...”
ความในใจของก้อยค่อยๆถูกระบายออกมาทีละนิด
“ห่วงสิ”
“ถ้าห่วง ทำไมหรั่งต้องฝากก้อยไว้กับคนอื่นด้วย ทำไมเราไม่กลับไปอยู่ที่นั่น เหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆล่ะหรั่ง”
หรั่งอึ้งไป เขาซบหน้าลงบนฝ่ามือทั้งสองอย่างเหนื่อยหน่าย โดยที่ก้อยไม่อาจเห็นท่าทางเหล่านี้ได้เลย
“ก้อย...เราจะถอยกลับไปอยู่ที่เก่าทำไมล่ะ คนเราต้องมีชีวิตที่ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สิ...นี่มันบ้านของเรานะก้อย...ถ้าไอ้พวกนั้นมันอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มันต่างหากที่จะต้องย้ายมาอยู่กับเรา”
“หรั่ง...หรั่งเคยคิดมั้ยว่า...ถ้าหรั่งอยู่ตัวคนเดียว อะไรๆ มันจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้...หรั่งคงจะก้าวหน้าได้ไปได้ไกลกว่านี้เยอะ”
ทั้งคู่เงียบ 5 วินาที หรั่งเดินกลับไปห้องของตน ทิ้งก้อยให้นั่งอยู่กับที่คนเดียวเท่านั้น น้ำตาอันใสสะอาดไหลเอื่อยๆ ออกมาจากดวงตาที่มองอะไรไม่เห็นของก้อย

ฟากหรั่งทิ้งตัวลงนอนกลางห้อง ด้วยความอึดอัดใจ สายตาจับจ้องที่เพดานห้อง แต่มันไม่มีรูปแพรวาเหมือนบ้านที่ชุมชนจานเดี่ยว จึงเป็นการจ้องมองราวกับว่าจะพยายามหาทางออกจากเพดานนั้นให้ได้
ด้านก้อย เธอยังนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับน้ำตาหยดนั้น
หรั่งนอนนิ่งอยู่ที่เดิมเช่นกัน คืนนี้ทั้งคืน เขาคงนอนไม่หลับ...ทั้งเครียด...ทั้งหิว

ขณะเดียวกัน สำนักงานเหมือง M.S. ตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มีเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามาในความมืดมิดแสงสว่างเป็นวงจากกระบอกไฟฉาย สาดนำหน้าเท้าคู่นั้น ที่เดินมาจนถึงประตูห้อง แสงไฟสว่างกระทบไปถึงป้ายหน้าห้องนี้ เขียนบอกว่า "ผู้จัดการโรงเจียร - สต็อกพลอย"
มือขนาดใหญ่และหยาบกระด้างยื่นเข้ามาจับลูกบิดหมุนแผ่วเบา...จนไม่เกิดเสียง ประตูบานนั้นเปิดออก...ใครคนนี้เดินเข้าห้องนั้นไป
แสงไฟดวงใหม่สาดเข้ามาใน ลักษณะเดียวกัน มันค่อยๆ เคลื่อนมายังห้องนี้
เท้าคู่ใหม่นี้...เป็นรองเท้าผ้าใบของวัยรุ่น ที่เดินมาหยุดตรงหน้าประตู
ชายผู้มาใหม่ยืนคาอยู่ตรงนั้น....เขาคือ กฤษฎา หรือ ต้น นั่นเอง
ชายคนแรก...ดูเหมือนว่ามันกำลังพยายามเปิดตู้เซฟอยู่ กฤษฎาเอื้อมมือเปิดไฟ...ทั้งห้องสว่างมากขึ้น จนพอเห็นหน้ากันได้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ....แกเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในนี้”
ชายผู้นั้นค่อยๆหันหน้ามา...ที่แท้เขาคือ บารมี
“โธ่...อากู๋”
“เจ้าต้น”
“อากู๋มาทำอะไรที่นี่”
“มาทำงานสิวะ”
“งานอะไร”
“อาเป็นพนักงานที่นี่แล้วนะ ประจำอยู่ M.S. FACTORY เพิ่งบรรจุใหม่สดๆ ร้อนๆ เลย”
“จริงเหรอ...ตำแหน่งอะไร?”
“รองผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัย”
“หัวหน้ายาม”
“เฮ่ย...ไม่ใช่ยาม...หน้าที่อาคือรักษาความปลอดภัยของ ของที่อยู่ในเซฟนี้”
“แต่ถ้าใครมาเห็นสภาพอากู๋อย่างที่ผมเห็นอยู่นี้ เขาต้องคิดว่าอากำลังจะขโมยของในเซฟมากกว่า”
“เจ้าต้น...ถ้าอาไม่รู้ว่าของที่อยู่ในเซฟคืออะไร...อาจะรักษามันได้ยังไง...ลื้อเองก็เหมือนกันละว้า รองผู้จัดการฝ่ายสต็อก ย่องมาทำอะไรดึกๆอย่างนี้...แหม ใส่ทั้งถุงมือ ทั้งหมวกคลุมหน้า กระบอกไฟฉายใหญ่กว่าของอาซะอีก”
“อย่าบอกแม่นะอา...ต้นเพิ่งแอบเข้ามาเป็นครั้งแรก”
“เถอะน่า...เรามันเชื้อเดียวกันโว้ย...บอกรหัสอามา แล้วทุกอย่างมันจะจบเร็ว”
ต้นบอกรหัสเซฟ ทั้งคู่ช่วยกันเปิดออก...หน้าตาเบิกบานประสาคนชั่ว

รุ่งเช้า ที่ลานข้างบ้านผู้ใหญ่เงาะ ชุมชนจานเดี่ยว ผู้ใหญ่เงาะ พร้อม ชาย 2 คนจากศูนย์พัฒนาชุมชน และทีมทนายเจ้าของที่ดิน 2-3 คน นั่งล้อมวงคุยกันกลางลาน ชาวบ้านนั่งเป็นวงโอบอยู่รอบๆ
“หลังจากที่เจรจาความกันไปมาหลายเที่ยวอยู่เหมือนกัน...ทางเจ้าของที่ท่านก็มีความเห็นใจพวกเราอยู่มาก” ทนายเอ่ยขึ้น
“เลยจะยกที่ให้พวกเราอยู่กันฟรีๆ” เบิ้มโพล่งออกมาซะดัง
ชาวบ้าน เฮ
“อันนี้คงไม่ได้นะครับ” ทนายบอก
“งั้นได้แค่ไหนก็ว่ามาเลย” ผู้ใหญ่ถาม
“เราจะทำสัญญาเช่ากันแบบปีต่อปี รายละเอียดข้อห้ามก็ตามที่เคยคุยกันเอาไว้...บ้านทุกหลัง จะมีประปาไฟฟ้าทะเบียนบ้านตามต้องการได้ ส่วนค่าเช่า ขอยืนอยู่ที่ 700 บาทต่อหลังต่อเดือน”
ผู้ใหญ่หันไปหาชาวบ้าน ถามความเห็น
“เขาจะเอา 700 บาท ไม่มีส่วนลด ไหวหรือไม่ไหววะ”
ชาวบ้านหันหน้าซุบซิบกันเองพึมพำ ไม่มีใครตอบ
“ไหวก็แล้วกันเถอะวะ...เพื่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพวกเรา...ขยันๆกันอีกหน่อย...ใครไม่ไหวก็มาบอกฉัน ช่วยๆกันเว้ย อีกหน่อยเราก็จะมีสหกรณ์ของเราแล้ว ใช่มั้ย”
ผู้ใหญ่หันไปถามกับ ชาย 1
เขาตอบ “ใช่”
ชาวบ้าน ถามอีก “สหกรณ์เนี่ยมันเป็นยังไงล่ะ ผู้ใหญ่”
ผู้ใหญ่หันมามองหน้าชาย 1 อีก
“คือ เราจะมีทุนกองกลาง เอาไว้ดูแลซี่งกันและกันในทุกๆเรื่อง รายละเอียดเรามาตกลงกันเองอีกที” ชาย 1 ว่า
ชาวบ้านยังคงพูดคุยกันถึงความพร้อมของตนเอง
หรั่งขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาพอดี มีก้อยอุ้มกีตาร์ซ้อนมาด้วย เบิ้มหันไปเห็น เขาตะโกนเรียก
“อ้าว ไอ้หรั่ง...เฮ้ย ไอ้หรั่งมันมาโว้ย...ตกลงจะกลับมาอยู่กับพวกเราใช่มั้ยวะ”
“เปล่าครับ...ผมจะมาขอฝากก้อยไว้ เย็นๆ เลิกงานแล้วค่อยมารับ”

สีหน้าก้อยหมองลง เหมือนเธอน้อยใจอยู่ลึกๆ
 
อ่านต่อหน้า 2
สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนที่ 10 (ต่อ)

ตรงมุมหนึ่งบริเวณบ้านพักในเหมือง ช่วงเช้า ตองและแก้ม นั่งบนพื้น ข้างกระเป๋าสัมภาระของตัวเอง หน้าตาทั้งคู่เซื่องซึม ตาบวมเป่ง ด้วยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง

กฤษฎาเดินเข้ามาหา ส่งเสียงบ่นมาจากด้านหลัง
“อะไรของแกวะยายตอง เอาแต่ใจตัวเองจริงๆ นึกอยากจะมาก็จะมาให้ได้ นึกอยากจะกลับ ก็จะกลับให้ได้...ใครจะมานั่งตามเอาใจแกวะ...น่าเบื่อจริงๆ”
“แล้วพี่ต้นน่ารักตายละ...โธ่ อยู่เหมือง นึกว่ามาทำงาน...ที่แท้มาเที่ยวเล่น แถมมีบริวารส่วนตัวอีกต่างหาก...กลับไปตองจะฟ้องซากู๋...ให้ด่าซะให้เข็ด”
“ไม่ต้องทำปากมากเลยนะ ยายตอง เดี๋ยวจะโดน”
“โดนอะไร...ใครจะโดนกันแน่”
สองพี่น้องปรี่เข้าหากัน ราวกับจะมีเรื่อง ทนงศักดิ์เข้ามาห้ามไว้ทัน
“หยุดนะ เงียบทั้งคู่เลย...แยกไปอยู่กันคนละมุมซะ”
กฤษฎาเลี่ยงออกไป ทนงศักดิ์เดินเข้ามาพูดกับลูกสาว
“ป๊าบอกม้าแล้ว...เดี๋ยวถ้ามีรถว่างเขาจะส่งมารับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ทนงศักดิ์ชี้มือไปที่แก้ม “นั่นไม่สบายรึเปล่า หน้าซีดอย่างนั้น”
ตองตอบแทน “เปล่า...แค่ไม่สบอารมณ์นิดหน่อย”
“ทีหลังจะพาเพื่อนมาเที่ยว ก็เลือกเพื่อนที่ใจเย็นๆ ไม่เจ้าอารมณ์ เข้าใจมั้ย”
ทนงศักดิ์เดินจากไป ตองเดินกลับไปนั่งข้างๆแก้ม
รถกระบะของชาติชายแล่นเข้ามาจอดหน้าสองสาว ชาติชายโผล่หน้าออกมาจากรถ
“วันนี้อากาศดี ท้ายเหมืองแถวๆแนวสนามกอล์ฟ แดดไม่ร้อน น่าเดินเล่นมาก...สระน้ำก็น่าว่ายเล่น ไม่มีใครมากวนใจ...ถ้าอยากจะผ่อนคลายให้หายเครียดก่อนกลับกรุงเทพฯก็เชิญ...หรือถ้าติดใจ อยากอยู่ต่ออีกซักวันสองวัน ค่อยกลับพร้อมกันก็ได้นะ...”
แก้มกับตองมองหน้ากัน แล้วหันไปมองหน้าชาติชาย เห็นชาติชายยิ้มให้แก้มอย่างอารีย์ ตองและแก้มยิ้มสดชื่นขึ้นมาทันที ทั้งสองวิ่งไปขึ้นรถชาติชาย ตองตะโกนไปทางทนงศักดิ์ที่อยู่ลานด้านนอก
“ป๊า...เปลี่ยนใจแล้ว...บอกม้าด้วยว่ายังไม่กลับ”
รถกระบะแล่นออกไปในจังหวะสนุกสนาน

ส่วนที่โถงบ้านเผ่าลาภเช้านั้น เผ่าลาภเดินยิ้มลงบันไดบ้าน ตรงมายังลินจงที่นั่งคุยอยู่กับรำไพ
“อาจู มาเยี่ยมกันแต่เช้าเชียวนะ มีกาแฟเย็นติดมือมารึเปล่า”
“ลินจงเขามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาคุณค่ะ” รำไพบอก
“มันเป็นเรื่องใหญ่ที่อั๊วไม่กล้าตัดสินใจเองตามลำพัง”
“เรื่องอะไร?”
“เราได้ออร์เดอร์จากกลุ่มลูกค้าเก่าของเรา”
เผ่าลาภร้อง “ฮ้า...ข่าวดีนี่”
ลินจงบอกอีก “ออร์เดอร์เขามากกว่าที่เราเคยส่งทุกครั้งซะด้วย”
“อย่างนั้นเชียว”
“เขาไม่ได้สั่งข้าวจากเราเพื่อช่วยเหลือเราเท่านั้นนะเฮีย แต่เป็นเพราะเขามั่นใจว่าเราจะส่งข้าวคุณภาพดีที่สุดให้เขาได้”
“นี่คือผลของการทำการค้าอย่างซื่อสัตย์ของเรา...ยังไงก็เป็นข่าวดี เพราะเราจะมีกำไรมากขึ้น...ไม่เห็นต้องทำหน้าตาเป็นกังวลอย่างนั้นเลยนี่อาจู”
รำไพท้วง “คุณฟังลินจงพูดให้จบก่อนสิคะ”
“ที่ต้องกังวลเพราะเรามีข้าวไม่พอนะเฮีย ทุกวันนี้ต้องตระเวนขอซื้อข้าวทุกวัน แทบจะทั่วทุกผืนนาอยู่แล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือ เราต้องระดมทุนมาก มหาศาลทีเดียว ถึงจะมีข้าวพอตามออร์เดอร์ที่เขาต้องการ”
เผ่าลาภนิ่งไป เขาเพิ่งเข้าใจประเด็นปัญหา
“เขาสั่งข้าวเราเท่าไหร่”
“แสนตัน...เราต้องระดมทุน ร้อยกว่าล้าน”
“อือม...เรามีพอมั้ย”
“สนามกอล์ฟของเฮียเร่งมากมั้ยล่ะ แล้วเรื่องที่ต้องซื้อที่ดินขยายเหมือง เฮียรอได้รึเปล่า...อย่างน้อย อีกสามสี่เดือนนั่นแหละ ถึงจะมีกำไรตีกลับมาให้ทางจิเวลรี่ของเฮียได้”
เผ่าลาภลุกขึ้นเดินครุ่นคิด ด้านหลังของเขาเราจะเห็นแพรวาเดินลงบันไดมา
“สวัสดีค่ะอาโก”
“น้องแพร...โกเจอน้องแพรแต่ละทีๆ สวยขึ้นไม่หยุดเลยนะ” ลินจงยิ้มทัก
“อาโกก็เหมือนกันค่ะ”
สยามเดินเข้ามาพอดี เผ่าลาภเรียกไว้
“เฮียเขียวเขานัดวันนี้กี่โมงนะ”
“สิบโมงเช้าที่บ้านเขาครับ”
“นายหรั่งมารึยัง”
“อยู่ข้างนอกแล้วครับ”
เผ่าลาภหันกลับไปหาลินจง
“อาจู ตกลงลื้อรับออร์เดอร์ไว้เลย รวบรวมเงินทั้งหมดที่เรามี กว้านซื้อข้าวให้ได้ตามจำนวนที่เขาต้องการ เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง เฮียรับผิดชอบเอง”
รำไพท้วง “แน่ใจนะคะคุณ”
“อือม...แพรวา วันนี้ลูกไปบ้านเฮียเขียวทีนะ เอาพลอยดิบสิบเม็ดไปให้เขาดู บอกเขาว่าป๋าตั้งใจขายเขาโดยเฉพาะ ไปกับนายหรั่งนะลูก”
“ค่ะ”

บ้านไม้สองชั้นหลังย่อมๆ ตั้งอยู่ระหว่างกลางแมกไม้ รอบๆ บ้านมีร่องผัก ผลไม้ เล้าไก่ กรงนก กระจัดกระจายตามเรื่อง ที่นี่คือบ้านเฮียเขีย มีเด็กหัวจุกคนหนึ่งหอบถุงพะรุงพะรัง จำพวกอาหารนก อาหารหมา วิ่งเข้าบ้านไป หมาส่งเสียงเห่าระงม เด็กไล่เตะหมา...เอาหินปาใส่ จนมันหยุดเห่า

นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงสามสิบห้านาที เห็นแพรวานั่งรออย่างหงุดหงิด ที่ระเบียงบ้านเฮียเขียว ส่วนหรั่งนั้นดูสบายๆ เขาฆ่าเวลาด้วยการให้อาหารปลาในบ่อ
“น้าหยามจำเวลานัดผิดรึเปล่า”
“ไม่น่าจะผิดครับ”
“ก็นี่มันสิบโมงกว่าแล้วนี่นา”
“นัดดูของแบบนี้ต้องใจเย็นๆ ครับ”
เด็กผมจุกคนนั้นเดินเข้ามา
“น้าๆ...เฮียเขียวบอกว่า รออีกแป๊ปนึง”
“จะมาแป๊ปเปิ๊ปอะไรอีกล่ะ...นี่ก็เลยเวลานัดมาตั้งนานแล้วนะ” แพรวาฉุน
“เฮียเขายังไม่เสร็จธุระ บอกว่าให้รออีกซักชั่วโมงนึง”
แพรวาไม่สบอารมณ์มาก “โอ้โฮ”
“ธุระที่ไหน รู้มั้ยไอ้หนู”
“สวนจตุจักร เฮียเขาบอกว่า ถ้ารอไม่ไหวให้กลับไปก่อนได้”
เด็กหัวจุกวิ่งจู๊ดออกไปทันที แพรวาขยับตัวลุกขึ้นเดินออกไปจากตรงนั้น หรั่งยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม สักพัก แพรวาเดินกลับมานั่งใกล้หรั่งอีกครั้ง บ่นอย่างอารมณ์เสีย
“ถ้าเที่ยงแล้วเขาก็ยังไม่มา...เราไม่ต้องรอเขาจนถึงเย็นเหรอ”
“ก็คงงั้น...ผมว่ามันเป็นเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงทางธุรกิจของเขามากกว่า”
“คนผิดเวลาอย่างนี้ คุณป๋าไม่น่าทำธุรกิจด้วยเลย”
“คุณพ่อคุณคงจำเป็น”
“จำเป็นแล้วทำไมคุณป๋าไม่มาเอง”
“ท่านอยากให้คุณรู้จักอดทนบ้าง”
แพรวาส่ายหน้า “อดทนอะไร ไม่เข้าท่าเลย”
“คุณรู้มั้ยครับ พลอยดิบสิบเม็ดในกระเป๋านี่ ราคาเท่าไหร่”
“สิบล้าน”
“ระหว่างคนที่จ่ายเงินสิบล้าน กับคนที่รับเงินสิบล้าน...ใครควรจะอดทนรอใครครับ”
แพรวาบ่นๆ “บ้านแบบนี้เหรอ จะมีเงินมาซื้อพลอยเราถึงสิบล้าน”

ขณะเดียวกัน ตะวันฉาย เดินหล่อเข้ามาในบริษัท M.S. Jewelry พนักงานสาวยืนขึ้นต้อนรับ
“คุณตะวันฉายมาหาคุณแพรวาเหรอคะ วันนี้เธอยังไม่เข้าบริษัทเลยค่ะ”
ตะวันฉาย ยิ้มอย่างหล่อเชียว
“ไม่เป็นไร ผมตั้งใจมาขอพบคุณอาอรทัยมากกว่า”

ครู่ต่อมา ตะวันฉายนั่งอยู่ที่ห้องทำงานอรทัย
“ยินดีมากเลยจ้ะ...แหม ไม่นึกว่าบริษัทเล็กๆอย่างอา จะได้รับเกียรติจากหลานตะวันฉายมาขอคำปรึกษา”
“ไม่เล็กเลยครับ สำหรับ M.S.JEWELRY...ผมสิครับเล็ก”
“ใครว่าคะ”
“ใครๆ เขาก็ว่ากันทั้งนั้นว่าผมอาศัยบารมีพ่อ ผมก็เลยยิ่งต้องช่วยตัวเองให้มากที่สุด”
“แล้วอาจะช่วยอะไรหลานได้บ้างล่ะจ๊ะ”
“ช่วยได้มากเลยครับ”
อรทัยตั้งท่ารอฟังอย่างตั้งใจ
“หนึ่ง จ้างบริษัทผมทำ PR”
“ว่าไงนะ”
“ผมเปิดบริษัทโฆษณาได้พักใหญ่ๆแล้วครับ แต่ไม่มีใครกล้าจ้างผม...ไม่ใช่เรื่องผลงานนะครับ...แต่เขากลัวว่าจะไปเกี่ยวข้องกับขั้วการเมือง”
“อ๋อ”
“แต่ผมเห็นว่า คุณเผ่าลาภก็อยู่พรรคเดียวกับคุณพ่อ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร และที่สำคัญผมรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของบริษัท M.S. ช่วงนี้ดูเงียบๆไป ต้องรีบปรับแนวทางการประชาสัมพันธ์โดยด่วน”
“จริงของหลาน อากำลังเบื่อเอเจนซี่เก่าอยู่พอดี” อรทัยหลงลม
“และถ้าอาตกลงจ้างบริษัทผม ก็เท่ากับช่วยผมได้อีกหนึ่งข้อ”
“ข้อนี้คืออะไรจ๊ะ”
“ผมก็จะได้เรียนรู้โครงสร้างของบริษัท M.S. ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับบริษัทส่งออกของผมที่กำลังจะเปิดตัวในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ได้”
อรทัยมีสีหน้าประหลาดใจ
“หลานมีบริษัทส่งออกด้วย ?...แล้วจะส่งออกอะไรจ๊ะ”
“ปลาสลิดครับ...ผมจะส่งออกปลาสลิด”
อรทัยเห็นงามตามไปหมด “อือม...แหลมคมจริงๆ เลยหลาน หลายๆ ครั้งที่อาไปต่างประเทศ แล้วเกิดอยากกินปลาสลิด...มันหาไม่ได้จริงๆ ซะด้วยสิ”
“ครับ... ไม่ว่าคุณอาจะตกลงจ้างผมหรือไม่ ผมก็จะขอรบกวนคุณอาช่วยพาผมเดินดูทุกๆ ฝ่าย ในบริษัทเป็นเบื้องต้นก่อนได้มั้ยครับ เผื่อผมจะขอ ลอกแบบ ระบบ ระเบียบภายในของบริษัทคุณอา เอาไปใช้บ้าง”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะจ๊ะหลาน”
อรทัยหลงกลตะวันฉาย เต็มๆ

ส่วนที่บ้านหลังใหม่ของโบ้ ในชุมชน โบ้เป่าทรัมเป็ต คู่ใจ ตีกลอง และอุปกรณ์ดนตรีเท่าที่พอจะมีเหลืออย่างสนุกสนาน เขาวิ่งวนไปรอบๆพื้นที่บ้าน แหกปากร้องเพลง
“อายุสิบห้า ได้มาเป็นสาวรำวง มาใส่กระโปรงวับๆแวมๆ ไฟสลัวมัวเหมือนคืนเดือนแรมอะร้าแอร่ม อยู่บนฟลอร์เต้นรำ เราเกิดมาเป็นคนต้อยต่ำ กระด่างกระดำ ดั่งเม็ดดินเม็ดทราย...สาวน้อยใจกล้าต้องมาเป็นสาวรำวง...”
ก้อยนั่งกอดกีตาร์ท่าทีเซื่องซึมอยู่กลางโถงนั้น
“แล้วอะไรต่อนะก้อย...เนื้อว่าไง...”
ก้อยบอกเนื้อเพลงต่อ หน้าตาไร้อารมณ์
“นั่งตีคิ้วโก่ง รอบัตรโค้งจากชาย”
“นั่งตีคิ้วโก่ง รอบัตรโค้งจากชาย...ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ....นิดเดียวพอได้ อย่ามากไปนะพี่จ๋า...”
เท่ห์ และเช็ง ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้าน
“โปรดมองฉันเป็นแค่เพียงอาหารตา” ก้อยร้อง
โบ้ร้องสลับ “เห็นใจเถิดหนา คู่ขาเต้นรำวง...”
“ไอ้โบ้ เจ้าเข้าเหรอมึง สนุกอะไรขนาดนั้น ห๊ะ...ไปตกปลากับกู ไป” เท่ห์แขวะ
“ไม่เอา ขี้เกียจไป...กูฝากซื้อข้าวด้วยนะ” โบ้บอก
“กูรู้...มึงอยากอยู่กับก้อย” เช็งเหน็บ
“ไอ้หรั่งมันฝากไว้เว้ย” โบ้โบ้ย
“ถึงไอ้หร
กำลังโหลดความคิดเห็น...