xs
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์**แก้ไข

เผยแพร่:

โดมทอง ตอนที่ 18 อวสาน


แสงไฟที่ห้องอดิศวร์เปิดสว่างขึ้น ไฟห้องต่างๆ เปิดตามมา พร้อมเงาของผู้คนข้างในบ้านวิ่งกันวุ่นวาย ขณะที่สายฝนยังเทกระหน่ำ ไม่ลืมหูลืมตา

แสงแขลากแขนโอบอ้อมตามมาด้วย โดยที่โอบอ้อมพยายามขัดขืน
“ปล่อยค่ะ...คุณแข! โอบจะไปนอนกับพี่อุไร”
“แกต้องนอนกับฉัน”
แสงแขลากโอบอ้อมเข้าไปในห้องจนได้ หลังจากยื้อกันไปยื้อกันมาครู่หนึ่ง

พอเข้ามาในห้องได้ แสงแขรีบปิดประตูล็อคห้อง
โอบอ้อมลงคุกเข่า พนมมือ “ให้โอบไปนอนกับพี่อุไรเถอะค่ะ!”
“แล้วคิดเรอะว่านังอุไรมันจะยอมให้แกนอนด้วย! มันกลัวผีคุณย่าตามแกไป”
“ว้าย! ผีท่านผู้หญิงน่ะไม่ตามโอบหรอกค่ะ! แต่จะตามคุณแขนั่นแหละ!”
“นังโอบบ้า”
“ก็ไม่จริงหรือคะ! ยิ่งมีกรณีกันอยู่ด้วย! อีกอย่าง..คุณแขน่ะนิสัยใจคอเหมือนท่านจะตาย!”
“อีโอบ!”
“แบบนี้ยิ่งเหมือนเป๊ะเว่อร์”
“ฟังให้ดีนะ นังโอบ ไม่ว่าจะยังไง คืนนี้แกต้องนอนเป็นเพื่อนฉัน!”
“โอบต้องไปเอาที่นอนหมอนมุ้งมาก่อนค่ะ!”
“ไม่ต้อง! นอนกับกระดานนั่นแหละ เอ้า! เอาหมอนใบนี้ไป...ฉันยกให้”
แสงแขโยนหมอนอีกใบให้โอบอ้อม
“นอนได้แล้ว! ไฟเฟยเปิดไว้อย่างนี้แหละ! ไม่ต้องปิด”
แสงแขล้มตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัว โอบอ้อมหน้างอขณะเอนตัวลงนอนเบียดติดเตียง


ท่านผู้หญิงนอนตาย สภาพเหมือนคนกำลังหลับสนิท ผ้าแพรเพลาะคลุมถึงอก
อดิศวร์ในชุดดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ทอดสายตามองย่าด้วยสีหน้าแววตาเศร้าๆ พลางยื่นมือมากุมมือท่านไว้
“คุณย่าครับ...ผมขออโหสิทุกอย่าง แล้วก็ขอให้คุณย่าอโหสิให้ผมเช่นเดียวกัน!”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังแน่นิ่งไม่ไหวติง อดิศวร์มองหน้าท่านอย่างเพ่งพิศ
ภาพที่ท่านผู้หญิงนอนตายตาเหลือกโพลง ราวกับกลัวอะไรบางอย่างสุดชีวิตผุดขึ้นมาอีก
อดิศวร์ค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบตาท่านให้ปิดลงอย่างสนิท
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วอุษาในอาภรณ์สีดำเปิดเดินเข้ามา โดยอุไรในชุดดำเช่นกันหยุดยืนอยู่ห่างๆ ตาเหลือบแลแว้บๆ ไปที่ท่านด้วยความกลัว
“คุณลบไปนอนเถอะค่ะ...อุษากับอุไรจะนอนเฝ้าคุณย่าเอง”
อุไรสะดุ้งเฮือก “อุ...อุไร...ยังไม่ได้พูดนะคะ”
“ฉันเฝ้าคนเดียวก็ได้!” อุษานิ่วหน้ามองอุไรแว่บหนึ่ง
“ไม่ต้อง คืนนี้คุณย่าจะอยู่ที่โดมทองของท่านเป็นวันสุดท้าย...พรุ่งนี้ก็ต้องย้ายท่านไปที่วัดแล้ว...พี่จะอยู่กับท่านเอง อุษาไปนอนเถอะ”
อุไรจะร้องไห้เสียให้ได้ “แล้ว...แล้วอุไรล่ะคะ”
อดิศวร์รำคาญเล็กๆ “จะไปไหนก็ไป”
อุไรรีบคว้าข้อมืออุษาหมับ “เราไปกันเถอะค่ะ...คุณอุษา”
อุษาดุเล็กๆ “เอ๊ะ! อุไรนี่! จะกลัวอะไรนักหนา..คุณย่าก็เหมือนคนนอนหลับธรรดา! ดูดีๆ ซิ”
“มะ...มะ...ไม่เป็นไรค่ะ!” อุไรบอก
“พี่จะไปเอางานมาทำในนี้...อุษาอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าก่อนนะ...เดี๋ยวพี่มา” อดิศวร์ลุกขึ้น
“ค่ะ”
ขณะที่ทั้ง 2 พูดกัน อุไรพยายามทำใจกล้าเหลือบมอง ท่านผู้หญิงลืมตาโพลงขึ้นทันที
อุไรร้องลั่น กระโดดเข้ามากอดอุษา “ว้าย! ช่วยด้วย! คุณอุษาช่วยด้วย”
อดิศวร์และอุษารำคาญ อดิศวร์เดินออกไป
อุษาแกะแขนอุไรออก “อะไรนะ อุไร”
อุไรหลับหูหลับตา “ท่านผู้หญิงค่ะ ท่านผู้หญิงเบิกตาโพลงมองอุไร”
“โธ่เอ๊ย นี่ ดูเสียให้เต็มตา”
อุษาดันตัวอุไรให้ไปใกล้ๆเตียงท่าน อุไรโวยวายลั่น
“ลืมตาซิ”
“ไม่ค่ะ อุไรกลัว”
“ก็มัวแต่หลับหูหลับตาอยู่นั่น จะไปเห็นอะไร”
“อุไรไม่อยากเห็นค่ะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อิติปิโส ภควา”
อุไรสวดมั่วไปหมด อุษาส่ายหน้า

ดึกสงัด ท้องฟ้าร้องครืนครัน ฟ้าแลบแปลบปลาบเหมือนฝนจะตกใหญ่ ลมพัดแรง
ลมพัดเข้ามาภายในห้องแสงแขจนม่านปลิวไสว
“คุณแขขา ...หลับหรือยังคะ” โอบอ้อมพูดเบาๆ สีหน้าหวาดหวั่น
“ไปปิดหน้าต่างซิ” เสียงพลับพลึงดังขึ้น
โอบอ้อมคิดว่าเป็นแสงแข “ค่ะ...คุณแขเป็นหวัดหรือคะ...เสียงแปลกๆ”
แสงแขอยู่บนเตียงมองโอบอ้อมลุกขึ้นเดินไปปิดหน้าต่างพลางพูดบ่นด้วยสีหน้างงๆ
“ปิดให้หมดเลยหรือคะ”
“แกพูดกับใครน่ะ โอบ”
“ก็พูดกับคุณแขไงคะ”
โอบอ้อมหันมามองทางแสงแขและสะดุ้งโหยง เห็นพลับพลึงยืนอยู่ตรงหัวนอนแสงแข ทัดดอกพลับพลึงสีขาว
โอบอ้อมพยายามจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา
แสงแขลุกนั่ง “นังโอบ แกเป็นอะไรของแกฮึ”
โอบอ้อมพยายามพยักเพยิดให้แสงแขมองข้างหลัง
“อะไร”
โอบอ้อมค่อยๆ ยกมือชี้ แสงแขหันไปมองตาม แล้วสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง

พลับพลึงยืนมองมา แสงแขจะลุกหนีก็ลุกไม่ขึ้น จะร้องก็ร้องไม่ออก


เช้าวันต่อมา ทุกคนในโดมทองล้วนอยู่ในอาภรรณ์สีดำ ไว้ทุกข์ให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์ อุษากำลังชงกาแฟ และเตรียมแซนด์วิชให้อดิศวร์อยู่ภายในครัว สักครู่แสงแขเดินเข้ามา

“ทำอะไรน่ะ”
“ชงกาแฟแล้วก็ทำแซนด์วิชให้คุณลบ ของเธอมีโจ๊กร้อนๆ”
อุษาวางทุกอย่างลงบนถาด แล้วยกขึ้น
“จะเอาไปให้คุณลบเหรอ”
อุษาพยักหน้า “เดี๋ยวคุณลบต้องพาคุณย่าไปวัด...ได้ศาลาแล้ว”
“แขยกไปให้เอง”
แสงแขพูดพลางดึงเอาถาดแซนด์วิช และกาแฟไปจากมืออุษาแล้วเดินไป อุษามองตามอย่างกังวล


ที่กรุงเทพฯ เช้าวันเดียวกัน พิชญ์ พิณทอง และ วัชรี นั่งทานอาหารเช้ากัน บรรยากาศในห้องอาหารดูสดชื่น ระหว่างพิชญ์ และพิณทอง จนวัชรีอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ แต่พิณทองยังดูเง้างอนเล็กๆ ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม เสียงมือถือพิณทองดังพิชญ์ทำเสียงดุเล็กๆ
“ใครโทร.มาแต่เช้า”
“น้าลบค่ะ... ฮัลโหล น้าลบ...” พิณทองตกใจมาก “อะไรนะคะ”
พิชญ์และวัชรีต่างชะงัก มองอย่างลุ้นว่าเรื่องอะไร ขณะพิณทองฟังโทรศัพท์
“ค่ะ...ค่ะ แล้วพิณจะเรียนคุณพ่อคุณแม่ให้...น้าลบ...พิณเสียใจด้วยจริงๆนะคะ... ค่ะ เย็นนี้หรืออาจจะเป็นพรุ่งนี้
ครอบครัวพิณจะไปโดมทอง...ค่ะ...สวัสดีค่ะ พิณเป็นกำลังใจให้นะคะ”
พิณทองค่อยๆ วางโทรศัพท์ลง สีหน้าดูสลดหดหู่
“อะไรหรือ หนูพิณ” วัชรีถาม
“น้าลบโทร.มาบอกว่า คุณย่าเสียเมื่อคืนนี้ค่ะ”
“ตายจริง” วัชรีตกใจ
“คุณโทร.ไปเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบเถอะ...ผมจะจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้”
“ค่ะ...”
พิชญ์หยิบมือถือ แล้วลุกออกไปโทร. ขณะที่พิณทองโทรศัพท์ถึงแม่
“ฮัลโหล...คุณแม่ขา”

อดิศว์คุยกับพิณทองเสร็จก็เดินออกมาจากห้อง ขณะที่แสงแขยกถาดเดินออกมาพอดี
“แซนด์วิชค่ะ...คุณลบ”
“ขอบใจ...แต่พี่กินไม่ทันแล้ว...รถกำลังมารับคุณย่า”
อดิศวร์ขยับเดิน
“ทานรองท้องสักหน่อยเถอะค่ะ...เดี๋ยวคุณลบต้องยุ่งทั้งวัน”
อดิศวร์ส่ายหน้า “พี่กินไม่ลง”
อดิศวร์เดินออกไป แสงแขมองตามหงุดหงิด
“ไม่รู้จะอาลัยอาวรณ์อะไรกันนักหนา”

แสงแขเดินถือถาดแซนด์วิชกลับเข้ามาในห้องตัวเอง วางถาดลง
“ไม่กินอย่ากิน ฉันกินเองก็ได้”
แสงแขนั่งกินแซนด์วิช แล้วจิบกาแฟไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดแกมกังวล สักครู่หนึ่ง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แต่เร่งร้อน
“ใคร”
“โอบเองค่ะ”
“เข้ามา”
โอบอ้อมรีบเปิดประตูเดินเข้าไปแล้วปิดลง
“เขาไปกันหมดแล้วเรอะ”
“ค่ะ...คุณแขขา...ถ้าแม่วิรงรองมันเปิดโปงเรา”
แสงแขเคียดแค้นสุดๆ “ทำไมมันไม่ตาย ไปให้พ้นๆ นะ”
“นั่นซีคะ แถมยังมีผีคุณพลับพลึง...”
แสงแขตวาดทันที “หยุด! นังโอบ! แกอย่าเที่ยวพูดไปนะ เดี๋ยวคนจะสงสัยว่าคุณย่าน้อยมาหลอกเราทำไม”
โอบอ้อมลดเสียงเบาลง แต่ยังทำหน้าทำตา “คุณแขขา...นี่แสดงว่าผีคุณพลับพลึง เป็นพวกเดียวกับแม่วิรงรองใช่มั้ยคะ ตายแล้ว เรามิถูกผีหักคอตายหรือคะ”
“จะบ้าเรอะ”
“ก็โอบกลัวนี่คะ! ท่านผู้หญิงที่ว่าแน่ๆ ยังไม่รอด แล้วอย่างคุณแข...อย่างโอบจะเหลือเรอะ โอ๊ย”
“เอ๊ะ บอกว่าอย่าโวยวายไง แกไปหยิบชุดดำในตู้ไปรีดทับหน่อย ฉันจะไปช่วยเขาที่วัด จะได้ไม่มีใครสงสัย”
“โอบไปด้วยค่ะ”
“แล้วอย่ามีพิรุธล่ะ ไม่งั้นฉันจะให้แกเฝ้าบ้าน ตอนสวดศพคุณย่าทุกคืน”
“ค่ะ โอบจะเงียบสนิทเลยค่ะ”
โอบอ้อมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบชุดดำออกมา 2-3 ชุด


เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯ ที่มาร่วมงานศพท่านผู้หญิงเดินทางมาถึงกันแล้ว วิรงรองกำลังคุยกับปรางอยู่ในห้อง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ วิรงรองลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูแล้วชะงัก เมื่อเห็นพิชญ์ยืนอยู่ วิรงรองหันไปทางแม่ซึ่งเดินตามมา พิชญ์รีบพูดขึ้นก่อน
“ผมขออนุญาตคุยกับวิไม่ถึง 10 นาทีครับ...รับรองว่าไม่มีเรื่องให้สบายใจเด็ดขาด”
ปรางมองหน้าตาบริสุทธิ์ใจของพิชญ์แล้วพยักหน้า วิรงรองเดินออกไป ขณะที่ปรางปิดประตู


วิรงรองเดินตามพิชญ์มาที่เฉลียง พิชญ์มองไปข้างหน้าครู่หนึ่งแล้วหันมา นัยน์ตาที่มองวิรงรองเศร้าแว่บหนึ่ง
“ขอแสดงความยินดีกับคุณที่จะแต่งงานกับน้าลบอีก 3 เดือนข้างหน้า”
วิรงรองยิ้ม “ขอบคุณค่ะ...พิชญ์มาให้ได้นะคะ”
“ผมต้องมากับพิณอยู่แล้ว”
“คุณโชคดี...คุณพิณเป็นคนน่ารักมาก”
“ตกลงเราก็โชคดีทั้งสองคน”
วิรงรองยิ้ม พิชญ์ถอนใจ
“ผมไปละ...ป่านนี้ทุกคนคงพร้อมแล้ว”
“ฉันจะลงไปส่งด้วย....คุณมาแล้ว”
พิชญ์หันไปมอง แล้วยิ้มรับปราง
“ลงไปกันได้แล้ว”

ทั้ง 3 เดินลงไปด้วยกัน
งานศพผ่านไปอย่างเรียบร้อย แขกกรุงเทพฯ เตรียมเดินทางไปสนามบิน เพื่อกลับกรุงเทพฯ แสงแขยืนทอดสายตามองลงไปข้างล่าง เห็นรถตู้พาคณะกรุงเทพฯ แล่นออกจากประตูโดมทองไป โดยมีอดิศวร์และวิรงรองยืนส่ง อดิศวร์นั้นโอบไหล่วิรงรองเข้ามาใกล้ตัวตลอด

แสงแขกัดปากแน่นด้วยความขมขื่นและเจ็บปวด
มองภาพอดิศวร์ที่โอบไหล่วิรงรองพากันเดินกลับเข้ามาในบ้าน
แสงแขน้ำตาไหล ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

ภายในห้องของท่านผู้หญิง บรรยากาศมืดสลัวด้วยหน้าต่างปิดหมดทุกบาน รวมทั้งผ้าม่านที่ปิด ยิ่งทำให้ดูทึมทึบ
และวังเวงยิ่งขึ้น เตียงถูกคลุมผ้า ทุกอย่างในห้องถูกเก็บเรียบร้อย เหมือนห้องที่ไม่มีคนอยู่
ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก ก่อนจะเห็นแสงแขเดินเข้ามาด้วยอารมณ์แค้นใจ และเสียใจ แล้วปิดประตูเบาๆ เดินมายืนจังก้าข้างๆ เตียง
“คุณย่าไม่แน่จริง”
ทุกอย่างเงียบขึ้นไปอีก เต็มไปด้วยความวังเวง
“นังวิรงรองมันกำลังจะแต่งงานกับคุณลบ เท่ากับคุณย่าแพ้ซ้ำซาก...แพ้คุณย่าน้อยพลับพลึงแล้วก็มาแพ้นังวิรงรอง!...” แสงแขหัวเราะร่วน ดวงตาเป็นประกายกร้าว “สมน้ำหน้า ! อยากไม่มีน้ำยา...คนที่คุณย่ารักถึงได้ถูกแย่งไปหมด”
เหมือนมีใครคนหนึ่ง กำลังมองแสงแขอยู่
“แต่แขไม่ใช่พวกขี้แพ้ แขจะไม่มีวันยอมให้คนที่แขรักถูกแย่งไปเด็ดขาด”
มีเสียงเหมือนคนหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากซอกมุมหนึ่ง
“ใคร”
เสียงนั้นเงียบไป
“คิดว่าแขจะกลัวเรอะ ตอนคุณย่ามีชีวิตอยู่ แขยังไม่กลัวแล้วเรื่องอะไรจะกลัวซากของคุณย่า แล้วแขต้องแต่งงาน
กับคุณลบให้ได้ คอยดูไปก็แล้วกัน”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นอีก
แสงแขแสยะยิ้ม มองไปโดยรอบ พลางตะเบ็งเสียงหัวเราะเยาะแข่งเสียงท่าน จนสักครู่หนึ่งแสงแขจึงเดินออกไป
โดยไม่ทันเห็นว่าร่างรางๆ ของท่านผู้หญิงปรากฏขึ้นในมุมมืด

ฟากโอบอ้อมหน้าตาตื่นรีบเดินตรงมาที่แสงแขซึ่งเดินออกจากห้องท่านผู้หญิงมา
“คุณแขขา คุณแขเข้าไปในนั้นทำไมคะ ! ไม่กลัว ..ผ..สระ..อี หรือคะ”
“กลัวจนหายกลัวแล้ว ต่อให้ยกกันมาเป็นกองทัพด้วย เอ้า”
“มิน่า เลยเข้าไปปลุกระดมผีท่านผู้หญิง”
“นังโอบ! แกอย่ามาตีตัวเสมอฉัน”
“โอบเปล่าตีเสมอคุณแขค่ะ”
“เออ จำใส่กะลาหัวเอาไว้เลย แล้วก็ห้ามพูดจาเรื่อยเปื่อยด้วยเพราะถ้าใครเกิดสงสัยขึ้นมา...ทั้งแกทั้งฉันต้องเข้าไปนอนในคุก”
โอบอ้อมมองซ้ายมองขวา ลดเสียงลง “คุณแขคะ ! แล้วแม่วิรงรอง...”
แสงแขจ้องโอบอ้อมเขม็ง
“ทำไมไม่พูด”
“แกอยากให้มันพูดเรอะ”
“เปล่าค่ะ !...แต่ถ้าเขาเกิดพูดขึ้นมา”
แสงแขแสยะยิ้ม แล้วออกเดิน โอบรีบตาม

ส่วนวิรงรองกำลังเดินลงบันไดมา ขณะแสงแขและโอบอ้อมกำลังเดินขึ้นมา แสงแขและโอบอ้อมชะงัก
วิรงรองเดินมาช้าๆ นัยน์ตาจ้อง 2 สาวเขม็ง วิรงรองเดินจนขึ้นมาหยุดที่บันไดขั้นเดียวกัน แล้วยิ้มน้อยๆ
โอบอ้อมหลบตา มือไม้สั่นมีพิรุธ
“ระยะหลังๆ มานี่...เราไม่ค่อยได้พบกันเลยนะคะ”
แสงแขแหวใส่ “แกหาว่าฉันหลบหน้าแกเรอะ”
วิรงรองฉุนนิดๆ “จะทวนคำพูดเมื่อกี้ให้ฟังใหม่นะคะ...ดิฉันพูดว่า ระยะหลังๆ มานี่เราไม่ค่อยได้พบกันเลยนะคะ...มีคำว่า “หลบหน้า” ตรงไหน”
“ไม่มีจริงๆ ด้วยค่ะ” โอบอ้อมบอกแทน
“นังโอบ! นังจิ้งจกเปลี่ยนสี”
โอบอ้อมจ๋อย
“แกจะฟ้องคุณลบก็ฟ้องไป หรือจะบอกตำรวจก็ได้ ฉันไม่กลัวเพราะชีวิตฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
แสงแขน้ำตารื้นขึ้นมา แล้วรีบกล้ำกลืนลงไปด้วยทิฐิ และความถือดี
“อยากจะทำอะไรก็ทำ ! ฉันไม่กลัวแก ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
แสงแขเดินเลยขึ้นไป ด้วยสีหน้าท่าทางเหย่อหยิ่งตามเดิม
โอบอ้อมรีๆรอๆ “เอ้อ...”
“นังโอบ”
“คะ”
“มานี่”
“ค่ะ”

โอบอ้อมรีบตามแสงแขซึ่งเดินเชิดหยิ่งไป
แสงแขเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ติดตามด้วยโอบอ้อม ที่ปิดประตูเสร็จหันกลับมา ยังไม่ทันตั้งตัว แสงแขตบเปรี้ยงจนโอบอ้อมเซหน้าหัน

“ว้าย”
“แกจะทรยศฉันใช่มั้ย...นังโอบ”
“เปล่าค่ะ”
แสงแขขยุ้มบีบคอโอบจนเซไปชนประตู
โอบอ้อมกลัวสุดๆ พยายามดิ้นหนี “โอบกลัวแล้วค่ะ คุณแขขา โอบกลัวแล้ว...โอบจะไม่ทรยศคุณแข อย่าทำอะไรโอบเลยค่ะ”
โอบอ้อมสำลักครู่หนึ่ง แล้วแสงแขจึงยอมปล่อยอย่างกระแทกกระทั้น

โอบอ้อมเดินแกมวิ่งมาแล้วยกมือปิดหน้าร้องไห้จะกลับห้อง อุไรเดินสวนมาชะงักมองด้วยความแปลกใจ
“โอบ เป็นอะไรน่ะ”
โอบอ้อมเหมือนไม่ได้ยิน เดินแกมวิ่งไป
อุไรรีบตามไปถึงตัวไว้ “เฮ้ย! เป็นอะไรไปฮึ ...โอบ”
โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก พอเห็นว่าเป็นอุไรก็ถอนใจเฮือก
“พี่อุไรเรอะ”
“เออ! แกเป็นอะไรถึงได้ร้องไห้ร้องห่มยังกับโลกจะแตก”
“ให้มันแตกเสียก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องกลัว...” พูดแล้วหยุดชะงักด้วยนึกได้
“กลัวอะไร”
โอบอ้อมมีพิรุธ “เปล่า ฉันไปละ”
โอบอ้อมจะไป แต่อุไรรีบดึงเอาไว้
“เดี๋ยว! แกกลัวอะไร”
“บอกว่าเปล่า”
อุไรเหลียวซ้ายแลขวา “กลัวผีท่านผู้หญิงใช่ไหม”
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
โอบอ้อมผลักอุไร แล้วเดินแกมวิ่งออกไป
อุไรตกใจ “สงสัยจะใช่จริงๆ”

กลางดึกดวงจันทร์เต็มดวงลอยผ่านกลุ่มเมฆสีดำเหนือโดมทอง ดวงจันทร์นั้นค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเหมือนสีเลือด
แสงแขพลิกตัวนอนตะแคงอยู่ภายในห้อง
“แสงแข...แสงแข...” เสียงท่านผู้หญิงแผ่วโหย แต่ยังคงทรงอำนาจ
แสงแขขยับตัวเหมือนจะได้ยิน แต่แล้วก็จะหลับต่อด้วยความง่วงงุน
“แสงแข” เสียงเรียกเข้มขึ้น
แสงแขลืมตาขึ้นในลักษณะยังงัวเงีย
“ใคร”
ท่านผู้หญิงปรากฏขึ้นในมุมมืด แต่ยังเห็นชัด
แสงแขตกใจ “คุณย่า”
“ฆ่ามัน อย่าปล่อยให้มันแย่งตาลบไปได้ ฆ่ามัน”
ใบหน้าท่านผู้หญิงขณะนั้นถมึงทึง น่ากลัวสุดขีด

แสงแขสะดุ้งตกใจตื่นกลางดึก เอื้อมมือเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ กวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างหวาดผวา พบว่าบริเวณในห้องไม่มีอะไรผิดปกติ
แสงแขถอนใจโล่ง แล้วขยับตัวพิงพนักเตียง เสียงท่านผู้หญิงดังก้องขึ้นอีก
“ฆ่ามัน! อย่าปล่อยให้มันแย่งตาลบไปได้! ฆ่ามัน!”
สีหน้าแววตาแสงแขเป็นประกายโหดร้ายขึ้นมา ราวกับถูกสะกด

วันเวลาผ่านไปอีกสักระยะ โอบอ้อมกำลังจะเดินไปที่บันได
เสียงวิรงรองดังขึ้น “จะไปไหน...โอบ”
โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก หันกลับมา
“คะ...คะ... คุณ...คุณวิ”
“จะไปไหน”
“เอ้อ...ไป...ไป...ดูคุณแขค่ะ ป่านนี้ยังไม่ออกจากห้องเลย”
วิรงรองยิ้มนิดๆ อย่างรู้ทัน “อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ” แล้วเดินเลยไป
โอบอ้อมมองตาม กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น


แสงแขนั่งอยู่ในห้อง นัยน์ตาแห้งผากมองลงไปข้างล่าง มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น
“ใคร”
“โอบเองค่ะ” เสียงโอบเหมือนจะร้องไห้
“เข้ามา”
โอบอ้อมเปิดประตูเดินเข้ามา...สีหน้าแววตาเดือดเนื้อร้อนอกร้อนใจไม่มีความสุข
แสงแขนิ่วหน้า “แกเป็นอะไร นังโอบ”
“ก็โอบกลัวนี่คะ จนป่านนี้แล้วคุณวิยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ....เวลาเขามองมาทีไรโอบเสียวทุกที”
แสงแขตาลุกวาว “อ๋อ...แกอยากให้มันพูดนักเรอะ...อยากเข้าคุกนักเรอะไง”
“เปล่าค่ะ”
“เปล่าก็อย่าทำเป็นบ้าเป็นบอแบบนี้อีก”
“ค่ะ”
“ไสหัวไป แล้วถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับฉัน”
โอบอ้อมเดินออกไปจ๋องๆ โดยแสงแขมองตามอย่างหงุดหงิด
สีหน้าแสงแขแน่วแน่มั่นใจ

กลางดึกของคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงกระจ่างกลางท้องฟ้า คฤหาสน์โดมทองสว่างนวลด้วยต้องแสงจันทร์ แต่ยังคงมีหมอกควันจางๆ อยู่ทั่วไป
อดิศวร์และวิรงรองหลบอยู่ในมุมหนึ่ง ทอดสายตามองไปบริเวณใต้หน้าต่างโดม
“ท่านคงไม่มาแล้วละ เพราะในที่สุด ท่านก็ได้อยู่ด้วยกัน...เหมือนเราที่กำลังจะแต่งงานกัน”
“วกเข้ามาจนได้ ไม่เห็นจะเหมือน”
“ก็เหมือนตรงที่เราได้อยู่ด้วยกันในที่สุดไง”
“ฮื้อ...”
ขณะนั้นเองมีเสียงเหมือนฝีเท้าม้าวิ่งตรงมา 2 คนมองไป อดิศวร์โอบไหล่วิรงรองไว้ใกล้ตัว
สองคนเห็นท่านเจ้าคุณขับรถเข้ามา โดยมีพลับพลึงนั่งอยู่เคียงข้าง วิรงรองเอนศรีษะพิงกับอกอดิศวร์
ท่านเจ้าคุณและพลับพลึงนั่งรถม้าผ่านหายไปท่ามกลางสายหมอก

ทั้งสองคนสูดลมหายใจยาว สีหน้าแววตามีความสุข และตื้นตันใจ
เช้ามืด วิรงรองเดินเข้ามาในครัว แล้วเรียกเสียงใส

“พี่อุษา”
วิรงรองชะงัก เมื่อพบว่าแสงแขค่อยๆ หันกลับมา
“พี่อุษายังไม่ลงมา...ฉันกลัวคุณย่าจะหิวเลยรีบมาทำซุปให้ก่อน”
วิรงรองอึ้ง นิ่งงันไป แสงแขหันกลับไปทำซุปต่อ
“คุณย่าบอกฉันว่า ท่านไม่ต้องการให้เธอแต่งงานกับคุณลบ”
วิรงรองหันหลังเดินออกไป แสงแขกระชากแขนไว้จนวิรงรองซวนเซ
“ปล่อยนะ คุณแสงแข”
แสงแขแสยะยิ้ม “อย่านึกว่า ฉันจะสำนึกบุญคุณ ที่แกไม่เล่าให้ใครฟังเรื่องที่ฉันร่วมมือกับคุณย่าหลอกแกขึ้นไปขังไว้บนยอดโดมนั่น”
วิรงรองสะบัดแขนออก “ฉันก็ไม่ได้หวังว่าคุณจะมาสำนึกอะไรหรอก แต่ที่ตัดสินใจไม่พูด ก็เพราะเห็นว่าเกิดเรื่องร้ายๆ ในโดมทองมามากพอแล้ว อีกอย่าง...คุณเป็นน้องของพี่อุษา ฉันไม่อยากให้พี่อุษาเสียใจ! ส่วนคุณจะนึกยังไงก็ช่างคุณ”
วิรงรองเดินออกไปทันที
แสงแขคำราม “นังวิรงรอง ถ้าโลกนี้มีฉัน มันก็ต้องไม่มีแก”

ฉากที่ 79/1มุมหนึ่งในบ้าน (จะออกไปภายนอก) ตัวละครวิ อุษา
วิรงรองกำลังจะเดินออกไปภายนอก อุษาซึ่งกำลังเดินจากอีกทางหนึ่งเรียกไว้
“คุณวิ”
วิรงรองหันหน้ากลับมา
“คุณลบอยู่ข้างนอกแน่ะค่ะ”
“ค่ะ...พี่อุษาคะ...เมื่อกี้วิพบคุณแสงแขในครัว” วิรงรองมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “เอ้อ... เธอบอกว่ากำลังทำซุปให้คุณย่า...”
อุษาถอนใจยาว “เขาคงสะเทือนใจหลายๆเรื่อง...พี่ว่าจะลองพาไปพบจิตแพทย์เหมือนกัน”
“ดีค่ะ...พี่อุษาปรึกษาเรื่องนี้กับคุณอดิศวร์ แล้วหรือยังคะ”
“พี่ตั้งใจจะไม่รบกวนคุณลบ คุณวิอย่าบอกคุณลบนะคะ...แค่นี้ก็สร้างความเดือดร้อนให้พอแล้ว”
วิรงรองขยับจะค้าน
อุษารีบขัดก่อน “นึกว่าพี่ขอร้องละนะคะ...นึกว่าเห็นแก่พี่...” อุษาเว้นไปนิดท่าทางเขินเล็กๆ “อีกอย่าง...ที่ปรึกษากับพันธุ์สูรย์แล้ว”
วิรงรองยิ้มแฉ่ง “นั่นแน่! งั้นวิก็รับปากด้วยความเต็มใจเลยค่ะ...เดี๋ยววิจะขออนุญาตคุณลบให้คุณพันธุ์สูรย์ มาทานข้าวกลางวันกัน”
อุษาตกใจ “อุ๊ย”
“วิไปละนะคะ”
“เดี๋ยว! คุณวิ!”
วิรงรองออกไปอย่างแจ่มใส โดยหันมามองอุษาล้อเลียนแว่บหนึ่ง อุษาถอนใจเฮือก

วิรงรองเดินออกมาแล้วชะเง้อมองหา จนเห็นว่าอดิศวร์กำลังยืนสั่งงานสมและคนงาน วิรงรองยิ้มกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปหา อดิศวร์สั่งงานเสร็จพอดี
“แค่นี้แหละ สม”
“ครับ”
สมและคนงานออกไป
อดิศวร์หันมามองวิรงรองที่ยิ้มอยู่อย่างอ่อนโยน “ยิ้มแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า”
“วันนี้ วิชวนคุณพันธุ์สูรย์มาทานข้าวกลางวันด้วยกันล่ะ”
อดิศวร์ทำหน้านิ่งๆ “เมื่อไหร่จะเลิกเป็นแม่สื่อเสียที วันก่อนก็ชวนเจ้าลานนามาเจอกับคุณอนิรุทธิ์”
“โธ่! ก็สองคนนั่นสมกันออก” วิรงรองกอดแขนประจบ “นะคะ...คุณอดิศวร์ อนุญาตนะคะ”
“ตามใจ”
วิรงรองดีใจมาก กราบที่อก “ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”
“ขอบคุณให้มันดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือ”
อดิศวร์ก้มหน้าลงใกล้อีก

“อุ๊ย...เดี๋ยวใครเห็นค่ะ”
โดมทอง ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

ที่หน้าต่างห้องนั่งเล่น แสงแขขบกรามแน่น นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความริษยา มือกำแน่น มองสองคนที่ดูสุขสดชื่นเช่นคนรักกัน
แสงแขหันหลังกลับเดินออกไป

ไม่นานนัก สองนายบ่าวอยู่ในห้องของแสงแข โอบอ้อมเบิกตากว้าง พอฟังจบ
“คุณแข นี่จะเอา...เอาอีกแล้วหรือคะ”
“แกมีหน้าที่ทำตามฉัน ไม่ใช่มาถาม”
โอบอ้อมกลืนน้ำลาย
“จัดการโทร.ให้พี่ชายแกไปพบฉันที่เดิม คราวนี้ฉันให้ 3 แสน ส่วนแก ฉันให้ค่าโทร. 5 หมื่น”
โอบอ้อมเบิกตากว้าง “5 หมื่น! คุณแขไปเอาเงินที่ไหนมาคะ”
“ชุดมรกตที่ฉันยึดมาจากคุณย่า! ฉันจะเอาไปขาย! รีบโทร. ตามเดี๋ยวนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงเลยค่ะ”

โอบอ้อมเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจต่อเนื่อง
“ห้าหมื่น! ห้าหมื่น! ห้า...”
เสียงวิรงรองดังก้องในหู “อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ”
โอบอ้อมชะงัก ความลิงโลดค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นกังวล
ภาพวิรงรองผุดเข้ามาในห้วงความคิด
“จะไปไหน”
“เอ้อ...ไป...ไปดูคุณแขค่ะ ป่านนี้ยังไม่ออกจากห้องเลย”
“อย่าให้เกิดเรื่องอีกล่ะ”
ภาพวิรงรองเลือนหายไป
“เอาไงดี เงินตั้งห้าหมื่น เอาวะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ห้าหมื่น...ท่องเอาไว้...ห้าหมื่น...ห้าหมื่น”
โอบอ้อมท่องพลางลงบันไดพลาง

เวลาผ่านไปอีกสักระยะ แสงแขและโอบอ้อมเดินลัดเลาะเข้ามาในป่าละเมาะตามนัด ขณะที่อ๊อดเดินออกมาจากที่ซ่อนเช่นกัน
“แหม! มาเร็วทันใจดีจัง” โอบอ้อมทักพี่ชาย
“เงินมากเท่าไหร่ ฉันก็มาเร็วมากเท่านั้น” อ๊อดว่า
“ฉันจะจ้างแกฆ่าอีนังนั่น” แสงแขบอก
“โห...มันดวงแข็งนะคุณ ขนาดเอาขึ้นไปขังบนยอดโดมนั่นยังอุตส่าห์รอดมาได้” อ๊อดบ่นอุบ
“ก็ยิงมันซิ เล็งที่หัวเลย คราวนี้จะได้ไม่รอด”
สีหน้าแสงแขยามนี้เต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ
“ตอนเช้าๆ มันชอบสะเออะออกไปเก็บดอกพลับพลึงมาปักแจกันให้คุณลบ แกไปดักยิงมันตอนนั้นแหละ”
“ประมาณ 6 โมงนิดหน่อย พี่อ๊อดมาดักรอตั้งแต่ตี 5 ก็แล้วกัน” โอบเสริม
“ได้ คราวนี้ต่อให้ดวงแข็งยังไงก็ไม่รอดแน่” อ๊อดมั่นใจเต็มที่
“อย่าประมาท ยิงหัวมันเลย จะได้หมดปัญหา”

ไม่นานนัก ขณะที่แสงแขและโอบอ้อม เดินเข้ามาภายในบ้าน วิรงรองเดินถือแก้วน้ำผลไม้คั้นมา จะเลี้ยวไปทางห้องทำงานอดิศวร์ แสงแขและโอบอ้อมชะงัก ขณะที่วิรงรองทอดยิ้มส่งมาให้
“ไปไหนมาหรือคะ”
แสงแขสะบัดหน้าเดินหนีไป
โอบอ้อมรีบตอบแทน “ไปเดินเล่นมาค่ะ ขออนุญาตก่อนนะคะ”
วิรงรองพยักหน้า แล้วเดินไป โอบอ้อมรีบวิ่งตามแสงแขไปทันที

โอบอ้อมเดินเข้ามา แสงแขซึ่งยืนหน้าบึ้งรออยู่ จิกเนื้อบิดจนโอบอ้อมร้องแล้วทรุดลงไป
“โอ๊ย เจ็บค่ะ”
แสงแขตาขวาง เอาเรื่อง “ไปทำอี๋อ๋อกับมันทำไม”
“โอบก็ทำไปอย่างนั้นเอง อย่าลืมซิคะว่า คุณวิเขากำความลับของเราอยู่”
“ช่างหัวมันเป็นไร อย่านึกว่าทำเป็นคนดี แล้วฉันจะรู้สึกสำนึกบุญคุณ ไม่มีวันเสียละ มันแย่งคุณลบ ก็เท่ากับพรากเอาชีวิตจิตใจของฉันไป เพราะฉะนั้น ชาตินี้มันกับฉันจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ไม่มันตาย ฉันก็ต้องตาย ฉันเดิมพันคราวนี้ด้วยชีวิต”
สีหน้าแววตา ของแสงแขแข็งกร้าว
โอบอ้อมตื่นตระหนก “คุณแสงแขอย่าพูดน่ากลัวอย่างนั้นซิคะ โอบใจไม่ดีเลย”
แสงแขเลื่อนสายตามามองโอบอ้อม น้ำตารื้นขึ้นมาแว่บหนึ่ง “โอบ...แกได้เงินแล้วก็หลบไปอยู่ที่อื่นเสีย...เพราะฉัน
ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
โอบอ้อมกอดแสงแขไว้ทั้งน้ำตา “โอบไม่ไปค่ะ โอบจะอยู่กับคุณแขไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
แสงแขยืนนิ่งครู่หนึ่ง จับแขนโอบอ้อมออกจากตัว แล้วเดินขึ้นข้างบนไปเงียบๆ โอบอ้อมมองตามร้องไห้โฮๆ

ตกกลางดึกบรรยากาศแสนวังเวง หมอกควันกระจายเต็มไปทั่วอาณาเขตบริเวณโดมทอง วิรงรองเดินเคว้งคว้าง อยู่ในบริเวณนั้น มีเสียงรถม้าดังแว่วมาไกลๆ แล้วเข้าใกล้มาทุกที วิรงรองหันหน้าไปมองทางทิศที่มาของเสียง เห็นรถม้าเข้ามาใกล้ทุกที โดยมีท่านเจ้าคุณและพลับพลึงนั่งอยู่
วิรงรองมองภาพนั้นเหมือนถูกสะกด รถม้าเข้ามาใกล้ วิรงรองเบิกตากว้าง เพราะที่คิดว่าเป็นพลับพลึงนั้น ที่แท้กลับกลายเป็นตัววิรงรองเองนั่งอยู่บนรถม้าเลือดโชกชุ่ม สีหน้าแววตาเหมือนเลื่อนลอย
รถม้าค่อยๆ แล่นหายไปในท่ามกลางหมอกควัน
วิรงรองเหลียวมองตาม แล้วก้มลงมองตัวเอง เห็นบริเวณที่ถูกยิง เลือดโชก ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอย่างสะใจของท่านผู้หญิงสรรักษ์ดังขึ้น และก้องกังวานไปทั่ว
ร่างวิรงรองทรุดฮวบลงไป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือท่านผู้หญิงก้มลงมองอย่างสะใจ สีหน้าแลดูน่ากลัวมาก

ดึกสงัด วิรงรองสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ยกมือลูบตรงที่ถูกยิงในฝัน แล้วถอนใจยาว
“ฝันบ้าบออะไรก็ไม่รู้”

บรรยากาศยามเช้าแสนแจ่มใสที่บริเวณทุ่งพลับพลึง วิรงรองกำลังเลือกตัดช่อพลับพลึงไปปักแจกัน โดยไม่รู้ว่าที่มุมหนึ่งอ๊อดกำลังเล็งหามุมยิง เนื่องจากวิรงรองก้มๆ เงยๆ ตลอด

ฟากแสงแขอยู่ในห้อง กำลังจ้องโอบอ้อมที่โทรศัพท์เขม็ง
“ถึงไหนแล้ว...อ้าว! ใครจะไปรู้ล่ะ”
โอบอ้อมรีบปิดโทรศัพท์
“ว่าไง ไอ้อ๊อดมันเบี้ยวเรอะ”
“กำลังหามุมยิงอยู่ค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” โอบอ้อมบอก
แสงแขมีสีหน้าตื่นเต้น “งั้นก็แปลว่า...นังวิรงรองกำลังจะตายฉันกำลังจะหมดเสี้ยนหนาม”
“รออีกเดี๋ยวเดียวค่ะ คุณแสงขา”

นัยน์ตาแสงแขเป็นประกายสาสมใจ
อดิศวร์เดินออกมาจากห้องทำงาน ในขณะที่อุไรเดินมาพอดี

“คุณลบคะ...คุณวิเธอบอกให้ไปช่วยหอบช่อพลับพลึงหน่อยค่ะเพราะวันนี้บานเต็มไปหมด เธอจะเก็บไปปักในห้องโถงใหญ่ด้วยค่ะ”
อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไป

วิรงรองยังเพลิดเพลินอยู่ในทุ่งดอกพลับพลึงไกลสุดลูกหูลูกตา อ๊อดกำลังเล็ง ทว่าวิรงรองเดินอ้อมไปตัดอีกกอ
“โธ่เว้ย” อ๊อดฉุน
อดิศวร์กำลังเดินตรงมาตามทางเดิน สีหน้าเต็มไปด้วยความสดชื่น ส่วนวิรงรองกำลังก้มๆเงยๆ ตัดช่อพลับพลึง
อ๊อดเล็งอยู่อย่างนั้น
อดิศวร์เดินใกล้เข้ามา
วิรงรองเห็นอดิศวร์ จึงยกมือโบกให้ โดยไม่รู้ว่าได้กลายเป็นเป้านิ่ง อ๊อดสบโอกาสยิงทันที แต่วิรงรองขยับตัว กระสุนผิดเป้าจากหัวมาที่ไหล่ วิรงรองกรีดร้องสุดเสียงแล้วทรุดลง หมดสติไปในทันที
อดิศวร์ตกใจ “วิรงรอง”
อ๊อดเองก็ตกใจ รีบหนีไปทางป่าละเมาะ ขณะอดิศวร์วิ่งมาที่วิรงรอง แล้วทรุดตัวลง ช้อนร่างวิรงรองขึ้นมา
“วิรงรอง”
ร่างหมดสติของวิรงรองมีเลือดไหลจนชุ่มโชก
อดิศวร์ลุกขึ้น “อย่าเป็นอะไรนะ อย่าเป็นอะไรเด็ดขาด”
อดิศวร์รีบเร่งเดินออกไป

ขณะเดียวกันสมกำลังคุมคนงานอยู่มุมหนึ่ง เห็นอ๊อดวิ่งหนีมา
“เฮ้ย ! นั่นใคร”
อ๊อดยิงใส่ทันที และด้วยความตกใจยิงจนกระสุนหมด สมและคนงานหลบ
อ๊อดยิงไม่ออก ทิ้งปืนแล้วรีบวิ่งหนี อ๊อดถูกคนงานไล่ตามจับจนได้ อ๊อดพยายามดิ้น แต่ก็หนีไม่รอด

ส่วนแสงแขเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายใจ มีโอบอ้อมรออยู่ด้วย
“ป่านนี้คงเรียบร้อยแล้วมั้งคะ”
“แกลองโทร.ไปถามซิ”
“จะดีหรือคะ”
“นังโอบ”
“โทร. ก็โทร.ค่ะ”
โอบอ้อมกดโทร.ออก ติดแต่ไม่มีใครรับ
แสงแขนิ่วหน้า “ไม่รับเหรอ”
“ค่ะ”
“ทำไมมันไม่รับ”
“เขาอาจจะกำลังหนีก็ได้ค่ะ...เลยไม่มีเวลารับโทรศัพท์”
แสงแขถอนใจเฮือก รู้สึกกังวลขึ้นมา แล้วเดินกลับไปกลับมาอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันขวับมามองโอบอ้อม
“แกออกไปดูซิ”
โอบอ้อมสะดุ้ง “จะ...จะดีหรือคะ”
“ฉันบอกให้ออกไป”
โอบอ้อมรีบออกไปทันที

โอบอ้อมเดินลงบันไดมา แล้วเหลียวซ้ายแลขวา เห็นอุไรนั่งหมดแรงร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง โอบอ้อมเบิกตากว้าง แสยะยิ้มออกมาอย่างสาสมใจ พึมพำกับตัวเอง
“สงสัยจะเรียบร้อยแล้ว”
โอบอ้อมปรับสีหน้า แล้วเดินไปทรุดตัวลงหน้าอุไร
“พี่อุไร ร้องไห้ทำไม”
“แกไปอยู่ไหนมา คุณวิรงรองถูกยิง” อุไรสะอึกสะอื้น
โอบอ้อมลืมตัว “ตายมั้ย”
อุไรจ้องโอบอ้อมเขม็ง “จะบ้าเรอะ...คุณลบกับคุณอุษากำลังพาไปโรงบาล”
“งั้นก็เป็นตายเท่ากัน” โอบอ้อมหลุดปากอีก
อุไรผลักโอบอ้อมจนหงายหลัง “นังโอบ แกแช่งคุณวิเรอะ”
โอบอ้อมนึกได้ “บ้า ใครจะกล้าแช่ง”
“คุณวิต้องไม่เป็นอะไร คนด
กำลังโหลดความคิดเห็น...