xs
sm
md
lg

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

เผยแพร่:

โปรดทราบ : เพื่อให้นิยายจากบทโทรทัศน์เรื่อง "แค้นเสน่หา" เข้าใจง่าย และสะดวกต่อการเรียบเรียง ทีมงานจึงขอสงวน "คำราชาศัพท์" ไว้เฉพาะ ในบทสนทนาของตัวละคร เท่านั้น!

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

อยู่มาวันหนึ่ง สองหนุ่มศักดินากับฉัตต์ยืนคุยกันอยู่ที่บริเวณมุมหนึ่งของโรงเรียน ท่าทางสองหนุ่มเพิ่งมาถึงทั้งคู่ ไม่ไกลจากบริเวณนั้น แลเห็นนักเรียนชายเดินกันไปมา กิริยาเรียบร้อย หลายคนอ่านหนังสือกันบ้าง คุยกันบ้าง

“ริมาอยู่โรงเรียนเป็นหัวโจก เป็นมั้ยครับพี่ฉัตต์” ศักดินาพูดถึงคู่กัดตั้งแต่เล็กจนโต
ฉัตต์หัวเราะเบาๆ “แน่นอน ยังสงสัยอะไรอีก”
“ไม่สงสัยอะไรเลยครับ” ศักดินาหัวเราะด้วย
ฉัตต์คิดถึงรุ้งขึ้นมา
“ไม่เหมือนรุ้ง” ชายเดียวปรารภ
ฉัตต์หน้าเปลี่ยนทันที “ทำไม”
“รุ้งเรียบร้อยไงครับ น่ารัก” ศักดินาพูดด้วยเสียงเรียบเรื่อย
ฉัตต์หันมาเพ่งมอง
“นะครับพี่ฉัตต์ เหมือนผู้หญิงโบราณ” ศักดินาบอกอีก
“เชอะ”
“ทำไมพี่ฉัตต์ไม่ชอบรุ้ง...เป็นน้องเหมือนกันนี่ครับ”
ฉัตต์นิ่งไปนิด เปลี่ยนเรื่อง “ปิดเทอมแล้ว ชายเดียวมีโปรแกรมทำอะไรมั่ง”

เย็นวันนั้น สาลี่ทำกับข้าวบางอย่างอยู่ในครัววังรังสิยา
ผ่องเดินมาเร็วรี่ “พี่สาลี่”
“ไง ยายผ่อง รีบเดินขนาดนี้..ตามควายเรอะ โน่นเห็นมีคนสนตะพายไปโน้น”
“พี่ลี่ล่ะก็พูดเล่นไปได้ ฉันมาสั่งอาหารให้คุณชาย คุณชายกลับจากโรงเรียนแล้วท่านหญิงทรงสั่งเองเชียวนะ” ผ่องบอก
“คุณชายปิดเทอมแล้วใช่มั้ยเนี่ย ดีเลย ต่อไปนี้จะได้ทำอาหารอร่อยให้ท่านทุกวัน”

ทางด้านชายเดียวอยู่ในชุดนักเรียนยืนทอดสายตาไปในน้ำ
ท่านหญิงเดินเข้า “ชาย”
ศักดินาหันกลับมาช้าๆ น้ำตายังกองอยู่บนแก้ม
“ชายร้องไห้ทำไมหรือลูก” ท่านหญิงถามไม่ได้ตกใจ เป็นบุคลิก ที่เก็บความรู้สึก เก็บกิริยาเสมอ
“ไม่ทราบค่ะท่านแม่ ชายรู้สึกเศร้า.. ทุกครั้งที่มายืนตรงนี้” ศักดินามองไปรอบๆ “ไม้รู้เพราะอะไร” เสียงที่พูดบอกกับตัวเองเบาหวิว
“ชายคิดไปเอง... ขึ้นตำหนักเถิด แม่อยากให้ชายเช็ดองค์ให้ท่านพ่อ”
“เช็ดองค์ท่านพ่อ... ชายไม่เคยทำนี่คะท่านแม่”
“นายสนเค้าเช็ดอยู่ทุกวัน เขาก็ไม่เคยทำเหมือนกัน” ท่านหญิงมองหน้า
ศักดินามองแม่ตอบ “ได้ค่ะ ชายจะพยายาม”
ท่านหญิงส่งมือให้ชายเดียววางมือ จับและจูงกันไป
“ชายคงต้องทำอะไรๆ ถวายท่านพ่ออีกหลายอย่าง” เสียงท่านหญิงบอก

สนอยู่ในห้องบรรทมท่านชายรังสิโยภาส และกำลังเช็ดตัวท่านชาย ซึ่งท่านชายยอมให้เช็ดโดยดี ศักดินาเปิดประตูเข้ามา ท่านชายเห็นมีสีหน้าขึงตึงขึ้นมาทันที
“เช็ดองค์ท่านพ่อหรือสน”
“พลิกองค์นะกระหม่อม คุณชายจะลองทำใช่มั้ยครับ”
ศักดินาขยับเข้ามา
“ยัง” ท่านชายมองหน้าชายเดียวเขม็ง ชายเดียวชะงัก
“สองชั่วโมงแล้วกระหม่อม” สนท้วง
“บอกว่ายังไม่พลิก”
“ไม่ได้กระหม่อม หมอสั่งไว้ ให้พลิกองค์ทุกสองชั่วโมงจะได้ไม่เป็นแผลที่หลังกระหม่อม”
ท่านชายเดือดดาลโวยลั่น “โว๊ย..ไอ้สน มึงจะขัดคำสั่งกูเรอะ กูบอกไม่ก็ไม่สิวะ ...ไป๊”
ศักดินาก้าวพรวดออกนอกห้อง สนรีบตามไป

สองคนออกมาหน้าห้องบรรทมอย่างเร็ว มีเสียงของถูกปาดังเปรี้ยง สนปิดประตูแทบไม่ทัน ศักดินายืนหน้าเหยเกมาก
“คุณชายครับ”
“สน...ทำไมท่านพ่อไม่รักฉันเลย” ชายเดียวเสียงเครือ
“ไม่ใช่ครับคุณชายอย่าพูดอย่างนั้น ท่านชายประชวรนะครับ คนเจ็บเป็นอย่างนี้แทบทุกคน ยิ่งประชวรแบบลุกไปไหนไม่ได้ก็ยิ่งพระอารมณ์ไม่ดีนะครับ คุณชาย”
“อย่าพูดเลยสน ฉันรู้ว่าท่านพ่อไม่รักฉัน บอกฉันสิ ทำไม”
“เป็นพ่อรักลูกอยู่แล้วครับคุณชาย” สนว่า
“สน...อย่าพูดปดกับฉัน ฉันโตแล้วนะ หลอกเหมือนฉันเป็นเด็กๆ”
“จริงครับคุณชาย ผมพูดจริงๆ”
ชายเดียวจ้องหน้าสนนิ่งๆ สายตานั้นเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
“จำไว้นะสน จำไว้ว่าฉันพูดไม่ผิด ท่านพ่อไม่ทรงรักฉันเลย ฉันไม่รู้ว่าทำไม”
ท่านหญิงแอบฟังอยู่ สงสารคุณชายศักดินามาก

ภายในห้องบรรทมท่านหญิง มือท่านหญิงทอดอยู่บนโต๊ะ นั่งหน้าเครียดจัด สักครู่ ก็ทุบมือข้างนั้นกับโต๊ะเบาๆ อย่างอัดอั้นเต็มที่ สีหน้าที่มีแต่ความทุกข์ทนแผ่ซ่านไปทั่ว แล้วทุบ..ทุบ..แรงขึ้นๆ
ภาพท่านชาย ที่ไม่สนใจชายเดียว และที่ปิดประตูใส่หน้าท่านหญิง ผุดขึ้นในห้วงคิด
ท่านหญิงเปล่งเสียงของความอัดอั้นออกมาเบาๆ
“ท่านหญิงมังคะ” เสียงนางเฟืองดังขึ้น
ท่านหญิงเหลียวไป แล้วจ้องไปตรงที่ที่นางเฟืองอยู่มุมห้อง ท่านหญิงทำหน้าเหมือนจะพูดว่า ให้ไปกับเฟืองหรือ?

ที่มุมห้องปรากฏร่างของปีศาจนางเฟือง จากหันหลังให้ มันค่อยๆ หมุนด้วยกิริยาลอยๆ หันกลับมาทางท่านหญิง จ้องกันสักครู่แล้วก็พยักหน้าให้ตามไป
ประตูห้องบรรทมท่านชายเปิดเข้ามา ใบหน้าท่านหญิงโผล่เข้ามาช้าๆ แต่ไม่ลังเล ไม่ใช่แอบดู ท่านหญิงเดินเข้ามาเหมือนตัวลอยได้ เนื่องเพราะยามนี้ได้ถูกนางเฟืองเข้าสิงร่างแล้ว ส่วนท่านชายหลับสนิท และฝันไป

เวลานั้นทั่วทั้งห้องบรรทมกำลังปั่นป่วนด้วยอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณนางเฟือง ลมแรงพัดอื้ออึง มุ้งปลิวสะบัดไปมา ม่านหน้าต่างปลิวสะบัด เก้าอี้ โต๊ะ เลื่อนไปมา กระดาษ หนังสือปลิวว่อน
ท่านชายตาโต...ตกใจ มองไปมุมห้อง เห็นวิญญาณนางเฟือง ยืนเห็นเป็นเงาลางๆ
“อีเฟือง”
ผีนางเฟืองก้าวออกมาช้าๆ สีหน้าเยาะหยัน แล้วค่อยๆ เปล่งเสียงหัวเราะทีละน้อย..ที่ละน้อยจนดังก้องห้อง
“อีเฟือง กูไม่กลัวมึงหรอกโว๊ย อีผีตายโหง มึงจะเก่งสักแค่ไหน มึงก็แค่สัมภเวสีร่อนเร่ไปทางโน้นทีทางนี้ที”
“ไม่กลัวใช่มั้ยมังคะ...ดีแล้ว ไม่กลัวก็ดีแล้ว”
ลมแรงขึ้น สิ่งของปลิวมากขึ้น
เสียงหัวเราะของนังเฟือง บาดแก้วหูท่านชาย ดังก้องไปก้องมา และจากมุมห้องผีนางเฟืองพรวดเดียวมาถึงร่างท่านชาย หน้าผีเข้ามาเกยอยู่ที่ไหล่ จงใจพูดใส่หูฟังแล้วน่ากลัวมาก
“ทรงจำไว้ อย่าให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเสียพระทัยเป็นอันขาด หม่อมฉันเตือนไว้ก่อน” นางเฟืองขู่
“ไม่กลัว ไม่กลัวโว๊ย เข้ามาเลยนางเฟืองมึงเก่งจริงมึงเข้ามา”
ท่านชายพยายามยกมือกวัดไกวไปมา สีหน้าท่านชาย เปล่งเสียงด่าอย่างโกรธจัด ตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงแล้ว เห็นแต่ปากอ้า สายตาลุกวาว
ใบหน้าผีนางเฟือง พรวดเดียวมาเกยองค์ข้างใบหน้าท่านชาย หัวเราะดังกระหึ่ม แล้วเปลี่ยนมาลอยอยู่เหนือร่างท่านชาย ชะโงกหน้าจนชิด หัวเราะดังกึกก้องก้อง

ท่านชายลืมตาอย่างตกใจ เสียงดนตรี เสียงลม เสียงทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างอยู่ในที่ของมันอย่างเรียบร้อย
ท่านหญิงยืนอยู่หน้าเตียง
ท่านชายสะดุ้งเล็กๆ “หญิงแขไข”
“มีเรื่องเดียวที่หญิงอยากทูลเจ้าพี่”
“ทำไม อีเฟืองมันบอกให้มาพูดรึ ฮะ มันตายไปแล้วเธอยังให้มันครอบงำเธออยู่ไม่เลิกเสียที จนเธอตายใช่มั้ยหญิงแขไข หรือว่าถึงแม้เธอจะตายไป เธอก็จะอยู่เป็นวิญญาณร่อนเร่อย่างนี้เป็นเพื่อนมัน”
“มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่หญิงจะทูล”
“ไม่ฟัง ไม่ต้องมาบอกอะไรฉัน เธอมันไม่ใช่ตัวเธอแล้ว เสียดายมีความรู้มากมาย แต่ต้องมายอมให้นังปีศาจมันครอบงำ ไม่มีสติปัญญาที่จะรู้ว่าอีเฟืองน่ะมันอุบาทว์ชาติชั่วตั้งแต่ยังเป็นๆ ตายไปแล้วแทนที่จะไปผุดไปเกิดมันกลับยิ่งอุบาทว์มากขึ้น เป็นเพราะอะไร เพราะเธอนั่นแหละ ยอมมัน..ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ยอมตั้งแต่มันเป็นจนมันตาย”
“เรื่องที่หญิงจะทูล...”
ท่านชายสวนทันที “ไม่ฟัง บอกว่าไม่ฟัง ออกไปได้แล้ว”
“ก็คือ...” ท่านหญิงพยายามจะบอก
ท่านชายใช้สองมือปัดหมอน ปัดผ้าห่ม แต่ก็อ่อนแรงเต็มทน เสียงที่เปล่งออกมาโกรธจัด หายใจหอบแรง
“กูไม่ฟัง ..ไม่ฟัง..ไม่ต้องบอก” ท่านชายแค้นใจจนน้ำตาคลอๆ “อีนังเฟือง...กูจะสาปแช่งมันขอให้มันตกนรกอย่าได้ผุดได้เกิด”
ขณะที่ท่านชายกำลังอารมณ์ถึงขีดสุด หายใจหอบแรง เสียงขาดเป็นห้วงๆ นั้น ท่านหญิงเดินมาช้าๆ เยือกเย็น สีหน้าเหมือนหน้ากาก ไปจนถึงเตียงท่านชาย ยืนก้มลง...จ้อง
ท่านชายที่กำลังอารมณ์แรงๆ เสียงเบาลง กิริยาอ่อนลง พอท่านหญิงถึงเตียงก็หยุดจ้องท่านหญิง สายตาเริ่มหวาดหวั่นแต่มือสองข้างยังพยายามโบก
ท่านหญิงโน้มตัวลง จับมือท่านชายกดลงทั้งสองข้าง ทำให้ต้องก้มลงไปจนอยู่ในท่าเผชิญหน้ากัน
ท่านชายอ้าปากค้าง ตัวเหมือนจะแข็งไปหมด
“ชายเดียว...ศักดินา เป็นลูกชายของเจ้าพี่ เป็นลูกที่เกิดจากนังบุหลันคนที่เจ้าพี่รักยิ่งกว่าใครแม่ของชายเดียวจะตายหรืออยู่ไม่มีใครรู้ แต่ลูกชายของเขาอยู่ ถึงหญิงจะเสียใจในสิ่งที่เจ้าพี่ทรงทำแค่ไหน หญิงก็ไม่ไร้สติที่จะไปเอาเด็กที่ไม่มีเชื้อสายเจ้าพี่มายกย่องเป็นทายาทของราชสกุลรังสิยา หญิงไม่สิ้นคิดแก้แค้นถึงขนาดนั้น”
ท่านหญิงพูดแต่ที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงนางเฟือง
ท่านชายเสียงแหบแห้ง “อีเฟือง อีบ่าวชั่ว”
“เฟืองตายไปแล้วอย่ารับสั่งใส่ร้ายเขา เพราะหญิงจะโกรธเจ้าพี่มากและถ้าหญิงโกรธ” สายตาท่านหญิงแขไขขณะพูดเยือกเย็นยิ่งขึ้น
สองคนจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เฟืองเขาจะโกรธยิ่งกว่าหญิง”

พอท่านหญิงเปิดประตูออกมานอกห้อง ก็กลายเป็นท่านหญิงเอง กิริยาอ่อนระโหย พิงประตูสีหน้าอัดอั้นตันใจ
เสียงท่านชายด่านางเฟืองดังลอดออกมา “มาเลยอีเฟือง อีขี้ข้า อีปีศาจ อีกเลวราด (กะ-เล-วะ-ราด) กูไม่กลัวมึงหรอก”
ท่านหญิงมีสีหน้าเย็นเฉียบ ยืนตัวตรงขึ้น จากมองตรงๆ เหลียวไปนิดๆ เหมือนสบตากับนางเฟือง สีหน้าสะใจนิดหนึ่ง
ท่านหญิงเดินไป กิริยาเหมือนเดินไปกับใครคนหนึ่ง

ส่วนที่ครัวบ้านปัณณธรเช้าวันต่อมา จันทร์กำลังทำซุปให้พจน์ สำลีนั่งมองอย่างสนใจ
“เขาเรียกว่าอะไรเหรอพี่จันทร์” สำลีถาม
“ซุป”
“ซุป เอ๋อ..ชื่อประหลาดดี ซุป...ซุปเหรอพี่ ภาษาไทยเรอะเปล่า”
จันทร์พยักหน้า “คนเจ็บทานแล้วดี”
“อ๋อ.. พี่จันทร์ทำให้คุณพจน์”
สำเนียงแหวใส่ “นังลี...สาระแนล่ะเอ็ง”
“ตรงไหนเหรอแม่” สำลีถาม
“อะไรกงไหน”
“ฉันสาระแนตรงไหนเหรอแม่”
“รู้ได้ไงวะ ว่าทำให้คุณพจน์”
“ก็คุณพจน์ไม่สบายจะบอกให้นะคุณสำเนียงเสียงหวาน”
มะเขือ มะนาว และอะไรขนาดประมาณนั้น ปามาอย่างแม่นยำ ลงกลางกระหม่อมสำลีพอดี
“ทะลึ่งนะมึงนังสำลี”
“แม่” สำลีแผดเสียงเอาเรื่อง “ฉันเจ็บนะ”
ละเมียดเดินเข้ามาหา

“จันทร์ คุณหญิงสั่งให้ไปเช็ดตัวให้คุณพจน์”
ค่ำคืนนั้น โถซุปควันกรุ่นๆ อยู่ในถาดที่สำลีถือเข้ามา สำลีชำเลืองมองจันทร์กำลังเช็ดตัวให้พจน์ ที่เป็นไข้นอนซม หลับอยู่บนเตียง จันทร์ เช็ดตัวนุ่มนวล สีหน้าไม่วอกแวก ตั้งใจทำงาน ก้มหน้าก้มตา พจน์นอนนิ่งเหมือนจะหลับ สำลีย่องออกไป

จันทร์เช็ดตัวเสร็จ เก็บของขยับตัวจะลุกขึ้น
พจน์ลืมตา “จันทร์”
“คะ” จันทร์ยิ้มบางๆ ไม่มีอะไรพิเศษ
“อะไรหรือ”
“ซุปมะเขือเทศค่ะ คุณพจน์รับประทานเลยนะคะ กำลังร้อนๆ”
“ไว้ตรงนี้” พจน์มองไปที่โต๊ะหัวเตียง “เดี๋ยวฉันทานเอง”
“ค่ะ” จันทร์เอาซุปมาวางลง
“ขอบใจ”
จันทร์เก็บของออกไปเงียบๆ พจน์ มองตาม สายตาพึงพอใจมาก

ที่สนามหน้าตึก วันต่อมา พจน์เพิ่งฟื้นไข้นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้น คุณหญิงเพ็งนั่งคุยกับละเมียดเบาๆ ละเมียดนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ เก้าอี้
จริมากับรุ้งวิ่งเล่นกันอยู่ จริมานั้นโลดโผนมีการตีลังกา แต่รุ้งเล่นแบบหนีๆ หัวเราะชอบใจเล็กๆ
เสียงจริมาคุยกับรุ้งดังแว่วๆ มา
“อย่างนี้เค้าเรียกว่า ยิมนาสติก” จริมาบอก
“ใครบอกคะ”
“ครูโมทย์บอก ฝรั่งเค้าเก่ง”
“ผู้หญิงทำได้เหรอคะ”
“ผู้หญิง...ทำไม ผู้หญิงทำไม่ได้เหรอตัวเล็ก นี่ไงทำให้ดู”
จันทร์ถือถาดใส่ของกินมาให้พจน์ หยิบวางนุ่มนวล
“อะไรเนี่ย...ของว่างหรือ” คุณหญิงถาม
“เกี๊ยวกุ้งน้ำค่ะ คุณพจน์ยังไม่หายดี ดิฉันทำอาหารอ่อนๆ ให้รับค่ะ” จันทร์ว่า
“นั่นน้ำอะไร” คุณหญิงถามอย่างสนใจ
“น้ำสัปปะรดคั้นค่ะ”
“ขอบใจ... น่าทาน” พจน์ยิ้มน้อยๆ ให้จันทร์
จันทร์เงยหน้ามอง ยิ้มตอบ สองคนสบตากันนิ่งๆ อยู่อึดใจหนึ่ง เหมือนเผลอตัวทั้งคู่
คุณหญิงเพ็งลอบสบตากับละเมียด ส่วนฉัตต์ยืนมองพจน์กับจันทร์ หน้าบึ้งจัด
“ชวนจันทร์ไปทำขนมดีกว่า ตัวเล็กไปเก็บใบตองมาเยอะๆ นะ ห่อขนม” จริมาเอ่ยขึ้น
ฉัตต์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ได้ยิน

ภายในครัวสำลีเหน็บแม่
“สบายใช่มั้ยแม่”
“สบายอะไร” สำเนียงสับหมูเบาๆ
“ยังจะถาม...ไม่รู้ตัวเชียวเหรอใจคอ”
“พูดออกมา...ไม่ถูกหูข้า” สำเนียงสับหมูเร็วขึ้น “ปังตอเนี่ยจะสับหน้าเอ็ง”
“ไปล่ะ” สำลีจะเดินไป
“เฮ้ย...ไปไม่ได้ พูดมาก่อนข้าสบายเรื่องอะไร”
“ไม่ต้องทำอาหารให้คุณพจน์”
“แน่นอน” สำเนียงรับรู้ท่าทีเฉยๆ
สำลีงง “อ้าว...ว่าไม่เจ็บเลยเหรอเนี่ย”
“เรื่องจริงจะเจ็บทำไม”
“นี่...แม่ ฉันว่านะ คุณพจน์กับพี่จันทร์...”
สำเนียงรีบจุ๊ปากเบาๆ ชำเลืองไปที่รุ้ง
เห็นรุ้งนั่งก้มหน้าก้มตาตัดใบตองเป็นวงกลม โดยเอาถ้วยวาง มีดกรีด มีอ่อนช่วยทำอยู่ด้วย
“ทำใบตองให้คุณริมาห่อขนม”
สำเนียงกระซิบเบาๆ หันหลังไปหยิบของบางอย่าง เรียกสำลีไปช่วย
จังหวะนี้ฉัตต์เดินลอยชายมาใกล้รุ้ง ชำเลืองมองสำเนียง แล้วเดินมาเฉียดรุ้ง มือผลักเบาๆ ตั้งใบตองที่ตัดแล้วกระจายเกลื่อน รุ้งนั่งอึ้ง อ่อนก็เห็น สำเนียงหันมาแต่ไม่ทันเห็น
“ยายเนียง...หิว อยากกินเกี๊ยวกุ้ง” ฉัตต์เอ่ยขึ้น
สำเนียงงง “เกี๊ยวกุ้ง ...ที่ไหนคุณฉัตต์”
“อย่ามาถามที่ไหน คุณพ่อยังรับทานอยู่เลยเมื่อกี้” ฉัตต์ว่า
“มีแค่นั้นล่ะคุณฉัตต์...ให้คุณพ่อทานคนเดียว” สำเนียงบอก
“เอ่อ...” ฉัตต์กระแทกเสียง เตะอะไรตรงนั้นกระเด็นไป อย่าแรงมากจนดูน่าเกลียดเกินไป “อย่าหวังเลย” แล้วเดินพรวดๆ ไป
สำเนียงอ้างปากค้าง งง หันมาทางรุ้งซึ่งกำลังเก็บใบตองที่กระจายอยู่
“อ้าว...นั่น....เอาอีกแล้วคุณฉัตต์ เตะใบตองซะกระจาย”
“คุณฉัตต์ทำใช่มั้ยนังอ่อน” สำลีถาม
อ่อนมองหน้ารุ้ง รู้ว่าต้องตอบยังไง
“ฉันไม่เห็น” อ่อนว่า
“เฮ้ย ตาบอดรึแกเนี่ย กระจายซะขนาดนี้” สำลีบอก
ฉัตต์หันมาดูอย่างสะใจ เดินออกไปอย่างสบายอารมณ์

คืนนั้น จันทร์อยู่ในห้องกำลังเหน็บชายมุ้งเข้าใต้ที่นอน รุ้งนอนมองแม่
“แม่...เกี๊ยวกุ้งอร่อย ทำไมทำให้คุณพจน์ทานคนเดียว ไม่ทำเยอะๆ ล่ะจ๊ะ”

จันทร์อึ้งนิ่งงันไป
ที่วังรังสิยา ภายในห้องบรรทมท่านชายตอนค่ำวันเดียวกัน สนกำลังรินน้ำชาให้

“สน”
“กระหม่อม”
“เอารถเข็นมา เอ็งหาคนมาช่วยกันพาข้าลงไปข้างล่าง”
ไม่นานนักท่านชายรังสิโยภาสประทับเก้าอี้รถเข็นอยู่ในห้องโถง กวาดสายตามองไปจนทั่ว สน มหาดเล็ก คุกเข่าเฝ้าอยู่
“สน”
“กระหม่อม”
“วังของข้า...มันแทบจะไม่ใช่วังของข้าอีกแล้ว”
สนนิ่ง สายตาเห็นใจ
สาลี่ พิกุล ละมัย ผ่อง เดินตุ้บตั้บมาเป็นพรวน มาถึงหมอบกราบ
“ท่านชายมังคะ หม่อมฉันดีใจจริงๆ ท่านชายดำเนินได้แล้วหรือมังคะ”
ท่านชายเอ็ด “นังสาลี่ พูดจาเพ้อเจ้อนะเอ็ง ข้าเป็นอัมพาตจะเดินได้ไงวะ”
“อ้าว นังพิกุล” สาลี่หันไปต่อว่า รวมทั้งละมัย ผ่อง ด้วย รุมต่อว่าพิกุล “มันไปประกาศเสียงดังมังคะว่าท่านชายเด็จลงมาข้างล่างได้แล้ว หม่อมฉันอุตส่าห์ดีใจ”
“เออ...ดีใจเก้อไปเถอะ ข้าน่ะเดินไม่ได้จนตายนั่นแหละ” ท่านชายประชดตัวเอง
บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองทันที
“ที่ข้าได้รับเคราะห์อย่างนี้มันมีคนทำ” ท่านชายเสียงเข้ม
ทุกคนเงยหน้ามองท่านชาย
ท่านชายรังสิโยภาสกวาดตามองมา “พวกเอ็งเตรียมตัวไว้ สน เอ็งไปหาหมอผีที่เก่งมากๆ มาคนหนึ่ง ข้าจะให้เขาทำพิธีปัดรังควาญไล่ผี”
ทุกคนมีสีหน้าสมใจในหน้า ยกเว้นผ่อง
“คนมันชั่ว ตายไปมันก็เป็นวิญญาณชั่ว ไม่เกรงกลัวบาปกรรม ต้องเอามันไม่ให้ผุดให้เกิด ให้เขาสะกดวิญญาณชั่วร้ายของมันไปอยู่ในอเวจี” เสียงท่านชายดังกังวานด้วยความแค้นแน่นหัวอก
ผ่องตกใจ ท่านหญิงอยู่ที่หน้าต่าง มองลงมา

ค่ำแล้วผ่องกำลังรายงาน เรื่องที่ได้ยินให้ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสซึ่งอยู่ในห้องบรรทมฟัง ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า
“ท่านชายให้หาหมอผีมาขับไล่วิญญาณ ท่านว่า พี่เฟืองทำให้ท่าน...” เสียงผ่องแผ่วๆ จางไป
ท่านหญิงและผ่อง อ้อมไปที่มุมห้อง
วิญญาณนางเฟืองยืนจังก้า หน้าก้มนิดๆ แต่นัยน์ตากล้าแข็ง โกรธแค้นอย่างรุนแรง น่ากลัวมาก


จันทร์เปิดประตูออกมา สีหน้ายังอึ้งคำพูดลูกสาว
“จันทร์” ละเมียดทัก
“คะ”
“ฉันรอจะบอกข่าวดี ขึ้นม.7 คุณหญิงจะส่งรุ้งไปเรียนโรงเรียนเดียวกับคุณริมานะ”
จันทร์ดีใจ “จริงหรือคะ” แต่แล้วสีหน้าสลดลง “แต่..ฉันคงรับไม่ได้ มันเกินฐานะของเรา”
“ฉันแนะนำให้ยอมรับ คุณหญิงท่านเมตตา ท่านต้องมีเหตุผล อย่าขัดท่าน”
“มันเกินฐานะ” จันทร์พึมพำเบาๆ
“โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเจ้าโรงเรียนนาย ไม่อยากให้รุ้งเรียนเหรอ” ละเมียดว่าต่อ
จันทร์ตกใจ “คุณเมียดหมายความว่ายังไง โรงเรียนเจ้านายทำไมฉันต้องอยากให้รุ้งเรียน”
ละเมียดหัวเราะเบาๆ “ตกใจทำไม ฉันหมายความแค่รุ้งเป็นลูกจันทร์ เป็นเด็กน่ารัก ถ้ามี
ทางส่งเสริมลูกให้โตอย่างงดงามยิ่งขึ้น...” ละเมียดมองตาสีหน้ามีนัย “ทำไมไม่อยากทำ”

จันทร์นั่งคิดถึงคำละเมียดอยู่ตรงม้านั่งยาวในสนามหลังบ้าน
“โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเจ้าโรงเรียนนาย ไม่อยากให้รุ้งเรียนเหรอ”
“คุณหญิงวิมลโพยมของแม่” จันทร์ครวญคร่ำอยู่ในใจ
เสียงทักของพจน์ดังขึ้น “จันทร์”
จันทร์สะดุ้ง “คุณพจน์”
“นั่งเถอะ ไม่ต้องลุก ขอโทษนะ”
พจน์นั่งลงบนม้ายาวตัวเดียวกัน ด้วยตรงนี้มีม้ายาวอยู่ตัวเดียว จันทร์ขยับนั่งหมิ่นๆ ทำท่านอบน้อม
“จันทร์ ฉันก็ไม่สบายใจเรื่องฉัตต์” พจน์เอ่ยขึ้น
“ดิฉันไม่เคยคิดโกรธคุณฉัตต์เลยค่ะ บุญคุณของท่านกับคุณพจน์มีต่อดิฉันมากมายเหลือเกิน ดิฉันกับลูกเหมือนตายแล้วค่ะ ถ้าไม่มีบ้านนี้เราจะไม่มีชีวิตอยู่ เราต้องตายไปแล้วในแม่น้ำนี้”
เสียงจันทร์ที่เปล่งออกมาเครือๆ เจือสะอื้น พจน์มองอย่างประทับใจ
พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนท้องฟ้า แสงจันทร์นวลอาบไล้ใบหน้าของจันทร์ ดูเศร้า ซึ้ง น้ำตาคลอเห็นเป็นเงาๆ พจน์เหลียวไปทางอื่นทันที ใจเต้นแรง
“เป็นความสัตย์จริงค่ะ เธอเสียใจคุณแม่ของเธอ..ต้องสิ้นไป เราก็มาพอดี”
“ฉันขอบอกว่าใจจริงของฉัตต์ เขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่แสดงออก”
“หลายปีมาแล้วที่คุณพจน์ให้รุ้งตีคุณฉัตต์ เธอฝากขนมให้รุ้ง เธอทราบว่ารุ้งไม่สบาย” จันทร์เสริม
“นั่นแหละคือฉัตต์ อ่อนในแต่แข็งนอก วันหนึ่งรุ้งต้องชนะใจฉัตต์ ฉันเชื่อ ผู้ชายต้องแพ้ความอ่อนโยนของผู้หญิงเสมอ”
จันทร์มีสีหน้าละมุนละไม เมื่อคิดถึงลูกสาวขึ้นมา พจน์มองเพลินตา

บรรยากาศสงบใต้แสงจันทร์นวล หัวใจลูกผู้ชายอย่างพจน์ก็เริ่มอ่อนไหว จันทร์ขยับตัว สบตาพจน์ แล้วเลยนิ่งงันกันทั้งคู่ จันทร์รู้สึกตัวก่อน ลุกขึ้นอย่างเบาๆ นุ่มนวล ไม่ทำให้พจน์เสียหน้า
“น้ำค้างแรง คุณพจน์จะไข้กลับ พรุ่งนี้ดิฉันจะทำอาหารเช้าเร็วกว่าปกตินะคะ คุณพจน์จะได้ทานก่อนไปกระทรวง”
พจน์ลุกขึ้น “ขอบใจมาก”
จันทร์เดินห่างไป พจน์ ยืนมองตามด้วยสายตาอ่อนโยน

จันทร์เดินก้มหน้าก้มตา แล้วต้องตะลึง เมื่อฉัตต์ยืนขวางทาง จ้องมาด้วยสายตาเข้มจัด จันทร์ใจเต้นแรงเหมือนกัน ไม่รู้จะพูดอะไร

ฉัตต์ยืนนิ่งจ้องอยู่อย่างนั้น จันทร์ก็จ้องแบบเกรงๆ

 
อ่านต่อหน้า 2
แค้นเสน่หา ตอนที่ 4 (ต่อ)

จันทร์เข้าห้องนอนลืมตามองเพดานมุ้ง สายตาครุ่นคิดไม่ค่อยสบายใจ ที่เห็นสายตาพจน์ และสายตาฉัตต์ตอนค่ำ

จันทร์ถอนใจยาว พลิกตัวนอนตะแคง มองดูรุ้งที่หลับสนิท แล้วคิดถึงท่านชายรังสิโยภาสในวันที่มาลาไปเยี่ยมหม่อมแม่
คิดแล้วน้ำตาคลอเต็มตาจันทร์
เสียงพูดท่านชายที่สั่งเสียก่อนไปว่าถ้าลูกเป็นผู้ชายให้ชื่อว่า คุณชายศักดินา ถ้าเป็นผู้หญิงชื่อคุณหญิงวิมลโพยม ดังก้องในหู
จังหวะนี้รุ้งนอนละเมอ ร้องไห้สะอื้นแรง
“รุ้ง...เป็นอะไรลูก”
รุ้งสะอื้น
“ร้องไห้ทำไม ฝันเหรอลูก”
“สงสาร ...ฮือ..ฮือ สงสารจัง”
จันทร์กระซิบถาม “สงสารใครลูก รุ้งสงสารใคร”

เวลาเดียวกันคุณชายศักดินานอนหลับอยู่ในห้องนอน ส่งเสียงร้องไห้..ฮือ..ฮือ แล้วสะดุ้ง ลุกขึ้นเต็มแรง
“ท่านพ่อ”

ที่แท้สองพี่น้องรับรู้ว่าในยามนั้นท่านพ่อ...ท่านชายรังสิโยภาสกำลังถูกปีศาจนางเฟืองคุกคามอย่างหนักอยู่ในห้องบรรทม โดยสองมือท่านชายไขว่คว้า ขับไล่ ป่ายปัดให้นางเฟืองถอยไป นัยน์ตาตระหนกอกสั่นขวัญแขวนมาก ผีนางเฟืองลอยล่องเข้าหาท่านชาย แรงๆ จวนถึง แล้วผละออกไปเหมือนหยอกล้อ ล่องลอยเวียนวนให้หวาดกลัว
บางจังหวะยังสะบัดตัวเฉียดผ่านหน้า ทำให้ท่านชายต้องหลบวูบ สุดท้าย ท่านชายพยายามล้วงมือเข้าไปในอกเป็นเวลาเดียวกับที่นางเฟืองที่ถอยห่างท่านชายโดยหันหลังให้ เหลียวขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้านางเฟืองซึ่งทีแรกเป็นหน้าดำๆ ธรรมดากลายเป็น ใบหน้าที่น่ากลัวที่สุด ทั้งเน่าเฟะ ทั้งเละ ท่านชายอ้าปากค้าง กำลังช็อก นางเฟืองมุ่งตรงหาท่านชายอย่างเร็วและแรง ท่านชายร้องโหยหวนสุดเสียงคอพับไปทันที มือกำพระที่สายสร้อย
ศักดินาเปิดประตูพรวดเข้ามา ตกใจร้องสุดเสียง
“ท่านพ่อ” สีหน้าศักดินาตกใจสุดขีด
บัดนี้หม่อมเจ้ารังสิโยภาสได้สิ้นชีพด้วยฝีมือการหลอกหลอนของนางปีศาจร้ายแล้ว

วันต่อมา ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส สวยสง่าอยู่ในอาภรณ์สีดำไว้ทุกข์ ท่าทางโกรธสุดขีด
“เคยบอกเฟืองแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำ มันบาปกรรม ทำไมไม่เชื่อ ทำไมถึงต้องทำตัวเองให้ถูกผูกถูกมัดด้วยบาปด้วยกรรมอย่างนี้” เสียงที่เปล่งออกมา กดดันมาก “รู้มั้ย ว่าหญิงเป็นทุกข์นะเฟือง หญิงเป็นทุกข์ที่เห็นเฟืองเป็นอย่างนี้ หญิงไม่อยากเห็น” ท่านหญิงลงนั่งกุมขมับ

“ไม่อยากเลย เฟืองเข้าใจบ้างมั้ย”
จากโกรธจัดพูดเสียงดังอารมณ์ค่อยๆ ลดลง เมื่อเห็นนางเฟืองตอนนี้ อยู่ในสภาพเหมือนก่อนตาย หมอบฟุบอยู่หน้าท่านหญิงเหมือนเข้าเฝ้าตามปกติ มีแต่สีหน้าเท่านั้นที่เย็นชา นัยน์ตาแข็งไม่มีชีวิต

“ครั้งนี้เฟืองทำเกินไป เกินไปจริงๆ ครั้งที่ทำท่านชายเป็นอัมพาตนั่นเฟืองก็ใจร้ายมาก คราวนี้ทำไมเฟืองต้องทำจนท่านสิ้น..ฮึ...ทำไม”
“ท่านจะเอาหมอผีมาไล่หม่อมฉัน”
“ใครจะไล่เฟืองได้ แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ท่านยังไล่เฟืองไม่ได้ เพราะท่านเห็นว่าเฟืองอยู่ที่นี่มานาน หญิงก็จุดธูปบอกท่านแล้วว่าให้เฟืองอยู่ได้ เพราะหญิงคิดว่าเฟืองจะไม่ทำร้ายใคร เผื่อว่าวันข้างหน้าเฟืองจะได้ไปเกิดแล้วจะได้...”
ผีนางเฟืองสวนคำ “หม่อมฉันไม่ไป...”
“อย่าขืนโชคชะตาเลย เฟืองจะอยู่อย่างนี้ไปตลอดได้ยังไง หญิงเองวันหนึ่งก็ต้องไป ที่จริงตอนนี้เฟืองไม่ต้องดูแลหญิงแล้วก็ได้ ไม่มีอะไรแล้ว ชายเดียวโตแล้ว หญิงก็พ้นความรับผิดชอบ”
เสียงนางผีร้ายสะท้านคล้ายเสียใจหนัก “ท่านหญิงทรงไล่หม่อมฉันหรือมังคะ ไม่ต้องการหม่อมฉันแล้วหรือมังคะ ถ้ามีใครมาทำร้ายท่านหญิงจะทรงสู้เขาได้หรือ ไม่ทรงรู้หรือว่าหม่อมฉันเป็นห่วง หม่อมฉันให้สัญญากับหม่อมแม่ของท่านไว้”
“แต่เฟืองตายแล้ว...หญิงอยากให้วิญญาณของเฟืองไปเกิดในที่ที่ดี หญิงจะพยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เฟือง...”
นางเฟืองขัดอีก “ไม่...หม่อมฉันไม่ไปไหน หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่อยู่ตลอดไป” ท้ายประโยคนางผีร้ายเสียงแข็ง
ท่านหญิงอัดอั้นตันใจ พูดไม่ออก ลุกเดินไปมากลัดกลุ้ม ถอนใจใหญ่
“เรื่องท่านชาย ท่านหญิงไม่ต้องทรงคิดอะไรเลย ท่านสมควรสิ้นแล้ว”
“ไม่...เฟืองอย่าพูดให้พ้นผิด” ท่านหญิงมีอารมณ์กริ้วอีกแล้ว
“เห็นหม่อมฉันผิดหรือมังคะ”
“เฟืองผิด ต้องยอมรับว่าเฟืองผิดที่ทำจนท่านสิ้น”
“ทำไมเพคะ ท่านชายทรงทำให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเจ็บช้ำพระทัย หม่อมฉันไม่เอาไว้หรอก”
“แล้วไม่คิดหรือว่าชายเดียวไม่มีพ่อ”
“ท่านชายเป็นพ่อไม่ได้ บรรทมแบ็บอย่างนั้น ท่านจะเป็นพ่อได้ยังไงมังคะ ท่านหญิงนั่นแหละมังคะ เป็นทั้งพ่อเป็นทั้งแม่ให้คุณชาย แล้วอีกอย่าง ท่านระแวงจนไม่ใยดีคุณชาย ดีแล้ว ท่านสิ้นไปทั้งที่ไม่ทรงรู้ว่าคุณชายเป็นรังสิยาที่แท้จริง วิญญาณไม่มีวันสงบสุขหรอก”
ท่านหญิงย้อนเอา “แล้ววิญญาณเฟืองล่ะ สงบสุขซักแค่ไหน”
ผีบ่าวและนายหญิงเถียงกันเร็วๆ เพราะมีอารมณ์ทั้งคู่
นางเฟืองเงยหน้าขวับมองท่านหญิง สีหน้าใจร้าวรานสุดขีด สบตานิ่ง ท่านหญิงเองก็ใจหาย แม้สีหน้ากิริยาจะเป็นผี แต่แววตานั้นแสดงอย่างชัดเจน ว่าเสียใจ
แล้วนางเฟืองก็หันหน้าไปทางอื่น สะกดกลั้นความเสียใจ นัยน์ตากลับไปกล้าแข็งอย่างเดิมต่อจากนั้น ร่างของผีร้ายก็ค่อยๆ จางลง...จางลง
“เฟือง อย่าเพิ่งไป หญิงขอโทษ อย่าโกรธหญิงเลยนะ หญิงขอโทษ”
ร่างของนางเฟืองจางจนหมดรอย ท่านหญิงเศร้าหมองหนัก

ที่ห้องทำงานของพจน์ คืนนั้น ขณะพจน์กำลังนั่งเขียนหนังสือคำพิพากษาอยู่ เสียงผู้เป็นมารดาดังขึ้นที่ประตู
“พ่อพจน์”
พจน์วางปากกา “เชิญครับคุณแม่”
“จะว่าแม่จุ้นจ้านก็ว่าเถอะนะลูก แต่ขอพูดฐานะเป็นแม่ ฐานะย่าที่ห่วงลูกห่วงหลาน”
“ครับ คุณแม่”
“แม่อยากให้ลูกหลานมีความสุข อยากให้บ้านมีแต่เสียงหัวเราะ ก็ดูเอาเถิด ยายริมาตั้งแต่เกิดจนบัดนี้แกเคยมีปมด้อยว่าแม่ตายกับใครที่ไหน ร่าเริงแจ่มใสน้ำใจดี จันทร์อบรมได้ดี น้ำนมที่เขาเสียสละไม่ได้เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาอยู่กับเรานานหลายปีจนไม่มีอะไรต้องพิสูจน์กันอีก หรือพ่อพจน์ว่ายังไง”
“ผมกำลังฟังครับคุณแม่... คุณแม่จะพูดอะไรต่อครับ”
“แม่อยากให้พ่อพจน์ “รับ” เหตุผลของแม่ด้วย แม่รู้ว่าพ่อพจน์ผูกพันกับแม่ราตรีมาก เขาตายไป พ่อพจน์ก็ไม่เคยเหลียวแลหญิงอื่น แม่นับถือน้ำใจพ่อพจน์ แต่แม่อยากให้พ่อพจน์มีความสุขสมบูรณ์” สายตาคุณหญิงบ่งบอกความหมายลึกซึ้ง “เข้าใจมั้ยลูก ความสุขสมบูรณ์ของผู้ชาย” หญิงชรานิ่งมองลูกชายที่หน้าสงบแต่นัยน์ตาหวั่นไหวนิดหน่อย “ยายริมาแกคงเต็มใจรับจันทร์เป็นแม่และรุ้งเป็นน้องจริงๆ”
“ฉัตต์ล่ะครับคุณแม่” นั่นคือความกังวลที่สุดของพจน์
“ฉัตต์ ต้องเห็นใจพ่อ แม่จะพูดกับฉัตต์เอง”
พจน์นิ่ง สีหน้าตรึกตรองลึกซึ้ง
“ตัวพ่อพจน์นั่นแหละจะว่าอย่างไร สำรวจใจตัวเองบ้างหรือไม่ ถ้าไม่มีเยื่อใยอะไรกับเขาเลยแม่จะไม่พูดเรื่องนี้อีกต่อไป”
พจน์ตรึกตรองก่อนบอก “ผมจะถามเขา”
คุณหญิงเพ็งได้ฟังก็มีสีหน้ายินดีเต็มที่
“แม่เห็นเขานั่งอยู่ที่ท่าน้ำ” พลางแตะไหล่ลูกชายเบาๆ “แม่ใจร้อน”

คุณหญิงเพ็งเดินออกไปเลย
ทางด้านจันทร์ยืนกอดอกมองสายน้ำอย่างเลื่อนลอย พจน์ยืนเพ่งมองอยู่สักครู่แล้ว นัยน์ตาประทับใจ จันทร์หันกลับมา ชะงัก แล้วยิ้มน้อยๆ ให้พจน์ที่ก้าวเข้ามาหา

“ยังไม่นอนหรือจันทร์”
“กำลังจะไปนอนเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“ฉันมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย”
“ค่ะ” จันทร์ถอยกลับไป ทำทีรอรับฟัง
พจน์นิ่งไปครู่หนึ่ง ท่าทางลังเล
“เรื่อง...เอ้อ คุณฉัตต์หรือคะ”

ด้านฉัตต์อยู่ในห้องนอนเงยหน้ามองย่า นัยน์ตากล้าแข็ง
“ถ้ามันมาเป็นแม่เลี้ยง ผมก็ไม่อยู่บ้านนี้อีกต่อไป”
“ฉัตต์” คุณหญิงเพ็งตกใจ
“นึกอยู่แล้วเชียว เห็นมันน่ะคอยให้ท่าคุณพ่อ”
คุณหญิงขึ้นเสียง “ฉัตต์ พูดอะไรอย่างนั้น ใครสั่งใครสอน”
“ไม่ต้องมีใครสอนหรอก ผมรู้ว่ามันจะเกาะคุณพ่อ”
“ตายแล้วตาฉัตต์ นี่ไปจำเรื่องอย่างนี้จากไหน ใครบอก”
“ผมรู้เอง ไม่ต้องมีใครบอกหรอกครับไม่งั้นมันจะไปนั่งรอคุณพ่อตอนกลางคืนทุกคืนๆ เหรอ คุณย่าเห็นรึเปล่าครับ”
“เกินไปแล้วตาฉัตต์”
“เรื่องจริงนี่ครับคุณย่า ผมเห็นทุกคืน”
“อย่าพูดอะไรเกินเลย เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก แกควรรู้จักดูคนให้เป็น คนอย่างจันทร์เขาไม่มีวันทำอย่างนั้น แล้วย่าจะบอกให้ถ้าเขาคิดจะทำ แกนึกเหรอว่าผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธร พ่อของแกจะโง่ยอมให้ผู้หญิงเกาะ”
ฉัตต์นิ่ง คุณหญิงเพ็งลุกขึ้นจะเดินออก แต่ต้องชะงัก
“แล้วทำไมคุณพ่อถึงจะเอามันเป็นเมีย” เสียงฉัตต์เรียบ นิ่ง แต่ดังกังวานเพราะเจ็บใจ
คุณหญิงมองฉัตต์ ถอนใจยาว “เพราะเขาเป็นคนดี เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ที่สำคัญที่สุด เพราะย่าเห็นว่าพ่อของแกจำเป็นต้องมีเมีย”
“ทำไม” ฉัตต์ถามเสียงเกือบสะอื้นแล้ว
“แกโตกว่านี้ แล้วจะเข้าใจ” คุณหญิงย่าบอก

สองคนยังอยู่ที่ท่าน้ำ
“ฉันหวังว่าเธอคงเข้าใจเรื่องฉัตต์แล้วนะ เหตุผลสำคัญมากกว่าที่ฉันบอกเธอไปเมื่อกี้ก็คือฉัตต์เป็นคนจิตใจดีเป็นพื้นฐาน ถึงจะเข้าใจอะไรเกินเลยไป แต่รอเขาโตขึ้น”
กำลังโหลดความคิดเห็น...