xs
sm
md
lg

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 3

เผยแพร่:

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 3


ค่ำนั้น มาดามหลิวอยู่ในห้องนอน โซเฟียกำลังช่วยแต่งตัวติดเครื่องประดับอย่างเอาอกเอาใจ

“สวยที่สุดเลยค่ะมาดาม”
“ปากหวานนะเรา เดี๋ยวนี้รู้จักโกหกด้วยเหรอ”
“เปล่านี่คะ ฉันพูดความจริงต่างหาก”
มาดามหลิวยิ้มให้โซเฟีย ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น
“เข้ามา”
ชาญเข้ามา
“ทุกอย่างพร้อมแล้วครับมาดาม”
“แล้วโทมัสล่ะ” มาดามหลิวถามทันที

โซเฟียกับชาญ เข็นรถพามาดามหลิวไปยังห้องจัดเลี้ยง พบฤทธิ์ที่ยืนรออยู่ตรงทางเดินในชุดสูทหล่อเต็มยศ มาดามหลิวพอใจ
“พร้อมรึยังคุณโทมัส”
“ครับมาดาม”
“ดี...ถ้างั้นก็ลงมือตามแผน”

แขกเหรื่อทยอยเข้าไปในงานผ่านทางห้องโถงของบริษัท โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยใช้เครื่องแสกนอาวุธอย่างคุมเข้ม ไมตรี ปรีดารีบเข้ามาทักทายเมื่อเห็นนำชัย ไอริณ กรณ์ ราเมศ และณัฐชาเพิ่งผ่านด่านตรวจเข้ามาในงาน
“สวัสดีครับท่านนำชัย สวัสดีครับไอริณ” ไมตรียืนตรงทำความเคารพ
ปรีดาทำความเคารพตาม
“พวกผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ที่ได้อารักขาท่านในวันนี้”
นำชัยยิ้มรับ
“ขอบใจมากคุณตำรวจ ตามสบาย”
ไมตรีหันมาเห็นณัฐชาถนัดๆ
“อุ้ย ตะลึงตึ่งโป๊ะ ผู้หมวดเหรอครับ เนี่ย ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเพื่อนดาราของคุณไอริณซะอีก”
ปรีดาตาโต
“โอ้โหจริงด้วยครับผู้หมวด สวยจนจำแทบไม่ได้ น่าจะแต่งแบบนี้ไปทำงานทุกวันนะครับ”
ณัฐชาดุแก้เขิน
“พูดมากน่าหมู่จ่า แล้วในงานเป็นยังไงบ้าง”
ไมตรียิ้มแย้มรายงาน
“เรียบร้อยครับ เวรยามแน่นหนา”
ปรีดาเสริม
“ที่สำคัญไม่มีวี่แววของไอ้มาวินครับ”
“อย่าประมาทนะคุณตำรวจ หมาบ้าอย่างไอ้มาวิน เวลามันอยากฟัดใครขึ้นมา มันไม่คิดเรื่องเวลาหรือสถานที่หรอก” กรณ์เตือน
ราเมศมองหน้ากรณ์ ไม่พอใจนักที่เขามาวุ่นวายกับลูกน้อง กรณ์ยิ้มอย่างรู้ทัน
“ขอโทษทีผู้กอง ผมก็แค่อยากออกความเห็น”
“ขอบคุณ แต่ลูกน้องผม ผมแนะนำเองได้” ราเมศบอกกับนำชัย “ผมว่าเราเข้าไปงานกันดีกว่าครับท่าน”
นำชัยและคณะพากันเดินทางไปยังห้องจัดเลี้ยง ระหว่างทางณัฐชาแอบถามไอริณ
“นี่...ถามจริงๆเถอะไอริณ คุณอาไปได้บอดี้การ์ดคนนี้มาจากไหน”
“ไม่รู้สิ อยู่ๆก็โผล่มา ขนาดฉันยังไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าพ่อจะมีหัวหน้าองครักษ์คนใหม่...แต่บอกตามตรงนะ ฉันไม่ชอบหมอนี่เลย ท่าทางเจ้าเล่ห์ยังไงชอบกล”
กรณ์ซึ่งเดินนำหน้าสองสาวอยู่เหลือบมองมาอย่างได้ยินเสียงคนทั้งคู่ แต่ก็ยิ้มๆไม่ว่าอะไร ไอริณกับณัฐชายิ่งรู้สึกไม่ดี

แขกที่มาร่วมงาน ปรบมือด้วยความตื่นตากับภาพจำลองของมาดามหลิวที่ถูกเนรมิตขึ้นด้วยการฉายแสงเลเซ่อร์ ในภาพนั้นเธอกำลังยืนเหมือนคนปกติทุกอย่าง
“ขอต้อนรับเข้าสู่อาณาจักรของบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า บริษัทผลิตยาชั้นนำที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นและคำนึงถึงคุณค่าแห่งชีวิต บริษัทของเราจึงได้คิดค้น และพัฒนาสูตรยาต่างๆด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตยาภายในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล”
ราเมศซึ่งยืนรวมกลุ่มกับท่านนำชัย หันไปถามณัฐชาที่อยู่ใกล้ๆ
“คุณจำเธอได้รึเปล่า”
ณัฐชานิ่งคิด แล้วตอบ...
“เหยื่อของพรายพิฆาต”
ราเมศพยักหน้า
“ฆ่าล้างตระกูล”
ณัฐชาอดสลดใจไม่ได้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น
“นี่แปลว่าพรายพิฆาตไว้ชีวิตเธองั้นเหรอคะ”
“พวกมันไม่เคยให้บทลงโทษใครซ้ำสอง โดยเฉพาะกับเหยื่อที่เป็นผู้หญิง”
กรณ์ ยืนมองมาดามหลิวพลางจิบเครื่องดื่มในมืออย่างเฉยชา...มาดามหลิวกล่าวสรุปของการเปิดงาน
“ท่านผู้มีเกียรติคะ ดิฉันขอสัญญาว่า บลูฟินิกซ์ ฟาร์ม่าและดิฉันจะอยู่รับใช้สังคมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ไปอีกนานเท่านาน หรือจนกว่า โลกใบนี้จะไม่รู้จักกับการป่วยไข้และความตายอีกต่อไป”
ภาพจำลองของมาดามหลิวยิ้มให้กับแขกเหรื่อในงาน เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ภาพจำลองของมาดามหลิวจะหายไป มาดามหลิวตัวจริงปรากฏขึ้นโดยมีฤทธิ์ทำหน้าที่เข็นรถเข็นให้เธอ มาดามหลิวพูดกับไมโครโฟน
“และเนื่องในโอกาสที่บริษัทครบรอบ 30 ปี ดิฉัน จึงมีความยินดีที่จะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับรองประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของเรา หลานชายบุญธรรมของดิฉัน มิสเตอร์โทมัสหลิวค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์ก้มศีรษะคำนับและยิ้มให้กับทุกคนท่ามกลางแสงแฟลชวูบวาบจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าว กรณ์อดไม่ได้ที่มองฤทธิ์อย่างตื่นตะลึง เขารู้มาก่อนว่ามีคนหน้าเหมือนฤทธิ์ แต่ไม่คิดว่าเหมือนขนาดนี้
“คนนี้ไงคะพ่อที่ช่วยไอริณกับณัฐชาเอาไว้” ไอริณบอกกับนำชัย
“หน้าตาไม่เลว แต่แปลกนะพ่อไม่รู้มาก่อนเลยว่า มาดามหลิวมีหลานชาย”

รถมอเตอร์ไซด์สี่คัน แล่นมาอย่างรวดเร็วบนท้องถนน ใกล้ๆบริษัทมาดามหลิว คนขับใส่หน้ากากยางเป็นตัวตลกต่างๆ ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความคึกคะนอง ทุกคนมุ่งหน้าไปยังอาคารบริษัทของมาดามหลิว

โซเฟียเข็นรถเข็นพามาดามหลิวทักทายแขกในงาน โดยมาดามหลิวคอยแนะนำฤทธิ์ในฐานะของนายโทมัส มาตลอดทาง นำชัยยิ้มแย้มทักทาย
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับมาดาม ได้ยินว่าบริษัทของคุณตอนนี้ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในห้าของเอเชีย น่าภูมิใจจริงๆ”
“ดิฉันก็อยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกเช่นนั้นค่ะท่าน เอ่อแล้วนี่...”
มาดามหลิวกำลังจะแนะนำฤทธิ์ แต่นำชัยก็ชิงดักคอซะก่อน
“โทมัส หลิว” นำชัยยื่นมือไปให้ฤทธิ์ “ทายาทคนเก่งของบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า แถมเป็นฮีโร่
ที่ช่วยลูกสาวของผมไว้อีกด้วย”
ฤทธิ์จับมือ
“ด้วยความยินดีครับท่าน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เจอครับ”
“ผมต่างหากที่ต้องพูดประโยคนั้น ไอริณชื่นชมคุณมาก”
ฤทธิ์ยิ้มรับก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงของกรณ์
“ผมก็เช่นกันครับคุณโทมัส”
ฤทธิ์ตะลึงเพราะไม่คิดว่าจะเจอกับกรณ์ที่นี่ กรณ์ก้มศีรษะพอเป็นพิธี
“มาดาม...คุณโทมัส”
ไอริณเห็นฤทธิ์มองกรณ์ จึงแนะนำ
“นี่คุณกรณ์ องครักษ์คนใหม่ของคุณพ่อค่ะ เพิ่งมารับหน้าที่สดๆร้อนๆหลังจากเกิดเรื่อง”กรณ์มองหน้าฤทธิ์
“เรื่องของคุณผมฟังแล้วรู้สึกทึ่งมาก คุณคนเดียว สู้กับคนร้ายตั้งเกือบสิบคนได้ยังไง”
ฤทธิ์แสร้งยิ้ม
“ผมโชคดี ไม่อย่างนั้นผมคงตายไปแล้ว”
“เก่งขนาดนี้ ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นพวกหน่วยรบพิเศษซะอีก”
“เปล่า แต่ผมเคยเรียนการต่อสู้มานิดหน่อยตอนอยู่เมืองนอก”
กรณ์มองฤทธิ์อย่างจับผิด ขณะที่ฤทธิ์ยิ้มรับอย่างใจเย็น ส่วนมาดามหลิวก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของฤทธิ์
อีกมุมหนึ่ง ราเมศบอกกับณัฐชายืนอยู่ด้วยกัน ณัฐชาที่กำลังหิว สนุกสนานกับการเลือกจิ้มอาหารเข้าปาก
“เตรียมตัวให้พร้อมนะผู้หมวด”
ณัฐชาเคี้ยวตุ้ยๆ
“มีอะไรเหรอคะผู้กอง”
“เดี๋ยวพอคุณโทมัสทักทายแขกเสร็จเมื่อไหร่ คุณต้องไปขอโทษเขาเรื่องคราวก่อน”
ณัฐชาติดคอ
“เอาจริงเหรอคะผู้กอง”
“อุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่ คุณคิดว่าผมล้อเล่นหรือไง”
ณัฐชาหน้าสลด กลืนอาหารลงคออย่างยากเย็น

รถส่งสินค้าคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ป้อมยาม คนขับบอกกับยาม
“ส่งห้องจัดเลี้ยงครับ”
ยามย่นหน้าเมื่อเห็นว่าทั้งคนขับรถและเด็กส่งของ แต่งชุดคอสเพลย์เหมือนตัวตลก
“ฮึย แต่งอะไรกันเนี่ย”
“มันเป็นนโยบายของทางบริษัทครับพี่ ร.ป.ภ.”
เด็กส่งของเสริม
“ความสุขของท่านคือบริการของเรา”
ยามส่ายหน้าเซ็งๆ ก่อนจะลงมือตรวจท้ายรถและพบว่ามีกล่องหลายใบ คนขับรถกับเด็กส่งของมองหน้ากันอย่างมีพิรุธ ยามตรวจเช็กของในกล่องเมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นของกิน จึงเคาะรถเบาๆ แล้วโบกมือให้คนขับนำรถเข้าไป

ฤทธิ์ปลีกตัวออกมายืนพักสติตามลำพัง บริเวณระเบียงชมวิวของห้องจัดเลี้ยง การเผชิญหน้ากับกรณ์ทำให้จิตใจของเขาปั่นป่วนไปด้วยความแค้น ทั้งเรื่องที่เขาถูกหักหลัง และเรื่องที่ใจทิพย์ถูกฆ่า สิ่งที่เขาได้คุยกับมาดามหลิวก่อนหน้านี้แว่บเข้ามา
“ฟังฉันให้ดีนะโทมัส แขกที่ฉันเชิญมาวันนี้ มีหลายคนที่ฉันสงสัยว่าเป็นพรายพิฆาต ดังนั้นเธออาจจะได้เจอกับศัตรูเก่าบางคน แต่งานนี้สิ่งที่เราต้องการก็คือสอดแนม ไม่ใช่ล้างแค้น”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“อดทน เธอต้องอดทนเข้าไว้”
ทันใดนั้นใครบางคนเอาแก้วเครื่องดื่มมาชนกับแก้วที่ฤทธิ์ถืออยู่ในมือ จนทำให้เขาได้สติก่อนจะพบว่าคนๆนั้นคือไอริณ
“ไอริณ”
“เห็นคุณยืนคิดอะไรอยู่ตั้งนาน มีเรื่องไม่สบายใจเหรอคะ”
“ครับ ผมกำลังเสียดายที่งานนี้ไม่มีฟลอร์ให้เต้นรำไม่งั้นคงต้องขอโอกาสจากคุณสักเพลง”
“คุณชอบเต้นรำเหรอ”
ฤทธิ์ยิ้ม
“ผมก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆคุณ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”
ไอริณยิ้มก่อนจะขยับมาท่ายืนมาใกล้ฤทธิ์มากขึ้น ท่าทางดูยั่วเย้าสมกับที่เป็นดาราชื่อดัง
“ฉันให้โอกาสคนดีๆเสมอค่ะคุณโทมัส โดยเฉพาะคนที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้”
“ขอเตือนไว้ก่อนนะ ผมช่วยคุณก็จริง แต่ผมอาจไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่”
“งั้นเหรอคะ”
“คนดี ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน แต่นี่ผม…” ฤทธิ์มองริมฝีปากไอริณ “ผมต้องการ”
ฤทธิ์สบตากับไอริณอย่างมีความหมาย บรรยากาศชวนให้ไอริณเตรียมมอบจุมพิตเป็นรางวัลแก่ชายหนุ่ม ก่อนที่เสียงกระแอมของณัฐชาจะดังขึ้นแบบจงใจขัดจังหวะ
“อะแฮ่ม”
ไอริณชะงัก
“ณัฐชา”
“ผู้กองให้ฉันมาคุยธุระกับคุณโทมัส”
ไอริณยิ้มขำเพราะรู้ว่าเรื่องอะไร
“อ้อ...ถ้างั้น ฉันขอตัวสักครู่นะคะ ณัฐชาจะได้ไม่เขิน ตอนคุยธุระสำคัญ”
ไอริณปลีกตัวไปขำๆ ทิ้งให้ฤทธิ์อยู่กับณัฐชาตามลำพัง
“เรื่องที่ฉันเข้าใจคุณผิด ฉันขอโทษ”
ฤทธิ์ชะเง้อ
“นี่มีใครเอาปืนจ่อหลังคุณอยู่รึเปล่า”
“ทำไมล่ะ”
“ก็หน้าตาคุณ ดูเต็มใจมากเลยนะ”
ณัฐชาจะไป
“เอาเหอะน่า สรุปว่าฉันขอโทษแล้วละกัน”
“แต่คุณไม่เชื่อ ว่าผมผู้บริสุทธิ์"
ณัฐชาหันมา
“ใช่ ฉันไม่เชื่อคุณ ฉันมั่นใจว่าคุณต้องรู้จักกับใจทิพย์และคุณก็ไม่ใช่คนดี”
“คุณมีหลักฐานอะไร นอกจากหน้าผมที่เหมือนกับคนชื่อฤทธิ์”
“ฉันเป็นตำรวจ สัญชาติญาณมันบอกฉัน” เธอเข้ามาใกล้เขา “ขอเตือนคุณไว้ก่อน อยู่ห่างๆไอริณเข้าไว้ ฉันเสียใจทิพย์ไปคนนึงแล้ว และฉันจะไม่ยอมเสียไอริณไปอีกคนแน่”
ท่าทางเอาจริงของณัฐชา ทำให้ฤทธิ์รู้สึกประทับใจว่าหญิงสาวคนนี้แกร่งกล้ากว่าที่คิด เขายิ้มชูแก้วเครื่องดื่มในมือ และดื่มให้กับความห้าวของเธอ มาดของเขากวนประสาทณัฐชาเป็นอย่างยิ่ง

รถส่งสินค้ามาจอดที่อาคารจอดรถ เด็กส่งของรีบปีนขึ้นไปหยิบกล่องสินค้าที่อยู่ท้ายรถมาสองกล่อง โดยเลือกกล่องที่หลบมุมอยู่ด้านใน คนขับรถกับเด็กส่งของถือกล่องเข้าไปในอาคารมุ่งหน้าไปยังห้องจัดเลี้ยง

ยามตรงป้อมถึงกับแตกตื่นเมื่อเห็นแก๊งรถมอเตอร์ไซด์สวมหน้ากากบุกเข้ามาในบริษัท และขับรถวนเวียนอยู่ที่ลานหน้าอาคารด้วยความคึกคะนอง ยามวิ่งออกมา
“เฮ้ยอะไรกันวะ”
มอเตอร์ไซด์คันที่รั้งท้ายขบวนแล่นโฉบมาคว้าหมวกของยามไป ยามเริ่มเห็นท่าไม่ดีก็คว้าวิทยุมาแจ้งเหตุ
“ฉุกเฉิน ขอกำลังเสริมที่ทางเข้าหมายเลขหนึ่งขอย้ำ เกิดเหตุฉุกเฉิน”

ชาญนำทีม ร.ป.ภ.ลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างเพื่อระงับเหตุร้าย คล้อยหลังได้ไม่นาน คนขับรถส่งของกับเด็กส่งของก็หอบลังสินค้าโผล่มาทางลิฟต์อีกตัว และมุ่งหน้าไปยังห้องจัดเลี้ยง

มาดามหลิวรู้สึกผิดสังเกตจึงหันมาถามโซเฟีย
“มีเรื่องอะไรกันรึเปล่าโซเฟีย”
“พวกป่วนเมืองค่ะ ชาญลงไปจัดการแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร”
โซเฟียพูดไม่ทันขาดคำ คนขับรถส่งของกับเด็กส่งของก็หอบลังมาถึง ทั้งสองหยิบปืนกลเล็กออกจากลัง
“พรายพิฆาตจงเจริญ”
ทั้งคู่กราดยิงปืนกลเข้าในงานเลี้ยง ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความโกลาหลไปทันที ราเมศ รีบชักปืนแล้วหันไปสั่งไมตรี กับปรีดา
“คุ้มกันท่านนำชัยกับคุณไอริณ”
ไมตรีกับปรีดาพาไอริณกับนำชัยหลบเข้าที่กำบัง ขณะที่กรณ์ปักหลักช่วยราเมศยิงคุ้มกัน ไอริณหันไปถามนำชัย
“พรายพิฆาต พวกมันทำแบบนี้ทำไมคะพ่อ”
กรณ์พูดขึ้น
“พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต มันเป็นตัวปลอม”
ราเมศสงสัย
“คุณรู้ได้ยังไง”
“พวกมันกราดยิงเปะปะ แสดงว่าต้องการแค่ก่อกวน คุณคิดว่าพรายพิฆาตจะเสียเวลามาทำเรื่องแบบนี้เหรอ”
ราเมศชะงักอย่างเอะใจตามคำพูดกรณ์ เห็นคนร้ายมีเจตนากราดยิงแบบไม่หวังชีวิตใคร ฤทธิ์และณัฐชาเพิ่งกลับเข้ามาในงานและเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยขณะนั้นราเมศ ไมตรี ปรีดากำลังยิงตอบโต้กับคนร้าย ราเมศตะโกนบอก
“ณัฐชา ระวัง”
ณัฐชาหน้าตื่น
“อะไรกันเนี่ย”
“พรายพิฆาตจงเจริญ”
เด็กส่งของกราดยิงใส่ฤทธิ์กับณัฐชาเพราะคิดว่าจะโดนจู่โจม
“ผู้หมวดหลบ”
ฤทธิ์รวบตัวณัฐชาหลบทางกระสุนไปฉิวเฉียด ณัฐชาควักปืนพกออกมายิงถูกเด็กส่งของจนบาดเจ็บ คนขับรถส่งของเห็นเข้าก็กราดยิงไปรอบๆ ก่อนจะสั่งการ
“ถอย”
คนขับรถหิ้วปีกเด็กส่งของ แล้วช่วยกันกราดยิงไปรอบๆเพื่อข่มขู่และเปิดทางหลบหนี ราเมศฉวยโอกาสนั้นยิงใส่เด็กส่งของจนตาย คนขับรถจึงต้องวิ่งหนีไปตามลำพัง มันกราดยิงขึ้นฟ้าเป็นระยะขณะหลบหนี ณัฐชาโกรธจัด
“ไอ้พวกสารเลว”

พวกคนร้ายขี่มอเตอร์ไซด์วนเวียนอยู่ที่ลานหน้าบริษัท โดยไม่ได้ทำอันตรายใคร คล้ายพวกวัยรุ่นอยากโชว์ลีลายกล้อ อวดกำลังเครื่องยนต์ให้ชาวบ้านเห็น ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มกลบเสียงอื่นจนหมด ชาญ ยาม และทีม ร.ป.ภ. ได้แต่ยืนพร้อมรอรับมือ
“นี่พวกมันจะเอายังไงกันแน่ กวนประสาทอยู่ได้”
เสียงปืนกลดังขึ้น ชาญกับทุกคนผงะหาที่กำบัง คนขับรถวิ่งออกมาจากอาคาร ชาญได้สติรีบชักปืนยิงใส่คนขับรถเข้าที่ขา มันหันมายิงตอบโต้ก่อนจะโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งหนีไปทันที
“ไป...ไป”
แก๊งมอเตอร์ไซด์หนีจากไป ณัฐชาตามออกมาที่หน้าอาคารแล้วยกปืนเล็งไล่หลัง ทว่าก็หาจังหวะยิงไม่ได้
“โธ่เว้ย”
ณัฐชาเหลือบไปเห็นรถกระบะเก่าๆคันนึง ติดป้ายมูลนิธิเพื่อคนยากไร้ รับบริจาคเสื้อผ้า อาหาร และยารักษาโรค คนขับรถเป็นคนแก่กำลังนั่งตะลึงอยู่ ณัฐชาชูบัตร
“ลุง ฉันเป็นตำรวจ ขอยืมรถหน่อย”
ราเมศเพิ่งตามออกมาและเห็นณัฐชากำลังขับรถส่งสินค้าตามคนร้ายไป
“ณัฐชา...ณัฐชา”

ฤทธิ์มาส่งโซเฟีย ชาญ และมาดามหลิวที่หน้าลิฟต์
“พามาดามหลิวไปข้างบน”
ชาญหันมาถาม
“แล้วคุณจะไปไหน”
“ผมต้องจัดการพวกมัน”
โซเฟียขัดขึ้น
“พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต ให้ตำรวจจัดการเถอะ”
ฤทธิ์สบตากับมาดามหลิว อีกฝ่ายเหมือนจะพยักหน้านิดนึงอย่างจำยอม ฤทธิ์รีบผละไปทันที ประตูลิฟต์ปิดลง แต่แล้วเขาก็เจอกับกรณ์ที่จับตาดูอยู่ ฤทธิ์ปลีกตัว กรณ์มองตาม

ณัฐชาขับรถไล่ตามขบวนรถมอเตอร์ไซด์เข้าไปใกล้มากขึ้นทุกขณะ
“เดี๋ยวก็รู้ว่าพรายพิฆาตของจริงหรือว่าของเก๊”
ขณะเดียวกันพวกคนร้ายก็เริ่มรู้ตัวว่ามีคนขับรถตามมา สักพักก็เห็นรถของณัฐชาแล่นมาตีขนาบ ณัฐชาเล็งปืนใส่พวกมัน
“นี่ตำรวจ จอดรถ”
มอเตอร์ไซด์คันที่อยู่ใกล้ณัฐชาเหวี่ยงไม้เบสบอลใส่กระจกหน้ารถเธอจนร้าว อารามตกใจรถของณัฐชาแล่นเป๋ไป เธอรีบคว้าพวงมาลัยจนปืนหลุดจากมือ
“ฮึย ให้มันได้แบบนี้สิ”
พวกคนร้ายเริ่มกระจายกำลังกันล้อมรถของณัฐชาเอาไว้ ก่อนจะระดมหวดไม้เบสบอลใส่รถเป็นการใหญ่ กระจกซ้ายขวาหน้าหลังกระจกหูช้างพังยับ ณัฐชาโกรธมาก
“ไอ้พวกหมาหมู่ อย่าอยู่เลย”
ณัฐชาเหวี่ยงพวงมาลัยพยายามเบียดรถใส่รถคนร้าย มันโดนกระแทกเสียจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะฉากหนีไปราวกับแมลง ฝูงรถมอเตอร์ไซด์ของคนร้ายแล่นฉวัดเฉวียนมากขึ้นเพื่อให้ณัฐชายิ่งลำบากในการรับมือ พวกมันบางคนฟาดไม้เบสบอลใส่รถของณัฐชาโครมๆ ขณะที่บางคนก็แทงไม้เข้ามาในรถจนเกือบถูกณัฐชา
“ไอ้พวกบ้า”
ณัฐชาพยายามปาดรถซ้ายขวาไปมา แต่ก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ สักครู่มอเตอร์โซด์คันจ่าฝูงก็โบกมือให้สมุนแล่นแซงณัฐชาไป
“กลับมาก่อนสิวะ อย่าเพิ่งหนี”
คนขับรถที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์อยู่เหลียวมามองรถณัฐชา ก่อนจะหันมากราดยิงปืนกลเล็กเข้าใส่อย่างจัง ณัฐชากรีดร้องด้วยความตกใจรถของเธอเสียจังหวะแล่นไปชนกับต้นไม้ข้างทางกลุ่มคนร้ายพากันจอดรถมอเตอร์ไซด์ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างแน่นิ่งก็ย่ามใจ
“นังตำรวจนี่ฆ่าพวกเราไปคนนึง”
สมุนแค้นมาก
“ถ้างั้นต้องเอาคืนโว้ย”
กลุ่มคนร้ายออกรถย้อนกลับมาหาณัฐชาที่กำลังสะลึมสะลือใกล้หมดสติ เธอควานหาปืนที่หล่นอยู่ก่อนจะกระเสือกกระสนลงจากรถอย่างยากเย็น มอเตอร์ไซด์คันนึงแล่นนำหน้าเพื่อน ก่อนจะเงื้อไม้เบสบอลขึ้นหมายฟาด ณัฐชานั่งพิงรถพยายามเล็งปืนใส่มัน แต่แรงกระแทกทำให้ตาเธอพร่าเลือน เลือดจากแผลที่หน้าผากไหลเปื้อนบังสายตา จนไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ถนัด
ทันใดนั้นเองเสียงมอเตอร์ไซด์อีกคันก็แว่วมา เสียงดังกระหึ่มราวกับเสียงคำรามของมัจจุราช มันกระโจนข้ามหัวณัฐชาไป มุ่งหน้าไปปะทะกับเหล่าร้าย ดาบถูกชักจากซองพก ปุ่มสปริงถูกกดเพื่อยิงใบดาบออกจากด้าม ใบดาบพุ่งไปทะลวงอกคนร้ายที่กำลังเงื้อไม้เบสบอลอย่างรวดเร็ว ณัฐชาตะลึง
“มือสังหารชุดดำ”
นักสู้มหากาฬกระชากข้อมือ ร่างคนร้ายที่ถูกดาบทะลวงอกโดนเหวี่ยงไปชนกับรถของเพื่อนในกลุ่มจนล้มไปด้วยกัน แก๊งค์มอเตอร์ไซด์หันมาถามคนขับรถ
“มันเป็นใครวะ”
คนขับรถหวาดๆ
“มันตรงมาแล้ว”
“มันไม่กล้าชนหรอก ไม่มีทาง”
หัวโจกของกลุ่มพูดเสร็จก็เร่งเครื่องพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย ขณะที่นักสู้มหากาฬก็เร่งเครื่องไม่คิดหลบเช่นกัน คนขับรถกราดยิงปืนใส่นักสู้มหากาฬอย่างบ้าคลั่ง นักสู้มหากาฬ เห็นลูกไฟจากกระสุนที่พุ่งเข้ามาและสามารถโยกหลบไปได้อย่างรวดเร็ว รถของคนร้ายกับนักสู้มหากาฬแล่นสวนกัน ฤทธิ์ในคาบนักสู้มหาการตวัดดาบปาดใส่คนร้ายคันที่สามอย่างรวดเร็ว เลือดกระเซ็นสาดจึงเหลือเพียงรถคันสุดท้ายที่มีคนขับรถซ้อนท้ายอยู่ คนขับรถหน้าตื่น
“อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย เผ่นเร็ว”
รถมอเตอร์ไซด์แล่นจากไปอย่างรวดเร็ว นักสู้มหากาฬเก็บดาบก่อนจะคว้าปืนพกออกมาเล็งตามหลัง รถมอเตอร์ไซด์คนร้ายเร่งเครื่องหนีสุดชีวิต ขณะที่นักสู้มหากาฬเล็งปืนอย่างใจเย็น ระยะห่างร่วมๆ เกือบร้อยเมตร นักสู้มหากาฬเหนี่ยวไกยิงไปสองนัด ก่อนจะควงปืนเก็บเข้าซองโดยไม่สนใจอะไรอีก สักครู่ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังตูมจากทิศทางที่คนร้ายหนีไป
นักสู้มหากาฬขับรถมาจอด แล้วเดินมาตรงหน้าณัฐชาที่เล็งปืนส่ายไปมาด้วยความอ่อนแรง
“นาย…นาย…”
ฤทธิ์คว้าปืนของณัฐชา
“พักผ่อนซะผู้หมวด แล้วผมจะพาคุณไปส่ง”
ณัฐชาอ่อนแรงเต็มที เธอค่อยๆหมดสติไป

ภัตตาคารจีนยามดึกปราศจากลูกค้า มาวินหัวเราะสะใจเมื่อทราบรายงานข่าวจากแหลม
“ฮ่าๆ สุดยอดโว้ยไอ้แหลม เอ็งนี่มันแน่จริงๆ สั่งอะไรได้ตามนั้นทุกอย่าง งานนี้พวกเราลอยชายส่วนพรายพิฆาตกลายเป็นแพะรับบาป”
“แหะๆ ระดับผมไม่เคยพลาดอยู่แล้วครับคุณมาวิน เอ่อ...แต่ว่ามันจะดีเหรอครับ ที่พวกเราสวมรอยเป็นพรายพิฆาตแบบนี้ ถ้าเกิดพวกมันเอาเรื่องขึ้นมา...”
แหลมยังพูดไม่จบ มาวินแทรกขึ้น
“เฮ้ย เหลวไหล พรายพิฆาตมีจริงที่ไหนกันวะ มันก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้นเอง เอ็งอย่าปอดแหกไปหน่อยเลย”
มาวินพูดไม่ทันขาดคำระบบไฟในภัตตาคารก็ดับวูบลง ก่อนที่ไฟฉุกเฉินจะทำงานพร้อมกับเสียงหัวเราะของบอส
“ฮ่าๆ นิทานหลอกเด็กส่วนใหญ่ ก็มีเขาโครงมาจากเรื่องจริง ไม่เคยรู้หรือไง คุณมาวิน”
มาวินหน้าตื่น
“ใครวะ นั่นใคร”
“พรายพิฆาต...ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะของบอสสั่นสะเทือนราวกับภูตผี แหลมตื่นกลัว
“คุณมาวิน พวกเราซวยแว้ว”
“ฮึย...จะกลัวทำไมวะ มันเป็นคน ไม่ใช่ผี”
มาวินตะโกน
“แน่จริงก็โผล่หัวออกมาสิโว้ย ไอ้พรายพิฆาต”
เสียงหัวเราะยังคงกึกก้องต่อไป มาวินมองไปทางไหนก็ไม่เจอตัวมันซักที จนมันเริ่มหวาดหวั่น
“ไอ้แหลม”
“ครับคุณมาวิน”
“เอ็งกับสมุนคอยเฝ้าข้างล่าง ข้าจะไปตั้งหลักที่ออฟฟิศ”
“อ้าว...แล้วไหนบอกไม่กลัว”
“ไม่กลัว แต่ไม่เสี่ยงโว้ย”
มาวินผลุนผลันเข้ามาในออฟฟิศแล้วรีบล็อกประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะคว้าปืนลูกซองที่ซ่อนไว้ขึ้นมาบรรจุกระสุนจนเต็มพิกัด
“ไอ้พรายพิฆาต แน่จริงก็บุกเข้ามาสิวะ เข้ามาเลย”
มาวินเล็งปืนไปที่ประตูอย่างลุ้นรอ บอสตะปบกลไกที่ข้อมือ ดาบซึ่งซ่อนอยู่ดีดผึงออกมา
มาวินสะดุ้งจะหันไปทางด้านหลัง แต่แล้วมือของบอสข้างนึงก็คว้าปืนมันเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็จ่อดาบเข้าที่คอ บอสยื่นหน้ามาข้างๆหู มาวินตะลึง
“พ...พ…พรายพิฆาต”
“ไม่เคยมีใครกล้าลองดีกับพรายพิฆาตแบบนี้มาก่อน แกบังอาจมาก ไอ้มาวิน”
มาวินกลัวรนราน
“ช...ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันด้วย”
“พรายพิฆาต ไม่เคยไว้ชีวิตใครนอกจากสาวก กับสหาย”
“ได้ๆ ฉันเป็น…เป็นได้ทุกอย่างเป็นเพื่อน เป็นสาวก เป็นทาสของพวกแกก็ได้ แต่อย่าฆ่าฉันเลย”
“ฉันมีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น ถ้าแกยอมรับ แกจะได้ทุกอย่าง แม้แต่ความเป็นนายใหญ่ในองค์กรของแก”
มาวินกลอกตามองบอสอย่างสนใจ ภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตที่มีฮู้ดคลุมศีรษะนั้น ดวงตาของบอสเรืองแสงวาววับอยู่ในความมืดราวกับปีศาจ ที่จริงแล้วบอสสวมหน้ากาก แสงที่เห็นเกิดจากระบบอินฟาเรดที่สามารถมองเห็นในที่มืด

ถนนซึ่งนักสู้มหากาฬปะทะกับแก๊งมอเตอร์ไซด์ มีซากชิ้นส่วนมอเตอร์ไซด์บางคันยังมีไฟลุกอยู่ ราเมศยืนกวาดตามองที่เกิดเหตุอย่างเคร่งเครียด ก่อนที่ไมตรีจะเข้ามารายงาน
“พวกคนร้ายตายเกลี้ยงครับผู้กอง แต่ไม่พบเบาะแสของผู้หมวดณัฐชา”
ปรีดาเข้ามารายงานอีกคน
“โทรศัพท์มือถือก็เช็กตำแหน่งไม่ได้ครับ ดูเหมือนจะว่าจะปิดเครื่อง”
ราเมศกังวล
“ณัฐชา”


ในห้องนอนที่คอนโดของณัฐชา กรอบรูปถ่ายที่ณัฐชาถ่ายกับไอริณและใจทิพย์แขวนอยู่ที่ผนังห้อง ณัฐชานอนหลับอยู่บนเตียงเริ่มรู้สึกตัว เธอปรือตาขึ้นมองเห็นโทรศัพท์มือถือของเธอถูกถอดซิมการ์ดออก มันวางอยู่ข้างๆปืนของเธอบนโต๊ะ และเมื่อมองไล่ถัดมาก็เห็นนักสู้มหากาฬนั่งเฝ้าอาการเธออยู่ ณัฐชาตกใจรีบพุ่งไปคว้าปืน แต่ทว่ากลับคว้าไม่ถึงเพราะข้อมืออีกข้างของเธอถูกกุญแจมือล่ามไว้กับเตียง
“โธ่เว้ย”
“คุณก็รู้ว่าปืนทำอะไรผมไม่ได้”
“ฉันเป็นตำรวจ หน้าที่ของฉันคือการจับคนร้าย”
“ผมช่วยชีวิตคุณ พรายพิฆาตต่างหากที่เป็นคนร้าย”
ณัฐชาจ้องหน้าเขา
“นายต้องการอะไรกันแน่”
ฤทธิ์หันมา
“แนวร่วม ใครสักคนที่มีความสามารถ ใครสักคนที่ผมไว้ใจ คนที่ยอมช่วยผมกวาดล้างพวกมัน”
“แล้วนายรู้ได้ยังไง ว่าฉันไว้ใจได้”
“ผมรู้จักคุณ ผมเคยได้ยินเรื่องของคุณมาก่อน”
“จากไหน”
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้”
นักสู้มหากาฬเดินมาหยิบซิมใส่เข้าโทรศัพท์ของณัฐชาตามเดิม ก่อนจะกดปุ่มเปิดเครื่องแล้วส่งคืนให้
“ผมเมมเบอร์ไว้ในเครื่องของคุณ ติดต่อผมทันทีที่พร้อมแต่จำไว้ ห้ามบอกตำรวจคนอื่นเด็ดขาด”
“ทำไม”
“พรายพิฆาตมีอยู่ทุกที่ ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัย”
ณัฐชาครุ่นคิด วินาทีนั้นนักสู้มหากาฬก็ผละจากไป
“เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยว”
นักสู้มหากาฬออกไปจากห้อง ณัฐชายื้อยุดกับกุญแจมืออึดใจหนึ่ง ก็นึกอะไรขึ้นได้ เธอควานมือลงไปที่ใต้เตียงแล้วชักปืนสำรองที่ซ่อนไว้ออกมายิงใส่กุญแจมือจนขาด


ณัฐชาถือปืนวิ่งตามนักสู้มหากาฬมาถึงหน้าลิฟต์ แต่พอมาถึงก็เห็นประตูลิฟต์เพิ่งปิดไปไว เธอเจ็บใจ
“ฮึย”
ณัฐชามองไปที่บันไดหนีไฟ

ณัฐชาทั้งวิ่ง ทั้งโดดลงจากบันไดทั้งๆที่ไม่ได้สวมรองเท้า เธอเสียหลักหน้าเบ้ไปในจังหวะหนึ่งด้วยความระบม
“อูย...ขาฉัน โอ้ย”
ณัฐชากัดฟันวิ่งกะโผลกกะเผลกต่อไป

ณัฐชาถือปืนวิ่งออกมาหน้าอาคาร เมื่อมองลงไปก็เห็นนักสู้มหากาฬขับรถมอเตอร์ไซด์แล่นไปจากคอนโดแล้ว เธอถอนใจเซ็ง
“ไม่ทันจนได้”
ณัฐชาได้แต่หายใจหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน


กรณ์ยืนจิบเครื่องดื่มอยู่อย่างใช้ความคิดที่สระว่ายน้ำบ้านนำชัย ก่อนที่ท่านนำชัยจะตามออกมาต่อว่า
“ทำไมถึงไม่บอกผมก่อนว่าพรายพิฆาตจะลงมือ ทำแบบนี้ผมกับลูกต้องเสี่ยงแค่ไหน คุณรู้รึเปล่า”
“ใจเย็นๆ ท่านนำชัย พวกมันไม่ใช่พรายพิฆาต”
“แล้วพวกมันเป็นใคร”
“ผมไม่สน เพราะบอสบอกว่าพวกมันตายหมดแล้วแต่ปัญหาก็คือคนที่ฆ่ามัน เป็นศัตรูของเรา”
นำชัยพึมพำ
“มือสังหาร”
กรณ์พยักหน้า
“อีกไม่นาน มันต้องมาที่นี่ เราต้องเตรียมรับมือ”
นำชัยใจหายเมื่อรู้ว่าตนอาจเป็นเหยื่อรายต่อไป ในเวลานั้นเองไอริณก็แอบฟังอยู่จากในบ้าน เธอรู้สึกว่านายกรณ์คนนี้ กับพ่อของเธอมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


ราเมศแปลกใจ เมื่อทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจากณัฐชา
“นี่คุณจะบอกผมว่า มือสังหารชุดดำช่วยคุณเอาไว้ แถมยังพาไปส่งที่คอนโดงั้นเหรอ”
“ค่ะผู้กอง”
“เขาบอกเหตุผลรึเปล่า”
“แหม สาวสวยนี่คะ ชายโสดที่ไหนก็อยากเทคแคร์”
ราเมศกอดอกปั้นหน้าดุ
“เอ่อ ไม่ได้บอกค่ะ”
“แล้วเขาคุยอะไรกับคุณบ้าง”
“เขาต้องการ...”
ณัฐชาเกือบหลุดปากเล่าเรื่องเงื่อนไขของนักสู้มหากาฬ แต่แล้วก็ชะงักหยุดนิ่งนึกถึงคำพูดของฤทธิ์
“พรายพิฆาตมีอยู่ทุกที่ ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัย”
ราเมศเห็นณัฐชานิ่งไปก็ขัดใจ
“ว่าไงล่ะผู้หมวด เขาต้องการอะไร”
“อ๋อ...เปล่าค่ะ พอดีฉันเบลอไปหน่อยก็เลยสับสน”
ราเมศส่ายหน้าระอา ไมตรีกับปรีดาเดินมาถึง
“ผู้กอง รถพร้อมแล้วครับ” ไมตรีรายงาน
ณัฐชาหันมาหาราเมศ
“เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
“วันนี้เราจะแยกเป็นสองทีม ผมจะไปที่รังของไอ้มาวิน คุยกับพวกหัวหน้าของมันเรื่องป่วนงานเลี้ยงเมื่อวาน ดูซิว่ามันอยู่เบื้องหลังรึเปล่า”
“แล้วฉันล่ะคะ”
“คุณไปสอบปากคำมาดามหลิว ผมอยากรู้ว่านอกจากพรายพิฆาตแล้ว เธอยังมีศัตรูที่ไหนอีกบ้าง”
“เอ่อ ไปกับหมู่กับจ่าเนี่ยเหรอคะ”
“อย่าทำหน้าเซ็งสิครับผู้หมวด ไปทำงานกับพวกผมมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ” ไมตรีบอก
“ใช่แล้วครับผู้หมวด พวกผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังคำสั่งผู้หมวดทุกอย่างเลยครับ” ปรีดาบอกอย่างจริงจัง
ไมตรีหน้าตามุ่งมั่นมาก
“รับรองคราวนี้ไม่มีผิดพลาด”
“คราวก่อนก็พูดแบบนี้”
ณัฐชาเซ็งๆ

มาดามหลิวให้ปากคำแก่ณัฐชาอยู่ในห้องสมุด โดยมีโซเฟีย ไมตรี ปรีดาร่วมวงอยู่ด้วย
“ตกลงพวกคนร้ายเมื่อคืน ไม่ใช่พรายพิฆาตเหรอคะคุณตำรวจ”
“ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วคิดว่าคงไม่ใช่ค่ะ เพราะถ้าเป็นพรายพิฆาตจริงพวกมันจะต้องทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ และก็คงไม่เลือกใช้วิธีบุ่มบ่ามแบบนี้”
ปรีดาแทรกขึ้น
“น่าเสียดายครับที่พวกมันถูกฆ่าตายหมด พวกผมก็เลยไม่รู้จะสอบปากคำกับใคร”
“เอ่อ...แล้วไม่ทราบว่ามาดามมีศัตรูที่ไหน หรือสงสัยใครบ้างรึเปล่าครับ พวกผมจะได้ช่วยตรวจสอบ” ไมตรีถาม
“ไม่มีหรอกค่ะ เพราะตัวฉันเองก็อยู่แต่ในนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ส่วนเรื่องธุรกิจก็ไม่ได้แข่งขันกับใครเป็นพิเศษ” มาดามหลิวบอกหน้านิ่ง
“แล้วคุณโทมัสล่ะคะ มีศัตรูบ้างรึเปล่า” ณัฐชาถามขึ้น
“คุณโทมัสเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกได้ไม่นาน คงไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครขนาดนี้หรอกค่ะ” โซเฟียตอบแทน
“ก็ไม่แน่หรอกค่ะ เห็นออกข่าวทีวีว่าควงสาวไม่ซ้ำหน้า ไม่แน่อาจจะเผลอไปควงแฟนใครก็ได้นะคะ”
มาดามหลิวกับโซเฟียมองหน้ากันอย่างดูออกว่า ณัฐชาไม่ชอบโทมัสเท่าไหร่นัก

ในห้องควบคุมความปลอดภัยบริษัทมาดามหลิว...มอนิเตอร์ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพในคืนวันเกิดเหตุจนถึงตอนที่ทีมคนร้ายขับมอเตอร์ไซด์หนีไป
“มีภาพแค่นี้เหรอคะ” ณัฐชาถาม
" ครับ...พวกมันอาละวาดอยู่แค่หกนาที เสร็จแล้วก็เผ่นแนบ” ชาญบอก
ณัฐชามองชาญ
“คุณสงสัยใครบ้างรึเปล่า”
“ปกติพวกเราไม่เคยมีปัญหากับใคร ยกเว้นแต่เมื่อเร็วๆนี้ที่คุณโทมัสเข้าไปช่วยคุณไอริณ”
“คุณหมายถึงนายมาวินงั้นเหรอ”
“ก็มีแต่มาเฟียอย่างหมอนั่น ที่กล้าคิดแผนการณ์บ้าระห่ำ แบบนี้”
ณัฐชาครุ่นคิด
“ก็อาจเป็นไปได้...ถ้าไงฉันขอสำเนาภาพด้วยนะคะแล้วก็...ถ้าไม่รังเกียจฉันอยากจะชมสถานที่ของคุณสักนิดนึง”
ชาญชะงัก
“เกี่ยวกับคดีรึเปล่าครับ”
“ค่ะ เผื่อจะมีเบาะแสเพิ่มเติม”
ชาญมองณัฐชาอย่างลังเล

ในล็อบบี้บริษัทมาดามหลิว พนักงานเดินกันขวั่กไขว่ ณัฐชา ไมตรี ปรีดายืนรอกันอยู่อย่างกระวนกระวาย ไมตรีดูนาฬิกาข้อมือ
“โอ้โห ผ่านไปสิบห้านาที นี่ตกลงเขาไปขออนุญาตหรือไปทำเรื่องเข้าที่ประชุมกันแน่ครับผู้หมวด”
ปรีดาสงสัย
“นั่นสิครับ หรือว่าข้างในเขาจะรกมาก ก็เลยต้องเก็บกวาดก่อนพาเราเข้าไป”
ณัฐชานิ่ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...