xs
xsm
sm
md
lg

ไ ฟ ห ว น ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไฟหวน ตอนที่ 11

ที่หอโคมแดง ช่วงตอนกลางวัน ผกายืนหน้าเครียดอยู่ในโถงกลาง ร้อนใจจนนั่งไม่ติด คนอื่นๆ เดินเข้ามาหา

“แม่ให้ป้าเพ็ญไปตามพวกฉันมา แม่มีเรื่องอะไรเหรอจ๊ะ” มุกถาม
“เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายคนที่เพิ่งกลับไปนั่นหรือเปล่าจ๊ะ” พิกุลเดา
ผการีบบอก “ไม่เกี่ยว”
“อ้าว..แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องอะไรเหรอคะแม่” สิรีงง
ผกาใจคอไม่ดีเรื่องที่บอกกับนายพลเทพไป ไม่รู้จะมีผลยังไง เลยตวาดแว้ดใส่ลูกๆ
“อย่ามาถามเซ้าซี้กันนักได้ไม๊”
ทุกคนคอหดด้วยความยำเกรงผกาไปตามๆ กัน
“ที่แม่เรียกมานี่ ก็เพราะมีเรื่องจะต้องสั่งให้ทุกคนทำตามอย่างเคร่งครัด ถ้าใครขัดคำสั่งแม่ ก็เก็บของออกไปจากบ้านนี้ได้เลย ต่อจากนี้ไป ห้ามใครพูดถึงเรื่องบุปผาเคยอยู่ที่นี่มาก่อน จะแขกเก่า แขกใหม่ ใครมาถาม บอกไม่รู้ทั้งนั้น ใครเรื่องมากให้มันมาคุยกับแม่เองเข้าใจไม๊”
มุก สิรี พิกุลประสานเสียง “เข้าใจจ้ะแม่”
“ไปได้แล้ว”
ทุกคนจะเดินออก แต่ผกาเรียกเพ็ญไว้
“เพ็ญอยู่ก่อน ฉันมีธุระจะให้ทำ”
เพ็ญมองผกาอย่างสงสัยว่าจะใช้ให้ทำอะไร ผกาหน้าเครียด

บุปผานอนอยู่ตามลำพัง โดยมีใครคนหนึ่งเอื้อมมือแตะแขนบุปผาเบาๆ บุปผาไม่ตื่นเพราะยังซมพิษไข้อยู่ ที่แท้คือมัทนานั่นเอง
“ตายจริง..บุปผายังเป็นไข้อยู่เลยนี่”
มัทนาลุกขึ้นไปหยิบขันใส่น้ำ กับผ้าสะอาดผืนหนึ่ง เอาผ้านั้นชุบน้ำในขัน บิดพอหมาด แล้วเริ่มเช็ดตัวให้บุปผาอย่างเบามือที่สุด บุปผาปรือตาขึ้นมอง เห็นเป็นมัทนา มัทนาเห็นบุปผา
มองมาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน บุปผาจำใจฝืนยิ้มให้มัทนา

ขณะเดียวกันสินพยายามจะขยับตัวเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุด แต่พอสวิงเดินเข้ามา สินก็หยุดเคลื่อนไหวทุกอย่าง ด้วยยังไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเคลื่อนไหวได้มากขึ้นกว่าเดิม
“สิน...วันนี้เป็นไงบ้าง” สวิงถามอาการ
สินพยายามมองไปข้างหลังสวิงอย่างหวาดระแวง เพื่อมองหาว่าบุปผามาด้วยหรือไม่
แต่สวิงกลับเข้าใจว่านายสินอยากเจอบุปผา “วันนี้ฉันจะดูแลแกเองนะสิน เพราะบุปผามันไม่ค่อยสบาย บุปผามันโชคร้าย...”
สวิงจะพูดต่อว่าบุปผาถูกคนทำร้ายมา แต่มัวจัดเตียงให้สินง่วน เลยลืมพูดต่อ สินอยากรู้เรื่องบุปผา เลยพยายามจะขยับตัวแล้วแสร้งส่งเสียงอืออาๆ แต่สวิงไม่เข้าใจ
“พูดอะไรไม่รู้เรื่องเลยแกนี่ เอ้า เดี๋ยวฉันจะออกไปเอาข้าวมาให้แกนะ”

พอสวิงออกไป สินก็ทำหน้าเจ็บใจ อดรู้ว่าบุปผาโชคร้ายเรื่องอะไร

ด้านอิ่มนั่งอยู่ในห้องพัก พนมมือไหว้บอกกับวิญญาณน้องสาวด้วยความรู้สึกเสียใจ

“อุ่นเอ๊ย ฉันบอกท่านนายพลไปแล้วเรื่องลูกของแกกับท่านยังไม่ตาย แต่ฉันยังไม่มีโอกาสได้บอกท่านว่า..แกไม่ได้ตายเพราะถูกไฟคลอก แต่แกถูกฆ่าตาย แกรอฉันหน่อยนะ ยังไงๆ ฉันก็จะต้องหาทางบอกเรื่องนี้กับท่านให้ได้ เพราะฉันจะไม่ยอมให้แกตายเปล่าแน่ นังอุ่น”

ขณะเดียวกันที่บ้านเทพบริบาล คุณหญิงมณีกำลังนั่งคิดอะไรอยู่ สร้อยสอพลออยู่ข้างๆ
“สร้อยว่า...อีนังคนใช้คนใหม่ของคุณหญิงแจ่มจันทร์นี่ หน้าตาคุ๊นคุ้นนะคะ แต่สร้อยนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แล้วเมื่อตอนสายๆ มันหายไปไหนก็ไม่รู้นะคะ สร้อยเดินหาเสียทั่วบ้านก็ไม่พบ แล้วจู่ๆ มันก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้”
ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ มัทนาก็เดินเข้าบ้านมา
“ไปไหนมาลูก”
“มัทลงไปดูบุปผามาน่ะค่ะ บุปผาเป็นไข้ด้วยค่ะคุณแม่ มัทก็เลยช่วยเช็ดตัวลดไข้ให้”
มณีไม่พอใจนัก “ทำไมลูกมัทต้องไปเช็ดตัวให้นังบุปผามัน ทำไมไม่ให้คนอื่นทำ”
“โธ่..คุณแม่ขา คนอื่นเขามีงานทำกันล้นมืออยู่แล้วนี่คะ มีแต่มัทนี่แหละค่ะที่ว่างอยู่ แล้วอีกอย่าง..คุณแม่ก็เป็นคนสอนมัทเองนี่คะว่า..คนเราน่ะ..ยามดีก็ใช้ แต่ยามไข้ก็ต้องรักษา”
คุณมณีพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เปลี่ยนเรื่องเลย “ลูกมัทใส่บาตรแล้วก็อาบน้ำมนต์ครบ 10 ครั้งแล้ว แม่ว่าแม่จะให้คุณชไมหาฤกษ์หมั้นให้เสียที”
มัทนายิ้มเขินๆ โทรศัพท์ดัง มัทนาเดินไปรับ

เวลาเดียวกันนั้นพลอยกำลังจะเดินเข้ามาหาไอศูรย์ในห้อง แต่เห็นไอศูรย์กำลังพูดโทรศัพท์กับมัทนาอยู่ เลยหยุดแอบฟัง
“ยังเจ็บแผลอยู่ไม๊ครับน้องมัท...” ไอศูรย์นิ่งฟังเสียงปลายสาย “กินยา ทายาตามที่พี่สั่งไว้ให้ครบนะ แล้วก็พักผ่อนให้มากๆ น้องมัท จะได้หายเร็วๆ พี่เป็นห่วงนะครับ” แล้ววางสายไป
พลอย มีสีหน้าเจ็บปวดใจ รีบปรับอารมณ์แล้วเดินเข้ามายกมือไหว้ไอศูรย์
“ขอโทษนะคะพี่ต้น พลอยได้ยินพี่ต้นพูดโทรศัพท์กับยายมัทโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าแต่...ยายมัทไม่สบายเป็นอะไรเหรอคะ”
“ถูกคนจรจัดทำร้ายเอาที่ตลาดน่ะ แล้วนี่..น้องพลอยมาหาพี่ มีอะไรรึเปล่าครับ”
“พลอยเป็นอะไรไม่ทราบค่ะพี่ต้น รู้สึกเวียนหัว แล้วก็ใจสั่น แขนขาไม่ค่อยมีแรงเลยค่ะ”
“งั้นขอพี่ตรวจหน่อยนะ”
“ค่ะ”
พลอยลอบยิ้มสมใจ ที่เป็นไปตามแผน

ทางด้านเพ็ญมายืนที่หน้ารั้วบ้านเทพบริบาลอย่างกล้าๆ กลัวๆ หิ้วตะกร้าผลไม้มาด้วย
นึกถึงเมื่อครู่ที่ผกาสั่งงานตน
“แกเป็นคนที่ฉันไว้ใจที่สุดแล้วนังเพ็ญ แล้วแกก็เป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะฉะนั้นแกช่วยไปหานังบุปผาที่บ้านเทพบริบาลแทนฉันที แล้วบอกนังบุปผาว่าให้มันออก มาพบฉันที่สวนสาธารณะ ตอนบ่าย 3 โมงวันนี้ให้ได้”
“ค่ะคุณผกา แต่เอ๊..ในเมื่อคุณผกาก็รู้ว่าบุปผาอยู่ที่ไหน ทำไมไม่โทร.ไปหามันที่นั่นเลยล่ะคะ”
“ไม่ได้ นังบุปผามันเข้าไปอยู่ที่นั่นในฐานะคนใช้ ถ้าจู่ๆ มีคนโทร.เข้าไปแล้วขอพูดกับมัน คงถูกซักแล้ว ไม่รู้ละ แกไปน่ะดีแล้ว บอกว่าเป็นญาติมาจากต่างจังหวัด แวะมาเยี่ยมมัน แล้วแกก็บอกมันให้ออกมาพบฉันให้ได้นะ ฉันมีธุระสำคัญที่จะต้องบอกนังบุปผามันวันนี้ให้ได้”
“ค่ะคุณผกา”
ผกากำชับอีก “อ้อ แล้วเรื่องที่ว่า..นังบุปผาอยู่ที่บ้านเทพบริบาลน่ะ ห้ามแกปริปากบอกใครเป็นอันขาด เข้าใจไม๊”
เพ็ญพยักหน้ารับคำ

เพ็ญดึงตัวเองกลับมา ชะเง้อมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า กำลังจะกดออดอยู่แล้ว พอดีไสวที่เดินทำสวนอยู่แถวนั้นโผล่หน้ามาเสียก่อน
“มาหาใคร”
“เอ้อ...ฉัน..ฉันมาหาบุปผาน่ะจ้ะ บุปผาอยู่ที่นี่ใช่ไม๊จ๊ะ ฉันเป็นญาติมัน เพิ่งมาจากต่างจังหวัด ก็เลยแวะมาหามันน่ะ”
“แต่ตอนนี้นังบุปผามันไม่สบาย ถ้ามันเดินออกมาพบแกไม่ไหว อยากจะฝากอะไรฉันไปบอกมันไม๊ล่ะ เพราะฉันคงให้แกเข้ามาในบ้านไม่ได้หรอกนะ คุณหญิงท่านสั่งไว้ว่าไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านน่ะ แกคงเข้าใจนะ”
“ฉันเข้าใจจ้ะ แต่ฉันอยากจะคุยกับมัน เห็นหน้าค่าตามันด้วยตัวเองมากกว่า ไม่ได้พบกันนานแล้ว แกลองไปบอกมัน..ว่าป้าเพ็ญมาหา”
ไสวพยักหน้า “รอเดี๋ยวนะ” แล้วเดินไป

เพ็ญยืนรออย่างกระสับกระส่าย

ส่วนบุปผาอาการดีขึ้นแล้ว พอฟังที่ไสวมาบอกก็มีสีหน้าตกใจ

“ป้าเพ็ญ มาหาฉันเหรอ”
ไสวพยักหน้า บุปผารีบลุกออกไปทันที

บุปผาเดินหน้าเครียด เปิดประตูบ้านออกมาหาเพ็ญ เหลียวกลับไปมองในบ้านว่ามีใครเห็นอีกไม๊ พอเห็นปลอดคน ก็รีบฉุดแขนเพ็ญให้ไปยืนคุยห่างจากหน้าประตูบ้านไป เพราะไม่อยากให้คนในบ้านเห็นหน้าเพ็ญ
“ป้าเพ็ญมาที่นี่ทำไมเนี่ย แม่ผกาเป็นอะไรรึแปล่า”
“คุณผกาไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่วันนี้มีผู้ชายไปที่บ้าน แล้วพอเขากลับไป คุณผกาก็รีบให้ป้ามาหาแกที่นี่ละ ให้บอกแกว่า..ให้แกไปพบคุณผกาที่สวนสาธารณะตอนบ่าย 3 โมงวันนี้ให้ได้”
บุปผาเครียด “มีผู้ชายไปหาแม่ที่บ้านเหรอ รูปร่างหน้าตายังไงป้า เคยเป็นแขกบ้านเรารึเปล่า”
“ไม่ ใครก็ไม่รู้ แต่บุคลิกดีทีเดียว” เพ็ญมองบุปผาอย่างพิจารณา “เห็นเขาว่าแกไม่สบาย แกเป็นอะไรเหรอบุปผา หน้าตาแกไม่ดีเลยนะ”
บุปผาตัดบทเฉยเลย “ช่างมันเถอะป้า ป้ากลับบ้านไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะออกไปพบแม่เอง”

ถึงเวลานัด ผกามานั่งรออยู่ก่อนแล้วอย่างร้อนใจ สักครู่บุปผาก็เดินอย่างร้อนใจไม่แพ้กันเข้ามา
“แม่..มีอะไรเหรอ ถึงได้เสี่ยงให้ป้าเพ็ญไปตามฉันออกมาพบเนี่ย”
ผกาหน้าเครียดมากขณะบอก “บุปผา วันนี้ท่านนายพลเทพ เทพบริบาลไปหาแม่ที่บ้าน”
บุปผาตกใจมาก “ท่านไปทำไมน่ะแม่”
ผกาเล่าเรื่องที่ตนถูกนายพลเทพคาดคั้นอย่างหนัก
“บอกฉันมาเถอะ..ว่าเธอรับเด็กคนนั้นมาเลี้ยงใช่ไม๊” นายพลเทพพูดเสียงดังอย่างทรงอำนาจ “ใช่ไม๊”
ตามมาด้วยการพูดข่มขู่ “แล้วถ้าเธอปากแข็ง ไม่ยอมบอกฉัน ฉันจะสั่งให้ตำรวจมาปิดที่นี่ ให้เธอกับคนของเธอไม่มีที่ซุกหัวนอนกันเลยทีเดียว”

บุปผาฟังแล้วยิ่งคาใจ
“ท่านจะอยากรู้เรื่องของฉันไปทำไมน่ะ”
“แม่ก็ไม่รู้ แต่ดูท่าว่าท่านอยากรู้มาก ว่า..แม่รับแกมาเลี้ยงจริงๆ ใช่ไม๊ ถึงกับขู่จะปิดซ่องของเรา ถ้าแม่ไม่ยอมบอก”
“แล้วแม่บอกท่านไปว่ายังไงล่ะ”
“แม่ก็จำต้องยอมรับน่ะสิว่าแม่รับแกมาเลี้ยงจริงๆ แล้วตอนนี้แกก็เข้าไปอยู่ในบ้านท่านแล้ว”
ผกาเล่าเรื่องที่นายพลเทพมาหา และพอตนบอกไปท่านนายพลก็ตกใจมาก
“อะไรนะ”
“ดิฉันคิดว่าท่านได้ยินคำตอบชัดเจนแล้ว”
ท่านนายพล ยังมึนสนิท “อยู่ในบ้านของฉันเอง ใคร” พยายามคิด จนนึกออกตาโตขึ้นมา “บุปผา อ้าว..ไหนบุปผาบอกฉันว่าบุปผาเป็นน้องสาวนายสิน คนรถบ้านฉันไง”
“ท่านคะ ท่านลองมองรอบๆตัวแล้วบอกดิฉันหน่อยสิคะว่า ท่านกำลังยืนอยู่ที่ไหน ซ่องไงคะท่าน แล้วดิฉันจะกล้าให้เด็กผู้หญิงที่ดิฉันรับเลี้ยงมา เติบโตขึ้นในสถานที่แบบนี้หรือคะ”
นายพลเทพจี้ถามอย่างร้อนใจ อยากรู้มาก “แล้วยังไง”
“ดิฉันส่งเด็กนั่นไปให้คนรู้จักที่บ้านนอกเลี้ยงดูแทนค่ะ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของนายสิน แล้วดิฉันก็คอยส่งเงินไปให้ทุกเดือน เด็กนั่นจึงเติบโตขึ้นในฐานะน้องสาวของนายสิน คนรถบ้านท่านยังไงละคะ”
“อ้าว..แล้วทำไมพ่อแม่นายสิน เลี้ยงดูบุปผามาตั้งนาน ทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะเอาบุปผาไปขายซ่องเสียล่ะ”
ผกาหน้าเหวอไปนิดหนึ่ง ไม่รู้เรื่องที่บุปผาโกหกทุกคนในบ้านเทพบริบาลไว้
“นังบุปผามันบอกคนอื่นไว้ว่ายังไงเนี่ย”
ผกาคิด แล้วตัดสินใจทำเนียนบอกออกไป
“ใจคน..ยากแท้หยั่งถึงนี่คะท่าน”
“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไง..ว่าบุปผาคือเด็กที่เธอรับมาเลี้ยงจริงๆ” ท่านนายพลจ้องตาผกาอย่างจะจับผิด
ผกาจ้องกลับ สู้สายตาไม่มีหลบ “ดิฉันได้บอกความจริงกับท่านทุกอย่างแล้ว แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ท่านแล้วล่ะค่ะ”

นายพลเทพกับผกาจ้องหน้ากัน สู้สายตา อย่างวัดใจ

อ่านต่อหน้า 2

ไฟหวน ตอนที่ 11 (ต่อ)

ด้านบุปผาคุยกับผกาต่อ

“แม่ฉลาดจริงที่ตอบท่านไปอย่างนั้น ว่าแต่..ท่านจะอยากรู้ที่มาของฉันทำไมกัน”
“แม่ก็ไม่รู้ แม่ถึงต้องเสี่ยงให้นังเพ็ญมันไปตามแกที่บ้านเทพบริบาล มาพบด่วนนี่ไงล่ะ”
บุปผาครุ่นคิดหนัก

ฟากนายพลเทพนั่งคิดอะไรเงียบๆ อยู่คนเดียว ในห้องทำงานที่กรมทหาร
“บุปผาน่ะเหรอ...คือลูกสาวฉัน” แล้วตะโกนเรียกทส.ลูกน้องคู่ใจ “ดำเกิง”
ดำเกิงรีบวิ่งเข้ามา “ขอรับท่าน”

ทางด้านไอศูรย์ขบรถพาพลอยมาส่งที่บ้าน
“ทานยาบำรุงที่พี่ให้มาให้หมดนะครับ”
“ขอบคุณนะคะพี่ต้น พลอยค่อยสบายใจหน่อยที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก พี่ต้นลงไปดื่มน้ำ หรือทานขนมในบ้านก่อนไม๊คะ”
“ไม่ละ พี่รีบกลับไปทำงานดีกว่า” ไอศูรย์ว่า
เสียงเพชรดังขัดจังหวะขึ้นมา “จะรีบกลับไปจัดระเบียบการดูแลคนไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนไข้หนีออกจากโรงพยาบาล อีกใช่ไม๊ครับพี่ต้น”
ไอศูรย์กับพลอยหันขวับไปมอง เห็นเป็นเพชรที่เข้ามา
“เพชร พี่ก็เสียใจนะที่เด็กคนนั้นหนีออกจากโรงพยาบาลไปน่ะ”
“พี่ต้นก็ควรจะเสียใจละครับ เพราะป่านนี้เด็กคนนั้นอาจจะไปอาการกำเริบจนตายอยู่ที่ไหนแล้วก็ได้ แถมคนที่ทำร้ายเด็กนั่นก็ยังลอยนวลอีกด้วย”
พลอยรีบเข้ามาขวางตรงกลาง ด้วยความกลัวว่าสองหนุ่มจะปะทะกันแรงขึ้น ปรามพี่ชายตัวเอง
“พี่เพชร”
“พี่รู้ว่ามันเป็นความผิดของพี่ และถ้าพี่จะแก้ไขอะไรได้ พี่ก็ยินดีทำทุกอย่าง” ไอศูรย์หันมาทางพลอย “พี่ไปนะ”
ไอศูรย์ก็เดินออกไปขึ้นรถ ขับออกไปเลย พลอยเข้ามาตีเพชรอย่างโมโห
“พี่เพชรน่ะ พูดเสียจนพี่ต้นหนีกลับไปเลย รู้ไม๊ว่ากว่าพลอยจะหาวิธีชวนพี่ต้นมาบ้านเราได้ ต้องลงทุนยอมทำตัวเป็นคนป่วยเชียวนะคะ” พลอยค้อนเพชร “เดี๋ยวก็ไม่บอกเรื่องยายมัทซะเลยนี่”
เพชรตื่นเต้นตาโตขึ้นมาทันที “เรื่องน้องมัท เรื่องอะไร”

ขณะเดียวกันมัทนาเดินออกมารับนายพลเทพ คุณหญิงมณีกับสร้อยเดินตามมาด้วย
“ทำไมวันนี้คุณพ่อกลับบ้านค่ำจังคะ งานที่กรมยุ่งมากเลยหรือคะ”
นายพลเทพพยักหน้าให้ พลางถามลูกสาว “เป็นยังไงบ้างลูก ยังเจ็บอยู่ไม๊”
“มัทน่ะไม่เจ็บแล้วค่ะ แต่บุปผาน่ะสิคะ วันนี้ยังเป็นไข้อยู่เลย”
“งั้นเดี๋ยวพ่อไปเยี่ยมบุปผาหน่อยดีกว่า”
นายพลเทพเดินนำไปอย่างร้อนใจ มัทนาตามพ่อไป คุณหญิงมณีแค้นใจ รีบตามไปด้วย
บุปผากำลังนั่งครุ่นคิดไม่ตก
“ทำไมท่านนายพลถึงอยากรู้นักว่าเราเป็นลูกแม่ผการึเปล่า ทำไม”
ระหว่างนี้มีเสียงเคาะประตู พร้อมเสียงมัทนาตะโกนเข้ามา
“บุปผาจ๋า คุณพ่อ คุณแม่มาเยี่ยมบุปผาแน่ะจ้ะ”
บุปผาตกใจ “ท่านมา”
บุปผารีบสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองและห้องหับ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู พอเห็นนายพลเทพยืนอยู่กับมัทนา และคุณหญิงมณี บุปผาก็รีบทรุดลงนั่งคุกเข่าอย่างนอบน้อม
“ยืนขึ้นเถอะบุปผา เจ็บขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องมาพิธีรีตองหรอก”
บุปผายืนขึ้น นายพลเทพมองบุปผาอย่างพิจารณา ถามเสียงอ่อนโยน
“ยังเจ็บอยู่มากไม๊”
“ค่อยยังชั่วบ้างแล้วค่ะท่าน”
“นอนพักให้มากๆนะ 2-3 วันนี้ก็อย่าเพิ่งทำงาน แล้วหยูกยากินให้ครบตามที่พ่อต้นให้ไว้ล่ะ แต่ถ้ามีอาการอะไรผิดปกติก็รีบบอกนะบุปผา”
“ค่ะท่าน”
นายพลเทพมองบุปผาไม่วางตา

ตลอดเวลาคุณหญิงมณีมองสองคนตาวาวด้วยความโกรธ แต่นายพลเทพไม่เห็น

เวลาต่อมา นายพลเทพเดินเข้ามาในห้องนอน ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องของบุปผา คุณหญิงมณีตามเข้ามา พูดแดกดันด้วยความหึง

“ดูคุณจะเอื้ออาทรนังบุปผามันมากจริงนะคะ”
“เกิดเรื่องร้ายกับคนในบ้านจนล้มเจ็บอย่างนี้ ถ้าจะไม่สนใจกัน ก็คงจะใจจืดใจดำเกินไปหน่อยละมั้ง”
มณีปรี๊ดแตก “นี่คุณกำลังจะว่าดิฉันเป็นคนใจจืดใจดำใช่ไม๊คะ”
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด” ท่านนายพลเดินหนีเข้าห้องน้ำไป
คุณหญิงมณีโกรธจัด แทบจะกรี๊ดออกมา

นายพลเทพเข้ามาในห้องน้ำ พูดกับเงาตัวเองในกระจก
“บุปผาใช่ลูกของเราไม๊อุ่น..ใช่ไม๊”
นายพลเทพว้าวุ่นใจมาก

เช้าวันนี้ แลเห็นอิ่มเดินชะเง้อมองเข้าไปในตัวตึกเพื่อมองหาไอศูรย์ แต่พอเห็นไอศูรย์เดินออกมาพร้อมคุณหญิงแจ่มจันทร์กับโฉม อิ่มก็รีบซุ่มหลบ
“แม่ว่าจะรีบให้คุณชไมหาฤกษ์หมั้นให้พ่อต้นกับหนูมัทนะจ๊ะ”
“ครับแม่” ไอศูรย์ยิ้มชอบใจ พลางยกมือไหว้ลาแม่ไปทำงาน)
คุณหญิงแจ่มจันทร์ยิ้มแล้วเดินกลับเข้าตึกไป โฉมตามกลับเข้าไปด้วย อิ่มเห็นไม่มีใครแล้วก็รีบวิ่งไปหาไอศูรย์ที่รถ
“คุณหมอจะไปหาคุณหนูมัทนาที่บ้านท่านนายพลเทพอีกไม๊คะ”
ไอศูรย์แปลกใจ “ถามทำไมเหรอครับป้าอิ่ม”
“ป้า..เอ้อ..ป้า.. อยากไปเยี่ยมแม่บุปผาอีกน่ะ”
“วันนี้คงไม่ได้ไปละครับ” ไอศูรย์ขึ้นรถขับออกไป
อิ่มหน้าจ๋อย แล้วตัดสินใจอะไรบางอย่าง

อิ่มตัดสินใจมาหานายพลเทพที่บ้านเอง แต่พอมาถึงกลับไม่กล้าเข้า ได้แต่ชะเง้อมองไปในบ้าน จนสร้อยเดินมา เห็นคนมายืนลับๆ ล่อๆ ที่หน้าประตูบ้านก็เขม้นตามอง
อิ่มเห็นสร้อยมองมา จึงวิ่งหนีไปทันที

อิ่มเดินสีหน้าหวาดกลัวกลับมาบ้านไอศูรย์
“นังอุ่น..ฉันขอโทษ ฉันไม่เจอท่านนายพล เจอแต่นังคนใจร้ายที่ฆ่าแก ฉันกลัว”
แล้วทันใดนั้นก็มีมือๆ หนึ่งเอื้อมมือจับบ่าอิ่มหมับ อิ่มตกใจร้องวี๊ดออกมา จึงถูกใครคนนั้นกระโจนเข้าปิดปากอิ่มไว้อย่างรวดเร็วไม่ให้อิ่มร้องได้อีก อิ่มพยายามเหลียวมองหน้าใครคนนั้น จนเห็นเป็นดำเกิง ซึ่งอิ่มไม่รู้จัก อิ่มยิ่งกลัวจนตัวสั่นไปหมด

ดำเกิงกึ่งจูงกึ่งลากแขนอิ่มเข้ามา อิ่มตื่นตกใจ หวาดกลัวสุดๆ
“แกจะพาฉันไปไหนน่ะ”
ดำเกิงไม่ตอบ แต่พาอิ่มไปพบใครคนหนึ่งซึ่งยืนหันหลังอยู่ แล้วดำเกิงก็ออกไป อิ่มงง แต่พอเห็นใครคนนั้นหันมาเป็นนายพลเทพ อิ่มก็ยิ้มดีใจ
“ท่านนายพล”
“ฉันเอง..ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องถามเธอ”
“ดิฉันก็มีเรื่องสำคัญที่จะต้องเรียนท่านค่ะ”
“เอาเรื่องของฉันก่อน อิ่ม ถ้าฉันพบตัวลูกฉันกับอุ่นแล้ว ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเด็กนั่นเป็นลูกของฉันกับอุ่นจริงๆ”
อิ่มคิดไปคิดมา แต่ยังคิดไม่ออก
“เด็กอยู่กับดิฉันแค่เพียงประเดี๋ยวเดียว ก็เกิดเรื่องกับดิฉันเสียก่อนน่ะค่ะท่าน”
“แต่มันต้องมีอะไรสักอย่างสิ ที่จะยืนยันได้”
อิ่มพยายามคิดอีก
แล้วเหตุการณ์ตอนที่อิ่มช้อนร่างเด็กแรกเกิดออกมาจากร่างอุ่นก็ผุดขึ้น เวลานั้นเด็กกระดุกกระดิกไปมาพอให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ร้องเสียงดังอย่างที่เด็กแรกเกิดทั่วไปควรจะเป็น)
“ออกมาแล้วอุ่น..เด็กออกมาแล้ว” อิ่มชะงัก เมื่อมองเห็นที่ต้นขาเด็กน้อย เห็นมีปานแดงดวงหนึ่งเด่นชัด
“มีปานแดงที่ต้นขาด้วย”
นายพลเทพอึ้งเมื่ออิ่มเล่าจบ
“ปานแดงที่ต้นขา”
“ค่ะท่าน ปานแดงเป็นรูปหัวใจ”
นายพลเทพครุ่นคิด จะต้องดูต้นขาบุปผาให้ได้ว่ามีปานแดงหรือไม่
“ท่านคะ..ดิฉันมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่จะต้องบอกท่าน”
“มีเรื่องอะไรสำคัญเท่าเรื่องลูกของฉันอีกเหรอ”
อิ่มพยักหน้า “เรื่องนังอุ่นค่ะท่าน”
นายพลเทพขมวดคิ้วฉงน “แม่อุ่น ทำไม”
“นังอุ่นมันไม่ได้ถูกไฟคลอกตายหรอกนะคะท่าน แต่มันถูก…”
อิ่มนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่สร้อยฆ่าอุ่นคาตา
“แกจะหนีไปไหนไม่ได้ วันนี้คือวันตายของแก กับลูกแก”
อุ่นตาเหลือกลานตกใจสุดขีด “อย่าทำอะไรลูกฉันนะ”
ทว่าสร้อยไม่สนใจคำขอร้องของอุ่น และโดยที่อุ่นไม่ได้คาดคิด สร้อยตัดสินใจใช้มีดที่ยังถืออยู่ในมือพุ่งแทงเข้าที่ท้องอุ่น อุ่นตาลอยคว้าง แววตาเจ็บปวดสุดชีวิต
นายพลเทพตะลึงกับข้อมูลนี้
“นังสร้อยน่ะเรอะ..ฆ่าแม่อุ่น”
อิ่มพยักหน้ารับอย่างเศร้าๆ “ดิฉันเห็นมาด้วยสองตาของดิฉันเอง ไม่ผิดล่ะค่ะท่าน”
“แล้วนังสร้อยมันจะฆ่าแม่อุ่นด้วยเรื่องอะไร”
นายพลเทพเปรยถามเองอย่างฉงน แต่แล้วก็ได้คำตอบเอง โดยคาดเดาได้ว่าสร้อยคงทำตามคำสั่งของคุณหญิงมณีแน่ ท่านนายพลจึงนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ แล้วพูดกับอิ่มเสียงนิ่งๆ
“อิ่ม..ฉันขออะไรอย่างหนึ่งได้ไม๊”
“อะไรคะท่าน”
“ฉันขอให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับได้ไม๊”
อิ่มฟังแล้วนึกโกรธ “หมายความว่า..ท่านจะปล่อยให้คนที่ฆ่านังอุ่นมันลอยนวลไปเฉยๆรึคะ นั่นเท่ากับว่าน้องสาวของดิฉันต้องตายเปล่า โดยคนผิดไม่ได้ถูกลงโทษ”
อุ่นน้อยใจสุดๆ
“อิ่ม..ที่ฉันขอแบบนี้ ใช่ว่าฉันไม่ใยดีแม่อุ่นนะ แต่เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว หลักฐานอะไรก็ไม่มี มีแต่คำบอกเล่าจากปากเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น และเวลานี้ฉันก็มีคนที่ฉันจะต้องใส่ใจในความรู้สึกของเขา นั่นก็คือลูกมัทนา อิ่มลองคิดดูสิว่าถ้ายายมัทรู้ว่า...แม่ของเขา อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าคนตาย ยายมัทจะรู้สึกยังไง”
อิ่มอึ้งไป
“อิ่ม ยังไงๆ ฉันเชื่อในเรื่องเวรกรรมนะ คนทำผิดบางคนกฎหมายอาจจะเอื้อมไปไม่ถึง เอาตัวเขามาลงโทษไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรม ไม่เคยละเว้นคนทำผิดหน้าไหนทั้งสิ้น อิ่มเชื่อฉันเถอะ ใครทำอย่างไร เขาก็ต้องได้กรรมอย่างนั้นละ รับปากกับฉันนะว่าเธอจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ..เท่าชีวิต”
อิ่มรับคำเสียงอ่อยๆ “ค่ะท่าน”

นายพลเทพ ครุ่นคิดอย่างหนัก

พอเพชรรู้เรื่องของมัทนาจากพลอย รีบรุดมาเยี่ยมที่บ้านเทพบริบาลทันที และถามหญิงสาวด้วยสีหน้าร้อนใจ

“เกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ขึ้นกับน้องมัท และคนในบ้าน ทำไมไม่ไปแจ้งความครับน้องมัท”
“ตอนนั้นมัทมัวแต่ตกใจน่ะค่ะพี่เพชร แล้วก็เป็นห่วงบุปผาด้วย”
“แต่พี่ต้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว น่าจะมีสติกว่าใคร ก็ควรจะเป็นคนที่คิดได้ว่าควรไปแจ้งควา” เพชรตำหนิไอศูรย์
คุณหญิงมณีเข้ามาทันได้ยิน แต่ทำสีหน้าเรียบเฉย ไม่ชอบใจที่เพชรเข้ามาวุ่นวายกับมัทนา
“ป้าขอบใจนะจ๊ะที่พ่อเพชรอุตส่าห์มาเยี่ยมน้อง แต่ป้าคงต้องขอตัวน้องไปก่อนนะจ๊ะ ป้ากับน้องต้องออกไปธุระข้างนอกน่ะจ้ะ” ปรายตามองเพชรเป็นเชิงไล่กลายๆ
เพชรอึ้งๆ ที่ถูกไล่ “เอ้อ..ครับ ครับคุณป้า งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ ลาละครับ”
เพชรรีบไหว้คุณหญิงมณีแล้วก็ออกไป มัทนาตามไปส่งที่หน้าตึกตามมารยาท

เพชรบอกกับมัทนา
“ทีหลังถ้ามีเรื่องอะไร บอกพี่นะครับน้องมัท ส่วนเรื่องคนร้าย พี่จะให้ลูกน้องลองติดตามดู เผื่อคนร้ายมันจะยังวนเวียนอยู่แถวนั้น ถ้าจับมันได้ มันจะได้ไม่ไปทำร้ายใครอีก”
“ค่ะ”
“พี่เป็นห่วงน้องมัทนะครับ” เพชรพูเสียงหวานซึ้ง
“ค่ะ” มัทนารีบยกมือไหว้ลาเพชร
คุณหญิงมณีตามออกมาดู เพชรเลยขึ้นรถขับออกไป มัทนารีบหันไปถามแม่
“คุณแม่จะให้มัทไปธุระกับคุณแม่ที่ไหนหรือคะ”
มณีพูดหน้าตาเฉย “ทีแรกวันนี้แม่คิดว่าจะไม่ออกไปไหน แต่ไหนๆ ก็บอกตาเพชรไปแล้วว่าจะออกไป ก็คงต้องไป มัทไปแต่งตัวสิลูก”
มัทนาหน้าเหวอไป

ด้านเพชรขับรถออกมาจากบ้านเทพบริบาลด้วยสีหน้าเจ็บใจ
“เราสู้พี่ต้นไม่ได้ตรงไหน ฮึ่ย”
แล้วสายตาเพชรมองไปที่ข้างถนน เห็นตาเถาเดินก้มๆ หน้าอยู่ริมถนน
“นายเถา”
เพชรจอดรถข้างทาง แล้ววิ่งลงจากรถเข้าไปหาตาเถาทันที ตาเถาหันมาเห็นเพชร ก่อนที่เพชรจะเข้าถึงตัว
“เฮ้ย” ตาเถาวิ่งหนีทันที
“อย่าหนีนะนายเถา” เพชรวิ่งตามไปอย่างไม่ลดละ

ตาเถาวิ่งหนีสุดชีวิต พยายามจะล้มเข่ง และถังขยะข้างทางเพื่อขวางเพชรไม่ให้ตามทัน แต่เพชรกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเหล่านั้นไป แล้วพุ่งเข้ารวบตัวตาเถาไว้ได้ ตาเถาดิ้นสู้สุดฤทธิ์ หันไปคว้าท่อนไม้ที่พื้น เอามาฟาดเพชรไม่ยั้ง โดนหัวหูเพชรเข้าเต็มๆ
“โอ๊ย” เพชรปล่อยตาเถาหลุดมือไป
ตาเถารีบวิ่งหนีต่อ เพชรที่หัวแตก เลือดไหลออกมา แต่ยังกัดฟันวิ่งตามไปอย่างไม่ยอมแพ้

ตาเถาวิ่งหน้าตั้งหนีเพชรมาเรื่อยๆ เพชรวิ่งไล่หลังมาติดๆ ตาเถาวิ่งไปเหลียวหน้าเหลียวหลังไป เลยไปสะดุดเข้ากับหลงที่กำลังนั่งคุ้ยขยะหาของกินอยู่แถวนั้น
“เฮ้ย ไอ้หลง”
หลงหันมาเห็นตาเถาก็หวาดผกา ออกอาการสติแตกทันที ร้องโวยวายไม่เป็นภาษาคน แล้วหลงก็ผลักอกตาเถาเต็มแรง ไม่ยอมให้ตาเถาเข้าใกล้ตนได้
ตาเถาถูกผลักจนเสียหลัก ผงะหงายหลังล้มลงใส่กระทะใบบัวของแม่ค้าแถวนั้น ที่น้ำมันกำลังเดือดปุดๆ ได้ที่ ตาเถาถูกน้ำมันเดือดๆ คลอกเอาอย่างน่าสยดสยอง
ตาเถาร้องเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสุดชีวิต เพชรวิ่งเข้ามาเห็นสภาพตาเถากำลังดิ้นพราดๆ อยู่ที่พื้น รีบวิ่งเข้าไปช่วยลากตาเถาให้พ้นน้ำมันร้อนๆ ออกมา ส่วนหลงได้แต่ยืนดูตัวสั่นด้วยความกลัว ทำอะไรไม่ถูก
ตาเถาดิ้นทุรนทุราย พร้อมกันนั้นภาพหลงที่เคยดิ้นแบบเดียวกันนี้ เมื่อครั้งที่ถูก
ตนมอมยาจนเมาก็ผุดขึ้นในหัวชาสยชรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับตาเถา คือกรรมตามสนองทันตา
ตาเถานอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าเวทนา

ส่วนมัทนากับคุณหญิงมณีกำลังจะออกจากบ้าน คุณหญิงหันมาสั่งสร้อย
“ฉันจะไปที่สมาคมหน่อยนะสร้อย เย็นๆ กลับ”
สร้อยกระซิบพอได้ยินแค่ 2 คน “คุณหญิงขา ยาของตาเถาที่เราให้ท่านนายพลกิน ใกล้จะหมดแล้วค่ะ ช่วงหลังมานี่..มันหมดช้า จนสร้อยลืมดูไปเลยค่ะ”
มณีมีสีหน้าเซ็งๆ “ช่วงหลังๆ นี้ ท่านไม่ค่อยยอมกิน ยาเลยหมดช้ากว่าเคยน่ะนังสร้อย เอ้า..ไหนๆ วันนี้ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว แกรีบไปซื้อยาตาเถา แล้วรีบกลับมาให้ทันก่อนท่านนายพลกลับบ้านล่ะ ฉันไม่อยากปล่อยให้ แมว มันย่องมากิน ปลาย่าง ตอนที่เราไม่อยู่”
“ค่ะคุณหญิง”

ขณะเดียวกันนายพลเทพ และเหล่านายทหารเพิ่งเลิกประชุม นายพลเทพเดินออกจากที่ประชุมโดยไม่ยอมเสียเวลาล่ำลาใคร คนอื่นๆมองตามนายพลเทพมาอย่างสงสัย
“หมู่นี้ท่านนายพลเทพเป็นอะไรไป ดูหมกมุ่นใจลอยชอบกล” ทหารนายหนึ่งปรารภขึ้นกับเพื่อน
“นั่นสิ เมื่อกี้นั่งประชุมอยู่ ท่านก็แทบจะไม่มีความเห็นอะไรเลย” อีกคนว่า
นายพลเทพเดินเข้าไปหาดำเกิงที่ยืนรอรับอยู่ ดำเกิงไม่ได้เข้าประชุมด้วย
“ฉันจะกลับบ้าน ถ้ามีงานอะไรด่วน โทร.ไปบอกฉันที่บ้านก็แล้วกัน”

นายพลเทพก็เดินออกไปโดยไม่สนใจใคร หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องบุปผาตลอดเวลา

อ่านต่อหน้า 3

ไฟหวน ตอนที่ 11 (ต่อ)

ฝ่ายบุปผาแอบย่องขึ้นมาบนบ้านเมื่อรู้ว่าไม่มีใครอยู่ แล้วตรงไปที่โทรศัพท์ หมุนโทร.ออกทันที

ผกาได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังก็เดินมารับ
“หอโคมแดงค่า...” แล้วผการีบหรี่เสียงทันทีที่รู้ว่าใครโทร.มา “บุปผาเหรอลูก เป็นยังไงบ้าง”
“เมื่อวานไม่เห็นท่านนายพลพูดอะไรเลยน่ะแม่” บุปผาบอก
“แต่การที่คนในฐานะอย่างท่าน ลงทุนมาหาแม่ที่บ้านนี่ ถึง 2 ครั้ง 3 ครั้ง แล้วก็คาดคั้นเรื่องที่ว่าแม่เก็บแกมาเลี้ยงจริงไม๊ มันต้องมีความสำคัญกับท่านมากเชียวละ ยังไงๆ แกก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน”
“จ้ะแม่”
ผกาบอกอย่างอ่อนโยนด้วยความเป็นห่วง “บุปผาเอ๊ย ถ้าเกิดอะไรขึ้น แกกลับมาอยู่กับแม่ที่นี่ได้ตลอดเวลานะลูก”
บุปผาฟังแล้วยิ่งซึ้งใจ บอกออกไปอย่างมุ่งมั่น “ขอบคุณนะจ๊ะแม่ แต่คนอย่างอีบุปผา เมื่อคิดจะเดินหน้าแล้วจะไม่ยอมถอยหลังอย่างเด็ดขาด”
บุปผาได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน
“มีใครมาก็บ้านก็ไม่รู้แม่ แค่นี้ก่อนนะแม่”
บุปผาก็รีบวางหูเลย แล้วรีบวิ่งกลับลงหลังบ้านไป

เป็นนายพลเทพที่เดินเข้าบ้าน สวิงวิ่งเข้ามารับ
“ทำไมวันนี้ท่านกลับเร็วจังคะ”
นายพลเทพไม่ตอบ แต่มองสวิงอย่างดุๆ สวิงหน้าจ๋อยไปตามระเบียบ
“คุณหญิงล่ะ”
“ออกไปข้างนอกกับคุณหนูสักพักแล้วค่ะ”
“แล้วสร้อย”
“ออกไปข้างนอกเหมือนกันค่ะ แต่ไม่รู้ไปไหน”
ประมุขบ้านเทพบริบาลพยักหน้ารับรู้ แล้วตัดสินใจจะต้องรู้ให้ได้วันนี้ สั่งเสียงเด็ดขาด
“ไปตามบุปผามาพบฉันหน่อย แล้วถ้าฉันไม่ได้เรียก แกกับคนอื่นๆ ไม่ต้องขึ้นมาบนตึกนี่อีก เข้าใจไม๊”
“ค่ะ” สวิงรีบออกไป
อา...นายพลเทพสีหน้าตื่นเต้นมากๆ ด้วยในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เขาจะได้รู้แล้วว่า บุปผาคือลูกสาวของเขาอีกคนหรือไม่?

บุปผาทำเนียนกลับมานั่งทำงานอยู่ในครัวร่วมกับคนอื่นๆ แล้ว แต่ใจคิดถึงเรื่องนายพลเทพอยู่เพราะไม่รู้ว่านายพลเทพจะเอายังไงกับหล่อน
“แกหายดีแล้วเหรอนังบุปผา”
“ค่อยยังชั่วแล้วจ้ะป้า”
สวิงวิ่งเข้ามา “บุปผา ท่านนายพลให้มาเรียกแกแน่ะ”
บุปผากังวลอยู่แล้ว หน้าเครียดขึ้นมาทันที “ท่านมีธุระอะไรจะใช้ฉันหรือจ๊ะพี่หวิง”
“ไม่รู้ แต่แกรีบไปเถอะ”
บุปผาออกไป สวิงรีบเปิดประเด็นเม้าท์กับคนอื่นๆ ทันที
“นี่ๆๆๆ ฉันว่า..ท่านนายพลกับนังบุปผานี่ มันชักจะยังไงๆซะแล้วนะ”
คนอื่นๆหยุดทำงาน หันมาสุมหัวกันนินทาเจ้านายทันที
“ชักจะยังไงๆ มันคือยังไงวะ นังหวิง พูดมาให้เข้าใจสิ” ทับทิมว่า
“ก็ท่านน่ะสิ ให้ฉันมาเรียกนังบุปผาขึ้นไปพบ แล้วก็สั่ง ว่า..ถ้าไม่ได้เรียก ห้ามไม่ให้ใครขึ้นไปบนตึกด้วย แล้วตอนนี้บนตึกไม่มีใครอยู่เลยสักคน”
ไสวร้อง “หวาย...ท่านสั่งอย่างนี้ หมายความว่าท่านกับนังบุปผา...”
ทุกคนจินตนาการกันไปทางชู้สาวแบบเดียวกันหมด แต่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าพูดออกมา

ฟากนายพลเทพยืนร้อนใจ รอบุปผาอยู่ สักครู่บุปผาคลานเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้านายพลเทพ ใจเต้นระทึก ไม่รู้นายพลเทพจะมาไม้ไหน
“ท่านเรียกบุปผามา..มีอะไรจะใช้บุปผาหรือคะ”
นายพลเทพมองบุปผาอย่างเต็มตา ไม่พูดอะไรจนบุปผาอึดอัด แล้วจู่ๆนายพลเทพก็สั่งบุปผาเสียงเข้ม
“ยืนขึ้นสิ”
บุปผายืนขึ้นอย่างงงๆ
“ถกผ้านุ่งขึ้น” ท่านนายพลสั่งเสียงเข้ม
บุปผาอ้าปากค้าง “อะไรนะคะท่าน”
“ถกผ้านุ่งขึ้น” นายพลเทพย้ำ
“เอ่อ..ท่านคะ”
“เร็ว” นายพลเทพร้อนใจมาก อยากรู้เต็มทีแล้ว
บุปผาจ้องหน้านายพลเทพอย่างเสียใจ เคยรู้สึกว่านายพลเทพเหมือนพ่อคนหนึ่ง แต่พอมาเจออย่างนี้ บุปผาก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ชายทั่วไปที่คิดแต่เรื่องเพศทันทีที่มีโอกาส บุปผาค่อยๆ ถกผ้านุ่งขึ้นช้าๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้านายพลเทพเลย
ผ้านุ่งสีน้ำเงินเข้ม ค่อยๆ ถูกถกขึ้นถึงเหนือเข่า
บุปผาเห็นนายพลเทพมองขาหล่อน เมื่อถกผ้านุ่งขึ้นแทบไม่หายใจ
“ถกขึ้นสูงอีก”
บุปผารีรอ ทั้งเสียใจและไม่พอใจกับการกระทำของนายพลเทพมากขึ้นไปอีก
“เร็ว” ท่านนายพลสั่ง
บุปผาถกชายผ้านุ่งขึ้นไปเหน็บที่เอวในท่าทีประชด นายพลเทพจ้องมองต้นขาบุปผา
ตาแทบจะถลน เห็นขานานเนียนขาวผ่องของบุปผา มีปานแดงรูปหัวใจที่ต้นขา ตามที่อิ่มบอก
ตอนที่นายพลเทพถาม
“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเด็กนั่นเป็นลูกของฉันกับอุ่นจริงๆ”
“ปานแดงที่ต้นขา”

“ค่ะท่าน ปานแดงเป็นรูปหัวใจ”

คิดดังนั้นแล้วนายพลเทพ ถึงกับระงับความดีใจไว้ไม่อยู่ อุทานออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้นสุดๆ

“ปานแดง เธอมีปานแดงนี่ตั้งแต่เกิดเลยใช่ไม๊บุปผา”
บุปผายังไม่รู้เรื่องอะไร “ค่ะ”
นายพลเทพมองบุปผาอย่างดีใจสุดขีด คว้าตัวบุปผามากอดไว้ทั้งตัวพูดเสียงสั่นเครือ
“บุปผา”
นายพลเทพไม่ได้เอ่ยพูดคำว่า ลูก ออกมา บุปผาตกใจจนตะลึง ด้วยคาดไม่ถึง เลยยืนนิ่งให้นายพลเทพกอดอยู่อย่างนั้น
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะทำอะไรหรือพูดอะไรต่ออีก ก็มีมือใครคนหนึ่งเอื้อมมากระชากไหล่บุปผาออกจากนายพลเทพอย่างแรง เจ้าของมือนั้นไม่ใช่ใคร แต่คือคุณหญิงมณีนั่นเอง
คุณหญิงโกรธจนตัวสั่นตบหน้าบุปผาสุดแรงเกิด จนบุปผาล้มกลิ้งไปกับพื้นอย่างไม่เป็นท่าเลย เลือดกบปากทันที ส่วนมัทนาได้แต่ยืนตะลึงดูเหตุการณ์อย่างทำอะไรไม่ถูกเลย
“คุณหญิง” นายพลเทพทั้งตกใจ และโกรธ
เช่นเดียวกับคุณหญิงมณีที่จ้องหน้านายพลเทพอย่างเข่นเขี้ยว แค้นใจสุดขีด

สวิงวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานข่าวคนในครัว
“แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่บนตึกแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอนังหวิง” ทับทิมถามทันที
“ก็คุณหญิงน่ะสิ กลับมาเห็นท่านนายพละกำลังกอดนังบุปผาอยู่”
ทับทิมร้อง “ว้าย”
แล้วทุกคนก็ทิ้งงานวิ่งไปทางตึกใหญ่กันทันที

ส่วนคุณหญิงมณีชี้หน้านายพลเทพ โกรธแค้นจนมือไม้สั่น
“ดิฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะเป็นผู้ชายมักมากในกามอย่างนี้ ไหนเคยพูดว่า เอ็นดูมันอย่างลูกไงคะ แล้วนี่อะไร”
คุณหญิงมณีก็หันขวับไปจ้องบุปผาอย่างชิงชัง
“แก อีบุปผา อีคนกินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา”
ด่าจบคุณหญิงมณีก็พุ่งเข้าไปจิกหัวบุปผาแล้วตบไม่ยั้งเลย บุปผาไม่ทันตั้งตัว และไม่มีแรงสู้เพราะเพิ่งฟื้นไข้ จึงถูกคุณหญิงตบตีเอาตามใจชอบ นายพลเทพได้สติ เข้าไปดึงตัวคุณหญิงมณีออกมาจากบุปผา คุณหญิงเลยหันไปตบหน้านายพลเทพฉาดใหญ่ นายพลเทพถึงกับหน้าหัน ยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันไปเพราะไม่เคยถูกใครตบมาก่อน
มัทนาตะลึง “คุณแม่”
คุณหญิงมณีไม่สนใจใครแล้ว พุ่งกลับเข้าไปจิกหัวบุปผา แล้วลากลงจากตึกไปเลย
นายพลเทพ และมัทนา วิ่งตามไป
คุณหญิงมณีจิกหัวบุปผาอย่างไม่ปรานีปราศรัยออกมาจากตึก แล้วเหวี่ยงร่างบุปผาลงไปที่ถนนหน้าตึก นายพลเทพกับมัทนาตามมา คนอื่นๆ จากในครัววิ่งเข้ามาสมทบดูเหตุการณ์ห่างๆ
“ไสหัวแกออกไปจากบ้านนี้เลยนะนังบุปผา” คุณหญิงประกาศก้อง
“ไม่ ! บุปผาจะต้องไม่ไปไหนทั้งนั้น” นายพลเทพเสียงแข็งกร้าว
“ทำไมคะ หรือว่าคุณหลงมันจนไม่ลืมหูลืมตา คิดจะเก็บมันเอาไว้ในบ้าน ให้เป็นเมียบ่าวอย่างคนสมัยก่อนหรือคะ ดิฉันไม่ยอม”
“เหลวไหลน่าคุณหญิง ผมไม่เคยคิดกับบุปผาในทางนั้นเลย”
มณีย้อน “ไม่เคยคิด…แต่ดิฉันเห็นกับตาตัวเองเลยทีเดียวว่าคุณกอดมัน นี่ถ้าดิฉันไม่ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้จนต้องย้อน กลับมาเอา ดิฉันก็คงจะถูกคุณสวมเขาให้เป็นอีโง่เง่าไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้”
นายพลเทพเหลืออดแล้ว “มันก็คงเหมือนที่ผมโง่เง่ามานาน ที่คิดว่าแม่อุ่นถูกไฟคลอกตายนั่นแหละ”
เจอคำนี้กระแทกกลางแสกหน้า ทำเอาคุณหญิงมณีตะลึง พูดอะไรไม่ออก แต่คนอื่นๆ ไม่รู้เรื่อง เลยไม่เข้าใจ คุณหญิงมณีกับนายพลเทพจ้องหน้าสู้สายตากัน
“บุปผาไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น บุปผาต้องอยู่ที่นี่ ในฐานะลูกสาวอีกคนหนึ่งของผม”
ทุกคนในที่นั้นตะลึงไปตามๆ กัน แม้แต่ตัวบุปผาเอง
“บุปผาคือลูกสาวของผมที่เกิดกับแม่อุ่น”
“อะไรนะ”
คุณหญิงมณีแทบล้มทั้งยืน ไม่กล้าแย้งว่า มันตายไปแล้วทั้งแม่ทั้งลูก เพราะกลัวความลับเก่าแตก นายพลเทพไม่พูดซ้ำ แต่พยักหน้าให้คุณหญิงมณีเป็นเชิงว่าตนพูดจริง คุณหญิงมณีหันไปมองหน้าบุปผาสลับกับหน้านายพลเทพ แล้วคุณหญิงมณีก็แค้นใจจนเป็นลมล้มตึงไปต่อหน้าทุกคน มัทนารีบวิ่งเข้าประคองแม่เป็นโกลาหล
“คุณแม่”
คุณหญิงมณีสิ้นสติไปแล้ว ส่วนบุปผางุนงงสุดขีดกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ส่วนที่โรงพยาบาล เพชรติดพลาสเตอร์ที่หัวตรงแผลที่ถูกตาเถาเอาไม้ฟาดมา ตำรวจลูกน้องเข้ามารายงานพร้อมถุงย่ามประจำตัวของตาเถา
“ย่ามของนายเถาครับ กระผมพบกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ของใครบางคนในนั้นครับ”
เพชรรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู
“เดี๋ยวเรื่องเบอร์โทรศัพท์นี่ ฉันจัดการต่อเอง”
ไอศูรย์เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินพอดี เพชรเข้าไปหา
“นายเถามันเป็นยังไงบ้างครับพี่ต้น”

ด้านตาเถาที่เวลานี้ตามตัวมีรอยพุพองเพราะถูกน้ำมันเดือดลวก กำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง ครวญครางอย่างเจ็บปวดทั้งๆ ที่ไม่ได้สติ โดยมีพยาบาลคนหนึ่งนั่งเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ไอศูรย์พาเพชรมาดูอาการตาเถา
“อาการสาหัสอยู่ ตอนนี้พี่ให้คนคอยดูอาการตลอด 24 ชั่วโมงไว้”
เพชรแดกดัน “งั้นผมคงให้ลูกน้องมาเฝ้าแค่ไอ้เด็กหลงนั่นคนเดียวก็พอกระมังครับพี่ต้น เพราะถ้านายเถาอาการสาหัสอย่างนี้ เขาก็คงจะหนีออกจากโรงพยาบาลไปไหนไม่ได้แน่”
ไอศูรย์อดทน พยายามไม่สนใจคำแดกดันของเพชร “พี่จะดูแลอาการทั้งของนายเถา และเด็กหลงนั่นอย่างดีที่สุดละเพชร เพราะยังไงเขาก็เป็นคนไข้ในความรับผิดชอบของพี่”
“ก็ดีครับ แต่ความจริง..ถ้าพี่ต้นรับผิดชอบดีอย่างนี้ตั้งแต่แรก ผมก็คงไม่ต้องตามจับนายหลงกันให้โกลาหลอย่างนี้หรอกครับ แล้วนายเถาก็คงไม่ต้องมาเจ็บสาหัสอย่างนี้ด้วย”
เพชรมองไอศูรย์ด้วยแววตาแข็งกร้าว ไอศูรย์ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้า และเสียใจที่ความ สัมพันธ์ของเขากับเพชรเลวลงเรื่อยๆ

ฝ่ายสร้อยมาถึงบ้านเตา แล้วพบกับบ้านที่มีสภาพรกร้าง รุงรัง เหมือนถูกทิ้งไปอย่างกะทันหัน ไม่มีคนอยู่
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย แล้วตาเถาไม่อยู่อย่างนี้ ฉันจะไปเอายาได้จากไหนกันล่ะ”
สร้อยกลุ้มใจที่ไม่ได้ยาหมันกลับไปด้วย

สร้อยเดินครุ่นคิดสีหน้ากังวลมาจนถึงตลาด แล้วก็เห็นสภาพเละเทะของตลาดหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ตาเถาล้มใส่กระทะใบบัวน้ำมันเดือดแล้ว สร้อยสงสัย เลยเดินเข้าไปถามแม่ค้าแถวนั้น
“เกิดอะไรขึ้นเหรอป้า”
“ก็เมื่อกี้น่ะสิ มีลุงแก่ๆคนหนึ่งวิ่งหนีตำรวจมา แล้วเลยชนกะทะทอดปลา ถูกน้ำมันเดือดๆ ลวกทั้งตัวเลย”
สร้อยมีสีหน้าหวาดเสียว “อ๊าย”
“เห็นคนเขาพูดกันว่า..ตาลุงแก่เนี่ย เคยเป็นหมอผีอยู่ที่ท้ายวัดโน่น เคยทำคุณไสยเล่นงานคนอื่นมานักต่อนักแล้ว ชาวบ้านมันเลยว่า..ไอ้ที่มันโดนน้ำมันเดือดลวกเนี่ย เป็นเพราะกรรมสนองมัน”
สร้อยสังหรณ์ใจ “ป้ารู้ไม๊ว่า..ไอ้ลุงแก่ที่ว่าเป็นหมอผงหมอผีอะไรเนี่ย..ชื่ออะไร”
“ได้ยินตำรวจที่วิ่งไล่ตามจับมัน เรียกมันว่า..นายเถา นายเถา..นะ”
สร้อยตกใจมาก
สร้อยตัดสินใจตามมาแอบดูอาการตาเถาที่โรงพยาบาล สร้อยเดินตามจนพบตาเถาในห้องพักคนไข้ห้องหนึ่ง เห็นสภาพตาเถาน่าอเนจอนาถใจมาก
“ไอ้เถามันจะตายไม๊เนี่ย ถ้ามันตาย ต่อไปเราจะไปเอายาหมันจากที่ไหนไปให้ท่านนายพลกินกันล่ะ แต่ถ้ามันไม่ตาย..มันจะถูกตำรวจสอบเค้นเอาความ แล้วพาเรากับคุณหญิงลำบากไม๊เนี่ย”

สร้อยกลุ้มใจสุดๆ

ทางด้านเพชรกำลังนั่งมองกระดาษที่ถืออยู่ในมือ เป็นกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์ของใครบางคน ซี่งตำรวจลูกน้องเพชรเอามาให้ เพชรตัดสินใจกดโทรศัพท์ตามเบอร์ในกระดาษนั้น

โทรศัพท์ในห้องโถงบ้านเทพบริบาลดังขึ้น สักพักสวิงก็วิ่งมารับ
“สวัสดีค่ะ..ที่นี่บ้านเทพบริบาลค่ะ จะเรียนสายกับใครคะ”
เพชรนั่นเองที่เป็นคนโทร.ไป รีบกดตัดสายโทรศัพท์ทันที
สวิง หน้าเหวอ
“อ้าว..สายตัดไปแล้ว เลยไม่รู้เลยว่าใครโทร.มา โฮ้ย..ยิ่งมีแต่เรื่องวุ่นๆอยู่ด้วยวันนี้”
ส่วนเพชร ยังนั่งอึ้งอยู่
“เบอร์โทรศัพท์ที่ตาเถามีอยู่ในย่าม เป็นเบอร์บ้านเทพบริบาล ตาเถารู้จักกับใครที่บ้านนั้นกัน”
เพชรเครียดมาก

เวลาเดียวกันสร้อยเดินสีหน้ากลุ้มใจกลับมาถึงบ้านเทพบริบาล แล้วเห็นเหล่าคนใช้กำลังสุมหัวกันชะเง้อมองไปในบ้าน แล้วซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กัน ไม่มีใครทำงานสักคน สร้อยสงสัยแหวใส่ทันที
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นยะ ทำไมมาสุมหัวกันอยู่ตรงนี้ ไม่มีงานมีการทำกันรึยังไง”
“งานน่ะมีเยอะอยู่หรอก แต่เรื่องนี้” ทับทิมชี้เข้าไปในบ้าน “มันสำคัญกว่า”
“พี่สร้อยไม่อยู่บ้าน ไม่รู้อะไร เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในบ้านวันนี้แล้วรู้ไม๊” สวิงบอก
สร้อยหน้าตาตื่น “เรื่องอะไร”

มัทนาที่นั่งพัดวี และเอายาดมให้คุณหญิงมณีดม นายพลเทพยืนมองอย่างกังวล ในขณะที่บุปผามองแต่นายพลเทพ สีหน้ายังงุนงงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมา
มัทนาสงสัยมาก แต่ค่อยๆ ถามอย่างเกรงใจ “คุณพ่อขา...เล่าเรื่องแม่อุ่นให้มัทฟังหน่อยสิคะ”
นายพลเทพถอนใจเครียดๆ “ไหนๆ เรื่องมันก็มาถึงตรงนี้แล้ว ลูกก็ควรจะรู้ความจริงบางอย่างเสียที แม่อุ่นเป็นเมียอีกคนหนึ่งของพ่อ”
คุณหญิงมณีฟื้นขึ้นมาได้ยินพอดี จึงลุกพรวดขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปตบตีนายพลเทพด้วยความ
แค้นใจสุดขีด
“ทำไมคุณทำกับดิฉันอย่างนี้ ทำไม ทำไม”
มัทนาพยายามเข้าไปห้าม “อย่าค่ะคุณแม่”
คุณหญิงมณีโกรธจนหน้ามืดตามัวหมดแล้ว ไม่สนใจมัทนา จะตบตีนายพลเทพให้ได้ จนมัทนากระเด็นออกมา สร้อยวิ่งเข้ามา มัทนากับสร้อยจึงช่วยกันจับตัวคุณหญิงมัทนาให้ออกมาจากนายพลเทพจนได้ แต่บุปผานั่งนิ่งมองอย่างเดียว นายพลเทพพูดต่อ
“แต่แม่อุ่นน่ะ ตั้งท้องทีหลังคุณหญิง”
“แต่แม่นั่นมันตายทั้งกลมไปแล้ว แล้วนังนี่” ชี้ที่บุปผาอย่างแค้นใจ “มันจะเป็นลูกของคุณอีกคนได้ยังไง”
“แม่อุ่นไม่ได้ตายทั้งกลม มันคลอดลูกก่อนกำหนด เด็กจึงไม่ร้องอย่างปกติ เลยมีคนพาเด็กไปหาหมอ ลูกของฉันกับแม่อุ่นจึงรอดตายจากกองไฟมาได้ก็เพราะเหตุนี้แหละ”
คุณหญิงมณีเหลียวขวับไปมองสร้อยทันที สร้อยหน้าเสีย แล้วคุณหญิงมณีก็มองหน้า
บุปผา
บุปผา ยังอึ้งๆ งงๆ ไม่ต่างจากคุณหญิงมณีเท่าไหร่นัก
คุณหญิงมณีตะลึง คำพูดทำนายและคำเตือนของชไมแว่บกลับเข้ามาในมโน
“คุณหญิงต้องระวังลูกของท่านนายพลที่เกิดกับหญิงอื่นให้มากนะคะ เพราะลูกของท่านนายพลที่เกิดกับหญิงอื่นจะย้อนกลับมาทำร้ายลูกของคุณหญิงจนถึงชีวิตในภายหลังค่ะ”
นึกขึ้นมาแล้วคุณหญิงมณี ใจสั่นกลัวคำทำนายของแม่หมอชไมจะเป็นจริง
“ไม่จริง ดิฉันไม่เชื่อ เด็กนั่นมันตายไปแล้ว ตายไปพร้อมกับแม่ของมันตั้งแต่วันที่มันเกิดนั่นแหละ”
สร้อยรีบเสริมทันที “ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ ถ้ามันเป็นลูกของท่านนายพลจริงๆ แล้วมันจะไปเป็นพี่น้องกับไอ้สินได้ยังไงกันละคะท่าน ก็ไอ้สินมันเพิ่งจะไปรับตัวมาจากบ้านนอกมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง”
“แต่ฉันมีคนที่จะยืนยันได้ว่าทุกอย่างที่ฉันพูดไป เป็นความจริง” ท่านนายพลบอก
“ใครคะ ใครจะยืนยันได้” คุณหญิงถามอย่างร้อนรุ่ม พร้อมกับจ้องหน้านายพลเทพอย่างสงสัย นายพลเทพหันไปหามัทนา
“มัท โทร.หาพ่อต้นให้พ่อที”
มัทนางงหนัก ไม่เข้าใจว่าไอศูรย์มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ยังไง
“พี่ต้นหรือคะคุณพ่อ”
นายพลเทพพยักหน้า “ใช่”

เวลานั้นไอศูรย์กำลังดูอาการตาเถาอยู่ด้วยความกังวล เห็นตาเถายังมีอาการทุรน
ทุราย และนอนร้องครวญครางทั้งๆ ที่ยังไม่มีสติเพราะเจ็บปวดแผลที่ถูกน้ำมันเดือดลวก พยาบาลเข้ามา
“คุณหมอคะ คุณมัทนาโทร.มา ขอสายคุณหมอด่วนค่ะ”

ไอศูรย์มีสีหน้าประหลาดใจเป็นอย่างมาก

อ่านต่อหน้า 4

ไฟหวน ตอนที่ 11 (ต่อ)

ในเวลาต่อมา ไอศูรย์กำลังเดินนำอิ่มมาที่รถของเขาที่จอดอยู่หน้าตึก คุณหญิงแจ่มจันทร์กับโฉมเดินตามมาด้วยสีหน้ายังงุนงง

“นี่มันเรื่องอะไรกันพ่อต้น ทำไมท่านนายพลเทพถึงอยากจะพบตัวแม่อิ่มนี่กะทันหัน เสียจนต้องโทรตามพ่อต้นจากโรงพยาบาลอย่างนี้ล่ะ”
“นั่นสิคะ แม่อิ่มไปทำอะไรรุ่มร่ามที่บ้านนั้นเข้าตอนไหนรึเปล่าเนี่ย” โฉมก็งง
“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ เอาไว้พาตัวป้าอิ่มไปบ้านโน้นแล้ว คงได้คำตอบละครับ”
ไอศูรย์ให้อิ่มขึ้นรถ อิ่มขึ้นรถด้วยสีหน้ากังวล แล้วไอศูรย์ก็ขับรถพาอิ่มออกไป คุณหญิงแจ่มจันทร์กับโฉมมองตามไปงงๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกันนะโฉม”
สองคนมีสีหน้ากังวลสงสัย และอยากรู้คำตอบพอๆ กัน

ส่วนที่หอโคมแดง ทุกคนเห็นผกาที่เตรียมตัวจะออกไปข้างนอกอย่างประหลาดใจมาก เพราะวันนี้ผกาแต่งตัวเรียบร้อยมาก ผิดไปจากเคยอย่างเห็นได้ชัด
“นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะแม่ ทำไมแม่แต่งตัวเรียบร้อยอย่างนี้ล่ะ” สิรีถามเป็นคนแรก
“แม่ก็ต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ต้องให้เกียรติสถานที่ที่จะไปน่ะสิ”
“แล้วแม่จะไปไหนเหรอจ๊ะ” สิรีซัก
ผกาหน้าเครียดขณะบอกห้วนๆ “ไปธุระ”
“ธุระอะไรจ๊ะแม่” พิกุลซักต่อ
“ธุระเกี่ยวกับนังบุปผารึเปล่าแม่” มุกตั้งข้อสังเกต
ผกาหันมาจ้องตามุกอย่างดุดัน
“ใคร..บุปผา” มุกอึ้งไป “แม่บอกแล้วใช่ไม๊ว่า...” ผกาเน้นคำ “ไม่เคยมีคนชื่อบุปผาที่นี่” แล้วทำท่าจะไป
เพ็ญถามอย่างเป็นห่วง “คุณผกาขา..ให้เพ็ญไปเป็นเพื่อนคุณผกาด้วย..ดีไม๊คะ”
“ขอบใจเพ็ญ แต่ไม่ต้องหรอก ฉันไปคนเดียวดีกว่า”
จากนั้นผกาก็ออกไปกับดำเกิง ทุกคนมองตามอย่างสงสัย
“ฉันว่าธุระของแม่ผกาเนี่ย มันต้องเกี่ยวกับนังบุปผาแน่ๆ”
มุกแอบเดินไปโทรศัพท์หากำพลเงียบๆ

ระหว่างที่รอการมาถึงของไอศูรย์ และ พยานปากเอก อยู่นั้น บุปผาที่ยังนั่งนิ่งเงียบมาตลอดเวลา และยังปะติดปะต่อเรื่องไม่ได้
ที่มุมปากบุปผามีเลือดซึมเพราะถูกคุณหญิงมณีตบตีอยู่ นายพลเทพมองหน้าบุปผาทั้งรัก ทั้งสงสาร จึงเดินเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาไปซับเลือดที่มุมปากให้บุปผา คุณหญิงมณีเห็นก็ทนไม่ได้ ลุกพรวดขึ้นไปตบหลังมือนายพลเทพจนผ้าเช็ดหน้าหล่นลงพื้น ไม่ให้นายพลเทพเช็ดเลือดให้บุปผาได้ นายพลเทพมองหน้าคุณหญิงมณีอย่างผิดหวังอย่างแรง)
“ผมไม่เคยนึกเลยนะว่าคุณหญิงมณี..ที่ผู้คนในวงสังคมเขานับหน้าถือตาว่าเป็นคนมีเมตตา เป็นแม่งานการกุศลไม่รู้กี่งาน ต่อกี่งาน จะเป็นคนอย่างนี้”
คุณหญิงมณีจ้องหน้านายพลเทพกลับ แค้นใจสุดๆ แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรต่อ ดำเกิงก็เดินนำผกาเข้ามา ผกาเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทันทีที่บุปผาหันไปเห็นผกาก็ตะลึง ผกาสบตากับบุปผาแว่บหนึ่ง แล้วหันไปยกมือไหว้ท่านนายพล
“ท่านให้คนไปตามดิฉันมา เห็นว่ามีเรื่องสำคัญ เรื่องอะไรหรือคะ”
“เชิญเธอนั่งรอก่อน”
นายพลเทพโบกมือไล่ดำเกิงให้ออกไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว ดำเกิงออกไปอย่างรู้งาน บุปผามองผกาใจเต้นระทึก ไม่รู้ว่านายพลเทพตามผกามาทำไม ในขณะที่คุณหญิงมณี มัทนา และสร้อยมองผกาอย่างสนใจ

สร้อยนึกถึงเหตุการณ์ตอนไปหาผกาที่หอโคมแดง
“แกชื่อ ผกา ใช่ไม๊” สร้อยถาม
ผกามีสีหน้าระแวง “ถามทำไม”
“ตอบมาสิ ว่าใช่หรือไม่ใช่”
“ไม่ใช่” แล้วผกาก็เดินหนีทันที
สร้อยตามไปแล้วดึงแขนผกาไว้ ผกาหันขวับกลับมามองสร้อย สีหน้าระแวงจัด เลยตัดสินใจผลักอกสร้อยเต็มแรงจนสร้อยล้มลง แล้วผกาก็วิ่งหนีเอาดื้อๆ

สร้อยนึกออกแล้ว
“นี่มันนังแม่เล้าจากซ่องหอโคมแดงนี่คะท่าน”
นายพลเทพตวาดเสียงดัง “สร้อย”
สร้อยจ๋อยสนิท
มณีมองอย่างเอาเรื่อง “คุณกล้าเอาผู้หญิงพรรค์นี้เข้ามาเหยียบบ้านเราได้ยังไงกันคะ ! เสนียดจัญไร”
คุณหญิงพูดยังไม่จบเพราะถูกนายพลเทพตวาดขัดขึ้นเสียก่อน
“คุณหญิง มารยาททางสังคมสวยหรูของคุณมันหายไปไหนหมด”
“มารยาททางสังคมของดิฉัน มันมีไว้ใช้เฉพาะกับคน ดีๆ เท่านั้นล่ะค่ะ แล้วนี่คุณเอามันมาทำไม”

“เดี๋ยวคุณก็รู้ รอพ่อต้นก่อน”

ด้านไอศูรย์กำลังขับรถพาอิ่มมาที่บ้านเทพบริบาล

“ป้าอิ่มพอจะทราบไม๊ครับว่าท่านนายพลให้ผมพาป้าอิ่มไปพบทำไม”
“ความลับบางเรื่อง..ถึงเวลาเปิดเผยแล้ว” อิ่มพูดเป็นนัย
“ความลับอะไรครับป้าอิ่ม ผมไม่เข้าใจ”
“อีกสักครู่..คุณหมอก็คงจะเข้าใจ”
อิ่มเงียบไป ไอศูรย์สงสัยจัด ไม่เข้าใจว่านายพลเทพกับอิ่มมีความสัมพันธ์ หรือรู้จักกันได้อย่างไร

ทุกคนที่นั่งรอการมาถึงของไอศูรย์และใครบางคน ต่างมีอาการกระสับกระส่ายไปตามๆกัน ยกเว้นนายพลเทพ สักครู่ไอศูรย์ก็เดินพาอิ่มเข้ามา ไอศูรย์ยกมือไหว้นายพลเทพกับคุณหญิงมณี
ก่อนจะหันมาถามนายพลเทพ “นี่มันเรื่องอะไรกันครับคุณลุง”
“ไหนๆ พ่อต้นก็จะดองกับครอบครัวลุงอยู่แล้ว มารับฟังเรื่องนี้ด้วยก็แล้วกัน”
นายพลเทพเชิญให้ไอศูรย์นั่ง ไอศูรย์นั่งลงแล้วหันไปมองมัทนาเป็นเชิงถามว่านี่มันเรื่องอะไรกัน แต่มัทนาส่ายหน้าแบบไม่รู้เหมือนกัน
สร้อยจ้องอิ่ม “แล้วแม่อิ่มนี่..มันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยละคะท่าน”
นายพลเทพพูดช้า ชัด “แม่อิ่มเป็นพี่สาวแท้ๆ ของแม่อุ่น และเป็นคนที่พาลูกที่เกิดก่อนกำหนดของแม่อุ่นไปหาหมอ ทำให้ลูกของฉันรอดตายจากกองไฟ”
ทุกคนในที่นั้นตะลึง หันมามองอิ่มกันเป็นตาเดียว
“แต่อิ่มถูกรถของแม่ผกาชนเข้า ก็เลยทำให้อิ่มฟั่นเฟือนไป ฉันจึงให้คนออกสืบตามหาอิ่มกับลูกของฉันที่เกิดจากแม่อุ่น จนในที่สุดฉันก็ได้รู้ว่าแม่ผการับอุปการะลูกของฉันไป”

นายพลเทพเล่าตอนที่ตนเอารูปถ่ายของผกาให้หมอที่ โรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐมดู
“ว่าไงครับหมอ ผู้หญิงในรูปนี้ ใช่ “ผกา แสงฉาย” คนที่รับเอาเด็กไปเลี้ยงเมื่อ 18 ปีก่อนไม๊ครับ”
หมอดูรูปในมืออย่างตั้งใจ นายพลเทพลุ้นจนแทบลืมหายใจ
“ใช่ครับ ผู้หญิงคนนี้ละครับคือ ผกา แสงฉาย”
“ไม่ผิดแน่นะครับหมอ”
“หน้าตาสวยจัดอย่างนี้ จำได้ไม่มีผิดละครับ”
นายพลเทพเล่าถึงตอนนี้ก็หันมามองบุปผา
“และลูกของฉันคนนั้นก็คือบุปผา”
มณีมีสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม “เจริญละ นังบุปผามีแม่เล้ารับอุปการะ”
สร้อยเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว “สร้อยนึกออกแล้วค่ะคุณหญิง ไอ้แสงมันเคยบอกว่า..นังบุปผามันเป็นผู้หญิงหยำฉ่า”
ผกากับบุปผาสบตากันแว่บหนึ่ง
“ไม่จริงค่ะ ดิฉันรับอุปการะบุปผามาก็เพราะตอนนั้นเห็นว่าเด็กไม่มีใครแล้ว แต่ดิฉันก็รู้ว่าไม่ควรให้เด็ก ผู้หญิงเติบโตในที่ที่ดิฉันอยู่ ดิฉันก็เลยส่งเขาไปให้คนรู้จักที่ต่างจังหวัดให้เลี้ยงดูแทน ซึ่งคนรู้จักของดิฉันที่ว่า..ก็คือพ่อแม่ของนายสิน” ผกาบอก
คุณหญิงมณีเริ่มหน้าเสีย ส่วนสร้อยก้มหน้างุด เพิ่งรู้ตัวว่าตนทำพลาดไปแล้ว ไม่สามารถกำจัดอุ่นและลูกได้เรียบร้อยตามที่บอกคุณหญิงมณีไว้
“นายสินมันก็เป็นอัมพาต พูดไม่ได้ ไม่งั้นมันคงจะยืนยันได้ว่า ความจริงคืออะไร” มณีทักท้วง
“ถ้าคุณหญิงยังไม่เชื่อ” นายพลเทพหันไปหาอิ่ม “อิ่ม ลูกของฉันกับอุ่นมีปานแดงที่ต้นขาใช่ไม๊”
“ใช่ค่ะท่าน”
นายพลเทพหันไปมองผกา เป็นเชิงให้ยืนยัน
“บุปผามีปานแดงที่ต้นขาจริงๆค่ะ”
“และวันนี้..ฉันก็ได้เห็นปานแดงที่ขาของบุปผาด้วยตาของตัวเอง ฉันถึงได้แน่ใจว่าบุปผาคือลูกสาวของฉันที่เกิดกับแม่อุ่นจริงๆ” นายพลเทพบอกกับมัทนา “และบุปผาคือน้องสาวของยายมัท”
มัทนานั้นมีสีหน้าตื่นเต้น คุณหญิงมณีมองมัทนาสลับกับมองบุปผา แล้วรับไม่ได้ ผุดลุกพรวดขึ้น ถลันเข้าไปตบหน้านายพลเทพสุดแรงเกิด ทุกคนในที่นั้นอุทานด้วยความตกใจไปตามๆ กัน
“คุณเลวมาก ฉันผิดหวังในตัวคุณจริงๆ คุณรู้ไม๊ว่า...สิ่งที่คุณทำ มันจะทำลายครอบครัวเรา”
“ไม่ว่าคุณจะยอมรับหรือไม่ แต่ต่อจากนี้ไป บุปผาจะอยู่ที่นี่ในฐานะลูกสาวของผม และเป็นคนหนึ่งในตระกูลเทพบริบาล”
คุณหญิงมณีไม่อาจรับได้ แล้วเดินปึงปังออกไป ในขณะที่คนอื่นๆยังอยู่ในอาการตกตะลึง
เหวอไปทั้งแถบ

คุณหญิงมณีเดินปังๆๆๆเข้ามามุมหนึ่งของบ้าน แล้วหยุดยืนหายใจแรง ปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่าง
ตั้งแต่ตอนที่นายพลเทพพูดกับดำเกิง แล้วตนมาได้ยินพอดี
“แต่จำไว้นะดำเกิง เธอต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอย่างที่สุดนะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะคุณหญิงมณี”
และตอนที่สร้อยเอาความมาบอกตน
“ไอ้พุ่มมันบอกว่า..ท่านนายพลใช้ลูกน้องให้ออกตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ค่ะ”
“ใคร แล้วหาทำไม”
“ยังไม่ทราบค่ะ รู้แต่ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อ ผกา”
“สร้อย จะต้องเสียเงินอีกเท่าไหร่ฉันก็ไม่ว่า แต่ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่านังผกานี่มันเป็นใคร และท่านนายพลตามหามันทำไม”

คุณหญิงมณีลำดับเรื่องราว
“ท่านนายพลตามหานังผกาก็เพราะจะตามหาลูกนังอุ่นนี่เอง”
คุณหญิงมณีคิดแล้วก็ทั้งแค้นใจ และกลัวว่าคำนายของคุณชไมจะกลายเป็นจริงขึ้นมา แล้วในที่สุดคุณหญิงมณีก็กรีดร้องระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงนั้นดังโหยหวนและน่ากลัว

เวลาเดียวกันนั้น สีหน้าคุณหญิงมณี ในนิมิตของแม่หมอชไม กลายเป็นสีเลือด ชไมลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน สีหน้าวิตกกังวลอย่างที่สุด

จากนิมิตดังกล่าว แม่หมอมั่นใจว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายแรงในบ้านเทพบริบาลเพราะคุณหญิงมณีในอนาคตอันใกล้นี้

ทุกคนที่ยังอยู่ที่ทางเดิมของตัวเอง ยกเว้นคุณหญิงมณี และต่างได้ยินเสียงคุณหญิงมณีกรีดร้องโหยหวนกันทุกคน นายพลเทพถอนใจใหญ่ แล้วหันมาหาบุปผา

“บุปผา ไหว้พี่เขาซะสิลูก”
บุปผาไหว้มัทนา มัทนารับไหว้แล้วยิ้มให้บุปผาอย่างอ่อนโยน
“บุปผาเป็นน้องสาวฉัน ต่อไปนี้ ฉันก็ต้องเรียกตัวเองว่า พี่ น่ะสิ”
“ใช่แล้วลูก” พูดกับผกา “ฉันขอบใจเธอนะ ที่เธออุตส่าห์รับเลี้ยงบุปผาไว้ ไม่อย่างนั้นแล้ว..ป่านนี้บุปผาจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”
“ไม่ต้องขอบคุณอะไรดิฉันหรอกค่ะ มันเป็นบุญวาสนาของบุปผาเขาเองมากกว่า ถึงแม้ว่าจะเคราะห์ร้าย แม่ที่แท้จริงตายเสียตั้งแต่วันที่เขาเกิด แต่บุญวาสนาก็ทำให้เขาได้พบกับท่าน..ซึ่งเป็นพ่อที่แท้จริงของเขาจนได้ในที่สุด”
นายพลเทพพยักหน้า แล้วหันไปหาไอศูรย์
“พ่อต้นจะว่ายังไงถ้าลุงจะขอตัวแม่อิ่มให้ย้ายมาอยู่เสียที่บ้านนี้ เพราะถึงอย่างไร..อิ่มเขาก็เป็นป้าที่แท้จริงของบุปผา”
“ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับคุณลุง ผมแล้วแต่ป้าอิ่มจะตัดสินใจครับ”
“ว่าไงอิ่ม” ท่านนายพลถาม
อิ่มมองบุปผาแล้วตอบ “ค่ะท่าน”
ทุกคนในที่นั้นชื่นมื่น โดยเฉพาะบุปผาที่บุญหล่นทับหล่อนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ตรงมุมหนึ่งในบ้านเทพบริบาล บุปผากับผกาจับมือกันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจกันยกใหญ่
“เรื่องมันกลับกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงก็ไม่รู้นะแม่นะ จู่ๆ ฉันก็ได้กลายเป็นคุณหนูแห่งบ้านเทพบริบาลอีกคนหนึ่ง มีศักดิ์และศรีไม่แตกต่างไปจากนังคุณหนูมัทนาเลย”
“ทีแรกแม่ก็กลั๊วกลัว..ไม่รู้ว่าท่านนายพลมาคาดคั้นถามเรื่องที่แม่รับแกมาเลี้ยงทำไมนักหนา ที่แท้..เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้เอง”
บุปผายกมือไหว้ผกา
“แต่ฉันก็ต้องขอบคุณแม่นะที่แม่ไหวพริบดีที่บอกท่านไปว่า..แม่ส่งฉันไปให้พ่อแม่ไอ้สินมันเลี้ยงที่บ้านนอกน่ะ ไม่อย่างนั้น..ท่านก็คงทำใจรับฉันเป็นลูกลำบากอยู่เหมือนกันละ ถ้าท่านรู้ว่าฉันเคยเป็นผู้หญิงขายตัวอยู่ที่หอโคมแดงมาก่อนน่ะ”
“แกก็โชคดีด้วยละ...ที่ไอ้สินมันเป็นอัมพาตนอนแบ็บอยู่อย่างนั้น ไม่อย่างนั้น..แม่ก็คงจะหาทางออกเรื่องนี้ไปไม่ได้เหมือนกัน”

ฟากสินขยับตัวไปมาพยายามจะลุกขึ้นนั่ง สินกัดฟันพยายามอย่างที่สุด แต่ไม่มีแรงพอเลยพลัดตกเตียงดังอั้ก ลงมานอนกลิ้งที่พื้น สินเจ็บใจมากที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อย่างใจคิด เลยคิดแค้นคนที่ทำให้เขาต้องมาตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ สินเค้นเสียงออกมาด้วยความเคียดแค้นใจอย่างที่สุด
“อี..บุปผา ! เพราะมึงคนเดียว”

บุปผาคุยอยู่กับผกา
“แม่จ๋า..ตอนนี้ฉันได้ดิบได้ดีแล้ว ฉันยังไม่ลืมคำพูดของตัวเองหรอกนะที่ฉันเคยบอกแม่ว่า..วันไหนที่ฉันได้ดีขึ้นมา ฉันจะไม่มีวันลืมแม่..แต่แม่ต้องรอหน่อยนะ เพราะตอนนี้ฉันเพิ่งได้เป็นคนหนูคนใหม่ของบ้านเทพบริบาล ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำตัวยังไง”
“เอาเถอะ แม่เห็นแกได้ดิบได้ดีอย่างนี้แล้ว แม่ก็สบายใจแล้ว แล้วเงินที่ท่านให้แม่เป็นค่าที่แม่ใช้จ่ายเลี้ยงดูแกมาก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย แม่คงอยู่สบายไปได้อีกนานละ”
“แม่จะเลิกหอโคมแดงไม๊”
“แม่เลิกแน่บุปผา เพราะแม่ไม่เคยอยากอยู่บนเส้นทางสายโลกีย์นี้หรอก แต่ตอนที่แม่ยังเด็ก มีความรู้น้อย แม่ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรได้นอกจากขายตัว แต่เงินที่ท่านให้แม่มานี่”
ผกามองซองเงินหนาในมือตัวเอง
“มันก็มากพอที่แม่จะขยับขยายหาทางทำมาหากินอย่างอื่นได้ แม่จะเลิกหอโคมแดงทันทีที่แม่ส่งเด็กๆ ที่นั่นไปมีชีวิตใหม่กันได้เรียบร้อยแล้ว แม่ก็จะได้ตั้งต้นชีวิตใหม่เสียที”
“ฉันก็จะตั้งต้นชีวิตใหม่ ในฐานะใหม่เหมือนกันจ้ะแม่ ฉันจะเป็นคุณหนูของตระกูลเทพบริบาล ที่ได้แต่งงานกับหมอไอศูรย์”
บุปผาเริ่มฝันหวานอีกครั้ง

ส่วนไอศูรย์กำลังคุยอยู่กับมัทนาสองคน
“พี่ไม่นึกเลยว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างนี้ บุปผากลายเป็นน้องสาวของมัท หลังจากที่ไปตกระกำลำบากเสียหลายปี”
“เหมือนเรื่องในนิยายน้ำเน่าเลยนะคะพี่ต้น แต่มันก็เป็นเรื่องจริงไปแล้ว แต่ก็ดีเหมือนกันค่ะ มัทเป็นลูกคนเดียว บ่อยครั้งก็รู้สึกเหงา แต่ต่อจากนี้ไป..มัทมีน้องสาวแล้ว เป็นห่วงก็แต่ความรู้สึกของคุณแม่เท่านั้นล่ะค่ะ”
“ท่านคงต้องใช้เวลาทำใจอีกสักพักล่ะน้องมัท”
มัทนาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

คุณหญิงมณียืนสีหน้าเคียดแค้นอยู่ตามลำพัง กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูนโปน สร้อยค่อยๆ คลานเข้ามาหาอย่างหวั่นเกรง
“คุณหญิงเจ้าขา...”
แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว คุณหญิงมณีหันมาตบหน้าสร้อยเปรี้ยง สร้อยถึงกับล้มหงายไปเลย
“อีสร้อย แกทำงานผิดพลาดขนาดนี้ได้ยังไง ไหนแกว่าอีอุ่นกับลูกมันตายโหงไปหมดแล้วไง ฉันรึ..อุตส่าห์หลงไว้ใจแก ได้นอนตาหลับมานานเกือบ 20 ปี แล้วจู่ๆ ลูกอีอุ่นมันก็โผล่มา แล้วท่านนายพลก็ยอมรับให้มันเป็นคนหนึ่งในตระกูลเทพบริบาล เป็นน้องสาวยายมัท”
คุณหญิงมณีก็ตบสร้อยอีกฉาด สร้อยหน้าหันฟุบไป เงยหน้าขึ้นมาอีกที เห็นเลือดกบปาก สร้อยตั้งสติแล้วคลานเข้าไปกอดขาคุณหญิงมณีไว้
“คุณหญิงขา..สร้อยไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าตอนนั้นลูกของนังอุ่นมันไม่ตาย แต่ถึงมันจะไม่ตายตอนนั้น แต่มันก็อาจจะตาย เร็วๆ นี้ได้นี่คะ”
คุณหญิงมณีรู้ทันที
“ใช่ ตอนนั้นอีบุปผามันดวงแข็งนัก รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่มันจะไม่โชคดีอย่างนั้นตลอดไปหรอก”

คุณหญิงมณี มีแผนการร้ายที่จะกำจัดบุปผาในใจแล้ว

อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...