xs
xsm
sm
md
lg

มายาตวัน ตอนที่ 5

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มายาตวัน ตอนที่ 5

ลิฟท์ขนาดกลางตัวหนึ่งเปิดออก สาระวารีสะพายเป้เดินทางใบโตออกมาจากลิฟท์ เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ล็อบบี้โรงแรม พนักงานโรงแรมรีบตรงเข้ามาช่วยถือเอาไว้ สาระวารีสีหน้าเซ็งๆ

“เช็คเอ้าท์ค่ะ ขอบิลด้วยนะคะ” สาระวารียื่นบัตรเครดิตให้

ระหว่างรอสาระวารีก็หันมองไปทางหน้าโรงแรม เธอต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นษมายืนมาดเท่พิงเสาส่งยิ้มมาให้ เธอเบะปากอย่างรังเกียจ เบือนหน้าไปอีกทาง ษมาจงใจเดินยิ้มเข้ามาหา
“ย้ายออกจริงๆ เหรอครับเนี่ย ผมรู้สึกผิดจังเลย ผมจะชดใช้ให้คุณได้ยังไงมั่งครับเนี่ย”
“อยากชดใช้จริงๆ นะ”
ษมาพยักหน้ารับ
สาระวารียิ้มๆ หันไปบอกพนักงาน
“น้องคะ ขอบัตรเครดิตคืน มีหนุ่มใหญ่จะออกค่าห้องพักให้ แต่ขอบิลล์เป็นชื่อฉันนะคะ”
ษมาอมยิ้ม นึกแล้วว่าต้องมาไม้นี้ สาระวารีหันกลับมามอง ษมารีบปั้นหน้าเจ็บใจ ส่ายหน้าไปมา
“โห คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ”
สาระวารีบอกพนักงาน
“ช่วยไม่ได้ แล้วพี่แวะมาเอาบิลล์วันหลังนะคะ วันนี้ติดธุระด่วน”
สาระวารีเดินเป็นตบบ่าษมาแรงๆ ด้วยสีหน้าสะใจ
“เจอกันวันงานเลี้ยงบ้านคุณจิตตินะครับ”
สาระวารีทำสีหน้าท่าทางเจ็บใจผสมขยะแขยงเดินหัวเสียออกไปทางหน้าโรงแรม พนักงานคนที่ช่วยถือสัมภาระก็ตามไปกระเป๋าตาม
“เข้าบัญชีคุณษมาเลยนะคะ” เสียงพนักงานดังบอก
สาระวารีหยุดกึก หันกลับไปมองทางเคาน์เตอร์ ก็ไม่เห็นษมาอยู่แล้ว พนักงานก็ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ สาระวารีมีสีหน้างงๆ สงสัยจะหูฝาด เดินส่ายหน้าออกไปจากโรงแรม ษมาที่หลบอยู่หลังเสา มองไปทางพนักงานโรงแรมที่เหลือบตามามองทางเขาเช่นกัน
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ษมาหันมองตามสาระวารีไปทางหน้าโรงแรม ส่ายหน้าพร้อมยิ้มอย่างมีความรู้สึกเอ็นดู แล้วพึมพำ
“เธอเปลี่ยนไปมากกว่าที่ฉันคิดเยอะ”
สีหน้าของษมาขรึมลงอย่างย้อนคิดเรื่องบางอย่างในใจ

เย็นต่อเนื่องมา หน้าบ้านเขตต์ตวัน เครื่องอัดเสียงกำลังทำการอัดเสียงสัมภาษณ์อยู่
“ฉันชอบทะเลมากนะคะ”
มัทนานั่งบนเตียงกำลังสัมภาษณ์เขตต์ตวันที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่ที่ข้างเตียง...
มัทนาสีหน้าช่างฝัน
“ทั้งที่มันไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว แต่กลับให้ความรู้สึกสงบ”
เขตต์ตวันมองหน้ามัทนาขณะพูดอย่างไม่วางตา มัทนายิ้มบางๆ ออกมาอย่างย้อนนึก

ในอดีต เวลากลางวันในวันหนึ่ง มัทนาคุกเข่าที่ชายหาดกอบทรายขึ้นมาเต็มสองมือพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม ปล่อยให้ทรายไหลพรูออกไปตามง่ามนิ้ว มัทนาเล่าความรู้สึกให้เขตต์ตวันฟัง
“ฉันยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่เห็นทะเลได้แม่นเลย ถึงวันนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม”
มัทนาเงยหน้ามองท้องทะเลแล้ววิ่งลุยน้ำทะเลลงไปอย่างร่าเริง
“ฉันชอบวิ่งลงทะเล มันทำให้รู้สึกเหมือนทะเลเคลื่อนเข้ามาโอบตัวฉันเอาไว้”
มัทนาวิ่งปะทะคลื่นแล้วหัวเราะชอบใจ สนุกสนานไปเรื่อย
“ฉันเคยคิดจะว่ายน้ำไปจนถึงขอบฟ้าเลยนะคะ แต่พ่อตามไปลากตัวฉันขึ้นมาซะก่อน”
“ตอนนั้นเธออายุเท่าไหร่” เขตต์ตวันถาม

ที่ห้องพักแขก...
“6 หรือ 7 ขวบนี่ล่ะค่ะ จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่แม่เล่าให้ฟังว่าฉันพูดถึงความรู้สึกตัวเองว่ายังไง” มัทนายิ้มๆ ก่อนจะนึกได้ ขมวดคิ้ว
“ฉันมาสัมภาษณ์คุณนะ ไม่ใช่ให้คุณมาสัมภาษณ์ฉัน”
เขตต์ตวันขำเบาๆ
“แล้วคุณล่ะ เห็นทะเลครั้งแรกตอนกี่ขวบคะ”
เขามีสีหน้าขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าย้อนคิด
“น่าจะประมาณซัก 10 ขวบ”
เครื่องอัดเสียงสัมภาษณ์กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง

ในอดีต ยามสายวันหนึ่ง เขตต์ตวัน เอกชัย เชษฐ์ และ ป่าน น้องสาวของเขตต์ตวัน ทุกคนอยู่ในวัย 10 ขวบ ยกเว้นป่านเพียงคนเดียวที่อายุแค่ 6 ขวบ ทั้ง 4 คนหลบมุมอยู่หลังร่มไม้ใหญ่บริเวณวัดสวนป่า...ทุกคนมีแต่งตัวมอมแมม ผอมและโทรม
เขตต์ตวันเล่าชีวิตให้ฟัง
“ฉันมาอยู่ภูเก็ตกับหลวงพ่อได้เกือบ 5 ปี ยังไม่เคยเห็นทะเลเลยซักครั้งเดียว”
เด็กๆ แอบกันอย่างกลัวๆ ว่า ลูกศิษย์วัดคนอื่นจะเห็น
“ไปจริงๆ เหรอเอก หลวงพ่อจับได้โดนตีแน่ๆ” เขตตวันบอก
“อยากเห็นทะเลรึเปล่า” เอกชัยถาม
ป่านรีบแย่งตอบ
“ป่านอยากเห็น ไปนะพี่ปอน”
เขตต์ตวันมองน้องสาวด้วยความสงสาร พยักหน้ารับ เชษฐ์มองไปรอบๆ
“อยากไปก็อย่าปอดแหก ไม่มีใครแล้ว ตามมา”
เชษฐ์รีบเดินลัดเลาะหลบออกไปจากวัด เอกชัยวิ่งตามเชษฐ์ไปติดๆ เขตต์ตวันจูงมือน้องสาวตามเพื่อนๆออกไป
เด็กทั้ง 4 คนยืนโบกรถอยู่ริมถนนใหญ่ ไม่มีรถคันไหนหยุดรับซักคัน
“ไม่มีรถคันไหนยอมจอดรับเด็กผอมๆ มอมแมมอย่างพวกเราซักคัน”
เด็กทั้ง4 คนพยายามโบกรถอยู่ไปมา
เด็กทั้ง4คนตัดสินใจเดินตากแดดเปรี้ยงๆ ลัดเลาะไปตามทางลัดเพื่อไปทะเล...เด็กทุกคนดูเหนื่อยอ่อนกันมาก ปาดเหงื่อที่หยดไหล ป่านเด็กหญิงคนเล็กสุดในกลุ่ม ท่าทางจะไม่ไหว เขตต์ตวันจูงมือน้องสาวไว้ตลอดเวลา
“เราสี่คนต้องเดินตากแดดเปรี้ยงๆ ลัดเลาะไปทะเล แต่มันก็ไกลมาก เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซะที”
ป่านเริ่มงอแง
“พี่ปอน ป่านไม่ไหวแล้ว”
“อดทนอีกนิดนะป่าน”
ป่านร้องไห้บอก
“ป่านเดินไม่ไหวแล้ว ป่านหิว”
เอกชัยและเชษฐ์หันมามองสองพี่น้อง เอกชัยมีสีหน้าสงสารเห็นใจ ขณะที่เชษฐ์มีสีหน้าเซ็งปนรำคาญ
“เอาไงปอน กลับวัดกันมั้ย ไว้ค่อยมากันใหม่”
เขตต์ตวันมีสีหน้าชั่งใจ มองหน้าป่านที่ร้องไห้ปาดน้ำตาไปมา
เชษฐ์สีหน้าเซ็งๆ หาที่นั่งลงปาดเหงื่อ
“โห มาถึงนี่แล้ว จะกลับเหรอะ เซ็งว่ะ กะจะแช่น้ำทะเลซักหน่อย”
เขตต์ตวันมีสีหน้าครุ่นคิด

มัทนาฟังตวันเล่าอย่างตั้งใจมาก เขตต์ตวันเล่าจากหัวใจ ตาแอบแดงๆ มีน้ำตารื้นๆ
“ที่จริงวันนั้นฉันคิดจะล้มเลิกการเดินทางอยู่หลายครั้ง ถ้าฉันพูดขึ้นมา ทุกคนคงกลับเพราะเราเหนื่อยกันมากแต่ในใจฉันก็เตือนตัวเองว่า ถ้าฉันยอมแพ้แล้วหันหลังกลับในวันนั้น ฉันจะไม่มีวันเอาชนะความยากลำบากได้อีกเลย และฉันก็จะไม่มีวัน ได้เห็นทะเลด้วยความภาคภูมิใจ”
สีหน้าแววตาของเขตต์ตวันเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น

มัทนาจ้องไปในดวงตาของตวัน สัมผัสความรู้สึกได้ น้ำตาเอ่อๆ ตามขึ้นมา

ในที่สุด วันนั้น เด็กชายทั้ง 3 คน ส่วนป่านขี่คอเขตต์ตวันก็ได้มีโอกาสเห็นทะเลและชายหาดสวยงาม

เอกชัยและเชษฐ์ดูเฉยๆเพราะเคยเห็นบ่อยแล้ว... ส่วนป่านและเขตต์ตวันอึ้งนิ่ง มองทะเลด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง เอกชัยตบบ่าเขตต์ตวัน ยิ้มแย้ม
“ไงปอน ทะเลสวยมั้ยล่ะ”
“ป่าน ไปเล่นน้ำทะเลกัน เชษฐ์บอก
ป่านเลื่อนตัวลงจากหลังเขตต์ตวันอย่างตื่นเต้นดีใจ
“ใครเหยียบน้ำทะเลก่อนชนะ” เชษฐ์บอก
เชษฐ์ เอกชัย และป่าน วิ่งตะลุยจากชายหาดไปลงน้ำทะเล
เขตต์ตวันยืนมองทะเลนิ่งงัน แล้วน้ำตาค่อยๆ ไหลซึมออกมา

มัทนาฟังเขตต์ตวันแล้วน้ำตาซึมๆออกมาทางหางตา รีบซับออกอายๆ เบือนหน้าไปอีกทาง
เขตต์ตวันเลื่อนสายตามองไปทางหน้าต่าง พยายามสะกดความรู้สึกเอาไว้ให้อยู่
“ในกลุ่มพวกเรามีฉันกับน้องสาวเท่านั้นล่ะที่ยังไม่เคยเห็นทะเล เราเกิดและโตขึ้นมาในเมือง ในซ่อง ว่างั้นเถอะ” เขตต์ตวันน้ำเสียงเจ็บช้ำ
มัทนาอึ้งๆ หันมองหน้าเขตต์ตวัน น้ำตารื้นขึ้นมาอีก ด้วยความสงสารจับใจ เขาตาแดงกล่ำเล่าต่อ “แม่หอบท้องฉันมาจากโคราชมาคลอดที่นี่ แต่เอกชัยกับเพื่อน”
เขตต์ตวันชะงักไป สีหน้าเคร่งเครียดชิงชังขึ้นมา
“อย่าพูดถึงมันเลย... เอกชัยเค้าโตมากับทะเล”
มัทนารู้สึกแปล่งๆ กับน้ำเสียงของเขตต์ตวันเมื่อพูดถึงเพื่อนอีกคน มัทนาซับน้ำตา สะกดอารมณ์แล้วสัมภาษณ์ต่อ
“ตอนเห็นทะเลครั้งแรก คุณคงดีใจมากที่สุดเลยนะคะ ถึงได้ร้องไห้ออกมา”
เขตต์ตวันสีหน้านิ่ง
“ไม่ได้ดีใจ แต่ผมกลัว”
มัทนางงปนแปลกใจ
“กลัว”
เขตต์ตวันพยักหน้ารับ
“ผมว่าทะเลมันเวิ้งว้างและกว้างจนเกินไป เสียงคลื่นก็ดังจนน่ากลัว คลื่นแต่ละลูกทั้งสูงทั้งใหญ่ เหมือนจะกลืนทุกสิ่งทุกอย่างไปในท้องของมันให้หมด”
เขตต์ตวันเงียบไปอึดใจ เสียงเศร้าๆ
“แล้วมันก็ไม่มีแผ่นดินที่ขอบฟ้า”
มัทนารับฟังนิ่งอย่างไม่ขัดแบบเพื่อนที่เห็นใจ ไม่ใช่จ้องจะขุดคุ้ย เขาลุกขึ้นยืน เดินพูดไปทางหน้าต่าง ทอดสายตาออกไป มัทนามองตาม
“ทะเลทำให้ฉันรู้สึกเหงา หาดทรายก็กว้างเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งเล็กๆ ที่โดดเดี่ยว”
“คุณพูดซะเห็นภาพเลยนะคะ ถ้าฉันไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน แล้วได้ฟังคำบอกเล่าจากปากคุณ ฉันคงไม่กล้ามาทะเลหรอก”
เขตต์ตวันไม่ตอบอะไร ได้แต่ถอนใจออกมาบางๆ มัทนาฉุกคิดอย่างสงสัย
“แล้วทำไมคุณถึงมีบ้านชายทะเลล่ะคะ”
เขตต์ตวัน หันมองหน้ามัทนา อยากพูดให้ข้อคิดเตือนใจจากประสบการณ์
“มันเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจ ปลายทางความฝัน บางทีอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเอาไว้ พอเดินมาถึงสุดทางแล้ว เราถึงได้รู้ว่า ข้างหน้ามันว่างเปล่าไร้แผ่นดิน ไม่มีความหวังอะไรทั้งนั้น”
มัทนาห่อไหล่
“ยิ่งฟังคุณพูดฉันยิ่งหนาว ฉันไม่นึกเลยนะคะว่าสิ่งเดียวกัน คนเราจะมองได้ต่างแง่ต่างมุมกันขนาดนี้ ฉันรักทะเล แต่คุณกลับไม่ชอบมันเอาซะเลย”
เขตต์ตวันหันมามองมัทนาแล้วยิ้มให้
“เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะสาวน้อย”
มัทนางงๆ

เขตต์ตวันประคองให้มัทนาเดินมาที่ชายหาดแล้วมาหาที่นั่งพร้อมพูดต่อ มัทนาเดินได้ดีขึ้น ลงน้ำหนักที่เท้าได้มากขึ้น เจ็บน้อยลง แต่ยังไม่เต็มร้อย
“ผมรักทะเลโดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะจมน้ำ”
มัทนาเหลือบตามองเขตต์ตวันเล็กน้อย เขายิ้มบาง
“ที่ผมเคยกลัวว่าทะเลอ้างว้าง มันก็จะดูอบอุ่นขึ้น”
เขาประคองมัทนานั่งลงที่โขดหิน เธอยิ้มสบายใจขึ้น
“ฉันดีใจที่คุณรู้สึกแบบนี้ได้นะคะ”
“รู้มั้ยสาวน้อย เงาสะท้อนของแสงลำสุดท้ายจะสร้างภาพลวงตาที่สวยมากนะ”
มัทนามองหน้าเขาด้วยสีหน้าสงสัยอยากรู้ เขตต์ตวันทอดสายตามองไกลออกไป
“ขอแค่เราได้ยืนอยู่ระหว่างผืนน้ำกับผืนทราย ไม่ว่าจะอัปลักษณ์หรือเลวร้ายแค่ไหน เงาที่ทอด
บนพื้นทรายจะสวยงามเสมอ”
มัทนาสีหน้ายังงงๆ เขตต์ตวันพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ฉันชอบเรียกช่วงเวลานั้นว่ามายาตวัน มันเป็นภาพลวงตาของตะวัน”
“คำพูดคำจาคุณนี่ นักเขียนอย่างฉันยังอายเลย”
เขตต์ตวันยิ้มๆ มัทนาสีหน้าใช้ความคิดเล็กน้อย
“มายาตวัน ฟังดูเหมือนเป็นชื่อคุณบวกกับหนังเรื่องแรกที่คุณแสดงเลยนะคะ”
เขตต์ตวันยักไหล่บอก
“เป็นความบังเอิญ”
“ที่ลงตัว” มัทนาว่า
เขตต์ตวันยักไหล่ ยิ้มๆ ลุกขึ้น
“ลองไปยืนตรงนั้นกันมั้ย ยังทันนะ”
เขตต์ตวันยื่นมือไปไปจับมือมัทนาแน่นกระชับจูงขึ้นมาแล้วประคองเดินออกไปทางชายหาด
มัทนาแอบชำเลืองมองหน้าเขตต์ตวัน อดที่จะอมยิ้มและรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาไม่ได้

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าด่าง เจ้าจุดวิ่งเล่นที่สนาม รถเข็นพยาบาลของมัทนาถูกเข็นมาจอดในห้องหนังสือ
เธอหันมองตามเขตต์ตวันที่ไปเลือกนิยายแปล 4 เล่มมาให้เธอ
“นิยายที่เธออยากได้ ห้องนี้มีอยู่แค่นี้ล่ะ”
เขตต์ตวันยื่นส่งนิยายให้
“ขอบคุณค่ะ ขอฉันนั่งอ่านในห้องนี้ได้มั้ยคะ จะได้ไม่ต้องเอาออกไปจากห้อง คุณจะทำงานก็ทำไปเถอะค่ะ ฉันไม่กวนหรอก”
“ก็ตามใจ”
มัทนาจะลุกลงจากรถเข็น
“เดี๋ยว พื้นมันเย็น”
มัทนางงๆ
เขตต์ตวันลุกไปหยิบรองเท้าแตะขนปุยที่เธอใส่ตอนตากฝนตื้อสัมภาษณ์ที่หน้าบ้าน มาวางตรงหน้าเท้ามัทนา
“ฉันซักตากแห้งให้สะอาดแล้ว ขนฟูเหมือนเดิม”
มัทนาอึ้งๆ ไป นึกไม่ถึงว่าเขตต์ตวันจะเก็บเอาไว้ให้ มัทนายิ้มทั้งน้ำตารื้น
“ขอบคุณมากค่ะ”
เขตต์ตวันย่อตัวลงนั่ง มองที่เท้าคู่สวยของมัทนา

ในอดีต เวลากลางวันของวันหนึ่ง เขตต์ตวันนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าป่านน้องสาว เธอดู
ซีดเซียว ดวงตาเหม่อลอย ไร้ความหวัง น้ำตาคลออยู่บนเตียงในห้องนอน
“เปลี่ยนรองเท้าก่อนนะ”
ป่านพยักหน้ารับ ชะเง้อคอมองไปนอกห้องพัก เขตต์ตวันบรรจงใส่รองเท้าให้ป่านทีละข้าง

เขตต์ตวันสีหน้านิ่งๆ ค่อยๆ และสวมรองเท้าแตะขนปุยเข้าที่เท้ามัทนาทีละข้างอย่างอ่อนโยน เอาใจใส่จนเธอสัมผัสได้ และก้มมองเขาไม่วางตา รู้สึกว้าวุ่น หวั่นไหว ซึ้งใจระคนกันไปหมด บอกความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันที่ถูกปฏิบัติแสนดีแบบนี้จากผู้ชายที่เคยเป็นฮีโร่ในใจของเธอ ซึ่งนอกจากพ่อก็ไม่มีใครเคยปฏิบัติกับเธอแบบนี้มาก่อน มัทนาน้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะ...

เขตต์ตวันรีบลุกขึ้นยืน พร้อมๆ กับมัทนารีบยกมือขึ้นซับน้ำตาออกก่อนที่มันจะไหลออกมาให้เธอได้อายอีก

เอกชัยเปิดประตูห้องเข้ามา สีหน้าเคร่งขรึมดูเคร่งเครียด
“ขอโทษทีที่รบกวน มีคนมาหานายแน่ะปอน...เห็นว่ามีของมาเสนอขาย”
เขตต์ตวันสีหน้าเครียด
“ไล่กลับไป ฉันไม่ต้องการซื้ออะไรทั้งนั้น นายก็รู้ดีไม่ใช่เหรอเอก”
“แต่คนนี้บอกว่ารู้จัก เพื่อนเก่าของเราดี”
การเน้นเสียงของเอกชัยทำให้สัญชาตญาณนักข่าวของมัทนาทำงานทันที หูผึ่งแอบจับสังเกต
เขตต์ตวันสีหน้าใช้ความคิด ก่อนตอบไปช้าๆ แต่น้ำเสียงแฝงเหี้ยม
“เพื่อนเก่างั้นเหรอะ อยู่ที่ไหนล่ะ”
“สนามหน้าบ้าน”
“ตามสบายนะมัทนา” เขตต์ตวันบอก
เขตต์ตวันสีหน้าเครียด แววตาแข็งกร้าวอย่างฝังแค้น เดินเลี่ยงออกไป เอกชัยสีหน้าเครียดไม่แพ้กัน เดินตามออกไปอีกคน
มัทนาจับตามองตามเขตต์ตวันกลับรู้สึกขนลุกเกรียว กับภาพของผู้ชายหลายอารมณ์คนนี้ อ่อนโยน ชอบพูดจาเยาะหยัน เกรี้ยวกราด วินาทีที่เพิ่งผ่านไป เธอได้เห็นไฟแค้นที่กำลังลุกลามอย่างประหลาดในดวงตาของเขา
มัทนามีสีหน้าติดใจสงสัยอยากรู้ว่าใครมากันแน่ มัทนามีสีหน้าช่างใจอย่างตัดสินใจ

มัทนาพยุงตัวลุกจากรถเข็น พยายามลงน้ำหนักให้น้อยที่สุด เขย่งโขยกเกาะตามผนังบ้านไป
ที่หน้าต่างมุมที่มองไปทางหน้าบ้านได้
มัทนามองออกไปเห็นชายผอมสูง ใบหน้าอมโรค หนวดเคราขึ้นหร็อมแหร็ม ตาโปนๆ ท่าทางหวาดระแวงที่ตนเคยเจอ กำลังเดินหน้าตาหงุดหงิดตรงไปทางประตูบ้าน
มัทนามีสีหน้าครุ่นคิด
ในอดีต มัทนาเดินสะพายเป้มาตามทางไปบ้านเขตต์ตวัน มัวแต่คิดมองไปทางรั้วบ้านเขตต์ตวันเลยเกือบชนเข้ากับผู้ชายที่เดินสวนมา แต่เบรกไว้ได้ทัน
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
มัทนาเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่จะชน ก็ตกใจเล็กน้อย ที่ชายคนนั้นผอมสูง ใบหน้าอมโรค หนวดเคราขึ้นหร็อมแหร็ม ตาโปนๆ ท่าทางหวาดระแวง...ชายคนนั้นชักสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะเดินหัวเสียเลยไปเลี้ยวเข้าบ้านเช่าละแวกนั้น
มัทนาพึมพำพร้อม สีหน้าติดใจสงสัย
“ผู้ชายไร้มารยาทคนนั้นนี่นา มาทำอะไร”

เอกชัยดักรอตวันที่ระเบียงหน้าบ้าน เมื่อเขตต์ตวันเดินกลับมาถึง เอกชัยก็ยิงคำถามทันที
“ไม่สนใจเหรอะ”
เขตต์ตวันส่ายหน้า
“ไม่ ของร้อนแบบนี้ มันคงชอบแต่ฉันไม่ต้องการ หรือถ้าจะเอา ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินให้มันแม้แต่แดงเดียว”
เขตต์ตวันฉายแววตาอาฆาต

มัทนาที่เกาะขอบประตูแอบมองอยู่ ตกใจกลัวมากที่เห็นแววตาคู่นั้นของเขตต์ตวันที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เธอรีบผลุบกลับเข้าไป ใจเต้น ขนลุกเกรียวด้วยความกลัว กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ

มัทนากลับมานั่งเลือกดูหนังสือในมือที่เขตต์ตวันหยิบมาให้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องแปลจากต่างประเทศมีทั้งแนวสืบสวน ชีวิต รักหวาน และตลก มัทนาพูดพึมพำกับตัวเอง
“อ่านหลากหลายแนวยังงี้ เค้าเป็นคนยังไงกันแน่”
มัทนาเปิดหนังสือเล่มหนึ่งดู เห็นลายเซ็นชื่อเอกชัย
“อ้าว...เล่มนี้ของคุณเอกนี่นา”
มัทนาเปิดดูทุกเล่มจึงรู้ว่าไม่ใช่ของเขาซักเล่ม
“ของคุณเอก 2 คุณบุษย์ 2 ไม่มีของตัวเองซักเล่ม”
เขตต์ตวันเปิดประตูห้องเข้ามา
“อีกซัก 40 นาทีค่อยทานข้าวกันนะ”
“ค่ะ”
มัทนาเลือกอ่านนิยายแปลแนวตลก
เขตต์ตวันเดินไปนั่งเช็กงานออกแบบที่ดูค้างอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ มัทนานั่งอ่านนิยายไป แต่กลับไม่มีสมาธิ มัวแต่แอบชำเลืองมองไปทางเขตต์ตวันเรื่อยๆ เธอส่ายหน้าไปมา ก่อนจะบังคับตัวเองให้ก้มอ่านนิยายต่อ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบดูเขตต์ตวันอีก
เขาเหมือนนึกอะไรออก ถูกใจมาก ยิ้มพอใจ แล้วรีบจดแก้งานออกแบบของลูกทีมไป
มัทนายิ้มๆ รู้สึกเพลินที่ได้แอบดูสีหน้าหลากหลายอารมณ์ของเขตต์ตวัน
เสียงหนังสือหลุดมือตกกระแทกโต๊ะ เสียงดัง มัทนาที่ตกใจรีบละสายตาจากตวันโดยเร็ว
มัทนาดุตัวเองในใจ
“ทำตัวเป็นเด็กสาวหลงดาราไปได้ยัยมัท”
เขตต์ตวันเหลือบตามองมัทนาเล็กน้อย ก่อนจะละสายตากลับไปทำงานต่อ ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เธอสูดหายใจลึก ตั้งสติ ทำสมาธิ บังคับสายตาตัวเองให้อ่านนิยายต่อไปอย่างไม่วอกแวก
ไม่คาดคิดเขตต์ตวันเดินมาประชิดข้างตัว พร้อมวางโทรศัพท์มือถือลงตรงหน้าเธอ มัทนาสะดุ้งเล็กน้อย เหลือบตามองโทรศัพท์มือถือตรงหน้า
“ฉันคืนให้” เขตต์ตวันบอก
มัทนารีบคว้าโทรศัพท์มากำแน่น ยิ้มกว้าง ดีใจมาก

“ขอบคุณมากค่ะ”

ภายในบ้านมัทนาตอนกลางคืน วาสิฏฐีตื่นเต้นอยู่หน้าโทรศัพท์บ้าน ตะโกนบอกพ่อกับแม่
“พ่อคะแม่คะ พี่มัทโทรมาแล้วค่ะ”
พ่อกับแม่ที่ดูทีวีอยู่หันมองมาทางวาสิฏฐี ดีใจหายห่วงลูกสาวซะที วาสิฏฐีคุยโทรศัพท์ต่อ
“ตอนนี้เราไม่เลี้ยงอีกัวน่าแล้วนะ ไปเอาเต่าญี่ปุ่นมาเลี้ยงแทน 2 ตัว เป็นแฟนกันน้องผู้ชายชื่อ...”
แม่เดินเข้ามาแย่งหูโทรศัพท์ไป
“คุยอะไรไร้สาระ มาให้แม่เล่นงานพี่สาวเราก่อน”
“แม่อ้ะ” วาสิฏฐีงอนๆ
มัทนารีบคว่ำนิยายแปลแนวดราม่าที่อ่านไปได้ครึ่งเล่มลงข้างตัวบนเตียงทันที เธอหน้าแหย บ่นพึมพำ
“ซวยแล้วตรู”
ขาดคำบ่น เสียงแม่ก็เม้งแทรกเข้ามาทันที
“โทรศัพท์มือถือเราเป็นอะไรติดต่อไม่ได้เลย รู้มั้ยว่าทุกคนเค้าเป็นห่วง”
มัทนาหน้าจ๋อยๆบอก
“เรื่องมันยาวค่ะแม่”
แม่หน้าตาหงุดหงิด คุยโทรศัพท์หน้าหงิกเพราะความเป็นห่วง
“ยาวแค่ไหนแม่ก็จะฟัง...”
วาสิฏฐีย่องไปนั่งข้างๆ พ่อ
วาสิฏฐียิ้มเจื่อนๆ
“พี่มัทตายคาโทรศัพท์แน่ๆ เลยคุณพ่อ”
พ่อขำๆ โอบบ่าวาสิฏฐีไว้
“แม่เค้าดุเพราะเป็นห่วง ไม่ถึงตายหรอกน่ะ”
วาสิฏฐีหันมองไปทางแม่ที่ยังใส่เป็นชุดไม่ยั้ง
“ไม่ต้องมาอ้างเลยว่ามือถือเสีย โทรศัพท์ในห้องโรงแรมก็มี ทำไมไม่โทร. แบบนี้เค้าเรียกไม่มีใจ ไม่รักครอบครัว”
วาสิฏฐีแอบขำๆ ออกมา แม่เหล่มองหน้าดุใส่ วาสิฏฐีรีบกอดพ่อซุกหลบไป
มัทนาที่ฟังแม่จากปลายสายแล้วเลื่อนลงเรื่อยๆ จากนั่งเป็นนอนจนเอาผ้าหลุมมา
ครึ่งหน้า เสียงแม่ว่าดังต่อเนื่อง
“เงียบทำไม ทีหลังอย่าทำตัวแบบนี้อีกนะมัท ถ้าไม่โทรมารายงานตัวแม่ทุกวัน แม่จะไปที่สยามสาร เขียนใบลาออกให้แก แล้วบินไปลากตัวแกกลับมาจากภูเก็ตทันที เงียบทำไม ฟังอยู่รึเปล่ามัท”
มัทนาจ๋อยสนิท
“ฟังอยู่ค่ะ”
“รับปากมาสิ”
“ค่ะคุณแม่ที่เคารพรักอย่างสูง”

ในอดีต เวลากลางวันของวันหนึ่ง ทีมงานสร้างหนังนั่งอยู่ในห้องประชุม มีกล้องสำหรับถ่ายภาพแคสติ้ง ผู้กำกับกำลังดูภาพถ่ายด้านหน้าด้านข้างของเขตต์ตวันที่แนบมากับประวัติ
“คนนี้หน้าตาใช่เลยนะคะพี่ หนูเชียร์ขาดใจ” ทีมงานบอก
“ดูแอ๊กติ้งก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะขาดใจแทน” ผู้กำกับบอก
ผู้จัดการส่วนตัวยิ้มแย้มเดินนำเขตต์ตวันเข้ามาก่อน
“ดิฉันพาเขตต์ตะวันมาแคสติ้งค่ะ”
เขตต์ตวันเดินตามเข้าห้องมา เขายังอยู่ในวัยหนุ่มละอ่อน เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงาน อายุราว 23-24 ปี ครั้งแรกกับการแคสติ้งเขายังดูตื่นๆ กล้าๆกลัวๆ ไม่ค่อยมั่นใจตัวเองนัก
เขตต์ตวันหยุดยืนอยู่หน้าห้อง
“เข้ามาสิตะวัน” ผู้จัดการบอก
เขตต์ตวันค่อยๆ เดินเข้ามายืนประหม่าข้างๆ ผู้จัดการ
“เด็กใหม่ก็ประหม่ายังงี้ล่ะค่ะ แต่ดิฉันพาเข้าคอร์สแอ็กติ้งมาแล้ว เรื่องการแสดงหายห่วง...แคสเลยนะคะ”
“เดี๋ยวๆ หันด้านข้างสิ”
เขตต์ตะวันหันข้าง ทีมงานถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งภาพนิ่งและกล้องวีดีโอ ผู้กำกับบอก
“อีกด้านครับ”
เขตต์ตวันหันอีกข้างตามคำสั่ง
“ดูดีทุกมุมเลยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ หล่อแต่อ้อนแต่ออกนะคะ คอนเฟิร์ม” ผู้จัดการส่วนตัวยิ้มปลื้ม
ผู้กำกับและทีมงานผู้ช่วยต่างๆ ปรึกษากันไปมา เขตต์ตวันหันมายืนตรงสบตากับผู้จัดการส่วนตัว
“ถอดเสื้อซิ”
เขตต์ตะวันตกใจ
“ถอดทำไมครับ”
“เรื่องนี้มีบทโชว์รูปร่างเยอะเหมือนกัน” ผู้กำกับบอก
เขตต์ตะวันเสียงแข็งหน้าตาโกรธจัดเอาเรื่อง
“ผมไม่เล่นหนังโป๊นะครับ”

ผู้จัดการส่วนตัวลากเขตต์ตวันออกมาต่อว่าที่หน้าห้องประชุม
“กะอีแค่ถอดเสื้อจะอะไรนักหนา”
“คนตั้งเยอะแยะ”
“มันมีอยู่ในบท พระเอกเป็นคนหุ่นดีมาก เค้าก็ต้องขอดูว่าเธอเหมาะกับบทนี้จริงมั้ย ฟังพี่นะตวัน เธอเป็นคนรูปร่างดีอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นจุดขายอย่างหนึ่งของทั้งหนังและตัวเธอเอง”
“ไม่ใช่หนังโป๊แน่นะพี่”
“ตวัน เห็นพี่เป็นคนยังไง ถ้าจะให้เธอแสดงหนังโป๊ พี่จะให้เธอไปเรียนการแสดงคอร์สละเป็นหมื่นๆ ทำไม”
เขตต์ตวันถอนใจออกมา
“อยากได้เงินใช้มั้ย ถ้าได้งานนี้ พระเอกหนังนะตวัน โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ใช่วิ่งหาเราง่ายๆนะ อยากได้มั้ยเงินน่ะ”
เขตต์ตวันจ๋อยๆไป
“เอาเถอะ พี่ก็ไม่อยากฝืนใจเธอ เพราะเราต้องร่วมงานกันอีกนาน งานนี้ไม่แฮปปี้งานหน้าก็ยังมี ถ้าลำบากใจก็ถอนตัวแล้วกัน พี่ไม่โกรธเธอหรอก”

ผู้จัดการส่วนตัวเดินไปนั่งรอคำตอบ เขตต์ตวันหน้านิ่งๆ จ๋อยๆ สีหน้าใช้ความคิดอย่างหนัก

มายาตวัน ตอนที่ 5 (ต่อ)

ภายในห้องประชุม ผู้กำกับและทีมงานกำลังปรึกษากัน
“ที่จริงลุคอะไรก็ใช่ตามบทเลยนะ เสียดายขาดความมั่นใจไปหน่อย”
ทีมงานเอาใจช่วย
“อ่อนประสบการณ์แบบนี้ฝึกกันได้ค่ะ “
ทีมงานพูดแล้วเหลือบตามองไปที่หน้าประตู ก่อนจะอุทาน“ว้าว” ออกมา
ทุกคนเงยหน้ามอง เห็นเขตต์ตวันเดินถอดเสื้อเข้ามาในห้องประชุม
เขตต์ตะวันยกมือไหว้
“ขอโทษนะครับที่ผมเข้าใจผิดและทำให้ต้องเสียเวลากัน ผมพร้อมแล้วครับ”
ทุกคนยิ้มพอใจ รวมถึงผู้จัดการส่วนตัวที่เดินตามเข้ามาด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้ม
“งั้นขอถ่ายภาพนิ่งเก็บไว้ก่อนนะคะ”
ผู้กำกับกระเซ้าทีมงาน
“เช็ดน้ำลายก่อน”
ทีมงานเขินๆ
“พี่อ้ะ”
เขตต์ตวันหันไปมองผู้จัดการส่วนตัว ๆ ยิ้มพร้อมทำมือส่งสัญญาณโอเคให้ เขตต์ตะวันโพสท์ท่าให้ถ่ายภาพนิ่งไป
เสียงสัมภาษณ์โต้ตอบของมัทนาและเขตต์ตวันดังเข้ามา
“ คุณปอนเกลียดการเป็นพระเอกหนังรึเปล่าคะ”
“ไม่หรอก เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่บ้าง ไม่ใช่เศษสวะข้างถนนคนนึงเหมือนแต่ก่อน”

เย็นวันหนึ่ง เขตต์ตวันเดินถือบทอยู่ในกองถ่ายกำลังจะเดินไปพักเมื่อหมดซีนของตัวเอง
“แต่ที่แน่ๆ งานแสดงหนังทำให้ฉันมีเงินมากพอจะตั้งบริษัทของตัวเองได้ แต่ฉันก็ไม่ได้พิศวาสมันนักหรอกนะ”
เขตต์ตวันยังเดินดูบทในมือไปเรื่อยๆ จนผ่านถึงมุมพักผ่อน เสียงเม้าท์มอยของสาวๆ นักแสดงในกองที่นั่งเล่นอยู่ก็ดังต่อเนื่องขึ้นมาทันที นางเอกบอก
“ไม่รู้คิดยังไง เอาพระเอกใหม่มาแสดง ได้ข่าวว่าไปเก็บได้จากบ้านนอกด้วยนะ”
เขตต์ตวันหยุดกึก มองไปที่กลุ่มนักแสดงสาวๆ
“หน้าหล่อ ราคาถูกไงเธอ ก็คงจะอาศัยบารมีเธอดันน่ะแหละ” นางรองบอก
นางเอกยิ้มเชิ่ดๆ อย่างมั่นใจ มือพิมพ์บีบีไป นางรองพูดต่อ
“แต่เรื่องแรกเล่นได้ขนาดนี้ โอเคเลยนะ”
“โอ๊ย จะเล่นไม่ดีได้ยังไง ฉันส่งอารมณ์ซะขนาดนั้นเหนื่อยแทบตาย” นางเอกพูดพลางค้อนประหลับประเหลือก เขตต์ตวันได้แต่ถอนใจแล้วเดินเลี่ยงไปท่องบททางอื่นแทน

บ่ายแก่ๆของวันใหม่ ในห้องหนังสือ เครื่องอัดสัมภาษณ์กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง เขตต์ตวันสีหน้าขรึม
“ฉันต้องสูญเสียอะไรหลายอย่าง จากการเป็นนักแสดงชื่อดัง อย่างน้อยก็โลกในชีวิตจริง ผู้คนเห็นและรู้จักฉันจากภาพยนตร์ โฆษณา ไม่ใช่นายเขตต์ตะวันที่แท้จริงคนนี้”
เขตต์ตวันสีหน้ายิ้ม แต่แววตาเครียด มัทนารับฟังอย่างตั้งใจก่อนจะเช็คเครื่องอัดสัมภาษณ์ว่ายังทำงานดีไม่มีรวน
“อย่างที่เธอว่าแหละ ฉันสร้างกำแพงไว้รอบๆตัว แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกนะที่สร้างมัน คนอื่นๆ ก็ช่วยกันสร้างให้ฉันเหมือนกัน รวมทั้งเธอด้วย”
“ฉันเหรอคะ”
“ใช่ เธอให้ฉันมองทะลุกำแพง มองที่ตัวเธอ ไม่ใช่มองภาพรวมของนักข่าว แล้วทำไมเธอไม่มองว่าฉันคือนายเขตต์ตวัน คือนายปอน คือนายแดงนายดำคนธรรมดา ไม่ใช่พระเอกยอดนิยมที่ใครๆ ชื่นชมมั่งล่ะ”
เขตต์ตะวันลุกขึ้นยืน อารมณ์เริ่มขึ้น มัทนาชักสีหน้าหวั่นกลัวอารมณ์พระเอก เขาเดินไปรอบๆตัวเธอ
“เธอสร้างกำแพงขึ้นมาคอยตัดสินว่าคนที่เป็นพระเอก เป็นคนของสาธารณชนต้องเป็นคนดี อุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อสังคม นักแสดงที่ดีต้องเป็นมิตรกับนักข่าวต้องยอมตกเป็นข่าว ไม่ว่าจะเกิดจะกินจะนอนที่ไหนอะไรกับใคร ต้องไม่ด่านักข่าวไม่ไล่ตะเพิดนักข่าวออกจากบ้าน”
เขตต์ตะวันเดินวนมาหยุดที่ข้างหน้ามัทนาพร้อมตบโต๊ะโครม
“ใช่มั้ยมัทนา”
มัทนาสะดุ้งโหยง เธอสบตากับเขตต์ตวัน เขาพูดต่อจากความรู้สึกที่เหนื่อยล้า ปวดร้าว
“พอฉันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเธอตีกรอบเอาไว้ ฉันก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ฉันเป็นคนธรรมดาเหมือนเธอนะมัทนา มีดีมีเลวปนกัน ฉันไม่ใช่พระเอก”
เขตต์ตวันเดินไปทิ้งตัวลงนั่งเสยผมขึ้นไป พยายามสะกดอารมณ์ที่อินกับความรู้สึกเก่าๆเกินไป ออกให้ได้เร็วที่สุด มัทนามอง ด้วยสีหน้าแววตาเข้าใจและเห็นใจ
“ฉันขอโทษที่เคยพูดไปยังงั้น แล้วก็ขอโทษที่มองคุณจากความคิดของฉันด้านเดียว ไม่ได้คำนึงถึงจิตใจคุณเลย”
เขตต์ตวันถอนใจยาวออกมา ท่าทางผ่อนคลายขึ้นแล้ว แววตาแอบเสียใจ
“ฉันก็เกินไปหน่อยที่มาระบายใส่เธอ มันไม่ใช่ความผิดของเธอคนเดียวซะหน่อย”
มัทนาค่อยยิ้มออก
“เอาเป็นว่าเราหายกันนะคะ”
เขตต์ตะวันยิ้มเอ็นดูออกมา เอกชัยเคาะประตูห้องแล้วเปิดเข้ามารายงาน
“คุณหมอเสริมมา”
“งั้นวันนี้แค่นี้ก่อน”
เขตต์ตะวันลุกเดินไปหาเอกชัย ทั้งคู่พากันออกไปต้อนรับหมอ
มัทนารีบยกเครื่องอัดสัมภาษณ์ขึ้นมากดหยุด ก่อนจะใช้สองมือกุมเครื่องอัดไว้กลางอกด้วยความปลาบปลื้ม ภาคภูมิใจที่ได้งานชิ้นโบว์แดงอยู่ในมือ

ผ่านเวลาซักครู่ ในห้องรับแขก พยาบาลช่วยประคองมัทนาลุกขึ้นนั่ง หลังจากหมอเสริมตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว หมอเสริมหันไปยิ้มแย้มกับเขตต์ตวันที่ยืนรอฟังผลการตรวจร่างกายอยู่
“คนไข้สุขภาพแข็งแรงดีนะครับ ฟื้นตัวเร็วมาก ต้องชมคนดูแล ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม”
“ผมคิดอยู่เหมือนกันว่าเสร็จงานนี้ ว่างๆ จะลองไปสมัครเป็นบุรุษพยาบาลดูซะหน่อย” เขตต์ตวันยิ้มบอก
มัทนาเหลือบตามองเขาเล็กน้อย หมอเสริมขำๆกับคำพูดของเขา
“ขืนคุณตวันทำจริง มีหวังคนไข้สาวๆ แน่นโรงพยาบาลแน่ๆ”
เขตต์ตวันยิ้มๆ
“ตกลงมัทกลับโรงแรมได้แล้วใช่มั้ยคะคุณหมอ”
เขตต์ตวันชะงักไปเล็กน้อย ยิ้มเจื่อนๆลง อดรู้สึกใจหายไม่ได้ หมอเสริมชำเลืองมองหน้าเขตต์ตวันก่อนปั้นยิ้มบอกมัทนา
“อย่าเพิ่งใจร้อนเลยครับ พักอีกวันสองวันให้แน่ใจก่อนดีกว่า”
เขตต์ตวันแอบอมยิ้มพอใจ
หมอเสริมสั่งพยาบาล
“จัดยาเพิ่มอีก 2 วัน”
“ค่ะคุณหมอ”
มัทนาอิดออด ไม่อยากกินยา รู้ว่าตัวหายดีแล้ว
“แต่คุณหมอคะ”
“อย่าดื้อกับคุณหมอสิสาวน้อย พักผ่อนไว้ไม่เสียหลายหรอก ร่างกายน้อยๆ ของเธอจะได้ผ่อนคลาย สะสมเรี่ยวแรงไว้ไปกระโดดโลดเต้น ชนเซิร์ฟบอร์ด หรือ ตกต้นไม้ได้อีกไง”
มัทนาย่นจมูกใส่เขตต์ตวัน ตามประสาอารมณ์เด็กรั้นเอาแต่ใจ เขาได้แต่ยิ้มๆ
โทรศัพท์มือถือมัทนาดังขัดขึ้นมา มัทนาหยิบมาดูเบอร์โชว์ สีหน้าขรึมลงเล็กน้อย เขตต์ตวันไม่อยากเสียมารยาท เปิดโอกาสให้คุยโทรศัพท์
“ผมไปส่งครับคุณหมอ รบกวนเวลามานานแล้ว”
มัทนารีบยกมือไหว้
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
หมอเสริมรับไหว้

“รีบรับโทรศัพท์เถอะ”

มัทนาไหว้ขอบคุณพยาบาลที่กำลังจะออกไป เธอรอจนแน่ใจว่า ทุกคนไปจากห้องกันหมดค่อยกดรับสายโทรศัพท์
“ สวัสดีค่ะคุณเชน”
เชนดีใจมากที่มัทนารับสาย
“โอ้โห หายไปไหนมาครับเนี่ย ผมติดต่อคุณไม่ได้เลย”
“เรื่องมันยาวค่ะ”
“งั้นออกมาเล่าให้ฟังได้มั้ย”
“น่าจะยากมั้งคะ”
“ที่ชายหาดข้างๆ บ้านมัน เอ่อ ตวัน เอง... ไม่รู้ล่ะ ผมจะรอ”
เชนกดตัดสายไป สีหน้านิ่งๆ

เวลาต่อเนื่องมา เขตต์ตวันกำลังไหว้ลาหมอเสริมที่หน้าระเบียงก่อนกลับเข้าบ้านไป หมอเสริมและพยาบาลเดินมาที่รถ เอกชัยรีบเดินปรี่ไปหาหมอเสริมทันที
“จะกลับแล้วเหรอครับคุณหมอ”
พยาบาลเดินเลี่ยงเอาของไปเก็บที่รถก่อน
เอกชัยมองไปทางตัวบ้าน ก่อนจะกระซิบกระซาบกับหมอ
“คุณหมอสั่งให้อยู่ต่ออีก 2 วันรึเปล่าครับ”
“ก็คุณเอกขอมา จะไม่ทำให้ได้ยังไงล่ะครับ” หมอเสริมบอก
เอกชัยยิ้มแย้ม
“ขอบคุณครับ”
หมอเสริมถามด้วยความอยากรู้
“ตกลงคู่นี้เค้าปิ๊งปั๊งกันจริงๆ เหรอคุณเอก”
เอกชัยรีบตอบ
“ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ผมแค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้ทำให้ปอนดูผ่อนคลายขึ้น มีชีวิตชีวาขึ้น ก็เลยอยากถ่วงเวลาให้อยู่เป็นเพื่อนกันไปก่อน พวกสาวๆ ก็ยังไม่กลับจากสิงคโปร์กันเลย บ้านขาดสีสัน”
หมอเสริมยิ้มแย้ม
“คุณตวันก็ดูสดชื่นขึ้นจริงๆนะครับ มีปล่อยมุกกระเซ้าเย้าแหย่กับหนูมัทด้วย”
“เคยได้ยินมั้ยครับคุณหมอ เกลียดอะไรได้ยังงั้น เกลียดนักข่าวก็เลยหลงเสน่ห์นักข่าวสาวซะเลย”
หมอเสริมขำๆ
“อย่าพูดไปนะครับคุณหมอ เดี๋ยวผมโดนปอนมันเตะ”
“หมอไม่พูดหรอก งั้นหมอกลับก่อนนะ”
เอกชัยยกมือไหว้ หมอรับไหว้กันพร้อมเดินไปส่งถึงรถ

เอกชัยเดินผิวปากอารมณ์ดีกลับมาที่ระเบียงหน้าบ้าน ต้องชะงักเมื่อเจอมัทนาถือนิยายแปลแนวดราม่าติดมืออยู่เล่มหนึ่งดักรออยู่
“อ้าว คุณหมออนุญาตให้ลงมาได้แล้วเหรอะ”
“ที่จริงมัทปีนต้นไม้ยังได้เลย”
“อย่าเพิ่งเลย ผมขอร้อง...”
“คุณเอก มัทขอออกไปนั่งอ่านนิยายที่ชายหาดหน่อยสิ อยู่แต่ในบ้านอุดอู้จะตายไป”
เอกชัยมองนิยายแปลในมือ
“นิยายอะไรเหรอครับ คุ้นๆ”
“ของคุณเอกนั่นแหละค่ะ คุณปอนให้ยืมมาจากห้องหนังสือ เรื่องนี้ซึ้งมากเลยนะคะ”
“ระวังจะเสียน้ำตา”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ”
“ถึงหน้า 262 รึยัง”
มัทนาหยิบหนังสือที่ขั้นเอาไว้ขึ้นมาดู
“ใกล้แล้วค่ะ”
“เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี หน้า 262 ต่อ 263”
“ตกลงให้มัทไปนะคะ”
“กลับมาให้ทันข้าวเย็นล่ะ”
มัทนายิ้มดีใจแล้วรีบเดินลงไปจากระเบียง
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องรีบร้อน ชายหาดไม่หนีไปไหนหรอก”
เอกชัยมองตามยิ้มๆ ก่อนเดินกลับเข้าบ้านไป

บริเวณชายหาด เชนสวมหมวกบังใบหน้า ยืนชะเง้อคอรอจนเจอมัทนา เชนยิ้มออกเมื่อเห็นมัทนาเดินถือนวนิยายตรงมาทางตน เชนรีบเดินเร็วเข้าไปหา
เชนดีใจมาก
“ผมติดต่อคุณไม่ได้เลย เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“มัทไม่สบายน่ะค่ะ นอนซมไปตั้งหลายวัน”
เชนมีสีหน้าเป็นห่วง
“แล้วคุณพักที่ไหน”
“บ้านคุณตวัน”
เชนอึ้งไป
“เค้ายึดโทรศัพท์มือถือ ยึดอุปกรณ์ทำมาหากินมัทไปหมดทุกอย่างเลย เพิ่งจะได้โทรศัพท์คืนวันนี้ล่ะค่ะ”
“ทำแบบนี้มันกักขังหน่วงเหนี่ยวนะครับ”
“ไม่หรอกค่ะ เค้าดูแลมัทอย่างดี”
“ป่วยไม่กี่วัน คุณออกรับแทนเค้าแล้วเหรอ”
“เปล่าซะหน่อย มัทพูดตามจริง...แต่ก็ถือว่ามัทโชคดีนะคะ เค้ายอมให้มัทสัมภาษณ์แล้ว”
“จริงเหรอครับ”
“จริงค่ะ คุยกันเยอะแยะไปหมดเลย รับรองบ.ก.ต้องปลื้มสุดๆ”
“ผมดีใจด้วยครับ”
“ก็ต้องขอบคุณคุณเชนที่คอยทั้งผลักทั้งดัน ให้กำลังใจมัท ฮึดสู้กับเค้ามาตลอด ไม่งั้นมัทคงคว้าน้ำเหลวกลับกรุงเทพไปนานแล้ว”
“ความสามารถคุณเองด้วยแหละ...ผมขอเสนอแนะอะไรอย่างสิ”
“อะไรเหรอคะ” มัทนามีสีหน้าสงสัยอยากรู้
“ถ้าอยากให้ข่าวขาย คุณต้องแฉเรื่องลึกๆ ฉาวๆ หน่อย ถ้าเสนอแต่มุมดีๆ คนไม่สนใจหรอก”
มัทนาคิดลังเล
“จะดีเหรอคะ”
“ไม่มีนักข่าวคนไหนได้เข้าใกล้ตัวนายตวันขนาดมัทมาก่อน มัทมีโอกาสขุดคุ้ยอะไรได้เพียบ”
มัทนาเงียบไป ไม่ค่อยรู้สึกเห็นด้วยเท่าไหร่
“มัทดูใจร้ายจังเลย”
“แล้วทีเค้าใจร้ายกับคนอื่นล่ะ มัทจะแคร์อะไร สัมภาษณ์จบคราวนี้ก็คงไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิต”
มัทนาอึ้งไป ใจหายวูบขึ้นมา
“มัทรู้อะไรมามั่งล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ ผมจะช่วยผสมกับเรื่องที่ผมเคยได้ยินมาให้เป็นข้อมูลเสริม”
มัทนางงเล็กน้อย มองหน้าเชน
“คุณเชนไม่ชอบขี้หน้าอะไรคุณตะวันรึเปล่าคะ”
เชนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนปั้นยิ้มจริงใจ
“ผมจะไม่ชอบขี้หน้าเค้าทำไมไม่เคยรู้จักกันเลย ผมแค่อยากหาทางช่วยมัทให้ได้แจ้งเกิด ผมเห็นมัททุ่มเททำงานขนาดนี้ ก็อยากช่วยให้มัทประสบความสำเร็จ”

“ขอบคุณมากค่ะ” มัทนายิ้มบางๆตอบ

ผ่านเวลาซักครู่ เขตต์ตวันกำลังทำอาหารเย็นอยู่ในครัว เอกชัยตามกลิ่นเข้ามา
“หอมจริงโว้ย”
“มาก็ดีแล้ว แกมาทำต่อ ฉันทำ 2 อย่างแล้ว”
“ผัดผักอีกอย่างก็พอมั้ง ผัดสะตอเป็นไง”
“มัทนาจะกินไม่เป็นน่ะสิ”
เอกชัยกระเซ้า
“ห่วงกันจริงนะ”
“เค้าท้องเสียขึ้นมา ไม่ต้องกลับบ้านกลับช่องพอดี ฉันขี้เกียจมานั่งให้สัมภาษณ์ทุกวันนะโว้ยงานการมีทำ” เขตต์ตวันพูดพลางปรุงรสอาหารไป
เอกชัยแอบอมยิ้มแซวเบาๆ ไม่ให้เจ้าตัวได้ยิน
“จริงเร้อ”
“แล้วนักข่าวจอมป่วนของเราไปไหนซะล่ะ เงียบไปเลย”
เอกชัยเตรียมเลือกผัก
“ขอออกไปอ่านนิยายที่ชายหาด”
เขตต์ตวันชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าสงสัย
“ออกไปนานรึยัง”
“ก็ตั้งแต่คุณหมอกลับไป ทำไมเหรอ”
“แน่ใจนะว่าไปอ่านนิยายจริงๆ ฉันได้ยินมีคนโทรเข้ามาหา”
“ป่านนี้แล้วแกยังไม่เลิกระแวงมัทนาอีกเหรอวะ”
“เปล่าระแวง แค่สงสัยเฉยๆ แต่พูดไป ฉันก็ยังติดใจอยู่เรื่องนึงนะ” เขตต์ตวันฉุกคิด หันมองหน้าเอกชัย
“อะไรอีกวะ”
“จำได้มั้ยว่าแฟนมัทนาเคยมาเยี่ยมที่บ้านเรา ซื้อของขวัญวันเกิดให้ด้วย”
“จำได้ ทำไมเหรอ”
“แกว่าเป็นทีมนักข่าวที่รู้กัน หรือแฟนจริงๆ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”
“ฉันออกไปตามดีกว่า”
เขตต์ตวัน สีหน้าตัดสินใจเดินออกไปจากครัว
“เฮ้ยไอ้ปอน ปรุงเสร็จรึยังวะ...ดูมันสิ เดินลิ่วๆไปเลย... ไม่ระแวงแต่แอบหวงเด็กรึเปล่า” เอกชัยมองตามถอนใจส่ายหน้า อดพูดกระเซ้าอย่างขำๆไม่ได้ ก่อนหันไปชิมอาหารที่เขตต์ตวันทำไว้

เขตต์ตวันสวมแว่นกันแดดสีอ่อนพรางตัวเองเล็กน้อย เดินตามหามัทนาออกมาตามชายหาดใกล้ๆ บ้าน เขาหยุดเดินกวาดตามองหา เชนสวมหมวกบังใบหน้ามองมาทางเขตต์ตวัน สีหน้านิ่ง เขาหันหลังมองไปทางเชน ไม่เห็นเชนอยู่ตรงนั้นแล้ว และไม่มีมัทนาที่เขาตามหาอยู่
เขตต์ตวันตัดสินใจเดินตามหาไกลต่อไปอีกหน่อย
เชนเบี่ยงตัวออกมาจากมุมที่ซ่อน มองตามเขตต์ตวันไปด้วยสีหน้าแววตานิ่งๆ อ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่

มัทนาปาดน้ำตาไปมาหลังจากนั่งอ่านนิยายแปลเล่มนั้นอยู่ที่ใต้ร่มไม้ตรงมุมชายหาด เธอมีสีหน้าหงุดหงิดปิดนิยายแรงๆ เธอหงุดหงิดพึมพำบ่นตัวเอง
“เพี้ยนรึเปล่า”
มัทนาปาดน้ำตาอีกที
เสียงเขตต์ตวันบอก
“เธอจะโยนทิ้งทะเลก็ได้ ฉันไม่ว่าหรอก”
มัทนาตกใจเหลือบตามองเขาที่หยุดยืนอยู่ข้างๆ และมองเธอด้วยสายตายิ้มเอ็นดู
“นิยายไม่สนุกรึไง”
“ก็ดีค่ะ แต่คนแต่งสิคะแย่ จบไม่ยุติธรรมเลย นิยายประเทศไหนกันคะ ลงเอยด้วยคนร้ายเสวยสุขมีทั้งเงินทอง ทั้งอำนาจ ส่วนพระเอกไม่ต่างอะไรกับคนจรจัด นังนางเอกก็เหลือเกิน สมองคงเล็กกว่าเม็ดถั่ว ไม่เห็นรึไงว่ามันร้ายกาจขนาดนั้น ก็ยังเลือกมันอีก” มัทนาสีหน้าแค้นใจ อินกับนวนิยายแปลมาก
เขตต์ตวันขำๆ นั่งลงข้างๆ
“ท่าเธอจะอินมาก”
“เดี๋ยวจะกลับไปต่อว่าคุณเอก ซื้อนิยายอะไรมาให้คุณอ่านก็ไม่รู้”
เขตต์ตวันยิ้มหยันน้อยๆ ในสีหน้า
“เธออ่านนิยายชีวิตไม่ใช่เหรอสาวน้อย ฉันว่าเค้าเขียนได้สมจริงร่วมสมัยมากกว่า”
มัทนาเหล่มองเขตต์ตวันเล็กน้อยอย่างไม่เห็นด้วย
เขตต์ตวันสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังกับสิ่งที่ตนพูด
“ไม่มีนางเอกในชีวิตจริงที่ไหนจะทนกัดก้อนเกลือกินอีกแล้วล่ะ หมดยุคนิทานเพ้อฝันแล้วสาวน้อย ไม่มีหรอกซินเดอเรลล่า ขืนไม่ทำมาหากินปากกัดตีนถีบ มัวแต่นอนฝันหวานรอนางฟ้าใจดีมาช่วย มีหวังได้อดตายเหมือนหมาข้างถนน สมัยนี้มันมีแต่แม่มดใจร้าย แล้วหน้าตาก็ไม่ได้น่าเกลียดเหมือนในหนังสือด้วย มีแต่แม่มดสวยเหมือนนางฟ้ากันทั้งนั้น”
“ฉันไม่เถียงคุณหรอก คุณพูดจริงทุกอย่าง โลกความเป็นจริงมันโหดร้าย แต่นี่มันนิยายนะคะ เหลือที่ให้ฉันได้ฝันหวาน เป็นโลกสวยงามบ้างไม่ได้เชียวเหรอ ตามมาทำร้ายกันถึงในจินตนาการ” มัทนา สีหน้าหงุดหงิดเจ็บใจ
เขตต์ตวันยิ้มๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนมือไปซับน้ำตาที่แก้มซึ่งยังไม่แห้งสนิทดีด้วยความเอ็นดู
มัทนาอึ้ง ตาเบิกโตขึ้นเล็กน้อย รู้สึกเขินจนหน้าแดง จนต้องรีบหลบสายตา พูดอะไรไม่ออก ตั้งตัวไม่ทัน
“เมื่อวานฉันเห็นเธออ่านนิยายไปหัวเราะไป วันนี้อ่านอีกเล่มกลับร้องไห้แงๆ”
มัทนาค่อยหายกระอักกระอ่วนใจหน่อย เมื่อเขาเอามือออก
“แหม ก็ฉันเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่ายนี่คะ อารมณ์ศิลปินว่างั้นเถอะ”
เขตต์ตวันกระเซ้า
“นักข่าวอารมณ์ศิลป์”
“จะว่างั้นก็ได้ค่ะ บางทียังเคยนึกครึ้มๆ อยากจะเขียนนิยายบ้างเลยนะคะ หัวเราะร้องไห้กับงานของคนอื่นมาเยอะแล้ว อยากให้คนอื่นได้หัวเราะร้องไห้กับงานของฉันบ้าง”
เขตต์ตวันมองหน้ามัทนา
“แล้วทำไมไม่เขียนล่ะ”
“เขียนไปก็ไม่มีใครอยากอ่านหรอกค่ะ”
“ยังไม่ทันจะเริ่มเลยก็ดูถูกตัวเองซะแล้ว ตอนแรกฉันก็คิดว่าตัวเองแสดงหนังไม่ได้เหมือนกัน แต่พอลองดูถึงได้รู้ว่าพอถูๆไถๆ ไปได้”
“ได้รางวัลการันตี นักวิจารณ์ชมกันทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนั้น ไม่ใช่แค่แสดงได้พอถูๆไถๆหรอกค่ะ”

“นั่นไง เธอไม่มีทางรู้หรอกนะว่าเธอทำอะไรได้บ้าง ถ้าเธอไม่ลองทำมันซะก่อน”

มัทนามองหน้าเขตต์ตวัน ยิ้มออกมาอย่างมีแรงผลักดัน
“งั้นเขียนคืนนี้เลย”
“ขออ่านคนแรก”
“จะเอาไว้ขำล่ะสิ”
เขตต์ตวันยิ้มก่อนพูดและลุกเดินนำไป
“ไป กลับกันเถอะ ป่านนี้เจ้าเอกทำกับข้าวเสร็จแล้ว”
มัทนาลุกตามรีบเดินตามประกบข้างๆ ทั้งคู่เดินกลับบ้านพักของเขตต์ตวันในขณะบรรยากาศดีๆเป็นใจ มัทนาเหลือบตามองที่มือของตน ขณะที่มือของเขตต์ตวันเดินเหวี่ยงเฉียดกันไปเฉียดกันมา
มัทนาแอบคิดทะเล้นๆ
“ถ้าได้จับมือกัน คงโรแมนติกน่าดู”
มัทนาแอบอมยิ้มฝันๆ กับอารมณ์ขี้เล่นของตัวเอง เขตต์ตวันหยุดเดินหันมอง
“ยังเจ็บขาอยู่รึเปล่า”
มัทนาแอบมีสีหน้าเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
เขตต์ตวันค่อยๆ ยื่นมือมาจับมือมัทนาเอาไว้ เธอวูบวาบหายใจไม่ทั่วท้อง เขินจนหน้าแดง พูดอะไรไม่ออก เขาไม่ได้พูดระหว่างจูงมือมัทนากลับบ้าน
มัทนากระชับจับมือตวันไว้แน่น เดินกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้จับมือพระเอกในดวงใจกลับบ้านไปอย่าง
ไม่ยอมปล่อย
ทั้งคู่เดินจูงมือกันเดินเลาะชายหาดกลับไปยังบ้านพัก ยามพระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะตกลับผืนน้ำทะเล

ผ่านเวลาเล็กน้อย เอกชัยเดินไปเดินมาทางประตูทางออกไปชายหาดด้านข้างบ้าน เอกชัยชะเง้อมองไปทางชายหาดด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วง
เอกชัยมีสีหน้าโล่งใจรีบไปเปิดประตูรับ เขตต์ตวันและมัทนารีบปล่อยมือออกจากกัน เอกชัยช่วยจับมือมัทนาประคองเดินกลับเข้าบ้านมา
“ขอบคุณค่ะคุณเอก”
มัทนาเดินไปนั่งพัก เอกชัยจ้องหน้าเขตต์ตวัน
“หายไปซะนาน เล่นเอาเป็นห่วง กลัวจะโดนไอ้...”
เขตต์ตวันกระแอมเตือนเล็กน้อย มัทนาทำมองไปทางอื่นไม่สนใจ เธอลุกเดินไปดูไม้เลื้อยที่กระถางดินเผาที่ห้อยโชว์อยู่ เอกชัยรีบแก้กลบเกลื่อน
“ใครมาดักฟาดหัว ลากเข้าข้างทางไปซะแล้ว”
“มันไม่กล้าหรอก ไอ้คนขี้ขลาดพรรค์นั้น”
เอกชัยไม่เห็นด้วย
“แกไม่รู้เหรอะ ว่าพวกขี้ขลาดยิ่งน่ากลัว คนกล้ายังสู้กันซึ่งๆหน้า แต่คนขลาดอย่างมันวิธีไหนก็ได้ที่ทำให้มันได้สิ่งที่ต้องการ”
“อย่าบ่นเป็นพ่อแก่ไปหน่อยเลย นายก็รู้ ว่าฉันระวังตัวดี” เขตต์ตวันตบบ่าเอกชัย
“เออ เก่งให้ตลอดเถอะ” เอกชัยถอนใจส่ายหน้าเดินนำกลับเข้าบ้านไป
เขตต์ตวันหันมองหามัทนาที่กำลังดูดอกไม้เลื้อยอยู่ เขาเดินเข้าไปหา มัทนาหันมายิ้มให้
“ฉันอยู่ที่นี่จนได้เห็นมันออกดอกเลยนะคะ”
เขตต์ตวันยิ้มบอก
“เชื่อมั้ยกระถางดินเผาพวกนี้ เด็กรุ่นโตหน่อยที่วัดเป็นคนทำ”
“จริงเหรอคะ ทุกใบในบ้านคุณเลยรึเปล่า” มัทนาตื่นเต้นพลางกวาดตามองหาไปทั่วๆ
“ถ้าไซส์นี้ใช่หมด”
มัทนาเดินดูกระถางแทนต้นไม้ซะแล้ว เขตต์ตวันเดินตามแล้วพูดต่อ
“ผมจ้างครูไปสอน เด็กๆ จะได้มีวิชาชีพติดตัว ออกไปจากวัด จะได้ไม่อดตาย”
มัทนาหันมายิ้มชื่นชม
“ฉันเห็นเด็กของหลวงพ่อเลี้ยงไก่เลี้ยงวัวกันด้วย ความคิดคุณใช่มั้ยคะ”
เขตต์ตวันเดินนำไปนั่งพร้อมพูด
“ใช่ครับ ไก่ให้ไข่ทุกวัน วัวให้น้ำนม แต่พวกเด็กๆ ต้องรู้จักหาข้าวเปลือกกับหญ้าให้มันกินอย่างดี มีคนมาสอนให้รู้จักรีดนม เด็กๆก็มีความสุขดีที่ได้ทำงาน”
“ค่ะ ฉันเห็นแล้ว หลวงพ่อจำรูญท่านพาเดินชมทั่ววัดเลย”
มัทนายิ้มแย้มด้วยความรู้สึกประทับใจ
“เธอโชคดีนะ นักข่าวคนก่อนที่ไปด้อมๆมองๆที่วัด ท่านไล่ออกจากวัดตั้งแต่มันพล่ามยังไม่ทันจบ”
มัทนายิ้มๆ เดินไปนั่งด้วย
“ท่าทางตอนเด็กๆ คุณคงเฮี้ยวไม่เบา”
เขตต์ตวันยิ้มๆก่อนสีหน้าจะขรึมลงและเศร้าสลดอย่างเห็นได้ชัด
“ก็เอาเรื่องอยู่ เพราะสถานที่ที่ผมเกิดและโตมา มันไม่ใช่ที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงเด็กเลย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง”
“คุณหมายถึงน้องสาวตัวน้อยที่ชื่อว่า ป่าน ใช่มั้ยคะ … ตอนนี้เธออยู่ไหนคะ ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือว่าแต่งงานไปแล้ว”
เขาสีหน้าเศร้า
“เธอเสียไปแล้วล่ะ”
มัทนาจ๋อยไปเล็กน้อย
“เสียใจด้วยนะคะ”
“ป่านตายตั้งแต่ฉันยังไม่เข้าสู่วงการแสดง”
“เธอเป็นอะไรตายเหรอคะ ป่วยไข้ หรือ อุบัติเหตุ”
เขตต์ตวันหน้าซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

ในอดีต เวลากลางวัน ภายในห้องพักเล็กๆ ตอนนั้น เขาอายุ 23 ปี ส่วนป่านอยู่ในวัย 19 ปี ป่านหน้าตาซีดเซียวด้วยอาการป่วย นั่งเหม่อๆ อยู่บนเตียง สายตามองไปนอกหน้าต่าง
“พี่ปอน ป่านอยากไปเดินเล่นในสวน”
เสียงเขตต์ตวันนำมาก่อนตัว
“รู้แล้วจ้ะ”
ตอนนั้น เขตต์ตวันเริ่มทำงานหลังเรียนจบใหม่ๆ และยังไม่ได้เข้าสู่วงการหนัง เขาเข้ามาหาป่านพร้อมรองเท้าผ้าใบ
“เปลี่ยนรองเท้าก่อนนะ”
ป่านพยักหน้ารับ ชะเง้อคอมองไปนอกหน้าต่างห้องพัก

เขตต์ตวันบรรจงใส่รองเท้าให้ป่านทีละข้าง
“ไข้หวัดเดี๋ยวนี้เชื้อมันแรงจริงๆ หายยากหายเย็น”
ไม่มีเสียงตอบอะไรจากป่าน เขตต์ตวันใส่รองเท้าอีกข้างให้น้องสาว
“ไปแป๊บเดียวนะ ป่านยังไม่หายดี โดนลมแรง ไม่ดีหรอก เสร็จแล้วจ้ะ ไปกันได้”
หลังใส่รองเท้าเสร็จ เขตต์ตวันยิ้มแย้มพร้อมเงยหน้าขึ้นมองน้องสาว เขาตกใจมากเมื่อเห็นป่านนั่งคอพับ ขาดลมหายใจไปแล้ว
“ป่าน ป่านเป็นอะไร”
เขตต์ตวันเข้าไปประคอง ป่านล้มพับมาทั้งตัว เขากอดน้องสาวไว้แน่น ร้องไห้โฮ

“ป่าน ป่าน”

มายาตวัน ตอนที่ 5 (ต่อ)

เขตต์ตวันตาแดงๆ เล่าเรื่องราว ก้มหน้ามองพื้นดินแทน ส่วนมัทนา ได้แต่ซับน้ำตาของตัวเองอยู่ไปมา น้ำเสียงเล่าของเขาเจ็บช้ำ สั่นเครือ มีขาดหายเป็นช่วงๆ เพราะความสะเทือนใจแห่งความสูญเสีย
“ป่านเป็นนิวมอเนีย”
มัทนาเหลือบมองเขตต์ตวัน
“ตอนแรกก็ดูคล้ายไข้หวัดธรรมดา เราไม่ค่อยมีเงินก็เลยรักษากันเอง ตามมีตามเกิด ป่านก็ไปปุบปับแบบไม่ให้ทันตั้งตัวกันเลย”
มัทนาชำเลืองมองสัมผัสความรู้สึกได้ น้ำตาเอ่อท่วมขึ้นมาอีก
เขตต์ตวันน้ำตารื้นท่วมตา เงยหน้ามองฟ้าเพื่อกักไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“ร่างกายป่านอ่อนแอมาก การมีชีวิตอยู่ดูยากเกินไปสำหรับแก...” เขตต์ตวันพูดแค่นั้นก็เงียบไป ลำคอตีบตันพูดไม่ออก
มัทนาน้ำตายังไหล จนต้องยกแขนเสื้อขึ้นซับ
“ไม่เอาแล้ว คุยเรื่องอื่นดีกว่าเน๊อะ”
เขตต์ตวันสูดหายใจลึกสะกดอารมณ์เอาไว้ ก้มหน้ามองพื้นแต่ยังพูดต่อ
“ป่านมีชื่อจริงว่า จันทิรา”
มัทนาอึ้งไปเล็กน้อย เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในใจ
“ป่านฝันเอาไว้ว่า อยากมีร้านเสื้อสวยๆ เป็นของตัวเอง อยากออกแบบเสื้อผ้า อยากเห็นทุกคนได้แต่งตัวสวยๆ ราคาเอื้อมถึง ฉันพยายามทุกอย่างที่จะสานความฝันของป่านให้เป็นจริง...แต่เสียดาย ฉันมันไม่เอาไหน แค่นี้ก็ทำให้น้องเห็นไม่ได้” เขตต์ตวันเสียงสั่นเครือ พูดต่อไม่ออก ก้มหน้านิ่ง
มัทนาพูดทั้งน้ำตาคลอ เสียงสั่น เผลออินไปตามเรื่องที่เขาเล่า
“ไม่จริงเลยค่ะ คุณป่านคงเสียใจที่คุณคิดแบบนี้ จะมีซักกี่คนที่ทุ่มเทให้คนที่ตายไปแล้วได้มาขนาดคุณ คุณเป็นพี่ชายที่วิเศษที่สุด”
เขตต์ตวันชำเลืองมองหน้ามัทนาที่น้ำตาไหลออกมา พยายามกลั้นสะอื้นไว้
มัทนาพูดเบะทั้งน้ำตา
“คุณป่านเห็นจากบนสวรรค์แล้วล่ะค่ะ เธอต้องภูมิใจมากที่สุดที่คุณไม่เคยลืมเธอเลย...คุณป่านน่าอิจฉาที่สุดที่มีพี่ชายแบบคุณ วันนี้ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ร้องไห้อยู่ได้ บ้าจริงๆ เลย สงสัยต้องเป็นนิยายของคุณเอกแน่ๆ” มัทนายิ่งพูดก็ยิ่งร้องไห้ไม่หยุด
เขาดึงเธอมาสวมกอดเอาไว้
“ขอบใจมากนะ”
มัทนายิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดเขตต์ตวันไว้แน่น เขายิ้มทั้งน้ำตาคลอๆ เลื่อนมือไปขยี้หัวมัทนา
“ไม่ขี้แยสิครับสาวน้อย คนเก่ง”
ยิ่งปลอบมัทนาก็ยิ่งร้องไห้ เอกชัยเดินบ่นออกมาตามทั้งคู่
“จะกินข้าวกันมั้ยเนี่ย”
เอกชัยชะงักไปกับภาพที่เห็น เขารีบหลบมุมทันที เพราะกลัวว่า สองคนจะอาย... เอกชัยแอบมองด้วยสีหน้าติดใจสงสัยมากขึ้นทุกที
มัทนาผละตัวออก ขอร้องยกมือไหว้ทั้งน้ำตาซึม
“ขอฉันเขียนเรื่องนี้ประกอบบทสัมภาษณ์ได้มั้ยคะ มันประทับใจจนฉันอดใจไม่ไหวแล้ว ฉันอยากให้คนมองเห็นคุณอีกด้านอย่างที่ฉันเห็น อนุญาตให้ฉันบอกกับทุกคนให้รู้ว่า แบรนด์ตวันมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่เสื้อผ้าแฟชั่นสวยๆ นะคะคุณปอน”
เขตต์ตวันมองหน้ามัทนานิ่งๆ
“ป่าน คงมีความสุขมาก ที่คนซื้อเสื้อตวันไปใส่แล้วนึกถึงป่าน
“ขอบคุณมากค่ะ” มัทนาน้ำตาไหลด้วยความดีใจ
เขายิ้มบางๆ ขยี้หัวมัทนาไปมาด้วยความเอ็นดู

เวลาหัวค่ำ ที่ห้องทำงานของไชยวัฒน์ สยามสาร โทรศัพท์ข้างตัวดังขัดขึ้น ขณะที่ไชยวัฒน์กำลังตรวจต้นฉบับ เขายกหูรับ
“สวัสดีคร๊าบ”
มัทนาเสียงใส
“บอกอคะ”
ไชยวัฒน์สวนกลับทันทีที่ได้ยินเสียง
“มัทนา หายหัวไปไหนมา”
“จำเสียงแม่นจริงนะคะ เพิ่งพูดได้ 2 คำเอง”
“ขอแค่เปล่งเสียงมาแค่พยางค์เดียวก็จำได้จ้ะ ไม่งั้นจะได้สมญาว่า บ.ก.หูหมาเหรอะ”
มัทนาหัวเราะชอบใจอยู่ที่เก้าอี้ทำงานในห้องพักแขก หันหลังให้ประตูห้อง
“บอกอหูทิพย์ดีกว่ามั้ยคะ”
“อะไรก็ช่างเถอะ หายเงียบไปไหนมา เป็นไงมั่ง”
มัทนายิ้มมองเสื้อผ้าตัวเอง
“สบายดีแล้วค่ะบอกอ ช่วงนี้ได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ แบรนด์ตวันทุกวันเลยค่ะ”
ไชยวัฒน์ส่งเสียงดุๆเล็กน้อย
“นี่ แล้วทำไมติดต่อไม่ได้เลย”
“ช่วงที่ติดต่อไม่ได้ งานคืบหน้าเยอะนะคะบอกอ มัทได้สัมภาษณ์คุณตวันแล้วนะคะ”
ภายในห้องทำงาน ไชยวัฒน์แสดงสีหน้าดีใจมาก
“จริงเหรอะ เก่งจริงๆ มัทนา ไม่เสียแรงป๋าดัน รู้มั้ยว่าเธอเป็นนักข่าวคนแรกที่ได้สัมภาษณ์พ่อฉลามร้ายเลยนะ นักข่าวดังๆยังทำไม่ได้เลย ไม่น่าเชื่อว่าสาวน้อยของสยามสารกลับทำให้พ่อพระเอกในความมืดของเรายอมเปิดปากได้”
มัทนายิ้มปลื้มใจที่ไชยวัฒน์ชม
“คิดตั้งคำถามดีๆ เอาไว้ มีเวลายังงี้ วางโครงเรื่องไว้เลยว่าจะนำเสนอยังไง”
มัทนาสีหน้ากังวลๆ
“แล้วเรื่องเอกสารเกี่ยวกับคดีเมื่อ 2 ปีก่อนล่ะคะ”
ไชยวัฒน์ถอนใจออกมา
“ยังไม่ได้รับเลย ไม่รู้ว่าจะเหลวรึเปล่า เอาเป็นว่าถ้าผมได้มาเมื่อไหร่จะรีบส่งไปให้เร็วที่สุดก็แล้วกันเผื่อจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง”
มัทนาสีหน้าลังเล ไม่สบายใจนัก
“บอกอคะ คือ มัทอยากทราบว่า มันจำเป็นรึเปล่าคะที่เราต้องเสนอเรื่องเกี่ยวกับคดีเมื่อ 2 ปีก่อนด้วย”
มัทนาลุ้นกับคำตอบที่จะได้รับ เพราะจริงๆ เธอไม่อยากขุดคุ้ยเรื่องนี้แล้ว
ไชยวัฒน์สีหน้าใช้ความคิด
“มันก็น่าจะกล่าวถึงบ้าง แต่ก็ขึ้นกับพระเอกของคุณด้วยแหละว่าจะยอมพูดรึเปล่า ถ้าพูดก็เอามาล้อมกรอบก็ได้ เขียนถึงนิดหน่อยก็ดี แต่ถ้ามัทไม่อยากเขียนผมก็ไม่ว่าอะไร เอาเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ดีกว่า”
มัทนายิ้มขำออกมาอย่างสบายใจ
“ได้ยินยังงี้ค่อยสบายใจขึ้นหน่อยพาดหัวข่าวว่า กลยุทธ์ดักฉลามเป็นไงคะบอกอ”
เขตต์ตวันเปิดประตูเข้าห้องมาเบาๆ ได้ยินพอดี มัทนาไม่รู้ตัว
“กับดักหักครีบฉลามก็เก๋ดีนะ โชคดีนะมัทนา ฝากความคิดถึงไปถึงพระเอกของเธอด้วยนะ”

“เดี๋ยวค่ะบ.ก. เรียกให้ถูกหน่อยนะคะ เค้าไม่ใช่พระเอกของมัท”

เขตต์ตวันยืนกอดอกจ้องมองมาทางมัทนานิ่งๆ
“พูดยังงี้เดี๋ยวบรรดานางแบบนอนแบ็บทั้งหลายของเค้าก็มารุมกินโต๊ะมัทพอดีหรอกค่ะ … ค่ะ มัทจะรีบกลับไปทวงรางวัลนะคะบอกอ”
มัทนากดตัดสาย หันมาก็ตกใจแทบช็อกที่เห็นเขตต์ตวันยืนอยู่ เขากระเซ้า
“เพิ่งรู้นะว่าสมญาฉลามร้าย ฉันได้มาจากไหน”
มัทนาทำหน้าแหย รีบลุกขึ้นยืน
“คุณปอนเข้ามานานแล้วเหรอคะ ได้ยินอะไรมั่งคะ”
เขตต์ตวันไม่ตอบแต่เปลี่ยนเรื่องคุย
“ฉันคิดงานไม่ค่อยออก เธอมีอะไรจะสัมภาษณ์ฉันอีกมั้ย”
มัทนาตื่นเต้น ดีใจมาก
“มีค่ะ มีเยอะแยะไปหมดเลย”
“ฉันรอที่ห้องรับแขก มีเวลาให้ไม่มากนักนะ”
เขาเดินนำออกไปก่อน
มัทนาตื่นเต้นดีใจ
“ค่ะๆ ฉันจะตามลงไปเดี๋ยวนี้เลย”
มัทนาจะรีบร้อนไปหยิบของสะดุดขาเก้าอี้ หน้าคว่ำ ร้องเสียหลง

ภายในห้องกาแฟ มีคณากดน้ำร้อนใส่แก้วกาแฟแล้วยกไป เธอหนีบโทรศัพท์เข้าหูคุยกับสาระวารีอยู่
“ฉันก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเธอหรอกวารี ใครจะไปคิดว่า ตาสารวัตรที่เจอฉันฟาดสองครั้งซ้อนจะเป็นคนเดียวกัน”
มีคณานั่งลงพร้อมคนกาแฟในถ้วย
“แล้วงานแฟชั่นโชว์คืนก่อนราบรื่นดีมั้ย”
“ก็โอนะ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หรือมัวแต่อายตาสารวัตรนั่นอยู่ก็ไม่รู้ รู้สึกหน้าแตกอย่างแรง”
“เค้าชื่ออะไรเหรอ”
“จะไปอยากรู้จักชื่อเค้าทำไมล่ะ”
มีครษตัดบท เปลี่ยนเรื่อง
“แล้วโทรหามัทรึยัง น้องได้โทรศัพท์คืนแล้วนะ นายตวันยึดไป”
“ยัง...งอน ไม่โทรมาก่อนก็ไม่โทรไปหรอก”
“ประสาท แค่นี้แหละไปทำงานต่อแล้ว”
มีคณาฟังเพื่อนก่อนรีบปฏิเสธ
“พอเลย ขออย่าต้องวนมาเจอกันอีกเลย ย่ะ”
มีคณากดตัดสายไป ยกถ้วยกาแฟจะออกไปจากห้อง นักข่าวรุ่นน้องเดินเข้ามาหาและส่งของให้
“พี่มี่คะ มีเมสเซนเจอร์เอามาฝากให้พี่ค่ะ”
มีคณารับไว้
“จากไหนเหรอะ”
“กบก็ไม่ทันได้ถามน่ะค่ะ พอดียุ่งๆ อยู่”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ขอบใจมากนะ”
มีคณาวางถ้วยกาแฟลง แกะซองออกดูพบว่าเป็นรูปถ่ายจำนวนหนึ่ง เธอคลี่ออกดูภาพต่างๆ แล้วยิ้มพอใจ เธอพบว่ามีซองจดหมายแนบมาด้วยอีกซองหนึ่ง เธอเก็บรูปทั้งหมดเข้าซอง แล้วนั่งลงอ่านจดหมายอย่างอยากรู้
“เห็นคุณรีบออกจากงาน เลยเก็บภาพที่คุณคงไม่มีมาฝากเผื่อจะได้ใช้งาน” มีคณาเผลอยิ้มออกมา
เสียงหิรัณย์เข้ามาแทนการอ่านจดหมาย...
“ถึงงานจะวุ่นวายไปหน่อย แต่ผลออกมาคุ้มค่าจริงๆ นะครับ ถ้าอยากตามเรื่องต่อว่า ทางหน่วยงานของเราจะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง โทรหาผมนะครับตำรวจยินดีบริการประชาชนเสมอ”
มีคณาเบ้ปาก พึมพำขึ้นทันทีที่อ่านข้อความจบ
“อยากรู้นักว่าถ้าฉันไม่ใช่นักข่าว จะยินดีบริการขนาดนี้รึเปล่า”
มีคณาเหยียดปากหมั่นไส้เล็กน้อย

ในอดีต … บริเวณวัด พระรุ่นๆ กับสามเณร ช่วยกันลากเขตต์ตวันในวัยเด็กที่เนื้อตัวเลอะเทอะมอมแมมไปอาบน้ำ เขาร้องโวยวาย
“ปล่อยกู กูไม่อาบน้ำ”
เอกชัยและเพื่อนเด็กวัดเดินตามหัวเราะชอบใจ เขตต์ตวันพาล ยกขาเตะใส่เพื่อนๆ
“หัวเราะอะไรกู”
สามเณรลากตวันไปที่ตุ่มน้ำแล้วตักน้ำราด เขตต์ตวันดิ้นพราดๆ เหมือนหมาโดนน้ำ
“แก๊งหัวเกรียน ปล่อยกูนะ ไอ้...”
เขตต์ตวันจะอ้าปากด่าหยาบคาย สามเณรสาดน้ำเข้าปากเขาจนสำลักพูดไม่ได้ เมื่อตั้งตัวได้ เขาจะอ้าปากด่าต่อ หลวงพ่อเดินหน้าดุออกมาซะก่อน เขตต์ตวันหน้าแหยไป
“พูดจาหยาบคายนักนะไอ้ปอน”
เขาเงียบกริบด้วยความกลัว
“เอาสบู่มานี่”
สามเณรเอาสบู่มาให้หลวงพ่อ
หลวงพ่อเอาสบู่ทั้งก้อนมาถูปาก
“พูดจาหยาบคาย ด่าพ่อล่อแม่ดีนัก ต้องล้างปากให้สะอาด”
เขตต์ตวันพยายามเม้มปากแน่นแต่ก็กินฟองสบู่ไปหลายอึก
เขตต์ตวันยืนกอดอกให้หลวงพ่อฟาดก้นด้วยไม้มะยม อยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อหลังจากอาบน้ำเรียบร้อย
“ทีหลังจะพูดจาหยาบคายอีกมั้ย”
เขตต์ตวันร้องไห้
“ไม่แล้วครับหลวงพ่อ”
“ไม่ได้ยิน”
หลวงพ่อฟาดอีก
“โอ๊ย...ไม่แล้วครับ”
หลวงพ่อลงไม้มะยมลง หยุดฟาด
“ถึงแกจะเป็นเด็กวัดก็พูดจาสุภาพแบบลูกผู้ดีได้เด็กที่พูดจาไพเราะมีแต่คนเอ็นดูคนชื่นชม เข้าใจมั้ยเจ้าปอน”
เขตต์ตวันยกมือไหว้
“ครับหลวงพ่อ”
“ต่อไปอย่าให้พ่อได้ยินคำหยาบคายด่าทอส่อเสียดจากปากแกอีกนะ เจ้าปอน”
“ครับหลวงพ่อ”

มัทนาได้ฟังเรื่องราวก็หัวเราะชอบใจ
“คุณนี่เฮี้ยวใช่ย่อยนะคะ”
มัทนาสวมใส่ชุดใหม่ ตอนบ่ายของวันต่อมา เธฮกำลังฟังเรื่องราวที่อัดสัมภาษณ์มาเมื่อหัวค่ำวาน เธอยิ้มๆ พร้อมจดโน้ตไปว่าจะเขียนอะไรมั่งเป็นไกด์ไป
“ที่มาของชื่อปอน เพราะคุณซกม๊กนี่เอง”

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”

ย้อนกลับไปหัวค่ำเมื่อวาน มัทนาและเขตต์ตวันนั่งคุยสัมภาษณ์กันที่โซฟารับแขก เครื่องอัดสัมภาษณ์เดินเครื่องต่อเนื่อง ทั้งคู่มีท่าทางผ่อนคลายขึ้นเยอะ เพราะความไว้วางใจที่มีให้กันมากขึ้น
เขาเล่าถึงตัวเองวัยเด็ก
“ตอนเล็กๆ ผมเป็นเด็กที่แต่งตัวปอนๆ มอซอที่สุดในวัด เนื้อตัวดำปิ๊ดปี๋ มีแต่ขี้ไคล น้ำท่าไม่ยอมอาบ ก็ยอมรับ ผมเฮี้ยวสุดเดชอย่างที่คุณคิด ถูกพระรุ่นๆ จับอาบน้ำเมื่อไหร่เป็นด่าไฟแลบ ด่าแบบพระเณรทั้งวัดสะดุ้งเลยล่ะ” เขตต์ตวันมองขำตัวเอง
“ตลกจังเลย ทำไมเด็กๆ คุณถึงไม่ชอบอาบน้ำล่ะคะ”
เขตต์ตวันหน้าขรึมลงบอก
“เพราะผมขาวผิดเพื่อนในวัดไงครับ ผมรักที่จะทำตัวคลุกฝุ่นมากกว่า เพราะคิดว่าถ้าดินโคลนมันจับให้ตัวดำๆ ผมอาจจะไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่นในวัดมากนัก”
มัทนาฟังเขาเล่าแล้วก็ขรึมลงอย่างคิดตาม เขตต์ตะวันมีสีหน้าย้อนนึก

ในอดีต เด็กชายตวันนั่งพับเพียบต่อหน้าหลวงพ่อในกุฏิ
“ก็ได้หลวงพ่อท่านอีกนั่นล่ะ ที่จับผมมานั่งฟังท่านอบรมสั่งสอนในกุฏิ”
“เจ้าปอน...รูปธรรมเป็นสิ่งที่ติดตัวเจ้ามาแต่เกิด เอ็งขาวผิดแม่ ผิดน้อง ผิดเพื่อน ไม่เห็นจะต้องอายขนาดเอาฝุ่นเอาดินมาพอกตัวให้สกปรกเลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้หรอกเจ้าปอน แต่จิตใจคนเรานี่สิเป็นนามธรรม เปลี่ยนไปตามการกระทำและความคิดของเรา”
เด็กชายเขตต์ตวันคิดตามแล้วก้มกราบหลวงพ่อ

มัทนามองด้วยสีหน้าเห็นใจ
“คุณคงโดนล้อมากกว่าแค่ผิวขาว แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะคะ”
เขตต์ตวันถอนใจออกมา
“ใช่ ฉันโดนล้อเลียนว่าลูกโสเภณีไม่มีพ่อ”
“แรงจังเลย เด็กพวกนั้นปากร้ายน่าจับมาตีที่สุด”
“แต่ทุกคนก็แสดงออกด้วยความจริงใจนะ”
มัทนางง
“ด่าอย่างจริงใจงั้นเหรอคะ”
“ใช่ ล้อล้อจริง เล่นเล่นจริง แค้นไม่นานก็หาย”
เขตต์ตวันสีหน้าเริ่มนิ่ง แล้วพูดต่อ
“ผิดกับสมัยนี้ ปากประกาศปาวๆต่อหน้าว่าชื่นชม แต่เผลอจ้วงแทงข้างหลังไม่นับ”
มัทนาแอบจ๋อย เพราะรู้ว่า เขาแขวะนักข่าว เขาแววตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
“ต่อหน้ามันคือเพื่อนที่แสนดี ใจมันสิไม่ต่างจากสัตว์นรกที่คอยเล่นงานเราตลอดเวลา กลายเป็นอาฆาตพยาบาทกันไม่เลิก”
เขตต์ตวันมีสีหน้าแววตาเจ็บแค้นอย่างที่สุด มัทนาสีหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่า เขตต์ตวันพูดถึงใครกันแน่!

เหตุการณ์ก่อนที่จะออกจากวงการบันเทิง ที่แผงหนังสือ มีหนังสือข่าวกอสซิปดาราลงรูปภาพข่าวที่เขตต์ตวันย่องเข้าคอนโดยุพินเป็นช็อตๆ รวมถึงภาพยุพินเปิดประตูรับเขาเข้าห้องไป... มันเป็นภาพเดียวกันทุกเล่มเหมือนถูกส่งมาจากต้นตอเดียวกัน
พาดหัวข่าวประมาณ...เขตต์ตวันดีแตกหิ้วสาวขึ้นคอนโดฯ, เขตต์ตวันซ่อนกิ๊ก เผยโฉมหน้าแฟนสาวพระเอกสุดฮ็อต, เขตต์ตวันหื่นกลางดึกดอดเข้าคอนโดฯ สาว

วันรุ่งขึ้น ตำรวจกรูมาที่หน้าห้องพักยุพินแล้วถีบประตูจนห้องพังและเปิดเข้ามา เขตต์ตวันหันไปมองสีหน้าตกใจ ในมือถือมีดเปื้อนเลือดไว้ มีศพยุพินนอนตายอยู่บนเตียงทางด้านหลัง
ตำรวจพูดเสียงดุ ดัง
“ยกมือขึ้น”
เขตต์ตวันตกใจรีบยกมือขึ้น
“โยนอาวุธมาข้างหน้า” ตำรวจสั่ง
เขตต์ตวันทำตามอย่างว่าง่าย ตำรวจเข้ามาจับกุมตัวเขาทันที

เขตต์ตวันสีหน้าโกรธขึ้ง ดุร้าย ตบโต๊ะดังโครม จนมัทนาสะดุ้งโหยง พูดเสียงดังกระโชก
“ฉันไม่ให้สัมภาณ์เรื่องฆาตกรรมเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
เขาจ้องหน้าเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มัทนาตกใจกลัว พูดละล่ำละลัก
“ค่ะ มัทยังไม่ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยนะคะ”
เขตต์ตวันค่อยตั้งสติได้
“ขอโทษ วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
เขตต์ลุกเดินออกไป มัทนามองตามอย่างอึ้งปนงง

มัทนากดหยุดเครื่องอัดสัมภาษณ์เอาไว้ มีสีหน้าคลางแคลงใจ ใช้ความคิด เธอเงยหน้าจากเครื่องอัดเสียงขึ้นมาพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่สบายใจ

เวลาเย็น มัทนาเดินลงมาที่โถงบ้าน ไม่มีใครอยู่เลยซักคน
“เงียบจังเลย”
เอกชัยเดินถือตระกร้าหวายใบย่อมออกมาจากทางครัว แล้วส่งตระกร้าหวายให้
“อ้าว มัท มาพอดีเลย อ้ะ”
มัทนางง
“ให้มัททำไมคะ”
เอกชัยจับตะกร้าหวายยัดใส่มือมัทนา
“ถือแล้วเดินไปที่สนามหลังบ้าน เดี๋ยวก็รู้เอง”
เอกชัยเดินกลับไปทางครัว เธอมองตระกร้าหวายในมืออย่างงงๆ ก่อนเดินออกจากบ้านไปทางสนามหลังบ้านตามที่เอกชัยสั่ง

มัทนาเดินถือตระกร้ามาทางหลังบ้าน เขตต์ตวันกำลังเด็ดใบไม้อะไรบางอย่างใส่มือ มัทนาเดินเข้าไปหาพร้อมยื่นตระกร้าให้ เขาหันมองแล้วเอาใบไม้ในมือใส่ตระกร้า
“เจ้าเอกใช้มาล่ะสิ”
“ค่ะ”
“รู้จักมั้ยนี่ต้นอะไร”
มัทนาส่ายหน้า
“ต้นเล็บครุฑ ช่วยฉันเด็ดใบใส่ตระกร้าหน่อย เลือกเอาที่ไม่แก่จัดหรืออ่อนมากเกินไปนะ”
เขตต์ตวันเด็ดใบหนึ่งให้ดูเป็นตัวอย่าง
“ประมาณนี้”
“เอาไปทำอะไรคะ”
“ชุบแป้งทอดกิน”
มัทนาแปลกใจถาม
“กินได้ด้วยเหรอคะ”
“อร่อยด้วย เดี๋ยวลองชิมดูสิ ชุบแป้งทอดกรอบๆ กินกับน้ำพริกกะปิ รับรองว่าเธอติดใจแน่”
มัทนาเด็ดใบหนึ่งมา
เขตต์ตวันเหลือบตาเห็น
“แก่ไป ขึ้นกระแล้วเห็นมั้ย”
เขาหยิบใบในมือมัทนาทิ้งพื้นไป มัทนาเลือกเก็บใบใหม่ใส่ตระกร้าไป ทั้งคู่ช่วยกันเด็ดใบเล็บครุฑไปคุยไป
“เธอทำกับข้าวอะไรเป็นมั่ง”
มัทนาหัวเราะแหะๆ
“เป็นเยอะ แต่กินไม่ได้ ต้องเททิ้งหมด”
เขตต์ตวันขำๆ
“ฉันมันแนวผู้ใช้แรงงานมากกว่าเป็นเชฟกระทะเหล็กงานจำพวกคนข้าวต้มในหม้อ สับหัวไช้โป๊ว วิ่งเด็ดพริก เด็ดโหระพายังเงี้ย งานหลักของฉัน”
“เหมือนที่เด็ดใบเล็บครุฑอยู่นี่ไง” เขตต์ตวันเหลือบมองในตระกร้าแล้วเลือกหยิบใบที่มัทนาเด็ดแล้วไม่ใช่ออกทิ้ง มัทนาเหล่ๆมองเขาเล็กน้อย ก่อนพูดต่ออย่างนึกได้
“แต่ฉันตำน้ำพริกให้คุณได้นะ แม่เคยชมว่าฉันตำน้ำพริกอร่อย”
เขตต์ตวันยิ้มหันมองมัทนา
“น้ำพริกนี่อร่อยตรงที่คนตำหรอกเหรอะ ฉันเพิ่งจะรู้ นึกว่าอยู่ที่สัดส่วนของเครื่องซะอีก”
เขตต์ตวันขำกลั้วๆ ก่อนเด็ดใบต่อ มัทนาเหล่มองอย่างเคืองๆ
“ไอ้เครื่องก็ส่วนหนึ่งค่ะ แต่การตำอย่างรู้จังหวะก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน”
เขตต์ตวันหลุดหัวเราะพรืดออกมา ก่อนจะสะกดเอาไว้
“ขอโทษ”
มัทนาเหล่มองตาขวาง
“ขำอะไรนักหนาคะ”
“ก็ขำตรงตำอย่างรู้จังหวะน่ะสิ”
มัทนาชักเคือง
“มันอร่อยจริงๆนะ”
เขตต์ตวันยังอดขำต่อ ก้มหน้าก้มตาเด็ดใบไม้ไป แต่ยังแอบอมยิ้มไม่หยุด มัทนาเหล่มองตลอด งอนๆ ลุกเดินไปเด็ดใบไม้ที่ต้นห่างๆ เขาหันมอง
“โอเค ฉันเชื่อเธอ เอาเป็นว่าเย็นนี้เธอมีหน้าที่ตำน้ำพริกถ้วยเก่งของฉันก็แล้วกัน”
“ ของคุณ ไม่มากเกินไปเหรอคะ คุณจะให้ฉันเป็นคนตำ แต่พูดออกมาหน้าตาเฉยว่าเป็นน้ำพริกถ้วยเก่งของคุณ”
เขตต์ตวันยิ้มๆ ยกไหล่
“โอเคๆ ผมยอมแล้ว เป็นน้ำพริกถ้วยเก่งของเราก็แล้วกัน”
“ค่อยฟังรื่นหูหน่อย”
มัทนาเด็ดใบไม้ใส่ตระกร้าต่อ แต่ยังหน้าตูมงอน เขาเหล่มองเธออมยิ้มอย่างเอ็นดู

เสียงโขลกน้ำพริกของมัทนาดังเข้ามา เธอโขลกน้ำพริกไปมาจนน้ำตาไหลเป็นทาง จนต้องยกแขนเสื้อซับน้ำตาไปมา
“ให้ฉันช่วยตำต่อมั้ย” เอกชัยถาม
“ไม่เป็นไรค่ะคุณเอก”
“แน่นะ”
มัทนาพยักหน้ารับ น้ำตาไหลพราก ยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาต่อไป เอกชัยยิ้มลุกเดินไปเตรียมตักข้าวจากหม้อใส่โถ เธอแอบชำเลืองมองไปทางเขตต์ตวัน... เขาสวมผ้ากันเปื้อนสีเทาค่อนข้างเก่า ดูไม่ขัดตากับบุคลิกพ่อครัวที่ดูคล่องแคล่วไม่ขัดเขิน
เขตต์ตวันกำลังตักใบเล็บครุฑชุบแป้งทอดเป็นแพในกระทะขึ้นมาวางบนกระดาษซับน้ำมัน เธอแอบจับตามองใบหน้าหล่อที่ได้รูป เห็นเหงื่อซึมๆ ทั่วหน้าจากความร้อนของน้ำมัน อย่างเพลินๆ
มัทนาเผลออมยิ้มปลื้ม
เขตต์ตวันจับปลาทูหย่อนใส่กระทะ เสียงซ่าแตกกระจาย ก่อนที่เขาจะกระแอมเตือนเพราะเสียงโขลกน้ำพริกเงียบหายไป มัทนาตกใจรีบโขลกน้ำพริกรัวต่อไป

บนโต๊ะอาหาร เวลาหัวค่ำ ใบเล็บครุฑชุบแป้งทอดอยู่ในช้อนพร้อมข้าวแต่พอคำ กำลังถูกเยาะด้วยน้ำพริกกะปิ มัทนากินข้าวคำนั้นไปอย่างเอร็ดอร่อย เอกชัยและตวันยิ้มหันมองหน้ากัน
“เติมข้าวอีกมั้ย” เอกชัยถาม
“แค่นี้มัทยังอ้วนไม่พออีกเหรอคะ”
“แบบนี้อ้วนที่ไหนกัน ผมไม่เข้าใจสาวๆ สมัยนี้อยากจะผอมไปถึงไหน”
“ไง อร่อยสมที่ฉันโฆษณาไว้มั้ยล่ะ” เขตต์ตวันถาม
มัทนายกให้ 2 นิ้ว
“สุดยอดเลยค่ะคุณปอน ต้องขอสูตรน้ำพริกกะปิไปให้คุณแม่ทำมั่งแล้ว”
“แต่เธอก็ตำน้ำพริกใช้ได้ สมราคาคุยนะ”
มัทนายิ้มปลื้ม
“ก็บอกแล้ว”
เอกชัยแซว
“แต่รู้สึกจะเค็มไปนิดนึง สงสัยน้ำตาคนตำจะหยดใส่มากไปหน่อย”
มัทนาเขิน
“คุณเอกอ้ะ”

เอกชัยหัวเราะชอบใจ เขตต์ตวันขำตาม บรรยากาศโต๊ะอาหารดูอร่อยและสนุกสนาน

อ่านต่อเวลา 17.00น.

มายาตวัน ตอนที่ 5 (ต่อ)
​เสียงหัวเราะยังดังครืนต่อเนื่อง ทุกคนยังอ้อยอิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เอกชัยเล่าเรื่องสนุกต่อไป
​“เสียดายไม่ได้เก็บเอาไว้ ชุดแรกที่ปอนมันออกแบบดูไม่จืดเลยจริงๆ”
​เขตต์ตวันดูผ่อนคลายนั่งเหยียดขาสบายที่หัวโต๊ะ หมุนแก้วน้ำเล่นไปมา ฟังคุยกันเพลินๆ เธอแอบลอบมองอดีตพระเอกหนุ่มตลอดจนลืมสนใจที่จะฟังเอกชัย
​“สงสารนางแบบชะมัดเลย โอ๊ย กว่าบริษัทจะเป็นที่ยอมรับก็เหนื่อยกันน่าดู เอาแค่ให้พนักงานในบริษัทเชื่อมั่นว่าปอนมันทำได้ก็เกือบแย่”
​ระหว่างที่เอกชัยพูดพล่ามไป เขตต์ตวันยิ้มเหลือบตามองมาที่มัทนาที่ลอบมองตนอยู่ มัทนาตกใจหลบสายตาแทบไม่ทัน ทั้งคู่สบตากันนิ่ง
​มัทนากลัวจะโดนแซว แต่เขตต์ตวันกลับยิ้มตอบให้อย่างอบอุ่นที่สุด มัทนาเขินอายอย่างบอกไม่ถูก
เอกชัยหยุดพูดเหล่มองสองคนที่แอบส่งยิ้มให้กันนิ่งๆ ชั่วอึดใจกว่าเขตต์ตวันจะรู้ตัวเมื่อเห็นเอกชัยจ้องตนอยู่ก็เล่นเอาเขินไปเหมือนกัน
​“โทษที เมื่อกี้แกว่าอะไร”
​เอกชัยตีหน้าตาย
​“ฉันหยุดพูดไปตั้งนานแล้ว เห็นว่าไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครฟัง”
​มัทนาเขินจัดก้มหน้างุด เขตต์ตวันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแก้เขิน
​“ถ้าไม่คุยกันต่อแล้ว ฉันล้างจานดีกว่า วันนี้เวรฉันพอดี”  
​เขตต์ตวันยกจานชามติดมือไปทางครัว มัทนาบอก
​“ฉันช่วยค่ะ”
​มัทนายกจานชามตามตวันเข้าไปในครัว เอกชัยที่ทำฟอร์มนิ่งๆ พอสองคนพ้นไปก็แอบอมยิ้มแบบรู้ทัน เอกชัยพูดพึมพำ
​“เกลียดอะไรได้ยังงั้น เห็นจะจริงโว้ย”
 
​ในห้องครัว เขตต์ตวันยกจานมาใส่อ่างล้างจาน มัทนาตามเข้ามาติดๆ
​“ฉันล้างให้ค่ะ”
​“ไม่เป็นไรหรอก”
​“ฉันรับรองว่าจะไม่ทำให้จานแตกซักใบ”
​“วันนี้เธอเหนื่อยมากแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ คุณสาลินีมารึยังล่ะ จะได้ช่วยนวดประคบให้อีกซักที”
​“ยังไม่มาเลยค่ะ ให้ฉันล้างดีกว่า คุณตะหากที่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”  
​มัทนายกจานไปใส่อ่าง เบียดแย่งที่ยืนจนเขตต์ตวันต้องถอย
​“อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลย เดี๋ยวพับไปอีก ฉันขี้เกียจดูแล”
​มัทนาไม่สนใจเปิดน้ำล้างจานรอบแรกไป เขตต์ตวันถอยห่างออกมา
​“ก็ตามใจ ล้างเสร็จเช็ดจานให้แห้ง แล้วคว่ำไว้ตรงนี้ล่ะ”
​“ค่ะ”
​เขตต์ตวันขยับไปหาที่ยืนพิงกอดอกดูมัทนาล้างจาน เขตต์ตวันพูดดุ แต่เสียงสดใส
​“หัวดื้อจริงๆ ล้มไปอีกอย่ามาหาว่าฉันใช้งานหนักก็แล้วกัน”
​“ไม่หรอกค่ะ คุณปอนออกไปทำงานต่อเถอะ เรื่องล้างจานเป็นงานประจำของฉันอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
​“ไม่เป็นไร ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอก่อนก็ได้”
​มัทนาชะงักไป คำพูดธรรมดาๆ แค่นี้ ทำไมทำให้เธอวูบวาบ อบอุ่นอย่างประหลาด เขตต์ตวันทำทีเป็นเช็ดเคาน์ตอร์โน่นนี่ไปเพื่อฆ่าเวลา เธออมยิ้มเขินล้างจานไปอย่างอบอุ่นพิกล เขาแอบชำเลืองมองเธอเป็นระยะๆ ฟอร์มยังเยอะ แต่ก็เผลออมยิ้มอารมณ์ดีระหว่างจัดโน่นจัดนี่ถ่วงเวลาในห้องครัวไป
 
​เอกชัยนั่งกดเครื่องคิดเลขคำนวณบัญชีอยู่ที่โซฟารับแขก มัทนาเดินมานั่งตรงข้าม เอกชัยเหลือบตามอง
​“ปอนล่ะ”
​“ขึ้นไปข้างบนแล้วค่ะ...งานยุ่งรึเปล่าคะ มัทจะได้ขึ้นไปข้างบน”
​“ไม่หรอก มีตัวเลขผิดอยู่จุดนึง ฉันเลยอยากจะหาให้เจอว่ามันพลาดตรงไหน ความจริงมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก แต่ก็ไม่ควรผิดพลาด”
​มัทนาปั้นยิ้มให้
​“งั้นมัทขอนั่งรอคุณสาลินีตรงนี้ก่อนนะคะ”
​“เชิญตามสบายเลยสาวน้อย”
​มัทนานั่งลง หยิบแมกกาซีนใกล้มือมาเปิดอ่าน เอกชัยสีหน้ากรุ้มกริ่มขึ้นเล็กน้อย
​“ฉันถามอะไรหน่อยสิ”
​มัทนาเหลือบตามองเอกชัย
​“มัทสนิทกับคุณสาลินีมากรึเปล่า”
​มัทนายิ้มเหมือนรู้ทัน
​“สนใจเค้าล่ะสิ เห็นแอบเหล่มองเค้าตลอด”
​“ก็น่ารักดี”
​“เค้าจะมาที่นี่อีกไม่กี่วันแล้วนะคะคุณเอก”
​“ก็นั่นน่ะสิ ทำไมไม่ป่วยให้หนักกว่านี้อีกหน่อยล่ะ”
​“อ้าวคุณเอกนี่ แต่มัทก็เคยถามพี่เค้านะคะว่ามีแฟนรึยัง”
​เอกชัยมีสีหน้าสนใจอยากรู้ทันที
​“เค้าตอบว่าไง”
​“ยังค่ะ โสดสนิท”
​เอกชัยดีใจมาก ตบมือฉาดสีหน้าเจ้าเล่ห์ทันที
​“สงสัยต้องแกล้งป่วยมั่งแล้ว”
​มัทนาขำๆ
​“นกแก้วเจ้าเล่ห์”
​เอกชัยยิ้มก่อนมองมัทนานิ่งๆ
​“ขอบคุณมากนะมัท”
​มัทนาเงยหน้ามอง
​“ขอบคุณมัทเรื่องอะไรคะคุณเอก มีแต่มัทนี่ล่ะที่ต้องขอบคุณคุณเอกที่เอ็นดูมัทมาตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันเลย”  
​มัทนายิ้มประทับใจ เอกชัยยิ้มคืนก่อนตอบ
​“ก็ขอบคุณเรื่องที่เธอทำให้บ้านนี้สดชื่นขึ้นน่ะสิ  แถมยังช่วยคนบางคนในบ้านให้กล้าโผล่ออกมาจากเปลือกด้วย”
 
 
อ่านต่อพรุ่งนี้เวลา 09.30น.

มัทนายิ้มบางลงจนหน้านิ่งเมื่อรู้ว่าเอกชัยหมายถึงใคร
“คุณเอกก็พูดเกินไป เปลือกอะไรกันคะ”
เอกชัยมองหน้ามัทนา สีหน้าจริงจังคาดหวัง
“ก็เปลือกที่มันสร้างห่อตัวเองเอาไว้น่ะสิ ฉันก็หวังว่า คงไม่มีอะไรทำให้เค้าต้องวิ่งกลับเข้าไปซ่อนในเปลือกของเค้าอีก”
มัทนาเงียบไปอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันแอบฝากความหวังไว้ที่เธอนะ”
มัทนาสบตากับเอกชัยเล็กน้อย ลึกๆก็รู้ว่าเอกชัยหมายถึงอะไร มัทนารีบดึงสายตาหลบ
มัทนาไม่สู้ตา
“มาฝากความหวังอะไรที่มัทล่ะคะ”
เอกชัยพูดขึ้นลอยๆ
“รู้อยู่แก่ใจ”
มัทนาอึ้งไป หน้าร้อนผ่าว
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขัดจังหวะขึ้นมาพอดี มัทนาสบโอกาสชิ่ง รีบลุกเดินออกจากโถงบ้านไปทันที
“สงสัยจะคุณสาลินี”
เอกชัยดีใจรีบเสยผมแต่งทรงแล้วลุกทำมาดหล่อเดินออกไปรีบพยาบาลสาวด้วยอีกคน

ในเวลากลางคืน สาลินีเผลอนั่งเอนหลังหลับที่โซฟาในห้องพักแขก มัทนาในชุดนอนที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่กับสาระวารีบนเตียง
“พี่วารีอย่างอนไปหน่อยเลย มัทเพิ่งได้โทรศัพท์คืนจริงๆ ได้โอกาสก็โทรหาพี่นี่แหละ...”
มัทนาฟังสาระวารีก่อนเซ้าซี้
“เล่าให้มัทฟังเร็วๆ เลย พี่มี่เล่าไม่มัน...มัทรู้ถึงว่า คุณษมาแกล้งมาตีซี้ พี่ไม่รู้ แสบใส่เค้าไป แล้วพี่ก็ย้ายโรงแรมหนี แล้วไงต่อคะ”
มัทนาฟังอย่างสนใจอยากรู้

ภาพในจินตนาการของมัทนา
วัฒนาวิ่งไปคว้าเป้มาสะพายพร้อมเสียงเคาะประตูห้องเรียกจากหน้าห้องดังขึ้น
“วัฒนา เสร็จรึยัง”
“เสร็จแล้วครับพี่วารี”
วัฒนาวิ่งไปเปิดประตูห้อง ต้องตกใจจนร้องเสียงหลง เมื่อเห็นสาระวารีในชุดออกงานกลางคืนสีเหลืองทอง หรูหรา ผิดลุค ลบภาพสาวห้าวจนหมดสิ้น
“โอ้โห สวยจังเลยพี่วารี”
“แหงล่ะ”
สาระวารีมองสภาพวัฒนา
“ไปงานใหญ่ก็ต้องให้เกียรติเจ้าภาพเค้าหน่อย แต่งตัวมอซอไปได้ยังไง แล้วนี่”
สาระวารีดึงเสื้อเชิ้ตสีตุ่นๆ ของวัฒนาแรงๆ
“เชิ้ตแขนยาวดีกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอะ กางเกงผ้าที่มันสุภาพหน่อยมีมั้ย”
“มีพี่ แต่...”
“ไม่มีแต่ ยังพอมีเวลารีบไปเปลี่ยนเลย ใส่กางเกงเก่าขาดๆ ปะๆ ยังงี้ไปงานได้ยังไง เสียมารยาท”
“โธ่พี่วารี เราแค่ไปทำข่าว ไม่ใช่แขกไปงานเลี้ยงซะหน่อย”
“จะทำข่าวหรือไปงานเลี้ยงก็ควรทำตัวให้ถูกกาลเทศะ ถูกสถานที่ที่จะไป ไม่ใช่ว่าจะแต่งตัวตามสบายยังไงของข้าก็ได้”
วัฒนาหน้าตาย แกล้งคุกเข่ายกมือไหว้
“ไม่ตลกเลยนะ อย่าทำตัวให้ทั้งแหล่งข่าวทั้งคนที่พบเห็น ดูถูกเอาได้ว่านักข่าวไม่รู้จักมารยาท”
เสียงมัทนากระเซ้าดังแทรกเข้ามา
“ต้องหรูหราให้หนุ่มๆ ตะลึงเหมือนพี่”
“นี่เธอคิดว่าพี่แต่งตัวยังไงยัยมัท”

มัทนายังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียง
“ก็เดรสยาวสีเหลืองทอง แบบซุปตาร์ตอนเดินพรมแดง ไงพี่”
สาระวารีที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ที่สวนของโรงแรมที่ย้ายมาใหม่ตอนกลางคืน...สาระวารีอยู่ในชุดสบายๆ สไตล์เธอ หลังจากไปงานเลี้ยงที่เจอกับษมามาแล้ว
“จะบ้าเหรอะ พี่เคยแต่งตัวยังงั้นที่ไหน”
มัทนายิ้มหน้าเป็น
“เอาน่า มัทอยากจินตนาการของมัทยังงี้นี่ ตอนเจอคุณษมา พี่วารีจะได้สวยๆ”
“เพ้อเจ้อ อยู่กับพระเอกหนังมากจนเพี้ยนไปแล้ว... งานคืนนั้นพี่ต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปนะยะ”
“อ้าวทำไมล่ะพี่”
“ช่างเถอะไม่อยากเล่า เซ็ง”
“อ้าว”
“ไปจินตนาการต่อเอาเองแล้วกัน”
มัทนาคุยมือถือ สีหน้างอนๆ
“งั้นข้ามไปเล่าตอนที่เจอคุณษมาเลยก็ได้ เป็นไง พี่ตกใจมากมั้ย”

สาระวารีในชุดเหลืองทองอย่างที่มัทนาจินตนาการแอบเดินมาทางสนามหลังบ้านจัดงานสีหน้าร้อนใจปนกังวล
“เธอคงหงุดหงิดมากสินะที่ได้เจอฉันอีก” เสียงษมาดังขัดขึ้น
สาระวารีตกใจเล็กน้อย หันมาปั้นยิ้ม
“ทำไมคุณไม่บอกฉันแต่แรก ว่าคุณคือคุณษมา”
“ก็เธอไม่ได้ถาม เอาแต่เล่นงานฉันตลอดเลย”
สาระวารีฝืนยิ้มแหยๆ
เสียงมัทนาคุยโทรศัพท์ดังแทรกเข้ามาขัดจังหวะ
“เค้าต้องปลอมตัวมาสืบแหงๆ”
“สืบอะไร”
“ก็สืบว่าพี่วารีเป็นนักข่าวจริงรึเปล่าน่ะสิ หรือว่าเป็นพวกคู่แข่งมาสืบความลับ”
“เค้าจะรู้ได้ไงว่าพี่จะมาสัมภาษณ์เค้า เก่งเกินไปหน่อยแล้ว”
“พี่ได้โทรบอกใครมั่งรึเปล่าล่ะ”
สาระวารีนึกย้อนก่อนตอบ
“ก็หลายคนอยู่ พี่พอจะนึกออกแล้วล่ะ”
มัทนามีสีหน้าสงสัยอยากรู้
“แล้วเค้ายอมให้พี่สัมภาษณ์มั้ย”
“ก็กำลังจะเล่าอยู่เนี่ย เธอถามขัดอยู่ได้ ดูสิ พี่งงแล้ว เล่าสลับเหตุการณ์มั่วไปหมดเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก มัทจินตนาการต่อเองได้”
“พี่ยังแต่งชุดสีเหลืองทองอยู่รึเปล่า” สาระวารีถาม
“แน่นอน...ไงต่อคะ”
อ่านต่อเวลา 17.00น.

​สาระวารีในชุดเหลืองทองอย่างที่มัทนาจินตนาการกำลังคุยกับษมาที่สนามหลังบ้านจัดงาน
​ษมากอดอกมองหน้าสาระวารี
​“ถ้าจะมีข่าวเกี่ยวกับตัวผมออกไป ผมต้องการให้มันเป็นข่าวที่มีความครบถ้วนถูกต้องมากที่สุด  
ไม่ใช่ข่าวที่คุณหลับตาวาดภาพแล้วเขียนเอาเอง หรือข่าวแค่ย่อหน้าสองย่อหน้า ที่ซ่อนอยู่หน้าหลัง”
​สาระวารีตอบสวนทันที
​“ข่าวนี้เป็นข่าวปกค่ะ และฉันรับรองได้ว่าสยามสารเป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวสารถูกต้องตามความเป็นจริง นำเสนอรอบด้านและเป็นกลางที่สุด”
​“ถูกต้อง รอบด้าน เป็นกลาง” ษมาเลิกคิ้วสูง มุมปากโค้งเล็กน้อย ใช้ความคิด
​“คุณษมาต้องการให้ฉันทำยังไงไม่ทราบ คุณถึงจะเชื่อว่าสยามสารจะเสนอข่าวกาสิโนของคุณอย่างเป็นกลางจริงๆ”
​ษมาจ้องหน้าวารี
​“ผมต้องการตรวจข่าวของคุณก่อนตีพิมพ์”
​สาระวารีอึ้งๆ สีหน้าใช้ความคิดก่อนตัดสินใจ
​“ปกติเรามักจะไม่ทำแบบนั้น แต่ถ้าฉันตกลงตามที่คุณต้องการ ฉันจะได้ข่าวอะไรเพื่อแลกกับ
อภิสิทธิ์อันนี้ของคุณบ้างคะ”
​ษมาขำในลำคอ
​“คำตอบทุกอย่างที่คุณอยากรู้ ภาพสถานที่ที่ผมจะสร้างกาสิโน และหนังสือคุณจะเป็นฉบับเดียวที่จะได้ข่าวจากผม”
​สาระวารีตื่นเต้นดีใจ
​“ตกลงค่ะ ฉันยินดีให้คุณตรวจข่าวก่อนตีพิมพ์...งั้นคุณนัดมาได้เลยค่ะว่าจะให้ฉันไปสัมภาษณ์ได้เมื่อไหร่”
​ษมายิ้มมุมปาก
​“พรุ่งนี้บ่ายโมงคุณไปที่ท่าเรือ คนของผมจะเอาเรือไปรอรับคุณ”
​สาระวารีดีใจ
​“ได้เลยค่ะ”
​“เตรียมเสื้อผ้าไปค้างคืนด้วย ผมขอเชิญคุณเป็นแขกที่เกาะยานก คิดว่าคุณคงไม่รังเกียจ”
​“ไม่รังเกียจเลยค่ะ”
​ษมาจ้องหน้า สีหน้าจริงจัง
​“แต่คุณต้องไปคนเดียวเท่านั้น”
​สาระวารีผงะไปเล็กน้อย
​มัทนาตื่นเต้น รีบซักสาระวารีต่อทันที
​“แล้วพี่วารีจะไปมั้ย”
​“คนอย่างพี่เคยกลัวอะไรที่ไหน”
​มัทนาคุยมือถือด้วยความเป็นห่วง
​“แต่ข้ามเรือไปเกาะที่ไหนก็ไม่รู้นะพี่วารี ยังไงพี่ก็เป็นผู้หญิงนะ ทำไมไม่ขอเปลี่ยนตัวให้วัฒนาไปสัมภาษณ์แทนล่ะ”
​สาระวารี...คุยมือถือหน้างงๆ
​“วัฒนาจะสัมภาษณ์อะไรได้ นี่เธอคิดว่าวัฒนาไหน”
​“วัฒนา เจ้าไก่ กองบ.ก.ไง”
​“วัฒนาช่างภาพย่ะ คนละคนกัน ตายแล้ว ยัยโก๊ะ รู้เรื่องอะไรมั่งเนี่ย ตั้งแต่ไปอยู่กับนายตวันนี่เพี้ยนไปใหญ่แล้วนะ”
​“แหม...ก็พี่เล่าคลุมเครือ”
​สาระวารีมีสีหน้าติดใจสงสัย
​“แล้วนี่มัทหายป่วยแล้วไม่ใช่เหรอะ ทำไมไม่ออกจากบ้านเค้าซะทีล่ะ แปลกๆ นะ...”
​มัทนาที่เหล่ๆ มองไปทางสาลินีที่เริ่มรู้สึกตัวตื่น
​“ตกลงทำเนียนอยู่ต่อเพื่อวางแผนสืบต่อหรือจะจับเค้าปล้ำกันแน่ยะ”
​มัทนาตกใจปนเขิน
​“พี่วารีอ้ะ...แค่นี้ก่อนนะ”
​มัทนารีบตัดสายไปทันที เธอรีบเลื่อนตัวลงนอนหันข้างให้สาลินี  สาลินีมองมาทางมัทนาเห็นหลับอยู่ จึงลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ มัทนา อมยิ้มเขินๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
​“คิดอะไรบ้าๆ พี่วารี”
 
​หน้าบ้านเขตต์ตวันตอนเช้า สาลินีในชุดพยาบาลเดินจากห้องพักแขกออกมาเจอเขตต์ตวันที่เดินผ่านหน้าห้องพอดี สาลินียกมือไหว้ เขารับไหว้
​“จะกลับแล้วเหรอครับ”
​“ค่ะ พรุ่งนี้คุณตวันจะให้ฉันมาเฝ้าไข้อีกรึเปล่าคะ คุณมัทเธอหายเกือบปกติแล้ว ที่จริงก็หายเป็นปกติแล้วนะคะ”
​“คุณสาลินียังไม่ได้รับงานเฝ้าไข้คนอื่นใช่มั้ยครับ”
​“อ๋อ ยังหรอกค่ะ รอถามคุณตวันก่อน”
​“งั้นก็มาไปก่อนแล้วกัน หยุดเมื่อไหร่ผมจะบอกล่วงหน้า”
​สาลินียิ้มแย้ม
​“ได้ค่ะไ
​“อบคุณมากครับ”
​สาลินีเดินเลี่ยงลงไปชั้นล่าง มัวแต่คุยลืมปิดประตูห้องพักแขก เขตต์ตวันเหลือบตามองเข้าไปในห้อง
เห็นมัทนาในชุดอยู่กับบ้านเดินเข้ามาส่องกระจกโต๊ะเครื่องแป้งนั่งหวีผมไปมา เขาแอบมองเด็กสาวอยู่เงียบๆ มัทนารู้สึกว่ามีคนมองอยู่ จึงหันขวับมามองที่ประตูห้อง เขาหน้านิ่ง ไม่ได้มีท่าทางตกใจหรือว่าเขินอายอะไร
​“วันนี้ฉันมีธุระต้องไปพบหลวงพ่อจรูญเธอจะไปด้วยกันมั้ย”
​มัทนาตื่นเต้นดีใจมาก
​“ไปค่ะ...”

อ่านต่อพรุ่งนี้เวลา 09.30น.

​เขตต์ตวันนั่งพิมพ์ข้อความผ่านสมาร์ทโฟนคุยกับลลิสาซึ่งอยู่ที่สิงคโปร์ มัทนาใส่ยีนส์และรองเท้าแตะขนปุยก้าวเข้ามา จนเขตต์ตวันต้องเงยหน้ามอง
​มัทนาอยู่ในชุดที่เธอใส่มาตากฝนหน้าบ้านจนล้มป่วย
​“ถ้ายังไงช่วยแวะร้านรองเท้าให้ฉันหน่อยได้มั้ยคะ”
​เขตต์ตวันเหลือบตามองรองเท้าแตะขนฟูอีกครั้ง แล้วยิ้มๆ
​“รองเท้าคู่นี้ไม่เหมาะจะใส่ไปเดินไหนๆ เลยนอกจากห้องนอน”
​“ไม่มีปัญหาหรอก ฉันเตรียมไว้ให้เธอแล้ว”
​มัทนางงๆ เล็กน้อย
​เอกชัยเดินยิ้มแย้มเข้ามาหา
​“รองเท้ามาแล้วคร๊าบ”
​มัทนาหันมอง เอกชัยเอารองเท้าที่ซ่อนไว้ข้างหลัง ออกมาโชว์
​“หวังว่าเธอคงใส่ได้พอดี”
​มัทนาจ้องรองเท้าเก่งคู่บุญของเธอเอง ดีใจมากที่สุด
​“รองเท้าของฉันนี่คะ  ซักซะใหม่เอี่ยมเลย  ขอบคุณมากค่ะ”
​มัทนารีบรับรองเท้ามากอดเอาไว้อย่างดีใจมาก
​“รองเท้านำโชคของมัท ใส่ไปไหน งานสำเร็จทุกทีไม่มีพลาด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”
​เขตต์ตวันและเอกชัยหันมายิ้มๆให้กัน
​“ไม่คุยเลยนะ” เขตต์ตวันบอก
​“คุณปอนเก็บไว้ให้เหรอคะ”
​เขตต์ตวันยักไหล่ ทำไม่รู้ไม่ชี้
​“เผอิญมีขโมยมาทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ ก็เก็บมางั้นๆ ไม่คิดว่าจะมีคนใส่รองเท้าไซส์เดียวกับเจ้าหัวขโมยได้พอดี”
​มัทนาจ๋อยไปเล็กน้อย ก่อนถามหน้าแหยๆ
​“แล้วคุณเก็บผ้าบาติกกับครีมกันแดดไว้ให้ฉันด้วยรึเปล่าคะ”
​“ผ้าอะไรของเธออีก”
​“ก็ผ้าที่ฉันทิ้งไว้ที่ชายหาดวันที่ฉันว่ายน้ำไปชนวินด์เซิร์ฟคุณไงคะ”
​เขตต์ตวันขำเอ็นดู
​“ฉันไม่ได้ไปเดทกับเธอนะจะได้รู้ว่าเธอเอาอะไรไปมั่ง”
​เอกชัยขำๆ เอ็นดู
​“ดูสิปอน ได้คืบจะเอาศอกอีกแล้ว”
​มัทนาจ๋อยๆไป
​“ไป เดี๋ยวไม่ทันเพล”
​เขตต์ตวันลุกนำ เอกชัยยิ้มเอ็นดู ยกมือขึ้นบีบหลังคอมัทนา ดันพาเดินตามเขตต์ตวันออกไปจากโถงบ้าน
 
​เขตต์ตวันขับรถเอง มีเอกชัยนั่งหน้าและมัทนานั่งเบาะหลัง รถมาจอดที่หน้าร้านขายขนมของฝากชื่อดัง
​“วันนี้เด็กๆ ไม่ไปเรียน แวะซื้อขนมไปเลี้ยงซะหน่อย”  
​เขตต์ดับเครื่องรถเดินนำลงไป เอกชัยถามมัทนา
​“ลงมั้ย”
​“ลงค่ะ”
​มัทนาและเอกชัยตามเขตต์ตวันลงไปจากรถ
​“เหมือนเดิมนะคะคุณตวัน” คนขายถาม
​“ครับ”
​เอกชัยเดินชิมขนมในร้านไปมา มัทนากวาดตามองหาขนม
​“ฉันอยากมีอะไรติดมือไปฝากเด็กๆ บ้างจังเลย ไปคราวก่อนเจอเด็กผู้หญิงซัก 5 ขวบมั้งคะ ขาแกเสียข้างนึง เกาะขาฉันแน่นเลย”
​“แกชื่อโรส พูดไม่ได้หรอก ที่ขาเสียก็เพราะแม่แกกินยาขับแต่ไม่สำเร็จ”
​“น่าสงสารจังเลย ฉันอยากจะแวะซื้อตุ๊กตาสวยๆไปฝากแกซักตัวนึง”
​“เธอจะซื้ออะไรก็ได้ แต่เวลาให้ต้องอธิบายให้แกเข้าใจด้วย ว่าต้องแบ่งของเล่นให้เพื่อน ผมไม่อยากให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกอิจฉา หรือไม่เท่าเทียมกัน”
​“ค่ะ ฉันจะระวัง”
​เขตต์ตวันเดินไปหาเอกชัยที่เลือกซื้อขนมเพิ่มเติมอยู่ไปมา มัทนาเดินกวาดตามองหาของฝากที่จะซื้อเดินไปด้านในร้าน
 
​ทันทีที่รถของเขตต์ตวันจอดที่ลานจอดรถในบริเวณวัด เด็กกลุ่มใหญ่ทั้งชายหญิงกรูเข้ามาที่รถอย่างดีใจเหมือนตั้งตารอ เด็กๆเรียกร้องกันระงมด้วยความดีใจ
​“พี่ตวัน พี่เอก”
​พอเขตต์ตวันและเอกชัยลงจากรถ เด็กก็แย่งกันเข้ามากอดกันยกใหญ่ มัทนายิ้มแย้มประทับใจลงมาจากรถ เขตต์ตวันแนะนำ
​“นี่พี่มัทนา”
​เด็กทั้งกลุ่มยกมือไหว้
​“สวัสดีครับ-ค่ะพี่มัทนา”
​“มาช่วยกันขนขนมไปที่โรงอาหารเร็ว” เอกชัยบอกแล้วเดินไปเปิดท้ายรถ
​เด็กๆ เข้าไปช่วยยกถุงขนมและกล่องใส่ของเล่นต่างๆ ออกมา เด็กเล็กสองสามคนเข้ามากอดเอวเขตต์ตวันไม่ยอมปล่อย แย่งกันให้อุ้ม
​“พี่ตวันอุ้มผมหน่อย” เด็กคนแรกบอก
​“อุ้มหนูด้วยค่ะ” เด็กคนที่สองพูด
​เขตต์ตวันยิ้มแย้มใจดี อุ้มทั้งคู่เลย
​“งั้นอุ้มพร้อมกันทั้งคู่เลย”
​มัทนาประทับใจรีบฉวยกล้องออกมาถ่ายภาพเก็บไป เขตต์ตวันมัวแต่ง่วนกับเด็กไม่ทันสนใจมองมัทนาถ่ายรูปตนอยู่
​“อุ้มผมด้วย” เด็กคนที่สามบอก
​เด็กเล็กอีกคนกระโดดกอดกลางตัวตวันเลย เขตต์ตวันหัวเราะเอ็นดู
​“ปล่อยก่อนครับ เดี๋ยวล้ม”
​มัทนาต้องลดกล้องลง มองหน้าเขตต์ตวันกับรอยยิ้มอบอุ่น สดชื่น เป็นธรรมชาติชนิดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะมีมุมนี้กับเค้าด้วย ไม่คาดคิดมีคนมากระตุกชายเสื้อมัทนา...มัทนาก้มมอง มัทนายิ้มดีใจ
​“น้องโรส”
​โรสอ้ามือให้อุ้ม เธออุ้มโรสขึ้นมากอดเอาไว้  โรสหอมแก้มมัทนาซ้ายขวาไปมา...มัทนาก็หอมแก้มคืนซ้ายขวาอย่างไม่รังเกียจ เขตต์ตวันหันมองไปที่มัทนา เห็นเธอรักเอ็นดูโรสก็ยิ้มปลื้มๆ
​ครูแดนรีบเข้ามาช่วยอุ้มเด็กจากเขตต์ตวัน
​“ผมช่วยครับคุณตวัน มาหาครูก่อน”
​“ไปหาครูแดนก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปกราบหลวงพ่อก่อน”
​“ทุกคนไปรอที่โรงอาหารนะครับ เดี๋ยวทานข้าวพร้อมกัน” เอกชัยบอก
​ครูแดนข้าไปช่วยอุ้มโรส
​“โรสมาหาครูก่อน”
​โรสกอดมัทนาแน่นไม่ยอมไป
​“เดี๋ยวพี่เค้ามาหานะครับ ต้องไปกราบหลวงพ่อก่อนนะ อย่าดื้อสิครับ โรส”
​“เดี๋ยวพี่ตามไปหานะ”
​โรสยอมไปหาครูแดน มัทนาหันไปมองทางเขตต์ตวันที่จับตามองตนอยู่ ทั้งคู่ยิ้มให้กัน

จบตอนที่ 5

อ่านต่อ ตอนที่ 6 เวลา 17.00น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...