xs
sm
md
lg

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 5

เผยแพร่:

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 5


พิแสงเดินออกไปอย่างหงุดหงิดที่ไม่สามารถทำอะไรเขมมิกได้ เขาตะโกนสั่งคนงานเพื่อระบายอารมณ์

“ไปทำงาน แลไหรอยู่ด๋าย ไป๊!”
“ไปเว้ยไป เดี๋ยวก็ถูกไล่ออกเหม็ดแหละ ไป๊!” หลอดกับเสริมต้อนคนงานไป
ปริญญ์ยกนิ้วให้เขมมิก เขมมิกยิ้มรับ ปริญญ์เดินออกไปผ่านวาศิณี ปริญญ์ไม่หันมาสบตาวาศิณีทำให้วาศิณีเสียหน้าและไม่พอใจ เนตรนิภาเห็นอนงค์กับวาศิณีมองเขมมิกอย่างไม่พอใจ
“ป้าคะ คุณน้ำหวานคะ ไปทำงานสิคะ แลไหรอยู่ด๋าย!!!” เนตรนิภาบอก
อนงค์และวาศิณีรีบเดินออกไปด้วยความเจ็บใจ
เขมมิกยืนยิ้มแป้น โดยมีกนธียืนมองอย่างชื่นชม เขมมิกหันมาเห็นก็ทำหน้าเข้มใส่
“คุณกนธี!”
“ดีใจจัง จำชื่อผมได้ด้วย”
“ค่ะ” เขมมิกพูดเสียงเข้มและดุ “ถ้ายังไม่เลิกตอแยฉันอีก รับรอง! คุณได้สิ้นชื่อแน่”
กนธีจ๋อย “คุณเขม....จะฆ่าแกงกันเลยเหรอครับ คุณไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก”
“ฉันไม่ได้ใจร้าย แต่ฉันใจดำ ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าคุณ แต่คู่หมั้นฉันทำแน่”
“คู่หมั้นเขม...เป็นมาเฟียนะ” เนตรนิภาเสริม
“ฉันจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
พูดจบเขมมิกก็รีบดึงมือเนตรนิภาเดินหนีกนธีไป เนตรนิภาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกนธีที่ยืนคอตกหูตก เนตรนิภานึกสงสารขึ้นมาแวบหนึ่งแต่ก็เปลี่ยนเป็นสมน้ำหน้าในเวลาอันรวดเร็ว กนธียืนมองไม้ขัดพื้นที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นเศร้าๆ ก่อนจะหยิบขึ้นมากอดแทนตัวเขมมิกด้วยความเศร้า


เขมมิกและเนตรนิภาเดินเข้ามาที่มุมหนึ่งของฟาร์ม
“ตัดอุปสรรคไปได้อีกหนึ่ง ยังเหลืออีก...เพียบ” เนตรนิภาบอก
“แต่แกเห็นสายตาและสีหน้าของนายพิแสงเวลามองฉันมั้ย” เขมมิกถาม
“ไม่เห็น ฉันมัวแต่มองแกอยู่”
“โธ่เอ้ย!!”


อนงค์โวยวายกับวาศิณี
“ฉันเห็นว่ามันจงใจอ่อยนายหัว!”
“หนูเห็นแล้วน่ะแม่” วาศิณีบอก
“ยังจะใจเย็นอยู่อีก เดี๋ยวมันก็คาบนายหัวไปกินหรอก”
“กะอีแค่มุกพริตตี้ล้างรถ ไม่ทำให้นายหัวใจอ่อนหรอก”
พูดจบวาศิณีก็เดินหน้าเจ้าเล่ห์ออกไป โดยอนงค์ไม่รู้เลยว่าวาศิณีคิดจะทำอะไร
“แล้วต้องใช้ทุกไหนล่ะยะ ย่ามใจไปเถอะ ฉันคนเดียว ช่วยแกไม่ไหวหรอกนะ ได้ยินมั้ย” อนงค์ตะโกนไล่หลัง วาศิณีไม่สน “นังน้ำหวาน! ทำไมมันดื้ออย่างนี้นะ โอ๊ย!”
อนงค์หัวเสียกับวาศิณี


เขมมิกจามอย่างแรง
“ชิ้ว!!!!! ใครนินทาฉัน”
“เพียบ!คนอย่างแกศัตรูเพียบ” เนตรนิภาว่า
“เฮ้ยย!”
“หรือไม่ก็เป็นหวัดแล้วล่ะ เดี๋ยวเปียก เดี๋ยวแห้ง เดี๋ยวเปียก รีบกลับไปทำตัวให้แห้งเถอะ”
“หรือไม่ก็...นายพิแสงกำลังคิดถึงฉัน”


พิแสงเดินเข้ามาในสวนสมุนไพรพร้อมกับจามอย่างแรง
“ชิ้ว!!!! ....สงสัยจะหวัดกิน”
พิแสงมองหาต้นฟ้าทะลายโจรแล้วก็เจออยู่ที่มุมหนึ่ง เขาเข้าไปเด็ดใบมาเคี้ยวกิน วาศิณีเดินเข้ามา
“นายหัวคะ”
“ว่าไง น้ำหวาน”
“ได้เวลาทานข้าวกลางวันแล้วนะคะ แม่ให้มาตามค่ะ”
“ฉันไม่หิว”
“แต่คุณเขมก็รอทานอยู่ด้วยนะคะ”
พิแสงอึ้ง “ไปบอกคุณอนงค์นะ ว่าต่อไปนี้ ฉันจะแยกมากินที่ฟาร์ม”
วาศิณีแอบยิ้มพอใจ
“บ่ายนี้ ฉันมีนัดที่ไหนหรือเปล่า” พิแสงถาม
“ไม่มีค่ะ อุ๊ย” วาศิณีทำเป็นเซเพราะมึนหัว
“เป็นอะไร น้ำหวาน”
“น้ำหวานมึนศีรษะค่ะ สงสัยจะนอนน้อย เมื่อคืนทำงานจนดึกน่ะค่ะ”
“ทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง ฮึ...เป็นอะไรมากมั้ย”
“ไม่ค่ะ น้ำหวาน...โอเคค่ะ เดี๋ยวน้ำหวานจะไปบอกแม่นะคะว่าให้ตั้งโต๊ะให้นายหัวที่ฟาร์ม”
วาศิณีทำเป็นเดินไปแล้วก็เซ พิแสงปราดเข้าไปประคองทันที
“น้ำหวาน!!”


เขมมิกเดินมากับเนตรนิภา
“ชัวร์ นายพิแสงต้องคิดถึงฉัน เพราะฉันมั่นใจว่า..ความเซ็กซี่ของฉันเข้าตานายนั่นอย่างแรง”
เนตรนิภาชะงักแล้วสะกิดให้เขมมิกดูอะไรบางอย่าง
“ฉันว่าแกอย่าเพิ่งมั่นใจเลยนะ ดูนั่น”

เขมมิกหันไปดูตาม “ดูอะไร”
พิแสงประคองวาศิณีมาจากทางหนึ่ง วาศิณีเอียงหัวซบพิแสงด้วยท่าอ่อนแรงเต็มที่

“ยัยแอ๊บเปิ้ล!!” เขมมิกตกใจ
“ซบซะคุณพิแสงไหล่เอียงเลย แกดูสิ” เนตรนิภาชี้ให้ดู
“เห็นแล้ว! ทำไมยังงี้ล่ะ”
“จะไปรู้เรอะ ไปถามเขามั้ย”
“ไม่ๆๆๆๆ ไม่ถาม! แต่...”
พูดถึงตรงนี้เขมมิกก็เดินลิ่วไปหาพิแสงทันที
“เขม แกจะทำอะไร”
เนตรนิภาเดินตามไป


เขมมิกเดินเข้ามาแล้วรีบแทรกกลางระหว่างพิแสงและวาศิณีทันที เนตรนิภาตามมาดูอยู่ห่างๆ
“คุณพิแสงคะ!!” เขมมิกเรียก
พิแสงเซ็งแต่วาศิณีเซ็งกว่า
“อะไร!” พิแสงถาม
“คือฉันสงสัยน่ะค่ะว่า....”
วาศิณีแกล้งอ่อนแรง “โอ๊ย!!! น้ำหวานไม่ไหวแล้วค่ะ”
พิแสงปราดเข้าไปดูวาศิณี “น้ำหวาน!!! เป็นไงบ้าง”
เขมมิกกับเนตรนิภาถึงกับอึ้ง
“น้ำหวานขอโทษนะคะคุณเขมที่ขัดจังหวะ แต่น้ำหวาน...ไม่สบายค่ะ ยืนไม่ไหวแล้ว”
พิแสงพูดกับเขมมิกเสียงเขียว “สงสัยอะไร ไว้ถามทีหลัง” แล้วเขาก็หันไปพูดกับน้ำหวานด้วยเสียงอ่อนโยน “เดินไหวมั้ย น้ำหวาน ฉันจะพาไปพักที่ออฟฟิศ”
วาศิณีตอบเบาๆ “ไหวค่ะ”
“งั้นค่อยๆลุกนะ”
พิแสงประคองวาศิณีให้ลุกขึ้น เขมมิกกับเนตรนิภามองจริตของวาศิณีแล้วก็อ้าปากค้าง วาศิณีเห็น ก็ยิ่งทำเป็นทรุดลงทันที
“โอ๊ย!” วาศิณีโงนเงน
“ฉันอุ้มดีกว่านะ” พิแสงบอก
“อย่าค่ะ นายหัว น้ำหวานเกรงใจ นายหัวไม่ควร...”
พิแสงตัดบท “ไม่ต้องพูดแล้ว สิ่งที่ฉันควรทำในตอนนี้ คือดูแลเธอ”
พิแสงอุ้มวาศิณีขึ้นมาแล้วจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะ นายหัว..” วาศิณีพูด
พิแสงชะงักด้วยความแปลกใจ วาศิณีพูดกับเขมมิก
“คุณเขมคะ ทานอาหารกลางวันกับเพื่อนตามลำพังนะคะ เพราะนายหัวจะแยกไปทานเองที่ออฟฟิศ ไม่เป็นไรนะคะ...โอ๊ย” วาศิณีซบ
“ยังจะเป็นห่วงคนอื่นอยู่อีกนะ ไม่ต้องพูดแล้ว น้ำหวาน”
พิแสงเดินออกไปทันที วาศิณีหันมายิ้มให้เขมมิกกับเนตรนิภาอย่างเยาะเย้ย
เขมมิกกับเนตรนิภาเจ็บใจ “เฮ้ย....”
“หืม...ยัยแอ๊บเปิ้ล เย้ยฉันอ่ะ...แกดู แกดู...” เขมมิกเจ็บใจ
“แกเจอคู่แข่งที่น่ากลัวแล้วอ่ะ ดูคุณพิแสง...เป็นห่วงยัยนั่นจริงจังมากเลยนะ...แผนสร้างความร้าวฉานของแก...ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วว่ะ เอาไงดีอ่ะ”
“ตอนนี้ยังไม่รู้” เขมมิกคิดอะไรไม่ออกจึงได้แต่ฉุน “อ๊าย อ๊าย ๆ...หืม...สิ่งที่ฉันควรจะทำในตอนนี้คือดูแลเธอ อ๊าย อ๊าย !!”
“ไปสงบสติอารมณ์ก่อนไป”
เนตรนิภาลากเขมมิกเดินไป เขมมิกยังฉุนจึงโวยวายกับตัวเองไม่เลิก
“อ๊าย แหวะ อ๊าย เลี่ยน อ๊ายๆ”


วาศิณีนั่งอยู่บนเก้าอี้ในออฟฟิศ
“ขอบคุณนะคะนายหัว”
“ไม่เป็นไร เธอเป็นพนักงานของฉัน ฉันต้องดูแลเธอสิ”
วาศิณีแอบเจ็บใจ ปริญญ์เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน
“มาแล้วเหรอไอ้หมอ”
“คุณน้ำหวานเป็นอะไรครับ” ปริญญ์ถาม
“นายหัว โทรตามหมอปิ๊นมาเหรอคะ” วาศิณีถาม
“ใช่ มาให้ดูอาการเธอหน่อย” พิแสงบอก
“น้ำหวานเป็นคนค่ะ ไม่ใช่หมู”
วาศิณีลุกขึ้นมาเป็นปกติ
“แต่หมอปิ๊นก็เป็นหมอ เค้ายังดูอาการของยัยเขมมิกได้เลย” พิแสงบอก
“น้ำหวานกับคุณเขม คนละคนกันค่ะ นายหัว”
“เอาน่ะ นั่งลง จะงอนทำไมเนี่ย” พิแสงว่า
“น้ำหวานไม่กล้างอนนายหัวหรอกค่ะ ขอตัวนะคะ จะไปดูแลอาหารกลางวันให้นายหัว”
“หายดีแล้วหรือไง” พิแสงถาม
“น้ำหวานไม่เป็นอะไรมากแล้วค่ะ...ที่นายหัวช่วยหายาดมให้ ก็ทำให้น้ำหวานดีขึ้นมาก”
วาศิณีเดินออกไปทันที พิแสงงง ปริญญ์หน้าเสีย
“ไอ้หมอ...น้ำหวานคงไม่ได้ตั้งใจพูดให้แกเสียความรู้สึกหรอก เค้าอาจจะ...”
ปริญญ์ตัดบท “คุณน้ำหวาน...คง...ไม่อยากให้ผมดูแล คุณพิแสงต่างหากที่ได้สิทธิ์นั้น ไม่ต้องคิดช่วยผมแล้วครับ ผมควรจะทำใจ”

ปริญญ์รีบเดินออกไป พิแสงลงนั่งด้วยความเซ็ง
กนธีนั่งกอดไม้ขัดพื้นอยู่อย่างเซ็งๆ ปริญญ์เดินเข้ามานั่งข้างๆกนธีอย่างเซ็งเหมือนกัน แล้วทั้งคู่ก็ถอนหายใจขึ้นมาพร้อมกันก่อนจะสะดุ้งไปทั้งคู่

“เป็นอะไรไป หมอ”
“เป็นคนนอกสายตา”
“อย่าพูดสิวะ แทงใจดำเฮือกเลย”
“คุณเขมไม่สนใจคุณเหรอ”
“ไม่ใช่แค่ไม่สนใจนะ ท่าทางจะขยะแขยงฉันเหมือนเป็นติ่งอะไรสักติ่ง นายอ่ะ”
“จะเป็นอะไรได้ครับ...นอกจากคำเดิม...ผมเป็นคนนอกสายตา”
ทั้งสองหนุ่มนั่งเศร้า
“แล้วจะทำยังไงต่อไปดี” กนธีถาม
“ทำใจไงครับ สำหรับผมเห็นแต่ทางแพ้”
กนธีเห็นด้วย “สำหรับฉัน เห็นแต่ทางขึ้นเมรุ รอเผา”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเห็นใจก่อนจะเดินคอตกออกไปด้วยกัน
“เรามารักกันเองมั้ย” กนธีถาม
“อย่าดีกว่าครับ ผมถือ” ปริญญ์บอก
“ฉันก็พูดไปงั้น”


เขมมิกที่เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเดินลิ่วออกมาจากบ้าน เนตรนิภาเดินตามมา
“เขม แกจะไปไหน เขม!!”
“ฉันจะไม่ยอมให้ยัยแอ๊บนั่นทำคะแนนนำฉันเด็ดขาด คนอย่างเขมมิกไม่มีคำว่า...แพ้”
เขมมิกเดินลิ่วไป เนตรนิภาจะเดินตามแต่ก็ได้ยินเสียงมือถือดังมาจากในบ้าน
“โอ๊ย...เขม..มือถือ..มือถือ...เขม...โอ๊ย!! มือถือแล้วกัน”
เนตรนิภาวิ่งเข้าไปในบ้าน


แสงสุดาแอบคุยมือถืออยู่กับชมพู่
“ตกลงมีพายุเข้าหรือเปล่าคะ พี่ยุท” แสงสุดาถาม
ชมพู่คุยมือถือ
“อู๊ย...อย่างแซ่บเว่อร์ค่ะ น้องไบรท์ คุณเขมลงทุนเปลื้องผ้าล้างคอกหมู...”
แสงสุดาขัดคอ “อะแฮ่ม”
ชมพู่พูดต่อ “เคยเห็นเวลาพริตตี้โชว์ล้างรถมั้ยคะ น่านแหละค่ะ ต้องคุณเขมล้างคอกหมูค่ะ นายหัวงี้ หัวใจเต้นโครมคราม ละลาย เหลว สำลักเสน่ห์ของคุณเขมเต็มๆ ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า....”
“ติดอะไรคะพี่ยุท!! อย่าเว้นวรรคนานสิคะ!”
พิศาเดินผ่านมาได้ยินจึงแอบฟังด้วยความสงสัย
คุณแม่คุยกับใคร...พี่ยุท? ยุทไหน?” พิศางง
“ว่าไงคะ พักโฆษณาทำไมคะ ไม่ให้พัก!” แสงสุดาเร่ง
“แหม...ก็ต้องเว้นช่วงเพื่อความตื่นเต้นสิคะ...ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า..ก็ไม่ติดอะไรนี่คะ ทุกอย่างไปได้สวย”
“ปั๊ดโธ่!!! เฮ้อ...โล่งอก กลับมาที่คำถามเดิมค่ะ กรมอุตุพยากรณ์แม่นมั้ยคะว่าจะมีพายุถล่ม”
“แม่นอะไรล่ะคะ มั่วมาก!”
แสงสุดาฉุน “พี่ยุท!”
“ทุกอย่างปกติออกค่ะ ไม่เห็นจะมีพายุถล่ม”
แสงสุดาลืมตัว “แกไม่เห็นน่ะสิ!!! ฉันไม่เชื่อหรอกว่ายัยแม่ลูกกาฝากนั่นจะไม่คิดทำอะไรยัยเขม” แสงสุดานึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดไป “เอ่อ...ไปเช็กข่าวมาใหม่นะคะพี่ยุท ว่าตกลงพายุจะเข้าหรือไม่เข้า”
พิศาสงสัย “เมื่อกี้คุณแม่พูดชื่อนังนั่นหรือเปล่า”
“แค่นี้นะคะ แล้วว่างๆจะโทรไปคุยด้วยใหม่นะคะ”
แสงสุดาวางสาย พิศาเดินเข้าไปถามทันที
“คุณแม่คุยกับใครคะ”
“อ๋อ...พี่ยุท เพื่อนแม่เอง..สนิทกัน” แสงสุดาตอบ
“น้องเล็กได้ยินคุณแม่เรียกชื่อเขม...เขมมิกหรือเปล่า”
แสงสุดาตกใจ พิศารอฟังคำตอบ


พิแสงกำลังจะตักกับข้าว อนงค์และวาศิณียืนดูแลอยู่ข้างๆ เขมมิกโผล่เข้ามานั่งข้างพิแสงทันทีจนพิแสงสะดุ้ง ส่วนอนงค์และวาศิณีก็ตกใจ
“หิ้ว หิวอ่ะคะ คุณพิแสงขา....” เขมมิกอ้อน
พิแสงเซ็ง อนงค์และวาศิณีไม่พอใจ แต่เขมมิกไม่แคร์
“จาน ช้อน ส้อมด้วยค่ะ” เขมมิกบอก
อนงค์และวาศิณีอึ้งรอฟังคำตอบจากพิแสง พิแสงหันไปหาอนงค์แล้วพยักหน้าให้ทำตามคำสั่งของเขมมิก อนงค์จำใจทำอย่างหมั่นไส้ เขมมิกเลื่อนเก้าอี้ใกล้ชิดพิแสงมากขึ้น
“เลื่อนมาทำไม” พิแสงถาม
“ไม่ชอบความอ้างว้าง” เขมมิกตอบ
เขมมิกยิ้มหวานให้พิแสง พิแสงเซ็งหนักในขณะที่สองแม่ลูกไม่พอใจ


แสงสุดาเดินหนีเพื่อเลี่ยงการตอบคำถามพิศา
“เขมมิกอะไร ใคร ยังไง เกี่ยวอะไรกับเรื่องพยากรณ์อากาศที่แม่คุยกับพี่ยุท”
“น้องเล็กอายุเท่าไหร่คะคุณแม่” พิศาย้อนถาม

“ยี่สิบสอง...ต๊าย ยี่สิบสองแล้วเหรอเรา จำได้ว่าเพิ่งจะพาไปส่งโรงเรียนวันแรก ร้องไห้ซะโรงเรียนแทบแตก..ถามแม่ทำไม”
“คุณแม่คะ...น้องเล็กไม่ใช่เด็กอนุบาล และก็ยังไม่ได้แก่ น้องเล็กหูไม่ฝาด และสติดี...น้องเล็กได้ยินว่าคุณแม่เรียกชื่อยัยเขมมิกแน่ๆ”

“แม่ก็ยังไมได้แก่งั่กจนประสาทเพี้ยนจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดหรือไม่ได้พูดอะไร...แม่ไม่ได้พูดชื่อเขมมิก”
แสงสุดาตีหน้าเครียดใส่พิศาจนพิศาถอยร่นไปเอง
“ก็ได้ค่ะ ไม่ได้พูดก็ไม่ได้พูด น้องเล็กคงมัวแต่คิดจะตามหามันจนหลอน”
“จะไปตามหาเค้าทำไม” แสงสุดาถาม
“น้องเล็กต้องการเอาคืนมันค่ะ”
“โอ๊ย เจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรนักหนา ปล่อยๆเค้าไปเถอะ เลิกแล้วต่อกันดีกว่า”
“ไม่ค่ะ กว่าน้องเล็กจะมีแฟนได้ มันยากมากนะคะ มันเป็นคนทำลาย มันก็ต้องรับผิดชอบ ต่อให้พลิกแผ่นดินหัวตัวมัน น้องเล็กก็จะทำ จะตามไปทำลายชีวิตมันบ้าง”
พิศาเดินหงุดหงิดออกไป
แสงสุดากลุ้มใจ “เวรล่ะสิ!”


อนงค์ตักข้าวให้เขมมิก เขมมิกเอาใจพิแสงด้วยการตักกับข้าวให้
“ทานนี่สิคะ นี่ด้วยนะคะ นั่นก็ด้วยดีกว่า”
“จะตามมารังควานฉันอีกทำไม” พิแสงถาม
วาศิณีหลุดขำ เขมมิกเหลือบมองอย่างไม่พอใจ
“รำคาญเหรอคะ” เขมมิกถาม
“ใช่...มีใครเคยบอกเธอมั้ย ว่าเธอมันน่ารำคาญที่สุดในสามโลก ฉันแปลกใจจริงๆ ว่าคู่หมั้นเธอตาบอดหลับหูหลับตาหมั้นกับเธอได้ยังไง”
เขมมิกอึ้งแล้วก็น้ำตาซึมในโหมดโศกเศร้า อนงค์กับวาศิณีเห็นแล้วก็หมั่นไส้ พิแสงลอบมองเขมมิกก็รู้ทันว่าแกล้ง
“ฉันรู้ทันเธอ จะบีบน้ำตา สร้างเรื่องฟูมฟายอะไรอีก”
เขมมิกยิ้มทั้งน้ำตา “ใครกันแน่ที่ตาบอด” เขมมิกปรายตามองวาศิณี “ระวังแอ๊ปเปิ้ลอาบยาพิษไว้ให้ดี”
พูดจบเขมมิกก็ลุกออกไป พิแสงแปลกใจว่าเขมมิกหมายความว่าอะไรจึงรีบลุกตามไป
“นายหัวคะ ไม่ทานข้าวก่อนล่ะคะ” อนงค์ถาม
วาศิณีจะเดินตาม “นายหัวคะ”
พิแสงหันมาออกคำสั่ง “เดี๋ยวกลับมากินเอง ไม่ต้องตาม”
พิแสงเดินออกไป วาศิณีหยุดกึกไม่กล้าตามก่อนจะหันไปมองอนงค์อย่างไม่สบายใจ
“แม่ว่า...ยัยนั่นมันหมายถึงหนูหรือเปล่า”
“เออสิ!”
“มันว่าหนูเป็นแอ็ปเปิ้ลเหรอ?”
วาศิณีเจ็บใจเขมมิก


เขมมิกเดินออกมาด้วยความโมโห
“ชิ...ทำมาเป็นฉลาดกับเรื่องของฉัน แต่โง่เรื่องยัยนั่น!”
พิแสงเข้ามาคว้าข้อมือของเขมมิกเอาไว้
“ใครโง่!” พิแสงถาม
“อยากรับก็รับไป”
“ฉันไม่รับ แต่เธอว่าใคร”
“ว่าตัวเอง”
“แล้วเมื่อกี้หมายความว่าไง...แอ็ปเปิ้ลอาบยาพิษอะไรของเธอ”
“โอ๊ย จะมาถือสาหาความอะไรกับคำพูดของฉัน ก็แค่เพ้อเจ้อไปวันๆ”
“เธอหมายถึงใคร”
“ยัยน้ำหวานคนสวย เลขาคุณไง”
“น้ำหวานเป็นคนดี”
“นั่นไง โง่จริงด้วย”
“นั่นไง เพ้อเจ้อไปวันๆจริงๆ” พิแสงย้อน
“ถามจริง...คุณชอบยัยน้ำหวานนั่นจริงเหรอ”
“ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไม่ชอบ”
“อืม...ต้องการเหตุผลใช่มั้ย”
“ทำไมถึงอยากให้ฉันไม่ชอบน้ำหวาน”
“เพราะยัยน้ำหวานนั่นเป็นแอ็ปเปิ้ลอาบยาพิษ”
“สงสัยเราจะคุยกันไม่รู้เรื่อง”
“คุณไม่คิดจะคุยกับฉันให้รู้เรื่องเองมากกว่า”
“เพราะเธอมันเพ้อเจ้อไปวันๆ”
“งั้นก็ไม่ต้องคุย”
“ได้!!”
พิแสงหมุนตัวกลับ เขมมิกเปลี่ยนใจจึงรีบเรียกไว้
“คุยเฉพาะเรื่องงาน!” เขมมิกบอก
“ได้!!! เราจะคุยกันเฉพาะแค่เรื่องงาน จำไว้นะ อย่าเพ้อเจ้อเรื่องน้ำหวานอีก ไม่งั้น...อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
พิแสงเดินเข้าไปในออฟฟิศ เขมมิกเจ็บใจ
เขมมิกนั่งเซ็งอยู่ เนตรนิภาวิ่งเข้ามาหา
“เขม เขม!”
แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 5 (ต่อ)


“เนตร...ฉันพลาดอีกแล้วอ่ะ แผนร้ายยัยเซ็กซี่ทั้งหมดที่ฉันลงทุนทำมา...มันไม่ได้ผลเลย แถมติดลบอีกต่างหาก นายนั่นมองฉันเหมือนฉันเป็นทิชชู่ใช้แล้วในห้องน้ำ”

“หนักหรือเบา”
“ค่อนข้างหนัก”
เขมมิกกับเนตรนิภาร้องพร้อมกัน “อี๋!!”
“เปลี่ยนเรื่องๆ...ลุทซ์โทรมา!” เนตรนิภาบอก
“ลุทซ์!!! ฉันลืมโทรหาลุทซ์”
“แกปิดเครื่องตลอด ลุทซ์จะโทรหาแกก็ไม่ได้”
“ว่าไง”
“ลุทซ์ต้องรีบกลับอเมริกาด่วนวันมะรืนนี้ แกจะไปพบเค้ามั้ย”
“ไปสิ ฉันมีเรื่องให้ลุทซ์ช่วย”
“งั้นก็ต้องรีบไป”
“วันนี้คงไม่ทัน...งั้นไปพรุ่งนี้”
“ไปยังไง ให้ทางนี้ไม่สงสัยแก”
เขมมิกครุ่นคิด


พิแสงกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งดูทีวีที่บ้านพัก เขมมิกพรวดเข้ามาหน้าตาตื่น
“คุณพิแสงคะ!!”
พิแสงสะดุ้งโหยง “อะไร!!”
“คือว่า....”
“แค่เรื่องงานนะ”
“งานสิคะ”
“มีอะไร”
“ฉัน...จะขออนุญาตไปซื้อเสื้อผ้า”
“มันเกี่ยวกับเรื่องงานตรงไหน นี่มันเรื่องส่วนตัวชัดๆ”
“งานสิ ฉันไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะกับการทำงานที่นี่เลย มีแต่ชุดโอกูตูร์”
“อะไรนะ”
“โอกูตูร์”
“อะไรนะ”
“โอ๊ย ช่างเถอะ!!! สรุปว่ามันเป็นชุดที่ใส่ทำงานไม่ได้ ไม่อยากถูกคุณด่าว่าไม่ดูกาละเทศะอีก”
“จะไปซื้อที่ไหน”
“แถวๆนี้แหละ โอเคป่ะคะ”
“เออ!”
“น่ารักอ่ะ!!! ถึงจะพูดไม่เพราะเลยก็เหอะ”
“เออ!”
“เซ็ง! ราตรีสวัสดิ์ อย่าฝันถึงเค้านะ”
เขมมิกหัวเราะแล้ววิ่งออกไป พิแสงมองตามแล้วเผลออมยิ้มก่อนจะรู้สึกตัว
“จะยิ้มทำไม”
พิแสงหันความสนใจดูทีวีต่อโดยไม่รู้ตัวว่าเขมมิกมากระซิบใกล้
“ยิ้มบ้างก็ดีนะ” เขมมิกกระซิบ
พิแสงสะดุ้งโหยง “เฮ้ย!!”
“ไปของจริงแล้ว เจอกันค่ะ”
เขมมิกเดินออกไป พิแสงหันกลับมาดูทีวีแต่ไม่ค่อยมีสมาธิเพราะกลัวเขมมิกโผล่มาอีก


พิศาคุยโทรศัพท์กับสาวิกา
“แต่ฉันสาบานจริงๆนะวิกา ฉันได้ยินคุณแม่เรียกชื่อมันว่า...เขม”
พิทยาที่เพิ่งกลับมาจากทำงานได้ยินเข้าก็ชะงักแล้วแอบฟัง
“จะเขมไหนได้อีกล่ะ ก็ต้องเป็นชื่อนังเขมมิก!” พิศาบอก
“เขมมิก...” พิทยาสงสัย
“แต่คุณแม่ไปเกี่ยวอะไรกับมันได้ยังไงกับคนที่ชื่อพี่ยุท นี่สิที่ฉันไม่รู้”
พิทยารีบเดินออกไปทันที


พิทยาเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วนึกใคร่ครวญ เขานึกถึงตอนที่เจอธรรมศักดิ์ที่บ้านของขนิษฐา พิทยานึกสงสัย
“คุณธรรมศักดิ์...เป็นทนายความคนสนิทของคุณแม่ คุณแม่พูดถึงเขม..กับพี่ยุท?”
เสียงพิสิณีดังขึ้น “ใครคะ??”
พิทยาสะดุ้ง พิศิณีเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนเรียบร้อย
“ไม่มีอะไรจ๊ะ ผมก็...นึกอะไรเพลินๆ”
“ประชุมมอบหมายงานเรียบร้อยแล้วเหรอคะ”
“จ๊ะ...ขอบคุณนะ ที่ไว้ใจให้ผมทำแทนคุณ”
“สิณีรู้ค่ะ ว่าคุณทำได้อยู่แล้ว ต่อไป สิณีก็จะค่อยๆวางมือ ให้คุณทำทั้งหมด แล้วสิณีก็จะมาเป็นแม่บ้าน...เลี้ยงลูก ดูแลคุณ ดีมั้ยคะ”
“ลูกเหรอ...ก็...ดีจ๊ะ”
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ หิวมั้ยคะ ทานอะไรมั้ย”
“ไม่จ๊ะ ไม่หิวเลย เห็นหน้าคุณ ผมก็อิ่มแล้ว”
พิสิณียิ้มเขินอายแล้วเดินเลี่ยงไป “สิณีไปเอาชุดนอนให้นะคะ”

พิทยามองตามพิสิณีที่เดินไปที่ตู้เสื้อผ้ายิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเศร้าหมองเพราะคิดถึงเขมมิก
ภาพในอดีตย้อนกลับมา เขมมิกอยู่ในอ้อมกอดของพิทยาที่กำลังพูดถึงอนาคต
“อยากจะมีลูกสักกี่คนดีจ๊ะ เขม” พิทยาถาม
“แล้วแต่คุณสิ”
“ถ้าแล้วแต่ผม...ก็สักโหลนึงเนอะ”
“บ้า คนนะ ให้ออกลูกเป็นครอกเหมือนหมูเลยหรือไง” เขมมิกว่า
“ก็ผมรักเขมนี่ วิธีเช็กว่าสามีภรรยารักกันมากแค่ไหน ให้ดูที่จำนวนลูก ลูกยิ่งดกแสดงว่า...รักกันมาก”
“รักแค่...สิบสองเอง?”
“งั้นสักยี่สิบสี่”
“โอ๊ย!!”
เขมมิกและพิทยาหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข


เขมมิกนั่งมองดูชุดเดียวกับที่ใส่ตอนพูดถึงเรื่องอนาคตกับพิทยาอย่างเศร้าซึม เนตรนิภาเดินเข้ามาคุยด้วย
“พรุ่งนี้ จะใส่ชุดนี้เหรอ” เนตรนิภาถาม
“เปล่า...กำลังแปลกใจ ฉันหยิบมันลงกระเป๋ามาถึงที่นี่ได้ยังไง”
“เพราะแกยังคิดจะใส่มันอยู่”
“ไม่” เขมมิกตอบ
“งั้นก็บริจาคให้คนอื่นที่ยังใส่ได้”
“แกคิดว่าจะมีคนใส่มันเหรอ”
“ทำไมจะไม่มี...ของยังใช้ได้ ไม่ได้เสียหายอะไร พอดีตัวใคร คนนั้นก็ใส่ ไม่เห็นแปลก”
“ทั้งๆที่มันอาจจะเก่า ตะเข็บปริ สีซีด”
“เขม...แกพูดถึงชุดของแก หรืออดีตคนของแก”
เขมมิกอึ้ง
เนตรนิภาพูดต่อ “อย่าเอาคนไปเปรียบกับวัตถุ เพราะมันไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือ...เรากำจัดออกไปจากชีวิตเราได้ ถ้ามันไม่จำเป็น”
“โอเค! แกคือจุดอ่อนที่ฉันต้องกำจัด ขอโทษนะ”
เขมมิกทิ้งชุดนั้นลงถังขยะ
“โล่งที่สุดอ่ะ ไป นอน!” เขมมิกบอก
เขมมิกเอื้อมมือไปปิดไฟ


พิทยาที่เปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยแล้วนอนอยู่บนเตียง พิสิณีลงนอนข้างๆ พิทยาหันไปจุมพิตอย่างแผ่วเบาที่หน้าผากของพิสิณี
“ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ ฝันดีนะ”
พิทยาล้มตัวลงนอนทันทีโดยหันหลังให้พิสิณี พิสิณีอึ้งเพราะเสียความรู้สึกที่สามีไม่สนใจจะทำการบ้านทั้งๆ ที่เธออุตส่าห์ตั้งความหวัง
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
พิสิณีลงนอนหันหลังให้พิทยาก่อนจะเอื้อมมือไปปิดไฟ พิสิณียังลืมตาในความมืด ส่วนพิทยาเองก็ยังลืมตาเพราะนอนไม่หลับ


พิแสงนั่งอุ้มปุ๊กลุ้กดูดาวบนท้องฟ้ายิ้มๆ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีความสุข
“ไปนอนกันเถอะ ปุ๊กลุ้ก....จะได้ตื่นเช้าๆ อยากรู้จังว่าพรุ่งนี้ ยัยนั่นจะสร้างเรื่องอะไรอีก...วุ่นวายชะมัด”
พิแสงอุ้มปุ๊กลุ้กเดินเข้าบ้านไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“ฉันยิ้มแล้วดีมั้ย ปุ๊กลุ้ก”


เขมมิกและเนตรนิภาก้าวลงจากรถของฟาร์มเพื่อนเกษตร หลอดกับเสริมลงตามมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
“เมืองหาดใหญ่นี่ไกลเกือบร้อยโล ใกล้ฟาร์มยังไงครับคุณเขม” หลอดถาม
“แหม จะให้ฉันซื้อเสื้อผ้าแถวฟาร์มตรงไหนล่ะ” เขมมิกว่า
“ตลาดนัดไงครับคุณเขม คนงานเขาก็ซื้อกันที่นั่น” เสริมบอก
“โอ๊ย!!! ผู้ชายเนี่ย ไม่เข้าใจผู้หญิงเลย ซื้อน่ะซื้อได้..แต่...ขอมาเปิดหูเปิดตาบ้างไรบ้างไง”
หลอดกับเสริมพูดพร้อมกัน “อ๋อ หาเรื่องเที่ยว”
“เราสองคนก็ได้มาเที่ยวด้วยไง ไม่ดีเหรอ” เนตรนิภาถาม
หลอดกับเสริมตอบ “ไม่ดีครับ”
“นายหัวด่าตาย” หลอดบอก
“ก็อย่าให้นายหัวรู้สิ...เอางี้...ฉันให้ทุนท่องเที่ยว แล้วรูดซิปปาก โอเคป่ะ” เขมมิกถาม
หลอดกับเสริมมองหน้ากันอย่างลำบากใจมากก่อนจะตอบพร้อมกัน “ดีครับ”
“นึกว่าจะไม่ดี”
เขมมิกกับเนตรนิภายิ้มๆที่แผนการสำเร็จ


เขมมิกกับเนตรนิภาเดินมาจะข้ามถนน รถของพิแสงและกนธีขับผ่านมา กนธีตาไวเห็นเขมมิกและเนตรนิภา
“เฮ้ย นั่นคุณเขม!”
พิแสงตกใจจึงเบรกรถหัวทิ่ม “ไหน!!”
“ไอ้พิแสง!!!” กนธีโวย
รถที่ตามหลังพิแสงเบรกตามกันเป็นแถวทั้งหมดต่างโผล่หน้าออกมาตะโกนด่า
“ขับรถภาษาอะไรวะ”
เขมมิกและเนตรนิภาข้ามถนนไปแล้วและเดินไปไกล พิแสงชะโงกมองก็เห็นหลังเขมมิกไวๆ หายเข้าซอยไป
“ยัยตัวแสบ เอาแล้วไง” พิแสงว่า
“เออ เอาแล้วไง เอาไงต่อ” กนธีถาม
“กลับรถ”
“กลับไม่ได้ วันเวย์ ไปข้างหน้าเร็ว เดี๋ยวก็ถูกรุมกระทืบหรอก”
พิแสงเจ็บใจแต่ก็จำใจเดินหน้ารถไปต่อทั้งๆ ที่ยังกังวลเรื่องเขมมิก
เขมมิกและเนตรนิภาเดินมาถึงหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไป พอเขมมิกและเนตรนิภาเข้าประตูปุ๊บ พิแสงและกนธีก็เดินผ่านโรงแรมแห่งนั้นไปพลางคุยเรื่องเขมมิก

“แกจะโมโหอะไรนักหนาวะ” กนธีถาม
“ยัยนั่นโกหกฉัน!!! บอกว่าไปซื้อของใกล้ๆ แต่ดันมาโผล่ที่หาดใหญ่ แอบมาทำอะไรแน่ๆ” พิแสงบอก
“เฮ้ย..อคติ คิดมาก”
“ไม่ได้อคติ ถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำไมต้องโกหก ยัยตัวแสบนั่นปิดเครื่อง ฉันต้องโทรหาไอ้หลอด”
พิแสงหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาหลอดระหว่างที่เดินไป


หลอดรับโทรศัพท์ในขณะที่กำลังกินอาหารกับเสริมอย่างเอร็ดอร่อย
“ฮัลโหลครับ นายหัว”
พิแสงคุยมือถืออยู่ที่มุมหนึ่ง
“ไอ้หลอด แกพาเขมมิกไปซื้อของที่ไหน” พิแสงถาม
“ก็ใกล้ๆครับ นายหัว” หลอดตอบ
“ใกล้แค่ไหน”
“ใกล้มากเลยครับนายหัว ตดไม่ทันหายเหม็นก็ถึงแล้ว”
“มาตดถึงหาดใหญ่เนี่ยนะ”
หลอดอึ้งถึงกับช้อนตก “ไอ้หยา!!”
“อะไรพี่หลอด!” เสริมถาม
หลอดพูดกับเสริม “งานเข้า!”
“ไอ้หลอด ฮัลโหล ฟังอยู่หรือเปล่า ไอ้หลอด!”
หลอดแกล้งทำเป็นไม่มีสัญญาณ “ฮัล..โหล..ไม่..ได้ยิ..เลย...คะ..รับ...ครืดๆ”
หลอดรีบวางสายในสภาพเหงื่อแตก
“นายหัวจับได้แล้ว ว่าเรามาหาดใหญ่” หลอดบอก
หลอดกับเสริมมองหน้ากันอย่างประหวั่นพรั่นพรึง พิแสงกดปิดมือถือ
“ยัยเขมมิก!” พิแสงโกรธ
“เฮ้ยๆๆ ใจเย็นๆๆๆๆ ก่อนจะพิพากษา แกควรจะฟังคำให้การของจำเลยก่อนนะ” กนธีบอก
“ฉันฟังแน่ แต่ตอนนี้ต้องหาตัวจำเลยให้เจอ”
“เฮ้ย...แล้วงานฉันล่ะ ฉันนัดคุยกับบริษัททัวร์ แกก็นัดคุยกับเฮียป๋อเรื่องซื้อหมูแม่พันธุ์ตัวใหม่”
“จัดลำดับความสำคัญเป็นมั้ยวะ” พิแสงถาม
“งานมาก่อน” กนธีตอบ
“จับผิดยัยเขมมิกมาก่อน เรื่องอื่นรอได้!”
พูดจบพิแสงก็เดินไปอีกทาง กนธีเหนื่อยใจกับพิแสงจึงรีบหยิบมือถือขึ้นมาโทรเลื่อนนัด พลางวิ่งตามพิแสงไป
“ครับ...ผมกนธีนะครับ จากรีสอร์ทกนธี”


เขมมิกโผเข้ากอดลุทซ์ด้วยความดีใจ
“ลุทซ์!!!”
“เขม!”
เนตรนิภามองอย่างปลื้มใจ
“ดีใจที่สุด...เธอเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลย” เขมมิกบอก
“แต่เธอ สวยขึ้นมาก...ไม่หมือนเดิม”
“พูดไทยเก่งขึ้นมาก”
“THANK YOU นั่งก่อน แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง ทำไมเธอถึงมีหนี้สินหลายสิบล้าน”
“งั้นระหว่างนี้ ฉันไปซื้อของให้แกแล้วกันนะ จะได้ไม่เสียเวลา” เนตรนิภาบอก
“ขอบใจนะเนตร”
เนตรนิภายิ้มให้กำลังใจเขมมิกที่มีสีหน้าหมองลงแล้วเดินออกไปจากโรงแรม เขมมิกนั่งคุยกับลุทซ์


ธรรมศักดิ์รายงานความคืบหน้าเรื่องการตามหาตัวลูกชายเพื่อนของพิสุทธิ์
“ตอนนี้เป็นไปได้ว่า....ลูกชายเพื่อนของท่านคนนั้นอาจจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตัวเอง ทำให้ตามหาตัวยากลำบากมาก”
“เขาทำแบบนี้ทำไม”
ธรรมศักดิ์ยิ้มไม่ตอบ
“มีทางตามหาตัวเจอมั้ย”
“คงต้องใช้เวลาสักพักครับ....”
“นานแค่ไหน ผมก็จะรอนะ”
พิสุทธิ์รู้สึกเป็นกังวล เสียงเคาะประตูดังขึ้น
พิสุทธิ์พูด “เข้ามา”
พิทยาเปิดประตูเข้ามาเห็นธรรมศักดิ์
“สวัสดีครับ คุณธรรมศักด์” พิทยาทัก
“สวัสดีครับ”
“ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อมีแขก”

“กำลังจะกลับพอดีครับ ขอตัวนะครับ สวัสดีครับท่าน”
ธรรมศักดิ์ทำความเคารพพิสุทธิ์แล้วเดินออกไป พิทยามองตามอย่างติดใจสงสัย

“มีอะไรตาพีท” พิสุทธิ์ถาม

“ผม...จะมาปรึกษาเรื่องโครงการเส้นทางการบินที่เสนอไว้นะครับ” พิทยาบอก
“เอาสิ”
“แต่ขออนุญาตไปเอาเอกสารที่ห้องก่อนนะครับ”
“เชิญ”
พิทยารีบเดินออกไป พิสุทธิ์หันไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมคลายเครียด
“เออ สนุกดีเว้ย...พักหน่อยแล้วกัน ขอสักสิบนาที”


ธรรมศักดิ์เดินมาตามทางเดินในออฟฟิศ พิทยาเร่งฝีเท้าตามธรรมศักดิ์
“คุณธรรมศักดิ์ครับ!” พิทยาเรียก
“ครับ”
“ผมมีเรื่องสงสัยอยากจะถาม ขอคุยด้วยหน่อยครับ”
พิทยาเชิญธรรมศักดิ์ไปคุยที่มุมหนึ่ง ธรรมศักดิ์เดินตามไปอย่างแปลกใจ


เนตรนิภากำลังซื้อเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานในฟาร์มให้เขมมิกทั้งประเภทเสื้อเชิ้ตโดยพยายามจะจัดให้แมทช์และดูดีมีสไตล์
“เสื้อตัวนี้ กับกางเกงตัวนั้น...ควรจะมีผ้าพันคอไว้ซับเหงื่อ หรือไม่ก็ไว้มัดคอตัวเองตายลาโลก”
คนขายมองหน้าเนตรนิภาเหวอๆ
“ขอโทษค่ะ ชอบพูดอะไรเรื่อยเปื่อยตามประสาคนไม่มีสติค่ะ เอาตัวนี้ ตัวนั้น ตัวโน้น ตัวนี่...”
กนธีเดินนำพิแสงเข้ามาในร้านแล้วยิ้มให้เนตรนิภา
“ตัวนี้ด้วยมั้ย” กนธีถาม
เนตรนิภาหันมาแต่ยังไม่รู้ตัว “ตัวไหน” เนตรนิภาเห็นกนธีกับพิแสงก็ตกใจมาก “ว้าย!!! ตัวใครตัวมันดีกว่าค่ะ ลาล่ะค่ะ สวัสดี”
เนตรนิภาจะวิ่งหนี กนธีรั้งตัวเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณเนตรนิภา”
“เอ่อ..อะไรเหรอคะ”
“มาซื้อซะไกลเลยนะครับ” กนธีว่า
“ไม่ไกลค่ะ ไม่ไกล ใกล้แค่นี้เอง”
“เขมมิกอยู่ไหน!!” พิแสงถาม
เนตรนิภาอึ้งแล้วหาทางแก้ตัว ในขณะที่กนธีและพิแสงจ้องเธอเขม็ง


พิทยาถามธรรมศักดิ์
“คุณไปบ้านของแม่เขมมิกทำไม”
ธรรมศักดิ์อึ้งเพราะคิดไม่ถึงว่าพิทยาจะรู้

เขมมิกเล่าเรื่องให้ลุทซ์ฟัง
“พ่อฉันมีเมียน้อย เลิกกับแม่ โดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า แล้วไปอยู่อเมริกาทำธุรกิจร้านอาหารไทยที่นั่น...พ่อฉันตายหลังจากนั้นไม่นาน แล้วก็มีคำสั่งศาลให้แม่ฉันใช้หนี้ที่พ่อฉันไปกู้เงินมาทำธุรกิจ สิบล้าน”
ลุทซ์ตกใจ “โอมายก็อด”
“ตอนนี้พระเจ้าหรือใครก็ช่วยฉันไม่ได้ ตอนนี้แม่ฉันป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นที่สี่”
เขมมิกน้ำตาซึม ลุทซ์จับมือเขมมิกเพื่อปลอบใจ
“เธอรู้เรื่องฉันตกงานแล้วมารับงานบ้าๆที่พัทลุงนี้แล้วใช่มั้ย” เขมมิกถาม
“ใช่...เขม ฉันอยากช่วยเธอ เธอเป็นเหมือนน้องสาวของฉัน”
“เธอ และพ่อแม่ของเธอก็เป็นเหมือนครอบครัวของฉัน ฉันไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอตอนที่ไปเรียนที่สวิส ยังจำได้ว่าฉันอบอุ่นมาก”
“ฉันพอมีเงิน”
“อย่าช่วยฉันด้วยเงินเลย”
“แล้วจะให้ฉันช่วยได้ยังไง”
“หนี้ก้อนโตนี้ แม่ฉันไม่ได้มีส่วนรู้เห็น แม่ฉันไม่ได้เป็นคนเซ็นยินยอมการกู้เงิน...ฉันมั่นใจว่ามีคนปลอมลายเซ็นแม่ฉัน อีกอย่าง ฉันรู้ดีว่าธุรกิจของพ่อฉันไปได้ดีมาก ไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาทำธุรกิจเลย”
“ได้ ฉันจะช่วยหาหลักฐานมาเคลียร์คดีให้เธอ ไม่ต้องห่วง”
“ขอบคุณมากนะลุทซ์”
เขมมิกโผเข้ากอดลุท
กำลังโหลดความคิดเห็น...