xs
xsm
sm
md
lg

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พรพรหมอลเวง ตอนที่ 12 
สุดนภาลากตันหยงมาตามทางเดิน ปฐวียืนหันหลังอยู่
“นั่นไง” สุดนภาชี้ไป
ตันหยงมองไปตรงหน้า
“ไปสิ ชั้นจะไปรอแกหน้าบ้านนะ”
ตันหยงดีใจ เธอเดินไปสองสามก้าวแล้วเรียก
“น้าวี!”
ปฐวีหันมาเห็นตันหยงก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ปฐวีดีใจ ตันหยงวิ่งเข้าไปหาแล้วไปหยุดยืนใกล้ๆ
“น้าวี...”
ปฐวีดีใจจนอยากจะเข้ามากอดตันหยง แต่เสียงหนึ่งฤทัยเรียกดังขึ้นเสียก่อน
“วีคะ”
ทั้งสองหันไปมอง ปฐวีจ๋อย หนึ่งฤทัยเดินมาเกาะแขนปฐวี
“คุณตันหยง มาได้ไงคะนี่” หนึ่งฤทัยสงสัย
ตันหยงมองหน้าปฐวีอย่างตัดพ้อ นาวินวิ่งจู๊ดเข้ามาเจอสุดนภาที่อีกมุมหนึ่ง
“คุณบี๋ เดี๋ยว อย่าพึ่งเข้าไป” นาวินห้าม
“ไม่ทันแล้ว” สุดนภามองนาวินอย่างแค้นๆ
ตันหยงหันหน้าวิ่งออกมา ปฐวีผวาจะตามแต่หนึ่งฤทัยรั้งแขนไว้ ตันหยงวิ่งผ่านหน้าสุดนภาแล้วก็หยุดมองอย่างตัดพ้อเพื่อน
ปฐวีแกะมือหนึ่งฤทัยออก หนึ่งฤทัยมองหน้าปฐวีอึ้งๆ
“ผมขอโทษครับ”
ปฐวีวิ่งตามตันหยงไป หนึ่งฤทัยทั้งอึ้งทั้งเสียใจ


ตันหยงวิ่งออกมาแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเดินไปด้วยความเสียใจ ปฐวีวิ่งตามมาจับตัวไว้ ทั้งสองหยุดมองหน้ากัน
“คุณมาหาผม”
“ชั้นไม่คิดว่าคุณอยู่กับหมอหนึ่ง”
ปฐวีหน้าเสียเพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง ตันหยงรอฟัง แต่ปฐวีไม่อธิบายอะไร
“คุณไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมชั้น แม้แต่ตอนที่ชั้นยังอยู่ที่โรงพยาบาล”
ปฐวีมองหน้าตันหยง
“เพราะคุณมีคู่หมั้นแล้ว”
ตันหยงเงียบก่อนจะหันหลังให้แล้วเดินออกไป ปฐวีจะเรียกแต่ก็ไม่กล้า เขาได้แต่มองตาม ด้วยความเจ็บใจตัวเองที่พูดแบบนั้นออกไป


ตันหยงเดินมาที่รถ เธอหันไปมองบ้านประภัสสรแล้วก็เศร้าจึงเดินขึ้นไปนั่งบนรถ สุดนภาเดินมาด้วยความโกรธ นาวินวิ่งตาม
สุดนภาพูดเสียงต่ำ “ไม่ต้องมายุ่งกับชั้นเลย”
“อย่าโกรธผมสิ ใครจะไปรู้ว่าจะมาเร็วแบบนี้ กะว่าจะรีบมาดักรอก่อนไง”
“โทรศัพท์ก็มีทำไมไม่โทรบอกก่อน คุณทำชั้นหน้าแตก ทำเพื่อนชั้นเสียใจ รู้ไว้ด้วย”
สุดนภางอนแล้วขึ้นรถไปทันที นาวินยืนเกาหัวด้วยความเซ็ง รถแล่นออกไป ปฐวีมองตามตันหยง แต่ตันหยงไม่หันมามอง

ตันหยงเดินมานั่งที่เตียงเศร้าๆ สุดนภาเดินตามเข้ามา
“ชั้นขอโทษ ชั้นวุ่นวายเองหยง มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้”
“ชั้นไม่โทษแกหรอกบี๋ ความจริงมันผิดที่ชั้นเองนั่นแหละ”
“ไม่เอาน่า แกอย่างเพิ่งสรุปสิหยง ทุกอย่างมันยังไม่กระจ่างเลย”
“ชัดทุกอย่างแล้ว ชั้นไม่ควรคิดถึงเค้าอีก คนที่ชั้นควรคิดถึงให้มากคือพิราม ชั้นไม่ควรทำผิดต่อเค้า”
“หยง”
“บี๋ เราหยุดแค่นี้เถอะนะ พอได้แล้ว”
ตันหยงทำหน้าจะร้องไห้ สุดนภาเป็นเดือดเป็นร้อน

ปฐวีนั่งเครียด ในขณะที่นาวินกำลังโทรศัพท์หาสุดนภา แต่สุดนภาไม่ยอมรับ
“จะโกรธไปไหนเนี่ย ทำไมยังไม่ยอมรับสายอีก”
ปฐวีหันไปมองเพื่อน
นาวินยิ้ม “แต่เดี๋ยวก็คงหายโกรธแหละ ชั้นมีวิธี”
“เก่งจริงนะแก”
“เปล่า ชั้นไม่ได้เก่ง เรื่องบางเรื่อง มันไม่ต้องใช้วิชาการ หรือความรู้ชั้นเทพหรอก ก็แค่ทำตามความรู้สึกตัวเอง แล้วแกล่ะ คิดจะทำยังไง”
“แกจะให้ชั้นทำยังไง ในเมื่อเค้ามีคนคอยดูแลอยู่แล้ว”
นาวินพูดจริงจัง “เรื่องความรัก มันต้องใช้ความรู้สึก อย่ามัวแต่ใช้เหตุผล”
“เรื่องทุกอย่าง มันต้องมีเหตุผล”
ปฐวีนิ่งไม่ตอบแล้วเบือนหน้าออก นาวินมองแล้วบ่น
“โอ๊ย...ไอ้วีเอ๊ย รู้แต่เรื่องสมอง แต่ไม่รู้เรื่องหัวใจเล้ย...”


ปฐวีกำลังจะขึ้นรถไปทำงาน ปรงทองที่ใส่บาตรเสร็จแล้วเดินเข้ามา ปฐวีเดินเข้าไปหา
ปรงทองพูดกับเด็กรับใช้ “เจ้าส้ม เข้าไปก่อน ชั้นจะคุยกับหลานชั้น”
“คุณย่า”
“งานยุ่งมั้ยพ่อวี”
“ช่วงนี้ไม่ยุ่งแล้วครับ มีหมอใหม่มาช่วย หมอจากทุนมูลนิธิของคุณย่านั่นแหล่ะครับ”
“ดี จบกันมาเยอะๆ จะได้ออกมาช่วยเหลือคน ย่าชอบให้โอกาสคน เราเองก็เช่นกันนะเจ้าวี ให้โอกาสตัวเองบ้าง หาคนมาเป็นคู่คิด ย่าจะได้หมดห่วงสบายใจ”
ปฐวียิ้มให้ “ครับ คุณย่า ผมไปทำงานก่อนนะครับ”


ปฐวีกำลังนั่งคิดถึงประโยคของปรงทอง จริญทิพย์เดินเข้ามาพร้อมกาแฟและแฟ้ม
“มาแล้วค่ะ กาแฟร้อนๆ ทิพย์แถมแซนวิชมาให้ด้วยนะคะ แล้วก็รายงานหมอฝึกใหม่ หมอรุ่นนี้หน้าตาเด็กลง ๆ นะคะ ไม่รู้อดนมกันรึยัง เอ๋ ..หรือว่าทิพย์แก่ขึ้นน๊า”
จริญทิพย์พูดไปเรื่อย ในขณะที่ปฐวีใจลอยไม่ตอบ
“อ้าว หมอวีขา หมอวี”
ปฐวีรู้สึกตัวมองจริญทิพย์
“ทิพย์พูดไปตั้งเยอะ หมอวีไม่ได้ฟังเลยหรือคะ ใจลอยไปไหนเนี่ย หมอวี”
ปฐวีสะดุ้ง “คุณทิพย์ว่าไงนะครับ”
“ตายแล้วหมอวี นายแพทย์ศัลยกรรมประสาท ห้ามมีอาการทางสมองนะคะ กลับมาอยู่กับทิพย์ก่อน เอ๊.. หรือจะเป็นอาการทางหัวใจ”
ปฐวีมองจริญทิพย์ดุๆ จริญทิพย์จ๋อยเดินออกมา
“ทิพย์เอาแฟ้มหมอฝึกใหม่มาให้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
จริญทิพย์วางแฟ้มแล้วเดินออกไป ปฐวีมองตามแล้วส่ายหน้า


ตันหยงกับพิรามเดินมารอที่หน้าห้องตรวจ ตันหยงมองหาปฐวีแต่ก็ไม่เห็น พิรามสังเกตเห็นจึงถาม
“หยง มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ..เปล่าหรอกค่ะ”
พยาบาลเดินออกมา
“เชิญคุณตันหยงในห้องตรวจได้เลยค่ะ”
ตันหยงเดินตามพยาบาลเข้าห้องตรวจไป พิรามมองตามแล้วถอนหายใจ

หนึ่งฤทัยตรวจร่างกายให้ตันหยงเสร็จเรียบร้อย หนึ่งฤทัยเขียนบันทึกแล้วหันไปสั่งพยาบาล
“ตอนนี้ร่างกายคุณเป็นปกติดีแล้วนะคะ หมอสั่งยาบำรุงให้ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่าห่วง” หนึ่งฤทัยพูดกับพยาบาล “ช่วยเอานี่ไปที่ห้องยาก่อน”
พยาบาลรับใบสั่งยาแล้วเดินออกไป หนึ่งฤทัยยิ้มให้ตันหยง
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ อย่าลืมทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องนะคะ”
ตันหยงรู้สึกอึดอัด “ค่ะ เอ่อ หมอหนึ่งค่ะ หมอวีสบายดีมั้ยคะ”
หนึ่งฤทัยมองหน้าตันหยง
“ค่ะสบายดี ขอเวลาคุณซักครู่ได้มั้ยคะ”
“อะไรคะ” ตันหยงถาม
“เอ่อ...หนึ่งไม่ทราบว่าคุณกับวีรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เราสองคนรู้จักกันมาเกือบ 10 ปี หนึ่งผูกพันกับวีมาก หนึ่งอยากบอกให้คุณทราบตรงนี้”
ตันหยงนิ่งเพราะพูดไม่ออก
“คุณเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว คุณจะพัวพันกับวีทำไม”
ตันหยงอึกอัก “ชั้น...”
“หนึ่งกับวีคงไปได้ไม่ไกลกว่านี้ ถ้ายังมีคุณพัวพันวีอยู่ หนึ่งรักหมอวีมาก มากจนทนไม่ได้ ถ้าขาดหมอวีไป ขอร้องละนะคะคุณตันหยง อย่าทำให้วีต้องไม่สบายใจอีกเลย เห็นแก่ลูกผู้หญิงด้วยกันเถอะค่ะ รับปากหนึ่งนะคะ”
หนึ่งฤทัยมองตันหยงอย่างขอร้อง ตันหยงอึ้งเพราะแทบจะร้องไห้


ตันหยงเดินออกมาจากห้องโดยมีหนึ่งฤทัยเดินตามมาส่ง พอเห็นทั้งคู่ พิรามก็รีบเดินมารับ
“เรียบร้อยแล้วหรือครับ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ทุกอย่างปกติดี” หนึ่งฤทัยบอก
“กลับกันเถอะค่ะ” ตันหยงพูด
พิรามมองตันหยง
“ครับ งั้นกลับกันเลย ผมขอตัวก่อนนะครับหมอหนึ่ง”
“ค่ะ ขอให้คุณทั้งสองคนโชคดีนะคะ”
ตันหยงเดินออกไปทันที พิรามมองอย่างแปลกใจแล้วเดินตามไป หนึ่งฤทัยทั้งโล่งใจทั้งละอายใจ

ตันหยงนั่งเฉย ส่วนพิรามมองตันหยงอย่างเป็นห่วง
“หยงตกลงใจเรื่องของเราหรือยังครับ”
“พิรามคะ หยง...”
“ผมดูฤกษ์แต่งงานของเราไว้แล้วนะครับ สองวัน ก่อนเดินทาง”
พิรามจ้องตันหยงรอคำตอบ ตันหยงนึกถึงคำพูดของหนึ่งฤทัย
“หนึ่งอยากจะขอร้องคุณ อย่ามายุ่งกับหมอวีอีก คุณก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
ตันหยงยิ้มเศร้าก่อนพูด
“เราเป็นคู่หมั้นกัน เราก็ควรจะแต่งงานกันใช่มั้ยคะ”
พิรามดีใจมาก
“ตกลงนะหยง หยงตกลงแล้วใช่มั้ย”
ตันหยงพยักหน้า “ค่ะ มันคงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด”
พิรามตื่นเต้น “ขอบคุณครับหยง ขอบคุณมาก”
พิรามกอดตันหยงไว้ด้วยความดีใจสุดขีด ตันหยงเศร้า


ปฐวีนั่งคุยโทรศัพท์กับนาวิน
“โทรมาทำไม นี่เวลางานแกไม่ใช่เหรอ” ปฐวีว่า
“เป็นห่วง อยากจะถามเรื่องแก ไปถึงไหนแล้ว คุยกับคุณตันหยงหรือยัง”
ปฐวีตอบทันที “ยัง”
“จะมัวรออะไรวะ”
“แล้วแกล่ะ ง้อคุณบี๋สำเร็จแล้วหรือ” ปฐวีย้อนถาม
“แกไม่ต้องมายอกย้อนชั้น ถ้าชั้นลงมือ มั่นใจได้เลยว่าสำเร็จแน่นอน แล้วถ้าแกไม่กล้า ก็เชิญอกหักไปคนเดียวเลย ไอ้คุณหมอปฐวี เดี๋ยวกระผมจะส่งผลงานของกระผมไปให้ดู”
ปฐวีวางโทรศัพท์แล้วส่ายหน้า


สุดนภากำลังดูแลเด็กๆ อยู่กลางสนาน นาวินมายืนแอบดูก่อนจะส่งสัญญาณให้เด็กๆ นนท์เห็นก็ยิ้มรับแล้วส่งสัญญาณให้เพื่อนๆต่อ เด็กๆเริ่มแปรขบวนแล้วเต้นแฟลชม๊อบ สุดนภายืนงง
เด็กๆเต้นจนจบ สุดนภายืนเขินท่ามกลางเด็กๆ นนท์วิ่งไปหานาวิน นาวินเดินถือช่อดอกไม้มาหา สุดนภาทำหน้าเขิน
“ทำอะไรของคุณ ไม่อายบ้างหรือ”
“ก็นิดนึง แต่อยากให้คุณยกโทษให้มากกว่า”
“จะบ้าหรือ คุณไม่อายชั้นอาย”
“งั้นยกโทษให้ก่อนสิ น่านะ นะๆๆๆๆ”
สุดนภาเขิน “ก็ได้ พอแล้ว”
สุดนภารับช่อดอกไม้ไป นาวินยิ้มให้สัญญาณกับนนท์ นนท์ร้องเฮแล้ววิ่งมาตีมือกับนาวิน สุดนภายืนเขิน นาวินยิ้มภูมิใจมาก


ปฐวีดูวีดีโอนั้นจากจอมือถือแล้วก็ยิ้มขำ
“ไอ้วิน แกนี่มันบ้าจริงๆ”
ปฐวีปิดโทรศัพท์แล้วนิ่งคิด
“แต่ชั้นตัดสินใจแล้ว”
ปฐวีถอนใจแล้วนั่งทำงานต่อ

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 12 (ต่อ)
ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้าในบ้านตันหยง
บุหงาพูด “แม่เองก็ไม่ขัดข้อง พิรามก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสามารถที่จะดูแลลูกสาวของเราได้ พิราม แม่ฝากหยงด้วยนะลูก”
“ดูแลลูกสาวผมให้ดี เหมือนกับที่ผมดูแล นะพิราม” พินิจกำชับ
“ครับ ผมสัญญา”
พิรามหันไปยิ้มพร้อมกับจับมือตันหยง ตันหยงยิ้มตอบแบบเศร้าๆ


ปฐวีขับรถกลับบ้านคนเดียวพร้อมกับนั่งคิดไป เสียงนาวินดังขึ้นในหัว ปฐวีสะบัดหัวแล้วเปิดเพลงในรถ เสียงปรงทองที่ว่า “ให้โอกาสตัวเองบ้าง” ดังขึ้นในหัวอีก
ปฐวีคิดแล้วตัดสินใจหักหัวรถเปลี่ยนเส้นทาง

ปฐวีขับรถมาจอดที่ฝั่งตรงข้ามบ้านตันหยง เขามองเข้าไปในบ้านอยู่สักพักจนจะออกรถ แต่ปฐวีเห็นตันหยงเดินออกมา ปฐวีเปิดประตูเดินข้ามถนนไปหน้าบ้านแต่แล้วก็ต้องหยุดกึก เพราะพิรามเดินตามมา
“ผมอยากให้ถึงวันแต่งงานของเราเร็วๆจัง ผมไม่อยากห่างคุณแม้แต่นาทีเดียว” พิรามบอก
“อีกไม่นานหรอกค่ะพิราม”
ตันหยงทำท่าจะเดินเข้าบ้านแต่พิรามดึงมือตันหยงไว้ ตันหยงมองหน้าพิราม พิรามดึงมือตันหยงเข้ามากอดไว้แล้วก้มไปหาตันหยง
ปฐวีเห็นพิรามก้มลงไปจูบตันหยง ปฐวีหันหลังกลับแล้วเดินไปขึ้นรถของตัวเองทันที เขาเข้าไปนั่งในรถเพื่อระงับความรู้สึกก่อนจะขับรถออกไป
ตันหยงเบี่ยงตัวดันพิรามออก พิรามชะงัก
“อย่าทำอย่างนี้ค่ะ มันไม่เหมาะ”
“หยง คุณไม่รักผมแล้วเหรอ”
ตันหยงมีสีหน้าสับสน พิรามมองอย่างเข้าใจ
“ผมขอโทษ ผมรอหยงฟื้นมาเกือบปี และไม่ว่าจะนานแค่ไหน ผมก็จะรอ ขอแค่คุณกลับมารักผมเหมือนเดิม”
พิรามสบตาตันหยง ตันหยงหลบตาเพราะกลัวพิรามรู้ความในใจ


ปฐวีขับรถมาเรื่อยๆ โดยพยายามระงับความรู้สึกและความคุมอารมณ์ ปฐวีเร่งเครื่อง รถวิ่งไปอย่างเร็ว

นาวินกับปฐวีนั่งอยู่ในคลับ ปฐวีนั่งเงียบ นาวินมองอย่างเป็นห่วง
“นี่วี แกไม่อยากพูดอะไรบ้างหรือ” นาวินถาม
“พูดอะไร แกชวนชั้นมา แกอยากพูดอะไร”
“ไม่พูดก็ได้ ดื่มดีกว่า”
สาวสวยคนหนึ่งเดินมาส่งสายตาให้นาวินกับปฐวี
“โน่น เจ้าวี เค้าส่งสายตาให้แก”
ปฐวีไม่สนใจ “เชิญแกตามสบาย ระวังครูบี๋หน่อยแล้วกัน”
“โธ่เว๊ย..ไอ้วี ไปบวชเลยไป๊”
นาวินทำท่าเซ็งปฐวี ปฐวีทำหน้าเฉย


เวลาผ่านไป ปฐวีมานั่งเศร้าอยู่ริมสระน้ำคนเดียว


ประภัสสรที่นั่งอยู่ในบ้านขยับตัวอย่างอึดอัด ปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาช่วยเอาหมอนหนุนหลังให้
“ขอบคุณนะคะพี่ปรางค์ ดูพี่ปรางค์สดใสขึ้นนะคะ”
“คงอย่างนั้นแหละ คงเพราะพี่ได้ไปปฏิบัติธรรม เลยทำให้พี่เข้าใจชีวิตมากขึ้น” ปรางค์ทิพย์บอก “พี่ซื้อมะพร้าวอ่อนมาให้เธอเยอะเลย ลองชิมดูก่อน” ปรางค์ทิพย์เรียกบุญศรี
บุญศรีเอามะพร้าวมาให้
“ขอบคุณค่ะพี่ปรางค์”
“คนท้องเค้าบอกให้ทานน้ำมะพร้าวเยอะๆ เด็กออกมาผิวพรรณจะสะอาดสะอ้าน”
ประภัสสรดื่มน้ำมะพร้าว
“ทั้งหวานทั้งหอมเลยค่ะ”
“พี่มีเรื่องจะปรึกษา ช่วงนี้พี่เห็นวีดูซึมๆนะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“พี่ปรางค์คิดเหมือนภัสเลย ภัสดีใจนะคะ ที่พี่ปรางค์เป็นห่วงวี”
“ภัส พี่สำนึกตัวแล้ว ท้ายที่สุด พี่ก็เหลือแต่พี่น้องเท่านั้นแหละ”
ปรางค์ทิพย์กับประภัสสรจับมือกัน

ปฐวีกับหนึ่งฤทัยเดินคุยกันมาตามทางเดินในโรงพยาบาล
“นี่วีพูดจริงหรือเปล่าคะ เรื่องจะไปเป็นแพทย์อาสา”
“จริงครับ ตอนนี้ทางโรงพยาบาลมีหมอมาช่วยหลายท่าน ความจริงผมคิดไว้นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสซักที”
“ดีสิคะ หนึ่งก็อยากไปเหมือนกัน คิดไว้ตั้งแต่เรียนจบ จนป่านนี้ยังไม่มีโอกาสได้ไปเลย”
ปฐวียิ้มอย่างอุ่นใจ หนึ่งฤทัยยิ้มให้

ปรงทองนั่งคุยกับปฐวีอยู่ในบ้าน
“ย่าตามใจเจ้านะ ถ้าอยากไปก็ไปเถิด เห็นบ่นมาหลายปีแล้วนี่”
“คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ หมอจากมูลนิธิของคุณย่าทำงานได้ดีมาก”
“เรื่องนั้นย่าไม่ห่วงหรอก ย่าเป็นห่วงเจ้ามากกว่า”
ปฐวียิ้ม “ผมมีอะไรน่าห่วงหรือครับ”
“วีเอ๊ย ย่าเลี้ยงเจ้ามา ทำไมย่าจะดูเจ้าไม่ออก หน้าตาเจ้าน่ะ เหมือนคนคิดไม่ตก เอาเป็นว่าเจ้าอยากเล่าเมื่อไหร่ ก็ค่อยบอกให้ย่าฟังนะ”
ปรงทองมองปฐวียิ้มๆ ปฐวีนิ่ง

สุดนภากับตันหยงนั่งคุยกันอยู่ที่บ้านตันหยง
“แกคิดดีแล้วหรือ หยง ชั้นเป็นห่วงแกนะ”
ตันหยงขำ “ชั้นจะแต่งงาน ไม่ได้ป่วย ไม่ต้องเป็นห่วงชั้นหรอก”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ แต่งงานนี่มันทั้งชีวิตเลยนะแก”
ตันหยงเศร้าลงไปเล็กน้อย “เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชั้นต้องรีบเตรียมตัว แต่คงเป็นงานเล็กๆ เพราะพิรามจะเดินทางเดือนหน้า”
“จะรีบไปไหนเนี่ย”
สุดนภางอน ตันหยงง้อ
“ชั้นรู้ว่าแกเป็นห่วงชั้นบี๋ ขอบใจมาก แต่ชั้นจะแต่งงานนะ ชั้นกำลังจะมีความสุข แกต้องดีใจกับชั้นสิบี๋”
สุดนภาถอนหายใจ “ถ้าแกตัดสินใจแล้ว ชั้นก็เคารพการตัดสินใจของแก ขอให้โชคดีนะ หยง”
สุดนภากอดตันหยงไว้ ตันหยงเศร้า

นาวินขับรถเข้ามาจอดหน้าคอนโดของสุดนภา
นาวินกับสุดนภาที่นั่งมาด้วยพูดพร้อมกัน “นี่คุณ”
ทั้งคู่ชะงัก
“เชิญคุณพูดก่อน” นาวินบอก
“นี่เราจะไม่ทำอะไรกันเลยหรือ” สุดนภาถาม
“เรื่องอะไร”
“อย่ามาทำกวนนะ เดี๋ยวหยิกเนื้อขาดเลย”
“คุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ เพื่อนคุณจะแต่งงาน เพื่อนผมก็ต้องอกหักไปตามระเบียบ”
“แต่ชั้นรู้ หยงไม่ได้รักพิรามอีกแล้ว คนที่เค้ารักคือหมอวี”
“แล้วยังไง ถ้าไม่รักแล้วแต่งงานทำไม”
“ชั้นสงสารหยง แล้วก็สงสารหมอวีด้วย คุณต้องช่วยทำอะไรซักอย่างนะ ชั้นขอร้อง”
นาวินเล่นตัว “ไม่เอา ไม่อยากยุ่ง”
สุดนภามองค้อนนาวิน นาวินทำไม่รู้ไม่ชี้

ปฐวีเดินมาที่จอดรถ เขาเห็นนาวินยืนพิงรถรออยู่
“แกว่างหรือไงวะเจ้าวิน”
“ไม่ว่างหรอก แต่รับงานเค้ามาแล้วก็ต้องทำ”
ปฐวียิ้มขำ “ไม่อยากเชื่อ ความรักทำให้คนเปลี่ยนไปขนาดนี้”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง แกจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้เหรอ แกควรจะคิดทำอะไรบ้าง”
“คิดไปเป็นแพทย์อาสาแล้วไง”
“เออ ดี อย่างน้อยก็คิด โอ๊ย...... ขัดใจ แล้วจะไปเมื่อไหร่”
“อาทิตย์หน้า”
นาวินตัดสินใจบอก “งั้นแกคงไม่ได้อยู่ วันที่คุณตันหยงจะแต่งงาน” นาวินพูดลอยๆ “เดือนหน้า”
ปฐวีพยักหน้ายิ้มๆ นาวินส่ายหัวด้วยความเซ็งเพื่อน


ปฐวีนั่งเซ็งอยู่ในห้องตัวเอง
เสียงนาวินดังขึ้นในหัว “...งั้นแกก็คงไม่ได้อยู่ วันที่คุณตันหยงจะแต่งงาน เดือนหน้า”


วันต่อมา ปฐวีนั่งทำงานที่โต๊ะทำงาน จริญทิพย์มองเห็นปฐวีทำแต่งาน แต่จริญทิพย์อยากคุยด้วย
ปฐวีมาเยี่ยมคนไข้ที่มีผ้าพันแผลที่ศรีษะ
“อย่าลุกเดินมากนะครับ ช่วงนี้ต้องพักให้มากๆ”
ปฐวีหยิบกระเป๋าเสื้อผ้ามาจัดเสื้อผ้าลงไป


ณ ตัวเมืองเล็กๆ ก่อนขึ้นดอย ปฐวีเดินสะพายเป้ผ่านร้านค้าเล็กๆ ปฐวีนั่งรอรถ รถแล่นมาจอด ปฐวีเดินขึ้นรถ
ปฐวีนั่งอยู่ด้านหลังรถสองแถวพร้อมกับมองดูทิวทัศน์สองข้างทาง
ปฐวีลงจากรถสองแถวแล้วโบกมือให้คนขับ รถวิ่งจากไป
ปฐวีเดินไปดูป้ายแล้วเดินไปตามป้าย สองข้างทางเป็นชนบท เจ้าหน้าที่เดินมารับปฐวี ปฐวียิ้มและสวัสดีพูดคุยกันก่อนที่จะเดินตามเจ้าหน้าที่ไป


ชาวบ้านเดินนำปฐวีเข้ามาในบ้าน
“คุณหมอพักที่นี่นะครับ ขาดเหลืออะไรบอกผมนะครับ”
ปฐวีมองรอบๆตัว แล้วยิ้ม
“ขอบคุณครับ”
ชาวบ้านส่งตะเกียงน้ำมันให้ปฐวี
“ที่นี่ไฟดับตั้งแต่สองทุ่มครับ หลังจากนั้นต้องใช้นี่ ลำบากหน่อยครับ”
ปฐวีรับตะเกียงมา “ครับ ผมอยู่ได้”
ชาวบ้านเดินออกไป
ปฐวีวางตะเกียงไว้บนโต๊ะแล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง ทำให้เห็นบรรยากาศชนบท ปฐวีสูดลมหายใจก่อนจะรื้อข้าวของออกมาวาง แล้วเดินออกมายืนมองวิวภายนอก


ปฐวีหยิบไดอารี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเริ่มเขียนบันทึก ปฐวีนึกถึงผู้คนที่นี่กำลังยิ้ม

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ตันหยงที่อยู่ในห้องนอนหยิบแผ่นซีดีขึ้นมา
“ขอบคุณนะบี๋”
ตันหยงใส่แผ่นซีดีเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อดูรูปที่ไปเที่ยวทะเลกัน ภาพปฐวีกับเมริน 4-5 ภาพปรากฏขึ้นมา ตันหยงเลื่อนไปจนเห็นภาพเดี่ยวปฐวียิ้มแย้ม ตันหยงน้ำตาไหล


วันต่อมา ปฐวีทำการรักษาผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียง เขาตรวจการหายใจ วัดชีพจร
ปฐวีเขียนใบส่งยาให้ชาวบ้าน ก่อนจะส่งใบสั่งยาให้ ชาวบ้านยกมือไหว้ปฐวี ปฐวีรีบรับไหว้
ปฐวีเก็บข้าวของเดินกลับมาที่พัก เขามองไปรอบๆตัวอย่างเหงาๆ
ปฐวีนั่งบันทึกไดอารี่ใต้แสงตะเกียง เขามองดาวแล้วยิ้ม
คนไข้มานั่งรอรับการรักษาอาการเริ่มหนักขึ้นจนต้องพยุงปีกเข้ามา ปฐวีรีบสั่งให้ผู้ช่วยพยุงเข้าไปนอนที่เตียง
หลายวันผ่านไป ไดอารี่พลิกหน้าไปเรื่อยๆ ปฐวีตรวจแผลให้คนไข้จนเสร็จเรียบร้อย


กลางดึก ปฐวียืนคิดอะไรเงียบๆ ริมหน้าต่าง แล้วเขาก็หยิบไดอารี่ขึ้นมาเปิดดู ปฐวีลงมือเขียนไดอารี่ เขาก้มหน้าวาดรูปหน้าตันหยงในไดอารี่ ปฐวีวาดรูปหน้านิ่ง


ตันหยงนั่งเหม่อมองกระเป๋าเดินทางที่เปิดหงายอยู่บนเตียง บุหงาเดินถือชุดสูทสำหรับใส่เดินทางเข้ามา
“ลูกจ๊ะ ชุดสำหรับใส่เดินทางมาแล้วนะ เก๋ มากเหมาะกับลูกเลย”
บุหงามองตันหยงก็เห็นตันหยงเหม่อ บุหงาถอนหายใจ
“หยง ลูกเป็นอะไรไป ทำไมดูไม่เหมือนคนกำลังจะแต่งงานเลย มีอะไรบอกแม่ซิลูก”
“สงสัยหยงคงจะเหนื่อยน่ะค่ะ” ตันหยงบอก
“ไม่จริงหรอก หนูมีเรื่องในใจใช่มั้ย”
ตันหยงนิ่งไม่ตอบ บุหงาถอนหายใจ
“ตอนเกิดเรื่องหนู แม่เองก็ทำใจให้อภัยพิรามไม่ได้ แต่สุดท้าย พอเวลาผ่านไป พิรามก็พิสูจน์ให้พ่อกับแม่เห็นว่าเค้ารักและพร้อมจะดูแลลูกของแม่ได้ พิรามเป็นผู้ชายที่ดีพร้อมนะลูก เพียงแต่เค้าผิดพลาดไป ลูกควรจะให้อภัยเค้านะ”
“หยงให้อภัยพิรามแล้วค่ะ คุณแม่” ตันหยงบอก
“งั้นลูกจะเศร้าไปทำไมล่ะ ยิ้มหน่อยสิจ๊ะ ว่าที่เจ้าสาว”
ตันหยงฝืนยิ้ม
“นั่นสิ ต้องอย่างนั้น แม่อยากให้หนูมีความสุขรู้มั้ย”
ตันหยงกอดแม่ไว้แต่ก็ยังยิ้มเศร้า

ปฐวีกำลังรักษาคนไข้ที่อนามัย
“คุณป้าต้องทานยาตามที่หมอสั่ง จนหมดนะครับ ถ้ายังมีอาการปวดหัวอาเจียน ให้รีบมาหาหมอทันที”
คนไข้ยกมือไหว้ปฐวีแล้วเดินไป ปฐวีมองตามแล้วยิ้มก่อนจะหันไปจดบันทึก
“คนต่อไปเชิญครับ”
หนึ่งฤทัยเดินเข้ามา ปฐวีหันไปเห็นก็ยิ้มให้
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ”
ปฐวียิ้มดีใจ “มีเยอะเลยครับ”
ปฐวียิ้มให้หนึ่งฤทัย หนึ่งฤทัยวางกระเป๋าแล้วลงมือทำงานทันที เธอเดินไปหาพยาบาล แล้วถาม ปฐวีมองหนึ่งฤทัยแล้วยิ้ม
หนึ่งฤทัยถามพยาบาลว่าคนไข้ที่นอนบนเตียงด้านหน้าเป็นอะไร พยาบาลตอบ หนึ่งฤทัยพยักหน้า ปฐวีกำลังตรวจอาการคนไข้ หนึ่งฤทัยช่วยจดบันทึก ทั้งคู่ปรึกษากัน


หนึ่งฤทัยกับปฐวีเดินคุยกันมาตามทางเดินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“วีหายมานานมากเลยนะคะ ไม่คิดถึงกรุงเทพบ้างหรือคะ”
“ที่นี่อากาศดี ผู้คนก็น่ารัก อยู่แล้วมีความสุขครับ”
“แหม วีพูดเหมือนจะอยู่ที่นี่ตลอดไปอย่างนั้นแหละ”
ปฐวียิ้มเศร้า ทั้งคู่เดินต่อไป


ทั้งคู่เดินมาจนถึงที่พักของหนึ่งฤทัย
“ถึงที่พักของคุณแล้วครับ หนึ่งพักได้นะครับ”
“ได้สิคะ แล้ววีพักที่ไหนล่ะคะ”
“ของผมพักที่อยู่บ้านพักทางด้านโน้นครับ ต้องการอะไรก็บอกผม หนึ่งพักผ่อนก่อนนะครับ พรุ่งนี้ยังมีงานรอเราอยู่เยอะ”
ปฐวียิ้มให้ หนึ่งฤทัยยิ้มสู้งานก่อนจะมองตามปฐวีไปด้วยความรัก


สุดนภามองการ์ดบนโต๊ะ
“น่ารักทุกแบบเลย เลือกไม่ถูกเลย”
สุดนภาหันไปมองตันหยง ตันหยงนั่งมองการ์ดในมือใจลอย
“นี่หยง แกลอยไปถึงไหนแล้ว กลับมาฟังชั้นก่อนดีมั้ย”
“ชั้นฟังอยู่”
“ถามจริงเหอะ นี่แกตั้งใจแต่งงานหรือเปล่า”
“งานอาทิตย์หน้าแล้ว แกอย่าถามแบบนี้อีกเลย” ตันหยงบอก
ตันหยงวางการ์ดลงแล้วเดินไปนั่งเศร้า สุดนภามองตามแล้วถอนหายใจ


บุหงากับพินิจแอบฟังอยู่ที่หน้าห้อง บุหงาดึงมือพินิจถอยออกมา
“คุณว่าลูกเราแปลกๆมั้ย” บุหงาถาม
“ใช่ ดูซึมๆเหม่อ เศร้าๆไม่เหมือนกับคนกำลังจะเป็นเจ้าสาวเลย” พินิจว่า
“ชั้นไม่สบายใจเลย”

สุดนภาเดินเซ้าซี้ถามตันหยง
“แกแน่ใจนะหยง มีอะไรบอกชั้นมา ชั้นยินดีช่วยแกเต็มที่”
“ไม่มี ชั้นไม่ได้เป็นอะไร”
บุหงาเดินเข้ามา
สุดนภากับตันหยงหันไปเห็น “คุณแม่”
“แม่มีเรื่องคุยกับหยง”
“งั้น บี๋ขอตัวก่อนนะคะคุณแม่ ไปก่อนนะหยง”
สุดนภาไหว้ลาบุหงาแล้วเดินออกไป
“หยง แม่ขอถามอีกที ลูกรักพิรามหรือเปล่า”
ตันหยงอึ้งและไม่ตอบ บุหงามองอย่างสังเกต
“ถ้าลูกแต่งงานกับพิรามเพราะความดีของเค้าละก็ แม่ไม่อยากให้ลูกทำแบบนั้น”
“คุณแม่คะ หยง...”
“แม่อยากให้ลูกของแม่แต่งงานเพราะความรัก แม่มีลูกคนเดียวเท่านั้น แม่อยากให้ลูกมีความสุขที่สุด”
ตันหยงโผเข้ากอดบุหงาแล้วร้องไห้ บุหงาแปลกใจกับอาการของตันหยง

ปฐวีนั่งผิงไฟอยู่หน้าบ้านพักตอนกลางคืน


วันต่อมา สุดนภายืนสอนอยู่หน้าห้อง นักเรียนอ่านหนังสือกันเสียงดัง นาวินยืนมองการเรียนการสอนของสุดนภาแล้วยิ้มพอใจ
เวลาผ่านไป นาวินลุกขึ้นยืนอธิบายในที่ประชุมอย่างจริงจัง บรรดาครูที่ประชุมอยู่พยักหน้าเห็นด้วย


สุดนภากับนาวินนั่งกินอาหารอยู่ด้วยกัน สุดนภาเขี่ยอาหารแต่ไม่กิน นาวินมองอย่างแปลกใจ
“เป็นอะไรของคุณ ป่วยหรือเปล่าเนี่ย”
“เปล่า แต่ชั้นไม่สบายใจ สงสารเพื่อน”
“ใคร คุณตันหยงน่ะหรือ สงสารเค้าทำไม เค้าจะแต่งงานนะไม่ได้รับโทษประหาร”
“นี่คุณ พูดดีๆหน่อยได้มั้ย”
“นี่ดีแล้ว รู้มั้ย เจ้าวีเพื่อนผมน่ะ ตอนนี้เนรเทศตัวเองไปอยู่ซะไกลพรุ่งนี้ผมจะไปเยี่ยมมัน อยากไปทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผมไหม”
“พอแค่นี้แหล่ะ ชั้นไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว อาทิตย์หน้าก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว ชั้นต้องเป็นเพื่อนเจ้าสาวนะจ๊ะ อยากทำอะไรก็เชิญเถอะ”
นาวินค้อน “พึ่งพาไม่ได้เล้ย คนใจดำ ไปคนเดียวก็ได้ เดี๋ยวไปหาเพื่อนเอาข้างหน้า”
สุดนภาหยิกหมับ นาวินสะดุ้งโหยง
“อยากตายใช่มะ”
นาวินหัวเราะขำ สุดนภางอน


สุดนภาเดินถือกระเป๋าเสื้อผ้าเข้ามาในห้องตันหยง ตันหยงเดินตามมา
“ชั้นขี้เกียจตื่นแต่เช้า มาค้างกับแกดีกว่า จะได้นอนนานอีกหน่อย นี่พรุ่งนี้เค้าจะเอาชุดมาให้แกลองที่บ้านใช่มั้ย” ตันหยงถาม
“ใช่ แล้วนี่แกมาอยู่กับชั้นแล้ว คุณนาวินล่ะ ไม่บ่นหรือ”
“จะบ่นเรื่องอะไร เค้าก็ไปหาเพื่อนเค้าสิ”
“ใครหรือ”
“ก็หมอวีไง แกไม่รู้หรือ เค้าไปอยู่ต่างจังหวัดเป็นเดือนแล้ว”
ตันหยงรับฟังอย่างสงบ สุดนภาแอบสังเกตสีหน้าเพื่อน

ตันหยงนั่งมองชุดแต่งงานที่แขวนอยู่ตรงหน้า สุดนภามองแล้วยิ้ม
“แกใส่ชุดนี้ต้องสวยหยดแน่เลย หยง” สุดนภาบอก
ตันหยงยิ้มเศร้าๆ
“เดี๋ยวชั้นช่วยแกลองชุดนะ มา ลุกเร็ว”
ตันหยงขยับตัวลุกขึ้น


ตันหยงที่อยู่ในชุดแต่งงานเดินออกมา สุดนภาเดินตามหลังคอยดูแลชายกระโปรงของสุดนภาด้านหลัง พิรามในชุดเจ้าบ่าวหันมาเห็นตันหยง
“ตันหยง คุณสวยมาก”
ตันหยงยิ้มเศร้า
บุหงากับสุดนภามองตันหยงอย่างปลื้มๆ
บุหงาเอ่ยชม “ลูกแม่สวยจริงๆ”
“ลองใส่รองเท้านะครับ เดี๋ยวผมช่วย”
พิรามก้มตัวลงใส่รองเท้าให้ตันหยงก่อนจะเงยขึ้นมายิ้มให้ ตันหยงยิ้มตอบ บุหงายิ้มปลื้ม แต่สุดนภายิ้มเจื่อนๆ


วันใหม่ ชาวบ้านหามคนเจ็บที่มีเลือดท่วมเข้ามาที่อนามัย
“หมอ หมอ ช่วยหน่อย ลูกผมรถเครื่องมันล้ม”
หนึ่งฤทัยกับปฐวีรีบทิ้งคนไข้ตรงหน้าแล้ววิ่งมาดู ทั้งสองเห็นคนไข้เลือดท่วม
ปฐวีรีบดูแผล “หมอหนึ่งเตรียมห้ามเลือดด่วนเลย”
“ค่ะ” หนึ่งฤทัยสั่งผู้ช่วย “พาเข้าไปในห้องก่อน ทำความสะอาดบาดแผลก่อนเลยเร็วเข้า”
หนึ่งฤทัยเดินหายไป ปฐวีจะเดินตามไปแต่ชาวบ้านรีบดึงมือไว้
“ลูกผมจะตายมั้ยหมอ”
“ไม่หรอกครับ เดี๋ยวหมอดูแลให้ คุณไปนั่งรอตรง โน้นก่อนเถอะครับ”
ปฐวีเดินไป ชาวบ้านเดินไปนั่งรอด้วยสีหน้าวิตก


นาวินเดินมองพร้อมกับกางแผนที่ดูอย่างงงๆ
“แหมไอ้วี เลือกที่ซะเหมาะเชียวนะ ทำไมไม่ไปอยู่ต่างดาวให้รู้แล้วรู้รอดวะ”
นาวินถามชาวบ้าน
“ผมจะไปที่สถานีอนามัยนี่ อีกไกลมั้ยครับ”
“ต้องรอรถตรงนั้น แล้วขึ้นเขาไปโน่น”
นาวินพยักหน้าด้วยความสยองก่อนจะออกเดินต่อ

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ปฐวีเดินออกมากับชาวบ้านที่พาลูกมารักษา
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ หมอเย็บแผลให้แล้ว อย่าลืมทานยาแก้อักเสบ แล้วมาล้างแผลทุกวันนะครับ”
“ขอบใจหมอมาก แหม ไอ้ลูกเวรมันหน้าตบกระบาลให้แยก ขี่รถเครื่องดันไม่ยอมใส่หมวก ถ้าไม่ได้หมอมีหวังเรียบร้อยแล้ว”
ปฐวีมองตามชาวบ้านที่ประคองลูกชายไปแล้วยิ้มทั้งๆ ที่เหนื่อย นาวินเดินมายืนมอง หน้ามุ่ย ปฐวีเห็นเพื่อนก็ดีใจจึงร้องทัก ปฐวีร่าเริง
“เฮ้ย มาถูกได้ไงวะเนี่ย”
“เกือบหลงไปนอกโลกแล้ว แกก็ช่างเลือกที่จริงๆนะ เฮ้ย กว่าจะมาถึง เดินทางตั้งค่อนวัน มีอะไรให้กินบ้างวะ หิวจะแย่”
“อะไรกัน เห็นหน้าก็ร้องกิน สงสัยติดคุณบี๋มา”
“ไม่ต้องมาพูดถึงคุณบี๋เลย พูดแล้วคิดถึง”
“นายไปนั่งรอก่อน ชั้นมีคนไข้ต้องรักษาอีก”
ปฐวีเดินเข้าไป นาวินมองตามแล้วส่ายหน้า
“ไม่น่าเลย มาเยี่ยมมันทำไมวะเนี่ย” นาวินเหนื่อยจึงบ่นไปเรื่อย


หนึ่งฤทัยกำลังวุ่นวายกับการรักษาคนไข้ นาวินเดินเข้ามา หนึ่งฤทัยหันไปเห็น
“คุณนาวิน มาถึงที่นี่เชียวนะคะ”
“ผมตามมาเยี่ยมเจ้าวีน่ะครับ ไม่นึกว่าจะเจอหมอหนึ่งที่นี่ รู้งี๊ไม่ต้องมาหรอก” นาวินแซว
หนึ่งฤทัยหัวเราะแล้วหันไปพูดกับปฐวี
“วีคะ ช่วยดูคนไข้รายนี้ด้วยค่ะ คนไข้มีอาการปวดหัว ได้กลิ่นไหม้ตลอดเวลา....หนึ่งไม่แน่ใจเป็นอาการทางสมองหรือเปล่า”
ปฐวีรีบเดินเข้าไปดูคนไข้โดยทิ้งนาวินไว้
“เฮ้ย เดี๋ยวมา”
นาวินมองเซ็งๆ
“แล้วจะให้ชั้นทำยังไงล่ะเนี่ย เฮ้อ ดันเป็นส่วนเกินอีก”
นาวินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่ลง

ปฐวีกับหนึ่งฤทัยยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปฐวีลงมือตรวจอาการคนไข้อย่างละเอียด นาวินนั่งมองนี่โน่นอย่างเซ็งๆ แล้วล้วงขนมในกระเป๋าออกมานั่งกิน
เวลาผ่านไป นาวินนั่งตาปรือ รอบๆตัวมีถุงขนมเปล่าๆ เต็มไปหมด
นาวินนั่งกินข้าว ปฐวีกับหนึ่งฤทัยยังตรวจคนไข้วุ่น
นาวินนั่งมองคนไข้ประคองกันเดินออกมา นาวินทนไม่ได้จึงเข้าไปประคองคนไข้และลุกขึ้นไปช่วยหยิบโน่นทำนี่


คนไข้กลับไปจนเกือบหมด นาวินนั่งหมดแรง ปฐวียืนขำเพื่อน
“โหย ไม่อยากเชื่อ เมืองไทยจะขาดแคลนหมอขนาดนี้ ก่อนแกจะมานี่ เค้ารักษาด้วยหมอผีหรือไง ถึงได้ป่วยกันมากมายเหลือเกิน” นาวินบ่น
“ปัญหาเดิมๆ งบประมาณไม่พอสร้างโรงพยาบาล ถ้ามีโรงพยาบาลชั้นจะมาเป็นหมออาสาทำไมวะ”
“แกเก่งนะ อยู่สภาพนี้ได้”
หนึ่งฤทัยหันมายิ้มให้ปฐวี ปฐวียิ้มตอบ
“ชาวบ้านที่นี่เก่งกว่าเราเยอะ” ปฐวีบอก
นาวินพยักหน้าแล้วมองไปทั่วๆ ด้วยความรู้สึกว่าเขาอยู่ไม่ได้

ปฐวีนั่งเขียนบันทึกอยู่ นาวินนั่งเช็คไอแพด จู่ๆ ไฟฟ้าก็ดับลง นาวินโวยวาย
“เฮ้ย..ไฟดับได้ไงวะ ทำไงเนี่ย”
ปฐวีจุดตะเกียง
“โทษที ชั้นลืมบอกแกไปว่าที่นี่มีไฟแค่สองทุ่ม”
“อ้าว แล้วแกทำอะไรวะ ไฟไม่มี โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี โอ๊ย แค่วันเดียวชั้นก็แทบบ้าแล้วนะเนี่ย”
“ก็อยู่มาตั้งเดือนแล้วไม่เห็นเป็นไรนี่”
ปฐวีก้มลงเขียนบันทึกต่อ นาวินมองปฐวีแล้วพูดลอยๆ
“อาทิตย์หน้า คุณตันหยงจะแต่งงานแล้ว” นาวินบอก
ปฐวีชะงักเล็กน้อย “แกมาตั้งไกลเพื่อจะมาบอกชั้นแค่นี้น่ะหรือ” ปฐวีจะเขียนต่อแต่ก็หงุดหงิดเล็กน้อย
“หนอยแน่ะ ทำเป็นไม่สนใจ ไอ้หมอปากแข็ง เค้าจะแต่งงานอยู่แล้วนะโว้ย”
นาวินมองอย่างหงุดหงิด
“เออ ไม่สนใจงั้นชั้นนอนก็ได้โว้ย”
นาวินล้มตัวลงนอนหันหลังไม่สนใจปฐวี ปฐวีเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะถอนหายใจเศร้าๆ แล้วเขียนบันทึกต่อไป

พระอาทิตย์เช้าวันใหม่โผล่พ้นขอบฟ้า ปฐวีกับหนึ่งฤทัยยืนส่งนาวินที่รถ
“ชั้นไปก่อนนะโว้ย แล้วเจอกัน”
“ขอบใจมากนะที่มาเยี่ยม” ปฐวีขำ
“ขำอะไร”
“ก็แกอุส่าห์มาตั้งไกล ดันมาแค่คืนเดียว”
“ใครจะไปรู้ว่าไกลขนาดนี้ล่ะ แล้วก็ไม่ได้ว่าง มีการมีงานทำ”
ปฐวีขำ รถสองแถวแล่นมาจอด
“น่าจะอยู่อีกซักวันนะคะ” หนึ่งฤทัยบอก
“ไม่ไหวละครับ วันเดียวผมก็เบื่อจะแย่แล้ว ไปแล้วครับ”
“แล้วเจอกัน”
“ไม่เป็นไร ถ้าแกไม่กลับ ชั้นจะมาตาม” นาวินบอก
นาวินโบกมือบ๊ายบายแล้วขึ้นรถไป


เด็กสามคนเดินออกจากห้อง สุดนภาที่สอนเสร็จแล้วเดินออกจากห้องเรียนพร้อมหนังสือนาวินเดินเข้ามาในชุดสะพายกระเป๋า กางเกงสามส่วน
นาวินพูดหน้าตาซีเรียส “ครูบี๋ ตามผมมาที่ห้องหน่อย”
สุดนภางงๆ แต่ก็รีบตามนาวินไปทันที


นาวินเหวี่ยงกระเป๋าลงแล้วนั่ง สุดนภาลงนั่งตรงข้าม
“มีอะไร” สุดนภาถามตื่นๆ
นาวินพูดหน้าตาซีเรียส “... คิดถึง”
สุดนภาเด้งตัวขึ้นมาตบโต๊ะดังปัง นาวินสะดุ้งโหยง
“จะบ้าหรือ นึกว่ามีอะไร ตกใจหมด”
นาวินโบกมือให้ใจเย็นๆ “จะเข้าเรื่องแล้ว นั่งลงก่อน”
สุดนภาค้อนแล้วนั่งลง
“คือ งี้ ผมอยากจะขอความช่วยเหลือคุณ”
สุดนภามองหน้านาวินด้วยความแปลกใจ
บ่วงวันวาร ตอนที่ ๑๑
บ่วงวันวาร ตอนที่ ๑๑
ยายสร้อยจ้องหน้าภีร์ภูมิแล้วเอารูปปู่ฉัตร ขึ้นมาเทียบกับใบหน้าภีร์ภูมิอีก “ทำไมคล้ายปู่ฉัตรขนาดนี้” ภีร์ภูมิดูรูปแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน “เป็นไปได้ยังไง คนเราทำไมหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้” ยายสร้อยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หรือเธอจะเป็นปู่ฉัตรของฉันกลับชาติมาเกิด” ภีร์ภูมิ และบุษบัน อึ้งเหลียวมามองหน้ากัน เพราะคิดเช่นเดียวกับยายสร้อย! บุษบันเล่าให้ยายสร้อยฟังต่ออีก “นอกจากเจ็บข้อมือแล้วหนูยังเคยฝันเห็นบ้านในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในบ้านมีผู้ชายคนหนึ่งแต่งชุดทหารเรียกหนูว่า ‘แม่บัว’ ทุกครั้งที่เปิดกล่องดนตรี” ยายสร้อยงวยงง “กล่องดนตรีอะไร” “กล่องดนตรีที่ทำให้เราสองคนพบกันครั้งแรก” ภีร์ภูมิเป็นคนบอก
กำลังโหลดความคิดเห็น...