xs
xsm
sm
md
lg

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พรพรหมอลเวง ตอนที่ 8 

ปฐวีกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงาน หนึ่งฤทัยกับจริญทิพย์เดินเข้ามา
“คุณวีคะ หมอหนึ่งมาค่ะ” จริญทิพย์บอก
“เชิญครับหนึ่ง นั่งก่อน”
หนึ่งฤทัยนั่งลงแล้วจะอ้าปากพูด แต่เสียงโทรศัพท์ของปฐวีดังขึ้นก่อน ปฐวีกดรับ หนึ่งฤทัยยิ้ม จริญทิพย์ยืนถือแฟ้มแอบฟังปฐวีคุยโทรศัพท์
“ได้เลยครับ คนสวย ต้องการอะไรผมยินดีรับใช้”
หนึ่งฤทัยสะดุ้งแล้วแอบฟังโทรศัพท์แบบเนียนๆ แต่จริญทิพย์ฟังอย่างออกนอกหน้า
เมรินที่โทรมาจากที่บ้านหัวเราะขำปฐวี “เมย์แค่อยากไปซื้อของขวัญวันเกิดให้น้องนนท์ค่ะ”
“เอาสิคะ คนสวยอยากไปซื้อที่ไหนล่ะ เดี๋ยวจะพาไป”
“ที่ไหนก็ได้ค่ะ น้าวีเสร็จงานแล้วมารับน้องเมย์ด้วยนะคะ”
“ได้เลยครับ แต่ขอทำใจก่อนนะ เพราะต้องไปเลือกซื้อของขวัญให้หนุ่มคู่แข่งเนี่ย ไม่ง่ายเลย”
เมรินขำก๊าก
ปฐซีพูโต่อ “แต่ไม่เป็นไร ลูกผู้ชาย ต้องทำใจให้กว้าง”
จริญทิพย์งง และหนึ่งฤทัยแปลกใจ
เมรินหัวเราะ “อย่าล้อน้องเมย์แบบนี้นะคะ งั้นตกลงตามนี้นะคะ อย่าลืมมารับน้องเมย์ด้วยนะคะ”
ปฐวีวางโทรศัพท์แล้วยิ้ม
“แหม...หมอวียิ้มขนาดนี้ สงสัยต้องคนสำคัญแน่เลย” จริญทิพย์แซว
“ใช่ครับ คนนี้สำคัญมาก” ปฐวีตอบ
หนึ่งฤทัยหน้าเสีย จริญทิพย์อดใจไม่ไหว
จริญทิพย์ชำเลืองมองหนึ่งฤทัย “คุณหมอวีมีแฟนแล้วหรือคะ ทำไมทิพย์ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน”
ปฐวีหัวเราะขำ “อ๋อ น้องเมย์ไงครับ เค้าชวนไปซื้อของขวัญให้เพื่อน”
หนึ่งฤทัยแอบโล่งใจ
“ตายจริง ทิพย์คิดว่าคุยกับสาวที่ไหน ใจหายใจคว่ำหมด”
“แสดงว่าคุณทิพย์ฟังอยู่ใช่มั๊ยครับ” ปฐวีถาม
จริญทิพย์เขิน ปฐวีหัวเราะขำ
“ให้หนึ่งไปช่วยเลือกมั๊ยคะ” หนึ่งฤทัยเสนอตัว
“ไม่เป็นไรหรอกครับหนึ่ง ยายตัวดีเค้าอยากไปเลือกด้วยตัวเอง ตามใจเค้าหน่อย” ปฐวีพูดกับจริญทิพย์ “บ่ายนี้ผมไม่มีนัดอะไรใช่มั๊ยครับคุณทิพย์”
“ไม่มีค่ะ ทางสะดวก”
ปฐวียิ้ม หนึ่งฤทัยแอบมองปฐวี


ปฐวีกับหนึ่งฤทัยเดินออกมาตามทาง สุดนภากับนาวินเดินสวนมา
“นาวิน คุณบี๋ มาเยี่ยมเพื่อนหรือ” ปฐวีถาม
“ค่ะ” สุดนภาตอบ
หนึ่งฤทัยยืนมองทุกคน
“นี่หมอหนึ่ง คุณหมอประจำเคสของคุณตันหยงไง นี่คุณบี๋เพื่อนสนิทของคุณตันหยง”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ สวนกันไปสวนกันมา ไม่ได้คุยกันซักที” สุดนภาบอก
“สวัสดีครับหมอหนึ่ง” นาวินพูดกับปฐวี “จะไปไหนวะ งานการไม่ทำหรือ ไอ้หมอ”
“งานด่วน จะพาหลานสาวไปช๊อปปิ้ง” ปฐวีบอก
สุดนภาหูผึ่ง
“แน่ใจนะคะ ว่าไม่ให้หนึ่งไปช่วยเลือก” หนึ่งฤทัยถาม
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเกรงใจ”
หนึ่งฤทัยจ๋อย
“ไปก่อนนะไอ้วิน ขอตัวก่อนนะครับ”
แล้วปฐวีก็เดินไป หนึ่งฤทัยมองตามไปแล้วแอบถอนหายใจ สุดนภาสะกิดนาวิน
หนึ่งฤทัยเอ่ยขึ้น “งั้นหนึ่งก็ขอตัวก่อนนะคะ”
หนึ่งฤทัยเดินไป
นาวินกับสุดนภาเดินคุยกัน
“นี่หมอหนึ่งเค้าเป็นแฟนคุณวีหรือเปล่า” สุดนภาถาม
“ไม่รู้แฮะ แต่ดูท่าทางหมอหนึ่งจะชอบเจ้าวีมันอยู่” นาวินนึกได้ “ถามทำไมเนี่ย หรือสนใจไอ้วีมัน”
สุดนภาแยกเขี้ยวใส่ “บ้า เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ไม่งั้นชั้นเปลี่ยนใจจริงๆด้วย”
สุดนภางอนไป นาวินมองตามแล้วนิ่งคิดก่อนจะยิ้มออก


ปฐวีกับเมรินจูงมือกันเดินไปตามร้านต่างๆ ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ปฐวีกับเมรินมาอยู่ในร้านขายของกุ๊กกิ๊ก ปฐวีเดินไปหยิบหมวกมาใส่แล้วสะกิดให้เมรินดู เมรินส่ายหน้า ปฐวีเปลี่ยนหมวกใบใหม่ เมรินหัวเราะขำ ปฐวีทำท่าเซ็ง
ปฐวีหยิบของกุ๊กกิ๊กของผู้หญิงขึ้นมา เมรินส่ายหน้า เมรินหยิบของจากมือปฐวีไปวางที่เดิม ปฐวียักไหล่
เวลาผ่านไป เมรินเดินมอง ปฐวีชะงักแล้วดึงมือเมรินไปดูที่ชั้นวางโมเดลรถ
“อันนี้เป็นยังไง”
เมรินพยักหน้า “น้องนนท์ต้องชอบแน่”
เมรินหยิบโมเดลรถขึ้นมาดู ทั้งสองคนมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ปฐวีกับเมรินเดินออกมาจากร้าน ปฐวีถือกล่องใส่ของขวัญออกมาด้วย
“ได้ของขวัญแล้ว ยังขาดอีกอย่างนึง” ปฐวีบอก
“อะไรหรือคะ”
“ก็ชุดสวยๆของสาวน้อยคนนี้ไง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ น้องเมย์ใส่อะไรก็ได้ เสื้อผ้ามีเยอะแยะ”
“ไม่ได้สิ หลานน้าวีต้องสวยที่สุด เอาให้น้องนนท์ตะลึงไปเลย”
“น้าวีน่ะ ล้อน้องเมย์อีกแล้ว”
เมรินทำงอน ปฐวีมองด้วยความเอ็นดู

ที่ร้านขายเสื้อผ้า ปฐวีเลือกชุดเสร็จแล้วกำลังจะจ่ายเงิน เมรินยืนมองหุ่นโชว์เสื้อ ชายและหญิงที่ยืนคู่กัน หุ่นผู้หญิงสวมชุดสวย
“ชุดนั้นสวยจังเลยนะคะน้าวี”
“น้าว่าคงไม่มีไซด์ของน้องเมย์มั๊ง” ปฐวีว่า
เมรินงอน “เมย์หมายถึงสำหรับคุณแม่ต่างหาก”
ปฐวีชะงักมองหน้าเมรินแล้วหันไปมองชุดก่อนจะยิ้ม
“น้องเมย์ว่างั้นหรือ”
“ค่ะให้คุณแม่ใส่เวลาออกงานคงจะสวยมาก รับรองคุณพ่อเห็นจะต้องตะลึง”
ปฐวีมองที่หุ่นโชว์แล้วพยักหน้า
เวลาผ่านไป พนักงานเดินมาพร้อมถุงในมือแล้วส่งให้ปฐวี ปฐวีส่งบัตรเครดิตให้ ปฐวีกับเมรินเดินถือถุงพะรุงพะรังออกมาจากร้าน
“คราวนี้ครบแน่นะ”
“รับรองค่ะ ครบแน่นอน”
“ไม่ครบน้าวีต้องล้มละลายแน่งานนี้”
เมรินหัวเราะ ทั้งสองเดินจูงมือกันไป

เมธีกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมธีหยิบขึ้นมาดู หน้าจอโทรศัพท์เป็นชื่อฉัตรพร เมธีถอนหายใจแล้วกดรับ
ฉัตรพรคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน
“คุณเมธี คุณเป็นยังไงบ้างคะ เห็นคุณหายไป ฉัตรเป็นห่วง”
“ช่วงนี้งานผมยุ่งมาก”
“งั้นหรือคะ ถ้าว่างคุณแวะมาหาฉัตรบ้างนะคะ ฉัตรคิดถึงคุณ”
เมธีอึดอัด “ครับ”
เมธีกดปิดโทรศัพท์แล้วถอนหายใจยาว
เมธีคิดแล้วตัดสินใจโทรหาปฐวี
“วี นี่พี่นะ วันนี้พี่ฝากน้องเมย์ด้วยนะวี”

เมธีส่งดอกไม้ช่อโตให้ประภัสสร
“ภัสครับ”
ประภัสสรดีใจแต่พยายามระงับอาการ
“เนื่องในงานอะไรคะ”
“ครบรอบแต่งงานของเรา ไปทานข้าวกับผมนะ ผมจองโต๊ะไว้แล้ว”
ประภัสสรมองหน้าเมธีแล้วอึ้ง

เมรินกับปฐวีนั่งกินอาหารที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า
“คุณพ่อจะพาคุณแม่ไปทานข้าวเหรอคะ” เมรินถาม
“ใช่แล้ว วันนี้คุณพ่อจะพาคุณแม่ไปทานข้าว เลยต้องฝากน้องเมย์ไว้กับน้าวี น้าวีก็จำใจรับไว้”
“ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องเลยค่ะ”
ปฐวีขำหลาน “เลิกงอนน้าวีได้แล้ว เดี๋ยววันเกิดน้องนนท์ น้าวีจะไปส่งน้องเมย์ด้วยตัวเองเลยดีมั๊ย”
“จริงหรือคะ สัญญาแล้วนะ”
“สัญญา” ปฐวีมองหลานสาว “น้อยใจไหม ไม่ได้ไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ ต้องอยู่กับน้าวี”
“ไม่ค่ะ ครบรอบแต่งงานก็ต้องไปทานข้าวกันสองต่อสองสิคะ ไม่ใช่เอาลูกไปเป็นก้าง จะโรแมนติคมั๊ยเนี่ย”
“เข้าใจคำว่าโรแมนติคด้วยหรือ ชักจะรู้เยอะนะเราเนี่ย”
“รู้เยอะกว่าที่น้าวีคิดแล้วกันค่ะ” เมรินยิ้ม
ปฐวียิ้มแล้วมองหลานสาว

ฉัตรพรเดินไปเดินมาในบ้านสลับกับชะโงกหน้ามองไปหน้าบ้าน เสียงรถวิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน ฉัตรพรรีบทำหัวยุ่งแล้วล้มตัวลงนอนป่วยที่โซฟา
เสียงแม่ฉัตรดังขึ้น “เข้ามาเลย ประตูไม่ต้องปิดหรอก เดี๋ยวยัยพรกับเพื่อนตามมาอีก”
ฉัตรลุกพรวดขึ้นมาก็เห็นแม่กับขาไพ่หลายคนเดินเข้ามา ฉัตรพรอารมณ์เสีย
“อะไรกันนี่แม่ ขนกันมาทำไม”
“จะเปิดวงไพ่” แม่บอก
“แถวนี้มันเงียบ” เพื่อนแม่เสริม
“บ้านนังอร ตำรวจมันรู้แล้ว คราวก่อน กูหนีเกือบตาย”
“ไม่ได้นะแม่ เดี๋ยวคุณเมธีมา ชั้นอายเค้าตายเลย” ฉัตรพรว่า
“อายเอยอะไรกัน เชื่อเหอะผัวแกไม่กลับมาแล้วล่ะ ถ้าจะมามันมานานแล้ว” แม่หันไปบอกเพื่อน “มา ๆ ขึ้นข้างบนเลย”
แม่ฉัตรพรกับเพื่อนๆ วางอุปกรณ์ตั้งวงโดยไม่สนใจฉัตรพร
“...แม่นะแม่ ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำเติมอีก นึกว่าจะทิ้งกันง่ายๆเหรอ...”

เมธีกับประภัสสรนั่งดินเนอร์ใต้แสงเทียนภายใต้บรรยากาศโรแมนติก เมธีมองหน้าประภัสสร
“ผมอยากบอกว่า ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับคุณ ผมมีความสุข ผมรักคุณนะภัส แต่ผมก็ทำผิดพลาดไป” เมธีคิด “ผมจะแก้ไขทุกอย่าง ให้มันกลับมาเหมือนเดิม”
ประภัสสรพูดเศร้าๆ “ภัสก็อยากให้เราเป็นเหมือนเดิมค่ะ”
“ผมให้สัญญา ต่อไป ผมจะพยายามแบ่งเวลาให้ถูกต้อง เพื่อคุณและครอบครัว ให้โอกาสผมนะภัส”
“ภัสให้โอกาสคุณเสมอค่ะ เมธี”
ทั้งสองสบตากัน ประภัสสรยิ้มแล้วพยักหน้า เมธียิ้ม ทั้งสองเริ่มตักอาหาร เมธีชวนคุย ประภัสสรฟังแล้วยิ้มมีความสุข

สินค้าแบรนด์เนมทั้งกระเป๋า รองเท้า นาฬิกาวางอยู่บนโต๊ะ ปรางค์ทิพย์กำลังชื่นชมกับข้าวของบนโต๊ะเหล่านั้น เสกสรรมองปรางค์ทิพย์ยิ้มๆ
“นี่บริษัทเรากำไรดีขนาดนี้เชียวหรือ” ปรางทิพย์ถาม
“ไม่ใช่แค่นี้นะคุณปรางค์ ผมยังทำนี่ให้คุณด้วย”
เสกสรรหยิบบัตรเครดิตออกมาส่งให้ปรางค์ทิพย์ ปรางค์ทิพย์ตาโตรับไปอย่างตื่นเต้น
“ผมเปิดวงเงินไม่จำกัดให้คุณ เผื่อคุณอยากจะช๊อปปิ้งจะได้ไม่ต้องกังวล”
ปรางค์ทิพย์ตื่นเต้น “ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างงี้ ชั้นให้คุณออกมาเปิดบริษัทตั้งนานแล้ว ทีนี้แหล่ะ ชั้นก็จะเหนือกว่านังภัสทุกอย่าง”
เสกสรรมองปรางค์ทิพย์แล้วยิ้ม
“ผมขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวต้องสังสรรค์กับลูกค้าอีก เฮ้อ เหนื่อยจัง”
เสกสรรลุกขึ้นเดินออก ปรางค์ทิพย์เรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน ...แล้วเรื่องรายงานการเงินที่จะส่งคุณยายล่ะ เตรียมหรือยัง” ปรางค์ทิพย์ถาม
เสกสรรชะงัก “เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งตัวเลขเลย”
“บ้าจริง พูดดังไปได้ เดี๋ยวใครมาได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอก”
ปรางค์ทิพย์มองซ้ายมองขวาอย่างระแวง เสกสรรยักไหล่แล้วเดินไป


ตกกลางดึก ประภัสสรกับเมธีเปิดประตูห้องเมรินเข้าไปชะโงกมองเมรินที่นอนหลับ เมธีกอดประภัสสรไว้ ประภัสสรซบลงที่ไหล่ ทั้งสองสบตากันอย่างเข้าใจก่อนจะเดินจูงมือกันออกจากห้องไป เมรินลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มอย่างมีความสุข


วันต่อมา เมธีนั่งทำงาน เลขาเข้ามารายงาน
“คุณเมธีคะ คุณฉัตรพรโทรมาสาย 2 ค่ะ”
เมธีพูดโดยไม่เงยหน้า “บอกผมติดประชุม”
“เธอโทรมาทุก 5 นาทีเลยค่ะ บอกว่าเธอจะรอสาย”
เมธีถอนหายใจ “บอกว่าผมออกไปแล้ว”
เลขารับคำ “ค่ะ”
เลขาเดินไป เมธีเงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจหนัก


ฉัตรพรยืนพูดโทรศัพท์อย่างหงุดหงิด
“อะไรกัน เมื่อกี้บอกติดประชุม ตอนนี้บอกออกไปแล้ว โกหกชัดๆ”
ฉัตรพรวางหูโทรศัพท์แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างหงุดหงิด แม่ฉัตรพรที่นั่งถอดไพ่อยู่มองฉัตรพรยิ้มๆ
“ไงล่ะนังฉัตร ข้าว่า ผัวเอ็งเค้ากลับไปรังเดิมแล้วหล่ะ สงสัยคราวนี้เอ็งคงต้องหาเป้าหมายใหม่แล้วมั๊ง”
“เงียบไปเลยแม่ ยังไงคุณเมธีเค้าก็ทิ้งชั้นไม่ได้หรอก”
“เฮ้อ..นังฉัตรเอ๊ย ตักน้ำใส่กะโหลกแล้วชะโงกดูเงาเอ็งบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน สารรูปเอ็งน่ะเป็นแค่นักร้องกระจอกๆ จะเอาอะไรไปสู้กับลูกผู้ดีมีสกุลเค้าได้”
“ถ้าจะโทษก็ต้องโทษแม่นั่นแหละ ทำไมไม่มีผัวเป็นผู้ดีบ้างล่ะ ดันไปมีผัวเป็นนักเลง แล้วไงติดคุกตลอดชีวิตมันน่าสรรเสริญมั๊ยล่ะ ก่อนจะด่าชั้นดูตัวเองซะก่อน”
“หนอยนังนี่ ด่ากระทั่งแม่ เดี๋ยวเหอะ นรกจะกินกระบาลเอ็ง ข้าให้เอ็งเกิดมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
“ให้เกิดมา แต่ลำบากลำบนแบบนี้ ไม่เกิดซะดีกว่า”
“หนอยอีนี่กูแค่เตือน เออ ระวังไว้เหอะ ถ้าผู้ชายมันทิ้งเอ็งจะเจ็บกว่านี้อีก”
แม่ฉัตรพรลุกเดินไป ฉัตรพรมองตามแค้นๆ
“ไม่มีทางหรอก คิดจะทิ้งชั้นกลับไปหานังเมียผู้ดีของคุณน่ะหรือ ชั้นคงยอมง่ายๆหรอก คุณเมธี”
ฉัตรพรทำหน้าร้าย


ร่างตันหยงนอนอยู่บนเตียง สุดนภายืนมองตันหยงแล้วถอนหายใจยาว สุดนภาหันไปมองปฐวี ปฐวีนิ่งมองตันหยงอย่างหนักใจ พิรามเดินเข้ามาพร้อมหนังสือในมือ
“คุณหมอมาตรวจหยงหรือครับ” พิรามเห็นสุดนภา “อ้าวคุณบี๋ มานานหรือยังครับ”
สุดนภาตอบแบบมึนตึง “ซักพักแล้วละ เดี๋ยวชั้นก็จะกลับแล้ว”
พิรามหันไปหาตันหยง
“ผมมาแล้วนะหยง”
สุดนภามองพิรามอย่างเคืองๆ ปฐวีมองพิรามและตันหยงนิ่งๆ

สุดนภาเปิดประตูพรวดออกมาจากห้องตันหยง
“รีบไปจากที่นี่เหอะ ชั้นอึดอัดใจจะแย่แล้ว”
สุดนภาลากแขนนาวินเดินออกไปทันที นาวินงง
“เป็นอะไรของคุณเนี่ย” นาวินถาม
“เปล่านี่”
“ไม่จริงหรอก คุณจะมีอาการผิดปกติ”
“คุณคิดไปเอง”
“มันเกิดเรื่องอะไร”
“นายพิรามอยู่ข้างใน เพราะนายพิรามนั่นทำ ให้หยงเป็นแบบนี้” สุดนภาบอก
นาวินงง “เค้าเป็นคู่หมั้นกันไม่ใช่หรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ ทีนี้จะมาทำเป็นดี”
สุดนภาทำท่าแค้น นาวินมองสุดนภาอย่างไม่เข้าใจ
“คุณกับเพื่อนนี่รักกันมากนะ ถึงแค้นแทนกันขนาดนี้”
สุดนภามองหน้า “พูดไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก”


นาวินเดินมาส่งสุดนภาที่หน้าห้อง
“ขอบใจมากนะ”
สุดนภาจะเดินเข้าห้อง นาวินเรียกไว้
“คุณบี๋ นี่คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ชั้นไม่เป็นอะไร คุณกลับเถอะ”
สุดนภาเดินเข้าห้องเงียบๆ นาวินมองตามอย่างเป็นห่วงแล้วก็เดินออกไป


สุดนภาเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู แล้วเธอก็นึกได้จึงเปิดออกไปใหม่
“เดี๋ยวก่อน ขอบคุณนะ” สุดนภาพูดกับนาวิน
นาวินหันกลับมายิ้มให้ ทั้งสองส่งยิ้มให้กัน


ยามดึก เมธีเดินออกมาจากออฟฟิศและกำลังจะไขกุญแจขึ้นรถ
เสียงฉัตรพรดังขึ้น “คุณเมธีคะ”
เมธีชะงักแล้วหันกลับไปก็เห็นฉัตรพรยืนอยู่
“คุณฉัตร คุณมาทำไม”
ฉัตรพรอ้อน “ขอโทษนะคะ ฉัตรทนคิดถึงคุณไม่ไหว ฉัตรไม่สบายมาหาหมอ เลยแวะมาดูคุณที่นี่”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ฉัตรอ่อนเพลียพักผ่อนไม่เพียงพอค่ะ หมอให้ยามาทาน นี่เวียนหัวมากเลย คุณช่วยไปส่งฉัตรที่บ้านหน่อยได้มั๊ยคะ”
ฉัตรพรทำท่าเซเหมือนจะเป็นลม เมธีเข้ามาประคองไว้
เมธีรู้สึกอึดอัด
ฉัตรพรแอบยิ้ม เมธียิ่งอึดอัด


เมธียืนเครียดอยู่ริมสระน้ำ ปฐวีเดินเข้ามา
“วี วันนี้กลับดึกนะ งานยุ่งหรือ” เมธีเอ่ยถาม
“ครับพี่ เจ้าตัวยุ่งหลับแล้วหรือ”
“เห็นวุ่นๆเรื่องงานวันเกิดเพื่อนอยู่”
เมธีถอนหายใจหน้าเครียด ปฐวีสังเกตเห็น
“พี่เมธีมีเรื่องไม่สบายใจหรือครับ คุยให้ผมฟังก็ได้นะครับ” ปฐวีบอก
“พี่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน เพราะตอนนี้มัวพัวพันไปหมด เป็นความผิดของพี่เอง” เมธีเครียด “วันนี้เค้ามาหาพี่ที่ออฟฟิศ”
แล้วเมธีก็เล่าให้ปฐวีฟัง
“ขอบคุณนะวี ที่รับฟังพี่”
ปฐวีสงสารเมธี
“พี่ขอตัวก่อนนะ” เมธีเดินไป
ปฐวีคิดว่าจะช่วยเมธียังไงดี


ปฐวีนั่งคิดหนัก
เสียงเมธีดังขึ้นในหัว “พี่ไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ไขตรงไหน ตอนนี้มันพัวพันไปหมด เป็นความผิดของพี่เอง....”
ภาพเมธีเดินควงคู่ฉัตรพรย้อนกลับมาในหัวของปฐวี
ปฐวีเครียด


เช้าวันใหม่ ลุงสายกำลังเช็ดรถอยู่ที่หน้าบ้าน เมรินวิ่งออกมาในชุดสวยพร้อมกับกล่องของขวัญในมือ
เมรินชะงัก “อ้าว ลุงสาย น้าวียังไม่ตื่นหรือคะ”
“คุณวีออกไปธุระแต่เช้าครับ สั่งให้ลุงสายไปส่งคุณเมย์แทน”
“แล้วลุงสายไปถูกเหรอคะ”
“คุณวีเขียนแผนที่ให้เรียบร้อยแล้วครับ เชิญคุณหนูขึ้นรถเลย”
เมรินหงอย
“น้าวีผิดสัญญา”
“คุณวีคงมีธุระด่วนจริงๆแหละครับ”
เมรินเดินขึ้นรถไปอย่างเซ็งๆ


ลุงสายขับรถอย่างตั้งใจ เมรินนั่งอยู่หลังรถ
“ลุงสายคะ น้าวีบอกหรือเปล่าว่าติดธุระอะไร” เมรินถาม
“ไม่ได้บอกครับ เพียงแต่สั่งว่า มีธุระสำคัญ” ลุงสายตอบ
เมรินนั่งคิด “วันนี้มันวันหยุดนี่นา แล้วน้าวีไม่เคยผิดสัญญาเลย”
รถแล่นมาถึงทางเข้าหมู่บ้านของนนท์ เมรินเห็นรถของปฐวีจอดอยู่หน้าบ้านของฉัตรพร เมรินชะงักแล้วหันมองจนลับตา
ตันหยงคิดในใจ“นั่นรถน้าวีนี่ น้าวีมาทำอะไรที่นี่”
“ลุงสายคะ น้าวีบอกหรือเปล่าว่าจะไปธุระที่ไหนคะ” เมรินถาม
“ไม่ได้บอกครับ สั่งให้มาส่งคุณเมย์แล้วก็ออกไปเลย”
เมรินหน้าเครียด

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 8 (ต่อ)
รถแล่นมาจอดที่หน้าบ้านของนนท์ ลุงสายมองแผนที่กับบ้านเลขที่
“ถึงแล้วครับ บ้านนี้ใช่มั๊ยครับ”
เมรินสะดุ้ง “ใช่ค่ะ บ้านนี้แหละ”
“เดี๋ยวลุงสายลงไปกดกริ่งให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ น้องเมย์อยากให้น้องนนท์แปลกใจ”
เมรินหยิบกล่องของขวัญแล้วลงจากรถไป
เมรินเดินมาที่หน้าประตูด้วยสีหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังตัดสินใจเด็ดขาด เมรินหันไปโบกมือให้ลุงสาย
“ลุงสายไปได้เลยค่ะ เดี๋ยวเมย์จะกลับแล้วจะโทรไปบอกที่บ้านนะคะ”
ลุงสายโบกมือตอบเมรินแล้วขับรถออกไป เมรินมองตามจนรถแล่นไปลับตา เมรินเดินเอากล่องของขวัญไปวางไว้ที่หน้าประตูบ้านแล้วกระโดดกดกริ่งก่อนจะรีบวิ่งไปหลบ แม่ของน้องนนท์เปิดประตูออกมาดูก็เห็นกล่องของขวัญวางไว้ข้างหน้าบ้าน
แม่ของนนท์หยิบดู แม่นนท์หยิบกล่องของขวัญแล้วปิดประตูบ้านเดินเข้าไป เมรินออกจากที่ซ่อนด้วยใบหน้าเครียดก่อนจะเดินจากไป


เมรินเดินอยู่บนทางเท้าในหมู่บ้าน เธอปาดเหงื่อแต่สีหน้ายังมุ่งมั่น
“น้าวีมาทำอะไรที่นี่ หรือเราจะตาฝาด แต่เป็นไปไม่ได้”
เมรินเดินหน้าเครียด แล้วเมรินก็เห็นรถของปฐวีจอดอยู่ เธอชะงักฝีเท้าแล้วค่อยๆเดินเข้าไปช้าๆ
“น้าวีมาทำอะไร คราวก่อนเราก็เห็นรถคุณเมธีที่หน้าบ้านหลังนี้”


เมรินก้าวลงจากฟุตบาทไปด้วยความลังเล เสียงเบรกรถมอเตอร์ไซต์ดังลั่น เมรินชะงักแล้วล้มลงไปนั่งที่พื้น ชัย น้องชายของฉัตรพรเบรกมอเตอร์ไซด์ตัวโก่ง
“บ้าเอ๊ย เด็กอะไร ข้ามถนนไม่ดูเลย เดี๋ยวก็ตายหรอก”
เมรินตะลึงจนพูดอะไรไม่ถูก
“ถ้ารถกูเป็นอะไรไป จะตบให้คว่ำเลย ถอยไปสิวะ”
เมรินมองอย่างตกใจ ก่อนจะพยายามรวบรวมสติ
“คนอะไรพูดจาหยาบคาย ตัวเองทำผิดแท้ๆ” ตันหยงคิดในใจ
เมรินออกเดินต่อ เธอสูดลมหายใจรวบรวมความมกล้าแล้วเดินไปที่หน้าบ้านฉัตรพร


ฉัตรพรคุยกับปฐวีอยู่ในบ้าน
“คุณต้องเข้าใจฉัตรนะคะ คุณเมธีเป็นฝ่ายเข้ามาในชีวิตของฉัตรก่อนฉัตรไม่ได้ตั้งใจเป็นมือที่สามในชีวิตของใคร”
“ครับ ผมเข้าใจ ถ้าคุณคิดอย่างนั้นได้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง คุณควรตัดใจจากคุณเมธี” ปฐวีบอก
“แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นสิคะ ฉัตรไม่มีที่พึ่งอื่นที่ไหน”
ปฐวีนิ่งไปเพราะอึดอัด
เมรินเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูที่แง้มอยู่
ฉัตรพรพูดต่อ “คุณต้องช่วยฉัตร ต้องให้ความยุติธรรมกับฉัตรนะคะ คุณวี”
ฉัตรกอดนัวเนียปฐวี ปฐวีพยายามปัดป้อง
“นี่หรือคะ ธุระของน้าวี ที่แท้ ก็มาอยู่กับผู้หญิงคนนี้” ตันหยงคิดในใจ
เมรินเสียใจ
ภาพพิรามกับพัดชาย้อนกลับมา
“ทำไมน้าวีถึงเป็นคนแบบนี้”
ปฐวีกับฉัตรพรหันไปเห็นเมรินยืนอยู่ที่ประตู ปฐวีก็ตกตะลึง
“น้องเมย์”
เมรินมองหน้าปฐวีอย่างเจ็บช้ำแล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที ปฐวีจะวิ่งตามไปแต่ฉัตรพรขวางไว้
“เราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” ฉัตรพรบอก
“น้องเมย์”
ปฐวีเดินไป ฉัตรพรมองตามแบบงงๆ
“แล้วอีเด็กนั่นมันมาเกี่ยวอะไรด้วย”


เมรินวิ่งเตลิดออกจากบ้านฉัตรพร ปฐวีวิ่งออกมามองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นเมริน
“น้องเมย์”
ปฐวีรีบวิ่งตาม


เมรินวิ่งไปหลบอยู่ที่ข้างตู้โทรศัพท์ ปฐวีวิ่งตามมา เมรินเบี่ยงตัวหลบ
ปฐวีตะโกน “น้องเมย์ น้องเมย์ฟังน้าวีก่อน น้องเมย์อยู่ไหน ออกมาหาน้าวีเถอะนะ น้องเมย์”
เมรินยืนแอบ “ผู้ชายเหมือนกันทุกคน”
ตันหยงนึกถึงเหตุการณ์ที่หน้าคอนโดของพิราม พัดชาวิ่งออกมาในชุดคลุม
“....ฉันเป็นภรรยาของพิราม.....” เสียงพัดชาดังก้อง
เมรินนึกถึงตอนที่เห็นรถของเมธีจอดอยู่
“นั่นรถของคุณพ่อใช่มั๊ยคะ”
นึกถึงตอนที่ปฐวีนัวเนียกับฉัตรพร
เมรินเห็นปฐวีหยุดมองหา
“ผู้ชายเลวเหมือนกันทุกคน น้าวีกับคุณพ่อ เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้ทั้งคู่ น้าวีทำแบบนี้ได้ยังไง”
ปฐวีวิ่งไปทางหนึ่ง เมรินออกวิ่งไปอีกทางหนึ่งด้วยความเสียใจ
ปฐวียืนเคว้งคว้าง


ปฐวีวิ่งตามหาเมรินตามที่ต่างๆ เมรินเดินร้องไห้
เมรินมานั่งลงข้างถึงขยะของหมู่บ้าน
ปฐวีวิ่งตามหาเมรินจนอ่อนใจ เขาหยุดพักหายใจแล้ววิ่งตามหาต่อ
ปฐวียืนมองอย่างไม่แน่ใจก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาหาเมริน
ปฐวีนั่งลง เมรินเงยหน้ามองเห็นปฐวีก็ลุกขึ้นทำท่าจะวิ่งต่อ แต่ปฐวีกอดเมรินไว้แน่น เมรินดิ้น ปฐวีกอดเมรินไม่ยอมปล่อย
“ปล่อยชั้นเดี๋ยวนี้ บอกให้ปล่อย”
“ไม่ปล่อย ยังไงน้าวีก็ไม่ปล่อย จนกว่าน้องเมย์จะฟังน้าวี”
“บอกให้ปล่อย” เมรินตะโกนลั่น
ปฐวีไม่ยอมปล่อย เมรินร้องไห้ ปฐวีหน้าเครียด

ปฐวีจับเมรินทั้งคู่มองตากัน
“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น” เมรินว่า
“ฟังน้าวีพูดก่อน น้องเมย์กำลังเข้าใจผิด” ปฐวีบอก
“ไม่ น้องเมย์เข้าใจไม่ผิด ทั้งคุณพ่อ ทั้งน้าวีเชื่อไม่ได้”
เมรินสะบัดหน้า ปฐวีนั่งก้มหน้านิ่ง
“วันก่อน ต้องเป็นรถคุณพ่อจริงๆ แล้ววันนี้น้าวีผิดนัดเพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้ น้าวีโกหก น้าวีไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่น้องเมย์คิด”
เมรินสะอื้น ปฐวีดึงเมรินมากอดอีกรอบจนเมรินผ่อนคลายลง ปฐวีดึงตัวเรินออกมาแล้วค่อยๆอธิบาย
“ฟังนะ เรื่องทุกอย่าง มันไม่ได้เป็นอย่างที่น้องเมย์เห็น น้าวีมาเพื่อจัดการปัญหาของผู้ใหญ่ น้าวีมาเพื่อขอให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดรบกวนครอบครัวเรา”
“........ไม่จริง..”
“.....น้าวีพูดจริงทุกคำ”
เมรินจ้องหน้าปฐวีแบบค้นหาความจริง ปฐวีสบตานิ่ง
เมรินอึ้ง “หมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นเมียน้อยของคุณพ่อ”
ปฐวีหลบตาและไม่ตอบ
“น้าวีขอว่า น้องเมย์อย่าบอกเรื่องนี้กับคุณแม่”
เมรินหลบตาแล้วเงียบแต่ไม่รับปาก
ปฐวีมองเมรินนิ่งๆ
“น้าสัญญาว่า ผู้หญิงคนนั้นจะไม่มาเกี่ยวข้องกับคุณพ่อ และครอบครัวของเราอีก”
ปฐวีจ้องหน้าเมรินอย่างขอร้อง เมรินนิ่งเงียบ ปฐวียื่นมือให้เมริน เมรินมองนิ่งก่อนถอนหายใจแล้วดึงตัวเมรินมากอดไว้แน่น ปฐวีโล่งใจแต่เมรินเศร้า


ปฐวีจูงเมรินเดินเข้าบ้านอย่างหงอยๆ
“น้องเมย์ จำที่น้าวีขอได้มั๊ย”
เมรินเมินหน้า “ไม่ต้องห่วงค่ะ”
ปฐวีถอนใจ เมธียืนรอรับลูกสาว
“น้องเมย์ งานวันเกิดสนุกไหมลูก”
เมรินจ้องมองหน้าเมธีอย่างตัดพ้อด้วยความโกรธก่อนจะเดินเข้าบ้าน
“น้องเมย์เป็นอะไรน่ะวี” เมธีถาม
“พี่เมธีครับ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”
เมธีชักรู้สึกไม่ดีจึงมองปฐวี
“เข้าไปคุยข้างในนะครับ ผมจะเล่าให้ฟัง” ปฐวีบอก
เมธีมองปฐวีแล้วพยักหน้า ทั้งสองคนเดินออกไป


ปฐวีกับเมธีคุยกันด้วยสีหน้าเครียด เมธีฟังและพยักหน้ารับ
“ผมขอโทษที่ทำเรื่องนี้โดยพลการ ไม่นึกว่าน้องเมย์จะเข้ามาพัวพันด้วย ผมเสียใจจริงๆครับ”
“วีไม่ผิดหรอก ถ้าจะโทษต้องโทษตัวพี่เอง ที่เป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้”
“พี่อย่าโทษตัวเองเลยครับ”
“พี่เป็นคนทำ พี่สมควรได้รับโทษ ที่วีทำลงไปเพราะเป็นห่วงครอบครัว พี่เข้าใจดี เรื่องนี้พี่จะคุยกับน้องเมย์เอง หวังว่าน้องเมย์จะยอมฟังเหตุผล”
“พี่เมธีอย่าวิตกเลยครับ ผมเองยังแปลกใจ ที่น้องเมย์ยอมย์รับฟังสิ่งที่ผมพูด เหมือนเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่าน้องเมย์จะฟังคำอธิบายของพี่ครับ”
“ขอบใจมากนะวี พี่เป็นหนี้วีจริงๆ”
ปฐวียิ้มอย่างหนักใจให้เมธี

เมรินนั่งอยู่บนเตียง เมธีเดินเข้ามาในห้องแล้วมานั่งข้างเมริน
เมธีอึกอัก “น้องเมย์คะ พ่ออยากคุย เรื่อง...”
“เรื่องวันนี้ใช่มั๊ยคะ น้าวีคงเล่าให้คุณพ่อฟังแล้ว”
เมธีถอนหายใจ “ใช่น้าวีเล่าแล้ว น้องเมย์ยังโกรธพ่ออยู่ใช่มั๊ย”
เมรินนิ่งคิดแล้วมองหน้า
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน เมย์จะไม่ยอมรับฟังเรื่องพวกนี้เด็ดขาด แต่ตอนนี้เมย์เข้าใจอะไรมากขึ้น เมย์เข้าใจปัญหาครอบครัวมากขึ้น”
“หมายความว่า...”
“เมย์อภัยให้คุณพ่อค่ะ เมย์ไม่โกรธคุณพ่อแล้ว แต่คุณพ่อต้องสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก อย่าทำให้คุณแม่ต้องเสียใจเพราะเรื่องนี้”
“น้องเมย์ พ่อให้สัญญา”
เมธีดึงตัวเมรินมากอดไว้
เมธีโล่งใจ เมรินยิ้มอย่างเข้าใจ
“น้าวีบอกพ่อว่า น้องเมย์จะเข้าใจ”
“ค่ะ เมย์พยายามจะเข้าใจ”
เมรินเศร้า เมธีมองลูกด้วยความแปลกใจ


ฉัตรพรเอาซองเงินสีน้ำตาลวางลงบนโต๊ะที่บ้าน แม่ของฉัตรพรมองเงินแล้วอยากได้ แล้วเธอก็มองหน้าฉัตรพรอย่างห่วงๆ
“แล้วเอ็งจะทำยังไงต่อไป ข้าว่า เอ็งก็เลิกกับไอ้คนนี้แล้วหาผัวใหม่ไม่ดีกว่าหรือเงินนี่ก็ไม่ใช่น้อยแล้วนะนังฉัตร”
“เงินแค่นี้เนี่ยนะ ไม่พอหรอก” ฉัตรพรบอก
“อีบ้า เงินตั้ง 5 แสนเนี่ยนะ เอ็งจะบ้าหรือเปล่า”
“ไม่บ้าหรอกแม่ มันกล้าให้ชั้น 5 แสน แสดงว่ามันต้องมีมากกว่านั้นเยอะเชื่อสิ”
“เฮอะ..อย่าโลภนักเลย เค้าคงไม่โง่ให้เอ็งรีดได้หรอกนังฉัตร เออ เอามาแบ่งให้ข้าใช้มั่งสิ”
“ไม่ เงินของชั้น ชั้นหามาชั้นไม่แบ่งใครทั้งนั้นแหละ”
“หนอยแน่ะ งกนักนะเอ็ง เงินตั้งเยอะแยะ แบ่งให้ข้าใช้นิดหน่อยมันจะตายรึไง”
ฉัตรพรนิ่งคิดแล้วหยิบเงินส่งให้แม่ไปจำนวนหนึ่ง
“แค่นี้เนี่ยนะ”
“จะเอาหรือไม่เอา”
แม่ฉัตรพรรีบตระครุบ “เอาสิวะ” แม่ฉัตรพรค้อนลูก
“เอาไปแค่นี้ก่อน รอให้ชั้นรวย รับรองแม่สบายแน่”
ฉัตรพรหน้าตามุ่งมั่นมาก แม่ฉัตรทำหน้าไม่เชื่อถือ


ลุงสายกำลังปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ อยู่ในสวน ประภัสสรกับเมธียืนคุมให้ลุงสายลงต้นไม้ตามที่ต้องการ ประภัสสรยิ้มแย้มแจ่มใจ
ทุกคนกินข้าวกันอย่างมีความสุข ปรงทองมองทุกคนบนโต๊ะอาหารแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
ปรางค์ทิพย์เดินถือถุงข้าวของช๊อปปิ้งเข้ามาในบ้านโดยเดินผ่านลูกๆ ที่นั่งทำแบบฝึกหัดอย่างเหนื่อยอ่อน ประภัสสร เมธียืนมองต้นไม้ที่เคยให้ลุงสายปลูกออกดอกเต็มต้น ประภัสสรเก็บดอกไม้ขึ้นมาถือ เมรินกับปฐวีนั่งอยู่ที่โต๊ะในสวน
“น้าดีใจที่น้องเมย์เข้าใจทุกอย่าง
“ค่ะ น้าวี”
เมรินมองประภัสสรกับเมธีแล้วยิ้มเศร้า ปฐวีจ้องมองเมรินด้วยความสงสาร

ปฐวี ประภัสสร ปรางค์ทิพย์ ปรงทองนั่งอยู่ด้วยกันในบ้านปรงทอง
“ปรางค์ว่า ปีนี้เราจัดงานวันเกิดคุณยายกันที่โรงแรมดีมั๊ยคะ เดี๋ยวปรางค์จะติดต่อให้ เรื่องการ์ดเชิญคอนเซ็ปของงาน ยายไม่ต้องห่วง ปรางค์คิดไว้หมดแล้ว”
“ชั้นว่ามันจะยุ่งยากเกินไปหรือเปล่า” ปรงทองขัด
ปรางค์ทิพย์หน้าเสีย
“หมายความว่าคุณยายจะไม่จัดงานหรือคะ ไม่ได้นะ อายเค้าตายเลย ครบรอบ 72 ปีคุณหญิงปรงทอง ไม่จัดงาน ชาวบ้านเค้าจะนินทากันได้นะคะ”
“แม่ปราง ชั้นหมายความว่า อย่าให้มันวุ่นวาย จัดที่บ้านเรานี่แหละ และอย่าให้เอิกเกริกนัก มันจะรบกวนคนอื่นโดยใช่เหตุ”
“แหม คุณยายคะ ใครๆก็อยากจะคบคนรวยกันทั้งนั้นแหละ งานใหญ่ระดับนี้ ใครไม่มาก็โง่เต็มที” ปรางทิพย์ว่า
“นี่แม่ปรางค์ คนที่จะมางานของชั้น เค้าต้องมาด้วยความเต็มใจไม่ใช่บังคับ อีกอย่างหล่อนแจ้งแขกทุกคนที่จะมางานด้วยว่า ชั้นของดรับของขวัญ เปลี่ยนเป็นบริจาคเงินเข้ามูลนิธิก็แล้วกัน”
ปรางค์ทิพย์มองค้อนยาย
“เรื่องนั้นก็แล้วแต่คุณยายเถอะค่ะ”
ปรงทองมองทุกคน “เอาเป็นว่าทุกคนเห็นด้วยมั๊ย”
ปรงทองมองทุกคน
“ครับย่า”
“งั้นเป็นอันตกลงตามนี้ แม่ปรางค์หล่อนเป็นคนจัดการก็แล้วกัน”
ปรางค์ทิพย์ภูมิใจ “คุณยายไม่ต้องห่วงค่ะ เชื่อมือปรางค์เถอะ”


ปรงทองนั่งอ่านเอกสารด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“แม้นวาด เธอจัดการเอาเอกสารนี่ให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบอีกที” ปรงทองสั่ง
“ได้ค่ะท่าน” แม้นวาดเห็นเอกสาร “แต่นี่มันเอกสารบริษัทคุณปรางค์ไม่ใช่หรือคุณท่าน ทำไมต้องตรวจสอบซ้ำด้วยล่ะคะ”
“ชั้นอยากฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญก่อน ไม่อยากด่วนสรุป แต่ชั้นว่ายังไงมันก็ไม่ปรกติ”
“ได้ค่ะคุณท่าน” แม้นวาดรับคำ
แม้นวาดเก็บเอกสารแล้วเดินไป ปรงทองมีสีหน้าเครียด


ประภัสสรนั่งอ่านหนังสือ เมธีกำลังรับโทรศัพท์
“อะไรกัน ผมบอกแล้วไง ว่าให้จัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย ถ้าทางโน้นไม่อนุญาตให้คนของเราเข้าไปก็จบน่ะสิ”
เมธีกดโทรศัพท์ปิดอย่างหงุดหงิด
“มีเรื่องอะไรหรือคะ”
“งานก่อสร้างที่เมืองกาญฯน่ะสิ ติดปัญหาเรื่องเอกสารผมคงต้องรีบไปแก้ ไม่งั้นติดวันหยุด งานจะช้าไปอีก”
“งั้นคุณก็ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้หรอก”
เมธียิ้ม “ขอบคุณนะภัส ที่คุณเข้าใจผม แต่ไม่ต้องห่วง ผมกลับมาทันงานของยายแน่นอน”
“ไปค่ะ ภัสจะช่วยคุณจัดกระเป๋า”
ประภัสสรกับเมธียิ้มให้กัน


ปรางค์ทิพย์กำลังชี้นิ้วสั่งการพร้อมทั้งเดินชี้ๆ สั่งไปรอบสวน ทีมอีเว้นต์มองตามอย่างเบื่อๆ
“ชั้นอยากให้เวทีอยู่ทางด้านนี้ ดูอลังการหน่อย เวลาเปิดตัวคุณยายขึ้นเวที ให้ดูเหมือนอยู่บนสวรรค์”
“ได้สิคะ คุณผู้หญิง เอ๊ะ โหนสลิงเปิดตัวเลยดีมั๊ยคะ หรือไม่ก็ ให้ดูเมจิกนิดๆ เรียกเดวิดคอปเปอร์ฟิลล์มาเลย ....” ทีมอีเวนต์ประชด
“ตามใจหล่อน ถ้าหล่อนทำได้ในงบเท่านี้ก็เอา”
ปรางค์ทิพย์เดินเชิดไป ทีมอีเว้นต์แบะปาก
“ต๊ายยยย...เกลือหวานเลยนะคะ คุณผู้หญิง”
ลุงสายยืนเถียงกับคนงานที่มาวางเวทีอยู่ ปรางค์ทิพย์เดินเข้าไปหา
“อะไรอีกล่ะตาสาย มีเรื่องอะไรกัน”
“คนงานน่ะสิครับ จะวางฐานเวทีทับต้นไม้ของคุณภัส ผมเลยขอให้เลื่อนไปหน่อย” ลุงสายบอก
ปรางค์ทิพย์นิ่งคิด “ไม่ต้อง ทับไปเลย กะอีแค่ต้นไม้จะอะไรนักหนาล่ะ” ปรางค์ทิพย์พูดกับคนงาน “วางทับไปเลย ชั้นอนุญาต”
คนงานช่วยกันขนฐานมาวางทับต้นไม้ของประภัสสร ลุงสายมองอย่างไม่เข้าใจ ปรางค์ทิพย์ยิ้มสะใจแล้วเดินไป


ประภัสสรกับเมธีเดินออกมาจากบ้าน
ประภัสสรอวยพร “เดินทางปลอดภัยนะคะ”
“ผมจะรีบกลับนะ ทันงานยายแน่ ภัสไม่ต้องกังวลนะ”
ปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาพักหลบแดดแล้วบ่น
“ดูซิ ทำอยู่คนเดียว ไม่รู้ยายจะเห็นความดีของชั้นบ้างมั๊ยเนี่ย โอ๊ยร้อน” ปรางค์ทิพย์หันไปเห็นเมธีก็เชิดใส่ “จะไปไหนอีกล่ะเนี่ย ใจคอจะไม่อยู่ช่วยงานช่วยการกันบ้างหรือ”
“คุณเมธีต้องไปทำงานค่ะพี่ปรางค์”
“แล้วหล่อนล่ะแม่ภัสใจคอจะไม่ช่วยงานชั้นบ้างหรือไง ใช่สิ หล่อนมันหลานรักนี่ ไม่ต้องกระดิกทำอะไร ก็ดูดีมีผลงาน ชั้นมันช่างอาภัพจริง..จริ๊ง”
“ถ้าคุณปรางค์เหนื่อย ก็หยุดสิครับ ไม่มีใครว่าอะไรนะครับ”
ปรางค์ทิพย์มองเมธีด้วยความแค้น เมธีไม่สนใจ เขาหอมลาประภัสสร
“ผมไปก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
เมธีเดินไป ประภัสสรมองตามแล้วเดินเข้าบ้านไปทันที ปรางค์ทิพย์มองตามเมธีไปอย่างแค้นๆ ก่อนจะหันไปมองประภัสสร
“หนอยแน่ะ นายเมธี เดี๋ยวนี้แกกล้ากับชั้นหรือ ดูสิแม่ภัส” ปรางค์ทิพย์หันมาหาประภัสสร แต่ประภัสสรเข้าบ้านไปแล้ว “อ้าว...เออดี ไม่มีใครเห็นหัวชั้นเลยใช่มั๊ย”
ปรางค์ทิพย์หน้าแค้น

ลุงสายกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ใกล้ประตูบ้าน ฉัตรพรยืนใส่แว่นดำเมียงมองอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
“มาหาใครครับ” ลุงสายถาม
“ชั้นมาหาคุณเมธี” ฉัตรพรบอก
“คุณเมธีไม่อยู่หรอกครับ”
“แล้วภรรยาคุณเมธีอยู่ไหม”
ลุงสายมองอย่างไม่ไว้ใจ “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
ฉัตรพรนิ่งนึกแล้วหยิบนามบัตรส่งให้
“ฝากนามบัตรของชั้น ให้ภรรยาคุณเมธี บอกให้โทรหาชั้น”
ปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาคว้านามบัตรในมือลุงสาย
ปรางค์ทิพย์อ่านนามบัตร “ไนต์คลับ”
ปรางค์ทิพย์อ่านนามบัตรแล้วมองฉัตรพรหัวจรดเท้า
ลุงสายบอก “เค้าฝากนามบัตรให้คุณภัสครับ”
“เธอมีเรื่องอะไร”
ฉัตรพรมองอย่างไม่สะทกสะท้าน “เรื่องคุณเมธี!!”
ปรางค์ทิพย์ยิ้มอย่างมีนัย
ปรางค์ทิพย์บอก “ให้เค้าเข้ามา”
“คุณปรางค์ครับ” ลุงสายลังเล
ปรางค์ทิพย์ตวาด “ไม่ได้ยินหรือ ชั้นบอกให้เชิญเข้ามาไงล่ะ”
ปรางค์ทิพย์ยิ้มร้าย ฉัตรพรงงและระแวง


ปรางค์ทิพย์มองฉัตรพรที่เข้ามาในบ้านอย่างพิจารณา
“แล้วเธอมีธุระอะไรกับประภัสสร”
“อ๋อ เมียของคุณเมธีชื่อประภัสสรหรือ ดีจะได้รู้จักกันไว้ ชั้นมีเรื่องต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง” ฉัตรพรบอก
“เคลียร์เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องคุณเมธีน่ะสิ”
ปรางค์ทิพย์ยิ้ม “งั้นชั้นจะพาเธอเข้าไปเอง ตามชั้นมา”
ปรางค์ทิพย์ออกเดิน ฉัตรพรมองอย่างไม่ไว้ใจแล้วเดินตาม


ประภัสสรกำลังนั่งจัดแจกันอยู่ในบ้าน ปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“แม่ภัส มีคนมาหาแน่ะ”
ประภัสสรงง “ใครกันคะ”
ฉัตรพรเดินเข้ามามองรอบๆบ้านอย่างสำรวจ
“ค่อยๆคุยกันนะจ๊ะ พี่ขอตัวก่อนละ”
ปรางค์ทิพย์เดินเลี่ยงออกไป ประภัสสรมองฉัตรพรอย่างสงสัย
“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” ประภัสสรถาม
“ไม่เคยหรอกค่ะ แต่ชั้นรู้จักคุณเมธีดี” ฉัตรพรบอก
“ตายจริง ขอโทษทีนะคะ คุณเมธีไปทำงานคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณคือประภัสสรใช่มั๊ยคะ”
“ใช่ค่ะ ดิชั้นประภัสสร ภรรยาของคุณเมธีค่ะ”
“ดี ชั้นก็จะมาบอกว่า ... ชั้นก็เมียของคุณเมธีเหมือนกัน”
ประภัสสรตะลึง ฉัตรพรยิ้มร้าย


ปรางค์ทิพย์ที่แอบฟังอยู่มีสีหน้าสะใจ
“เฮอะ ชั้นว่าแล้ว สะใจชั้นจริง...จริ๊ง เมียน้อยมาราวีถึงบ้าน”
ปรางค์ทิพย์แอบดูอย่างตื่นเต้น


ประภัสสรทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ ฉัตรพรยิ้มเยาะ
“ชั้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม หวังว่าคุณคงเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันนะคะ คุณประภัสสร” ฉัตรพรบอก
“คุณต้องการอะไร”
“ชั้นก็ต้องการเรียกร้องสิทธิของชั้นน่ะสิคะ คุณพี่”
ประภัสสรกุมอกตัวเองแล้วนิ่งงัน


ปรางค์ทิพย์ที่แอบฟังอยู่สะใจมาก
“สมน้ำหน้าแก นังภัสเอ๊ย ดูซิจะมีปัญญาทำอะไรได้”
บุญศรีเดินเข้ามา
“คุณปรางค์เจ้าขา มีของมาส่งค่ะ”
“ช่างหัวมันก่อน สงสัยวันนี้จะมีเรื่องสนุกใหญ่แน่”
“มีอะไรหรือคะ คุณปรางค์”
“กำลังเกิดศึกเมียหลวงเมียน้องไอ้เมธีน่ะสิ เพราะเมียน้อยบุกมาถึงบ้านงานนี้มันแน่ๆ”
บุญศรีชะโงกหน้าดูแล้วปิดปากด้วยความตกใจ
“ตายแล้ว คุณเมธีมีเมียน้อยด้วยหรือคะ โอ๊ย เรื่องนี้ต้องถึงหูคุณท่าน รับรอง เรื่องใหญ่แน่ๆ”
ปรางค์ทิพย์นึกได้ “จริงสิ แกนี่มันฉลาดจริงๆ เฝ้าไว้นะ เดี๋ยวชั้นไปตามคุณยายเอง”
ปรางค์ทิพย์เดินไป บุญศรียืนลุ้นต่อ


ฉัตรพรพูดต่อ
“มันถึงเวลาที่คุณพี่ควรจะรับรู้ได้แล้วว่า ดิชั้นมีตัวตนอยู่จริง”
ประภัสสรข่มใจ “คุณเมธีไม่อยู่ ไว้คุณค่อยไปคุยกับคุณเมธีเองจะดีกว่า”
“ก็เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องน่ะสิ ชั้นถึงต้องมาที่นี่”
“งั้นคุณต้องการอะไร”
“ชั้นก็ต้องการเคลียร์ยังไงล่ะ ถ้าอย่างนั้น ชั้นจะรอที่นี่ ช่วยโทรไปตามเค้า กลับมาพูดกันให้รู้เรื่อง”
ฉัตรพรยิ้มหยาม ประภัสสรพยายามรวบรวมสติ
“ถ้าอย่างนั้นชั้นคงต้องขอตัว เพราะมันไม่ใช่เรื่องของชั้น”
ประภัสสรลุกเดินออกไป ฉัตรพรคว้าแขนประภัสสรแล้วกระชาก
“เดี๋ยวก่อน เธอยังไปไม่ได้”
เสียงเมรินดังขึ้น “ปล่อยคุณแม่เดี๋ยวนี้”
ฉัตรพรหันขวับไปมองทันทีก่อนจะปล่อยมือจากประภัสสร เมรินยืนมองจ้องฉัตรพร ประภัสสรสะบัดจนหลุดแล้วเดินไปหาลูก
“อย่าแตะต้องแม่ของชั้นเด็ดขาด” เมรินย้ำ
“ทำไมชั้นจะแตะไม่ได้ หรือว่าจะให้ชั้นตบแทน”
ฉัตรพรเงื้อมือ ประภัสสรถอย
“อย่าเอานิสัยต่ำๆของเธอมาใช้ในที่นี่ ออกไปจากบ้านชั้นเดี๋ยวนี้” เมรินว่า
“แหม อีบ้านพวกผู้ดีตีนแดงเนี่ยน่ะหรือ เพราะเป็นผู้ดีเสียเหลือเกิ๊น ผัวถึงต้องไปหากินนอกบ้านไง โทรไปตามพ่อแกมาพูดกับชั้นให้รู้เรื่องดีกว่า”
“ไม่จำเป็น เชิญเธอกลับไปได้แล้ว” เมรินว่า
“ไล่หรือ แม่แกยังไล่ชั้นไม่ได้เลย แล้วตัวเท่าลูกหมาอย่างแก จะมาทำอะไรชั้นได้”
“ชั้นไม่แปลกใจเลย ทำไมคุณพ่อถึงไม่เลือกผู้หญิงอย่างเธอ ทำตัวเป็นผู้หญิงที่วิ่งไล่จับผู้ชาย คนเค้าหนีแล้วยังไล่ตาม ไม่มียางอายจริงๆ” เมรินว่า
ฉัตรพรกรี๊ด “อีเด็กนรก ปากแบบนี้ ต้องตบสั่งสอนให้รู้สำนึก”
ฉัตรพรปรี่เข้ามาจะทำร้ายเมริน แต่ประภัสสรเข้าขวาง
“อย่านะ”
ประภัสสรคว้ามือฉัตรพรไว้ แล้วทั้งคู่ก็จ้องตากัน

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 8 (ต่อ)
ปรงทองกับปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาในบ้านอย่างร้อนรน ส่วนปฐวีเดินเข้ามาจากอีกทาง
“ยาย เกิดเรื่องอะไรหรือครับ” ปฐวีถาม
“ตาวี แย่แล้ว เมียน้อยของนายเมธีมาราวีแม่ภัสถึงที่บ้าน” ปรางค์ทิพย์บอก
“อะไรนะ มาถึงที่นี่เลยหรือครับ”
“รีบเข้าไปเถอะ วี” ปรงทองบอก
ปฐวีเดินนำไปก่อน แม้นวาดประคองปรงทองเดินไปทันที ปรางค์ทิพย์มองตามแล้วยิ้มร้ายก่อนจะเดินขำๆ เข้าบ้านไป


ฉัตรพรกระชากตัวประภัสสรแล้วเหวี่ยงไปอีกทาง ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาเมริน เมรินมองนิ่ง
“ดูซิใครจะมาช่วยแกได้” ฉัตรพรว่า
ฉัตรพรเงื้อมมือจะตบ
ปฐวีตะโกนลั่น “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
ฉัตรพรหันไปมอง
“น้าวี”
ฉัตรพรยังจะเดินเข้าหาเมริน
“ถ้าแตะหลานชั้นแม้แต่นิดเดียว ชั้นเอาเรื่องเธอแน่” ปรงทองบอก
ฉัตรพรชะงักแล้วหันไปมองปรงทอง เมรินเลยวิ่งไปประคองประภัสสร ปรางค์ทิพย์เสียดายมากที่เมรินไม่โดนตบ
“กล้ามากนะหล่อน ที่เข้ามาราวีถึงในบ้านนี้ อยากโดนตำรวจจับหรือไง” ปรงทองว่า
ฉัตรพรยกมือไหว้ “ท่านคงเป็นคุณหญิงปรงทอง หนูมาเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นเมียค่ะ”
ปรงทองถาม “หล่อนเป็นเมียของใคร”
“หนูเป็นเมียของคุณเมธี หนูต้องการให้คุณเมธีรับผิดชอบไม่ใช่ทิ้งขว้างกันไปแบบนี้”
“ตาเมธี! ทำไมเป็นคนแบบนี้” ปรงทองตกใจ
ปรางค์ทิพย์สะใจมาก
“คุณรับเงินไปแล้วยังกล้ามาวุ่นวายอีกหรือ กลับไปเดี๋ยวนี้นะ” ปฐวีไล่
ปฐวีดึงแขนฉัตรพร แต่ฉัตรพรฝืนไว้
ทุกคนแปลกใจที่ปฐวีรู้เรื่องนี้ด้วย
“นี่เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือวี” ปรงทองถาม
“ครับย่า” ปฐวีพูดกับเมริน “น้องเมย์พาคุณแม่ขึ้นไปพักผ่อนก่อน ตรงนี้น้าวีจัดการเอง”
“ค่ะน้าวี ไปค่ะคุณแม่”
เมรินประคองประภัสสรขึ้นไปข้างบนทันที ปรางทิพย์เสียดายและเจ็บใจ ทุกคนมองตาม
“อย่ามายุ่งกับครอบครัวผม กลับไปซะ” ปฐวีเสียงแข็ง
ฉัตรพรมองปฐวี ก่อนจะหันไปมองปรงทองแล้วคิด
“คุณหญิงต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างฉัตรด้วยนะคะ ฉัตรไม่มีที่พึ่งที่ไหนแล้วฉัตรถึงต้องทำแบบนี้”
ฉัตรพรทำฟูมฟาย ปรงทองข่มใจแล้วนั่งลง
“ไหนเล่ามาซิตาวี”
“ครับย่า พี่เมธีพยายามจะยุติเรื่องนี้ ผมเลยอาสาไปเคลียร์ให้” ปฐวีพูดกับฉัตรพร “คุณก็รับเงินไปแล้ว ยังจะมาหาเรื่องอีก แสดงว่าคุณต้องการจะมีเรื่องใช่มั๊ย”
ฉัตรพรลืมตัว “คุณคิดว่าเงินแค่นั้นจะพอเหรอ ดูสิคุณพรั่งพร้อมขนาดไหน ชั้นคิดว่า มันควรจะรับผิดชอบกันให้เหมาะสมหน่อยนะ”
ปรงทองมองหน้าฉัตรพรนิ่ง ฉัตรพรรู้ตัวจึงหลบตา
“ผู้หญิงอย่างเธอน่ะ เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอหรอก .. แต่ชั้นมีวิธีจัดการ ตาวีตามตำรวจให้ย่าที” ปรงทองบอก
ฉัตรพรตกใจ
“ชั้นจะแจ้งความ ว่านังคนนี้มันบุกรุก ขู่กรรโชก แล้วยังเป็นชู้กับสามีคนอื่น”
ฉัตรพรมองทุกคน แล้วมองปรงทอง “...ขู่ชั้นหรือ”
“ชั้นไม่ได้ขู่ คนอย่างชั้นพูดจริงทำจริงทุกอย่าง เธอยังมีเวลาคิดนะ จะไปตอนนี้หรือจะรอตำรวจมาลากคอไป”
ฉัตรพรแค้นจึงมองจ้อง “ฝากไว้ก่อนแล้วกัน”
ฉัตรพรคว้ากระเป๋าลุกขึ้นแล้วทำท่าจะเดินออก
“เดี๋ยว ถ้าเธอยังไม่หยุด ชั้นนี่แหละ จะเป็นคนสอนบทเรียนให้เธอเอง” ปรงทองบอก
ปรงทองมองฉัตรพรนิ่ง ฉัตรพรหลบตาแล้วรีบเดินออกไปทันที ปรงทองถอนหายใจอย่างเหนื่อยหนัก ปฐวีหนักใจ ปรางทิพย์ยิ้มสะใจ


ประภัสสรที่อยู่ในห้องนอนนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เมรินส่งแก้วน้ำให้
“คุณแม่ขา ดื่มน้ำหน่อยนะคะ”
ประภัสสรรับแก้วมือสั่น เมรินรับดึงกลับไปวางไว้ที่โต๊ะ ประภัสสรมองมือตัวเอง
ประภัสสรช็อคจนร้องไม่ออก
“คุณแม่คะ อย่าคิดมากเลยนะคะ เรื่องมันจบไปแล้ว”
ประภัสสรน้ำตาร่วงและไม่ได้ฟังลูก
เมรินย้ำ “คุณพ่อเลิกกับเค้าแล้วนะคะ”
ประภัสสรเงยมอง “หนูรู้ได้ยังไง”
“เค้ามาหาเรื่องที่นี่ เพราะคุณพ่อไม่ไปหาเค้าแล้วไงคะ”
ประภัสสรชะงักแล้วนิ่งคิด
“ถึงเวลานี้แล้วคุณแม่ต้องทำใจนะคะ เรื่องมันเกิดไปแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้”
ประภัสสรเสียใจ
“คุณแม่คะ คุณแม่” เมรินเรียก
ประภัสสรก้มหน้าร้องไห้ เมรินสงสาร


ปฐวีนั่งอยู่ในบ้าน เขามองนาฬิกาแล้วถอนหายใจ เมธีเดินเข้ามาในบ้านอย่างเร่งร้อน
“วี ขอบใจมากนะที่โทรบอกพี่ นี่พี่รีบมาที่สุดแล้ว”
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ”
เมธีถอนหายใจด้วยสีหน้าเครียด
“พี่ไม่คิดเลยว่าฉัตรพรจะกล้ามาถึงที่นี่”
เมรินเดินลงมาจากข้างบน เมธีรีบวิ่งเข้าไปหา
“คุณแม่เป็นยังไงบ้างน้องเมย์” เมธีถาม
“คุณพ่อคุยกับคุณแม่ดีๆนะคะ”
“พ่อขอโทษ ที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณพ่อ ขึ้นไปดูคุณแม่เถอะค่ะ”
เมธีมองเมรินอย่างขอบคุณแล้วเดินไป เมรินมองตามแล้วถอนหายใจก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงบันได
“ไม่อยากเชื่อเลย ทำไมชีวิตเราถึงได้ยุ่งยากแบบนี้นะ” เมรินเปรย
ปฐวีมองเมรินด้วยความสงสารก่อนจะเดินเข้าไปหาหลานแล้วดึงหลานสาวมาซบไหล่
“ขอบคุณค่ะ น้าวี หยงเหนื่อยจังค่ะ” ตันหยงคิดในใจ

ประภัสสรนั่งนิ่งอยู่ในห้อง เมธีเดินเข้ามานั่งข้างประภัสสร เมธีเอื้อมมือจับมือประภัสสร
“ภัส ผมเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าเค้าจะกล้ามาถึงนี่”
ประภัสสรเงียบ
“ผมคิดว่าทุกอย่างมันจบไปแล้ว ภัสผมขอโทษ ผมทำร้ายคุณ ทำร้ายลูก”
เมธีรู้สึกผิดและเสียใจเป็นอย่างมาก
“อภัยให้ผมนะ ผมจะไม่ทำผิดพลาดแบบนี้อีก”
ประภัสสรมองเมธีนิ่ง
ประภัสสรยกมือที่สั่นขึ้นมาอย่างคิดหนัก จนเมธีต้องกุมมือของเธอไว้
ประภัสสรเงยหน้ามองเมธี “ภัสกลัว ภัสไม่อยากสูญเสียคุณไป ภัสกลัวค่ะเมธี ภัสกลัว”
“ผมขอโทษนะภัส ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องเสียใจ”
เมธีค่อยๆ ดึงประภัสสรมากอด ประภัสสรกอดแน่นแล้วสะอื้นร้องไห้อีกครั้ง

เมรินกับปฐวีนั่งเอาเท้าแช่น้ำในสระข้างบ้าน
“น้าวีคะ น้าวีคิดว่าคุณพ่อกับคุณแม่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมั๊ยคะ”
“เหมือนเดิมสิ คุณพ่อกับคุณแม่น่ะรักกันมาก คุณแม่ต้องให้อภัยคุณพ่อแน่ๆ”
“การให้อภัยกัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคนสองคน ใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วจ๊ะน้องเมย์”
“เมย์รู้ว่ามันพูดง่าย แต่มันทำได้ยากมาก”
“น้องเมย์ยังโกรธคุณพ่ออยู่เหรอ”
“เมย์ไม่ได้หมายถึงคุณพ่อค่ะ”
“อย่าบอกนะ ว่าหมายถึงน้าวี”
“เปล่าค่ะ ไม่เกี่ยวกับน้าวีเลย”
เมรินเศร้าลง
ตันหยงคิดในใจ “เฮ่อ เราจะอภัยให้พิรามได้ไหมนะ”
เมรินคิดหนัก ปฐวีมองหลานอย่างสังเกต

วันต่อมา เมธีกับประภัสสรก้มลงกราบปรงทอง
“ผมขอโทษที่ทำให้ยายผิดหวัง ขอให้ยายยกโทษให้ผมด้วย” เมธีบอก
“ใช่ ชั้นผิดหวังจริงๆ เคยเห็นเรามาแต่เล็กแต่น้อย ไม่น่ามาพลาดเรื่องแบบนี้เลย จำไว้ทั้งสองคน มีปัญหาครอบครัว ก็ต้องแก้ที่ครอบครัว ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหาออกไป คิดว่าพ้นหรือ ท้ายที่สุดก็เอาปัญหากลับเข้ามาที่บ้านอีก เห็นหรือยังว่ามันเดือดร้อนไปหมด” ปรงทองสอน
“เป็นเพราะตัวผมเอง ที่ไม่หนักแน่นพอกับสิ่งเย้ายวน ไม่ใช่ความผิดของคุณภัสเลยครับ”
“ยายขา อย่าโทษคุณเมธีเลยนะคะ ภัสเองก็มีส่วนผิด” ประภัสสรบอก
“คุณภัสไม่ผิดหรอกครับ ผมผิดเอง”
ปรงทองมองทั้งสองคน

ปรางค์ทิพย์นั่งกระหยิ่มอยู่ในบ้าน โดยมีบุญศรีนั่งบีบนวดเอาใจ
“แหม...เมื่อวานชั้นสะใจจริง..จริ๊ง งามหน้ามั๊ยล่ะ หลานเขยคนโปรดทำเรื่องเข้าให้ เดาะไปมีเมียน้อย แถมยังกล้ามาราวีถึงบ้าน รู้ถึงไหน อายเค้าถึงนั่น มันน่าจะส่งปี๊บไปให้แม่ภัสซัก2-3 ใบ”
“เอาไปทำไมคะ คุณปรางค์” บุญศรีถาม
“ก็เอาไปคลุมหัวไงล่ะ นังโง่”
บุญศรีจ๋อยเพราะถูกด่า ปรางค์ทิพย์ยิ้มสะใจ บุญศรีก็ยิ้มด้วย
“คราวนี้คุณเมธีคงโดนคุณท่านเทศน์แน่เลย เมื่อกี้ศรีเห็นคุณภัสกับคุณเมธีไปหาด้วยค่ะ”
“งั้นหรือ” ปรางค์ทิพย์นิ่งคิดแล้วก็ดีใจ “งั้นชั้นต้องไปเป็นสักขีพยานหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีส่วนร่วม”
ปรางค์ทิพย์ลุกขึ้นแล้วเดินไปทันที บุญศรีมองตามอย่างงงๆ

ปรงทองยังคงพูดกับเมธีและประภัสสรต่อ
“ไม่ต้องเกี่ยงกันหรอกทั้งคู่ เอาเป็นว่าแม่ภัสเค้ายกโทษให้เธอ ชั้นก็ไม่โกรธเคืองอะไรทั้งสิ้น”
ทั้งคู่ก้มลงกราบปรงทองอีกครั้ง
“ชั้นจะขอให้พวกเธอสองคนรักใคร่กลมเกลียวกัน ให้อภัยถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดให้กับคนแก่อย่างชั้นจะได้มั๊ย”
ประภัสสรมองหน้าเมธีแล้วยิ้มให้กัน
“ได้แน่นอนครับ ยาย” เมธีบอก
ทั้งสองคนมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน ปรงทองยิ้มโล่งใจ

ปรางค์ทิพย์เดินเข้าในบ้านอย่างรวดเร็ว
“สงสัยโดนชุดใหญ่ ดีสมน้ำหน้า”
ปรางค์ทิพย์รีบเดินไปทางห้องปรงทองทันที

ปรางทิพย์โผล่มากลางห้องปรงทองแต่ไม่เห็นเมธีกับประภัสสร ปรางค์ทิพย์งง
“อ้าว ไม่เห็นมีใครเลย ไปไหนกันหมดแล้วคะคุณยาย”
ปรงทองพูดอย่างรู้ทัน “จะมาดูความร้าวฉานของครอบครัวคนอื่นใช่ไหมแม่ปราง”
ปรางค์ทิพย์อึ้งที่ปรงทองรู้ทัน
“เสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปดูแลเรื่องของครอบครัวเราไม่ดีกว่าหรือผัวเมียน่ะเค้าเข้าใจกันแล้ว มันไม่มีอะไรแล้ว ทุกอย่างจบลงด้วยดี หมดปัญหา หมดเคราะห์หมดโศก” ปรงทองยิ้ม “ชั้นเสียใจด้วยนะแม่ปรางค์ ที่ทำให้แม่ปรางค์น่ะ..หมดสนุก”
ปรางค์ทิพย์อ้าปากค้างแล้วเดินกลับออกมา
“อ๊ะ...นี่คุณยายจงใจว่ากระทบเราหรือเปล่าเนี่ย” ปรางค์ทิพย์โกรธ
ปรงทองมองแล้วส่ายหัว

เช้าวันใหม่ ภายในบ้านปรงทองมีการจัดเตรียมงาน นาวินกับสุดนภาเดินถือกระเช้าดอกไม้เข้ามาในบ้าน ปฐวีกับเมรินเดินจูงมือกัน พอเมรินเห็นสุดนภา เมรินก็รีบวิ่งไปหา
“คิดถึงจังเลย หายไปตั้งนาน”
“ยุ่งๆน่ะ เป็นไงบ้าง” สุดนภาถาม
เมรินจูงมือสุดนภาแล้วเดินแยกออกมา
“เกิดเรื่องเยอะมาก เล่าทั้งวันไม่รู้จะจบไหม เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เมรินจูงมือสุดนภาเดินไป ปฐวีกับนาวินมองตามทั้งสองคน
“ครูบี๋กับน้องเมย์นี่สนิทกันจริงๆ เหมือนเพื่อนกัน มากว่าครูกับนักเรียนแกว่ามั๊ยเจ้าวิน”
“เออ ใช่ ชั้นก็คิดอย่างงั้นแหล่ะ” นาวินเห็นด้วย
นาวินพูดจบก็ไม่ได้สนใจจึงเดินเข้าไป ปฐวีนิ่งคิด

ทุกคนนั่งฟังพระเก้ารูปสวด ปรงทองหน้าตามีความสุข ประภัสสรกับเมธีนั่งฟังพระสวดอย่างสงบ ปฐวีฟังพระสวด เขามองเมรินที่ตั้งใจฟังจริงจังแล้วก็ยิ้ม ปรางค์ทิพย์บงการให้เสกสรรเขยิบเข้าไปใกล้ๆพระพร้อมหันไปดุปรงแก้วกับปรงขวัญ สุดนภากับนาวินนั่งฟังพระสวดอย่างเรียบร้อย
เวลาผ่านไป ปรงทองกำลังถวายของพระ ปฐวีกับเมรินกำลังช่วยกันถวายของพระ ปรงทองมองลูกหลายช่วยกัน ถวายของด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พระกำลังพรมน้ำมนต์ให้ทุกคน พอถึงคู่ของเมรินกับปฐวี ทั้งสองก็ก้มรับน้ำมนต์ ปรงทองมองปฐวีกับเมรินรับน้ำมนต์จากพระ
ปรงทองเห็นร่างของเมรินซ้อนด้วยร่างของตันหยงก็ผงะ แม้นวาดมองปรงทองอย่างแปลกใจก่อนจะเข้ามาประคอง
“คุณท่านคะ มีอะไรหรือ”
ปรงทองขยี้ตามองอีกครั้งแล้วเห็นปฐวีกับเมรินก็เห็นเป็นปกติ
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”
แม้นวาดมองปรงทองด้วยความเป็นห่วง


พระเดินออกจากบ้าน เมธีกับลุงสายเดินออกมาส่งพระที่หน้าบ้าน
“ลุงสายจัดการส่งพระคุณเจ้าที่วัดด้วยนะ” เมธีสั่ง
“ครับคุณเมธี”
ลุงสายกับพระเดินไป เมธีมองตาม

ปรงทองนั่งมองเมรินด้วยสีหน้าวิตก
เสกสรรอวยพร “ขอให้ยายสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญหลานๆไปอีก ร้อยปีเลยนะครับคุณยาย”
“อืม ขอบใจ ขอบใจมาก เจ้าเมย์เอ๊ยมาหาทวดหน่อยสิ” ปรงทองเรียก
เมรินค่อยๆคลานเข้ามาหาปรงทอง ปรางค์ทิพย์มองค้อนเพราะไม่พอใจที่ปรงทองไม่สนใจครอบครัวตน ปรงทองถอดสร้อยพระออกจากคอแล้วสวมให้เมริน
“ใส่ติดตัวไว้นะลูก พระจะได้คุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย”
ปฐวียิ้ม ปรางค์ทิพย์ตาลุกด้วยความอิจฉา
เมรินมองปรงทองอย่างซึ้งใจแล้วก้มกราบปรงทองอีกครั้ง ปรางค์ทิพย์รีบผลักลูกสองคนเข้าไป
ปรางค์ทิพย์กระซิบกับลูกทั้งสอง “ลูกแก้วลูกขวัญ เข้าไปกราบคุณทวดเร็วเข้าสิ คุณทวดจะได้ให้รางวัลแบบยัยเมย์บ้าง” ปรางค์ทิพย์ดันหลังลูกให้เดินเข้าไป
ปรงทองมองเหลนสองคนแล้วก็รู้ทันที จึงเอามือลูบหัวเหลนทั้งสองแล้วก้มลงคุยด้วย
“ไม่ต้องห่วงนะ ทวดยุติธรรมเสมอ ให้เสร็จงานก่อนนะ”
ปรางค์ทิพย์เจ็บใจที่ปรงทองแค่ลูบหัวแต่ไม่ให้อะไร “เห็นไหมคุณ ต่อหน้าต่อตาทุกคน คุณยายยังลำเอียงเห็นๆ ไม่มีอะไรให้ยัยแก้วกับยัยขวัญเลย เจ็บใจนัก”
ปรางค์ทิพย์จ้องเมรินด้วยความโกรธ

ปฐวีกับเมรินเดินออกมาพร้อมกัน
“น้องเมย์ต้องรักษาพระองค์นี้ไว้ให้ดีๆนะ รู้มั๊ยคุณยายใส่ติดตัวเป็นประจำ ไม่เคยถอดเลย” ปฐวีบอก
เมรินดีใจ “งั้นหรือคะ” เมรินนึกได้ “เมย์เอาไปฝากคุณแม่ดีกว่าค่ะ” เมรินบ่นอย่างเศร้าๆ “จะได้เก็บไว้ให้เจ้าของตัวจริง”
ปฐวียิ้ม “แล้วคนนี้เป็นตัวปลอมรึยังไง”
เมรินชะงักมองแล้วสลดลง
ปฐวีย้ำ “ใส่ติดตัวไว้นะ ไม่งั้นยายท่านจะเสียใจ”
เมรินเดินหงอยๆ จากไป ปฐวีมองด้วยความสงสัย
นาวินกับสุดนภายืนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่ง สุดนภามองท่าทางของเมรินแล้วถอนหายใจ
“โอ๊ย ทนไม่ไหว เห็นแล้วสงสาร”
“สงสารใคร” นาวินถาม
“ก็ยายหยง..เอ๊ย น้องเมย์น่ะสิ”
นาวินงง “สงสารทำไม คุณดูไม่ออกหรือ น้องเมย์เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าวีน่ะ รักหลานยังกะดวงใจ”
“นั่นแหละ ยิ่งน่าสงสารใหญ่เลย”
“อะไรของคุณ ชักเพี้ยนใหญ่แล้ว”
“คุณไม่รู้อะไร” สุดนภาอ้าปากจะพูด แล้วก็นึกได้ “เฮ่ออ”
สุดนภาเดินหนีไป นาวินมองตาม
“อะไรของเค้าวะ”

แม้นวาดประคองให้ปรงทองนั่งลง
“คุณท่านเป็นอะไรไปคะ ตั้งแต่พระพรมน้ำมนต์แล้ว ไม่สบายหรือเปล่า อิชั้นจะชงยาหอมให้”
“ไม่ต้อง ชั้นสบายดี”
“ถ้าอย่างนั้นเอนหลังซักหน่อยเถอะค่ะ”
“ชั้นนอนไม่หลับหรอก แม่วาด ชั้นสังหรณ์ใจพิกล จะเกิดเรื่องในบ้านนี้อีก เฮ้อ..เวรกรรมจริง..จริง”
ปรงทองเครียด

เมรินกับสุดนภานั่งคุยกัน
“บี๋ ชั้นรู้สึกผิดยังไงไม่รู้” ตันหยงบอก
“ทำไมล่ะ แกไม่ได้ไปขู่เข็ญเค้านี่นา”
“นั่นแหละบี๋ ชั้นยิ่งรู้สึกผิดมากไปใหญ่ คุณหญิงท่านเมตตาเอ็นดูน้องเมย์ หลานของท่าน ไม่ใช่ชั้นตันหยงที่มาอาศัยในร่างเหลนของท่าน แกเข้าใจใช่มั๊ย”
สุดนภาถอนหายใจ “หยง แกไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ถ้าจะโทษต้องโทษพรหมลิขิตต่างหาก ที่เล่นกล ทำให้แกต้องสลับร่างอลเวงแบบนี้”
ตันหยงกลุ้มใจ
“แกคิดมากเกินแล้วล่ะ แกก็มีส่วนช่วยให้พ่อแม่ของน้องเมย์เค้าดีกันไม่ใช่หรือ”
ตันหยงเศร้า “นั่นแหละ แต่มันเทียบไม่ได้กับความรัก ความเชื่อใจที่พวกเค้ามีให้ชั้น”
เมรินก้มดูสร้อยข้อมือที่ปฐวีสวมให้
“ชั้นจะทำยังไงดีนะ”
“แกก็ทำหน้าที่เป็นน้องเมย์ให้ดีที่สุด ก็แค่นั้นนั่นแหละในตอนนี้”
เมรินนิ่งคิดก่อนจะถอนใจ แล้วค่อยๆ ยิ้มออก
“งั้นแกช่วยอะไรชั้นหน่อยนะ” ตันหยงบอก
“ได้ทุกเรื่อง บอกมาเลย”


ประภัสสรเดินออกจากห้องน้ำในชุดคลุม เธอเดินมาที่หน้ากระจก ประภัสสรเห็นชุดใหม่แขวนอยู่ด้านหลังก็หันไปมองอย่างแปลกใจ เมรินเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับช่างแต่งหน้า
“น้องเมย์ ใครเอาชุดนี้มาคะ แม่ไม่เคยเห็นเลย” ประภัสสรถาม
“อ๋อ ชุดนี้น้าวีกับเมย์ช่วยกันเลือกให้เป็นของขวัญคุณแม่ค่ะ” เมรินบอก
“โธ่ลูก แม่แก่แล้ว ไม่ต้องแต่งขนาดนี้หรอก ดูชุดสิ แม่ไม่กล้าใส่หรอก กลัวโป๊น่ะ”
เมรินพูดหนักแน่น “ไม่จริงค่ะ คุณแม่ของน้องเมย์ยังไม่แก แถมยังสาวยังสวยด้วย ชุดนี้น้าวีกับเมย์ก็ตั้งใจเลือกอย่างดี รับรองได้ค่ะ ไม่โป๊หรอก”
ประภัสสรเขิน “แหมลูกแม่”
“คุณแม่รอเดี๋ยวนะคะ” เมรินเดินไปเปิดประตูห้อง ช่างแต่งหน้าเดินเข้ามา “เมย์มีช่างแต่งหน้ามาให้คุณแม่ด้วยค่ะ”
“จะดีเหรอน้องเมย์”
“ดีสิคะ” เมรินพูดกับช่างแต่งหน้า “ช่วยแต่งหน้าคุณแม่ให้สวยที่สุดเลยนะคะ”
ช่างแต่งหน้ายิ้มรับ เมรินดันหลังประภัสสรให้ไปนั่งที่โต๊ะ แล้วเมรินก็พยักหน้าให้ช่างแต่งหน้าลงมือทำงาน ส่วนเมรินยืนมองอย่างพอใจ


เมรินเดินลงมาจากบันได ปฐวียืนรออยู่ที่บันไดชั้นล่าง เขาหันมาเห็นเมรินก็เดินไปรับ
“มาแล้ว เจ้าหญิงของน้าวี”
เมรินหน้าบาน ปฐวียื่นมือมาให้เมรินจับ เมรินมองมือปฐวีแล้วจับมือเขาเดินลงมา ปฐวีคุกเข่าลงแล้วติดดอกไม้ให้เมริน เมรินยิ้มปลื้ม
“สวยจังเลยค่ะน้าวี ขอบคุณมากนะคะ”
“สำหรับหลานสาวสุดที่รักของน้าวี จะน้อยกว่านี้ได้ยังไง”
เมรินยิ้มจ๋อย
“ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดีค่ะ”
“พร้อมหรือยังครับ” ปฐวีถาม
เมรินยิ้ม “พร้อมแล้วค่ะ”
ปฐวียกแขนให้เมรินควง เมรินเขย่งขึ้นมาควงแขนปฐวีแล้วเดินออกไป



สุดนภากับนาวินยืนคุยกันอยู่ นาวินยืนชิด สุดนภาดันออก
“ยืนห่างๆ หน่อยสิ อึดอัดนะ”
“ก็หวงนี่” นาวินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
สุดนภามองหน้านาวินแล้วก็เขินเอง สุดนภาทุบ นาวินขำ
ปรางค์ทิพย์คอยจับปรงแก้วกับปรงขวัญไม่ให้วิ่งซน
“อย่าวิ่งสิลูกเดี๋ยวชุดยับหมดยัยแก้ว ยายขวัญอย่านั่งแบบนั้นต้องลูบกระโปรงก่อน” ปรางค์ทิพย์ดึงลูกเข้ามากระซิบ “แม่สั่งแล้วว่าอย่าวิ่งไง”
เสกสรรยืนคุยกับเพื่อนด้วยสีหน้าเครียด เมธียืนคุยกับแขกต่างชาติ เมรินกับปฐวีเดินควงกันออกมาที่งาน เมรินเดินไปทักสุดนภา
“ขอบใจมากนะบี๋” เมรินบอก
“ไม่เป็นไรเรื่องเล็ก คุณภัสเป็นยังไงบ้างล่ะ สวยไหม”
“เดี๋ยวก็รู้”
“นี่สองสาวคุยอะไรกันครับ”
“เรื่องผู้หญิง ผู้หญิงค่ะ คุณนาวิน”
นาวินทำหน้าประหลาดใจ
คนในงานพากันชี้มือกันไปอีกทาง เมธียืนคุยกับแขกต่างชาติแล้วหันไปมองตาม เมธีตะลึง


ประภัสสรเดินออกมาช้าๆ ในชุดสวยสง่า เมธียิ้มภูมิใจ
“ภรรยาของคุณใช่มั๊ยครับ เธอสวยมาก คุณมีครอบครัวที่น่าอิจฉาจริงๆ” แขกคนนึงบอกเมธี
เมธีเขิน “ขอบคุณมากครับ ผมขอตัวสักครู่”
เมธีเดินไปรับประภัสสรโดยเดินผ่านหน้าเมรินกับปฐวีไป
“นี่ฝีมือน้องเมย์ด้วยหรือเปล่า”
“คุณแม่สวยมากใช่มั๊ยคะน้าวี” เมรินถาม
“ใช่ สวยมาก น้าเพิ่งรู้นะว่าหลานน้าวีนี่เก่งหลายอย่างจริงๆ เก่งเกินเด็กซะด้วย”
“เห็นมั๊ย คุณพ่อตะลึงไปเลยดูสิคะ”
เมธีจ้องประภัสสร
“คืนนี้คุณสวยมาก”
ประภัสสรเขิน “ฝีมือน้องเมย์กับตาวีค่ะ”
“ลูกเราเก่งจริงๆ” เมธีมองแล้วยิ้ม “เชิญครับ”
เมธียื่นมือให้ ประภัสสรยิ้มแล้วส่งมือให้สามี เมธีพาภรรยาเข้าไปหากลุ่มเพื่อนๆ ทันที

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 8 (ต่อ)
ปฐวีพาเมริน สุดนภาและนาวินเดินมาที่โต๊ะอาหาร
“ไอ้วิน พาคุณบี๋ไปตักอาหารสิ ทำหน้าที่สุภาพบุรุษหน่อย” ปฐวีว่า
“เชิญครับคุณบี๋ หรือจะให้ผมจัดมาให้ดี” นาวินถาม
“ไม่ต้องค่ะ บี๋ไปเลือกเองดีกว่า”
นาวินผายมือ “เชิญครับ...”
สุดนภากับนาวินเดินไป เมรินมองตามยิ้มๆ
“น้องเมย์รอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวน้าวีจัดมาให้” ปฐวีบอก
“ได้ค่ะ”
ปฐวีเดินไป เมรินมองตามยิ้มๆ
แขกต่างชาติมองมาทางเมรินแล้วยิ้มอย่างเอ็นดูที่เห็นเมรินแต่งตัวน่ารัก
ชาวฝรั่งเศสเดินมาทักเป็นภาษาฝรั่งเศส “.......เด็กคนนี้น่ารักจังเลย....”
เมรินตอบเป็นภาษาต่างประเทศ “ขอบคุณมากค่ะ”
ปฐวีเดินถือจานอาหารเข้ามาเห็นก็ถึงกับชะงัก ปฐวีเห็นเมรินคุยกับชาวต่างชาติคล่องแคล่ว
ชาวต่างชาติถาม “หนูพูดภาษาฝรั่งเศสได้”
“เคยไปเรียนอยู่สองปีค่ะ” เมรินตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส
แขกต่างชาติยิ้มและแนะนำตัว เมรินแนะนำตัวกลับแล้วยื่นมือให้จับ
“ชั้นชื่อเมรินค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
“หนูเป็นเด็กที่เก่งจริงๆ ขอตัวก่อนนะ” ชาวต่างชาติจูบมือเมริน
ปฐวีเดินเข้ามาแล้วพูดแซว
“แหม น้าวีไปแป๊บเดียวเอง มีหนุ่มมาจีบน้องเมย์ซะแล้ว”
“น้าวีก็ ล้อน้องเมย์อีกแล้ว”
เมรินทำแง่งอน ปฐวีมองเมรินอย่างสังเกตแล้วเขาก็จัดเก้าอี้ให้เมริน
“ขอบคุณค่ะน้าวี น้าวีนั่งสิคะ”
ปฐวีขยับเก้าอี้เตรียมลงนั่ง
เสียงหนึ่งฤทัยดังขึ้น “ตรงนี้มีที่ว่างหรือเปล่าคะ ขอหนึ่งนั่งด้วยคนได้มั๊ยคะ”
ปฐวีหันไปมองเห็นหนึ่งฤทัยในชุดสวยกำลังยืนยิ้ม
“หนึ่ง เชิญครับ หนึ่งสวยจนผมจำแทบไม่ได้”
ปฐวีลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้หนึ่งฤทัยนั่งแทน เมรินมองหนึ่งฤทัยเซ็งๆ


หนึ่งฤทัยยิ้มให้ปฐวี แล้วหันมามองเมรินที่นั่งหน้าคว่ำ หนึ่งฤทัยหันไปทักทายและจับแก้ม
“น้องเมย์แต่งตัวน่ารักจังเลย ดอกไม้ก็สวย หนุ่มที่ไหนให้น้องเมย์มาคะ”
“น้าวีค่ะ” เมรินบอก
หนึ่งฤทัยชะงักไปเล็กน้อย “ตายจริง วีนี่น่ารักจังเลยนะคะ มีช่อดอกไม้ให้สาวด้วย น้าหนึ่งจะโชคดีแบบน้องเมย์บ้างมั๊ยนะ”
ปฐวียิ้มเขิน “ถ้าหนึ่งอยากได้เดี๋ยวผมหาให้ดีมั๊ยครับ”
“หนึ่งล้อเล่นน่ะค่ะ”
“ผมพาหนึ่งไปตักอาหารก่อนดีกว่า น้องเมย์นั่งรอน้าอยู่ที่โต๊ะนี่นะครับ เดี๋ยวน้าวีมา เชิญครับหนึ่ง”


ปรงทองเดินเข้ามาในงาน แม้นวาดเดินตามมา ทุกคนบริเวณทางเดินพากันทำความเคารพปรงทองกับแม้นวาด ปรงทองเดินทักทายยิ้มแย้มกับแขกทุกคน จริญทิพย์เป็นพิธีกรอยู่บนเวที
“และบุคคลสำคัญเจ้าของงานวันเกิดในวันนี้ คือท่านประธานของเรา คุณหญิงปรงทอง... เชิญท่านประธานขึ้นกล่าวอะไรสักเล็กน้อยนะคะ”
ปรงทองลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นไปบนเวที
“วันนี้ชั้นยินดีเป็นอย่างมาก” ปรงทองกล่าว “ที่ทุกคนเสียสละเวลา มาร่วมงานวันเกิดของชั้น ชั้นดีใจที่มีโอกาสได้เห็นคนที่ชั้นรัก มาอยู่ร่วมกัน......”
ทุกคนมองปรงทองด้วยความชื่นชม
“ชั้นขออวยพรให้ทุกคนที่มาในวันนี้ มีความสุขเหมือนชั้น และขอให้พร ที่ทุกคนมอบให้ชั้น จงย้อนกลับไปสู่ทุกท่าน ทุกคน ฟังคนแก่พูดนานๆ จะเบื่อซะเปล่าๆ เชิญทุกท่านตามสบาย สนุกสนานกันให้เต็มที่เถอะนะ”
ทุกคนปรบมือสนั่น ปรงทองยิ้มแล้วเดินลงจากเวที บรรดาแขกพากันเดินมาทักทาย


ปรงทองนั่งอยู่ที่โต๊ะ แม้นวาดกระซิบอะไรบางอย่าง ปรงทองพยักหน้า เมธีกับประภัสสรเดินจูงมือกันเข้ามา ทั้งคู่เข้ามากราบที่ตักปรงทอง
“ขอให้คุณย่ามีสุขภาพแข็งแรงนะครับ” เมธีอวยพร
ประภัสสรเสริม “อยู่เป็นมิ่งขวัญพวกเราอีก ร้อยปีนะคะ”
“โอ๊ย...สงสัยจะไม่ไหว ย่าขี้เกียจจะตำน้ำกินล่ะสิ” ปรงทองบอก
ประภัสสรกอดปรงทองเอาไว้ ปรงทองกอดตอบ
“อะไรกัน นี่มันงานร่าเริง ทำน้ำตาซึมซะอย่างนั้น แม่ภัสเอ๊ย...”
ประภัสสรเช็ดน้ำตา ปรงทองมองแล้วยิ้ม
“แม่ภัส พ่อเมธี ย่าขอขอบใจที่พวกเจ้ารักกัน เข้าใจกัน ปรับตัวเข้าหากัน นี่เป็นสิ่งที่ย่าต้องการที่สุดเหนือกว่าสิ่งใด มันทำให้ย่าสุขใจ รู้มั๊ย”
ประภัสสรกับเมธีมองหน้ากัน
“เมธี เราเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรู้จักจัดการชีวิต รู้จักแบ่งเวลา รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร เข้าใจใช่มั๊ย” ปรงทองถาม
“ครับคุณย่า ผมจะทำให้ดีที่สุด” เมธีรับคำ

ปรงทองมองทั้งสองคนแล้วยิ้ม ปรางค์ทิพย์ยืนมองอยู่ด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“หนอยแน่ะ ประจบกันกลางงานเลยหรือ”
ปรางค์ทิพย์หันไปลากแขนเสกสรรจากกลุ่มเพื่อนแล้วเดินตรงไปหาปรงทองทันที
“คุณยายขา ปรางค์กับคุณสรรมากราบอวยพรคุณยายค่ะ”
เสกสรรทำหน้างงๆ ปรางค์ทิพย์เขม่นใส่ เสกสรรจังยอมนั่งลงอย่างประดักประเดิด
“สุขสันต์วันเกิดนะครับคุณยาย” เสกสรรบอก
“ขอบใจพ่อสรร แม่ปรางค์”
“อ้าว คุณยายไม่มีอะไรจะพูดกับปรางค์หรอกหรือคะ ทียายภัสคุณยายคุยซะนานเชียว” ปรางค์ทิพย์ว่า
ปรงทองถอนหายใจ “จริงๆชั้นมีเรื่องจะพูดกับเธอสองคนมากมาย แต่คิดว่าเอาไว้หลังงานจะเหมาะกว่ามั๊ง”
“โถคุณยายพูดแบบนี้ เหมือนปรางค์กับคุณสรรเป็นคนอื่นคนไกลนะคะ”
“เอางั้นหรือ ก็ได้ จำไว้นะความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญในการเป็นคนพ่อสรรแม่ปรางค์ ถ้าคนเราไม่มีความซื่อสัตย์ซะแล้ว ชีวิตไม่มีวันจะก้าวหน้าหรอก”
เสกสรรหน้าเจื่อน ปรางค์ทิพย์งง
“ผมจะจำไว้ครับคุณยาย” เสกสรรบอก
เสกสรรฉุดปรางค์ทิพย์ให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ปรางค์ทิพย์ยังงงๆ
ปรางค์ทิพย์คาใจ “คุณยายพูดหมายความว่ายังไงเนี่ย คุณรู้มั๊ย”
“อ้าว คุณเป็นหลานยังไม่เข้าใจ ผมมันคนนอก จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
เสกสรรหงุดหงิดแล้วก็เดินไป ปรางค์ทิพย์ยังติดใจสงสัย

บุญศรีคุมปรงแก้วปรงขวัญที่อยู่ในชุดระบำลูกเป็ดขี้เหร่อยู่ที่หลังเวที ปรงแก้วกับปรงขวัญเกายุกยิก บุญศรีต้องคอยดึงไว้
“ทนหน่อยนะคะ เดี๋ยวเสร็จแล้วค่อยถอด” บุญศรีบอก
“มันคันนี่คะ ถอดไม่ได้หรือ”
“ขวัญไม่อยากเต้นเลย”
“น่านะคะ งานคุณยายทวดทั้งที อย่าทำให้คุณแม่โกรธนะคะ” บุญศรีบอก
พอได้ยินคำว่าแม่สองคนจึงเงียบกริบ
ปรงค์แก้ววิตก “ถ้าเราเต้นไม่สวยคุณแม่จะว่ามั๊ยเนี่ย”
“ต้องทำแบบฝึกหัดเพิ่มหรือเปล่า” ปรงขวัญกลัว
บุญศรีฟังสองคนพูดก็พลอยห่อเหี่ยวไปด้วย
ทันใดนั้นปรางค์ทิพย์ก็โผล่เข้ามาหลังเวที
“เรียบร้อยใช่มั๊ย”
“เรียบร้อยค่ะ คุณปรางค์” บุญศรีตอบ
“ดีมาก” ปรางค์ทิพย์พูดกับลูก “แกสองคนอย่าทำให้ชั้นเสียหน้าล่ะ เข้าใจมั๊ย”
ปรงแก้วกับปรงขวัญมองหน้ากันอย่างเศร้าๆ “เข้าใจค่ะ”
ปรางค์ทิพย์พยักหน้าพอใจ
จริญทิพย์เดินขึ้นมาประกาศบนเวที
“ต่อไปเป็นการแสดงของเด็กหญิงปรงแก้ว ปรงขวัญ ลูกสาวจากครอบครัวของคุณปรางค์ทิพย์และคุณเสกสรร เชิญรับชมได้แล้ว”
ปรงแก้วกับปรงขวัญเดินขึ้นไปแสดงบนเวที คนดูข้างล่างชี้ชวนกันดูแล้วยิ้มขำ ปรงแก้วปรงขวัญมีหน้าตาไม่มั่นใจ
เสกสรร มองดูบนเวทีแล้วมองซ้ายมองขวา เขาเห็นปรางค์ทิพย์มัวแต่สนใจลูกบนเวทีจึงค่อยๆ เดินเลี่ยงออกจากงาน
การแสดงบนเวทีจบลง ทุกคนปรบมือให้ ปรางค์ทิพย์กับบุญศรียิ้มปลื้ม
“แหมคุณแก้วคุณขวัญน่ารักจังเลย” บุญศรีบอก
“นั่นน่ะสิ แล้วคุณสรรไปไหนเนี่ย ไม่เห็นมาดูลูกแสดงเลย”
ปรางค์ทิพย์มองหาเสกสรรแต่ก็ไม่เจอ ปรางค์ทิพย์แปลกใจ

จริญทิพย์ยืนรอทำหน้าที่พิธีกรอยู่ที่ข้างเวที ปรางค์ทิพย์เดินมาข้างๆจริญทิพย์แล้วกระซิบอะไรบางอย่างพร้อมส่งกระดาษให้ จริญทิพย์ยิ้มแล้วเดินขึ้นเวที ปรางค์ทิพย์ยิ้มร้าย
จริญทิพย์เดินขึ้นมาประกาศที่หน้าเวที
“การแสดงชุดต่อไป เป็นการแสดงของน้องเมย์ จากครอบครัวคุณเมธี และคุณประภัสสรค่ะ เชิญน้องเมย์บนเวทีนะคะ”
ปรางค์ทิพย์เดินออกมาสมทบ เมธีกับประภัสสรมองหน้ากัน
ประภัสสรงง “น้องเมย์มีการแสดงด้วยเหรอคะ”
“ก็ควรจะแสดงอะไรให้เป็นของขวัญให้คุณยายบ้างนะ” ประภัสสรบอก
ประภัสสรกับเมธีมองหน้ากัน
ปรงทองกับแม้นวาดมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
เมรินมองหน้าปฐวีอย่างงงๆ
“น้องเมย์เตรียมการแสดงไว้ด้วยหรือ ไม่เห็นบอกน้าวีเลย”
“เมย์ก็เพิ่งทราบเดี๋ยวเหมือนกันค่ะ” เมรินบอก
“อ้าว แล้วน้องเมย์จะแสดงอะไรล่ะคะ” ปฐวีถาม
เมรินนิ่งคิดแล้วลุกขึ้นยืนยิ้ม
“น้าวีต้องช่วยน้องเมย์นะคะ”
เมรินจูงปฐวีขึ้นไปบนเวที หนึ่งฤทัยมองตามยิ้มๆ แต่สุดนภามองเมรินนิ่ง
“นี่แกจะทำอะไรของแกนะ หยง” สุดนภาพูดกับตัวเอง
นาวินกระซิบ “คุณบ่นอะไรขอคุณน่ะ”
สุดนภาค้อนนาวินแล้วก็มองเมรินอย่างไม่สบายใจ

เมรินเดินขึ้นมาบนเวที ส่วนปฐวีเดินตามมาอย่างเขินๆ
“การแสดงในวันนี้พิเศษมาก แต่เมย์ต้องมีผู้ช่วยนะคะ ผู้ช่วยของเมย์คือ คุณหมอปฐวีค่ะ”
บรรดาแขกปรบมือ ปฐวีโค้งรับ
เมรินกระซิบ “น้าวีช่วยน้องเมย์ด้วยนะคะ”
“ยินดีเลยครับ สาวน้อย”
เมรินยิ้มแล้วกระซิบข้างหูปฐวี ปฐวีพยักหน้า คนดูมองด้วยความสงสัย ปฐวีกระซิบหลังเวที เจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาสองตัวพร้อมกีต้าร์ ปฐวีอุ้มเมรินขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้แล้วพยักหน้าให้
“ขอมอบเพลงนี้ให้กับคุณย่าเป็นของขวัญนะคะ” เมรินพูด
ปรงทองยิ้มภูมิใจ ปรางค์ทิพย์หน้าหงิก
ปฐวีกับเมรินร้องเพลงฝรั่งซึ้งๆ อวยพรปรงทอง
แขกในงานเดินเอาดอกไม้ไปให้เมรินบนเวที เมรินรับแล้วหันไปยิ้มให้ปฐวี ปรางค์ทิพย์มองคนรอบๆ ตัวด้วยความหงุดหงิดจนจบเพลง
เมรินกับปฐวีมองสบตากันซึ้งแล้วร้องจนจบเพลง ทุกคนในงานปรบมือให้


เมรินกับปฐวีเดินลงมาจากเวที สุดนภารีบเดินเข้าไปรับ
“น้องเมย์ร้องเพลงเก่งมาก ใครสอนให้ครับ” ปฐวีถาม
เมรินชะงัก “ครูบี๋ไงคะ”
สุดนภาเดินเข้ามาได้ยินพอดีก็งง
“ครูบี๋นี่เก่งนะครับ สอนร้องเพลงด้วย”
“คะ บี๋..เนี่ยนะ” สุดนภานึกได้ “อ๋อค่ะ” สุดนภากระซิบ “มานี่เลย น้องเมย์”
สุดนภารีบลากแขนเมรินออกไป นาวินเดินเข้ามายืนมอง
“ไม่อยากเชื่อนายยังเล่นกีต้าร์ได้เพราะเหมือนเดิม แหมน้องเมย์นี่สุดยอดเลยว่ะ สำเนียงเป๊ะยังกะนักเรียนนอก” นาวินชม
ปฐวีคิด แต่ทำเป็นพูด “ต้องชมครูบี๋ ครูบี๋เป็นคนสอน” ปฐวีตบไหล่ “ไปหาคุณย่าก่อนนะ”
“ล้อเล่นหรือเปล่า ครูบี๋น่ะหรือร้องเพลง หายใจยังเพี้ยนเลย เป็นไปได้ไง”
นาวินงง ก่อนจะมองตามสุดนภากับเมรินไป


สุดนภาลากเมรินเดินออกมา
สุดนภาโวยวาย “ชั้นเตือนแกกี่ครั้งกี่หนแล้ว ห้ามทำอะไรแบบนี้ไม่เข้าใจหรือ”
“มันจำเป็น เพราะชั้นคงโดนป้าปรางค์แกล้งแน่ๆ” เมรินบอก
“นี่หยง ไม่ว่าแกจะทำเพราะอะไรก็ตาม มันยิ่งทำให้เรื่องนี้ยุ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่นะ”
“ชั้นไม่มีทางเลือกนี่บี๋ แกเข้าใจชั้นใช่ไหม”
“ชั้นน่ะเข้าใจแกเสมอแหล่ะหยง แต่ระวังหมอวีเค้าจะไม่เข้าใจก็แล้วกัน”
สุดนภาหงุดหงิด ส่วนเมรินเครียด


บรรดาแขกจับคู่เต้นรำกันในจังหวะสโลว์ หนึ่งฤทัยกับปฐวีออกไปเต้นรำด้วยกัน เมรินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหน้าคว่ำ
“นึกถึงงานตอนเราเรียนจบนะคะ วีมีแต่สาวๆมาขอเต้นรำ” หนึ่งฤทัยบอก
ปฐวีคิดแล้วยิ้ม “หนึ่งเองก็มีแต่หนุ่มๆมาขอเต้นรำเหมือนกันนี่”
เมรินเมินหน้าออกแล้วหันไปหาสุดนภา
นาวินกับสุดนภายืนอยู่ที่โต๊ะอาหาร นาวินหยิบอาหารส่งให้สุดนภาลองชิม
“นี่ก็น่าอร่อยนะ ลองชิมดู”
“จริงด้วย”
“ไปเต้นรำกันไหม”
สุดนภาเหล่ตามอง “ชั้นไม่ชอบเต้นรำ”
“ไม่ชอบหรือไม่กล้า”
“ไม่ต้องแกล้งท้า ไม่สำเร็จหรอก”
สุดนภาเอาขนมยัดใส่ปากนาวิน นาวินรีบกิน
“อืม.. อร่อยแฮะ” นาวินหยิบขนม “ชิ้นสุดท้าย” นาวินกระพริบตาให้
เมรินบ่น “..ให้มันได้แบบนี้สิ ไม่มีใครสนใจชั้นเลย”
เมรินนั่งง่อย
ประภัสสรกับเมธีเต้นรำกันอย่างมีความสุข เมธีกระซิบข้างหูประภัสสร ประภัสสรยิ้มรับ อย่างมีความสุข ปรงทองมองบนเวทีแล้วยิ้ม ปรางค์ทิพย์หงุดหงิด
“แม่ภัสนี่ ไม่รู้จักอายบ้างเลย แต่งตัวไม่ดูกาลเทศะ โป๊จนน่าเกลียดหน้าไม่อาย”
“ก็สวยดี ทำไมจะต้องอายด้วย” ปรงทองบอก
“ปรางค์เห็นว่าไม่เหมาะนี่คะคุณยาย อายุก็ไม่ใช่จะน้อยๆ”
“เฮ้อ..แม่ปรางค์เอ๊ย เพลาๆนิสัยชอบจับผิดคนอื่นลงหน่อยเถอะ ชีวิตจะได้มีความสุข ไปชวนพ่อเสกสรรไปเต้นรำบ้างสิ เวลาสนุกสนานจะมามัวนั่งคิดเครียดทำไมกัน ไปไป๊”
“แหม คุณยายก็ ปรางค์ไม่ใช่แม่ภัสนี่คะ ใส่อะไรก็สวย ทำอะไรก็งามถูกใจคุณยายไปหมด อย่างปรางค์น่ะทำอะไรก็ผิดทั้งนั้นแหละ”
“ชั้นขอทีเถอะ วันนี้วันเกิดชั้น อย่าทำตัวพาลพาโลคนโน้นคนนี้ไปหมด คนรอบๆตัวเค้าจะเบื่อเอานะ”
ปรางค์ทิพย์มองปรงทองด้วยความหงุดหงิด เธอค้อนปรงทองแล้วเดินไป ปรงทองมองปรางค์ทิพย์แล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยหนัก


ปฐวีพาหนึ่งฤทัยกลับมานั่ง
“เชิญครับ เดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้หนึ่งนะ”
พนักงานเดินมาเสริฟน้ำพอดี ปฐวีหยิบน้ำให้หนึ่งฤทัย
“ขอบคุณค่ะ วีเต้นรำเก่งนะคะ”
“หนึ่งก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ”
“หนึ่งได้คู่เต้นดีต่างหาก”
ปฐวียิ้ม
เมรินมองทั้งคู่ยิ้มให้กันแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อๆ
“เบื่อแล้วเหรอ น้องเมย์” ปฐวีถาม
เมรินงอนจึงคิดในใจ “ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นสนใจหรอก”
ปฐวีกับหนึ่งฤทัยมองตามอย่างงงๆ
“ท่าทางน้องเมย์จะไม่ค่อยชอบหนึ่งหรือเปล่าคะ” หนึ่งฤทัยถาม
“ไม่หรอกครับ แกคงเหนื่อยมากกว่า”
หนึ่งฤทัยพยักหน้าคลายใจ ปฐวีมองตามเมรินแล้วนิ่งคิด เมรินเดินมาหาปรงทอง ปรงทองดึงตัวเมรินมากอดไว้อย่างรักใคร่

เมธีกับประภัสสรเดินจูงมือกันออกมาจากฟอร์เต้นรำ สุดนภากับนาวินเดินคุยกันมาอย่างกระหนุงกระหนิง
“วันนี้พี่ภัสสวยจังเลยนะครับ” นาวินชม
ประภัสสรเขิน “ต้องขอบคุณครูบี๋นั่นแหละค่ะหาช่างแต่งหน้ามาให้ ฝีมือดีมากเลย ขอบคุณนะคะ”
“ช่างคนนี้เป็นช่างแต่งหน้าให้เพื่อนบี๋ตอนงานหมั้น น้องเมย์กำชับนักหนาว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น” สุดนภาบอก
ประภัสสรงง นาวินหันมามองหน้าสุดนภา สุดนภาชะงักแล้วดึงนาวินไปทันที
“แล้วน้องเมย์รู้จักช่างคนนี้ได้ยังไง” นาวินถาม
สุดนภาอ้าปากค้าง “ชั้นเคยเรียกมาแต่งหน้าที่โรงเรียน!”
“ที่โรงเรียนเนี่ยนะ”
“เออน่า ขอตัวก่อนนะคะ ชั้นชักหิวอีกแล้วสิ”
สุดนภารีบเดินไป นาวินรีบตามไป
ประภัสสรกับเมธีมองตามแล้วยิ้ม
“จะว่าไปคู่นี้ก็น่ารักสมกันดีอยู่นะ” เมธีบอก
“ค่ะ นาวินเป็นคนดี น่ารัก ภัสเห็นมาตั้งแต่เด็ก ครูบี๋ก็น่าเอ็นดู”
“ดึกแล้ว พาน้องเมย์ไปพักดีกว่า”
ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วยิ้ม


เมรินนั่งเท้าคางมองรอบๆตัวด้วยความเบื่อหน่าย เมธีกับประภัสสรเดินเข้ามา
“เป็นไงบ้างคะน้องเมย์ เหนื่อยหรือยัง” เมธีถาม
“ขึ้นไปพักดีมั๊ยคะ ดึกมากแล้วนะ”
“แต่น้องเมย์ยังไม่ง่วงนี่คะ”
เมรินมองดูคนเต้นรำในฟอร์แล้วถอนหายใจ เมธีมองตาม
“อยากเต้นรำหรือลูก เต้นกับพ่อดีมั๊ย” เมธีถาม
เมรินส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ น้องเมย์อยากดูเฉยๆ”
ประภัสสรกับเมธีมองหน้ากัน
เสียงปฐวีดังขึ้น “ถ้าไม่รังเกียจ ให้เกียรติเต้นกับผมซักเพลงได้มั๊ยครับสาวน้อย”
เมรินหันไปมองเห็นปฐวียืนยิ้ม
“น้าวี”
“เต้นรำกับน้าวีซักเพลงนึงนะ โอเค”
เมรินทำเมิน
“ว่าไงครับ สาวน้อย งอนจนแก้มป่องแล้ว”
เมรินยิ้มออกแต่ก็ยังงอน
ปฐวีอุ้มเมรินเดินออกไปที่ฟอร์ ประภัสสรกับเมธีมองตามแล้วยิ้มเอ็นดู ปฐวีอุ้มเมรินเต้นรำ
“งอนอะไรน้าวี ขี้งอนจังเลยนะเรา” ปฐวีว่า
“หลงตัวเอง ไม่ได้งอนซะหน่อย” เมรินบอก
“พูดแบบนี้ เดี๋ยวน้าวีหอมโชว์เลยนะ” ปฐวีทำท่าจะหอม
เมรินกลัว “อย่านะคะ”
ทั้งสองหัวเราะให้กัน
สุดนภากับนาวินยืนมองอยู่ สุดนภาเห็นตันหยงกับปฐวีสบตากัน
“แหม..เต้นรำกับหมอวี หน้าบานเชียวนะหยง”
นาวินงง “คุณพูดอะไรของคุณ ใครหน้าบาน”
สุดนภาสะดุ้ง “นี่คุณ ไม่รู้ซะเรื่องได้มั๊ย”
สุดนภาเดินไป นาวินงง
“อ้าวก็ผมอยากรู้นี่นา”
ปฐวีกับตันหยงเต้นรำคู่กันแล้วสบตากันหวานซึ้ง


งานเลี้ยงเลิก ปฐวีเดินมาส่งหนึ่งฤทัยที่ลานจอดรถ นาวินกับสุดนภาเดินตามมา
“หนึ่งสนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณที่ชวนนะคะ”
“ขับรถดีๆนะครับ”
“ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”
ปฐวียิ้มให้หนึ่งฤทัย เขาเปิดประตูรอจนหนึ่งฤทัยขับรถออกไป นาวินกับสุดนภาเดินมาถึง
“ไงละเพื่อน มองตามจนลับตาเชียวหรือ หรือว่าแกจะขยับสถานะวะ” นาวินถาม
“อะไรของแกเจ้าวิน ขยับเขยิบอะไร”
“หนอยไอ้หมอปากแข็ง ไม่มีใจทำไมมองจนลับตาขนาดนั้น”
“ไม่มีอะไรซักหน่อย ว่าแต่แกเถอะ ไปส่งครูบี๋ให้ถึงบ้านนะโว๊ย”
“ไม่ต้องห่วง ชั้นเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว”
ปฐวีแกล้งอำหน้าตาย “ครูบี๋ระวังตัวให้ดีนะครับ ไอ้เจ้าวินมันหัวพญานาค ไว้ใจไม่ได้หรอก”
“อ้าว ไอ้วี พูดแบบนี้ได้ไง ผมน่ะสุภาพบุรุษ ถ้าคุณไม่เผลอนะ”
ปฐวีกับนาวินหัวเราะขำ สุดนภาค้อน
“บี๋ไม่กลัวหรอกค่ะ บี๋มีกรงเล็บอินทรีย์ไว้จิกพญานาค”
สุดนภากางเล็บ นาวินทำหน้าหวาดเสียว
“ไปดีกว่า เชิญครับคุณผู้หญิง”
นาวินเปิดประตูให้สุดนภา
“ไปนะคะ คุณหมอวี”
ทั้งคู่ขึ้นรถแล้วขับออกไป ปฐวีมองตามแล้วยิ้ม


เมรินนั่งดูดาวที่ริมสระน้ำ ปฐวีเดินเข้ามานั่งด้วย
ปฐวีนั่งลงไปแล้วมอง “ทำไมยังไม่ขึ้นไปนอน”
“วันนี้น้าวีมีความสุขมั๊ยคะ”
ปฐวีนิ่งคิด “มีสิ วันนี้น้าวีมีความสุข แล้วน้องเมย์ล่ะ”
“น้องเมย์ก็มีความสุขค่ะ”
ทั้งคู่ล้มตัวลงนอนเคียงคู่กันแล้วมองท้องฟ้าเงียบๆ เมรินสังเกตปฐวี
“น้าวีคะ ถ้ามีใครคนนึงโกหกน้าวี น้าวีจะโกรธมั๊ย”
ปฐวีเงียบครู่นึงก่อนพูด “โกหกเรื่องอะไรล่ะ หรือว่าน้องเมย์โกหกอะไรน้าวี”
เมรินอึกอัก “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ น้องเมย์ถามเฉยๆ”
“ไม่รู้สิ คงโกรธมั๊ง”
“แล้วน้าวีจะอภัยให้มั๊ยคะ” เมรินถาม ปฐวีเงียบ “ก็น้าวีบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าคนเราต้องให้อภัยกัน”
“ใช่ น้าวีพูดแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้า คนนั้นตั้งใจโกหกหลอกลวงตั้งใจทำให้เชื่อ ถ้าเป็นน้องเมย์ น้องเมย์จะรู้สึกยังไง”
เมรินหน้าเจื่อน ปฐวีมองนิ่งซักพักก่อนจะรู้สึกสงสารเลยแกล้ง
“ถามแบบนี้ แสดงว่ามีอะไรปิดบังน้าวี บอกมาเดี๋ยวนี้นะจะบอกหรือไม่บอก ถ้าไม่บอกน้าวีฟัดเลยนะ”
ปฐวีแกล้งจะฟัดน้องเมริน เมรินร้องโวยวายขำๆ
ปัทมน (อดิเรกสาร) สุริยะ เปิดอกคุยถึงวันนี้ที่ชีวิตสมบูรณ์  กับลูก 3 และผู้ชายที่พร้อมจะเคียงข้างเธอ
ปัทมน (อดิเรกสาร) สุริยะ เปิดอกคุยถึงวันนี้ที่ชีวิตสมบูรณ์ กับลูก 3 และผู้ชายที่พร้อมจะเคียงข้างเธอ
ไม่รู้ว่าจะกล่าวถึงเธอให้คุ้นกับชื่อ นามสกุลไหนดี? ปัทมน อดิเรกสาร!? หรือปัทมน ภิรมย์ภักดี!? แต่ที่แน่ๆ วันนี้เธอพร้อมเฉลยอย่างเต็มตัวว่าเธอคือ “ปัทมน สุริยะ” คุณแม่ลูกสาม ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ผ่านอะไรมามากมาย ครั้งหนึ่งเราเคยพูดคุยกับเธอในช่วงเวลาที่เธอเพิ่งหย่าขาดจากสามีคนก่อน ทำให้เธอได้กลับมามีชีวิตอยู่กับครอบครัว เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับคุณพ่อ (ปองพล อดิเรกสาร) และทำงานให้กับธุรกิจของครอบครัวคือธุรกิจส่งออกกระเบื้องอาร์ซีไอ ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเธอ ครั้งนี้เราจะไปเคาะประตู คลุกคลีกับชีวิตวันนี้ของ “บัว-ปัทมน สุริยะ” กัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...