xs
xsm
sm
md
lg

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พรพรหมอลเวง ตอนที่ 6
นาวินกับสุดนภานั่งอยู่ในรถ ปฐวีกับเมรินยืนโบกมือให้ที่หน้ารั้ว รถของนาวินเคลื่อนออกไป
“หวังว่าจะไม่ตีกันก่อนนะ” ปฐวีห่วง
“ดูแล้วไม่หรอกค่ะ” เมรินบอก
“น้องเมย์รู้ใจครูบี๋จังเลย”
“แหม..ก็เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล จะไม่รู้ใจได้ไง”
ปฐวีงง “เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล”
เมรินชะงัก “ก็หมายความว่า ครูบี๋เป็นครูน้องเมย์ตั้งแต่อนุบาล น้องเมย์จะไม่รู้ใจครูบี๋ได้ไงคะ น้าวีก้อ...”
เมรินทำงอนเดินเข้าบ้านไป ปฐวีมองแล้วคิดตามก่อนจะเดินเข้าบ้านไป


เมรินมานั่งอยู่ที่ริมสระน้ำโดยเอาเท้าแช่น้ำ ปฐวีมานั่งด้วย
“น้าวินคงจะชอบเพื่อนของเมย์จริงๆนะเนี่ย” เมรินบอก
“น้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ใช้คำว่าเพื่อนไม่ได้นะคะต้องเป็นครูของน้องเมย์สิ”
เมรินจ๋อย “ครูก็ได้ แล้วทำไมน้าวีไม่มีแฟนบ้างล่ะคะ น้าวีไม่เหงาหรือ”
“ทำไมจะต้องเหงาด้วย น้าวีมีน้องเมย์แล้วนี่นา”
“เมย์เป็นหลานนะคะ ถามจริงๆ ทำไมน้าวีถึงไม่ยอมมีแฟน”
ปฐวีนิ่งคิดแล้วยิ้มเศร้า
“น้าวีไม่มีแฟน แต่น้าวีก็มีคนที่ชอบอยู่นะ”
เมรินชะงักแล้วแอบเศร้าไปแวบนึง
“น้าวีมีคนที่ชอบอยู่แล้วหรือคะ”
“ใช่ แต่น่าเสียดาย เค้ามีเจ้าของซะก่อนแล้ว”
“ชีวิตรักที่มีมากกว่าสองคนนี่ มันมากเกินไปนะคะ”
ปฐวีมองหน้าเมรินแล้วขำ
“นี่น้องเมย์ดูมาจากละครเรื่องไหนเนี่ย”
เมรินค้อน “จากชีวิตจริงเลยล่ะค่ะ”
ปฐวีมองตามแล้วหัวเราะขำ
“อ้าว จู่ๆก็งอนน้าซะอย่างนั้น ผู้หญิงนี่เข้าใจยากทุกคน”
ปฐวียิ้มขำแล้วนอนมองดาว


รถของนาวินแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคอนโดสุดนภา สุดนภาเดินลงจากรถ นาวินรีบวิ่งตามไปคว้ามือสุดนภาไว้
“นี่คุณนาวิน บอกไว้ก่อน ชั้นมีสเปรย์พริกไทยนะ”
สุดนภาทำท่าจะล้วงกระเป๋า นาวินรีบปล่อยมือ
“ผมกลัวแล้ว ผมไม่ตั้งใจจะลวนลามคุณหรอกน่า ผมแค่อยากคุยกับคุณเท่านั้นแหละ”
“มีอะไรก็ว่ามา”
“ผมแค่อยากเป็นเพื่อนกับคุณก็เท่านั้นเอง”
“แต่ชั้นไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณนี่คะ คุณผู้บริหาร”
“ไม่เอาน่า เรามาคุยกันดีๆไม่ได้หรือ คุยแบบเป็นการเป็นงาน”
“คุณทำเป็นด้วยหรือ แบบเป็นการเป็นงานน่ะ”
“ทำไมจะทำไม่ได้ นี่คุณมองผมเป็นแบบไหนกันแน่”
“ไม่รู้สิ คุณเป็นแบบไหนมันก็เรื่องของคุณ เพราะชั้นไม่เคยสนใจ”
“แล้วต้องทำไง ถึงจะสนใจผม”
สุดนภาหันไปมองหน้านาวิน ทั้งคู่ต่อตากันแว๊บนึง สุดนภาเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน
สุดนภาแกล้งหาว “ชั้นขอตัวก่อน วันนี้เพลียจังเลย ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
“นี่ใจคอจะไม่ชวนผมดื่มกาแฟซักแก้วนึงเหรอ ผมอุตส่าห์หาช่างมาดูรถให้ แถมยังไปรับไปส่งคุณอีกด้วย”
สุดนภาชะงัก “จริงสิ วันนี้คุณช่วยชั้นตั้งหลายเรื่องแน่ะ ชั้นควรจะตอบแทนคุณบ้างใช่มั๊ย”
สุดนภาหันมามองหน้านาวินแล้วยิ้มหวาน สุดนภาเดินเข้ามาใกล้นาวิน นาวินทำท่าเคลิ้มเพราะคิดว่าสุดนภาจะจุ๊บแก้ม
“ชั้นให้คุณร้อยนึง ไปซื้อกาแฟดื่มแล้วกัน” สุดนภาบอก
นาวินลืมตา สุดนภายัดเงินใส่มือนาวินแล้วเดินไป
นาวินตะโกนไล่หลัง “คอยดูนะ ซักวันผมจะทำให้คุณรู้ว่า ผมก็คนจริงเหมือนกัน”
สุดนภายิ้ม “ได้ ชั้นจะรอดู”
นาวินทำหน้าเอาจริงเอาจังมาก

ฉัตรพรร้องเพลงคลอเปียโนอยู่ในคลับ เสี่ยคนหนึ่งนั่งมองฉัตรพรร้องเพลงด้วยสีหน้าพอใจ เสี่ยกระดิกนิ้วเรียกบ๋อย
“เอานามบัตรไปให้นักร้องคนนั้นที”
ฉัตรพรร้องเพลง บ๋อยถือนามบัตรเดินไปให้ฉัตรพร ฉัตรพรรับไว้อ่าน แล้วร้องเพลงต่อจนจบ
ฉัตรพรเดินลงจากเวทีไปหาเสี่ย
“มานั่งเป็นเพื่อเสี่ยหน่อยสิหนู”
“ได้ค่ะเสี่ย”
ฉัตรพรนั่งลงรินเหล้าให้เสี่ย
“ดื่มนะคะ”
เสี่ยยิ้มพอใจแล้วยกแก้วดื่ม ฉัตรพรแอบมองอย่างเบื่อหน่าย
เมธีกับกลุ่มเพื่อนเดินเข้ามาในคลับ ฉัตรพรมองกลุ่มของเมธีนิ่ง
“คุณเมธี”
ฉัตรพรหันไปกวักมือเรียกบ๋อยแล้วกระซิบอะไรบางอย่าง บ๋อยไป ฉัตรพรหันไปเติมเหล้าให้เสี่ย
“ดื่มก่อนนะคะ เดี๋ยวฉัตรไปตามน้องๆมาดูแลเสี่ยก่อน ฉัตรขอตัวไปเติมแป้งหน่อยนะคะ”
เสี่ยเริ่มเมา ฉัตรพรเดินไป


ประภัสสรนั่งอยู่ในห้องนอนแล้วเธอก็ลุกเดิน พร้อมทั้งมองอย่างรอคอย


เมธีกับกลุ่มเพื่อนนั่งดื่มเหล้ากัน เมธีดื่มเหล้าแล้วลุกขึ้น
“ผมขอตัวแป๊บนึงนะครับ”
เมธีลุกขึ้นเดินออกจากกลุ่มไป

เมธีเดินเลี่ยงมาที่มุมสงบ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจะกดโทรหาประภัสสร ฉัตรพรที่แอบมองอยู่แกล้งเดินออกมาชนเมธี เมธีชะงัก
“อ้าว คุณเมธีนี่เอง มาคนเดียวหรือคะ”
เมธีนิ่งนึก “คุณฉัตรพร ผมมากับเพื่อนครับ”
“ตายจริง จำชื่อฉัตรได้ด้วย น่าจะบอกฉัตรก่อน มาค่ะ เดี๋ยวฉัตรจะดูแลพวกคุณเอง”
ฉัตรพรจูงมือเมธี
“มาสิคะ เร็วเข้า”
เมธีชะงักแล้วเดินตามฉัตรพรไป

ประภัสสรหลับตาไม่ลงจึงได้แต่นั่งเหงาๆ อยู่บนเตียง

เพื่อนๆ ของเมธีชนแก้วฉลองกันอย่างสนุกสนาน เมธีหยิบแก้วขึ้นดื่มแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามอง ฉัตรพรแอบมองเมธีเงียบๆ
“จะโทรหาที่บ้านหรือคะ” ฉัตรพรถาม
“ครับ สงสัยจะปิดเครื่องนอนแล้ว” เมธีตอบ
ฉัตรพรรินเหล้าให้เมธี “ถ้าอย่างนั้นเธอคงไม่ว่าอะไรมั๊งคะ เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา ดื่มเถอะค่ะ ฉลองให้กับความสำเร็จ”
“ขอบคุณครับ”
เมธีดื่มจนหมดแล้ว ฉัตรพรยิ้มเอาใจแล้วหันไปชวนทุกคนดื่มอีก ฉัตรพรมองดูเมธียกแก้วขึ้นดื่ม

เมรินนอนอยู่บนเตียง ประภัสสรเดินมานั่งลงมองลูกแล้วก็ร้องไห้อยู่ข้างเตียง เมรินลืมตาขึ้น มองแล้วแอบถอนหายใจเงียบๆ
ตันหยงคิดในใจ “คุณภัส .. เฮ่อ..เพราะอะไรนะ ที่ทำให้ครอบครัวต้องเป็นแบบนี้”
ประภัสสรยังนั่งร้องไห้

เช้าวันใหม่ ที่ห้องพักในโรงแรม เมธีลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงแล้วก็งงๆ เขามองรอบๆตัว
“ที่ไหนเนี่ย”
เมธีลุกขึ้นนั่งแล้วเอามือกุมหัว ฉัตรพรที่นอนอยู่ข้างๆลุกขึ้นมาเกาะจากด้านหลัง
“ตื่นแล้วเหรอคะ คุณเมธี”
เมธีหันไปมองแล้วก็ตะลึง
“ฉัตรพร”
เมธีเอามือกุมหัวทั้งมึนทั้งตกใจ

ฉัตรพรยิ้มแล้วกอดซบอกเมธี
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เมธีถาม
“อะไรกัน จำไม่ได้เลยหรือคะ” ฉัตรพรถาม
เมธีนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เมธีชนแก้วกับฉัตรพรแล้วดื่ม
เมธีกุมขมับเพราะปวดหัว
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมคงเมามากจริงๆ”
“ช่างมันเถอะค่ะ เมื่อคืนเป็นอดีตไปแล้ว เรามาพูดกันเรื่องวันนี้ดีกว่า”
เมธีอ้ำอึ้ง “ผมขอโทษ คือ ผม...”
“ฉัตรบอกแล้วไงคะ มันผ่านไปแล้ว คุณเองก็ไม่ได้บังคับใจฉัตรนี่นา ฉัตรมากับคุณเพราะฉัตรเต็มใจ .... และฉัตรก็ไม่ได้เรียกร้องให้คุณรับผิดชอบฉัตรนะคะ..... ขอแค่อย่างทิ้งกันง่ายให้ฉัตรต้องเสียใจก็พอ”
ฉัตรพรซบหน้าลงกับอกเมธี เมธีหนักใจ ฉัตรพรผละออกจากอกเมธี
“ฉัตรขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
ฉัตรพรลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ เมธีมองตามอย่างหนักใจ
เมธีคิดในใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้แล้วก็หงุดหงิด


ฉัตรพรส่องกระจกในห้องน้ำแล้วยิ้ม
“พวกผู้ชาย...ได้แล้วก็พูดแบบนี้ทุกราย”
ฉัตรพรยิ้มอย่างมุ่งมั่น


ประภัสสรลืมตาโพลงอยู่บนเตียง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ประภัสสรสะดุ้งมองนาฬิกา เธอถอนหายใจแล้วลูบหน้าตัวเองอย่างอ่อนเพลีย ก่อนจะหันไปมองหมอนด้านข้างซึ่งไม่มีร่องรอยคนนอน
ประภัสสรคิดในใจ “คุณไม่กลับมาหาภัสจริงๆด้วย คุณเมธี”
ประภัสสรลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำอย่างเศร้าสร้อย


ประภัสสรทาเนยบนขนมปังให้เมรินแล้วนั่งเหม่อ เมรินมองประภัสสรแล้วแอบส่ายหน้า
“คุณแม่ขา เมย์ขอขนมปังทาแยมนะคะ”
ประภัสสรสะดุ้ง “อ้าว น้องเมย์ว่าไงนะคะ นี่ขนมปังของน้องเมย์ได้แล้วค่ะ”
ประภัสสรส่งขนมปังให้เมริน เมรินมองแล้วถอนหายใจ
“คุณแม่เป็นอะไรคะใจลอยไม่อยู่กับตัวเลย เมื่อคืนหลับบ้างหรือเปล่าคะเนี่ย ขอบตาคล้ำไปหมดแล้ว”
ประภัสสรอ้ำอึ้ง “หลับสิจ๊ะ แม่หลับรวดเดียวจนถึงเช้าเลย”
ตันหยงคิดในใจ “เฮ้อ..จะโกหกทั้งทีก็ไม่เนียน ตาดำเป็นหมีแพนด้าเชียว”
“วันนี้ใครจะไปส่งน้องเมย์คะ แล้วทำไมคุณพ่อยังไม่ลงมา” เมรินถาม
“เอ่อ เดี๋ยวแม่ไปส่งเองค่ะ สายแก้ว ไปบอกให้ลุงสายเตรียมรถด้วย ชั้นจะไปส่งน้องเมย์ที่โรงเรียน”
“ค่ะคุณผู้หญิง”
สายแก้วเดินไป ประภัสสรหันมามองเห็นเมรินจ้องอยู่ ประภัสสรหลบตา
“เมื่อคืนคุณพ่อคงยุ่ง ป่านนี้ยังไม่กลับเลย” ประภัสสรพูด
“งั้นก็แสดงว่า คุณแม่รอคุณพ่อทั้งคืนเลยใช่มั๊ยคะเนี่ย งั้นคุณแม่พักดีกว่า วันนี้ น้องเมย์หยุดเรียนอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ก็ได้”
เสียงปฐวีดังขึ้น “มีใครบางคนขี้เกียจ จะแอบหยุดเรียนอีกแล้วใช่มั๊ย”
ปฐวีเดินเข้ามา เมรินทำหน้าเซ็ง


เมธีเดินกระวนกระวายอยู่ในออฟฟิศ เขามองโทรศัพท์อย่างลังเลเพราะตัดสินใจไม่ถูกจะโทรไปหาประภัสสรดีไหม ลูกน้องเมธีเดินเข้ามาในออฟฟิศ พอเห็นเมธี ลูกน้องก็ตกใจ
“อ้าว หัวหน้า มาแต่เช้าเชียวครับ อ๊ะหรือยังไม่ได้กลับบ้าน”
เมธีทำหน้าตาอึดอัด


เมรินนั่งหน้าหงิกอยู่ในรถ ปฐวีแอบมองเมรินแล้วอมยิ้ม ปฐวีเอื้อมมือไปเปิดเพลงแล้วชวนเมรินคุย
“จะฟังเพลงแบบไหนดีนะ น้องเมย์ช่วยน้าวีเลือกหน่อยสิ”
เมรินทำงอนๆ แล้วกดหาคลื่นเป็นเพลงฝรั่งเบาๆ
ปฐวียิ้มแล้วร้องคลอตาม
ปฐวีงง “ไม่ยักรู้ว่าน้องเมย์ชอบเพลงแบบนี้ เหมือนน้าวีเลย หลานน้าช่างรู้ใจน้าจริง...จริ๊ง”
ปฐวีร้องเพลงตาม เมรินเชิดหน้าทำงอนแต่แอบยิ้ม
“เออจริงสิ คุณแม่เป็นอะไร ไม่สบายรึเปล่า น้องเมย์พอรู้มั๊ยคะ” ปฐวีถาม
“แหม..น้าวีขา อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามกันตรงๆก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมาหลอกล่อถามหรอกค่ะ”
ปฐวีขำสำนวนของเมริน
“อ่ะก็ได้ ก็ได้ เหลือรับจริงๆหลานน้าวี เมื่อคืนคุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกันรึเปล่าคะ”
“จะทะเลาะกันได้ยังไงคะ ในเมื่อคุณพ่อไม่ได้กลับบ้านน่ะคะ”
“จริงหรือ” เมรินบ่น “พี่เมธีไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา”
“นั่นสิคะ ทำไมคนรักกัน ต้องมีปัญหาและทะเลาะกันด้วย”
ปฐวีนิ่งนึก “มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะน้องเมย์ มันมีช่วงที่สุข แล้วก็ต้องมีช่วงที่ทุกข์ ปนๆกันไป”

“แสดงว่าความรักมันไม่ได้สวยงามทุกมุม”
“ก็จริง แต่คนเราอยู่โดยปราศจากความรักไม่ได้หรอก”
“แล้วถ้าเราอยากมีความรักดีๆ ต้องทำยังไงคะ”
“ถ้าสำหรับน้าวีนะ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ และไม่หวังอะไรตอบแทน”
เมรินแอบมองหน้าปฐวี


ปฐวีเปิดประตูลงจากรถแล้ววิ่งอ้อมไปเปิดประตูรถให้เมริน แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยให้
“เชิญครับ คุณผู้หญิง”
เมรินยิ้มเขิน “ขอบคุณค่ะ น้าวีทำอย่างนี้ให้กับผู้หญิงทุกคนรึเปล่าคะ”
“กับหลานสาวของน้าวีโดยเฉพาะ”
“แหม น้าวีนี่ปากหวานจังนะคะ มิน่ามีแต่สาวๆมารุมตอม”
ปฐวีทำหน้าประหลาด “รุมตอมหรือ ฟังดูเหมือนอะไรเหม็นๆ”
“น้องเมย์ดมหน่อยซิ น้าวีหอมหรือเหม็น”
ปฐวียื่นแก้มมาให้เมริน เมรินถอยห่าง
ตันหยงคิดในใจ “บ้า ทำอะไรก็ไม่รู้”
“ไม่เอาค่ะ” เมรินขำ “กลัว...” เมรินทำมือโบกว่าเหม็น
ปฐวีหยิกแก้มเมริน
“โอ๊ย...แก่แดดจริงนะเรา”
ปฐวียิ้มขำ
“ไป เข้าโรงเรียนได้แล้ว”
ปฐวียื่นมือมาให้เมรินจับแล้วเดินจูงเดินเข้าไปในโรงเรียน


เด็กนักเรียนวิ่งเล่นวุ่นวายอยู่ที่สนามเด็กเล่น
“น้องเมย์จะไปวิ่งเล่นกับเพื่อนหรือเปล่า” ปฐวีถาม
เมรินส่ายหน้า “ไม่ไหวหรอกค่ะ เวียนหัวเด็ก”
ปฐวีมอง
บรรดาครูสาวเดินมาทักทายปฐวี
“สวัสดีค่ะ คุณหมอปฐวีมาส่งน้องเมย์แต่เช้าเลยนะคะ”
ปฐวียิ้มกับครู เมรินบ่นดังๆ ด้วยความหมั่นไส้
“สงสัยดาวหางแห่งความรัก กำลังพุ่งชนน้าวีเข้าแล้ว”
ปฐวีขำ “น้าวีตามสำนวนน้องเมย์ไม่ทันจริง.ๆ”
สุดนภาเดินเข้ามาโดยมีเด็กๆวิ่งตาม
“สวัสดีครับ” ปฐวีมองเด็กๆ “ครูบี๋นี่ขวัญใจเด็กๆเลยนะครับ ใจดีแบบนี้เอง เด็กถึงรักครูบี๋กันหมดเลย”
สุดนภาเขิน “ก็เด็กๆน่ารักนี่คะ” สุดนภาพูดกับเมริน “มาค่ะน้องเมย์ มาหาครูบี๋ดีกว่า”
เมรินเดินไปหาสุดนภา
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ บี๋จะดูแลน้องเมย์เป็นพิเศษเลยค่ะ”
“ได้ยินครูบี๋พูดแบบนี้ผมก็หมดห่วงครับ”
เมรินมองสุดนภากับปฐวีด้วยความหมั่นไส้
ตันหยงคิดในใจ “ชักเยอะแล้วนะเนี่ย ยัยบี๋”
“ครูบี๋ขา จะเข้าห้องเรียนได้รึยังคะ” เมรินถาม
สุดนภายิ้มค้าง
“งั้นน้าวีไปก่อนนะคะ น้องเมย์” ปฐวีบอก
เมรินโบกมือบ๊ายบายปฐวี ปฐวีเดินไป เมรินหันมามองสุดนภาที่มองปฐวีอย่างอาลัย
“แกสนใจชั้นหน่อยดีมั๊ย”
“เออน่า ชั้นรู้แล้ว” สุดนภาพูดสายตายังมองปฐวีอยู่
สุดนภานึกได้จึงหันมาสนใจเพื่อน
“เอาล่ะ” สุดนภาทำร่าเริง “แกพร้อมจะเป็นเด็กอีกวันแล้วใช่ไม๊”
ตันหยงหมั่นไส้เพื่อน “ชั้นมีทางเลือกอื่นหรือ”
สุดนภาจ๋อย เมรินถอนหายใจเฮือก แล้วเดินเข้าห้องเรียนไป


เมรินเดินเข้ามาในห้อง เด็กกลุ่มหนึ่งยืนมุงอะไรอยู่ เมรินเดินเข้าไปดูก็เห็นแคทยืนร้องไห้ ส่วนมิ้งค์ยืนกอดอกมองแคทหน้าตาเฉย
“แคทเป็นอะไรหรือ” เมรินถาม
แคทสะอื้น “น้องเมย์มิ้งค์ชนเราจนนมหกหมดเลย เสื้อก็เปื้อนกระโปรงก็เปื้อน”
“ไม่เป็นไรหรอกนะ เดี๋ยวเมย์พาไปล้างออก”
“นั่นน่ะสิ เรื่องแค่นี้ก็ต้องร้องไห้ด้วย”
มิงค์พูดจบก็เดินเชิดออกไป เมรินมองตาม
“อะไรนี่ ตัวแค่นี้ยังทำนิสัยเสีย นี่ถ้าโตขึ้นจะเป็นขนาดไหนเนี่ย” เมรินพูดกับแคท “มาค่ะ เมย์จะพาไปล้างตัว ไม่ต้องร้องแล้วนะคะคนดี”
แคทพยายามหยุดสะอื้น
“ดีมาก เราต้องเข้มแข็งนะคะ” เมรินบอก
เมย์จูงมือแคทไป

แคทยังคงสะอึกสะอื้น เมรินเช็ดเสื้อให้แคทแล้วเช็ดน้ำตาให้
“เลิกร้องได้แล้วนะคะ เดี๋ยวตาบวมไม่สวยนะ”
“น้องแคทกำลังพยายามแต่มันหยุดไม่ได้” แคทบอก
“ต้องหยุดได้สิคะ ถ้าคิดว่าทำได้เราก็ทำได้”
แคทพยายามหยุด เมรินยิ้ม
“นั่นไงเห็นมั๊ย ทำได้แล้ว”
“ทำยังไงแคทจะเก่งแบบเมย์บ้างนะ เมย์เก่งขึ้นตั้งแยะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย”
เมรินงง “แล้วเมื่อก่อนเมย์เป็นแบบไหนหรือ”
“ก็แบบว่า อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้ ไม่สบาย พอโดนมิ้งค์แกล้ง ก็ร้องอย่างเดียว ฟ้องครูยังไม่กล้าเลย”
เมรินเบ้หน้า “แย่อย่างงั้นเชียวหรือ”
“ใช่แล้ว แต่ตอนนี้น้องเมย์เก่งขึ้นตั้งแยะ เรามาเป็นเพื่อนซี้กันนะน้องเมย์”
“ก็ได้ แต่ต้องมีข้อแม้นะ”
“อะไรหรือ”
“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นต้องไม่อ่อนแอ ห้ามร้องไห้เด็ดขาด นิดเดียวก็ห้าม”
แคทนิ่งคิด “ก็ได้ เราจะพยายาม ถ้าเราเก่งเหมือนน้องเมย์ น้องมิงค์คงไม่กล้าแกล้งเราแล้วละ”
“ดีมาก ปะ”
เมรินจูงแคทออกเดินไป

ที่หน้าห้องเรียน นนท์เดินมองชะเง้อหาด้วยท่าทางกระวนกระวาย เมรินกับแคทเดินจูงมือกันมา นนท์เห็นก็รีบวิ่งเข้าไปหา
“น้องเมย์ไปไหนเนี่ย นนท์มารอตั้งนานแล้ว”
“รอทำไม มีอะไรหรือ”
นนท์ยื่นกุหลาบพร้อมการ์ดทำเองให้พร้อมทั้งมองซ้ายมองขวา
“น้องนนท์เอามาให้น้องเมย์”
เมรินมองการ์ดขำๆ ส่วนแคทตาโต
“มีกุหลาบแล้วยังมีการ์ดอีก นี่น้องนนท์จีบน้องเมย์หรือ” แคทถาม
“ไม่ต้องจีบแล้ว น้องเมย์เป็นแฟนน้องนนท์ตั้งแต่วันก่อนแล้ว” นนท์บอก
เมรินขำเด็ก “ขี้ตู่ชะมัด แค่ะเอาดอกไม้มาให้ดอกเดียวก็เหมาว่าเป็นแฟนกันแล้วหรือ”
“ไม่ใช่ดอกเดียวนะ นี่ดอกที่สองแล้ว แถมการ์ดด้วย”
เมรินหัวเราะขำๆ นนท์จับดอกไม้ยัดใส่มือเมริน
“ยังไม่ได้บอกว่าจะรับซะหน่อย แล้วดอกไม้ทำไมมีรอยหนอนเจาะด้วยล่ะ ดูสิ”
“ไหนๆ” นนท์ดูดอกกุหลาบ “ว๊า น้องนนท์อุตส่าห์เลือกดอกที่สวยที่สุดแล้วนะเนี่ย สงสัยต้องให้คุณแม่ฉีดยาฆ่าหนอนซะแล้ว”
“ที่แท้ก็แอบเด็ดของแม่มานี่เอง จะฟ้องคุณแม่น้องนนท์” เมรินบอก
นนท์เก๊ก “แม่ไม่ว่านนท์หรอก แม่บอกว่าอะไรที่นนท์มีความสุข แม่ก็มีความสุขด้วย”
เมรินซึม “นั่นสินะ ความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ”
“การ์ดนี่นนท์ทำเองกะมือเลย น้องเมย์อ่านสิ”
เมรินรับการ์ดจากนนท์ แคทรีบเข้ามาขอดูด้วย
เมรินอ่าน “รักน้องเมย์นะ จุ๊บๆ คำว่ารัก ต้องใช้ร.เรือนะคะ ไม่ใช่ล.ลิง”
นนท์เขิน “เอาน่า เอาเป็นว่ารักก็แล้วกัน”
นนท์เขินก่อนจะวิ่งไป เมรินขำ
“อายุแค่นี้ยังขนาดนี้ โตขึ้นจะขนาดไหนเนี่ย”
แคทกรี๊ด “น้องนนท์เท่ห์จังเลย”
เมรินหันมองแคทแล้วคิดในใจ “เฮ้อ เด็กหนอเด็ก”

เมรินเรียนวิชาวาดเขียนจึงก้มหน้าวาดรูป
เวลาผ่านไป รูปของเด็กมากมายติดบนกระดาน ครูชี้ไปที่ภาพของเมริน เมรินลุกขึ้นยืน เพื่อนๆปรบมือ
ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์เขียนโจทย์เลขบนกระดาน เมรินเดินออกไปหน้าห้องแล้วแสดงวิธีทำและตอบคำถามอย่างรวดเร็ว เธอเขียนสูตรเลข x y ยกกำลังโชว์
ครูชาวต่างชาติยืนตะลึงเมื่อได้ยินเมรินพูดตอบโต้เป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว เพื่อนๆ พากับปรบมือให้เมริน
เมรินยักไหล่ “เรื่องแค่นี้ เด็กป.1ก็ทำได้”
เพื่อนๆมารุมล้อมแสดงความสนใจเมริน


ครูสอนวิชาต่างๆ สุมหัวกันนินทาเมรินอยู่ในห้องพักครู ครูสอนวาดเขียนหยิบรูปของเมรินขึ้นมาโชว์
“ดูสิ ลายเส้นชัดเจนมาก นี่ถ้าไม่เห็นกับตาว่าน้องเมย์เขียนเอง ต้องคิดว่าเป็นผู้ใหญ่เขียนแทนแน่เลย”
“จริงด้วย แล้วคิดเลขเก่งมากทั้งเร็วแถมยังถูกต้องอีกด้วย จากที่เมื่อก่อนแค่บวกหลักเดียวยังยากเลยค่ะ” ครูคณิตศาสตร์บอก
“หรือว่า ...จะจริงอย่างที่เค้าว่ากัน”
“อะไรหรือคะ”
“อ้าว ไม่เคยได้ยินหรือ เมืองนอกน่ะมีการใช้สเต็มเซลสร้างเนื้อเยื่อใหม่ หรือว่าพ่อแม่ของน้องเมย์อาจจะพาน้องเมย์ไปทำแบบนั้นก็ได้นะ”
“งั้นก็ใช่เลย แสดงว่าต้องเป็นตอนที่น้องเมย์ประสบอุบัติเหตุ หยุดไปตั้งนาน ดูสิ พอกลับมา กลายเป็นอัจฉริยะในพริบตาเลย”
สุดนภาที่ยืนแอบฟังอยู่ถอนหายใจ
สุดนภาบ่น “หาเรื่องแล้วมั๊ยล่ะ หยงเอ๊ย”
สุดนภากระแอมแล้วเดินเข้ามาในห้อง ครูคนอื่นรีบมารุมสุดนภา
“ครูบี๋รู้สึกว่าน้องเมย์แปลกๆมั๊ยคะ แบบว่าฉลาดขึ้น เก่งขึ้นผิดปกติ”
“คือพวกเราสงสัยว่า ครอบครัวน้องเมย์เป็นเจ้าของโรงพยาบาล อาจจะ..”
“อาจจะอะไรคะ” สุดนภาถาม “ผ่าตัดสมองให้เก่งขึ้นน่ะหรือ เหลวไหล มันมีแต่ในการ์ตูนวิทยาศาสตร์เท่านั้น ถ้ามีจริง ชั้นจะให้คุณผู้บริหารไปทำเป็นคนแรกเลย”
เสียงนาวินดังขึ้น “ให้ผมไปทำอะไรครับ คุณบี๋”
ทุกคนหันขวับไปมอง นาวินยืนยิ้มเผล่ สุดนภาแทบกัดลิ้นตัวเอง
“นินทาอะไรผมอยู่” นาวินถาม
“คุณมีอะไรให้นินทาล่ะคะ คิดไปเองหรือเปล่า” สุดนภาย้อน
“ผมแค่รู้สึก....”
“...ชั้นขอตัวค่ะ เพราะชั้นเริ่มรู้สึกแล้ว”
สุดนภาเดินไปหน้าประตู นาวินเดินตาม
“รู้สึกอะไร ประทับใจในตัวผมใช่มะ”
สุดนภายิ้มหวาน “ไม่ใช่ค่ะ รู้สึกเบื่อต่างหาก”
สุดนภาเดินไป นาวินมองตาม
นาวินเลียนเสียงสุดนภา “รู้สึกเบื่อต่างหาก เชอะ”
นาวินหันไปเห็นครูคนอื่นกำลังยืนมอง นาวินรู้สึกตัว
“มองทำไมล่ะครับ”
ครูที่มองนาวินหลบตา นาวินรู้สึกเสียฟอร์ม

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 6 (ต่อ)
เมรินยืนอยู่ท่ามกลางผองเพื่อน เพื่อนทุกคนมองเมรินอย่างชื่นชม สุดนภาเดินเข้ามาแล้วตรงไปหาเมริน
“หยง ชั้นมีเรื่องจะพูดกับแก”
เด็กทุกคนมองหน้าสุดนภางงๆ สุดนภานึกได้ก็เปลี่ยนคำพูด
“น้องเมย์คะ มากับครูบี๋หน่อยเร็ว มาค่ะ”
สุดนภาลากแขนเมรินไป เด็กทุกคนมองตามอย่างงงๆ


สุดนภาลากเมรินเดินออกมา เธอมองซ้ายมองขวาพอเห็นว่าปลอดคนก็ถอนหายใจใหญ่
“แกเป็นอะไรไป เห็นปีศาจสองหัวหรือ” เมรินถาม
สุดนภาแกล้งหัวเราะ “ไม่ขำนะ หยง นี่แกรู้ตัวหรือเปล่าแกกำลังทำอะไร”
“อ้าว ชั้นก็เป็นตัวเองอยู่ไง แกไม่เห็นหรือ”
สุดนภาจริงจัง “ไม่ตลกนะแก รู้มั๊ยบรรดาครูเค้าเม้าธ์ ให้แซดว่าแกไปผ่าตัดสมองมา”
“ว๊า...ชั้นไม่อยากผ่าตัดสมองซะหน่อย ไปผ่าอัพไซด์ดีกว่ามั๊ย”
“หยง แกอย่าล้อชั้นเล่นนะ ชั้นซีเรียสนะจะบอกให้ หรือแกอยากจะให้เค้าพาแกไปออกงานวัด”
สุดนภางอน เมรินง้อ
“ชั้นแค่เบื่อเลยอยากหาอะไรเล่นสนุกๆบ้าง แกลองมานั่งเฉยๆ รวมกับเด็กอย่างชั้นบ้างสิ แกจะได้เข้าใจหัวอกชั้น”
“ชั้นเข้าใจ แต่แกอย่าลืมนะทุกคนรับรู้ว่า แกเป็นแค่น้องเมย์ เด็กเล็กๆคนหนึ่ง ไม่ใช่ตันหยง เพราะฉะนั้นหาเรื่องแก้เบื่อให้เหมาะกับสถานะภาพดีกว่ามั๊ย”
“แล้วชั้นต้องทำยังไงล่ะ ชั้นไม่อยากทนอยู่ในสภาพแบบนี้แล้ว” เมรินบอก
สุดนภากับเมรินถอนหายใจด้วยความกลุ้มใจ

ปฐวีวางดอกไม้ไว้ข้างหมอนของตันหยงในห้องพักที่โรงพยาบาล
“ถ้าวันนั้นผมตามคุณไป คุณคงไม่เป็นแบบนี้”
ปฐวีเอื้อมมือจะไปแตะตันหยงแต่แล้วก็ชะงักเปลี่ยนใจไม่แตะ
“ผมจะพยายามรักษา และดูแลคุณอย่างสุดความสามารถ คุณตันหยง”
พินิจกับบุหงาเปิดประตูเข้ามาได้ยินประโยคท้ายของปฐวีพอดี
“ขอบคุณมากครับคุณหมอวี ที่ดูแลเอาใจใส่ตันหยงป็นอย่างดี” พินิจพูด
ปฐวีสะดุ้ง “ครับผม เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ปฐวีเดินออกไปจากห้อง พินิจกับบุหงามองตามปฐวีด้วยความชื่นชม


ปฐวีเดินออกมาจากห้องตันหยงแล้วถอนหายใจ
“นี่เราทำเกินหน้าที่หมอหรือเปล่านี่”
ปฐวีส่ายหน้าแล้วเดินออกไปโดยสวนกับหนึ่งฤทัยที่เดินผ่านมา
“อ้าววี มาเยี่ยมใครหรือคะ”
ปฐวีอึกอัก “เยี่ยมคนไข้มาครับ หนึ่งล่ะครับ มาดูคุณตันหยงหรือ”
“ค่ะ หนึ่งมาตรวจตามปกติ”
“ตามสบายนะครับ ผมขอตัวก่อน”
ปฐวีเดินไป หนึ่งฤทัยมองตามแล้วยิ้มก่อนจะเดินไปห้องตันหยง


หนึ่งฤทัยตรวจอาการของตันหยง พินิจกับบุหงายืนดูอยู่อีกมุมหนึ่ง
“อาการคงทีนะคะ” หนึ่งฤทัยรายงาน
“ขอบคุณนะคะคุณหมอ ทั้งหมอวีทั้งคุณหมอหนึ่ง หมั่นมาเยี่ยมลูกสาวของดิชั้น ทั้งที่หมอวีก็ไม่ใช่เจ้าของไข้”
หนึ่งฤทัยชะงัก “หมอวีมาเยี่ยมคุณตันหยงด้วยหรือคะ”
“ครับ มาเกือบทุกวันเลย” พินิจบอก
“นี่ถ้าพิรามดีกับตันหยงเหมือนหมอวี ตันหยงคงไม่ต้องมาพบชะตากรรมแบบนี้หรอก” บุหงาตัดพ้อ
“เอาน่าคุณ เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึงมันเลย ใครอยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ละ”
“ผู้ชายคนนึงเป็นผู้สร้าง อีกคนกลับเป็นผู้ทำลาย ให้มันได้อย่างนี้สิ”
หนึ่งฤทัยนิ่งเพราะคิดหนัก

ปฐวีนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลเรื่องรักษาตันหยง ภาพเอ็กซเรย์สแกนสมองของตันหยงปรากฏที่หน้าจอ หนึ่งฤทัยเดินเข้ามาที่ห้องทำงานของปฐวีก็เห็นปฐวีคร่ำเคร่งกับงาน
“วีคะ”
ปฐวีเพิ่งเห็น “อ้าวหนึ่ง ขอโทษทีครับ พอดีงานยังไม่เสร็จ”
“หนึ่งจะไปทานข้าว เลยแวะมาชวน แล้ววีทำอะไรอยู่คะ”
“ผมกำลังทบทวนเคสคุณตันหยง ว่าเราพลาดอะไรหรือเปล่า ทำไมเธอถึงยังไม่ฟื้นอีก”
หนึ่งฤทัยมองปฐวีอย่างสังเกต
“นี่ผมพยายามเปรียบเทียบกับกรณีอื่น แต่ก็ไม่มีกรณีใกล้เคียงเลย”
“หนึ่งว่า วีคร่ำเคร่งกับเคสนี้เกินไปหรือเปล่าคะ”
ปฐวีจริงจัง “ผมเป็นหมอ เห็นคนไข้เป็นแบบนี้ผมจะสบายใจได้ยังไง”
ปฐวีมีสีหน้าเคร่งเครียด หนึ่งฤทัยแอบโล่งใจ
“วีทุ่มเทเพื่อคนไข้จริงๆ หนึ่งรู้สึกอายจัง คุณตันหยงเป็นเคสของหนึ่งแท้ๆ หนึ่งยังทุ่มเทไม่ถึงครึ่งของวีเลย”
“ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิคุณเลย”
“หนึ่งเข้าใจคุณค่ะ จะว่าไปคุณตันหยงไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะพิการ หรือระบบประสาทเสียหายเลยนะคะ น่าแปลกจัง”
“ผมก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน”
“เอาอย่างนี้ งั้นเรามาหาข้อมูลช่วยคุณตันหยงกันนะคะ”
หนึ่งฤทัยนั่งลงหยิบแฟ้มตันหยงขึ้นมาอ่านซ้ำ ปฐวีมองหนึ่งฤทัยอย่างขอบใจ
เวลาผ่านไป ทั้งสองคนหยิบแฟ้มและพูดคุยหาสาเหตุ ทั้งกางภาพซีทีสแกน ชี้และคุยกันไปเรื่อยๆ

เวลาเลิกเรียน สุดนภานั่งมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าปฐวีใกล้มารับเมรินแล้ว สุดนภารีบเปิดกระเป๋าออกมาเสริมสวย เมรินมองสุดนภาอย่างแปลกใจ
“บี๋แกทำอะไรของแกเนี่ย”
“ก็เติมหน้านิดเดียวเอง”
เมรินส่ายหน้า “แกนี่ท่าจะเป็นเอามาก”
นาวินยืนพิงประตูมองสุดนภา
“จะสวยไปไหนครับเนี่ย”
“เรื่องของชั้น หมดเวลาทำงานแล้ว นี่เป็นเวลาส่วนตัว”
สุดนภาไม่สนใจนาวิน สุดนภาดึงแขนเมรินออกไปจากห้อง
“รู้นะ คิดอะไรอยู่” นาวินว่า
นาวินเดินตามสุดนภาไป

สุดนภาเดินออกมาเห็นประภัสสรก็ชะงักไป
“วันนี้น้องเมย์เป็นยังไงบ้างคะ คุณครูบี๋” ประภัสสรถาม
“วันนี้คุณภัสมารับน้องเมย์เองเลยหรือคะ” สุดนภาถาม
สุดนภาชะเง้อมองไปด้านหลังประภัสสร
“ค่ะ ครูบี๋มองหาใครหรือคะ”
สุดนภาผิดหวัง “อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ”
เมรินบ่น “ทำไมน้าวีไม่มารับน้องเมย์คะ”
“วันนี้น้าวีงานยุ่งค่ะ”
“ปกติลุงแก้วมีหน้าที่รับส่งคุณหนูอยู่แล้วนะครับ ลืมลุงแก้วแล้วเหรอครับ” ลุงแก้วถาม
“ขอตัวก่อนนะคะ ครูบี๋ ไปค่ะน้องเมย์สวัสดีครูบี๋ก่อน”
เมรินมองหน้าสุดนภาแล้วยกมือไหว้อย่างไม่เต็มใจ ประภัสสรพาเมรินเดินไป สุดนภาทำท่าจ๋อย
นาวินเยาะเย้ย “แบบนี้รึเปล่านะ ที่เค้าเรียกว่าสวยเสียเปล่าอ่ะ เสียเวลา”
สุดนภาหันมามองนาวินแล้วยิ้มหวานก่อนจะเตะหน้าแข้งนาวินไป 1 ที
“โอ๊ย เจ็บนะคุณ นี่คุณเป็นครูหรือนักมวยกันแน่เนี่ย ไหนว่าไม่ชอบใช้ความรุนแรงไง”
“นี่มันเลิกงานแล้ว”
สุดนภาเดินไป นาวินคลำขาตัวเองด้วยความเจ็บ

ประภัสสรกับเมรินเดินเข้าบ้าน สายแก้วถือกระเป๋าตาม ประภัสสรเดินแล้วเซเหมือนจะเป็นลม สายแก้วจึงรีบเข้าไปประคอง
“ตายจริง คุณภัสไม่สบายแน่เลย หน้าซีดเชียว”
“ชั้นไม่เป็นไรหรอก สายแก้ว หายแล้วจ๊ะ”
สายแก้วพาประภัสสรไปนั่งพัก
เมรินมองอย่างสังเกต “คุณแม่มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”
ประภัสสรอึกอัก “แม่ไม่ได้เป็นอะไรหรอกจ๊ะ เมื่อคืนแม่คงนอนไม่ค่อยหลับน่ะลูก”
“คุณแม่คิดมากเรื่องคุณพ่อใช่ไหมคะ”
ประภัสสรอึ้งและไม่ยอมสบตาเมริน แต่หันไปพูดกับสายแก้ว
“สายแก้ว พาน้องเมย์ไปอาบน้ำดีกว่าแล้วจะได้ลงมาทานข้าวกัน”
เมรินมองประภัสสรนิ่งแล้วถอนหายใจยาวก่อนจะเดินตามสายแก้วไป ประภัสสรมองตามลูกแล้วยิ้มเศร้า


เมธีกำลังประชุมเครียด เมธีอ่านแล้วชี้ถามคนโน้นคนนี้ คนร่วมประชุมตอบ
“โครงการนี้ ผมทุ่มสุดตัว อย่าให้มีข้อผิดพลาดนะทุกคน” เมธีบอก
ทุกคนพยักหน้าอย่างจริงจัง
เมธีมีสีหน้าจริงจังมาก


ประภัสสรนั่งมองโทรศัพท์
ประภัสสรถอนหายใจ “จนป่านนี้คุณยังไม่คิดจะโทรกลับมาหาภัสอีกหรือ”
ประภัสสรมองโทรศัพท์แล้วเริ่มนั่งเศร้า


เมธีนั่งเซ็นต์เอกสารกองสูงจนเสร็จ แล้วเขาก็ลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์ทำท่าจะกดโทรออก ลูกน้องเมธีเดินถือแฟ้มมาส่งให้อีกชุด
“อ้าว ยังไม่หมดอีกหรือ”
“ชุดสุดท้ายแล้วครับ เพิ่งพิมพ์เสร็จ ขอโทษนะครับนาย ทำให้นายกลับบ้านช้า”
“ไม่เป็นไร มานี่เลย”
เมธีเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วเริ่มเซ็นต์เอกสารต่อ

เมธีเดินเข้ามาในบ้าน ประภัสสรนั่งอยู่ในห้องรับแขกด้วยสีหน้าเครียด พอเห็นประภัสสรนั่งนิ่งเมธีก็ชะงักก่อนตัดสินใจทัก
“คุณภัส”
“กลับมาแล้วหรือคะ”
เมธีหลบตา “น้องเมย์ล่ะกลับมาหรือยัง”
“กลับแล้วค่ะ”
ประภัสสรจ้องหน้าเมธี เมธีอึดอัด
“วันนี้ผมเหนื่อยเหลือเกิน”
“ค่ะ ภัสทราบว่าคุณเหนื่อย คุณจะไม่บอกภัสหน่อยหรือคะ ว่าเมื่อคืนคุณไปไหนมา”
“ภัส” เมธีหลบตา “เอาเป็นว่าผมขอโทษก็แล้วกัน”
“คุณขอโทษภัสเรื่องอะไรคะ เรื่องคุณไม่กลับบ้านหรือคุณมีคนอื่นคะ”
เมธีอึ้ง ประภัสสรมองหน้าเมธีอย่างตัดพ้อ
“คุณตอบภัสไม่ได้ใช่มั๊ย”
ประภัสสรน้ำตาร่วงก่อนจะเดินขึ้นข้างบนไป เมธีรีบวิ่งตาม


ประภัสสรวิ่งเข้าห้องนอนแล้วปิดประตู เมธีวิ่งตามมา
“ภัส เดี๋ยวก่อน คุณฟังผมก่อน”
เมธีมาหยุดยืนที่หน้าห้องแล้วเงื้อมือจะเคาะประตูแต่แล้วก็เปลี่ยนใจไม่เคาะ
“ภัส ผมขอโทษ”


ประภัสสรยืนพิงประตูร้องไห้แต่ใจหวังว่าเมธีจะเคาะ แต่ก็ไม่มีเสียงเคาะประตู
ประภัสสรทรุดลงนั่งพิงประตูเศร้า


เมธีเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นเมรินนั่งอยู่บนเตียง
“น้องเมย์ พ่อเข้าไปได้มั๊ยคะ” เมธีถาม
“เชิญค่ะ”
เมธีเดินเข้ามานั่งที่เตียง
“คุณพ่อไม่สบายใจ”
“คุณแม่งอนพ่อน่ะ น้องเมย์ล่ะ โกรธพ่อไม๊”
“เมย์ไม่โกรธหรอกค่ะ” เมรินถอนหายใจ “แต่คุณพ่อทำอะไรให้คุณแม่งอนล่ะคะ”
เมธียิ้มเศร้า “พ่อผิดเอง พ่อไม่รู้จะพูดกับแม่ยังไง”
“ชีวิตคู่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆใช่มั๊ยคะ”
เมธีนิ่งคิด “ชีวิตคู่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันไม่ได้ใช้ความรักอย่างเดียว มันต้องมีมากกว่านั้น แต่พ่อก็เข้าใจคุณแม่”
“ถ้าเข้าใจแล้วทำไมยังมีปัญหาล่ะคะ หรือว่า แค่นี้ยังไม่พอ”
เมธีหันไปมองห้องภรรยาหน้าเครียด เมรินคิดถึงเรื่องตัวเอง

รถของปฐวีวิ่งเข้ามาในบ้าน ปฐวีก้าวลงจากรถ เมรินวิ่งโลดออกมาหา
“น้าวี กลับมาแล้ว”
ปฐวีหันมายิ้มให้เมริน เขาเปิดประตูให้หนึ่งฤทัยลงจากรถมายืนคู่กับเขา เมรินชะงัก
“มาสวัสดีหมอหนึ่งก่อนเร็วเข้า” ปฐวีบอก
“ไงจ๊ะ น้องเมย์ หายดีแล้วใช่มั๊ย” หนึ่งฤทัยถาม
เมรินเดินมายกมือไหว้หนึ่งฤทัยแล้วเมิน
“ไป เดี๋ยวไปกราบคุณย่ากันนะคะ” ปฐวีชวน
“อย่าดีกว่าค่ะ น้าวีมีแขก” เมรินงอน
“โธ่อย่าเรียกแบบนั้นสิคะ เรียกน้าหนึ่งเหมือนเดิมดีกว่าค่ะ” หนึ่งฤทัยบอก
ปฐวีจับมือเมริน เมรินแกะออก
“น้องเมย์ขอตัวก่อนนะคะ”
เมรินเดินไป ปฐวีกับหนึ่งฤทัยมองหน้ากันแบบงงๆ


เมรินเดินกระฟัดกระเฟียดมา หนุงหนิงรีบกระดิกหางต้อนรับ
“น้าวีมีแขก หมอหนึ่งไงล่ะ หนุงหนิงรู้จักมั๊ย”
หนุงหนิงกระดิกหางรับ
“ขืนชั้นไปนั่งอยู่ด้วย ชั้นก็คงจะกลายเป็นส่วนเกิน”
เมรินเศร้าๆซึมๆ


หนึ่งฤทัยกราบที่ตักปรงทอง
“ท่านประธานแข็งแรงดีนะคะ” หนึ่งฤทัยถาม
“ก็ตามประสาคนแก่นั่นแหละ หมอหนึ่ง แหมไม่ได้เจอกันซะนานเลย ขอบใจมากนะที่ใส่ใจคนแก่ ฝากของมาให้ประจำ” ปรงทองบอก
“หนึ่งก็คิดถึงท่านประธานค่ะ เพียงแต่งานที่โรงพยาบาลยุ่งเหลือเกิน อยากจะหาเวลามากราบท่านบ้าง พอดีวันนี้หมอวีชวนมา เลยถือโอกาสมารบกวนท่าน”
“รบกวนอะไรกัน ชั้นบ่นกับพ่อวี บอกให้ชวนหมอมาทานข้าวด้วยกันบ้าง แต่อย่างว่าแหละนะ หนุ่มๆสาวๆ จะให้มานั่งคุยกับคนแก่ก็กลัวจะเบื่อซะก่อน”
“ผมก็พามาแล้วไงครับ คุณย่าพูดซะผมเสียหายเลย” ปฐวีว่า
“อย่าโทษหมอวีเลยนะคะ งานที่โรงพยาบาลยุ่งจริงๆ ท่านประธานดูสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะคะ”
“ไม่ต้องมาพูดให้คนแก่ดีใจเลย วันนี้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันนะจ๊ะ”
หนึ่งฤทัยมองหน้าปฐวีแล้วยิ้มปลื้ม
“ค่ะ ท่านประธาน”
“ต่อไปไม่ต้องเรียกท่านประทานแล้วนะ ชั้นวางมือหมดแล้ว เรียกย่าดีกว่า” ปรงทองบอก
หนึ่งฤทัยหันไปมองปฐวี “ค่ะ คุณย่า”
ปรงทองมองหนึ่งแล้วยิ้มพอใจแล้วหันไปมองปฐวีอย่างสังเกต ปฐวีทำท่าปกติ ปรงทองมองด้วยความไม่แน่ใจ

ป้าแก้ว สายแก้ว บุญศรี คนรับใช้คนอื่นๆ กำลังจัดเตรียมอาหารอยู่ในครัว สายแก้วเข้ามามองด้วยความแปลกใจ
“นี่อะไรกันจ๊ะ มีแขกมาจากไหนถึงได้วุ่นวายขนาดนี้” สายแก้วถาม
“อ้าวเอ็งไม่รู้หรือ วันนี้คุณวีพาเพื่อนมากินข้าวที่บ้าน” ป้าแก้วบอก
“คุณนาวินน่ะหรือ”
“ไม่ใช่ เพื่อนพิเศษ”
สายแก้วนิ่งคิด “ผู้หญิงหรือ”
ป้าแก้วยิ้มแล้วหันไปตักกับข้าว สายแก้วตะลึง
“แฟนคุณวีหรือ ตายจริง ชั้นต้องขอไปดูหน้าหน่อยแล้ว ร้อยวันพันปี คุณวีไม่เคยพาผู้หญิงมาบ้าน คนนี้ต้องพิเศษจริงๆ”
สายแก้วเดินไป ป้าแก้วหันมาส่งชามแกงให้สายแก้วแต่ก็ไม่เห็นตัว
“อ้าวไปไหนแล้วล่ะ แหม นังนี่เรื่องเจ้านายนี่ถนัดนัก”


ปรงทองนั่งเป็นประธานที่โต๊ะอาหาร หนึ่งฤทัยสวัสดีทักทายทุกคน ประภัสสรและเมธีรับไหว้ เมรินนั่งเงียบ ปฐวีสังเกตเห็น
“น้องเมย์ ปวดฟันหรือเปล่าครับ ไม่เห็นคุยกับหมอหนึ่งเลย” ปฐวีถาม
“เมย์ไม่รู้จะคุยอะไรนี่คะ” เมรินตอบ
“ไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้างคะ สนุกมั๊ย” หนึ่งฤทัยถาม
เมรินเซ็ง “ก็ดีค่ะ”
“ทานข้าวกันดีกว่า เจ้าเมย์คงหิวแล้ว ย่าตักให้ กินนี่สิ”
ปฐวีตักอาหารใส่จานให้หนึ่งฤทัย หนึ่งฤทัยขอบคุณอย่างอ่อนหวาน เมรินมองแบบเซ็งๆ ปรงทองมองท่าทางของหนึ่งฤทัยแล้วยิ้ม
เมธีตักอาหารใส่จานประภัสสร ประภัสสรขอบคุณแบบหมางเมิน ปรงทองแอบถอนหายใจ พอหันมาเห็นเมรินเขี่ยข้าวเล่นพร้อมกับมองปฐวีและหนึ่งฤทัย ปรงทองก็มองอย่างแปลกใจ
“เจ้าเมย์ เป็นอะไรไปล่ะ” ปรงทองถาม
“เปล่าค่ะ เมย์ไม่ค่อยหิว”
เมรินหลบตาปรงทองแต่แอบชำเลืองมองปฐวีกับหนึ่งฤทัย

ปฐวีเดินมาที่รถกับหนึ่งฤทัย
“ขอบคุณมากนะคะ สำหรับอาหารเย็น ท่านประธานเมตตาหนึ่งจริงๆ”
“เดี๋ยวผมจะฟ้องคุณย่า ว่าหนึ่งเรียกท่านว่าท่านประธาน” ปฐวีแซว
หนึ่งฤทัยหัวเราะ “หนึ่งชินน่ะคะ”
“เชิญครับ”
ปฐวีเดินไปเปิดประตูให้หนึ่งฤทัยขึ้นไปนั่งแล้วเดินอ้อมไปขับรถ ปฐวีขับรถออกจากบ้าน

เมรินยืนมองรถปฐวีอยู่ที่ริมหน้าต่าง เมรินถอนหายใจแล้วหลบกลับเข้ามาในห้อง ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง
ตันหยงคิดในใจ“นี่เราเป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมเราต้องหงุดหงิดด้วย”
เมรินลุกพรวดขึ้นมาทุบๆ หมอน
“หรือว่า เราหึงแทนยัยบี๋”
ประภัสสรและเมธีเดินเข้ามาในห้องเมริน
“คุณพ่อคุณแม่”
ประภัสสรหันไปมองหน้าเมธีแล้วเมิน
“น้องเมย์จะเข้านอนรึยังคะ” ประภัสสรถาม
“ค่ะ เริ่มง่วงแล้วค่ะ” เมรินตอบ
“งั้นเดี๋ยวแม่ให้พี่สายแก้ว มานอนเป็นเพื่อนนะคะ”
“ตามใจคุณแม่เถอะคะ”
“มาพ่อห่มผ้าให้นะคะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ”
ประภัสสรหยิบผ้าห่มพร้อมๆกับเมธี พอมือสัมผัสกันประภัสสรก็ปล่อยผ้าห่มทันที เมรินมองอย่างสังเกต
ตันหยงคิดในใจ“ยังไม่ดีกันอีกหรือ”
เมรินแอบถอนหายใจยาว

ประภัสสรกับเมธีเดินมาที่หน้าประตูห้อง ประภัสสรเดินเข้าห้องไปก่อนแล้วปิดประตูทันที เมธีชะงักเพราะเข้าห้องไม่ได้ เมธีขยับประตูแต่ก็พบว่าล๊อค
“คุณภัส”
เมธีมองประตูอย่างเซ็งๆ แล้วตัดสินใจเดินไปนอนที่ห้องทำงานของตัวเอง


ประภัสสรเดินเข้ามานั่งที่เตียงแล้วค่อยล้มตัวลงนอนอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ประภัสสรร้องไห้น้ำตาริน เมธีนอนที่โซฟาก่ายหน้าผากคิดหนัก


ปฐวีรับรถมาจอดที่ลานจอดรถคอนโดของหนึ่งฤทัย ปฐวีเดินมาเปิดประตูรถให้หนึ่งฤทัย
“หนึ่งขอบคุณอีกครั้งนะคะ ที่อุตส่าห์มาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ พรุ่งนี้เจอกัน”
“ค่ะ”
หนึ่งฤทัยล้วงกระเป๋าถือหยิบกุญแจแต่กุญแจหล่นพื้น ปฐวีก้มลงหยิบกุญแจส่งคืนให้ หนึ่งฤทัยจับมือปฐวีโดยบังเอิญก่อนรับกุญแจไป
“ขอบคุณค่ะ”
ปฐวีเขิน “วันนี้หนึ่งเลยนอนดึกเลย”
“ปกติหนึ่งนอนดึกอยู่แล้วล่ะคะ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ หนึ่งจะได้พัก”
หนึ่งฤทัยเดินไปแล้วหยุดหันมามอง ปฐวีขึ้นรถแล้วสตาร์ทก่อนจะขับรถออกไป หนึ่งฤทัยชะโงกหน้าดูแล้วยิ้มปลื้ม

ปฐวีมองขึ้นไปที่ห้องเมรินแล้วก็ลังเล
“นอนหรือยังเนี่ย ยัยตัวดี”

สายแก้วที่อยู่ในห้องเมรินเดินไปเปิดประตูให้ปฐวี
“น้องเมย์หลับไปแล้วค่ะคุณวี”
“งั้นหรือ ชั้นเข้าไปดูแป๊บเดียว”
ปฐวีเดินเข้ามาในห้องแล้วยืนมองเมรินที่นอนหลับอยู่บนเตียงแล้วยิ้ม
“หลับซะแล้ว น้าวีคิดถึงจังเลย วันนี้งอนอะไรน้าวีรึเปล่า”
ปฐวีย่องไปหอมแก้มเมรินอย่างอ่อนโยน
ปฐวีพูดกับสายแก้ว “ดูแลคุณเมย์ด้วยนะสายแก้ว”
“ค่ะคุณวี ไม่ต้องห่วง”
ปฐวีเดินออกจากห้อง สายแก้วมองตามแล้วยิ้ม
“น้าหลานคู่นี้ รักกันจริ๊งง”


เช้าวันใหม่ เมธีแต่งตัวเสร็จเดินลงมานั่งที่โต๊ะอาหาร
“เดี๋ยววันนี้ผมไปส่งลูกเองครับ” เมธีพูด
ประภัสสรเมินหน้าแล้วพูด
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ภัสดูแลลูกได้” ประภัสสรพูดกับเมริน “พร้อมรึยังคะน้องเมย์”
เมรินแอบมองประภัสสรกับเมธีหมางเมินกัน เมรินแอบถอนหายใจ
“ค่ะคุณแม่ แต่ถ้าคุณพ่อไปส่งน้องเมย์ด้วยก็ดีนะคะ” เมรินบอก
“เดี๋ยวแม่ไปส่งเองดีกว่า คุณพ่อเค้างานยุ่งมากอย่าไปรบกวนเค้าเลย”
ประภัสสรจูงเมรินแล้วเดินออกไป เมธีมองตามแล้วถอนหายใจอย่างหนักอก

สุดนภายืนรับนักเรียนอยู่หน้าโรงเรียน เธอชะเง้อคอมอง ประภัสสรเดินจูงมือเมรินมาส่งที่หน้าโรงเรียน
“สวัสดีค่ะคุณภัส”
“ค่ะ ฝากน้องเมย์ด้วยนะคะ” ประภัสสรพูดกับเมริน “น้องเมย์ขา ตั้งใจเรียนนะคะ ห้ามดื้อกับครูบี๋นะคะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะคุณแม่”
ประภัสสรโบกมือบ๊ายบายแล้วเดินไป เมรินถอนหายใจเบื่อหน่าย
สุดนภาสะกิดเมริน “ทำไมวันนี้หมอวีไม่มาส่งแกวะ”
ตันหยงงอน “แกถามชั้นแล้วชั้นจะถามใครล่ะ ชั้นไม่ใช่น้าวีนะ”
เมรินเชิดใส่แล้วเดินเข้าไปในห้อง
สุดนภางง “อารมณ์ไหนล่ะเนี่ย เหวี่ยงแต่เช้าเลย”


เด็กนักเรียนกำลังคร่ำเคร่งกับการเรียน
เด็กนักเรียนวิ่งเล่นในสนาม เมรินยืนเก้ๆกังๆ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน แคทดึงมือเมรินไปร่วมเล่นกับเพื่อน
เด็กๆกำลังเล่นเก้าอี้ดนตรี เมรินเล่นอยู่กับผองเพื่อน เมรินแย่งเก้าอี้ได้ก็หัวเราะกิ๊ก
บรรยากาศกีฬาสีภายในโรงเรียน เมรินเล่นวิ่งสามขาคู่กับแคท
มิ้งค์ที่คู่กับเด็กอีกคนวิ่งนำไปแล้วหันมามองเมรินกับแคทที่วิ่งตามมา เมรินกับแคทวิ่งเข้าเส้นชัยไปก่อนอย่างฉิวเฉียด มิ้งค์อารมณ์เสีย นนท์เอาน้ำมาให้เมริน มิ้งค์ค้อนขวับ
การแข่งขันชักเย่อเมรินอยู่หัวแถว กลุ่มของเมรินชนะ
เด็กนักเรียนวิ่งแข่งเข้าเส้นชัย ผู้ปกครองเฮ
ณ แท่นรับรางวัล เมรินยืนอยู่ที่ 1 แคทยืนที่ 2แบบไม่เชื่อตัวเอง มิ้งค์ที่อยู่ที่สามหน้าหงิกปากคว่ำ
เด็กนักเรียนจับกลุ่มคุยกัน เมรินถูกรุมล้อมไปด้วยกลุ่มเพื่อน นนท์เอาดอกไม้มาให้เมริน เมรินรับแล้วส่งให้แคท แคทตาโต
เมรินนั่งกินอาหารในกลุ่มเพื่อน
เมรินนอนหลับในช่วงบ่าย
กริ่งดังขึ้น เด็กแตกฮือกันออกจากห้อง เมรินเดินออกมากับสุดนภา
“ชั้นว่าแกเริ่มปรับตัวได้แล้วใช่มั๊ย หยง” สุดนภาบอก
“ชั้นอยู่กับปัจจุบันต่างหาก”
พูดจบเมรินก็เดินไป สุดนภามองตามแล้วยิ้มส่ายหัว

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 6 (ต่อ)
ปฐวีนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน จริญทิพย์ยืนรอรับแฟ้ม
ปฐวีเซ็นต์งานไปพูดไปด้วย “คุณทิพย์ครับ เช้านี้ผมมีนัดอะไรหรือเปล่าครับ”
จริญทิพย์เช็คในลิสต์
“เช้าไม่มีค่ะ แต่บ่ายนี้มีผ่าตัดนะคะ”
“โอเคครับ เสร็จแล้ว”
ปฐวียื่นแฟ้มให้จริญทิพย์
“เห็นหลังๆมา หมอวีสั่งดอกไม้ ทิพย์เลยจัดให้แล้วนะคะ”
จริญทิพย์มองไปที่แจกัน ปฐวีมองอย่างชื่นชม
“ขอบคุณมากนะครับ คุณทิพย์นี่เป็นสุดยอดเลขาจริงจริง”
จริญทิพย์ยิ้มปลื้มแล้วถือแฟ้มเดินลอยๆออกจากห้องไป ปฐวีลุกขึ้นมองดอกไม้พร้อมกับนิ่งคิด


พิรามยืนอยู่ที่ร้านดอกไม้ คนขายหยิบดอกกุหลาบที่จัดเป็นช่อแล้วมาส่งให้
“ดอกไม้ที่สั่งได้แล้วค่ะ”
พิรามยิ้มรับ “ขอบคุณมากครับ”
พิรามถือดอกไม้เดินออกจากร้านไป

พิรามเดินถือดอกไม้ไปตามทางในโรงพยาบาล พยาบาลรัก-ยมเดินสวนมา พิรามยิ้มให้ พยาบาลรัก-ยมทำท่าใจละลายพร้อมกับมองพิรามจนลับตา
“ตายจริง ชั้นขอนอกใจหมอวีวันนึงได้มั๊ยเนี่ย” รักสิกาบอก
“บ้าแล้วหล่อน นั่นคู่หมั้นของคุณตันหยง เจ้าหญิงนิทราไงล่ะ” ยมนารีบบอก
“ดูสิ ขนาดคู่หมั้นนอนไม่ได้สติแบบนั้นยังอุตส่าห์เอาดอกไม้มาให้ทุกวัน ชั้นสงสารจัง อยากปลอบใจให้คลายทุกข์”
“นี่ อย่าให้มันออกนอกหน้ามากนัก” ยมนามองตามพิราม “แต่เค้าก็น่ารักจริงๆนั่นแหล่ะ อยากให้มีคนดูแลเราแบบนี้บ้างจัง”
“งั้นก็อย่าเป็นพยาบาลสิ ไปเป็นคนป่วยเลย”
“ก็เป็นแล้ว กลัวจะนอนแห้งตาย ไม่มีใครดูแลน่ะสิ”
“ความจริงเราก็ออกจะน่ารักกันเนอะ ไม่เห็นมีใครสนใจเลย”
“นั่นน่ะสิ คิดเหมือนกันเลย”
ทั้งคู่ต่างคนต่างจ๋อยแล้วก็เดินต่อไป

ร่างตันหยงนอนอยู่ในห้อง ปฐวียืนอยู่ด้านข้าง
“ผมอยากเห็นคุณฟื้นขึ้นมา ......อยากให้คุณลืมตามองผม”
ตันหยงนอนนิ่งสนิท
ปฐวียิ้มเศร้า “เสียดายที่คุณไม่ได้ยินสิ่งที่ผมพูด”
ปฐวีมีสีหน้าเศร้า เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น ปฐวีหันไปมองแล้วก็ชะงัก

ปฐวีกำลังผ่าตัดคนไข้อยู่ในห้องผ่าตัด พยาบาลซับเหงื่อให้ปฐวี ปฐวีทำการผ่าตัดจนเสร็จ เขาถอดถุงมือ และผ้าปิดหน้า
“ส่งคนไข้ขึ้นไปที่ห้องพักได้ ดูแลเป็นพิเศษด้วย”
ปฐวีเดินออกจากห้องผ่าตัดไป
“แหม หมอวีนี่ละเอียดจังเนอะ สั่งดูแลคนไข้เป็นพิเศษทุกคนเลย” พยาบาลคนแรกบอก
“ถ้าหล่อนอยากให้หมอวีดูแลเป็นพิเศษ ก็มาผ่าตัดสมองสิยะ” พยาบาลคนที่สองแซว
พยาบาลคนแรกมองค้อน “บ้า”
พยาบาลคนแรกมองปฐวีอย่างชื่นชม


ปฐวีเดินออกจากห้อง หนึ่งฤทัยรีบเข้ามาทัก
“หนึ่ง เยี่ยมคนไข้เสร็จแล้วหรือครับ”
“ค่ะ เคสนี้ยุ่งยากมั๊ย”
“เคสนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหร่ เลยเสร็จเร็วกว่าที่คิด”
“งั้น ไปดื่มกาแฟด้วยกันมั๊ยคะ”
ปฐวีทำท่าลังเล หนึ่งฤทัยขอร้อง
“นะคะ หนึ่งอยากเลี้ยงกาแฟตอบแทน ที่หมอวีเลี้ยงข้าวไงคะ”
“โธ่ เรื่องเล็กน้อย”
“แต่สำหรับหนึ่ง มันเป็นเรื่องใหญ่นะคะ”
ปฐวียิ้มรับ “ก็ได้ครับ”
หนึ่งฤทัยยิ้มดีใจ ทั้งคู่เดินลับไป


ปฐวียกถาดกาแฟมาให้หนึ่งฤทัยแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะ หนึ่งฤทัยแอบมองปฐวีอย่างสังเกต
“วีคะ เคสคุณตันหยง” หนึ่งฤทัยเกริ่น
ปฐวีตื่นเต้นนิดหน่อย “มีอะไรคืบหน้าหรือครับ”
“เปล่าหรอกค่ะ หนึ่งเจอกับคู่หมั้นเค้า”
ปฐวีทำหน้าเฉย หนึ่งฤทัยแอบสังเกต
“เค้าน่ารักมากเลยนะคะ เอาดอกไม้มาเยี่ยมคู่หมั้นทุกวัน แถมยังมาอ่านหนังสือให้ฟังอีก ถ้าหนึ่งมีแฟนซักคน หนึ่งก็หวังว่าเค้าจะรักและดูแลหนึ่งอย่างนี้บ้าง”
ปฐวียิ้มเศร้า
“คุณตันหยงโชคดีที่มีคู่หมั้นแบบนี้นะคะ วีว่าไหม”
หนึ่งฤทัยมองหน้าปฐวีแล้วยิ้ม ปฐวีก้มหน้ามองแก้วกาแฟแล้วแอบเศร้า


หนึ่งฤทัยกับปฐวีเดินคุยกันมา พิรามเดินสวนมา
“หนึ่งทำวีเข้าประชุมสายรึเปล่าเนี่ย”
ปฐวียังไม่ทันได้พูด พิรามก็ทักขึ้น
“คุณหมอหนึ่ง เจอกันอีกแล้วนะครับ” พิรามเห็นปฐวี “คุณหมอวี”
พิรามเห็นปฐวีก็ชะงัก หนึ่งฤทัยมองทั้งสองคนอย่างงงๆ
“ดีจังเลย วีคะ นี่คุณพิรามคู่หมั้นของคุณตันหยงที่หนึ่งเล่าให้ฟังไง”
“เรารู้จักกันแล้วครับ” ปฐวีบอก
“อ้าว รู้จักกันหรือคะ”
“ครับ เราเคยเจอกันแล้ว”
“ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ ผมมีประชุมต่อ” ปฐวีตัดบท
“ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ”
ปฐวีเดินเลี่ยงไป หนึ่งฤทัยมองตามปฐวีไปด้วยความสงสัย

พิรามเดินคุยกับหนึ่งฤทัยมาตามทางเดิน
“คุณพิรามรู้จักกับหมอวีตอนไหนเหรอคะ หนึ่งไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“เราเคยเจอกันหลายครั้งแล้วครับ หมอวีมาเยี่ยมหยงบ่อย”
หนึ่งฤทัยชะงัก “งั้นหรือคะ”
“ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้”
หนึ่งฤทัยรำพึง “หนึ่งไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”
พิรามกับหนึ่งฤทัยมองหน้ากันแล้วยิ้มเจื่อน


ประภัสสรนั่งอ่านจดหมายของมูลนิธิแล้วเหม่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เมธีกับประภัสสรเถียงกัน เมธีขอโทษประภัสสร
ประภัสสรเอ่ยถาม “คุณขอโทษภัสเพราะคุณไม่กลับบ้านหรือคุณมีคนอื่น”
เมธีหลบตา
ประภัสสรนึกถึงเหตุการณ์นั้นแล้วก็รำพึงออกมา
“คุณจะมีคนอื่นจริงๆใช่มั๊ย คุณเมธี”
ประภัสสรหน้าเศร้า
ทันใดนั้นก็มีเสียงรถวิ่งเข้ามา ประภัสสรลุกขึ้นมายืนมอง เธอเห็นลุงสายขับรถเข้ามา ประภัสสรหันไปส่องกระจกแล้วปาดน้ำตาก่อนจะรีบเดินออกไป


เมรินก้าวลงจากรถ ลุงสายถือกระเป๋าลงมาแล้วส่งให้เมริน เมรินยกมือไหว้อย่างมีมารยาท
“ขอบคุณค่ะลุงสาย”
ลุงสายมองเมรินอย่างชื่นชม
ประภัสสรเดินออกมารับเมริน เมรินวิ่งไปหาประภัสสรแล้วชวนกันเดินเข้าบ้าน ปรางค์ทิพย์ยืนมองอยู่แล้วก็เปรยออกมา
“นี่แสดงว่านายเมธีมันไม่ได้กลับบ้าน ไม่งั้นมันต้องไปรับลูกสิ”
ปรางค์ทิพย์ยิ้มร้าย


ประภัสสรลูบหลังลูบไหล่เมริน
“เป็นไงคะลูก วันนี้เหนื่อยไหมคะ”
เมรินจ้องอย่างสังเกต “คุณแม่ร้องไห้อีกแล้ว”
“เปล่าหรอกลูก หนู ไปอาบน้ำแล้วลงมาทานของว่างดีกว่านะคะ” ประภัสสรพูดกับสายแก้ว “ไปสายแก้วพาน้องเมย์ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป๊”
เมรินถามขึ้น “แล้วคุณพ่อกลับมารึยังคะ”
ประภัสสรเผลอพูดประชดสามี “พ่อเค้าคงไม่อยากกลับมาหาเราแล้วมั้งลูก”
ปรางค์ทิพย์เดินเข้ามาได้ยินพอดีก็รีบพูด
“เป็นไงจ๊ะแม่ภัส หน้าตาไม่สบายเลย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“พี่ปรางค์”
เมรินเห็นปรางค์ทิพย์ก็แอบทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“คุณแม่ขา น้องเมย์เริ่มหิวแล้วค่ะ”
ปรางค์ทิพย์มองเมรินตาขวาง
“นี่ยัยเมย์ โรงเรียนไม่ได้สอนหรือ เวลาผู้ใหญ่คุยกันน่ะ เด็กห้ามมาสอด แล้วนี่เจอชั้น แกไม่ต้องไหว้กันแล้วใช่มั๊ย มารยาทแย่เหมือนพ่อไม่มีผิด”
เมรินหน้างอแล้วยกมือไหว้แบบไม่เต็มใจ
ประภัสสรบอกลูกสาว “น้องเมย์ขา ไปกับพี่สายแก้วก่อนนะคะ เดี๋ยวแม่คุยกับป้าปรางค์แล้วจะตามไปค่ะ”
“งั้นน้องเมย์ขอตัวไปเล่นกับเจ้าหนุงหนิงก่อนนะคะ อยู่กับเจ้าหนุงหนิง มันไม่น่าอึดอัด”
พูดจบเมรินก็มองหน้าปรางค์ทิพย์แล้วเดินออกไป
“ดู๊ ดู ปากคอลูกหล่อนนะแม่ภัส เหลือรับจริงๆ เหมือนพ่อมันไม่มีผิด”
ประภัสสรหนักใจ


เมรินเดินออกมานั่งที่หน้าบ้าน
“คนอะไรก็ไม่รู้ เห็นหน้าแล้วรู้สึกอึดอัด น่าสงสารลูกผัวคุณปรางค์ คงจะประสาทกินแน่ๆ”
เมรินเห็นปฐวีขับรถเข้าบ้าน ปฐวีลงจากรถ เมรินรีบวิ่งไปหาปฐวีทันที
“น้าวี”
ปฐวีย่อตัวลงอุ้มเมรินขึ้นมาหอม
“น้าวี ไม่ค่ะ อย่าทำแบบนี้” เมรินเขิน
“ทำไมล่ะ ก็น้าวีรักของน้าวีนี่นา คิดถึงน้าวีไหม”
เมรินงอน “ไม่ค่อยเจอหน้าน้าวีเลย น้าวีมัวแต่ไปวุ่นดูแลสาวที่ไหนอยู่คะ”
“สาวคนที่อยากดูแลเค้าก็มีคนดูแลอยู่แล้ว เหลือแต่สาวน้อยคนนี้แหล่ะ”
ปฐวียิ้มร่าเริง เมรินมองปฐวีแล้วนิ่งคิดก่อนจะจ๋อย


ประภัสสรมีสีหน้าอึดอัด ส่วนปรางค์ทิพย์จ้องประภัสสรอย่างคาดคั้น
“แล้วนี่ นายเมธีต้องส่งรายงานการเงินให้คุณยายด้วยหรือเปล่า”
“เรื่องงานภัสไม่ค่อยทราบหรอกค่ะพี่ปรางค์”
“นี่หล่อนไม่รู้ อะไรซักอย่างเลยหรือ ผัวเมียกัน จะไม่รู้ได้ยังไง”
“โธ่พี่ปรางค์คะ เรื่องงานของคุณเมธี ภัสไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย”
“ที่เธอไม่ยอมบอกพี่ เพราะเธอเห็นผัวดีกว่าพี่ใช่ไหมแม่ภัส”
“ไม่ใช่นะคะพี่ปรางค์ คือ เอ่อ ภัสไม่ได้เจอคุณเมธีมาหลายวันแล้วค่ะ”
ปรางค์ทิพย์ชะงักกึก
“ผัวหล่อนไม่กลับบ้านหลายวันแล้วหรือ”
ประภัสสรนิ่งไม่ตอบ ปรางค์ทิพย์ยิ้มเยาะ
“เห็นมั๊ยล่ะ ชั้นว่าแล้วไม่มีผิด ผัวเธอน่ะมันเชื่อไม่ได้ เธอเองก็หัวอ่อนผัวพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ป่านนี้นายเมธีคงไปมีบ้านเล็กหลบอยู่แน่ๆ ชั้นละสงสารเธอกับลูกจริงจริ๊ง แม่ภัส”
ปรางค์ทิพย์แอบยิ้มเยาะแล้วเดินออกไป ประภัสสรทรุดตัวลงนั่งวิตกอย่างหมดแรง

นาฬิกาติดผนังบอกเวลา 2 ทุ่ม เมธีนั่งเซ็นต์เอกสารที่โต๊ะทำงานจนเสร็จแล้วก็ปวดตา มึนหัว เขาลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับบ้าน เมธีถอนหายใจยาวแล้วก็เปลี่ยนใจนั่งลงพิงเก้าอี้เครียดหนัก


เมธีนั่งดื่มอยู่คนเดียวที่คลับ เขานั่งมองนักท่องเที่ยวโต๊ะอื่นที่กำลังหัวเราะอย่างร่าเริง เมธีรู้สึกเครียดหลายเรื่องจึงมีหน้าตาเศร้าสร้อย ฉัตรพรที่กำลังจะขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีหันมาเห็นเมธี ฉัตรพรเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“ฉัตรดีใจจัง คิดว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”
“ผมเพิ่งเลิกงาน เลยแวะมา ร้องเพลงเสร็จแล้วเหรอครับ” เมธีถาม
ฉัตรพรขำ “ยังไม่ได้ขึ้นร้องเลยค่ะ คุณรอฉัตรแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวฉัตรสั่งเครื่องดื่มให้”
“ผมแค่แวะมาฟังเพลง คุณทำงานตามสบายเถอะ”
ฉัตรพรโน้มตัวลงมาพูดใกล้ๆ แล้วเดินไป
“เดี๋ยวฉัตรมาเทคแคร์นะคะ รอฉัตรนะคะ”
ฉัตรพรเดินไป เมธีรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย

ปรางค์ทิพย์นั่งรอเสกสรรอยู่ที่ห้องรับแขก เสกสรรเดินลงมาในชุดทำงาน พอเห็นหน้าปรางค์ทิพย์เสกสรรก็สะดุ้ง
“คุณปรางค์”
“ชั้นมีเรื่องอยากพูดกับคุณ” ปรางค์ทิพย์บอก
เสกสรรกลืนน้ำลายแล้วปาดเหงื่อ
“เมื่อคืนหุ้นส่วนดึงผมคุยเรื่องงานจนดึก คุณอย่าเข้าใจผมผิดนะครับ”
ปรางค์ทิพย์มองหน้าเสกสรร “เรื่องนั้นชั้นไม่สนใจหรอก”
เสกสรรแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ชั้นอยากรู้เรื่องที่คุณเอาเงินไปลงทุน เป็นอย่างไรบ้างคะออเดอร์เยอะไหม กำไรต่อเดือนเท่าไร แล้วคุณทำรายงานส่งให้คุณยายบ้างรึเปล่าคะ”
“นี่คุณปรางค์ บริษัทเราเพิ่งเริ่มก่อตั้ง ยังสรุปตัวเลขอะไรไม่ได้หรอกครับ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย ตอนนี้ผมก็วุ่นวายอยู่กับออเดอร์ลูกค้าเหนื่อยแทบตาย จะเอาเวลาไหนไปทำรายงาน เอาเป็นว่าถ้าผมว่างผมจะรีบทำส่งคุณยายก็แล้วกันนะ”
“คุณจะทำยังไงก็ตามใจเถอะ ขอแค่มีส่งคุณยาย อ้อ อีกข้อ ขอให้เหนือกว่านายเมธีกับแม่ภัสก็แล้วกัน”
เสกสรรสูดลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่ปรางค์ทิพย์ไม่สนใจเรื่องส่วนตัว
“งั้นผมไปนะ”
เสกสรรเดินออกไป
ปรางค์ทิพย์เรียกไว้ “เดี๋ยว”
เสกสรรสะดุ้ง
“ทีหลังอย่ากลับให้มันดึกนักนะ”
“ผมไม่อยากกลับดึกเลยถ้าไม่จำเป็น อยากกลับมาอยู่กับคุณมากกว่า จริงๆนะไปล่ะ”
เสกสรรเดินไป ปรางค์ทิพย์มองตามจนลับตา
ปรางค์ทิพย์มองไปทางบ้านประภัสสร “ต่อไป ชั้นต้องเหนือกว่าหล่อนทุกด้านแหละ แม่ภัส”
ปรางค์ทิพย์กระหยิ่มยิ้มย่อง


สุดนภาเดินย่องเข้าไปในห้องทำงานของนาวิน เธอมองซ้ายมองขวาแล้ววางรายงานไว้ที่โต๊ะแล้วรีบย่องออกจากห้อง
เสียงนาวินดังขึ้น “จะรีบไปไหน”
สุดนภาสะดุ้งสุดตัวแล้วหันกลับมา นาวินลุกขึ้นมาจากหลังเก้าอี้
“เดี๋ยวชั้นก็หัวใจวายตายหรอก คุณไปทำอะไรตรงนั้น”
“ปากกาผมหล่น” นาวินบอก
สุดนภาแอบบ่น “คิดว่าพ้นแล้วเชียว”
“เข้ามาหาผม คิดถึงผมเหรอครับ”
สุดนภาข่มใจ “ขอตัวก่อนนะคะ ชั้นต้องสอนแล้ว”
นาวินมองนาฬิกา “เหลืออีก 5 นาที”
สุดนภาเซ็ง “ได้ มีอะไรก็รีบพูดมา”
“หน้าผมไม่หล่อเหมือนไอ้หมอวีใช่ไหม เลยไม่อยากคุยด้วย”
“เหลือ 3 นาที”
“พักกลางวันกินข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ”
“ไม่ เหลือ 2 นาที”
“งั้นมื้อเย็นอ่ะ”
“นี่ ทำไมนายถึงได้หน้าด้านแบบนี้นะ”
“อ้าว จริงใจ ก็หาว่าหน้าด้าน จะบอกให้นะ ว่าผู้ชายปากหวานน่ะไม่จริงใจเหมือนผมหรอก ...นี่ ผมจะพูดอะไรให้ฟัง”
สุดนภาทั้งโกรธทั้งอาย เธอมองนาฬิกา “หมดเวลา” สุดนภายิ้มหวาน “ชาตินี้คงไม่ทัน สงสัยต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะ บ๊าย บาย”
สุดนภาเดินออกไปทันที นาวินมองตามเคืองๆ แต่ก็ยิ้มอย่างมาดมั่น

เด็กนักเรียนจับกลุ่มเดินคุยกันออกจากห้องเรียน
“นี่เธอเราอยากเก่งเหมือน้องเมย์จังเลย”
“ใช่ เรียนก็เก่ง เล่นชักเย่อก็เก่ง ได้ที่หนึ่งด้วยละ
“ไม่เห็นจะเก่งเท่าไหร่เลย เราก็ทำได้” มิ้งแทรก
“แต่ตอนกีฬาสีน้องมิ้งได้ที่สามนี่นา แคทยังได้ที่สองเลย”
มิ้งอึ้งจนพูดไม่ออก
“เลขสามก็เยอะกว่าเลขหนึ่งไม่ใช่หรือ”
เด็กทั้งสองมองหน้ากันงงๆ
เมรินกับแคทเดินมา
เด็กคนหนึ่งรีบพูด “ไปหาเมย์กันดีกว่าพวกเรา”
เด็กทั้งสองทิ้งมิ้งค์แล้ววิ่งไปหาเมรินทันที
มิ้งค์มองอย่างโกรธๆ
“หนอยแน่ะ เดี๋ยวโดนแน่”
ผองเพื่อนรุมล้อมเมรินกับแคทพร้อมทั้งชมว่าเก่งจัง ๆ แคทปลื้มมาก

เด็กๆนั่งกินข้าวในโรงอาหาร เมรินนั่งอยู่ท่ามกลางผองเพื่อน นาวินเดินมาชะเง้อดูเด็กๆ นาวินเห็นเมรินก็ทำเป็นเดินมาทัก
“เป็นยังไงบ้างเด็กๆ อาหารอร่อยมั๊ย”
“ของหวาน ขอเปลี่ยนเป็นไอติมได้มั๊ยคะ ครูวิน” แคทถาม
“ได้สิครับ ไว้รออาทิตย์หน้านะ เดี๋ยวครูสั่งจัดเมนูให้ใหม่เลย”
“ว๊า ขอวันนี้ไม่ได้หรือคะ”
เด็กคนอื่นๆ รีบเสริม “ใช่ อยากกินวันนี้อ่ะ นะ วันนี้ นะ วันนี้”
นาวินปาดเหงื่อแล้วรีบจูงมือเมรินเดินออกมา


นาวินย่อตัวลงนั่งคุยกับเมริน
“น้องเมย์ น้าวินมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือ เรื่องครูบี๋น่ะ” นาวินบอก
ตันหยงคิดในใจ “ว่าแล้วเชียว เอาจริงหรือนี่”
เมรินทำใสซื่อ “ครูบี๋ทำไมหรือคะ”
นาวินก้มลงกระซิบข้างหูเมริน เมรินขำแต่พยายามกลั้นไว้
“น่านะ ขอร้อง ช่วยน้าวินหน่อยนะ”
“ก็ได้ค่ะ แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไร”
นาวินทำหน้าจริงจัง ส่วนเมรินยิ้มเจ้าเล่ห์

นักเรียนทุกคนนั่งกินไอติมกันอย่างเอร็ดอร่อย เมรินยืนยิ้มด้วยความภูมิใจ นาวินยืนหน้าเซ็งเพราะเสียรู้เมริน
“น้องเมย์นะน้องเมย์ เล่นซะหมดตัวเลยเรา”
นาวินหันมองเมริน เมรินมองเด็กๆ กินไอติมด้วยความปลื้มใจ


เมรินเดินคุยกับแคทกระหนุงกระหนิงเข้ามาในห้อง
“ไอติมอร่อยมั๊ยล่ะ”
“น้องเมย์ทำได้ไงน่ะ ยอดเลย”
“เรื่องเล็ก พวกชอบหลอกเด็ก ต้องโดนแบบนี้แหละ”
เมรินนั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดลิ้นชัก กบตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากลิ้นชักมาที่เก้าอี้ แคทกรี๊ด
“กบ ๆ น้องแคทกลัวกบ”
เด็กในห้องแตกฮือ ยกเว้นมิ้งค์คนเดียวที่นั่งมองอย่างพอใจ เมรินหันไปมองรอบๆตัว พอสบตากับมิ้งค์ มิ้งค์ก็เมินหน้า
ตันหยงคิดในใจ “ตายจริง ยายเด็กร้ายกาจ คิดจะมาแกล้งเราเหรอ อืม....”
เมรินค่อยค่อยๆเอากระดาษมารองตัวกบแล้วเดินเอาไปส่งให้มิ้งค์
“ชั้นรู้นะว่าเป็นฝีมือเธอ เอากบเธอคืนไป”
มิงค์งง “อ้าว เธอไม่กลัวกบเหรอ”
เมรินส่ายหัว “วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ เรารู้นะว่าเธอชอบน้องนนท์ เลยมาแกล้งเรา ใช่มะ”
มิงค์เมินหน้า
“เราไม่ใช่แฟนน้องนนท์หรอก เรามีแฟนแล้วเธอสบายใจได้” เมรินบอก
เด็กทั้งห้องฮือฮา แคทอ้าปากค้าง
“น้องเมย์มีแฟนแล้วหรือ ไม่ใช่น้องนนท์แล้วเป็นใครล่ะ”
เมรินยืดอกแล้วยิ้ม
มิ้งค์โล่งอก แคทหันไปวิพากษ์วิจารณ์กับเพื่อนๆ เพื่อนรุมถามแต่แคทบอกไม่รู้ นนท์มองหน้าเมรินแล้วเบะปาก


กริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น กลุ่มนักเรียนแตกฮือกันออกจากห้อง เมรินเดินออกมาจากห้อง แคทและผองเพื่อนรีบวิ่งกรูกันออกมามองหาเมริน
“ไปพวกเราไปดูแฟนน้องเมย์กัน”
แคทวิ่งนำเพื่อนๆตามเมรินไป นนท์เดินหน้าซึมออกมาจากโรงเรียน


ปฐวีเดินเข้ามา เมรินรีบวิ่งเข้าไปหาปฐวี
“น้าวี”
“ไงจ๊ะสาวน้อย คิดถึงน้าวีหรือเปล่า”
“คิดถึงสิคะ”
ปฐวีจับมือเมรินแล้วชะงักเมื่อเห็นนนท์เดินมาเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา
“คนนี้น่ะหรือ แฟนน้องเมย์” นนท์ถาม
ปฐวีมองหน้าเมรินแบบงงๆ
“หนุ่มน้อยคนนี้ใครกันครับ น้องเมย์” ปฐวีถาม
“เราชื่อน้องนนท์ เป็นแฟนน้องเมย์” นนท์บอก
ปฐวีทำจริงจัง “งั้นเชียวหรือ”
นนท์จ้องปฐวี “ไม่เห็นหล่อเลย สู้น้องนนท์ก็ไม่ได้”
“น้องนนท์ เมย์บอกแล้วไง ว่าเราเป็นเพื่อนกัน” เมรินบอก
“ก็ได้ ก็ได้” นนท์พูดกับปฐวี “อย่าทำให้น้องเมย์เสียใจนะ ไม่อย่างนั้น น้องนนท์จะไปเอาเรื่องคุณ คอยดูสิ”
นนท์ทำท่าจับตามองปฐวีอยู่ตลอดแล้วเดินไป ปฐวีขำก๊าก
“หลานน้าวีนี่สเน่ห์แรงจริง..จริ๊ง ตอนนี้น้าวีกลายเป็นแฟนน้องเมย์ไปแล้วใช่ไหม งั้นน้าวีก็ขอหอมแฟนหน่อยละกันนะ”
“อย่านะ... อย่าค่ะ”
“อ้าว ก็คนเป็นแฟนกันก็ต้องหอมกันได้สิคะ”
ปฐวีหอมแก้มเมริน เมรินอายซ้ำสองแล้วรีบเช็ดหน้า
เพื่อนๆที่แอบดูอยู่อ้าปากค้าง

สุดนภากับนาวินเดินเถียงกันออกมา
“ไปเป็นเพื่อนผมหน่อย ได้โปรดเถอะถือว่าผมขอร้อง” นาวินบอก
“ไม่ไป ตื้ออยู่ได้ ไม่ไป ได้ยินชัดมั๊ย” สุดนภาว่า
“ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ น่านะ ไปช่วยผมเลือกหนังสือหน่อย เพื่อเด็ก เพื่ออนาคตของชาติเชียวนะ”
“ไม่ ก็คือไม่ เข้าใจกันบ้างไหมเนี่ยคุณนาวิน”
ปฐวีกับเมรินยืนมองสุดนภากับนาวิน
สุดนภากับนาวินเดินทะเลาะกันมาหยุดตรงหน้าปฐวีกับเมรินพอดี สุดนภาเห็นปฐวีก็หยุดกึกแล้วทำตัวเรียบร้อย
“คุณหมอวี หายไปตั้งหลายวัน ไม่เห็นรับน้องเมย์เลย”
ปฐวีขยับปากจะตอบ นาวินรีบแทรก
“ไม่เห็นจะนานเลย”
สุดนภาทำไม่สนใจนาวิน “วันนี้หมอวีดูเหนื่อยๆนะคะ”
“คนทำงานก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา ไม่น่าถาม”
สุดนภากลั้นโมโหแล้วหันมองนาวิน
ปฐวีหันไปมองเมรินแล้วยิ้มขำ
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับครูบี๋” ปฐซีหันไปบอกนาวิน “ไปก่อนนะเพื่อน”
“เออ รีบไปเถอะ”
“พรุ่งนี้เจอกันที่บ้านนะคะครูบี๋”
“จ้ะ น้องเมย์”
นาวินงง “อะไรกัน นี่ยังสอนพิเศษกันอยู่อีกเหรอ จะทำด็อกเตอร์หรือไง”
สุดนภาหันกลับมามองนาวินแล้วเท้าแขนพร้อมเอาเรื่อง
นาวินตาละห้อยลง “ไปช่วยเลือกหนังสือหน่อยนะ”
สุดนภาทำหน้าเซ็งสุดชีวิต


นาวินขับรถเข้ามาจอดหน้าคอนโดสุดนภา นาวินลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้สุดนภา สุดนภามองนาวินแบบไม่ไว้ใจ
“เชิญครับ คุณผู้หญิง”
สุดนภาเดินลงจากรถ นาวินปิดประตูแล้ววิ่งไปหยิบของมาส่งให้สุดนภา
“ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยเลือกหนังสือให้เด็กๆ” นาวินยื่นหนังสือให้ “อันนี้ของคุณ”
นาวินหยิบหนังสือนิยายส่งให้ สุดนภามองงงๆ



สุดนภานึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ นาวินกับสุดนภากำลังเลือกหนังสืออ่านสำหรับเด็ก
“หนังสือสำหรับเด็ก ต้องอ่านเข้าใจง่าย เรื่องง่ายๆ ถ้าจะให้ดี ต้องมีรูปภาพประกอบเพราะเด็กวัยนี้ยังอ่านหนังสือไม่เข้าใจทั้งหมด เด็กจะใช้จินตนาการมากกว่าทักษะทางภาษา”
“สมเป็นคุณครู”
สุดนภาไม่ไว้ใจ “ประชดชั้นหรือเปล่าเนี่ย”
“พูดจากใจจริง”
“ตามสบาย ชั้นขอตัวไปดูหนังสือทางโน้นก่อนนะ”
สุดนภาเดินไปที่ชั้นนิยาย เธอหยิบหนังสือนิยายพรพรหมอลเวงขึ้นมาพลิกดูหน้าปก

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 6 (ต่อ)
สุดนภางง
“คุณรู้ได้ยังไง ว่าชั้นอยากอ่านเรื่องนี้”
“ผมเห็นคุณสนใจ เลยซื้อมาให้คุณด้วย” นาวินบอก
สุดนภาทำท่าจะส่งคืนให้นาวิน นาวินหดมือไขว้หลัง
“ถ้าคุณไม่รับผมจะเสียใจมาก ถือเป็นของขวัญชิ้นแรกสำหรับมิตรภาพของเรา”
นาวินมองหน้าสุดนภาจริงจังโดยไม่มีแววล้อเล่น
สุดนภาไม่เชื่อถือ “นี่คุณจะมาไม้ไหนกันแน่”
นาวินจ้องหน้าสุดนภา “ไม่มีไม้ไหนทั้งสิ้น ผมตั้งใจให้คุณ รับไว้นะครับ คุณบี๋”
“เอ่อ...ขอบคุณค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
สุดนภาเดินถือหนังสือเข้าคอนโดไป นาวินมองตามแล้วยิ้ม


นาวินยืนพิงหน้าต่างมองท้องฟ้าแล้วคิดในใจว่าเมรินนี่รู้ใจสุดนภาจริงๆ
นาวินนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต สุดนภาอยู่ท่ามกลางเด็กนักเรียน โดยกำลังร้องเพลงทำกิจกรรมกับนักเรียนอย่างมีความสุข นาวินยืนดูอยู่
เสียงเมรินพูดประกอบ “บี๋น่ะชอบคนจริงจัง แต่อบอุ่น ช่างสังเกตุและห่วงใยผู้คน”
สุดนภานั่งคุกเข่าลงปลอบเด็กที่ร้องไห้ โดยที่สุดนภาร้องไห้ไปด้วย
สุดนภานั่งทำงานด้วยสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง
เสียงเมรินอธิบายต่อ “บี๋ต้องการคนที่จริงใจ และพร้อมจะเข้าใจบี๋ เพราะลึกๆแล้วเค้าเป็นคนอ่อนไหว”


นาวินนึกถึงคำพูดของเมรินแล้วก็อึ้ง
“ไม่อยากเชื่อเลย จะได้ผลจริงๆด้วย”
นาวินยิ้มอย่างมีความสุข


สุดนภาเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเช็ดผมที่เปียก เธอลงนั่งที่โต๊ะในห้องนอน สุดนภาเห็นหนังสือที่นาวินให้มา
สุดนภาคิดถึงนาวิน “ช่างสังเกตเหมือนกันนะนี่”
สุดนภาทำท่าเมินหนังสือแล้วเดินไป แล้วเธอก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับมาหยิบหนังสือไปเปิดอ่าน

สุดนภาเดินหอบหนังสือเข้ามาในบ้านประภัสสร เมรินรีบวิ่งไปรับ
“บี๋มาแต่เช้าเชียวนะ”
“ครูบี๋มาเร็วจังเลยนะคะ ทานอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวภัสให้คนจัดให้” ประภัสสรถาม
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะคะ”
ประภัสสรเดินไป สุดนภามองชะเง้อไปในบ้าน
“มองหาอะไร” เมรินถาม
“วันนี้หมอปฐวีไม่อยู่เหรอหยง”
“นี่ตกลงแกจะมาอยู่เป็นเพื่อนชั้น หรือมาหาใครกันแน่ยะ”
“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละแก”
“เสียใจด้วย น้าวีออกไปตั้งแต่เช้าแล้วจ๊ะ”
“ว๊า..พลาดจนได้” สุดนภานึกได้ “นี่หยง ชั้นมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”
สุดนภาขยับปากจะเล่า แต่ปรางค์ทิพย์โผล่มาพร้อมปรงแก้วกับปรงขวัญเสียก่อน สุดนภาชะงัก
“แหม ครูบี๋ ได้ยินเสียงรถพี่ก็รีบพานักเรียนมาให้เลย มาเร็วลูกแก้วลูกขวัญ ครูจะเริ่มสอนแล้ว”
ปรางค์ทิพย์ต้อนปรงแก้วปรงขวัญให้มาหาสุดนภา สุดนภากับเมรินมองหน้ากันอย่างเซ็งๆ

สุดนภาหยิบหนังสือขึ้นมาเริ่มต้นสอน ปรงแก้วกับปรงขวัญตั้งใจจดโดยมองสุดนภาตาไม่กระพริบ ส่วนเมรินนั่งเล่นเกมในไอแพดของสุดนภา
ปรงแก้วกับปรงขวัญทำแบบฝึกหัดอย่างตั้งใจ เมรินอ้าปากหาวแล้วหยิบขนมกินสลับกับเล่นเกมฟรุตนินจาในไอแพด สุดนภามองเมรินแล้วส่ายหัว
“น้องเมย์คะ ช่วยหรี่เสียงเกมส์หน่อยได้มั๊ยคะ”
เมรินเงยหน้ามองสุดนภาแล้วชี้ตัวเองอย่างงงๆ
“ถูกต้องแล้วค่ะ คุณนั่นแหละ” สุดนภาย้ำ
เมรินนึกได้ก็ปิดเกมส์แล้วทำท่าเรียบร้อย ปรงแก้วกับปรงขวัญมองสุดนภากับเมรินแบบงงๆ

ปรางค์ทิพย์นั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ปรงค์แก้วกับปรงขวัญเดินเข้ามานั่งอย่างเหน็ดเหนื่อย
“เป็นไงอะไรไป เรียนแค่นี้ทำเป็นหมดแรง”
ปรงแก้วบอก “เหนื่อยจังเลยค่ะ เรียนจนมึนเลยค่ะ”
“แล้วยัยเมย์ล่ะทำอะไรบ้าง” ปรางค์ทิพย์ถาม
“เมย์ไม่ตั้งใจเรียน เล่นแต่เกมส์คอมพิวเตอร์ จนครูบี๋โมโห เดินไปดุน่ะคะ”
ปรางค์ทิพย์ยิ้มอย่างสะใจ
“โถใครจะเก่งและน่ารักเหมือนลูกแม่สองคนได้ละคะ เอ่อแม่มีของขวัญจะให้ลูกด้วยนะ”
ปรงแก้วกับปรงขวัญกระโดดดีใจ
“เย้ๆ คุณแม่ใจดีที่สุดในโลกเลย”
ปรางค์ทิพย์ยื่นถุงให้ ปรงแก้วกับปรงขวัญรีบเปิดดูเห็นในถุงมีแบบฝึกหัดหลายเล่ม
“แบบฝึกหัด!!”
“อีกแล้วเหรอคะ”
ปรางค์ทิพย์ยิ้มภูมิใจ “ใช่แล้วลูก ลูกแม่ต้องทำแบบฝึกหัดให้เยอะๆจะได้เก่งๆไงคะ”
ปรงแก้วกับปรงขวัญเข่าอ่อนไปกับพื้น ปรางค์ทิพย์มองแบบไม่เข้าใจ

ปฐวีและนาวินเดินคุยกันมาตามทาง
“ว่างมากหรือไง” ปฐวีขำ “อยากมาบ้านก็มาสิ ทำไมต้องถ่อไปถึงโรงพยาบาล”
“พอดีขับรถผ่านแถวนั้น ก็เลยไปเยี่ยมแกไง” นาวินบอก
“ปากแข็งนะแก แล้วตามมาบ้านทำไม”
“ก็ชั้นอยากมาเยี่ยมคุณย่าอ่ะ นี่ไงของฝากคุณย่า”
นาวินยกถุงขึ้นอวดส่วนอีกมือซ่อนกล่องเค้กไว้ข้างหลัง ปฐวีส่ายหัวขำเพื่อน
“แล้วอันนั้นล่ะของใคร อย่าบอกนะว่าของคุณย่า” ปฐวีถาม
นาวินถือกล่องเค้กที่มือขวา
“อ๋อ.....ชั้นซื้อมาฝากน้องเมย์ไง” นาวินบอก
ปฐวีขำเพื่อน “น้องเมย์หรือครูน้องเมย์วะ”
นาวินทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ปฐวียิ้มขำ

สุดนภานั่งคุยกับเมรินในบ้าน ปฐวีเดินเข้ามา สุดนภาหน้าบานจนเมรินสังเกตเห็น
เมรินกระซิบ “บี๋ ออกนอกหน้าไปนิดนะ”
“อุ๊ย คุณหมอวี...อ้าว คุณนาวิน”
สุดนภาที่กำลังยิ้มพอเห็นนาวินเดินตามมาก็หน้าเจื่อน
“สวัสดีครับครูบี๋ น้องเมย์ น้าซื้อเค้กเจ้าอร่อยมาฝาก” นาวินบอก
นาวินกับเมรินสบตากันแล้วยิ้มก่อนจะกระพริบตาปิ๊งๆ
“ว๊าว ร้านโปรดของครูบี๋เลยนะคะ” เมรินพูดกับสุดนภา “ดูสิ น่าทานจังเลย นาวินช่างรู้ใจครูบี๋จริง...จริ๊ง”
สุดนภามองนาวินอย่างไม่ค่อยแน่ใจ นาวินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้


ผู้ใหญ่สามคนกำลังคุยกันอย่างเพลิดเพลินและสนุกสนาน เมรินอยากคุยด้วย แต่ไม่มีใครสนใจ เมรินยืนมองอย่างเบื่อๆ แล้วค่อยๆ เดินออกจากวงสนทนาไป


เมรินเดินออกมานั่งในสวน หนุงหนิงคลานมาหมอบที่ตักเมริน
“สงสัยจะมีแต่แกตัวเดียว ที่สนใจชั้น ขอบใจมากนะหนุงหนิง”
หนุงหนิงยื่นขามาสะกิด
“แกอยากรู้ใช่มั๊ย ว่าเมื่อไหร่นายแกจะกลับมา ชั้นก็อยากอยู่ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน ชั้นจะได้กลับร่างของชั้นซะที”
เมรินลูบหัวหนุงหนิงแล้วก็น้ำตาคลอ


สุดนภามองเมรินออกมาจากในบ้าน แล้วเธอก็หันมาบอกปฐวีและนาวิน
“บี๋ขอตัวไปดูน้องเมย์ก่อนนะคะ”
สุดนภาเดินออกไป นาวินกับปฐวีมองหน้ากัน
“ครูบี๋กับน้องเมย์นี่ดูจะสนิทกันดีนะ”
ปฐวีมองนิ่งๆ แต่ไม่คิดมาก “จนชั้นแปลกใจเลยแหล่ะ”
ปฐวีมองออกไปข้างนอกก็เห็นสุดนภากับเมรินนั่งคุยกัน

เมรินกับสุดนภานั่งคุยกัน
“หยงแกเป็นไรรึเปล่า”
เมรินส่ายหัว
“แกคิดเรื่องกลับร่างเดิมใช่มั๊ย” สุดนภาถาม
“ก่อนนอนทุกคืน ชั้นภาวนาขอให้พรุ่งนี้ชั้นตื่นขึ้นมาในร่างของตัวเอง แต่มันก็ไม่เคยได้ผลชั้นต้องทำใจ ที่จะอยู่ในร่างน้องเมย์ตลอดไปแล้วใช่ไหม”
“แกอย่าพึ่งท้อสิหยง ชั้นก็ไม่รู้จะช่วยแกยังไงดี”
“ชั้นคิดถึงคุณพ่อคุณแม่จังเลยบี๋ ท่านทั้งสองเป็นยังไงบ้าง”
“ท่านทั้งสองสบายดี”
เมรินพยักหน้าแล้วเช็ดน้ำตาด้วยแขน
สุดนภาสงสารเพื่อนเพราะเห็นตันหยงอ่อนแอเป็นครั้งแรก “ถ้าแลกกันได้นะชั้นจะขอเป็นน้องเมย์แทนแก อย่างน้อยชั้นก็จะได้อยู่กับหมอวีทุกวัน” สุดนภาเศร้า
เมรินมองหน้าเพื่อน
“มาพูดเล่นอะไรกันตอนนี้ ชั้นกำลังกลุ้ม”
“ก็ชั้นสงสารแก” สุดนภาจะร้องไห้ตาม
เมรินมองเพื่อนแล้วยิ้มทั้งน้ำตา เธอผลักสุดนภา สุดนภาหัวเราะออก
เมรินนิ่งขรึม

นาวินกับปฐวีนั่งคุยกัน
“ชั้นว่าเดี๋ยวนี้น้องเมย์ดูแปลกๆยังไงก็ไม่รู้นะแกว่าไหม” นาวินถามเพื่อน
“ใช่ แปลกมาตั้งแต่หลังเกิดอุบัติเหตุนั่นแหละ” ปฐวีบอก
“แล้วมันเกี่ยวกับสมองส่วนซ้ายขวา สลับกัน หรือรอยหยักมากขึ้นรึป่าววะ”
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วแก”
“ครูที่โรงเรียนเค้าลือกันว่าน้องเมย์กลายเป็นเด็กอัจฉริยะ ขนาดหยุดเรียนไปตั้งนาน กลับมาเรียนเก่งขึ้น มั่นใจในตัวเองขึ้น กล้าแสดงออก มันก็เลยเป็นประเด็นขึ้นมา”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ” ปฐวีคิดแล้วก็เห็นด้วย “ชั้นก็ว่าน้องเมย์เปลี่ยนไปมากเหมือนกัน ความคิดและการพูดจา เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ”

ปฐวีกับนาวินเดินเข้ามาในสวน สุดนภากับเมรินหันไปมอง
ปฐวีก้มมองหลาน “ทำไมดูไม่ร่าเริงเลย อยากไปเที่ยวไหนไหมเดี๋ยวน้าวีจะพาไป”
เมรินมองหน้าปฐวี
ตันหยงคิดในใจ “ชั้นอยากกลับบ้าน ช่วยพาไปได้ไหมละ”
เมรินก้มหน้าแล้วถอนใจ “น้องเมย์อยากไปวัดคะ พรุ่งนี้น้าวีพาไปหน่อยนะคะ”
“ไปวัดเนี่ยนะ น้องเมย์แน่ใจนะ ว่าอยากไปวัด” ปฐวีถามย้ำ
เมรินพูดหนักแน่น “ค่ะ น้องเมย์อยากไปวัด”
“ไปวัดหรือ” นาวินตื่นเต้น “น่ารักจัง ถ้างั้นน้าวินขออาสาเป็นไกด์ เรื่องวัดนี่น้าวินถนัด ครูบี๋ไปด้วยกัน นะครับ”
เมรินหันมาทางสุดนภา สุดนภาค้อนนาวิน
“บี๋ไปด้วยกันนะ”
ปฐวี นาวิน และสุดนภาหันมามองเมรินเป็นตาเดียว เมรินนึกได้จึงเปลี่ยนคำพูด
“ขอโทษค่ะ ครูบี๋ ไปวัดกับน้องเมย์นะคะ”
สุดนภาหันมาค้อนนาวิน
“ไปก็ได้ ครูไปเพราะน้องเมย์หรอกนะ ไม่ใช่คนอื่น”
นาวินแอบยิ้ม
“งั้นพรุ่งนี้ไปรถชั้น ชั้นจะไปรับครูบี๋ก่อน แล้วค่อยมารับนายกับน้องเมย์”
นาวินรีบรวบรัด สุดนภาค้อนนาวิน เมรินมองนาวินแล้วก็ยิ้มออกที่จะได้ไปวัด ปฐวีมองหน้าเมรินแบบงงๆ

สายวันต่อมา ปฐวี นาวิน สุดนภา และเมรินก้าวลงจากรถพร้อมของสำหรับถวายพระ
“แหม บรรยากาศร่มรื่นจังนะคะ” สุดนภาบอก
นาวินแซว “ผมคิดว่าคุณจะร้อนซะอีก”
“นี่ชั้นไม่ใช่คนบาปหนาอะไรขนาดนั้นหรอกนะ เดี๋ยวเถอะ”
ปฐวีขำ “พอเถอะเจ้าวิน เดี๋ยวก็ไม่ได้ทำบุญกันพอดี ไปน้องเมย์”
ปฐวีกับเมรินเดินนำหน้าไป สุดนภากับนาวินมองหน้ากันแล้วเชิดใส่กัน

ปฐวี นาวิน สุดนภา เมรินก้มลงกราบพระสงฆ์
“เจริญพร เป็นไงบ้างล่ะโยมนาวิน หมู่นี้ไม่ค่อยเห็นหน้าค่าตาเลยนะ” พระถาม
“ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อยครับหลวงพ่อ แต่ก็ยังคงนั่งสมาธิตามที่หลวงพ่อสอนทุกวัน วันนี้ผมพาเพื่อนมากราบหลวงพ่อ” นาวินบอก
“ดีแล้วโยม อย่ารอให้มีเรื่องร้อนใจค่อยมาทำบุญ”
สุดนภามองนาวินที่สนทนากับพระอย่างทึ่งๆ
สุดนภากระซิบกับเมริน “ไม่อยากเชื่อ คนอย่างนายคนนี้จะพูดกับพระได้ด้วย”
“วินเคยมาบวชอยู่ที่นี่ครับ เลยคุ้นเคยกับหลวงพ่อเป็นอย่างดี” ปฐวีบอก
สุดนภาทำหน้าประหลาดใจ
เวลาผ่านไป นาวินสวดอาราธนาพระอย่างคล่องแคล่ว ปฐวีกับเมรินช่วยกันถวายของให้พระ สุดนภากับนาวินถวายของร่วมกันอย่างเขินๆ แล้วทุกคนก็กรวดน้ำ
พระมองเมรินแล้วเห็นเป็นตันหยง พระมองนิ่ง ตันหยงเลยคลานเข้าไปใกล้ๆ แล้วกราบลงตรงหน้า ปฐวีมองอย่างแปลกใจ
“ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง เป็นธรรมดาไม่มีอะไรแน่นอน ต้องปล่อยไปตามกรรม” พระเอ่ยขึ้น
“ท่านเห็น...” ตันหยงเสียใจ “แล้วทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้มั๊ยคะ”
“ทุกอย่างมันมีเวลาของมัน”
“แล้วอีกนานแค่ไหนคะ”
พระยิ้มเมตตา “อาตมาไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ ทำปัจจุบัน ให้ดี หมั่นสร้างกรรมดีไว้นะโยม”
ตันหยงยิ้มเศร้าแล้วก้มลงกราบพระ ปฐวีมองเมรินคุยกับพระด้วยความประหลาดใจ

ปลาในแม่น้ำกำลังกินอาหาร เมรินมองปลาอย่างเศร้าๆ ปฐวี นาวิน และสุดนภากำลังให้อาหารปลา
ปฐวีเห็นเมรินเศร้าเลยชวนคุย “โยนขนมปังแข่งกับน้าวีไหม ว่าใครไกลกว่ากัน”
“ได้ค่ะน้าวี”
ปฐวีปาไปจนไกล ทั้งสองหัวเราะ เมรินปาใกล้ ปฐวีขำ เมรินงอน
นาวินกับสุดนภาให้อาหารปลา สุดนภามองนาวินอย่างทึ่งๆ
“ไม่นึกเลยนะว่าคุณจะมีมุมนี้กับเค้าเหมือนกัน” สุดนภาบอก
“แสดงว่าคุณคิดว่าผมเป็นคนไม่มีสาระใช่มั๊ย” นาวินถาม
สุดนภานิ่งคิด “ถ้าชั้นบอกว่าใช่ คุณจะโกรธหรือเปล่า โดยเฉพาะคำพูดน่ะ กวนประสาทที่สุด งี่เง่าที่สุดที่ชั้นเคยเจอมา”
“แหม พูดอ้อมๆบ้างก็ได้นะครับ”
“อ้าว ก็ชั้นเห็นแบบนั้นจริงๆนี่นา”
นาวินยิ้ม “ถ้าคุณจะมองผมดีๆนะ ผมยังมีอีกหลายมุม สนใจจะศึกษาผมหรือยัง แล้วคุณจะประหลาดใจนะ”
นาวินมองตาสุดนภาอย่างจริงจัง สุดนภาหลบตา
“แหวะ ช่างกล้าพูดจริง..จริ๊ง”

ปฐวีกับเมรินเดินมาตามทางเดินในวัดที่แสนจะร่มรื่น ปฐวีเดินคุยกับเมริน
“น้าวี ดีใจนะคะที่น้องเมย์ชอบมาวัด คุยกับหลวงพ่อซะเป็นเรื่องเป็นราวเชียวนะ”
“เวลาคนเราไม่สบายใจ ก็นึกถึงวัดนั่นแหละค่ะ” เมรินบอก
“น้องเมย์ไม่สบายใจเรื่องคุณพ่อกับคุณแม่ใช่มั๊ย”
“หลายเรื่องค่ะ”
“เรื่องของผู้ใหญ่ให้ผู้ใหญ่จัดการดีกว่านะ เรายังเด็กอย่าเอามาคิดเลย”
เมรินถอนใจ “ค่ะน้าวี”
ปฐวีมองเมริน สุดนภากับนาวินเดินเข้ามา
“ตอนนี้เราทำบุญเสร็จ เดี๋ยวเราไปแวะเที่ยว หาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่านะ” นาวินหันไปทางสุดนภา “ป่านนี้ครูบี๋ คงหิวจนท้องร้องไปหลายเพลงแล้ว”
สุดนภาหยิกนาวิน
“โอ๊ย เจ็บนะคุณ ผมไม่ใช่นักเรียนนะมาหยิกผมทำไม”
ปฐวีกับเมรินมองสุดนภากับนาวินแล้วยิ้มๆ สุดนภาเขิน แต่นาวินทำไม่รู้ไม่ชี้

ปฐวี นาวิน สุดนภา และเมรินเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“ร้านนี้อร่อยมาก ใครมาทำบุญที่วัด ก็ต้องต่อด้วยอาหารร้านนี้ น้องเมย์ต้องทานเยอะๆนะคะ จะได้มีแรงเที่ยวต่อ” นาวินหันไปทางสุดนภา “แต่ครูบี๋อย่ากินเยอะนะครับ เดี๋ยวจะอวบระยะสุดท้าย”
สุดนภาแอบหยิกนาวินหมับ นาวินสะดุ้งเฮือก
“แมลงแถวนี้กัดเจ็บเนอะ” นาวินบอก
“จริงๆ แกน่าจะเปิดบริษัททัวร์นะเนี่ย รู้แหล่งกิน แหล่งเที่ยวเยอะมาก” ปฐวีแนะนำ
“ต้องปรับปรุงเรื่องปากก่อนนะคะ ไม่งั้นโอกาสปิดกิจการมีสูงมาก” สุดนภาว่า
ปฐวีและเมริน ขำ
“โห แรงอ่ะ” นาวินบอก
ทุกคนนั่งกินอาหารและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ปฐวีตักอาหารให้เมริน เมรินยิ้ม สุดนภากับนาวินนั่งคุยกัน นาวินเล่าเรื่องตลก สุดนภาหัวเราะ เมรินนั่งยิ้มฟังทุกคนคุยกัน แล้วปฐวีกับเมรินก็ถ่ายรูปร่วมกัน
ที่ร้านขายขนม ปฐวีถือตระกร้าเดินตาม ส่วนเมรินหยิบของใส่ตระกร้าเป็นของฝากทุกคน
สุดนภาเดินชิมขนม นาวินอ้าปากรอให้สุดนภาป้อน สุดนภาไม่ป้อนแต่จิ้มใส่ปากตัวเอง นาวินค้อนสุดนภา
สุดนภากับเมรินวางท่าเป็นคุณนายเดินออกมาจากร้าน ทั้งคู่ยิ้มให้กันแล้วเดินไปที่รถ นาวินกับปฐวีหอบข้าวของหอบใหญ่เดินตามออกมาจากร้าน ทั้งคู่ยิ้มให้กันแบบเหน็ดเหนื่อยก่อนจะก้มหน้าเดินไปที่รถ

รถของนาวินวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านประภัสสร ปฐวีกับเมรินก้าวลงจากรถ
“วิน ชั้นฝากแกไปส่งครูบี๋ด้วยนะ” ปฐวีบอก
“ได้เลยเพื่อนไม่มีปัญหา” นาวินรับคำ
“น้องเมย์เจอกันที่โรงเรียนนะคะ ไปก่อนนะคะ หมอวี” สุดนภาลา
“บ๊ายบายค่ะ น้าวิน ครูบี๋”
รถของนาวินแล่นออกไป ปฐวีกับเมรินมองตาม
“ไปน้องเมย์ เราเอาของไปฝากคุณย่าก่อนนะ”
“ตกลงค่ะน้าวี”
แล้วสองน้าหลานก็ควงคู่กับไปที่บ้านปรงทอง

รถของนาวินวิ่งเข้ามาจอดหน้าคอนโดสุดนภา นาวินเปิดประตูรถให้สุดนภา
“ขอบคุณมากนะ วันนี้ชั้นสนุกมาเลย” สุดนภาบอก
“ผมดีใจที่คุณมีความสุข ถ้าคุณชอบวันหลังผมพาไปเที่ยวอีกเอามั๊ย” นาวิน
สุดนภาจ้องนาวินแล้วยิ้ม “ชักเยอะไปแล้ว”
นาวินจ๋อย “ขอโทษครับ” นาวินนึกได้ “ให้ผมขึ้นไปส่งข้างบนมั๊ย”
“ไม่ต้อง แค่นี้ชั้นขึ้นไปได้”
“ก็ผมเป็นห่วง ไม่รู้จะมีใครซุ่มคอยทำร้ายคุณหรือเปล่า เอ่อ แล้วนี่คุณอยู่กับใครเนี่ย”
“ชั้นก็อยู่คนเดียวน่ะสิ” สุดนภานึกได้ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยละ”
นาวินส่ายหน้า “ผมก็แค่อยากรู้อยากเห็นแค่นั้นแหล่ะ”
“มันก้ำกึ่งมากเลยนะคะ ระหว่างอยากรู้อยากเห็น กับสอดรู้สอดเห็นน่ะ” สุดนภายิ้ม “ชั้นไปก่อนละ”
สุดนภาเดินไป นาวินมองตามแล้วแอบยิ้ม

เมธีกับประภัสสรยืนประจันหน้ากัน เมธีถอนหายใจอย่างเหนื่อยหนัก ประภัสสรร้องไห้
“งานผมยุ่งจริงๆ ที่ผมพยายามอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อคุณเพื่อลูก”
“เพื่อภัส เพื่อลูกหรือคะ ไม่จริงหรอกคุณไม่เคยมีเวลาให้เราสองแม่ลูกเลย”
“คุณจะให้ผมทำยังไง”
“ภัสต้องการความเอาใจใส่จากคุณ ต้องการเวลาจากคุณ ถ้ารู้ว่าคุณต้องทำงานหนักขนาดนี้ ภัสจะไม่ขอร้องคุณย่าให้ช่วยคุณเรื่องเงินเลย”
“คุณภัส คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“หรือไม่จริงละคะ ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณจะเปิดบริษัทใหญ่โตได้เหรอคะ ถ้าคุณรักงานของคุณมาก แล้วคุณมาแต่งงานกับภัสทำไม คุณแต่งกับภัสเพราะอะไรคะ เพราะรักภัส หรือเพราะอะไรกันแน่”
“คุณกำลังดูถูกผมนะภัส”
“ก็หรือไม่จริงล่ะคะ”
“คุณคิดว่า ผมแต่งกับคุณ เพื่อมาพึ่งใบบุญของคุณใช่มั๊ย”
ประภัสสรอึ้ง เมธีผิดหวังในตัวประภัสสรมาก เขาหันเดินออกไป
ปฐวี เมรินและสายแก้วยืนตะลึงมองอยู่
ปฐวีมองหน้าเมรินด้วยความเป็นห่วง
“สายแก้วพาน้องเมย์ไปอาบน้ำก่อนไป” ปฐวีหันมาทางเมริน “เดี๋ยวน้าจะไปคุยกับคุณแม่เอง”
“ไปด้วยกันนะคะคุณเมย์ ไปค่ะ”
เมรินเดินตามไปเงียบๆ ปฐวีมองตามไปด้วยความเป็นห่วง

ประภัสสรนั่งร้องไห้อยู่ในห้อง โดยมีปฐวียืนปลอบใจอยู่
“พี่ไม่เข้าใจเลยวี เค้าบอกว่ายุ่ง บอกว่าทำงานเพื่อพี่ เพื่อครอบครัว แต่เราจะมีเงินไปทำไมกัน ถ้าเราไม่มีครอบครัว”
“ใจเย็นก่อนนะครับพี่ภัส”
“พี่เย็นไม่ไหวแล้ววี ทุกครั้งที่พี่โทรศัพท์ไป เค้าจะติดงานทุกครั้ง รู้มั๊ยบางครั้งมีเสียงผู้หญิง มีเสียงคนเฮฮากัน มันหมายความว่ายังๆไงล่ะวี วีก็เป็นผู้ชาย วีตอบพี่หน่อยได้มั๊ย”
ประภัสสรร้องไห้ฟูมฟาย ปฐวีมองอย่างหนักใจ
ประตูห้องแง้มอยู่ เมรินยืนมองผ่านช่องประตูนั้น


เมรินแอบมองอยู่หน้าห้องก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เตียงเศร้าๆ
ตันหยงคิดในใจ “น่าสงสารคุณภัสจริงๆ เราจะช่วยอะไรเค้าได้บ้างมั๊ยนะ”
ตันหยงครุ่นคิด

เมรินนั่งคิดอยู่บนเตียง ปฐวีเปิดประตูเข้ามาในห้อง
“น้องเมย์ยังไม่นอนอีกหรือ”
“ยังค่ะ เมย์นอนไม่หลับ”
ปฐวีเดินลงมานั่งคู่กับเมรินที่เตียง
“น้องเมย์ต้องไม่คิดมากนะ บางครั้งเรื่องของผู้ใหญ่เด็กก็ยากที่จะเข้าใจ”
“เมย์เข้าใจทุกอย่างค่ะ เข้าใจทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ เพียงแต่สองคนทำไมไม่เข้าใจกัน ทั้งๆที่รักกัน”
ปฐวีนั่งลงคุกเข่าในระดับที่หน้าเสมอกับเมริน
“น้าวีดีใจนะ ที่น้องเมย์เข้าใจปัญหา แต่ต้องไม่คิดมากนะ น้าวีเป็นห่วงรู้มั๊ย”
ปฐวีเอื้อมมือไปปัดผมให้เมรินอย่างอ่อนโยน
“เมย์ไม่คิดมากหรอกค่ะ น้าวีต่างหากอย่าคิดมากนะคะน้าวีทำดีที่สุดแล้ว”
ปฐวียิ้มเศร้า “หลานคนเก่งของน้าวี”
“น้าวีคนดีที่หนึ่งของน้องเมย์”
ปฐวีกอดเมรินเอาไว้ด้วยความภูมิใจ พอผละออกปฐวีก็ค่อยๆ หอมแก้มหลานสาว เมริน
หลับตาลงอย่างอบอุ่นใจ
“นอนได้แล้วนะคะ”
เมรินยิ้มให้
ปฐวีลุกขึ้นแล้วเดินออกไป เมรินมองตามปฐวีด้วยความชื่นชม
กำลังโหลดความคิดเห็น...