xs
xsm
sm
md
lg

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 8

ที่ทางเข้าห้องลับในโรงงานเลื่อนเปิดออก บรรยากาศภายในอึมทึม สุพจน์นำกำลังตำรวจบุกเข้ามาอย่างระมัดระวัง แต่แล้วทุกคนต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเพราะศพทั้งหลายถูกแขวนห้อยไว้กับเพดาน ทันใดศพของสุขุมก็ร่วงลงมากองที่พื้น ทุกคนตกใจ สุพจน์ชะงัก เห็นกระดาษใบหนึ่งปิดอยู่ที่หน้าศพ สุพจน์ดึงกระดาษมาดู ตกใจ เครียด

สุพจน์เอากระดาษไปให้กระเต็นดู กระดาษมีข้อความเขียนไว้ด้วยเลือด
“ข้าจะล่าทุกคนที่เอาสมบัติของขุนโชตินายข้าไป ไอ้พวกตำรวจ ระวังหัวพวกเอ็งให้ดี...เสือกล้า” กระเต็นจ้องสุพจน์อย่างคาดคั้น “นี่มันอะไรกันคะคุณพจน์ เกิดอะไรขึ้น”
“ขุนโชติกับกล้าบุกเข้าไปปล้นโบราณวัตถุจากนักค้าของเก่าแล้วฆ่าทิ้งอย่างเหี้ยมโหด จดหมายฉบับนี้ถูกทิ้งไว้ที่ศพ”
“ไม่ใช่กล้าแน่ๆ”
หาญโผล่เข้ามาพอดี
“กระเต็นพูดถูก ไม่ใช่ฝีมือกล้า คนที่ทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ไม่ใช่กล้าตัวจริง”
“คงไม่มีตำรวจคนไหนเชื่อหรอกครับ จดหมายฉบับนี้เท่ากับกล้าและขุนโชติ ประกาศตัวท้าทายว่าจะเป็นศัตรู
กับตำรวจทุกคน”
“ขอจดหมายให้ข้า”
หาญรับจดหมายมาจากสุพจน์ หลับตา ร่ายคาถา เพ่งตาทิพย์
ภาพเคลื่อนเข้าที่หน้าหาญ ผ่านหลังหาญ โถงบ้านกระเต็นกลายเป็นโรงงานของสุขุมไปแทน หาญยืนมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า เห็นกล้าฆ่าสุขุม หาญเพ่งจึงเห็นกล้ากลายเป็นเสือไท หาญลืมตาขึ้น
“พวกมันใช้นารายณ์แปลงรูปแปลงร่างเป็นกล้า”
“พี่สิงห์ ยังไงผมก็ไม่สามารถรายงานเบื้องบนแบบนี้ได้”
“ถ้าคุณเห็นกับตาล่ะ คุณจะเชื่อมั้ย”
“กระเต็น”
“หนูขอร้องเถอะคะ”
“แต่วิชาพวกนี้ จะไม่แสดงกันพร่ำเพรื่อ ยกเว้นเวลาคับขันเอ็งก็รู้”
“เพื่อช่วยชีวิตกล้า หนูกราบละค่ะ”
หาญคิดหนัก

อีกด้านหนึ่งที่บ้านราชาวดี ราชาวดีกำลังนั่งคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่ในโถง เปิดสมุดบัญชีเงินฝาก สีหน้าเครียด คะนึงนิจเข้ามาดูเป็นห่วงเพื่อน
“เป็นไงบ้างวดี ลองคำนวณรายจ่ายแล้ว ไหวมั้ย”
“ยังไงเงินเก็บที่มีก็คงไม่พอ ไหนจะค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเทอม แล้วต้องส่งค่างวดบ้านอีก เราคงต้องหาที่รำโชว์เพิ่มแล้วล่ะ”
“เอางี้ เราจะทำพวกเครื่องประดับมาขายเพิ่ม จะได้ช่วยวดีอีกแรง”
“ไม่เป็นไรหรอกนิจ นิจลำบากเพื่อเรามาเยอะแล้ว แค่มาอยู่เป็นเพื่อนเรา เราก็เกรงใจจะแย่”
“เราเป็นเพื่อนกันนะ”
“นิจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา แต่เราต้องยืนด้วยขาของตัวเองให้ได้”
“แต่ถ้าต้องทำงานด้วยเรียนไปด้วย มันหนักนะ วดีไม่เคยทำมาก่อนจะแบ่งเวลายังไง จะไหวเหรอ แล้วถ้าเรื่องเรียนเสียล่ะ”
ราชาวดีคิดหนักมีเสียงรถเข้ามาจอด สองสาวแปลกใจ สักพักเป็นภูมินทร์ที่เข้ามาในโถง ตามด้วยลูกน้องที่ช่วยกันขนทีวีสี เครื่องเสียง เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ภูมินทร์ชี้ให้วางตรงนั้นตรงนี้
“นี่มันอะไรกันพี่ภู เอาของพวกนี้มาทำไม”
“เครื่องไฟฟ้าพวกนี้พี่เอามาให้วดีใช้ วดีกับนิจจะได้สบาย พี่รู้ว่าหลังจากครูเริงเสีย วดีคงต้องลำบาก แต่ไม่ต้องห่วง อะไรทั้งนั้น ตั้งใจเรียน พี่สัญญาว่าจะเป็นคนดูแลวดีเอง”
คะนึงนิจไม่พอใจ ในขณะที่ราชาวดียิ้มรับ
“วดีขอบคุณมากนะคะ ที่คุณมีน้ำใจกับวดีเหลือเกิน แต่ของพวกนี้วดีคงรับไว้ไม่ได้และวดีก็โตพอที่จะดูแล ตัวเองได้แล้ว”
ภูมินทร์อึกอัก เสียหน้าที่ถูกปฏิเสธ

ลูกน้องภูมินทร์ช่วยกันขนเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับขึ้นรถ ภูมินทร์เดินออกมาจากในบ้าน หัวเสีย คะนึงนิจตามออกมาสมทบ
“ผู้หญิงอย่างวดีมีศักดิ์ศรี เงินของพี่ภูซื้อใจวดีไม่ได้หรอก”
“พี่ไม่ได้คิดจะเอาเงินซื้อใจวดี แต่พี่อยากให้วดีกับนิจไม่ต้องลำบาก อยู่อย่างสุขสบาย”
“แต่วิธีการของพี่มันผิด พี่ภูยังไม่รู้จักวดี ดีพอ”
“พี่จะรู้จักวดีได้ยังไงล่ะ ถ้าวดีไม่เปิดใจยอมรับพี่บ้าง” ภูมินทร์จ้องคะนึงนิจ จริงจัง “แม้แต่น้องสาวของพี่เอง ก็ยังไม่เปิดใจมองพี่เลย พี่ผิดเองที่ไม่สามารถลบอดีตที่เลวร้ายของตัวเองออกไปได้ แล้วต้องทำยังไง ทุกคนจึงจะมองพี่ด้วยสายตาที่เป็นธรรมบ้าง”

ภูมินทร์สบตาคะนึงนิจมองไปทางบ้านน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ ก่อนจะตัดสินใจกลับไป คะนึงนิจจะเรียกไว้แต่ลังเล มองตาม ชักใจอ่อน สงสารพี่ชาย
ที่ชั้นบนของบ้านราชาวดีแง้มผ้าม่านแอบดูอยู่นึกเห็นใจในความพยายามของภูมินทร์

วันต่อมาที่กองบังคับการปราบปราม ผู้บังคับการฯ หัวหน้าของสุพจน์กำลังหัวเราะ ขบขันกับสิ่งที่สุพจน์บอก

“ตกลงนี่คุณจะมาเล่าเรื่องตลกให้ผมฟังใช่มั้ย” ทันใดก็หยุดขำ จ้องสุพจน์เขม็งแล้วตวาด “หยุดทำเรื่องเหลวไหลได้แล้วผู้การ ผมยังไม่ได้ลงโทษคุณเรื่องที่ถูกขโมยปืนไปเลย นี่คุณยังมีหน้ามาบอกผมว่ามีคนร้าย “แปลงร่าง” เป็นนายกล้า เที่ยวไปปล้น ไปข่มขืนใครต่อใครเพื่อใส่ความ อย่างนั้นเหรอ”
“ครับท่าน”
“คุณเสียสติไปแล้วเหรอสุพจน์”
“ผมไม่ได้บ้านะครับ แต่มีคนบอกผมว่ามันคือคาถานารายณ์แปลงรูป”
“คาถาพวกนั้นน่ะมันเป็นแค่ตำนานไว้เล่ากันสนุกๆ เท่านั้นแหละ ผมไม่เข้าใจว่าคุณเชื่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ผมรู้ว่าคุณสนิทกับครอบครัวผู้ต้องหา แต่หลักฐานต่างๆ มันชี้ชัดว่านายกล้าคือคนร้าย คุณทำใจยอมรับความจริงซะเถอะผู้การ” สุพจน์ยังไม่ยอม
“ผมอยากให้ท่านได้พบใครคนนึง เค้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ได้เพ้อเจ้อ” สุพจน์เดินไปเปิดประตู หาญกับกระเต็นก้าวเข้ามาในห้อง ผู้บังคับการฯ จ้องมองด้วยความสงสัย “นี่คือพี่สิงห์เป็นญาติของผู้การเพชร ผมอยากจะขออนุญาตให้พี่สิงห์มาพิสูจน์สิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้”

หาญจุดธูปสิบหกดอกปักในกระถาง ผู้บังคับการมองอย่างดูถูกปนความสงสัย หาญร่ายคาถานารายณ์แปลงรูป กระเต็นลุ้น สุพจน์จ้องจับผิด ทันใดร่างของหาญก็กลายเป็นสุพจน์ ผู้บังคับการกับสุพจน์ถึงกับอึ้ง
หาญที่กลายเป็นสุพจน์ไปแล้ว ก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับสุพจน์ตัวจริง
“ได้เห็นกับตาตัวเอง ทีนี้ท่านเชื่อรึยังว่าอาคมพวกนี้มีอยู่จริง” กระเต็นถาม
“ไม่น่าเชื่อ”
หาญกลายร่างกลับเป็นคนเดิม
“ศาสตร์พวกนี้ ครูบาอาจารย์ท่านถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่โบราณแล้วครับ ถึงท่านจะปฏิเสธแต่มันมีอยู่จริง”
“เรื่องที่กล้าถูกใส่ร้าย ท่านเชื่อที่ผมพูดแล้วใช่มั้ยครับ”
ผู้บังคับการไม่ได้ตอบอะไร เครียด

กระเต็นกลับบ้านมาพร้อมกับหาญ
“พ่อหาญว่า ท่านผู้บังคับการจะช่วยเราได้มั้ย”
“ท่านขอเวลาสองวันเพื่อจะประชุมกับผู้ใหญ่ เราคงได้แต่รอ”
“แต่ว่าสองวันมันนานไป กล้าจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้พวกมันต้องจับตัวกล้าไปทรมานแน่ เราต้องรีบไปช่วย”
“ไม่ต้องกลัว ชะตาของกล้ายังไม่ถึงฆาต ตอนนี้เราไม่ควรจะทำให้พวกมันไหวตัว”
“แล้วเราจะต้องรอๆๆ ถึงเมื่อไหร่ล่ะคะ”
“เอ็งใจร้อนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ถึงตำรวจจะเชื่อเราว่ากล้าถูกใส่ร้าย แต่การจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกนั้นใช้
คาถานารายณ์แปลงรูปปลอมเป็นกล้าก็เป็นเรื่องยาก”
ทั้งสองคนต่างหนักใจนใดกลิ่นไหม้และควันดำก็ลอยมาจากทางครัวหาญนึกถึงศรีแพร
“ศรีแพร”
หาญตกใจรีบวิ่งเข้าไป กระเต็นตาม

ในครัว เตาถ่านมีไฟลุก ควันดำลอยขโมง ศรีแพรกำลังไอสำลักควันหน้าดำขะมุกขมอม หาญกับกระเต็นเข้ามาต่างตกใจ เพราะเห็นควันเต็มห้อง หาญร่ายคาถาเป่าลงฝ่ามือ กวาดฝ่ามือไปบนเตาไฟ ไฟค่อยๆ ดับลงเอง
“เธอจะทำอะไรน่ะศรีแพร”
“ข้ากำลังก่อเตา หุงข้าว ทำกับ ให้พวกเจ้ากินไง ข้ามาอาศัยที่นี่ก็ควรตอบแทนน้ำใจพวกเจ้าบ้าง”
กระเต็นยังอารมณ์ค้างเรื่องกล้า
“เธอจะก่อเตาไฟทำไม สมัยนี้เค้าใช้แก๊สกันแล้ว หม้อหุงข้าวไฟฟ้าก็มี นี่ถ้าไฟมันเกิดไหม้บ้านขึ้นมาจะทำ
ไงล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ” ศรีแพรรู้สึกผิด
“ข้าขอโทษ ข้า...”
ศรีแพรเดินออกไปด้วยความน้อยใจ หาญเป็นห่วง
“ศรีแพรเป็นชาวป่า ไม่เคยมาใช้ชีวิตในเมือง เอ็งต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ฝึกไป”
“หนูขอโทษค่ะ หนูใจร้อนไปหน่อย”

ศรีแพรยืนเหม่อคิดถึงบ้านคิดถึงพ่อ น้ำตาไหล หาญตามเข้ามามองด้วยความสงสารเห็นศรีแพรยกมือปาดน้ำตา ทำให้เขม่าควันที่เปรอะอยู่แล้วกลับเลอะกว่าเดิม หาญหยิบผ้าเช็ดเอามาส่งให้
“เอ็งอย่าน้อยใจไปเลย กระเต็นก็ปากร้ายไปอย่างนั้นแหละ”
“ข้ามันโง่ ทำอะไรก็ผิดไปหมด”
“ไม่หรอก ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง ทุกอย่างต้องใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้” ศรีแพรอึ้งไป
“เจ้าพูดเหมือนพ่อข้า ข้าคิดถึงพ่อ”
“ข้าเชื่อว่าพ่อของเอ็งยังปลอดภัย ข้ากำลังสืบหาว่าพ่อของเอ็งถูกจับไปไว้ที่ไหน ข้าสัญญาว่าข้าจะช่วยพ่อเอ็งให้ได้”
“แต่ข้าอยากกลับไปอยู่ป่า เมืองกรุงไม่ใช่บ้านข้าที่นี่ไม่มีใครต้องการข้าหรอก”
“ข้ารู้ว่าความรู้สึกของคนที่อยู่ผิดที่ผิดทางเป็นยังไง แต่ข้าอยากบอกเอ็งว่า เอ็งยังมีข้า” ศรีแพรอึ้ง “ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเอ็ง ศรีแพร”
“เพราะอะไรเจ้าถึงทำดีกับข้า” หาญสำนึกผิดในอดีต ถอนใจ
“ข้าเคยทำผิดกับแม่เอ็งไว้”
“เจ้าจะบอกว่าที่เจ้าทำดีกับข้าก็เพื่อไถ่โทษ เจ้าทำผิดอะไรต่อแม่ข้า”
ศรีแพรถามอย่างสงสัย หาญคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ทำให้ศรีวรรณเสียใจหนีไป หาญไม่อยากเล่ารีบเปลี่ยนเรื่อง
“เนื้อตัวเอ็งมอมแมมไปหมดแล้ว เอ็งไปอาบน้ำเถอะ” หาญบอกแล้วเดินออกไปเลย
“เดี๋ยวสิ เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย”

ศรีแพรมองตามหาญ ยิ่งสงสัย

วันต่อมาที่โรงเรียนสหวิช งามตานั่งอวดแหวนทองกับกลุ่มเพื่อน

“อืมม์ ชั้นว่าวงนี้ก็ยังเล็กไป พวกแกว่าไหม”
งามตาบอกอย่างอารมณ์ดี นงคราญกับจิตรามองอย่างอิจฉา
“แหมๆ ตั้งแต่อินเลิฟกับพ่อเลี้ยงเนี่ยดูแกอู้ฟู่จริงนะ”
“นั่นสิ”
“ยังมีอีกเยอะนะยะ ไม่อยากจะอวด พ่อเลี้ยงน่ะเค้ารักแล้วก็หลงฉันม้าก...มาก”
นงคราญกับจิตราแอบเบะปาก อิจฉาเพื่อน เพียงพิศถือกระเป๋าเรียนเข้ามา
“แน่ใจนะว่าพ่อเลี้ยงเค้าหลงแกจริง”
“อ้าว ที่แกพูดนี่หมายความว่าไงยะ” เพียงพิศกระซิบกับงามตา งามตาได้ยินก็โมโห“เมื่อไหร่มันจะเลิกจองเวรจองกรรมกับฉันซะที หึ...นังราชาวดี”
งามตาแค้นราชาวดี

ขณะนั้นภูมินทร์ยืนส่งราชาวดีอยู่ข้างรถ
“แล้วเย็นนี้พี่จะมารับนะวดี”
ราชาวดีมองเพื่อนๆ ที่เดินเข้าโรงเรียนจะเห็นว่าทุกคนต่างมองมาที่ราชาวดีกับภูมินทร์แล้วกระซิบกระซาบกัน
“ขอบคุณนะคะ แต่ว่าต่อไปให้วดีนั่งรถเมล์มาเรียนเหมือนเดิมจะดีกว่า”
“จะลำบากทำไมล่ะวดี เรื่องแค่นี้พี่ทำให้วดีได้ อีกอย่างก็เพื่อความปลอดภัยของวดีเอง เกิดไอ้...เอ่อ นายกล้าโผล่มาอีกจะทำยังไง”
ราชาวดีได้ยินชื่อกล้าก็เงียบ สะเทือนใจเมื่อคิดถึงเรื่องดวงใจ
“ถ้ายังอยากคบกันอยู่ก็ช่วยทำตามที่วดีขอเถอะนะคะ”
“วดี”
ราชาวดีไม่พูดอะไร หลบตาแล้วรีบเดินเข้าโรงเรียนไป ภูมินทร์โมโห เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ

พอเข้ามานั่งในรถภูมินทร์ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโมโห
“โธ่โว้ย”
“นายครับ” คมเรียก
“อะไรอีกวะ”
ภูมินทร์มองออกไปเห็นงามตาเดินเข้ามาที่รถฝั่งตนเองแล้วเอามือมาแตะหน้าต่างรถไว้ พร้อมกับส่งสายตาเชื้อเชิญสุดฤทธิ์

ภูมินทร์กำลังโมโหราชาวดีจึงพางามตามาหาความสุขที่โรงแรม งามตาขยับตัวเข้าหอมแก้มภูมินทร์แต่ภูมินทร์กับมีสีหน้าเฉยเมยไม่ได้ปลื้มอะไร งามตาโอบภูมินทร์เอาไว้
“รู้ไหมคะ ทุกครั้งที่งามตาได้อยู่กับพ่อเลี้ยง งามตามีความสุขที่สุด”
ภูมินทร์ลุกขึ้นนั่ง หยิบเสื้อผ้ามาใส่
“เธออยากได้อะไร บอกมาตรงๆ ดีกว่า”
งามตาขยับตามออดอ้อน ออเซาะ
“งามตาไม่ได้ต้องการอะไรจากพ่อเลี้ยงหรอกค่ะ งามแค่อยากอยู่ใกล้ๆ พ่อเลี้ยง ให้งามเข้าไปอยู่กับพ่อเลี้ยงที่บ้านนะคะ งามจะปรนนิบัติพ่อเลี้ยง ไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลย” ภูมินทร์หยิบเงินให้ “พ่อเลี้ยงคะ”
“ผู้หญิงที่จะเข้าไปอยู่บ้านฉันได้ คือคนที่ฉันเลือกแล้วว่าจะเป็นแม่ของลูก”
“นังราชาวดีน่ะเหรอคะ แน่ใจเหรอคะพ่อเลี้ยงว่ามันบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนั้น” ภูมินทร์โมโห งามตาเห็นแววตาเหี้ยมโหดของภูมินทร์ก็กลัว “งามตาก็แค่เป็นห่วงพ่อเลี้ยง ไม่อยากให้ต้องไปรับเดนโจรอย่างนายกล้า”
ภูมินทร์กระชากงามตาเข้ามา
“ถ้าขืนพูดดูถูกวดีอีกคำเดียว อย่าหาว่าฉันใจร้าย”
ภูมินทร์ผลักงามตากระเด็นไป ก้นจ้ำเบ้า เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“นายครับ นาย”
ภูมินทร์เดินไปเปิดประตู
“มีอะไร”
“อาจารย์ยอดมาแล้วครับนาย”
“ดี พางามตาไปส่งด้วย”
ภูมินทร์พูดจบก็เดินโมโหออกไป งามตากำปึกเงิน แค้นใจมาก คมเข้ามาประคอง งามตาสะบัด

ภูมินทร์มาหาอาจารย์ยอดที่สำนัก อาจารย์ยอดเดินเข้ามานั่ง
“ป่านนี้ยังชนะใจสาวไม่ได้ใช่มั้ย ถึงมาหาข้า”
“ผมรู้สึกว่า วดียังไม่ไว้ใจผม”
“ผู้หญิงยิ่งเล่นตัวก็ยิ่งมีค่า”
“ผมยอมรับว่าไม่เคยรักใครเท่านี้ อาจารย์มีวิธีช่วยผมให้สมหวังเร็วๆ ได้มั้ยครับ ผมไม่อยากรอแล้ว”

“มีน่ะมันมี แต่คราวนี้ พ่อเลี้ยงคงต้องยอมเจ็บตัว กล้ามั้ยล่ะ”

คืนเดียวกันนั้นที่ร้านอาหาร ราชาวดีแต่งเป็นนางสีดากำลังรำละครในตอนทศกันฐ์ลักพาตัวสีดาอยู่ ท่วงท่าร่ายรำของราชาวดีอ่อนช้อยสอดผสานกับจังหวะดนตรีอย่างงดงาม ภูมินทร์และแขกต่างพากันมองอย่างชื่นชม อีกด้านหนึ่งที่มุมห้องจะเห็นแขกคนหนึ่งใส่หมวกยืนอยู่ในเงามืด

เมื่อการแสดงจบลง ภูมินทร์และแขกต่างลุกขึ้น ปรบมือชื่นชม แขกสองสามคนเดินมาที่เวที ยื่นทิปให้ ราชาวดีและเพื่อนดีใจ ต่างไหว้ขอบคุณแขก บ๋อยเข้ามากระซิบที่ราชาวดี ชี้ไปที่มุมห้อง ราชาวดีมองตามที่บ๋อยชี้บอกจึงเห็นแขกคนหนึ่งยกเงินให้มารับทิปอยู่ที่มุมห้อง
ราชาวดีเดินมาที่มุมห้องแล้วยกมือไหว้ขอบคุณ ชายที่อยู่มุมห้องจับมือราชาวดีไว้ ราชาวดีตกใจ มองไป เห็นเป็นกล้าก็ชะงัก อึ้ง
“พี่กล้า” ราชาวดีรีบสะบัดมือออก แต่กล้ากลับดึงแล้วรวบตัวเข้ามากอดไว้ “ว้าย” กล้ายิ้มเหี้ยม ราชาวดีดิ้น กล้ายิ่งกอด “ปล่อยนะ ปล่อย วดีบอกให้ปล่อย”
ภูมินทร์ เข้ามาทันที
“ไอ้กล้า แกปล่อยวดีเดี๋ยวนี้นะ”
กล้าชักปืนออกมายิงใส่ภูมินทร์ทันที เปรี้ยง!
ภูมินทร์กลิ้งหลบ ผู้คนต่างกรีดร้อง แตกตื่น วิ่งหนีตายกันอลหม่าน บ๋อยอยู่ที่เคาน์เตอร์รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ
“โรงพักใช่ไหมครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
ราชาวดีดิ้น กล้าเอายาสลบโปะ ราชาวดีสลบไป กล้าหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ
“ฮ่าๆๆ”
กล้ายิงรัวใส่ภูมินทร์ ก่อนจะแบกราชาวดี วิ่งหนีออกไป ภูมินทร์เครียดรีบวิ่งตามออกไป
ภูมินทร์วิ่งออกมาหน้าห้องอาหารมองหากล้าแต่ก็ไม่พบ ภูมินทร์ทำเป็นเครียด จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นนิ่ง แววตาโหด

ราชาวดีรู้สึกตัวอีกครั้งที่บ้านร้างหลังหนึ่ง เธอตกใจ รีบลุกขึ้น เดินไปที่ประตู พยายามเปิดแต่ก็เหมือนถูกล็อกจากด้านนอก
“วดี” ราชาวดีหันกลับ เห็นกล้าเดินยิ้มเข้ามา “ในที่สุด เอ็งกับข้าก็ได้อยู่ด้วยกันจนได้”
ราชาวดีถอยหนี
“พี่กล้า พี่กล้าทำแบบนี้ทำไม”
กล้าขยับเข้าใกล้อีก ยิ้มเหี้ยม
“เพราะข้ารักเอ็งน่ะซิ”
ราชาวดีถอยหนี กลัว ร้องไห้
“ไม่ ถอยไป อย่าเข้ามานะ พี่กล้าที่วดีรู้จักไม่ได้เป็นคนแบบนี้”
กล้าเดินเข้าหาราชาวดี จับไหล่ไว้แน่น
“เหรอ ข้าจะสอนให้เอ็งรู้จักตัวจริงของข้าเอง”
กล้าใช้สายตามองโลมเลียราชาวดี ก่อนจะดันราชาวดีชนผนัง โถมตัวเข้าซุกไซร้ ราชาวดีกรีดร้องลั่น
“ไม่ อย่านะ ไม่”
ราชาวดีสลบไป กล้าประคองตัวราชาวดีให้ลงไปนอนกับพื้น กล้าหื่นจะเข้าไปลวนลามต่อ แต่อาจารย์ยอดเข้ามาจับบ่าไว้ กล้าตัวปลอมถึงกับเซ็ง

อาจารย์ยอดวางไม้ครูลงที่ไหล่ของกล้า ปากบริกรรมคาถาร่างของกล้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสือไท
“ท่านทำได้ดีมาก หึ ทีนี้ก็เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น”
ภูมินทร์บอก เสือไทกับคมชอบใจ ส่วนเสือดำยืนนิ่งเงียบรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ภูมินทร์ยิ้มเหี้ยม

คะนึงนิจรีบร้อนเข้ามาในบ้านภูมินทร์ พลางมองหาภูมินทร์
“พี่ภูคะ พี่ภู ไปไหนกันหมด” คะนึงนิจเดินตามหา “พี่ภูคะ” ขุนโชติเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดินเห็นคะนึงนิจ ชะงัก ถอยไปหลบ คะนึงเห็นเป็นเงาวูบลงไป “ใครน่ะ”
คะนึงรีบตามไป คะนึงนิจเดินลงบันไดห้องใต้ดินอย่างระมัดระวังตัว ทางลงมืดสลัว คะนึงนิจยืนอึ้งมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

ขณะนั้นประตูบ้านร้างถูกเปิดออก กล้าตัวจริงซึ่งมีร่องรอยบอบช้ำจากการถูกซ้อมถูกผลักเข้ามา กล้าเซล้มไป
แต่แล้วเมื่อมองไปเบื้องหน้าเห็นราชาวดีนอนสลบอยู่กลางห้อง กล้าเห็นแล้วตกใจ อึ้ง
“วดี” กล้าพุ่งเข้าไปประคองตัวราชาวดีไว้ด้วยความเป็นห่วง “ วดี วดี” ราชาวดีค่อยๆ ฟื้น กล้ารีบถาม “เป็นยังไงบ้าง วดี”
ราชาวดีเห็นกล้าก็ตกใจ ตบหน้ากล้าทันที
“เลว”
“วดี”
“อย่าเข้ามานะถ้าคิดจะข่มเหงกันละก็ เอาศพวดีไปได้เลย” ราชาวดีถอยหนีไป
“วดี พี่ไม่มีทางทำร้ายวดีเด็ดขาด ต้องเป็นฝีมือไอ้ภูมินทร์แน่มันให้คนปลอมเป็นพี่แล้วจับวดีมา เหมือนครั้งก่อนๆ” กล้าบอกพร้อมกับเข้าไปจับตัวราชาวดี

“วดีไม่เชื่อ ปล่อยนะ ปล่อย” ราชาวดีดิ้นแล้วผลักกล้าออกทันที กล้าถูกผลักก็งง ราชาวดีคว้าเศษไม้แหลมที่หักอยู่ ลุกขึ้น “ถอยไป”

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 8 (ต่อ)

กล้างงไปหมด พยายามอธิบาย
“ฟังนะ พี่ถูกไอ้ภูมินทร์จับตัวไว้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือพี่ พี่ไม่ได้ฆ่าครูเริง ไม่ได้ข่มเหงดวงใจ ไม่ได้ปล้น ไอ้พ่อเลี้ยงมันร่วมมือกับอาจารย์ของมัน ใส่ร้ายพี่”
“แล้วไหนล่ะ คนที่จับพี่ไว้ อย่าโกหกวดีอีกเลย พอกันที” ราชาวดีร้องไห้ออกมา “สิ่งที่พี่กล้าทำ มันเลวร้ายมาก มากเกินกว่าที่วดีจะให้อภัยพี่ได้”
กล้าเสียใจมากที่ราชาวดีเข้าใจตนผิด
“ได้ งั้นเราไปจากที่นี่ พี่จะพาวดีไปหาตำรวจ”
ทันใดนั้นเองเสือไทกับเสือดำก็เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเร็ว ขนาบข้างราชาวดี แล้วล็อคไว้ ราชาวดีตกใจ ดิ้น
“ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
“ปล่อยวดีเดี๋ยวนี้นะ”
“จะปล่อยนังนี่ด้วยเหตุใดก็เอ็งให้พวกข้ามาช่วยมิใช่รึ เอ็งจะได้สมรักกับมันอย่างไรเล่า ไอ้กล้า”
เสือไทบอก ราชาวดีมองกล้าด้วยความผิดหวัง กล้าอึ้งที่โดนใส่ร้าย
“ไอ้โกหก”
ทันใดภูมินทร์ถีบประตูนำคมเข้ามา ทั้งสองจี้ปืนไปที่กล้า ภูมินทร์เล่นละครทันที
“วดีไม่ต้องกลัว พี่มาช่วยวดีแล้ว ปล่อยตัววดีเดี๋ยวนี้นะ”
กล้าอึ้ง รู้ทันทีว่าโดนใส่ร้าย
“ไอ้ภูมินทร์...แก”
เสือไทกับเสือดำพยักหน้าให้กัน ผลักราชาวดีออก แล้วเปิดฉากเอาปืนที่พกมา ยิงไปที่ภูมินทร์กับคมทันที
ภูมินทร์กับคมหลบอย่างรู้คิว ภูมินทร์ไม่ยิงพวกเสือไทกับเสือดำ แต่เล็งไปที่กล้า กล้าโดดหลบกระสุนได้ทัน คมเห็นก็รีบเล็ง จะยิงกล้าซ้ำ ทันใดเสือดำเคลื่อนตัวอย่างเร็วขวางหน้าไว้ เตะปืน แล้วอัดคมทันที คมแกล้งสลบไป ภูมินทร์ยิงกล้าอีก เสือไทเข้าไปผลักกล้าออกแล้วเล็งไปที่ภูมินทร์ ทั้งคู่มองหน้ากันแบบส่งซิก ภูมินทร์โดนยิงเข้าที่ต้นแขนซ้าย “อ๊าก”
ภูมินทร์ปืนร่วง กุมแผล ทรุดลง เลือดเต็มมือ ราชาวดีหลบอยู่ที่มุม เห็นก็ตกใจมาก
“พ่อเลี้ยง”
กล้าเห็นภูมินทร์ทรุดก็หยิบไม้ ตรงไปที่ภูมินทร์ทันที ด้วยความแค้น กล้าง้างไม้จะฟาด
“ไอ้ภูมินทร์”
แต่แล้วราชาวดีกลับเอาตัวเข้ามาขวางไว้
“อย่านะพี่กล้า”
กล้าชะงัก เห็นราชาวดีที่ยอมเจ็บแทนภูมินทร์แล้วสะเทือนใจมาก
“ วดี” กล้าปล่อยไม้ทิ้งลงกับพื้นด้วยความสะเทือนใจ
เสียงรถตำรวจดังแว่วเข้ามา เสือไทกับเสือดำพยักหน้าให้กัน รีบเข้าประกบ ล็อคกล้า ปากเสือดำว่าคาถาย่นระยะทาง อากาศถูกแหวกออกเป็นช่องอยู่เบื้องหลัง เสือไทกับเสือดำดึงตัวกล้าถอยเข้าช่องอากาศไป ขณะที่กล้ายังมองราชาวดีด้วยหัวใจจะสลาย กล้ามองราชาวดีที่กอดประคองภูมินทร์ด้วยความเป็นห่วง จนช่องอากาศก็ปิด

ที่ห้องใต้ดินบ้านภูมินทร์ คะนึงนิจยืนสำรวจภาพเบื้องหน้าด้วยความสงสัย เห็นเป็นห้องเก็บของธรรมดา มีหนังสือ ข้าวของวางกองอยู่ ไม่มีลูกกรงหรือร่องรอยว่าเอาไว้ใช้ขังใคร ที่มุมมืดด้านหลังคะนึงนิจเท้าขุนโชติก้าวออกมา
มือของขุนโชติถือดาบประจุพราย แล้วง้างขึ้นจะฟัน
“คุณนิจ”
เท้าขุนโชติถอยกลับเข้ามุมมืด ขณะที่คะนึงนิจหันกลับตามเสียง เห็นลูกน้องภูมินทร์สองคนวิ่งหน้าตื่นลงมา
“เอ่อ คุณนิจ มะ มา ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” คะนึงนิจไม่สนใจคำถาม
“นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงต้องสร้างห้องใต้ดินแบบนี้ไว้ด้วย รึว่าเอาไว้เก็บของผิดกฏหมายอะไร”
ลูกน้องสองคนมองรอบๆ ห้อง แปลกใจเหมือนกันที่ลูกกรงหายไป แต่ก็รีบโกหกเพื่อเอาตัวรอดก่อน
“เปล่าครับเปล่า ห้องนี้มันมีมาตั้งแต่ที่พ่อเลี้ยงซื้อบ้านแล้วครับ ก็ ก็เลยใช้เป็นที่เก็บของไม่มีอะไรจริงๆ ครับคุณนิจ”
“จริงเหรอ”
“จริงๆ ครับ ถ้าคุณนิจไม่เชื่อก็ ก็ลองค้นดูได้ครับ”
ลูกน้องถลึงตาใส่ลูกน้องอีกคน อีกฝ่ายจึงเอาศอกกระทุ้งประมาณให้เฉยๆ น่า คะนึงนิจเห็นพิรุธ ไม่ค่อยเชื่อ แต่แกล้งเป็นเชื่อไว้ก่อน
“อ๋อเหรอ เออ จริงด้วย ฉันอยากรู้ว่าพี่ภูติดต่อมารึยัง เพื่อนฉันถูกลักพาตัวไป ไม่รู้พี่ภูตามไปช่วยหรือเปล่า”
“ไม่นี่ครับ พ่อเลี้ยงไม่ได้โทรมาเลย”
คะนึงนิจพยักหน้าจะรีบเดินออก แต่สายตาเห็นขดโซ่วางซุกอยู่ที่ตีนบันได รู้สึกผิดสังเกตนิดนึง แต่ก็เดินขึ้นไป เพราะรีบจะไปตามหาราชาวดี ขุนโชติที่กำบังกายอยู่ปรากฏตัวขึ้น ว่าคาถาสะบัดมือไป ห้องใต้ดินกลับมาเป็นเหมือนเดิม

คะนึงนิจรีบมาที่โรงพักพร้อมกับลูกน้องภูมินทร์สองคน คะนึงนิจรีบร้อนตรงเข้าไปที่ตำรวจ
“คุณตำรวจคะ คดีลักพาตัวที่ฉันมาแจ้งความไว้ ไม่ทราบมีความคืบหน้ารึยังคะ”
“ครับ ผมเพิ่งได้รับวิทยุแจ้งมาเมื่อครู่นี้เอง ทางเราติดตามจนเจอตัวผู้เสียหายแล้ว คุณราชาวดีปลอดภัยดี แต่ผู้ชายที่ตามไปช่วย ชื่อคุณภูมินทร์ ได้บาดเจ็บครับ”
คะนึงนิจตกใจมาก
“อะไรนะคะ”

ที่โรงพยาบาล ตำรวจบันทึกปากคำเรียบร้อยบอกราชาวดีและภูมินทร์ที่พันแผลที่แขนเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณมากนะครับพ่อเลี้ยง คุณราชาวดี ทางเราจะติดตามตัวคนร้ายมารับโทษให้ได้”
“ขอบคุณมากครับ”
ราชาวดียกมือไหว้ตำรวจ ตำรวจออกไป ภูมินทร์ค่อยๆ ขยับตัวลงนอนแต่เจ็บแขน
“อูย”
ราชาวดีรีบดูด้วยความห่วงใย
“เจ็บแผลมากเหรอคะ ให้วดีเรียกพยาบาลไหม”
“พี่ไม่เป็นไร ทำเพื่อวดี แค่นี้พี่สบายมาก”
“เพราะวดีแท้ๆ วดีขอโทษนะคะ”
ภูมินทร์จับมือราชาวดี ทำจริงใจสุดๆ
“เพื่อวดี ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พี่ก็ไม่เสียดาย”
ราชาวดีซึ้งใจจึงไม่เลื่อนมือออก
“ขอบคุณนะคะ คุณดีกับวดีเหลือเกิน”
สองคนมองตากันซึ้ง จังหวะนั้นคะนึงนิจผลักประตูห้องเข้ามา
“พี่ภู วดี” ราชาวดีรีบขยับมือออก คะนึงนิจมาที่เตียง “นิจได้ข่าวก็รีบไปหาพี่ภูที่บ้าน แต่ไม่พบ ดีที่ไปสถานีตำรวจก็เลยรู้ข่าวว่าอยู่ที่นี่ พี่ภูเป็นไงบ้างคะ”
ภูมินทร์ยิ้มบางๆ ให้น้องสาว ทำจิตใจดี
“สบายมากน่า หมอบอกว่ากระสุนแค่เฉี่ยว ไม่ได้โดนจุดสำคัญอะไร เดี๋ยวก็หาย”
คะนึงนิจได้ยินก็ยิ่งห่วง
“พี่ภู”
ราชาวดีรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ
“นิจ เราขอโทษนะ เป็นเพราะเราแท้ๆ”
คะนึงนิจจับมือราชาวดี
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะวดี แล้ววดีล่ะ เจ็บตรงไหนบ้างไหม”
ราชาวดีทำเข้มแข็งแต่น้ำตารื้น
“ไม่ เราไม่เป็นไร”
“วดี ตำรวจบอกว่าคนที่ลักพาตัววดีไป เป็นพี่กล้า” ราชาวดีพยักหน้ารับ “เมื่อไร่พี่กล้าจะเลิกทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ซะทีนะ”
ราชาวดีรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นมากๆ
“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พี่กล้าที่เราเคยรู้จักอีกแล้วนิจ”
ราชาวดีตัดสินใจเด็ดขาดที่จะลบกล้าออกจากความทรงจำ คะนึงนิจอึ้ง ภูมินทร์แอบลอบยิ้ม สะใจที่แผนสำเร็จตามคาด

กล้าถูกนำตัวกลับมาขังที่ห้องใต้ดินบ้านภูมินทร์เหมือนเดิม กล้ามองขุนโชติอย่างแค้น
“พวกข้าสู้อุตส่าห์เอาผู้หญิงมากำนัลให้ แต่เอ็งกลับไม่รับน้ำใจ หึ...มันน่าเสียดายจริงๆ”
“จะบอกให้นะ ตอนนี้แกมันไม่ใช่ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ เพราะแกมันก็แค่หมา หมารับใช้ของไอ้ภูมินทร์”
กล้าตะโกน ขุนโชติพุ่งเข้าบีบคอกล้าแน่นขึ้น แน่นขึ้น เสือไทมองด้วยความสะใจ
“ข้าเป็นเสือ ไม่ใช่หมา ไอ้หลวงณรงค์กับไอ้พวกโปลิศต่างหากที่เป็นหมาหมู่ลอบกัดข้า”
เสือดำเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปห้าม
“พี่โชติ ทำแบบนี้อาจเสียการใหญ่นะพี่”
ขุนโชติบีบคอกล้าแค้นสุดๆ แต่แล้วก็ชักมือออก กล้าไอ หน้าแดง
“เก่งจริงก็ฆ่าฉันซิวะ”
“ขอบใจที่เตือนข้าไอ้ไท เอ็งได้ตายแน่ไอ้กล้า แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ยังมีเรื่องสนุกรอเอ็งอยู่”
ขุนโชติเดินโมโหออกไป เสือไทมองกล้าอย่างไม่พอใจแล้วเดินตามขุนโชติออกไป กล้าพูดตามหลัง“ถึงฉันตาย ฉันก็จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่พวกแกล่ะมีอะไรเหลือไว้ให้ภูมิใจบ้าง”
เสือดำชะงัก คำพูดของกล้าแทงใจเสือดำ แล้วเสือดำก็เดินออกไป กล้ากำหมัดแค้นใจที่ตนทำอะไรไม่ได้เลย

คืนนั้นคมกับลูกน้องพาขุนโชติ เสือดำ เสือไทมาเที่ยวที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง ผู้จัดการเข้ามาต้อนรับ
“เชิญครับๆๆ พี่คม แหม...หายไปนาน”
“วันนี้พาเพื่อนมาเที่ยว ต้อนรับเต็มที่หน่อยนะ”
“ได้เลย เดี๋ยวคัดน้องๆ ดารามาให้ไ
“พวกมันเล่นสิ่งใดกัน” เสือดำมองไปที่คนตีสนุ้ก
“อ๋อ สนุ้กเกอร์น่ะ มันเป็นเกมส์ที่คนสมัยนี้เค้าเล่นกัน” คมบอก
“สนุ๊กอะไร ข้าไม่รู้จัก ข้าอยากเล่น ถั่ว โป ตีไก่ กัดปลามากกว่า ไม่มีหรือ” เสือไทบอก คมมองกับลูกน้องขำๆ
“ไม่มีหรอก นั่นต้องไปเล่นบ่อนแถวบ้านนอกโน่น”
“เอาเถิดไอ้ไท วันนี้ข้าแค่อยากมาหาเหล้ากิน ไหนเอ็งว่าที่นี่มีเหล้าดีๆ เอามาให้ข้าฟาดปาก ซักไหสองไหซิ”

ขุนโชติหันไปถามคม

เวลาผ่านไป ที่โต๊ะขุนโชติเริ่มเมากันแล้ว โดยเฉพาะเสือไท มีแต่เสือดำที่ไม่กินเหล้าส่วนขุนโชติกรึ่มๆ มีหญิงประกบป้อนอาหาร เสือไทดูมีความสุขมาก
“เฮ้ย ไอ้ดำ เอ็งไม่ลองหน่อยเหรอวะ รสชาติมันไม่เลวทีเดียวนา” เสือไทเอ่ยชวน
“ไม่ ข้าไม่กินเหล้า เอ็งก็รู้”
“อุ๊ย ทำไมละจ๊ะ อย่าบอกนะว่าพี่ถือศีล 5 ไม่กินเหล้า แล้วไม่ยุ่งกับสาวด้วยหรือเปล่าจ๊ะ” หญิงสาวกระแซะ
“อย่าๆ อย่าไปยุ่งกับมันเชียว ถ้ามันไม่เป็นโจร ป่านนี้มันโกนหัวบวชเป็นมหาไปแล้ว”
หญิงกับเสือไทหัวเราะกัน เสือดำฮึดฮัดโมโห
“ผมนับถือท่านมาก จะขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านจะได้มั้ย” คมถามขุนโชติ
“เอ็งก็มีอาจารย์ยอดมันเป็นอาจารย์อยู่ เหตุไรถึงจะมาเป็นศิษย์ข้า”
“ผมอยากได้วิชาไว้ติดตัวจากหลายๆ สำนัก”
“ข้าไม่ชอบไอ้พวกข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย คนที่ไม่มีสัจจะ ไม่มีศักดิ์ศรี มีวิชาท่วมหัวก็เหมือนไม่มี” คมอึ้งๆ
“แหม แบบนั้นน่ะเค้าเรียกคนโง่นะท่าน สมัยนี้ไม่มีใครถือเรื่องนี้กันแล้ว ใครดีใครได้ มือใครยาวก็สาวได้สาวเอา”
“พวกเอ็งถึงเป็นได้แค่หมารับใช้อย่างไรเล่า”
“ท่านก็พูดเกินไป ท่านก็ไม่ได้ต่างจากข้า ไม่งั้นพ่อเลี้ยงคงไม่ลงทุนเลี้ยงเสือหลงยุคอย่างท่านไว้หรอก”
ขุนโชติกระชากคอคม
“เอ็งว่ากระไรไอ้คม”
ลูกน้องคมตบปืน เตรียมพร้อม แต่ปรากฎเสียงเอะอะมาจากกลุ่มของเสือไท เสือดำ เสือไทมีท่าทางเมามาก
“เอ็งแน่นักก็เข้ามาเลยไอ้ดำ ข้าอยากวัดฝีมือกับเอ็งมานานแล้ว”
“ข้าไม่ใช่หมาบ้า จะได้กัดไม่เลือก”
“เอ็งไม่ต้องมาอ้าง เอ็งมันขี้ขลาดตาขาว เอาแต่ประจบพี่โชติ หวังให้พี่โชติถ่ายทอดวิชาเพื่อจะได้อยู่เหนือข้า”
“ได้ หากเอ็งสงสัยในฝีมือข้า ก็จะสงเคราะห์ให้”
ทั้งคู่เข้าสู้กันขวดแตกกระจาย ผู้หญิงวี๊ดว้าย ทุกคนที่มาเที่ยวตกใจ ขุนโชติกับคมรีบเข้าห้าม
“เฮ้ย หยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้ดำ ไอ้ไท”
ขุนโชติอัดสองคนกระเด็นไป จนได้สติ

เสือไท เสือดำที่มีแผลฟกช้ำ นั่งจ๋อยอยู่ที่บ้านภูมินทร์โดยมีขุนโชติยืนด่า
“เป็นเสือแต่กัดกันเยี่ยงหมา ข้าผิดหวังในตัวเอ็งจริงๆ”
“ข้าขอโทษ แต่ไอ้ไทมันหาเรื่องข้าก่อน”
“ข้าเมามากไปหน่อย”
“เอ็งไม่ต้องบอก ข้าก็รู้ สันดานเอ็งเห็นเหล้ากับผู้หญิงเป็นไม่ได้ คราวนี้ข้าจะเว้นโทษให้ แต่ถ้าต่อไปเอ็งยังขาดสติเช่นนี้ ข้าจะใช้เชือกอาคมมัดเอ็งขังห้องมืดไปให้พ้นหน้าข้า” เสือไทออกไป
“พี่โชติ ข้าเบื่อที่นี่นัก มันไม่เหมือนบ้านเราที่ทุ่งพระกาฬเรากลับไปตั้งชุมที่นั่นไม่ดีรึ” เสือดำบอก
“เพลานี้ทุ่งพระกาฬไม่เหมือนเดิมแล้ว จะตั้งชุมโจรมิใช่เรื่องง่ายดายเยี่ยงแต่ก่อน”
“แต่อยู่ที่นี่ เราก็ได้แต่รับฟังคำสั่งไอ้อาจารย์ยอด ถึงปล้นสมบัติคืนมาได้ก็ต้องแบ่งพวกมัน ไม่เห็นจะดีกระไร”
“รอให้ไอ้กล้ามันกลายเป็นมหาโจร ต้องโทษประหารเสียก่อน ข้าจะไปจากที่นี่”
“แต่ว่าไอ้กล้ามันใจแข็งนัก จนป่านนี้มันก็ยังไม่ยอมก้มหัวให้กับเรา ข้าเกรงว่าแผนของพี่จะไม่ ได้ผล”
“ข้าไม่เชื่อว่ามันจักทนอยู่ได้ หากมันไม่ยอมเป็นโจรมันก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจ
ข้าจึงจักหายแค้น” เสือดำเซ็ง

วันต่อมาสุพจน์มาหากระเต็นที่บ้าน กระเต็นดีใจมากกับสิ่งที่สุพจน์บอก
“จริงเหรอคะคุณพจน์ ผู้ใหญ่ในกรมเค้ายอมเชื่อเราแล้ว”
“จริงครับ ท่านผู้บังคับการช่วยพูดให้จนเบื้องบนยอมอนุมัติให้ลองใช้วิธีของพี่สิงห์ดู”
“นับว่าโชคเข้าข้างเราแล้ว” หาญบอกอย่างมีความหวัง
“แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าขุนโชติมันจะไปปล้นที่ไหน แล้วก็เมื่อไหร่”
“สิ่งที่เราทำได้ คือรอ”
“ตอนนี้ผมสั่งหน่วยพิเศษเตรียมพร้อมเอาไว้ 24 ชั่วโมง แล้วครับ”
ศรีแพรที่นั่งฟังอยู่ด้วย รีบกระตือรือร้น
“ข้าขอตามไปด้วยคนนะ”
“ไม่ได้ เอ็งยังไม่หายดี มันอันตราย”
“ข้าเอาตัวรอดได้ ข้าอยากเจอพ่อ”
“ไม่เข้าใจรึไง เธอไปก็เป็นภาระเปล่าๆ ป่านนี้พ่อเธอคงถูกขังไว้ที่ไหนสักแห่ง พวกขุนโชติมันไม่เอาพ่อเธอมาปล้นด้วยหรอก อยู่ฟังข่าวที่นี่แหละ”

ศรีแพรไม่กล้าเถียง แต่ในใจปฏิเสธ

ที่ถนนด้านหน้าธนาคารแห่งหนึ่งมีรถแวนคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดยังอีกฟากของถนน ขุนโชติอยู่ในรถมองมาที่ธนาคารเห็นมีคนเข้าออกประปราย มีรปภ.รักษาการณ์อยู่ด้านนอก 1 คน ตำรวจสายตรวจ 2 นาย ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดแล้วเดินเข้าไปข้างใน ขุนโชติจ้องมองตาเขม็ง

“ธนาคารนั่นเก็บสมบัติของหลวงณรงค์ไว้ในตู้เซฟ แต่ตำรวจที่นี่คุ้มกันแน่นหนามาก” คมบอก ขุนโชติแค้น
“หึหึ แค่นี้ไม่คณามือข้าหรอก”
ประตูท้ายรถเปิดออก ขุนโชติ เสือดำและกล้า ลงจากรถพร้อมอาวุธในมือ ท่าทางองอาจไม่กลัวใคร
ที่หน้าธนาคาร ตำรวจสายตรวจทั้ง 2 นาย เดินออกมาพร้อมกับรปภ. เซ็นเอกสารสายตรวจแล้วส่งให้ ทันใดนั้นมีระเบิดลูกเกลี้ยงกลิ้งมาตรงหน้าทั้งสามคนเห็น ต่างตกใจ
“ระเบิด”
ทั้งสามกระโดดหลบ ระเบิดทำงาน เสียงดังสนั่น...ตู้ม
กระจกด้านหน้าธนาคารแตกกระจายผู้คนในธนาคารต่างรีบมุดหลบ อลหม่าน ด้วยความตกใจ ควันจากระเบิดตลบอบอวลลอยเข้ามาเต็มโถงธนาคาร ขุนโชติ กล้า เสือดำ ปรากฎตัวเดินออกมาจากกลุ่มควันระเบิด หน้าเหี้ยม
“ไอ้เสือ บุก”
กล้าตะโกนบอก

ที่กองบังคับการปราบปราม ภายในห้องผู้บังคับการกองปราบปราม หาญ กระเต็น สุพจน์ และผู้บังคับการกำลังรอข่าวอยู่ด้วยความกระวนกระวายทันใดตำรวจก็เข้ามารายงาน
“ท่านครับ ขุนโชติลงมือแล้วครับ”
ทุกคนรีบออกไป

ที่ห้องผู้จัดการธนาคาร มือผู้จัดการวางอยู่บนโต๊ะแต่สั่นด้วยความกลัว ขยับไม่ได้เพราะถูกกล้าล็อกเอาไว้
“ถ้าเอ็งไม่เปิดกรุสมบัติให้ข้า เอ็งก็ไม่จำเป็นต้องมีมืออีกต่อไป”
กล้าวางขวานขู่ลงบนมือผู้จัดการ เตรียมสับ ผู้จัดการกลัวลนลาน
“ยอมแล้วๆ ผมยอมเปิดเซฟให้แล้ว”
ประตูเซฟถูกเปิดออกแสงสว่างส่องเข้ามา กล้าและขุนโชติจ้องมองสมบัติตาเป็นมันเพราะมีทั้งเงินสด ทองคำแท่ง เครื่องประดับต่างๆ อยู่ในกล่องกำมะหยี่ ขุนโชติหยิบกล่องออกมาเปิดดูเห็นเป็นชุดเครื่องประดับมีทั้งแหวน กำไล ต่างหู สร้อย ก็ยิ้มอย่างพอใจ กล้าเอื้อมมือกวาดทุกอย่างในเซฟใส่ถุง ปิดเซฟ

ที่โถงธนาคาร เสือดำยืนถือปืนคอยคุมไม่ให้ตัวประกันหลบหนี ขุนโชติและกล้าออกมาจากห้องผู้จัดการพร้อมถุงใส่เงินและของมีค่า ทั้งสามคนเดินออกไป ตำรวจสายตรวจที่นอนบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดชักปืนยิงเข้ากลางหลังกล้า กล้าไม่สะท้านหันกลับมายิงสวน ตำรวจตาย ก่อนจะกราด M16 ไปรอบอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนกรีดร้องด้วยความกลัว
ด้านหน้าธนาคารมีสภาพยับเยินจากแรงระเบิด ขุนโชติเดินนำกล้าและเสือดำออกมา กำลังจะข้ามถนนไปยังรถแวน ทันใดนั้นรถตำรวจ 4-5 คันก็แล่นเข้ามาจอดขวางหน้าไว้ ตำรวจกระจายกันลงมาพร้อมอาวุธปืน
คมอยู่ในรถเห็นตำรวจมาก็ตกใจ รีบสั่งคนขับ
“เฮ้ยเผ่น”
รถแวนแล่นออกไป แต่ไม่มีใครสังเกต
สุพจน์นำหาญ กระเต็น และผู้บังคับการฯ ลงจากรถ หาที่กำบัง
“ขุนโชติ วางอาวุธ แล้วยอมมอบตัวซะ”
สุพจน์พูดใส่โทรโข่ง แต่ขุนโชติไม่หวั่นเกรง
“ถ้าพวกเอ็งมีดีพอ ก็เข้ามาจับข้า”
กล้า เสือดำ ขุนโชติยิงถล่มใส่ตำรวจ สุพจน์และตำรวจระดมยิงกลับแต่พวกขุนโชติไม่เป็นอะไร
“หึ ไอ้พวกแม่งเม่า ข้าจักเผาเสียให้บรรลัย”
ขุนโชติร่ายคาถาปลุกกสิณไฟ เสียงสวดภาษาเขมรดังขึ้น เมฆดำเคลื่อนมาปกคลุมจนทั่ว ตำรวจต่างตกตะลึง หวาดกลัว ไฟลุกพรึ่บขึ้นที่มือทั้งสองข้างของขุนโชติ ขุนโชติสะบัดลูกไฟโจมตีออกไป ลูกไฟหลายสิบลูกพุ่งเข้าไปกระแทกรถตำรวจจนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว ตำรวจต่างวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น
ขุนโชติสะบัดลูกไฟมาทางรถของผู้บังคับการฯ แต่แล้วลูกไฟก็ปะทะเข้ากับกำแพงแก้ว ลูกไฟแตกสลายไป
หาญเข้ามา กางสองมือออกไปข้างหน้าเกิดกำแพงแก้วป้องกันทุกคนเอาไว้
“พวกเอ็งถอยไป ข้าจะรับมือพวกมันเอง”
หาญบอก ผู้บังคับการฯ สุพจน์ และตำรวจต่างอึ้ง ถอยห่างระยะปลอดภัย
ขุนโชติ เสือดำ กล้า ได้เห็นหาญอีกครั้งก็โมโห
“ไอ้หลวงณรงค์ เอ็งยังไม่ตายจริงๆ ดอกรึ”
หาญพยายามยั่วโมโห
“เอ็งตาบอดหรือโง่กันแน่ ถ้าข้าตายจะมายืนตรงนี้ได้ยังไง”
ขุนโชติโกรธชักดาบคู่ที่สะพายไว้ด้านหลังพุ่งเข้าโจมตีหาญ หาญไม่โต้ตอบ เอาแต่ตั้งรับด้วยสนับเล็บเสือ
กล้าเข้ามาต่อสู้ด้วยขวานด้ามใหญ่ หาญอัดกล้ากลับจนผงะไป เสือดำยิงปืนยาวสวนเข้ามา หาญไม่เป็นไร พุ่งไปซัดเสือดำ
“หมัดธนูมือ”
เสือดำกระเด็น ขุนโชติตวัดดาบคู่ฟัน คลื่นพลังเป็นเงาดาบพุ่งเข้าหาหาญ หาญตั้งสนับเล็บเสือขึ้นรับแต่แรงกระแทกทำให้ตัวลอย สนับเล็บเสือหล่นซึ่งหาญแกล้งทำเป็นเพลี่ยงพล้ำ กล้าง้างขวานเหนือหัวกระโดดเข้ามาซ้ำ หาญรอจังหวะอยู่แล้วกำตะกรุดสามกษัตริย์ไว้ในมือ แปะเข้ากลางหน้าผากกล้า ร่ายมนต์
“อุตธัง อัตโธ นะโม พุทธะ”
ร่างกล้าถูกมนต์ตรึงให้แน่นิ่ง ขยับไม่ได้ รังสีความร้อนแผ่ออกจากตะกรุด สว่างเจิดจ้า
“อ๊าก”

พอแสงอ่อนลง กล้ากลายร่างกลับเป็นเสือไท หาญกระแทกฝ่ามือร่างเสือไทกระเด็นไปแต่มีรอยไหม้กลางหน้าผาก

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 8 (ต่อ)

ตำรวจทุกคนอยู่ในที่กำบัง ต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
“เห็นรึยัง เชื่อแล้วใช่มั้ย ทีนี้กล้าก็จะได้พ้นผิดซะที”
กระเต็นแค้นจัดวิ่งอ้อมไปทางเสือไทที่บาดเจ็บ
“คุณเต็นๆๆ คุ้มกันท่านผู้บังคับการฯ ด้วย”
สุพจน์สั่งการแล้วรีบตามกระเต็นไปด้วยความเป็นห่วง

ขุนโชติกับเสือดำต่างโมโหบุกตะลุยพร้อมกัน หาญปลุกเสือเผ่นขึ้นสู้การต่อสู้เป็นไปอย่างสูสี ขณะนั้นเสือไทบาดเจ็บอยู่อีกทาง เสือกัดฟันกำขวานจะเข้าไปรุมแต่กระเต็นเข้ามาขัดขวางพร้อมมีดหมอในมือ
“พวกแกใส่ร้ายลูกฉัน ฉันไม่เอาไว้แน่” กระเต็นพนมมือ พลางว่าคาถา “สักกัสสะ วะชิราวุธัง”
กระเต็นเป่ามนต์ แสงวาบขึ้นที่มีดหมอ กระเต็นโผเข้าไปแทง เสือไทเบี่ยงหลบได้คว้ามือกระเต็นบิด “ฝีมืออย่างเอ็งจะทำกระไรข้าได้”
เสียงปืนดังขึ้น สุพจน์เข้ามาช่วยความแรงทำให้เสือไทผงะแม้กระสุนจะไม่เข้า กระเต็นฉวยโอกาสแทงมีดหมอเข้าที่ท้องเสือไทจนเลือดอาบ
“อ๊าก”
เสือไทสะบัดหลุด แต่กระเต็นยังตามใช้มีดหมอจู่โจมเสือไทได้แต่ประคองตัว

อีกด้านหนึ่งขุนโชติบริกรรมคาถาจนเกิดสายฟ้าแล่บบนท้องฟ้า
“นะรายัสสะ จักราวุทธัง เอหิชัยยะ สัพพะศัตรู วินาศาโล”
ขุนโชติเป่ามนต์ลงบนดาบประจุพรายทั้งสองเล่ม อักขระสีเลือดเรืองรองขึ้น เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงบนดาบ ขุนโชติตวัดดาบคู่ออกไปทันใดเงาดาบสีแดงนับสิบ กระจายออกพุ่งเข้าหาหาญ หาญสะบัดสร้อยลูกสะกดออกเกิดเป็นลำแสงคล้ายแส้พุ่งสะบัดเข้าโจมตี พลังงานทั้งสองปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดสนั่น แต่แล้วเมื่อควันจางขุนโชติพุ่งออกมาฟาดฟันหาญอย่างรวดเร็ว หาญทรุด เสื้อขาดวิ่น เลือดไหลเป็นทาง ขุนโชติหัวเราะสะใจ
“เอ็งประมาทข้าเกินไปแล้วไอ้หลวงณรงค์ เพลานี้ข้ามีดาบประจุพรายดำและประจุพรายแดงอยู่ในมือ เอ็งเตรียมสังเวยวิญญาณให้ข้าได้”
“ศาตราวุธของเอ็ง ใช้ฟาดฟันเบียดเบียนผู้บริสุทธิ์ แต่อาวุธของข้าคือธรรมะ เอ็งทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” หาญพันสร้อยลูกสะกดรอบๆ กำปั้น “พยัคโฆ พยัคฆา”
รอยสักเสือเผ่นเรืองแสงขึ้น หาญทะยานเข้าหาขุนโชติดุจเสือตะปบเหยื่อ นร่างหาญกระโจนหายไป ผลุบโผล่รอบๆ ตัวขุนโชติกับเสือดำ ขุนโชติสับสนฟันไม่ถูก ทันใดหาญก็ปรากฎกายตรงหน้ากระแทกหมัดคู่ออกไป ลูกสะกดเรืองแสงขึ้นจนเห็นมวลพลังงานพุ่งเข้าปะทะขุนโชติ ขุนโชติผงะถอยไปหลายก้าว แต่ยังตั้งหลักได้ เสือดำโถมเข้ามาโจมตีหาญ หาญโต้ตอบ ซัดเสือดำกลับ
ทันใดลูกไฟก็พุ่งเข้าหาหาญ หาญหลบได้ฉิวเฉียดเป็นขุนโชติที่เข้ามาโจมตี มือทั้งสองข้างติดไฟ สะบัดลูกไฟพุ่งเข้าใส่หาญอย่างรวดเร็ว หาญไม่ทันตั้งตัว หลบไม่พ้น ตะกรุดสามกษัตริย์เรืองขึ้นเกิดเป็นครอบแก้วคุ้มตัวหาญไว้
ลูกไฟปะทะกับครอบแก้ว เสียงดังสนั่นเกิดแรงสะท้อนกลับ ขุนโชติจ้องมองตกตะลึง ขุนโชติเห็นลูกไฟพุ่งกลับมาเข้าตัวเอง
“อ๊ากกก”
เสือดำกับเสือไทต่างตกใจ
“พี่โชติ”
เสือไทที่สู้กับกระเต็นและสุพจน์รีบผละเข้าไปดูขุนโชติ
ขุนโชติทรุดตัวลงใบหน้าไหม้ไปแถบหนึ่ง พยายามลุกแต่กระอักเลือด เสือดำกับเสือไทเข้ามาประคอง
“ข้าว่าเราถอยก่อนเถอะพี่”
เสือดำบอก ขุนโชติว่าคาถาย่นระยะทาง อากาศแหวกเป็นช่อง
“อย่าให้มันหนีไปได้”
กระเต็นรีบบอก หาญว่าคาถา เป่าลงกำปั้น
“หมัดธนูมือ”
เงาหมัดพุ่งออกจากกำปั้นหาญเหมือนลูกกระสุน ตรงไปยังช่องอากาศที่เปิดอยู่ เสือดำเห็นว่าจวนตัว
“ไอ้ไท ฝากพี่โชติด้วย ข้าจะต้านมันไว้เอง”
เสือดำรีบผลักขุนโชติกับเสือไทข้ามช่องอากาศไป แล้วเอาตัวขวางพลังหมัดของหาญไว้จนกระอัก
“ไอ้ดำๆๆ”
ขุนโชติจะข้ามกลับมาแต่ช่องอากาศปิดลงซะก่อน เสือดำบาดเจ็บจะหนีแต่กระเต็น สุพจน์และหาญเข้ามาล้อมไว้ก่อน

ขุนโชติหนีมาที่โกดังเสี่ยไพบูลย์ ขุนโชติกระอักเลือดพุ่ง ใบหน้ายังมีแผลไหม้อยู่ อาจารย์ยอดส่งขันน้ำมนต์ให้ดื่ม
“ดื่มน้ำมนต์ของข้าซะ จะช่วยรักษาแผลจากกสินไฟได้”
เสือไทรีบรับน้ำมนต์ไปป้อนขุนโชติ สักพักจะเห็นแผลไหม้ที่ใบหน้าหายเป็นปกติ ขุนโชติอาการดีขึ้น เสือไพบูลย์เข้ามาอย่างร้อนรน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้บาดเจ็บขนาดนี้”
“เราหลงกลไอ้หาญ มันซ้อนแผนเล่นงานจนพวกขุนโชติบาดเจ็บสาหัส ข้าเลยพามารักษาตัวที่นี่ ตอนนี้ตำรวจรู้เรื่องที่เราใช้นารายณ์แปลงรูปใส่ร้ายไอ้กล้าแล้ว”
“ไอ้หลวงณรงค์ มันเจ้าเล่ห์ไม่เคยเปลี่ยน ข้าจักไปช่วยไอ้ดำ” ขุนโชติบอกอย่างเจ็บใจ
“หมายความว่ายังไง เสือดำถูกจับไป ตายแล้ว เราจะทำยังไงกันดี ตำรวจจะสาวมาถึงพวกเรามั้ย” เสี่ยไพบูลย์ถามอย่างตกใจ
“ไอ้ขี้ขลาด รักตัวกลัวตาย ไปเถิดพี่โชติเราไปชิงตัวไอ้ดำกัน”

ทั้งสองเสือจะไป อาจารย์ยอดรีบห้าม

“ไม่ได้ ข้าไม่ให้ไป พวกเอ็งบาดเจ็บไม่ใช่น้อย ขืนไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย อีกอย่างพวกมันต้องวางกับดัก

รอรับมือเอาไว้แล้ว”
“ข้าเคยตายมาแล้ว ใยจักต้องกลัว”
“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านกลัว แต่ถ้ายังมุทะลุจะไปท่านก็จะเสียท่าพวกมันเหมือนที่เคยมาแล้วในอดีต” ขุนโชติคล้อยตาม อาจารย์ยอดหันไปพูดกับเสี่ยไพบูลย์ “ตอนนี้เราต้องย้ายตัวไอ้กล้ามาก่อน เผื่อเสือดำปากโป้งบอกตำรวจขึ้นมา”
“ไม่มีทาง คนอย่างไอ้ดำมันยอมตายดีกว่าเสียสัตย์”
ขุนโชติบอกอย่างมั่นใจ

เสือดำถูกนำตัวมาที่ห้องสอบสวน เสือดำถูกหาญกดไหล่ให้ลงนั่ง ใส่กุญแจมือไขว้หลัง สุพจน์เข้ามาสอบปากคำ
“บอกมา พวกแกทำงานให้ใคร”
เสือดำไม่พูดอะไร
“เอ็งสารภาพมาเถอะ ว่ามีใครร่วมมือกับเอ็งบ้าง โทษหนักจะได้เป็นเบา”
เสือดำจ้องทุกคน ยิ้มเยาะแต่ไม่ตอบ
“บอกมา กล้าอยู่ไหน พวกแกเอากล้าไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ไม่ยอมปริปากใช่มั้ย อย่าคิดนะว่าตำรวจจะทำอะไรแกไม่ได้”
“หึ เอ็งจะทำอะไรข้าได้ เอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนเถิด ไอ้โปลิศหน้าโง่”
ทันใดสุพจน์ก็กุมท้องตัวเองแน่นด้วยความเจ็บปวด ล้มลงนอนดิ้น หน้าดำคล้ำ
“คุณพจน์ๆ เป็นอะไรไปคะ”
เสือดำจ้องสุพจน์ตาไม่กระพริบ ปากร่ายคาถา
“มันใช้คุณไสยเล่นงานผู้การพจน์” หาญบอกแล้วรีบเอาตะกรุดสามกษัตริย์แตะที่หน้าผากสุพจน์ร่ายคาถาแก้ “นะโม พุทธายะ นะโม พุทธายะ นะโม พุทธายะ” เงาดำบนใบหน้าสุพจน์หายไป อาการสุพจน์ดีขึ้น หาญมองเสือดำ “เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ข้าคงต้องถอนเขี้ยวเล็บของเอ็งทิ้งซะแล้ว”
หาญก้าวเข้าหาเสือดำ แต่เสือดำสะบัดกุญแจมือหลุดตรงเข้าอัดหาญ หาญตั้งรับ ซัดกลับ กระแทกฝ่ามือที่มีตะกรุดสามกษัตริย์เข้ากลางหน้าผากเสือดำแล้วร่ายคาถามงกุฎแก้ว ร่างเสือดำถูกมนต์ตรึงให้แน่นิ่ง ขยับไม่ได้ รังสีความร้อนแผ่ออกจากตะกรุด สว่างเจิดจ้า ขณะที่เสียงมนต์ของหาญดังก้อง
“อหินะโมพุทธายะ อนุภาเวนะ”
“อ๊าก”
ร่างกายของเสือดำสั่นเทิ้ม รอยสักในตัวเสือดำขยับ แล้วค่อยๆ เคลื่อนไหลมารวมกันที่แขน ก่อนจะไหลออกทางนิ้วมือทั้งหมด เสือดำทรุดลงกองกับพื้น หมดแรงแม้จะยืน จ้องหาญด้วยความแค้น
“ไอ้หลวงณรงค์ เอ็งบังอาจล้างอาคมข้า ต่อให้ข้าตาย พวกเอ็งก็อย่าหวังจักได้ตัวไอ้กล้าคืน”
“พวกแกทำอะไรลูกฉัน”
“พวกข้าจักต้องทำกระไรอีก ในเมื่อชาวบ้านร้านตลาด เขาเห็นไอ้กล้ามันเป็นมหาโจรไปแล้ว ฮ่าๆๆ”
“ไอ้ชาติชั่ว”
กระเต็นโมโหเข้าไปตบหน้าเสือดำ แล้วจะทำร้ายซ้ำจนหาญต้องรีบเข้าไปห้าม
“พอได้แล้วกระเต็น”

เมื่อกลับมาบ้านหาญหน้าเคร่งเครียดตำหนิกระเต็น
“เอ็งควรใจเย็นให้มากกว่านี้ ร้อนไปก็จะเสียการ”
“แต่หนูอยากรู้ว่าพวกมันขังกล้าไว้ที่ไหน”
“ข้ารู้ว่าเอ็งเป็นห่วงกล้า แต่อย่างน้อยตอนนี้ทางตำรวจก็รู้แล้วว่ากล้าถูกใส่ร้าย เท่ากับกล้าไม่มีความผิด ส่วนเรื่องที่จะช่วยกล้าออกมา เราคงต้องหาทางเกลี้ยกล่อมเสือดำให้มันยอมพูด”
กระเต็นค่อยใจเย็นลงแต่ยังไม่หมดกังวล ศรีแพรที่รู้เรื่องแล้วรีบถาม
“แล้วพ่อข้าล่ะ พวกมันต้องขังพ่อข้าไว้ที่เดียวกับกล้าแน่ๆ ข้าจะไปถามเองว่าพ่อข้าอยู่ที่ใด”
ศรีแพรจะออกไป
“เอ็งไปก็ไม่มีประโยชน์ พวกข้าลองหลายวิธีแล้ว มันไม่ยอมปริปาก อีกอย่างตำรวจคุ้มกันแน่นหนาเอ็งคงไม่ได้เจอตัวง่ายๆ หรอก” ศรีแพรขัดใจ
“อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ งั้นข้าจะไปถามกับไอ้พ่อเลี้ยงมันตรงๆ ว่าจับพ่อข้าไปไว้ที่ไหน”
“ถ้าเราบุกไปก็เท่ากับทำผิดกฎหมาย ตอนนี้ตำรวจเพิ่งหันมาเชื่อเรา อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามจะดีกว่า”
กระเต็นหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้ ศรีแพรครุ่นคิดต้องจัดการอะไรสักอย่าง

ที่บ้านราชาวดี คะนึงนิจนั่งวาดรูปแล้วเหม่อคิดตอนที่เห็นโซ่ขดอยู่ในห้องใต้ดินที่บ้านภูมินทร์ คะนึงนิจวางพู่กัน ตัดสินใจลุกออกไป

กล้าถูกนำตัวมาที่โกดังของเสี่ยไพบูลย์ กล้าถูกมัดมือทั้งสองไว้กับเชือกที่โรยมาจากเพดานมีถุงดำคลุมหัวอยู่
ภูมินทร์ดึงผ้าคลุมหัวออก กล้าจึงเห็นภูมินทร์ คม อาจารย์ยอด เสี่ยไพบูลย์ อยู่พร้อมหน้า คมกับเหล็งยืนคุมอยู่มุมหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น แกย้ายฉันมาที่นี่ทำไม”
“แกไม่มีสิทธิ์ถาม”
“แต่ฉันมั่นใจ ว่าไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกแกแน่ หึ เวรกรรมกำลังตามเล่นงานพวกแกแล้ว”
“ไอ้ปากพล่อย จัดการมัน”
คมกระหน่ำซัดกล้า ขุนโชติกับเสือไทเข้ามาพอดี

“พวกเอ็งทำกระไร” คมหยุด ขุนโชติจ้องภูมินทร์ไม่พอใจ “มันเป็นเชลยของข้า หากจะตายก็ต้องตายด้วยน้ำมือข้า”

ภูมินทร์จ้องกลับ โมโห อาจารย์ยอดส่ายหน้าเตือนว่าให้ยอม ภูมินทร์เลยนิ่ง ข่มอารมณ์ กล้าเห็นสภาพขุนโชติก็พูดเย้ย

“พวกแกไปสู้กับใครมา ถึงได้พ่ายแพ้สะบักสะบอมแบบนี้”
“พวกข้าไม่ได้แพ้ ไอ้หลวงณรงค์มันก็บาดเจ็บมิใช่น้อย”
“หมายถึงปู่หาญเหรอ ปู่หาญยังไม่ตาย” กล้าดีใจ ขุนโชติจ้องกล้า
“แม้มันไม่ตายเพลานี้ แต่อีกไม่นาน มันก็ต้องสิ้นชื่อด้วยดาบข้าอยู่ดี เมื่อข้ากลับมาเราจักไปช่วยไอ้ดำ
ตามที่ตกลงกันไว้”
ขุนโชติบอกอาจารย์ยอดแล้วเดินออกไปกับเสือไท ภูมินทร์มองตามไม่ค่อยพอใจขุนโชตินัก

“ไอ้ขุนโจรกระจอก งานแค่นี้ก็ล้มเหลว”
ภูมินทร์บอกอย่างไม่พอใจ เสี่ย ไพบูลย์ร้อนใจ
“อาจารย์จะปล่อยไว้อย่างนี้จริงๆ เหรอ ถ้าเกิดเสือดำมันเปิดโปงทุกอย่างกับตำรวจ พวกเรามีหวังจบเห่”
“เอ็งไม่ต้องห่วง ไอ้ดำมันไม่มีโอกาสได้พูดแน่”
“อาจารย์จะปิดปากมัน แต่ถ้าไอ้ขุนโชติรู้เข้าล่ะ”
“ขุนโชติบอบช้ำภายใน มันกลับไปเข้าฌาณรักษาตัวที่วังพยัคฆ์ ถ้าจะลงมือ เวลานี้ก็เหมาะสมที่สุด”
แววตาอาจารย์ยอดฉายแววอำมหิต

เสือดำนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ในห้องขัง สักพักต้องลืมตาขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีคนมาเดินรอบๆ กาย ทันใดร่างเสือดำก็กระเด็นไปชนผนังเพราะแรงกระแทก เสือดำโดนอัดอีกหลายดอกจนจุก ถูกบีบคอแน่นจนหายใจไม่ออก เท้าของเสือดำค่อยๆ ลอยสูงจากพื้น
เสือทับปรากฎกายขึ้น บีบคอเสือดำอยู่ เสือดำเห็นเสือทับก็ตกใจ
“ไอ้ยอดมันคิดเอาชีวิตข้ากระนั้นรึ”
“เอ็งมันหมดประโยชน์แล้ว ก็ต้องถูกกำจัดทิ้งเป็นธรรมดา”
“ฆ่าข้า มันไม่ง่ายนักดอก”
เสือดำดิ้นจนหลุด เหวี่ยงหมัดใส่เสือทับ แต่หมัดกลับทะลุร่างเสือทับไป
“ฮ่าๆๆ ข้าเป็นผี เอ็งจะทำอะไรข้าได้ อาคมติดตัวเอ็งก็ถูกไอ้หาญทำลายไปหมดแล้ว”
เสือทับเหวี่ยงร่างเสือดำไปอัดกับลูกกรง เสือดำรู้ตัวว่าคงไม่รอด
“แม้ข้าตาย พวกเอ็งก็จักต้องตายด้วย พี่โชติต้องเอาเลือดพวกเอ็งสังเวยวิญญาณข้าแน่”
“ลูกพี่เอ็งมันเจ็บปางตาย มันไม่สนใจเอ็งหรอก อีกอย่าง เอ็งคิดจริงๆ เหรอว่ามันไม่รู้เรื่องนี้ ไอ้โง่” เสือดำอึ้ง
“ไว้เอ็งเป็นผี แล้วค่อยไปแก้แค้นเอาเองแล้วกัน”
เสือทับพุ่งเข้าสิงร่างเสือดำทันที เสือดำสะดุ้งดวงตาเบิกโพลง ยิ้มสะใจ ก่อนจะดึงเข็มขัดรัดกับลูกกรงแขวนคอตัวเอง หาญกับสุพจน์เข้ามาเห็นเข้าพอดี ทั้งคู่ตกใจ
“เฮ้ย จะทำอะไรน่ะ จ่าไขประตูเร็ว”
จ่าตำรวจวิ่งมาพร้อมกุญแจทั้งพวง แต่หาลูกกูญแจไม่ถูก ร่างเสือดำเริ่มชักกระตุก หมดลมหายใจลงเรื่อยๆหาญรีบว่าคาถาสะเดาะห์กลอน พังประตูเข้าไป รีบปลดเข็มขัดออก ประคองร่างเสือดำที่หายใจรวยรินไว้ ทันใดเสือดำก็ลืมตาขึ้นอัดหาญ สุพจน์และจ่า ไปคนละทิศละทาง แล้วตรงเข้าสู้กับหาญ หาญแปลกใจเพ่งมองจึงเห็นเป็นเสือทับเข้าสิงร่างดำอยู่
“ไอ้ทับ”
“ใช่ ข้าเอง ชีวิตไอ้ดำ ข้าขอแล้วกัน”
เสือดำวิ่งไปแย่งปืนจากสุพจน์ สุพจน์ไม่ยอม แต่สุดท้ายเสือดำคว้าปืนมาได้จะยิงตัวเอง หาญเตะปืนกระเด็น
หาญใช้ลูกสะกดพันกำปั้นแล้วซัด
“หมัดธนูมือ”
เงาหมัดพุ่งเหมือนลูกกระสุน ทะลุร่างเสือดำ กระชากวิญญาณเสือทับกระเด็นออกจากร่างเสือดำมาด้วย เสือทับรู้ว่าสู้ไม่ได้จึงหายวับไป สุพจน์กับจ่าอึ้ง ตกใจ หาญรีบไปดูอาการเสือดำที่ใกล้ตาย
“ขอขันกับน้ำเปล่าให้ข้า ข้าจะทำน้ำมนต์รักษามันเอง”
หาญบอกสุพจน์ สุพจน์กับจ่ารีบออกไปจัดการให้

ที่บ้านกระเต็น กระเต็นจัดกับข้าวที่โต๊ะเสร็จ เดินขึ้นบันไดไป กระเต็นผลักประตูห้องกล้าเข้ามา
“ศรีแพร”
กระเต็นไม่เห็นใครในห้อง กระเต็นสงสัยว่าศรีแพรหายไปไหน
กระเต็นออกมามองหาศรีแพรแต่ก็ไม่เจอ
“หายไปไหนของเค้านะ” กระเต็นเครียด “รัก ยม” แต่เงียบ เลยตะโกนอีก “รัก ยม มาหาแม่หน่อยซิ”
รัก ยม ปรากฏตัวขึ้น
“จ๋าแม่ เรียกทำไม”
“พี่ศรีแพรล่ะ แม่ให้เราสองคนเฝ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ”
รักมองซ้ายขวา รีบจุ๊ปาก กระซิบ
“เบาๆ สิจ๊ะแม่ พวกเรากำลังเล่นซ่อนหากับพี่คนสวยอยู่”
“เล่นซ่อนหา”
“จ๊ะแม่ ตอนนี้เรากำลังซ่อนพี่คนสวยอยู่ สนุกจัง”
กระเต็นรู้ทันทีว่าศรีแพรต้องหลอกแน่
“โธ่เอ๊ย เราสองคนถูกเค้าหลอกแล้วรู้ไหม”

รัก ยม มองหน้ากัน งง กระเต็นเครียด

ศรีแพรคุยกับตำรวจที่จอดมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ปากซอยแห่งหนึ่ง
“ส่งฉันตรงนี้ก็พอจ๊ะ ถ้านายฉันรู้ว่าหลงทางจนลำบากคุณตำรวจเค้าต้องโมโหแน่ เพิ่งจะมาเป็นคนใช้แท้ๆ”
“โชคดีแม่หนู บ้านหลังใหญ่สุดซอยนะ อย่าหลงอีกล่ะ”
ศรีแพรยกมือไหว้ ตำรวจขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ศรีแพรชักคชกุศที่เหน็บหลังอยู่ออกมาสีหน้ามุ่งมั่น

ศรีแพรแอบมองไปที่หน้าบ้านภูมินทร์เห็นยาม 2 คนเดินยามอยู่ ศรีแพร ตัดสินใจปีนรั้วข้ามไป
ศรีแพรโดดลงมาที่พื้นในสวนบ้านภูมินท์ ลูกน้องภูมินทร์เข้ามาเห็นเข้า ชักมีด
“หยุดนะ แกเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง”
ศรีแพรถือคชกุศตั้งท่า ระวัง เตรียมสู้
“พวกแกขังกล้ากับพ่อข้าไว้ที่ไหน”
ลูกน้องภูมินทร์ไม่ตอบ พุ่งเข้าเอามีดฟันเข้าที่ศรีแพร ศรีแพรหลบ ลูกน้องภูมินทร์ฟันซ้ำอีก ศรีแพรเอาคชกศรับไว้ ตวัดมีดร่วงจากมือแล้วเอาคชกุศฟันแขน
“อ้าก”
ศรีแพรเตะลูกน้องภูมินทร์กระเด็นหน้าหงายไป ลูกน้องภูมินทร์อีกคนโผล่เข้ามาจากด้านหลัง เอาปืนจี้ศรีแพรไว้
“หยุดนะ”
ศรีแพรก้มหลบ แล้วกลับตัวเตะปืนร่วงไป ลูกน้องภูมินทร์พุ่งเข้าสู้กับศรีแพรด้วยมือเปล่า ทั้งเตะและต่อย ศรีแพรพยายามตั้งรับ แต่เพราะบาดเจ็บ สู้แรงไม่ได้ ถูกอัดจนน่วมจบที่โดนต่อยท้อง ศรีแพรจุก ลูกน้องภูมินทร์บีบเข้าที่คอศรีแพร ศรีแพรหายใจไม่ออก แทงเข่าที่ท้อง ลูกน้องภูมินทร์ตัวงอ ศรีแพรซัดที่หน้า สลบไป
ศรีแพรหอบเหนื่อยจับไปที่บริเวณแผลที่ตะขาบไฟกัด รู้สึกเจ็บๆ ที่หลังศรีแพรมีปืนจี้ไว้ ศรีแพรชะงัก คมยืนจี้ปืนที่หลังศรีแพรอยู่
ศรีแพรถูกมัดไว้ ลูกน้องภูมินทร์ยืนถือปืนคุมอยู่ คมเชยคางศรีแพรขึ้น
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกม่อนช้างเผือกนี่เอง ฉันนึกว่าฆ่าล้างบางพวกแกไปหมดแล้วซะอีก”
ศรีแพรพยายามดิ้น
“ไอ้พวกเลว ปล่อยข้า พวกเจ้าเอาพ่อข้าไปไว้ที่ไหน”
“โอ๊ะๆ น่ากลัว น่ากลัวจริงๆ” คมเล็งปืนที่ศรีแพร “ไหน ลองดูซิว่าถ้าตายแล้ว จะยังน่ากลัวอยู่อีกไหม”
ศรีแพรไม่กลัว จ้องปืนนิ่งมือคมกำลังจะลั่นไก
“หยุดนะ”
คมชะงัก มองตามเสียง เห็นคะนึงนิจเดินเข้ามา
“คุณนิจ”
คะนึงนิจมองศรีแพร งงว่าเป็นใคร
“นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงต้องทำกันแบบนี้ด้วย แล้วพี่ภูอยู่ไหน”
“พ่อเลี้ยงไม่อยู่ครับคุณนิจออกไปทำธุระข้างนอก เอ่อ พอดีนังนี่มันแอบเข้ามาขโมยของในบ้านครับคุณนิจ ผมก็เลย...”
“ไม่จริง ไอ้โกหก ฉันเป็นคนม่อนช้างเผือก ไอ้พ่อเลี้ยงมันจับพ่อฉันไป”
“ม่อนช้างเผือก”
“คุณหนูอย่าไปเชื่อมันนะครับ”
“ออกไปให้หมด เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง”
“ไม่ได้นะครับคุณนิจ คือ...”
คะนึงนิจจ้องดุ โมโห
“คิดจะขัดคำสั่งฉันงั้นเหรอ? ออกไป”
“ครับ”
คมทำอะไรไม่ได้เดินหัวเสียออกไป ลูกน้องตามออกไป
“ข้าไม่กลัวพวกเอ็งหรอก จะทำอะไรข้าก็เชิญ”
ศรีแพรบอก คะนึงนิจมองศรีแพร สงสัยว่าเป็นใครกันแน่

คะนึงนิจพาตัวศรีแพรเข้าห้องมา มองข้างนอกระวังตัว ปิดประตู ปิดม่าน แล้วรีบถาม
“ฉันรู้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่นายคมพูด เธอไม่ต้องกลัว ถึงฉันจะเป็นน้องพี่ภู แต่เธอบอกความจริงฉันได้ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเธอ” ศรีแพรไม่เชื่อ
“ไม่ต้องทำเป็นพูดดี ข้าไม่หลงกลพวกเจ้าง่ายๆ แน่ บอกมาดีกว่าว่าขังตัวพ่อข้ากับไอ้คนเมืองไปไว้ที่ไหน”
“ขัง” ภาพโซ่ที่ห้องใต้ดินแว่บเข้ามาในความคิดคะนึงนิจ “รึว่า... ที่เธอลอบเข้ามาที่นี่ก็เพราะตามหาคนของเธอ”
“เจ้าอย่ามาทำเป็นไขสือ ตอนนี้ตำรวจรู้หมดแล้วว่าไอ้พ่อเลี้ยงให้คนใช้อาคมปลอมตัวเป็นกล้าไปทำชั่ว
บอกมาดีกว่าว่าซ่อนสองคนนั้นไว้ที่ไหน”
คะนึงนิจได้ยินชื่อกล้าก็แปลกใจ
“นี่เธอรู้จักพี่กล้าด้วยงั้นเหรอ”
“เขามีบุญคุณกับชาวม่อนช้างเผือก ข้าจะไม่ยอมให้เค้าเป็นอะไรไปเด็ดขาด”

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 8 (ต่อ)

คะนึงนิจแก้เชือกที่มือศรีแพร
“เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง แล้วฉันจะช่วยพาเธอออกไปเอง”
ศรีแพรมองคะนึงนิจ ชั่งใจว่าจะช่วยตนจริงรึไม่
“เจ้าจะช่วยข้า”
“ฉันสาบานได้”
คะนึงนิจรอฟังความจริงทั้งหมด

ภูมินทร์ขับรถเข้ามาจอดที่ริมน้ำสวยๆ แล้วลงจากรถแเดินอ้อมไปเปิดประตูให้ราชาวดี ราชาวดีลงจากรถมา มองรอบๆ
“นิจให้วดีมาหาที่นี่แน่เหรอคะ”
ภูมินทร์ไม่ตอบ แต่กลับเดินไปยืนเงียบๆที่ริมน้ำ ราชาวดีเริ่มเชื่อใจภูมินทร์มากขึ้น เดินตามไปยืนข้างๆ แล้วถามอีก
“นิจมีธุระอะไรกับวดีกันคะ ถึงต้องให้คุณพามาถึงที่นี่”
ภูมินทร์มองนิ่งไปที่ท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ส่องแสงกระจ่างอยู่
“วดีรู้ไหม ตั้งแต่ที่พ่อแม่ของพี่เสียไป ทุกครั้งที่พี่ท้อ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พระจันทร์ดวงนี้จะติดตามและเป็นกำลังใจให้พี่” ภูมินทร์หันมองราชาวดี มองซึ้ง “แต่ตั้งแต่พี่ได้พบวดี วดีก็เปรียบเหมือนกับดวงจันทร์ของพี่”
ราชาวดีรู้สึกอึดอัดใจท่าทีของภูมินทร์
“คือวดี”
“พี่ขอโทษที่ต้องโกหกวดีเรื่องนิจ แต่พี่กลัวว่าวดีจะไม่ยอมมากับพี่” ภูมินทร์รีบจับมือราชาวดี มองซึ้ง “วดี ถ้าวดีไม่รังเกียจพี่ ก็ให้โอกาสพี่ได้พิสูจน์ตัวเองสักครั้ง ขอให้พี่ได้อยู่เคียงข้างวดี ปกป้องวดีเถอะนะ” ภูมินทร์คุกเข่าลงกับพื้น หยิบตลับแหวนออกมาแล้วเปิด “แต่งงานกับพี่นะวดี นับจากนี้ไปจะไม่มีใครจะมาทำร้ายวดีได้อีก พี่สัญญา พี่จะปกป้องวดีด้วยชีวิตของพี่”
ราชาวดีมองแหวน อึ้ง
“แต่วดี”
ภูมินทร์ไม่ละความพยายาม
“ถ้าวดีไม่อยากรับ ก็โยนมันทิ้งไปได้เลย พี่จะไม่มาเซ้าซี้วดีอีก”
ราชาวดีเอาแหวนไป มองที่น้ำ ภูมินทร์ลุ้น ราชาวดีส่งคืน
“วดีไม่ได้ต้องการของมีค่าอะไรจากคุณ” ภูมินทร์หน้าเสีย “แต่ถ้าคุณเมตตาวดีจริง วดีก็ขอแค่ความจริงใจจากคุณเท่านั้น”
ภูมินทร์ดีใจมาก
“วดี พี่ไม่ได้หูฝาดใช่มั้ย” ราชาวดียิ้มจางๆ พลางพยักหน้ารับ ภูมินทร์เข้ากอดราชาวดีทันที “วดีรู้ไหม พี่ดีใจ ดีใจที่สุดในชีวิตเลย” ภูมินทร์ถอยออก แล้วค่อยๆ จับมือราชาวดีขึ้นมา ก่อนจะบรรจงใส่แหวนให้ราชาวดีช้าๆ “แหวนวงนี้แทนความรักของพี่นะ วดี พี่ขอให้วดีสวมมันไว้ นะ”
ราชาวดีพยักหน้ารับอีก
“ค่ะ พ่อเลี้ยง”
“พี่ภู เรียกพี่ว่าพี่ภูเถอะนะ”
“ค่ะ พี่ภู”
ภูมินทร์ดึงตัวราชาวดีเข้ามากอด รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ราชาวดียิ้มจางๆ น้ำตาร่วง มือของราชาวดีค่อยเลื่อนขึ้นมากอดภูมินทร์ตอบ

ภูมินทร์ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านแล้วลงจากรถอย่างอารมณ์ดี คมวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“เอารถไปเก็บให้ฉันด้วย แล้วก็เปิดไวน์มาซักขวด ฉันจะดื่มฉลอง”
“เอ่อ”
“มีอะไร”
“กะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับนาย”
ภูมินทร์สีหน้าเครียดขึ้นมาทันที

“ผมจะฆ่ามันแล้วนะครับนาย แต่คุณนิจเข้ามาห้ามซะก่อน แถมไล่พวกผม บอกจะดูเอง แต่พอผมกลับเข้ามาอีกที คุณนิจก็หายไปกับมันแล้ว”
คมจ๋อยพยายามแก้ตัว ภูมินทร์ตบหน้าคมด้วยความโมโห
“ไอ้กระจอกเอ๊ย แค่นี้ก็จัดการไม่ได้”
ลูกน้องที่ไปตามหาศรีแพรวิ่งเข้ามา
“เจอไหม” ลูกน้องทั้งสองคนส่ายหน้า “โธ่โว้ย”
“มีอะไรกันคะพี่ภู” ภูมินทร์หันขวับไป คะนึงนิจเดินยิ้มเข้ามา “ตามหานิจกันเหรอคะ”
ภูมินทร์ส่งสัญญาณให้พวกคมออกไปก่อน พวกคมกับลูกน้องรีบออกไป ภูมินทร์รีบเลียบๆ เคียงๆ ถามทันที
“นิจ เรื่องเด็กผู้หญิงคนนั้นน่ะ พี่อธิบายได้นะ”
คะนึงนิจรีบพูดแทรกขึ้น
“โอ๊ย เด็กบ้านั่นน่ะเหรอพี่ภู อย่าไปใส่ใจเลยค่ะ นิจไม่เชื่ออะไรที่มันพูดหรอก”
“แล้ว...”

“อ๋อ นิจไม่อยากให้พี่ภูต้องมายุ่งยากวุ่นวายอะไร ก็เลยจัดการเอาตัวไปให้ตำรวจซะเลย ป่านนี้คงถูกพาไปอยู่รพ.บ้าแล้วมั้งคะ”

ภูมินทร์ยังไม่ค่อยเชื่อใจนัก แต่ทำเชื่อ
“นิจไม่น่าต้องลำบากเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้เลย”
“แหม...ก็พี่ภูเป็นพี่ ไม่ช่วยพี่แล้วนิจจะช่วยใครล่ะคะ”
“จ้า น้องรัก”
สองคนต่างยิ้มให้กัน แต่ในใจกลับไม่ไว้วางใจกันทั้งคู่

หาญเพิ่งกลับเข้าบ้านจึงรู้เรื่องศรีแพรจากกระเต็น
“อะไรนะ เอ็งไม่ต้องห่วง ข้าพอรู้ว่าจะไปตามศรีแพรที่ไหน”
รัก ยม ปรากฏตัวขึ้นมา
“ไม่ต้องแล้วจ๊ะปู่หาญ หาญกับกระเต็นสงสัย ยมชี้ไปทางประตูบ้าน
“พี่คนสวยมาโน่นแล้วจ๊ะ”
ศรีแพรเดินเข้ามา หาญกับกระเต็นรีบเข้าไปหา หาญเห็นสภาพเนื้อตัวศรีแพรเป็นห่วงมาก
“เอ็งไปที่บ้านไอ้ภูมินทร์มาใช่ไหม”
ศรีแพรพยักหน้ารับ
“อะไรนะ ทำไมเธอถึงทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ ถ้าเกิดถูกพวกมันจับไปรู้ไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”
“ก็ข้ากลับมาแล้วนี่ไง ผู้หญิงที่ชื่อคะนึงนิจช่วยข้าไว้ แล้วก็บอกว่าจะช่วยพวกเราสืบหาความจริงทั้งหมดเอง”
กระเต็นยิ่งโมโหใหญ่
“โธ่เอ๊ย บ้าๆๆ บ้าไปกันใหญ่แล้ว รู้ไหมว่านั่นน่ะน้องสาวไอ้ภูมินทร์ เธอไปหลงเชื่อมันได้ยังไง ถูกมันหลอกแล้วรู้ไหม นี่ตกลงเธอบอกอะไรทางโน้นมันไปบ้าง บอกฉันมาซิ”
“เรื่องนั้นข้า...”
กระเต็นจับตัวศรีแพรเขย่า
“จะข้าอะไร ก็บอกมาสิ”
หาญเห็นท่าไม่ดี รีบห้ามกระเต็น
“กระเต็น ใจเย็น เรื่องนี้ให้ข้าคุยกับศรีแพรเองเถอะนะ”
“แต่”
“เชื่อข้า เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง เอ็งไปสงบสติอารมณ์ก่อน”
กระเต็นมองศรีแพรตำหนิก่อนจะเดินหงุดหงิดออกไป รัก ยม มองศรีแพรอย่างสงสารที่โดนดุ ก่อนจะพยักหน้าให้กัน แล้วหายวับไป ศรีแพรทรุดตัวลงนั่ง รู้สึกแย่เหลือเกิน
“ข้าทำอะไรก็ผิดไปหมด ทำไม ทำไมไม่มีใครเข้าใจข้าเลย”
หาญนั่งลงข้างๆ ปลอบใจ
“อย่าเสียใจไปเลย ที่น้าเค้าโมโหแบบนั้น ก็เพราะเป็นห่วงเอ็ง กลัวเอ็งจะเป็นอันตรายรู้ไหม” ศรีแพรคิดตาม
“มันก็จริง ข้าใจร้อนเกินไป ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่มาช่วย ข้าก็คง...” ศรีแพรลุกขึ้น “ข้าจะไปขอโทษน้ากระเต็น”
แต่แล้วศรีแพรก็เจ็บแผลที่โดนต่อยท้อง เซ หาญรีบประคองไว้
“เอ็งเจ็บแบบนี้อย่าเพิ่งทำอะไร ไปพักก่อน ข้าจะรักษาให้”
ศรีแพรขยับออกกลัวๆ
“ไม่ต้อง เดี๋ยว...เดี๋ยวข้าก็หายแล้ว”
หาญยิ้มขำที่ศรีแพรกลัวเหมือนเด็ก
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้รักษาแบบคราวที่แล้วหรอกน่า” ศรีแพรโล่งอก

หาญประคองให้ศรีแพรดื่มน้ำว่าน ศรีแพรดื่มแล้วทำหน้าขมอี๋สุดๆ หาญยิ้มขำ เอาน้ำเปล่าให้จิบ ศรีแพรรีบจิบตามไป
“เจ้าฟังที่ข้าเล่าไปแล้ว คิดว่าข้าจะถูกผู้หญิงคนนั้นหลอกรึเปล่า”
“ข้าพอรู้จักเค้าอยู่บ้าง แต่เราก็ยังวางใจอะไรไม่ได้ เอาเถอะ เอ็งไม่ต้องคิดมาก รู้ไหมว่าโชคดีแค่ไหนที่พิษตะขาบไฟไม่กำเริบ แผลเอ็งแค่พกช้ำ ไม่นานก็คงจะดีขึ้น”
“อยู่ในเมืองกรุงแบบนี้ เจ้าไปเอาว่านพวกนี้มาจากไหนกัน”
“ว่านที่ใช้แก้ช้ำในพวกนี้ ข้าให้ลูกชายปลูกเอาไว้ที่หลังบ้าน” ศรีแพรสงสัย
“ลูกชาย? เจ้ามีลูกแล้วงั้นเหรอ แล้วเค้าอยู่ไหน ทำไมข้าถึงไม่เห็นเลย”
“ลูกชายข้าเป็นตำรวจ แต่ป่วยตายไปแล้ว”
“ข้าเสียใจด้วยนะ ข้ารู้ว่าการสูญเสียมันเจ็บปวดแค่ไหน”
หาญยิ้มเอ็นดูที่ศรีแพรรู้จักใส่ใจคนอื่น
“ข้าไม่เป็นไรหรอก เกิด แก่ เจ็บตาย เป็นเรื่องที่เราทุกคนต่างหลีกหนีไม่พ้น กระเต็นสิน่าห่วง ตั้งแต่เสียสามีไป เค้าก็ทุ่มเทความรักทั้งหมดไปที่กล้า” ศรีแพรเริ่มงงๆ
“เดี๋ยวนะ เจ้าหมายความว่า น้ากระเต็นเป็นเมียของลูกเจ้า ถ้างั้น ไอ้คนเมืองก็เป็นลูกของลูกชายเจ้า” ศรีแพรตาโต “งั้นเจ้าก็เป็นปู่เลยน่ะสิ เฮ้ย เป็นไปได้ยังไง เจ้าหลอกข้าเล่นอีกใช่ไหม” หาญยิ้มๆ
“เอ็งอย่าคิดมากเลย นอนพักก่อนซะก่อนเถอะ”

หาญประคองศรีแพรลงนอนแล้วเดินกลับออกไป ศรีแพรพยายามคิด งงไปหมด

ที่บ้านราชาวดี ราชาวดีนั่งกอดรูปพ่อ แหงนหน้ามองพระจันทร์บนท้องฟ้า คิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา

ภาพในอดีตที่พบกับกล้าผ่านเข้ามา ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรก ช่วงเวลาดีดี จนถึงเห็นกล้าฆ่าเริง/ฉุดดวงใจ/กล้าฉุดตัวเองและจบที่ราชาวดีขวางกล้าที่จะทำร้ายภูมินทร์
อีกด้านหนึ่ง กล้าซึ่งถูกโซ่ล่ามไว้กับเสา คิดถึงครั้งล่าสุดที่เจอราชาวดีแล้วเศร้าใจ ที่ถูกเข้าใจผิด น้ำตารื้น
เสียงราชาวดีดังขึ้น
“แล้วไหนล่ะคนที่จับพี่ไว้ อย่าโกหกวดีอีกเลย พอกันที สิ่งที่พี่กล้าทำ มันเลวร้ายมาก มากเกินกว่าที่วดีจะให้อภัยพี่ได้”
“วดี”
กล้าพึมพำอย่างเศร้าใจ

ราชาวดีถอนใจ น้ำตารื้นดูรูปพ่อที่กอดอยู่
“พ่อคะ วดีตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหมคะ”
ราชาวดีกอดรูปพ่อ เหม่อมองบนท้องฟ้า

คะนึงนิจแง้มประตูห้องราชาวดีเข้าห้องมาเห็นราชาวดีปิดไฟนอนหลับแล้ว คะนึงนิจย่องไปที่ฟูก ล้มตัวลงนอน แต่ก็หลับตาไม่ลง นอนกระสับกระส่าย เสียงศรีแพรดังขึ้นมา
“ไอ้พ่อเลี้ยงมันเป็นคนเหี้ยมโหด ล่าสัตว์ป่าเพื่อเอาซากไปขาย แถมยังวางแผนฆ่าล้างบางคนในหมู่บ้านของข้า แล้วจับตัวกล้ากับพ่อข้าไว้ ถ้าเจ้าเป็นน้องสาวของมันจริง ตอนนี้เจ้าก็ต้องเลือกระหว่างพี่ชายกับความถูกต้อง เจ้าคงไม่ปล่อยให้คนดีดีต้องถูกทำร้ายใช่ไหม”
คะนึงนิจคิดเครียด ผิดหวัง เสียใจที่ถูกพี่ชายหลอกมาตลอด

วันต่อมาเสือดำนั่งสมาธิหลับตานิ่งอยู่ในห้องขัง ท่าทางอ่อนแรง ภาพค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาเสือดำ...ภาพที่ดวงใจถูกข่มขืน
“จงจ้องมองเสียให้เต็มตา เอ็งเจ็บแค้นสักเพียงใด ขอจงรู้ไว้ที่ผ่านมา พวกข้าเจ็บแค้นยิ่งกว่าหลายเท่านัก”
เสือดำไม่เห็นด้วยเบือนหน้าไป
เสือดำนั่งหลับตาเหงื่อแตกเสียงของกล้าดังขึ้น
“ถึงฉันตาย ฉันก็จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่พวกแกล่ะมีอะไรเหลือไว้ให้ภูมิใจบ้าง”
เสือดำรู้สึกหดหู่กับสิ่งที่ขุนโชติทำ
“แต่ก่อนเราเคยมีกฎ ไม่ข่มเหงผู้หญิง ไม่รังแกผู้อ่อนแอกว่า แต่หนนี้เรากลับกลืนน้ำลายตัวเอง”
ขุนโชติอัดเสือดำกระเด็น
“หุบปาก เอ็งลืมสิ้นเสียแล้วรึ ว่าไอ้หลวงณรงค์มันทำกระไรไว้กับลูกเมียข้าบ้าง”
ภาพเคลื่อนเข้าหาเสือดำ เสียงสนทนาดังขึ้น
“แม้ข้าตาย พี่โชติต้องเอาเลือดพวกเอ็งสังเวยวิญญาณข้าแน่”
“เอ็งคิดจริงๆ เหรอว่ามันไม่รู้เรื่องนี้ ไอ้โง่”
ทันใดเสือดำก็สะดุ้ง ลืมตาขึ้น เสียงลูกกรงถูกไขเปิดออก ตำรวจนำหาญเข้ามา ในมือมีถ้วยน้ำว่านมาด้วย
“ข้าต้มน้ำว่านมาให้เอ็งรักษาตัว”
เสือดำมองหาญนิ่ง
“เอ็งไม่ต้องมาทำดี อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีทางทรยศพี่โชติเป็นแน่”
“ข้ารู้ ชายชาตรีเราถือเรื่องความสัตย์เป็นสำคัญ เรื่องกล้าข้าจะไม่คาดคั้นอีก เอ็งกินว่านนี่เสียก่อนเถอะ”
เสือดำปัดถ้วยน้ำว่านกระเด็นไป
“ไม่ หากคิดว่าข้าจักใจอ่อนเพราะเรื่องแค่นี้ล่ะก็ ไม่มีทาง”
“เสือดำ ข้ารู้ว่าเอ็งได้ชีวิตคืนมาพร้อมกับความแค้น ไฟแค้นของพวกเอ็ง มันเผาผลาญได้แม้แต่คนบริสุทธิ์” เสือดำชะงัก นึกถึงดวงใจ “แต่ตอนนี้เอ็งมีโอกาสชดใช้บาปกรรมที่ก่อไว้กับผู้อื่นแล้ว”
เสือดำเริ่มนิ่ง รู้สึกผิด แต่ยังปากแข็ง
“เอ็งไม่ต้องมาสอนข้า ข้าเคยบวชเรียนมาแล้ว เรื่องเวรกรรมข้าแจ้งแก่ใจดี เอ็งจงระวังตัวเองเถิด พวกข้านี่แหละคือเจ้ากรรมนายเวรของเอ็ง ไอ้หลวงณรงค์”
หาญถอนใจ จริงจัง
“ในเมื่อข้าเคยทำผิด ข้าก็พร้อมรับผิด แต่กล้าไม่เกี่ยว บอกมาเถอะว่ากล้าอยู่ที่ไหน” เสือดำยิ้มแล้วกัดลิ้นตัวเอง หาญเห็นเลือดไหลออกมาจากปากดำก็ตกใจ “นี่เอ็ง”
หาญว่าคาถานะจังงัง แล้ววาดมือออกไปทันที คลื่นมนต์กระทบร่างเสือดำนิ่งไป หาญมองเสือดำเครียด

คะนึงนิจเดินลงมาจากบ้านเห็นราชาวดีนั่งอยู่ กำลังเปิดกล่องสังกะสีเล็กๆ ดูของที่เก็บไว้ คะนึงหยุดชั่งใจว่าจะบอกราชาวดีดีไหมแล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหา
“เรามีเรื่องจะบอกวดี”
ราชาวดีนั่งรออยู่เหมือนกัน
“เราก็มีเรื่องจะบอกนิจเหมือนกัน” ราชาวดีเอาพระห้อยคอ “พระของพ่อ เราเพิ่งเจออยู่ในกล่องบนหิ้งพระ พ่อเคยพูดว่าจะเอาไว้ให้ลูกศิษย์ที่เก่งๆ พ่อคงอยากให้นิจ”

“ขอบใจนะ”

“ทำไมเอาของ ของครูออกมาเยอะแยะ” คะนึงนิจถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นของที่วางอยู่

“ก็ถ้าเราย้ายออกจากที่นี่ เราจะเอาของสำคัญของพ่อไปด้วย”
“ย้าย” ราชาวดียื่นมือที่ใส่แหวนให้คะนึงนิจดู “แหวนนี่...”
“เราจะแต่งงานกับพ่อเลี้ยง”
คะนึงนิจแปลกใจ
“แต่งงาน เมื่อวานเราเจอพี่ภู ไม่เห็นเค้าบอกอะไรเลยนี่”
“เราขอพ่อเลี้ยง เอ่อ พี่ภู ไว้ว่าจะบอกนิจด้วยตัวเองน่ะ”
คะนึงนิจมองราชาวดีที่ดูซึมๆ ก็รู้ว่าไม่ได้แต่งด้วยความรักแน่ๆ เป็นห่วงมาก
“วดี วดีแน่ใจแล้วเหรอ? พี่ภูบังคับอะไรวดีรึเปล่า”
ราชาวดีรีบยิ้มกลบเกลื่อน
“เปล่าเลยนิจ พี่ภูเค้าดีกับเรามาก”
คะนึงนิจอึ้ง คิดถึงสิ่งที่ศรีแพรพูดไว้
“ตอนนี้เจ้าก็ต้องเลือกระหว่างพี่ชายกับความถูกต้อง เจ้าคงไม่ปล่อยให้คนดีดีต้องถูกทำร้ายใช่ไหม”
“วดีรอก่อนได้ไหม เลื่อนวันแต่งออกไปก่อน เรา...เรายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องพิสูจน์ให้ได้”
“แต่เราตัดสินใจดีแล้วจริงๆ นิจ ไม่ต้องพิสูจน์อะไรพี่ภูอีกแล้ว”
คะนึงนิจอึ้งๆ ได้แต่แสดงความยินดี
“จ๊ะ งั้น...เรายินดีกับวดีแล้วก็พี่ภูด้วยนะ”
“แล้วนิจมีอะไรจะบอกเราเหรอ”
“เปล่าจ๊ะ ไม่มีอะไร”
คะนึงนิจยิ้มให้ราชาวดี แต่จริงแล้วในใจรู้สึกเป็นกังวลมาก

คะนึงนิจเดินเข้ามาที่หน้าบ้านภูมินทร์ ที่คอคะนึงนิจมีพระใส่มาด้วย คะนึงนิจเห็นยามยืนอยู่ยามหันมา คะนึงนิจรีบหลบแล้วนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนตอนพาศรีแพรหนี
คะนึงนิจแอบปีนกำแพงรั้วลงมาข้างนอก มองซ้ายขวาไม่มีใคร
“ปลอดภัย”
คะนึงนิจกระซิบบอก ศรีแพรโผล่ขึ้นมาที่รั้วแล้วกระโดดตามลงมา คะนึงนิจกระซิบเบาๆ
“ออกไปตามทางที่ฉันบอก เธอก็จะถึงบ้านพี่กล้ารอข่าวจากฉันนะ เรื่องพี่ชายฉันใช้อาคมใส่ร้ายพี่กล้า
ฉันยังไม่ค่อยเชื่อหรอกนะ แต่ฉันก็จะช่วยตามหาให้ได้ว่าพี่กล้ากับพ่อของเธอถูกขังอยู่ที่ไหน”
ศรีแพรพยักหน้ารับ แล้วรีบย่องออกไป คะนึงนิจครุ่นคิดหนักใจ
คะนึงนิจเห็นยามเดินไปอีกฝั่ง คะนึงนิจรีบออกจากที่ซ่อน วิ่งเข้าประตูไป

คะนึงนิจแอบอยู่หน้าบ้านเห็นภูมินทร์เดินออกมาจากบ้านอย่างอารมณ์ดี คมเข้ามาหา
“แกบอกงดงานอื่นไปหมดแล้วใช่ไหม” คมรีบประจบ
“ครับนาย ตอนนี้ผมให้พวกลูกน้องไปซื้อของเตรียมสำหรับงานแต่งแล้วครับ” ภูมินทร์พอใจ
“ดีมาก หึ ฉันอยากจะรู้นักว่ามันจะคิดยังไง แกไปเอารถออกฉันจะไปฉลองล่วงหน้าซะหน่อย”
“ครับนาย”
คมออกไป คะนึงนิจแอบอยู่ที่มุมลับตาได้ยินทุกอย่าง รีบตามคมออกไป

คมเดินมาที่รถแล้วไขกุญแจเปิดรถ คะนึงนิจย่องเข้ามาที่มุมลับตา รีบคิดหาวิธีตามไปให้ได้ คะนึงนิจเห็นก้อนหิน ตัดสินใจหยิบแล้วขว้างออกไปเพื่อหลอกล่อคม คมกำลังจะเข้ารถได้ยินเสียงก้อนหินกระทบพื้น เอะใจ ชักปืนรีบเดินออกไปดู คะนึงนิจได้จังหวะรีบวิ่งไปที่รถทันที
คมเดินเข้ามาดู แต่ไม่เห็นใคร ลูกน้องเดินเข้ามา
“ฉันได้ยินเสียงแปลกๆ แกให้คนของเราเดินตรวจรอบบ้านให้ละเอียด เข้าใจไหม”
“ครับพี่คม”

คมเดินกลับมาที่รถ สตาร์ทแล้วขับออกไป กระโปรงท้ายรถแง้มอยู่ แล้วค่อยๆ ปิดลง

จบตอนที่ 8

อ่านต่อตอนที่ 9 เวลา 17.00น.
ลูกไม้หลากสี ตอนที่ 8
ลูกไม้หลากสี ตอนที่ 8
ชนิกานต์ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อไปเรียน เด็กสาวมองไปยังกล่องของขวัญซึ่งอยู่บนโต๊ะปลายเตียง ลุกขึ้นมา เดินไปหยิบกล่องของขวัญเปิดออก เห็นแหวนเพชรดีไซน์เก๋สวยงามสำหรับสาววัยใส ชนิกานต์หวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา วันนั้นชนิกานต์เดินผ่านร้านเพชร มองไปยังแหวนเพชรในตู้โชว์เครื่องประดับ ก่อนจะหันมาบอกผู้เป็นพ่อ “แหวนวงนี้สวยมาก นิกกี้อยากได้” “อยากได้ก็ตั้งใจเรียน พ่อจะซื้อให้เป็นของขวัญวันรับปริญญา” “นิกกี้อยากได้วันนี้นี่” ชนิกานต์งอนผสมงอแงที่ณวัตรไม่ซื้อให้ จึงเดินหนีไป ชนิกานต์ดึงตัวเองกลับมา หยิบแหวนจากกล่องมาสวมนิ้วซึ่งสวมได้อย่างพอดีเป๊ะ ชนิกานต์ยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกดีที่ณวัตรใส่ใจและซื้อของที่ชอบมาให้ ชนิกานต์คิดทำอะไร
กำลังโหลดความคิดเห็น...