xs
xsm
sm
md
lg

คู่กรรม ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คู่กรรม ตอนที่ 6

ประตูห้องพักโกโบริถูกเปิดออก โดยหมอเคสุเกะที่เป็นคนเปิดแล้วเดินนำเข้ามา ขณะที่หมอทาเคดะเดินคอยตามประคองโกโบริที่พยายามเดินเข้ามาเอง ตรงไปที่เตียง

“หมอ-อย่าพูดอะไร-กับลุงผม-เรื่องนี้นะ” โกโบริกำชับ
หมอทาเคดะมองสบตาโกโบริที่หันมองมาด้วยสายตาวิงวอนขอคำมั่น
“ได้-ไม่พูด-คุณสบายใจเถอะ”
โกโบริหันไปมองเคสุเกะ ด้วยแววตาที่บอกสิ่งเดียวกัน คือห้ามบอกใคร หมอเคสุเกะก้มหัวให้ เป็นเชิงรับคำ
โกโบรินั่งลงที่เตียงนอนของตน พยายามทรงตัวยืดหลัง ด้วยเจ็บสะท้านไปทั้งร่างเมื่อทิ้งตัวนั่ง ในจังหวะที่ พลโทโทโมยูกิ และพันโทมาซาโอะเดินเข้ามาพอดี หมอ เคสุเกะ ทำความเคารพ พึ่บพั่บ โกโบริขยับจะลุกยืน
พลโทโทโมยูกิรีบบอกกับโกโบริ “ไม่ต้อง”
โกโบริชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นโค้งก้มหัวลง ในท่านั่ง
หมอเคสุเกะ เดินออกไป
นายพลโทโมยูกิถามอาการหลานอย่างห่วงใยเป็นภาษาญี่ปุ่น “หลานเป็นอย่างไรบ้าง”
โกโบริตอบกลับเป็นญี่ปุ่น “ไม่เป็นอะไรมากครับ หมอทาเคดะช่วยรักษาอย่างดีแล้ว”
พลโทโทโมยูกิหงุดหงิดมาก “ใครทำ..หา รู้ตัวคนร้ายหรือยัง”
โกโบริกับหมอทาเคดะสบตากัน
โกโบริก้มหน้าซ่อนสายตา “กลางคืน..มันมืดมากครับ มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
พันโทมาซาโอะหันมาถามหมอ “หมอเองก็ไม่เห็นหรือ”
หมอทาเคดะก้มหน้า “ไม่เห็นเลยครับ”
“เจ้าของสวนตรงนั้นเป็นใคร” พลโทโทโมยูกิถามอีก
หมอทาเคดะมองลุ้นโกโบริ นายพลโทโมยูกิและพันโทมาซาโอะจ้องรอคำตอบจากโกโบริ
“ไม่..คือผมไม่คิดว่า จะเป็นคนแถวนี้..ผมผิดเอง ที่ประมาท..ไม่ได้พกอาวุธติดตัว”
พันโทมาซาโอะออกความเห็น “ท่านครับ สารวัตรองอาจน่าจะช่วยเรื่องนี้ให้เราได้”
“ดี..มาซาโอะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุด..แล้วทำหนังสือแจ้งถึงนายกฯไทย ขอคำตอบภายใน 7 วัน”
“ครับท่าน” มาซาโอะรับคำแข็งขัน
โกโบริกับหมอทาเคดะลอบสบตากันหน้าซีดทั้งคู่

เวลาเดียวกัน ที่เรือนไม้รับรองสองชั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระนคร
ตัวละครหลวงชลาสินธุราช นายทหารสื่อสาร เสรีไทยระดับสูง 5-6 คน
วิทยุสื่อสารระยะไกลกำลังทำงานรับสัญญาณตอกรหัสลงแผ่นกระดาษอยู่ ใกล้ๆ จุดนั้นเห็นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงคือนายทหารสื่อสาร แต่แต่งชุดไปเที่ยวดูมีสีสัน กำลังรออย่างใจจดใจจ่อที่เครื่อง ที่มุมหนึ่งของห้องที่ปิดประตูหน้าต่างทึบ
จนได้รับรหัสลงแผ่นกระดาษครบสมบูรณ์ ชายหนุ่มคนนั้นรีบดึงกระดาษออกมาด้วยสีหน้าที่ลุ้นระทึก
“แย่แล้ว…”
ทหารสื่อสารคนนั้น รีบเอาแผ่นในมือ วิ่งออกมาประตูห้องนั้น วิ่งไปตามเฉลียงยาว มุ่งสู่ที่ระเบียงกว้าง เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดตา ซึ่งมีเสรีไทยพระนครระดับสูง 5-6 คน ทุกคนแต่งตัวตามสบายในชุดลำลอง กำลังทำทีเป็นดื่มกาแฟ คุยสัพเพเหระ ฟังเพลงจากแผ่นเสียงกัน บ้างก็หันมามองลุ้น บ้างยืน หรือลุกขึ้นเดินเข้ามามุง ที่แน่ๆ ทุกคน รอคอยบางอย่างอยู่
ที่แท้คนๆ หนึ่งในกลุ่มเสริไทย คือหลวงชลาสินธุราช บิดาของอังศุมาลิน ที่สวมหมวกพรางใบหน้า และกำลังถอดหมวกเผยตัวตนออกมาขณะถาม
“จากไหนวินัย”
ทหารสื่อสารนามวินัยกวาดตาดูข้อความรหัสในกระดาษ “จาก ‘ช้างป่า’ ครับ”
“ช้างป่า หมายถึง เจ้าวงศ์ แสนสิริพันธุ์ เสรีไทยคนสำคัญของจังหวัดแพร่ เป็นผู้แทนราษฏรคนแรก ของจังหวัดแพร่” นั่นเอง
หนึ่งในเสรีไทยบอก “ใช่จริงๆ ด้วย ว่าอย่างไร”
ทุกคนลุ้นฟังข้อความเป็นตาเดียวกัน ลุ้นว่าจะเป็นข่าวดีที่รอคอย
ทหารสื่อสารอ่านแปลรหัสข้อความ “ไม่สามารถออกจากเขตไปได้...ภาระกิจล้มเหลว”
ทุกคนมีสีหน้าผิดหวังไปตามๆกัน อึ้งเงียบกันไปครู่
เสรีไทยอีกคนเอ่ยขึ้น “อย่างที่ ‘รู้ธ’ กังวลไว้ไม่ผิด”
“รู้ธ หมายถึง นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น ที่เป็นผู้นำเสรีไทย ในประเทศไทย ”
เสรีไทยคนแรกพูดเสริมท่าทีฮึดฮัด “ใช่สิ ญี่ปุ่นมันคุมจุดเข้าออกชายแดนตอนเหนือหนาแน่นทุกจุด…โธ่เว้ย”
หลวงชลาสินธุราชคิดหนักอึ้งไปครู่ “ยังไงก็ต้องส่งคนของเราให้เดินทางไปถึงจีนให้ได้ ไม่เช่นนั้นขบวนการของพวกเรา ในประเทศนี้ ก็จะไม่มีทางติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้แน่เราจะถูกตัดขาด จะไม่มีใครรู้ว่ามีพวกเราอยู่ในโลกนี้เลย”
เสรีไทยคนที่สองบอก “ต้องรีบแจ้ง ‘รู้ธ’ ด่วน”
ทุกคนเห็นด้วย

พระอาทิตย์ลอยตัวลงต่ำเหนือยอดไม้บอกเวลายามเย็น อังศุมาลินว่ายลัดเลาะข้ามลำประโดงมา แล้วค่อยๆ ว่ายเข้ามาใกล้ๆ อู่ คอยชะเง้อคอแอบดูเหตุการณ์ในอู่
เห็นพวกทหารญี่ปุ่นเดินตรวจตรา เปลี่ยนเวรยามอย่างแข็งขัน อังศุมาลินว่ายน้ำไปมา คอยชะเง้อ แอบมอง แต่ไม่เห็นเงาโกโบริ หรือใครที่รู้จัก อังศุมาลินมองไปรอบๆ เห็นมีเรือสีขาวที่โกโบริเคยขับมาจอดอยู่ไม่ไกล นาทีนั้นอังศุมาลินมีหวังขึ้นมา รีบดำน้ำลงไป แล้วไปโผล่ข้างๆ เรือขาว เอามือเกาะขอบเรือพยุงตัว แล้วชะโงกมองดู ทว่าภายในเรือไม่มีใคร
อังศุมาลินถอนหายใจ “เฮ้อ...”
ภายในโรงงงานของอู่มีแต่พวกคนงานทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

สีหน้าอังศุมาลินขณะที่เกาะขอบเรือมองอย่างผิดหวัง แล้วปล่อยมือจากเรือ หันหลัง ว่ายน้ำกลับไปบ้าน

เวลาเคลื่อนคล้อยจากเย็นเป็นเวลาค่ำคืน มองจากภายนอกเห็นในห้องพักโกโบริ มีแสงไฟสีนวลสว่างไสวอยู่ในนั้น

ส่วนด้านในโกโบริไม่สวมเสื้อ ที่ตัวยังมีผ้าพันแผลพันคล้องไว้อยู่ ยืนเหม่ออยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปนอกหน้าต่าง
นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่จะขึ้นเรือกลับ ตอนโกโบริก้าวขึ้นเรือ เซซวนไปเล็กน้อย แล้วโกโบริหยุด หันไปมองอังศุมาลินแวบหนึ่ง เห็นอังศุมาลินที่ยืนอยู่บนเรือนมองกลับมาด้วยนัยน์ตาเรียบเฉยเช่นกัน
โกโบริดึงตัวเองกลับมาถอนหายใจ แววตาหม่นเศร้า ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ ซึ่งมีซามิเซ็งวางอยู่
โกโบริเดินเข้าไปนั่งลง เอื้อมมือไปแตะแล้วต้องชักมือกลับ แววตาหมองหม่น เจ็บหลัง ไม่มีปัญญาเล่นเครื่องดนตรีโปรด

บ้านอังศุมาลินยามพลบค่ำตกอยู่ในความมืด มองเห็นแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุเจิดจ้า อังศุมาลินยืนอยู่ที่ระเบียง มองทอดสายตาออกไปไกลทางอู่ต่อเรือ อังศุมาลิน ถอนใจยาว แววตาสับสน วิตกกังวล
พอหันกลับไปมองเห็นขิมที่วางทิ้งไว้อยู่กลางชานเรือน อังศุมาลินนั่งพับเพียบลง เปิดออก หยิบไม้มา เพ่งที่ขิม
แล้วนึกถึงวันที่นั่งเล่นขิมแล้วโกโบริเดินขึ้นมาบนเรือน
“เข้ามาทำไม ต้องการอะไร” อังศุมาลินจ้องตาเป๋งที่โกโบริ ท่าทีระแวง
โกโบริพยายามสื่อสารด้วยภาษาไทย “คือ..ผมขับเรือ-เรือเสีย- เรือลอยผ่าน บ้านคุณ-ได้ยิน-เสียง คล้ายๆ-ซามิเซ็ง-ผมชอบเล่น-ซามิเซ็ง -ผม มาดู…”
และโกโบริดีใจ ที่เหมือนอังศุมาลินรู้เรื่อง รีบอธิบายต่อ “คุณ- กรุณา ให้ผม-ดู -ดนตรีนั้น -ได้ไหม -ผมอยากเห็น -ใกล้ๆ -ว่าทำไม -เสียงดนตรี -เหมือน- ซามิเซ็ง”
ยิ่งคิดยิ่งเศร้า อังศุมาลินถอนหายใจ พยายามสลัดความคิดว้าวุ่นที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องโกโบริ ตัดสินใจตีขิมลงไป 2-3 ตัวโน้ต

แต่แล้วก็ไม่มีสมาธิ อังศุมาลินคิดไปถึงเหตุการณ์วันนั้นอีก
“หรือเห็นว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง แล้วไม่เคารพนับถือยำเกรง ผู้หญิงไทยบ้านนี้สู้ตายเสมอ ขอบอกให้รู้ไว้”
“ผมจะ-ไปแล้ว” โกโบริก้าวเข้ามา ยื่นมือจะก้มหยิบหมวก
แต่อังศุมาลินตกใจร้องลั่น “บอกว่าอย่าขยับ!” แล้วพลันฟาดไม้คานเข้าใส่โกโบริเต็มแรง
โกโบริไม่ทันระวัง ไม้คานโดนเข้าที่หัวคิ้วดังโป๊ก อังศุมาลินก็ตกใจ ที่ฟาดโดน
“โอ๊ะ”
โกโบริหันมา คว้าไม้ไว้
“นี่ แกจะทำอะไร..อย่านะ”
โกโบริค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้า ที่โหนกคิ้วมีเลือดซึมซิบๆ
“ถ้าผมทำอะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วย..ผมแค่จะเก็บหมวกของผมกลับไป”
ขณะพูดโกโบริจ้องไม่หลบ แววตาตัดพ้อ

นึกถึงตอนนี้แล้วอังศุมาลินทนไม่ได้ วางไม้ตีขิมลงกลางคัน แล้วสุดท้ายยกมือทั้งสองขึ้นมา ซบหน้าลงบนฝ่ามือ ไม่อยากคิดไม่อยากเห็นอะไรที่เกี่ยวกับโกโบริอีกแล้ว


“ทุ่งดอนเมือง คืนเดือนหงาย 22 ธันวาคม พศ.2485”

พระจันทร์คืนเดือนเพ็ญส่องสว่างไปทั่วทุ่งดอนเมือง พระนคร แห่งนี้ เสียงหริ่งหรีดเรไรร้องระงม
เวลากลางดึกที่บ้านไม้หลังหนึ่งย่านดอนเมือง เด็กชายไทยผอมๆ คนหนึ่งนอนอยู่กับพี่สาวในมุ้ง แต่นอนไม่หลับพลิกตัวไปมาเลยลุกขึ้น
เด็กชายเปิดมุ้งออกมาหันมองกลัวพี่สาวตื่นแล้วค่อยๆ ย่องไปหยิบห่อที่ซุกไว้ออกมาค่อยๆ เปิดออก กลัวพี่สาวเห็น
เด็กชายย่องออกมาที่ระเบียง ที่พระจันทร์สว่างจ้า เห็นเป็นขวดปลากัด เด็กชายมองอย่างพอใจทันใดนั้นเสียงหวอดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
พี่สาวงัวเงียลุกขึ้นมาในมุ้งยิ่งตกใจ รีบเก็บขวดปลากัดแอบแทบไม่ทัน พี่สาวได้สติตะโกนลั่น
“ระเบิดมา”
เด็กชายแหงนดูฟ้า เห็นเครื่องบินๆ มา เห็นจากไกลๆ ในกลางดวงจันทร์ดวงโต ยังกะฝูงยุง
เด็กชายยืนดูเพลินอ้าปากหวอ พี่สาววิ่งมาฉุดไป

เสียงหวอเตือนภัยทางอากาศดังลั่น ชาวบ้านในทุ่งนาแถบดอนเมืองวิ่งกันจ้าละหวั่นลงจากบ้าน วุ่นวาย เสียงฝูงบินดังกระหึ่มมา พี่สาวจูงเด็กหนุ่มวิ่งไปหลุมหลบภัยบ้านข้างๆ
ฝูงบิน B24 หรือ P-51D Mustang สังกัด 2 Air Commando Group กลางท้องฟ้ายามดึก เสียงปืนต่อสู้อากาศยานยิงป้องกันดังสนั่น
ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันพันละวัน พื้นที่ต่างๆ เบื้องล่าง ถูกบอมบ์เป็นจุดๆ ลูกระเบิดลงเฉียดสนามบินดอนเมืองไปตกในนารอบๆ ทางรถไฟสายอยุธยา พาชี ลพบุรี

โดย “การทิ้งระเบิดคืนนั้น ทำให้ทุ่งดอนเมืองเป็นหลุมเต็มไปหมด สามารถทำเป็นบ่อกักเก็บน้ำได้ แต่สนามบินดอนเมืองรอด ทางรถไฟสายอยุธยาพังหลายจุด สถานีบ้านพาชี บ้านม้า รวมทั้งลพบุรี โคกกระเทียม และสนามบินโคกกระเทียมด้วย”

คู่กรรม ตอนที่ 6 (ต่อ)

ตอนรุ่งสางวันนั้น ที่บริเวณค่ายญี่ปุ่นใกล้ๆ ดอนเมือง เสียงหวอเตือนภัยดังสนั่นพร้อมๆ กับเห็นรถดับเพลิงวิ่งมาจอดเพื่อช่วยฉีดน้ำสมทบกับอีกคันหนึ่งที่กำลังฉีดดับเพลิงอาคารโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นมาติดธง ยึดเป็นค่าย ไฟกำลังมอดไหม้ชาวบ้านมุงดูมากมาย

พันโทมาซาโอะ นั่งอยู่ด้านหน้ารถจี๊ป มองภาพตามทางที่รถขบวนตนแล่นผ่าน โดยมีพลโทโทโมยูกินั่งอยู่ด้านหลังของรถจี๊บประจำตำแหน่ง
ชาวบ้านวิ่งจ้าละหวั่น บ้างตัวเปียกมอมแมม ขนข้าวของพะรุงพะรัง มีรถลำเลียงพลของญี่ปุ่นขนทหารบาดเจ็บสวนออกไป 1 คัน 2 คัน 3 คัน ก่อนที่ขบวนรถของนายพลโทโมยูกิมาจอดกึก
มาซาโอะ และโทโมยูกิ รีบลงจากรถ เห็นสภาพค่ายทหารญี่ปุ่นที่ใกล้สนามบินดอนเมือง ถูกบอมบ์ยับเยิน ไฟไหม้คละคลุ้ง
พลทหารรีบลำเลียงเพื่อนทหารทั้งบาดเจ็บ และล้มตายผ่านหน้าไปมากมาย บ้างขาขาดแขนขาดอาการร่อแร่ โทโมยูกิมองด้วยความสะเทือนใจและแค้นใจ
“สั่งปิดข่าวให้หมด อย่าให้โลกภายนอกรู้ว่าเรามีการสูญเสียเด็ดขาด อย่าลืม แจ้งสำนักข่าวโดเมอิ และสำนักข่าวเรงโง บอกว่าฝูงบินพันธมิตร ทิ้งระเบิดพลาดเป้า ขุดทุ่งนาเป็นหลุมบ่อมากมาย แต่ไม่โดนอะไรเลย”
“ไฮ้ จะไม่มีข่าวความสูญเสียของฝ่ายเราเด็ดขาดครับผม มีแต่ข่าวพวกพันธมิตร เซ่อซ่าซุ่มซ่ามมาก ครับผม” มาซาโอะรับคำสั่งท่าทีซีเรียสมาก

ตรงบริเวณหน้าบ้านกำนันนุ่ม ที่ฝั่งธนบุรีเช้าวันเดียวกันบรรยากาศอึมครึม กำนันนุ่มอึ้ง สบตากับแม่วันผู้เป็นเมีย หลังฟังสารวัตร-องอาจเล่าจบ
“อะไรนะครับ..สารวัตร.. คนที่โดนฟันในสวนวันก่อน..คือ..ผู้กองโกโบริ ที่อยู่ที่อู่เรือนี่เองหรือครับ”
สารวัตรองอาจ และตำรวจพื้นที่ 2 นาย โดยมีหมอโยชิ ที่มาพร้อมทหารญี่ปุ่นอีก 2-3 นาย กำลังยืนคุยกับกำนันนุ่มอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน
“ใช่..กำนันรู้เรื่องคนร้ายพวกนี้บ้างไหม” สารวัตรถาม
“เอ..ก็..ได้ยินเขาพูดๆที่ตลาด ว่ามีทหารญี่ปุ่นโดนฟัน..ก็แค่นั้นแหละ”
แม่วันหลุดปาก “อ้าว พ่อ! หรือมีดดาบที่พ่อ…”
กำนันแอบจับแขนเมียจากด้านหลัง ส่งสัญญาณให้เงียบ แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
“สงสัยจะเป็นฝีมือคนร้ายจากต่างถิ่นมากกว่า แถวๆ นี้...ไม่มีใครเกลียดทหารญี่ปุ่นหรอกครับสารวัตร ตำบลเรา...ทหารญี่ปุ่นกับชาวบ้านถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี”
สารวัตรองอาจติดใจเรื่องดาบ “มีดดาบอะไรหรือกำนัน”
“เอ้อ เปล่า ไม่มีอะไร” แม่วันอึกอัก
สารวัตรองอาจ หันมองแม่วัน ที่เลี่ยงหน้าหลบตาใหญ่ หมอโยชิมองจับสังเกตอยู่
“เมื่อครู่นี่..คุณนายพูดถึงมีดดาบใช่ไหม” หมอโยชิจ้องหน้าถาม
ทุกคนจ้องมาที่สองผัวเมียเป็นตาเดียว กำนันอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไป
“อ๋อ คืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่เราได้ยินข่าวเรื่องทหารญี่ปุ่นถูกซุ่มดักทำร้าย ผมกับเมียก็เลยกลัว ตอนนี้มันเป็นภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพงนัก อาจโดนจี้ปล้นได้ง่ายๆ จะไปไหนมาไหนค่ำๆ มืดๆ ต้องคอยเตือนกันไว้ ว่าให้พกมีดพกไม้ติดตัวไปป้องกันตัวเองด้วย”
หมอโยชิกำชับ “คุณกำนันช่วยบอกชาวบ้านด้วยนะ ว่าท่านแม่ทัพญี่ปุ่นประกาศจะให้รางวัลอย่างงาม กับใครก็ตาม ที่จับตัวคนร้ายมาให้กองทัพได้”
กำนันนุ่มลอบสบตาสะกดแม่วันประมาณอย่าพูดอะไร ให้เงียบๆ ไว้
“กำนัน..กำนันก็รู้ ว่าผู้กองโกโบริเป็นหลานชายท่านแม่ทัพใหญ่กองทัพญี่ปุ่น ท่านนายกรัฐมนตรีของเราก็ร้อนใจมาก ทางผมและส่วนกลางจึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ยังไงผมขอฝากกำนันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเอาตัวคนร้ายมาให้กับทางตำรวจด้วย” สารวัตรองอาจบอกย้ำ
“ครับๆ ท่านสารวัตร”
กำนันนุ่มรับคำพร้อมด้วยการยิ้มแห้งๆ

บริเวณสวนของบ้านอังศุมาลิน มีเพิงไม้เก่าๆ ปลูกอยู่ท้ายสวนตรงบริเวณนั้นเป็นสวนฝรั่ง ภายในเพิง ข้าวของกระจัดกระจาย หม้อดินที่ถูกรมควันจนดำวางอยู่เกะกะ ตาผลนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ตาบัวถือปิ่นโต เดินร้องเพลงมาแต่ไกล
“ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง.. มาแล้วๆๆ ข้าวก้นบาตรร้อนๆ จ้า…”
ตาบัวถือปิ่นโตขึ้นมาบนแคร่ จัดแจงแกะเถาปิ่นโตออกอย่างรวดเร็ว
“ถ้าไม่ได้หลวงพ่อท่าน” พลางยกมือไหว้ท่วมหัว “พวกเราก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน เอ็งว่าไหม”
ตาบัวหันไป ตาผลยังนอนหลับอยู่
“เฮ้ย! ลุกขึ้นมาได้แล้ว”
ตาบัวดึงผ้าห่มที่คลุมร่างตาผลออก เห็นตาผลขดตัว หนาวสั่น
“นี่! เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกกลัวจนตัวสั่นซะที.. ข้าบอกเอ็งแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ที่ที่อันตรายที่สุด ก็
คือที่ที่มันปลอดภัยที่สุด’ ฉะนั้นที่ท้ายสวนฝรั่งของแม่อรนี่แหละ เหมาะจะเป็นฐานลับของพวกเราที่สุดแล้ว เอ็งไม่ต้องกลัวไป ไม่มีใครคิดว่าเรามาอยู่ที่นี่หรอก”
ตาบัวตักข้าวคำโตเข้าปากโดยไม่รอ
“ข้ากินล่ะนะ เอ็งไม่ตื่นข้ากินหมดไม่รู้ด้วย…นี่…ตาผล…ตาผลๆๆ”
ตาบัวเอามือไปเขย่าขาตาผล และสะดุ้งชักมือกลับ
“เฮ่ย! ตัวร้อนจี๋เลย ตาผลไม่สบาย? ทำไงดีล่ะ เดี๋ยวข้าเช็ดตัว.. ไม่ๆ ต้องกินยา.. ต้องหายา
สมุนไพร? แถวนี้มีไหม…” ตาบัวมองไปรอบๆ “ไม่มีๆ.. มีแต่ฝรั่ง”
ตาบัวตกใจทำอะไรไม่ถูกลนลานใหญ่ วิ่งไปหยิบโน่นหยิบนี่วุ่นไปหมด
“เฮ้ยยย.. ตาผลเอ็งอย่าตายนะ อย่าเพิ่งทิ้งข้าไป แล้วข้าจะอยู่กับใคร ตาผล...”


พอฟื้นไข้คุณยายศรผู้ไม่ชอบอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเก็บกวาดเรือนอยู่ อังศุมาลินยกทะลายหมากขึ้นเรือนมา ตกใจ
“คุณยาย..ทำอะไรคะ”
“ยายอัง..เห็นใจยายหน่อยเถอะ..เอาแต่นอนมาหลายวัน...ขอลุกขึ้นมา ทำประโยชน์อะไรบ้างเถอะ หลานเอ๊ย”
อังศุมาลินไม่ยอมรีบวางหมาก เข้ามาแย่งไม้กวาด “คุณยายคะ..ถึงคุณยายจะหายไข้แล้ว แต่คุณยายก็ยังไม่แข็งแรงนะคะ ขืนออกแรงมากเกินไป ไข้กลับขึ้นมา จะลำบาก”
“ลำบาก..เพราะหมอกับพ่อดอกมะลิเขาจะไม่มาอีกแล้วใช่ไหม” ยายศรว่า
อังศุมาลินตกใจ “คุณยาย…”
“ยายรู้นะ..อย่านึกว่ายายเอาแต่นอนคุดคู้ไม่รู้เรื่องราว”
“คุณยาย...หมายถึง...อะไรคะ”
“สองคนนั่น..โดนคนดักฟัน..ในสวนหลังบ้านเรา”
“คุณแม่บอกคุณยายหรือคะ”
“ไม่มีใครบอกหรอก แต่ยายได้ยิน..พอจะปะติดปะต่อได้ ยายหนู...ถ้าเผอิญเจอเขาเข้าที่ไหน บอกเขาด้วยนะ ว่ายายฝากความระลึกถึงมาให้ แล้วก็บอกเข้าด้วย ว่ายายขอบใจ โดยเฉพาะคุณหมอ...ที่รักษายาย...อย่างสุดความสามารถ มีแต่ความเมตตากรุณา ไม่เคยคิดเลย ว่ายายคือคนชาติไทย ไม่ใช่ชาติเดียวกับเขา ส่วนพ่อดอกมะลิ ยายก็ขอบใจ ที่เขามีสัมมาคารวะ…ไม่ถือตัว...นอบน้อมต่อยาย อย่าลืมนะ...ถ้าเจอ ต้องบอกด้วยนะ” พูดจบยายศรก็เดินกลับเข้าห้องไป
อังศุมาลินได้แต่มองตาม พูดไม่ออก
ยายศรหันกลับมา “หลานว่าไหม อังศุมาลิน...ที่บ้านเมืองเขา เขาก็คงมีย่ามียาย...ที่อบรมสั่งสอนเขาให้เป็นคนดี เหมือนที่ยายหมั่นอบรมหลานแบบนี้เหมือนกัน เขาจากบ้านจากเมืองมาไกล…มาบาดเจ็บแบบนี้...ถ้าญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเขารู้เข้า คงแทบขาดใจเหมือนกันนะ”
อังศุมาลินหน้าซีดหนัก

ตรงคลองระหว่างบ้านอังศุมาลินและอู่ทหารเรือ เช้าอีกวัน แม่อรอยู่บนเรือแล้วส่วน อังศุมาลินอยู่ในชุดกระโจมอกกำลังผลักหัวเรืออกจากท่าให้แม่อร
อังศุมาลินออกแรงดันเรือไปข้างหน้า ก่อนจะจุ่มตัวลงน้ำ ช่วยว่ายพลางผลักเรือต่อแม่อรคว้างอบจากหัวเรือขึ้นมาใส่
“หนูอย่าเพิ่งลงสวนเลยนะลูก อาบน้ำเสร็จแล้วขึ้นไปคอยดูคุณยายดีกว่า…อย่าให้ท่านออกมาหั่นหมากตากแดด เดี๋ยวจะกลับเป็นอีก”
“ขากลับแม่ซื้อเส้นหมี่มาด้วยนะคะ หนูจะงมกุ้งไว้ให้ผัดหมี่กรอบ”
แม่อรยังไม่ทันตอบ อังศุมาลินก็ดำผลุบหายลงไปใต้น้ำเสียก่อน
ใต้แผ่นน้ำ เห็นน้ำขุ่นขาวคล้ายกระจกฝ้าที่ล้อมรอบตัวอังศุมาลินที่กำลังแหวกว่ายไปมา ขณะที่ด้านบนมีเสียงเครื่องเรือยนต์ดังแผ่วๆ ใกล้เข้ามา แล้วหยุด เงียบหายไป
อังศุมาลินยังอยู่ใต้น้ำควานมือไปตามซอกเสาท่าเรือด้วยความชำนาญ สีหน้าอังศุมาลินดีใจรู้สึกว่าจับกุ้งได้ จึงกดมือไว้ ค่อยๆ เลื่อนมือไปจับที่ส่วนหัว แล้วทะลึ่งขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
อังศุมาลินสะบัดผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าให้พ้นไปด้านหลัง ทันใดนั้นก็มีเสียงคนดังขึ้น
“แม่น้ำที่นี่-ลึก-มากไหม”
อังศุมาลินสะดุ้งตกใจ หันไป
เห็นโกโบริอยู่บนเรือ ไม่สวมเสื้อ แต่มีเสื้อทหารคลุมไหล่ไว้ กำลังส่งยิ้มมาให้ อังศุมาลินช็อกไปเล็กน้อย ทำอะไรไม่ถูก ปล่อยกุ้งนางตัวใหญ่ที่จับได้หลุดมือไป
“โอ๊ย” กุ้งดำน้ำหนีไป
อังศุมาลินมองตามกุ้ง ถอนใจสุดเซ็ง บ่นๆ “โห..เสียดายจัง!”
“ผม-เสียใจ-ที่-ทำให้คุณ-ตกใจ” โกโบริบอก
อังศุมาลินหันมามอง เงียบไป
สภาพโกโบริยังมีหน้าตาซีดเซียว ซอกคอมีรอยยาแดงแต้มไว้เป็นทางยาว ที่ตัวยังมีผ้าพันไว้
อังศุมาลินมองๆ แล้วถามเป็นญี่ปุ่น “คุณ-หายดีแล้วหรือ”
โกโบริฟังไม่ค่อยถนัด เอียงคอเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจที่อังศุมาลินพูดภาษาญี่ปุ่นไป
“สบายดีแล้วใช่ไหม.. หายดีแล้ว” อังศุมาลินเลยถามเป็นคำไทยแทน
โกโบริก้มหัวลงช้าๆ ยิ้ม
“ขอบคุณมากครับ..ขอบคุณครับ ผมสบายดี”
ทั้งคู่มองตากัน ไม่รู้จะต่อบทสนทนากันอย่างไร เงียบอยู่สักพัก โกโบริก้มลงไปดูเครื่องยนต์ของเรือ จับโน่นดึงนี่ด้วยมือข้างเดียวอย่างเก้งก้าง
อังศุมาลินลอยคอดูอยู่เงียบๆ
“เครื่อง-เสีย-อีกแล้ว”
โกโบริพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง อังศุมาลินพยายามถีบน้ำพยุงตัวขึ้นให้สูงเพื่อชะเง้อมองดูเครื่องยนต์
“เกาะที่เรือสิ คุณจะได้ไม่เหนื่อย” โกโบริบอก
อังศุมาลินลดตัวลงลอยคอตามเดิม จนเมื่อเห็นว่าโกโบริไม่ได้มองมา จึงค่อยๆ เอื้อมมือไปจับแคมเรือด้วยความไม่แน่ใจ
อังศุมาลินเกาะขอบเรือดูอยู่เฉยๆ เห็นโกโบริกำลังง่วนอยู่กับเครื่องยนต์ แต่ใช้มือได้ข้างเดียวจึงทำอะไรไม่ถนัด จังหวะหนึ่งโกโบริทิ้งเครื่องมือลงบนท้องเรืออย่างขัดใจ พร้อมถอนหายใจอย่างแรง
“เฮ้อ..เดี๋ยวพอน้ำลง ผมคงได้-ลอย-ออกทะเลไปแน่”
โกโบริทิ้งตัวลงเอนนอน ขำกับตัวเอง
อังศุมาลิน ถามขึ้น “คุณซ่อมไม่ได้หรือ”
“ได้.. แต่ผมทำ-ไม่-ถะ-นัด นี่ ถ้า น้ำพัดแรง พา ไปไกลๆ คงแย่แน่” โกโบริพูดไทยปนญี่ปุ่น
อังศุมาลินเหลือบไปเห็นเชือกบนหัวเรือ พลางคิดอะไรออกได้อย่างรวดเร็ว
“ถ้าเอาเชือกนั่นไปผูกกับเสาสะพานแล้วสาวเรือเข้าไป เรือจะได้ไม่ลอยไปไกล.. คุณจะได้ไปตามคนที่อู่มาช่วย”
โกโบริงง “คุณพูดเร็วมาก”
“เชือกนั่น เอาไปผูก.. ตรงโน้น”
อังศุมาลินชี้นิ้ว พร้อมทำท่าประกอบ
“คุณจะช่วยเอา..เชือก ไปผูกให้ผมเหรอ” โกโบริถาม
อังศุมาลินพยักหน้าโดยไม่กล้าสบตามองอีกฝ่ายหนึ่ง
โกโบรินิ่งไปชั่วครู่ ตัดสินใจหยิบเชือกแล้วส่งให้
“ขอบคุณมาก ที่ช่วยเหลือ”

อังศุมาลินคว้าเชือกได้ก็ว่ายพุ่งปราดไปอย่างชำนาญ โกโบริมองแล้วยิ้มอย่างทึ่ง

สักครู่ต่อมาอังศุมาลินกำลังผูกรั้งปลายเชือกไว้กับเสาหัวสะพาน จนมัดปมเสร็จจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้โกโบริสาวเรือเข้ามา

“มาได้แล้ว...ตามสบายนะ”
อังศุมาลินรีบขึ้นจากน้ำ แล้วคว้าผ้าขนหนูมาคลุม รีบเดินกลับไปที่เรือนรวดเร็วโกโบริมองตามไปสักพัก แล้วหันมาใช้แขนข้างเดียวออกแรงสาวเชือกเพื่อให้เรือเข้าไปเทียบท่า
โกโบริขณะพยายามใช้แรงดึง ออกแรงแขนเต็มกำลัง จากนั้นโกโบริรีบผูกเชือกเข้ากับตัวเรือจนเสร็จ แล้วกระโดดขึ้นมาบนท่าน้ำ ยืนดูนั่นนี่ รอๆ

สักครู่ใหญ่ๆ อังศุมาลินเดินมาหา ใส่ผ้านุ่งและสวมเสื้อตัวใหม่ ผมดำขลับยังชื้นน้ำ ประบ่า อังศุมาลินเดินเร็วๆ มาชะเง้อมองแววตาสงสัย
“อ้าว..ยังซ่อมไม่ได้หรือคะ”
โกโบริหันมา “ผม.. คงต้องขอ อนุญาต-เดินผ่านสวน…เพื่อ-เดินไป-เอาของที่อู่-ได้ใช่ไหม”
อังศุมาลินมองหน้า คิดๆ นิดหนึ่ง “เชิญค่ะ”
โกโบริก้มหัวให้ “ขอบคุณ…” ขณะเดินไปได้ 2 - 3 ก้าว ก็หันกลับมาเหมือนนึกอะไรได้ “คุณยายซังเป็นอย่างไรบ้าง”
อังศุมาลินยังยืนอยู่ที่เดิม มองตามมา ยิ้มสำรวมให้ดูมีไมตรีนิดหนึ่ง “ดีขึ้นบ้างแล้ว ขอบคุณ”
“หมอบอกว่า.. ฉีดยาครบก็หาย ไม่ต้องห่วง”
“อ้อ..คุณยายบอกว่า..ฝากขอบคุณคุณ..และคุณหมอด้วย”
โกโบริก้มหัว “ด้วยความยินดีครับ” นิ่งคิดนิดๆ ลังเล ไม่มั่นใจ “ผม..ขอ-อนุญาต.. ไปเยี่ยมคุณยายซังหน่อย..ได้ไหม”
อังศุมาลินอึ้งๆ

ไม่นานหลังจากนั้น อังศุมาลินกับโกโบริเดินขึ้นบันไดมา ยายศรกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเจียนหมาก-ห่อพลู สำหรับกินเองอยู่ในเรือน
อังศุมาลินรีบพูดเอาใจ “คุณยาย.. มีแขกมาเยี่ยมค่ะ”
โกโบริกระชับเสื้อคลุมให้เข้าที่เรียบร้อย แล้วโค้งคำนับอย่างสุภาพนอบน้อม พอยายศรเงยมาเห็น เป็นใครก็ยิ้มแฉ่ง พยายามจะลุกขึ้นมาต้อนรับ โกโบริรีบเข้าไปห้ามพูดญี่ปุ่นปนไทย
“อย่าครับ ไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรครับ”
“คุณนั่งคุยกับคุณยายไปก่อนนะ”
โกโบริพยักหน้า อังศุมาลินรีบเข้าห้องไป ยายยิ้มให้โกโบริ
“ขอบใจมากนะพ่อดอกมะลิ”
“ไฮ้…ครับ…เอ่อ คุณยายซัง-หายดีขึ้น-ใช่ไหมครับ”
“ดีขึ้น ดี สบายดีแล้ว หายแล้ว” ยายศรคว้าหมามากัดกิน “แล้วพ่อดอกมะลิล่ะ แผลนั่น” ชี้ที่ผ้าที่โกโบริพันตัวไว้ “หายหรือยัง”
โกโบริยิ้มแต้ โค้งแล้วโค้งอีก “หายแล้วครับ ขอบคุณมากๆ ครับ”
ยายศรมองนิ่ง ยิ้มอย่างเวทนา และเอื้อเอ็นดู

กลางวงเชี่ยนหมากของยายศร ที่มีอุปกรณ์ เครื่องเคียงต่างๆ มากมาย ยินเสียงโกโบริหัวเราะสดใส นั่งพับขาทับส้นเท้าแบบคนญี่ปุ่น กำลังหัวเราะเสียงดังกับยาย อังศุมาลินที่ผมแห้ง แล้วถักเป็นเปียเดียวข้างหลัง กำลังเตรียมชาในครัว
อังศุมาลิน มองไปเห็นโกโบริกับยายคุยกันสนุกสนาน โกโบริหันมา ยิ้มให้อังศุมาลิน
อังศุมาลินยิ้มตอบนิดๆ เป็นยิ้มที่จริงใจ และเป็นรอยยิ้มที่โกโบริไม่เคยเห็นมาก่อน
โกโบริชูหมากที่ถือในมือขึ้นอวด
“มา-กุ”
ยายศรท้วง “หมาก”
“ม้าก” โกโบริยังพูดผิดอยู่ดี
ยายยิ้มขำ อังศุมาลินก็ขำนิดๆ ขณะยกกาน้ำชา มากับถาดพร้อมถ้วยชา
โกโบริโชว์ภาษาไทยที่เพิ่งได้เรียนมาเมื่อสักครู่ โดยชี้ข้าวของต่างๆ ในเชี่ยนหมากของยาย แต่ฟังเพี้ยนทุกคำ
“ม้าก.. พูลุ.. ปูนนน.. มี้ด.. ตา-หลับ”
อังศุมาลินช่วยสอน “ตลับ ต้องพูดเร็วขึ้น..ถ้า ตา-หลับ หมายถึงแบบนี้…”
อังศุมาลินชี้ไปที่ตาตัวเอง แล้วโชว์หลับตาให้ดู โกโบริมองจ้อง ดูใบหน้าอังศุมาลินยามหลับตา ดูสวยงามผุดผ่อง
อังศุมาลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นว่าโกโบริจ้องมองอยู่ก็รีบหลบตา เขิน
“ผมชอบคุณใส่สีนี้..ผมชอบสีนี้”
อังศุมาลินเขิน ทำหน้าเคร่ง ไม่พอใจ “เชิญดื่มชา” พลางผลักชุดชาให้ แล้วถอยไป ลุกเดินไป
โกโบริจ๋อยลง มองตาม
“ดื่มชาสิจ๊ะ” ยายศรบอก
โกโบริสะดุ้ง รีบหันมา โค้งแล้วโค้งอีก “ไฮ้…ขอบคุณครับ”
อังศุมาลินเดินไปเอากระด้งพร้อมมีดและเขียงมา โกโบริรินชา แล้วหันไปมองตามอังศุมาลินตลอด
จนอังศุมาลินไปยกกระจาดกล้วยน้ำว้าดิบลูกเล็กๆ แล้วมานั่ง ห่างออกไป ลงมือปอกเปลือก
ยายศรร้องถาม “หนูจะทำอะไรหรือ”
“ฉาบกล้วยน่ะค่ะ แต่ถ้าไม่หมดก็กะจะนึ่งเสียบ้าง ของคุณยายหนูจะทำกล้วยทับแบบสุกๆ
จิ้มมะพร้าวให้”
โกโบริมองตาปริบๆ เพราะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
“ดีๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวยายเอาหมากกับพลูนี่ไปเก็บก่อน แล้วเดี๋ยวจะออกมาช่วย…จะแสดง
ฝีมือให้พ่อดอกมะลิเขาลองทานดูสักหน่อย”
ยายศรลุกท่าทีกระฉับกระเฉง เดินถือเอาเชี่ยนหมากเข้าไปเก็บในห้อง โกโบรินั่งมองดูอังศุมาลินที่ปอกกล้วยอย่างคล่องแคล่วอย่างสนใจจริง
“คุณทำอะไรหรือ”
“กล้วยฉาบ”
“กล้วย.. ชาบุ”
อังศุมาลินอธิบาย “ฉาบบบ ไม่ใช่ ชาบุ เอากล้วยไปทอด แล้วก็ ‘ฉาบ’ ด้วยน้ำตาล”
โกโบริพยักหน้า เหมือนเข้าใจ
“ถ้าคุณอยู่ต่ออีกสักประเดี๋ยว ก็คงได้ลองชิม”
โกโบริดีใจมาก แต่พอนึกได้ ก็ทำหน้าเสียใจ
“ผมอยาก..ชิม แต่.. ผมไม่ว่าง.. ต้องทำงาน”
โกโบริอึกอัก ลังเล มองดูอังศุมาลินสักพักเกรงใจสุดขีด ก่อนที่จะตัดสินใจพูดประโยคนี้
“เอ่อ…จะอนุญาตไหม…ถ้า.. ผมจะมาอีก..ตอนเย็น”
อังศุมาลินพยักหน้าอย่างใจดี
โกโบริยิ้มแฉ่ง ดีใจมากมาย “คุณใจดีเหลือเกิน งั้น.. ผมขอตัวกลับก่อนนะ”
โกโบริพยายามจะยันตัวลุกด้วยแขนเดียว อังศุมาลินสังเกตเห็น มองดูด้วยสายตาเป็นห่วง
“แล้ว.. แผลของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”
“หายดีขึ้นแล้ว.. อีกไม่นานก็-ตัด-ไหม-ได้แล้ว”
อังศุมาลินท้วง “ไม่ใช่ไหม…ด้ายเย็บผ้าต่างหาก”
“ด้ายเย็บผ้า ใช่…ด้ายของคุณมีประโยชน์มาก หมอบอกว่าแผลเกือบดีแล้ว”
โกโบริค่อยถอดเสื้อคลุมออก หันให้ดูแผ่นหลังอย่างช้าๆ
อังศุมาลินเห็นว่าแผลไม่บวมแล้ว แต่ยังมีรอยอักเสบแดงช้ไ และแผลที่เย็บไว้ปิดผ้าไว้อยู่
โกโบริเอาเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ไว้ตามเดิม
“อะไรก็ดี แต่ตอนนี้ ผมยกแขนไม่ค่อยได้ ใส่ชุดทหารไม่ได้ ขอโทษที่แต่งตัวออกจะ-ไม่สุภาพ-สักหน่อย”
โกโบริลุกขึ้นยืน
“ตอนเย็นผมจะมาใหม่ ถ้าหมอว่าง…ผมจะชวนมาด้วย”
“ค่ะ”
อังศุมาลินวางมีดและกล้วยที่ถือไว้ในมือลง จะลุกขึ้นไปส่ง
ทันใดนั้น ตาบัวก็โผล่พรวดขึ้นมาจากบันได พลางพูดจาละล่ำละลักไปด้วย
“แย่แล้วแม่อังๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คุณยายอยู่หรือเปล่า ช่วยฉันด้วยคือ…”
พูดไม่ทันจบคำ ตาบัวเพิ่งหันไปเห็นโกโบริยืนอยู่หลังอังศุมาลิน แหกปากร้องลั่นราวกับเห็นผี
“เย้ยย.....”
ตาบัวยิ้มเจื่อน ค่อยๆ ถอยร่นไป ทำตัวหดเล็ก จะหันหลังกลับไป
โกโบริยิ้มนิดๆ บอกด้วยเสียงเยือกเย็น “กลัวฉันด้วยหรือ”
ตาบัวสะดุ้ง หลบตาวูบ โกโบริมองตาบัวด้วยความเรียบเฉย แต่ดวงตาคมเป็นประกายน่ากลัว

ตาบัวดึงแขนอังศุมาลินออกไปคุยอีกทาง ตรงมุมระเบียงนอกชาน โกโบริยืนดูอยู่ห่างๆ มองตาม แววตาสงสัย
“ลุงอยากจะมาขอยาไปให้ตาผลมันหน่อย มันไม่สบายมาก”
“ลุงผลเป็นอะไร”
“น่ากลัวจะเป็นไข้ ตัวร้อนจี๋ นอนสั่นทั้งคืน…เห็นที่นี่เป็นไข้กันลุงก็เลยคิดว่าจะมาขอปันยา
ไปบ้าง” ตาบัวหันมาเห็นโกโบริ สะดุ้งสุดตัว
โกโบริคอยยืนฟังอยู่หน้าเฉย
“ที่คุณยายอาการดีขึ้น..ก็เพราะมีหมอมาฉีดยาให้”
สีหน้าอังศุมาลินเหนื่อยๆ ใจ
“ลุงก็รู้ไม่ใช่หรือว่าหมอคนไหน”
ตาบัวรู้ว่าอังศุลามินหมายถึงหมอทาเคดะ พูดเบาๆ กับตัวเอง สลดๆ
“ไอ้หมอนั่น…”
โกโบริเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“หนาวสั่น…แล้วเป็นอะไรอีก”
ตาบัวอึกอัก ไม่เต็มใจจะตอบ และพยายามตอบโดยไม่มองหน้า
“ก็ทุรนทุราย.. แล้วก็บ่นว่าปวดหัวมาก” ตาบัวสะบัดเสียงท่าทีหงุดหงิด
“ทุรนทุราย และปวดหัวมาก” อังศุมาลินแปล
“มาเลเรียขึ้นสมอง ถ้าไม่รีบพาไปหาหมอ แย่แน่ๆ”
ตาบัวร้อนใจถามยิกๆ “ทำไมๆ มันว่าอะไร”
“เขาบอกให้ลุงรีบพาไปหาหมอ…”
“จะไปหาได้ยังไงล่ะ สตางค์ก็ไม่มี”
“ไม่อย่างนั้นก็.. อาจ-ตาย-ได้” โกโบริบอกต่อช้าชัด
ตาบัวสะดุ้ง สีหน้าวิตกกังวลสุดๆ
“กลัว-ตาย-เหมือนกันเหรอ…”
ตาบัวหน้าซีดจ๋อย สลด โกโบริยิ้มเล็กๆ หัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ก่อนจะถามออกมา
“คนเจ็บอยู่ที่ไหน”
ตาบัวอึกอักไม่กล้าตอบ
โกโบริเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉย
“อยู่ที่ไหน”
ตาบัวค่อยๆ มองขึ้นไปสบตา ร่างชายชราสะท้านเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ ยกมือไหว้ท่วมหัว
“เจ้าประคุณ อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย ฉันไหว้ล่ะ ที่แล้วมันก็แล้วกันไปเถอะ เราก็ไม่ได้คิดจะให้ถึงตาย ไอ้ผลอาการมันร่อแร่ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ อย่าจับมันไปทรมานอีกเลย”
โกโบริไม่ค่อยเข้าใจนัก หันมองหน้าอังศุมาลินเหมือนจะให้ช่วยแปล ทว่าอังศุมาลินไม่ยอมแปล เมินไปเสีย ด้วยลำบากใจ และอายแทนตาบัว
โกโบริถอนใจยาว เข้าไปนั่งคุกเข่า เผชิญหน้า “ทำไมถึงคิดจะฆ่าฉันกับหมอ”
“แม่อัง.. ฉันว่า.. ไว้ฉันมาวันหลังดีกว่า”
ตาบัวลนลานรีบขยับจะลุกหนี แต่โกโบริดึงแขนไว้ ตาบัวหันมองอังศุมาลินเพื่อจะยึดเป็นที่พึ่ง อังศุมาลินมองกลับมาด้วยแววตาเหมือนสั่งให้อย่าหนี
“นาย-จะฆ่าฉัน ฉันเข้าใจ-ว่าทำไม…แต่ฉัน-ไม่เข้าใจว่า-จะฆ่าหมอทำไม”
ประโยคสุดท้ายโกโบริพูดอย่างเน้นๆ จริงจัง ดุดัน
“กะ..ก็.. ก็เห็นมาด้วยกัน”
เห็นตาบัวพูดตะกุกตะกัก โกโบริยิ้มเล็กๆ อย่างผู้ชนะ
“ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าใครเป็นคนทำ…เพราะ-ยอมรับ-ออกมาแล้ว”
อังศุมาลินมองโกโบริ อึ้ง ทึ่ง ตาบัวมองหน้าตกตะลึง
“ที่จริง.. ครั้งแรกก็ แค่-สงสัย…”

โกโบริพูดเป็นปริศนา ยิ้มอย่างมีชัย แววตาเข้มสีหน้าลึกล้ำ

คู่กรรม ตอนที่ 6 (ต่อ)

ที่นอกชานบ้านอังศุมาลินเวลานั้น ตาบัวเหมือนเกิดก้นหนักกะทันหัน ทิ้งตัวลงนั่งก้นจ้ำบ้ำ ยกมือพนมค้างที่อก มองโกโบริเหมือนเพฌชฆาต เหงื่อแตกพลั่ก โกโบริมองมาท่าทีเยือกเย็น แววตาเยาะ

สักพักตาบัวหลบตา หันมามองทางอังศุมาลินอย่างวิงวอน อังศุมาลินระอาตาบัว และละอายต่อโกโบริ จึงถอนใจยาว เข้ามาดึงแขนตาบัวขึ้น
“มา..ลุงบัว..แล้วตกลงลุงผลอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปดูด้วย”
ตาบัวขาหมดแรง ไม่ยอมลุก
โกโบริลุกมาก่อน หัวเราะๆ แล้วหันไปหาอังศุมาลิน กระชับเสื้อคลุมให้เรียบร้อย
“ผมจะไป-ตามหมอ -ถ้าว่าง-จะพามา” โกโบริหันมามองตาบัว แล้วทำหน้าดุดันขู่ๆ ประมาณตายแน่เอ็งแล้วหันมาหาอังศุมาลิน “คุณ-ไปคอยผม-ตรงสะพานต้นมะพร้าว-ก็แล้วกัน”
โกโบริก้าวลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ตาบัวตาค้างมองตามไปจนโกโบริลับตาแล้วรีบถาม
“มันว่าอะไรนะ”
อังศุมาลินฉุนนิดๆ “มัน ที่พวกลุงฟันเขาเกือบตาย...จะไปตามหมอคนที่โดนพวกลุงฟันเจ็บไปด้วยอีกคน มารักษาลุงผลน่ะสิ”
“ตายๆๆๆ คราวนี้พวกมันคงกะรุมเอาซามูไรกระซวกเราตายแน่ๆ คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วย”
อังศุมาลินมองชายชราอย่างสลดและเอน็จอนาถ


โกโบริเดินเข้ามาที่อู่ เจอะเคสุเกะกับทหารอื่นกำลังช่วยกันยกกล่องใส่พวกยา อุปกรณ์การแพทย์ที่เพิ่งมาถึงมากมาย มาวางเรียง โกโบริพูดคุยทุกทายเป็นภาษาญี่ปุ่นกัน
“หมอทาเคดะล่ะ”
“หมอไม่อยู่ครับ..ไปช่วยรักษาคนที่โดนระเบิดที่ดอนเมือง ยังไม่มา” เคสุเกะตอบ
ขณะที่โกโบริอึ้งกำลังหันรีหันขวาง หมอทาเคดะมาถึงพอดีและเดินเข้ามา
“อ้า หมอ มาพอดี”
“มีอะไร
“ที่ดอนเมือง เป็นยังไงบ้าง”
“เสียหายมาก…ฝ่ายเรา…เจ็บมาก..มีคนตาย”
“พวกปีศาจอังกฤษ อเมริกา มาทิ้งระเบิด ไม่ว่าคนไทย หรือคนญี่ปุ่น ก็สูญเสียหมด” หมอว่า
“หมอคง-เหนื่อย พักผ่อนเถอะ” โกโบริพูดคำทยแล้วจะเดินออกไป
หมอทาเคดะเรียกไว้ “มีอะไร”
“ไม่เป็นไร ไม่รบกวน” โกโบริเกรงใจ กำลังจะหันออก
“มีอะไร” หมอทาเคดะตามมาดึงแขน มองอย่างห่วงใย ว่ามีเรื่องอะไร
โกโบริมองหน้า คิดหนัก หมอเคสุเกะมอง ท่าทีสนใจไปด้วย

สายแล้ว ตาบัวกำลังกระสับกระส่ายเดินไปเดินมาที่จุดนัด ตรงสะพานไม้ต้นมะพร้าว ทางข้ามไปอู่ต่อเรือ
“แม่อังจะไปไว้ใจมันได้ยังไง ถ้ามันจับพวกฉันไปทรมานจนตายล่ะ ฉันไม่เอาด้วยแล้ว”
ตาบัวทำท่าจะเดินกลับ อังศุมาลินฉุดแขนไว้
“ลุงบัว…ถ้าทิ้งไว้...ลุงผลก็ตายเหมือนกัน ลองเสี่ยงดู เขายังรักษาคุณยายจนหายเลย”
“ไอ้ยุ่นคนนี้มันจะเล่นกับเราท่าไหนก็ไม่รู้ ใจคอมันร้ายอย่างกับยักษ์มาร”
“ลุงบัว...ความจริง...ตอนนั้น...ที่พวกลุงถูกทำโทษก็เพราะพวกลุงทำผิดไม่ใช่เหรอ” อังศุมาลินพูดตามจริง
ตาบัวฉุน “อ้าว…แม่อัง..นั่นลุงทำเพื่อชาตินะ ถึงเราจะเป็นพลเรือน เราก็รบเพื่อชาติได้ ด้วยการบั่นทอนยุทธปัจจัยของพวกมันทุกวิถีทาง”
“ถ้างั้น…เราก็อย่าพึ่งพวกมันเลยนะ ไม่งั้น มันจะกลายเป็นการขายชาติ..ไป ไปต้มขี้เหล็กกิน เดี๋ยวฉันต้มให้ ไป” อังศุมาลินหันตัวจะพาเดินกลับ
“เดี๋ยวๆๆ เอาวะๆๆ หยวนๆๆ หักใจ…ยอมลงให้พวกอักษะมันซักครั้งวะ เสี่ยงเป็นเสี่ยง ขี้เหล็กน่ะ ควรเอาไว้แกงกะเนื้อย่าง...ไม่ใช่อะไรหรอกนะ สงสารไอ้ผลมัน...ทุรนทุรายทั้งคืน เวลาปวดหูปวดหัวทีมันแทบจะเอาหัวทิ่มลงไปในคูอยู่แล้ว”
พอดีกับที่หมอทาเคดะหิ้วกระเป๋ายาเดินข้ามสะพานนำหน้ามา ตาบัวรีบทำตัวลีบ แอบหลังอังศุมาลินที่ทักหมอเป็นคำญี่ปุ่น
“สวัสดีค่ะหมอ”
หมอค้อมศีรษะลงต่ำ ยิ้มนิดๆ ตาบัวไม่กล้าสบตาด้วย
“หมอ..หายเจ็บ..แล้วหรือคะ”
หมอทาเคดะยิ้มให้ “ดีกว่าโกโบริมากครับ ขอบคุณ”
“ขอบคุณ..ที่หมอกรุณามา”
“ผมยินดีมาครับ”
โกโบริมองเหล่ตาบัว “แต่จะกรุณาหรือเปล่า ก็ไม่แน่…”
“แต่...ฉันคิดว่า หมอน่าจะ...ใจดี” อังศุมาลินว่า
“หมอใจดีแน่…ไม่มีใครใจร้าย..เท่าผมหรอก…” โกโบริหันไปทำหน้าดุใส่ตาบัวขณะบอก “นำไปสิ”
ตาบัวกระซิบกับอังศุมาลิน “มันคงไม่เอาไอ้ผลมาสับเป็นท่อนๆ เพื่อแก้แค้นหรอกนะ”
โกโบริฟังออก ตอบออกมา “นั่น-ต้อง ขอ คิดดูก่อน...ใช่ไหม หมอ”
“ใช่” หมอพยักหน้า
ตาบัวสะดุ้งโหยง
โกโบริมองหน้าบัว “ว่าไง..จะให้ช่วยหรือเปล่า”
ตาบัวรีบลนลาน โค้งแล้วโค้งอีก
“คะ..ครับ ไฮ้ๆๆ ไฮฮิตเล่อร์ กองทัพอาทิตย์อุทัยจงเจริญ บันไซ ไชโย” ตาบัวทำไม้ทำมือประจบเว่อร์
อังศุมาลินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี “พอแล้ว..ลุง..ไป”
โกโบริกับหมอ สบตาถอนหายใจ ขำๆ
ตาบัวกลับหลังหัน เดินนำหน้าไปแบบหันรีหันขวาง ระแวงอยู่นั่นแล้ว อังศุมาลินอึดอัดใจ

สักครู่หนึ่งตาบัวนำทุกคนมาที่ท้ายสวนฝรั่ง ถึงเพิงโย้เย้ หลังคาจาก ที่ตั้งบนพื้นดินทุบๆ มีฝาไม่ครบ 4 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นครัวจำเป็น มีหม้อดินดำๆ ก้อนสามเส้า ที่ก่อไฟไว้มอดๆ บนนั้น มีหม้อน้ำบุบๆตั้งเอียงๆ อยู่
ส่วนบนแคร่ ตาผลโทรมซีด ขดอยู่ใต้ผ้าห่มและผ้าทุกชนิดซ้อนสุมๆห่มไว้ โผล่แต่หน้ามาหายใจ
ตาผลครางฮือๆ เพราะพิษไข้ “ฮือๆ โอ่ย โอ๊ย”
“นี่ละ…ไอ้ผล”
สามคนอึ้งกับสภาพที่เห็น
หน้าตาผลยามนี้เหลืองอมเขียว ผอมซูบผิดตา มีกลิ่นไม่พึงประสงค์คละคลุ้ง ทุกคนเอามือปิดจมูกแทบไม่ทัน
“พระเจ้า!”
หมอทาเคดะตั้งสติ กลั้นใจ รีบเข้าไปดูอาการคนไข้ โกโบริเข้าไปช่วย ตลบผ้าห่มต่างๆ ออก อังศุมาลินหันรีหันขวางอยู่สักพัก ก็เดินไปนั่งยองที่กองไฟ ก้มเป่าถ่านให้แดงวาบขึ้น แล้วหากิ่งไม้แห้ง 2-3 กิ่งแถวนั้น ใส่เข้าไปจนไฟลุกโชน เอามือเปิดฝากาน้ำออก
“ลุง…ขอชามอ่างใบหนึ่ง”
“เดี๋ยวนะๆ”
ตาบัวคว้าอ่างสังกะสีเก่าๆ สกปรกๆ ใบหนึ่งส่งให้อังศุมาลิน
“ขอใบสะอาดๆ หน่อยสิลุง เดี๋ยวจะได้ใช้ใส่น้ำร้อนต้มเข็มฉีดยา”
“มีอยู่ใบเดียวนี่แหละ”
“เฮ้อ.. แล้วโอ่งน้ำล่ะอยู่ไหน”
ตาบัวชี้ไปที่โอ่งเล็กๆ วางตะแคงอยู่ข้างแคร่ เพราะด้านหนึ่งมีรูรั่ว อังศุมาลินลุกขึ้นไปตักน้ำมาทำความสะอาดชามอ่าง
“ขอน้ำร้อน!” โกโบริหันมาสั่งแบบเคยชิน อังศุมาลินชะงัก กับการออกคำสั่งของโกโบริ
“กรุณาคอยประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” อังศุมาลินประชดเป็นภาษาญี่ปุ่น
ตาผลลืมตามองเห็นโกโบริ กะหมอทาเคดะ กลอกตาดูคนนั้นที คนนี้ที แล้วน้ำตาไหล
ตาผลพูดเสียงแหบแผ่ว “มัจจุราช..พญายม..มารับข้าไปนรก..ไม่เอา ไม่ไป..” และหมดแรง หลับตาลง
ตาบัวจับมือผล “ฮือๆๆ ขอให้ไปสู่สุคตินะ..เพื่อน”
อังศุมาลินเหลียวมามองภาพตรงหน้าอย่างอเน็จอนาถ แล้วจัดการต้มน้ำไป

น้ำที่เดือดจัด และมีเข็มฉีดยาแช่อยู่ หมอใช้คีมคีบเข็มขึ้นมา ตาบัวพนมมือ สวดมนตร์
“พระอรหังๆๆ ….”
หมอทาเคดะเช็ดแอลกอฮอลล์ตรงที่จะฉีด แล้วค่อยๆ ปักเข็มไปที่กล้ามเนื้อต้นแขนของตาผล
ดวงตาตาผล ที่ลืมขึ้นมามองแดงก่ำ มองดูหมอกับโกโบริเหมือนจะจำไม่ได้ หมอทาเคดะเอาเข็มออก สักพักตาผลก็หลับตา
ตาบัวรีบโดดมากระซิบอังศุมาลิน “เฮ้ยๆๆ แม่อังๆๆ ไอ้หมอมันฉีดยาให้ตาผลตายไปแล้ว” ตาบัวยกมือปิดหน้า เข่าอ่อน ต้องพิงเสาเพิง “โธ่..ไม่น่าเลยกู”
อังศุมาลินหันมาชู่วใส่..กระซิบตอบ “ใครบอกล่ะลุง หยุดเอะอะได้แล้ว ลุงผลหลับไปต่างหาก”
“แต่มันไม่น่าไว้ใจนา”
หมอทาเคดะยังคงตรวจเช็คร่างกายตาผลอยู่ แล้วซุบซิบกะโกโบริ ท่าทางซีเรียสกัน ตาบัวสยอง
โกโบริหันมา เดินเข้ามาหาทั้งคู่ ตาบัวรีบทำเนียน หลบไปข้างหลังอังศุมาลิน
“มาเลเรีย-ขึ้น-สมอง ต้องฉีดยาทุกวัน ตอนนี้ให้นายคนนี้ตามหมอไปรับยาที่อู่ มาไว้ให้คนเจ็บกิน”
โกโบริชี้ไปที่ตาบัว ตาบัวสะดุ้ง บ่นอุบ
“ไม่ไป...ฉันไม่ไปเด็ดขาด”
โกโบริหันมา ยิ้มนิดๆ “คนบางคน เราก็ไม่อยากได้ตัวไว้หรอก”
หมอทาเคดะเก็บของใส่กระเป๋าเดินออกมาถาม
“ใคร..จะไปเอายากับผม”
โกโบริมองตาบัว พยักหน้าให้ไป
ตาบัวส่ายหัวถี่ๆ ถอยกรูด “ไม่เอายาเยออะไรทั้งนั้น ไม่เอ๊า ไม่เอาๆ”
“อยากให้เพื่อน-ตาย-หรือเปล่า” โกโบริบอก
ตาบัวคิดหนักสักพัก อังศุมาลินมองอย่างสมเพช
“ไหนว่ารักกันนักไง..โธ่เอ๊ย..ที่แท้ก็…”
ตาบัวผงะแล้วฮึดสู้ สูดลมหายใจลึก ฮึบ แล้วรีบเข้าไปโค้งคำนับลงต่ำอย่างที่คิดว่าสุภาพที่สุด
ตาบัวพูดด้วยมาดยิ่งใหญ่สุดๆ “ข้าเอง..ข้าจะขอเสี่ยงชีวิต..ไปเอายา..เพื่อสหายรักของข้า..ไฮ้!”
หมอทาเคดะ โกโบริ สบตา ส่ายหัว หมอหันมาพยักหน้าย้ำ แล้วเดินนำไป
ตาบัวหันมามองอังศุมาลินกลัวๆ กล้า มองโกโบริ แต่สุดท้ายจำต้องเดินตามหมอไป
โกโบริกับอังศุมาลินมองตามไป แล้วพอดี ตาผลครางฮือๆ ขึ้น อังศุมาลินรีบไปดูแลตาผล จัดการ คลี่พวกผ้าขยุกขยุยเหม็นหึ่ง คลุมห่มให้ตาผลถึงคอ

โกโบริมองแววตาอ่อนลง จนกลายเป็นหม่นเศร้า สะท้อนใจที่ทำไมอังศุมาลินดีกับทุกคน ยกเว้นตน!

ติดตาม "คู่กรรม" ตอนที่ 6 (ต่อ) เวลา 09.00 น.

ไม่นานต่อมา โกโบริเดินลิ่วๆ นำหน้าอังศุมาลินมาตามทางเดินในสวน อังศุมาลินมองภาพเบื้องหน้า เห็นท่าเดินที่แสนขึงขังของโกโบริ ลงฝีเท้าหนักแบบทหารทุกก้าวย่าง

จังหวะหนึ่งสายตาอังศุมาลินมองไปที่ต้นคอโกโบริที่โผล่พ้นปกเสื้อเกรียมแดดจนคล้ำ ตัดกับความขาวเผือดผ่องของผิวในส่วนคอที่ลึกลงไปอย่างชัดเจน

โกโบริก้มตัวหลบหลีกกิ่งไม้อย่างทะมัดทะแมง แม้จะใช้แขนได้แค่ข้างเดียว และมักจะบอกเตือนคนข้างหลังโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย
“ระวัง-กิ่งไม้-ทางขวา”
เดินไปอีกนิดก็บอกอีก
“ระวัง หลุมข้างหน้า”
โกโบริกระโดดข้ามแอ่งน้ำขัง แล้วหันมามองอย่างเป็นห่วงอังศุมาลิน
“ระวังครับ”
อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้นิดๆ กับมาดทหารของโกโบริ
“ลุงผลจะหายใช่ไหม”
โกโบริบอกขณะเดินนำ “หมอว่า หนักมาก เชื้ออาจ--ขึ้นสมอง ต้องหา-ที่-พักนอน-ในห้องพยาบาลที่อู่ ให้”
อังศุมาลินพลั้งปากอดพูดแดกดันไม่ได้ “ไหนว่า..มีสุภาษิตว่า ความพยาบาทเป็นของหวาน”
โกโบริหยุดกึก หันกลับมามองอังศุมาลินอย่างตั้งใจ หัวเราะเบาๆ พูดสุ้มเสียงกวนๆ
“เรา-ก็เลือก--เหมือนกัน-ว่า ของหวาน-ชิ้นไหน-จะน่ากิน”
อังศุมาลินเผลอตัวเกือบค้อน เชิดใส่ อารมณ์ต่อปากต่อคำมาเป็นริ้วๆ ยอกย้อนอย่างคะนองปาก
“ของหวานบางชิ้น ก็ไม่แน่นักหรอกว่าจะหยิบกินได้ง่ายเสมอไป”
โกโบริเผลอหลุดโต้กลับจริงจัง ดวงตาแน่วแน่ “ของหวาน-แม้จะเก็บในที่ระแวดระวังอย่างไร มดก็มักจะขึ้น-จนได้”
อังศุมาลินชะงัก สำนึกขึ้นมาได้ ว่าไม่น่าเริ่มไปเล่นก่อนเล้ย... ปิดปากเงียบกริบไปทันที
โกโบริเองก็พลอยชะงัก นิ่งไปบ้าง และหันกลับเดินหน้าต่อไป
ไม่นานนักทั้งสองเดินมาถึงหน้าเรือน
โกโบริชะเง้อมองไปทางบันไดท่าน้ำ ที่เรือที่ผูกไว้ เห็นว่าไม่อยู่แล้ว แล้วหันมาบอกอังศุมาลิน
“คนของผม มาเอาเรือ ไปแล้ว ผมคงต้อง เดินกลับ ไปทำงานสักที”
โกโบริคำนับให้อังศุมาลินเล็กน้อย อังศุมาลินก้มหัวรับ โกโบริหันกลับ เดินจากไป
อังศุมาลินหยุดยืน มองตามไปอึ้งๆ

แสงแดดยามเย็นตกกระทบยอดต้นลำพูริมน้ำ เห็นดอกลำพูกำลังจะเริ่มบาน
แม่อรนั่งพักใช้งอบกระพือลมให้ตัวเองคลายร้อนอยู่บนเรือน ขณะที่รื้อของที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดจากตะกร้าจ่ายกับข้าว พลางเอ่ยขึ้นหลังฟังเรื่องจากลูกสาว
“นับว่าบุญหัวของตาบัวกะตาผลที่มาเจอคนอย่างพ่อโกมะลิ ดีนะที่เขาไม่พยาบาท อาฆาต”
อังศุมาลินกำลังหั่นกล้วยน้ำว้าดิบบนเขียง แล้วปาดวางเรียงลงในกระด้งที่วางอยู่ใกล้ๆ
ยายศรกำลังนั่งฝานหมากเป็นจังหวะๆ ช้าๆ ถัดไปไม่ไกล ด้วยเพราะเพิ่งหายไข้
“พ่อญี่ปุ่นคนนี้เขาก็ใจกว้างเสียเหลือเกิน ทั้งๆที่ตัวเองก็โดนทำจนเกือบไม่รอด ยังอุตส่าห์มีเมตตาช่วยเหลือศัตรูได้ ดูสิ” คุณยายว่า
“แล้วนี่พ่อดอกมะลิกะหมอเขาแข็งแรงดีแล้วหรือลูก”
“ก็เห็นเดินเหินคล่องออกฉับๆ ท่าทางคงหนังเหนียวอยู่ละแม่” อังศุมาลินตอบแม่น้ำเสียงประชดนิดๆ
แม่อรรีบพูดปราม เตือนสติ “เขาทำถูกแล้ว เมื่อผิด…ก็ต้องทำโทษไปตามกฎ แต่เมื่อถึงคราวเดือดร้อน ช่วยเหลือกันได้ ก็ควรช่วยกันไป เขาถึงว่าปกครองคนมันต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ขืนตอนนั้น แกไม่ทำโทษตาบัวตาผลมันก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างไม่ดี คนก็จะไม่กลัวกฎระเบียบ นี่เรื่องขโมยของก็เงียบไป...ไม่มีอีกเลย”
“แม่คะ หนูว่าจะขอผ้าผวยผืนใหญ่ผืนเก่าๆ ที่แม่เก็บเอาไว้ไปให้ตาผลหน่อย ของแกมีแต่ขาดๆ”
“งั้นเดี๋ยวร่มๆ อีกสักหน่อยแม่จะไปดูแกเอง เอาข้าวปลาไปให้ด้วย”
อังศุมาลินหั่นกล้วยเสร็จ ลุกไปหยิบน้ำตาลปึกเป็นแว่นออกมาจากโถ
“ฉาบกล้วย…แต่ใช้น้ำตาลปึกแทนน้ำตาลทราย จะออกมาเป็นยังไงก็มีรู้”
“อ้อ แม่ก็ไม่ได้เส้นหมี่มานะ” แม่อรนึกได้
“หนูก็ยังไม่ทันได้กุ้ง พอดี…” อังศุมาลินหยุด ไม่อยากเล่าต่อ เลยเปลี่ยนเรื่อง “ต้องไปดูตาบัวกะตาผลเสียก่อน”
“ของที่ไม่น่าจะขาดตลาดได้ ก็มาขาด..อีกไม่กี่วันจะปีใหม่แล้ว ระเบิดก็ยังลงตูมตามที่นั่นที่นี่ไม่เลือกเวลา ขอให้เดือนหงายล่ะ..เป็นต้องมาเชียว ถ้าไม่มีอะไรจะทำถวายพระ ก็ทำข้าวต้มผัดไส้กล้วยใส่ถั่วดำหน่อยก็แล้วกัน ของคาวก็ไม่แคล้ว ต้องจับปลาจับกุ้งหน้าบ้านนี่แหละ มาต้มมาแกงไป” แม่อรปรับทุกข์
“ไฮ้..อะไร้..ปีใหม่อะไรป่านนี้..แม่อรหลงละ” ยายศรท้วง
แม่อรเถียง “คุณแม่นั่นแหละ หลง เราเปลี่ยนปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เมื่อปี 84 กำลังจะครบสองปีเข้านี่แล้วไงคะ”
“ใช่ค่ะ..วนัสไปต้นปี 83...ปลายปี 83 รัฐบาลประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม ปี 2484 เป็นปีใหม่แบบสากลครั้งแรก…ลุงกำนันก็ยังเอาขนมเค้กฝรั่งมาให้เรา ตอนนั้น...วนัสยังส่งโปสการ์ดมาให้เราอยู่เลย จากนั้น ปลายปี 84 ญี่ปุ่นขึ้น...หลังจากนั้น...การติดต่อจากวนัสก็ขาดไป”
อังศุมาลินจดจำได้แม่น
“เออ…จริง” คุณยายว่า
จากนั้นแม่อรกับยายศรหันมาสบตากันด้วยความสงสาร อังศุมาลินฝืนยิ้ม หั่นกล้วยต่อ
“ปีใหม่สากลปีนี้...วนัสจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้นะคะ”

วนัสที่อังศุมาลินโหยหาอยู่ที่ “ค่ายเดนบี้ เวลล์เหนือ สหราชอาณาจักร ตอนมืด”

บริเวณกลางป่าซึ่งหิมะตกหนา ตอนกลางคืนวันนั้นแสงจันทร์ส่องสว่างทำให้ทั่วทั้งป่า กลายเป็นสีฟ้าๆ
ในแสงน้อยนิดจากไฟประหยัดในห้องพักค่ายทหาร พวกวนัสในชุดฝึก เดินเข้ามาปลดเป้หลังวาง พร้อมกับปลดอาวุธวาง เนื้อตัวแต่ละคนเปรอะเปียกโคลนเต็ม หน้าเลอะไปด้วยโคลน แต่ละคนหนาวสั่น พากันพุ่งไปหาเตาผิงที่ไฟลุกโชนอยู่กลางห้อง บ้างเอามือผิงไฟ เอาหลังอังไฟ แล้วรีบถอดรองเท้า ถุงเท้า ที่เปียกและแข็งจนจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว
“ตายแน่ รองเท้ากลายเป็นน้ำแข็งแบบนี้ เท้าผมชาหมดแล้ว” วนัสเอ่ยขึ้นปากสั่น
ท่านชายวิชญาบอก “ผมก็เหมือนกัน โอย หูๆๆ หูจะหลุด”
ทุกคนหัวเราะขำ นอนลงกลิ้งเกลือก หมดแรง
“ฝ่าบาทพระกรรณหลุด ส่วนกระหม่อม พระนาภีร้องโครกครากแล้ว ทั้งหิวทั้งหนาว” อรุณว่า
ทุกคนหัวเราะอีก
พิชัยเสริม “โอ๊ย..ไอ้พวกฝรั่งบ้าเอ๊ย..สองทุ่มกว่าแล้ว เพิ่งเลิกฝึก..แล้วเราจะได้กินข้าวกี่โมงนี่”
“แล้วนี่พวกเราหายกันไปไหนตั้งหลายคน หรือว่าจะตายเสียในกองหิมะแล้ว” ท่านชายวิชญาบอก
ทุกคนหัวเราะ เริ่มหันมองรอบๆ
“เอ๊ะ…” วนัสนิ่งไป เงี่ยหูฟัง “ชู่ว...”
“มีอะไร” ท่านชายวิชญาแปลกใจ
วนัสพูดเสียงเบาๆ “ทำไมมันเงียบๆ ผิดปกติ หรือมันจะมาฝึกโจมตีอะไรต่อตอนนี้อีก วันก่อน กำลังกินข้าวกลางวัน มันก็ซ้อมโดนโจมตีไปทีนึงแล้ว”
อรุณกระซิบตาม “จริงด้วย”

จากนั้นทุกคนพากันกระโดดคว้าอาวุธ แล้วหลบแอบซุ่มนิ่งเงียบกริบตามมุมต่างๆ ทันใดนั้น ประตูเปิดเข้ามา พร้อมชาวอินเดีย 3 คน ฝรั่ง 5 คน และคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้ง “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่แก่กว่าวนัส 1 ปี เดินมาด้วย ทุกคนถือเทียนกันเรืองรอง ร้องเพลงเบาๆ เข้ามา
“Silent night ..holy night
All is calm, all is bright
Round yon virgin mother and child.
Holy infant so tender and mild,
Sleep in heavenly peace.
Sleep in heavenly peace.
Silent night holy night
Shepherds quake at the sight,
Glories stream from heaven afar,
Heavenly hosts sing alleluia;
Christ the Savior, is born
Christ the Savior, is born.
ทุกคนตะลึง ป๋วยเดินออกมาเอ่ยขึ้น
“ผมมีของขวัญคริสต์มาส สำหรับทุกคนมาให้”
“คุณป๋วย..โธ่ มิน่า สงสัย ฝึกๆ อยู่ ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน” ท่านชายวิชญาว่า
ป๋วยพูดเสียงอ่อนโยน “ฝ่าบาท…พวกฝ่าบาทได้ทุนเรียนมา แต่มาถึง ยังไม่ทันได้เรียนหนังสือกันเลย ก็ต้องมาเรียนวิชาการทหารแบบอังกฤษกันแทน พวกกระหม่อมเป็นรุ่นพี่ เลยอยากจะรับขวัญน้องใหม่หน่อย”
พวกวนัสพูดฮาๆ “รับขวัญน้องใหม่เหรอ”
“โห…รุ่นพี่ครับ เซอร์ไพร้ส์มากๆ เลยครับ” พิชัยว่าขำๆ
“ของขวัญคริสมาสเล็กๆ น้อยครับ” ว่าพลางป๋วยเอาช็อคโกแลตห่อกระดาษทอง แจกให้คนละอัน
“ช็อคโกเลต” ท่านชายเอ่ยขึ้น
ทุกคนขอบคุณๆๆๆ แล้วเข้ามากอด จับมือกับป๋วย

“ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขาสอบได้ทุนรัฐบาลไทย ไปเรียนระดับปริญญาตรี ที่ลอนดอนสคูลออฟอิโคโนมิคส์ แอนด์โพลิทิคั่ลไซนส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ตั้งแต่ปี 2481 เมื่ออายุ 21 ปี เรียนเพียง 3 ปี ก็จบปริญญา ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และโดดเด่นจนได้สิทธิ์ให้เรียนต่อปริญญาเอกทันที แต่พอดีเกิดสงคราม เขาจึงร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษ ประกาศไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ติดยศร้อยเอกแห่งกองทัพอังกฤษ และมีชื่อรหัสขณะปฏิบัติงาน ว่านายเข้ม เย็นยิ่ง ส่วนเสรีไทยจำนวน 36 คน ที่สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกอังกฤษกลุ่มนี้ (ซึ่งมีวนัสร่วมอยู่ด้วย) มีฉายาว่าพวก "ช้างเผือก" (White Elephants)

“และข่าวดีคือ..การฝึกที่ค่ายเดนบี้นี้ สิ้นสุดลงแล้ว หลังเทศกาลปีใหม่ ผมจะพาพวกคุณ เดินทางไปค่ายธอร์นตัน เมืองแบรตฟอร์ด จากนั้น เราจะฝึกอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น” ป๋วยบอกทุกคน
“เราก็จะได้กลับเมืองไทย” วนัสเนื้อเต้น
“ใจเย็น เพื่อน...เราจะไปอินเดีย ฐานของเราอยู่ที่นั่น...จากนั้น ค่อยว่ากัน” ป๋วยบอก

ทุกคนดูร่าเริง ตบหลังไหล่กัน หัวเราะเริงร่า มีขวัญและกำลังใจ

คู่กรรม ตอนที่ 6 (ต่อ)

ส่วนที่อู่ต่อเรือ ตอนกลางวัน แลเห็นเครื่องประดับ Shime kazari ซึ่งทำจากฟางข้าวถัก สำหรับปัดเป่าความชั่วร้าย อันเล็กๆ ถูกเคสุเกะผูกติดไว้หน้าอาคารอู่

เห็นทหารบางคน กำลังทำความสะอาดบริเวณต่างๆ กัน และที่หน้าห้องนอนโกโบริเวลานั้น เห็นโกโบริก็กำลังผูกสิ่งนี้ไว้ที่ประตูเช่นกัน มีทหารเดินผ่าน ทักโกโบริ พูดคุยร่าเริงกัน
ส่วนในห้องพยาบาลของอู่ที่มีเตียงคนป่วย 6 เตียง มีคนอยู่ 4 เตียงเริ่มดีขึ้น ส่วน 2 เตียง ที่อาการแย่
หมอทาเคดะกำลังดูอาการทหารญี่ปุ่นคนนึง ที่นอนตาลอยคว้าง หัวที่ดูเห็นว่าโดนโกนผม พันผ้ารอบๆจนกลมทั้งหัว
เคสุเกะถือชิเม คาซาริอันเล็กๆ เข้ามาหลายอัน เอาแจกตามเตียงต่างๆ
“เอ้า ปีใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว นี่ Shime kazari เอาไว้แขวนไล่สิ่งชั่วร้าย ต่อไปนี้จะมีแต่เรื่องที่ดีๆ”
คนที่ไม่เป็นอะไรหนักมาก ต่างดีใจ ลุกมาโค้ง พูด อาริงาโตะๆ กันขรม แล้วเอามาแขวนที่เสาเตียงตน
เคสุเกะเดินมาถึงเตียงที่หมอทาเคดะดูอาการอยู่
เคสุเกะพูดไทย ไม่อยากให้ทหารคนอื่นรู้เรื่อง “ไม่ดีหรือ...หมอ”
“ไม่ดีเลย สงสัย คง…”
“จะตายเหรอครับ”
โกโบริเดินเข้ามา เห็นสองคนกระซิบกระซาบกัน ก็สงสัยตรงมาหา
“มีอะไร”
หมอทาเคดะหันมา พูดเบาๆ เป็นภาษาไทย “คนป่วยคนนั้น ที่โดนระเบิด จากดอนเมือง แล้วฝากมานอนรักษาที่นี่ สงสัยว่า จะอยู่ไม่ถึงวันปีใหม่เสียแล้ว”
“จริงหรือ” โกโบริรีบเข้าไปดู “สมองไม่ทำงานแล้วหรือ”
“อย่างน้อย..ตอนนี้ เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บ” หมอทาเคดะจับข้อเท้าคนไข้คนนั้นบีบเบาๆ
“น่าสงสารนะ ไม่ได้กลับบ้าน”
“ถ้าตาย กระดูกของเรา ก็จะได้รับการส่งกลับบ้าน” โกโบริว่า
“ถ้าผม-ตาย ผู้กอง-เอา-กระดูกผม-กลับไป ไว้-ที่-ศาลเจ้ายาสุกุนินะครับ ถึงผมจะตาย ผมก็จะเป็นวีรบุรุษให้คนมากราบไหว้ เพราะเราจะชนะสงครามอย่างยิ่งใหญ่”
เคสุเกะหลุดปากพูดญี่ปุ่น คนอื่นๆ ได้ยิน เพิ่งเข้าใจ ว่าพูดเรื่องอะไร รีบสนองคำของเคสุเกะ คนป่วยคนหนึ่งตะโกนนำเป็นภาษาญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่นจะชนะสงครามอย่างยิ่งใหญ่”
คนป่วยอีกคนชูมือ “เราไม่เคยกลัวตาย”
“เรายอมตาย เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็น 1 ในโลก”
ทุกคนเฮกัน โกโบริไม่เฮด้วย ท่าทีขรึมลงไป
จู่ๆ คนป่วยคนนั้นกระตุกๆๆ โกโบริ กับหมอคาเคดะเข้าไปดู สุดท้าย คนป่วยคนนั้นขาดใจตาย ต่อหน้า หมอทาเคดะตรวจชีพจร แล้วหันมาบอกทุกคน
“เขาตายแล้ว”
ทุกคนในที่นั้นลุกเดินมาข้างๆ เตียง แล้วโค้งให้ทหารคนที่ตายนั้นพร้อมเพรียงพรึ่บพรั่บอย่างเต็มภาคภูมิ ขณะที่โกโบริน้ำตาปริ่ม เศร้าใจ สงสารมนุษย์ แต่ไม่ให้ใครเห็นน้ำตา

พระอาทิตย์โผล่พ้นโค้งน้ำไกลลิบตา ส่องแสงเรื่อเรืองรับวันปีใหม่ พระสงฆ์ สามเณร เดินเป็นแถวมาที่ลานในวัด เพื่อรับบิณฑบาตจากโต๊ะญาติโยมที่ตั้งเรียงยาว เป็นงานตักบาตรปีใหม่ของชาวบ้านที่มาทำบุญกันอย่างพร้อมเพรียง
เห็นกำนันนุ่ม แม่วัน ครอบครัวอังศุมาลิน ครอบครัวยายเมี้ยน ชาวบ้านละแวกปากคลองธนบุรี รวมทั้งพวกชาวพระนครที่อพยพหนีระเบิดมาหลบที่ธนบุรี อีกหลายครอบครัว ทุกคนต่างแต่งตัวสดใส สวยงาม สวมใส่เสื้อผ้ากันหนาวกัน
บริเวณวัดตกแต่งอย่างประหยัดในยุคข้าวยากหมากแพง แต่ยังคงมีสีสันรื่นเริง ด้วยกระดาษสี สายรุ้ง ที่ทำกันเองโดยฝีมือชาวบ้าน
หลวงพ่อเดินรับบาตรมาถึงครอบครัวอังศุมาลิน ที่อยู่เป็นโต๊ะสุดท้ายพอดี เห็นหน้ายายศร ก็ทักเสียงดัง “อ้าว คุณโยม..หายดีแล้วหรือ”
คุณยายพนมมือ ยิ้มแต้ “หายแล้วค่ะท่าน”
“หมดทุกข์หมดโศกทีนะโยม ปีใหม่แล้ว ต่อไปนี้ก็ขอให้โชคดีๆ” หลวงพ่อเจริญพร
“สาธุ” ยายศรสาธุท่วมหัว
ยายเมี้ยนแหลมเข้ามา “โอ๊ย..บ้านนี้เขาโชคดีอยู่แล้ว…จะไม่ให้หายเร็วได้ยังไงล่ะคะ เขาได้ยาดี ยาญี่ปุ่นน่ะค่า”
อังศุมาลินอึ้ง
“ก็ดีสิ อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นเขารู้จักเอื้อเฟื้อเพื่อนบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ต้องอนุโมทนานะ โยมเมี้ยน”
กำนันนุ่มเดินมา ประกาศปากเปล่าเสียงดัง
“อ้าว ทุกคน ถ้าใครอยากจะปล่อยนก ปล่อยปลา ก็เชิญที่ริมท่าน้ำนะ ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว รับรองว่าไม่ได้ไปจับมาขาย แต่ไปซื้อที่เค้าจะเอาไปฆ่าที่จริงๆ เอามาให้ทำบุญกันจริงๆ”
“กำนันครับ เห็นใครบอกว่า กำนันจะปรึกษาเรื่องขุดหลุมหลบภัยถาวรหรือ” ชาวพระนครคนหนึ่งถาม
“ใช่ครับครู..เอ้าๆๆ ตกลงเดี๋ยววันมะรืน..ที่ 3 มกรา ตอนสายๆ ถ้าว่างๆ เชิญกันพร้อมหน้าที่ศาลาวัดหน่อย ผมได้ยินมาว่า..อีกไม่นาน ทางฝั่งธนเรา ก็จะไม่รอดเหมือนกัน เขาจะมาทิ้งระเบิดฝั่งธนด้วย”
ตาแกละบ่นๆ “อะไร้ มันจะมาทิ้งระเบิดทำไม ธนบุรีเรามีแต่ป่าแต่สวน”
“สงสัยฝรั่งมันจะคิดมาทำลายมะพร้าว กล้วย ส้ม มะม่วง มังคุด ละมุด ชมพู่เราให้ราพนาสูร จะได้อดตายกันให้หมด” ยายเมี้ยนบอก
แม่วันตำหนิเอา “แม่เมี้ยนก็ได้แต่พูดอะไรไม่เป็นแก่นสาร พระพุทธองค์ท่านก็สอนแล้ว ว่าอย่าประมาท กันเอาไว้ดีกว่าแก้นะ”
“ถ้ามันตามมาทิ้งระเบิดแถวนี้อีก พวกเราจะอพยพไปไหนต่อล่ะ จะหนีมันต่อไปเรื่อยๆ งั้นหรือ” ชาวพระนครคนเดิมถาม
“นั่นสิๆๆ” เพื่อนที่มาด้วยกันเห็นด้วย
ครอบครัวอังศุมาลิน แม่ และยาย พยักพเยิดกัน แล้วเก็บข้าวของ ถาด ตะกร้า เลี่ยงออกมา

สักครู่หนึ่ง อังศุมาลิน แม่อร ยายศร พากันปล่อยปลากระดี่ ปลาหมอ จากโถแก้วลงในคลอง
ต่อมาไม่นาน สามคนกำลังเปิดกรง ปล่อยนกกระจิบ นกกระจาบ และนกกระจอก บินกันว่อนไปบนท้องฟ้า
ส่วนยายเมี้ยนและแมว ปล่อยนกปล่อยปลา วี้ดว้ายกันตามประสาด้านพวกชาวบ้าน ชาวพระนคร ปล่อยนกปล่อยปลากัน
อีกด้านหนึ่ง โกโบริ หมอทาเคดะ เคสุเกะ และพวกทหารญี่ปุ่น เดินขนของสำหรับทำบุญมาถึง และพากันหยุดยืนมองคนไทยที่ดูสนุกสนานกัน
โกโบริเห็นอังศุมาลินพยายามไล่นกจากกรง ที่มันไม่ยอมไป มองอย่างรู้สึกสนุกไปด้วย อังศุมาลินปล่อยนกเสร็จ หันมาเห็นโกโบริมองอยู่ และยิ้มให้ ก็อึ้งๆ ไป
อังศุมาลินหงุดหงิดแอบพูดรอดไรฟันกับแม่ “โกโบริอีกแล้ว ชาวบ้านเค้ายิ่งพูด”
โกโบริเดินตรงมาหา
“ดูสิแม่...เดินมาหาเราทำไมอีกก็ไม่รู้” อังศุมาลินอายคน
“สนุกดีนะครับ ปล่อยให้นก ให้ปลามันกลับบ้านของมันหรือครับ”
อังศุมาลินย้อนให้ “ใช่..อยากให้คนกลับบ้านกันบ้าง ก็ดีนะ ไม่อยากกลับกันบ้างหรือ”
โกโบริยิ้มไม่ถือสา “อยากกลับ แต่คงไม่ได้กลับ”
“โถ..พ่อคุณ..ทางบ้านก็คงคิดถึงพ่อคุณเหมือนกันนั่นหละนะ” ยายศรทัก
“เราก็คิดถึงคนของเรา ที่ไม่ได้กลับเหมือนกันนี่คะ คุณยาย ดูอย่างกำนันสิ แกก็ต้องคิดถึงลูกชายแก” พูดแล้วอังศุมาลินหันไปยิ้มทักทายหมอ “หมอ ไม่คิดถึงบ้านหรือคะ อยากกลับบ้านไหม”
“เราทุกคนคิดถึงบ้านครับ วันปีใหม่อย่างนี้ ทุกคนที่บ้านผมคงไปวัด ไปศาลเจ้า ขอพรกัน” หมอทาเคดะตอบ
โกโบริพูดลอยๆ “คนเหมือนกัน ชาติไหนๆ ปีใหม่ ก็คิดถึงบ้าน คิดถึงลูกหลาน อยากไปทำบุญด้วยกัน อยากกินอะไรอร่อยๆ ด้วยกัน”
“อาหาร จะให้พระ ให้ไปให้ที่ไหนครับ” หมอทาเคดะถาม
“ถวายพระจ้ะ เรียกว่า ถวายพระ”
เคสุเกะพูดตาม “ถะ หวาย พระ”
ยายยิ้มชม “เก่ง...”
“ขอบคุณคับ” หมอยิ้มภูมิใจ
จังหวะนั้นครอบครัวเมี้ยน แอบมองห่างๆ ก่อนจะหันไปซุบซิบๆ
“อังศุมาลิน พาพวกนี้ไปที่ศาลาสิ พระจะไปฉันกันที่นั่น จะได้ถวายทัน” ยายบอก
“ให้เขาไปกันเองก็ได้ค่ะ นั่น ศาลา ทางนั้น”
“ยายอัง…” แม่อรพูดเสียงดุ “เดี๋ยวไปถึง เค้าก็ไปทำอะไรผิดๆ ถูกๆ อีก”
อังศุมาลินมองไปรอบๆ เห็นพวกยายเมี้ยนมองมา แล้วทำเป็นเมิน มองไปคนละทางสองทาง

อังศุมาลินอึ้งๆ

ที่บนศาลา บรรดาพวกอุบาสก กำลังช่วยจัดที่นั่งฉันอาหารเช้าให้พระ จัดเป็นวงๆ อังศุมาลินเดินนำพวกญี่ปุ่นขึ้นมา ทุกคนหันมามองกัน อังศุมาลินยิ่งเซ็ง อยากจะเดินหนีไปให้รู้รอด

“นี่..ไปทางนั้นแหละ ไปถามป้าคนนั้นเค้า..ชั้นจะรีบกลับบ้าน”
อังศุมาลินจะเดินหนี พอดีหลวงพ่อ กำนัน และแม่วันเดินเข้ามาหา
“อ้าว อะไรกัน หนูอัง..นายช่างก็จะมาทำบุญหรือ” กำนันนุ่มยิ้มทักทาย
พวกญี่ปุ่นทุกคน โค้งให้หลวงพ่อ กำนันและแม่วัน แล้วยิ้มอ่อนน้อม
“เราทำอาหารปีใหม่มาถวายพระครับ คุณอังศุมาลินเพียงแต่กรุณานำทางมาครับ” โกโบริพูดท่าทีสุภาพ
“เอาสิๆ ไหน เอ้า มาวางตรงนี้เลย แล้วเดี๋ยวจะให้เขาจัดไปตามสำรับต่างๆ” หลวงพ่อบอก
“มา ชั้นช่วย มีอะไรบ้างจ๊ะ” แม่วันเข้ามาช่วย
พวกญี่ปุ่น รีบวางของลง เป็นภาชนะญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ที่ซ้อนเป็นชั้นๆ มีของต่างๆ
“อันนี้ไม่ครบตามแบบที่กินกันจริงๆ ในประเทศญี่ปุ่นนะครับ เอามาเท่าที่จะหาได้ และคิดว่า คนไทยก็พอจะกินได้เหมือนกัน” หมอบอก
“นี่คือโทชิโคชิโซบะ บะหมี่เส้นยาว ทำให้อายุยืนยาว แล้วนี่ ปลาตัวเล็กๆและ kinpira gobou ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไข่ม้วนเรียกว่านิชิกิ ทามาโกะ สีแดงกับขาว จะทำให้โชคดี ครับ” โกโบริอธิบาย
“นี่คือถั่วดำ ครับ แล้วนี้เผือกครับ กินแล้วทำให้รวย มีเงินมากๆครับ” หมอพูดเสริม
“นั่นถั่วดำต้ม..แล้วนี่ก็เผือกค่ะ” อังศุมาลินแปลให้
“นี่ ขนม kuri kinton ทำจากลูก..ลูก..เกาลัดแห้ง เอามากวน” โกโบริบอก
อังศุมาลินแปลอีก “แปลว่า..ลูกเกาลัดแห้งกวนค่ะ”
โกโบริจบด้วยคำไทยยิ้มๆ “มีเท่านี้ครับ”
“เจริญพรๆ” หลวงพ่อเอ่ยขึ้น
พวกญี่ปุ่นถอดหมวก แล้วไหว้กันแบบญี่ปุ่นๆ
“ดูๆ แล้ว คนไทยน่าจะกินได้นะ ไข่สาขาวสีแดงนั่นสวยดี” แม่วันว่า
“ผมทำเองครับ” เคสุเกะบอก
อังศุมาลินรีบออกตัว “เรียบร้อยแล้ว ฉันขอตัวก่อน เชิญกันตามสบายนะคะ” พลางหันมามองหน้าโกโบริ หมอ เคสุเกะ “ลุงกำนันคะ เดี๋ยววันที่ 3 หนูมาประชุมด้วยนะคะ หลวงพ่อคะ…” อังศุมาลินไหว้หลวงพ่อ ไหว้กำนันและแม่วัน แล้วก้มหัวให้พวกญี่ปุ่น แล้วรีบไป
พวกญี่ปุ่นโค้งกันพรึ่บพรั่บ อังศุมาลินรีบไป ไม่เหลียวหลัง
โกโบริมองตามนิดหนึ่ง แล้วหันมา ช่วยจัดของไปถวายพระกัน
จังหวะนั้นแม่วันแอบดึงกำนันนุ่มไปกระซิบ ตำหนิยายเมี้ยน
“อังศุมาลินแกก็จำเป็นต้องทำดีกับเขา…ยายเมี้ยนน่ะสิ ชอบพูดจา…”
“นั่นสิ แม่อังก็ต้องช่วยประนีประนอมให้หลายอย่าง..อย่างเรื่องที่นายช่างแกถูกฟัน นายช่างแกก็ไม่สนใจเอาเรื่องเอาราวซักนิด..ชั้นว่านายช่างแกรู้นะ แม่วัน ว่าใครทำ..แต่แกก็พยายามซื้อใจชาวบ้านแถวๆ นี้”
สองคนสบตากัน ท่าทางหนักใจ
ทางฝ่ายโกโบริ หลวงพ่อชี้ให้ดูนั่นนี่ อธิบายต่างๆ โกโบริ ทาเคดะ และเคสุเกะ ตั้งใจฟัง คอยพยักหน้ารับไปมา

เย็นนั้นอาหารต่างๆจากปิ่นโตวางเรียงเพียบอยู่ที่เพิงท้ายสวน ตาบัวนั่งกินอย่างมูมมาม อังศุมาลินยืนดูตาผล ที่ยังนอนทำตาปริบๆ
“อะไร..ตั้งนานแล้ว ทำไมลุงผลยังไม่หายอีก”
“ลุงว่าแล้ว พวกไอ้ยุ่นน่ะเรอะ มันจะช่วยเราจริง” ตาบัวยังไม่เชื่อใจ
“แล้ววันนั้น ที่หมอทาเคดะให้ลุงไปเอายา ลุงไปเอาหรือเปล่า”
“ไปเอาสิ ยืนรอที่ประตูอู่แหละ ไม่กล้าเข้า มันเอามาให้ขวดเบ้อเริ่ม มียาเม็ดๆ เต็มขวด ให้กินทุกวัน วันละ 3 เวลา หลังอาหาร”
“อ้าว...แล้วลุงผลกินแล้วไม่ค่อยยังชั่วเลยมั่งเรอะ”
“วันที่ฉีดยา ก็ลุกมากินข้าวได้นิดนึง แต่ก็ไม่เห็นลุกมาอีกเลย”
“ลุงผลๆ” อังศุมาลินจับตัวเขย่า “ลุงวันนี้กินยาหรือยัง”
“แม่จ๋า..แม่จ๋า” ตาผลเพ้อ
ตาบัวส่ายหัว “เพ้อทุกวัน บางทีก็เรียกชั้นว่าพ่อ”
“ไหน..ลุง ฉันขอดูยาหน่อยซิ หมอเข้าให้ยาอะไรมา ยาหมดอายุหรือเปล่า”
ตาบัวชี้ไป “นั่นน่ะ ขวดยา..อยู่ในกล่อง ข้างๆ นั่นน่ะ”
อังศุมาลินหยิบมาเปิด แล้วผงะ ยาเม็ด พร่องไปครึ่งขวด
“นี่กินไปครึ่งนึงแล้วนี่ลุง”
“ใช่ ตอนแรกมีเต็มขวด ตอนนี้มีครึ่ง ก็แปลว่ากินไปครึ่ง” ตาบัวว่า
“ไม่กิน...ไม่กิน” ตาผลเพ้อ
“เพ้ออีกแล้ว เฮ้อ…” อังศุมาลินจับผ้าห่มที่ขยุกขยุยข้างๆ หมอนมาสะบัด
ทันใดนั้น เห็นยาเป็นสิบๆ เม็ด บ้างชื้นๆ แฉะๆ แปะติดกัน บ้างเกาะติดผ้าห่มเหนียวๆ
อังศุมาลินตกใจ “อ๊าย..อะไรกันเนี่ย..ยาทั้งนั้นเลย”
ตาบัวโมโห “อ้าว ไอ้ผล ไอ้นี่..บ้วนยาทิ้งซะงั้น ไอ้ชะมดเช็ด”
อังศุมาลินอ่อนใจ อ่อนแรง แทบทรุด แสดงว่าตาผลไม่ยอมกินยาเลย

ตอนค่ำวันเดียวกัน มีงานเลี้ยงหรูหรา ที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเฉลิมฉลองปีใหม่ บนเวที กำลังมีการแสดงระบำดาวดึงส์ มีนางรำ พระนาง 2 คู่ แต่งตัวเป็นนางฟ้า และเทวดา แสดงความงามของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหมาะกับงานมงคลคืนนี้
บรรดาผู้มีเกียรติทั้งหลาย นั่งดูกันอยู่แถวหน้า รวมทั้งนายพลโมโมยูกิ ลุงของโกโบริ พันโทมาซาโอะ ทหารชั้นผู้ใหญ่ 4 - 5 คน นายพลทหาร นายพลตำรวจไทยชั้นผู้ใหญ่ ทุกคนแต่ชุดเต็มยศ ผู้หญิงแต่ชุดราตรีแบบสากล หลวงชลาสินธุราช มากับคุณหญิงจิต และลูกสาวทั้งสอง แก้ว กับ กบ
โกโบริ กับโยชิ นั่งแถวถัดๆ ออกไป
พลโทโทโมยูกิดูการแสดงบนเวทีไปงั้นๆ แต่ดูออกว่าไม่เพลินตาเท่าไหร่ หันมาก้มหัวให้นายพลตำรวจไทยยศใหญ่ที่นั่งใกล้ นายพลท่านนั้นก้มตอบ
ต่อมาพลโทโทโมยูกิ ทำมือใบ้คำ ประมาณว่ารอเดี๋ยว แล้วหันมาหาโกโบริกับโยชิ พยักให้เข้าไปหา
โกโบริกับโยชิเข้าไป โค้งๆๆ
นายพลโทโมยูกิพูดแนะนำโกโบริกับนายพลตำรวจใหญ่ท่านนั้น
“ท่านนายพลตำรวจ นี่หลานชายผม ผู้กองโกโบริ ที่โดนคนไทยทำร้าย แต่ตำรวจไทยจับคนร้ายไม่ได้ เขาพูดไทยได้ดี เดี๋ยวให้เขาเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังเองจะดีกว่า”
โยชิเข้าประกบข้างท่านแม่ทัพใหญ่ และกระซิบแปลไทยทุกความ “นี่หลานชายผม ผู้กองโกโบริคนที่โดนคนไทยทำร้าย แต่ตำรวจไทยจับคนร้ายไม่ได้ เขาพูดไทยได้ดี เดี๋ยวให้เขาเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังเองจะดีกว่า”
“สวัสดีครับ ผู้กอง เรื่องราวเป็นยังไงครับ” นายพลตำรวจเอาใจโกโบริเต็มที่
“ที่จริงคนที่ทำร้ายผม เป็นพวกคนยากจนมาปล้นชิงทรัพย์เท่านั้น ไม่ใช่พวกใต้ดินอย่างที่เอาไปพูดกัน แล้วเขาก็หนีไปที่เมืองอื่นแล้วครับ เวลานี้ ผมก็หายดีแล้ว”
โกโบริพูดไทย นายพลตำรวจพยักหน้า “อ้อ…ครับ”
หมอโยชิหันไป แปลข้อความนี้ให้พลโทโทโมยูกิฟัง แม่ทัพใหญ่ไม่พอใจ กระซิบตอบโยชิ
โยชิพูดแบบแทนนายพลโทโมยูกิทันที “คือ..ท่านนายพลโทโมยูกิบอกว่า…ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นการชิงทรัพย์ ทุกคนเล่นเล่ห์เหลี่ยมกับเรา แม้แต่รัฐบาลไทยเอง ที่ต่อหน้าทำดีกับญี่ปุ่น”
นายพลโทโมยูกิของขึ้นกระซิบต่อ ฉอดๆๆ โยชิทำหน้าอึดอัดที่จะต้องแปลมองเป็นเชิงถาม ว่าพูดแบบนี้จะดีเหรอ
พลโทโทโมยูกิถลึงตาเร่งให้แปล
ระหว่างนั้นหลวงชลาสินธุราชเดินมาแถวนั้น พยายามเงี่ยหูฟังความที่โยชิแปล
“แต่ที่จริง เบื้องหลัง ก็มีคนใน แอบให้ข้อมูลตำแหน่งสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของเราตลอดเวลา ทำให้พวกฝรั่งมาทิ้งระเบิดทำลายสถานที่สำคัญๆ ไปมาก เพื่อตัดเส้นทางคมนาคมของญี่ปุ่น อยากถามว่า ทำแบบนี้ คิดว่าญี่ปุ่นโง่หรือ”
นายพลตำรวจหน้าไม่สู้ดี “แหม..พวกเราจะตี 2 หน้าแบบนั้นทำไมครับ เราอยู่พวกเดียวกัน ถ้าชนะ เราก็ชนะด้วยกัน ถ้าแพ้ เราก็แพ้ด้วยกัน ฝรั่งมาทิ้งระเบิด ไทยเราก็เสียหายมาก เราก็ชิงชังฝรั่งไม่แพ้พวกคุณเลยนะครับ”
โยชิกระซิบแปลถี่ๆ นายพลโทโมยูกิกระซิบๆ ตอบโยชิหลายคำ โยชิสีหน้าไม่ดี จนโทโมยูกิต้องกระทุ้งให้พูดแปล โยชิกลืนน้ำลาย กระซิบออกตัว
“คือ..ท่านโทโมยูกิ..อาจจะดื่มเข้าไปมาก ท่านเมาๆ นิดหน่อยแล้วครับ..คือ..ท่านบอกว่า..ท่านรู้ว่า มีพวกฟรีไทย พยายามจะติดต่อไปหาคนข้างนอก อย่าให้ท่านจับได้ว่าเป็นใคร หน่วยเราจะจับขึ้นศาลทหารและลงโทษอย่างหนัก จะทำให้ทรมานแต่ไม่ตาย”
ระหว่างที่โยชิแปล พลโทโทโมยูกิก็ทำหน้าเหี้ยมให้เข้ากับเนื้อหาถ้อยความนั้น มองกราดจ้องหน้าทุกคนเป็นเชิงขู่ แล้วพยักหงึกๆสำทับหนักแน่น ฮึ่มฮั่ม เวลาโยชิพูดจบประโยค
สารวัตรองอาจรีบเข้ามาประกบ “คุณมาซาโอะครับ บอกท่านเลยครับ ว่าพวกเรา ตำรวจไทย ก็สอดส่ายสายตา หาพวกใต้ดินตลอดเวลา ไม่ได้อยู่เฉย เจอที่ไหน เราจะบี้ให้ขาดใจตายตรงนั้นเลยครับ ไม่ต้องห่วง” พูดจบก็หันมายิ้มให้หลวงชลาสินธุราชซะงั้น
คุณหลวงฝืนยิ้มตอบ หน้าตาเยือกเย็น เหมือนไม่กระทบอะไร
โกโบริรีบเข้ามาโค้งให้ทุกคน
“ขอโทษครับๆ คือ...คุณลุงผมเมาจริงๆ ครับ อย่าให้เสีย-บรรยากาศปีใหม่” พลางโกโบริมองหน้าให้โยชิช่วย โยชิรับลูก
“บรรยากาศปีใหม่”
“ครับๆ อย่าให้เสียบรรยากาศปีใหม่เลย วันนี้พวกเรามาสนุกกัน อย่าคุยเรื่องการเมืองเลยครับ ดูสิครับ นางฟ้า เทวดา กำลังเหาะเหินกันอย่างมีความสุข”
ทุกคนหันไปมองตามโกโบริ เห็นนางรำนางฟ้าเทวดากำลังร่ายรำไปรอบๆ กับจังหวะที่กระชั้นจวนจบเพลง แล้วเข้าโรงไป ทุกคนจำต้องตบมือเกรียวกราว แล้วหันมาชนแก้วยิ้มแย้มกัน
นายพลโทโมยูกิดึงโกโบริไปโอบอย่างหนักหน่วง “ลุงรักและห่วงหลานมากนะ”
โกโบริก้มหน้ารับ ซึ้งใจนัก

ตอนสายๆ ของวันใหม่ ขณะที่อังศุมาลินพายเรือมาถึงท่าหน้าบ้าน มองมาแล้วต้องชะงัก เห็นว่าคุณยายศรกำลังยืนคุยกะโกโบริ ที่จอดเรือเทียบท่าบ้าน อย่างสบายใจ
โกโบริ หันมาเห็นยิ้ม โค้งให้แล้วโบกมือลาแถมทำหน้าทะเล้นสดใส อังศุมาลินขมวดคิ้ว อึ้งๆ
โกโบริรีบลาคุณยาย แล้วออกเรือหน้าตาเฉย หันหัวเรือกลับไปทางอู่
คลื่นแรงจนทำให้เรือโคลงเคลง อังศุมาลินหน้าหงิกพายมาถึงท่าหน้าบ้าน ก็กระโดดขึ้นมา ผูกเรือบ่นอุบ
“อะไรกันคะ ตานั่นวิ่งหนีหนูยังกับทำอะไรผิดเอาไว้ ไม่อยากให้หนูรู้งั้นแหละ คลื่นจากเรือก็แรงจนเราเกือบเรือล่มแน่ะ”
“เป็นไง ประชุมเรื่องขุดหลุมหลบภัย” คุณยายถาม
อังศุมาลินถอนใจ “คุณยายทราบไหมคะ...ว่าบ้านเรา...น่าเป็นห่วงมาก”
“ทำไม”
“เพราะอยู่ใกล้อู่ของพวกญี่ปุ่นมากไงล่ะคะ...คิดดูสิ นำความเดือดร้อนมาให้ไม่หยุดหย่อน”
“อ้าว..แล้วจะให้ทำยังไง” ยายศรสงสัย
“ลุงกำนันกับหลวงพ่อจะทำหลุมหลบภัยส่วนกลางที่วัด ที่ตลาด ที่แถวบ้านลุงกำนัน..แต่บ้านเรา ก็ควรทำหลุมหลบภัยเฉพาะของเรา”
“เขาจะมาบอมบ์เราแน่หรือลูก” ยายถาม
“ลุงกำนันบอกว่า..มีคนเขารู้มา..ว่า..ปีนี้ เขาจะบอมหนักแล้ว..เพราะ…” อังศุมาลินลดสียงลง “สงครามมันนานเกินไปแล้ว…อเมริกา...จะไม่ยอมอีกแล้ว”
“กำนันไปรู้มาจากไหน จาก…พ่อนัสหรือ” ยายสงสัย
“ยังติดต่อกันไม่ได้นี่คะ..แต่ ..ลุงกำนันคงรู้จักใคร..ไม่น้อยหรอกค่ะ เฮ้อ” อังศิมาลินนึกขึ้นได้ “แล้ว..ตานั่น มา..ประจบประแจงอะไรคุณยายล่ะคะ”
“อ๋อ...เขาขอบคุณ...ที่แม่อังพาเขาไปถวายของปีใหม่หลวงพ่อ เขาเลยอยากมาตอบแทน ด้วยการมาทำอาหารให้เรากินกันซักวัน”
“อาหารญี่ปุ่น..มาทำที่บ้านเรานี่เหรอคะ”
“เดี๋ยวเขาหาวันว่างๆ ได้ เขาจะมา...เราไม่ต้องทำอะไรเลย เขาจะเตรียมมาเองหมด”
“มันเรื่องอะไร ใครจะไปอยากกินอาหารของตัวเอง บ้า…”
“อ้าว ยายนี่แหละ บอกเขาไปแล้ว ว่ายายอยากลองชิม แล้วยายก็อนุญาตเขาไปแล้วด้วย”
อังศุมาลินอึ้ง กระเง้ากระงอดเอากับยายศรอย่างขัดใจ

“คุณยายอ้ะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...