xs
xsm
sm
md
lg

มณีสวาท ตอนที่ 5

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มณีสวาท ตอนที่ 5

เช้าวันต่อมาภุชคินทร์ยังคงอยู่ในห้องนอน และกำลังแต่งตัวเตรียมไปทำงาน สีหน้าราชนิกูลหนุ่มไม่สู้ดีนัก ในใจยังเคืองขุ่นเจ้าอุรคาเรื่องเมื่อคืนอยู่ไม่คลาย

“จะไปสนใจผู้หญิงเจ้าเล่ห์คนนั้นทำไม ภุชคินทร์” ภุชคินทร์บอกกับเงาตัวเองในกระจก “เลิก! เลิกคิดถึงเค้าได้แล้ว แล้วไปทำงาน”
ภุชคินทร์คว้ากระเป๋าเอกสารทำท่าจะเดินออกไปนอกห้อง แต่หยุดชะงัก สีหน้าลังเล ก่อนเดินมา
เปิดลิ้นชักหัวเตียงเปิดออกมา เห็นที่เก็บอัญมณีวางอยู่ ภุชคินทร์หยิบออกมาเปิดดูก็เห็นลูกแก้ววางอย่างดีในนั้น ภุชคินทร์ยิ้มนิดๆ หยิบลูกแก้วออกมาดูก่อนวางลงที่เดิม ปิดลิ้นชัก คว้าเอากุญแจมาล็อคไว้
“ให้มันรู้ไป ว่าเจ้าจะเอาของผมไปได้อีก”
ภุชคินทร์ยิ้มแล้วเดินออกไป กำลังจะเก็บลูกกุญแจดอกเล็กเสียงมือถือก็ดังขึ้น ภุชคินทร์เผลอ
วางลูกกุญแจลง รับโทรศัพท์
“ครับคุณน้า ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
ภุชคินทร์รีบเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ลืมเก็บลูกกุญแจเสียสนิท

เฟื่องวลีแต่งตัวสวยเฉิดฉาย แต่เดินไปมาท่าทางหงุดหงิดอยู่ในบ้านภิงคาร แถมหน้าหงิกหน้างอบ่นเป็นหมีกินผึ้ง
“เบื่อๆๆ แต่งหน้าแต่งตัวซะสวย แต่ต้องมาอยู่เฉยๆ ในบ้าน”
“ไม่อยากอยู่ในบ้าน ก็ชวนคุณชายภุชคินทร์ไปเที่ยวสิลูก” เฟื่องฟ้าแนะ
“แม่ว่าฟีบี้ไม่ทำเหรอคะ? ฟีบี้ทำจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย โทร.ไปก็ไม่รับ และถึงรับชวนไปไหนๆ ก็ไม่ไป”
“ถ้าคุณชายไม่ไป ลูกก็ไปหาคุณชายที่บ้านสิลูก จะหลบจะหลีกยังไง ก็หนีไม่พ้นหรอก เพราะเราไปนั่งรออยู่ที่บ้านเลย”
เฟื่องวลียกมือไหว้มารดา “ขอบคุณค่ะคุณแม่ที่เปิดทาง ฟีบี้จะทำตัวเป็นตัวหนีบพี่ชายเลยค่ะคุณแม่ขา”
เฟื่องวลียิ้มแป้น สองแม่ลูกกอดกันสบายใจ

ตรงโต๊ะนั่งเล่นบริเวณสวยสวยหน้าวังนาเคนทร์ พะนอฤดีคุยอยู่กับนารีวรรณอย่างออกรส นารีวรรณทำตาโตเป็นระยะ ขณะฟังพะนอฤดีเม้าธ์
“ลำพังคุณฟีบี้พูดคนเดียว ฤดียังว่าไม่เท่าไหร่ แต่ขอโทษทีนะ” พะนอฤดีลดเสียงพูดเบาลง “ยัยเฟื่องฟ้า แท็คทีมกับลูก หาวิธีจับคุณชาย บอกถ้าทำตัวแรวงส์ ก๋ากั๋นไม่เวิร์ค ก็ให้แอ๊บไปเลย โอยย..ฤดี หัวใจจะวาย” ว่าพลางพะนอฤดีทำหน้าซื่อแอ๊บใส “ผู้หญิงสมัยนี้ เค้าทำกับขนาดนี้เลยหรือ”
นารีวรรณหน้างอ “น่าเกลียดที่สุด จ้างให้ หนูนาก็ไม่ยอมให้คุณฟีบี้มาเป็นพี่สะใภ้”
พะนอฤดีแกล้งหยั่งเชิง “แล้วถ้าคุณชายยอมล่ะ”
“ไม่มีทาง หนูนาดูพี่ชายออก พี่ชายไม่มีวัน ไปรักผู้หญิงอย่างคุณฟีบี้แน่ๆ ต้องอย่าง…” นารีวรรณพูดค้างคำ
พะนอฤดียิ้มย่องต่อคำ “ฤดีเหรอ”
นารีวรรณเหมือนไม่ได้สนใจฟัง ตายิ้มฝันหวาน “เจ้าอุรคา”
“อะไรนะ”
“เจ้าอุรคา ณ ภูจำปา” นารีวรรณบอก
พะนอฤดีตาค้าง แต่หนูนาพูดต่อท่าทีปลื้มสุดขีด
“จริงๆ นะฤดี เจ้าอุรคานี่แหละเหมาะสมกับพี่ชายที่สุด เจ้าอุรคา สวย งามสง่า ไม่ว่าเจ้าอุรคาจะทำอย่างไรก็น่ามองหมดเลย ที่สำคัญ...”
พะนอฤดีรีบซัก “อะไร”
“หนูนาว่าพี่ชายก็สนใจเจ้าอุรคาอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพี่ชายคงไม่หาเรื่องไปเจอกับเจ้าอุรคาบ่อยๆ หรอก”
“หาเรื่องไปเจอ” พะนอฤดีงวยงง
“ก็...พี่ชายแกล้งหาลูกแก้วที่เจ้าอุรคาให้หนูนาไม่เจอ จะไม่เจอได้ยังไงล่ะจ้ะฤดีจ๋า...ก็พี่ชายเป็นคนเก็บไว้เอง หนูนาเลยคิดว่าพี่ชายต้องแกล้งสร้างเรื่องเพื่อไปหาเจ้าอุรคาแน่ๆ เลย” นารีวรรณสะกิดพะนอฤดี “ฤดี..ฤดี”
พะนอฤดีสะดุ้ง “จ๊ะ”
“ฟังอยู่หรือเปล่า”
พะนอฤดีนิ่ง ส่วนนารีวรรณมองไปทางด้านหน้าตึก เห็นรถของเฟื่องวลีกำลังจะเลี้ยวเข้ามา นารีวรรณทำหน้าหงิกทันที
“อ๋อ! หนูนาเข้าใจแล้ว”
“เข้าใจว่า ฤดีกำลังเฮิร์ตใช่มั้ย”
“ใช่! ก็แค่พูดถึง คุณฟีบี้ก็มา”
พะนอฤดีงง “คุณฟีบี้มา”
“อ้าว! ฤดีไม่เห็นหรือไง? คุณฟีบี้มาโน่นแล้ว”
นารีวรรณพูดจบ เฟื่องวลีก็ขับรถแล่นปร๊าดมาจอดที่ตรงหน้า โบกมือมาทักทาย ก่อนก้าวลงมา
“เฮ้ลลลโล้..!!คุณหนูนาขา”
นารีวรรณทักตอบจ๋อยๆ เลียนเสียง “เฮ้ลลลโล้ค่ะ”
พะนอฤดีหน้าหงิก บ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ

“โอย...ทั้งเจ้าอุรคา ทั้งยัยซอมบี้ พะนอฤดี มึน!”

ครู่ต่อมาเฟื่องวลีเดินนวยนาดเข้าไปในวัง นารีวรรณเดินแกมวิ่งตาม โดยมีพะนอฤดีวิ่งตามอีกคน

เฟื่องวลีพูดพร้อมรอยยิ้ม “ฟีบี้บอกแล้วไงคะ ฟีบี้ก็เป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว คุณหนูนาไม่ต้องเสียเวลามาต้อนรับมาดูแลฟีบี้หรอกค่ะ อีกอย่าง ฟีบี้ไม่ได้มาหาคุณหนูนา ฟีบี้มาหาพี่ชายค่ะ”
“พี่ชายไม่อยู่ค่ะ”
“ไปทำงานใช่มั้ยคะ? งั้นเดี๋ยวพี่ชายก็กลับ”
“กลับดึกค่ะ” นารีวรรณบอก
“จะดึกแค่ไหน ฟีบี้ก็รอได้ เชิญคุณหนูนา” เฟื่องวลีปรายตามองพะนอฤดี “กับ...เพื่อนตามสบายเถอะค่ะ”
เฟื่องวลีทำหน้าเย้ยหยันพะนอฤดี ก่อนหมุนตัวเดินตัวปลิวเข้าไปในวัง
“ช่างเถอะหนูนา คนแบบนี้พูดด้วยก็เสียเวลาเปล่า” พะนอฤดีว่า
“นั่นน่ะสิ...นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าเป็นญาติคุณน้าภิงคาร หนูนาเชิญออกจากบ้านแล้วนะเนี่ย”
พะนอฤดีหน้ามุ่ย “แต่ถ้าคุณชายกลับมา”
“ไม่มาหรอกจ้ะ ถึงมา ก็ดึก” นารีวรรณยิ้ม “คุณน้าโทร.มาตามพี่ชายแต่เช้าเห็นว่ามีงานด่วน
ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องสะสางงานกันจนดึกล่ะ ฮึ! ถ้าคุณฟีบี้อยากนั่งรอจนรากงอก ก็รอไปหนูนาไม่สนใจหรอก น้ำท่าก็ไม่เอาให้กินด้วย”
นารีวรรณบอกท่าทีขวางๆ เฟื่องวลี พะนอฤดีเยื้อนยิ้มอย่างพอใจ

เวลาเดียวกันภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา เจ้าอุรคาซึ่งยังมีท่าทางอิดโรยและยังเจ็บปวดแผลถูกสุรินทร์ยิงอยู่ ลืมตาโพลงขึ้นมาเห็นและได้ทุกอย่าง เจ้าอุรคาโผเผลุกขึ้น ชรายุที่คอยดูแลอยู่เดินเข้าไปหาพลางบ่น
“เมื่อไหร่จะพ้นคืน 15 ค่ำเสียที เจ้าอุรคาของข้าจะได้มีพละกำลัง มีอำนาจเหมือนเดิม”
“เป็นเพราะอาวุธลงอาคม ไม่เช่นนั้นเราคงไม่บาดเจ็บถึงเพียงนี้” เจ้าอุรคาบอก
ชรายุโกรธแค้นสุรินทร์ขึ้นมาทันที ดวงตาวาววับ “ข้าจะไปจัดการคนที่มันทำร้ายเจ้า”
“อย่า มนุษย์ผู้นั้นมันไม่ธรรมดา เราจะจัดการมันเอง และจัดการทุกคนที่มาขวางทางรักของเรา”
เจ้าอุรคาพูดเสียงเบาแต่ในน้ำเสียงเข้ม ดุดัน นัยน์ตาวาววาม แลดูน่ากลัว

ด้านเฟื่องวลี มองซ้ายมองขวาแอบย่องเข้ามาในวัง ยิ้มกระหยิ่ม
“ไม่มีใครอยู่ เข้าไปรอพี่ชายในห้องดีกว่า”
เฟื่องวลีพุ่งตรงไปยังห้องของภุชคินทร์และเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว

เข้ามาในห้องภุชคินทร์แล้วเฟื่องวลีรีบปิดประตูทันที กวาดสายตามองดูรอบๆ ห้องแบบตื่นเต้น
“เคยเห็นแต่ด้านนอกไม่คิดเลย ข้างใน ห้องของพี่ชายจะสวยขนาดนี้ ว้าว!”
เฟื่องวลีเดินไปเดินมา ตรงมุมนั้นมุมนี้ เห็นมุมไหนก็ปลื้มโปรดชอบไปหมด หยิบแทบจะทุกสิ่งอย่างของภุชคินทร์ขึ้นมากอด ไม่ว่าจะเป็นปากกา สมุดบนโต๊ะทำงาน คว้าผ้าขนหนูขึ้นมาจุ๊บๆๆๆ ราวกับเป็นตัวภุชคินทร์ ก่อนจะวิ่งไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนเกลือกกลิ้งบนนั้นอย่างสุขใจ
“โอ๊ย! แค่ได้นอนเตียงเดียวกับพี่ชายยังจั๊กจี๋ขนาดนี้ ถ้าได้นอนกับพี่ชาย..” พูดแล้วก็ทำตาโต
ทะเล้นๆ “แล้วมีมือพี่ชายเข้ามากอด” เฟื่องวลีทำมือไต่ตัวเองไปด้วยท่าทีเพ้อๆ “จะจั๊กจี๋ขนาดไหน? โอ๊ย...พี่ชายขา ฟีบี้ ฟีบี้อยากแต่งงานกับพี่ชายจังเลย”
เฟื่องวลีเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงท่าทีเริงร่าสุดขีด คว้าหมอนมากอดมาจูบ
“ผ้าเช็ดตัวว่าหอมแล้ว หมอนหอมยิ่งกว่า อี๋!”
เฟื่องวลีเอาหน้าคลุกลงไปแนบกับหมอน ดอมดมจนหนำใจแล้วเงยหน้าขึ้น แต่ต้องสะดุดตาเข้ากับลูกกุญแจที่วางอยู่ใกล้ๆ กับลิ้นชักหัวเตียง
เฟื่องวลีหยิบลูกกุญแจมาไขทันที ลิ้นชักเปิดออกเห็นมีกล่องเก็บอัญมณีวางอยู่ หญิงสาวตาวาวรีบเปิดออกดู เห็นลูกแก้วครุฑธิการกลิ้งอยู่ในนั้น เนื้อของมันใส มีสีเขียวอ่อนสลับกับแดง แวววาวจับตา
“พลอยอะไรน่ะสวยจัง”
เฟื่องวลีมองพลอยสีสวยนั้นราวกับถูกมนตร์สะกด ความโลภทำให้หล่อนหยิบกล่องอัญมณีขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างไม่รู้ตัว ปิดลิ้นชักแล้วล็อกกุญแจ วางแม่กุญแจไว้เหมือนเดิม รีบออกจากห้องไปทันที

ครู่ต่อมาเฟื่องวลีเดินลิ่วออกมาท่าทางมึนๆ พะนอฤดีกับนารีวรรณนั่งอยู่มองไปเห็นก็ยิ้ม พะนอฤดีถามทันที
“คุณฟีบี้จะกลับแล้วเหรอคะ”
เฟื่องวลีรู้สึกตัว “พี่ชายไม่อยู่ ฉันจะอยู่ทำไม”
นารีวรรณประชด “ก็ไหนบอกว่าจะรอล่ะค่ะ คุณฟีบี้จะรอก็ได้นะคะ แต่อาจต้องรอนานหน่อยเพราะพี่ชายคงจะกลับดึกมากๆๆๆๆๆๆๆ และมาก”
เฟื่องวลีหมั่นไส้ในน้ำเสียง แต่ไม่กล้าวีนได้แต่ยิ้ม “ถ้าพี่ชายไม่โทร.มาฟีบี้ก็อยากจะรอเหมือนกันค่ะ แต่นี่” แกล้งยกมือถือขึ้นมายั่วสองสาว “พี่ชายโทร.มา บอกว่า” เฟื่องวลีทำเลียนเสียงล้อนารีวรรณ “จะกลับดึกมากๆๆๆและมาก พี่ชายอยากจะให้ฟีบี้ไปหา ...ฟีบี้ก็เลย..จะไปหาพี่ชายค่ะ” เดินไปจนถึงรถ แล้วทำท่านึกได้ “อุ๊ย มัวแต่ดีใจ ลืมบอก...กลับก่อนนะคะคุณหนูนา”
เฟื่องวลีก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว สองคนมองตามขวางเต็มแก่
พะนอฤดีนั้นสุดแสนจะขัดใจ “ฤดีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณชายจะนัดคุณฟีบี้ไปหา”
“หนูนาก็ไม่เชื่อ”

ท่าทีรีบร้อนจะไป ทั้งที่บอกจะรอ ทำให้นารีวรรณมองตามรถของเฟื่องวลีอย่างสงสัย

ค่ำคืนนั้นเฟื่องวลียังปักหลักอยู่ที่บ้านภิงคาร พออาบน้ำเสร็จก็ออกมาจากห้องน้ำ เดินไปแปรงผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าหาขอแล้วเจอกล่องอัญมณี เบื้องแรกเฟื่องวลีงงๆ ว่ามาได้ยังไง?

แต่พอเปิดกล่องออกดูเห็นพลอยส่องแสงแวววาวสะท้อนออกมา สวยมาก เฟื่องวลียิ่งมองยิ่งชอบ
“สวยจัง กระทบแสงไฟยังกับเพชร เพชรเขียว เหลือบแดง ทับทิม”
เฟื่องวลีเห็นแสงของลูกแก้วล้อเล่นกับไฟในห้อง ขณะที่ตาปรือเหมือนคนจะหลับ ก่อนจะผลอยหลับไป ในมือยังกำลูกแก้วไว้อยู่

เฟื่องวลีหลับฝันไป ฝันว่าตัวเองมาโผล่อยู่ท่ามกลางความมืดมิด เลียบลำน้ำโขง เฟื่องวลีเดินมาท่าทางงุนงง
“เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
เฟื่องวลีกวาดสายตามองดูรอบๆ แล้วต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อมีเสียงดังโครมๆ เหมือนน้ำถูกลมซัดกระแทกโขดหิน เมื่อหันไปมองก็เห็นห้วงน้ำขนาดใหญ่ กระแสน้ำปั่นป่วน น้ำน่าจะขุ่นแต่แปลกที่น้ำยังใส แจ๋วจนเฟื่องวลีก้มมองลงไปดู เห็นบางอย่างขดเป็นวงกลม ยาวและใหญ่เลือนลางอยู่ใต้แผ่นน้ำ อะไรบางอย่างนั้นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เฟื่องวลีเขม้นตามองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ทันใดนั้นหัวใจของเฟื่องวลีก็แทบหยุดเต้น เมื่อเห็นเป็นงูขนาดใหญ่ยักษ์พุ่งขึ้นมา
“ว้าย!”
เฟื่องวลีกรีดร้องด้วยความตกใจและตกลงไปในน้ำ ขณะที่งูชูคอขึ้นมามองหน้าเขม็ง มันช่างเป็นงูที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะลำตัวของมันเป็นเหลือบเขียวมรกต แต่นัยน์ตาโปนแดง และมันกำลังอ้าปากเผยอออก ปากงูตัวนั้นกว้างมาก กว้างจนสามารถอมคนได้ทั้งคน ลิ้นของมันยาวใหญ่แยกออกเป็นสองแฉกอย่างเห็นได้ชัด มันยื่นหน้ายื่นปากเข้าใกล้ๆ เฟื่องวลีร้องลั่น
“อย่า! อย่าทำอะไรฉัน อย่า...”
เฟื่องวลีรวบรวมกำลังวิ่งกระเสือกกระสนหนีขึ้นไปบนฝั่งอย่างทุลักทุเล แต่ยังรู้สึกเหมือนว่างูยักษ์ยังเลื้อยตามมาอยู่อย่างนั้น เฟื่องวลีขนหัวลุก รู้สึกถึงลมหายใจของงูเป่ารดฟืดฟาดๆ อยู่ข้างๆ เฟื่องวลีสะดุดล้มลง กลั้นใจหันกลับมามอง แล้วก็ต้องร้องกรี๊ดเมื่อปรากฏว่างูมันอยู่ตรงหน้าจริงๆ เฟื่องวลีร้องขึ้นมาอีก
“อย่า!!อย่าทำฉัน”
เฟื่องวลีหลับหูหลับตา กลัวสุดขีด สักครู่ต่อมาเหมือนทุกอย่างตรงนั้นจะนิ่งเงียบไปแล้ว แต่เฟื่องวลีกลับสะดุ้งเมื่อมีบางสิ่งหยดลงมาสัมผัสถูกตัวหล่อน เฟื่องวลีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็เห็นบางสิ่งบางอย่างหยดมาจากปากงูตัวนั้น เหมือนน้ำลายแต่ไม่ใช่ มันดูสดใส งามระยับ เฟื่องวลีเพ่งตามอง แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นเป็นลูกแก้ว
“ลูกแก้ว...ลูกนั้น”
ปากงูไม่ขยับสักนิด แต่มีเสียงแว่วมา เหมือนดังมาจากที่อันไกลแสนไกล
“เอาคืนมา เอาของฉันคืนมา” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเสียงเจ้าอุรคานั่นเอง
เฟื่องวลีกลัวจับขั้วหัวใจ ร้องกรี๊ดสุดเสียงเหมือนคนสติแตก
ขณะเดียวกันภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา เห็นเป็นดวงหน้าของเจ้าอุรคามองมาอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาลุกโพลงเหมือนนัยน์ตาของงูแลดูน่ากลัวมาก
พระจันทร์เคลื่อนคล้อยลอยผ่านพ้นหมู่เมฆ คืนแรม 15 ค่ำ เห็นเป็นพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เจ้าอุรคายกมือลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของนาง ทันใดนั้นบาดแผลที่บาดเจ็บจากกระสุนปืนลงอาคมก็เลือนหายไป
เจ้าอุรคาลุกขึ้นยืนในท่วงท่าเข้มแข็ง เปี่ยมอำนาจเหมือนเดิม

ในห้องนอนแขกที่บ้านภิงคารเช้าวันต่อมา เฟื่องวลีเอาแต่นอนร้องกรี๊ดๆ เหมือนคนสติแตก ด้านนอกห้อง เฟื่องฟ้าเคาะประตูห้องเรียกเฟื่องวลีอย่างตกอกตกใจ
“ฟีบี้ๆ เป็นอะไรไปลูก ฟีบี้”
เฟื่องวลีนอนหลับหูหลับตากรี๊ดๆๆๆ อยู่บนเตียงสะดุ้งเฮือก เสียงเฟื่องฟ้าดังขึ้นอีก
“ฟีบี้ๆ”
“คุณแม่”
เฟื่องวลีกระโจนลงจากเตียงพุ่งไปที่ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เฟื่องฟ้าแทรกตัวเข้ามา เฟื่องวลีก็โผเข้ากอดแม่แน่นเนื้อตัวสั่นเทา เฟื่องฟ้าถามงงๆ ปนห่วง
“เป็นอะไรลูก เป็นอะไร”
เฟื่องวลีบอกเนื้อตัวสั่น “งู...งูค่ะแม่ ตัวมันใหญ่มาก น่าเกลียด น่ากลัวเหลือเกิน”
พอได้ฟังเฟื่องฟ้าก็กลัวไม่แพ้กัน เสียงสั่น สติแตก “ไหนลูกไหน มันอยู่ไหน”
ทั่วทั้งห้องไม่เห็นอะไร ทุกอย่างดูปกติ เฟื่องฟ้ายิ้มออกมาได้ แล้วดันร่างของลูกสาวออก
“ไม่มีอะไรหรอก แม่ว่า...ลูกแค่ฝันไปเท่านั้นเอง”
“ฝัน” เฟื่องวลีเหมือนได้สติ “ฟีบี้ฝันจริงๆ ด้วย”
เฟื่องฟ้าดี๊ด๊าที่ลูกสาวฝันถึงงู ทำนายฝันเสียงระรื่น
“แล้วจะร้องทำไมลูก ฝันถึงงูเค้าว่าจะเจอเนื้อคู่ งู...ตัวใหญ่ คุณชาย!”

เวลาเดียวกันที่วังนาเคนทร์ จู่ๆ ภุชคินทร์เกิดสำลักกาแฟพรวด แบบไม่เคยเป็นมาก่อน หม่อมภาณีกับนารีวรรณนาที่นั่งข้างๆ สะดุ้ง หันมามอง นารีวรรณอดถามไม่ได้ ด้วยท่าทีเกรงใจ
“กาแฟร้อนไปหรือคะพี่ชาย”
“เปล่า...ไม่รู้ทำไม จู่ๆ พี่ก็สำลักซะงั้น”
นารีวรรณยิ้มขำ พูดแซว “ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหรือคะ”
หม่อมภาณีหันมามองอย่างสนใจ “ไปทำอะไรมาหรือลูก ใจคอถึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”
นารีวรรณเจื้อยแจ้ว “ก็พี่ชายไปหาเจ้าอุรคาน่ะสิคะ...” ผู้เป็นน้องสาวออกท่าทางตื่นเต้นสนใจอยากรู้จริงจัง แซวยกใหญ่ “ว่าไงคะพี่ชาย...เจอเจ้าอุรคาเล่นกลอีกมั้ยคะ”
ภุชคินทร์ตอบเลี่ยงๆ “พี่ไม่ได้ไปหา”
“อ้าว! แล้วลูกแก้ว” นารีวรรณหลุดปาก
หม่อมภาณีหูผึ่งอยากรู้มาก “ลูกแก้วอะไร แล้วชายกับเจ้าอุรคา”
“ไม่มีอะไรหรอกครับคุณแม่ หนูนาก็พูดไปเรื่อยเจื้อย” ยกมือทำท่าบีบจมูกหยอกน้องสาวก่อน
จะลุกขึ้น “ผมไปทำงานก่อนนะครับ”
ภุชคินทร์คว้ากระเป๋าเดินออกไปรวดเร็ว เหมือนจะตัดบททุกอย่าง หม่อมภาณีหันมาถามซักไซ้นารีวรรณ
“นายชายกับเจ้าอุรคา อะไรลูกอะไร”
นารีวรรณยิ้มกริ่ม “ไม่มีอะไรค่ะ”
หม่อมภาณีตีแขนเผียะ “ปิดแม่เหรอ? ไม่เป็นไร แม่สืบเองก็ได้” แล้วนึกบางอย่างได้ก็เลยขำตัวเอง “เออ...ว่าจะขอเบอร์โทร.เจ้าอุรคา ลืมเลยฉัน...”
หม่อมภาณีคว้ามือถือลุกเดินออกไปกดสายโทร.ออก
“สวัสดีค่ะเจ้าประกายคำ...ขอโทษค่ะ ดิฉันมีเรื่องรบกวนนิดหน่อยค่ะ อยากจะขอเบอร์ติดต่อเจ้าอุรคาหน่อยน่ะค่ะ”

นารีวรรณอมยิ้มขำหม่อมแม่ ที่ออกอาการปลื้มเจ้าอุรคาออกนอกหน้า

ฟากไพศิษฐ์ เดินขึ้นมาบนโรงพัก จ่าชิดวิ่งเข้ามาหา พร้อมแฟ้มเอกสาร

“ผู้กองครับ นี่ครับแฟ้มประวัติเจ้าอุรคา”
“ขอบใจมากจ่า” ไพศิษฐ์รับมาเปิดดู แล้วทำหน้าย่นผิดหวัง “ไม่เห็นมีอะไรเพิ่มเติมเลย”
“ครับไม่มี แต่นี่ครับ ผมมีรูปเพียบเลย”
จ่าชิดยื่นอีกแฟ้มให้ ไพศิษฐ์ยิ้มกว้างรับมา พูดเย้าลูกน้องคู่ใจ
“อันนี้ถือว่าทำเกินคำสั่ง แต่ดีมาก”
“ครับ” จ่าชิดหัวเราะแหะๆ “ครั้งแรกผมตั้งใจจะจับสัญญาณโทรศัพท์ จะได้รู้ว่าเจ้าติดต่อกับใคร
ที่ไหนบ้าง แต่ไม่มีใครจับสัญญาณโทรศัพท์ของเจ้าได้เลย ผมเลยต้องแอบสะกดรอยตาม”
ไพศิษฐ์หันมามองหน้าจ่าชิด หน้าเคร่ง ถามอย่างงวยงง
“เจ้าไม่ใช้โทรศัพท์เลยเหรอ”
“เจ้าไม่มีโทรศัพท์เลยต่างหากครับ” จ่าชิดบอก
ไพศิษฐ์ฉงน “เป็นไปได้ยังไง”
“นั่นสิครับ ผมยังแปลกใจอยู่เลย แล้วที่น่าแปลกยิ่งกว่า...ผู้กองดูรูปสิครับ ทุกรูปของเจ้าอุรคาเบลอหมดแล้วก็มีแสงแปลกๆ อะไรก็ไม่รู้”
ไพศิษฐ์ก้มลงมองดูรูปภาพในมือ พลิกดูแต่ละภาพ แล้วก็เห็น รูปของเจ้าอุรคาที่ออกงานต่างๆ มี
ตำหนิทุกภาพไม่ชัด โดยเฉพาะภาพเจ้าอุรคานั้นดูพร่าเลือน ไม่ก็ซ้อนเลือนลาง เหมือนมีอีกร่างลักษณะเป็นกลม ยาว เหมือนงู ซ่อนอยู่ ไพศิษฐ์หน้าเคร่งยิ่งกว่าเดิม คว้ามือถือขึ้นมา โทร.หาเพื่อนซี้
“ชาย...เลิกงานเจอกันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยว่ะ...เรื่องประหลาด!”
ไพศิษฐ์ก้มลงมองภาพอีกทีอย่างประหลาดใจเป็นที่สุด

คืนนั้น สองหนุ่มนัดเจอกันในร้านอาหารสักแห่ง และนั่งคุยกันอยู่ ภุชคินทร์ถามขึ้นด้วยท่าทีสนใจ
“แปลกยังไง?”
“นายดูเองแล้วกัน” ไพศิษฐ์บอก
ภุชคินทร์รับแฟ้มรูปภาพมาดู เห็นเหมือนไพศิษฐ์ทุกอย่าง ภาพทุกภาพของเจ้าอุรคาไม่ชัด พร่าเลือน ภุชคินทร์กลบเกลื่อนไม่อยากคิดมาก
“ไม่เห็นมีอะไร เลนส์กล้องอาจจะเสียหรือไม่ก็ถ่ายรูปไม่เป็น”
“จ่าชิดน่ะนะถ่ายรูปไม่เป็น? หลายๆ งาน รูปที่นายขอจากฉัน ก็เป็นฝีมือของจ่าชิดนะเว้ย!”
ภุชคินทร์นิ่ง ไพศิษฐ์ว่าต่อ
“นายสงสัย แปลกใจเหมือนกับที่ฉันกำลังเป็นอยู่ใช่ป่าว เจ้าอุรคาแปลกประหลาดขึ้นทุกวันยิ่งฟังที่นายเล่า เรื่องสะกดจ่ง สะกดจิต เล่นกลอะไรนั่น ฉันยิ่งว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา”
ภุชคินทร์เห็นว่าชักจะไปกันใหญ่จึงพูดปราม “ฉันไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องสาง”
“ฉันไม่ได้ว่าเจ้าอุรคาเป็นผี หรือปิศาจ แต่ฉันสงสัยว่าเจ้าจะมีอำนาจบางอย่าง นายเคยสังเกตดวงตาของเจ้ามั้ยชาย? ดวงตาของเจ้าดุมากเลยนะ”
ภุชคินทร์คิดตาม นึกถึงดวงหน้าเจ้าอุรคา และเห็นแววตาดุดันคู่นั้น
“ดวงตาแบบนั้นเป็นดวงตาของคนที่มีอำนาจ ไม่ก็พลังบางอย่างพอที่จะสะกดจิตใครต่อใครได้ ซึ่งในฐานะจารสตรีคุณสมบัติแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เจ้าสามารถบังคับ โน้มน้าวใครต่อใครได้...ไม่งั้นทั้งคุณนาถ ท่านสุบรรณ แล้วก็นายคงไม่ติดบ่วงเจ้าอุรคาขนาดนั้น”
ภุชคินทร์เถียงเสียงแข็ง “ฉันติดบ่วงอะไรเจ้า?”
“ความสนใจไงล่ะ ทุกคนที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเจ้าอุรคา มีใจโน้มเอียง สนใจเธอหมด และฉันก็คิดว่า เธอต้องการใกล้ชิดทุกคนเพื่อล้วงความลับ”
สีหน้าตลอดจนท่าทีของไพศิษฐ์ มีแต่ความมั่นใจ

เวลาเดียวกันนั้น เจ้าอุรคาเดินเล่นอยู่ในสวนที่บริเวณเฮือนภูจำปา ล้อเล่นกับต้นพญานาคราชด้วยสีหน้าชื่นมื่น ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวสะทกสะท้าน กับคำพูดของไพศิษฐ์เลย มีเพียงคำพูดหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาเบาๆ
“แล้วเจ้าจะได้รู้จักเรามากกว่านั้น ไพศิษฐ์”

เจ้าอุรคาค่อยๆ เร้นกายหายไป

มณีสวาท ตอนที่ 5 (ต่อ)

ไม่นานนักไพศิษฐ์ขับรถกลับมากับภุชคินทร์ ท่าทางภุชคินทร์ยังมีอาการกึ่มๆ นิดๆ ภุชคินทร์บ่นไม่เลิก

“ฉันไม่ได้เมาซักหน่อย ไม่รู้จะขับมาส่งทำไม”
ไพศิษฐ์หัวเราะขำ “ขืนไม่ส่ง โดนตรวจแอลกอฮอล์แล้วมันพุ่งปี๊ด ได้เสียชื่อกันหมดสิวะ ทั้งฉัน นาย ท่านภิงคาร ไง? ทำใจไม่ได้เหรอ ที่ฉันว่าเจ้าอุรคาเป็นจารสตรี ซัดซะเมาเลย”
“ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าอุรคา”
“ดีที่ไม่เกี่ยว จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง ยังไงๆ ผู้หญิงคนนี้ก็น่ากลัวว่ะ”
ภุชคินทร์นิ่งเงียบ หน้าเคร่ง จังหวะนั้นรถติดไฟแดงตรงสี่แยก ไพศิษฐ์กวาดสายตามองไปรอบๆ ประสาคนช่างสังเกต แล้วจู่ๆ ก็เห็นรถสีดำคันหนึ่งมาจอดเคียงข้างอยู่ ไพศิษฐ์สะดุ้ง
“มาตอนไหนทำไมไม่เห็น”
ไพศิษฐ์บ่นพลางถามตัวเองอย่างแปลกใจ ก่อนจะมองเลยเข้าไปในรถ ภาพที่เห็นทำให้ไพศิษฐ์เพ่งสายตาเขม้นมองเข้าไปใกล้อีก เมื่อเห็นเจ้าอุรคานั่งอยู่ ไพศิษฐ์เรียกเพื่อนตามองไปที่รถคันนั้นตลอดเวลา
“ชาย”
“อะไร”
“นายมองผู้หญิงรถข้างๆ หน่อยสิ”
ภุชคินทร์ไม่ยอมมองและไม่สนใจ “จะไปมองเค้าทำไม”
ไพศิษฐ์คะยั้นคะยอ “ก็ช่วยดูหน่อย ว่าใช่เจ้าอุรคาหรือเปล่า”
พอได้ยินชื่อเจ้าอุรคาเท่านั้น ภุชคินทร์หันขวับไปมองทันที แล้วก็เห็นเจ้าอุรคานั่งอยู่ในรถคันนั้นจริงๆ
“เจ้าอุรคา”
ไม่ทันที่จะทักทายอะไร ไฟสัญญาณจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว รถของเจ้าอุรคาพุ่งออกไป ไม่รอช้าไพศิษฐ์เหยียบคันเร่งตามทันที

ขณะที่ไพศิษฐ์ขับรถตามรถเจ้าอุรคามาตามทาง แต่ยิ่งตามก็เหมือนยิ่งไกล ตามยังไงก็ไม่ทัน
ไพศิษฐ์บ่นอุบ “คนอะไรวะ ขับยังกับรถแข่ง”
“ก็แล้วนายจะไปตามเค้าทำไม”
“อยากรู้สิวะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะไปไหน?” ไพศิษฐ์มองตามไม่วางตา “ขับรถยังกับเหาะจริงๆ เล้ย…อย่างนี้ควรใบสั่งสักยี่สิบใบดีมั้ยเนี่ย”
ภุชคินทร์เย้า “อย่าลืมเขียนให้ตัวเองด้วยแล้วกัน เป็นตำรวจ ดันทำผิดกฎซะเอง”
ไพศิษฐ์อมยิ้มไม่ถือสา ขณะที่เท้าเหยียบคันเร่งแรงเข้าไปอีกและรถก็ทะยานไปข้างหน้าเร็วกว่าเดิม ภุชคินทร์ทำหน้าไม่ชอบใจ แต่ตามองไปข้างหน้า ใจเต้นรัว
สองหนุ่มไม่มีทางเห็นเลยว่าเวลานั้นเจ้าอุรคายิ้มเยือกเย็นได้ยินที่พวกเขาคุยกัน

เส้นทางข้างหน้า เสี่ยประเสริฐ นักธุรกิจระดับเศรษฐีคนหนึ่งขับรถมาตามทางด้วยความรวดเร็ว จังหวะนั้นเสี่ยประเสริฐตะเบ็งเสียงด่าผ่านมือถือ เสียงดังลั่นรถ
“บ้าเอ๊ย! มาด่าว่าฉันขี้โกงได้ยังไง ถ้าฉันโกงจริงๆ ให้ฉันตายโหงตายห่าลงตรงนี้เลย”
พูดจบเสี่ยประเสริฐก็หัวเราะดังก้องรถ แต่แล้วต้องตาค้างเมื่อร่างของยมนาโผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือออกมา
“เฮ้ย”
เสี่ยประเสริฐร้องได้แค่นั้น รถก็พุ่งชนเข้ากับต้นไม้เบื้องหน้าอย่างแรง ร่างเสี่ยประเสริฐกลิ้งอยู่บนถนนลุกขึ้นยืนแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างตัวเองจมกองเลือดอยู่ในรถ เสี่ยประเสริฐตกใจมาก หันมาเห็นยมนายืนอยู่ข้างๆ
ชายคนหนึ่งชื่อบุญมีซึ่งเข็นรถขายของผ่านมายืนตะลึงงัน เมื่อเห็นร่างของเสี่ยประเสริฐกับยมนาเลือนหายไปต่อหน้า ร้องออกมาได้คำเดียว
“ผีหลอก...” จากนั้นบุญมีก็เข็นรถเผ่นแนบ

ตามรายทางที่เป็นทางเลี้ยว ไพศิษฐ์เลี้ยวรถตามมา สองหนุ่มมองตรงไปเบื้องหน้า ทว่ารถของเจ้าอุรคาหายไปแล้ว
“รถเจ้าอุรคาหายไปไหนแล้ว”
ตรงบริเวณด้านหน้าห่างออกไป มีไทยมุงออกันอยู่พอประมาณ เหมือนกำลังมุงดูรถที่ประสบอุบัติเหตุ ภุชคินทร์โพล่งออกมา
“ศิษฐ์ ข้างหน้ามีรถชน...” ภุชคินทร์ดูจะห่วงมาก “เจ้าอุรคา”
ไพศิษฐ์หน้าเสีย จอดรถอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินลงไปข้างหน้า ภาพตรงหน้าสองหนุ่มเห็นสภาพรถของเสี่ยประเสริฐพังยับเยินชนอักกับต้นไม้อยู่ ถัดไปไม่ห่าง มีรถสีดำของเจ้าอุรคาจอดอยู่ แต่ไม่เป็นอะไร ไพศิษฐ์โพล่งบอกภุชคินทร์โล่งใจ
“ชาย! รถเจ้าอุรคา...”
ไม่ทันขาดคำดีนัก เสียงเจ้าอุรคาดังขึ้นจากมุมหนึ่ง
“หวังว่า...คงไม่คิดว่าดิฉันเป็นคนขับรถชนเค้านะคะผู้กอง”

ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์หันขวับมามอง เห็นเจ้าอุรคายืนมองอยู่แล้ว ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะยิ้มอยู่ในที

ตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เก็บพิสูจน์หลักฐาน กำลังจัดการกับศพของเสี่ยประเสริฐ อีกมุมห่างออกไป เจ้าอุรคายืนคุยอยู่กับภุชคินทร์และไพศิษฐ์ สองหนุ่มมองภาพตรงหน้าอย่างสังเวชใจ ภุชคินทร์เอ่ยขึ้น

“สงสัยเสี่ยประเสริฐจะหลับใน เลยขับรถชนต้นไม้ตาย”
เจ้าอุรคาทักท้วง “แต่ดิฉันกลับคิดว่า...เค้าถูกทำให้ตายมากกว่าตายเอง
ไพศิษฐ์ฟังแล้วขวางหูขวางตา “ทำไมเจ้าถึงคิดอะไรเลอะเทอะขนาดนั้นล่ะครับ”
“เลอะเทอะ” เจ้าอุรคาย้อนคำแล้วหัวเราะชอบใจ ก่อนจะพูดราวกับตาเห็น “ท่าจะเลอะเทอะจริงๆ ด้วย...เพราะที่ฉันเห็น เสี่ยคนนั้นดูเหมือนจะคอหักตาย ไม่ได้หักธรรมดานะคะ เหมือนถูกใครจับหักคอ”
“หักคอตรงไหน? บาดแผลฉกรรจ์ของเสี่ยประเสริฐมีที่เดียวคือหน้าอกกระแทกพวงมาลัยอย่างรุนแรง จนกระทั่งบางส่วนของพวงมาลัยหักทะลุเข้าไปข้างใน เลือดถึงได้ออกมากมายขนาดนั้น” ไพศิษฐ์บอกฉุนๆ
เจ้าอุรคายิ้มๆ “แต่ถ้าหมอมาชันสูตรพลิกศพดูล่ะก็ จะต้องพบว่าส่วนแหลมบางส่วนของพวงมาลัยไม่ได้ทิ่มเนื้อเท่านั้น แต่ยังเจาะลึกเข้าไปในหัวใจ เหมือนถูกมือใครกระแทกกระทุ้งด้วยนะสิคะ”
ไพศิษฐ์ย้อนเหมือนจงใจเยาะ “อย่างนั้นเลยหรือครับ”
เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มมองไปทางภุชคินทร์ “คุณชายไม่ได้บอกผู้กองหรือคะว่าดิฉันเป็นหมอดู นักมายากล นักสะกดจิต ฉันถึงรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ จะบอกให้ก็ได้ค่ะ เสี่ยประเสริฐน่ะ ชอบสบถสาบาน ให้ตัวเองตายโหงตายห่า...เลยได้ตายโหงตายห่าอย่างที่ชอบเลยไงคะ”
พูดแค่นั้นร่างงามสง่าของเจ้าอุรคาก็หมุนตัวเดินกลับไป ภุชคินทร์เดินตามมาถาม
“เจ้าจะไปไหน”
“จริงๆ ก็อยากอยู่คุยต่อนะคะ แต่เพื่อนของคุณชายไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม” เจ้าอุรคาปรายตามอง
ไพศิษฐ์ขณะพูดประโยคต่อมา “เพราะถ้าผู้กองเชื่อ เราจะคุยเรื่องเบื้องหลังการตายของเสี่ยประเสริฐในคืนนี้”
ไพศิษฐ์ทำหน้าเมื่อย เจ้าอุรคาเดินตรงไปที่รถ ก่อนหันมาบอกลาภุชคินทร์
“ลาก่อนค่ะคุณชาย เราจะได้พบกันอีกหลายๆ ครั้งตามบุพกรรม ฝากบอกเพื่อนคุณชายด้วยค่ะ” เจ้าอุรคาชำเลืองมองไพศิษฐ์อีกที “ฉันเป็นอะไรๆ ก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ หรือนักมายากล แต่ไม่เป็นอยู่อย่างเดียวก็สิ่งที่ผู้กองคิดอยู่ในใจ สวัสดีค่ะ”
พูดแค่นั้นเจ้าอุรคาก็เดินขึ้นรถขับออกไป พริบตาเดียวรถก็หายวับไป ภุชคินทร์พูดกับไพศิษฐ์
“เจ้าอุรคาพูดเหมือนรู้อีกแล้วว่าเราคิดอะไรอยู่”
“ฉันบอกแล้วไง เจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดา” ไพศิษฐ์ยืนยันความคิด
สองหนุ่มมองตามปวดหัวตามเคย

ที่ทำเนียบฯวันต่อมา ส.ส. และรมต. รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ทยอยเดินออกมา หนึ่งในนั้นมีสุบรรณ ที่มีอำนาจคอยประกบ สุบรรณให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทางปกติ ขณะบอกนักข่าว
“ผมจะเร่งนโยบายกระจายรายได้สู่ประชาชนให้เร็วที่สุด ประชาชนทุกคนไม่มีอดอยากแน่นอนครับ”
พอนักข่าวสลายตัวไปหมดแล้ว อำนาจเดินมากระซิบบอกสุบรรณ
“เมื่อคืน เสี่ยประเสริฐตายแล้วครับ”
สุบรรณหันมามอง ดวงตาตะลึงคาดไม่ถึง แต่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดรอดออกมา

สองคนอยู่ที่ที่โต๊ะบริเวณด้านในของร้านกาแฟ อำนาจเอ่ยขึ้น
“สงสารเหมือนกันนะครับนาย เสี่ยประเสริฐอุตส่าห์บริจาคเงินเพื่อการกุศลทีละหลายแสน แต่ผลบุญไม่ช่วยอะไรเลย”
“เพราะไม่ใช่ทำบุญจริงๆ น่ะสิ แต่เป็นการทำบุญเอาหน้า หลังฉากแกก็รู้ว่าเสี่ยประเสริฐสุดจะเลวทำชั่วทุกอย่าง ฉันว่า...เรื่องนี้ ไอ้เสี่ยทรงยศต้องพยายามโยงฉันเข้าไปเกี่ยวด้วยแน่ๆ” สุบรรณพูดอย่างมั่นใจ
“ถ้าเป็นมันจริงๆ ครั้งนี้ อาจไม่เป็นอย่างที่มันคิดก็ได้นะครับ” อำนาจบอก
สุบรรณสงสัย “ทำไม”
“ผมได้ข่าวมา มีพยานเห็นเหตุการณ์เมื่อคืน เขาว่าเห็นผีน่ะครับ” อำนาจว่า
“ผี?”

สุบรรณถามอย่างงงๆ ท่าทางไม่เชื่อเอาเสียเลย

วันต่อมา ชายที่ชื่อบุญมีนั่งละล่ำละลักเล่าเหตุการณ์อยู่บนโรงพักต่อหน้าผู้กองไพศิษฐ์และจ่าชิด โดยมีภุชคินทร์นั่งฟังอยู่ด้วย

“ผีครับ ผีชัดๆ ผีๆๆๆโอ๊ยย น่ากลัวที่สุด ผีๆๆๆ” บุญมีเล่าด้วยท่าทีหวาดผวา
ไพศิษฐ์รีบปลอบ “ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด ผีอะไรบุญมี”
“ก็ผี...ผีเป็นคนมาเอาคุณเสี่ยไป ผมเห็นกับตาเลย” บุญมีตาโตขณะเล่าเรื่อง “ตอนนั้นผมกำลังจะ
กลับบ้าน…”
เสียงบุญมีเล่าประกอบภาพเหตุการณ์ประหลาดล้ำที่เขาเห็นกับตา
“พอรถชนปั้ง...รถก็เซแทดๆ ไปชนต้นไม้ พอรถนิ่ง...ผมจะเดินเข้าไปดู” บุญมีทำน้ำเสียงตื่นตกใจมาก “แม่เจ้า! ผมเห็น เงาเลือนๆของผู้ชายคนหนึ่ง ใส่ชุดดำ รูปร่างสูงใหญ่...”
ผู้ชายที่บุญมีบรรยายลักษณะที่แท้คือยมนา ผู้เป็นยมทูต นั่นเอง
จังหวะนั้นภุชคินทร์เขม้นมองบุญมี ฉุกคิดนึกตามไปถึงยมนา เสียงบุญมีเล่าต่อแจ้วๆ
“พาคุณเสี่ยออกมาจากรถ”
จ่าชิดหน้าซีด แต่พยายามซักโดยทำทีเป็นขำกลบเกลื่อน “แล้วพลเมืองดีเค้าพาคุณเสี่ยออกมาหรือเปล่า”
“ได้สิครับ เค้าทะลุกระจกออกมา” บุญมีบอก
ไพศิษฐ์อึ้ง “กระจก”
บุญมีหันมามองไพศิษฐ์ “ครับ คุณจ่า”
ไพศิษฐ์ยิ้มๆ “ผู้กอง”
“ครับ สารวัตร” บุญมียิ้มแหะๆ บอกยศผิดอีก
“กลัวจนพูดผิดพูดถูกไปเลยวุ้ย เอ้า! จะตำแหน่งอะไรก็เรียกตามสบาย แล้วไงต่อ” ไพศิษฐ์ซัก
บุญมีทำสุ้มเสียงเหมือนพิธีกรรายการสยองขวัญกำลังเล่าเรื่องผี “ผู้ชายคนนั้นพาคุณเสี่ยทะลุผ่านกระจกออกมา แล้วก็หายไปเลย”
จ่าชิดย้อนถามอย่างไม่เชื่อ “หายไปเลย!”
“ครับ! หายวับไปกับตา ผมงี้ขยี้ตาแทบหลุดก็ไม่เห็น มาเห็นอีกทีก็ตอนที่คุณเสี่ยเป็นศพอยู่ในรถนะแหละครับ โอย.....เกิดมาไม่เคยเจออะไรน่ากลัวขนาดนี้ บรื๋อๆๆ” บุญมีทำท่าขนลุกขนพอง
ไพศิษฐ์หันไปสั่งกับตำรวจลูกน้องอีกคน “จ่า.....พาพยานไปพักก่อนไป”
“ครับผู้กอง”
จ่าอีกคนพาบุญมีที่ท่าทางกลัวผีออกไป เห็นจ่าชิดยืนนิ่ง ผู้กองไพศิษฐ์หันมาเย้าลูกน้องคู่ใจ
“ไง...กลัวผี....จนพูดไม่ออก บอกไม่ถูกเลยหรือจ่า?”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับผู้กอง ที่ผ่านมาผมเจออะไรที่มันน่ากลัวกว่านี้อีก อย่างน้อยก็คดีคนร้ายที่หายไปจากห้องขังอย่างไร้ร่องรอยก็หนึ่งละ แต่ที่ผมสงสัย…”
ไพศิษฐ์ยังยิ้มค้างอยู่ เพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แซวจ่าชิดอีก “งวดนี้จะออกอะไร”
จ่าชิดร้องเสียงหลง “ไม่ช่าย...ครับ...ผมสงสัยว่าสิ่งที่นายบุญมีเห็นจะเป็นเรื่องจริง...”
จ่าชิดบอกขึงขังจน ภุชคินทร์ที่ลุ้นอยู่ต้องซัก “ทำไมจ่า”
“ก็....ก่อนหน้านี้ผมคุยกับคนในครอบครัวของเสี่ยประเสริฐ ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า...เสี่ยประเสริฐเป็นคนชอบท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องสาบทสาบาน ประมาณ...ถ้าไม่จริง ก็ให้ผีมาหักคอ ตายโหงตายห่าไปเลย แล้วคุณชายกับผู้กองคงเห็น...เสี่ยประเสริฐขับรถชนคอหักตายจริงๆด้วย...แล้วนายบุญมีก็ยังเห็นชายปริศนามารับร่างของเสี่ยประเสริฐไป ไม่อยากเชื่อเรื่องผีก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะครับ บรื๋อส์!”
จ่าชิดทำท่าขนพองสยองเกล้าก่อนเดินเลี่ยงออกไปทางอื่น ภุชคินทร์นิ่ง รู้สึกขนลุกซู่
ไพศิษฐ์มองเพื่อนซี้อยู่ จึงแซวขึ้น “อย่าบอกว่ากลัวผีจนยืนตัวแข็งนะเพื่อน”
“ไม่ได้กลัว...แต่...ฉันกำลังคิดถึงเจ้าอุรคา” ภุชคินทร์ว่า
ไพศิษฐ์ฉงน “ทำไม”
“ก็..ผู้ชายที่บุญมีพูดถึง มันเหมือนกับผู้ชายชุดดำที่ชอบเดินอยู่กับเจ้าอุรคาไง”
ไพศิษฐ์นิ่งฟัง แต่นัยน์ตาไหวระริก ดูออกว่าสนใจข้อมูลนี้มาก

เวลาต่อมาภุชคินทร์กับไพศิษฐ์เดินลิ่วไปยังที่จอดรถ ภุชคินทร์เปิดประตูรถขณะบอกอย่างมั่นใจ
“ฉันจำได้ วันที่ระเบิด เสี่ยปิงตาย ฉันก็เห็นผู้ชายคนนั้นมากับเจ้าอุรคา แล้วก็...อีกหลายๆ ครั้ง ที่เกิดเรื่องร้ายๆ ฉันก็เห็นผู้ชายคนนั้น อยู่กับเจ้าอุรคา”
“เค้าเป็นใครมาจากไหนถึงได้มากับเจ้า” ไพศิษฐ์สงสัย
“ฉันจะไปรู้เหรอ”
“งั้นเราต้องช่วยกันสืบแล้วล่ะชาย...พูดก็พูดเถอะ” ผู้กองหนุ่มลดเสียงลงขณะพูดต่อมา “ฉันไม่ค่อยไว้ใจเจ้าอุรคา แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นหัวหน้าผีสางอะไรหรอกนะ แต่ฉันมั่นใจว่ะว่าการปรากฏตัวของเจ้าอุรคาไม่ใช่เรื่องธรรมดา”
มือข้างที่จับประตูรถของภุชคินทร์ชะงักงันค้างไว้อย่างนั้น สีหน้าราชนิกูลหนุ่มมีความกังวลใจปนอยู่

ช่วงเวลาตอนกลางวัน ที่มุมหนึ่งภายในคฤหาสน์ของภิงคาร เฟื่องวลีนั่งเอามือกุมถ้วยกาแฟอยู่ ท่าทางยังงงๆ ตื่นๆ เฟื่องฟ้าผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น
“เอ้า! มัวแต่นั่งตัวแข็งเป็นรูปปั้นอยู่นั่น กาแฟเย็นหมดแล้วนะลูก”
“ฟีบี้กลัวค่ะ” เฟื่องวลีบอก
เฟื่องฟ้างง “กลัวอะไร”
“ก็ที่ฟีบี้ฝันไงคะ”
เฟื่องฟ้าหัวเราะร่วน “จะกลัวทำไมล่ะลูก? ฝันดีจะตาย...แม่บอกแล้วไง ว่าลูกจะเจอเนื้อคู่ และเนื้อคู่ของลูก ก็คือคุณชายภุชคินทร์ นาเคนทร์”
“ไม่ใช่ค่ะ” เฟื่องวลีท้วง
เฟื่องฟ้าเอามือตีแขนลูกสาวดังเผียะ “เอ้า! ลูกคนนี้นี่ มาดับฝันแม่ซะง่ายๆ ไม่ยอมนะ แม่ไม่ยอม แม่จะเอาคุณชายภุชคินทร์มาเป็นลูกเขยให้ได้”
“เรื่องพี่ชายฟีบี้รู้ค่ะ แต่เรื่องความฝัน มันไม่ใช่เนื้อคู่หรอกค่ะคุณแม่...เสียงของผู้หญิงคนนั้นยังดังก้องหูฟีบี้อยู่เลย...เอาของฉันคืนมา...เอาของฉันคืนมา...มันน่ากลัวมาก...เค้ามาทวงของเค้าคืน”
เฟื่องฟ้างงอีก “ของอะไรลูก”

เฟื่องวลีอ้ำอึ้ง

ครู่ต่อมาเห็นมือของเฟื่องวลีค่อยๆ ล้วงเอากล่องอัญมณีออกมาจากกระเป๋าถือ ยื่นให้กับแม่

เฟื่องฟ้ามองอย่างงวยงง ก่อนจะรับมาดูและเปิดออกดู เห็นแสงเปล่งประกายของอัญมณีพุ่งออกมาเฟื่องฟ้าร้องยิ้มร่า “ว้าว! ลูกแก้วอะไรสวยจัง”
“ฟีบี้ไม่รู้ค่ะ...ฟีบี้เอามาจากพี่ชาย”
เฟื่องฟ้าออกอาการตื่นเต้น “คุณชายให้เหรอลูก”
เฟื่องวลีบอกเสียงอ่อยๆ อายๆ “เปล่าค่ะ...ฟีบี้ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมฟีบี้หยิบมันมาจากห้องพี่ชาย”
เฟื่องฟ้าหน้าแหยร้องเสียงหลงตำหนิลูกสาว “ขโมย! ได้ยังไง? แม่ไม่เคยสอนฟีบี้ให้เป็นขโมย ทำไมทำแบบนี้ล่ะลูก”
เฟื่องวลีรีบแก้ตัวยกใหญ่ “ฟีบี้ก็ไม่รู้ค่ะ รู้แต่ตอนนั้น ฟีบี้รู้สึกว่าอยากได้ อยากได้มาก มันสวย แล้วมันก็เหมือนมีแรงดึงดูด ฟีบี้แอบคิดไปไกลว่ามันอาจจะเป็นแหวนหมั้น...แหวนหมั้นที่พี่ชายจะให้ฟีบี้ เลยติดมือมา”
เฟื่องฟ้าทำตาคิดไปด้วยก่อนบอก “งั้นเก็บเอาไว้เลยลูก”
เฟื่องวลีงง “เก็บทำไมคะคุณแม่”
“กันเอาไว้ก่อน...เผื่อคุณชายเอาไปให้ใคร” เฟื่องฟ้าบอกหน้าตาเฉย
“แต่มันน่ากลัว” เฟื่องวลีอิดออด
เฟื่องฟ้าปลอบลูกสาว “ไม่น่ากลัวหรอกลูก มันแค่ฝันร้าย เกิดมาฟีบี้ของแม่ไม่เคยเป็นขโมย..เลยคิดมากไปแค่นั้นเอง ทำใจให้สบายๆ อย่าคิดมากลูก แล้วก็เก็บเอาไว้” เฟื่องฟ้าพูดพร้อมกับยัดคืนมือลูกสาว “อย่าเพิ่งเอาไปคืน จนกว่าลูกจะได้หัวใจคุณชาย”
เฟื่องวลีไม่สาบายใจ ก้มลงมองอัญมณีในมือตัวเอง ท่าทางแหยงๆ

ในห้องลับของเฮือนภูจำปา เวลาเดียวกัน เจ้าอุรคายืนนิ่งอยู่ ดวงตาวาววาม โกรธสองแม่ลูกมาก ทำท่าจะเดินออกไป แต่แล้วกลับมีเสียงของยมนาตวาดขึ้น
“หยุดนะ อุรคา”
เจ้าอุรคาเหลียวขวับไปทางเสียง เห็นยมนายืนทะมึนอยู่ ยมนาว่าต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน
“อย่า อย่าทำอะไรคนพวกนั้น”
เจ้าอุรคามีท่าทีฮึดฮัด “แต่พวกมัน...”
ยมนาขัดขึ้นสุ้มเสียงดุดัน “เขาไม่ได้ทำผิดอะไร”
“ทำไมจะไม่ผิด ครุฑธิการเป็นของๆ เรา แต่มันเอาไป”
“เขาไม่คู่ควร สักวันเขาก็ต้องเอามาคืน”
“แต่เราจะเอาคืนเดี๋ยวนี้!” เจ้าอุรคาขึ้นเสียง
ยมนาเตือนสติ “อุรคาเทวี! เจ้ารู้มิใช่หรือ ความโกรธ ความเกลียดจะทำให้เจ้าเป็นเช่นไร”
เจ้าอุรคาเหมือนจะได้สติ เสียงอ่อนลงแต่โต้แย้งอีก “เราไม่ยอมปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด
ครอบงำหรอก ไม่ต้องห่วง”
“เราจำเป็นต้องห่วง เพราะเราเป็นสหายของเจ้า และสหายที่ดีย่อมต้องห่วงใยกันและพากันและกันไปสู่หนทางที่ดี”
เจ้าอุรคาคิดได้แต่ยังดื้อดึงดัน “ไม่ต้องห่วง เรารักษาสัญญา เราจะไม่ทำร้ายเขา เราแค่จะตักเตือนเขาเท่านั้น”
เจ้าอุรคาจะเดินไป ยมนาห้ามด้วยน้ำเสียงดุดันอีก
“อย่านะ! พิษเพียงนิดเดียวของเจ้า มีผลต่อคนอื่นอย่างมหาศาล”
เจ้าอุรคาบอกอย่างถือดี “เราไม่ทำอะไรคนพวกนั้นหรอก ก็แค่จะสั่งสอน”
“เจ้าก็เป็นเจ้าเช่นเดิม หายเจ็บ นึกว่าจะสงบเสงี่ยมขึ้น ก็เปล่าทั้งเพ”
“เราต้องการแค่สั่งสอนยมนา เราต้องการแค่สั่งสอน”
เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มย้ำน้ำคำดังกึกก้องไปทั่วบริเวณแล้วเดินออกไป ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกลายเป็นพญานาคตัวใหญ่ยาวเลื้อยออกไปจากห้องลับ

ค่ำคืนนั้น ที่บริเวณหนองน้ำแห่งหนึ่ง ละแวกเฮือนภูจำปา มีลุงพุดชาวบ้านคนหนึ่ง เดินออกมาหาปลา ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัด ลุงพุดส่งเสียงผิวปากเหมือนจะกลบความกลัวของตัวเอง พลางกวาดตามอง
“พับผ่า! ทำไมคืนนี้มันเงียบสงัดน่ากลัวจังวะ”
ลุงพุดขนลุกซู่ สาวเท้าเดินเลียบคลองไปอย่างเร็วๆ แต่ต้องชะงักเมื่อหูแว่วยินเสียงบางอย่าง
มันดังแกรกๆ มาจากพงหญ้าข้างๆ
“เสียงอะไรวะ”
ลุงพุดหันไปมองด้วยความสงสัย เสียงแกรกๆ นั้นเปลี่ยนเป็นโครมคราม ตามด้วยเสียงดังซ่าเหมือนมีอะไรบางอย่างหนักๆ กระโจนลงไปในน้ำ ชายสูงวัยเพ่งตามองไปก็เห็นจอกแหนบริเวณนั้นกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ว่านั้นจะต้องตัวใหญ่พอสมควร น้ำกระเพื่อมแรง ตามจังหวะการเคลื่อนไหว
ด้วยอยากรู้ ลุงพุดสาวเท้าเข้าไปใกล้ แล้วแกก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นหัวของงูยักษ์ลำตัวขนาดมหึมาโผล่อยู่เหนือผิวน้ำ และไม่ใช่หัวงูธรรมดาเพราะบนหัวมันมีหงอน ลุงพุดปากคอสั่นตะโกนได้คำเดียว
“พญานาค.....”
ลุงพุดขาแข็งตะลึงอยู่กับที่ นิ่งงันไป ขณะที่พญานาคตัวนั้นเคลื่อนกายฝ่าผืนน้ำออกไปเบื้องหน้า

เวลาเดียวกันทางฝ่ายเฟื่องวลีเดินกระวนกระวายไม่สบายใจอยู่ไปมา ภายในห้องนอนที่บ้านภิงคาร จังหวะหนึ่งหล่อนเหลือบตามองดูกล่องอัญมณีอย่างหวาดระแวง ก่อนบอกปลอบใจตัวเอง
“ไม่มีอะไรหรอกน่า เราแค่คิดมากไป อย่างที่คุณแม่ว่าจริงๆ นั่นแหละ”
เฟื่องวลีเดินไปที่เตียงทรุดตัวลงนอน ปิดไฟ ท่ามกลางความมืดสลัว เฟื่องวลีนอนลืมตาโพลง ไม่กล้าหลับ เพราะกลัวจะฝัน
แต่ในที่สุดก็ฝืนสังขารไม่ไหว เฟื่องวลีหลับตาลง แต่ในทันทีที่ปิดเปลือกตานั้นหล่อนก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เคลื่อนไหวแกรกๆ ดังขึ้นที่หน้าต่าง เฟื่องวลีลืมตาโพลง
“เสียงอะไร”
เฟื่องวลีตัดสินใจลุกขึ้นมาจากเตียง ค่อยๆ เดินไปที่หน้าต่างอาการกล้าๆ กลัวๆ และเปิดหน้าต่างออกไปดูทันที ที่หน้าต่างเห็นแต่หัวพญานาคโผล่และพุ่งเข้ามาหา บอกเสียงกร้าว
“เอาครุฑธิการคืนมา!”

“แอร๊ย...” เฟื่องวลีตกใจสุดขีด ร้องกรี๊ดสุดเสียง

มณีสวาท ตอนที่ 5 (ต่อ)

เฟื่องวลีหลับหูหลับตาร้องกรี๊ดๆๆๆ อยู่ในห้องนอน

“อย่าๆๆๆ กลัวแล้วๆ กลัวๆๆๆๆ”
ส่วนที่ด้านนอก เฟื่องฟ้าวิ่งมาทุบประตูโครมคราม
“ฟีบี้ๆ เป็นอะไรไปลูก เปิดประตูลูกเปิดประตู”
ภิงคารซึ่งได้ยินเสียงกรี๊ดวิ่งเข้ามาจากอีกมุมถามเฟื่องฟ้า
“ยัยเฟื่องเป็นอะไรเฟื่องฟ้า”
เฟื่องฟ้าเหมือนจะรู้เหตุผล แต่กลบเกลื่อน “เอ่อ...ไม่ทราบค่ะ ฟีบี้ๆๆๆ เปิดประตูสิลูก เปิดประตู”
เฟื่องวลีวิ่งปร๋อมาที่ประตูเปิดออก โผเข้ากอดมารดาเนื้อตัวสั่นเทา
“คุณแม่...ฟีบี้ฝันร้ายอีกแล้วค่ะ”
ภิงคารไม่ได้ตกใจ แต่งงมากกว่า “ฝันอะไร”
สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วต่างคนต่างอึกอัก เฟื่องฟ้ารีบบอกภิงคาร
“ฝันถึงผีน่ะค่ะ” แล้วหันมาทางลูกสาว “นี่แม่บอกแล้วว่าอย่าดูหนังผีก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะฝันร้ายทุกคืนเลยเดี๋ยวคืนนี้แม่นอนเป็นเพื่อน แล้วอย่าดูหนังผีอีกนะ”
เฟื่องฟ้าจูงมือฟีบี้ผลุบหายเข้าไปในห้อง ภิงคารมองตามอย่างอ่อนใจ ได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอา ขณะจะเดินกลับไปยังห้อง แต่แล้วเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังแกรกๆ คลานอยู่ด้านนอก
“เสียงอะไร”
ภิงคารมองไปทางต้นเสียงทันทีด้วยความสงสัย

คร฿ต่อมาภิงคารเดินไปหยิบปืน ถือติดมือออกมาด้านนอก ท่าทีระแวดระวัง สายตากวาดมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไร
“ก็ไม่เห็นมีอะไร”
ภิงคารพึมพำ ขยับตัวจะกลับเข้าบ้าน แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อหางตาเหลือบเห็นร่องรอยอะไรบางอย่างที่พื้นดิน ภิงคารเดินไปดูใกล้เพ่งมอง จึงเห็นรอยอะไรบางอย่าง ที่ผู้คนร่ำลือกัน
“รอย...พญานาค”
ภิงคารตะลึงได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่

รุ่งเช้านาถสุดาใส่บาตรอยู่หน้าบ้าน พระให้พรแล้วนาถสุดาก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน เจอ นรินทร์ยืนยิ้มอยู่ นาถสุดาทักบิดาเสียงใส
“นาถนึกว่าพ่อไม่สบาย เห็นไม่ลงมาใส่บาตร นาถเลยใส่แทนค่ะ”
“พ่อสบายดีลูก แต่พ่ออยากให้นาถเป็นคนใส่บาตร”
นาถสุดายิ้มอารมณ์ดี “หื้อ!! พ่อพูดเหมือนกับนาถไม่เคยทำบุญ”
นรินทร์โอบกอดลูกสาว “เคยสิจ๊ะ..นาถของพ่อเป็นคนใจดี ใจบุญอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้พ่ออยากให้นาถทำบุญเยอะๆ หน่อย”
“ทำไมคะ” นาถสุดาแปลกใจมาก
ดวงตานรินทร์นั้นบอกว่ามีบางอย่าง แต่ปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม “ก็การทำบุญ เป็นการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ไม่มีการขาดทุน มีแต่ได้กับได้...ได้ช่วยคนอื่น แล้วก็ยังทำให้จิตใจของเราสบายอีกด้วย”
นาถสุดายิ้มแฉ่ง “ก็นาถเป็นลูกพ่อนี่คะ เข้าบ้านเถอะค่ะ นาถทำของอร่อยๆ เอาไว้ให้คุณพ่อ
เยอะแยะเลย”
นาถสุดากอดผู้พันนรินทร์เดินเข้าบ้าน แต่ต้องหยุดเมื่อสายตามองเห็นหนังสือพิมพ์วางอยู่ นาถสุดาเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ กวาดตามอง แล้วก็เห็นพาดหัวข่าว
“ ชาวบ้านตื่น พญานาคโผล่กลางกรุง”
นาถสุดาอ่านหัวข่าว “ชาวบ้านตื่น พญานาคโผล่กลางกรุงฯ...นี่มันแถวบ้านเจ้าอุรคานี่”
สายตานาถสุดากังวลและเป็นห่วง แต่นรินทร์นิ่งสงบ เหมือนรู้มาก่อนแล้ว

ขณะที่นาถสุดากำลังขับรถมาตามทางอยู่นั้น เสียงมือถือดังขึ้น นาถสุดารับ
“คะคุณศิษฐ์?”
“เดี๋ยวผมเข้าไปทานอาหารเช้าด้วยนะ ฝากทำเผื่อด้วย”
“นาถไม่ได้อยู่บ้านค่ะ”
ไพศิษฐ์งง “อ้าว! แล้วนาถไปไหนแต่เช้า”
“นาถจะไปหาเจ้าอุรคาค่ะ”
“ไปหาเจ้าอุรคา?”
ไพศิษฐ์ซึ่งขับรถอยู่เบรกรถหัวทิ่ม สั่งห้ามนาถสุดา
“ไปทำไม อย่าไปนะนาถ”
นาถสุดาจอดรถเหมือนกัน “ทำไมนาถจะไปไม่ได้คะ? นาถเป็นห่วงเจ้าอุรคา หนังสือพิมพ์ลง มีพญานาคโผล่ที่คลองแถวบ้านเจ้าอุรคาด้วย”
ไพศิษฐ์รีบห้ามใหญ่ “นั่นล่ะยิ่งไม่ต้องไป นาถหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เดี๋ยวผมไปหา”
“แต่นาถ...”
“อย่าไปไหนนะนาถ รอผมอยู่ตรงนั้น”
ไพศิษฐ์สั่งเสียงเข้ม นาถสุดาทำหน้าย่นขัดใจ
“ไม่มีเหตุผลเลยคุณศิษฐ์”

นาถสุดาส่ายหน้า ก่อนบึ่งรถออกไป ไม่ได้สนใจคำสั่งของไพศิษฐ์เลย

ที่วังนาเคนทร์เช้าวันเดียวกัน หม่อมภาณีกับนารีวรรณนั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร อ่านหนังสือพิมพ์กันอยู่ นารีวรรณเอ่ยขึ้น

“ทำไมหมู่นี้มีคนเห็นพญานาคกันบ่อยจังคะ”
“นั่นน่ะสิ...” หม่อมอมยิ้ม “หรือว่า ตัวเดียวกันกับที่เคยโผล่ที่วังของเรา”
ภุชคินทร์หิ้วกระเป๋าทำงานเดินเข้ามาทันได้ยิน “พูดเล่นไปได้ครับคุณแม่”
หม่อมภาณีอมยิ้มไม่เลิก “ก็พญานาคที่ไหนจะมีเยอะแยะล่ะจ๊ะชาย ถ้าจะมีก็มีตัวเดียวแหละ นานๆ ขึ้นมาที ท่านคงจะมาสัญจรกรุงเทพฯ ต่อจากนี้จะไปไหนต่อ เราลองมาทายกันดู”
สองแม่ลูกหันไปยิ้มให้กัน ภุชคินทร์ยิ้มขำมารดากับน้องสาว เสียงมือถือดัง ภุชคินทร์กดรับ
“ครับคุณน้า...ครับ..ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ภุชคินทร์วางสายจากภิงคาร
“มีเรื่องอะไรจ๊ะชาย”
“คุณน้าบอกว่า...เหมือนที่บ้าน จะมีรอยเท้าพญานาคครับ”
จากสีหน้าระบายรอยยิ้มทั่วใบหน้า หม่อมภาณีกับนารีวรรณหุบยิ้มในทันที

ไม่นานต่อมา เห็นรอยเท้าพญานาคเคลื่อนอยู่บริเวณพื้นดินหน้าคฤหาสน์ภิงคาร ภุชคินทร์ หม่อมภาณี นารีวรรณ และ ภิงคารเดินดูด้วยความตื่นเต้นตกตะลึง ส่วนด้านหลังเฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลียืนจับมือกันท่าทางตื่นกลัว อีกมุมเป็นป้าน้อมกับต้อยติ่งคนใช้ในบ้าน มองกันอย่างตื่นเต้นตกตะลึง
“รอยพญานาค เหมือนที่เคยมีข้างๆ วังของเรา” หม่อมภาณีว่า
“เหมือนกับที่ผมกับนายชายเห็นที่แม่น้ำโขงด้วย!” ภิงคารเสริม
ภุชคินทร์ถามเร็วปรื๋อ “คุณน้าเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“เมื่อคืน...กลางดึก” ภิงคารมองไปที่เฟื่องวลี “ก็ตอนยัยเฟื่องฝันร้ายนั่นแหละ น้าจะเดินขึ้นห้อง ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังอยู่ด้านนอก เลยออกมาดู ตอนแรกก็คิดว่าเป็นขโมย แต่พอเห็นรอยพวกนี้เท่านั้นแหละ น้าขนลุกซู่เลย ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว”
ภุชคินทร์เดินไปที่รอยพญานาค เอามือสัมผัสเห็นรอยโคลนยังชื้นๆ อยู่เหมือนเพิ่งเกิด หม่อมภาณีถาม
“ดูอะไรน่ะชาย”
“รอยยังใหม่อยู่เลยครับแม่...เหมือนเค้าจะเพิ่งมา”
“เพิ่งมา” สองแม่ลูกผวากอดกันแน่นเข้าไปอีก
หม่อมภาณีถามภิงคาร “แล้วเมื่อคืนเธอเห็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่เลยครับพี่ภาณี ผมไม่เห็นอะไรเลย”
“ไม่เห็นอะไรเลย..เป็นไปได้ยังไง? ก็ที่เป็นข่าว ลุงคนนั้นเค้าเห็นเป็นตัวๆ เลยนะ” หม่อมงง
“หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้นะค่ะ...เพราะมันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน คืนเดียวมีคนเห็นรอยเท้าพญานาคตั้งสองที่” นารีวรรณกล่าวเสริม
เฟื่องฟ้าถามทันที “ที่ไหนเห็นอีกคะคุณหนูนา”
“ก็...ที่บึงกาฬแถวรังสิตน่ะค่ะ หนูนาอ่านข่าวมา”
“นั่นมันแถวบ้านเจ้าอุรคานี่” ภุชคินทร์จำได้
หม่อมภาณีหันมาทางภิงคาร
“อย่าบอกนะ ว่าท่านพญานาคจะเลื้อยจากที่นั่นแล้วแวะมาเลื้อยเล่นบ้านเธอน่ะ”
“จะมาเที่ยวเล่นบ้านผมทำไมล่ะครับพี่..ผมไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับพญานาคสักหน่อย”
หม่อมภาณีเย้าน้องชาย “ก็เธอเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงไง....บางทีท่านอาจจะมีอะไรให้เธอช่วยก็ได้”
หม่อมภาณีพูดเล่น แต่สองแม่ลูกหน้าซีดเผือดเป็นกระดาษขาว

ครู่ต่อมาภุชคินทร์เดินออกมาที่หน้าบ้าน พร้อมกดโทรศัพท์หาเพื่อนซี้
“ศิษฐ์อยู่ที่ไหน? แวะมาคุยกันหน่อยได้มั้ย”
ไพศิษฐ์ขับรถ คุยโทรศัพท์ ด้วยอุปกรณ์เสริม
“ด่วนหรือเปล่าชาย?พอดี ฉันจะไปหาคุณนาถ อุตริอะไรอีกก็ไม่รู้ จะไปหาเจ้าอุรคา”
“ไปทำไม?” ภุชคินทร์แปลกใจ
“เป็นห่วง เห็นบอกว่ามีพญานาคโผล่แถวๆ นั้น”
“งั้นก็เรื่องเดียวกัน”
ไพศิษฐ์ตกใจ “อะไรนะ”
“นายไปหาคุณนาถก่อนเถอะ แล้วค่อยเจอกัน” ภุชคินทร์วางสาย บ่นพึมพำ “พญานาคโผล่แถวบ้านเจ้าอุรคา แล้วมาโผล่ที่บ้านคุณน้าได้ยังไง”

ภุชคินทร์ถามตัวเองด้วยความสงสัยยิ่ง

ครั้นพอคนของวังนาเคนทร์กลับไปแล้ว สองแม่ลูกรีบเปิดประตูเข้ามาในห้อง เฟื่องวลีพูดด้วยท่าทีตกใจตื่นกลัวกับผู้เป็นมารดา

“คุณแม่...แสดงว่าเมื่อคืนที่ฟีบี้เห็นพญานาค ฟีบี้ไม่ได้ฝันร้าย มันคือความจริง” เฟื่องวลีคิดไปคิดมา “จริงสิฟีบี้ฝันร้ายตั้งแต่ได้ลูกแก้วนั่นมา หรือลูกแก้วนั่น”
เฟื่องฟ้าเอ็ด “เลอะเทอะใหญ่แล้ว ไม่จริงหรอกไม่เคยมีใครเห็นพญานาคตัวเป็นๆซักหน่อย อีกอย่าง ลูกเอาลูกแก้วนั่นลูกได้มาจากคุณชายนะไม่ได้เอามาจากพญานาค”
“ก็แล้วรอยพญานาคจะมีได้ยังไงคะ” เฟื่องวลีคาใจไม่หาย
“แม่ไม่รู้...” เฟื่องฟ้าปลอบใจตัวเองไปด้วย “แต่ความจริง มันอาจไม่ใช่รอยพญานาคก็ได้นะลูก..
อาจจะเป็นรอยเท้าของตัวอะไรซักอย่าง..เลื้อยผ่านมาก็ได้”
เฟื่องวลีหน้าจ๋อย “ไม่รู้ละ ยังไง ฟีบี้ก็กลัว....คุณแม่ ฟีบี้อยากเอาลูกแก้วนั่นไปคืนพี่ชาย”
“อย่านะลูก..ยังไงมันก็มีค่ากับเรา เพราะถ้าคุณชายไม่ขอลูกแต่งงาน เราก็ยังเอาลูกแก้วนั่นไปขายได้อยู่” เฟื่องวลีพูดอย่างเห็นแก่ตัว
“แต่ฟีบี้กลัว”
“ถ้ากลัว..แม่จะเก็บไว้ให้เอง” เฟื่องฟ้าเดินไปหยิบกล่องอัญมณี พูดอย่างอวดเก่ง “ก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าแม่จะฝันถึงพญานาคอะไรนั่นหรือเปล่า”
เฟื่องฟ้าพูดอย่างไม่กลัวเกรง

ฟากนาถสุดาขับรถมาตามทางด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่เฮือนภูจำปา จู่ๆ ที่ด้านหน้ามีคนเหมือนอยู่ในอาการเมารถขับสวนเลนมา นาถสุดาร้องกรี๊ดสุดเสียง
จังหวะนั้น เจ้าอุรคาโผล่ขึ้นมาแบบเลือนลาง เอามือผลักรถของนาถสุดาจนไถลไปข้างทาง ไม่ชนกับรถคันนั้นแต่อย่างใด ขณะที่รถต้นเหตุเซแท่ดๆ ไปชนต้นไม้ข้างทาง นาถสุดาหายใจหอบตกใจมาก ยิ่งมองไปด้านหลังแล้วเห็นรถคันนั้นพังยับเยิน นาถสุดาหน้าซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวนรอดตายได้หวุดหวิด
นาถสุดาไม่เห็นว่ามีดวงตาของยมนาโผล่ขึ้นมองมายังเธอ อย่างขัดเคืองใจ!

ยมนาปรากฏกายขึ้นมาต่อว่าเจ้าอุรคาภายในห้องลับที่เฮือนภูจำปา พูดออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
“อุรคาเทวี เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าทำอะไรลงไป”
เจ้าอุรคาไม่ยอมสบตายมนา “สตรีผู้นั้น...นาถสุดา เป็นสหายของเรา”
“แต่เจ้ากำลังเลี่ยงกฎแห่งกรรม”
“ชายผู้นั้นต่างหากที่สมควรได้รับกฎแห่งกรรม มิใช่นาถสุดา” เจ้าอุรคาเถียง
“ถึงเจ้าจะเลี่ยง เจ้าก็โกหกตัวเองมิได้หรอกอุรคาเทวี ว่านาถสุดาก็ถึงคราวเคราะห์เหมือนกัน และเมื่อเจ้าทำให้นาถสุดาฝืนกฎแห่งกรรม เจ้าก็ต้องรับเคราะห์กรรมนั้นแทน”
ยมนาประกาศก้องก่อนหายวับไปกับตา สีหน้าเจ้าอุรคาซีดเผือด ไม่ได้รู้ตัวมาก่อน

ขณะเดียวกันในห้องพระบ้านพันเอกนรินทร์ เจ้าบ้านซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ สะดุ้งโหยง สีหน้าตกใจกับสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นไม่น้อย
จุดที่เกิดเหตุข้างทาง เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานกันอย่างขันแข็ง มีสัญญาณไฟติดกั้นอยู่ เพื่อให้รู้ว่ามีอุบัติเหตุ
ไพศิษฐ์พานาถสุดาที่ยังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่เดินมาที่รถตำรวจ เอ็ดแฟนสาวเสียงขุ่นเขียว
“ผมบอกนาถแล้วว่าให้อยู่รอผมก่อน นาถก็ยังดื้อจะไปให้ได้”
“ก็นาถเป็นห่วงเจ้าอุรคา”
“แล้วเค้าเป็นห่วงนาถมั้ย? ดีไม่ดี ที่นาถเกือบจะเคราะห์ร้ายอาจจะเป็นเพราะเจ้าอุรคาก็ได้”
นาถสุดาย้อนเสียงเขียว ด้วยความไม่พอใจ “เจ้าอุรคาเกี่ยวอะไรด้วย”
ไพศิษฐ์ฉุน “ก็เป็นตัวแทนของความโชคร้ายไงล่ะ เพราะถ้านาถไม่ไปหาเจ้าอุรคา นาถก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก” ไพศิษฐ์หันมาบอกตำรวจลูกน้อง “ช่วยพาคุณนาถกลับบ้านด้วย” ก่อนจะหันมากำชับนาถสุดา “นาถกลับไปก่อน เดี๋ยวผมเอารถกลับบ้านเอง”
นาถสุดาเดินขึ้นรถอย่างงงๆ ไม่ได้พูดอะไร

เย็นนั้นที่ทำเนียบ สุบรรณและรัฐมนตรีคนอื่นๆ เดินออกมาจากห้อง พร้อมๆ กับเสียงคุยกันเซ็งแซ่ ฟังแทบไม่ได้ศัพท์แต่จับได้ทำนองเดียวกัน
“เขาว่า เมื่อคืนพญานาคโผล่กลางกรุง”
สุบรรณยิ้ม เดินแยกออกมาจากกลุ่มคนนั้น ถามอำนาจไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจัง
“เค้าเห็นพญานาคกันที่ไหน”
“บึงน้ำ แถวบ้านเจ้าอุรคาครับ” อำนาจตอบ
จากที่ไม่สนใจ คราวนี้สุบรรณหันมามองหน้าอำนาจแบบสนใจมาก
“ว่าไงนะ? เจอพญานาคแถวบ้านเจ้าอุรคา”
อำนาจมองหน้าสุบรรณ ไม่ชอบใจที่พอได้ยินชื่อเจ้าอุรคา เจ้านายตนก็สนใจอีกแล้ว แต่อำนาจตอบสุภาพ
“ชาวบ้านเค้าว่ากันครับ...แต่ผมว่าน่าจะตาฝาด เห็นท่อนไม้แล้วพูดกันเป็นตุเป็นตะไป นายไม่ต้องสนใจหรอกครับ”
“อะไรที่เกี่ยวกับเจ้าอุรคา ฉันสนใจทั้งนั้น”
อำนาจเงียบไปนิด สายตาเริ่มมองและคิดเหมือนที่สุรินทร์เคยว่าไว้จริงๆ สุบรรณหลงเจ้าอุรคามาก
“พาฉันไปบ้านเจ้าอุรคา”
“แต่คืนนี้นายมีงานต่อ”
“ไม่มีอะไรสำคัญกับฉันเท่าเจ้าอุรคา ไป!”
สุบรรณสั่งแล้วเดินลิ่วไปที่รถ อำนาจมองตามแล้วถอนใจ เป็นห่วงสุบรรณเหมือนกัน
ทางด้านภุชคินทร์ขับรถมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปา ภุชคินทร์มองเข้าไปด้านใน เห็นทุกอย่างยังคงนิ่ง และเงียบสงบเหมือนเดิม
“ไม่เห็นมีอะไร”
ภุชคินทร์กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ และสะดุดตาที่หนองน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป ภุชคินทร์สาวเท้าเดินไปทันที แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อมีเสียงของเจ้าอุรคาดังขึ้นจากด้านหลัง
“มาตามหาพญานาคหรือคะคุณชาย”

ภุชคินทร์หันกลับมามอง ก็เห็นเจ้าอุรคายืนยิ้มอยู่

ครู่ต่อมาเจ้าอุรคาเดินนำภุชคินทร์มาที่บึงน้ำ พร้อมกับเอ่ยขึ้น

“ที่นี่ล่ะค่ะที่มีชาวบ้านเห็นพญานาคกัน...” เจ้าอุรคาหันมามองภุชคินทร์ ถามหยั่งเชิง “คุณชายคิดว่าที่นี่..มีพญานาคเหมือนที่เขาเห็นกันหรือเปล่าคะ”
ภุชคินทร์ถามกลับเสียงนุ่ม “แล้วเจ้าเคยเห็นหรือเปล่า”
“แล้วคุณชายคิดว่าดิฉันเคยเห็นหรือเปล่าละคะ” เจ้าอุรคาย้อนเข้าให้
ภุชคินทร์ทำหน้าเมื่อย เหนื่อยใจเต็มกลืน “เจ้ายอกย้อน ล้อเล่นกับผมอีกแล้ว”
“ดิฉันไม่ได้ยอกย้อน ไม่ได้ล้อเล่น”
“งั้นเจ้าก็ตอบมาสิครับ”
“ถ้าดิฉันตอบแล้วคุณชายจะเชื่อหรือเปล่าละคะ”
“เจ้าอุรคา”
ภุชคินทร์ลงคำเน้นเสียงดุ ไม่อยากให้เจ้าอุรคาล้อเล่น และไม่อยากเป็นตัวตลก

ฝ่ายสุบรรณก้าวเดินลงจากรถตรงไปยังประตูบ้าน เห็นชรายุเดินออกมา บอกนิ่งๆ
“เจ้าอุรคาไม่อยู่”
“ไม่เป็นไร ฉันจะรอ”
ชรายุมองสุบรรณแบบไม่สบอารมณ์ และตำหนิ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านและปิดประตูรั้วเบาๆ แต่ประตูนั้นปิดสนิททันที อำนาจถลันไปที่ประตูผลักออก แต่ประตูปิดสนิทไม่ขยับเขยื้อน
“โธ่เอ๊ย...บอกจะรอ แต่ปิดประตูใส่หน้า แล้วจะรอยังไง”
“ไม่เป็นไรอำนาจ ฉันรอได้”
“แล้วนายจะรอที่ไหนครับ”
“เดี๋ยวฉันเดินเล่นแถวๆ นี้..ไหน..บึงน้ำที่เค้าว่ามีพญานาค ฉันอยากดู”
สุบรรณถามพลางกวาดสายตามอง

แสงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินสะท้อนที่บึงน้ำวิบวับ เจ้าอุรคาบอกภุชคินทร์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ท่าทางเหมือนอยู่ในภวังค์
“ดิฉันเห็นพญานาค เห็นอยู่ทุกวัน ไม่ว่ายามหลับ ยามตื่น”
“เจ้าล้อเล่นผมอีกแล้วนะ เจ้าเห็นผมเป็นเด็กหรือไง” ภุชคินทร์หงุดหงิด
เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้ม “คุณชายไม่เชื่อ เพราะอย่างนี้ไงคะ ดิฉันถึงต้องถามก่อน”
“เจ้าก็พูดความจริงสิครับ”
“นี่ล่ะค่ะความจริง....ความจริงที่ว่า ฉันกับพญานาค ไม่เคยอยู่ห่างจากกันเลย เราสัมผัสได้ ถึงจิตวิญญาณของกันและกันตลอดเวลา...แล้วคุณชายก็สัมผัสได้เช่นกัน”
“ผมจะสัมผัสได้อย่างไร”
“ได้สิคะ...ถ้าคุณชายใช้หัวใจสัมผัส”
เจ้าอุรคาขยับเดินมาใกล้ภุชคินทร์ าวกับถูกมนต์สะกด ภุชคินทร์จ้องตาเจ้าอุรคา ขณะที่มือเรียวงามของเจ้าอุรคาจับมือของภุชคินทร์มาวางที่หน้าอก ตำแหน่งของหัวใจตน
เสียงสองคนตอบโต้กันไปมา โดยไม่ได้เอ่ยปากพูด
“ข้ายังรอท่านอยู่นะภุชเคนทร์”
“ภุชเคนทร์ ใครกันภุชเคนทร์”
“ท่านไง...ภุชเคนทร์ ข้ายังรอท่านอยู่ ภุชเคนทร์”
น้ำตาของเจ้าอุรคาทำท่าจะไหลออกมา มือของคนสองคนจับกระชับกันแน่น ตรงตำแหน่งของ
หัวใจเจ้าอุรคา เจ้าอุรคาพูดต่อ
“จำได้มั้ย...นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ มันคือชีวิต มันคือวิญญาณของเรานะภุชเคนทร์”
ภุชคินทร์พร่ำพูดอาการเพ้อๆ เหม่อๆ “นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ”
จังหวะนั้นสุบรรณเดินเข้ามาโดยมีอำนาจเดินตามหลัง สุบรรณมองภาพตรงหน้า เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าอุรคา คุณชายภุชคินทร์!”
ราวกับถูกถอนมนต์สะกด ภุชคินทร์สะดุ้งหันมา
“ท่านสุบรรณ!”
สีหน้าเจ้าอุรคามองสุบรรณอย่างไม่พอใจ

ภายในห้องโถงของเฮือนภูจำปา เจ้าอุรคากล่าวตำหนิสุบรรณ
“คุณทำให้แขกของดิฉันไม่สบายใจ”
“ผมต่างหากที่ไม่สบายใจ ที่เจ้าปฏิเสธผม เพราะเจ้ามีคุณชายภุชคินทร์”
“แล้วทำไมคะ? คุณจะเอาอะไรยื้อแย่งหัวใจของดิฉันอีก”
“ผมน่ะหรือยื้อแย่งหัวใจของเจ้า สิ่งที่ผมมีให้ คือความรักและภักดี”
เจ้าอุรคาเหน็บแนม “สิ่งใดที่ได้มาง่ายมักไร้ค่า”
“เหมือนกัน สำหรับผมสิ่งใดได้มายาก ย่อมมีคุณค่า...และสำหรับผม เจ้าก็มีคุณค่าอย่างที่สุด”

สุบรรณค้อมศีรษะให้เล็กน้อยแทนคำบอกลา ก่อนจะเดินออกไป เจ้าอุรคามองตามอย่างโกรธแค้นขุ่นเคือง

มณีสวาท ตอนที่ 5 (ต่อ)

สุบรรณหน้าบึ้งตึงก้าวขึ้นรถด้วยอาการไม่พอใจเป็นอย่างมาก สั่งอำนาจเสียงเข้ม

“แกรู้ใช่มั้ยอำนาจ ว่าต้องทำยังไงกับคุณชายภุชคินทร์”
อำนาจทักท้วงในท่าทีเกรงใจ “ผมไม่อยากให้นายต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องพวกนี้
“แกกลัวมือจะเปื้อนเลือด?” สุบรรณย้อน
“ไม่เลยครับนาย ผมพร้อมทำให้นายทุกอย่าง แต่...ผมไม่อยากให้นายเอาเรื่องของเจ้าอุรคามาเป็นอารมณ์ คุณชายภุชคินทร์เองก็ไม่ได้เป็นคนธรรมดา เค้ามีเชื้อมีสาย แล้วยังเป็นหลานของท่านภิงคาร” อำนาจเตือนสติ
“หลานท่านภิงคารตายไม่ได้หรือไง” สุบรรณย้อนอีก
อำนาจเงียบกริบ ไม่อยากให้สุบรรณโกรธ แต่สุบรรณกลับว่าต่อ
“ถ้าแกขี้ขลาดไม่กล้าทำ ฉันจะให้ไอ้สุรินทร์มันทำเองว่าไง”
“ผมจัดการเองครับนาย”
อำนาจบอกออกมาในที่สุด สุบรรณยิ้มพอใจ

ครู่ต่อมา ที่บริเวณสวนของเฮือนภูจำปา ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้ม และทั่วพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยเหล่าอสรพิษเลื้อยอยู่ ชรายุเดินออกมา เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พญาสุบรรณก็เป็นคนเดิมเอาแต่ใจตนเอง”
“เจ้าอุรคาเทวี...เรากลัวว่า ท่านภุชเคนทร์จะมีอันตราย”
“พลอยครุฑธิการ...ครุฑธิการเท่านั้นที่จะช่วยท่านภุชเคนทร์ได้”
เจ้าอุรคาบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
คืนนั้นภุชคินทร์อยู่ในห้องนอน ยังค้างคาอยู่ในใจเรื่องที่เจ้าอุรคาบอก
“นาคสวาท มรกต ครุฑธิการ…ครุฑธิการ”
ภุชคินทร์ตรงไปยังลิ้นชักหัวเตียง คว้ากุญแจเปิดออกดู แต่ไม่เห็นกล่องอัญมณี
“ครุฑธิการหายไปไหน หายไปได้ยังไง”
ภุชคินทร์ถามตัวเองในอาการงุนงงยิ่ง

เฟื่องฟ้าเอากล่องอัญมณีออกมาดู เห็นเป็นลูกแก้วทอแสงสุกใส ระยิบระยับ
“พลอยอะไรเนี่ยทำไมมันสวยอย่างนี้ ฟีบี้กลัวอะไรไม่รู้ไม่เข้าท่าเลย นี่ถ้าเอาไปขาย คงได้หลายเงิน ถ้าคุณชายภุชคินทร์ไม่มาขอฟีบี้จริงๆ ฉันจะเอาไปขายนะจ๊ะลูกแก้ว!”
เฟื่องฟ้ามองลูกแก้วอย่างชื่นชม ก่อนวางเก็บไว้ที่เดิม ก้าวขึ้นสู่เตียงนอน แล้วดับไฟ ไม่นานเฟื่องฟ้าก็ทำท่าเคลิ้มๆ กำลังจะหลับ
แต่แล้วเฟื่องฟ้าก็รู้สึก เหมือนมีอะไรบางอย่างลื่นๆ มาสัมผัสตามเนื้อตัว เห็นงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยขึ้นมาพันที่เนื้อตัวของตน เฟื่องฟ้าเอามือปัดออก
“อะไร คนจะหลับจะนอน”
พอพูดออกไปก็รู้สึกตัว เฟื่องฟ้าหน้าแหย เพราะสิ่งที่สัมผัสมีชีวิต เฟื่องฟ้าลืมตาขึ้น สัญชาตญาณชูสิ่งที่ถือขึ้นมา แล้วเฟื่องฟ้าก็ร้องกรี๊ดสุดเสียงเมื่อเห็นตัวเองถือหางงูอยู่
“อ๊าย......งูๆๆๆๆ”
เฟื่องฟ้าเขวี้ยงหางงูทิ้ง แต่หัวงูกลับฉกเข้ามาหา แล้วเฟื่องฟ้าก็แทบหยุดหายใจเมื่อหัวงูนั้น
กลายเป็นใบหน้าของคนที่มองมาอย่างน่ากลัว ซึ่งแท้จริงคือใบหน้าของเจ้าอุรคานั่นเอง เฟื่องฟ้ากรี๊ดแทบบ้า!
“อ๊าก.....ผี! ผีๆๆๆๆๆ”
เฟื่องฟ้ากระโจนออกนอกห้องทันที

เฟื่องฟ้าวิ่งลนลานออกมานอกห้อง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ ภิงคารและเฟื่องวลีวิ่งออกมาจากห้องของตน เฟื่องวลีถามอย่างเป็นห่วง
“อะไรคะคุณแม่? คุณแม่เป็นอะไร”
“ผีๆๆๆๆ” เฟื่องฟ้าร้องอยู่ตคำเดียว
“ผีที่ไหนเฟื่องฟ้า?” ภิงคารงวยงง
“ผี..ผีงูแต่มีหัวเป็นคน”
เฟื่องฟ้าพูดพร่ำแทบไม่เป็นภาษาคน ภิงคารมองอย่างระอา สายตาไม่เชื่อ
“ผีงู ที่มีหัวเป็นคน”
“ค่ะผีงู ๆ หน้าเหมือนเจ้าอุรคา” เฟื่องฟ้าบอก
ภิงคารและเฟื่องวลีหันมามองหน้าเฟื่องฟ้า สองคนตกใจสุดขีด

รุ่งเช้าที่โต๊ะอาหาร ภิงคารพับหนังสือพิมพ์วางลงไป ก่อนลงมือรับประทานอาหารเช้า เฟื่องฟ้ายังบอกอย่างตื่นเต้น
“จริงๆ นะคะคุณพี่...เมื่อคืน ฟ้าเห็นผีงู มีหัวเป็นเจ้าอุรคาจริงๆ”
“เป็นไปไม่ได้หรอกเฟื่องฟ้า เจ้าอุรคาจะเป็นผีงูได้ยังไง อย่าพูดอะไรอย่างนี้อีกเลอะเทอะ”
“แล้วที่นี่มีผีหรือเปล่าคะคุณลุง” เฟื่องวลีถามขึ้น
“ฉันอยู่ที่นี่มานาน ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ ไม่เคยฝันอะไรแบบนี้เลย”
เฟื่องฟ้ายืนยัน “แต่ฟ้าเห็น ฟ้าเห็นจริงๆ นะคะคุณพี่”
ภิงคารชักรำคาญ “ถ้าเธอไม่สบายใจ อยากจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกก็ได้นะ ฉันไม่ว่า ฉันเข้าใจ...แต่ฉันก็มั่นใจว่า ที่นี่ไม่มีผีไม่มีสาง ไม่มีอะไรอย่างที่เธอเห็นกัน”
แม่บ้านน้อมกับต้อยติ่งแอบยิ้ม เฟื่องวลีหน้าเชิดไม่พอใจ ถามภิงคาร
“แล้วรอยพญานาคล่ะคะ”
ภิงคารเงียบไปเฟื่องวลีได้ที
“ถ้าคุณลุงเชื่อเรื่องพญานาค ทำไมคุณลุงไม่เชื่อเรื่องผี”
“เอาไว้ลุงเห็นเองเมื่อไหร่ ลุงจะเชื่อแล้วกัน”
ภิงคารลุกหิ้วกระเป๋าทำงานออกไป แม่น้อมกับต้อยติ่งแอบยิ้ม เฟื่องวลีหันมาเห็นถลึงตาใส่ สองคนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินออกไป เฟื่องวลีบอกกับเฟื่องฟ้าที่นั่งหน้าตึงอยู่
“คุณลุงพูดอย่างนี้ตั้งใจไล่เราชัดๆ”
“เพราะยังงี้ไง แม่ถึงอยากให้ลูกแต่งงานกับคุณชายภุชคินทร์”
“ฟีบี้จะหาทางแต่งงานกับพี่ชายให้ได้ค่ะ”
เฟื่องฟ้าพูดอย่างเจ็บช้ำ “แล้วต้องเร็วที่สุดด้วย”
“แล้วเรื่องลูกแก้วละคะ? ฟีบี้กลัว...คุณแม่รู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าฟีบี้ไม่ได้คิดไปเองกลัวไปเอง...ทุกอย่างมันเริ่มต้นเพราะลูกแก้วนั่น แม่เอาไปคืนคุณชายเถอะค่ะ”
“ไม่!ยังไงแม่ก็ไม่ยอมคืนลูกแก้วให้คุณชาย”

“ไม่คืน แล้วคุณแม่จะทำยังไง?” เฟื่องวลีคาใจ

เช้าวันต่อมา สองแม่ลูกพากันมาที่วัด หลวงพ่อรูปหนึ่งรดน้ำมนต์ให้อยู่ เฟื่องฟ้าเอ่ยขึ้นท่าทีสบายใจมากขึ้น

“หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้แล้ว สบายใจจังเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นดิฉันกับลูก คงนอนไม่หลับอีกหลายคืน”
“บางที ความฝันก็เป็นจิตนิวรณ์ ฝันเพราะมีอารมณ์จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อหลับไปก็เกิดความฝันในสิ่งนั้น ในเรื่องนั้น หรือได้พบเห็นแล้วจดจำโดยไม่มีวันลืม โยมมีจิตนิวรณ์ในเรื่องใดอยู่หรือ” หลวงพ่อถาม
สองแม่ลูกมองหน้ากัน เฟื่องฟ้าออกตัว
“ไม่เจ้าค่ะ ดิฉันไม่ได้มีใจจดจ่อกับสิ่งใดเลยค่ะ”
“คุณแม่..แล้วเรื่องลูกแก้วนั่นล่ะคะ” ลูกสาวหลุดปาก
“ลูกแก้ว?” หลวงพ่อสนใจ
“เอ่อ..พอดีเราได้เครื่องประดับมาชิ้นหนึ่งค่ะหลวงพ่อ เป็นพลอยชื่อครุฑธิการอะไรเนี่ยล่ะเจ้าค่ะ?”
“พอได้มาก็ฝันถึงเรื่องแปลกๆ สินะ”
สองแม่ลูกมองหน้ากันแบบ ตรงอีกแล้ว หลวงพ่อว่าต่อ
“บางทีของสิ่งนั้น เค้าอาจจะมีเจ้าของเค้าอยู่ก็ได้นะโยม”
สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด

ไพศิษฐ์ นาถสุดา และพันเอกอนรินทร์เดินถือถาดที่มีดอกไม้และเครื่องสังฆทานตรงมาที่กุฏิภายในวัดเดียวกับที่เฟื่องวลีกับเฟื่องฟ้ามารดน้ำมนต์ ไพศิษฐ์เอ่ยขึ้น
“จริงๆ เราไม่ต้องมาวัดสะเดาะเคราะห์ก็ได้นะครับ เพราะถ้านาถไม่ดื้อไปบ้านเจ้าอุรคา ก็คงไม่เกิดเรื่อง”
“นาถบอกแล้วไงคะคุณศิษฐ์ ว่าเจ้าอุรคาไม่เกี่ยว...เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาถจะไปหาเธอ”
ไพศิษฐ์ยิ้มพูเย้า “ถ้าเจ้าอุรคาไม่รู้ หมอดูทุกสำนัก ไม่ต้องทำมาหากินกันล่ะ”
“คุณศิษฐ์” นาถสุดาฉุน
“จ้าๆ...ผมไม่พูดไม่ว่าเจ้าอุรคาของนาถอีกแล้วก็ได้จ้ะ”
“ดีแล้วล่ะที่ไม่เถียงกัน อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ถือเป็นเคราะห์กรรมกันไป สิ่งที่เราควรทำก็คือ..อโหสิกรรม”
นรินทร์จะเดินนำเข้าไปในกุฏิ เฟื่องฟ้ากับฟีบี้ก็เดินสวนออกมา สองแม่ลูกไม่เห็นเพราะเดินกันไปคนละทาง นาถสุดาเห็นพูดอย่างแปลกใจ
“คุณเฟื่องฟ้ากับคุณฟีบี้นี่คะ”
ไพศิษฐ์ยิ้มขำๆ “ว้าว! มาวัดเป็นด้วยหรือ”
“ก็พอๆ กับคุณศิษฐ์นั่นล่ะค่ะ...” นาถวสุดาชะเง้อคอมองอย่างสงสัย “เค้ามาทำอะไรกัน”
พันเอกนรินทร์เดินนำสองหนุ่มสาวเข้าไปในกุฏิ

ขณะที่ภุชคินทร์เดินลิ่วออกมาจากห้อง ท่าทางหงุดหงิดที่พลอยครุฑธิการหายไป บ่นกับตัวเอง
“ถ้าครุฑธิการอยู่กับเจ้าอุรคาจริงๆ เจ้าคงไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนอย่างที่นายศิษฐ์ว่านั่นแหละ”
จู่ๆ นารีวรรณวิ่งมาหา
“พี่ชายคะพี่ชาย”
“เดี๋ยวค่อยคุยนะหนูนา พี่จะออกไปทำธุระข้างนอก”
“ไม่ใช่ธุระของหนูนาหรอกค่ะ...ธุระของพี่ชาย...เจ้าอุรคา...เจ้าอุรคามาค่ะ”
“เจ้าอุรคามา”
ภุชคินทร์ถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

ไม่นานต่อมาภายในห้องรับแขก หม่อมภาณีคุยกับเจ้าอุรคาอย่างอารมณ์ดี
“ดิฉันไม่คิดเลยจริงๆ ค่ะว่าเจ้าจะมาถึงนี่...ก็..ที่ผ่านมา...ดิฉันอยากเชิญเจ้ามารับประทานอาหารที่วังตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่มีโอกาส...จะติดต่อเจ้าก็ไม่ได้ เพราะเจ้าไม่ใช้โทรศัพท์”
“ดิฉันไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักโทษ ถูกจองจำ ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยเสียงโทรศัพท์นะค่ะ และที่สำคัญ” เจ้าอุรคาปรายตาไปมองทางด้านหลัง ก็เห็นภุชคินทร์เดินนำหนูนาเข้ามา เจ้าอุรคาว่าต่อพร้อมรอยยิ้ม
“ดิฉันมีอำนาจพิเศษ พอที่จะรู้ว่า ใครอยากพบอยากจะเจอดิฉัน”
หม่อมภาณีตื่นเต้นมาก “จริงหรือคะ”
“จริงหรือเปล่า..ต้องถามคุณชายภุชคินทร์ค่ะ...” พลางหันมาทางภุชคินทร์ “คุณชายกำลังอยากเจอดิฉันอยู่เลยใช่มั้ยคะคุณชาย?”
หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้าเจ้าอุรคาสลับกับภุชคินทร์ ในขณะที่ภุชคินทร์ทำหน้านิ่ง เจ้าอุรคารู้ใจเขาอีกแล้ว

ครู่ต่อมาภุชคินทร์เดินเล่นกับเจ้าอุรคาอยู่ในสนามวังนาเคนทร์ เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้น
“ครุฑธิการไม่ได้อยู่กับดิฉันค่ะ”
ภุชคินทร์งง ตกใจ “แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง ว่าผมกำลังตามหาครุฑธิการอยู่”
เจ้าอุรคายิ้มอ่อนโอน “รู้สิคะ...ก็ดิฉันเป็นนักเล่นกล”
“เอาคืนมาให้ผมดีกว่าครับเจ้า”
“ดิฉันไม่ได้เป็นคนเอาไปจริงๆ ค่ะ”
ภุชคินทร์ชักโมโห “แล้วใครที่ไหนจะมาเอาไปจากห้องนอนของผมล่ะครับ ในเมื่อผมใส่กุญแจเก็บไว้อย่างดี”
“อีกไม่นาน เขาก็จะเอามาคืน...แต่ถ้าเค้าเอามาคืนแล้ว คุณชายสัญญาอะไรอย่างหนึ่งกับดิฉันได้มั้ยคะ?”
“สัญญาอะไร”
“คุณชายจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนคนนั้นอีก และคุณชายจะต้องนำครุฑธิการติดตัวตลอดเวลา เพราะคุณชายกำลังมีอันตรายและครุฑธิการจะปกป้องคุณชายได้ค่ะ”

สองคนมองกันด้วยสายตาที่แตกต่าง เจ้าอุรคามองภุชคินทร์ด้วยแววตาเว้าวอน แต่ภุชคินทร์กลับมองเจ้าอุรคาด้วยสายตาไม่เชื่อเอาเสียเลย

ส่วนภายในกุฏิที่วัด ไพศิษฐ์ นาถสุดา และพันเอกนรินทร์ ถวายสังฆทานเสร็จเรียบร้อย สามคนรับพรจากหลวงพ่อ

ไพศิษฐ์ทนไม่ไหว จึงถามด้วยความอยากรู้ “วันนี้มีคนมาถวายสังฆทานเยอะจังเลยนะครับหลวงพ่อ... ที่เพิ่งกลับไปก็เป็นคนที่ผมรู้จัก”
“อ้าว รู้จักกันด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นช่วยไปบอกให้เค้าเอาของไปคืนเจ้าของเขาซะนะ เจ้าของเค้าหวง หวงมาก” หลวงพ่อเอ่ยขึ้น
นาถสุดาฉงน “ของอะไรคะหลวงพ่อ”
“ครุฑธิการ” หลวงพ่อบอก
ผู้พันนรินทร์ขนลุกซู่ กลัวแทน “ครุฑธิการ”
สีหน้าของผู้พันมีแต่ความกังวล นาถสุดาพึมพำ
“หนึ่งในเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าอุรคา”

ไม่นานหลังจากนั้นเฟื่องวลีหยิบครุฑธิการออกมาจากลิ้นชักในห้องของเฟื่องฟ้า พลางบอกอย่างกลัวๆ
“ยังไงฟีบี้ก็อยากเอาไอ้พลอยเนี่ยไปคืนพี่ชาย”
เฟื่องฟ้ากระชากครุฑธิการมา “แม่บอกแล้วไงว่า ไม่”
เฟื่องวลีกลัวมาก “แต่หลวงพ่อท่านก็บอกนะคะคุณแม่...ครุฑธิการ มีเจ้าของ”
เฟื่องฟ้ารีบกลบเกลื่อน “ก็คุณชายไงเจ้าของ”
“แต่ฟีบี้ว่า...เจ้าของที่แท้จริง อาจไม่ใช่พี่ชาย”
“แล้วจะเป็นของใคร พญานาคอะไรนั่นเหรอ? แม่ไม่เชื่อหรอก” เฟื่องฟ้าตัดบท “อย่าพูดเรื่องนี้
อีก ถ้าลูกกลัว แม่จะเก็บไว้กับแม่เอง”
“แล้วถ้าผีเค้ามาทวงของ ของเค้าคืนล่ะคะ”
เฟื่องฟ้าพูดอย่างท้าทาย “ก็เอาสิ...” บอกลูกสาวเสียงเข้ม “คืนนี้แม่จะไม่หลับไม่นอน...ถ้าแน่จริงก็โผล่มาให้เห็นเป็นๆ เลยแล้วกัน”
เฟื่องวลีกลัวจนหัวหด “คุณแม่ อย่าท้าสิคะ”
“ไม่ได้ท้า....ก็ถ้าเจ้าของครุฑธิการมีจริง ก็มาทวงกับแม่เอาแล้วกัน แม่จะรอ”
สองแม่ลูกไม่ทันสังเกตว่าครุฑธิการในมือเฟื่องฟ้าเวลานั้น ส่องประกายวับวาวน่ากลัว

คืนนั้น พันเอกนรินทร์เดินเล่นอยู่ในสวนที่บ้าน ต้นพญานาคราชในกระถางเริ่มไหวเอน ส่อเค้าอารมณ์บางอย่าง ผู้พันนรินทร์เพ่งมองใจไม่ดี นาถสุดาเดินเข้ามาหาถามด้วยท่าทีกังวลเหมือนกัน
“พ่อคิดถึงเรื่องพลอยครุฑธิการใช่มั้ยคะ”
นรินทร์พยักหน้า “พ่อว่า...เราต้องไปทวงพลอยครุฑธิการคืนมา”
“จากคุณฟีบี้น่ะหรือคะ”
นรินทร์พยักหน้า นาถสุดาสงสัย
“จะไปเอาได้ยังไงคะ? แล้วเค้าจะยอมคืนให้เหรอคะ”
“ต้องคืนสิ ก็ลูกบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าครุฑธิการเป็นของเจ้าอุรคา”
นาถสุดานิ่งงันไป เพราะที่พ่อพูดก็เป็นเรื่องจริง

ที่เฮือนภูจำปาเวลาเดียวกัน ต้นพญานาคราชที่ปลูกอยู่ทั่วบริเวณชูช่อเหมือนงูชูคอขึ้นสลอน เจ้าอุรคานั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำมีชรายุนั่งอยู่เคียงข้าง เจ้าอุรคาเอ่ยขึ้น
“ขอบใจมากนะชรายุ ที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ”
“เพราะเจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า”
เจ้าอุรคาตาวาววับ “ใครที่ทำร้ายท่านภุชเคนทร์ มันผู้นั้นต้องได้รับบทเรียนจากข้า”
“เจ้าอุรคา ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน ท่านยมนา...ท่านยมนาบอก” ชรายุมีท่าทางกังวลมาก
เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้มพูดเสียงอ่อนโยน “ดวงจิตเราอ่อนแรงอย่างนั้นหรือ? ไม่หรอก...ชรายุ...เรายังไม่ถึงฆาต” จากนั้นเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเข้มอย่างแค้นเคือง “แต่คนที่มันทำร้ายเรา ทำร้ายท่านภุชเคนทร์ต่างหากที่ชะตาถึงฆาต!”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น แต่ข้าเกรง...ข้าเกรงว่าถ้าเจ้าอ่อนแรง เจ้าจะไม่สามารถอยู่ในร่างของพญานาคีที่ทรงอำนาจได้ เจ้าจะกลายร่างเป็นมนุษย์...และอุรคาเทวี จะต้องถูกทำลาย”
“ชรายุ เราบอกแล้วไง เรายังไม่ถึงฆาต เจ้าไม่ต้องห่วง”
“แต่...”
“ชรายุ...เจ้าก็รู้ เรามาบนพื้นพิภพเพราะเหตุอันใด...ถ้าเราทำเพื่อปกป้องท่านภุชเคนทร์ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เราก็ยอม”
ชรายุน้ำตาคลอ “ข้าก็จะทำเพื่อท่านเช่นกันอุรคาเทวี แม้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ยอม”
เจ้าอุรคามองชรายุอย่างซาบซึ้งใจ ชรายุกลายร่างเป็นงูใหญ่เลื้อยออกไป

สุบรรณอยู่ในคฤหาสน์หน้าตาบึ้งตึงเหมือนโกรธมาก อำนาจค่อยๆ เดินอ้อมมาด้านหลัง บอกอย่างเกรงๆ
“เรื่องคุณชาย ผมอยากให้นายเปลี่ยนใจ”
สุบรรณพูดโดยไม่หันมามอง ดวงตาวาววับ “แกรู้นิสัยฉันไม่ใช่เหรออำนาจ”
อำนาจนิ่งไปนิด ก่อนตอบ “ครับ”
“งั้นก็รีบไปจัดการ...แกจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้ฉันเห็นหน้าไอ้คุณชายภุชคินทร์อีก”
อำนาจเดินออกไป ท่าทีหนักอกไม่สบายใจเลย

อำนาจเดินเข้ามาในห้องตัวเอง เปิดลิ้นชักหยิบปืนออกมาท่าทีไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง
ทันทีที่อำนาจออกไปพ้นห้อง สุรินทร์ในคราบนินจาผลุบเข้ามา อำนาจยกปืนขึ้นป้องกันตัวเองอัตโนมัติ สุรินทร์เอามือยันปืนอำนาจออกอย่างรวดเร็ว
“ฉันเอง!”
อำนาจเอามือลง สุรินทร์ยิ้มเยาะ บอกต่อ
“แกรู้สึกแล้วใช่มั้ยว่าแค่เรื่องผู้หญิง ทำไมนายต้องทำถึงขนาดนี้?”
อำนาจไม่อยากนินทานาย “ฉันรู้สึกแค่...นายน่าจะเอาชนะคุณชายได้ด้วยวิธีอื่น”
“แกก็รู้ นายเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่ชอบให้คนขัดใจ ในเมื่อนายเอาชนะใจเจ้าอุรคาไม่ได้ คนที่ต้องรับกรรมก็คือ คุณชายภุชคินทร์” สุรินทร์ว่า
“แกช่วยเอาคุณชายไปเก็บที่ไหนซักแห่งได้มั้ย นายเอาชนะใจเจ้าอุรคาได้เมื่อไหร่ แกค่อยพาคุณชายกลับมา”
สุรินทร์ย้อนถาม “แกคิดว่าจะมีวันนั้นเหรอ”
อำนาจมองมาท่าทีสงสัย สุรินทร์หัวเราะหึ..หึ ขณะบอกอย่างรู้ดี
“ฉันคิดว่าฉันดูไม่ผิด เจ้าอุรคากับนายของเราเป็นคนประเภทเดียวกัน ชอบทำตามใจ ตัวเองและเมื่อคนประเภทเดียวกันมาเจอกัน เรื่องไม่มีทางจบง่ายๆหรอก โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของคุณชายภุชคินทร์”

สุรินทร์พูดเหมือนรู้ทุกอย่าง แววตายิ้มเยาะ อำนาจหนักใจ

ภายในวังนาเคนทร์ หม่อมภาณียืนอยู่ในห้องโถงทอดสายตามองไปด้านนอกวัง เห็นบรรยากาศหม่นมัว เงียบเหงาอึมครึม

สีหน้าหม่อมภาณีดูไม่สบายใจ “บรรยากาศแปลกๆอีกแล้ว” หันมาทางนารีวรรณ “หนูนา...โทร.ตามพี่ชายทีลูก ป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก”
“ค่ะคุณแม่”
นารีวรรณหยิบมือถือมากดสาย ส่งให้หม่อมภาณี
เวลาเดียวกันภุชคินทร์ขับรถอยู่บนถนนสายหนึ่ง ขณะรับโทรศัพท์ด้วยบลูทูธ
“ชาย...อยู่ที่ไหน ใกล้ถึงบ้านหรือยังลูก”
“ยังเลยครับ พอดีผมเพิ่งเลิกประชุม คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“แม่เป็นห่วงชายยังไงก็ไม่รู้ลูก รีบกลับมาเลยนะ ไม่ต้องแวะไปไหน”
ภุชคินทร์อมยิ้มขำ “แล้วจะให้ผมแวะไปไหนล่ะครับแม่”
“ไม่รู้สิ...แต่หลังเลิกงาน ชายก็แวะไปโน่นไปนี่อยู่บ่อยๆ วันนี้รีบกลับมาแล้วกัน แม่เป็นห่วง”
“ครับแม่”
ภุชคินทร์วางสายพร้อมรอยยิ้ม รู้สึกขำมารดาที่ห่วงราวกับตนเป็นเด็กๆ

ทันทีที่หม่อมภาณีวางสาย นารีวรรณก็ถามด้วยความอยากรู้ ตื่นเต้น
“คุณแม่รู้สึกยังไงหรือคะ”
“ก็อย่างที่แม่บอกพี่เค้าน่ะลูก แม่ใจคอไม่ค่อยดี รู้สึกแปลกๆ แม่กลัวจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับตาชาย”
“คุณแม่พูดซะหนูนากลัวเลย”
“แม่ก็กลัว ก็ได้แต่ไหว้พระน่ะลูก ขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองพี่เรา” หม่อมยกมือไหว้ “ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อย่าให้มีสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นกับลูกชายของลูกเลยค่ะ”
หม่อมภาณีได้แต่ยกมือไหว้ ใจคอไม่ดี นารีวรรณยกมือไหว้ตาม

ภุชคินทร์ขับรถไปตามทาง มองจากกระจกหน้า เห็นรถคันหนึ่งตามมาด้วยท่าทางผิดปกติ ภุชคินทร์ทดลองเปลี่ยนเส้นทาง รถคันนั้นก็ยังตามมาภุชคินทร์หน้าเคร่ง มีคนจงใจตามมาจริงๆ

เฟื่องฟ้านั่งดูทีวีอยู่ในบ้านห้องรับแขกบ้านภิงคาร ขณะที่ตาปรือใกล้ปิด เพราะง่วงเต็มแก่ แต่พยายามฝืนเอาไว้
เฟื่องวลีเดินเข้ามาเห็น “คุณแม่...ง่วงก็ไปนอนเถอะค่ะ”
เฟื่องฟ้าสะดุ้ง ส่ายหน้าแก้ง่วง ปากแข็งตอบลูกสาว “ง่วงที่ไหน แม่ไม่ได้ง่วงซักหน่อย”
เฟื่องวลีรู้ทัน “ไหนคุณแม่บอกว่าไม่กลัวไงคะ”
“ก็ไม่กลัวไง ถึงได้นั่งรออยู่ที่นี่” เฟื่องฟ้ากวาดตามองแบบหวั่นๆ แต่ปากดี “ใครเป็นเจ้าของครุฑ
ธิการ อยากมาเอาคืน ก็มาเอาเลย”
สิ้นเสียงของเฟื่องฟ้าก็ปรากฏเสียงครืดคราดเหมือนบางสิ่งบางอย่างกำลังเลื้อยอยู่ตามทางด้านนอก
สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ผวากอดกันกลม เฟื่องวลีปากคอสั่น
“มันมาแล้ว มันมาแล้วใช่มั้ยคะคุณแม่”
เฟื่องฟ้าปากสั่นกลัวมากแต่พูดข่ม “ก็ลองออกมาสิ แม่อยากเห็นผีตัวเป็นๆ เหมือนกัน”
ความกลัวเปลี่ยนเป็นกล้า เฟื่องฟ้าลุกเดินออกไป เฟื่องวลีแทบสติแตก
“อย่าค่ะคุณแม่ อย่า”
เฟื่องฟ้าไม่ฟัง เฟื่องวลีรีบตามไปทั้งที่กลัวสุดขีด

ครู่ต่อมา เฟื่องฟ้าเดินลิ่วมาเหมือนคนขาดสติ เดินออกมาตรงบริเวณสวนด้านนอกบ้าน กวาดสายตามองฝ่าไปในความมืด
“ไหน..ใครจะมาเอาครุฑธิการ มาเอาไปเลย”
มีเสียงเลื้อยคลานแกรกๆ อยู่ด้านหน้าที่เป็นสุมทุมพุ่มไม้ เฟื่องฟ้าใจเต้น แต่เดินเข้าไป เฟื่องวลีวิ่งมาฉุดมือ
“อย่าไปค่ะคุณแม่ ฟีบี้กลัว”
เฟื่องฟ้าปากสั่น “กลัวอะไรฟีบี้ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย”
ว่าแล้วเฟื่องฟ้าก็สืบเท้าเข้าไปใกล้ ใกล้...ก่อนเอามือปัดพุ่มไม้ตรงหน้าอย่างแรง จังหวะนั้นศีรษะของชรายุที่ใบหน้าปรุประไปด้วยเกล็ดเหมือนงูโผล่ออกมา สองแม่ลูกกรี๊ดลั่น
“แอร๊ย...ผีๆๆๆๆๆๆๆๆ”
สองคนเผ่นแน่บเข้าไปในบ้าน ป้าน้อมกับต้อยติ่งที่วิ่งออกมาเพราะเสียงร้องถามลั่น
“มีอะไรคะคุณ โอ๊ย!!”
สี่คนชนกันเข้าอย่างจัง จนเซผงะ สองแม่ลูกชี้ไปทางพุ่มไม้ด้านหลังเสียงหลง
“ผีๆๆๆ”
เฟื่องฟ้าบอกย้ำ “ผีหน้างู ๆ”
ป้าน้อมกับต้อยติ่งตกใจ “ผีหน้างู” แต่ยังไม่เชื่อ
สองคนมองตาม เห็นคล้ายหางงูเลื้อยอยู่ตรงพุ่มไม เฟื่องวลีชี้มือร้องลั่น
“มันอยู่ตรงนั้น แกไปตีมันเลยนังติ่ง ไปตีมันเลย เร็วสิ”
ต้อยติ่งกอดป้าน้อม “จะให้ติ่งไปตีผีนี่นะ”
“ใช่!!ไปตีมันเลย” เฟื่องวลีสั่ง
ป้าน้อมกับต้อยติ่งมองหน้ากัน ป้าน้อมบอก
“ฉันไปจัดการเอง แค่งู จะไปกลัวอะไร?”
ป้าน้อมเดินอาดๆ ตรงไปที่พุ่มไม้ โดยไม่มีอาวุธ บอกเสียงอ่อนโยน
“ไปเถอะนะลูกเอ๊ย!! ไป..ไป๊...ที่นี่ไม่มีอะไรให้ลูกหรอก”
ป้าน้อมพูดด้วยน้ำเสียงเมตตาแต่สองแม่ลูกมองหน้ากัน ขนลุกซู่
เฟื่องวลีกลัวมากพูดเบาๆ “คุณแม่”
เฟื่องฟ้าถลึงตาใส่ไม่ให้พูด งูชรายุนิ่ง มองมายังสองแม่ลูก ป้าน้อมบอกอีก
“ไปเถอะนะลูก ไปเร็ว” หันไปบอกกับสองแม่ลูก “มันไม่ยอมไปค่ะ...มองเขม็ง เหมือนจะบอกอะไร” ป้าน้อมพูดกับงู “จะมาเอาอะไรหรือลูก”
งูชรายุยังนิ่ง แต่ตามองมาที่สองแม่ลูกเขม็ง สองแม่ลูกกรี๊ด
“แกจะบ้าเหรอนังน้อม ยืนคุยกับงูเป็นตุเป็นตะ...ถ้าไล่ดีๆ มันไม่ไป แกก็ตีมันให้ตายไปเลย”
เสียงผู้พันนรินทร์ดังขึ้น
“อย่าตีเค้า เค้าไม่ได้มาร้าย เค้าแค่มาเอาของ ของเค้าคืน”
สี่คนหันขวับมามอง เห็นนรินทร์กับนาถสุดายืนอยู่ แต่ที่น่าตกใจกว่า ก็ตรงที่ภิงคารเดินตามเข้ามาด้วย

ป้าน้อมกับต้อยติ่งเอาเครื่องดื่มมาให้แขก สองคนยืนรีๆ รอๆ ท่าทีอยากรู้ ภิงคารพยักหน้าให้ออก
สองคนจำต้องออกไป แต่สีหน้าปิดไม่มิดว่าอยากรู้จริงๆ นาถสุดายกมือไหว้บอกว่า
“ขอโทษนะคะ ที่นาถกับคุณพ่อถือวิสาสะเข้ามา”
“ไม่เป็นไรครับ เพราะตอนที่ผมกลับมา ก็ต้องเข้ามาเองเหมือนกัน” ภิงคารมองสองแม่ลูก “คนในบ้านมัวแต่ไปมุงดูอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
สองแม่ลูกบอกพร้อมๆ กัน “ผีหน้าเป็นงูค่ะ...ผีหน้างู!”
ภิงคารทำหน้าฉงน ไม่ใช่ไม่เชื่อ กึ่งๆ ระหว่างตกใจ กับเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีกแล้วยังไม่ทันจะพูดอะไร นรินทร์ก็พูดขึ้น
“เค้ามาเอาของ ของเค้าคืนน่ะครับ”
สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ตกใจมาก ภิงคารถามทันที
“ของอะไรเหรอครับ”
“พลอยครุฑธิการค่ะ ที่เราสองคนมาที่นี่ เพราะอยากให้คุณฟีบี้กับคุณเฟื่องฟ้าคืนพลอยครุฑธิการให้เจ้าของเค้าโดยเร็วที่สุด” นาถสุดาบอก
เฟื่องฟ้าหน้าเชิดไม่รับผิด “จะคืนทำไม?” แถมโอ้อวดกลายๆ “ในเมื่อคุณชายเป็นคนให้ฟีบี้เอง” พลางพยักพเยิดลูกสาว “ใช่มั้ยฟีบี้?”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ถึงคุณชายจะเป็นคนให้ ผมก็อยากให้คุณฟีบี้รีบไปคืนคุณชายก่อน เพราะผมกลัวว่าคุณชายกำลังมีอันตราย และครุฑธิการสามารถช่วยคุณชายได้” ผู้พันบอก
สองแม่ลูกหน้าซีดเผือด ภิงคารถามเร็วปรื๋อ
“นี่คุยเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว นายชายมีอันตราย? แล้วครุฑธิการ คืออะไร?”
ยังไม่ทันที่นรินทร์จะพูดอะไร งูตัวหนึ่งก็เลื้อยเข้ามาในบ้าน เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีกรี๊ดแตก ทุกคนหันไปมองอย่างตื่นตะลึง
นาถสุดากับภิงคารร้องลั่น “งู!”
นรินทร์เพ่งสายตามองไปที่งูชรายุ เห็นเป็นเงามืดร่างภุชคินทร์ กำลังถูกคนร้ายตาม แต่ไม่
เห็นหน้าชัดเจน กระแสจิตเพ่งเห็นสั้นๆ เพียงแค่จับใจความได้ นรินทร์รีบบอกสองแม่ลูก
“รีบคืนพลอยครุฑธิการให้คุณชายเร็วเถอะครับ” นรินทร์สั่งนาถสุดา “คุณชายกำลังมีอันตราย โทร.หาคุณศิษฐ์เดี๋ยวนี้เลยนาถ”

โดยไม่รอให้สั่งซ้ำ นาถสุดาหยิบมือถือขึ้นมาโทร.ออกทันที

ติดตาม "มณีสวาท" ตอนที่ 6
เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 14
เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 14
ที่บริเวณด้านนอกบ้านมหาทรัพย์ไพศาลเวลานั้น รถจักกายจอดหลบๆ อยู่ริมรั้ว โทฟู่กับจักกายยืนอยู่ข้างๆ รถ “ขอบคุณมากนะที่ยอมมาช่วยฉันกับไอ้แม” “ผมจะปล่อยให้ผู้หญิงสองคนไปเสี่ยงอันตรายตามลำพังได้ยังไง” ระหว่างนั้นกะละแมเดินเข้ามาหาพร้อมกับชิณ “ป่ะไอ้ฟู่...ฉันพร้อมแล้ว แต่ฉันมีเพื่อนร่วมทีมมาด้วยอีกคนนึงนะ” โทฟู่จ้องหน้าชิณที่ปลอมตัวเป็นนักร้องเพื่อชีวิตโทรมๆ อย่างไม่แน่ใจ จนโทฟู่ต้องเมคชัวร์ ถามกับกะละแม “ไอ้แม...นี่คุณชิณใช่มั้ย” กะละแมพยักหน้ารับ “ใช่” “นี่คุณชิณจะไปด้วยเหรอคะ” โทฟู่ถามชิณงงๆ “ใช่...ฉันจะไปช่วยกะละแม” โทฟู่มองชิณสลับกับกะละแมสายตามีเลศนัยแบบว่า ‘อ๊ะๆ สองคนนี้ยังไงกันเนี่ย’
กำลังโหลดความคิดเห็น...