xs
xsm
sm
md
lg

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 17

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หยกเลือดมังกร ตอนที่ 17


“หยุดสร้างปัญหาให้ฉันแล้วพูดความจริงมา ฉันเห็นพราวแสงตายต่อหน้าต่อตัวเอง แล้ว แกเอาเรื่องบ้าอะไรมาพูด”


“พราวแสงไม่ได้ตายต่อหน้าแกไง...แต่เธอตายในอ้อมกอดของฉัน!”
เจ้าสัวอึ้ง
“โกหก !...ฉันเห็นพราวแสงถูกยิง ถ้าตอนนั้นเธอยังไม่ตายเธอต้องกลับมาหาฉัน”
“คนอย่างแกไม่คู่ควรที่พราวแสงจะกลับไปหาไง...ไอ้เล้ง”
เจ้าสัวไม่เชื่อคำพูดของคมทวนและรู้สึกโกรธ ใช้ด้ามปืนตบหน้าคมทวนจนเลือดกบปาก แล้วจ่อปืนไส่
“หมดเวลาที่ฉันจะมาฟังเรื่องไร้สาระจากแกแล้ว ไอ้โหงวมันใช้ให้แกเอาเรื่องพราวแสง มาหลอกล่อให้ฉันออกมาให้แกเล่นงานใช่มั้ย”
คมทวน นิ่งจ้องหน้าเจ้าสัวเขม็ง
“บอกมา !! ไอ้โหงวมันอยู่ที่ไหน มันจ้างแกเท่าไหร่ฉันจะให้เป็นสองเท่าแล้วไว้ชีวิตแก”
คมทวน ยังนิ่งไม่ตอบสายตาแข็งกร้าวใส่
“งั้นโอกาสของแกก็หมดแล้ว ฉันจะตามล่าไอ้โหงวแล้วแก้แค้นให้พราวแสงเอง”
เจ้าสัวจะลั่นไกฆ่าคมทวน แต่จังหวะนั้นคมทวนก็ชูสร้อยคอหยกเลือดมังกรที่ติดมาด้วยขึ้นมาให้ดู
“นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าพราวแสง ไม่ยอมกลับไปเสี่ยงตายเพื่อแกอีก”

เจ้าสัวเล้งค่อยๆแบมือที่กำแน่นอยู่ มันคือหยกเลือดมังกรอีกครึ่งชิ้น ระหว่างนั้นดวงแข เข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร
“คุณคะ...ทางออร์กาไนซ์จัดงานเปิดตัวมานพเขาส่งเอกสารรายละเอียดมาให้คุณ คุณจะ ตรวจดูตอนนี้เลยมั้ยคะ”
เจ้าสัวยังนิ่งเงียบไม่ตอบในมือยังหยกครึ่งเอาไว้จนดวงแขแปลกใจกับท่าทางของเขา
“คุณคะ...คุณน่าจะตรวจดูเลยนะคะ งานใกล้เข้ามาแล้ว เดี๋ยวจะฉุกละหุก”
“วางเอาไว้ก่อน...ว่างแล้วฉันจะดูเอง”
“แต่ว่า...”
“ฉันบอกให้วางเอาไว้”
“ค่ะคุณ”
ดวงแขเอาแฟ้มเอกสารวางให้ที่โต๊ะ แล้วลอบมองเจ้าสัวอย่างสงสัยว่าเป็นอะไร
“ดูท่าทางคุณมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรก็บอกฉันได้นะคะ”
“ช่วยไปบอกมานพให้ฉันทีว่า ฉันอยากคุยกับเขา”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
เจ้าสัวเสียงแข็งใส่
“ไปบอกมานพ!”
ดวงแขชะงัก
“เอ่อ...ค่ะๆ”
ดวงแขออกไป เจ้าสัวยังนิ่งคิด

มานพหงุดหงิดใส่ชาญ
“ฉันบอกแกตั้งแต่ทีแรกแล้วไงว่าไอ้กุ๊ยนั่น ฝีมือมันไม่ได้เรื่อง แล้วเป็นไง...แทนที่ฉันจะ ได้ที่ตรงตรอกศาลเจ้ามาง่ายๆ มันดันทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย มีคนตายจนได้”
“แล้วนายจะให้ผมทำยังไงต่อครับ”
มานพหันขวับมากระชากคอเสื้อชาญ
“แกยังมีหน้ามาถามอีก ไปลากตัวไอ้คนทำแผนฉัน พังมา ฉันจะสั่งสอนมันเอง”
“คงตามมันไม่ได้แล้วล่ะครับนาย เพราะมีคนไปเจอศพไอ้กิจชัยถูกหมกทิ้งอยู่ในป่า จับ มือใครเป็นฆ่าไม่ได้เลย”
มานพชะงัก
“โธ่เว้ย...งั้นโครงการนี้ฉันคงต้องระงับไว้ ถ้าพ่อฉันถามถึงค่อยบอกไปตรงๆว่ามี ปัญหาเรื่องที่ดิน ยังไงพ่อก็ไว้ใจให้ฉันขึ้นมาแทนที่เขาในอีกไม่นานนี้อยู่แล้ว”
ดวงแขเข้ามา
“แกอย่าเพิ่งมั่นใจไปนักนะมานพ สำหรับเล้งแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้”
ดวงแขมองหน้าชาญแล้วพยักหน้าไล่ให้ออกไป หลังชาญออกไปได้ไม่นานดวงแขก็จับแขนลูกมาบีบ
“เล้งตามให้แกไปพบ...ท่าทางเขาดูไม่น่าไว้ใจ แม่ว่าแกควรจะเตรียมหาทางรับมือ”
“เดี๋ยวนี้ผมไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับแม่ ผมคือหัวหน้าพยัคฆ์เมฆาที่พร้อมจะต่อกร กับมังกรอย่างเขาได้ทุกที่...ทุกเวลา”
มานพยิ้มร้ายแล้วเดินออกไป ดวงแขมองตามลูกอย่างเป็นห่วง

เจ้าสัวเล้งออกมาเดินข้างนอกบ้านกับมานพ
“ฉันตัดสินใจให้แกขึ้นมาแทนที่ฉันแล้ว...แต่แกกลับยังมีข้อเสียให้ฉันเห็นอยู่อีก”
“ถ้าพ่อจะว่าผมเรื่องคุณดุจแพร พ่อควรจะทราบก่อนนะครับว่ามันเป็นมายังไง ไม่ใช่เอา แต่ฟังความจากไอ้กุ๊ยพวกนั้น”
เจ้าสัวนิ่งไปครู่ก่อนจะหันมามองหน้ามานพฟัง
“คุณแพรมีเรื่องเสียใจและต้องการเพื่อนคุย ผมพบเธอและพยายามให้คำปรึกษา แต่เธอกลับเมามายจนหมดสติ จนผมมารู้ทีหลังว่าเธอมีปัญหากับไอ้กุ๊ยนั่น มันก็เลย เข้าใจว่าผมทำร้ายเธอ”
เจ้าสัวมองนิ่ง
“ถ้าพ่อไม่เชื่อ...คิดว่าผมโกหกพ่อเหมือนเรื่องที่คนใช้ขโมยนาฬิกาผมไป ผมก็ไม่ว่าพ่อ หรอกครับ จะยกเลิกงานเปิดตัวผมก็ได้”
มานพบอกแล้วเดินออกไปแต่เจ้าสัวเรียกไว้
“ฉันเชื่อแก...ยังไงแกก็เป็นลูกชายฉัน ควรจะต้องฟังเหตุผลมากกว่าคนอื่น”
“ขอบคุณครับพ่อ...ผมไม่คิดจะทำให้พ่อผิดหวังอยู่แล้ว”
เจ้าสัวเข้าไปตบบ่าบีบเบาๆ
“พ่อไม่อยากให้แกมีปัญหากับพวกนักเลงนะมานพ ที่พ่อตั้งใจให้ แกมาสืบทอดธุรกิจต่อเพราะอยากให้แกทำให้ธุรกิจของมังกรวารีเป็นธุรกิจที่สะอาด สุจริตเพื่อให้ลูกหลานในตระกูลของเราได้เชิดหน้าชูตาต่อไปได้”
“แล้วพวกนักเลงที่อยู่ในความดูแลของพ่อล่ะครับ”

“มันเป็นปัญหาที่พ่อต้องสะสางให้จบ พ่อถึงต้องวางมือจากเบื้องหน้าแล้วถอยมาอยู่ เบื้องหลัง จำไว้นะมานพ...ถ้าเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟียแล้วจะไม่มีวันได้ ออกไป”

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของมานพดัง เขาถอยออกมากดรับสาย

“ได้...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” มานพกดตัดสายไป “ผมมีงานที่ต้องไปจัดการครับ”
“ไปเถอะ”
มานพยกมือไหว้แล้วเดินออกไป เจ้าสัวมองตามลูกชายแล้วแบมือข้างที่กำมืออยู่ตลอดเวลาออกมามองหยกเลือด มังกรครึ่งชิ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด อย่างอยากรู้และต้องค้นหาความจริงเรื่องพราวแสงให้ได้

หยกหลับอยู่บนที่นอน พลิกตัวแล้วรีบลุกตื่นเพราะไม่เจอกิ่งเหมยนอนอยู่ข้างๆ
“กิ่งเหมย”
หยกมองหาในที่พักไม่เจอจึงรีบออกมาที่ดาดฟ้ามองหาและเรียกหา
“กิ่งเหมย...กิ่งเหมย”
หยกหากิ่งเหมยไม่เจอก็อดเป็นห่วงไม่ได้

ตงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์มีป้าจั่นเอากาแฟมาเสิร์ฟให้
“ป่านนี้คุณหนูยังไม่ลงมาเลย...ป้าเป็นห่วงคุณหนูจังเลยค่ะเสี่ย ป้าว่าไปตามคุณหนู นะคะเสี่ย”
“ไม่ต้องหรอกป้า...เดี๋ยวยัยแพรก็ลงมาเอง”
“แต่ว่า...”
ไม่ทันขาดคำดุจแพรก็เดินเข้ามาจริงๆอย่างที่ตงว่า
“ป๋าคะ...แพรมีเรื่องต้องคุยกับป๋า”
ตงหน้านิ่ง
“ป๋ารู้อยู่แล้วว่าแพรต้องมีเรื่องคุย...แต่นี่มันสายมากแล้ว แพรยังไม่ได้กินอะไร ตั้งแต่เช้า ป๋าอยากให้แพรไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
“แต่แพรไม่หิว”
“ป๋าสั่งให้กิน...ป้าจั่น...ไปจัดโต๊ะอาหารให้ยัยแพร”
“ค่ะเสี่ย”
ป้าจั่นเดินออกไป ดุจแพรยังมองพ่อกอดอกไม่พอใจ ตงวางหนังสือพิมพ์ลุกขึ้นแล้วเดินไปทางห้องอาหาร พร้อมกับบอกลูกสาวไปด้วย
“ไม่ต้องห่วง...เรื่องที่แพรอยากจะคุยกับป๋า...ป๋าคุยเอาไว้แล้วกับอาม่าของกิ่งเหมย ก่อนที่ เขาจะตาย”
ดุจแพรสนใจทันที
“ป๋าคิดจะช่วยดูแลกิ่งเหมยต่อจากอาม่าเหรอคะ”
“ใช่...ป๋าไม่คิดจะทิ้งสายเลือดตัวเองให้ต้องอยู่ตามลำพัง...แต่ว่า...”
“ทำไมคะป๋า”
ตงหน้านิ่งคิดถึงเรื่องที่คุยไว้กับอาม่าที่ห้องผ่าตัด

อาม่ากับตงมองหน้ากันหลังจากที่เขาขอดูแลกิ่งเหมย
“ว่าไง...ไหนๆลื้อก็จะอยู่ไม่ได้แล้ว ลื้อก็ควรจะให้อั้วดูแลลูกสาวอั้ว”
“อั้ว...อั้วขอบใจนะอา...อาเสี่ย...อั้วเพิ่งรู้ว่าอย่างน้อย...ลื้อก็เป็นคนดีกับเขาอยู่บ้าง”
“อั้วอยากให้ดุจแพร...มีพี่มีน้องไว้คอยดูแลกัน เวลาที่เกิดอะไรขึ้นกับอั้ว”
“เรื่องนั้นลื้อไม่ต้องเป็นห่วง อาเหมยรักคุณแพรเหมือนพี่เหมือนน้องอยู่แล้ว แต่อาเหมย จะไม่...ไม่มีวันเรียกลื้อว่า...พ่อ”
ตงอึ้ง
“นี่ลื้อ !”
“ปล่อย...ปล่อย...อาเหมยไปเถอะอาเสี่ย...อาเหมยบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะอยู่ร่วมกับคนที่ ไม่รู้จักหยุดสร้างเวรสร้างกรรมอย่างเสี่ย”
อาม่าพูดไปก็หายใจหอบเหนื่อย ตงได้แต่เจ็บใจขบกรามจนขึ้นสันที่ถูกอาม่าต่อว่า

กิ่งเหมยนั่งกอดรูปของอาม่าเอาไว้น้ำตาคลอเสียใจ เสียงอาม่าดังแทรกขึ้นมาในหัว
“อาเหมย...อาม่าซื้อกุ๊ยช่ายเจ้าอร่อยที่ลื้อชอบมา...มานั่งกินด้วยกันสิ”
กิ่งเหมย หันขวับไปทางประตูบ้านแล้วรีบลุกไปหา
“อาม่า!”
กิ่งเหมยมองไม่เห็นชนโต๊ะที่กลางบ้านจนล้มลง กรอบรูปที่ถืออยู่ตกพื้นแตก
“อาเหมย...ปีนี้ดวงลื้อชง อาม่าจะพาลื้อไปไหว้แก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่นะ”
กิ่งเหมย หันไปอีกทางที่อาม่าเคยเดินมาบอกเธอ
“อาม่า”
กิ่งเหมยใช้มือยันตัวให้ลุกขึ้นแต่มือพลาดไปโดนเศษกระจกกรอบรูปที่แตกชนบาดมือ กิ่งเหมยสะอื้น
“อาม่า...”
กิ่งเหมยนั่งร้องไห้ได้ครู่ ดุจแพรก็เข้ามาช่วยจับมือของเธออย่างเป็นห่วง
“กิ่งเหมย...ฉันเอง”
“คุณแพร”
“เดี๋ยวฉันจะช่วยทำแผลให้เธอนะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณแพร...ฉันจัดการเองได้”
“อย่าดื้อสิกิ่งเหมย...ฉันเป็นพี่สาวเธอนะ...พี่สาวจริงๆที่มีสายเลือดเดียวกัน ไม่ใช่อย่างที่ เราสาบานกันต่อหน้าเทพเจ้า”
กิ่งเหมย ตกใจ
“คุณแพร...นี่คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”
ตงเข้ามา
“แพรพากิ่งเหมยไปทำแผลเถอะ...ถึงเวลาที่พี่น้องจะต้องคุยกันแล้ว”
กิ่งเหมยได้ยินเสียงตงก็ยิ่งตกใจ
“เสี่ยตง!”

ดุจแพรพากิ่งเหมยมาที่ห้องนอน แล้วช่วยเอายามาทาแผลที่มือให้อย่างเป็นห่วง
“เรื่องจัดงานศพของอาม่า ฉันกับป๋าเป็นธุระจัดการให้หมดแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันจัดการเองได้”
“กิ่งเหมย...เราเป็นพี่น้องกันนะ เรื่องแค่นี้อย่าต้องมานั่งเถียงกันเลย”
“แล้วคุณรู้เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่คะคุณแพร”

“ป๋าบอกฉันหลังจากที่อาม่าเสีย กิ่งเหมย...ทั้งๆที่เธอรู้เรื่องนี้มาตลอด แต่เธอกลับไม่ยอม บอกฉันเลย”

“ฉันเห็นว่าเราสาบานกันว่าจะดูแลกันไปแล้ว ฉันก็เลยไม่อยากบอกคุณ”

“ไม่ใช่หรอกกิ่งเหมย เธอไม่บอกฉันเพราะเธอต้องการเสียสละหยกให้กับฉันต่างหาก”
“เสียสละอะไรกันคะคุณแพร...หยกเขาเลือกคุณนะ”
“เขาจำเป็นต้องเลือกฉันต่างหากล่ะกิ่งเหมย...ทั้งที่เธอรักหยก แต่เพราะฉันเป็นพี่สาวเธอ เธอถึงยอมเสียสละเขาให้ฉัน มันไม่จริงหรอกนะกิ่งเหมยที่คนพิการจะให้ความสุขกับ คนที่เรารักไม่ได้”
กิ่งเหมยฟังแล้วอึ้งไป

หยกรีบมาหากิ่งเหมยที่หน้าบ้าน
“กิ่งเหมย...กิ่งเหมย...อยู่ที่นี่รึเปล่า”
หยกเข้ามาในบ้านแต่เจอตงที่นั่งอยู่คนเดียว หยกชะงัก
“เสี่ย !! นี่เสี่ยมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันมารอรับลูกสาวฉันไปอยู่ด้วยกัน”
หยกไม่ยอม
“เสี่ยจะเอากิ่งเหมยไปไหนไม่ได้”
“นี่แกออกคำสั่งกับฉันเหรอ แกเป็นลูกน้องฉันนะเว้ยไอ้หยก”
“สำหรับกิ่งเหมยไม่มีคำว่าหัวหน้าลูกน้อง ผมรับปากอาม่าว่าจะดูแลกิ่งเหมย เพราะ ฉะนั้นเสี่ยกลับไปได้แล้ว อย่ามายุ่งกับกิ่งเหมยของผม”
“กิ่งเหมยของแก...แล้วยัยแพรล่ะ...ฉันต้องยกลูกสาวทั้งสองคนของฉันให้แกเลยใช่มั้ย ไอ้หยก!”
ตงโมโหชักปืนออกมาเล็งไปที่หน้าหยก ด้วยสายตากราดเกรี้ยว

ดุจแพรกับกิ่งเหมยยังคุยกันอยู่ในห้องนอน
“เธอไม่ควรจะทำแบบนี้เลยนะกิ่งเหมย เธอให้ฉันมีความสุขแต่เธอเองกับต้องจมทุกข์”
“คุณไม่ได้มาเป็นฉัน คุณไม่รู้หรอกว่าการอยากดูแลคนที่เรารักแต่ทำไม่ได้มันเป็นยังไง”
“ทำไมฉันจะไม่รู้...ทุกคืนหยกจะต้องหาเรื่องออกไปข้างนอก เพื่อรอให้ฉันหลับแล้วถึงจะกลับมา เพราะเขาไม่อยากให้ฉันดูแลเขาไงล่ะกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยอึ้งไป
“คุณแพร”
ดุจแพรกลั้นน้ำตาฝืนความเจ็บเอาไว้
“ช่างมันเถอะกิ่งเหมย...เรื่องหยกฉันยังไม่อยากเอามาคิด ตอนนี้ ป๋าบอกฉันว่าก่อนที่อาม่าเธอจะเสีย อาม่าอนุญาตให้ป๋าดูแลเธอต่อ”
“คุณว่าไงนะคะ...อาม่าน่ะเหรอบอกเสี่ยอย่างนั้น”
“ใช่...ป๋าบอกฉันมาอย่างนั้นจริงๆ ฉันถึงต้องมารับเธอไง”
“ฉันทิ้งบ้านที่ฉันเติบโตมาไม่ได้หรอกค่ะคุณแพร”
“แต่อยู่ที่นี่เธอไม่เหลือใครอีกแล้วนะ ไปอยู่ด้วยกันกับฉันเถอะ ป๋าสัญญาว่าจะช่วยหาทางรักษาตาเธอให้หาย เธอจะได้กลับมามองเห็นอีกครั้งไง”
กิ่งเหมยนิ่งไป ดุจแพรจับมือกิ่งเหมยขึ้นมาบีบเบาๆอย่างเป็นห่วง
“กิ่งเหมย...เธอทำดีเพื่อฉันมามากแล้ว ให้ฉันได้ตอบแทนเธอบ้างเถอะนะ”
“คุณแพรคะ...ฉัน...”
ดุจแพรมองกิ่งเหมยอย่างลุ้นว่าเธอจะตอบตกลงรึเปล่า

กิ่งเหมยเดินคลำทางลงมาจากบันได ดุจแพรรีบตามลงมา
“กิ่งเหมย...เดี๋ยวสิ เธออยู่คนเดียวไม่ได้หรอก อาม่าเธอขอร้องให้ป๋าฉันดูแลเธอนะ”
“ไม่จริงหรอกค่ะคุณแพร...อาม่าไม่มีวันยกฉันให้คนที่ฆ่าแม่กับอากงของฉันเด็ดขาด”
“กิ่งเหมย”
เสียงหยกแทรกขึ้นระหว่างดุจแพรกับกิ่งเหมย ทำให้ดุจแพรหันไปเห็นว่าหยกกำลังถูกพ่อตัวเองเอาปืนจ่อหน้าอยู่
“ป๋า...ป๋าทำอะไรหยกน่ะ...เอาปืนลงเดี๋ยวนี้นะ”
“ไอ้หยกมันไม่ยอมให้ป๋าพาน้องสาวเรากลับบ้าน แต่เดี๋ยวป๋าจะมีวิธีพูดกับมัน แพรพา กิ่งเหมยออกไปก่อน”
“อย่านะครับคุณแพร...ถ้าคุณพากิ่งเหมยไปจากชีวิตผมเมื่อไหร่ล่ะก็...”
หยกมองหน้าดุจแพรอย่างจริงจัง ทำเอาดุจแพรถึงกับเจ็บปวดกับสายตาของเขา
“แกจะทำอะไรลูกสาวฉัน...หา ! ไอ้หยก”
ตงจะเข้าไปเล่นงาน แต่หยกตั้งการ์ดรับแล้วสวนตงกลับด้วยหมัดจนเสียหลักปืนตกพื้น หยกรีบฉวยโอกาสนั้นเข้าไปดึงกิ่งเหมยมากอดเอาไว้
“ฉันจะไม่ยอมให้ใครเอาตัวเธอไปเด็ดขาด...เธอต้องอยู่กับฉันเท่านั้น”
“หยก...อย่าทำอย่างนี้เลย...เธอต้องรับผิดชอบคุณแพร”
“ฉันพยายามแล้วนะกิ่งเหมย...แต่ยิ่งฉันแสดงความรับผิดชอบมากเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่ง ทำร้ายคุณแพรมากเท่านั้น...” หยกหันไปที่ดุจแพร “คุณแพรครับ...ผมขอโทษ ผมไม่อยาก ทำร้ายคุณมากไปกว่านี้อีกแล้ว”
ดุจแพรเจอหยกพูดมาแบบนี้ ถึงกับน้ำตาเอ่อสองเบ้าอย่างเจ็บปวด ตงเจ็บใจ
“ไอ้หยก...ไอ้สารเลวเอ้ย”
ตงรีบคว้าปืนที่พื้นขึ้นมาจะยิง แต่ดุจแพรกลับห้ามเสียงดัง
“อย่าค่ะป๋า !! ห้ามทำอะไรหยกเด็ดขาด”
ตงชะงัก
“แพร”
ดุจแพรร้องไห้สะอื้นเจ็บปวด แล้วค่อยๆยื่นมือไปดึงปืนออกจากมือของพ่อ ก่อนจะถือเดินเข้าไปหาหยกเอง
“คุณแพร...”
ดุจแพรเข้ามาใกล้หยก แล้วก็ตบหน้าอย่างแรงทันทีพร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า
“เธอทำฉันเจ็บ...เจ็บจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกแล้วนะหยก...”
ดุจแพรเสียใจมากถือปืนของตงวิ่งออกไปจากบ้านทันที ตงตกใจ
“ยัยแพร!”
ตงหันขวับมาที่หยกอย่างอาฆาต
“ไอ้หยก...แกกับฉันได้เห็นดีกันแน่”
ตงทิ้งท้ายอาฆาตแล้วตามดุจแพรออกไป กิ่งเหมยรีบถามหยกทันที
“เธอไม่ควรทำแบบนี้นะหยก...เธอทำร้ายคุณแพรไม่ได้นะ”
“ยังไงฉันมันก็เลวสุดขั้วอยู่แล้ว...ถ้าจะเลวมากไปกว่านี้อีกเพื่อคนที่ฉันรัก มันก็คงไม่มี อะไรต้องเสียอีกแล้วล่ะกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยอึ้งไป
“หยก !”
หยกดึงกิ่งเหมยมากอดแน่น
“ฉันรักเธอกิ่งเหมย...ถึงเธอจะผลักให้ฉันไปอยู่กับคนอื่น ฉันก็ รักใครไม่ได้อีกนอกจากเธอคนเดียว”

หยกกอดกิ่งเหมยแน่นจนเธอรู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีให้เธอ กิ่งเหมยน้ำตารื้นกอดเขาตอบเหมือนกัน

ภายในโรงสี...โหงวอยู่กับลูกน้องในแก๊งค์พยัคฆ์เมฆา ซึ่งอยู่ในสภาพบาดเจ็บจากการถูกธงรบเล่นงานมา โหงวมองหน้ามันอย่างหัวเสียได้ครู่ มานพกับชาญก็ตามเข้ามา

“ทำไมมาช้านักมานพ”
“เสียเวลาแก้ตัวอยู่กับไอ้เล้งน่ะสิ”
“ก็อั้วเตือนลื้อกี่ครั้งแล้ว แต่ลื้อก็ไม่เคยฟัง หาแต่เรื่อง”
มานพไม่พอใจ
“หยุดเลย...ถ้าแกให้ฉันจัดการไอ้หยกไปตั้งแต่แรก มันก็คงไม่มาหาเรื่องรกหูรกตาฉัน แบบนี้หรอก”
“อั้วบอกลื้อแล้วไง...ถ้าอยากเห็นไอ้เล้งเจ็บปวดทรมานสุดๆ ลื้อต้องใจเย็นรอให้ไอ้เล้ง เห็นสายเลือดแท้ๆของมันตายต่อหน้าต่อตา”
มานพนิ่งไปเพราะอยากเห็นเจ้าสัวเล้งเจ็บปวดทรมานใจก่อนตาย เลยหันไปมองลูกน้องที่บาดเจ็บ
“ไอ้นี่น่ะเหรอ...ที่แอบขโมยยาของฉันไปขายต่อแล้วโดนเล่นงานกลับมา”
โหงวพยักหน้ารับ มานพเดินเข้าไปมองหน้ามันอย่างร้ายกาจ

นนท์รีบเดินเข้ามาหาเจ้าสัวเล้งที่ห้องทำงาน
“เจ้าสัวครับ”
“มีอะไรนนท์”
“ได้เรื่องคืบหน้าของคนที่มีหยกเลือดมังกรของเจ้าสัวมาแล้วครับ
เจ้าสัวเล้งลุกพรวดถามนนท์ทันที
“มันอยู่ที่ไหน”

ลูกน้องกลัวตายเพราะทำผิดรีบยกมือพนมไหว้ขอร้องมานพ
“ผม...ผมขอโทษด้วยครับนาย...ผมผิดไปแล้ว ผมจะหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหาย ให้โอกาส ผมนะครับ”
“ฉันไม่ได้เสียดายไอ้ของพวกนั้นหรอกเว้ย แต่กว่าที่ฉันจะสร้างชื่อพยัคฆ์เมฆาให้ขึ้นมา ยิ่งใหญ่เป็นที่เกรงกลัวในวงการ ฉันต้องลงทุนไปเยอะ”
ชาญรู้ว่ามานพพูดแบบนี้มาแล้วต้องการอะไรจึงยื่นปืนให้ โหงวไม่ค่อยอยากให้มานพตัดสินลูกน้องด้วยปืน
“ถ้าลื้อทำแบบนี้อีกต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำงานกับลื้อ”
มานพปัดมือโหงวที่พยายามห้ามออกไปอย่างไม่สน
“ฉันเป็นหัวหน้าพวกมัน ถ้าปล่อยให้ หางแถวกระดิกโดยที่หัวไม่สั่ง แล้วอีกหน่อยจะมีใครเกรงกลัวฉัน”
มานพไม่สนใจเดินเข้าไปเอาปืนจ่อแล้วตะคอกใส่หน้าลูกน้อง
“ไอ้พวกที่มันเล่นงานแกมันรู้รึเปล่าว่าแกเป็นคนของใคร”
ลูกน้องตื่นกลัว
“รู้...รู้ครับนาย”
“ขนาดมันรู้ มันยังกล้าเล่นแก...ก็แสดงว่าพวกมันคิดท้าทายพยัคฆ์เมฆา งั้นฉันก็คงต้อง แสดงเขี้ยวเล็บให้พวกมันเห็นสักหน่อย”
ลูกน้องรีบบอก
“ผมช่วยนายได้นะครับ...ผมบอกเฮียโหงวไปแล้วว่าพวกมันเป็นใคร แต่ถ้านายจะให้ผม ไปจัดการ ผมจะรีบไปเคลียร์ให้เรียบร้อยเลย ไว้ชีวิตผมนะครับนาย”
“สภาพแกตอนนี้...ไม่ไหวแล้วไอ้กระจอก”
มานพยิ้มร้ายแล้วเล็งปืนก่อนจะลั่นไก เปรี้ยง !! ลูกน้องตายคาที่ต่อหน้าต่อตาโหงว
“ทีนี้แกก็บอกฉันมาได้แล้วว่าไอ้พวกที่มันกล้าลองดีกับฉันมันเป็นใคร พวกไหน”
“อั้วว่าลื้อไม่ต้องลงมือเองหรอก เดี๋ยวอั้วไปจัดการให้ อั้วไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดอีก”
โหงวจะออกไปแต่มานพจับบ่ารั้งไว้
“ไม่ต้อง...ฉันจะไปเอง ก่อนที่พ่อจะประกาศให้ฉันเป็นผู้สืบทอดธุรกิจ ฉันอยากจะสนุก ทิ้งทวนสักหน่อย”
โหงวชะงัก
“มานพ!”

คมทวนเข้ามาในอู่แท็กซี่เอากุญแจรถแท็กซี่มาคืนเจ้าของอู่
“นี่เอ็งจะเลิกขับแท็กซี่จริงๆเหรอวะไอ้คมทวน”
“ลูกมันขอร้องมาหลายทีแล้ว ขี้เกียจฟังมันบ่น”
“เออ...แก่ๆกันแล้ว ปล่อยให้ลูกมันเลี้ยงก็ดี ไม่ต้องเหนื่อย”
“ฉันไม่ปล่อยให้มันเลี้ยงหรอก ตั้งใจว่าจะไปอยู่อัมพวา ปลูกผักเลี้ยงปลา อยู่เงียบๆ สองคนพ่อลูกมากกว่า ว่าแต่ฉันมีเรื่องอยากขอร้องพี่สักอย่าง”
“ว่ามาได้เลย”
“ถ้ามีคนมาถามหาฉัน...พี่ช่วยฉันหน่อยได้มั้ย”
เจ้าของอู่สงสัย
“ช่วยน่ะช่วยได้อยู่แล้ว...ไม่มีปัญหา แต่เอ็งคงไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีมาใช่มั้ย”
“พี่ก็รู้จักฉันดี”
เจ้าของอู่มองหน้าคมทวนแล้วพยักหน้าเข้าใจ ระหว่างนั้นช่างซ่อมรถในอู่เดินเข้ามา
“เฮีย...ญาติฝ่ายไหนของเฮียมาหาเนี่ย ขับรถคันเบ้อเริ่มมาปิดทางเข้าอู่ ท่าทางอย่างกับ พวกเจ้าพ่อ”
คมทวน ชะงักหน้าเสียหันไปมองเจ้าของอู่
“พี่...เรื่องที่ฉันขอไว้คงต้องรบกวนพี่แล้ว”
เจ้าของอู่พยักหน้ารับ
“เอ็งออกไปข้างหลัง ข้าจะจัดการให้เอง”
คมทวนรีบเดินเข้าไปด้านหลังอู่

นนท์พาเจ้าสัวเล้งที่สวมแว่นกันแดดเข้ามาพร้อมกับลูกน้อง ทุกคนในอู่มองอย่างสงสัย จ้าของอู่เดินเข้ามาหา
“มีอะไรให้รับใช้เหรอครับคุณ...”
นนท์หันมาบอก
“นี่เจ้าสัวเล้ง เรามาตามหาคน”
“ตามหาคน...มาผิดที่รึเปล่าครับ ที่นี่อู่รถแท็กซี่นะครับ ไม่ใช่สถานีตำรวจ กลับไปเถอะ เกะกะพวกผมจะทำงาน”
นนท์เข้าไปจะเอาเรื่อง
“เจ้าสัวแค่อยากมาถามดีๆ อย่าทำกวนประสาท ไม่งั้นมีเรื่องแน่”
เจ้าสัวปราม
“นนท์...อย่าให้เป็นเรื่อง”
“ขอโทษครับเจ้าสัว”
เจ้าสัวหันไปบอกเจ้าของอู่

“อั้วมาขอความช่วยเหลือ ไม่ได้อยากมา มีปัญหากับใคร แล้วเรื่องที่อั้วอยากให้ช่วยก็สำคัญกับอั้วมาก หวังว่าลื้อคงเข้าใจ”

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 17 (ต่อ)


เจ้าสัวพูดไปก็ถอดแว่นกันแดดออกให้เห็นแววตาจริงจัง ทุกคนในอู่จะรู้สึกเกรงกลัวความยิ่งใหญ่ของเจ้าสัว นนท์พยักหน้าให้ลูกน้องทุกคนพากันเข้าไปข้างในอู่เพื่อค้นหาเป้าหมาย เจ้าของอู่ขวาง

“พวกแกเข้าไปไม่ได้นะเว้ย”
เจ้าสัวจับคอเสื้อเจ้าของอู่เอาไว้นิ่งๆ
“อั้วบอกลื้อแล้วไง...ว่าอั้วมาขอความร่วมมือ”
เจ้าของอู่หน้าเสียมองอย่างเกรงๆ

คมทวนรีบเดินออกมาที่ด้านหลังเพื่อหนีให้พ้นจากการตามตัวของพวกเจ้าสัวเล้ง ระหว่างนั้นพวกลูกน้องเจ้าสัว เข้ามาตรวจค้นพยายามหาตัวคมทวน
“หาให้เจอ...แล้วพาตัวไปให้เจ้าสัวให้ได้”
พวกลูกน้องกระจายกันเดินค้นหา คมทวนหยุดชะงักออกไปไม่ได้ เพราะพวกมันเต็มไปหมดเลยต้องถอยไปหลบ หน้าเคร่งเครียดครุ่นคิดเอายังไงดี ระหว่างนั้นลูกน้องคนหนึ่งเดินมาทางคมทวนพอดี เขาเลยต้องถอยแต่ พลาดทำเสียงดังให้มันรู้ตัว
“เฮ้ย...อยู่นั่น”
ลูกน้องกรูกันเข้าไปจะเอาตัวคมทวน แต่เจอฮึดสู้ด้วยมือเปล่าเล่นงานไม่ยอมง่ายๆ

เจ้าสัวเล้งรอลูกน้องที่เข้าไปค้น ระหว่างนั้นลูกน้องเดินกุมหัวที่แตกเพราะโดนคมทวนเล่นงานเข้ามา
“เจ้าสัวครับ...มันหนีไปแล้วครับ”
เจ้าสัวมองเจ้าของอู่ไม่พอใจใส่กระชากคอเสื้อมาตะคอก
“มันเป็นใคร ฉันต้องรู้ข้อมูลของมันทั้งหมด”
เจ้าของอู่ไม่ยอมบอก
“ฉันไม่รู้ว่าแกพูดถึงอะไร”
“แก !”
เจ้าสัวเจ็บใจเหวี่ยงเจ้าของอู่ไปให้นนท์รับตัวเอาไว้แล้วสั่ง
“เค้นให้มันพูด ฉันจะไปตามไอ้หมอนั่นเอง”
เจ้าสัวรีบออกไปพร้อมกับลูกน้องอีกคนหนึ่ง นนท์จับคอเสื้อเจ้าของอู่มาจ้องเขม็ง แต่พวกลูกน้องในอู่ไม่มีใครยอม ทุกคนคว้าเครื่องมือซ่อมรถออกมาพร้อมจะมีเรื่องกับนนท์

หยกประครองพากิ่งเหมยมานั่งที่เก้าอี้ ทั้งคู่อยู่ในชุดดำเตรียมตัวที่จะไปวัด
“เธอนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะกิ่งเหมย เดี๋ยวฉันไปปิดประตูหลังบ้านก่อน”
หยกจับมือกิ่งเหมยกุมมือเธออย่างปลอบโยนแล้วผละจะเดินไปทางหลังบ้านแต่เจอส้มเช้งที่เข้ามาได้ครู่นึงแล้ว ส้มเช้งเองก็อยู่ในชุดไว้ทุกข์เหมือนกันเธอพูดเบาๆกลัวกิ่งเหมยได้ยิน
“ไอ้หยก...มานี่เดี๋ยว...ฉันคุยด้วยหน่อย”
หยกมองส้มเช้งสงสัยทำไมต้องลับๆล่อๆด้วย

หยกออกมาคุยนอกบ้านกับส้มเช้ง
“ไอ้หยก...ฉันถามจริงๆเถอะ แกไปทำร้ายจิตใจคุณแพร ไปไล่ตะเพิดเสี่ยตง แกไม่กลัว บ้างเหรอไง”
“กลัวอะไร”
“โธ่เอ้ย...แกนี่...เป็นลูกน้องมันภาษาอะไร มันทั้งบ้าทั้งโหดขนาดไหน แกน่าจะรู้ดี”
“ถ้าเธอคิดว่าฉันปกป้องกิ่งเหมยไม่ได้ เธอคิดผิดแล้วส้มเช้ง”
“ฉันรู้ว่าทุกลมหายใจของแกคือกิ่งเหมย แต่ฉันอยากให้แกหยุดคิดจริงๆจังสักนิด ตอนนี้ กิ่งเหมยมันตัวคนเดียว ญาติที่เหลืออยู่ของมันก็มีแค่เสี่ยตงกับคุณแพร ส่วนแกก็เป็น แค่เพื่อน”
“ที่พูดมา เธออยากรู้ใช่มั้ยว่าฉันจะดูแลกิ่งเหมยในฐานะอะไร”
“ก็ฉันเป็นห่วงไอ้กิ่งเหมยนี่หว่า...เพราะแกเองก็ยังวนเวียนอยู่กับพวกมาเฟียไม่เลิก วันดี คืนดีเกิดถูกฆ่าตายขึ้นมา...ไอ้เหมยจะไม่เหลือใครเลยจริงๆ”
คำพูดของส้มเช้งทำเอาหยกนิ่งคิดไป ระหว่างนั้นกิ่งเหมยเดินคลำทางออกมา
“หยก...เสร็จรึยัง ฉันอยากไปวัดแล้ว”
หยกกับส้มเช้งมองกิ่งเหมยแล้วมองหน้ากัน คำถามของส้มเช้งทำให้เขาคาใจ ก่อนจะหันไปตอบกิ่งเหมย
“เสร็จแล้วกิ่งเหมย...พอดีเจอส้มเช้งชวนคุยน่ะ”
ส้มเช้งมองหน้าหยก
“แกเก็บไปคิดให้ดีนะหยก”
กิ่งเหมยถามขึ้น
“มีอะไรเหรอส้มเช้ง”
“ไม่มีอะไรหรอกแก...มา...เดี๋ยวฉันช่วยพาแกไปวัดนะ”
ส้มเช้งเข้าไปจับมือเพื่อนแล้วช่วยพาเดินออกจากบ้าน หยกมองตามครุ่นคิด

ดุจแพรเธอเอาแต่นอนร้องไห้เสียใจอยู่ในห้องนอน ตงเข้ามายืนมองลูกสาว
“แพร...แพร...”
“แพรอยากอยู่คนเดียว...ป๋าออกไปเถอะค่ะ”
“แต่ป๋าเป็นห่วงแพรนะ...ถ้าแพรฟังคำเตือนป๋าตั้งแต่ทีแรก แพรก็คงไม่ถูกไอ้หยกมัน...”
ดุจแพรขัดขึ้น
“พอเถอะค่ะป๋า...ถ้าป๋าจะซ้ำเติมแพร แค่นี้แพรก็ทนจะไม่ไหวอยู่แล้ว”
ดุจแพรยิ่งร้องไห้หนักเสียใจ ตงเลยรู้สึกผิดเข้าไปนั่งข้างๆลูกแล้วดึงมาโอบกอดปลอบใจ
“ป๋าขอโทษ ไม่มีพ่อคนไหนอยากซ้ำเติมลูกหรอก มีแต่พ่อที่อยากให้ลูกเข้มแข็งสามารถ ผ่านพ้นความเจ็บปวดไปได้ให้เร็วที่สุดทั้งนั้น”
“ป๋า...ฮือๆ!...แต่แพรทำไม่ได้ แพรรักเขา...รักเขาจนหมดหัวใจไปแล้ว”
ดุจแพรยิ่งร้องไห้หนักพร้อมๆกับกอดพ่อไปด้วย ตงนิ่วหน้าเจ็บใจยิ่งเห็นลูกเสียใจก็ยิ่งเจ็บแค้นหยก

ตงออกมาที่ระเบียงบ้านแล้วสั่งป้าจั่น
“ตอนนี้สภาพจิตใจของยัยแพรน่าเป็นห่วงมาก ฉันไม่เคยเห็นลูกสาวฉันผิดหวังขนาดนี้ มาก่อน ดูยัยแพรให้ดีล่ะ อย่าให้คลาดสายตา”
“ค่ะเสี่ย”
ป้าจั่นออกไป ตงหน้าเหี้ยมหันมาเรียกเก่ง
“ไอ้เก่ง”
“ครับเสี่ย”
“เรียกไอ้กิจชัยกับพรรคพวกมันมาพบฉัน ฉันอยากให้มันลากคอไอ้หยกให้มันมากราบ ตีนขอโทษยัยแพร”
“เรื่องไอ้กิจชัยผมเห็นเสี่ยกำลังวุ่นๆอยู่ก็เลยไม่ได้บอก”
“ทำไม”
“มันถูกฆ่าตายแล้วครับ”
เสี่ยตงสงสัย
“ฝีมือใครวะ”
“มันแทงอาม่าของกิ่งเหมยตาย ก็คงไม่พ้นฝีมือไอ้หยก”
ตงโกรธมาก
“ไอ้หยก...มันจะมากเกินไปแล้ว”

คมทวนวิ่งหนีการไล่ตามของพวกลูกน้องเจ้าสัวเล้ง เข้ามาในบริเวณตึกร้าง พวกมันตามทันเลยเกิดการปะทะ เชิงมวยกับคมทวน แต่ก็ถูกคมทวนเล่นงานเพราะฝีมือสู้ไม่ได้ คมทวนจะหนีออกไปจากตึกแต่ต้องชะงักเพราะเจอเจ้าสัวเข้ามาเดี่ยวๆยืนขวางทาง

“อย่าทำให้มันยุ่งยากมากไปกว่านี้เลยดีกว่า...แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้อยากทำร้ายแก”

“งั้นแกก็ควรจะรู้ด้วยว่า จะไม่มีอะไรหลุดออกจากปากฉันเด็ดขาด”

“แก !...พราวแสงคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตฉัน ถ้าจำเป็นต้องฆ่าแกแล้วทำให้ฉันรู้ว่าเกิด อะไรขึ้นกับเธอ ฉันก็จะทำ”
เจ้าสัวกำหมัดแน่นปรี่เข้าไปหาคมทวนที่ตั้งท่ารออยู่แล้ว สองคนเข้าปะทะเชิงมวย คราวนี้เจ้าสัวเอาจริงดุดันเล่นงาน คมทวนไปหลายหมัดจนซวนเซ คมทวนเจ็บใจที่สู้เชิงมวยเจ้าสัวไม่ได้ ถอยมาปาดเลือดที่ซิบมุมปากแล้วตั้งท่าจะเข้าไปลุยอีก แต่คมทวนเกิดชะงัก กึก !เพราะอาการความดันพุ่งสูงกำเริบ มือกุมหัวใจทรุดไปกับพื้น เจ้าสัวเห็นท่าทางดูแปลกไปก็รีบเข้าไปประครอง แต่ยังไม่ทันจะถามอะไรคมทวนก็แน่นิ่งไป เจ้าสัวเล้งหน้าเสีย

หยกเข้ามาตามหาพ่อ
“พ่อ...พ่อครับ...พ่อ”
หยกเห็นบ้านเงียบเชียบก็แปลกใจสงสัย ระหว่างนั้นอ่างเข้ามา
“อ้าว...พ่อเอ็งยังไม่กลับเหรอวะ”
“พ่อไปไหนเหรอน้า”
“เจอกันตอนเช้าเห็นพ่อเอ็งบอกว่าจะเอาแท็กซี่ไปคืนอู่ แล้วจะเลยแวะไปดูที่”
หยกแปลกใจ
“ดูที่”
“ก็ที่แถวบ้านเก่าแม่เอ็งไง ที่เขาอยากซื้อไว้อยู่กับเอ็งนั่นแหละ”
“แต่นี่มันเย็นมากแล้วนะน้า...พ่อเขาก็รู้นี่ว่ามีงานศพอาม่า”
“เขาอาจจะคิดถึงแม่เอ็งแล้วไปนั่งรำลึกอดีตอยู่ก็ได้ เดี๋ยวเขาก็คงตามไปที่วัดนั่นแหละ”
หยกนิ่งไปสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี แต่อ่างคิดว่าไม่มีอะไรเลยตบบ่า
“รีบกลับไปที่วัดเถอะ...เอ็งต้องคอยดูแลกิ่งเหมยนะเว้ย”
“ครับน้า”
หยกรับคำแล้วเดินออกไป

เจ้าสัวเล้งเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉินได้ครู่ หมอก็เดินออกมา
“เป็นไงบ้างครับหมอ”
“คนไข้มีอาการความดันขึ้นสูงมาก จนทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน แต่โชคดีที่ เจ้าสัวพามาทันเวลาพอดี”
“หมายความว่าเขาปลอดภัย”
“เรียกว่ารอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดดีกว่าครับเจ้าสัว เพราะตอนนี้ผมต้องรอดูอาการ เขาให้แน่ใจก่อน กลัวจะเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นมา”
เจ้าสัวจับบ่าหมอ
“รักษาเขาให้เต็มที่เลยนะครับหมอ อย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับเขาเด็ดขาด ผมมี เรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับเขา”
“หมอจะพยายามครับเจ้าสัว”
หมอเดินกลับเข้าไปในห้อง เจ้าสัวผิดหวังที่เกือบจะได้รู้เรื่องสำคัญอยู่แล้ว ระหว่างนั้นนท์ตามเข้ามา
“เจ้าสัวครับ”
“เป็นไงนนท์...ไอ้เจ้าของอู่นั่นยอมเปิดปากเรื่องไอ้หมอนี่รึเปล่า”
“ยอมครับ...แต่ว่า...ไม่ได้อะไรมากครับ”
เจ้าสัวมองหน้านนท์

เจ้าสัวเล้งเดินไปตามทางเดินของโรงพยาบาล ฟังนนท์ที่รายงานเรื่องของคมทวน
“ไอ้หมอนั่นมันชื่อว่าคมทวน เป็นอดีตนักมวยเก่า รู้จักกับเจ้าของอู่ตั้งแต่สมัยเป็นนักมวย หากินอยู่แถวอัมพวา”
“แถวอัมพวา” เจ้าสัวเล้งนิ่งคิดไปครู่ “มิน่าล่ะ...มันถึงรู้จักกับพราวแสง เพราะที่นั่นเป็นบ้านเกิดเธอแล้วมันบอกมาแค่นี้เองเหรอ ตอนนี้บ้านช่องอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ มันไม่รู้เรื่องเลยเหรอ”
“ผมเค้นมันเต็มที่แล้วครับ แต่มันยืนยันรู้อยู่แค่นั้นจริงๆ เพราะคมทวนไม่ยอมบอกอะไร”
“แสดงว่านายคมทวนคนนี้ระวังตัวมาตลอด ไม่เคยคิดจะให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”
“มันคงกำความลับเกี่ยวกับอดีตของเจ้าสัวเอาไว้ เลยไม่อยากให้ใครตามจนรู้”
เจ้าสัวเล้งหัวเสีย
“ก็คงต้องรอให้มันฟื้นขึ้นมาอย่างเดียว...นนท์...ห้ามให้ดวงแขกับมานพ รู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
“ครับเจ้าสัว” นนท์รับคำ

ค่ำนั้น...ณรงค์นั่งร้องคาราโอเกะอยู่กับสาวๆในบาร์ทำตัวเหมือนป๋านักเที่ยวกลางคืนทั่วๆไป ธงรบสวมแว่นดำเดินเข้ามานั่งที่เคาท์เตอร์ไม่ห่างจากโต๊ะณรงค์เท่าไหร่ ณรงค์รู้กันเลยบอกสาวๆ
“เดี๋ยวป๋ามาแป๊บนึงนะ”
ณรงค์ผละจากสาวๆแล้วเข้ามาคุยกับธงรบ
“มีอะไรผิดปกติเหรอหมวด”
“มี”
“พวกมันตามเจอผมแล้วเหรอ”
“เปล่า”
“อ้าว...แล้วอะไรที่มันผิดปกติล่ะหมวด”
“ก็หมวดไงที่ผิดปกติ...” ธงรบหันไปมองสาวๆ “ปกติเรื่องอย่างว่านี่ ไม่เอาเลยไม่ใช่เหรอ แต่นี่ทำ ตัวซะเนียนเลย”
“อย่ามาแซวกันน่าหมวด...ผมก็ต้องปลอมตัวไม่ให้ใครจับได้สิว่าผมไม่ใช่พวกนักเลง หรือว่าหมวดอยากเปลี่ยนบทบาทกับผม ดูท่าสาวๆพวกนั้นจะชอบหนุ่มๆอย่างหมวด มากกว่าผมนะ”
“ผมไม่เอาหรอก...กับผู้หญิงอื่นน่ะผมไม่ยุ่ง”
“แต่ยุ่งกับผู้หญิงที่เขามีเจ้าของแล้ว”
ธงรบชะงัก
“หมวด”
ณรงค์ตบบ่า
“ผมก็พูดตรงๆนี่แหละ ถึงวันนี้หมวดก็รู้แล้วว่าหยกมันไม่ใช่กุ๊ยไม่ใช่อันธพาล หมวดก็ควรจะตัดใจเลิกยุ่งกับกิ่งเหมย ที่ผมเตือน เพราะไม่อยากให้เรื่องผู้หญิงทำให้ หมวดกับไอ้หยกมีปัญหากันทีหลัง”
“ไม่ต้องเตือนผมหรอก ผมรู้ดีว่าควรทำยังไง”
ระหว่างนั้นหญิงสาวเข้ามาเรียกณรงค์

“ป๋าขา...เบื่อที่นี่แล้ว จะไปกันรึยัง”

“ไปทำหน้าที่ต่อเถอะหมวด เดี๋ยวผมจะระวังหลังให้”

“ผมว่าคงไม่มีอะไรแล้วล่ะ เชิญหมวดตามสบายดีกว่า”
ธงรบหัวเราะ
“จะทำเนียนล่ะสิ...หึๆ! ผมไม่ฟ้องผู้การหรอก”
ณรงค์ยิ้มรับแล้วควงสาวๆพากันเดินออกไป ธงรบมองตามแล้วนิ่งไปครุ่นคิด

หยกจูงมือกิ่งเหมยเดินมาตามทางเดินบริเวณตรอกศาลเจ้า อ่างกับสลึงเดินคุยกันมาเสียงดังหลังจากที่หมด กลับจากงานศพอาม่า อ่างจะเอาแผ่นหนังตลกให้กิ่งเหมยเอาไปดู
“มันตลกจริงๆเลยนะกิ่งเหมย น้าอยากให้กิ่งเหมยเอาไปนั่งดู ขนาดน้าดูมาสองรอบแล้ว ยังขำอยู่เลย”
สลึงเสริม
“ไม่ใช่ขำธรรมดานะกิ่งเหมย ขำขี้แตกขี้แตนเลยด้วย”
“เล่าเฉยๆข้าว่าหลานนึกไม่ออกหรอกว่ะไอ้สลึง เอ็งต้องลองปล่อยมามุขนึง”
“มุขนึงเลยเหรอวะ”
“เออ”
“แล้วจะเอามุขไหนล่ะ...ข้าไม่ได้ดูนี่หว่า”
อ่างสะดุ้งรีบเอามือปิดปาก
“ไอ้เวร...เดี๋ยวกิ่งเหมยก็รู้หรอก”
กิ่งเหมยพูดขึ้น
“น้าจ๊ะ...พวกน้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มานั่งดูหนังตลกหรอก”
อ่างกับสลึงพากันนิ่งไปหน้าสลดที่หลานรู้ทัน หยกปลอบ
“พวกน้าเขาเป็นห่วงเธอนะกิ่งเหมย อยู่ที่วัดเธอก็เอาแต่ร้องไห้ ไม่พูดไม่จากับใครเลย”
สลึงรีบเสริม
“ใช่ ยังไง อาม่าแกก็ไปดีแล้ว พวกน้าเลยไม่อยากเห็นกิ่งเหมยเอาแต่ ร้องไห้”
อ่างเช้ามาบอกอีกคน
“น้ารู้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เวลาที่ถูกที่ควร แต่ยิ่งพวกน้าเห็นกิ่งเหมยอยู่แต่กับความเสียใจ พวกน้าก็พลอยห่อเหี่ยวไปด้วย”
สลึงกับอ่างหน้าเศร้าๆเสียใจและเป็นห่วงหลานมากๆ จนหยกต้องกระซิบอกกิ่งเหมย
“ฉันอยากให้เธอเห็นหน้าของพวกน้าๆเขาตอนนี้จัง รู้มั้ยว่ากำลังจะร้องไห้กันอยู่แล้ว”
กิ่งเหมยอดเป็นห่วงสองน้าไม่ได้เลยปล่อยมือจากหยก แล้วเดินเข้าไปหาน้าทั้งสองคน
“น้าอ่าง...น้าสลึง เหมยขอโทษจ้ะ”
อ่างกับสลึงน้ำตาแตกทันทีทั้งคู่โผเข้าไปกอดกิ่งเหมยแล้วร้องไห้อยู่พักใหญ่ หยกถอนใจ
“น้า...ฉันว่าแทนที่พวกน้าจะช่วยปลอบใจกิ่งเหมย จะกลายเป็นกิ่งเหมยมาปลอบใจ พวกน้าแทนแล้วนะ”
สลึงชะงัก
“เออ...ใช่ด้วยว่ะ เอ็งเลิกร้องไห้ก่อนสิวะ ไอ้อ่าง”
“หยุดก็ได้เว้ย” อ่างกลั้นสะอื้นสุดฤทธิ์ “น้าขอโทษนะกิ่งเหมย”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะน้า...ฉันต่างหากที่ควรจะต้องหยุดคร่ำครวญ ทั้งๆที่สัญญากับอาม่าไว้ แล้วว่ากิ่งเหมยกิ่งนี้จะต้านทานแรงพายุให้ได้”
สลึงให้กำลังใจ
“กิ่งเหมยต้องทำได้แน่นอน น้าเชื่อ”
อ่างเสริม
“น้าก็เชื่อว่ากิ่งเหมยจะต้องแข็งแกร่งผ่านเรื่องร้ายๆไปได้ ยิ่งมีไอ้หยกคอยดูแล กิ่งเหมย จะต้องมีแต่ความสุข”
หยกยิ้ม
“ฉันจะปรนเปรอกิ่งเหมยด้วยความสุข จนแม้แต่เวลานอนก็จะให้นอนยิ้มแทบสำลัก ความสุขไปเลยล่ะน้า”
อ่างหันมามองหน้าหยก
“เฮ้ย...เอ็งนี่มันพูดสองแง่สองง่ามนะ ถึงกับนอนยิ้มสำลักความสุขนี่มันแปลกๆนะ”
“ก็จะหมายความไป...ไปทางอื่นได้ไง ถ้าไม่ใช่...”
สลึงยกมือทำท่าปั๊มๆๆ หยกตาเหลือก
“เฮ้ย...เปล่านะน้าฉันไม่ได้ความไปทางนั้น”
อ่างแย้ง
“ไม่ได้หมายความได้ไง...น้าฟังแล้วยังคิดเตลิดเลย...ฮิๆ!”
กิ่งเหมย อายหน้าแดง
“ไอ้บ้าหยก ไอ้ทะลึ่ง ไอ้ทุเรศ ไอ้อุบาทว์ ไอ้ลามก!”
กิ่งเหมยเงื้อไม้เท้าไล่ตี หยกรีบถอยหนี
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆนะกิ่งเหมย...โอ๊ย...โอ๊ย”
หยกรีบวิ่งหนีกิ่งเหมยรีบเดินตาม อ่างกับสลึงหัวเราะชอบใจที่เห็นกิ่งเหมยออกจากความเสียใจได้ อ่างถอนใจโล่ง
“ในที่สุดก็ได้เห็นหลานๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม...น่าดีใจเนอะไอ้สลึง”
สลึงไม่ตอบยืนตัวแข็งสั่นๆเหมือนเหวออะไรอยู่
“เป็นอะไรของเอ็งวะไอ้สลึง...ติดอ่างแล้วหูหนวกกระทันเหรอไงวะ”
“ดะ...ดะ...ดูโน่น”
สลึงชี้นิ้วให้อ่างดูที่ทางเดินในตรอกเห็นพวกเก่งเดินเข้ามาพร้อมกับพวกลูกน้องท่าทางเอาเรื่องสุดๆ อ่างเห็นเข้าก็ ถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก

หยกถอยหลังชนกำแพงเพราะถูกกิ่งเหมยไล่ตี
“โอ๊ย...ฉันเจ็บนะกิ่งเหมย”
“ก็นายเอาฉันไปพูดทุเรศๆทำไม...ต่อหน้าพวกน้าเขาด้วย”
“ก็ได้ๆฉันมันปากเสีย...ตบปากตัวเองขอโทษแล้วนะ...นี่แน๊ะ”
“ฉันตาบอดนะ ถ้านายแกล้งตีแขนตัวเอง แล้วฉันจะรู้ได้ไงว่านายตบปากตัวเอง”
“งั้นฉันให้เธอตบปากฉันก็ได้...แต่ต้องตบด้วยจูบนะ”
“ไอ้บ้าหยก...นี่ยังไม่เลิกทะลึ่งอีกเหรอ”
“ไม่ได้ทะลึ่งนะ...แต่ถ้าอยากให้ฉันหยุด เธอก็ต้องตบฉันด้วยจูบ” หยกแกล้งทำหลับตาพริ้ม ทำปากจู๋ “จุ๊บๆ”
“ไอ้ทุเรศ!”
กิ่งเหมยเอาไม้เท้าเขกหัวหยกทันที...โป๊ก !! หยกร้องเจ็บเสียงดัง ระหว่างนั้นอ่างกับสลึงรีบถอยหลังเข้ามาหน้า เสียใจคอไม่ดี

“ไอ้หยก...ไอ้หยก”

“อะไรกันเหรอน้า”

อ่างกับสลึงชี้ให้หยกมองเก่งกับพวกลูกน้องที่พากันยกโขยงเข้ามาจ้องหน้าหยกเขม็ง หยกชะงักไปเพราะรู้ดีว่า พวกนั้นมาเพราะอะไร กิ่งเหมยสงสัย
“มีอะไรเหรอหยก”
อ่างกำลังจะอ้าปากบอกกิ่งเหมย แต่หยกจับบ่าอ่างแล้วบีบพร้อมกับส่ายหน้าไม่ให้บอกกิ่งเหมยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกกิ่งเหมย...พวกน้าเขาง่วงนอนอยากกลับไปนอนกันแล้ว...ใช่มั้ยน้า”
สลึงรับมุข
“เอ่อ...ใช่จ้ะกิ่งเหมย พวกน้าง้วง...ง่วง”
“อ้อ...พวกน้าเขาอยากคุยกับกิ่งเหมยก่อนกลับน่ะ”
หยกพยักหน้าให้อ่างกับสลึงหาเรื่องคุยกับกิ่งเหมย เพื่อถ่วงเวลาให้ตัวเองเดินไปเจรจากับเก่ง
“ดูท่าแกคงจะรู้ดีว่าพวกฉันมาทำไม...เพราะฉะนั้น...ตามไปดีๆอย่าให้ต้องใช้กำลัง”
“ฉันรู้ว่าเสี่ยต้องการอะไรและไม่คิดขัดขืน แต่ขอเวลาฉันไปส่งกิ่งเหมยให้ถึงบ้านก่อน แล้วฉันจะยอมไปกับแก”
เก่งจับคอเสื้อมาจ้องหน้า
“คิดว่าฉันจะเชื่อใจแกเหรอ”
“ฉันคนเดียวกับผู้หญิงตาบอดอีกหนึ่งคน คิดว่าจะสู้พวกแกได้เหรอ”
เก่งนิ่งมองหยกแล้วยิ้มร้าย
“ก็ได้...แต่ไอ้สองตัวนั่นต้องเป็นตัวประกันอยู่ที่นี่ ส่วนฉันจะ เดินตามแกกับกิ่งเหมยไปด้วย รับรองว่าฉันจะตามไปอย่างเงียบๆ”
เก่งหัวเราะหึๆก่อนจะผลักหยกให้เดินกลับไปหากิ่งเหมย
“น้า...ลากิ่งเหมยเสร็จแล้วใช่มั้ย”
อ่างหันมาบอก
“เอ่อ...เอ่อ...เสร็จ...เสร็จแล้ว”
พวกลูกน้องเก่งตามเข้ามาจับแขนล็อคตัวอ่างกับสลึงไว้อย่างเงียบๆ อ่างกับสลึงจะขัดขืนแต่หยกจับบ่าทั้งคู่ให้ อยู่นิ่งๆและให้เงียบที่สุด
“ไม่ต้องห่วงนะ...แล้วฉันจะตามพวกน้าไป”
หยกให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นก่อนจะปล่อยให้พวกไอ้เก่งเอามือปิดปากอ่างกับสลึงแล้วพาตัวออกไปอย่างเงียบๆโดยที่กิ่งเหมยไม่รู้เรื่อง
“ไปเถอะกิ่งเหมย...อีกนิดนึงก็จะถึงบ้านแล้ว ฉันจะเดินไปส่งเธอ”
หยกกุมมือกิ่งเหมยแน่น ส่วนเก่งเข้ามาชักปืนจ่อไปที่หยกพร้อมกับเดินตามหยกไปช้าๆทิ้งระยะห่างเงียบๆ อ่างกับสลึงที่ถูกพวกลูกน้องเก่งจับตัวเอาไว้ ทั้งคู่ดิ้นขัดขืนไม่ได้และได้แต่มองหลานด้วยความสงสาร

หยกกับกิ่งเหมยเดินมาตามทางเดินในตรอกแสงไฟสลัวๆ โดยมีเก่งถือปืนจ่อเดินตามหลังเงียบๆ
“หยก...ฉันได้ยินเหมือนมีเสียงคนเดินตามหลังเรามา”
“ไม่เห็นมีนี่กิ่งเหมย”
“แต่ฉันว่าฉันได้ยินนะ”
“ไม่มีหรอกกิ่งเหมยมีแค่เราสองคนเท่านั้น”
หยกบอกกิ่งเหมยไปก็หันไปมองเก่งที่ยังเดินตามโดยมีปืนจ่อตามหลังเลยต้องหาเรื่องอื่นเบี่ยงเบนความสนใจ หยกหยุดเดินแล้วช้อนกิ่งเหมยขึ้นมาอุ้มทำเอากิ่งเหมยตกใจ
“ทำอะไรของเธอน่ะหยก...อุ้มฉันทำไม”
“ฉันเห็นเธอเดินเยอะมาทั้งวันแล้ว เลยอยากอุ้มพาไปส่งบ้าน”
“จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้บอกเลยนะว่าเมื่อยขาขี้เกียจเดิน”
“ทำไมฉันต้องรอให้เธอบอกด้วยล่ะ ฉันอยากดูแลเธอฉันก็ทำ เพราะนี่แหละคือสันดาน ของไอ้หยก...กอดให้แน่นๆนะ...ฉันจะพาวิ่งแล้ว”
“ไม่เอาหยก...ฉันกลัว...ไม่เอา...ว๊าย!”
หยกอุ้มกิ่งเหมยแล้วพาวิ่งออกไปจนกิ่งเหมยตกใจกอดหยกร้องเสียงดัง เก่งรีบถือปืนวิ่งตามไปไม่ทิ้งระยะ

หยกอุ้มกิ่งเหมยพาเข้ามาในบ้าน
“โอ้ย...แขนจะหักอยู่แล้ว”
“ก็ใครให้นายอุตริอุ้มฉันกลับมาล่ะ”
“ก็นึกว่าจะไหวตัวเบาๆที่ไหนได้...แอบอ้วนนะเนี่ย”
“ไอ้บ้า...ปล่อยฉันลงเลย...ปล่อย...ปล่อย!”
กิ่งเหมยทุบตีๆจนหยกยอมปล่อย
“เธอเนี่ยนะ...ฉันดูแลเธอดีขนาดนี้ยังหาเรื่องทุบตีฉันอยู่เรื่อย...แบบนี้ไม่เอาแล้วล่ะ คืนนี้ ฉันให้เธออยู่กับส้มเช้งไปแล้วกัน” หยกหันไปเรียก “ส้มเช้ง...ส้มเช้ง”
ส้มเช้งเข้ามาจากหลังบ้าน
“กลับมากันแล้วเหรอ”
“แกมาทำอะไรอยู่ที่นี่น่ะส้มเช้ง”
“ฉันมาทำความสะอาดบ้านให้แกน่ะสิ เห็นแกวุ่นๆเรื่องงานศพเลยมาช่วย”
“ไม่ต้องหรอกแก...ฉันทำเองได้”
“เรื่องแค่นี้...แกไม่ต้องเลย เพื่อนกันขอกันมากกว่านี้ก็ได้ย่ะ”
“ส้มเช้ง...คืนนี้ฉันฝากกิ่งเหมยหน่อยนะ”
“อ้าว...แล้วแกจะไปไหน”
หยกนิ่งไปมองหน้าส้มเช้งไม่อยากพูดต่อหน้ากิ่งเหมย

หยกเดินออกมาจากบ้านกิ่งเหมยไม่ทันพ้นรั้วหน้าบ้านดีเก่งที่ยืนรออยู่ก็ยื่นปืนเข้ามาจ่อที่หัว หยกชะงัก
“เอาปืนลงก็ได้...คนอย่างฉัน...คำไหนคำนั้น”
เก่งยังมองหยกอย่างไม่ไว้วางใจระหว่างนั้น ส้มเช้งตามออกมาแต่ไม่เห็นเก่งเพราะมีรั้วบัง
“หยก...เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป”
หยกกับเก่งชำเลืองมองหน้ากันห่วงว่าส้มเช้งจะตามออกมา
“มีอะไรเหรอส้มเช้ง”
“ก็เรื่องดูแลกิ่งเหมยที่ฉันให้แกเก็บไปคิดน่ะ แกจะว่ายังไง”
“ฉันมีคำตอบอยู่แล้ว แต่ฉันจะเป็นคนบอกกิ่งเหมยเอง”
“แกจะบอกไอ้เหมยว่ายังไง”
“ให้ฉันกลับมาก่อน”
“แล้วแกจะไปไหน”
หยกหางตามองเก่งที่ยังไม่ลดปืนลง
“มีธุระต้องไปเคลียร์นิดหน่อย คนเราถ้าทำเรื่องระยำ อะไรไว้ก็ต้องยอมรับผิดที่ทำไป”
หยกบอกแค่นั้นแล้วเดินออกไป โดยมีเก่งถือปืนจ่อเดินตาม ส้มเช้งมองตามงงๆ
“อะไรของมันวะ...งึมงัมคนเดียว ฟังไม่รู้เรื่อง”
ธงรบขับรถตามรถของณรงค์มาในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ณรงค์ขับเข้าไปจอดในห้องพัก ส่วนธงรบก็ขับเข้า ไปจอดอีกห้องหนึ่ง เด็กรับรถเข้ามาถาม
“มาคนเดียวเหรอครับพี่”
“แล้วเห็นพี่มากับใครรึเปล่าล่ะ”
เด็กรับรถยิ้มแหยๆ
“ผมก็ถามไปงั้นแหละพี่...เผื่อพี่อยากจะให้ผมช่วยหาน้องๆมาให้”
“ขอบใจ...พี่แค่อยากมานอนพักเฉยๆ”
ธงรบหยิบแบงค์ออกมายื่นให้เป็นทิป เด็กรับรถได้เงินแล้วรีบออกไป
ณรงค์พาหญิงสาวที่ควงมาด้วยแต่อยู่ในสภาพหมดสติเข้ามานอนลงที่เตียง เขาปาดเหงื่อ

“ขอโทษด้วยนะน้องพี่ต้องใช้ยานอนหลับกับน้อง พี่ไม่ใช่พระอิฐพระปูนไม่งั้นพี่ต้องทำ เกินหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาแน่ๆ”

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 17 (ต่อ)


ณรงค์ปล่อยหญิงสาวให้นอนหลับเอาผ้ามาห่มให้แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกดโทรออกแต่หยุดคิด

“ดึกป่านนี้แล้วคงไม่มีอะไรแล้วมั้ง ปล่อยให้หมวดกับผู้การพักเอาแรงดีกว่า”
ณรงค์เก็บโทรศัพท์ไม่โทรออกไปรายงานความคืบหน้า ระหว่างนั้นมีเสียงเคาะประตูห้อง
“สงสัยจะเป็นหมวดธงรบมาเช็คเราอีกแหง...หึ”
ณรงค์ยิ้มแล้วเดินไปเปิดประตูแต่ต้องชะงักเพราะมีปืนถูกยื่นเข้ามาด้วยฝีมือของชาญที่มาพร้อมลูกน้องที่สวมหน้ากากงิ้วอำพรางใบหน้าเอาไว้ ณรงค์จะชักปืนแต่ถูกชาญจับบิดมือแล้วแย่งปืนมายื่นให้มานพที่ตาม เข้ามาทีหลังโดยมีหน้ากากงิ้วปิดหน้าเหมือนกัน
“พวกแกเป็นใครวะ”
“ก็แกหาเรื่องแกว่งเท้าหาเสี้ยนเรียกให้ใครมาหาล่ะ”
ณรงค์อึ้ง
“แก...พวกพยัคฆ์เมฆา !”
ณรงค์หน้าเสีย

ธงรบนั่งมองหน้าจอมือถือที่เป็นรูปกิ่งเหมยพร้อมเบอร์โทรออก ใจอยากจะโทรไปหาแต่ก็ลังเล เขานึกถึงตอนที่เขากระชากคอเสื้อหยกออกมาที่รถที่จอดอยู่ข้างนอก
“ไอ้เวรเอ้ย...แกบอกให้คุณกิ่งเหมยรู้ทำไมวะว่าฉันยังไม่ตาย ก็ไหนเราตกลงกันแล้วไงว่า เรื่องนี้จะเป็นความลับ”
“ผมขอโทษแต่ความลับเรื่องหมวด ถึงกิ่งเหมยรู้ไปก็ไม่มีผลอะไรกับงานของเรา ตรงกัน ข้าม ยิ่งดีซะอีกเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผม กิ่งเหมยก็ยังมีคนดีๆอีกคนคอยตามช่วยเธอ”
“ไอ้พ่อพระ !อย่ามาทำพระเอกไปหน่อยเลย ฉันเห็นนะเว้ยว่าแกห่วงคุณกิ่งเหมยมาก ขนาดไหน แค่กิ่งเหมยโดนทำร้าย แกก็เกือบจะเป็นไอ้คลั่งฆ่าคนได้อย่างไม่ต้องคิด”
หยกนิ่งไปแล้วหันไปมองกิ่งเหมยที่ค่อยเดินออกมารอหยก ธงรบตบบ่า
“ไอ้ฉันมันพวกตาดีว่ะ...ดันเห็นกำแพงหนาเตอะที่แกกับกิ่งเหมยสร้างขึ้นมากั้นกลาง ระหว่างกัน และด้วยความหวังดีกับเพื่อนร่วมอาชีพที่ต้องเสี่ยตายด้วยกันนะไอ้หยก ถ้าแกสองคนไม่ทำลายกำแพงนั่นลงซะ...ชาตินี้แกกับเธอก็คงไม่มีความสุข”
ธงรบมองโทรศัพท์นิ่งแล้วถอนใจยาว
“เฮ้อ...เกิดมาเป็นพระรอง...สุดท้ายก็ต้องนั่งดูนางเอกเขาสมหวังกับพระเอก”
ธงรบตัดสินใจปิดหน้าจอมือถือไม่โทรหากิ่งเหมย ระหว่างนั้นประตูห้องเปิดเข้ามาธงรบรีบชักปืนเล็งแต่เป็นผู้การสมิงที่เข้ามา
“นี่อาเอง”
“คุณอา...ผมเกือบไปแล้วเชียว”
“ฉันเห็นแกกับณรงค์เงียบกันไปไม่ส่งข่าวอะไรให้ฉันเลย”
“ทุกอย่างปกติดีครับ ผมยังไม่เห็นพวกพยัคฆ์เมฆาปรากฏตัวเลย”
ธงรบพูดไปไม่ทันขาดคำเสียงกระแทกผนังห้องดังโครมก็ดังมาจากห้องติดๆกันที่ณรงค์พาหญิงสาวเข้าไป ผู้การสมิงไม่ไว้ใจเพราะคิดว่าเกิดเรื่องแต่ธงรบไม่คิดอย่างนั้น
“ไม่มีอะไรหรอกครับอา หมวดแกต้องรับบทบาทตามที่สั่งให้แนบเนียน ผมคุยกันมาแล้ว”
เสียงกระแทกผนังห้องดังขึ้นอีก ธงรบยิ้มกวนๆอดขำณรงค์ไม่ได้ ผู้การสมิงส่ายหน้า
“พวกแกนี่มันจริงๆเลย”

ณรงค์โดนซ้อมจนน่วม สะบักสะบอมเต็มที่และที่ไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือเพราะ โดนเอาผ้ารัดปากเอาไว้ ชาญลากคอณรงค์ให้มาคุกเข่าลงตรงหน้ามานพ
“โดนเข้าไปแค่นี้ถึงกับง่อยเปลี้ยเลยเหรอไอ้แก่...ไหนลูกน้องฉันมันบอกว่าแกมีพรรค พวกฝีมือดีอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ”
ณรงค์จ้องเขม็งไปที่หน้ากากแววตาโกรธเกรี้ยวแต่พูดไม่ได้ มานพขำ
“ดู...ดูที่มันจ้องหน้าฉันสิวะ...คงอยากขอร้องให้ฉันเก็บแกเร็วๆจะได้ไม่ต้องทรมานใช่มั้ย”
มานพจิกหัวณรงค์ขึ้นมา
“ฉันให้แกตายเร็วไม่ได้เว้ย...ไอ้พวกที่มันคิดมาลองดีกับพยัคฆ์เมฆาของฉัน มันต้องโดน ทรมานสุดๆ จนต้องมากราบเท้าขอร้องให้ฉันฆ่ามันเท่านั้น”
มานพผลักณรงค์ไปให้ลูกน้องล็อคตัวเอาไว้แล้วชักมีดพกออกมา ณรงค์เห็นคมมีดที่มันจ่อมาใกล้ก็ตาถลึงกลัว ณรงค์ถูกปาดคอเลือดสาดกระเซ็นเป็นทางยาว ท่ามกลางเสียงหัวเราะของ มานพผ่านทางหน้ากากงิ้วที่ปกปิดใบหน้าอยู่ ร่างณรงค์ถูกปล่อยลงจนทรุดฮวบเลือดไหลนอง ร่างกระตุกแต่ยังไม่ตายเพราะมานพต้องการให้เลือดไหล ออกมาจนหมดตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงยอมเปิดหน้ากากออกให้เห็นหน้าจริงๆ
“เลือดแกจะไหลออกมาเรื่อยๆ จนค่อยๆตายช้าๆ เพราะฉะนั้น...ฉันเลยอยากให้แก ดูหน้าฉันไว้ให้ดี เพราะฉันนี่แหละคือหัวหน้าพยัคฆ์เมฆาที่แกอยากมีเรื่องด้วย ฮ่าๆ”
มานพหัวเราะชอบใจแล้วพากันออกจากห้องไป หมวดณรงค์ตาปรือๆมองมานพพยายามแข็งใจสุดฤทธิ์

ผู้การสมิงเดินไปเดินมาอยู่ในห้องด้วยอาการสังหรณ์ใจไม่ดี
“เงียบไปนานแบบนี้ฉันชักไม่ค่อยไว้ใจ”
“แกแก่แล้วนะครับอา...คงหมดแรง ไม่มีอะไรหรอกครับ”
“แต่ฉันว่าแกประมาทเกินไป ณรงค์เป็นลูกน้องที่มีความรับผิดชอบ ฉันจะเข้าไปดูเอง”
ผู้การสมิงจะออกไปแต่ระหว่างนั้นทั้งคู่ได้ยินเสียงล้อรถบดถนนออกไปจากโรงแรมม่านรูดเสียงดังจนผิดสังเกต ทั้งคู่ชะงักมองหน้ากัน

ธงรบกับผู้การสมิงรีบออกมาที่หน้าห้องพักเจอรถเก๋งของพวกมานพเพิ่งขับออกไปท่าทางผิดสังเกตจน เห็นได้ชัด คล้อยหลังไม่นานณรงค์เดินกุมคอที่เลือดโชกออกมาจากห้องสภาพร่อแร่เต็มที ผู้การสมิงตกใจ
“หมวด !”
“ผู้...ผู้การ”
ธงรบรีบเข้าไปถาม
“ไอ้พวกพยัคฆ์เมฆาใช่มั้ยหมวด”
ณรงค์พยักหน้ารับช้าๆ ธงรบอึ้ง
“ไอ้สารเลวเอ้ย...พวกมึงอย่าอยู่เลย”
ธงรบโกรธจัดชักปืนออกมาแล้วรีบไปที่รถตัวเองถอยออกมาเข้าล้อฟรีขับออกไปโดยไม่ฟังคำสั่งของผู้การสมิง
“ธงรบ...ธงรบ...กลับมา...โธ่เว้ย”
“ผู้...ผู้การครับ...”
หมวดณรงค์เสียงอ่อนจนใกล้จะตายเต็มที ผู้การสมิงต้องประครองเอาไว้
“อดทนไว้นะหมวด...ผมจะตามรถพยาบาลมาเดี๋ยวนี้”
ณรงค์หายใจรวยรินจนน่าเป็นห่วง

ธงรบขับรถกระทืบคันเร่งด้วยสายตาเกรี้ยวกราดโกรธแค้นสุดๆ
“ไอ้พวกชิงนรกมาเกิด ฉันไม่ปล่อยพวกแกไปแน่”
ธงรบขับไล่ตามจนเห็นรถมันอยู่ข้างหน้า เลยชักปืนออกมาแล้วยิงใส่ทันที...เปรี้ยงๆ ชาญหันไปดู
“สงสัยพวกมันจะตามมาแก้แค้นครับนาย”
มานพยิ้ม

“ไอ้พวกกระจอก...จัดการมันซะ”

ชาญพยักหน้ารับแล้วตบบ่าคนขับรถให้เลี้ยวรถออกไปที่ทางเลี้ยวข้างหน้า ธงรบเห็นรถของพวกพยัคฆ์เมฆาเลี้ยวหนีออกไปอีกทาง
 

“คิดหนีเหรอ...ไม่แน่จริงนี่หว่า”
ธงรบหุนหันเร่งความเร็วไล่ตามไป...ธงรบขับรถเข้ามาในถนนเปลี่ยวแล้วแปลกใจเพราะไม่เจอรถของพวกพยัคฆ์เมฆาที่เขาไล่ตามมา ธงรบจอดรถที่กลางถนน ทันใดนั้นมานพกับพวกลูกมั้งทั้งหมดก็โผล่มาจากข้างถนนที่เอารถ เข้าไปจอดหลบ พวกมันสวมหน้ากากงิ้วปกปิดใบหน้าแล้วเปิดฉากระดมยิงใส่...เปรี้ยงๆ
ธงรบกระโจนหลบแล้วพยายามยิงสวน แต่ในเมื่อมาแค่ลำพังคนเดียวเลยทำให้ต้องล่าถอยมากกว่าบุกลุย มานพกับพวกลูกน้องถือปืนเดินหน้าลุยยิงจนปลอกกระสุนตกเกลื่อนพื้น กระสุนนัดหนึ่งโดนแขนธงรบจนได้รับบาดเจ็บแต่ธงรบก็ยังฮึดสู้ยิงตอบโต้พร้อมกับถอยไปด้วย มานพกับพวกลูกน้องยังดาหน้าเปิดฉากยิงใส่ก่อนที่มานพจะยกมือสั่งให้หยุดทั้งยังสวมหน้ากากอยู่
“พอ !...แค่นี้ก็สั่งสอนให้พวกมันรู้แล้วว่าถ้าใครคิดมาลองดีกับพยัคฆ์เมฆา ทางเดียว ของพวกมันก็คือ...ตาย...ฮ่าๆ”
มานพเดินกลับไปที่รถพร้อมเสียงหัวเราะสะใจ

ผู้การสมิงประครองณรงค์เอาไว้อย่างเป็นห่วง
“อดทนไว้นะหมวด...อีกเดี๋ยวรถพยาบาลก็มาถึงแล้ว”
“ผู้...ผู้การครับ...ผม...ผมคงไม่รอดแน่”
“ไม่ !...คุณต้องทำงานกับผมต่อนะหมวด คุณจะพักได้ก็ต่อเมื่อผมสั่งเท่านั้น”
“ผม...ผมยังทำงานให้ผู้การจนวินาทีสุดท้าย...ครับ พวก...พวก...พยัคฆ์เมฆา...ผม...ผมรู้ แล้วว่ามันเป็น...เป็นใคร”
“หมวด...คุณเก็บแรงเอาไว้สู้ต่อเถอะ”
ณรงค์ส่ายหน้า
“ผม...ผมไม่รอดแน่แล้วครับ...ผู้การ...ผมขอ...ขอฝากให้ผู้การจัดการกับมัน ต่อ...ด้วย...หัวหน้า...พยัคฆ์เมฆา...ก็...ก็คือ...คือ...”
ณรงค์หายใจรวยรินพูดออกมาเสียงเบามากจนผู้การสมิงแทบไม่ได้ยิน
“หมวด...ใคร...ใครคือหัวหน้าพยัคฆ์เมฆา”
ผู้การสมิงต้องก้มหน้าเอียงหูไปฟังใกล้ๆเพราะเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน มือของณรงค์ที่จับมือผู้การเอาไว้ค่อยๆคลายออกก่อนจะตกลงพื้นสิ้นใจ
“หมวด...หมวดณรงค์!”
ธงรบที่เดินกุมแขนที่บาดเจ็บเดินเซกลับเข้ามาและได้เห็นภาพที่น่าเศร้าสลดตรงหน้า ของเพื่อนร่วมอาชีพที่ต้องมาจบชีวิตเพราะพวกมาเฟียที่ชั่วร้าย ธงรบถึงกับเข่าทรุดเจ็บปวดเสียใจ

ภายในโกดังร้าง...อ่างกับสลึงถูกพวกลูกน้องตงล้อมกรอบเอาไว้ พวกมันหาเรื่องแก้เซ็งด้วยการเอาปืนยิงใส่ พื้นแกล้งให้อ่างกับสลึงสะดุ้งเล่น
“อย่ายืนเฉยๆสิวะ...เห็นแล้วมันเกะกะลูกตาเว้ย”
อ่างด่า
“ไอ้พวกกุ๊ย...ไอ้เด็กเมื่อวานซืน หาเรื่องเจ็บตัวซะแล้ว”
ลูกน้องตงยิงใส่พื้นดักหน้าไม่ให้อ่างเข้ามาเอาเรื่อง ทำเอาอ่างสะดุ้งโหยงถอยหนี
“ไอ้พวกไม่เต็มอย่างพวกแก คิดเหรอว่าจะมาสั่งสอนพวกข้าได้”
สลึงมองหน้าพวกมัน
“อยากลองมั้ยล่ะ วัดกันตัวๆแมนๆเลยดีกว่า”
อ่างท้าทาย
“เออ...ถ้าพวกเอ็งแน่จริงก็มาพนันกัน ว่าแก่ๆอย่างพวกข้าจะคว่ำพวกเอ็งได้รึเปล่า”
ลูกน้องมองเยาะ
“กล้าท้าพวกข้าเหรอวะไอ้แก่...ก็ได้...กล้าท้าก็กล้ารับเว้ย ต่อให้เอ็งสองคนรุมข้าคนเดียวเลย”
ลูกน้องตงถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วเข้าไปตั้งท่าเชิงมวยกวักมือเรียก อ่างกับสลึงปรี่เข้าไปเล่นงานสั่งสอนลูกน้องตง โชว์เชิงมวยขำๆแต่หนักแน่นช่วยกันเล่นงาน มันจนยับเยิน เลือดกบปาก คิ้วแตก หัวแตก นอนครวญคราง อ่างเย้ยหยัน
“บอกแล้วไงไอ้ละอ่อน...รุ่นใหญ่เขาไม่ขี้คุยหรอกเว้ย”
“แพ้...แพ้แล้วก็ต้อง...ยอมยอมแพ้นะ...ไอ้กระ...กระจอก”
สลึงเตะเข้าท้องน้อยมันอีกทีแล้วจะพากันเดินออกไป แต่พวกลูกน้องตงไม่มีสัจจะ พวกมันชักปืนออกมาแล้ว ดาหน้ามาขวางอ่างกับสลึงอย่างเอาเรื่อง ลูกน้องแหวกพรรคพวกมาจ้องเขม็ง
“สงสัยพวกเอ็งคงไม่เคยได้ยินคำนี้...ไม่มีสัจจะในหมู่โจร”
ลูกน้องตงพยักหน้าทีเดียวพวกมันกรูกันเข้าไปเปิดฉากยำสหบาทาใส่อ่างกับสลึงเป็นการใหญ่ อ่างกับสลึงพยายามตอบโต้แต่ก็สู้บาทากว่า 5-6 คู่ไม่ได้ โดนหนักสะบักสะบอม

หยกถูกจับมัดมือด้วยสายรัดพลาสติค พาเดินเข้ามาในโกดังร้างโดยมีเก่งเอาปืนจ่อพามา
“พวกน้าฉันอยู่ที่ไหน แกเอาเขาไปไหน”
เก่งไม่ตอบผลักหยกให้ล้มลงไปที่พื้น หยกจะลุกขึ้นฮึดสู้ แต่ถูกเก่งเตะอัดเข้าที่ท้องจนจุกตัวงอ แล้วเสียงตงก็ ดังแทรกเข้ามา
“ไอ้พวกนั้นยังไม่ถึงคราวตายหรอก เดี๋ยวแกก็ได้เจอมัน”
หยกชะงัก
“เสี่ย !”
ตงก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าดุดันเอาเรื่อง พอถึงตัวก็กระชากหยกขึ้นมาจ้องเขม็ง
“ยัยแพรเหมือนนกตัวน้อยๆที่ฉันเฝ้าทะนุถนอมมาทั้งชีวิต แต่แกกลับทำลายนกน้อย สวยๆของฉันให้มีสภาพไม่ต่างจากซากลูกนกที่รอวันตาย”
ตงอัดหมัดกระแทกเข้าไปที่ท้องหยกแรงๆจนจุกตัวงอ ระหว่างนั้นลูกน้องที่เหลือลากตัวอ่างกับสลึงที่โดน ยำจนสะบักสะบอมเข้ามา หยกเห็นเข้าก็ตกใจ
“น้า !!”
หยกจะลุกไปหาพวกน้าๆแต่กลับถูกเก่งจับตัวกดเอาไว้ไม่ไปได้
“ปล่อยพวกเขาไป...เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย...ผมขอร้องล่ะเสี่ย ผมยอมให้เสี่ยพาตัวมาแล้ว ช่วยปล่อยพวกเขาไปเถอะ...ผมขอ”
“ไอ้หยก...ถึงแกยอมมาพบฉันเพราะรู้ว่าต้องมารับโทษระยำที่ทำกับลูกสาวฉันไว้ แต่แค่ นั้นมันยังไม่พอหรอก เพราะฉันอยากขยี้หัวใจแก เวลาที่ต้องทนเห็นคนที่แกเป็นห่วงถูก ทำร้ายต่อหน้าต่อตา”
ตงหันไปพยักหน้าให้พวกลูกน้อง ลากตัวอ่างกับสลึงขึ้นมาแล้วช่วยกันรุมอัด
“น้าอ่าง...น้าสลึง !!”
อ่างกับสลึงโดนประเคนทั้งหมัดเข่าศอกแบบไร้ทางสู้ เป็นภาพที่น่าเวทนาสงสารโดยที่หยกช่วยไม่ได้

กิ่งเหมยค้นเอาม้วนกระดาษที่เคยวาดภาพหยกเอาไว้ออกมาคลี่ออกแล้วใช้มือสัมผัสลายเส้นที่ เคยวาดเอาไว้ ระหว่างนั้นส้มเช้งเข้ามา
“นี่แกยังไม่นอนอีกเหรอเนี่ยยัยเหมย”
“ฉันนอนไม่หลับ”
“อีกแล้วเหรอ...อย่าบอกนะว่าฉันต้องโทรตามไอ้หยกให้มากล่อมแกนอนอีก”
“จะบ้าเหรอส้มเช้ง ฉันไม่ใช่เด็กนะ”

“เหรอ...แต่ไอ้หยกมันเคยบอกฉันว่าเวลาแกตาแข็งนอนไม่หลับ มันต้องเดือดร้อนมา ร้องเพลงกล่อมให้ แกถึงจะหลับได้”

กิ่งเหมยชะงัก
 

“หยกเล่าเรื่องนี้ให้แกฟังด้วยเหรอ”
“อุ๊บส์ !!...ว้าแย่จัง...ความลับหลุดปาก”
“ไอ้บ้าหยก...ไว้ใจไม่ได้เลย”
กิ่งเหมยรีบม้วนกระดาษเก็บ ส้มเช้งเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
“แหม...แซวนิดแซวหน่อยทำงอน...น่าร๊อกอ่ะแกสองคนเนี่ย”
“แกไม่ต้องมาแกล้งแหย่ฉันเลย ฉันจะนอนแล้ว”
“เออ...รีบนอนได้ก็ดีแล้ว...พรุ่งนี้แกจะได้รอฟังข่าวดีจากไอ้หยก”
“ข่าวดีอะไร”
“อุ๊บส์...” ส้มเซ้งตบปากตัวเอง “เอาอีกแล้ว...ความลับรั่ว...ไม่เอาแล้วฉันไปนอนดีกว่า”
กิ่งเหมย ลุกพรวดจริงจัง
“หยุดเลยนะส้มเช้ง...แกหลุดมาขนาดนี้แล้ว...พูดมาเลย”
ส้มเช้งหน้าตาอึกอักเอาไงดี

หยกน้ำตาคลอตาแดงก่ำเพราะสงสารอ่างกับสลึง ที่โดนยำจนนอนหมดสภาพน่าเวทนา
“น้า...น้า...”
“ไม่...ไม่ต้องห่วง...ห่วงพวกน้า...เอาตัวเอ็งให้รอดคนเดียว...ก็...ก็พอ”
อ่างกับสลึงฮึดแรงฝืนลุกขึ้นตั้งหมัดยกการ์ด อ่างฮึดขึ้นมา
“แค่นี้มันจิ๊บจิ๊บเว้ย...ไอ้พวกกุ๊ย...ถ้าพวกเอ็งไม่ปล่อยหลานข้าไป...ข้าจะตื้บพวกเอ็งให้เละ เป็นโจ๊กเลย”
สลึงเสริม
“โจ๊ก ใส่ไข่ด้วย คางเหลืองเลย”
ตงเห็นแล้วหัวเราะชอบใจ
“ไอ้สองคนนี่มันตลกดีว่ะ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกสาวฉันจะ ชอบมาอยู่กับไอ้พวกนี้ เฮ้ย...มันอยากเจอของหนักก็จัดให้มันไป”
“อย่านะเสี่ย...ผมขอร้อง”
หยกรีบคลานเข้าไปยกมือพนมไหว้ขอร้องตงทั้งๆที่มือยังโดนมัดอยู่
“เสี่ย...ผมทำร้ายคุณแพรทำให้เธอเสียใจ...เพราะฉะนั้นเสี่ยอยากลงโทษผมก็ลงมาที่ผม คนเดียว อย่าทำกับคนอื่นเลยนะครับ ผมขอร้อง ให้ผมกราบก็ได้ เสี่ยจะสั่งสอนผม ยังไงก็เชิญ แต่ช่วยปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
หยกค่อยๆก้มลงกราบไปที่เท้าของตง อ่างร้องห้าม
“ไอ้หยก...เอ็งไม่ต้องไปกราบมัน...เอ็งไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณแพรเสียใจ เอ็งกับกิ่งเหมยรัก กันมาตั้งนานก่อนที่คุณแพรจะเข้ามาซะอีก...เอ็งไม่ผิดนะไอ้หยก”
สลึงโวยวาย
“คุณแพร...เป็นมือที่สาม...หลานข้าไม่ผิดเว้ย”
“น้า...ฉันผิดเอง พวกน้าสอนให้ฉันเป็นลูกผู้ชาย เพราะฉะนั้นฉันต้องรับผิดที่ล่วงเกิน คุณแพร”
หยกก้มลงกราบเท้าตงมือจรดลงไปที่รองเท้าอย่างตั้งใจขอโทษ ตงจิกหน้ามองหยก อ่างไม่ยอมให้หยกทำอย่างนั้น
“ไอ้หยก...ข้าไม่ยอมแล้วเว้ย”
อ่างกับสลึงฮึดลุยพวกลูกน้อง แต่ก็ถูกพวกมันเล่นงานสอยจนสลบเหมือดไปทั้งคู่ต่อหน้าต่อตาหยก
“น้า!”
ตงกระชากหยกขึ้นมาจ้องหน้าเอาเรื่อง
“คิดว่ากราบเท้าฉันแล้วฉันจะอโหสิให้เหรอไอ้หยก”
ตงโกรธจัดเอามือบีบคอหยกจนหน้าดำหน้าแดง เพราะหายใจไม่ออก...

กิ่งเหมยพยายามถามส้มเช้งอย่างอยากรู้
“ว่าไงล่ะส้มเช้ง...แกกับหยกมีเรื่องอะไรปิดฉันอยู่”
ส้มเช้งอ้ำอึ้ง
“มีอะไรล่ะแก...ไม่มี๊...ไม่มีหรอก”
“แกอยากให้ฉันโกรธแกใช่มั้ย..ใช่มั้ย”
ส้มเช้งหน้าเสีย
“เปล่านะแก”
“งั้นบอกมา”
“คือ...ฉันคุยกับไอ้หยกมันไว้อ่ะเรื่องที่มันจะดูแลแกแทนอาม่า ฉันอยากให้มันคิดจริงจัง กับเรื่องนี้ เพราะตอนนี้แกไม่เหลือใครอีกแล้ว ไอ้หยกมันก็เลยรับปากสัญญากับฉัน”
“สัญญาว่าอะไร”
“สัญญาว่า...ถ้ามันตัดสินใจแล้วมันจะมาบอกแก”
“บอกอะไร”
“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องดีนะแก...ถ้าไอ้หยกมันอยากดูแลแกได้เต็มที่มันก็คงคิดจะมา...เอ่อ...ขอแกแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว”
กิ่งเหมยได้ยินคำว่าขอแต่งงานจากส้มเช้ง ก็อึ้งไปทันที

หยกโดนตงบีบคอจนหน้าดำหน้าแดงหายใจไม่ออกใกล้จะหมดลม ตาของหยกปรือจนเกือบจะปิดและได้แต่มองตงจนน้ำตาคลอไหลออกมา
“ลูกสาวฉันร้องไห้คร่ำครวญปริ่มว่าจะขาดใจ ฉันพยายามปลอบใจเท่าไหร่แต่ยัยแพร ก็ยังไม่หายเสียใจ เอาแต่คร่ำครวญว่ารักแกจนหมดหัวใจ”
“ผม...ผม...ผมขอ...ขอโทษ”
“คนที่แกควรจะไปกราบเท้าขอโทษมันไม่ใช่ฉันแต่ควรเป็นยัยแพร แต่ถ้าฉันพาแกไป ให้ยัยแพรเห็นหน้าอีก ยัยแพรจะต้องใจอ่อนและขอร้องให้ฉันไว้ชีวิตแก เพราะฉะนั้น แกควรจะตายคามือฉันซะเดี๋ยวนี้เลย...ไอ้หยก!”
ตงออกแรงบีบจนหยกแน่นิ่งตาปิดมือตก เก่งรีบบอก
“เสี่ย...เสี่ยครับ...มันนิ่งไปแล้ว”
ตงเห็นหยกนิ่งไปก็ปล่อยมือออกจากคอ หยกร่วงลงไปกองกับพื้น
“ดูสิ...มันตายรึยัง”
เก่งเข้าไปจับหน้าหยกหันมาอังลมหายใจแล้วเอาหูแนบที่ทรวงอก ก่อนจะเงยหน้ามามองตง
“ว่าไง...ตายรึยัง”

วันใหม่...กิ่งเหมยใช้ไม้เท้าคลำทางเข้ามาเรียกหาหยกถึงในบ้าน
“หยก...หยก...หยก”
กิ่งเหมยเรียกไปแต่ทุกอย่างเงียบจนเธอรู้สึกไม่สบายใจ

กิ่งเหมยใช้ไม้เท้านำทางเดินกลับมาที่บ้าน ระหว่างนั้นส้มเช้งเห็นกิ่งเหมยกลับมาก็ดีใจ
“กิ่งเหมย...นี่แกหายไปไหนมา ฉันตื่นมาหาแกไม่เจอ ใจหายหมดเลย”
“ฉันไปตามหาหยก”
“หาไอ้หยก...” ส้มเซ้งยิ้ม “ฮั่นแน่...แหมๆ...พอฉันบอกเรื่องไอ้หยกคิดอยากแต่งงานกับแก ให้ฟังหน่อย ถึงกับตื่นเต้นจนต้องไปหามันถึงที่เองเลยเหรอ”
“ฉันต้องคุยกับหยกนะส้มเช้ง”
ส้มเช้งยิ้มหยอก
“ฉันรู้น่าแก...แค่ไม่คิดว่าแกจะใจร้อน นึกว่าจะเล่นตัวให้พองาม”
“ไม่เอาแล้วพูดกับแกแล้วไปเรื่อยกู่ไม่กลับ...ฉันไปหาหยกแต่ไม่เจอ”
“อ้าว...มันไม่อยู่บ้านเหรอ”

“เปล่า...บ้านน้าคมทวนกับที่ร้านมอเตอร์ไซค์ก็ไม่เจอ”

“อืมม์...เห็นเมื่อคืนมันบอกว่ามีธุระต้องเคลียร์ มันคงยังเคลียร์ไม่เสร็จมั้ง”

กิ่งเหมยสงสัย
“ธุระอะไร”
“ไม่รู้สิแก...ถามแล้วแต่มันงึมงัมอะไรก็ไม่รู้ ฉันไม่ทันจับใจความมันก็รีบไปแล้ว”
กิ่งเหมย ฟังแล้วยิ่งใจคอไม่ดีสังหรณ์ใจพิกล
“เอาน่า...แต่มันบอกว่าเสร็จแล้วจะมาหาแกทันที แกก็ใจเย็นๆรอหน่อยแล้วกัน อย่าออก นอกหน้าเยอะ เดี๋ยวไม่งามนะจ๊ะเพื่อน”
“ส้มเช้ง !...” กิ่งเหมยถอนใจแล้วคิดอยู่ครู่ “แกช่วยไปตามหาหยกให้ฉันหน่อยนะ...ฉันอยากเจอ หยกเร็วๆ”
“โหแก...เอาจริงดิ...ถึงกับรอไม่ไหวเลยเหรอ”
“นะส้มเช้ง...ช่วยไปดูให้หน่อยได้มั้ย”
“แหม...แกเนี่ย...ก็ได้ๆ แกรออยู่ที่บ้านนี่แหละ ไอ้เรื่องชงให้เพื่อนมีความสุขฉันจัดเต็มให้ ได้อยู่แล้ว”
ส้มเช้งแกล้งหยิกแก้มกิ่งเหมยสองแก้มเป็นการหยอกก่อนจะเดินออกไป กิ่งเหมยยืนนิ่ง เอียงหน้าฟังเสียงส้มเช้งเดินออกไปจนแน่ใจว่าไปแล้วจึงใช้ไม้เท้าเดินออกไปไม่กลับเข้าบ้าน

ดุจแพรอยู่ในรถมือจับพวงมาลัยแน่ ส่วนเท้าก็แตะคันเร่งเบิ้ลเครื่องเสียงดังขู่ใส่พวกลูกน้องตงที่มายืนขวาง
“คุณหนูครับ...ลงมาจากรถเถอะครับ”
“ถอยไป!”
ระหว่างนั้นป้าจั่นรีบตามเข้ามาสมทบหลังจากรู้เรื่อง
“คุณหนูคะ...คุณหนูจะไปไหน”
“แพรจะไปให้พ้นจากที่นี่ ไม่อยากเจอหน้าใครอีกแล้ว ทุกคนมีแต่หลอกลวงแพรทั้งนั้น”
“อย่าเลยค่ะคุณหนู ไม่มีที่ไหนที่จะคุ้มครองดูแลคุณหนูได้เท่าที่บ้านแล้ว”
“พ่อก็หลอกแพร หยกก็หลอกแพร คำว่าบ้านมันไม่มีความหมายกับแพรอีกแล้ว”
ดุจแพรเข้าเกียร์เท้าแตะคันเร่ง...เสียงเครื่องยนต์กระหึ่ม ป้าจั่นตกใจรีบเกาะประตูขอร้อง
“ถ้าไม่มีที่ไหนที่มันมีความหมายกับคุณหนูแล้ว...แล้วคุณหนูจะไปไหนคะ”
“ไปตายมั้งคะป้าจั่น”
ป้าจั่นตกใจ
“คุณหนู”
ดุจแพรขยับรถให้เคลื่อนพุ่งตรงไปข้างหน้า โดยไม่สนพวกลูกน้องพ่อที่ขวางอยู่
“คุณหนู...อย่านะครับ...อย่าครับคุณหนู”
พวกลูกน้องกลัวถูกชนพากันกระโจนหลบ ดุจแพรขับรถฉิวออกไป ป้าจั่นรีบสั่งลูกน้อง
“บอกให้ปิดประตูไว้ อย่าให้คุณหนูออกไป...เร็วสิ”
ลูกน้องรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป

กิ่งเหมยยืนอยู่ข้างๆรถแท็กซี่ที่เรียกมาส่ง บ้านตงแต่รถเกิดเสียจอดซ่อมอยู่ข้างทาง
“ซ่อมได้มั้ยคะลุง”
“สงสัยจะไม่ไปต่อไม่ได้แล้วล่ะหนู...อีกนิดเดียวก็จะถึงอยู่แล้วเชียว”
“ไม่เป็นไรค่ะลุง ถ้าอีกนิดเดียวเดี๋ยวหนูเดินไปเองก็ได้”
“จะดีเหรอหนู...ตาหนูบอดนะ ให้ลุงโทรเรียกคนที่หนูจะไปหาให้มารับดีกว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะลุง...ถ้าอีกไม่ไกล หนูเดินไปเองได้ นี่ค่ะค่าโดยสาร ไม่ต้องทอนนะคะ”
กิ่งเหมยยื่นแบงค์ให้ แล้วใช้ไม้เท้าช่วยคลำทางเดินไปตามทางริมฟุตบาตร
“หนู...หนู...เฮ้อ...ทำไมถึงได้รีบร้อนนักนะ”

ดุจแพรขับรถอย่างเร็วออกมาก่อนที่พวกลูกน้องจะปิดประตูบ้านทัน ป้าจั่นรีบวิ่งตามมา เหนื่อยหอบแฮ่กๆ
“คุณหนู...คุณหนู...โธ่เอ้ย...พวกแกทำไมถึงได้ชักช้าแบบนี้ ถ้าคุณหนูไปฆ่าตัวตายอย่างที่ พูดขึ้นมา จะทำยังไง...โธ่คุณหนู”

กิ่งเหมยใช้ไม้เท้าคลำทางเดินมาตามทางเพื่อมุ่งหน้าไปหาดุจแพร ขณะที่ดุจแพรขับรถด้วยความเร็วน้ำตาเอ่อจนไหลมาตามแก้มด้วยความเสียใจ เธอนึกถึงคำพูดของหยก
“อย่านะครับคุณแพร...ถ้าคุณพากิ่งเหมยไปจากชีวิตผมเมื่อไหร่ล่ะก็...”
หยกมองหน้าดุจแพรอย่างจริงจัง ทำเอาดุจแพรถึงกับเจ็บปวดกับสายตาของเขา
“แกจะทำอะไรลูกสาวฉัน...หา ! ไอ้หยก”
ตงจะเข้าไปเล่นงานแต่หยกตั้งการ์ดรับ แล้วสวนเกลับด้วยหมัดจนตงเสียหลักปืนตกพื้น หยกรีบฉวยโอกาสนั้นเข้าไปดึงกิ่งเหมยมากอดเอาไว้
“ฉันจะไม่ยอมให้ใครเอาตัวเธอไปเด็ดขาด...เธอต้องอยู่กับฉันเท่านั้น”
“หยก...อย่าทำอย่างนี้เลย...เธอต้องรับผิดชอบคุณแพร”
“ฉันพยายามแล้วนะกิ่งเหมย...แต่ยิ่งฉันแสดงความรับผิดชอบมากเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่ง ทำร้ายคุณแพรมากเท่านั้น...” หยกหันไปที่ดุจแพร “คุณแพรครับ...ผมขอโทษ ผมไม่อยาก ทำร้ายคุณมากไปกว่านี้อีกแล้ว”
ดุจแพรเจอหยกพูดมาแบบนี้ ก็ถึงกับน้ำตาเอ่อสองเบ้าอย่างเจ็บปวด
“ไอ้หยก...ไอ้สารเลวเอ้ย” ตงเจ็บใจ
ตงรีบคว้าปืนที่พื้นขึ้นมาจะยิง แต่ดุจแพรกลับห้ามเสียงดัง
“อย่าค่ะป๋า ! ห้ามทำอะไรหยกเด็ดขาด”
“แพร”
ดุจแพรร้องไห้สะอื้นเจ็บปวด แล้วค่อยๆยื่นมือไปดึงปืนออกจากมือของตงก่อนจะถือเดินเข้าไปหาหยกเอง หยกชะงัก
“คุณแพร...”
ดุจแพรเข้ามาใกล้แล้วก็ตบหน้าหยกอย่างแรงทันที พร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า...
“เธอทำฉันเจ็บ..เจ็บจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกแล้วนะหยก...”

ดุจแพรร้องไห้เสียใจจนไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว เธอแตะคันเร่งให้เร็วขึ้น กิ่งเหมยเดินมาถึงทางข้ามถนน ตัดสินใจที่เดินข้ามไป เป็นจังหวะที่รถของดุจแพรวิ่งมาอย่างเร็ว ดุจแพรเกือบจะชนกิ่งเหมยแต่เห็นซะก่อนเลยตกใจรีบแตะเบรคดัง เอี๊ยดด กิ่งเหมยยืนตกใจตัวแข็งอยู่กลางถนน แล้วหมดสติไป

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 17 (จบตอน)
 

อ่างกับสลึงนอนกองหมดสติหลังจากถูกนำมาทิ้งเอาไว้ในตรอก สลึงรู้สึกตัวขึ้นมาก่อน เจ็บระบม


“อู้ยย...จะ...เจ็บๆ” สลึงจับปากจับหน้าตัวเองแล้วมองไปรอบๆ “นี่...นี่มันใน ตรอกนี่หว่า ไอ้อ่างตื่น...ตื่น”
อ่างได้สติ
“อู้ยย...เบาๆสิเว้ยไอ้เวร ไม่เห็นเหรอว่าข้าระบมไปทั้งตัว”
“เอ็งแหกตาดูก่อน...เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เออว่ะ...เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย ก็เมื่อคืนนี้เราอยู่กับไอ้หยกนี่หว่า”
“เออ...ไอ้หยกแล้ว...ไอ้หยกอยู่ไหน”
สลึงกับอ่างช่วยกันประครองตัวกันเองขึ้นมาเพราะยังระบมไม่หายแล้วเรียกหาหยก อ่างหน้าเครียด
“ข้าว่าชักทะแม่งๆแล้วว่ะ พวกมันปล่อยเรากลับมาแต่ไม่เห็นปล่อยไอ้หยกมาด้วย”
“หรือว่า...ไอ้หยกจะถูกพวกมัน”
“เฮ้ย...เอ็งอย่าพูดนะเว้ยว่า...ว่าไอ้หยกถูกพวกมันฆ่าตายไปแล้ว”
“เออ”
สลึงกับอ่างหน้าเหวอและซีดเป็นไก่ต้ม ระหว่างนั้นส้มเช้งเดินเข้ามาเจอสองน้าพอดี
“น้าอ่าง...น้าสลึง นี่พวกน้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย”

กิ่งเหมยนอนหมดสติอยู่บนเตียงในห้องนอน ดุจแพรดูแลอยู่
“กิ่งเหมย...กิ่งเหมย”
ป้าจั่นเข้ามาถาม
“ไม่รู้สึกตัวเลยเหรอคะคุณหนู”
“ยังเลยป้า”
“คุณหนูไม่ได้ขับรถชนคุณกิ่งเหมยนะคะ”
“ไม่...ฉันยังไม่ทันจะชนกิ่งเหมย โชคดีที่ฉันเบรกรถทัน”
“งั้นก็คงจะตกใจจนหมดสติไปน่ะค่ะ”
“ป้าไปหายาดมมาให้หน่อยสิ...เผื่อจะช่วยให้กิ่งเหมยรู้สึกตัว”
“ค่ะๆ”
ป้าจั่นรีบออกไปทิ้งให้ดุจแพรกุมมือกิ่งเหมยอย่างเป็นห่วง
“กิ่งเหมย...ฉันขอโทษ ฉันไม่ตั้งใจ กิ่งเหมย...”
ดุจแพรน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกผิด

ส้มเช้ง อ่าง สลึง คุยกันอยู่ในร้านมอเตอร์ไซค์
“ว่าไงนะน้า...เสี่ยตงคิดจะฆ่าไอ้หยกเหรอ” ส้มเช้งตกใจเมื่อรู้จากอ่างและสลึง
อ่างกังวล
“ก็เออสิวะ...นี่พวกข้ากำลังสงสัยอยู่ว่าที่พวกมันยอมปล่อยเรากลับมา แต่ไม่เห็นไอ้หยก ก็แสดงว่าป่านนี้ไอ้หยกมันคง...”
สลึงร้องไห้
“ไอ้หยก...น้าช่วยเอ็งไม่ได้..”
อ่างงงๆ
“เอ็งจะร้องไห้ทำไมวะ”
“ก็หลานข้าถูกฆ่าตาย แล้ว...แล้วเอ็งจะให้ข้าหัวเราะเหรอ...”
“แต่เราต้องไม่คิดว่าไอ้หยกตายจนกว่าเราจะเห็นกับตานะเว้ย”
ส้มเช้งหน้าเครียดแล้วนึกขึ้นได้
“กิ่งเหมย...มันต้องรู้แน่ๆว่าไอ้เสี่ยตงคิดจะเล่นงานไอ้หยก มันเลยหลอกให้ฉันออกมาจากบ้านจะได้ไม่อยู่เฝ้ามัน”
อ่างชะงักแปลกใจ
“อ้าว...แล้วกิ่งเหมยไปไหนล่ะส้มเช้ง”
“ก็มีที่เดียวแหละน้า” ส้มเช้งถอนใจ

ดุจแพรคุยโทรศัพท์กับส้มเช้งอยู่ที่บริเวณห้องโถง
“ว่าไงนะ...ป๋าฉันน่ะเหรอ”
“ค่ะคุณแพร...พ่อคุณให้ลูกน้องมาพาหยกไปตั้งแต่เมื่อคืน น้าอ่างกับน้าสลึงก็โดนพาตัว ไปด้วย ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหยก”
ดุจแพรตกใจ
“ไม่...พ่อฉันจะแตะต้องหยกไม่ได้”
“นั่นมันอยู่ที่คุณคนเดียวแล้วค่ะคุณแพร...กิ่งเหมยมันรู้ดีว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้นอกจากคุณเท่านั้น”
ดุจแพรอึ้งงันไป ระหว่างนั้นป้าจั่นประคองพากิ่งเหมยเข้ามา
“คุณแพร...คุณแพรคะ”
“กิ่งเหมย!”
ดุจแพรรีบตัดสายโทรศัพท์แล้วเข้าไปจับมือกิ่งเหมย
“เธอไม่เป็นอะไรแล้วนะกิ่งเหมย”
“ค่ะคุณแพร...ฉันได้ยินคุณคุยโทรศัพท์กับส้มเช้งแล้ว งั้นคุณก็คงรู้ว่าฉันมาที่นี่ทำไม”
กิ่งเหมยถามอย่างร้อนใจ

รถของตงขับเข้ามาจอดหน้าตึกที่กำลังก่อสร้างแห่งหนึ่ง ตงลงจากรถแล้วเดินตามเก่งมา หยกนอนแน่นิ่งคุดคู้อยู่ข้างในท้ายรถ
“ลากมันออกมา”
ตงสั่งแล้วเดินออกไปหยุดหน้าตึก แหงนหน้ามองขึ้นไปบนยอดตึกที่สูงอยู่พอสมควร

กิ่งเหมยกุมมือดุจแพรน้ำตาคลอเบ้าอ้อนวอนขอร้อง
“ได้โปรดเถอะค่ะคุณแพร มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดเขาได้ อย่าให้เขาทำร้ายหยก”
“ฉันไม่รู้จริงๆนะกิ่งเหมยว่าพ่อเราจะทำแบบนี้กับหยก”
“เพราะว่าเขารักคุณมากไง เขาถึงทนไม่ได้ที่เห็นหยกทำร้ายจิตใจคุณ เรื่องนี้ฉันเองก็ผิด ที่ผลักไสหยกให้ไปหาคุณ...ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ”
“กิ่งเหมย...เธอไม่ต้องขอโทษฉัน”
“ฉันต้องขอโทษคุณค่ะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหยก ความผิดทั้งหมดก็จะมาจากฉันคน เดียว...”
“กิ่งเหมย”
ดุจแพรดึงกิ่งเหมยมาสวมกอดอย่างเสียใจ

“ฉันขอร้องนะคะคุณแพร...บอกพ่อคุณให้ไว้ชีวิตหยกเถอะค่ะ แต่ถ้าเขายังต้องการให้มี คนรับผิดชอบเรื่องนี้ก็ขอให้เขาเอาชีวิตที่ไร้ค่าของฉันไปแทน”

“ไม่...จะต้องไม่มีการสูญเสียใครไปทั้งนั้น” ดุจแพรหันไปที่ป้าจั่น “ป้าจั่น...ป้ารู้ใช่มั้ยว่าแพรจะ ตามหาหยกได้ยังไง”
 

“เอ่อ...คุณหนูคะ”
“บอกแพรมานะคะป้า...ไม่อย่างนั้น แพรจะคิดว่าป้าสมรู้ร่วมคิดให้ป๋าเป็นฆาตกร”
ป้าจั่นหน้าเสียมองดุจแพรที่หน้าตาจริงจัง

บนดาดฟ้าตงยืนรออยู่ได้ครู่ เก่งกับลูกน้องลากตัวหยกที่หมดสติไม่รู้สึกตัวเข้ามากองแทบเท้า ตงมองหยกด้วยแววตาชิงชัง ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องเอาน้ำในถังที่เตรียมไว้สาดโครมใส่ หยกสะดุ้งตื่นทันที
“เสี่ย!”
หยกยังรู้สึกเจ็บตัวอยู่แต่ก็พยายามมองไปรอบๆว่าตัวเองถูกพามาที่ไหน
“เมื่อคืนแกดันหมดสติไปซะก่อน แกก็เลยยังโชคดีที่ฉันยืดชีวิตแกออกไปอีก 1 วัน”
“แล้วพวกเขาล่ะ...พวกเขาอยู่ไหน”
“ฉันส่งมันกลับไปแล้ว ไม่อยากจะยิงทิ้งให้เสียลูกปืน อย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้ฉันได้เห็น ความทุรนทุรายของแกอย่างหนำใจ”
“ขอบคุณครับเสี่ย...ขอบคุณที่ไม่ฆ่าพวกเขา”
ตงเข้าไปจิกผมหยกแล้วจ้องเอาเรื่อง
“ยัง...อย่าคิดว่าฉันปล่อยพวกนั้นไปแล้วแกจะรอด”
“ผมยอมรับผิดทุกอย่างเพราะที่ผมทำไว้กับคุณแพรมันเลวระยำจริงๆ แต่ผมอยากขอ ร้องเสี่ย เสี่ยจะทรมานหักแขนหักขาผมยังไงก็ได้ ผมจะไม่ร้องเจ็บปวดแม้แต่คำเดียว แต่อย่าฆ่าผม...เพราะผมสัญญาไว้ว่าจะกลับไปดูแลกิ่งเหมย”
“ขอร้องไม่ให้ฉันฆ่าแกงั้นเหรอ...ฮ่าๆ ไอ้หยก...แกขอร้องให้คนอย่างเสี่ยตงทรมานแก ยังไงก็ได้แต่ห้ามฆ่าแก...ฮ่าๆ”
“ลูกสาวเสี่ยไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากผม...ขอร้องเถอะครับเสี่ย...ให้ผมได้มีชีวิตกลับ ไปดูแลกิ่งเหมยด้วย”
ตงเจ็บใจตบหน้าหยก...ผั๊วะ !!
“ฉันจะดูแลลูกสาวฉันเอง...แกไม่เกี่ยว...เฮ้ย !!”
ตงหันไปสั่งเก่งกับลูกน้องให้เข้ามาจับตัวหยกลากออกไปที่ริมดาดฟ้า จึงทำให้เขารู้ตัวว่ากำลังโดนอะไร
“เสี่ย !!”
“ใช่...ฉันพาแกขึ้นมาเพื่อจะได้ส่งแกกลับลงไปข้างล่างนั่นไง คราวนี้แกได้ตายสมใจฉัน แน่ๆ...ไอ้หยก...ฮ่าๆ”

ดุจแพรจูงมือพากิ่งเหมยเข้ามาที่หน้าตึกเพื่อตามหาพ่อกับหยก
“ทางนี้กิ่งเหมย...เร็วเข้าเถอะ”
ดุจแพรจูงมือพากิ่งเหมยวิ่งไปตามทางอย่างรีบร้อนและเป็นห่วง

หยกถูกหิ้วปีกลากมาที่ริมดาดฟ้า พวกมันพร้อมที่จะจับเขาโยนบกลงไปให้ตาย
“เสี่ย...ผมขอร้อง...จะตัดแขนตัดขาผมไปก็ได้ แต่อย่าฆ่าผม...ผมต้องกลับไปหากิ่งเหมย ผมสัญญากับเธอไว้ ผมต้องกลับไป”
“แกให้ฉันตัดแขนตัดขาแล้วปล่อยกลับไปหากิ่งเหมย...ฮ่าๆๆ ไอ้หยกเอ้ย...ถ้าฉันทำตาม จริงๆ สภาพพิการแบบนั้นแกยังจะไปดูแลอะไรกิ่งเหมยได้”
“ต้องได้สิครับเสี่ย ต่อให้ผมไม่มีมือไม่มีเท้า ต่อให้ต้องกลายเป็นไอ้พิการขอทาน ผมก็จะ ไม่มีวันทิ้งกิ่งเหมย ผมจะทำทุกอย่างเพื่อดูแลเธอ ทำให้ชีวิตเธอมีแต่คำว่าความสุข”
“แกมันดีแต่เพ้อฝัน...ชีวิตจริงมันไม่สวยงามอย่างที่แกคิดหรอก...โยนมันลงไป”
เก่งกับพวกลูกน้องเข้าไปล็อคแขน จะลากหยกโยนลงจากตึก
“เสี่ยฆ่าผมไม่ได้...กิ่งเหมยรอผมอยู่...ผมต้องกลับไป...ผมขอร้องล่ะครับเสี่ย...” หยกตะโกน สุดเสียง “ผมต้องกลับไปแต่งงานกับเธอ!”
เสียงหยกตะโกนดังลั่น เสียงกิ่งเหมยก็ต่อกับคำพูดของหยกขึ้นมาทันที
“หยก !!”
ตงชะงักหันไปเห็นดุจแพรพากิ่งเหมยเข้ามา กิ่งเหมยยืนตัวสั่นน้ำตาไหลอาบแก้ม
“อย่าฆ่าหยกนะ...ปล่อยเขาไป...เอาชีวิตฉันไปแทนก็ได้ แต่อย่าฆ่าเขา...”
กิ่งเหมยพยายามเดินไปหา แต่เพราะตามองไม่เห็นทำให้สะดุดล้มลง ดุจแพรรีบเข้าไปประครอง
“คุณแพรคะ...ช่วยหยกด้วยนะคะ...ช่วยพูดกับพ่อคุณ ไว้ชีวิตหยก...อย่าให้เขาถูกฆ่าเลย”
ดุจแพรมองหน้าพ่อ
“ป๋าคะ…”
“แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นยัยแพร...พาน้องสาวแกกลับไป พ่อต้องจัดการกับมัน จะปล่อย ให้มันทำร้ายจิตใจลูกแล้วพรากเอาลูกของพ่ออีกคนไปไม่ได้”
กิ่งเหมยสวนทันที
“ถ้าคุณอยากให้ฉันยอมรับคุณเป็นพ่อ...ฉันยอมแล้วก็ได้ ยอมทุกอย่างจะให้ฉันทำอะไรก็ บอกมา แต่อย่าฆ่าหยกเลยนะคะ...ฉันขอร้องล่ะ”
กิ่งเหมยแกะมือจากดุจแพร แล้วพยายามเดินไปหาตงจากเสียงที่ได้ยินจนถึงตัว
“คุณอยากให้ฉันเรียกคุณว่าพ่อ...ฉันก็จะเรียก และจะไม่ติดใจเรื่องที่คุณฆ่าแม่กับอากง ของฉันอีก...ฮือๆๆ ฉันอโหสิกรรมให้หมดแล้ว ทีนี้ก็ปล่อยหยกไปเถอะ...ฮือๆๆ...คุณพ่อ”
กิ่งเหมยคุกเข่ายยกมือพนมมือไหว้ขอร้องทั้งน้ำตา ตงเจอแบบนี้เข้าก็อึ้งพูดไม่ออก ดุจแพรร้องไห้เสียใจ
“ป๋าคะ...ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ...แพรขอ”
“แพร...ป๋าทำเพื่อแพรนะ ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ แพรจะไม่มีวันลืมมันได้”
“แต่ต่อให้เขาตาย...แพรก็ลืมเขาไม่ได้อยู่ดี เพราะชาตินี้แพรไม่คิดว่าจะลืมเขาได้ค่ะป๋า”
“ยัยแพร...นี่แก!”
“ป๋าคะ...ปล่อยเขาไปนะคะ อย่าฆ่าเขาเลย เขาไม่ได้ผิด เขาไม่ได้ทำร้ายจิตใจแพรเลย แต่แพรต่างหากที่ทำลายความรักของพวกเขาเพราะความเห็นแก่ตัวของแพรเอง”
ตงมองหยกอย่างเจ็บใจและตัดสินใจ ดุจแพรเลยต้องตอกย้ำเดินถอยหลังไปที่ริมดาดฟ้า เท้าหมิ่นเหม่ อยู่ที่ขอบเกือบจะตกตึก ตงระแวง
“ยัยแพร...แกจะทำอะไร”
“ปล่อยเขาไปค่ะป๋า...ถ้าป๋าอ้างว่าทำเพราะรักลูก...ป๋าก็ต้องอยากเห็นกิ่งเหมยมีความสุข ไม่ใช่คิดแต่จะเลี้ยงกิ่งเหมยเหมือนนกน้อยในกรงเหมือนอย่างที่เคยทำไว้กับแพร”
หยกตะโกนห้าม
“คุณแพรอย่าทำอย่างนั้นนะครับ”
กิ่งเหมยตกใจมองไม่เห็นว่าดุจแพรทำอะไร
“คุณแพร...คุณแพรจะทำอะไร”
“กิ่งเหมย...เธอจะต้องมีความสุขกับหยก ฉันเชื่อว่าหยกจะดูแลเธอได้ดี ฉันฝากให้เธอ ดูแลเขาด้วยนะ”
ดุจแพรพูดไปก็จะทิ้งตัวลงไปเบื้องล่าง เสียงร้องห้ามของตงดังลั่น

“ยัยแพร!”

สิ้นเสียงของตงทุกคนคิดว่าดุจแพรคงจะตกลงไปแน่ แต่ตงกลับเข้าไปคว้าตัวลูกสาวมากอดเอาไว้ แน่นไม่ยอมปล่อย
 

“อย่าทำโง่ๆอย่างนี้อีก...ป๋าไม่ยอมเสียลูกไป ป๋าจะยอมปล่อยไอ้หยก...แต่แพรต้องอยู่ กับป๋า...ได้มั้ยลูก”
“ป๋าคะ”
ตงหันไปสั่งลูกน้อง
“ปล่อยไอ้หยก!”
เก่งรีบเข้าไปแก้มัดมือให้หยกตามคำสั่ง หยกรีบวิ่งเข้าไปประคองกิ่งเหมย
“กิ่งเหมย”
“หยก...หยก...”
กิ่งเหมยสวมกอดหยกแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ หยกกอดเธอแนบแน่นด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม ตงตวาดลั่น
“ไอ้หยกแกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้”
“เสี่ยครับ”
ดุจแพรมองหน้าหยก
“ไปเถอะ เลิกคิดว่าเธอทำร้ายฉันซะที หน้าที่ของเธอคือทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับกิ่งเหมย”
“ขอบคุณครับคุณแพร”
หยกประครองกิ่งเหมยขึ้นแล้วพากันเดินโอบกอดกันออกไป ดุจแพรผละตัวออกจากพ่อแล้วมองตามทั้งคู่ที่ ต่างก็มีความรักให้กันอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว น้ำตาของเธอก็ไหลทะลักออกมาอย่างเสียใจ
“หยก”
ตงสงสารลูดสาวจับใจ
“แพร”
“แพรไม่เป็นไรค่ะป๋า...แพรไม่เป็นอะไร...”
ดุจแพรร้องไห้เสียใจอย่างหนักอยู่ในอ้อมกอดตง ที่กอดลูกสาวเอาไว้อย่างปลอบโยน

หยกในสภาพที่สะบักสบอม ใบหน้ามีรอยฟกช้ำประคองพากันเดินมากับกิ่งเหมย
“เธอไม่เป็นอะไรจริงๆนะหยก”
“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ถ้าแค่นี้ฉันทนไม่ได้ แล้วฉันจะดูแลเธอได้ยังไง”
หยกพูดไปก็เดินเซจนเกือบจะล้ม กิ่งเหมยที่ประครองอยู่ด้วยเลยเซไปด้วยกัน
“เห็นมั้ย...ทำไมเธอถึงได้ดื้ออย่างนี้ เธอต้องรักตัวเอง ต้องห่วงตัวเองก่อนมาห่วงฉันสิ”
“ไม่ได้หรอกกิ่งเหมย...ใครจะบอกให้รักตัวเองก่อนรักคนอื่นก็ช่างหัวมัน แต่สำหรับฉัน ต้องรักเธอก่อนที่จะรักตัวเองเท่านั้น”
“หยก”
กิ่งเหมยน้ำตารื้นดีใจปนเป็นสุข ระหว่างนั้นส้มเช้ง อ่างและสลึงพากันเข้ามา อ่างดีใจ
“ไอ้หยก!”
“น้า...”
อ่างกับสลึงดีใจที่เห็นหยกรอดชีวิตกลับมา ก็เฮโลเข้าไปสวมกอดดีใจกับหลาน แต่กอดแรงไปหน่อยหยกเลยร้อง เจ็บเพราะยังระบมอยู่
“โอ๊ย !! เบาๆหน่อยน้าฉันยังระบมไม่หาย”
สลึงจ๋อยไป
“ข้าขอโทษ...ข้าดีใจที่เอ็งรอดตายว่ะ...ไอ้หลานรัก”
หยกยิ้มรับ
“ฉันก็ดีใจที่พวกน้าปลอดภัย”
ทั้งสามคนยิ้มให้กันอย่างโล่งอกและดีใจ ส้มเช้งกุมมือกิ่งเหมยมองสามคนนั้นแล้วสบายใจ

ค่ำนั้น...ทุกคนอยู่ที่ห้องพักหยกดาดฟ้า ส้มเช้งเอายาแก้ปวดกับน้ำมาวางให้ที่โต๊ะ
“ยาแก้ปวดอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวแกคอยดูให้ไอ้หยกกินแล้วกันนะกิ่งเหมย”
อ่างแปลกใจ
“อ้าว...ก็ให้ไอ้หยกมันกินตอนนี้เลยสิส้มเช้ง กิ่งเหมยมองไม่เห็นแล้วจะคอยดูได้ยังไง”
ส้มเช้งหันมาถลึงตาใส่
“น้า...ฉันอุตส่าห์ชงให้หลานชายน้านะ ยังไม่รู้เรื่องอีก”
สลึงงงๆ
“รู้อะไรเหรอส้มเช้ง...น้าโง่...น้าไม่ฉลาด”
กิ่งเหมยสงสัย
“ส้มเช้ง...เมาท์อะไรฉัน”
“เปล่าซะหน่อยกิ่งเหมย...” ส้มเช้งหันไปกระซิบพวกน้า “ฉันพูดตรงนี้ไม่ได้หรอกน้า...เดี๋ยวไปเมาท์ข้าง นอกดีกว่า...ไปๆๆๆ”
ส้มเช้งรีบลากอ่างกับสลึงออกไปไม่ให้อยู่เป็น กขค. หยกหันมามองกิ่งเหมยแล้วอมยิ้ม
“มองอะไรฉันน่ะหยก”
หยกตกใจ
“เฮ้ย...ตาบอดแล้วรู้ได้ไงว่าฉันมองเธออยู่”
“รู้สิทำไมจะไม่รู้ ฉันอยู่กับเธอมาทั้งชีวิต แค่เธอหายใจฉันก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่”
“โห...เจ๋งอ่ะกิ่งเหมย ฉันว่านะ ถ้าเธอมีเซ้นส์ได้ขนาดนั้น ฉันพาเธอไปออกงานวัดดีกว่า เอ๊ะ...หรือว่าจะเปิดสำนักหมอดูให้ดี ลูกศิษย์ลูกหาจะได้เต็มบ้านเต็มเมือง”
“ไอ้บ้าหยก”
กิ่งเหมยทุบเข้าที่หลังแรงๆ หยกร้องเจ็บ
“โอ๊ย !!...อู้ย...เอาอีกแล้วนะ เบามือกับฉันหน่อยสิ เกิดฉันช้ำในตับทรุดไตพิการขึ้นมา เธอจะอด ฟังฉันพูดเรื่องสำคัญกับเธอนะ”
“เรื่องอะไรของเธออีก สำคัญเยอะแยะไปหมด”
“ก็เรื่องที่...เอ่อ...ฉันว่าเธอได้ยินแล้วนะตอนที่เธอไปช่วยฉันจากเสี่ยตงน่ะ”
กิ่งเหมย นึกขึ้นได้แล้วชะงักหน้าแดงๆ
“อยู่กันตามลำพังแบบนี้ก็ดี...ฉันจะได้พูดกับเธอให้มันจริงๆจังๆ”
กิ่งเหมยลุกพรวดทันที
“ฉัน...ฉันลืมไปน่ะหยก”
“ลืมอะไรเหรอกิ่งเหมย”
“ลืม...เอ่อ...ลืมไปว่าฉัน...ฉันปวดฉี่”
กิ่งเหมยรีบใช้ไม้เท้าคลำทางเดินออกไปทันทีอย่างหน้าแดงๆไม่กล้าฟัง หยกมองตามแล้วอมยิ้ม

กิ่งเหมยเดินออกมาใจเต้นตุ๊บๆเพราะรู้ว่าหยกจะขอเธอแต่งงาน หยกเดินตามออกมาเห็นกิ่งเหมย ยืนใจเต้นหน้าแดง
“ไม่ไปเข้าห้องน้ำแล้วเหรอกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยชะงักจะรีบเดินหนี แต่หยกรีบตามไปคว้าข้อมือ

“ปล่อยฉันนะหยก...ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

“ไม่เอาน่ากิ่งเหมย...ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้อยากไปจริงๆ”

“ถ้าฉันไม่อยากไปแล้วฉันจะออกมาทำไมล่ะ...ปล่อยนะ”
“ก็เธออายฉันนี่...แค่พอรู้ว่าฉันจะขอเธอ...”
กิ่งเหมยรีบขัดทันที
“หยก...หยุดก่อน...นั่นเครื่องบิน”
กิ่งเหมยไม่รู้ทำอะไรก็แกล้งทำเป็นชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้าเก้อๆ หยกอึ้งแล้วปล่อยขำก๊าก
“กิ่งเหมย...นี่เธอเขินฉันจนบ๊องแล้วเหรอเนี่ย”
“ก็...ก็...ก็...โธ่เอ้ย หยุดแซวฉันซะทีได้มั้ย เรื่องแบบนี้ฉันเคยที่ไหนล่ะ มันอายนี่ ไม่รู้จะทำ ตัวยังไง ไม่รู้จะพูดอะไร”
“ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย...ก็แค่เป็นเธอที่เป็นกิ่งเหมยคนเดิมนี่แหละ...เพราะฉันรักกิ่งเหมย ได้ยินมั้ยว่าฉันรักกิ่งเหมย...ฉันรักกิ่งเหมยคนเดียวเท่านั้น” หยกตะโกนเสียงดังลั่น “ฉันรัก กิ่งเหมย”
“พอได้แล้ว...เดี๋ยวก็โดนชาวบ้านด่าหรอก”
“อยู่บนนี้ใครจะมาด่าเราได้...” ชายหนุ่มกุมมือหญิงสาวขึ้นมา “มาสิกิ่งเหมย...คืนนี้ฉันจะขอให้ ดาวบนท้องฟ้า...ช่วยเป็นพยานฟังคำตอบของเธอ”
หยกกุมมือกิ่งเหมยแล้วพาเดินไปอีกมุมที่เคยดูดาวด้วยกัน
“บนนี้เป็นที่ของเรา...มีแค่เธอและฉันเท่านั้นแล้วนะกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยใช้มือคลำใบหน้าของเขาแต่หยกกลับกุมมือเธอเอาไว้แล้วแนบกับหัวใจเขา
“รู้สึกมั้ยว่าหัวใจฉันเต้นแรง”
กิ่งเหมยพยักหน้ารับ
“เพราะฉันเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าเธอ สิ่งที่ฉันคิดและจะขอจากเธอคือการเปลี่ยน แปลงอนาคตของเรา มันคือสิ่งที่ฉันฝันและรอให้มาถึง...ตั้งแต่วันที่เราได้มาเจอกัน”
“เธอแอบชอบฉันมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกเลยเหรอหยก”
“ใช่...ก็เธอน่ารักมาตั้งแต่เล็กแล้วนี่ ยิ่งเวลาร้องไห้ตอนฉันแกล้งยิ่งน่ารักใหญ่เลย”
กิ่งเหมยอาย
“ไอ้บ้า...มิน่าชอบแกล้งฉัน”
กิ่งเหมยทุบอกเขาเบาๆ หยกเลยกุมมือเธอแน่นแล้วก็คุกเข่าลงตรงหน้าอย่างนุ่มนวล กิ่งเหมยชะงักรู้ตัว
“กิ่งเหมย...ฉันอยากให้เธอมั่นใจว่าจากนี้ไป เธอจะไม่ได้เป็นกิ่งเหมยเดียวดายบนโลก ใบนี้ แต่เธอยังมีฉันที่จะคอยเป็นดินโอบอุ้ม เป็นสายฝนให้ความชุ่มชื้น และเป็น...”
กิ่งเหมย เอามือแตะปากเขาให้หยุดแล้วพูดต่อเอง
“หยก...เธอเป็นทุกอย่างในชีวิตฉันหมดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น...เธอรับปากแต่งงานกับฉันนะกิ่งเหมย”
“หยก”
กิ่งเหมยน้ำคลอด้วยความตื้นตันใจจนพูดไม่ออก
“อย่าเอาแต่ร้องไห้สิกิ่งเหมย...ฉันอยากได้ยินคำตอบ ดาวของเราก็รอคำตอบเธออยู่นะ”
“เธอนี่ก็...จะขอผู้หญิงแต่งงาน แค่ปากหวานอย่างเดียวไม่พอหรอกนะ”
“เธออยากได้แหวนเหรอ...งั้นรอเดี๋ยว ฉันจะรีบไปซื้อมา”
“ไม่ต้องหรอกหยก...ฉันไม่ได้อยากได้ของมีค่า อะไรก็ได้ที่จะเป็นตัวแทนคำมั่นสัญญา ของเรา”
หยกมองกิ่งเหมยแล้วคิดอยู่ครู่ พอนึกขึ้นได้ก็ลุกขึ้นจับมือเธอมาลูบหน้าแล้วลากนิ้วผ่านไปชี้ที่ดาวดวงเดิม กิ่งเหมยสงสัย
“ดาวของเรา”
“ใช่กิ่งเหมย...ตอนนี้เธออาจจะยังมองไม่เห็น แต่เมื่อวันที่ฉันหาทางทำให้ตาเธอกลับมา มองเห็นได้อีกครั้ง เธอจะเห็นว่าดาวดวงนั้นก็คือแหวนแพชรที่เป็นคำสัญญาของเราว่า จะรักกันจนลมหายใจสุดท้ายของกันและกัน”
กิ่งเหมย น้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน
“หยก...ฉัน...ฉัน...ฉันจะแต่งงานกับเธอ”
กิ่งเหมยร้องไห้ออกมาอย่างดีใจ หยกกอดเธอแน่นและร้องไห้ตื้นตันไปด้วย

วันใหม่...ธงรบขับรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านของณรงค์ที่มีฐานะปานกลาง ผู้การสมิงอยู่ในชุดตำรวจ เต็มยศ ทันทีที่รถจอดทั้งคู่หนักใจ
“ผมขอลงไปด้วยนะครับอา”
“แกตายไปแล้วนะธงรบ จะให้คนอื่นเห็นแกไม่ได้”
“แต่ว่าผมต้องรับผิดชอบกับการตายของหมวดณรงค์ มันเป็นความประมาทของผม ล้วนๆเลยนะครับอา”
“เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้แกต้องฟังคำสั่งฉัน”
“แต่ว่า...”
ผู้การสมิงขึ้นเสียงอย่างอารมณ์เสีย
“ฉันสั่ง...แกก็ฟังสิโว้ย!”
ธงรบอึ้งปทันทีเพราะไม่เคยเห็นอาระเบิดอารมณ์มาก่อน
“ครับอา”
ผู้การสมิงลงจากรถด้วยใบหน้านิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ ธงรบได้แต่นั่งอยู่ในรถมองอาเดินไปที่หน้าบ้านกดออดเรียกคนในบ้าน ครู่หนึ่งเมียณรงค์เดินออกมาเปิดประตูรับ
“สวัสดีค่ะผู้การ...ลมอะไรหอบมาคะเนี่ย”
ธงรบมองภาพที่ผู้การสมิงเข้าไปหาเมียณรงค์ เห็นเมียณรงค์ตกตะลึงหน้าซีดแล้วระเบิดร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ
“ไม่จริง...ฮือๆๆๆ...ไม่จริง...พี่หมวด...ฮือๆๆๆ”
ธงรบมองภาพนั้นอย่างเจ็บปวดสร้างความเจ็บปวดปนความโกรธแค้นให้เขาหนักหนาเหลือกิน มือของ เขากำหมัดแน่นแล้วทุบไปที่พวงมาลัยพร้อมน้ำตาที่เอ่ออย่างลูกผู้ชาย

ธงรบกับผู้การสมิงมาคุยกันที่ใต้ทางด่วน...ธงรบชกพนังปูนอย่างเจ็บใจระเบิดความโกรธแค้นและเสียใจบ้าคลั่ง
“เพราะผม...เพราะผมคนเดียว...ผมทำให้หมวดณรงค์ต้องตาย...ผมขอโทษ...ผมขอโทษ”
ผู้การสมิงเข้ามายืนมองแล้วห้าม
“พอได้แล้ว...ลงโทษตัวเองไปแบบนั้น แกก็ช่วยให้หมวดณรงค์ ฟื้นกลับมาไม่ได้หรอก”
“แต่ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจะไม่ยอมให้คนดีๆอย่างหมวดณรงค์ต้องตายไปอย่างไร้ เกียรติ ผมจะลากคอพวกมันให้มากราบเท้าขอโทษต่อหน้าเมียของหมวด แล้วส่งมันเข้า ไปในคุกให้พวกมันโดนกระทืบจนร้องอยากจะตายวันตายพรุ่ง”
ไม่ทันขาดคำอาฆาตแค้นของธงรบ ผู้การสมิงก็ชกเปรี้ยงเข้าไปที่หน้าธงรบอย่างแรงเพื่อเตือนสติ
“ที่แกพูดออกมาเมื่อกี้มันไม่ใช่คำพูดของคนที่เรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”
ธงรบชะงักอึ้ง
“อา...”
“ฉันต่างหากที่ต้องโกรธแค้นพวกมันไม่น้อยไปกว่าแก เพราะณรงค์ร่วมเป็นร่วมตาย กับฉันมานาน แต่ฉันจะไม่ลดเกียรติยศของตัวเองและหมวดณรงค์ทำให้ตัวเองเป็นโจร เหมือนพวกมัน”
ธงรบค่อยๆสงบสติลง
“ครับอา...ผมขอโทษ ผมโกรธแค้นมากเกินไป”

ผู้การสมิงตบบ่าหลานให้ใจเย็น

โปรดติดตามตอนที่ 18
กำลังโหลดความคิดเห็น...