xs
sm
md
lg

อุบัติเหตุ ตอนที่ 11

เผยแพร่:

อุบัติเหตุ ตอนที่ 11

นีรนุชกำลังยืนอ่านรายละเอียดของรถในโชว์รูมเพื่อทำความคุ้นเคย จู่ๆ ก็มีก็มีแก้วชาดำเย็นยื่นมาตรงหน้า นีรนุชเงยหน้ามองก็เห็นเป็นเซลส์หนุ่มในแผนกเดียวกันยืนยิ้มกริ่มให้

“ดื่มแก้กระหายครับน้องนุช พี่ซื้อมาฝาก”
นีรนุชยิ้มเขิน
“ขอบคุณค่ะ”
นีรนุชเอื้อมมือจะไปรับ แต่จู่ๆ เดชชาติก็เดินมาหยิบไปเสียก่อน
“เออ ขอบใจว่ะกำลังคอแห้งพอดีเลย”
เดชชาติคว้าไปดูดจนหมดแก้ว เซลส์มองอึ้งๆ
“โห่พี่ชาติ อะไรเนี่ย ผมซื้อมาฝากน้องเขา”
“ยายนุชมันไม่กินชาดำเย็น ทีหลังถามก่อนสิ คนรู้ดีอยู่นี่”
เดชชาติชี้ตัวเอง เซลส์หันมาถาม
“จริงเหรอครับน้องนุช”
นีรนุชยิ้มเขินๆ แล้วพยักหน้าให้เซลส์
“นุชขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
นีรนุชเดินก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารมา แล้วชะงักเมื่อมีดอกไม้ดอกหนึ่งยื่นมาตรงหน้า พอเงยหน้าก็เห็นเป็นเซลส์หนุ่มอีกคน
“จะไปไหนครับน้องนุช”
“ไปทำงานค่ะ”
“แต่นี่มันจะเที่ยงแล้วนะครับ ไม่หิวเหรอ ไปทานข้าวกับพี่นะ”
นีรนุชอึกอัก อยากปฏิเสธแต่ก็เกรงใจ เดชชาติรีบเดินมาแทรก ดึงดอกไม้ออกมา
“แกเอาดอกไม้อะไรมาให้ยายนุชวะเนี่ย เหม็นเป็นบ้าเลยว่ะ”
เดชชาติโยนทิ้ง
“อ้าว เฮ้ยพี่”
“แล้วไม่ต้องชวนไปกินข้าวนะ ยายนุชมันกินจุ แกเลี้ยงไม่ไหวหรอกไอ้บอมบ์”
เดชชาติพูดพลางลากนีรนุชออกไป...เดชชาติดึงแขนนีรนุชรีบสะบัดออก
“พี่ชาติลากนุชออกมาทำไมเนี่ย”
“แล้วเธอจะอยู่ให้ไอ้พวกนั้นมันแทะโลมทำไม”
“ก็แค่คุยกันตามประสาเพื่อน นุชมาใหม่ก็อยากทำความรู้จักพวกเขาไว้”
“รู้จักแค่ชื่อก็พอแล้ว อย่าไปทำตัวสนิทสนมด้วย ไอ้พวกนี้มันเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งนั้น เธอไม่ทันมันหรอก”
“นุชโตแล้วนะพี่ รู้หรอกน่าว่าควรจะคบใครเป็นเพื่อน”
“จ้า แม่คนเก่ง”
เดชชาติบีบปลายจมูกไปมาอย่างหมั่นไส้ เซลส์หนุ่มกลุ่มใหญ่เดินออกมาพอดี
“แน่ะ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“ถ้าบอกว่ากิ๊กกันแต่แรก ผมก็ไม่แตะร๊อกกกกพี่ชาติ”
เซลส์หนุ่มส่งเสียงแซวกันกิ๊วก๊าว นีรนุชหน้าแดงด้วยความอาย เดชชาติก็เหรอหรา
“เฮ้ย ไม่ใช่ !”
“เห็นไหม พี่ชาติ ใครๆ เข้าใจผิดกันไปหมดเลย นุชไม่ยุ่งกับพี่แล้ว”
นีรนุชปัดมือเดชชาติออก แล้วเดินงอนตุ๊บป่องออกไป


กรแก้วนั่งกินอาหารกับอวลอบอยู่ในบ้าน อวลอบถามขึ้น
“คุณอำนวยเป็นยังไงบ้างคะ”
กรแก้วถอนใจ
“ก็รั้นไปทำงานจนได้ค่ะ แต่กรต้องหมั่นแวะไปดู คอยย้ำให้แกทานยาตามเวลา อาการจะได้ไม่กำเริบขึ้นอีก”
“พี่ละเห็นใจจริงจริ๊ง คุณอำนวยทำงานหนักมาทั้งชีวิต ยิ่งมาเครียดเรื่องลูกแบบนี้ คงหมดกะจิตกะใจทำงานไปเยอะ ไหนจะสุขภาพอีก”
กรแก้วฝืนยิ้ม
“ทำยังไงได้ล่ะคะ กรเองก็ไม่ได้มีหัวทางธุรกิจ จะไปรับภาระแทนก็คงไม่ไหว”
อวลอบยิ้มเหมือนรอจังหวะอยู่แล้ว รีบเปิดประเด็น
“เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ให้ตาโยไปช่วยงาน ยังไงเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันอยู่แล้ว”
กรแก้วชะงัก มองหน้าอวลอบอย่างลังเล อวลอบยิ่งเกลี้ยกล่อม
“ตาโยแกทำงานเก่ง หัวไว คงจะช่วยคุณอำนวยได้เยอะ”
“แล้วงานที่โรงแรมล่ะคะ”
“โอ๊ย ที่โรงแรมอยู่ตัวแล้วค่ะ แม้แต่พี่เองก็แทบไม่ต้องเข้าไปจัดการอะไรแล้ว วางใจพวกลูกน้องน่ะค่ะ”

กรแก้วครุ่นคิด เริ่มเห็นด้วยนิดๆ เพราะเป็นห่วงอำนวย อวลอบลอบยิ้มมีแผน
บริเวณริมถนนใกล้ร้านอาหาร...วิเวียน ยุพเยาว์ ลูกเกด ชมพู่เดินมากับนีรนุช

“นึกยังไงถึงมาทานข้าวกับพวกฉันล่ะจ๊ะ หนูน้อย” วิเวียนหันมาถามนีรนุช
“นุชอยากฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ๆ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว”
ลูกเกดถามบ้าง
“แล้วแฟนเธอเขาไม่ว่าเอาเหรอ”
ชมพู่เสริม
“ใช่ นายชาติมันหวงเธออย่างกับจงอางหวงไข่”
นีรนุชตาโตรีบปฏิเสธ
“ไม่ใช่นะคะ นุชกับพี่ชาติไม่ได้เป็นอะไรกันนะ”
“จริงเร้อ”
ยุพเยาว์กับคนอื่นทำหน้าไม่เชื่อ นีรนุชหน้างอ
“มีแต่คนเข้าใจแบบนี้ นุชนะเครียดนะเนี่ย เดี๋ยวก็ขายไม่ออกกันพอดี”
ทุกคนหัวเราะ ขยี้หัวนีรนุชอย่างเอ็นดู วิเวียนที่เดินนำหน้าทุกคนมองไปที่ริมถนน แล้วแปลกใจ...
“เอ๊ะ นั่นมันกุสุมานี่”
วิเวียน เห็นกุสุมายืนคุยกับพนักงานเสิร์ฟอยู่หน้าร้าน ยุพเยาว์กับคนอื่นๆ หันกันเลิ่กลั่กมองตาม...กุสุมาได้งานใหม่เป็นผู้จัดการร้านอาหารเล็กๆ อาชีพการงานด้อยกว่าตำแหน่งเดิม เลยไม่อยากให้ใครรู้ กุสุมาหันมาเห็นวิเวียนพอดีก็ทำหน้าตกใจ รีบผลุบหายเข้าไปในร้าน ยุพเยาว์มองหา
“ไหน ไม่เห็นมีเลย”
วิเวียนไม่ตอบ แต่รีบเดินนำตรงไปที่ร้านอาหารทันที ทั้งหมดรีบวิ่งตามกันไป...วิเวียนเปิดประตูพรวดเข้ามาในร้าน แล้วกวาดตามองสอดส่ายหากุสุมา
“มีอะไรคะพี่วิ” นีรนุชถามอย่างไม่เข้าใจ
“พี่เห็นกุสุมาเข้ามาในร้านนี้”
ยุพเยาว์งงๆ
“อยู่ไหนล่ะ ไม่เห็นมีเลย”
“ก็ฉันเห็นนี่ !”
วิเวียนยังมองหาต่อ พนักงานเห็นนีรนุชกับเพื่อนๆ ยืนอยู่ก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“สวัสดีค่า เชิญค่ะ”
วิเวียนเห็นเครื่องแบบพนักงาน เหมือนคนที่ยืนคุยกับกุสุมาก็ตรงรี่เข้าไปถาม
“เมื่อกี้น้องยืนคุยกับใครอยู่ข้างนอก”
พนักงานทำหน้างง แปลกใจที่วิเวียนถาม แต่ยังไม่ทันตอบ ชมพู่ก็เข้ามากระตุกแขน
“เธอไปยุ่งอะไรกับเขา” ยุพเยาว์ยิ้มกลบเกลื่อน “ห้าที่ค่ะ”
พนักงานฝืนยิ้มแล้วพาทั้งหมดไปนั่งโต๊ะ แต่สายตาวิเวียนยังสอดส่ายไม่หยุด นีรนุชช่วยมองหา
“ไม่เห็นมีพี่สุเลยค่ะ”
ชมพู่ก็ไม่เห็น
“ฉันว่าเธอตาฝาดแล้วล่ะ”
ลูกเกดทำเป็นป้องปากกระซิบ
“อย่าไปถือสาป้าแกเลย เดี๋ยวไปตัดแว่นนะป้านะ”
คนอื่นหัวเราะขำ วิเวียนหันมาค้อนควั่กใส่ลูกเกด แต่ก็ยังไม่เลิกมองหา เพราะปักใจเชื่อว่าตัวเองตาไม่ฝาด

กุสุมายืนแอบอยู่หลังร้าน ชะโงกหน้ามองไปที่โต๊ะที่นีรนุชกับพวกนั่งอยู่ พนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาเห็นเข้า
“พี่คะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
กุสุมาสะดุ้ง หันไปหาพนักงาน พยายามทำหน้าเห็นเป็นปกติ
“พี่ไม่ค่อยสบาย ขอกลับบ้านก่อนนะ”
“อ้าวพี่...”
กุสุมาไม่สนใจ รีบเดินออกไปทางหลังร้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน...นีรนุชนั่งคุยกับทุกคนหลังจากสั่งอาหารไปแล้ว
“พวกพี่ไม่ได้เจอพี่สุเลยเหรอคะ”
ยุพเยาว์ถอนใจ
“ตั้งแต่หลังงานศพนนเขาก็ไม่ติดต่อใครเลย ลาออกไปทำอะไรก็ไม่ยอมบอก”
ลูกเกดเบ้หน้า
“จะไปทำอะไร้ แค่ลาออกซื้อใจอารุมไงล่ะ ตอนนี้ไม่มีนนแล้วยายสุคงพยายามทำคะแนนอยู่ ฉันดูออกตั้งนานแล้ว”
นีรนุชหน้าเสีย เพราะรู้ว่ากุสุมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ
“ถึงว่าหลังๆ ยายสุทำตัวแปลกๆ” ชมพู่นึกแล้วรีบเม้าท์ “ฉันว่าเขาชอบแต่งตัวเหมือนนนด้วยนะ”
“หวังว่าจะไม่บ้าปลอมตัวเป็นนนแล้วย่องขึ้นคอนโดอารุมหรอกนะ ยายนี่ยิ่งนิสัยพิลึกอยู่ด้วย”
ลูกเกดทำท่าขนลุกขนพองสยองเกล้า
“พี่อารุมไม่ได้อยู่ที่คอนโดแล้วค่ะ นุชก็ไม่รู้ย้ายว่าไปไหน”
ยุพเยาว์เปรยๆ
“งั้นเขาก็อาจลงเอยกันได้แล้วก็ย้ายไปอยู่บ้านนอกเงียบๆ ไม่ให้คนนินทามั้ง”
วิเวียนแย้ง
“ไม่จริงหรอก ฉันว่ายายสุต้องอยู่แถวนี้แหละ ก็เมื่อกี้ฉันเห็นนี่นา”
วิเวียนยังหันมองซ้ายขวาอย่างไม่ยอมแพ้ ทุกคนส่ายหน้าอ่อนใจ ไม่เชื่อวิเวียน แล้วลงมือกินอาหาร

นีรนุชมีสีหน้ากังวลนึกเป็นห่วง เมื่อนึกถึงอารุม
วิศนีนอนอยู่บนเตียง ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นหลังจากหลับไปนาน พอหันไปรอบๆ เห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องก็ขยับลุกขึ้น

“ตื่นแล้วเหรอคุณ”
วิศนีมองไปที่มุมห้อง เห็นอารุมนั่งจ้องอยู่
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
“ผมก็ลงไปงมคุณขึ้นมาจากน้ำน่ะสิ”
วิศนีนิ่งคิด เริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ว่าตัวเองโดดน้ำตาย อารุมลุกเดินเข้ามานั่งที่ปลายเตียง วิศนีรีบขยับหนีตามสัญชาตญาณกลัวโดนปล้ำเหมือนเมื่อกลางวันรีบเอามือจับเสื้อผ้า แล้วเพิ่งสังเกตว่าตัวเองใส่ชุดใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเมื่อเช้า ยิ่งหน้าเสีย
“คุณเปลี่ยนชุดให้ฉันเหรอ”
“ผมให้เพ็ญทำให้ ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก”
แววตาวิศนีคลายกังวลลง อารุมมองอย่างหมั่นไส้แล้วแกล้งพูดต่อ
“แต่ตอนที่อนามัย ผมเป็นคนเช็ดตัวให้คุณเอง”
วิศนีอึ้ง มองอารุมอย่างตกใจ ไม่รู้มาก่อน อารุมมองอย่างสะใจเล็กๆ ที่แหย่ให้วิศนีหน้าเสียได้
“เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวกลัวผมจะเห็นหรอก เพราะผมเห็นหมดแล้ว”
วิศนีหน้าแดงก่ำ ก้มหน้างุด ทั้งอายทั้งกลัว อารุมขยับเข้ามาใกล้แล้วเอื้อมมือจะแตะหน้าผาก วิศนีรีบถดหนีอีก
“จะไปไหน”
อารุมจับแขนวิศนีไว้ แล้วเอามืออังหน้าผากวัดไข้
“ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ”
“แต่คุณน่าจะกินยาซักหน่อยนะ”
อารุมลุกไปหยิบยาที่มุมห้อง วิศนีถือโอกาสพยุงตัวลุกขึ้น แล้วหย่อนเท้าลงไป แต่พอจะยืน ก็ทรุดลงเพราะความเจ็บ
“โอ๊ย !”
อารุมรีบถลันกลับเข้ามาประคองไว้
“จะลุกไปไหน บอกให้กินยาก่อน”
“ฉันเจ็บเท้า”
“ก็ต้องเจ็บสิ เท้าคุณโดนก้อนหินบาดจนเป็นแผลไปหมด”
วิศนีก้มลงมองเท้าตัวเอง เห็นผ้าพันแผลพันรอบเท้า แต่ก็พยายามจะยืนขึ้น
“ยังจะดื้ออีก”
“ฉัน...ฉันหิวข้าวค่ะ”
อารุมชะงัก มองวิศนีทำหน้าจ๋อยใส่ แล้วตัดสินใจช้อนตัวอุ้มขึ้น
“อุ๊ย คุณ !”
“จะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ”
อารุมพูดหน้าตาย แล้วอุ้มออกไป วิศนีตกใจ ทำอะไรไม่ถูกที่โดนอุ้ม แต่ก็รีบเอามือกอดคอเขาไว้ไม่ให้ตก

วิศนีกอดคออารุมแน่นขณะที่อารุมอุ้มออกมาเพราะกลัวตก จันทร์ถือถาดอาหารมาพอดี เห็นอารุมอุ้มวิศนีก็อ้าปากค้าง หยุดยืนดูอย่างไม่เชื่อสายตา อารุมอุ้มวิศนีมาถึงโต๊ะอาหารที่จัดไว้ แต่วิศนียังเหนี่ยวคอไว้แน่น
“ปล่อยคอผมได้แล้ว จะกอดเป็นลูกลิงหรือไง”
วิศนีรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ แล้วทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ ท่าทางสงบเสงี่ยม อารุมมองครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้าม หันไปเห็นจันทร์ถือถาดอาหารเดินหน้าคว่ำมาพอดี
“อ้าว จันทร์มาพอดีเลย”
จันทร์ไม่พูดอะไร แต่มองวิศนีตาเขียว แล้วเดินเอาถาดอาหารมาวางที่โต๊ะ ยกชามข้าวต้มวาง
“นี่ของพี่อารุม นี่ของคุณ!”
จันทร์กระแทกตรงหน้าวิศนีแล้วมองตาแข็ง วิศนีเงยหน้าสบตาจันทร์ ก็เห็นสายตาดุดันริษยาชัดเจน
“ทานเยอะๆ นะ จะได้หายเร็วๆ”
“ขอบใจจ้ะ”
จันทร์ยืนคุมเชิงอยู่ตรงนั้น แล้วจ้องแบบมีเลศนัย วิศนีกลัวโดนแกล้ง เลยไม่กล้ากิน อารุมเตรียมจะกินของตัวเอง แต่เห็นวิศนียังถือช้อนนิ่งอย่างลังเล
“ทำไมไม่ทานล่ะ เมื่อกี้บอกหิวไม่ใช่เหรอ”
วิศนียิ้มฝืนให้ แล้วใช้ช้อนคนๆ แต่ไม่ยอมกิน ก่อนจะมองจันทร์อีกที จันทร์จ้องตอบอย่างไม่หลบสายตา ยิ้มเยาะ เล่นสงครามประสาทให้วิศนีไม่กล้ากิน จริงๆ ไม่ได้ใส่อะไรลงไป แต่แกล้งให้วิศนีไม่กล้ากินเฉยๆ
“กินสิคุณนี เดี๋ยวก็เย็นหมดหรอก”
จันทร์พูดเยาะๆ แบบมีเลศนัย วิศนีมองอย่างระแวง จะตักกินก็ไม่กล้า ได้แต่อึกๆ อักๆ อารุมมองเห็นสีหน้ายิ้มๆ มีเลศนัยของจันทร์ แล้วนึกถึงตอนที่เพ็ญจับได้ว่าจันทร์แกล้งวิศนี
“นังจันทร์ !”
จันทร์สะดุ้งโหยง มองเพ็ญหน้าเสีย
“แกจงใจปรุงเพิ่มให้คุณนีกินไม่ได้ใช่ไหม”
“เปล่านะ !”
“จะเปล่าได้ยังไง ก็มีแกกับฉันอยู่ในครัวสองคน มานี่ มาให้ฟาดซะดีๆ”
เพ็ญลุกขึ้นไล่ตี จันทร์รีบวิ่งหนีไปหลบหลังฉาย...
อารุมเริ่มเข้าใจความกลัวของวิศนี เลยดึงชามจากวิศนีไป แล้วย้ายชามของตัวเองไปให้แทน
“คุณเอาของผมไปกิน เดี๋ยวผมจัดการชามนี้เอง”
จันทร์เห็นอารุมเปลี่ยนชามก็ชักสีหน้าผิดหวัง อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ ตักชิม แล้วพยักหน้ากับจันทร์
“ไม่มีอะไรนี่จันทร์ อร่อยดีนะ”
วิศนีมองอารุมอย่างซึ้งใจ แล้วค่อยตักข้าวต้มชามตัวเองกินบ้าง จันทร์หน้างอเจ็บใจที่อารุมทำเหมือนปกป้องวิศนี


จันทร์เอาช้อนขยี้ข้าวในจานอย่างโมโหร้าย ฉายกับเพ็ญมองดูตาปริบๆ
“นี่นังจันทร์ จะกินหรือจะเล่น เสียของ”
“เป็นอะไรของมัน อยู่ๆ ก็กระฟัดกระเฟียด”
“จะเป็นอะไร ก็อิจฉาริษยาเขาตามเคย นี่คงไปเห็นคุณสองคนเขากระหนุงกระหนิงกันมาล่ะสิ”
ขาดคำของเพ็ญ จันทร์กระแทกจานโครม
“ไม่ต้องมาย้ำได้ไหมพี่เพ็ญ ไม่ช่วยน้องแล้วยังจะซ้ำเติมอีก”
“ฉันจะไปช่วยอะไรแกได้ ไม่ดูตัวเองเลยนังนี่ ไม่เห็นหรือไงว่าคุณอารุมเขารักเขาห่วงคุณนีขนาดไหน ทำใจซะเถอะนังจันทร์ แกน่ะเอื้อมไม่ถึงเขาหรอก”
“ไม่จริง พี่อารุมเกลียดมัน เพราะนังนั่นมันเป็นฆาตกร”
ฉายกับเพ็ญงง ฉายถามย้ำ
“แกว่าอะไรนะ”
“ก็นังคุณนีคนนี้ไง ที่ขับรถชนแฟนพี่อารุมตาย พี่ฉายไปหาข่าวมาอ่านสิ”

จันทร์พูดจบก็เดินกระแทกเท้าหนีเข้าห้องไปอย่างอารมณ์เสีย ทิ้งให้ฉายกับเพ็ญอึ้ง
หลังเลิกงาน พนักงานทยอยกันกลับบ้าน เดชชาติเดินเข้ามาที่โชว์รูม มองหานีรนุช เห็นพวกเซลส์สาวๆ กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านพอดี

“พี่ชาติ ยังไม่กลับอีกเหรอคะ”
“พี่รอนุช”
เซลส์สาวๆ มองหน้ากัน
“นุชกลับไปตั้งนานแล้วนี่พี่”
เดชชาติชะงัก
“ฮะ...ไปกับใคร”
เดชชาติเป็นห่วงรีบออกมาหน้าโชว์รูม มองหาแกงค์หนุ่มเพลย์บอยเมื่อตอนกลางวันแต่ไม่เจอ เห็นเซลส์หนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี รีบตรงเข้าไปคว้าแขน
“เฮ้ย แกเห็นไอ้บอมหรือเปล่า”
“ไอ้บอมเหรอพี่ มันกลับไปแล้วนะ เห็นบอกว่ามีนัด”
เซลส์เดินผ่านไป ทิ้งเดชชาติยืนนิ่งอึ้ง เขาคิดไปเองด้วยความว้าวุ่นว่านีรนุชไปเที่ยวกับพวกผู้ชาย


อารุมเอนหลังผึ่งพุงหลังกินข้าวเสร็จ ทอดสายตามองทะเลอย่างอารมณ์ดี วิศนีรีบถือโอกาสทำหน้าที่เก็บจานรวมกัน แล้วทำท่าจะยกไป แต่พอลุกขึ้นยืนก็ปวดแผลจี๊ดขึ้นมา แต่ก็พยายามฝืนตัวขึ้น อารุมเหล่มอง
“จะเอาไปไหน”
“ไปล้างสิคะ”
“ขาเจ็บแล้วยังทำเป็นเก่ง”
วิศนีมองอารุมอย่างน้อยใจ
“ถ้าฉันอยู่เฉยๆ คุณก็คงแขวะว่าฉันทำตัวเป็นคุณนายทำอะไรไม่เป็นอยู่ดี”
วิศนีทำงอนๆ แล้วพยายามจะยกจานเดินออกไป แต่ก็เจ็บขาจนก้าวขาไม่ออก อารุมทนดูไม่ได้ต้องลุกขึ้นประคองไว้
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่เป็นไรได้ยังไง เดี๋ยวจานชามแตกขึ้นมาก็เดือดร้อนผมอีก ผมไม่อยากขาเป๋ไปกับคุณด้วยหรอกนะ”
วิศนีพึมพำ
“แค่นี้ก็ต้องดุด้วย”
“คุณว่าอะไร”
“เปล่าค่ะ ฉันบอกว่าแค่นี้ฉันเดินได้”
อารุมมองอย่างหมั่นไส้แล้วปล่อยมือทันที วิศนีพยายามจะแข็งใจเดินไป แต่พยายามไม่ลงน้ำหนักเต็มเท้า แต่ก็ดูกะเผลกจนอารุมรำคาญ เข้าไปประคอง แล้วแย่งจาน
“มานี่ ผมถือให้”
“ไม่เป็นไร ฉันล้างเอง”
“ผมไม่แย่งคุณล้างหรอกน่า จะถือไปให้”
อารุมแย่งจานมาถือจนได้ แล้วใช้มืออีกข้างประคองจับมือให้วิศนีเดินไปด้วยกัน
“ถ้าแผลระบมขึ้นมาจะสมน้ำหน้าให้ดู”
วิศนีหันไปมองค้อน แต่อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วประคองเดินต่อไป


วิศนียืนอยู่ที่อ้างล้างจาน มีอารุมยืนคุมอยู่ข้างๆ วิศนีเกรงใจ
“คุณไปทำอย่างอื่นเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันล้างเสร็จแล้วจะเรียก”
อารุมพูดหน้าเฉย
“ขี้เกียจเดินไปเดินมา ทำเร็วๆ แล้วกัน”
อารุมยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ วิศนีเหลือบมองอย่างอ่อนใจ แล้วค่อยๆ เปิดน้ำล้างแก้ว อารุมทำเป็นยืนหันหลังมองไปทางอื่น แต่ก็แอบเหล่หญิงสาวไปด้วย ก่อนจะแกล้งแขวะ
“ล้างแบบนั้นทั้งคืนก็ไม่เสร็จ”
“ก็ฉันบอกแล้วว่าให้คุณไปทำอย่างอื่น เดินไม่ไหวเดี๋ยวฉันคลานไปเองก็ได้”
วิศนีเริ่มโมโหนิดๆ แล้วล้างแก้วต่อ อารุมเหล่ๆ มอง แล้วขยับเข้ามาด้านหลัง แล้วดึงแก้วที่เธอเพิ่งใช้ฟองน้ำถู ไปล้างน้ำเปล่าให้ วิศนีมองงงๆ
“จะได้เร็วๆ คนขาเจ็บไม่ควรยืนนาน”
วิศนีแอบอุ่นใจที่รู้ว่าเขาห่วง แต่ก็ไม่กล้าแสดงสีหน้า ก้มหน้าล้างจานต่อไปแล้วส่งให้ อารุมรับจานมาล้างน้ำเปล่าแล้วจัดใส่ที่วาง ช่วยกันคนละไม้ละมือ บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่น หอมหวานเล็กๆ


เดชชาติรีบกลับมาที่บ้านด้วยความร้อนใจ แล้วตรงไปตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านนีรนุช
“นุช ! นุช ! กลับมาหรือยัง เปิดประตูให้พี่หน่อย”
เดชชาติเขย่าประตู แล้วชะโงกเข้าไปดู ไม่เห็นนีรนุชเปิดออกมา
“นุช !”
คนข้างบ้านโผล่หน้าออกมา
“มันยังไม่กลับหรอกไอ้ชาติ เห็นบ้านปิดตั้งแต่เช้าแล้ว”
เดชชาตินิ่งอึ้ง มองนาฬิกาบอกเวลาหกโมงเย็น เริ่มกระวนกระวายเป็นห่วง

นีรนุชยืนคุยกับพวกเด็กวัด
“พี่อารุมไม่ได้มาที่นี่นานแล้วครับ”
“ไม่ได้มาเยี่ยมหลวงตาเลยเหรอ”
“อ๋อ หลังงานศพแกมาลาหลวงตา แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน”
นีรนุชพยักหน้าเศร้าๆ อย่างรับรู้ พวกเด็กๆ แยกย้ายกันออกไป นีรนุชกลุ้มใจ เป็นห่วงอารุมมากขึ้นอีก


ค่ำนั้น วิศนียืนอยู่ที่หน้าบ้าน เหม่อมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า แล้วหันไปสังเกตบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมืดลง ก่อนจะก้าวขาออกจากบ้านอย่างระมัดระวัง วิศนีกะเผลกออกมาจากบ้าน เตรียมจะกลับไปที่กระท่อม แต่ก็ต้องชะงักเมื่ออารุมเดินมาดักหน้า
“จะไปไหน !”
วิศนีสะดุ้ง
“คุณนี่ดื้อจริงๆ เลย บอกไม่ให้เดินก็ยังจะเดินไปเดินมาอยู่ได้ หรืออยากจะเป็นบาดทะยักถึงมาลุยทรายเล่น”
“ก็มันมืดแล้ว ฉันจะกลับไปนอน”
“คิดถึงมากหรือไง ไอ้กระท่อมโกโรโกโสแบบนั้นน่ะ”
“ก็ฉัน...”
อารุมไม่รอฟังคำตอบ ตรงเข้ามาช้อนตัวหญิงสาวทันที วิศนีตกใจ
“คุณ !”
“ถ้าไม่ได้นอนที่นั่นซักคืนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
“คุณจะทำอะไรน่ะ”

อารุมไม่ตอบอุ้มเธอเดินกลับไปที่บ้าน วิศนีตกใจกลัวโดนปล้ำ
 
อุบัติเหตุ ตอนที่ 11 (ต่อ)

อารุมวางวิศนีลงบนเตียงในห้อง

“คืนนี้คุณนอนที่นี่แหละ ถ้าแผลยังไม่หายก็ยังไม่ต้องกลับลงไป”
“คุณแน่ใจเหรอคะที่จะให้ฉันอยู่ที่นี่”
“ถ้าผมพูดออกมาเอง คุณก็ไม่จำเป็นต้องถาม”
อารุมทำเสียงดุใส่ แล้วหันหลังจะเดินออกจากห้อง วิศนีมองตามอย่างข้องใจ แล้วตัดสินใจโพล่งออกมา
“คุณทำอย่างนี้ทำไม”
อารุมหยุดเดิน แต่ยังหันหลังให้อยู่
“คุณช่วยฉันทำไมคะ”
อารุมยืนนิ่ง แต่ไม่กล้าตอบ
“ฉันไม่เข้าใจคุณเลยจริงๆ ตอนแรกคุณเกลียดฉัน อยากจะไล่ให้ฉันไปพ้นๆ แต่อีกนาทีคุณก็รั้งฉันไว้ ไม่ยอมให้ฉันไป”
อารุมสับสนตัวเองเหมือนกัน เพราะอยู่ในอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียด แต่ในที่สุดก็ข่มอารมณ์ที่หวั่นไหวของตัวเองได้ หันกลับมาเผชิญหน้าแกล้งทำเป็นเย็นชา
“ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนี่ ผมแค่ไม่อยากให้คุณไปป่วยตายในกระท่อมนั่น มันจะเป็นภาระผมมากกว่าเดิม”
อารุมทิ้งท้ายแล้วเดินออกไป ทิ้งให้วิศนีมองตามอย่างเศร้าๆ ใจลึกๆ ยังไม่เชื่อว่านั่นคือเหตุผล หญิงสาวพึมพำตามหลัง
“คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ คุณอารุม”


อารุมเดินพ้นประตูห้องออกมา ก็ก้มหน้าคอตกเศร้า แล้วทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ จมลงสู่ความรู้สึกว้าวุ่นใจของตัวเองต่อไป ชายหนุ่มลูบหน้าตัวเองเครียดๆ ความรักกับความเกลียดในตัววิศนียังคงต่อสู้กันอย่างทรหด ไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะชนะ


นีรนุชเข้ามาไขกุญแจหน้าบ้าน แล้วเตรียมจะผลักประตูเข้าไป
“ไปไหนมา ถึงกลับมาป่านนี้”
นีรนุชสะดุ้ง หันไปเห็นเดชชาติ ก็ถอนใจ
“พี่ชาติ มามืดๆ นุชตกใจหมด”
เดชชาติดุกว่าเดิม
“พี่ถามว่าไปไหนมา”
“ไปธุระ”
นีรนุชตอบสั้นๆ แล้วเปิดประตูเดินหนีเข้าบ้าน เดชชาติตามไป กระชากแขนไว้
“มีธุระอะไรต้องไปตอนมืดๆ ค่ำๆ แบบนี้”
“พี่ชาติ !”
“ไปเที่ยวมาใช่ไหม ไปกับใคร ไอ้เสือสิงห์กระทิงแรดตัวไหน”
นีรนุชงง
“อะไรของพี่ชาติเนี่ย”
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนประเด็นเลย แก้ตัวไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” เดชชาติผิดหวัง “แสดงว่าไปเที่ยวกับผู้ชายมาจริงๆ”
นีรนุชอ้าปากค้าง อยากจะเถียงแต่เดชชาติไม่ฟัง
“พี่ผิดหวังในตัวเธอมากนะ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากนักหรือไง กะอีแค่เริ่มทำงานได้วันเดียวก็ทำตัวแบบนี้แล้ว หรือคิดว่าตัวเองตัวคนเดียวแล้ว จะเหลวแหลกยังไงก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร”
นีรนุชโมโหปรี๊ด เงื้อมือตบหน้าเดชชาติทันที
“ก่อนที่จะตัดสินนุช พี่ได้รอให้นุชอธิบายอะไรหรือยัง”
เดชชาติอึ้งไป นีรนุชน้ำตาคลออย่างน้อยใจ
“นุชไม่ได้ไปเที่ยวกับผู้ชายที่ไหนมาทั้งนั้น นุชไปเยี่ยมหลวงตา ไปคุยกับพวกเด็กๆ ที่วัด เพราะอยากรู้ว่าพี่อารุมย้ายไปอยู่ที่ไหน”
เดชชาติสะอึก เสียใจที่เข้าใจผิด
“พี่ชาติอาจจะไม่สนใจว่าเพื่อนรักของตัวเองเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง แต่นุชเป็นห่วงพี่อารุม”
“นุช พี่ไม่รู้ พี่ขอโทษ...”
นีรนุชไม่สนใจ สะบัดหน้าวิ่งขึ้นห้องไป...เดชชาติตามมาเคาะประตูหน้าห้องด้วยสีหน้าว้าวุ่นใจ
“นุช ออกมาคุยกับพี่หน่อย พี่อยากขอโทษ”
ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง เดชชาติยิ่งไม่สบายใจ เคาะประตูซ้ำ
“นุช !”
“ไม่ต้องมายุ่ง นุชไม่มีอะไรจะพูดกับพี่”
เดชชาติยืนคอตกเศร้า ไม่กล้าเคาะประตูอีก ได้แต่เสียใจที่ตัวเองวู่วามเกินไป


เพ็ญสวดมนต์เสร็จก็จะล้มตัวลงนอน แต่สังเกตเห็นฉายนอนก่ายหน้าผาก พลิกไปพลิกมา
“เป็นอะไรพี่ฉาย นอนไม่หลับเหรอ”
“พี่โทรไปถามคุณวิโรจน์เรื่องคุณอารุมกับคุณนี แกยืนยันอย่างที่นังจันทร์มันพูด”
เพ็ญหน้าตื่น
“ฮ้า ที่ว่าคุณนีฆ่าแฟนคุณอารุมตายน่ะเหรอ”
ฉายพยักหน้ากลุ้มๆ
“คุณวิโรจน์บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็มีการฟ้องร้องกัน จนคุณอารุมแพ้คดี ถึงขอมาอยู่ที่นี่”
“แล้วพี่คิดว่าคุณนีเป็นคนไม่ดีอย่างที่นังจันทร์มันว่าหรือเปล่า”
“ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้กลุ้มอยู่นี่ไงว่าควรจะวางตัวยังไง”
เพ็ญนิ่งคิด ก่อนจะสรุปออกมา
“ไม่เห็นจะยากเลย สำหรับฉัน คุณนีเป็นคนดีมีน้ำใจ เรื่องที่ผ่านมาฉันถือว่าไม่รับรู้ ฉันมองคนเท่าที่เห็น ไม่มองไปถึงอดีตที่เขาเคยทำ ถ้าวันนี้เขาดีกับฉัน ดีกับคนอื่น ฉันก็ถือว่าเขาเป็นคนดี”

เพ็ญพูดจบก็ล้มตัวลงนอนไม่สนใจอีก ทิ้งให้ฉายยังคงนั่งครุ่นคิดสับสน
จันทร์เดินย่องเข้ามาในความมืด มุ่งหน้าไปยังบ้านใหญ่ตรงไปที่ห้องที่วิศนีนอน เห็นวิศนีนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงด้วยท่าทางสบายๆ แล้วปิดหนังสือล้มตัวลงนอน จันทร์แอบมองอยู่อย่างหมั่นไส้

“มีความสุขเหลือเกินนะนังคุณนี ฉันจะจัดการแกยังไงดี”


นีรนุชอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ เดินลงมาหยิบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์เพื่อขึ้นไปนอนอ่านบนห้อง แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน
“พี่นุชคร้าบพี่นุช”
นีรนุชจำได้ว่าเป็นเสียงพิชิตเลยเดินไปเปิดประตู เห็นพิชิตกับรักชาติยืนอยู่หน้าประตู
“มากันทำไมดึกๆ เนี่ยเด็กๆ”
พิชิตยื่นสมุดการบ้านให้ดู
“พวกเราจะให้พี่ช่วยสอนการบ้านให้หน่อย”
“แล้วก็เอาขนมมาฝากด้วย”
รักชาติยื่นจานขนมไทยฝีมือพิมให้ นีรนุชรับมาแล้วชะโงกมองออกไปอย่างระแวง
“ไม่ได้พาใครมาด้วยใช่ไหม”
“โอ๊ย เปล่า พี่ชาติไม่ได้ส่งพวกเรามา อุ๊บ”
พิชิตรีบเอามือปิดปาก นีรนุชรู้ทันว่าเดชชาติส่งน้องๆ มาง้อ เลยรีบดึงสองคนเข้ามาแล้วปิดประตู
“ถ้าจะให้พี่สอนการบ้าน ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ห้ามพูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องการบ้าน ใครฝากให้มาบอกอะไรพี่ เอากองไว้ข้างนอกโน่น พี่ไม่อยากฟัง”
พิชิตจ๋อยไป
“แหม รู้ทันอีก”
“ตกลงหรือเปล่า ถ้าตกลงพี่จะสอนการบ้านให้”
พิชิตกับรักชาติรับคำแข็งขัน
“ตกลงครับ”
“ไป งั้นขึ้นห้อง”
นีรนุชโอบไหล่รักชาติเดินนำขึ้นไป พิชิตมองตาม เห็นนีรนุชขึ้นบันไดไปแล้วก็แอบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมากด ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่ยืมองอาจมา ทุกอย่างเป็นแผนของเดชชาติที่จะง้อนีรนุช พิชิตกระซิบคุย
“สงสัยจะยากอะพี่ชาติ พี่นุชห้ามพูดถึงพี่ ไม่งั้นโดนไล่ออกจากบ้านแน่”
เดชชาติยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบ้าน คุยโทรศัพท์กับน้อง
“ก็คิดอยู่แล้วล่ะ”
“พี่ชาติไปทำอะไรอีกล่ะเนี่ย เฮ้อ ก่อเรื่องอยู่เลย”
“แหมๆๆ ไอ้นี่ ได้ทีซ้ำเติมเลยนะแก”
พิชิตหัวเราะคิก เสียงนีรนุชดังมาจากข้างบน
“ชิต ทำไมไม่ขึ้นมาซักทีล่ะ”
พิชิตตกใจ
“เอ่อ ไปแล้วคร้าบๆ...แค่นี้ก่อนนะพี่ชาติ พี่ต้องไปหาทางง้อพี่นุชเอาเองแล้วล่ะ”
เดชชาติตกใจ รีบห้าม
“เฮ้ย เดี๋ยวก่อนๆ เอาอย่างนี้”


พิชิตกับรักชาตินอนทำการบ้านอยู่บนเตียง นีรนุชกำลังสอนการบ้านรักชาติ พิชิตทำเป็นทำการบ้านแล้วเหล่อมองนีรนุช เสียงเดชชาติดังก้องในหัว
“แกเนียนๆ ทำการบ้านไปสักพัก ก็หาเรื่องย่องลงมาข้างล่าง”
พิชิตค่อยๆ ปิดสมุดการบ้านแล้วลุกขึ้นย่องๆ จะออกจากห้อง ระหว่างที่นีรนุชมัวแต่สนใจสอนรักชาติอยู่ แต่พอจะเปิดประตูออกไปนีรนุชก็หันมาเห็นพอดี
“จะไปไหนอีกล่ะชิต การบ้านเสร็จแล้วเหรอ”
พิชิตอึกอัก
“เอ่อ ไปห้องน้ำครับ”
พิชิตยิ้มกลบเกลื่อนแล้วรีบออกจากห้องไป นีรนุชมองตามแล้วหันมาสอนรักชาติต่อ...พิชิตวิ่งลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว กวาดตามองไปที่ห้องรับแขก คำพูดของเดชชาติดังก้องในหัว
‘ที่ห้องรับแขกจะมีคัทเอาท์ไฟบ้านอยู่ตรงผนัง แกเอาไม้สับคัทเอาท์ให้ไฟดับ’
พิชิตมองเห็นคัทเอาท์ รีบยกเก้าอี้ไปตั้ง แล้วเอาไม้กวาดปีนขึ้นไปเขี่ยๆ ไฟ แล้วนึกถึงคำสั่งของพี่ชาย
‘พอไฟดับ แกก็ทำเป็นโวยวาย แล้วให้นุชเรียกพี่ไปซ่อม พี่จะได้ถือโอกาสง้อนุช เข้าใจไหม’
พิชิตปีนอยู่บนเก้าอี้ แล้วพยายามใช้ไม้กวาดเขี่ยคัทเอาท์อย่างมุ่งมั่น จนในที่สุดก็เขี่ยโดน ไฟดับพรึ่บ


เดชชาติที่ซุ่มอยู่หน้าบ้าน มองเห็นไฟบ้านนีรนุชดับก็ทำมือสะใจ
“เยส!”


นีรนุชสอนการบ้านรักชาติอยู่ ไฟดับพรึ่บ
“อ้าว ไฟดับอีก”
นีรนุชกับรักชาติงงๆ เสียงพิชิตดังขึ้น
“โอ๊ย พี่นุช ไฟดับอ่ะ ผมกลัวผี ช่วยด้วย ฮือๆๆๆ”
นีรนุชตกใจ รีบหยิบไฟฉายที่หัวเตียงแล้วลุกขึ้นออกไป รักชาติรีบวิ่งตาม...นีรนุชกับรักชาติถือไฟฉายเดินเข้ามา เห็นพิชิตยืนอยู่กลางบ้าน พิชิตรีบถลาเข้าไปกอดทำเป็นกลัว
“ฮือๆ มืดอะ กลัว”
“ไหนว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วชิตมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
พิชิตอึ้ง รีบแก้ตัว
“เอ่อ ก็กำลังจะไปแต่ไฟดับ ผมก็เลยไปไม่ถูก”
รักชาติมองนอกบ้าน
“ข้างนอกไม่เห็นดับเลย”
นีรนุชมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นไฟถนนกับข้างบ้านติดปกติ
“สงสัยจะดับเฉพาะบ้านเรา”
พิชิตทำเป็นบ่น
“ถ้าคืนนี้ทำการบ้านไม่เสร็จต้องโดนครูตีแน่เลย”
รักชาติพาซื่อ
“งั้นก็ไปทำบ้านเราสิ”
พิชิตรีบพูด
“ไม่ได้ !”
รักชาติสะดุ้ง นีรนุชงง พิชิตรู้สึกตัว รีบกลบเกลื่อน
“คือ ยังไงพี่นุชก็ต้องนอนที่นี่ ถ้าไฟดับก็นอนไม่ได้อยู่ดี จริงไหมพี่” พิชิตแกล้งถาม “พี่นุชซ่อมไฟได้หรือเปล่า”
นีรนุชส่ายหน้า
“ทำไม่เป็นอ่ะ”
“งั้นก็ต้องให้คนอื่นมาซ่อม”
รักชาติถามทันที
“ใคร”
“ก็พี่ชาติไง”
พิชิตพูดแล้วเหลือบมองเห็นนีรนุชชักสีหน้า จึงรีบอ้อน
“นะครับพี่นุช ไม่งั้นคืนนี้ร้อนตายแน่ๆ การบ้านก็ไม่เสร็จด้วย...จริงไหมไอ้รัก”
รักชาติงงๆ พิชิตหันไปพยักเพยิด เลยเออออด้วย
“จริงมั้ง”
นีรนุชมองทั้งสองคน นึกสงสารเลยจำใจต้องยอม
“อ้ะ ไปเรียกมาแล้วกัน พี่จะไปรอข้างบนนะ”
นีรนุชทำท่าจะเดินหนีไป แต่จู่ๆ ก็เสียงเคาประตูดังขึ้น พิชิตรีบวิ่งไปเปิดประตู
“พี่ชาติ !”
นีรนุชหันขวับ เห็นเดชชาติยืนยิ้มแป้นพร้อมกับอุปกรณ์ช่าง เดชชาติรีบพูด
“ไฟดับใช่ไหม”
เดชชาติเห็นนีรนุชทำหน้าแปลกใจ ก็รีบแก้เก้อ
“คือ...พี่เห็นจากหน้าต่างห้องน่ะ แต่บ้านอื่นไม่ดับ ก็เลยแวะมาดู”
“มาเร็วไปป่ะเนี่ย”
เดชชาติยิ้มประจบ
“นุช ให้พี่เข้าไปนะ”
นีรนุชสะบัดหน้างอนๆ
“เร็วๆ แล้วกัน”
เดชชาติยิ้มร่า รีบปรี่เข้าบ้าน
“เดี๋ยวพี่ซ่อมให้ แป๊บเดียวเสร็จ”

เดชชาติยักคิ้วให้พิชิตเป็นการขอบอกขอบใจ
องอาจนั่งดูถ่ายทอดฟุตบอลอยู่คนเดียวในบ้าน กำลังเชียร์อย่างเมามัน จู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บ

“เฮ้ย ทำงี้ได้ไงวะ ยิงเข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ปัดโธ่”
องอาจโผล่หน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง เห็นไฟดับมืดทั้งแถบ ลมพัดแรงเหมือนฝนจะตก
“อ้าว ดับทั้งแถบเลยนี่หว่า เซ็งเว้ย”
องอาจขยี้หัวตัวเองอย่างโมโห

เดชชาติไม่รู้เรื่องไฟดับปีนขึ้นไปดูคัทเอาท์ ทำทีเป็นขยุกขยิกซ่อมไฟ พลางพูดอวดๆ
“จริงๆ ซ่อมไฟมันไม่ยากหรอก แต่มันเป็นงานอันตราย ดีแล้วล่ะที่นุชเรียกพี่มาช่วย อย่าซ่อมเองเชียวนะ”
เดชชาติโปรยยิ้มประจบ นีรนุชค้อนขวับพึมพำ
“ยังไม่ทันจะเรียกเลย”
เดชชาติยิ้มกริ่มมองคัทเอาท์ที่ถูกพิชิตสับลง เตรียมจะดันขึ้น โดยไม่รู้ว่าไฟฟ้าดับทั้งแถบ
“แค่นี้ก็เรียบร้อย...” เดชชาติดันคัทเอาท์ขึ้น “อ้าว อะไรวะ”
เดชชาติชะงักเมื่อไม่เห็นไฟติดอย่างที่คิด นีรนุชกอดอกมอง
“เสร็จหรือยังเนี่ย ตกลงซ่อมเป็นหรือเปล่า”
“เอ่อ ก็...อีกแป๊บนะจ๊ะ”
เดชชาติยิ้มกลบเกลื่อน แล้วหันมาส่งสัญญาณเรียกพิชิตเข้ามาใกล้กระซิบเบาๆ
“แก
กำลังโหลดความคิดเห็น...