xs
xsm
sm
md
lg

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 9
ปองเทพมีสีหน้าตื่นตกใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากอรวิลาส
“ชะเอมนั่งเรือไปกับคุณตั้มสองคน!?”
“ใช่...พ่อบอกว่าตำรวจเอาเรือออกไปตามหาไม่ได้ เพราะคลื่นลมและฝนแรงมาก ไม่รู้พี่ตั้มกับชะเอมจะเป็นยังไงบ้าง” อรวิลาสบอก
ปองเทพทั้งโมโหทั้งเป็นห่วงเลยหันไปเตะต้นไม้
“บ้าเอ๊ย!! ถ้าชะเอมเป็นอะไรขึ้นมา ผมจะไม่ให้อภัยคุณตั้มเลย!!”
“อ้าวป่อง ทำไมพูดจาแบบนี้ ใครจะไปคาดเดาได้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”
“ไม่รู้อ่ะ ถ้าเรื่องนี้จะต้องโทษใคร ก็ต้องโทษคุณตั้ม!!!”
“ทำไมนายไม่มีเหตุผลแบบนี้! นายนี่มันใจตู๊ดจริงๆเลย”
“ผมไม่ใช่ตู๊ด!!!”
“พูดจาไม่แมนแบบนี้ เค้าเรียกว่าตู๊ด!!”
“ผมไม่ได้เป็นตู๊ด ไม่ได้เป็นเก้งกวาง ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น!!” ปองเทพตวาดลั่น
อรวิลาสตกใจมากแล้วเธอก็โมโห
“ทำไมนายต้องตวาดฉันด้วยห๊ะ!!!! นายเป็นบ้าอะไรของนาย ผีกะเทยเข้าสิงเหรอไง”
ปองเทพอยากจะบ้าตาย เขาขยี้หัวตัวเอง
“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็น”
ปองเทพตะคอกใส่หน้าอรวิลาสพร้อมเดินเข้าหา อรวิลาสถอย
“ไม่ได้เป็น ไม่ได้เป็นเว้ย!”
อรวิลาสกำมือแน่น ด้วยความโกรธมากเธอจึงตบหน้าปองเทพดังเพี๊ยะ! ปองเทพอึ้งแล้วหันมาดึงอรวิลาสเข้ามาจูบปากด้วยความโมโห อรวิลาสตาโต เธอผลักปองเทพออกไปอย่างแรง
“เห็นยังว่าผมไม่ได้เป็นเกย์!!!”
อรวิลาสอึ้งและตกใจสุดๆ เธอค่อยๆถอยแล้วก็หันหลังวิ่งหนีออกไปทำเอาปองเทพชะงัก แล้วเขาก็รู้สึกผิด ปองเทพตบปากตัวเอง
“ไอ้บ้าป่อง..นี่แกทำอะไรลงไปเนี่ย?!!”
ปองเทพรู้สึกผิดสุดๆ

อรวิลาสเข้ามาในห้องแล้วยืนหันหลังพิงประตู สีหน้าของเธอยังตื่นตระหนกไม่หาย อรวิลาสค่อยๆจับปากตัวเอง แล้วนึกถึงตอนที่ปองเทพจูบปากเธอ
“เห็นยังว่าผมไม่ได้เป็นเกย์!!!” เสียงปองเทพดังก้องในหัว
อรวิลาสช๊อคและตกใจมากๆ จนถึงกับทรุดลงไปนั่งด้วยสีหน้าอึ้งตะลึงงัน

ฝนยังคงตกไม่หยุด เอมิกากับวเรศนั่งชันเข่าหลบฝนใต้ใบไม้ใบเดียวกัน แต่วเรศโดนฝนมากกว่า
วเรศปากคอสั่น “ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย”
เอมิกาหันไปเห็นวเรศนั่งหน้าซีดก็รีบบอก
“คุณขยับเข้ามาอีกเถอะค่ะคุณตั้ม”
“ฉันไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรอะไรคะ คุณสั่นไปหมดแล้ว เบียดกันหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
วเรศขยับมาตัวชิดกับเอมิกา ทั้งสองหันมาเห็นว่าหน้าใกล้กันมาก วเรศตัดสินใจ
“ชะเอม...ฉัน...”
ฟ้าผ่าเปรี้ยง!!พร้อมกับที่วเรศหลุกปากคำว่า”รัก” ออกมา
เอมิกาตกใจเสียงฟ้าผ่าจึงร้องออกมาพอดี “ว๊ายยยย!!!”
เอมิกาโผกอดวเรศ วเรศกอดเอมิกาแน่น แล้วเอมิกาก็ชะงักจึงรีบผละออกมาแต่วเรศกลับไม่ยอมปล่อย ทั้งสองคนมองหน้ากัน เอมิกาใจเต้นไม่เป็นส่ำ วเรศเองก็เช่นกัน
“เมื่อกี๊คุณตั้มจะพูดอะไรกับฉันคะ” เอมิกาถาม
วเรศมองเอมิกาแล้วก็ค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปจะจูบเอมิกา เอมิกาถึงกับตกอยู่ในภวังค์ ปากของทั้งสองกำลังจะแตะกัน แต่ทันใดนั้นหน้าปองเทพก็แว๊บขึ้นมาในหัวเอมิกา ทำให้เธอได้สติจึงรีบหันไปทางอื่น วเรศชะงัก พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองเอมิกาที่นั่งหันหลังให้ วเรศถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็งที่ทำไม่ลง

แสงแดดยามเช้า ท้องฟ้าสดใสหลังจากผ่านมรสุมมาทั้งคืน เอมิกานอนซบไหล่วเรศอยู่ ไม่นานเธอก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พอเงยหน้าเอมิกาก็เห็นหน้าวเรศอยู่ตรงหน้า เอมิกามองวเรศด้วยความสับสน ทันใดนั้นวเรศก็ตื่นขึ้นเอมิการีบถอยห่าง วเรศหันไปมองเอมิกา แล้วก็มองเห็นแสงแดด
“เช้าแล้วเหรอเนี่ย??” วเรศทัก
วเรศหันไปมองเอมิกา ต่างคนต่างทำหน้าไม่ถูก
“เรารีบกลับกันเถอะค่ะ ป่านนี้พี่นากเป็นห่วงแย่แล้ว” เอมิกาบอก
เอมิการีบลุกเดินออกไป วเรศลุกขึ้นแล้วเดินตาม

บรรจงกำลังคิดแค้นสุดๆ
“เป็นเพราะนังชะเอมคนเดียว ตอนนี้ไม่มีใครสนใจฉันอีกแล้ว ฉันเกลียดมัน แล้วยังมีนังคุณชื่นอีกคน ฉันก็เกลียดมันด้วย”
มดแดงมองบรรรจงอย่างครุ่นคิดแล้วก็นึกอะไรออก
“พี่เห็นใจน้องจงจริงๆ เอาอย่างนี้ดีมั๊ย น้องจงมาทำงานให้กับเจ้านายของพี่”
“ทำสิ ฉันจะได้ไปลาออกจากคุณชื่นเลย”
“เดี๋ยวๆๆ งานของเจ้านายพี่ น้องจงไม่ต้องลาออก แค่รับสองจ๊อบไปพร้อมๆกัน” มดแดงรีบบอก
บรรจงงง “ยังไงอ่ะพี่ ฉันไม่เข้าใจ”
“พี่อยากให้น้องจงเป็นสายโจร!”
บรรจงตกใจ
“คอยดูลาดเลาคนในบ้าน และเมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมเมื่อไหร่ เราจะปล้นบ้านนังคุณชื่นฤทัยกัน!”
บรรจงอึ้ง “ฉันทำไม่ได้หรอกพี่”
“น้องจงคิดให้ดี แผนนี้จะทำให้น้องจงได้แก้แค้นนังคุณนายกับนังชะเอมไปพร้อมๆกัน แล้วแถมน้องจงยังจะได้ส่วนแบ่ง บางทีอาจจะทำให้น้องจงเลิกเป็นคนใช้ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ น้องจงไม่สนใจจริงๆน่ะเหรอ”
บรรจงคิดหนัก

เวลาผ่านไป ชื่นฤทัยกอดวเรศก่อนจะผละออกมามองหน้าเอมิกาที่ยืนอยู่กับนาก
“ฉันล่ะโล่งใจจริงๆที่เธอกับหลานตั้มกลับมาปลอดภัย บุญรักษานะลูกนะ”
วเรศยิ้มแล้วก็หันไปมองเอมิกา
“ชะเอมกับนากไปพักผ่อนกันได้แล้ว” พีรพลบอก
นากกับเอมิกาเดินออกไป วเรศได้แต่มองตามเอมิกาด้วยแววตาผิดหวังที่ยังไม่ได้สารภาพรักกับเธอ พีรพลหันไปมองวเรศด้วยความสงสัย

พีรพลเดินออกมากับวเรศ
“ตั้ม..” พีรพลเรียก
วเรศหยุดเดินแล้วหันไป
“อาแปลกใจว่าทำไมเรากับชะเอมถึงนั่งเรือไปด้วยกัน”
วเรศอึกอัก “เออ..คือพอดีผมไม่ได้ขับเรือมานานแล้วน่ะครับ ผมก็เลยลองไปขับดูโดยให้ชะเอมนั่งเป็นเพื่อน”
“อย่างเราเนี่ยต้องให้คนไปนั่งเป็นเพื่อนด้วยเหรอ?”
วเรศเงียบเพราะพูดไม่ออก พีรพลทำเป็นยิ้มแล้วก็ตบบ่าวเรศ
“อาแค่แปลกใจน่ะ เรารีบกลับไปพักเถอะไป เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว”
วเรศยกมือไหว้พีรพลแล้วก็เดินออกไป พีรพลนิ่วหน้ามองวเรศที่เดินออกไป

เอมิกาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอเดินมาเจอกับจุ่นที่กระโดดออกมาขวาง เอมิกาสะดุ้งโหยง
“พี่จุ่น!”
จุ่นเอาดอกบัวพร้อมธูปเทียนที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาแล้วคุกเข่าตรงหน้าเธอ ทำเอาเอมิกาเหวอ
“พี่จุ่นจะทำอะไร?!!”
“พี่อยากมาขอขมาน้องชะเอม” จุ่นบอก เอมิกางง “เรื่องที่พี่เข้าใจน้องชะเอมผิด” เอมิกานึกออก “ยกโทษให้พี่นะจ๊ะ”
“เรื่องแค่นี้เอง ลุกขึ้นเถอะพี่จุ่น”
“ไม่จ๊ะ พี่จะไม่ลุก...จนกว่าน้องชะเอมจะอภัยให้พี่” จุ่นยื่นดอกบัวไปให้
เอมิการับดอกบัวมา จุ่นดีใจมากรีบลุกขึ้นมาจับมือเอมิกา
“ขอบใจน้องชะเอมมากที่ไม่โกรธพี่จุ่น น้องชะเอมเป็นคนดีจริงๆ”
เอมิกายิ้มแหยๆ แล้วก็รีบดึงมือออก ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในห้อง จุ่นยิ้มอย่างดีใจก่อนจะหันไปเห็นบรรจงเดินออกมา จุ่นเชิดใส่ บรรจงรีบเข้ามาจับแขนจุ่นแล้วง้อ
“พี่จุ่นยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ?!”
จุ่นก้มมองมือบรรจง “ปล่อย!”
“พี่จุ่นจ๋า...”
จุ่นแกะมือบรรจงออก “ถึงหน้าพี่จะโง่ แต่พี่ไม่ได้โง่นะ แล้วอีกอย่างคนอย่างพี่เจ็บแล้วจำ!”
จุ่นบอกตัวเองแล้วก็เดินออกไป บรรจงแค้นใจสุดๆ แล้วก็ตัดสินใจหยิบมือถือออกมาโทรหามดแดง
“พี่มดแดง..ฉันตกลงตามที่พี่เสนอมา”
บรรจงเหี้ยม

ปองเทพคุยกับเอมิกาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เอมหายไปไหนกับคุณตั้มมาทั้งคืน” ปองเทพถาม
“ฝนตกหนัก เรากับคุณตั้มเลยติดอยู่ที่เกาะ” เอมิกาบอก
“แล้วทำไมเอมกับคุณตั้มต้องไปที่เกาะ” ปองเทพถามต่อ
“คุณตั้มชวนฉันให้ไปลองเรือเป็นเพื่อน”
“แค่นั้นเหรอ?”
เอมิกาชักไม่พอใจ “ก็แค่นั้นสิ ป่องพูดเหมือนเราโกหกอย่างนั้นแหละ”
“แล้วเอมโกหกรึเปล่าล่ะ”
เอมิกาอึ้ง “ทำไมป่องพูดจาหาเรื่องแบบเนี้ย?! เราไม่พูดกับป่องแล้ว”
“ที่ไม่พูด เพราะกลัวหลุดอะไรออกมารึเปล่า”
เอมิกาฉุน “ป่อง!!! เธอชักจะไม่มีเหตุผลแล้วนะ”
ปองเทพน้อยใจ “เราขอถามอะไรเอมหน่อยเถอะ เอมอาจจะเบื่อเพราะว่ามันเป็นคำถามที่เราถามเอมมาตลอด แต่มันก็ยังไม่สามารถขจัดความคาใจของเราออกไปได้ เอมรู้สึกยังไงกับคุณตั้ม” เอมิกาเงียบ ปองเทพถามต่อ “เอมชอบเค้ารึเปล่า”
เอมิกาอึ้งไป ภาพบนเกาะตอนที่วเรศจะจูบเอมิกาแว๊บขึ้นมาหัวของเธอ
ปองเทพมองเอมิกาแบบลุ้นๆ

อรวิลาสได้ยินเสียงปองเทพกับเอมิกาก็สงสัยเลยหันไปมอง

ปองเทพจ้องหน้าเอมิกาและใจเริ่มเสีย
“ทำไมเอมไม่ตอบ?” ปองเทพกระชากแขนเอมิกาเข้ามา “เอมชอบคุณตั้มใช่มั๊ย! ใช่มั๊ยเอม!!!”
เอมิกาแกะมือปองเทพออก
“เราไม่ได้ชอบเค้า” เอมิกาบอก
“แล้วทำไมเอมต้องคิดนานด้วยกว่าจะตอบ”
“ก็เราตกใจที่ป่องคิดแบบนั้นน่ะสิ เมื่อไหร่จะเลิกคิดซักที”
“เมื่อวันที่เอมทำให้เรามั่นใจว่าเอมไม่ได้จะนอกใจเราน่ะสิ”
อรวิลาสที่แอบอยู่ได้ยินทุกอย่างก็ตกใจ
ปองเทพพูดต่อ “เราเป็นแฟนกันมานานแล้วนะเอม เอมก็เห็นว่าหลายปีที่ผ่านมา เราไม่เคยมองใครเลย เรารักเดียวใจเดียวกับเอมตลอด เราคงทนไม่ได้หรอกถ้าเอมจะเลิกกับเรา”
เอมิการู้สึกผิดมาก “ป่องคิดมากไปแล้ว เราไม่ชอบใครหรอก”
ปองเทพจับมือเอมิกาขึ้นมา อรวิลาสที่แอบมองอยู่ก็ได้แต่ยืนอึ้ง
ปองเทพถามย้ำ “จริงนะ”
เอมิกาพยักหน้า ปองเทพกระชับมือเอมิกาแน่นขึ้น เอมิกาพยายามฝืนยิ้มให้ปองเทพ แล้วทั้งคู่ก็หันไปเห็นอรวิลาสยืนอยู่ ปองเทพกับเอมิการีบปล่อยมือออกจากกัน
“ที่แท้เธอสองคนก็เป็นแฟนกัน” อรวิลาสบอก
เอมิกากับปองเทพหน้าถอดสี
“คุณอรคะ ฟังฉันอธิบายก่อนนะคะ” เอมิกาพูด
“จะต้องอธิบายอะไรอีก ในเมื่อฉันได้ยินทุกอย่าง”
ปองเทพพูดทันที “ใช่ครับ ผมกับชะเอมเป็นแฟนกัน”
เอมิกาหันขวับไปมองปองเทพที่พูดออกมา อรวิลาสรู้สึกผิดหวังและเสียใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“แล้วทำไมต้องปิดบังด้วย?!” อรวิลาสถาม
เอมิการีบพูด “เพราะฉันกลัวมีปัญหาค่ะ ตามสถิติแล้วถ้าคนรักกันทำงานในที่เดียวกัน..จะทำให้การงานไม่ก้าวหน้า ความจริงฉันกับป่องก็ไม่ได้อยากทำงานที่เดียวกันหรอกนะคะ แต่เพราะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เราไม่มีทางเลือก ได้งานที่ไหน ก็ต้องไปทำ คุณอรอย่าโกรธเราเลยนะคะ”
“ฉันไม่มีสิทธิ์ไปโกรธพวกเธอ เธอจะเป็นแฟนกัน มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเธอ”
อรวิลาสหันไปมองปองเทพแล้วก็เดินออกไป เอมิกาหันขวับมาทางปองเทพด้วยความโมโห
“ถ้าคุณอรไปบอกคุณชื่นว่าพวกเราโกหก แล้วคุณชื่นไล่เราออกก่อนที่เราจะเก็บข้อมูลเสร็จล่ะก้อ เราจะโทษว่าเป็นความผิดของป่องคนเดียว” เอมิกาโมโห
ปองเทพเหวอ เอมิกาเดินจ้ำออกไป ปองเทพได้แต่ถอนหายใจ

อรวิวาส ชื่นฤทัย พีรพล และหนูอ้อยนั่งทานอาหารอยู่ด้วยกัน อรวิลาสกินอะไรไม่ลงจึงเอาแต่เขี่ยข้าวในจานไปมาแล้วก็รวบช้อน ชื่นฤทัยหันไปเห็นก็แปลกใจ
“อิ่มแล้วเหรอลูก”
“ค่ะ อรขอตัวก่อนนะคะ”
อรวิลาสเดินออกไป
“น่าแปลก ทั้งๆที่ของชอบทั้งนั้น แต่ไม่ทานอะไรซักอย่าง”
“ดูซึมๆไปด้วยนะคุณ หรือว่าจะไม่สบาย” พีรพลเป็นห่วง
หนูอ้อยพูดไปกินไป “อาการแบบนี้ ไม่ได้ไม่สบายหรอกค่ะคุณพ่อ” พีรพลกับชื่นฤทัยหันมามอง “เค้าเรียกว่าอกหักรักคุดตู๊ดเมินค่ะ”
ชื่นฤทัยกับพีรพลหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย

อรวิลาสนั่งกอดตุ๊กตาซึมเศร้าอยู่บนเตียง ภาพตอนที่ปองเทพดึงเธอเข้ามาจูบยังตราตรึงอยู่ในหัวจนอรวิลาสต้องสะบัดหัวไล่ภาพนั้นออกไป
“คิดถึงแต่ภาพนั้นอยู่ได้ นี่เราเป็นอะไรไปเนี่ย?!!”
อรวิลาสเอาตุ๊กตาฟาดลงไปบนเตียงโดยไม่หยุด ชื่นฤทัยเปิดประตูเข้ามาเห็นก็ตกใจ
“ลูกอร..” ชื่นฤทัยเรียก อรวิลาสชะงัก “ทำไมก้าวร้าวแบบนี้ล่ะลูก”
“อร..อรอารมณ์ไม่ดีน่ะค่ะ”
“อารมณ์ไม่ดี หรือ อกหักกันแน่”
“ทำไมคุณแม่ถามแบบนี้ล่ะคะ?”
“ก็หนูอ้อยบอกว่าอาการของลูก คือ อกหักรักคุดตู๊ดเมินน่ะสิ”
อรวิลาสฟังแล้วก็ร้องไห้ออกมา ชื่นฤทัยตกใจ
“ลูกร้องไห้ทำไม?”
“ไม่ทราบค่ะ อยู่ดีดี ก็อยากร้องไห้ โฮๆๆๆ”
ชื่นฤทัยดึงอรวิลาสเข้ามากอดด้วยสีหน้าไม่สบายใจและเป็นกังวล

ชื่นฤทัยเอาครีมทามือไปก็หันมาคุยกับพีรพลไป
“ฉันว่าน้องอรต้องทะเลาะกับหลานตั้มแน่ๆ”
“ไม่ใช่หรอกมั๊งคุณ
“แต่ฉันว่าใช่!! แน่นอน ฟันธง ชัวร์!! ฉันต้องหาทางทำให้เค้าสองคนคืนดีกัน”
“คุณชื่น..ผมว่าเรื่องแบบนี้ อย่าไปยุ่งเลย..”
“ถ้าไม่ช่วยคิด ก็ไม่ต้องพูด ฉันจัดการเอง”
ชื่นฤทัยพูดจบก็เดินออกไป พีรพลได้แต่ถอนใจ

เช้าวันต่อมา วเรศเดินเข้ามาในบ้านชื่นฤทัยแล้วมองหาเอมิกา แต่มาเจอชื่นฤทัยก็ถึงกับชะงักแล้วรีบยกมือไหว้
“หลานตั้ม..แหมใจตรงกับอาซะจริง อากำลังจะโทรหาตั้มพอดี”
“คุณอามีอะไรครับ”
“ก็น้องอรน่ะสิ อยู่ดีดีก็เศร้าซึม ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาถามก็ไม่ยอมบอก อาก็เลยอยากขอความช่วยเหลือจากหลานตั้ม ให้ช่วยเลียบๆเคียงๆถามน้องอรที เผื่อน้องอรจะยอมเล่าอะไรให้ฟัง”
วเรศเซ็งที่พลาดโอกาสจะคุยกับเอมิกาอีกแล้ว

อรวิลาสนั่งเบื่ออยู่ที่สระน้ำข้างบ้าน วเรศแปลกใจ
“อร...อรจะบอกพี่มาได้เหรอยังว่าอรเป็นอะไร?” วเรศถาม
“อรไม่ได้เป็นอะไร” อรวิลาสตอบ
“ไม่จริง..อรไม่ร่าเริง ไม่พูด ไม่คุย พี่ถามคำ อรก็ตอบคำ มีใครรังแกอรรึเปล่า”
อรวิลาสถอนหายใจแล้วก็หันไปมองวเรศอย่างชั่งใจ
“พี่ตั้มเคยไว้ใจหรือเชื่อใจใครมากๆ แล้วสุดท้ายก็มาเจอว่าเค้าโกหกเรามั๊ยคะ”
“ก็เคย...ใครโกหกอรเหรอ?”
อรวิลาสนิ่งไปพักซักพัก “ชะเอมกับป่องค่ะ”
วเรศอึ้งและตกใจ
อรวิลาสพูดต่อ “เค้าสองคนเป็นแฟนกัน”
วเรศใจแป้วไปทันที

วเรศเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าอึ้งๆ งงๆ กับสิ่งที่อรวิลาสบอกมา วเรศค่อยๆเดินเข้ามานั่ง
“ชะเอม กับ ป่อง...?”
วเรศถึงกับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้านึกไม่ถึง

อรวิลาสกลับเข้ามาในห้องก็เห็นห้องถูกรื้อกระจุยกระจายไปหมด อรวิลาสตกใจมากแต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร
อรวิลาสแผดเสียง “นังอ้อย..ย..ย...ย!!!”
หนูอ้อยโผล่หน้าขึ้นมาจากกองเสื้อผ้าที่สุมอยู่บนพื้น
“ทำอะไร?!!!” อรวิลาสถาม
“พี่อรเงียบๆสิคะ หนูอ้อยกำลังเล่นซ่อนหากับชายใหญ่” หนูอ้อยบอก
อรวิลาสโมโหมาก
“อ๊ายย!!”
หนูอ้อยรีบลุกขึ้นยืน
“ที่เล่นซ่อนหาออกตั้งกว้าง ทำไมต้องมาเล่นในห้องฉันด้วย”
“ก็ชายใหญ่น่ะสิคะ วิ่งไล่หนูอ้อยไม่หยุด หนูอ้อยก็เลยต้องเข้ามาหลบในห้องพี่อร แต่ชายใหญ่ก็หาหนูอ้อยเจอจนได้ ที่ห้องพี่อรเละขนาดนี้ เป็นเพราะฝีมือของชายใหญ่”
“ไม่ต้องโทษหมาเลยนะหนูอ้อย ยอมรับมาซะดีดีว่าเป็นฝีมือของเรา”
หนูอ้อยยืนยัน “ไม่ใช่ฝีมือหนูอ้อยจริงๆนะพี่อร”
“ทำไมถึงเป็นเด็กขี้โกหกแบบนี้?!! รู้มั๊ยว่าพี่เกลียดคนโกหก!”
“หนูอ้อยไม่ได้โกหก”
“เถียงเหรอ!!”
อรวิลาสโมโหมาก เธอจับแขนหนูอ้อยแล้วฟาดไปที่ก้น หนูอ้อยร้องลั่น
“โอ๊ย!! พี่อรตีหนูอ้อยทำไม?”
“ก็เราอยากโกหกพี่ทำไม?!”
“หนูอ้อยบอกแล้วไงว่าไม่ได้โกหก”
“ยังจะโกหกอีก” อรวิลาสตีก้นหนูอ้อยอีก “นี่แน่..นี่แน่ นี่แน่”
หนูอ้อยร้องไห้ “พี่อร..หนูอ้อยเจ็บ..ฮือๆๆ ถ้าพี่อรไม่หยุด หนูอ้อยจะฟ้องแม่”
“เอะอะก็ฟ้องแม่...เด็กบ้า!!”
หนูอ้อยร้องไห้ไม่หยุด “พี่อรว่าหนูอ้อยทำไม หนูอ้อยเป็นน้องพี่อรนะ”
อรวิลาสตวาด “แกไม่ใช่น้องฉัน!!”
หนูอ้อยอึ้ง อรวิลาสเองก็ตกใจที่หลุดปากไปแบบนั้น หนูอ้อยผลักอรวิลาสแล้ววิ่งออกไป อรวิลาสรู้สึกผิดมาก เธอหันไปมองตามหนูอ้อยแต่ก็เรียกไม่ทันแล้ว

หนูอ้อยนั่งชันเข่าก้มหน้าร้องไห้
“พี่อรไม่รักเราเลย”
หนูอ้อยค่อยๆหยุดร้องไห้แล้วก็ครุ่นคิดบางอย่างออก

เช้าวันใหม่ที่บ้านชื่นฤทัย เอมิกาเปิดประตูเข้ามาในห้องของหนูอ้อย
“คุณหนูอ้อยคะ”
ไม่มีเสียงตอบ เอมิกาเดินเข้ามาข้างในแล้วก็รู้สึกแปลกใจมาก
“หายไปไหนแต่เช้า?” เอมิกาสงสัย
เอมิกาแปลกใจพอหันหลังจะเดินออกไป เธอก็เห็นจดหมายวางบนโต๊ะเขียนหนังสือ เอมิกาหยิบขึ้นมาดู แล้วก็ตกใจสุดขีด

ชื่นฤทัยอ่านจดหมายลายมือหนูอ้อยจนถึงบรรทัดสุดท้าย
“ลาก่อน..หนูอ้อย”
ทุกคนตกใจมาก โดยเฉพาะอรวิลาส
“หนูอ้อย!!”
ชื่นฤทัยจะเป็นลม พีรพลรีบเข้ามาประคองรับเอาไว้ อรวิลาสตกใจมาก
“คุณแม่!”
“ชะเอม รีบไปเอายาหอมมาให้คุณชื่น” พีรพลสั่ง
เอมิการีบวิ่งออกไป อรวิลาสสีหน้าแย่เพราะรู้สึกผิดสุดๆ เธอรู้ว่าเป็นเพราะตัวเองแต่ไม่กล้าพูดออกไป

ที่หน้าบ้านชื่นฤทัย อรวิลาสนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดเรื่องหนูอ้อย ปองเทพเห็นอรวิลาสกำลังร้องไห้อยู่ก็แปลกใจเลยตัดสินใจเลียบๆเคียงๆ เดินมาหา
“คุณอร..” อรเงยหน้าน้ำตานองหน้า “คุณอรร้องไห้ทำไมครับ”
“หนูอ้อยหนีออกจากบ้าน” อรวิลาสเล่า ปองเทพตกใจมาก “มันเป็นเพราะฉันเอง”
อรวิลาสร้องไห้ต่อ ปองเทพค่อยๆ นั่งลงข้างๆ แล้วก็ยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้เธอ อรวิลาสกำลังต้องการใครสักคนก็เลยเอนหัวไปซบไหล่ปองเทพ ปองเทพโอบอรวิลาสแล้วตบหลังเธอเบาๆ เพื่อปลอบใจ เอมิกาเดินออกมาเห็นปองเทพกับอรวิลาสก็ชะงักไปนิดนึง แต่เธอเห็นว่าหนูอ้อยสำคัญกว่าเลยเดินเข้าไปหาทั้งคู่
“คุณอรคะ”
ปองเทพกับอรวิลาสผละออกจากกันแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปทางเอมิกา
เอมิกาพูดต่อ “คุณชื่นให้มาตามคุณอรเข้าไปค่ะ”
อรวิลาสพยักหน้าแล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน เอมิกามองปองเทพแว๊บเดียว เธอกำลังจะตามอรวิลาสเข้าไป
ปองเทพเรียก “เอม” เอมิกาหันมา “ให้เราช่วยด้วยนะ”
เอมิกานิ่งไปสักพักแล้วก็พยักหน้า แล้วทั้งสองคนก็เดินออกไปด้วยกัน

วเรศยืนอยู่ตรงหน้าเอมิกา อรวิลาส ปองเทพ ชื่นฤทัย และพีรพล
“ผมว่าหนูอ้อยน่าจะไปไหนไม่ได้ไกล ถ้ายังไงเราแบ่งกลุ่มออกตามหาดีกว่าครับ” วเรศเสนอ
วเรศเหล่เอมิกาพร้อมกับครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วก็พูดต่อ
“คุณอาชื่น คุณอาพีไปด้วยกัน อรไปกับป่อง ผมจะไปกับชะเอม”
เอมิกาหันมามองวเรศ วเรศก็มองเอมิกาอย่างมีเรื่องค้างคาในใจอยากจะถามเธอ

อรวิลาสกับปองเทพเดินตามหาหนูอ้อยด้วยกันจนมาถึงสนามเด็กเล่น อรวิลาสหยุดเดินแล้วมองไปที่สนาม
“บางทีหนูอ้อยอาจจะมาที่นี่ เราแยกกันดูนะ” อรวิลาสบอก
ปองเทพพยักหน้า ทั้งสองคนแยกกันเดินหา อรวิลาสมองเด็กๆที่กำลังเล่นอยู่ว่าใช่หนูอ้อยหรือเปล่า อรวิลาสเห็นเด็กคนหนึ่งลักษณะคล้ายหนูอ้อยก็ดีใจจึงรีบตรงไปเข้าหา
“หนูอ้อย!”
เด็กคนนั้นหันมาซึ่งไม่ใช่หนูอ้อย แล้วเด็กคนนั้นก็วิ่งหนีไป อรวิลาสเศร้ามาก ปองเทพเดินเข้ามาหา
“ด้านโน้นไม่มีคุณหนูอ้อยเลยครับ” ปองเทพบอก
อรวิลาสหันมาหน้าเสีย เธอจับแขนปองเทพ “ฉันกลัวหนูอ้อยจะเป็นอะไร ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย” อรวิลาสน้ำตาคลอ
“อย่าคิดแบบนี้สิครับคุณอร คุณหนูอ้อยเป็นคนเก่ง ต้องไม่เป็นอะไรง่ายๆ”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ บางทีหนูอ้อยอาจจะไม่อยากกลับบ้านอีกเลยก็ได้”
ปองเทพนิ่วหน้า “คุณอรบอกผมได้เหรอยังว่าคุณอรไปทำอะไรคุณหนูอ้อย มันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
อรวิลาสน้ำตาไหล “ฉัน...ฉันตีเค้า” ปองเทพชะงัก “แล้วฉันก็บอกว่าเค้าไม่ใช่น้องสาวฉัน” ปองเทพอึ้ง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกไปแบบนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” อรวิลาสจับแขนปองเทพสองข้าง “นายต้องเชื่อฉันนะ”
อรวิลาสร้องไห้ ปองเทพจับไหล่ทั้งสองข้างของอรวิลาสเอาไว้
“ผมเชื่อคุณครับคุณอร แต่คุณก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไปด้วย” ปองเทพบอก อรวิลาสผงะ “คนเรากล้าทำก็ต้องกล้ารับ คนที่ทำผิด แล้วสำนึกผิด ถือเป็นยอดคนเลยนะครับ”
ปองเทพยกนิ้วโป้งขึ้นมา อรวิลาสมองปองเทพด้วยสีหน้าครุ่นคิด

เอมิกากับวเรศมองหาหนูอ้อยไปตามทางด้วยสีหน้าร้อนใจมาก
“เราเดินดูกันมาหลายซอยแล้วนะคะ ไม่เจอคุณหนูอ้อยเลย ไม่รู้ป่องกับคุณอรจะเจอเหรอยัง” เอมิกาพูด แค่ได้ยินชื่อ”ป่อง”วเรศก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
“อยากรู้ก็โทรไปถามสิ”
วเรศพูดเสียงแข็งแต่เอมิกาก็ยังไม่รู้สึกอะไร เธอเอามือถือออกมากดโทรออก วเรศเหล่มอง
“ป่องเจอคุณหนูอ้อยเหรอยัง?” เอมิกาฟัง “ยังเหรอ เราก็ยังไม่เจอเหมือนกัน ตามหากันต่อไป”
เอมิกาวางสายแล้วหันมาทางวเรศ วเรศเสียงดังใส่ทันที
“แทนที่จะโทรถามอร โทรถามนายป่องทำไม?” เอมิกางง “อ้อ ฉันลืมไปว่าเธอกับนายป่องเป็นแฟนกัน”
เอมิกาหน้าถอดสีและถึงกับพูดไม่ออก วเรศหันมา
“แสดงว่าจริงใช่มั๊ยถึงทำให้ครั้งนี้เธอไม่เถียง หรือกำลังคิดอยู่ว่าจะสร้างเรื่องโกหกอะไรมาแก้ตัวอีก”
“คุณตั้ม..นี่ไม่ใช่เวลามาหาเรื่องฉันนะคะ เราต้องตามหาคุณหนูอ้อย”
“ฉันไม่ได้หาเรื่อง ฉันพูดความจริง” วเรศพูดด้วยความเสียใจ ผิดหวังและโมโห “เธอโกหกฉันหลายครั้งแล้วนะชะเอม โดยเฉพาะเรื่องที่เธอปฏิเสธว่าเป็นเมียน้อยท่านผู้ว่าฯอุทยาน” เอมิกาชะงัก “เธอบอกว่าเธอกับท่านแค่มีบุญคุณกันมา แต่สิ่งที่ฉันเห็น และ สิ่งที่ฉันรู้มามันไม่ใช่!!”
เอมิกาพยายามจะอธิบาย “คุณตั้ม คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างแรง ฟังฉันอธิบายก่อน”
“ฉันจะไม่ฟังคำโกหกของเธออีกแล้ว!! เพราะทุกครั้งฉันเชื่อเธอ เชื่อจนเหมือนฉันเป็นคนโง่!!”
เอมิการ้อนใจมาก “ยังไงคุณก็ต้องฟังฉันนะคุณตั้ม!!!”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ฟัง ฉันไม่อยากผิดหวัง ไม่อยากเสียความรู้สึกกับเธอไปมากกว่านี้” แววตาทีวเรศ่มองเอมิกาสั่นระริกด้วยความเสียใจ “เธอรู้ตัวมั๊ยชะเอมว่าเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้ฉันมีความสุขเวลาที่อยู่ด้วย และเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันเสียใจมากที่สุด” เอมิกาชะงัก วเรศรู้ตัวจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “เราแยกย้ายกันตามหาหนูอ้อยเถอะ”
วเรศเดินออกไปอีกทางทันที ทิ้งให้เอมิกายืนอึ้งอยู่กับคำพูดของวเรศคนเดียว

เอมิกาเดินหน้าเศร้ามาตามทาง เธอรู้สึกผิดและรู้สึกแย่มากที่โกหกวเรศ เอมิกาเดินผ่านไป หนูอ้อยจูงชายใหญ่เดินออกมาจากซอยๆหนึ่ง แต่ทั้งคู่ต่างก็ไม่เห็นกัน

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 9 (ต่อ)
หนูอ้อยจูงชายใหญ่เดินมาตามทางด้วยสีหน้าเศร้าหมองและเหม่อลอย
“เราจะไปที่ไหนกันดีชายใหญ่ ฉันคิดไม่ออกเลย”
หนูอ้อยทอดถอนหายใจ ทันใดนั้นชายใหญ่ก็เห็นแมวที่ถนนฝั่งตรงข้าม ด้วยสัญชาติญาณชายใหญ่จึงวิ่งเข้าใส่ทันที หนูอ้อยตกใจมาก เธอหันไปมองชายใหญ่ที่วิ่งออกไป
“ชายใหญ่!!!”
ชายใหญ่วิ่งออกไปที่ถนน หนูอ้อยรีบวิ่งตามชายใหญ่ออกไปโดยไม่ได้ดูรถ รถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วต้องบีบแตรดังลั่น ชายใหญ่ข้ามถนนไปแล้ว เหลือหนูอ้อยที่หันไปมองรถด้วยความตกใจมากจนขยับตัวไม่ได้
“อ๊ายย!!”
หนูอ้อยหลับตาปี๋ เอมิกาพุ่งเข้ามาคว้าตัวหนูอ้อย แล้วทั้งคู่ก็กลิ้งกันไปบนพื้น เอมิกากอดหนูอ้อยแน่นแล้วตัวเองก็กลิ้งจนหัวไปกระแทกฟุตบาทอย่างแรง เอมิกาหมดสติ รถคันนั้นเบรคเอี๊ยดด้วยความตกใจแล้วรีบลงมาดู หนูอ้อยอึ้งมากเมื่อเห็นเอมิกาเลือดออกก็แทบช็อค หนูอ้อยรีบลุกขึ้น
“พี่ชะเอม!”
คนขับหน้าซีดและพูดไม่ออก วเรศที่ได้ยินเสียงเดินเข้ามา พอเห็นเอมิกาหัวแตกก็ตกใจมากจึงรีบเข้ามาประคองเอมิกา
“ชะเอม...ชะเอม!!”
วเรศเป็นห่วงเอมิกามาก

อรวิลาส ชื่นฤทัย พีรพล และปองเทพรีบวิ่งมาที่หน้าห้องฉุกเฉินในสภาพหน้าตาตื่น หนูอ้อยนั่งตักวเรศอยู่ที่หน้าห้อง
“หนูอ้อย..” ชื่นฤทัยเรียกลูกสาว
หนูอ้อยหันไปเห็นก็รีบโผเข้าไปหาทันที
“คุณแม่...” หนุอ้อยโผเข้ากอดชื่นฤทัยแล้วหันไปกอดพีรพลด้วย “คุณพ่อ!”
อรวิลาสดีใจมากที่หนูอ้อยปลอดภัย น้ำตาของเธอไหลพรากลงมา ปองเทพหันไปเห็นอรวิลาสร้องไห้ก็จับมือเพื่อให้กำลังใจ อรวิลาสหันมายิ้ม ปองเทพพยักหน้า อรวิลาสพยักหน้าตอบอย่างรู้กันสองคน หนูอ้อยผละออกจากชื่นฤทัยกับพีรพล ชื่นฤทัยลูบหน้าลูบตาหนูอ้อยไม่หยุด
“เจ็บตรงไหนรึเปล่าลูก”
“เข่าถลอกนิดหน่อยค่ะคุณแม่”
“วันหลังห้ามทำแบบนี้อีกเด็ดขาดนะหนูอ้อย แม่ใจจะขาดอยู่แล้ว”
“ค่ะ หนูอ้อย” หนูอ้อยยกมือไหว้ “ขอโทษนะคะคุณแม่ ขอโทษนะคะคุณพ่อ”
อรวิลาสตัดสินใจพูด “คุณแม่ คุณอาพี อย่าดุหนูอ้อยเลยนะคะ เพราะคนที่ผิดคืออรเอง” ชื่นฤทัย พีรพล หนูอ้อยและวเรศหันไปมอง “อรพูดไม่ดีกับน้อง ทำให้น้องเสียใจเลยหนีออกจากบ้าน”
อรวิลาสเดินเข้ามาแล้วย่อตัวตรงหน้าหนูอ้อย
“หนูอ้อย..พี่อรขอโทษ พี่อรขอโทษนะ” อรวิลาสบอก หนูอ้อยยืนนิ่ง “หนูอ้อยจะไม่ยกโทษให้พี่อรก็ได้ เพราะครั้งนี้พี่อรทำผิดมากจริงๆ แต่พี่อรอยากบอกให้หนูอ้อยรู้ว่าหนูอ้อยเป็นน้องสาวของพี่”
หนูอ้อยยังยืนนิ่ง อรวิลาสใจเสียเพราะคิดว่าหนูอ้อยคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ๆ เธอกำลังจะลุกขึ้นแต่หนูอ้อยเดินเข้ามากอดทำเอาทุกคนอึ้ง ส่วนปองเทพอมยิ้ม
“พี่อรเป็นพี่สาวคนเดียวของหนูอ้อย หนูอ้อยไม่โกรธพี่อรหรอกนะคะ หนูอ้อยรักพี่อรค่ะ” หนูอ้อยบอก
ชื่นฤทัย พีรพล วเรศ และปองเทพยิ้ม อรวิลาสยิ้มออกมาทั้งน้ำตาแล้วก็กอดหนูอ้อยตอบ
“พี่อรก็รักหนูอ้อยค่ะ”
ชื่นฤทัยหันมายิ้มให้พีรพล พีรพลโอบชื่นฤทัย ทั้งสองพี่น้องเข้าใจกันแล้วก็ผละออกจากกัน แล้วอรวิลาสก็ลุกขึ้นยืน
“หมดเรื่องกันซักที” ชื่นฤทัยนึกขึ้นได้ “เอ้อ..แล้วชะเอมล่ะ ชะเอมอยู่ไหน”
วเรศกับหนูอ้อยเศร้าขึ้นมาทันที
“พี่ชะเอมช่วยหนูอ้อยเอาไว้จนหัวแตกค่ะคุณแม่” หนูอ้อยบอก
ชื่นฤทัย พีรพล อรวิลาส และปองเทพตกใจ
“ตอนนี้หมอกำลังดูชะเอมอยู่ครับ” วเรศบอก
ทุกคนหน้าเสีย ไม่นานหมอกับพยาบาลก็เดินออกมาจากห้อง ทุกคนรีบหันไป
“ชะเอมเป็นยังไงบ้างครับ” วเรศถาม
“คนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังหมดสติอยู่ หมออยากให้นอนโรงพยาบาลดูอาการซักคืน แล้วจะได้ทำการเอ็กซเรย์เช็คให้ละเอียดด้วย”
ทุกคนโล่งใจมากโดยเฉพาะวเรศ
“ถ้ายังไงต้องรบกวนให้กรอกประวัติคนไข้ด้วยนะคะ” พยาบาลบอก
ปองเทพรีบพูด “ผมกรอกให้เองครับ”
วเรศหันไปมองปองเทพเหมือนยิ่งตอกย้ำความสนิทสนมของทั้งสองคนมากขึ้นไปอีก วเรศถึงกับถอนหายใจออกมา

เอมิกาที่มีผ้าปิดแผลบนหัวยังนอนหมดสติอยู่บนเตียง วเรศ ปองเทพ อรวิลาส ชื่นฤทัย และพีรพลยืนอยู่
“ถ้ายังไงผมเฝ้าชะเอมให้เองครับ” ปองเทพอาสา
อรวิลาสกับวเรศชะงัก
“จะได้ยังไง เธอเป็นผู้ชาย มันไม่สะดวก ฉันจะให้นากมาเฝ้าชะเอมเอง เรากลับกันได้แล้ว ชะเอมจะได้พักผ่อน” ชื่นฤทัยบอก
ชื่นฤทัย พีรพล หนูอ้อย และอรวิลาสเดินออกไป ปองเทพกับวเรศยังมองเอมิกาด้วยความเป็นห่วง แล้วทั้งสองก็หันมามองกันเองก่อนจะชะงักกันไป แล้วทั้งหมดก็เดินออกจากห้องไปด้วยกัน

ทุกคนเดินออกมาด้วยกัน วเรศครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วก็นึกออก
“คุณอาชื่น คุณอาพีครับ” วเรศกล่าวขึ้น ทุกคนหยุดเดินแล้วหันมา “ถ้าไงผมขอตัวกลับเลยนะครับ มีงานด่วนต้องรีบกลับไปทำ”
“อือ..ขอบใจมากนะตั้ม” พีรพลบอก
วเรศยิ้มแล้วไหว้ลาชื่นฤทัยกับพีรพล อรวิลาสกับปองเทพไหว้วเรศ แล้ววเรศก็เดินแยกไปอีกทาง ชื่นฤทัย พีรพล ปองเทพ อรวิลาส และหนูอ้อยเดินออกจากโรงพยาบาล สักพักวเรศก็โผล่ออกมาจากหลังกำแพงที่ซ่ออยู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด

วเรศกลับมายืนข้างเตียงเอมิกา โดยที่เอมิกายังนอนนิ่ง วเรศจับมือเอมิกาขึ้นมาแล้วมองเอมิกาด้วยสีหน้าเป็นห่วงมาก ก่อนจะนั่งลงจับมือเอมิกาไม่ยอมปล่อย

เวลาผ่านไป เอมิกาตื่นขึ้นมาแล้วยังรู้สึกเจ็บแผลที่หัว เอมิกายกมือจับก็สัมผัสกับผ้าปิดแผล เธอจึงรู้ว่าหัวแตก เอมิกาหันไปมองรอบห้องก็ไม่มีใคร เธอมองไปที่ห้องน้ำแล้วก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน เอมิกาลากเสาน้ำเกลือตามไปเพราะจะเดินไปห้องน้ำ แต่ก็ยังมึนหัวมากทำให้อ่อนแรงและกำลังจะล้ม วเรศที่ถือถุงใส่ขนมเข้ามาในห้องเห็นพอดีก็ตกใจจึงรีบวางถุง แล้วพรวดเข้ามาประคองเอมิกาเอาไว้ในอ้อมกอดพอดี เอมิกาชะงักที่เห็นวเรศ
“คุณตั้ม!”
“จะไปไหน?” วเรศถาม
“ห้องน้ำค่ะ” เอมิกาตอบ
“แล้วทำไมไม่เรียกพยาบาล”
“ฉันนึกว่าฉันไหว”
“หยุดทำให้ฉันเป็นห่วงซักทีได้มั๊ย” วเรศว่า เอมิกาอึ้ง “ฉันพาไปเอง”
วเรศค่อยๆพยุงเอมิกาพร้อมกับลากเสาน้ำเกลือไปด้วย

วเรศพาเอมิกาเข้ามาในห้องน้ำ โดยที่วเรศยังยืนมองอยู่
เอมิการีบบอก “คุณออกไปได้แล้วค่ะคุณตั้ม”
วเรศเหวอไปเพราะนึกขึ้นได้ว่าจริงด้วย
“ถ้ามีอะไรก็เรียกล่ะ”
เอมิกาพยักหน้า วเรศเดินออกไปพร้อมกับปิดประตู เอมิกาล็อคประตูแล้วก็ถอนหายใจออกมา

เอมิกาเปิดประตูห้องน้ำ วเรศที่ยืนรออยู่รีบเข้ามาพยุงเธอ
“ฉันว่าฉันเดินได้แล้วล่ะค่ะ” เอมิกาบอก
“อย่าทำอวดเก่ง เจ็บตัวแล้วมันคุ้มกันมั๊ย” วเรศว่า
เอมิกาพูดไม่ออก วเรศพาเอมิกามาที่เตียง เอมิกาก้าวขึ้นเตียง วเรศช่วยยกขา เอมิกาตกใจจึงร้องห้ามเสียงดังลั่น
“ไม่ต้องค่ะคุณตั้ม”
วเรศไม่สนใจ เขายกขาเอมิกาขึ้นเตียง เอมิกาพูดไม่ออก วเรศห่มผ้าให้แบบปิดจนถึงหน้าอก พอหันไปอีกครั้งหน้าของเขาก็ใกล้หน้าเอมิกามาก ทั้งสองชะงักกันไป แล้ววเรศก็รีบผละออกห่าง
“จะนอน หรือจะนั่ง” วเรศถาม
“คุณตั้มคะ คุณกลับไปเถอะ ฉันอยู่คนเดียวได้” เอมิกาบอก
“ฉันไม่มีธุระที่ไหน ฉันจะอยู่จนกว่านากจะมา” วเรศบอก เอมิกานิ่วหน้า “อาชื่นให้นากมาเฝ้าเธอ”
ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็เอาอาหารเข้ามา
“อาหารกลางวันค่ะ”
วเรศกับเอมิกาหันไปมองเจ้าหน้าที่ที่กำลังวางอาหารบนโต๊ะแล้วเจ้าหน้าที่ก็เดินออกไป วเรศเดินไปเข็นโต๊ะอาหารมาตรงหน้าเอมิกา
“ทานเลยนะ” วเรศบอก
เอมิกาไม่พูดอะไร เธอกำลังจะตักกิน แต่เพราะใส่น้ำเกลือก็เลยตักไม่ถนัด
วเรศรีบบอก “มา...ฉันทำให้”
วเรศแย่งช้อนจากมือเอมิกาโดยไม่รอฟังคำตอบ วเรศเป่าข้าวต้มให้แล้วก็ยื่นช้อนไปตรงหน้าเอมิกา
“ฉันทานเองได้ค่ะ” เอมิกาบอก
“อยู่เฉยๆ” วเรศเสียงแข็ง
เอมิกาดึงช้อนคืนมา “คุณตั้ม..ฉันขอร้อง คุณกลับไปเถอะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่กลับ”
“เลิกยุ่งกับฉันซักทีได้มั๊ย?!!” เอมิกาขึ้นเสียง
วเรศอึ้ง เอมิกาพูดไปเพราะต้องการห้ามใจตัวเองไม่ให้ชอบวเรศ
“ฉันมีแฟนแล้ว ฉันไม่อยากให้แฟนฉันเข้าใจผิด” เอมิกาบอก
วเรศเศร้าสุดๆ เขายังไม่ทันพูดอะไรต่อ เอมิกาก็เจ็บแผลจี๊ดขึ้นมา
“โอ๊ย!”
วเรศรีบเข้ามาจับไหล่เอมิกาทั้งสองข้างด้วยสีหน้าเป็นห่วงมาก
“ชะเอม..เป็นอะไร?” วเรศถาม
“เจ็บแผล”
เอมิกาหันมาเห็นว่าวเรศอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นนากก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
“น้องชะเอมจ๋า”
นากชะงักเมื่อเห็นวเรศอยู่กับเอมิกา วเรศรีบผละออกห่าง นากยกมือไหว้ทันที
“สวัสดีฮะคุณตั้ม”
วเรศรับไหว้แล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปบอกเอมิกา
“นากมาแล้ว ฉันไปล่ะนะ”
เอมิกาไม่พูดอะไร วเรศเดินมาหานาก
“ชะเอมเค้าเจ็บแผล เดี๋ยวตามพยาบาลมาดูด้วย”
นากรับคำ “ฮะ”
วเรศเดินออกไป นากมองวเรศกับเอมิกาแบบรู้สึกแปลกๆ

เอมิกานอนไม่หลับเพราะคิดถึงวเรศ ส่วนนากนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้อง เอมิกาประคองตัวเองลุกขึ้นแล้วลากเสาน้ำเกลือเดินออกไปที่ระเบียงห้องพักเพื่อมองพระจันทร์ยามค่ำ
“คุณตั้ม..ฉันขอโทษที่ต้องโกหกคุณ”
วเรศเองก็กำลังยืนเหม่อมองพระจันทร์ดวงเดียวกันที่ระเบียงห้องของตัวเอง เขาหยิบมือถือออกมาแล้วกดเปิดดูรูปที่แอบถ่ายเอมิกาตอนที่ไปเกาะ วเรศอดยิ้มออกมาไม่ได้ แล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของเอมิกา
“ฉันมีแฟนแล้ว ฉันไม่อยากให้แฟนฉันเข้าใจผิด”
วเรศถอนหายใจ
“อกหัก มันเจ็บอย่างนี้นี่เอง”
วเรศมองรูปเอมิกาอีกครั้ง แล้วจะกดลบรูปทิ้ง แต่ก็ลังเลแล้วสุดท้ายเขาก็ไม่ลบ

นงลักษณ์ในชุดนอนเดินงัวเงียออกมาจากในบ้านเพราะได้ยินเสียงกดออดดังไม่หยุด
“มาแล้วๆ ใครวะมาดึกขนาดนี้”
นงลักษณ์เปิดประตูก็เห็นปองเทพถือขวดวอดก้ายืนอยู่ นงลักษณ์ตกใจ
“ไอ้ป่อง”
ปองเทพชูขวดวอดก้าไปตรงหน้า “ว่างดื่มเป็นเพื่อนป่ะ”
นงลักษณ์แปลกใจมาก

นงลักษณ์เทวอดด้าในขวดทิ้งลงอ่างล้างจาน ปองเทพตาเหลือก
“ไอ้นง.. มันแพงนะเว๊ย” ปองเทพว่า
นงลักษณ์ไม่สนใจ เธอดันปองเทพออกไปแล้วเทวอดก้าจนเกลี้ยงขวดก่อนจะหันมาตบหัวปองเทพ
“เป็นเด็กเป็นเล็กริอาจดื่มเหล้างั้นเหรอไอ้ป่อง!! ศีลข้อ5 น่ะรู้จักมั๊ย สุราเมระยะมัชชะ ปะมาทัฏฐานา”
“หยุดหยุด..ไม่ต้องพูด...ฉันเข้าใจแล้ว แต่คนมันกลุ้มจะให้ทำไง?!!”
“ดื่มแล้วแกจะหายกลุ้มเหรอไง”
ปองเทพนิ่งไปแล้วก็ส่ายหัว นงลักษณ์ถอนหายใจแล้วส่ายหัวอย่างเอือมๆ

นงลักษณ์เอาน้ำใบบัวบกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าปองเทพ
“น้ำใบบัวบกแก้ช้ำใจ” นงลักษณ์บอก
“แกรู้ได้ไงว่าฉันช้ำใจ” ปองเทพถาม
“ตั้งแต่รู้จักกันมา ฉันก็เห็นแกกลุ้มอยู่เรื่องเดียว...คือเรื่องไอ้เอม” นงลักษณ์บอก ปองเทพเซ็งที่นงลักษณ์รู้ทัน “มันบอกเลิกแกเหรอ?”
“ปากเสีย! เอมไม่ได้บอกเลิกฉัน แต่...เฮ้อ..ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
“คุณตั้มเหรอ?”
ปองเทพตกใจ “แกรู้ได้ไง?!!”

“พวกแกปิดบังสายตาว่าที่ผู้กำกับอนาคตไกลอย่างฉันไม่มิดหรอก แกคิดว่าเอมมีใจให้คุณตั้มใช่ป่ะ” นงลักษณ์ถาม ปองเทพพยักหน้า “แล้วแกล่ะป่อง..”
“ฉัน?? ฉันทำไม?”
“คุณอรวิลาสไง แกกับเค้า....”
“เฮ้ยๆ ฉะ..ฉัน..ฉันกับคุณอร.มะ..ไม่ไม่ได้มีอะไรกันนะเว๊ย”
“แล้วทำไมแกต้องติดอ่างด้วย มีพิรุธนะเนี่ย” นงลักษณ์ว่า ปองเทพหน้าถอดสีและรีบหลบตา “ฉันรู้จักทั้งแกกับไอ้เอมมานานหลายปี เห็นความสัมพันธ์ของแกสองคนมาตลอด ฉันพูดจริงๆนะเว๊ย ฉันไม่เคยนึกว่าแกสองคนเป็นแฟนกัน”
ปองเทพหันขวับ “ทำไม?”
“แกกับเอมเหมือนเพื่อนสนิทกันมากกว่า จากการวิเคราะห์ของฉัน มันอาจจะเป็นเพราะว่าแกรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก บ้านอยู่ใกล้กัน เรียนที่เดียวกันมาตลอด ไม่เคยต้องออกไปเจอใคร และการที่ไอ้เอมมันเข้าไปเป็นคนใช้ ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่มันใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีแก รวมทั้งเป็นครั้งแรกของแกที่ใช้ชีวิต โดยที่ไม่มีเอมด้วย”
“แต่เราเป็นคนใช้ที่เดียวกัน”
“งั้นแกคิดให้ดี ว่าแกมีส่วนร่วมกับเอมตลอดเวลารึเปล่า?”
ปองเทพนิ่งคิดแล้วก็อึ้ง เขาหันไปมองนงลักษณ์
“ไม่ใช่ใช่ป่ะ...” นงลักษณ์ถาม ปองเทพพยักหน้า “โลกของแกกับเอมเป็นคนล่ะโลกกันแล้วป่อง บางทีนี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แกกับเอมต้องห่างกันซักพัก เพื่อให้ต่างคนต่างมีเวลาได้คิด”
ปองเทพคิดหนักจนเครียดไป

เช้าวันถัดมา ที่บ้านชื่นฤทัย หนูอ้อยเอาขนมจำนวนมากมาให้เอมิกา อรวิลาส นาก และชายใหญ่นั่งอยู่ด้วย
“ทำไมเอามาให้พี่เยอะแยะอย่างนี้ล่ะคะคุณหนูอ้อย” เอมิกาถาม
“ก็พี่ชะเอมช่วยชีวิตหนูอ้อยเอาไว้ บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หนูอ้อยขอคาระด้วยใจที่เคารพค่ะ”
หนูอ้อยโค้งคำนับ เอมิกา อรวิลาส และนากหัวเราะในสิ่งที่หนูอ้อยพูด
อรวิลาสจับมือเอมิกา “ฉันเองก็ต้องขอบใจเธอมากนะชะเอมที่ช่วยน้องฉันเอาไว้ ขอบใจมากจริงๆ”
อรวิลาสกระชับมือเอมิกาแน่น เอมิกายิ้มดีใจ
“อ้อ ยังมีอีกหนึ่งคน เอ๊ย หนึ่งตัวที่อยากขอบคุณพี่ชะเอมด้วยนะคะ” หนูอ้อยหันไปแล้วพูด “ชายใหญ่” ชายใหญ่เดินมาตรงหน้าเอมิกาแล้วก็ยกขาหน้าไหว้ประหลกๆ ไม่ยอมหยุด เอมิกา อรวิลาส และนากหัวเราะชอบใจ
“คุณชายใหญ่ไหว้ไม่หยุดเลยฮะ” นากบอก
ชายใหญ่เข้ามาคลอเคลียเอมิกา เอมิกา อรวิลาส นาก และหนูอ้อยเข้ามาเล่นกับชายใหญ่
บรรจงแอบมองอยู่ด้วยความอิจฉาสุดๆ
“มีความสุขกันไปเถอะ อีกไม่นานหรอก” บรรจงยิ้มเหี้ยม

เอมิกาเอาไอแพดออกมาพิมพ์ข้อความลงไป
“สุภาษิตคำว่า “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” เป็นการเตือนสติคนในครอบครัวให้ต้องรู้จักรักกัน ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งกันแค่ไหนก็ตาม เหมือนดั่งเช่นคุณอรและคุณหนูอ้อย”
อรวิลาสเล่นกับหนูอ้อย ทั้งสองช่วยกันวาดรูปแล้วก็เอาสีป้ายหน้ากันก่อนจะหัวเราะให้กัน ชื่นฤทัยกับพีรพลยืนมองอย่างมีความสุข
เอมิกาพิมพ์ต่อ “ที่พอถึงเวลามีปัญหาจริงๆ พวกเค้าก็จะช่วยเหลือกัน มีความอบอุ่นให้แก่กัน ยังไงซะความเป็นพี่เป็นน้อง ที่ถึงแม้ว่าจะคนล่ะพ่อ แต่ถ้ามีสายเลือดเดียวกัน ก็จะผูกพันกัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กหรือครอบครัวใหญ่ มันก็จะเป็นเช่นนี้เสมอ”

เอมิกาพิมพ์เสร็จก็ปิดไอแพดแล้วเงยหน้าขึ้นมา
“นี่เราใกล้จะเสร็จการเก็บข้อมูลแล้วสินะ”
เอมิกาคิดแล้วก็ใจหายจนถึงกับซึมไป

อรวิลาสกำลังเก็บกระดาษ สี และพวกอุปกรณ์วาดรูปของหนูอ้อยแต่กระดาษวาดรูปปลิวไป อรวิลาสตามไปเพื่อจะเก็บ แต่ปองเทพเก็บขึ้นมาให้ก่อน อรวิลาสชะงัก ปองเทพส่งคืนให้อรวิลาส อรวิลาสรับกระดาษมาแล้วพูด
“ขอบใจป่อง”
ปองเทพตกใจ “คุณอรเรียกผมว่าอะไรนะครับ?”
“ป่อง..”
ปองเทพตกใจ “คุณอรไม่เรียกผมว่าคนใช้น้าแป๊ะแล้ว?”
“จะเซ้าซี้ถามทำไมห๊ะ!! เดี๋ยวก็เรียกเหมือนเดิมซะเลย”
ปองเทพยิ้มแหย “ครับ ครับ ไม่เซ้าซี้ถามแล้วครับ เออ คุณอรว่างคุยหน่อยมั๊ยครับ”
อรวิลาสนิ่วหน้า “มีอะไร?”
“ผมอยากขอโทษคุณอร..ที่ผมโกหก”
“เรื่องนายกับชะเอมน่ะเหรอ?”
“ครับ”
“ฉันหายโกรธตั้งนานแล้ว ยังจะเก็บมาคิดมากอีกทำไม”
“ก็ผมยังไม่ได้ขอโทษคุณ”
“แล้วนายยังมีอะไรที่โกหกฉันอีกรึเปล่า”
ปองเทพอึ้ง “ไม่มีครับ”
“ไม่มีอีกแล้วจริงๆนะ”
ปองเทพไขว้นิ้วไว้ด้านหลัง “ครับ..ไม่มีอีกแล้วจริงๆครับ”
“ดี...ฉันจะได้พูดว่านายเป็นเพื่อนได้เต็มปากเต็มคำ”
อรวิลาสยิ้มให้ปองเทพอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกจนปองเทพชะงัก เขาทั้งดีใจทั้งรู้สึกผิดที่โกหกอรวิลาส

ปองเทพหลบๆซ่อนๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งหน้าบ้านชื่นฤทัย พอเอมิกาเดินมา เขาก็รีบชะโงกหน้าออกมา
“เอม...”
เอมิกาหันไปเห็นปองเทพก็รีบเดินมาหา
“โทษทีที่ต้องมาหา..เรามีเรื่องร้อนใจอยากบอกเอม” ปองเทพพูด เอมิกาสงสัย “เราจะลาออกจากการเป็นคนใช้บ้านคุณแป๊ะ”
เอมิกาชะงัก แล้วก็พูด
“ไม่ต้องหรอกป่อง...” ปองเทพแปลกใจ “มันใกล้ถึงเวลาที่เราจะลาออกแล้วเหมือนกัน”
“หมายความว่าเอมเก็บข้อมูลใกล้เสร็จแล้ว”
“ใช่..อีกไม่นานทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว”
ปองเทพดีใจแต่ก็แอบใจหายไม่แพ้เอมิกา

ชื่นฤทัยมองเอมิกาด้วยสีหน้าแปลกใจ
“เธออยากไปขอดูแลคุณแม่ฉัน?” ชื่นฤทัยทวนคำของเอมิกา
“ค่ะ ช่วงที่คุณชื่นรอหาคนดูแลคนใหม่ให้คุณนายศรีโพยม ฉันจะช่วยดูท่านไปก่อน” เอมิกาบอก
“ก็ดีเหมือนกัน เพราะคุณแม่ก็คุ้นชินกับเธอแล้ว ถ้างั้นก็ตกลง”
เอมิกายิ้มดีใจ

วเรศถือถุงเดินมาตามทางจนมาเจอนากที่เดินมาพอดี
นากยกมือไหว้ “สวัสดีฮะคุณตั้ม เดี๋ยวนากไปตามคุณอรให้นะฮะ”
“ฉันไม่ได้มาหาอร” วเรศบอก นากแปลกใจ “ชะเอมออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่มั๊ย”
“ฮะ”
“เค้าเป็นไงบ้าง?”
“ก็ดีฮะ เกือบจะปกติร้อยเปอร์เซนต์แล้ว”
วเรศสบายใจ “แล้วนี่เค้าอยู่ที่ไหน”
“น้องชะเอมอาสาไปดูแลคุณนายศรีโพยมฮะ”
วเรศชะงักนิ่งไปด้วยความสงสัย

ในครัว นากถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า สมพิศที่กำลังเตรียมจะตำน้ำพริกหันไปมองนากด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ไอ้นาก..เป็นอะไรของเอ็ง!! ถอนหายใจเฮือกเฮือกเฮือกอยู่นั่นแหละ”
“ฉัน..” นากจะบอกแล้วก็เปลี่ยนใจ “ไม่บอกดีกว่า”
สมพิศถึงกับปาสากทิ้ง “เอ้าไอ้นี่..พูดแบบนี้ ข้าอกแตกตายแน่ถ้าไม่ได้รู้”
“ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะบอกป้าดีมั๊ย” นากว่า
“แล้วทำไมถึงบอกข้าไม่ได้”
“ก็ป้าอ่ะ ปากมาก ปากสว่าง ปากไม่มีหูรูด”
สมพิศโมโหจึงคว้าสากขึ้นมา “ถ้าเอ็งด่าข้ามากกว่านี้ จะได้โดนสากยัดปาก” นากรีบปิดปากตัวเอง “ข้าเป็นคนมีวิจารณญาณ รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด”
นากหรี่ตามองแล้วครุ่นคิด “บอกก็ได้”
นากหันไปมองรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็กระเถิบมากระซิบบอกสมพิศ
“ฉันสงสัยคุณตั้มกับน้องชะเอม”
“คุณตั้มกับนังชะเอม!! ทำไมวะ?”
“ตอนที่ฉันไปโรงพยาบาลเฝ้าน้องชะเอม ฉันเจอคุณตั้มเฝ้าน้องชะเอมอยู่” นากเล่า
“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
“มันแปลกตรงที่ คุณตั้มกับน้องชะเอมหน้าอยู่ห่างกันแค่เนี้ย”
นากจับหน้าสมพิศเข้ามาใกล้หน้าตัวเองโดยห่างไม่ถึงคืบแล้วก็พูดต่อ
“ป้าว่าแปลกมั๊ยล่ะ” ลมปากนากเข้าจมูกสมพิศเต็มๆ “ทำไมเค้าถึงใกล้ชิดกัน แล้วพอเค้าเห็นฉัน ก็รีบผละออกจากกันทันที”
“แต่ตอนนี้เอ็งต้องรีบผละออกห่างจากข้า ไม่งั้นจะเจอครกยัดปาก” สมพิศว่า นากตกใจรีบถอยห่าง “กินช้างเน่ามาเหรอไงวะ!!”
นากยิ้มแหย “ป้าฟังแล้วรู้สึกไงอ่ะ”
“เอ็งจะบอกว่าเอ็งคิดว่าคุณตั้มกับนังชะเอมมีซัมติงรอง”
“โอ้โฮ..ล่อภาษาอังกิตเสียด้วย ก็ประมาณนั้นแหละป้า เพราะเมื่อกี๊คุณตั้มก็มาตามหาน้องชะเอม แถมยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจนฉันรู้สึกได้เลยนะ”
สมพิศมองนากแล้วก็ครุ่นคิดตามไปด้วย บรรจงที่แอบฟังอยู่ได้ยินทุกอย่างก็ยิ้มมุมปากเพราะคิดแผนการร้ายออก

เอมิกากำลังพาศรีโพยมมาเดินเล่นในสวน
“นั่งพักซักหน่อยมั๊ยคะคุณนาย” เอมิกาบอก
“ก็ดีเหมือนกัน ฉันชักจะเมื่อยแล้ว”
เอมิกาพาศรีโพยมมานั่งที่โต๊ะเก้าอี้ใต้ต้นไม้ เอมิกาก็นั่งลงด้วย ศรีโพยมหันไปมองหน้าเอมิกา
“เธอนี่ก็เป็นคนหน้าตาสะสวยดีเหมือนกันนะนังถั่วฝักยาว” ศรีโพยมบอก เอมิกายิ้มเขิน “มีแฟนเหรอยัง”
เอมิกาผงะ “เออ...”
“ไม่ต้องเขินหรอก บอกฉันมาเถอะ” ศรีโพยมพูด เอมิกายังไม่ทันพูดอะไร ศรีโพยมก็พูดต่อ “แหม..ทำเป็นอมพะนำ ถ้างั้นฉันเล่าเรื่องของฉันให้เธอฟังก่อนก็ได้ ฉันกำลังตกหลุมรักคนๆหนึ่ง”
เอมิกาตาโต “จริงเหรอคะ?”
“จริงสิ เค้าชื่อว่ากิจจา” ศรีโพยมเล่า เอมิกาอมยิ้ม “แต่คุณแม่ของฉันท่านบอกว่าฉันเพิ่งอายุ 18 ยังเร็วไปที่จะมีแฟน ควรจะเรียนให้จบก่อน เออ วันนี้ฉันต้องไปมหาวิทยาลัยนี่น่า” ศรีโพยมจะลุกขึ้นเดิน
เอมิการีบห้าม “ไม่ต้องไปค่ะ วันนี้เป็นวันหยุดค่ะ”
“อ้าว?เหรอ...” ศรีโพยมผิดหวัง “ฉันอยากไปมหาวิทยาลัย เพราะจะได้เจอกับกิจจา เธอรู้มั๊ยว่าการมีความรักทำให้เรามีความสุข มองทุกอย่างมีสีสันสดใส” เอมิกายิ้ม “คราวนี้เธอเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้แล้ว”
“ฉันไม่มีอะไรจะเล่าค่ะ” เอมิกาบอก
“อย่ามาขี้โกงสิ” ศรีโพยมเริ่มวีน “ฉันเล่าเรื่องของฉันให้เธอฟังแล้วนะถั่วฝักยาว ฉันไม่ยอมอ่ะ” ศรีโพยมเริ่มดิ้น “ไม่ยอม ไม่ยอม ไม่ยอม”
เอมิกาเห็นท่าไม่ดีก็รีบพูด “เออ ค่ะค่ะ...เล่าก็ได้ค่ะ” ศรีโพยมยิ้ม “ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ฉันก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าจะเรียกเค้าว่าแฟนดีมั๊ย เพราะว่า..ฉันดันไปรู้สึกชอบผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้า แต่เค้าไม่รู้ว่าฉันชอบเค้า”
ศรีโพยมตื่นเต้น “บอกฉันได้รึเปล่าว่าผู้ชายที่เธอชอบเป็นใคร” เอมิกาเงียบ “ฉันให้สัญญาว่าจะเก็บเป็นความลับ”
เอมิกาลังเล ทันใดนั้นวเรศก็มาถึง
“สวัสดีครับคุณยาย”
ศรีโพยมกับเอมิกาหันไปทางวเรศ เอมิกาชะงัก
“ใครเป็นยายของเธอ?!!” ศรีโพยมว่า วเรศผงะ “แล้วเธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง?”
เอมิการีบพูด “เค้าเป็นเพื่อนฉันเองค่ะคุณนาย”
“อ๋อ...” วเรศยิ้มๆแล้วก็นั่งลง ศรีโพยมถามทันที “คนนี้เหรอที่เธอบอกว่าชอบ”
เอมิกาตกใจมาก วเรศหันไปมองเอมิกา
เอมิกาปฏิเสธอย่างลนลาน “ไม่ใช่ค่ะคุณนาย ไม่ใช่..”
“อย่ามาโกหกน่า ฉันรู้ทัน เธอกับเค้าเหมาะสมกับจะตาย”

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 9 (ต่อ)
วเรศกับเอมิกามองหน้ากันแบบทำหน้าไม่ถูก
“ดูสิดูดู๊ดู...มองกันแบบนี้ ยังจะบอกว่าไม่ชอบกันอีก ฉันอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ฉันมองออก”
เอมิกาบ่นกับตัวเอง “เมื่อกี๊ยังบอกอายุ 18 อยู่เลย”
ศรีโพยมเห็นถุงที่วเรศถือมาวางอยู่บนโต๊ะ
ศรีโพยมถามทันที “นั่นอะไร?”
“ผมเอามาฝากชะเอมครับ” วเรศบอก
“มีของมาฝากกัน ยังจะปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบกันอีก กิ้วกิ้ว..ว..ว” ศรีโพยมยิ้มแซว
วเรศหันไปทางเอมิกา “ฉันเอามาเยี่ยมเธอน่ะ เป็นอาหารบำรุงสุขภาพ”
เอมิกาเก้อเขิน “ขอบคุณนะคะ”
วเรศกับเอมิกาทำหน้าไม่ถูก ศรีโพยมลอบมองสองคนนี้แล้วก็อมยิ้มอย่างรู้ว่าทั้งสองคิดอะไรกัน

เอมิกาถือถุงที่วเรศให้เดินมากับวเรศ ทั้งคู่เดินห่างๆ และไม่พูดอะไรกัน แล้วจู่ๆ เอมิกาก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อน
“ที่คุณนายพูดไปเมื่อกี๊ว่า..เออ..ฉัน..” เอมิกาอึกอัก “ฉันชอบคุณ เพราะท่านหลงๆลืมๆ ก็เลยคิดไปเอง มันไม่ได้เป็นแบบนั้น”
“ฉันรู้...เธอมีนายป่องทั้งคนแล้วนี่” วเรศฝืนยิ้ม “ชะเอม...นี่เธออาสามาดูแลคุณยาย เพราะอะไร?”
“คุณนายท่านชินกับฉัน ถ้าให้คนอื่นมาดูแล ก็อาจจะไม่เข้าใจท่าน”
“งั้นก็แล้วไป ฉันนึกว่าเธอจงใจหลบหน้าฉัน”
เอมิกาหน้าถอดสีแต่พยายามทำเป็นปกติ “ทำไมฉันต้องหลบหน้าคุณด้วย”
“นั่นสินะ ฉันกลับล่ะ”
วเรศกับเอมิกาทำตัวไม่ถูก แล้ววเรศก็เดินออกไป เอมิกาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก็รู้สึกเจ็บแผลที่หัวขึ้นมาจนต้องหยุดเดิน วเรศหันมาเห็นเอมิกาก็แปลกใจ
“ชะเอม...เธอเป็นอะไร”
“เปล่าค่ะ”
วเรศเดินมาหา “เปล่าอะไร เจ็บแผลอีกแล้วใช่มั๊ย”
เอมิกาพยักหน้า
“ฉันลืมทานยา มันก็เลยปวดขึ้นมา”
วเรศจับแขนเอมิกาเพื่อประคอง
“ฉันเดินเองได้” เอมิกาจะดึงแขนออก
“ถ้าฉันปล่อยให้เธอเดิน แล้วเธอล้ม ก็จะเดือดร้อนคนอื่นเค้าอีก” วเรศบอก เอมิกาเงียบ “เธอมีนัดหาหมออีกทีเมื่อไหร่”
“อีกสองวันค่ะ”
วเรศครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วก็พาเอมิกาเดินออกไป ไม่นานบรรจงก็โผล่หน้าออกมาจากหลังต้นไม้ พร้อมมือถือในมือที่เธอแอบถ่ายภาพวเรศกับเอมิกาเอาไว้

ชื่นฤทัยกำลังทาเล็บอยู่ในบ้าน แล้วเธอก็เห็นอะไรแวบๆที่หางตา ชื่นฤทัยหันไปมองก็เห็นเงาคนผลุบแอบเข้าไป
“นั่นใคร?!” ไม่มีเสียงตอบ “ออกมานะ!”
สักพักบรรจงก็ค่อยๆชะโงกหน้าออกมา ชื่นฤทัยแปลกใจ
“บรรจง..ฉันบอกแล้วใช่มั๊ยว่าห้ามเข้ามาที่นี่”
“จงทราบดีค่ะว่าจงไม่สมควรเข้ามา แต่จงมีเรื่องร้อนใจอยากเรียนให้คุณชื่นทราบ” บรรจงเกริ่น
ชื่นฤทัยนิ่วหน้า
“ถ้าคุณชื่นไม่อยากให้จงเข้าไป คุณชื่นกรุณาออกมาพบจงตรงนี้ได้มั๊ยคะ”
ชื่นฤทัยมองบรรจงอย่างลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไปรอฉันในสวน”
บรรจงรับคำ “ค่ะ”
บรรจงรีบเดินออกไปด้วยความดีใจ ชื่นฤทัยมองด้วยความสงสัย

บรรจงส่งมือถือให้ชื่นฤทัยดู ชื่นฤทัยรับมาก็ฌห็นว่าเป็นภาพที่วเรศกำลังประคองเอมิกา ชื่นฤทัยชะงักไปเล็กน้อย
“จงสงสัยว่านังชะเอมกำลังให้ท่าคุณตั้มค่ะ” บรรจงบอก
ชื่นฤทัยคืนมือถือให้บรรจง “คิดว่าแค่นี้จะทำให้ฉันเชื่อเธอเหรอ ชะเอมเค้าอาจจะเจ็บแผลที่หัว ก็เลยเดินไม่ไหวแล้วหลานตั้มก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษเข้าไปประคองก็ได้”
“ตอนแรกจงก็คิดแบบเดียวกับคุณชื่น แต่จงได้ยินพี่นากคุยกับป้าสมพิศ บอกว่าวันที่ชะเอมอยู่โรงพยาบาล ตอนที่พี่นากไปถึง ก็เห็นคุณตั้มอยู่กับชะเอมค่ะ”
ชื่นฤทัยผงะแล้วก็นึกย้อนกลับไปวันที่โรงพยาบาล
เสียงวเรศดังขึ้นในหัวของเธอ “คุณอาชื่น คุณอาพีครับ” ทุกคนหยุดเดินหันมาหาวเรศ “ถ้าไงผมขอตัวกลับเลยนะครับ มีงานด่วนต้องไปกลับไปทำ”
ชื่นฤทัยอึ้งไปเล็กน้อย บรรจงลอบมองสีหน้าของชื่นฤทัย พอเห็นความลังเลปรากฎในหน้าของชื่นฤทัย บรรจงก็ยิ้มด้วยความพอใจ

เสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น สมพิศเดินมารับสาย ขณะที่นากกำลังทำความสะอาดบ้านอยู่บริเวณนั้น
“บ้านคุณชื่นฤทัย สวัสดีค่ะ” สมพิศฟังแล้วก็ผงะ “รอซักครู่นะคะ” สมพิศหันไปทางนาก “นาก...” นากหันมาหาสมพิศ “คุณตั้มจะพูดกับแก”
นากงง “ห๊ะ!! พูดกับฉัน?” นากชี้ตัวเอง
“เออ...”
นากเดินมารับสาย สมพิศยืนฟังอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“สวัสดีฮะคุณตั้ม” นากฟัง “นากจะเป็นคนพาน้องชะเอมไปหาหมอเองฮะ” นากฟัง “ไม่ต้อง คุณตั้มจะพาไป” นากหันไปมองสมพิศ “เออ..ได้สิฮะ นัดไว้สิบโมงเช้าฮะ สวัสดีฮะ”
นากวางสายแล้วหันไปทางสมพิศ
“คุณตั้มจะพานังชะเอมไปหาหมอ?” สมพิศถาม นากพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอย่างที่เอ็งคิดน่ะสิ” นากกลุ้มใจ “ถ้าคุณตั้มชอบนังชะเอมจริงๆ” สมพิศหน้าเสีย “โอย..ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าคุณชื่นจะโกรธมากขนาดไหน”
สมพิศกับนากมองหน้ากันด้วยความสยองสุดๆ ชื่นฤทัยซึ่งอยู่ไม่ไกลได้ยินทุกอย่างก็ถึงกับอึ้ง

ปองเทพยืนหันหลังปิดตาเพื่อเล่นซ่อนหา
“8 9 10 จะหาล่ะนะ..”
ปองเทพหันไปมองหารอบๆ หนูอ้อยกับชายใหญ่ซ่อนอยู่ที่เดียวกัน หนูอ้อยเอามือปิดปากชายใหญ่ไม่ให้เห่า
“ชายใหญ่..” ปองเทพเรียก
ชายใหญ่เผลอวิ่งออกมา ปองเทพเลยรู้ว่าหนูอ้อยซ่อนอยู่ตรงไหน ปองเทพรีบเข้าไปโป้ง หนูอ้อยเซ็งมาก
“จับได้แล้ว”
“ชายใหญ่อ่ะ”
ชายใหญ่ก้มหน้าจ๋อย
“เหลือคุณอรอีกหนึ่งคน อยู่ที่ไหนน้า”
ปองเทพหันไปมองหารอบๆ อรวิลาสที่ซ่อนอยู่อีกที่หนึ่งค่อยๆขยับหนี ปองเทพหันมาเห็นพอดี
“คุณอรจะหนีไปไหน!!”
อรวิลาสกรี๊ดลั่น “อ๊ายยยย!”
อรวิลาสวิ่งหนีออกมา ปองเทพรีบเข้ามาไล่จับ หนูอ้อยเชียร์
“พี่อรสู้ๆ อย่าให้พี่ป่องจับได้นะ”
“จะหนีไปไหนคุณอร..มาให้จับซะดีดี มามะ มามะ”
อรวิลาสหนี แต่ก็หนีไม่พ้น ปองเทพรวบตัวเธอเข้ามา อรวิลาสแหกปาก
“ปล่อยฉันนะป่อง!”
ปองเทพไม่ปล่อย ยื้อยุดกับอรวิลาส ทำให้อรวิลาสจะล้ม ปองเทพรีบคว้าตัวอรวิลาสเอาไว้ ทำให้ทั้งสองคนล้มไปบนพื้นในท่ากอดกัน ปองเทพกับอรวิลาสอึ้ง ส่วนหนูอ้อยปรบมือชอบใจ
“ว๊าย ว๊าย พี่อรกับพี่ป่องกอดกัน กิ้วกิ้ว”
อรวิลาสกับปองเทพมองหน้ากันด้วยความเขินมาก ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะลุก ชื่นฤทัยก็เดินออกมาเห็นแล้วก็ตกใจ
“แกทำอะไรลูกฉัน!!!”
หนูอ้อย อรวิลาส และปองเทพตกใจ ปองเทพกับอรวิลาสรีบลุกขึ้นยืน
“ผมเปล่านะครับ”
“เรากำลังเล่นกันค่ะแม่ ไม่มีอะไร” อรวิลาสบอก
“หนูอ้อยเป็นพยานได้ค่ะ”
ชื่นฤทัยมองปองเทพแบบไม่ไว้ใจ แล้วก็เข้ามาจับแขนอรวิลาส
“มากับแม่”
ชื่นฤทัยพาอรวิลาสเดินออกไป ปองเทพถอนหายใจ

ชื่นฤทัยลากอรวิลาสเข้ามาในห้อง อรวิลาสแปลกใจมาก
“คุณแม่มีอะไรกับอรคะเนี่ย?” อรวิลาสถาม
“มีแน่...เรื่องที่หนึ่ง ลูกไปเล่นถึงเนื้อถึงตัวกับคนใช้แบบนั้นได้ยังไง!!”
“เออ...อรไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ”
“คราวหน้าคราวหลังห้ามทำแบบนี้อีกเด็ดขาด”
อรวิลาสจ๋อย “ค่ะ”
“เรื่องที่สอง...ลูกกับหลานตั้ม..ความสัมพันธ์ไปถึงไหนกันแล้ว”
“ก็ดีนี่คะ”
“แม่ไม่ต้องการคำว่าดี แม่ต้องการคำว่า ลูกกับหลานตั้มตกลงคบหาดูใจกันแล้ว มันเป็นแบบนั้นเหรอยัง?”
อรวิลาสอึกอัก “เออ..แม่คะ คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วอีกอย่างอรก็เป็นผู้หญิง อรจะไปแสดงออกอะไรมากก็ไม่ได้”
“นี่ลูกอร สมัยนี้ผู้หญิงกับผู้ชายมันเสมอภาคกัน ขืนมานั่งรอให้ผู้ชายจีบก็กินแห้วพอดี ผู้ชายยิ่งมีน้อยๆอยู่”
“แม่หมายความว่าจะให้อรจีบพี่ตั้มเหรอคะ” อรวิลาสถาม
“พูดขนาดนี้ ยังต้องให้แม่แปลอีก ทำไมลูกถึงเข้าใจอะไรยากอย่างนี้ห๊ะ!!!”
“แม่คะ อรว่าเรื่องความรัก เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่ามั๊ยคะ”
“ไม่ได้!! ขืนชักช้า คนอื่นก็คว้าไปกินน่ะสิ” ชื่นฤทัยจับไหล่อรวิลาส “ลูกมีดีอยู่ในตัว จงใช้ข้อดีของตัวเองให้เป็นประโยชน์ แม่บอกเลยนะว่าแม่ไม่ต้องการลูกเขยคนอื่นนอกจากหลานตั้มคนเดียว”
ชื่นฤทัยพูดจบก็เดินออกไป อรวิลาสอึ้งสุดๆ

เอมิกากำลังตากผ้าอยู่ที่เรือนคนใช้ สมพิศเดินออกมาหา
“ชะเอม” สมพิศเรียก เอมิกาหันไป “คุณชื่นจะไปชอปปิ้งก็เลยให้มาตามเอ็งไปช่วยถือของ”
เอมิกาเดินไปโดยไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร

ที่ร้านกาแฟ พนักงานเอากาแฟมาเสิร์ฟให้ชื่นฤทัยกับเอมิกา เอมิกานั่งด้วยท่าทางเกร็งๆ
“จริงๆที่ฉันเรียกเธอออกมา ไม่ได้จะให้ออกมาช่วยถือของอะไรหรอก ฉันมีเรื่องอยากขอให้เธอช่วย” ชื่นฤทัยบอก
เอมิกานิ่วหน้า “เรื่องอะไรคะ”
“เธอรู้ใช่มั๊ยว่าฉันต้องการให้หลานตั้มกับน้องอรลงเอยกัน” ชื่นฤทัยถาม
เอมิกาอึ้งไป “ค่ะ”
“ฉันเห็นว่าเธอเป็นคนเก่ง ฉันก็เลยอยากให้เธอช่วยทำให้หลานตั้มชอบน้องอร”
เอมิกาตกใจมาก “เรื่องแบบนี้ ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ”
“ถือว่าช่วยฉันเถอะนะชะเอม น้องอรน่าสงสาร เกิดมาไม่กี่ปี ฉันกับพ่อเค้าก็หย่ากัน แล้วพ่อของเค้าก็ไม่เคยกลับมาดูดำดูดีน้องอร น้องอรก็เลยกลายเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่น หยิบจับทำอะไรก็ไม่เป็น ฉันเป็นห่วงน้องอรมาก เธอก็รู้ว่าคนเป็นแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดชีวิต ฉันถึงต้องการคนที่ดีที่สุด คนที่ฉันไว้ใจที่สุด ให้ดูแลน้องอร และคนๆนั้นก็คือหลานตั้ม”
เอมิกาถึงพูดไม่ออกเลยทีเดียว ชื่นฤทัยจับมือเอมิกา
“ถือว่าฉันขอร้องเถอะนะชะเอม..ช่วยฉันซักครั้ง”
เอมิกามองชื่นฤทัยอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

อรวิลาสกำลังนั่งคิดหนักในเรื่องที่แม่สั่ง ทันใดนั้นหนูอ้อยก็เปิดประตูเข้ามา อรวิลาสหันไปมอง
“หนูอ้อยขอนอนกับพี่อรได้มั๊ยคะ”
“ได้สิ”
หนูอ้อยเดินเข้ามากระโดดขึ้นเตียงอรวิลาส
“พี่อรเป็นอะไร ทำไมหน้าเศร้าแบบนี้”
“หน้าพี่ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” อรวิลาสถามกลับ
“ค่ะ...เพราะเรื่องที่คุณแม่เรียกพี่อรเข้าไปคุยในห้องรึเปล่า หนูอ้อยเห็น คุณแม่ใส่พี่อรไม่หยุดเลย”
อรวิลาสเงียบแล้วหันหน้าไปทางอื่น หนูอ้อยอ้อมมานั่งตรงด้านหน้า
“หนูอ้อยได้ยินคุณแม่พูดเรื่องพี่ตั้ม” หนูอ้อยบอก อรวิลาสหน้าถอดสี “พี่อรชอบพี่ตั้มรึเปล่า”
อรวิลาสนิ่งไปซักพัก “ตอนแรกพี่คิดว่าพี่ชอบพี่ตั้ม แต่พอมาตอนนี้ พี่รู้แล้วว่าพี่ไม่ได้ชอบพี่ตั้ม”
“ถ้าพี่อรไม่ได้ชอบพี่ตั้ม พี่อรก็บอกคุณแม่ไปสิคะ”
“บอกได้ยังไงล่ะหนูอ้อย พี่ไม่เคยทำอะไรให้คุณแม่สมหวังเลย คุณแม่ก็เลยหวังเรื่องนี้เต็มที่ พี่จะทำให้คุณแม่ผิดหวังอีกไม่ได้”
“ทั้งๆที่มันจะทำให้พี่อรไม่มีความสุขเหรอคะ”
อรวิลาสเงียบ หนูอ้อยถอนหายใจ
“เฮ้อ..โตเป็นผู้ใหญ่นี่มันยากจริงๆ หนูอ้อยไม่อยากโตเลย”
หนูอ้อยพูดจบก็ล้มตัวลงนอน อรวิลาสหน้าเศร้า

เอมิกานั่งอยู่บนโถส้วมและคิดหนักเรื่องที่ชื่นฤทัยขอเธอ
“จะให้เราเป็นแม่สื่อให้คุณอรกับคุณตั้มเนี่ยนะ?”
เอมิกากลุ้มใจมากแล้วเธอก็นึกอะไรออก เอมิการีบเอาไอแพดที่ใส่ในถุงผ้าที่แขวนอยู่ตรงประตูออกมากดเปิด แล้วรีบพิมพ์
“บทละครโทรทัศน์เรื่อง “ปัญญาชนก้นครัว” เป็นเรื่องราวของนักศึกษาคนหนึ่งที่ปลอมตัวเข้ามาเป็นคนใช้ แต่ดันไปตกหลุมรักกับลูกชายของเจ้านาย จนเกิดเป็นปัญหาระหว่างชนชั้นเพราะลูกเจ้านายคิดว่าเธอเป็นคนใช้ เธอจึงโดนกลั้นแกล้งสารพัด และโดนกีดกันจากคนรอบข้าง”
เอมิกาเงยหน้าขึ้นมาคิดนิดนึงก่อนจะพิมพ์ต่อ

สองวันต่อมา ดร.เพี้ยนกำลังอ่านเรื่องย่อที่เอมิกาแต่งขึ้นจากไอแพด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื้นตัน เอมิกานั่งมองอย่างลุ้นมาก ดร.เพี้ยนอ่านจบก็เงยหน้ามองเอมิกาโดยไม่พูดอะไรออกมา
เอมิกาใจเสีย “ไม่สนุกเหรอคะด๊อกเตอร์”
ดร.เพี้ยนวางไอแพดลงบนโต๊ะ เอมิกาหน้าเสียสุดๆ แล้วดร.เพี้ยนก็จับมือเอมิกาขึ้นมาด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม
“มันยอดมากแม่ชะเอม” เอมิกาอึ้ง “นี่แหละคือ Soap opera นิยายน้ำเน่าที่ Toching คนดู มันเป็น High concept เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย มีตัวอิจฉาที่ร้ายกาจ มีพระเอกที่หน้าโง่ มีนางเอกที่แสนดี และแวดล้อมไปด้วยตัวตลกที่ชอบติฉินนินทา มันถือละครพานิชย์ ที่ไม่ว่าทำออกมากี่ครั้ง คนก็จะชอบ”
เอมิกาดีใจสุดๆ
“แต่สำหรับเรื่องนี้ มันแตกต่างจากเรื่องอื่นตรงที่มันสอดแทรกความมีสาระเอาไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ดูประดักประเดิด ไม่ใช่ละครที่ดูสนุกไปวันๆ เอาล่ะชะเอม เธอก้าวข้ามความยากขั้นแรกมาได้แล้ว คราวนี้ก็เหลือความยากขั้นต่อไป”
เอมิกางง “อะไรคะด๊อกเตอร์?”
“เธอต้องคิดวิธีการนำเสนอ ทำยังไงให้มันน่าสนใจ โดยเฉพาะการเปิดเรื่องในหนึ่งนาทีแรก เธอต้องเอาคนดูให้อยู่หมัด ฉันขอแสดงความยินดีกับเธอด้วยจริงๆ ในที่สุดเธอก็สามารถหาแก่นของเรื่องและตีความมันออกเป็นภาพได้ นั่นแสดงว่าเธอเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นแล้ว”
เอมิกายิ้มอย่างมีความสุขมาก

ที่บ้านชื่นฤทัย วเรศยืนอยู่กับนาก สีหน้าของวเรศไม่ค่อยดีนัก
“ชะเอมออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว” วเรศพูดทวน
“ฮะ” นากรับคำ
“เค้าจะรีบไปไหน นัดหมอไว้ตั้งสิบโมงไม่ใช่เหรอ”
“นากก็ไม่ทราบฮะว่าน้องชะเอมรีบไปไหน?”
วเรศผิดหวังมากแล้วเขาก็นึกอะไรออก เลยรีบเดินออกไป

เอมิกาที่ถอดผ้าปิดแผลที่หัวแล้วกำลังจะจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์โรงพยาบาล แต่กลับมีมือคนอื่นยื่นมาจ่ายเงินแทน
“เอาเงินนี่ครับ” เสียงวเรศดังขึ้น
เอมิกาหันไปเห็นวเรศก็ผงะ พนักงานรับเงินจากมือวเรศ
เอมิกาตกใจ “คุณตั้ม!”

วเรศกับเอมิกาเดินมาด้วยกันตามทางเดินในโรงพยาบาล
“ทำไมรีบออกมาแต่เช้า?” วเรศถาม
“ฉันกลัวรถติด” เอมิกาหยุดเดินแล้วหยิบเงินออกมา “เอาเงินคืนไปเถอะค่ะ คุณชื่นให้เงินฉันมาแล้ว”
“ฉันไม่รับ”
“คุณตั้ม คุณอย่าทำให้ฉันลำบากใจได้มั๊ย”
“เธอต่างหาก อย่าทำให้ฉันลำบากใจ ฉันอยากช่วยก็คืออยากช่วย เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน”
“ฉันกลับเอง”
วเรศพูดเสียงดัง “เลิกปฏิเสธฉันซักที!” เอมิกาสะดุ้ง วเรศพูดโกหก “ฉันต้องไปหาคุณอาพีอยู่แล้ว ยังไงเราก็ต้องไปทางเดียวกัน จะเสียค่ารถทำไม”
“ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”
“ถ้าหมายถึงแฟนเธอ ฉันจะอธิบายให้เค้าฟังเอง เอาเบอร์นายป่องมาสิ ฉันจะโทรบอกเค้าตอนนี้เลย”
“ไม่ต้อง..”
“ไม่ต้องก็ไป” วเรศชี้หน้า “ถ้าปฎิเสธอีก ฉันจะอุ้มเธอออกไปล่ะนะ”
เอมิกาเงียบ วเรศเข้ามาทำท่าจะอุ้ม เอมิการีบผละออก
“ตกลงค่ะ ฉันจะกลับกับคุณ”
วเรศถอนใจแล้วก็เดินออกไป เอมิกาเดินตาม

วเรศขับรถ เอมิกาเอากระเป๋าผ้าที่สะพายมาวางบนพื้นแล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง วเรศลอบมองเอมิกาเป็นระยะๆ พอเห็นว่าเงียบเขาก็เลยเปิดเพลงในรถ เพลง “ความลับ” ของโจ้ วงพอช ดังขึ้น
“มอง..มองเธอมาแสนนาน ฉันไม่กล้าต้องคอยหลบตาเธอเสมอ กลัวว่าวันหนึ่งถ้าเธอ รู้ว่าฉัน ปิดบังอะไรเอาไว้ ความลับที่ฉันซ่อนไว้ ไม่เคยบอกคใคร จะอดใจไม่ไหว...ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว มันยากเหลือเกินจะเก็บซ่อนความรักเอาไว้ และความลับในใจของเธอ มีฉันอยู่บ้างมั๊ย...”
วเรศกับเอมิกาผงะกับเนื้อเพลง ต่างคนต่างหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายแล้วก็ชะงัก ก่อนจะรีบหันกลับไปทันที วเรศตัดสินใจเปลี่ยนเพลง
“เปลี่ยนเพลงดีกว่าเนอะ”
เพลง ใกล้กันยิ่งหวั่นไหว” ดังขึ้นแทน
“อยู่ใกล้กัน ยิ่งหวั่นไหว ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย สั่งหัวใจให้เมินเฉย ไม่รู้ต้องทำยังไง ใกล้เธอทำไมทุกครั้งใจมันสั่นๆ จิตใจของฉันมั่นวุ่นวาย ตัวของฉันควบคุมไม่ได้ เมื่อสุดท้าย หัวใจมันรักเธอ....”
วเรศกับเอมิกาผงะไปอีก
วเรศรีบปิดเพลง “ไม่มีเพลงไหนน่าฟังเลย ปิดดีกว่า”
วเรศพ่นลมหายใจออกมา เอมิกาเองก็ถอนหายใจ

วเรศจอดรถ เอมิการีบลงจากรถทันที
“ขอบคุณนะคะคุณตั้ม”
เอมิการีบมากจนลืมกระเป๋าเอาไว้ วเรศได้แต่ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ แล้วก็เห็นกระเป๋าที่เอมิกาลืมเอาไว้ วเรศหยิบกระเป๋าขึ้นมา

เอมิกาเดินเข้ามาในเรือนคนใช้แล้วก็นึกขึ้นได้ เธอมีหน้าตาตื่นตกใจมาก
“เฮ้ย! กระเป๋า!!” เอมิกานึก “ทิ้งไว้ในรถคุณตั้ม”
เอมิกาหน้าเสีย เธอรีบวิ่งออกไปทันที

เอมิการีบเดินออกมาหน้าบ้านแต่ก็ไม่เห็นรถของวเรศแล้ว เอมิกาอึ้งและหน้าเสียมาก

เสียงมือถือวเรศดังขึ้น วเรศเห็นชื่อ “ชะเอม” ที่หน้าจอก็กดรับสาย แล้วพูดด้วยเสียงเรียบเฉย
“ฮัลโหล”
เอมิกาดีใจที่วเรศรับสาย
“ฉันโทรหาคุณตั้งหลายครั้งแน่ะค่ะคุณตั้ม”
“ฉันไม่ได้ยิน มีอะไร”
“ฉันลืมกระเป๋าไว้ที่รถคุณ”
“ฉันเห็นแล้ว ฉันไม่มีเวลาเอากลับไปให้ ถ้าไงเธอมาเอากระเป๋าที่คอนโดฉันได้มั๊ย”
เอมิกาโล่งอก “ได้ค่ะ”
วเรศวางสายแล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟา เขาหยิบไอแพดของเอมิกาขึ้นดู
วเรศเห็นรายชื่อคนในบ้านชื่นฤทัยปรากฏในไอแพด พร้อมทั้งบอกว่าใครเป็นอย่างไรอย่างละเอียด
“สิ่งที่คุณชื่นฤทัยทำเป็นประจำคือการไปร้านเสริมสวยทุกเช้าวันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันอังคารกับวันพฤหัสฯ คุณชื่นจะออกไปทานโต๊ะแชร์ และต่อด้วยการร้องคาราโอเกะ กลับบ้านไม่เกินสามทุ่ม เข้านอนตอนห้าทุ่ม ตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า”
วเรศตั้งใจอ่านมาก
“คนบ้านนี้มีเวลาที่ใช้ร่วมกันเพียงสองเวลานั่นคือเวลาอาหารเช้า และอาหารเย็นในบางวัน หลังจากนั้นก็จะเข้าห้องใครห้องมัน พอพ้นเวลาสามทุ่ม บ้านหลังใหญ่หลังนี้จึงเหมือนบ้านร้าง..ที่ไร้เงาผู้คน แม้กระทั่งคนใช้เองก็ไม่ต่างจากเจ้านาย”
วเรศยิ่งอ่านก็ยิ่งอึ้งและอึ้งมากยิ่งขึ้น วเรศยังคงอ่านต่อไป
“บ้านหลังนี้มี 4 ห้องนอน ห้องที่ใหญ่สุดคือห้องของคุณชื่น ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของและสมบัติมากมาย มีตู้เซฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในห้อง คุณชื่นชอบแต่งตัว ชอบออกงานสังคม จึงมักเก็บเครื่องเพชร เครื่องประดับทุกอย่างไว้ในบ้าน”
วเรศยิ่งอ่านก็ยิ่งสงสัยในตัวเอมิกามากขึ้น

ที่ล็อบบี้คอนโดมีเนียม วเรศยื่นกระเป๋าคืนให้เอมิกา เอมิการับกระเป๋าคืนมาด้วยความดีใจ
“ขอบคุณนะคะคุณตั้ม”
เอมิการู้สึกว่ากระเป๋าเบาๆ เอมิกาจับกระเป๋า วเรศนิ่งมอง เอมิกาเปิดกระเป๋าแล้วไม่พบไอแพดก็ตกใจมาก
“เป็นอะไรชะเอม?” วเรศถาม
เอมิกาเงยหน้า “เออ..คือ ของฉันหายค่ะ”
“ใช่ไอแพดรึเปล่า” วเรศถาม เอมิกาเสียววูบ “ถ้าเธอตอบคำถามฉันได้ ฉันจะคืนมันให้เธอ” เอมิกาใจเต้นไม่เป็นส่ำ “ทำไมเธอถึงมีรายชื่อทุกคนในบ้าน” เอมิกาหน้าถอดสี วเรศถามต่อ “รวมทั้งกิจวัตรประจำวันว่าใครทำอะไร? ที่ไหน? กี่โมง?”
เอมิกาตกใจ “คุณแอบอ่านไอแพดของฉันเหรอ?”
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง!” วเรศคาดคั้นเสียงดัง “ตอบฉันมาชะเอม!!”
เอมิกาถึงกับแก้ตัวไม่ถูก
เอมิกาอึกอัก “เออ..ฉัน..ฉันบอกคุณไม่ได้ แต่เอาเป็นว่า ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงบอกไม่ได้?!!”
เอมิกาสะดุ้งกับน้ำเสียงที่ดังและดุดันของวเรศ
“เธอคิดจะทำอะไรกันแน่!!” วเรศเสียงดัง เอมิกายังเงียบ “ถ้าเธอไม่พูด ฉันจะบอกคุณอาชื่น”
เอมิกาลนลานมาก “ไม่ได้นะคะ คุณห้ามบอกคุณชื่นเด็ดขาด”
“งั้นก็บอกจุดประสงค์ของเธอมาสิ”
เอมิกาหน้าเสียมาก “ฉัน...ฉันไม่รู้จะพูดยังไง”
“งั้นก็เริ่มจากง่ายๆ เธอเป็นใครกันแน่ชะเอม!!”
“เนี่ยนะคะง่าย”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน เธอต้องพูดความจริงมาได้แล้ว” วเรศคาดคั้น เอมิกายังนิ่ง “เธอเป็นโจร เป็นขโมย” เอมิกาผงะ “เป็นอะไรกันแน่?!” วเรศคิด “หรือว่าจริงๆแล้วเธอใช้อาชีพคนใช้บังหน้า เพื่อทำงานไซต์ไลน์” เอมิกาอึ้ง “เหมือนอย่างที่เธอเคยใช้ได้ผลมาแล้ว ตอนที่เธออยู่กับท่านผู้ว่าฯอุทยาน แต่เพราะท่านผู้ว่าฯให้เธอไม่ได้ตามที่เธอต้องการ เธอก็เลยหนีท่านออกมา แล้วก็มาหาเหยื่อรายใหม่ที่นี่”
เอมิกาฉุนกึก “คุณตั้ม!!! ฉันบอกคุณไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ได้เป็นเมียน้อยท่านผู้ว่าฯอุทยาน ถ้าคุณอยากรู้ความจริง ฉันจะบอกคุณเดี๋ยวนี้..ท่านผู้ว่าอุทยานเป็นพ่อของฉัน!!”
วเรศชะงักมองเอมิกานิ่ง เอมิกาอึ้งที่ตัวเองเผลอหลุดเพราะอารมณ์พาไป วเรศมองเหมือนจะเชื่อแต่เขากลับพูดออกมา
“เก๋ดีนี่ บางคนเค้าเรียกว่า”อา” บางคนเค้าเรียกว่า”ป๋า” แต่เธอเรียก “พ่อ”
เอมิกาไม่พอใจ “ก็พ่อฉัน ไม่ให้เรียกพ่อแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”
“อย่ามาโกหกเอาตัวรอดเลย พวกอีหนูสาวๆก็ยังงี้แหละ บอกว่าเป็นเมียไม่ได้ ก็อ้างเป็นลูกเป็นหลาน เจอมาหลายรายแล้ว”
เอมิกาโกรธมาก “คุณดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว!”
วเรศเงียบไปด้วยความเสียใจและโมโห เอมิกาเองก็เช่นกัน
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณไม่เคยไว้ใจฉันเลยใช่มั๊ย” เอมิกาถาม
“ฉันเคยไว้ใจและเชื่อใจ แต่สิ่งที่เธอทำ มันทำให้ฉันต้องคิดใหม่”
เอมิกาเสียใจ “แสดงว่าคุณมองฉันแค่เปลือกนอกมาตลอด คุณไม่เคยคิดที่จะทำความรู้จักกับฉันจริงๆ เอาเถอะ คุณจะคิดว่าฉันเป็นอะไรก็ตามใจ เพราะฉันเองก็ชักจะตอบไม่ถูกแล้วเหมือนกัน มิน่าว่าทำไมคนเราถึงต้องโกหก เพราะพูดความจริงไปก็ไม่มีใครเชื่อ” เอมิกายื่นมือออกไป “ขอไอแพดฉันคืนมาได้แล้ว”
“ฉันไม่ให้”

ปัญญาชนก้นครัว ตอนที่ 9 (ต่อ)
เอมิกาผงะ “ไหนคุณว่าถ้าฉันตอบคำถามคุณ คุณจะคืนให้ฉันไง”
“ก็เธอตอบไม่ตรงคำถาม ถ้าเธอพร้อมจะพูดความจริงเมื่อไหร่ ก็มาหาฉัน แล้วฉันจะคืนให้เธอ”
เอมิกาโวย “คุณตั้ม!”
“ฉันไม่รู้หรอกนะชะเอมว่าเธอกำลังจะทำอะไร ถ้าเธอเริ่มจะคิดหรือจะทำอะไรที่ไม่ดี เธอรีบลาออกไปดีกว่า ฉันไม่อยากให้คนที่”ฉันรัก”ในบ้านหลังนี้ต้องเดือดร้อนที่มีคนใช้ที่ไว้ใจไม่ได้อย่างเธอ!”
เอมิกาอึ้งมาก วเรศพูดจบก็เดินออกไปทันที เอมิกากำมือแน่นด้วยความโกรธและกังวลใจสุดๆ

วเรศมองไอแพดเอมิกาด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจและผิดหวัง
เอมิกาเองก็มีสีหน้ากังวลมากที่หลุดพูดความจริงออกไป และเธอก็เสียใจกับสิ่งที่วเรศพูด ทั้งสองคนต่างก็เศร้า แล้วก็ถอนหายใจออกมาพร้อมๆ กัน

ปองเทพมองหน้าเอมิกาด้วยท่าทีตกใจ
“ว่าไงนะเอม?!!”
“ก็อย่างที่เล่าให้ฟังน่ะแหละ ข้อมูลที่เราได้มาก็เกือบครบแล้ว เราไม่อยากโกหกคุณตั้ม” เอมิกาชะงักแล้วก็รีบเปลี่ยนคำพูด “เออ..โกหกทุกคนมากไปกว่านี้ คืนนี้เราจะออกจากบ้านนี้ แล้วไปอยู่กับไอ้นง” เอมิกาหันไปทางปองเทพ “ส่วนป่อง ก็อยู่ที่นี่ไปก่อน รอจังหวะดีๆแล้วค่อยลาออก เพราะถ้าเราหายตัวไปพร้อมกัน มันจะน่าสงสัย”
ปองเทพอ้าปากค้างเพราะช๊อคกับการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเอมิกา ส่วนเอมิกากลับกลุ้มใจมาก

บรรจงกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางลับๆล่อ
“คืนนี้ตีสอง ฉันจะลงมาเปิดประตูหลังให้พี่”
บรรจงวางสายด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดๆ

พระจันทร์ตอนดึกสงัดโดนเมฆลอยมาบดบังทำให้บรรยากาศยิ่งวังเวง เอมิกาย่องออกมาจากบ้าน เธอหันไปมองตัวบ้านด้วยความอาลัยแล้วก็ตัดใจเดินไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่
ทันทีที่รถแท็กซี่แล่นออกไป บรรจงที่เอาผ้าคลุมหัวก็ย่องมาเปิดประตูด้านหลังพร้อมกับผิวปาก สักพักมดแดงกับลูกน้องอีกสองคนที่สวมหมวกปิดหน้าจนเห็นแต่ลูกตาสองข้างก็เดินเข้ามาในบ้าน บรรจงรีบพามดแดง กับลูกน้องทั้งสองเดินเข้าไป

บรรจงพามดแดงกับลูกน้อง 2 คน เข้ามาในห้องคาราโอเกะที่มืดมิด
“นังคุณนายบ้านนี้มันใช้แต่ของดีทั้งนั้น คิดไม่ผิดจริงๆที่มาปล้นบ้านมัน เอ้าพวกเรา..ยกไปให้หมด อย่าให้เหลือ!!” มดแดงสั่ง
ลูกน้อง 2 คนเข้ามาถอดปลั๊กไฟเครื่องเสียง บรรจงมีท่าทางหวาดระแวงและตื่นกลัวมาก
“พี่มดแดง งั้นฉันไปก่อนนะ เชิญพวกพี่ตามสบาย”
“เดี๋ยวสิน้องจง ทิ้งกันง่ายๆแบบนี้ได้ยังไง?!!” มดแดงปราม
“เกิดมีคนตื่นมาเห็นฉัน จะทำไง?”
“ใครมันจะตื่นมาตอนตีสอง น้องจงอยู่ดูต้นทางให้พี่ก่อน ไม่งั้นส่วนแบ่ง ก็ไม่ต้องเอา”
บรรจงหน้าเสียและจำต้องดูต้นทางอยู่ที่หน้าห้อง มดแดงเข้าไปช่วยลูกน้อง มดแดงและลูกน้องกำลังง่วนกับการถอดปลั๊กไฟเลยไม่เห็นชื่นฤทัยที่นอนหลับอยู่บนโซฟาด้านหลัง

พีรพลเปิดประตูห้องนอนเดินมาตามหาชื่นฤทัย
“ทำไมคุณชื่นยังไม่ขึ้นมานอนอีก?”

พีรพลเดินออกมา บรรจงเห็นเข้าก็ตกใจมากจึงรีบหาที่หลบ
“คุณพี!!” บรรจงพึมพำ “ทำไงดีวะ..?”
บรรจงเกาหัวไม่หยุด พีรพลเดินมาใกล้
บรรจงลนลาน “ถ้าคุณพีรู้ว่าเราสมรู้ร่วมคิด มีหวังติดคุกหัวโตแน่นังจง”
บรรจงตัดสินใจย่องหนีออกไปในความมืด พีรพลเดินมาใกล้จะถึงห้องคาราโอเกะแล้ว

พีรพลเปิดไฟในห้องคาราโอเกะ มดแดงกับลูกน้อง 2 คนที่กำลังยกเครื่องเสียงถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อไฟเปิด พีรพลหันไปเห็นก็ตกใจมาก
“เฮ้ย!! ขะขะ..ขโมย!!”
มดแดงกับลูกน้องสองคนทำหน้าเหรอหราแล้วรีบวางของ มดแดงเข้าไปล็อคแขนพีรพลแล้วอุดปากเขาเอาไว้ ชื่นฤทัยงัวเงียตื่นขึ้นมา มดแดงกับลูกน้องสองคนเพิ่งเห็นชื่นฤทัย
ชื่นฤทัยงัวเงีย “ใครมาเอะอะโวยวายอะไร?!!”
ชื่นฤทัยเห็นพีรพลกับมดแดง และลูกน้องสองคนก็ตาสว่างทันที
“อ๊ายยยยยย!!”
ทุกคนตกใจมากที่ชื่นฤทัยร้องเสียงดังลั่น

จุ่นที่กำลังยืนฉี่ที่เรือนคนใช้ได้ยินเสียงกรี๊ดของชื่นฤทัยก็ตกใจหันไปมอง
“เสียงอะไรวะ? หรือว่า...จะเป็น...” จุ่นตกใจ “ผะผะผีผี..!!”
จุ่นรีบฉี่รีบใส่กางเกงแล้วออกไป จุ่นเจอบรรจง ต่างฝ่ายต่างก็ตกใจ
“เวย!! // ว๊ายย!!”
“ไอ้พี่จุ่น! จะแหกปากทำไม?!” บรรจงว่า
“พี่จุ่นได้ยินเสียงกรี๊ด” จุ่นบอก บรรจงหน้าถอดสี “พี่จุ่นก็นึกว่าเสียงผีน่ะสิ”
บรรจงหน้าถอดสี ระหว่างนั้นนากที่ออกมาจากห้องก็เห็นบรรจงกับจุ่นยืนอยู่
“แกสองคนได้ยินเสียงอะไรมั๊ย?” นากถาม
“แกก็ได้ยินเหมือนกันเหรอ” จุ่นถามกลับ
“เออสิ เสียงเหมือนดังมาจากในบ้าน ฉันว่าเราเข้าไปดูกันดีกว่า”
บรรจงตกใจ “จะเข้าไปดูทำไม? ป่านนี้คุณๆเค้าหลับกันไปหมดแล้ว”
“ถึงอย่างนั้นก็ต้องเข้าไปดู เกิดมีอะไรขึ้นมา จะได้ช่วยกัน ฉันไปปลุกป้าสมพิศก่อน”
พูดจบนากก็รีบไปเคาะประตูห้องสมพิศ บรรจงหน้าเสีย

อรวิลาสกับหนูอ้อยถูกลูกน้อง 2 คนจับมาหาพีรพลและชื่นฤทัยที่ถูกจับมัดแขนปิดปากอยู่บนพื้น
อรวิลาสตกใจ “คุณแม่!!”
หนูอ้อยก็ตกใจ “คุณพ่อ!!!”
“พวกแกจะทำอะไรพวกเรา” อรวิลาสถาม
“ถ้าพวกแกอยู่เฉยๆ พวกเราก็จะไม่ทำอะไร” มดแดงหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง
ลูกน้องเอาเชือกออกมามัดแขนอรวิลาสกับหนูอ้อยพร้อมกับเอาผ้าปิดปาก
มดแดงหันไปสั่งลูกน้อง “เฝ้าพวกมันเอาไว้ให้ดี”
ลูกน้องพยักหน้า มดแดงหยิบแผนผังของบ้านออกมา
“ข้างบนมีสี่ห้องนอน”
ชื่นฤทัย พีรพล และอรวิลาสแปลกใจที่มดแดงมีแผนผังบ้านของเธอ มดแดงดูแล้วก็รีบเดินออกไป

นากเดินนำ สมพิศ จุ่น และบรรจงเดินตาม จู่ๆ นากก็หยุดเดิน ทุกคนเลยเดินชนกันเอง
นากหันขวับ “เดินดีดีหน่อยสิ”
“เอ็งนั่นแหละ หยุดเดินทำไม” สมพิศถาม
“ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมันแปลกๆน่ะสิป้า” นากบอก

นากหันไปเห็นลูกน้อง 2 คนของมดแดงก็ตกใจสุดขีด นากรีบหันมาส่งสัญญาณบอกคนอื่น
“ชู่ว์!!!”
สมพิศ นาก และบรรจงชะงัก นากชี้มือไปทุกคนมองตามพอเห็นก็ตกใจ สมพิศจะกรี๊ด จุ่นรีบเอามือปิดปากไม่ให้สมพิศร้องออกมา
“นั่นไงฉันว่าแล้วว่ามันต้องมีอะไร ฉันจะออกไปโทรแจ้งตำรวจ” นากบอก
นากกำลังจะย่องออกไป บรรจงหน้าตาตื่นมากเพราะกลัวสุดๆแล้วเธอก็ตัดสินใจจามออกมาเสียงดังลั่น
“ฮัดเช้ย!!”
นาก สมพิศ และจุ่นหันขวับพร้อมกัน ลูกน้อง 2 คน ชื่นฤทัย พีรพล อรวิลาส และหนูอ้อยหันมาทางพวกกลุ่มคนใช้ทันที
นากร้องบอก “หนี!!”
นาก สมพิศ จุ่นตกใจเลยหันมาชนกันเองแล้วก็มึน บรรจงแกล้งทำเป็นขาสั่นก้าวขาไม่ออก ลูกน้องคนหนึ่งรวบตัวสมพิศเอาไว้ สมพิศกัดแขนลูกน้องคนนั้นร้องจ๊าก เขาจับสมพิศเหวี่ยงไปบนพื้นข้างๆ บรรจง สมพิศจะลุกหนีแต่บรรจงกอดเอาไว้แน่น
“ป้าอย่าไป อยู่กับฉันก่อน ฉันกลัวจนก้าวขาไม่ออกแล้ว” บรรจงบอก
ลูกน้องทั้งสองล้อมจุ่นกับนากเอาไว้ จุ่นกับนากตั้งการ์ดแล้วเอาหลังมาชนกัน
จุ่นฟุตเวิร์คไปด้วย “รู้จักแม่ไม้มวยไทยมั๊ย” จุ่นทำท่าประกอบ “หรือว่าจะเป็นยูโด” จุ่นทำท่าประกอบ “กังฟู” จุ่นทำท่าประกอบ “ว๊ากกก!”
จุ่นฟุตเวิร์คมากไปก็เลยล้มหน้าคะมำลงไปบนพื้น นากอยากจะบ้า เธอหันหลังจะวิ่งหนีแต่เจอลูกน้องคนหนึ่งดึงคอเสื้อเอาไว้ นากหลับหูหลับตาวิ่ง
“ทำไมไม่ไปวะ?” นากสงสัย
นากเอะใจพอหันไปก็เห็นลูกน้องมดแดงกำลังจับคอเสื้ออยู่ นากแหกปากดังลั่น
“ว๊าก!!”

นาก บรรจง สมพิศ และจุ่นถูกจับมัดปิดปากรวมกันอยู่ มดแดงหิ้วกระเป๋าใบโตสองใบเดินมาตรงหน้าทุกคนที่ถูกจับมัด ลูกน้อง 2 คนยืนคุมเชิงอยู่
“นังคุณนายนี่มันรวยจริงอะไรจริง แก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาเพียบ ตั้งตัวได้เลยพวกเรา” มดแดงบอก
ชื่นฤทัยด่าเสียงอู้อี้ๆ ในลำคอ มดแดงหันไปมอง
“แกะผ้าให้มันพูดสิ” มดแดงสั่ง
ลูกน้องคนหนึ่งเดินมาแกะผ้าปิดปากชื่นฤทัย ชื่นฤทัยด่าไฟแลบสวนออกมาทันที
“ไอ้โจรห้าร้อย ไอ้สารเลว ไอ้พ่อแม่ไม่สั่งสอน ไอ้เด็กมีปัญหา ซักวันแกจะต้องไม่ตายดี”
“ด่าได้ด่าไป ฉันไม่รู้สึกหรอก ฮ่าๆๆ” มดแดงหัวเราะ
พีรพลพยายามแก้เชือกที่มัดข้อมือเอาไว้ข้างหลังจนเชือกเริ่มหลวม
“ฉันขอสาปแช่งให้แกโดนรถชน ถูกหมากัด ให้ฟ้าผ่า ถ้ามีลูก ก็ขอให้ลูกเป็นตุ๊ด” ชื่นฤทัยว่าเป็นชุด
“เฮ้ย! มันจะพูดมากไปแล้ว”
มดแดงจะเอาผ้าปิดปากชื่นฤทัย แต่ชื่นฤทัยสะบัดหัวไม่ยอม
“อย่านะ..อย่า..”
ชื่นฤทัยกัดมือมดแดง มดแดงร้องจ๊าก
“อ๊ากก!!!”
มดแดงโมโหจึงเงื้อมือจะตบชื่นฤทัย พีรพลแก้เชือกได้พอดีจึงพุ่งเข้ามาจับแขนมดแดงเอาไว้ มดแดง และคนอื่นๆ ตกใจมาก พีรพลต่อยมดแดงดังเปรี้ยง! แล้วก็เจ็บมือเอง มดแดงโมโหจึงเข้ามาต่อยพีรพลจนพีรพลเซล้มไปบนพื้น ชื่นฤทัยกับทุกคนตกใจ
“คุณพี!!”
มดแดงเข้ามาเหยียบยอดอกพีรพลแล้วชักมีดออกมา ทุกคนหน้าเสีย บรรจงอึ้งเพราะไม่นึกว่ามดแดงจะทำแรงขนาดนี้ บรรจงมองชื่นฤทัยกับพีรพลอย่างรู้สึกผิด
ชื่นฤทัยตะโกน “แกอย่าทำอะไรเค้านะ!!”
มดแดงไม่สนใจ เขากดน้ำหนักลงไปบนเท้าที่เหยียบอยู่บนหน้าอกพีรพลจนพีรพลเจ็บปวดและหายใจไม่ออก
“อย่ามาซ่าส์กับฉันไอ้หน้าขาว ไม่งั้น” มดแดงหันไปทางอรวิลาส “ฉันจะเอาลูกสาวแกไปขายซ่อง!”
มดแดงเข้ามาลากตัวอรวิลาสแล้วทำท่าเอาจริงจนอรวิลาสกับคนอื่นๆ ตกใจ พีรพลรีบเข้ามากอดขามดแดง บรรจงอึ้งในความโหดเหี้ยมของมดแดง
“อย่าทำอะไรลูกผมเลย” พีรพลขอ อรวิลาสหันไปมองพีรพลอย่างอึ้งๆ “คุณอยากกระทืบ อยากต่อย อยากเตะผมอีกก็ได้ แต่ได้โปรดอย่าทำร้ายครอบครัวผมและคนของผม”
พีรพลกางแขนปกป้องครอบครัวและทุกคนในบ้าน ทำเอาทุกคนซาบซึ้งไปตามๆกัน โดยเฉพาะบรรจงที่รู้สึกผิดมาก มดแดงมองพีรพลแล้วก็ยกเท้าออก ก่อนจะมัดแขน มัดปากพีรพลอีกครั้ง ชื่นฤทัยกับพีรพลมองหน้ากัน ชื่นฤทัยซึ้งใจพีรพลสุดๆ ส่วนบรรจงรู้สึกผิดมาก

เช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านนงลักษณ์ นงลักษณ์นั่งลงตรงหน้าเอมิกาด้วยสีหน้าตกใจ
“ไอแพดของแกอยู่ที่คุณตั้ม?!”
เอมิกาพยักหน้า
“เวรแล้วไง” นงลักษณ์บอก
“ก็เวรแล้วน่ะสิ ชีวิตของฉันทั้งชีวิตอยู่ในนั้น”
“แล้วแกจะรีบออกมาจากบ้านคุณชื่นฤทัยทำไม?”
“ฉันเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องกลายเป็นคนขี้โกหก ขนาดพูดความจริง คุณตั้มยังไม่เชื่อ ในสายตาเค้า ฉันกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไปแล้ว แล้วอีกอย่างตอนนี้ทุกอย่างมันก็เริ่มจะวุ่นวาย..จนฉันจะคอนโทลไม่ไหว ฉันก็เลยต้องรีบออกมา...ดีกว่าความแตกในบ้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนคงจะไม่ให้อภัยฉัน”
นงลักษณ์มองเพื่อนอย่างเห็นใจ “ในเมื่อแกตัดสินใจแบบนี้ ก็อย่าไปคิดอะไรอีก สิ่งที่ต้องคิดตอนนี้ก็คือ จะเอาไอแพด คืนมาจากคุณตั้มได้ยังไง?!”
เอมิกามองนงลักษณ์ด้วยความกลุ้มใจ

วเรศเดินเข้ามาในบ้านชื่นฤทัยแล้วก็รู้สึกแปลกที่บ้านเงียบ
“ทำไมวันนี้มันเงียบผิดปกติ”
วเรศค่อยๆเดินเข้ามาแล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นทุกคนถูกจับมัดรวมกันอยู่กลางบ้าน พอทุกคนเห็นวเรศก็ดีใจมาก ทั้งหมดรีบส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทันที

เวลาผ่านไป สารวัตรยืนอยู่กับวเรศ พีรพล ชื่นฤทัย อรวิลาส นาก สมพิศ จุ่น บรรจง และหนูอ้อย
สารวัตรรายงาน “ทางเราไม่พบรอยนิ้วมือของคนร้าย”
ทุกคนมีสีหน้าผิดหวังยกเว้นบรรจงที่โล่งอก
“แสดงว่าคนร้ายคงทำแบบนี้มาหลายหลังแล้วถึงได้มีความชำนาญ ผมจะลองไปตรวจสอบดูว่ามีคดีไหนที่มีความคล้ายคลึงกับคดีนี้บ้าง เผื่อจะได้เอามาเชื่อมโยงกัน” สารวัตรบอก
“ขอบคุณมากครับ” วเรศกล่าว
ทุกคนไหว้ลาสารวัตร สารวัตรเดินออกไป วเรศหันมาทางทุกคน ชื่นฤทัยร้องไห้ออกมา พีรพลเห็นก็หันไปปลอบ
“ของอะไรที่เสียไปแล้ว ก็อย่าไปเสียดายเลยนะคุณ เราหาใหม่ได้”
“จริงด้วยค่ะ ช่างมันเถอะนะคะคุณแม่” อรวิลาสเสริม
หนูอ้อยเข้ามานั่งตักชื่นฤทัยแล้วกอดปลอบใจ ชื่นฤทัยหันมาพูดกับพีรพล อรวิลาส วเรศ และหนูอ้อย
“ฉันไม่ได้เสียดายของ ฉันเป็นห่วงคุณต่างหากคุณพี”
พีรพลชะงัก
“คุณยอมเสี่ยงชีวิตช่วยฉันกับลูก ฉันขอโทษสำหรับทุกๆอย่างที่ผ่านมา ฉันไม่เคยให้เกียรติคุณเลย แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อคืนมันทำให้ฉันรู้ว่า คุณเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว”
ชื่นฤทัยโผเข้าไปกอดพีรพล พีรพลดีใจและซาบซึ้ง เขากอดชื่นฤทัยและหนูอ้อยเอาไว้ อรวิลาสกับวเรศมองภาพตรงหน้าอย่างรู้สึกดี
“อรเองก็ต้องขอโทษคุณอาเหมือนกัน” อรวิลาสพูด พีรพลหันมา “ที่อรไม่เคยให้ความเคารพคุณอาเลย ทั้งๆที่คุณอามีศักดิ์เป็นพ่อของอร”
อรวิลาสยกมือไหว้พีรพล
“อรกราบขอโทษนะคะ”
พีรพลยิ้มอย่างมีความสุข เขาดึงอรวิลาสเข้ามากอดรวมกับชื่นฤทัยและหนูอ้อย
“อาไม่เคยโกรธอร เราเป็นครอบครัวเดียวกัน และอาก็มีหน้าที่ปกป้อง ครอบครัวของอาอยู่แล้ว”
ทั้งสี่คนกอดกันด้วยความเข้าใจ วเรศ นาก สมพิศ และจุ่นอดยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้ ยกเว้นบรรจงคนเดียว แล้ววเรศก็นึกอะไรได้จึงหันไปหานาก
“นาก...แล้วชะเอมล่ะ ชะเอมอยู่ไหน”
นากนึกได้ “เออจริงด้วย เมื่อคืนมัวแต่ตกใจ ลืมนึกถึงน้องชะเอมไปเลย”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย

นากหันมาทางวเรศ อรวิลาส และชื่นฤทัย
นากหน้าเสีย “ข้าวของของน้องชะเอมหายไปหมดเลยฮะ?!”
ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะวเรศ บรรจงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“หรือว่าชะเอมจะถูกโจรจับตัวไป” ชื่นฤทัยคิด
“จงว่าชะเอมไม่ได้ถูกจับตัวไปหรอกค่ะ บางทีชะเอมอาจจะเป็นคนเปิดประตูให้โจรเข้ามาก็ได้” บรรจงบอก
ทุกคนตกใจมาก วเรศใจเสีย
“ทำไมเธอถึงคิดว่าเป็นชะเอม?” วเรศถาม
“ทุกคนคิดว่ามันไม่บังเอิญไปหน่อยเหรอคะที่อยู่ๆชะเอมก็หายตัวไปในคืนที่มีโจรปล้นบ้าน” บรรจงบอก
ทุกคนคิดตามแล้วก็ชักจะสงสัย วเรศยิ่งใจแป้วมากขึ้น แล้วชื่นฤทัยก็นึกอะไรออก
“หลานตั้ม” ชื่นฤทัยเรียก วเรศหันมา “อานึกอะไรออกอย่างนึงแล้ว อาเห็นโจรคนหนึ่งถือแผนผังบ้านอาเอาไว้ เหมือนมันรู้ว่าห้องไหนเป็นห้องใครในบ้านหลังนี้”
วเรศผงะเพราะฉุกคิดถึงสิ่งที่เห็นในไอแพดเอมิกา วเรศแทบช็อค
บรรจงบิ้วต่อ “ลองเป็นแบบนี้ ชะเอมต้องเป็นสายโจรแน่ๆเลยค่ะ”
“ของแบบนี้ จะพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ถ้าเราไม่มีหลักฐาน” วเรศว่า
อรวิลาสคิดนิดนึง “อรว่าเราเรียกป่องมาถามดูมั๊ยคะ เค้าเป็นแฟนกัน เค้าอาจจะรู้ว่าชะเอมหายไปไหน?”
ทุกคนหันไปมองอรวิลาสอย่างเห็นด้วย

ปองเทพมองทุกคนด้วยสีหน้าตื่นตกใจมาก
“เมื่อคืนบ้านคุณชื่นถูกโจรปล้น!!”
“ใช่...แล้วชะเอมก็หายตัวไป นายรู้รึเปล่าว่าชะเอมไปไหน?” วเรศถาม
ปองเทพอึกอัก “เออ...ชะ..ชะเอม..กะ..กลับ กลับบ้านครับ”
ทุกคนชะงักแล้วมองปองเทพด้วยความแปลกใจ
“รีบกลับถึงขนาดไม่ร่ำลากันเลยเหรอ” พีรพลสงสัย
ปองเทพตอบแบบล่อกแล่กมาก “เออ...ใช่ครับใช่”
“แล้วเค้าบอกรึเปล่าว่าทำไมถึงต้องรีบกลับขนาดนี้” วเรศถามต่อ
“อ่า..มะมะไม่..ไม่ได้บอกครับ”
“ทำไมเธอดูอึกอักจังป่อง” บรรจงถาม ปองเทพหน้าเสีย “หรือว่าเธอช่วยชะเอมปิดบังอะไรที่ไม่อยากให้พวกเรารู้”
ปองเทพสะดุ้งแล้วรีบปฏิเสธลนลาน วเรศจับสังเกต
“เปล่านะครับ เปล่าเลย ผมไม่ได้ช่วยชะเอมปิดบังอะไรทั้งนั้น” ปองเทพหลบตา
บรรจงจ้องหน้าปองเทพด้วยความสงสัย “คุณชื่นคะ ท่าทางป่องน่าสงสัยมากนะคะ ดูลนลานพิกล จงว่าชะเอมต้องเป็นสายให้โจรแน่นอนเลยค่ะ”
ปองเทพตกใจ “ไม่ใช่นะครับ ชะเอมไม่ได้เป็นสายโจร ชะเอมเป็น..”
ปองเทพจะบอกความจริงแต่ก็ยั้งไว้ได้ทัน
อรวิลาสถามทันที “ชะเอมเป็นอะไรนายป่อง?”
“เป็น...เออ..ก็เป็นคนใช้ยังไงล่ะครับ ผมรับรองได้ว่าชะเอมเป็นคนดี เค้าไม่ใช่สายโจร ทุกคนต้องเชื่อผมนะครับ”
“ของแบบนี้มันต้องดูกันที่หลักฐาน แค่คำพูดมันจะน่าเชื่อได้ยังไง” ชื่นฤทัยบอก ปองเทพหน้าเสีย “เอาล่ะ เธอกลับไปได้แล้ว”
ปองเทพหันไปมองวเรศด้วยสีหน้าที่เจื่อนมากแล้วก็เดินคอตกออกไป วเรศเครียด

ปองเทพเดินมาตามทางด้วยท่าทีร้อนรนและกังวลใจมาก
“ซวยแล้วเอม...ทำไงดีวะเนี่ย...” ปองเทพคิด “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ไม่งั้นเราต้องหลุดความจริงออกไปแน่ว่าเอมเป็นใคร?! คุณแป๊ะไปญี่ปุ่น...เพราะฉะนั้นเราหนีไปตอนนี้ดีกว่า”
ปองเทพรีบเดินจ้ำออกไปทันที

วเรศโทรหาเอมิกาแต่ปลายสายไม่เปิดเครื่อง วเรศเริ่มเครียด เขาหันมาทางอรวิลาส ชื่นฤทัย และพีรพล
“ชะเอมปิดเครื่อง” วเรศบอก
“ทำแบบนี้ยิ่งมีพิรุธ” ชื่นฤทัยว่า
“ผมว่าเราอย่าเพิ่งฟันธงเลยนะครับ เรายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด”
“แต่ทุกอย่าง มันเข้าหาชะเอมหมด หลานตั้มจะว่าเราไม่มีหลักฐานได้ยังไง”
“ถ้าไงผมว่าเรารีบโทรบอกตำรวจไว้ก่อนดีกว่า” พีรพลเสนอ วเรศตกใจ “เพราะถ้าเป็นชะเอมจริง ก็น่าจะยังหนีไปไหนไม่ได้ไกล”
พีรพลกำลังจะเอามือถือมากดโทรออก วเรศรีบพูด
“เรื่องตำรวจปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมก็แล้วกันนะครับ ผมจะจัดการเอง”
พีรพลพยักหน้า
“ฝากด้วยนะหลานตั้ม”
วเรศพยักหน้า แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล

สมพิศกำลังโวยวายด้วยความหัวเสีย บรรจง จุ่น และนากก็นั่งอยู่ด้วย
“ข้าไม่นึกเลยว่านังชะเอมมันจะใจดำทำกับคุณๆได้ลงคอ ทั้งๆที่คุณๆดีแสนดีกับมันขนาดนี้”
บรรจงรีบเสริม “ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่านังนี่ไว้ใจไม่ได้ แต่พวกป้า ก็ยังไปชื่นชมมันอยู่นั่นแหละ แล้วเห็นมั๊ยว่าสุดท้ายมันก็แว้งกลับมาเล่นงานเรา”
“คนสวยนี่ทำไมถึงใจร้ายกันแบบนี้นะ” จุ่นพูดแล้วปรายตามองบรรจง
บรรจงฉุน “นี่พี่จุ่น!! มองฉันแบบนี้หมายความว่าไง ถึงฉันจะไม่ใช่คนดี แต่ก็ดีกว่านังชะเอมมันก็แล้วกัน”
“แต่ยังไงฉันก็ไม่เชื่อว่าน้องชะเอมจะเป็นสายโจร ถ้าบอกว่าแกเป็น ฉันจะยังเชื่อซะกว่า” นากบอก
บรรจงหน้าถอดสีแล้วร้อนตัวขึ้นมาทันที
“บ้าเหรอพี่นาก เรื่องไรมาปรักปรำกันแบบนี้!! ฉันไม่คุยกับพี่แล้ว”
บรรจงกลัวความผิดมากเลยรีบเดินออกไป ทำให้นากยิ่งสงสัยแล้วก็ครุ่นคิดเรื่องเอมิกาต่อ

วเรศกำลังขับรถออกจากบ้านชื่นฤทัย แล้วเขาก็เห็นปองเทพซ้อนมอเตอร์ไซด์รับจ้างคันหนึ่งออกไป พร้อมกับถือกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย วเรศชะงัก
“นั่นนายป่อง..จะไปไหน?” วเรศคิด “หรือว่าจะไปหาชะเอม”
วเรศคิดได้ก็รีบขับตามปองเทพไปติดๆ

พนักงานต้อนรับของคอนโดมีเนียมมองหน้าเอมิกาที่มากับนงลักษณ์
“จำได้สิคะ แม่บ้านที่เคยมาทำความสะอาดห้องคุณตั้ม” พนักงานบอก
“พี่นี่จำแม่นจริงๆ คุณตั้มสั่งให้ฉันมาทำความสะอาดค่ะ แต่ว่าฉันลืมขอกุญแจมาจากคุณตั้ม พี่ช่วยเปิดประตูให้หน่อยนะคะ” เอมิกาบอก
“ได้ค่ะ รอซักครู่นะคะ”
พนักงานเดินไปหยิบกุญแจ เอมิกากับนงลักษณ์มองหน้ากันที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

เอมิกากับนงลักษณ์เข้ามาในห้องแล้วก็ล็อคประตู
“แกไปหาในห้องนอน ฉันจะเข้าไปหาในห้องทำงาน”
นงลักษณ์พยักหน้า แล้วทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไป

มอเตอร์ไซด์จอดส่งปองเทพที่หน้าโรงงานของนงลักษณ์ วเรศขับรถมาจอดอยู่ห่างๆ แล้วแอบมองปองเทพ ปองเทพเดินไปที่ป้อมรปภ.
“นงอยู่มั๊ยครับ”
รปภ. ตอบ “ออกไปกับคุณเอมนานแล้วครับคุณป่อง”
“ถ้างั้นผมขอเข้าไปนั่งรอข้างในนะครับ”
รปภ.พยักหน้า ปองเทพกำลังจะเดินเข้าไป ทันใดนั้นเสียงวเรศก็ดังขึ้น
“นายป่อง”
ปองเทพหันขวับไปเห็นวเรศก็หน้าตาตื่นตระหนกมากๆ
“คุณตั้ม! นี่คุณตามผมมาเหรอ?!”
“ใช่...ฉันตามนายมา นายมาทำอะไรที่นี่?” วเรศถาม
ปองเทพตะกุกตะกัก “เออ..อ่า..”
“มาหาชะเอมใช่มั๊ย”
“เออ..คือ...”
วเรศพูดเสียงดัง “นายป่อง!!! ถ้านายไม่รีบบอกว่าชะเอมอยู่ไหน คนจะยิ่งสงสัยว่าชะเอมเป็นสายโจร ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่านี้ ฉันก็จะช่วยอะไรไม่ได้ บอกฉันมาว่าชะเอมอยู่ที่ไหน”
ปองเทพมองวเรศนิ่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ปองเทพโทรหาเอมิกาโดยมีวเรศยืนอยู่ข้างๆ ไม่นานเอมิกาก็รับสาย
“เอมอยู่ไหน” ปองเทพถาม วเรศตั้งใจฟัง ปองเทพตกใจ “เอมอยู่ที่ไหนกับนงนะ?”
ปองเทพหันไปมองวเรศ วเรศมองปองเทพด้วยความสงสัยว่ามีอะไร

เอมิกายังคงหาตามชั้น โต๊ะของวเรศแต่ก็ยังไม่เจอ เอมิกาเครียดมาก แล้วนงลักษณ์ก็เดินเข้ามา
นงลักษณ์บอก “ไม่เจอเลยอ่ะแก”
เอมิกาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ฉันว่าเรากลับเหอะ เราอยู่ที่นี่มาหลายชั่วโมงแล้ว เกิดคุณตั้มกลับมา จะซวย!” นงลักษณ์เสนอ
“ขอฉันหาตรงนี้อีกแป๊บล่ะกัน”
นงลักษณ์พยักหน้า เอมิกาจะเปิดลิ้นชักแต่เปิดไม่ได้เพราะลิ้นชักล็อค เอมิกาหันไปทางนงลักษณ์
“นง..ลิ้นชักล็อค ฉันว่ามันต้องอยู่ในนี้แน่ๆ”
นงลักษณ์กับเอมิกามองหน้ากัน

ที่หน้าห้อง วเรศกำลังเอาคีย์การ์ดออกมาเปิดประตู ปองเทพยืนข้างหลังด้วยสีหน้าเครียดมาก

เอมิกากับนงลักษณ์พยายามจะงัดลิ้นชักในห้องทำงานวเรศ แล้วทั้งสองก็ได้ยินเสียงประตูเปิด ทั้งสองคนหันขวับ เอมิการีบย่องไปแอบดูก็เห็นวเรศกำลังหันหลังจะปิดประตู เอมิกาอยากจะบ้าตาย เธอรีบหันมาทางนงลักษณ์
เอมิกาพูดเสียงเบา “คุณตั้ม!!”
นงลักษณ์หน้าตาตื่นตกใจมาก ทั้งสองคนลนลานสุดๆ ว่าจะทำยังไงดี
วเรศกับปองเทพเดินเข้ามาในห้องทำงาน วเรศกับปองเทพเห็นเท้าของเอมิกากับนงลักษณ์ยื่นออกมาจากหลังผ้าม่าน เอมิกากับนงลักษณ์ที่ซ่อนอยู่หลังผ้าม่านมีสีหน้าตื่นเต้นสุดๆ สักพักทั้งสองก็ได้ยินเสียงประตูปิด เอมิกากับนงลักษณ์มองหน้ากัน
นงลักษณ์พูดเสียงเบา “คงออกไปแล้ว”
เอมิกาโล่งอก แล้วเธอกับนงลักษณ์ก็รีบออกมาจากที่ซ่อน โดยไม่รู้ว่าวเรศกับปองเทพยังยืนอยู่ข้างหลัง
“มาเอาไอแพดเหรอ?” วเรศถาม
เอมิกากับนงลักษณ์หันขวับไปเห็นวเรศยืนอยู่กับปองเทพก็ตกใจสุดๆ เอมิกามองปองเทพอย่างไม่พอใจ ปองเทพก้มหน้าจ๋อยสนิท


เอมิกากับนงลักษณ์มองหน้าวเรศด้วยความตกใจมาก ปองเทพนั่งอยู่ข้างๆ
“ขโมยขึ้นบ้านคุณชื่นเมื่อคืนนี้!!” เอมิกาตกใจ
เอมิกากับนงลักษณ์มองหน้ากันแบบเหวอๆ
วเรศถาม “ฝีมือเธอรึเปล่า”
เอมิกาอึ้ง นงลักษณ์รีบพูด
“ไม่ใช่นะคะคุณตั้ม...ตอนที่เกิดเรื่อง ชะเอมอยู่ที่บ้านฉัน”
“เธอไม่ได้ลงมือเอง แต่เธออาจจะเป็นสายโจร”
เอมิกาฉุน เธอลุกพรวดขึ้นมายืน “คุณตั้ม! พอกันที! หาว่าฉันเป็นเมียน้อยยังไม่พอ ยังมาบอกอีกว่าฉันเป็นสายโจร”
“ฉันเองก็ไม่อยากคิดหรอกว่าเธอเป็นสายโจร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเขียนในไอแพด มันเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเธอเป็น” เอมิกา นงลักษณ์ ปองเทพหน้าเสีย วเรศพูดต่อ “และตอนนี้คนที่บ้านคุณอาชื่นก็เชื่อกันทุกคน”
เอมิกาอึ้ง “ฉันไม่ได้เป็นจริงๆนะคุณตั้ม จะให้ฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้”
“สาบานไปก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่จะช่วยเธอได้คือความจริง! เธอต้องเล่าความจริงให้ฉันฟังได้แล้ว เพราะถ้าอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนี้ ถ้าฉันยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องคดีไปบอกให้คุณอาชื่นรู้ คุณอาชื่นต้องรู้แน่ว่าฉันยังไม่ได้บอกตำรวจเรื่องของเธอ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...