xs
xsm
sm
md
lg

กี่เพ้า ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กี่ เ พ้ า ตอนที่2

เพกาเดินก้าวเท้าอย่างเร็วรี่เข้ามาในห้องทำงาน หลังจากรู้จากเหวินเยี่ยว่า เธอจะต้องเดินทางไปซ่อมชุดมาดามซ่งที่ฮ่องกง

“คุณเมย์ลี นี่ใช่ไหมคะคือสิ่งที่คุณต้องการ คุณทำให้ชุดมาดามซ่งขาดเพื่อที่ฉันจะได้ไปบ้านตระกูลเจ้า แต่คุณไม่น่าต้องทำถึงขนาดนี้เลย คุณจะทำให้ใครหลายคนต้องเดือดร้อน”
จู่ๆ เสียงผู้หญิงร้องไห้กระซิกๆ ดังขึ้นจากทางประตูห้อง เพกาหันขวับไปมองแล้วค่อยๆ เดินไปดู
“คุณเมย์ลี เมย์ลี”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเพกาเดินไปถึงประตู เสียงร้องไห้ดังชัดเจนมาก เพกาโผล่ไปดูที่หน้าประตู เจอเดซี่ประคองแฮรี่เข้ามา ทั้งสามต่างสะดุ้ง
“ว้าย ตกใจหมด”
ที่แท้เสียงร้องไห้กระซิกนั้นคือเสียงของเดซี่
“คุณหมิงเทียนว่ายังไงบ้าง” แฮรี่ถาม
“คุณหมิงเทียนไม่ว่ายังไงหรอกค่ะ แต่คุณเยี่ยให้พิ้งค์ไปซ่อมชุดที่บ้านตระกูลเจ้า3 เดือน”
แฮรี่กับเดซี่พูดขึ้นพร้อมกันอย่างตกใจ
“สามเดือน”
“ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ พิ้งค์ไม่ไปเด็ดขาด”
“ทำไมไม่ไปล่ะ”

เพกานึกถึงคำพูดแทนไทที่ทายทัก
“อาไม่ได้รู้ทุกอย่าง อารู้แต่ว่า ชีวิตหนูในช่วงนี้กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ”
“ดีหรือไม่ดีคะ”
“ดีที่สุดและแย่ที่สุด”

เพกาบอก
“ก็ไหนจะงานที่นี่ ไหนจะแม่อีก พิ้งค์ไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว”
“ไม่ต้องห่วง แม่เธอฉันไปดูแลให้เอง” เดซี่บอก
“ส่วนเรื่องงานก็ไม่ต้องวอรี่” แฮรี่ว่า
“หัวหน้าจะจัดการให้เอง” เดซี่ต่อประโยคให้สมบูรณ์
“เปล่า กว่าเธอจะไปอีกตั้งเกือบเดือน เธอก็ยังมีเวลาเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อน เรื่องตั๋วเครื่องบินไม่ต้องห่วง หัวหน้าผู้น่ารักคนนี้จะจัดการให้”
“พิ้งค์ไม่ไป” เพกายืนยัน แฮรี่ชะงัก
“พิ้งค์ว่าเราหาทางอื่นดีกว่าค่ะ รายงานผู้อำนวยการกองดีไหมคะหัวหน้า”
“ถ้ารายงานฉันคงถูกไล่ออก ดีไม่ดีสถาบันนี้อาจจะถูกปิดก็ได้ พิ้งค์ก็รู้นี่ว่าคุณเจ้าเหวินเยี่ยเขามีอิทธิพลมากขนาดไหน"
แฮรี่ลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าเพกา และขอร้องอย่างจริงจัง
“หัวหน้า แฮรี่ ทำอะไรของคุณ”
“ช่วยเดินทางไปฮ่องกง ไปทำงานนี้ให้ทีเถอะนะ แค่สามเดือนเอง”
เดซี่คุกเข่าอีกคน
“ช่วยหน่อยเถอะนะจ๊ะเพื่อนรัก ถ้าฉันตกงาน ฉันจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงแม่ แม่ฉันก็ไม่สบายอยู่ด้วย ถ้าฉันซ่อมผ้าเก่งแบบแก ฉันจะไปเองแล้ว แกไปอยู่บ้านตระกูลเจ้า บางทีแกอาจจะได้เจออะไรดีๆ”
“ดีไม่ดีอาจจะมีพระเอกฮ่องกงดึงเธอลงจากคานก็ได้” แฮรี่ว่า
“แต่...” เพกาอ้ำอึ้ง
เดซี่กับแฮรี่พูดขึ้นพร้อมกัน “พลีส...”
เพการู้สึกหนักใจ หมิงเทียนเข้ามาพอดีก็พูดขึ้น
“คุณไม่จำเป็นต้องไป ชุดนี้อาหย่งซานคนดูแลพิพิธภัณฑ์ของคุณพ่อผมจัดการได้”
“พ่อคุณไม่เห็นพูดถึงอาหย่งซาน”
“ตอนนี้เขาไม่สบายนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าคุณยอมทำตามข้อตกลงของคุณพ่อผม คุณอาจจะต้องควบตำแหน่งดูแลพิพิธภัณฑ์ไปด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ อะไรที่จะทำให้คุณเจ้าเหวินเยี่ยพอใจ ยายพิ้งค์ยินดีทำทุกอย่าง” แฮรี่บอก
เพกาค้อนแฮรี่ แต่แฮรี่ทำไม่เห็นแววตานั้น
“แต่คนในครอบครัวตระกูลเจ้าอาจจะไม่ยินดี” หมิงเทียนบอก
“ทำไมคะ หรือว่าคนในตระกูลเจ้ากลัวว่าฉันจะไปรู้ความลับอะไร”
เพกาจ้องหน้าหมิงเทียนอย่างท้าทาย หมิงเทียนมีสีหน้าเครียดจนดูน่ากลัว
“ผมเตือนคุณแล้วนะ อย่าทำตามข้อตกลงของพ่อผม ไม่อย่างงั้นชีวิตคุณจะไม่ได้พบความสงบสุขอีกเลย”
หลังพูดจบแล้ว หมิงแทนก็เดินออกไปทันที เพกามองตามหมิงเทียนไปอย่างเคืองๆ แล้วหันไปเห็นแฮรี่กับเดซี่ทำหน้าเหวอ
“เป็นไงคะ ลูกชายเจ้าของบ้านขู่ฉันถึงขนาดนี้ ยังอยากจะให้ฉันไปบ้านตระกูลเจ้าอีกหรือเปล่า”
แฮรี่กับเดซี่ประสานเสียง “อยาก” ขึ้นพร้อมกัน
“ซึ้งมาก” เพกาบอก

เวลาผ่านไปจนใกล้จะจบนิทรรศการ เวลากลางวันของวันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุด ที่ร้านเสื้อของพร้อมซึ่งตั้งอยู่ในห้างเล็กๆ ดูดี มีระดับพอสมควร ภายในร้านยังมีมุมขายเครื่องประดับ และจำหน่ายเสื้อสำเร็จรูปเล็กน้อย
เพกานั่งคิดอย่างเซ็งๆเป็นเพื่อนแม่อยู่มุมหนึ่งของร้าน
“คิดเรื่องเดิมหรือจ๊ะ คิดมาเป็นเดือนแล้วนะ”
“เฮ้อ นิทรรศการกำลังจะจบแล้ว”
“คิดไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิด ปิดร้านแล้วไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า”
“แม่อยากให้พิ้งค์ไปฮ่องกงไหมคะ” เพกาถาม
“แม่เคารพความคิดเห็นลูกเสมอ ลูกก็รู้ เรื่องที่อาแทนไทบอก แม่ทำใจได้แล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก แม่จะยอมรับให้ได้”
เพกากอดพร้อม
“แม่จ๋า ขอบคุณค่ะที่เชื่อมั่นในตัวหนูเสมอมา”

“ค่อยๆคิด แล้วบอกแม่ แม่ตามใจหนูทุกอย่าง”

เวลากลางคืนวันเดียวกัน ทุกคนในบ้านเพกานอนหลับกันหมดแล้ว

บรรยากาศหลอนเข้ามาเยือนอีกครั้ง เสียงหมาหอน เสียงนกแสก หมู่เมฆเข้าบดบังพระจันทร์ ผ้าม่านในห้องนอนของเพกาปลิวตามแรงลมพัดอ่อน เพกานอนหลับสนิทบนเตียง แล้วเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายน้อยๆ
ควันสีขาวลอยเข้ามาในห้อง แล้วกลายร่างเป็นสุคนธา เพกาสะดุ้งตื่นมองไปที่ข้างเตียงก็เห็นอาคันตุกะต่างภพมาร้องไห้ด้วยใบหน้าซีดขาว
“เมย์ลี”
เมย์ลีมองมาอย่างเว้าวอน เพกาในอาการกลัวมากลุกขึ้นนั่ง
“เธอต้องการอะไร”
เมย์ลีร้องไห้ออกมา เพกามองเมย์ลี พลัน “ใจสื่อถึงใจ” ทันที
“เธอต้องการความช่วยเหลืองั้นหรือ”
เมย์ลีพยักหน้าก่อนจะถอยเลือนหายไป
“ให้ฉันช่วยเนี่ยนะ แล้วฉันจะช่วยคุณยังไงล่ะ...เดี๋ยวสิคะคุณเมย์ลี คุณเมย์ลี พูดมาสิคะ”
เพกาเหนื่อยหอบ ร้องเรียก “เมย์ลี เมย์ลี” แล้วสะดุ้งตื่นจากความฝัน มองไปในห้องที่ว่างเปล่า

เพกานอนไม่หลับเดินมานั่งครุ่นคิดอยู่ในครัว
“คุณเมย์ลี คุณต้องการให้ฉันไปฮ่องกงช่วยคุณงั้นเหรอ แล้วถ้าเกิดอะไรร้ายแรงใครจะช่วยฉันละ”
เพกาครุ่นคิดถึงเรื่อง เมย์ลีถูกฆ่าตาย แต่ก็ยังลังเลอยู่นั่นเอง

เมื่อนิทรรศการปิดการแสดงออก ในวันใหม่ รปภ. 2 คนเข็นรถเข็นบรรจุกล่องโลหะสามสิบกล่องมาที่รถตู้เพื่อนำไปส่งที่สนามบินโดยมีแฮรี่และเดซี่ดูแลอยู่ อี่เหวินขับรถพาหมิงเทียนแล่นเข้ามาจอด ก่อนลงมาเปิดประตูให้ หมิงเทียนเดินเข้ามาหา
“นี่ คุณบินมารับกลับเองหรือครับ” แฮรี่ถาม
หมิงเทียนพยักหน้า อี่เดินตามมาด้วย ใช้มือถือถ่ายรูปกล่องโลหะไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการรับกลับ เดซี่บอกอี่
“ถ่ายรูปแล้วนับด้วยนะคะ พร้อมส่งขึ้นเครื่องได้ทันที 30ชุดไม่ขาดไม่เกิน”
“ฝากด้วยนะครับคุณหมิงเทียน”
“เมื่อไหร่ที่อาหย่งซานออกจากโรงพยาบาล ผมจะรีบให้เขาจัดการซ่อมชุดที่ขาดให้เสร็จเร็วที่สุด คุณพ่อจะได้พอใจ แต่พวกคุณไม่ต้องหวังว่าจะได้ชุดจากท่านมาแสดงอีกแล้ว” หมิงเทียนบอก
“ผมไม่ได้ฝากเรื่องชุดมาดามซ่งหรอกครับ ผมฝากลูกน้องของผม”
“หือ”
เพกาเดินมาในชุดเดินทางพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เพกาตัดสินใจแล้วว่า จะเดินทางไปด้วย
“คุณ”
หมิงเทียนเห็นเพกาก็อึ้งไป

เพกากำลังยืนไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่อ่าวรีพัลส์เบย์ที่สวยที่สุดบนเกาะฮ่องกง เพกาคิดถึงคำทำนายของแทนไท

“อาไม่ได้รู้ทุกอย่าง อารู้แต่ว่า ชีวิตหนูในช่วงนี้กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ”
“ดีหรือไม่ดีคะ”
“ดีที่สุดและแย่ที่สุด”

เพกาไหว้อธิษฐานต่อหน้าเจ้าแม่กวนอิม
“แผ่นดินฮ่องกงอันสวยงามอยู่ตรงหน้านี้แล้ว หนูมาถึงแล้ว มาด้วยใจที่เป็นกุศลเพื่อทำงาน เพื่อช่วยเหลือวิญญาณผู้หญิงคนนั้น ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองหนูด้วยนะคะ”
จากนั้นเพกาไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย และกำลังใช้มือลูบจากเคราลงมาถึงถุงใส่เงินของท่านแล้วกำมาใส่กระเป๋าของเราเอง หมิงเทียนเดินมาถามอย่างหงุดหงิด
“มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”
“ขอโชคลาภจากเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยไง”
"ไม่ใช่ ผมเห็นรถคุณเลี้ยวมาแถวนี้เลยเลี้ยวตาม เราต้องเอากี่เพ้าในกล่องเข้าบ้านนะ”
“ฉันไม่ขโมยของของคุณไปหรอก ฉันถือคติมาถึงบ้านเขา ต้องไหว้เจ้าที่บ้านเขาก่อน ฉันอ่านจากหนังสือมา ต้องไปเดินเป็นวงกลมตรงโน้นเพื่อนำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต”
พูดแล้วเพกาก็เดินไปทันที
“หา”
หมิงเทียนยืนเซ็งที่เห็นเพกานึกอยากทำอะไรก็ทำ เพกาเดินเป็นวงกลมตามเคล็ดในการสะเดาะเคราะห์


เพกากำลังจะเดินไปขึ้นสะพานศักดิ์สิทธิ์ หมิงเทียนเดินมาตาม
“นี่ผมเป็นเจ้านายคุณนะ จะทำอะไรน่าจะเกรงใจกันบ้าง จู่ๆก็สั่งรถเลี้ยวมาไหว้พระ ทั้งที่ควรจะเข้าบ้านก่อน"
“คุณก็กลับไปก่อนสิคะ นายอี่ก็อยู่กับรถฉัน ฉันจะเอากี่เพ้าคุณไปไหนได้ล่ะ สะพานนี้ใช่ไหม ข้ามหนึ่งครั้ง อายุยืนขึ้นสามปี”
“แน่ใจนะว่าข้ามถูก เพราะถ้าข้ามผิดอายุลดลงสามปีไม่รู้ด้วย” หมิงเทียนว่า
“เออ จริงด้วย แล้วมันข้ามทางไหนคะคุณหมิงเทียน”
“ปากอย่างคุณ ท่าทางอย่างคุณ ไม่ต้องข้ามอายุก็ไม่น่ายืนหรอก”
หมิงเทียนพูดด้วยสีหน้ากวนก่อนเดินไป
“เอ๊า ว่าซะเสียหาย ปากคุณดีตายงั้นแหละ”

เพกาหน้างอ มองสะพานแล้วข้ามไปตามๆคนอื่น เพกายืนชมวิวสวยงามจากสะพาน เห็นอ่าวฮ่องกงสวยสุดตา

รถลีมูซีนจากสนามบิน 1 คัน รถคันนี้หมิงเทียนนั่งอยู่ ส่วนรถตู้จากบริษัทส่งของอีก 1 คัน คันนี้ อี่เหวินกับเพกานั่งมาพร้อมกับกล่องกี่เพ้า รถทั้ง 2 คันแล่นตามกันมาจอดหน้าคฤหาสน์ตระกูลเจ้าในเวลาต่อมา

หมิงเทียน เพกาและอี่เหวินก้าวลงจากรถ เพกามองความโอ่อ่าอัครฐานของบ้านตระกูลเจ้าด้วยความทึ่ง
“ที่ดินบนเกาะฮ่องกงแพงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ฐานะครอบครัวคุณนี่ต้องระดับอภิอัครมหาเศรษฐี"
หมิงเทียนไม่สนใจสิ่งที่เพกาพูด แต่หันไปสั่งอี่เหวิน
“เอากล่องกี่เพ้าไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์”
“ครับคุณชายรอง”
หมิงเทียนเดินเข้าบ้านหน้าตาเฉย ปล่อยทิ้งเพกาไว้ที่หน้าบ้าน
“นี่คุณ”
“เชิญด้านในก่อนครับ เดี๋ยวผมเอากระเป๋าไปให้”
หมิงเทียนเดินหายเข้าบ้านไปแล้ว หมิงเทียนพยายามฝืนใจตัวเอง ไม่อยากข้องแวะกับเพกาด้วยประการทั้งปวง เพราะกลัวว่าจะห้ามใจตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกผิดต่อวิญญาณของสุคนธา

เพกาเดินมองสำรวจภายในบ้านตระกูลเจ้าอย่างช้า ๆ เจ้าเหวินเยี่ย ประมุขตระกูลเจ้าเป็นคนหัวอนุรักษ์นิยม ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนหนักหนา บ้านจึงถูกตกแต่งด้วยของเก่า ของล้ำค่าของจีนโบราณหลายชิ้น เช่น เครื่องกระเบื้องเคลือบ รูปเขียนมังกร รูปลายเส้นอักษรจีน เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเป็นของเก่าแก่ เช่น ชุดโต๊ะมุก
กลางบ้านมีป้ายไม้ เขียนว่า “ร้านขายยาตระกูลเจ้า” เป็นป้ายเก่าแก่ที่ถูกถอดออกมาจากร้านเดิมเอามาบูชา
ภายในห้องโถงมีหิ้งวางป้ายบรรพบุรุษ 2 ป้าย เขียนด้วยอักษรจีน
อี่เหวินหิ้วกระเป๋าเพกาตามมาวางตรงกลางห้อง แล้วเดินออกไปขนกี่เพ้า
“นี่เป็นป้ายร้านขายยาของคุณปู่คุณย่าคุณหมิงเทียน นี่ป้ายชื่อท่านทั้งสอง ท่านเป็นเจ้าของร้านขายยาใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ เป็นจุดเริ่มของธุรกิจมาถึงทุกวันนี้” อี่เหวินอธิบาย
เพกายกมือไหว้ป้ายชื่อบนหิ้ง
เพกาหันไปเห็นหมิงเทียนเดินหน้าตาขึงขังเข้ามา เพกาชักสีหน้าใส่หมิงเทียนบ้าง
“รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ ไม่มีใครรู้ว่าคุณต้องอยู่ห้องไหน เฮ้อ ยุ่งจริง”
หมิงเทียนหงุดหงิดที่ต้องมาจัดการเรื่องเพกา
“เดี๋ยวค่ะคุณหมิงเทียน”
“อะไรอีก”
“รำคาญฉันนัก ไม่ถามก็ได้ค่ะ”
“มีอะไรก็ว่ามาให้คำถามเดียว”
“เอ้อ มีป้ายชื่อคุณเมย์ลีในบ้านนี้รึเปล่าคะ”
หมิงเทียนชักสีหน้าเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ นิ่งเงียบไม่ตอบ เพกาคิดเองพูดเองว่า
“ตามธรรมเนียมจีนมักเอาป้ายชื่อญาติพี่น้องที่ตายไปเก็บไว้ในบ้านหรือเพราะคุณเมย์ลีถูกฆ่าตาย เป็นเรื่องไม่ดี พวกคุณเลยไม่เก็บป้ายชื่อเธอไว้ในบ้าน”
“คุณยังไม่ได้บอกผมเลย คุณรู้ได้ยังไงว่า เมย์ลีถูกแทงตายในชุดกี่เพ้า”
เพกาเงียบ ไม่เล่าภาพที่เห็นในนิมิตให้หมิงเทียนฟัง
“คุณรู้ได้ยังไง”
หมิงเทียนย่างเท้าเข้าหาเพกา
เพกาเริ่มรู้สึกกลัวและ ถอยห่างจากหมิงเทียน
“อย่ามาใกล้ฉันนะ”
“กลัวอะไรผมหนักหนา”
“ก็คุณชอบทำตัวน่ากลัว”
“กลัว งั้นก็สารภาพมา ใครบอกคุณเรื่องเมย์ลี ใครบอก...”
เพกาต้องหาข้ออ้างให้หมิงเทียนเลิกสงสัย
“ฉัน... ฉันสันนิษฐานเอาค่ะ พ่อคุณโมโหที่เอาชุดกี่เพ้าลายโบตั๋นขึ้นโชว์ แล้วชุดนั้นมีรอยทะลุตรงอกเหมือนรอยมีดแทง จากนั้นพอคุณเล่าว่าคุณเมย์ลีตายแล้ว ฉันก็ปะติดปะต่อเรื่องเอาเอง แหะๆเผอิญ ฉลาด สันนิษฐานมั่ว แต่ถูกเป๊ะ”
หมิงเทียนทึ่ง พอใจในคำตอบและหายสงสัย
“เปลี่ยนอาชีพไปเป็นหมอดูเถอะ”
เพกา ทนไม่ไหวถามหยั่งเชิงหมิงเทียน
“เอ่อ...ตำรวจจับคนร้ายได้ไหมคะ”
เพกาถาม ใจสั่นกลัวแต่อยากเห็นสีหน้าหมิงเทียน
หมิงเทียนโมโหแล้วบอก
“เรื่องที่เกิดในบ้านตระกูลเจ้าไม่ใช่กงการของคุณ อย่ามายุ่ง เดี๋ยวจะให้คนพาไปห้องพักรับรองแขก”
หมิงเทียนหันหลังขวับเดินไป เพการีบพูด หมิงเทียนหยุดฟัง
“ท่าทางคุณไม่ชอบฉันเอาซะเลย โมโหฉันได้ทุกเรื่อง ทนเอาหน่อยนะคะคุณหมิงเทียน ฉันอยู่แค่ 3 เดือนก็ไปแล้ว”
เพกาหน้างอหงุดหงิดอยู่ที่เดิม หมิงเทียนยังยืนหันหลังให้ เสียงหมิงเทียนดังขึ้นในใจ
“ไม่ใช่ผมไม่ชอบคุณนะ คุณพิ้งค์”
หมิงเทียนเดินจากไป

หมิงเทียนเดินมาที่สวนดอกไม้หลังบ้าน บริเวณนี้เป็นที่เดียวในบ้านตระกูลเจ้าที่ปลูกดอกไม้ คือ ดอกโบตั๋นสีชมพู หมิงเทียนมองดอกโบตั๋นแล้วคิดถึงสุคนธา

ในอดีต สุคนธาเคยเก็บดอกโบตั๋นสีชมพูใส่เต็มตระกร้า ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน ดอกโบตั๋นบานสะพรั่งเต็มต้น
หมิงเทียนมาเห็นสุคนธาอยู่ท่ามกลางดอกโบตั๋นสีชมพูบานสะพรั่ง งดงามดั่งภาพเขียนจิตรกรจีนจรดพู่กันวาดหญิงงาม หมิงเทียนนิ่งมองอย่างเคลิบเคลิ้ม จนเมย์ลีรู้สึกตัวหันมาหา หมิงเทียนรีบกลบเกลื่อนแววตาที่มองด้วยความรัก ตอนนั้นแท้ว่า หมิงเทียนกับสุคนธาจะชอบพอกันอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้สารภาพความในใจแก่กัน
“ไม่เบื่อดอกโบตั๋นหรอ เห็นเด็ดไปใส่แจกันในห้องทุกวัน”
“กลิ่นดอกโบตั๋นหอมมากค่ะคุณชายรอง คืนไหนไม่ได้กลิ่นดอกโบตั๋นฉันนอนไม่หลับ”
“รู้ไหมเมย์ลี ดอกโบตั๋นแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของเธอแล้ว”
“ดีสิคะ ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มั่งมีศรีสุข ฉันจะได้มีความสุขเสียที”
“ความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้ ห่อเหี่ยวยอมจำนนต่อโชคชะตานะเมย์ลี”

สุคนธายิ้มเศร้า ๆ ให้หมิงเทียน

จากอดีตกลับสู่ปัจจุบัน หมิงเทียนเด็ดดอกโบตั๋นดอกเล็ก ๆ ใส่มือ แล้วพูดกับดอกโบตั๋นเหมือนได้พูดกับสุคนธา

“เมย์ลี ฉันสัญญา ฉันจะไม่รักผู้หญิงคนไหนอีก ไม่ว่าเค้าจะหน้าเหมือนเธอราวกับคน ๆ เดียวกัน ไม่มีใครมาแทนที่ดอกโบตั๋นของฉันได้”
ทว่าแววตาหมิงเทียนกลับไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูดแม้แต่น้อย

ภายในห้องพักแขกในบ้านตระกูลเจ้า เพกากำลังรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าแล้วเปิดตู้เสื้อผ้า มีกระจกติดกับบานตู้เสื้อผ้า เพกามองตัวเองในกระจกอย่างระแวง เพกาขยับตัว ภาพสะท้อนในกระจกก็ขยับตัวตาม เพกายกไม้ยกมือ ภาพในกระจกก็ยกมือตาม เพกาโล่งอก
“คุณเมย์ลี คุณอยู่ไหนคะ ฉันมาถึงแล้ว”
ขาดคำ รูปเขียนติดผนังตกลงมา โครม ! เพกาสะดุ้งเฮือก
“คุณอยู่ที่นี่แล้วใช่มั้ยคะ ที่คุณขอให้ฉันช่วยคือ ให้ช่วยจับคุณหมิงเทียนคนรักคุณเข้าคุกใช่ไหมคะ เค้าเป็นคนแทงคุณตายใช่ไหมคะ”
ไม่มีสัญญาณตอบจากสุคนธา
เพกาเดินเข้าไปหารูปภาพที่หล่นมานั้น เดินไปพูดไปรอบๆห้อง
“แต่ฉันกลัวเขาจะฆ่าฉันอีกคน ฉันหน้าเหมือนคุณมาก เขาเห็นฉันก็เหมือนเห็นคุณตามหลอกหลอน ฉันไม่อยากเป็นฮีโร่ ฉันยังอยากกลับไปหาแม่ที่เมืองไทย ถ้าซ่อมกี่เพ้าเสร็จ แล้วยังไม่มีหลักฐานจับคุณหมิงเทียน ฉันจะกลับเมืองไทย คุณอย่าโกรธฉันนะคะ”
เพกาเก็บรูปเขียนขึ้นมาดูก็สังเกตเห็นโซ่หลังรูปเขียนขาด
“เอ๊ะ โธ่เอ๊ย โซ่ขาด ระแวงทั้งคนทั้งผีจนเพี้ยนไปหมดแล้วนะเรา”
เพกาว่าพลางเข็กหัวตัวเอง

เวลาต่อมา หวางลี่ผิงกลับจากการตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาล โดยมีซิ่วหลานและเจิ้นหลุนเป็นคนพาไปและพากลับ
ลี่ผิงมีสีหน้าอมทุกข์และแววตาหม่นหมอง แต่ท่วงท่าสง่างาม สวยคม บุคลิกดีเพราะมีชาติตระกูลมีการศึกษา ภายในบ้าน มีเพียงลี่ผิวผิงและเหวินเยี่ยเพียงสองคนเท่านั้นที่แต่งกายรักษาวัฒนธรรมจีน เพราะเป็นคนชื่นชอบวัฒนธรรมกี่เพ้าด้วยกันทั้งคู่ แต่คนอื่นๆต่างแต่งตัวสมัยใหม่หมด ในช่วงสองสามวันแรกที่เพกาไปถึงที่ฮ่องกง เป็นช่วงที่อากาศเย็น ดังนั้น ทุกคนในบ้านสวมเสื้อหนาวแขนยาวปิดข้อมือทั้หมด
“นี่นังเป่าหายไปไหน” ลี่ผิงถาม
เจิ้นหลุนรีบค้อมหัวให้แล้วแยกไปตามเป่า
“ให้เอาใบนัดไว้ไหนคะคุณนายใหญ่” ซิ่วหลานถาม
“ทิ้งไป หมอกังวลเกินเหตุ ฉันไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย ไม่เห็นต้องนัดไปตรวจอีกเดือนหน้า”
เจิ้นหลุนตามเป่าหลินมาเข้ามา เป่าหลินจัดผมเผ้า ดึงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนที่ลี่ผิงจะหันมา
“ไปอยู่ไหนมาฮึ อาเป่า ไม่ออกมารับฉัน”
“ดิฉันไม่ได้ยินเสียงรถค่ะคุณนายใหญ่” เป่าหลินบอก
เนื่องจากหวังลี่ผิงเป็นคนสายตาคม เจ้าระเบียบ จึงมองเห็นสิ่งปกติในทันที
“ไหนหันหลังซิ”
เป่าหลินหันหลังตามคำสั่ง รอยเสื้อที่ด้านหลังยับยู่ยี่
“เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจ้านายไม่อยู่บ้าน แอบเข้าไปงีบหลับในห้องนอน”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ เป่าจะไม่ทำอีกแล้ว”
“ไปเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ ใส่เสื้อยับยู่ยี่น่าเกลียด ชงชามาให้ฉันด้วย”
เป่าหลินรีบเดินไปแล้วแอบเบ้ปากด้วยความเกลียดคุณนายใหญ่
“เหมือนเจ้านายมันไม่มีผิด ขี้เกียจ หน้าไหว้หลังหลอก” ลี่ผิงว่า

ภายในห้องพักผ่อน ซิ่วหลานรินชาร้อนใส่ถ้วยให้คุณนายใหญ่ เป่าหลินยืนหน้าเซ็งอยู่ข้าง ๆ หวางลี่ผิงจิบชา หมิงเทียนเข้ามพอดี
“คุณแม่ไปไหนมาครับ ผมกลับมาถึงบ้านไม่เจอใคร”
“ตรวจสุขภาพประจำปี”
“สุขภาพคุณแม่เป็นยังไงบ้างครับ”
“แม่แข็งแรงดี เห็นคุณพ่อโวยวายใหญ่โต ทางเมืองไทยทำกี่เพ้าคุณพ่อขาด สะเพร่ามาก”
“ทางสถาบันเค้ารับผิดชอบ ส่งคนมาซ่อมกี่เพ้าให้เราครับ”
“ส่งใครมา”
เพกาเดินเข้ามาในห้อง ลี่ผิงตะลึงงันจนถ้วยชาหลุดมือหล่นแตก ทุกคนต่างก็ช็อกเหมือนเห็นผี เป่าหลินกับเจิ้นหลุนผวามายืนชิดกัน ซิ่วหลานจ้องเพกาอย่างไม่วางตา
“ผี” เจิ้นหลุนโพล่งขึ้น
“ไม่ใช่ผีค่ะ คน คนตัวเป็น ๆ มีเลือดมีเนื้อ ไม่เชื่อมาจับตัวดูก็ได้ค่ะ” เพกาบอก
เพการีบเดินเข้าไปหาพลางยื่นมือให้ทุกคน
“เธอเป็นใคร” ลี่ผิงถามเสียงเข้ม
“คุณแม่ครับ นี่คุณเพกา เจ้าหน้าที่จากสถาบันอาภรณ์จากเมืองไทย” หมิงเทียนแนะนำ
เพกายกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ เรียกพิ้งค์ก็ได้ค่ะ”
“เหมือน หมือนมาก”
หวางลี่ผิงเอาแตะใบหน้า เพกาจะถอยหนี
“อยู่นิ่งๆ”
เพกายืนตัวเกร็งปล่อยให้ลี่ผิงลูบใบหน้า เธอเก็บอารมณ์ความเสียใจไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมาจนทุกคนสงสารเห็นใจ หมิงเทียนเดินมาแตะไหล่แม่ พลางปลอบอย่างเศร้าสร้อยเหมือนกัน
“ซิ่ว พาคุณคนนี้ออกไปก่อน” หมิงเทียนบอก
“เซิญค่ะ”
ซิ่วหลานเดินนำเพกาออกไป เพกางุนงงกับอาการฟูมฟายของแม่หมิงเทียนแต่ก็เห็นใจ
“เมย์ลี เมย์ลี”
ลี่ผิงผละห่างจากหมิงเทียนมานั่งร้องไห้ที่เก้าอี้

สมาชิกในครอบครัวตระกูลเจ้าห่างเหินกันมาก ไม่มีการกอดหรือสัมผัสใดๆ ระหว่างคนในครอบครัว

กี่ เ พ้ า ตอนที่2 (ต่อ)

ซิ่วหลานพาเพกาเดินมาหยุดที่ทางเดิน เพกายังสงสัยว่า เหตุใดแม่ของหมิงเทียนเห็นเธอแล้วร้องไห้โฮ ซิ่วหลานเพ่งมองที่ใบหน้าเพกาใกล้ ๆ

“รูปหน้า ดวงตา จมูก ปาก เหมือนคุณเมย์ลีไม่มีผิด ส่วนสูงก็พอ ๆ กัน”
“คุณหมิงเทียนเคยให้ฉันดูวิดีโอคุณเมย์ลีแล้วค่ะ เราเหมือนกันมากจริง ๆ แต่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมแม่คุณหมิงเทียนถึงร้องไห้ที่เห็นฉันคะ”
“คุณนายใหญ่รักคุณเมย์ลีมากค่ะ ดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นคนหน้าเหมือนคุณเมย์ลี เลยคิดถึงคุณเมย์ลีขึ้นมาน่ะค่ะ ดิฉันยังคิดถึงเลย”
“เฮ้อ อยู่ ๆ ใบหน้าฉันก็สร้างปัญหาให้คนอื่นซะงั้น ไปทำศัลยกรรมดีไหมเนี่ย กรีดตาเป็น 4 ชั้น ฉีดแก้มให้โหนกขึ้น เหลาคางให้แหลมเปี๊ยบ อึ๋ย ออกมาหน้าตาคงเหมือนตัวประหลาด”
ซิ่วหลานยิ้มอย่างเอ็นดูเพกา
“แต่คุณสดใสร่าเริงกว่าคุณเมย์ลี คุณเมย์ลีเธอเป็นคนเงียบ ๆ เฉย ๆ คุณชื่ออะไรนะคะ”
เพการู้สึกเป็นมิตรและถูกชะตาซิ่วหลาน
“เพกาค่ะ เรียกพิงค์ก็ได้ ส่วนคุณชื่อซิ่ว อืม ซิ่วเฉยๆหรือคะ”
ซิ่วหลานขำเพกา
“ซิ่วหลานค่ะ เรียกอาซิ่วก็ได้”
“อาซิ่วพาฉันไปที่ห้องพิพิธภัณฑ์หน่อยสิ ที่ฉันเดินไปเจอแม่คุณหมิงเทียนก็เพราะเดินหาพิพิธภัณฑ์”
“ทางนี้ค่ะ”
ซิ่วหลานพาเพกาเดินไปห้องพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเจ้าเหวินเยี่ย ของสะสมเป็นเสื้อผ้าจีนโบราณเสียส่วนใหญ่ มีวัตถุโบราณไม่กี่ชิ้น เนื่องจากเหวินเยี่ยส่งชุดกี่เพ้าไปเมืองไทย หุ่นในตู้ส่วนใหญ่จึงใช้ผ้าคลุมไว้ เพกาสะดุดตากับชุดชายจีนโบราณซึ่งทอด้วยผ้าสีทอง ปักลายมังกร ที่หุ่นผู้ชายสวมในตู้
“ผ้าทอสีทองปักไหมเป็นลายมังกร น่าจะเป็นฉลองพระองค์ของจักรพรรดิแน่ๆ”
ซิ่วหลานชี้ไปอีกตู้
“ใช่ค่ะ ชุดนั้นก็ฉลองพระองค์ของจักรพรรดินีค่ะ”
“โอ้โห ของสะสมคุณเยี่ยแต่ละชิ้น มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ประเมินค่าไม่ได้”
“คุณเยี่ยว่า ปล่อยให้ฝรั่งประมูลไปก็เอาไปตั้งโชว์อวดร่ำอวดรวย โดยไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง”
“ถูกของคุณเยี่ยค่ะ ชาวตะวันตกหรือจะเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจีนอย่างที่คนจีนเห็น”
“คุณเยี่ยประมูลชุดโบราณพวกนี้มาเพราะต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรา และคุณเยี่ยเล็งเห็นว่า อีกร้อยปีพันปีข้างหน้า ชุดพวกนี้จะมีค่าต่อคนจีนรุ่นหลัง ผู้มีความรู้ย่อมมีสายตาอันกว้างไกล ผู้มีใจยึดมั่น ย่อมมีอุดมการณ์อันมั่นคง”
เพกาเห็นกล่องโลหะกี่เพ้าที่ขนกลับมาจากเมืองไทยวางอยู่ที่มุมห้อง
“อาซิ่วช่วยบอกทีค่ะ ตู้ไหนเป็นกี่เพ้าชุดอะไร ฉันอ่านภาษาจีนไม่ออก ฉันจะจัดกี่เพ้าใส่หุ่นค่ะ”
“ซิ่วรู้จักกี่เพ้าทุกชุดดีเหมือนลมหายใจของตัวเอง ฉันจะช่วยค่ะ”
ซิ่วเผลอพูดประโยคสำคัญออกมา เพียงแต่ว่า เพกาไม่ได้นึกเอะใจอะไร

ในเวลาต่อมา ภายในห้องอาหาร ลี่ผิงกำลังคุมซิ่วหลานกับเป่าหลินให้จัดโต๊ะอาหาร ข้างถ้วยข้าว มีตะเกียบวางอยู่บนผ้ารอง
“ของคุณเพกาเอาช้อนส้อมมาวางข้างตะเกียบ คนไทยใช้ตะเกียบไม่เก่ง”
“ค่ะ คุณนายใหญ่” เป่าหลินรับคำ
ลี่ผิงเดินออกจากห้องอาหาร

บริเวณห้องโถง หลินเหม่ยอิง กับหลินเพ่ย สองแม่ลูกเพิ่งกลับจากช้อปปิ้งในมือหอบหิ้วถุงของแบรนด์ดัง หวางลี่ผิงเหลือบเห็นสองแม่ลูกเดินผ่านห้องอาหารก็พูดลอยๆเหน็บขึ้นมา
“หาเงินไม่เป็น แต่ใช้เงินเก่ง”
หลินเพ่ยกับเหม่ยอิงเมื่อรู้ว่าโดนเหน็บก็เดินมาหาลี่ผิงอย่างไม่พอใจ
“คุณแม่ใหญ่ ยุคนี้ความสุขหาซื้อได้ด้วยเงินค่ะ คุณแม่ใหญ่ลองทำอย่างพวกเราบ้างสิคะ จะได้เลิกจมกับความทุกข์เสียที”
“ปากคอเลาะร้ายนักนะ”
“ขอโทษคุณแม่ใหญ่ซะเพ่ยเพ่ย”
“แม่”
“แม่สั่งให้ขอโทษไง”
“ขอโทษค่ะคุณแม่ใหญ่”
แต่สายตาของหลินเพ่ยหาได้สำนึกผิดใดๆไม่
ลี่ผิงมองการแต่งกายของเหม่ยอิงด้วยสายตาดูแคลน เสื้อผ้านั้นรัดรูปเห็นสัดส่วนชัดเจน
“อากาศสองสามวันนี้หนาว เปิดเนื้อหนังมังสาโชว์ไม่ได้ ก็โชว์รูปร่างแทน มันอดไม่ได้สินะ”
“ก็เพราะช่างอวดแบบนี้ไง ถึงมีโอกาส ได้ใช้สามีร่วมกับคุณนายใหญ่”
หลินเพ่ยแอบยิ้มอย่างสะใจ
“อีชั้นต่ำ”
ลี่ผิงคว้าหมอนอิงแถวนั้นมาเตรียมเขวี้ยง
“วางลงซะเถอะค่ะ ระหว่างคุณกับฉัน ให้ใช้ของหมดบ้านก็ยังไม่พอ ฉันกับลูกเอาของไปเก็บที่ห้องนะคะ เดี๋ยวจะได้ลงมาทานข้าว”
คุณนายรองแสร้งค้อมหัวให้คุณนายใหญ่ แต่สายตายังเยาะเย้ยเดินนำ เป่าหลินเดินเข้ามาประจบช่วยถือของ หวางลี่ผิงมองตามอย่างเจ็บปวด

ครึ่งวันที่เพกาวุ่นวายกับการจับหุ่นใส่ชุดกี่เพ้าที่ขนกลับมาจากเมืองไทย เพกาเปิดกล่องโลหะ หยิบชุดกี่เพ้าออกมา ซิ่วหลานเดินมาหา
“ได้เวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ”
“อยากทำงานให้เสร็จค่ะ ไม่ชอบให้งานคั่งค้าง”
“คุณนายใหญ่ให้มาเชิญ จะแนะนำสมาชิกในครอบครัวให้คุณรู้จัก”
“หา กินรวมกับคนในบ้านหรือ อูยฉันเป็นแค่คนงานจะดีหรือ ไม่ต้องก็ได้มั้ง”

ภายในห้องอาหาร ลี่ผิง เหม่ยอิง หลินเพ่ยนั่งประจำที่ หวางจิ้นเจิน กับหวางอวี้เหลียน ผู้เป็นน้องชายและน้องสะใภ้ของหวางลี่ผิงเดินมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วย

“วันนี้พี่เยี่ยไม่ทานข้าวบ้านเหรอครับพี่ผิง” จิ้นเจินถาม
“ไปสโมสร ทานอาหารเย็นกับเพื่อนที่นั่นเลย”
“คุณแม่ใหญ่ หนูไปตามพี่หมิงเทียนนะคะ” หลินเพ่ยว่า
“หมิงเทียนไม่อยู่”
“อ้าว แล้วอีกที่ของใคร” หลินเพ่ยถามอย่างสงสัย
“แขก”
“คุณพี่เชิญใครมาคะ” อวี้เหลียนถาม
ซิ่วพาเพกาเข้ามาในห้องอาหารของบ้านตระกูลเจ้า ทุกคนที่โต๊ะอาหารตะลึงมอง เพการู้สึกแปลกๆเมื่อเห็นสายตาของทุกคนที่เพ่งมองมา เพกายิ้มแหย ค้อมหัวให้ทุกคนอย่างนอบน้อม
“นี่เขาไม่มีคนอื่นแล้วหรือไง ทำไมต้องเป็นเธอ” หลินเพ่ยพูดอย่างไม่พอใจ
“เสียมารยาท นี่คุณพิ้งค์ มาจากเมืองไทย มาซ่อมกี่เพ้าให้คุณเยี่ย คุณพิ้งค์ นี่คุณจิ้น น้องชายฉัน แล้วนี่คุณเหลียน ภรรยาคุณจิ้น”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“นั่งสิ เพกา”
จิ้นเจินกับอวี้เหลียนยิ้มและก้มหัวเล็กน้อยทักทายเพกา ลี่ผิงนั่งลงทันทีเตรียมกิน คนอื่นเลยนั่งด้วย
เหม่ยอิงเมื่อเห็นว่าลี่ผิงไม่แนะนำเพกาให้รู้จัก จึงแนะนำตัวเอง
“ฉันเหม่ยอิงค่ะ”
“เป็นคุณนายรอง เมียน้อย” ลี่ผิงพูดต่อพลางยิ้มเยาะ
เหม่ยอิงตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจที่โดนหักหน้าต่อหน้าแขก เพกาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพิ่งเคยเจอเมียหลวงเมียน้อยอยู่บ้านเดียวกัน
ซิ่วลานกับเป่าหลินจัดการสำรับอาหารให้เพกาเสร็จก็ออกไปจากห้องเพื่อไปต้อนรับเหวินเยี่ย
“คนในบ้านบอกคุณหรือยังครับว่าคุณหน้าเหมือน...” จิ้นเจินถาม
“คุณเมย์ลี”
“ครับ เหมือนมาก ถ้าเจอคุณข้างนอก ผมต้องคิดว่า ผมเห็นผี”
“แหม ดิฉันน่าจะแกล้งหลอกผีคุณเล่นนะคะ ไม่น่าแสดงตัวก่อนเลย” เพกาว่า
จิ้นเจินหัวเราะ เพการู้สึกต้องอัธยาศัย เนื่องจากหวางจิ้นเจินเป็นนักการตลาดและประชาสัมพันธ์บริษัทยาของตระกูล จึงมีบุคลิกเข้ากับคนง่าย
ลี่ผิงคีบข้าว คนอื่นบนโต๊ะจึงเริ่มทานอาหารได้
“เชิญค่ะ คุณเพกา”
เพกาแอบสังเกตว่า อวี้เหลียนค่อนข้างนอบน้อมพูดน้อย คีบกับข้าวให้จิ้นเจิน แต่ผู้เป็นสามีกลับไม่กล่าวคำขอบคุณ จิ้นเจินค่อนข้างเย็นชาต่อเหลียนผู้เป็นภรรยา เพการู้สึกถึงความมึนตึงของสามีภรรยาคู่นี้
“ฉันใช้ตะเกียบไม่เก่ง ขออนุญาตใช้ช้อนนะคะ”
“ตามสบาย” ลี่ผิงบอก
“ตะเกียบ ใช้ไม่ยากหรอก ฉันสอนให้” หลินเพ่ยพูดขึ้น
หลินเพ่ยปักตะเกียบลงถ้วยข้าวแล้วยื่นให้เพกา เพกามองอย่างไม่เข้าใจความหมาย ลี่ผิงโมโห ตบโต๊ะบอก
“มากไปแล้วนะเพ่ยเพ่ย”
ลี่ผิงเห็นสีหน้าสงสัยของเพกาจึงอธิบายให้ฟัง
“ธรรมเนียมจีน ห้ามปักตะเกียบในชามข้าว เพราะเหมือนปักธูปในกระถางไหว้คนตาย”
“ตาย หรือคะ”
เพกามีอาการกลัวเล็กน้อย มองชามข้าวนั้นที่ยังอยู่ตรงหน้า
“เพ่ยเพ่ย เอากลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
เหม่ยอิงที่สุขุมกว่าลูกสาวรีบดึงชามข้าวตรงหน้าเพกากลับมา และเอาตะเกียบที่เพ่ยเพ่ยปักไว้ออก พลางมองหลินเพ่ยอย่างตำหนิ
“หัดอบรมลูกสาวของเธอเสียบ้างเหม่ยอิง เลี้ยงลูกตามใจจนเสียคนเที่ยวระรานคนอื่น เสียแรงที่คุณพี่เก็บมาเจียระไน หมายจะให้เป็นเพชร แต่กรวดทรายยังไงก็คือกรวดทรายวันยังค่ำ”
หลินเพ่ยมีสีหน้าเยาะ
“หนูไม่ได้ระรานใครนะคะคุณแม่ใหญ่ แค่อยากทดสอบว่าคุณพิ้งค์รู้จักธรรมเนียมจีนรึเปล่า ก็เท่านั้น”
“คิดว่าฉันไม่รู้สันดานเธอสองแม่ลูกเหรอ ยี่สิบปีในบ้านตระกูลเจ้ามันลบคราบไคลคนชั้นต่ำไปไม่ได้เลยซักนิด” ลี่ผิงว่า
“ที่จริงคุณนายใหญ่ก็ทำไม่ถูก คุณพิ้งค์เป็นแค่คนงานเอามานั่งเสมอกับพวกเราทำไม แค่มันหน้าเหมือนเมย์ลีลูกสาวสุดที่รักงั้นหรือ” เหม่ยอิงว่า
“บรรยากาศเก่าๆเหมือนตอนนังเมย์ลีอยู่ไม่มีผิด คุณแม่ใหญ่รักใคร่เอาใจมันพื่อประชดหนู” หลินเพ่ยบอก
ลี่ผิงโมโหจัดลุกขึ้นยืนด่าเสียงดังทันที
“แล้วพวกเธอจะทำไม เธอสองคนแม่ลูกเหมาะสมกับตระกูลเจ้านักหรือ”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลายเป็นสงครามย่อยๆ เหม่ยอิงกับหลินเพ่ย มองหน้าลี่ผิงด้วยสายตานิ่งดุเอาเรื่อง เพกามองสีหน้าทุกคนอย่างตื่นตกใจ ค่อยๆ พูดขึ้นเสียงเบา ตัวลีบสุดๆด้วยความอึดอัด
“เอ่อ ดิฉันยังไม่หิว ขอตัวนะคะ”
เพกาลุกออกไป ฝ่ายจิ้นเจินกับอวี้เหลียนไม่อยากยุ่ง ได้แต่ถอนใจและกินไม่ลงไปด้วย

เพกาเดินหลบออกมาจากห้องอาหารที่ลี่ผิงเพิ่งด่ากราดกับเหม่ยอิงและหลินเพ่ย
“อึ๋ย.. ภูเขาไฟ เหมือนนั่งอยู่กลางภูเขาไฟ บ้านใหญ่โต รับประกันความสงบสุขไม่ได้เลยนะเนี่ย”
เหวินเยี่ยกลับมาจากสโมสรเดินมาทางนี้พอดี เจิ้นหลุนคนขับรถและคนสนิทเดินตามเหวินเยี่ยเข้ามา

อี่เหวิน ซิ่วหลานและเป่าหลินยืนรอต้อนรับเพราะรู้มาก่อนว่า เหวินเยี่ยกำลังจะมาถึงบ้าน

อี่เหวิน ซิ่วหลานและเป่าหลิน ก้มหัวลงแล้วเรียกชื่อด้วย

“คุณเยี่ย”
เหวินเยี่ยพยักหน้าให้ เพกาเลยทำตามบ้าง
“คุณเยี่ย ดิฉันเพกาค่ะ สถาบันส่งดิฉันมาซ่อม...”
เหวินเยี่ยพูดตัดบท
“หมิงเทียนโทรรายงานแล้ว”
เหวินเยี่ยไม่ค่อยสนใจเพกานัก เพราะถือว่าเป็นคนงาน จึงยกมือปัดๆจะรีบไป
คนจากห้องอาหารทยอยกันออกมาต้อนรับ
หลินเพ่ยยิ้มแย้มมาต้อนรับอย่างอ่อนหวาน ผิดกับเวลาอยู่กับลี่ผิงราวกับคนละคน
“วันนี้กลับเร็วจังนะคะคุณพ่อ ไปสโมสรทีไร คุณพ่อนั่งเล่นไพ่นกกระจอกทั้งวัน เมื่อยหลังแย่ เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยนวดหลังให้นะคะ”
“ดีดี”
เหวินเยี่ยจับหัวหลินเพ่ยอย่างเอ็นดู ลี่ผิงกับเหม่ยอิงตามออกมา เหม่ยอิงยิ้มพอใจที่หลินเพ่ยเป็นที่รักของเหวินเยี่ย หลินเพ่ยยิ้มเยาะใส่ลี่ผิง
จิ้นเจินกับอวี้เหลียนเดินมารับหน้าพี่เขย สองสามีภรรยานอบน้อมต่อเหวินเยี่ยมาก
“ทานข้าวเย็นมาแล้วหรอครับพี่เยี่ย” จิ้นเจินบอก
“ฮื่อ”
“คุณเยี่ยคะ ดิฉันเอาชุดกี่เพ้าที่คุณส่งไปเมืองไทย จัดใส่หุ่นในพิพิธภัณฑ์แล้วนะคะ แต่ยังใส่ไม่ครบทุกชุด”
“ดี ทำโดยไม่ต้องให้สั่ง”
“ดิฉันขอตัวไปพักนะคะ”
“อาซิ่ว” ลี่ผิงเรียก
“ค่ะ คุณนายใหญ่”
“ย้ายของคุณเพกาไปที่ห้องดอกไม้ ฉันจะให้คุณเพกานอนห้องนั้น”
ทุกคนตกใจ
“ไม่ได้นะคะ ห้องดอกไม้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด ต้องเป็นของหนู ห้ามคนอื่นนอน” หลินเพ่ยว่า
“คุณพี่ยกห้องนั้นให้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ฮึเพ่ยเพ่ย” ลี่ผิงถาม
“คุณพ่อขา ยกห้องดอกไม้ให้หนูนะคะ ห้องนั้นเป็นห้องที่สวยที่สุดในบ้าน สมควรเป็นห้องคุณหนูคนเดียวของบ้าน” หลินเพ่ยว่า
“คุณพี่เคยบอกว่ากิจการในบ้านเป็นหน้าที่ฉัน หวังว่าคงไม่ลืม” ลี่ผิงบอก
หลินเพ่ยโกรธลี่ผิง แต่ไม่โวยวายเสียงดังต่อหน้าเหวินเยี่ย
“คุณพ่อยกห้องนั้นให้หนูนะคะ”
ทุกคนมองเหวินเยี่ยรอฟังการตัดสินใจ
“เรื่องในบ้านเป็นหน้าที่แม่ใหญ่”
เหวินเยี่ยพูดเสร็จก็เดินไปทันที หลินเพ่ยแค้นใจ แทบจะกรี๊ดออกมา ลี่ผิงยิ้มเยาะอย่างสมน้ำ เหม่ยอิงมองอย่างแค้นเคืองแทนลูกสาว

ซิ่วหลานกับอี่เหวินช่วยขนของเพกาจากห้องพักแขกมายังห้องดอกไม้ ห้องนี้สวยงามอย่างที่หลินเพ่ยว่าไว้จริงๆ ผนังห้องติดวอลเปเปอร์ลายดอกโบตั๋นสีชมพูบนพื้นขาว รับกับม่านสีชมพูอ่อน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นโทนสีหวาน มุมห้องมีแจกัน เพกามองไปรอบๆ
“มิน่า คุณเพ่ยเพ่ยถึงอยากได้ห้องนี้นักเหมือนอยู่ในสวนดอกไม้”
“สวนดอกโบตั๋นค่ะ นี่ลายดอกโบตั๋น คุณนายใหญ่แต่งห้องตามใจเจ้าของห้องคนก่อนน่ะค่ะ”
“เจ้าของห้องคนก่อน ใครคะ”
ซิ่วหลานกับอี่เหวินมองหน้ากัน ไม่อยากบอกเพกา เพราะเกรงว่า เพกาจะกลัวผี
“เดิมเป็นห้องใครคะ” เพกาถามย้ำ
“ห้องคุณเมย์ลีค่ะ”
เพกามีสีหน้าตกใจ
“นี่ห้องคุณเมย์ลี”

ภายในห้องนอนของเหม่ยอิง หลินเพ่ยแค้นมาก ที่ลี่ผิงให้เพกาพักที่ห้องดอกไม้
“อีแม่ใหญ่บ้าอำนาจ ยกห้องของหนูให้คนอื่น”
“ให้มันนอนห้องดอกไม้น่ะดีแล้ว ห้องนั้นมีตาย คนอยู่มีแต่อัปมงคล” เหม่ยอิงว่า
“อัปมงคล ก็จ้างนักพรตมาทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้นี่ค่ะคุณแม่ เพ่ยเพ่ยอยากได้ห้องดอกไม้ เพ่ยเพ่ยเกลียดอีแม่ใหญ่ เกลียด เกลียดที่สุด”
“แม่เกลียดมันยิ่งกว่าลูกหลายเท่า แม่อยากให้มันตาย ใครขวางทางเราสองคนแม่ลูก แม่จะฆ่ามันให้หมดทุกคน” เหม่ยอิงพูดด้วยแววตาเคียดแค้นเกลียดชัง
“นี่ถ้าอีแม่ใหญ่รักนังเพกาเหมือนที่รักนังเมย์ลี เพ่ยเพ่ยก็แตะต้องนังเพกาไม่ได้สิ”
“เป่าว่าคุณหนูควรจะห่วงคุณชายรองมากกว่านะคะ เพกาหน้าเหมือนคุณเมย์ลี แฟนเก่าคุณชายรอง” เป่าปลินพูดขึ้น
“โอ๊ยนังเป่า ฉันพยายามไม่คิดอยู่ แกดันมาพูดให้ฉันคิดมาก”
“ที่นังเป่าพูดก็มีเหตุผลนะ” เหม่ยอิงว่า
“เรายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้นะคะคุณแม่ เราต้องรีบไล่มันออกไปจากบ้านนี้ ให้มันกลับเมืองไทยไปให้เร็วที่สุด”
“ได้สิลูก แม่จะจัดการให้ ด้วยฝีมือของแม่ มันจะอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสามวัน เป่า ฉันมีงานให้แกทำ”

เหม่ยอิงฉายแววตาร้ายออกมาอย่างมีแผนการ

ในเวลาต่อมา เพกากับซิ่วหลานช่วยกันจัดเสื้อผ้าเข้าตู้

“เมียหลวง เมียน้อยไม่ถูกกันพอเข้าใจ แต่คุณเพ่ยเพ่ยเนี่ย ทำไมคุณนายใหญ่ไม่ชอบเธอล่ะคะ”
“เธอไม่ใช่ลูกคุณเยี่ย เป็นลูกติดคุณนายรอง แต่ห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาดนะคะ คุณเพ่ยเพ่ยเอาตายแน่”
เพกาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เป็นลูกบุญธรรมเหมือนคุณเมย์ลี”
ซิ่วหลานพยักหน้า
“ลูกแท้ๆของคุณเยี่ยกับคุณนายใหญ่มีสองคน คนโตคือคุณหมิงซาน ท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน คนรองคือคุณหมิงเทียน”
เพกาหยิบรูปครอบครัวในห้องนั้นมาดู เป็นรูปถ่ายหมู่ที่ยังครบถ้วนทุกคน เพกาจับที่รูปหมิงซาน เพราะเพิ่งเคยเห็น
“อุบัติเหตุหรือคะ โถ ไม่น่าอายุสั้น”
“ตั้งแต่คุณเมย์ลีตาย คนในบ้านไม่มีใครเคยเห็นวิญญาณเธอ ป่านนี้ เธอไปเกิดแล้วล่ะค่ะ มานอนห้องเธอ ไม่ต้องกลัวนะคะ”
“ฉันไม่กลัวผีหรอกค่ะซิ่วหลาน กลัวถูกคนหลอกมากกว่า คนร้ายกว่าผีเยอะ”
“ไม่กลัวจริง ๆ เหรอคะ”
“ผีมา ฉันจะชวนผีคุยเลยด้วยเอ้า” เพกาว่า
เป่าหลินกับเจิ้นหลุนยกกระจกเงาบานใหญ่เข้ามา ซิ่วหลานถาม
“เอาเข้ามาทำไม เอาออกไป”
“คุณนายรองสั่งให้ยกมาให้แขก เพราะเห็นว่าห้องนี้ไม่มีกระจกยาว” เป่าหลินยิ้มร้ายให้เพกา
“ไฮ้ เป็นอัปมงคล เอาออกไป” ซิ่วหลานบอก
“นั่นสิอาซิ่ว คุณนายรองทำอย่างนี้เป็นการแช่งแขก” เจิ้นหลุนว่า
“ฉันจะฟ้องคุณนายรอง อาหลุนนินทาเจ้านาย” เป่าหลินว่า
เจิ้นหลุนเซ็งขี้เกียจเถียง
“๒อาหลุน เอากระจกออกไป” ซิ่วหลานบอก
เป่าหลินพูดท้าทายซิ่วหลาน
“อาหลุน ช่วยฉันยกกระจกไปวางที่เดิม”
“นังเป่า”
“วางที่เดิม กระจกบานนี้เคยอยู่ในห้องดอกไม้หรอ” เพกาถาม
“นี่กระจกของคุณเมย์ลีค่ะ กระจกคนตาย น่าจะทิ้งไปตั้งนานแล้ว ดูสิคะ ตรงนี้มีรอยแตกด้วย”

เพกานึกถึงนิมิตที่เมย์ลีถูกฆ่า กำไลหยกกระเด็นฟาดกระจก เป็นผลให้กระจกมีรอยแตกเล็กน้อยที่มุมหนึ่งตรงด้านล่าง
เพกาตัดสินใจเก็บไว้เพื่อให้เมย์ลีติดต่อกับตนอีก
“อาซิ่ว เอากระจกไปตั้งไว้ที่เดิม ฉันไม่ถือ”
“คุณพิ้งค์”
“สวยดีออกค่ะ กระจกเข้ากับห้องดอกไม้ ฉันชอบ”
“อาหลุน... เข็นไปสิ” เป่าหลินบอก
เป่าหลินกับเจิ้รนหลุนตั้งกระจกไว้ปลายเตียง เพกามองกระจกอย่างชื่นชม เพราะกระจกบานนี้เป็นของเก่า แต่ไม่ถึงกับโบราณ แต่ก็ดูมีค่า ซิ่วหลานรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที

ภายในห้องครัว บรรดาเหล่าคนใช้กำลังกินข้าวเย็น พลางคุยกันเรื่องเจ้านาย
“มาวันแรก คุณเพกาก็โดนคุณนายรองเล่นงานซะแล้ว คงเพราะเธอหน้าเหมือนคุณเมย์ลี คุณนายรองเลยไม่ถูกชะตา” เจิ้นหลุนว่า
“โอ๊ย ใครในบ้านถูกชะตายัยเมย์ลีบ้างล่ะ ยกเว้น อาซิ่ว” เป่าหลินบอก
ซิ่วหลานมองหน้าเป่าหลิน ก่อนวางตะเกียบ กินข้าวไม่ลง ทั้งคู่ไม่ถูกกันอย่างชัดเจน เป่าหลินมองตอบอย่างไม่กลัวเกรง
“คุณเพกาเธอน่ารักออก คุณชายรองยังชอบคุยกับเธอ” อี่เหวินว่า
“อาอี่รู้อะไร เล่ามาให้หมด” เป่าหลินว่า
“เราไม่ควรนินทาเจ้านาย” อี่เหวินบอก
อี่เหวินเก็บถ้วยข้าวแล้วเดินออกไป เป่าหวินมีสีหน้ายุ่ง ซิ่วหลานยิ้มอย่างสะใจก่อนเดินออกไปอีกคน เพราะไม่ต้องการร่วมวงนินทาเจ้านายด้วย
“หึย หมั่นไส้ คนรับใช้แสนดี ภักดีต่อเจ้านาย”
“เราสองคนเข้าไปยกกระจกคุณเมย์ลีจากห้องเก็บของ เท่ากับไปรบกวนวิญญาณคุณเมย์ลี เธอต้องอาฆาตเรา” เจิ้นหลุนบอก
“แล้วไง ฉันไม่กลัวหรอก”
เจิ้นหลุนพยักหน้าเดินไปเก็บจาน แล้วหันกลับมาแกล้งจับขาเป่าหลินที่ใต้โต๊ะ
“ว้าย ผีๆๆ โธ่ อาหลุน”
เจิ้นหลุนหัวเราะเยาะแล้ววิ่งหนีออกไป เป่าหลินเปลี่ยนมายิ้มร้าย

“ยายเพกาเจอทั้งห้อง เจอทั้งกระจก วิญญาณตายโหง เดี๋ยวก็หลอน วิ่งกลับเมืองไทยไปเองนั่นแหล่ะ ฮึ”

กี่ เ พ้ า ตอนที่2 (ต่อ)

ในเวลากลางคืนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น เพกาเพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ดับไฟภายในห้องดอกไม้ แสงไฟข้างนอกส่องเข้ามาในห้อง ทำให้เพกาเห็นตัวเองในกระจกปลายเตียง เพกาสะดุ้งเฮือก รู้สึกกลัวขึ้นมาเหมือนกัน

“ตอนสว่าง กระจกก็สวยดีหรอก แต่กลางคืนน่ากลัวแฮะ ให้ยกออกไป ก็เสียหน้า โม้ไว้เยอะว่าไม่กลัวผี”
เพกาหันมาสวดมนต์กับหมอนบนเตียงก่อนเข้านอน

ท่ามกลางบรรยากาศเย็นยะเยือก วังเวง ดูน่าทะมึนกลัวของบ้านตระกูลเจ้า เสียงผู้หญิงร้องไห้ดังขึ้นเบาๆ ภายในห้องดอกไม้ เพกาสะดุ้งตื่น
“คุณเมย์ลี”
เสียงร้องไห้ดังมาจากหน้าห้อง เพกาทำใจกล้าลุกไปใกล้ประตู เอาหูเงี่ยฟัง เสียงร้องไห้ยังดังอยู่ เพกาค่อย ๆ เปิดประตูแต่ไม่เห็นใคร เสียงร้องไห้ค่อย ๆ ดังห่างออกไปจนจับทิศทางของเสียงไม่ถูก
เพกาพยายามเดินตามหาเสียงร้องไห้

เพกาเดินลงบันได เสียงร้องไห้เงียบไปแล้ว
“คุณอยู่ไหนคะ คุณเมย์ลี”
มีสายตาคู่หนึ่งแอบมองเพกาอยู่ที่ชั้นล่าง จนเมื่อเพกาเดินลงมาชั้นล่างและเดินเรื่อยๆตามหาเสียงร้องไห้ เงานั้นก็ติดตามไป ตรงบริเวณทางเดินที่ไฟสลัว เพกาเริ่มเห็นเงาคนเดินตามคืบคลานตามหลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ
“ผีไม่มีเงา”
เสียงหัวเราะฮึๆ ของผู้ชายดังข้างหลัง เพกาหันขวับไปดูก็เห็นเจ้าหมิงเทียนยืนแสยะยิ้ม ใต้แสงไฟสลัว เพกาสะดุ้งเฮือกด้วยความกลัว หมิงเทียนยื่นมือไปหาเพกา
“ไม่”
เพกาจะวิ่งหนี แต่หมิงเทียนคว้าตัวเพกาไว้ เพกาพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดหมิงเทียน
“อย่าทำอะไรฉัน อย่า”
ยิ่งเพกาดิ้น หมิงเทียนก็ยิ่งสนุก กอดรัดเพกาแน่นขึ้น
“คนในบ้านหลับหมดแล้ว ทางสะดวก ผมจะทำอะไรคุณก็ได้ เริ่มจากทำแบบนี้ก่อนดีไหม”
หมิงเทียนก้มหน้าไปใกล้เพกามากคล้ายจะหอมแก้ม เพกากลัวสุดๆหลับตาปี๋
“คุณใช้น้ำหอมอะไร หอมดีนะ”
หมิงเทียนสบตากับเพกาได้สัมผัสแห่งความรักลอยมาบางเบาเพียงครู่เดียว เพกาก็ศอกใส่ที่เอวหมิงเทียน
“โอ๊ย”
หมิงเทียนปล่อยมือ เพกาวิ่งหนี หมิงเทียนยิ้มออกมาเล็กน้อย นึกชอบใจที่ได้หยอกเพกาเล่น

เพกาวิ่งไป พลางร้องเรียกให้คนช่วยไปตามทาง
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
เพกาเข้าไปหลบหลังโซฟาแล้วพึมพำครุ่นคิด
“เขาฆ่าเมย์ลี ไม่มีใครกล้าจับเขา เพราะเขาเป็นเจ้าของบ้าน ฮือ แล้วนี่ เขาจะทำอะไรเราเนี่ย อย่าบอกนะว่าจะฆ่าเราเหมือนที่ฆ่าเมย์ลี”
เพกามองๆไปทางครัวแล้ววิ่งออกไป

เพกาวิ่งหนีเข้าห้องที่เปิดไฟสว่าง ซึ่งเป็นห้องครัว บนโต๊ะครัว มีมีดวางอยู่ หมิงเทียนโผล่มา
“ผมสัญญาจะไม่ทำอะไรคุณแล้ว ไปขึ้นบ้านเถอะ”
เพกาหันไปคว้ามีดมาขู่หมิงเทียนที่กำลังเดินเข้ามาหา
“อย่าเข้ามานะ ชั้นแทงจริง ๆ ด้วย”
“บ้าไปใหญ่แล้ว”
“คุณนั่นแหละบ้า ไอ้โรคจิต”
เพกาถือมีดฉวัดเฉวียนขู่หมิงเทียน
“อย่าเข้ามานะ”
“เดี๋ยวก็โดนตัวเองหรอก”
หมิงเทียนพูดด้วยความห่วงเพกาจะเป็นอันตรายเสียเอง
“ออกไปนะ”
หลินเพ่ยเดินเข้ามา เห็นเพกาถือมีดขู่หมิงเทียนก็ตกใจ
“ว้าย พี่รอง ระวังค่ะ”
“อยู่ห่างเค้าไว้ค่ะคุณเพ่ยเพ่ย คุณหมิงเทียนไม่ใช่คนที่อย่างคุณคิด”
“คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไง”
“คุณมันใจร้าย อำมหิต”
“นี่เธอกล้าว่าพี่รองเหรอ”
“เชื่อชั้นคุณเพ่ยเพ่ย รีบออกไปตามคนมาช่วยชั้นที”
“เธอมาจากสถาบันอาภรณ์ หรือหลุดมาจากโรงพยาบาลบ้ากันแน่เนี่ย”
“โธ่ ฉันไม่ได้บ้านะคะคุณเพ่ยเพ่ย”
หมิงเทียนอาศัยจังหวะที่เพกาคุยกับหลินเพ่ยพุ่งเข้าชาร์จเพกาเพื่อแย่งมีด เพกาตวัดมีดโดนแขนหมิงเทียน
“โอ๊ย”
“ว้ายพี่รอง”
แขนหมิงเทียนเลือดไหลซิบ
“เจ็บมากมั้ยคะพี่รอง”
เพกาตกใจที่หมิงเทียนเลือดออก
“ก็ ก็ ฉันเตือนแล้วว่าอย่าเข้ามา”
“แก ชั้นจะเอาตำรวจมาจับแกเข้าคุก ไม่รู้ว่าแผลลึกมั้ยคะพี่รอง”
หลินเพ่ยเดินปรี่ไปตบหน้าเพกา เปรี้ยง! แขนเสื้อของหลินเพ่ยลดลง เผยให้เห็นกำไลหยกที่ข้อมือ
เพกาตะลึง หมิงเทียนเข้ารวบตัวเพกาแล้วแย่งมีดมาได้ เพกายังอึ้งๆ มึนๆ มองหน้าหมิงเทียนและหลินเพ่ยสลับกันไปมา เสียงในความคิดของเพกาถามตัวเองว่า

“คุณเพ่ยเพ่ยก็มีกำไลหยก สองคนนี้มีกำไลหยกเหมือนกัน แล้วใครล่ะเนี่ยเป็นฆาตกรฆ่าคุณเมย์ลี?”

ภายในห้องโถงบ้านตระกูลเจ้าคืนนั้น  เพกายืนก้มหน้าหน้าซีดในฐานะตัวก่อเรื่อง คนในบ้านถูกปลุกลงมากันอย่างพร้อมหน้า ซิ่วหลานกำลังพันแผลที่มือให้หมิงเทียน หลินเพ่ยกับเหม่ยอิงมองหน้าเพกาอย่างเอาเรื่อง

“มาอยู่ได้วันเดียว เอามีดแทงเจ้าของบ้าน จับส่งตำรวจเลยดีไหมเนี่ย” หลินเพ่ยว่า
“หนูพิ้งค์ เกิดอะไรขึ้นเล่ามาซิ” หลี่ผิงถาม
“เอ้อคือ” เพกาอ้ำอึ้งเล่าไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี
“ผมอำเขาเล่นน่ะ” หมิงเทียนพูดขึ้น
เพกามองหน้าอย่างงงๆ พยายามคิดว่า ทำไมหมิงเทียนมาปกป้องให้
“แกล้งอำเนี่ยนะ” เหวินเยี่ยว่า
“ผม พี่หมิงซาน หรือแม้แต่เพ่ยเพ่ยก็เคยเล่น ตอนดึกๆ ใครไปยืนตรงนั้นจะดูน่ากลัว พอดีว่า เขาผ่านมา ผมก็เลยแกล้งเขา" หมิงเทียนบอก
“ยืนตรงนั้นที่เคยแกล้งเมย์ลีน่ะหรือ” ลี่ผิงว่า
หมิงเทียนพยักหน้ารับ
“อ๋อ จำได้แล้ว ที่คุณเมย์ลีร้องลั่นบ้าน คนตื่นกันหมดเหมือนคืนนี้เลย ฮิฮิ” เจิ้นหลุนบอก
เจิ้นหลุนหันไปหัวเราะกับอี่เหวินกับซิ่วหลาน ทุกคนพยักหน้ายิ้มให้กันเพราะจำเหตุการณ์นั้นได้
หลินเพ่ยพูดเสียงดัง
“แต่เพกาไม่ใช่เมย์ลี พี่หมิงเทียนไปเล่นกับมันไม่ได้”
“คุณชายรองล้อเล่นน่ะก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่คุณมาทำคุณชายรองบาดเจ็บน่ะ ยังไงก็ยอมไม่ได้ สถาบันนั่นอาจส่งคนสติไม่ดีมา ใครจะไปรู้ ” เหม่ยอิงบอก
“ที่ดิฉันตกใจน่ะ เพราะคุณหมิงเทียนมาแกล้งร้องไห้ที่หน้าห้องฉันต่างหาก ฉันก็เลยออกมาดู” เพกาว่า
“แกล้งร้องไห้ เปล่านะ ผมไม่ได้ไปที่หน้าห้องคุณสักหน่อย” หมิงเทียนบอก
“อ้าว แล้วใครล่ะคะ หรือว่า คุณเมย์ลี”
เจิ้นหลุนนึกตามแล้วร้อง “ผี” เสียงหลง
อี่เหวินสะกิดเจิ้นหลุนปราม เจิ้นหลุนยิ้มแหยขอโทษที่โพล่งออกมา
“ผู้หญิงร้องไห้หน้าห้องดอกไม้งั้นหรือ” อวี้เหลียนพูดแล้วก็ชักชักหวาดๆ
“เป็นไปไม่ได้ เราอยู่กันมาตั้งนาน ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ ไร้สาระ” จิ้นเจินมองอวี้เหลียนอย่างตำหนิ
“เอาเถอะครับ ผมยอมรับก็ได้ว่าผมเป็นคนผิด พอดีเห็นเขาชอบทำท่ากลัวๆ ผมก็เลยแกล้งเล่น ผมขอโทษคุณพ่อ และทุกคนด้วย เรื่องนี้ให้จบแค่นี้เถอะครับ” หมิงเทียนบอก
“ปกป้องมันอีกแล้ว กับอีแค่คนงานคนเดียว ไล่มันออกไปก็สิ้นเรื่อง พี่หมิงเทียนอย่าบอกนะว่าพี่น่ะชอบ...”
ยังไม่ทันที่หลินเพ่ยจะพูดจบก็ถูกเหม่ยอิงพูดชิงตัดบททันที
“อ๋อ เพ่ยเพ่ยกำลังจะบอกว่า คุณชายรองชอบรับผิดแทนคนอื่นเสมอ ตอนเด็กเพ่ยเพ่ยเล่นซนทำแจกันหยกคุณท่านแตก คุณชายรองก็ออกรับแทนว่าเป็นคนทำ”
เหม่ยอิงขยิบตาให้หลินเพ่ยเงียบ อย่าโพล่งออกมา
“เอาล่ะ ในเมื่อหมิงเทียนไม่เอาเรื่อง แผลนั่นก็แค่ถากๆ ทายาบัวหิมะของเราเดี๋ยวก็หาย งั้นกลับไปนอนกันได้แล้ว หมิงเทียน อย่าเล่นอะไรแผลงๆอย่างนี้อีกนะลูก” ลี่ผิงว่า
“ครับ”
“หมดเรื่องไม่ได้ ยังไงก็ต้องไล่นังเพกาออกไปจากบ้านนี้” หลินเพ่ยโพล่งขึ้น
“ผู้หญิงคนนี้ท่าทางพิกลให้เขาส่งคนใหม่มาก็ดีนะคะคุณพี่” เหม่ยอิงว่า
ลี่ผิงหมั่นไส้แม่ลูกจึงพูดขึ้นลอยๆ
“ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ งานถนัดสำหรับคนชั้นต่ำข้างถนน” ลี่ผิงว่า
“เอ๊ะคุณนายใหญ่” เหม่ยอิงทำท่าจะทักท้วงขึ้นทันที
เหวินเยี่ยตัดบททันที
“พอๆ พอเลย อาผิงพูดถูกแล้ว ในเมื่อเจ้าตัวคนเจ็บเขาไม่เอาเรื่อง ก็ให้จบแค่นี้ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้าอย่าหาเรื่องกันดีกว่าน่ะ ไป ไปนอน แยกย้ายๆ”
เหวินเยี่ยลุกไปก่อน ลี่ผิงส่งสายตามองเหม่ยอิงอย่างเยาะเย้ยก่อนเดินตามไป จิ้นเจินกับอวี้เหลียนตามกันไปอีก เหม่ยอิงกับหลินเพ่ยหันมามองเพกาด้วยความเกลียดชัง เพกายิ้มแห้งๆให้กับทุกคนโดยเฉพาะหมิงเทียน

หมิงเทียนกำลังเข้าห้อง เพกาเดินเร็วๆ ตามหมิงเทียนเข้ามา
“คุณหมิงเทียน ขอโทษนะคะที่ฉันทำให้คุณต้องเจ็บตัว”
“อย่าให้ผมเจ็บตัวฟรีก็แล้วกัน จำเอาไว้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องตอนกลางคืนอีก ผมเป็นห่วง”
หมิงเทียนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพกา ทำเอาเพกาสะท้าน หมิงเทียนอยากจะบอกว่า เขาเป็นห่วงเธอแต่ไม่กล้า
“ความปลอดภัยของคนอื่น” หมิงเทียนพูดต่อ
เพกาค้อนเล็กน้อย “ค่ะ”
“หมดธุระแค่นี้ใช่ไหม”
“เดี๋ยวค่ะ ฉันขอบคุณมากนะคะที่ช่วยปกป้องฉัน ยอมรับผิดว่าเป็นฝ่ายแกล้งฉันก่อน”
“ผมไม่ได้ปกป้องคุณ”
“อ้าว”
“ผมอยากให้คุณไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ถ้าคุณรับผิด คุณอาจจะต้องเสียเวลาไปนอนในคุกหลายวัน"
“แค่ทำมีดบาดต้องติดคุกเลยเหรอคะ อ่อ…ฉันลืมไปว่าคุณเป็นใคร”
สายตาเพกาเหลือบลงไปเห็นผ้าพันแผลบนแขนหมิงเทียนเผยอเปิด
“แผลคุณ...”
หมิงเทียนยกมืออีกข้างกดผ้าพันแผลให้แน่นทำให้เห็นกำไลหยกบนข้อมือของหมิงเทียน เพกามองกำไลหยกอย่างสนใจ
“ทำไมกำไลหยกของคุณเหมือนกับของคุณเพ่ยเพ่ย”
“มันเป็นของสำคัญของเรา ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมขอตัว”
หมิงเทียนจะเดินไป เพกาพูดต่อ
“ไหนว่ารักคุณเมย์ลีนักหนา แต่กลับมีของแทนใจกับผู้หญิงอื่น”

เพกาเดินไปทางห้องนอน

โปรดติดตาม กี่ เ พ้ า ต่อ วันนี้  เวลา 17.00 น.

เพกาเข้าในห้องเดินไปที่โต๊ะทำงานภายในห้องดอกไม้ ครุ่นคิดสิ่งที่เพิ่งรู้มา

“คุณหมิงเทียนกับคุณเพ่ยเพ่ยมีกำไลหยกกันทั้งคู่ แสดงว่าใครในสองคนนี้แหละที่เป็นฆาตกร”
เพกาหันไปเห็นซิ่วหลานยืนอยู่ในห้องแถวหน้าประตูห้องนอน เพกาสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“ โถ อาซิ่ว เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“สักครู่เองค่ะ คุณนายใหญ่ให้ซิ่วมาดูว่าคุณเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันไม่เป็นอะไรจ้ะ”
“น่าแปลกนะคะ เมื่อก่อนคุณชายรองขี้เล่น ชอบแกล้งคนอื่น แต่ตั้งแต่คุณเมย์ลีตายไป คุณชายรองก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้นิสัยเดิมถึงกลับมา หรือว่ามีใครบางคนทำให้คุณชายรองลืมคุณเมย์ลีไปได้”
“ก็คงเป็นคุณเพ่ยเพ่ยล่ะมังจ๊ะ”
“เป็นไปไม่ได้ค่ะ คุณชายรองไม่ได้ชอบคุณหนูเพ่ยเพ่ย”
“ถ้าไม่ชอบ เขาสองคนจะมีกำไลหยกเป็นของแทนใจกันไว้เหรอ”
ซิ่วหลานงงๆกับคำพูดของเพกา
“กำไลหยก อ๋อ แบบนี้หรือคะ”
ซิ่วหลานถลกแขนเสื้อหนาวขึ้น เพกาสะดุ้งโหยง ถอยกรูดสองก้าว
“เฮ้ย ซิ่วก็มีหรือจ๊ะ”
“คนในบ้านทุกคนก็มีทั้งนั้นล่ะค่ะ”
“หา คนในบ้านทุกคนก็มีหรือ”
ซิ่วหลานพยักหน้ารับ “ค่ะ” แล้วเบือนหน้า... ภาพในอดีตเข้ามาในความทรงจำ

วันหนึ่งในอดีต หย่งซานเปิดกล่องไม้ขนาดใหญ่ให้เหวินเยี่ยซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานดู ภายในกล่องมีกำไลหยกของสมาชิกในครอบครัว จำนวน9อันวางเรียงกันอยู่อย่างสวยงาม กำไลเหล่านี้เหวินเยี่ยเพิ่งสั่งทำมา หย่งซานเลยเอามาให้ดูเมื่อทำเสร็จ เหวินเยี่ยหยิบกำไลหยกออกมามองด้วยความพอใจ
“หลายปีก่อนคุณเจ้าเหวินเยี่ยได้หยกก้อนใหญ่มาก็เลยทำกำไลให้คุณนายทั้งสอง กับลูกๆ ของท่าน”
ซิ่วหลานกับเพกายยังพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง
“คุณจิ้น น้องชายของคุณนายใหญ่และคุณเหลียนภรรยาคุณจิ้นก็ได้ด้วย เพราะทั้งสองคนร่วมบุกเบิกบริษัทมาด้วยกัน คุณเหวิ่นเยี่ยอยากให้ทุกคนสวมกำไลหยกแบบเดียวกัน ทำมาจากหยกก้อนเดียวกันเพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนรักและสามัคคีกันค่ะ”
“แล้วของอาซิ่ว”
“ของซิ่วไม่ใช่จากหยกก้อนนั้นหรอกค่ะ คุณเยี่ยได้หยกมาอีกก้อนหนึ่ง เนื้อไม่งามเท่ากับก้อนแรก ท่านก็เลยทำกำไลหยกแบบเดียวกัน ให้เป็นของขวัญกับพวกที่ทำงานมานานเกินกว่าสิบปี ก็มี ซิ่ว หลุน อี่ แล้วก็ อาเป่า”
“รวมคนงานเข้าไปอีกก็สิบกว่าคน แล้วทุกคนใส่กำไลติดมือตลอดเวลาไหมคะ”
“ก็แล้วแต่ค่ะ”
เพกาพยักหน้าอย่างใช้ความคิด

วันใหม่ ภายในบ้านตระกูลเจ้า เพกากินข้าวร่วมกับสมาชิกในบ้านทุกคน วันนี้อากาศภายนอกอบอุ่นขึ้น สมาชิกในบ้านไม่ได้ใส่เสื้อหนาว เหล่าคนใช้สำคัญทั้งสี่ก็มาพร้อมกัน ยืนแถวรอรับคำสั่งรอช่วยงานทั่วไป
เพกาเพ่งมองที่ข้อมือทุกคนทั้งนายทั้งคนใช้ ทุกคนล้วนแต่สวมกำไลหยกที่ข้อมือ
เสียงความคิดของเพกาว่า
“ใครๆในบ้านนี้ก็ใส่กำไลหยก ไม่ใช่คุณหมิงเทียนคนเดียว นี่แสดงว่า ใครๆในบ้านนี้ก็เป็นฆาตกรได้ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นคุณหมิงเทียน ฮือ ฉันเข้าใจผิดไปขนาดนี้ ทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะเมย์ลี ... โธ่”
เพกาหน้าเครียดมองข้อมือทุกคนอย่างไล่เรียงกันไป จนมาถึงหลินเพ่ยที่ส่งสายตามามองดุ
"มองอะไรยะ"
เพกาได้แต่ยิ้มแห้งๆรีบหลบสายตา

ค่ำคืนนั้น หมิงเทียนนอนกระสับกระส่าย ฝันร้ายอยู่ในห้องนอน...
หมิงเทียนเด็ดดอกโบตั๋นใส่ตระกร้ามาให้เมย์ลีในห้องดอกไม้ เมย์ลีมีสีหน้าทุกข์ใจ
“เมย์ลี ฉันเอาดอกไม้มาให้เธอ”
หมิงเทียนยื่นมือตะกร้าดอกไม้ให้ เมย์ลียื่นมือมารับแล้วปล่อยตะกร้าหล่นลงพื้น หมิงเทียนงงๆ ก้มหยิบ แต่แล้วหมิงเทียนก็ต้องผวาออกเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เมย์ลีสีหน้าเศร้าเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือจับมีดที่ปักอยู่ที่อก ตาเหลือกลานใกล้ตาย สายตาของเมย์ลีมองหมิงเทียนประหนึ่งว่าเป็นฆาตกร
“ไม่...”
หมิงเทียนเหงื่อแตกหอบแรง สะดุ้งตื่นร้อง “ ไม่...” พลางมองไปรอบๆ
“เมย์ลี ฉันขอโทษ ฉันทำให้เธอตาย ฉันขอโทษ”
หมิงเทียนเศร้า รู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้เมย์ลีตาย เพราะชวนเมย์ลีแต่งงานจนเกิดเรื่อง

คืนเดียวกัน เพกานอนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียงอย่างคิดไม่ตก

“ในบ้านนี้ใครน่าจะมีเหตุจูงใจฆ่าคุณเมย์ลีมากที่สุด” เพกาลุกขึ้นมานั่งบนเตียง
“คุณเมย์ลี คุณช่วยบอกฉันหน่อยสิคะว่า คุณสงสัยใคร ฉันไม่อยากสงสัยใครผิดเหมือนคุณหมิงเทียนอีก”
ห้องเงียบสนิท เพกาถอนใจ เมื่อนอนไม่หลับก็ลุกเดินลงจากเตียงเดินออกไปตรงระเบียง

สายตาของเพกาบังเอิญมองไปที่สวนก็เห็นหมิงเทียนยืนมองดอกโบตั๋นอยู่ในสวน เพกามองหมิงเทียนนิ่งอย่างรู้สึกผิดต่อเขา และตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เพกาเดินหันหลังกลับเข้าห้องอย่างเร็ว

ภายในสวน หมิงเทียนยืนมองดอกโบตั๋นแล้วแหงนมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อย
“เมย์ลี ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน”
ที่ด้านหลังเพกาเดินถือแก้วนมอุ่นเข้ามาหา
“คุณหมิงเทียนคะ”
ทันทีที่หมิงเทียนรู้สึกตัววางก็วางตัวขรึมสร้างกำแพงกับเพกาทันที
“ผมเคยบอกแล้วใช่ไหม ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกจากห้องนอนตอนกลางคืน”
“ฉันรู้ว่าคุณนอนไม่หลับ ฉันก็เลยอุ่นนมมาให้คุณดื่มก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น หรือถ้ายังไม่ได้ผลฉันมีวิธีอื่นแนะนำ”
เพกาเอาใจ หมิงเทียนรู้ทัน
“ต้องการอะไรก็พูดมา”
“ฉันขอโทษที่ฉันไม่ให้ความยุติธรรมกับคุณ”
“เรื่อง...”
“อย่าถามเลยค่ะว่าเรื่องอะไร เอาเป็นว่าฉันขอโทษนะคะ”
หมิงเทียนพยักหน้าแม้จะไม่เข้าใจในคำพูดของเพกาก็ตาม
เพกายื่นแก้วนมให้
“ดื่มเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน”
หมิงเทียนรับไปดื่ม
“หมดแก้วเลยค่ะ เก่งมากๆ”
หมิงเทียนดื่มจนหมดแก้ว
“ผมไม่ใช่เด็กนะคุณ”
“ไม่ใช่เด็ก แต่กินปากเปื้อนเหมือนเด็กเลย”
หมิงเทียนยกมือเช็ดปากตัวเอง แต่ปากไม่ได้เลอะอะไร เพกาหัวเราะชอบใจ
“ฉันล้อเล่นค่ะ”
หมิงเทียนส่ายหน้า อยากจะยิ้มแต่กลั้นไว้ แล้วมองไปข้างหลังผ่านไหล่ของเพกา
“คุณ...”
“ทำไมคะ จะแกล้งล้อฉันเล่นว่ามีงูอยู่ข้างหลังฉันเหรอ เสียใจด้วยนะคะ ฉันไม่
หลงกลคุณหรอก"
“ไม่ใช่งู แต่เป็นอะไรไม่รู้ มันอยู่บนไหล่คุณ”
“จริงเหรอคะ”
“ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ระวังมันจะตามขึ้นไปแพร่พันธุ์บนห้องคุณก็แล้วกัน”
หมิงเทียนเดินออกไป เพกาชำเลืองมองที่ไหล่ตัวเอง
“ตัวอะไร อี๋ๆๆ”
เพกาหลับตาแล้วกลั้นใจยกมือปัดไหล่ตัวเอง แล้วลืมตามองไหล่และมองพื้นบริเวณนั้น
“ไม่เห็นมีอะไรเลย แกล้งฉันอีกแล้ว ฝากไว้ก่อนคุณหมิงเทียน”
เพกาเดินกลับเข้าตึกไปทันที ทว่าเหตุการณ์ดังกล่าว หาได้รอดพ้นสายตาของเหม่ยอิง หลินเพ่ย และเป่าหลินที่มองจากห้องริมหน้าต่างที่ชั้น 2 ไม่

หลินเพ่ยจะปรี่ไปหาเพกา
“เห็นมั้ยคะคุณแม่ มันยั่วพี่รอง เพ่ยเพ่ยจะไปลากคอมันไล่ออกไปจากบ้าน”
“ไปค่ะคุณหนู ไปลุยกัน”
“หยุดเลยนังเป่า เพ่ยเพ่ย ลูกต้องไม่อาละวาดต่อหน้าคุณชายรอง คุณชายรองเหมือนคุณพ่อ ไม่ชอบผู้หญิงเจ้าอารมณ์” เหม่ยอิงบอก
“แล้วคุณแม่จะให้เพ่ยเพ่ยปล่อยมันไว้เฉยๆ เหรอคะ ไหนคุณแม่บอกว่าเพ่ยเพ่ยต้องจับพี่รองให้ได้ ถ้าคุณพ่อตาย คุณแม่ใหญ่จะได้ไล่เราออกจากบ้านไม่ได้ คุณแม่ลืมไปแล้วเหรอคะ”
“แม่ไม่มีวันลืมหรอกลูก และแม่ก็ไม่มีวันลืมด้วยว่า นังเมย์ลีมันรักคุณชายรองมากแค่ไหน”
“แต่นังเมย์ลีมันตายไปแล้ว คุณแม่จะปลุกผีมันขึ้นมาเล่นงานนังเพกาหรือไงคะ”
“ถ้าเป็นอย่างงั้นได้จริง ลูกว่าดีไหมล่ะ”

หลินเพ่ยยิ้มกว้างพยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ เหม่ยอิงมั่นใจในแผนของตนเอง

กี่ เ พ้ า ตอนที่2 (ต่อ)

ภายในห้องอาหารของวันใหม่ ซิ่วหลานกับเป่าหลินกำลังจัดโต๊ะ อี่เหวินกับเจิ้นหลุนช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เช่นยกอาหารออกมาวาง เป่าลินมีสีหน้าจริงจังจนดูไม่รู้ว่าคิดจริงๆ หรือเป็นแผนที่เหม่ยอิงสร้างขึ้นมา

“คุณอิงนี่อย่างกับพวกมีซิกซ์เซ้นส์นะ”
“ทำไมวะ” เจิ้นหลุนถาม
“ท่านเคยบอกฉันว่า คุณเพกาหน้าเหมือนคุณเมย์ลีโผล่มาแบบนี้ วิญญาณก็อยู่ไม่เป็นสุข ท่านก็เลยให้ฉันยกกระจกไปวางในห้องคุณเพกาเพื่อทดสอบ”
“แล้วผีก็มาจริงใช่ไหมวะ” เจิ้นหลุนถามอีก
“ผีเผอ มีที่ไหนกัน” ซิ่วหลานว่า
“ก็ที่คุณพิ้งก์บอกไง แกได้ยินเสียงร้องไห้หน้าห้องเลยเดินออกมาดู จนมาเจอคุณชายรองไง” เจิ้นหลุนบอก
เป่าหลินยังคงครุ่นคิดอย่างจริงจังต่อไป
“ก็นั่นล่ะ แกว่าผีต้องออกมา พอผีออกมา คุณเพกาต้องกลัวจนวิ่งแจ้นกลับเมืองไทย”
ลี่ผิง จิ้นเจิน อวี้เหลียนเดินเข้ามาเพื่อทานอาหารก็ได้ยินเรื่องที่คุยกันทั้งหมด เลยส่งเสียงแสดงความเห็นเข้ามา
“ถ้าผีคุณเมย์ลีมีจริงก็ต้องออกมาตั้งนานแล้ว ไร้สาระ” ลี่ผิงบอก
เหล่าคนใช้ตกใจเล็กน้อยก็ก็สำรวมขึ้นมา
“คุณนายใหญ่ แหม...ก็มันมีเหตุผลนี่คะ” เป่าหลินบอก
“เหตุผลอะไร” จิ้นเจินถาม
“ก็เหตุผลเดียวกับที่คุณเพ่ยเพ่ยโกรธไงล่ะคะ”
“พูดอะไรให้มันชัดๆหน่อยซิ” อวี้เหลียนว่า
“ก็หึงคุณชายรองไง จะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้หญิงเราโกรธได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหึงหวง เรื่องนี้คุณนายใหญ่ก็รู้นี่คะ"
“นังเป่า ตบปากตัวเอง” ลี่ผิงบอก
เป่าหลินหน้าจ๋อยตบปากตามคำสั่ง
“โอหังขึ้นทุกวัน ผีบ้าๆนั่นไม่มีทั้งนั้นแหล่ะ ตักข้าวได้แล้ว”
เพกายืนอึ้งกับข้อมูลที่ได้ฟังมาพักหนึ่งแล้ว แววตาเพกามีกังวลเรื่องผีอย่างเห็นได้ชัด บังเอิญอวี้เหลียนหันไปเห็นเข้าก็ทักทาย
“อ้าว คุณเพกามายืนนานหรือยังคะ”
“อ๋อก็ เอ้อ สักพักหนึ่งแล้วค่ะ”
จิ้นเจินมองหน้าเพกาแล้วบอกลี่ผิงเบาๆ
“สงสัยได้ยินหมดแล้ว”
ลี่ผิงมองหน้าเพกาอย่างเห็นใจ
“ผู้มีคุณธรรมเป็นนิจ ชีวิตจะเป็นสุขเสมอ เคยได้ยินสุภาษิตจีนนี่ไหม ผีทำอะไรคนดีไม่ได้หรอก อย่ากลัวไปเลยนะ กินข้าวเถอะ”
“ค่ะ”
เพกายิ้มขอบคุณที่ลี่ผิงเห็นใจ แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ดี

คืนนั้น บรรยากาศวังเวง ต้นไม้โบกไหวตามแรงลม ซิ่วหลานกำลังปิดหน้าต่างห้องครัวห็เห็นคนเดินผ่านแวบ
ซิ่วหลานชะเง้อมองตาม เห็นไกลๆว่าเป็นเงาผู้หญิงในชุดขาวที่เดินหายไป
“เป่า เข้าบ้าน ฉันจะปิดบ้านแล้วนะ”
ซิ่วหลานออกไปตามเป่าหลิน
“มันจะไปไหนของมัน”
ซิ่วหลานเดินหาเป่าหลินมาตามทางเดินในสวน
“นังเป่าจะไปไหนวะ กลับเข้าบ้านได้แล้ว ฉันจะปิดประตูบ้าน”
เงาผู้หญิงเดินแวบหายไปหลังต้นไม้
“เล่นอะไรน่ะ”
เป่าหลินสะกิดหลังซิ่วหลานที่ตกใจ หน้าเหรอ
“เอ้า เฮ้ย”
“ทำหน้าอย่างกับเห็นผี” เป่าหลินว่า
“แกอยู่นี่ แล้วหลังต้นไม้ เอ หรือตาฝาด”
“เอ๊ะ ดูนี่สิอาซิ่ว”
กลีบดอกโบตั๋นร่วงเป็นทาง
“กลีบดอกโบตั๋นใครโปรยไว้” ซิ่วหลานถาม
“ลอยมาหรือเปล่า แต่สวนโบตั๋นอยู่ตั้งโน่นจะลอยมาได้ไง หรือว่าผีคุณเมย์ลี”
“แกอย่ามาปล่อยข่าวมั่วแถวนี้นะ แกก็อยากให้คุณพิ้งก์เขากลับเมืองไทยเหมือนนายแก ฉันไม่เชื่อแกหรอก”
ซิ่วหลานจะเดินหนีไป เป่าหลินไม่สนใจที่ซิ่วหลานด่า ยังคงเล่นละครผีหน้าตาจริงจังต่อไป
“อูย ชักไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วนะเนี่ย”
เป่าหลินหยิบกลีบโบตั๋นขึ้นมาพินิจครุ่นคิด แม้ซิ่วหลานจะไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว...
สักพัก ซิ่วหลานก็โผล่มามองสังเกตท่าทางเป่าอีกครั้ง มันจริงหรือมันสร้างข่าวกันแน่วะ ทำไม...เป่าหลินถึงมีสีหน้าดูเครียดจริงจังนัก

ในวันใหม่ เพกานั่งทำงานซ่อมกี่เพ้า เอาตัวอย่างเส้นไหมที่จะซ่อมมาเทียบกับกี่เพ้ามาดามซ่งเพื่อหาคู่สี ซิ่วหลานเอาเครื่องดื่มหรือของว่างมาให้
“ขอบคุณค่ะ อาซิ่ว เขาลือกันว่าเมื่อคืนอาซิ่วเห็นผีจริงหรือเปล่าคะ”
“นังเป่า ปากลำโพง”
“แล้วมันจริงไหมคะ”
“ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่คุณเมย์ลีตายไปตั้งห้าหกปี ทำไมจู่ๆเพิ่งมาหลอกเอาตอนนี้ล่ะคะ”
“เห็นที่ไหนใส่ชุดกี่เพ้าหรือเปล่าคะ”
“ก็ที่สวนหลังครัวนั่นแหละค่ะ ชุดสีขาวๆ”
“ชุดสีขาว ไม่ใช่ชุดแดงหรือคะ”
“ทำไมต้องแดงด้วยล่ะคะ”
เพกาอึ้งไปแล้วถาม
“แล้วทำไมทุกคนต้องคิดด้วยล่ะคะ ว่าเป็นเมย์ลี”
“เราเห็นกลีบดอกโบตั๋นที่พื้นน่ะค่ะ คุณเมย์ลีชอบดอกโบตั๋น”

เพกาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ภายในห้องดอกไม้ ตอนกลางคืน เพกานั่งมองและพูดกับกระจก

“ทำไมคราวนี้แปลกไปนะ ใส่ชุดขาวไม่ใช่ชุดแดง แถมปรากฏให้คนอื่นเห็น ไม่ใช่ฉัน” เพกาพูดกับตัวเอง ก่อนจะหันไปพูดกับกระจก
“คุณต้องการอะไร ทำไมถึงไม่มาบอกฉัน หรือว่าเพราะสิ่งนี้”
เพกามองเห็นสร้อยแขวนสิงห์ที่แขวนคอของตัวเองอยู่ เสียงภูมรีเข้ามาในความทรงจำ เมื่อตอนที่รับสิงห์หยกมาจากแม่
“คนจีนเชื่อว่าสิงห์สีเขียวเป็นพาหนะของพระโพธิสัตว์ในพุทธมหายาน จึงมีอำนาจขจัดภูตผีปีศาจได้อย่างดีเยี่ยม"
เพกายิ้มลุกขึ้นยืนเหมือนได้ความคิด
“ใช่แล้ว เพราะฉันใส่เครื่องรางอยู่ คุณเลยปรากฏตัวให้ฉันเห็นไม่ได้”
เพการีบถอดเครื่องรางออกพลางยกมือไหว้แล้วเก็บใส่ลิ้นชัก ยิ้ม ดีใจที่จะได้คุยกับเมย์ลีอีก
เพกาขึ้นไปที่เตียงนอน ยกมือพนมมองไปรอบๆ
“คุณเมย์ลี ฉันเดินทางมาที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า มาไกลถึงฮ่องกง ส่วนหนึ่งเพื่อมาทำงานที่ฉันรัก แต่อีกส่วนหนึ่ง ฉันมาเพราะคุณ หากคุณอยากให้ฉันช่วยอะไรก็มาเข้าฝันบอกฉันนะคะ ฉันรออยู่”
เพกาก้มกราบลงที่หมอน 1 ครั้งแบบไม่แบมือเพื่อแสดงคารวะต่อเมย์ลี ดับไฟห้องแล้วล้มตัวลงนอนหลับ

กลางคืนในเวลาต่อเนื่อง เจิ้นหลุนเอารถเหวินเยี่ยเข้าจอดในโรงรถ ไฟโรงรถดับมืดอยู่
“ทำไมต้องมาดับตอนนี้วะ”
เจิ้นหลุนเดินไปกดเปิดสวิทช์ไฟ
“โล่งใจไปที แค่สวิทช์รวนนึกว่าเจอดีเข้าให้แล้ว”
เจิ้นหลุนมองไปรอบๆ อากาศเย็น...บรื๋อ จึงรีบเดินไป พอห่างจากโรงรถไปสักพัก ก็เอะใจก้มลงมองเก็บของจากพื้นที่เรียงรายเป็นทางยาวอยู่แถวนั้น
“กลีบดอกโบตั๋น ฮึ่ย”
ในโรงรถที่อยู่ด้านหลังของเจิ้นหลุน ไฟดวงเดิมเกิดติดๆดับๆขึ้นมาอีก เจิ้นหลุนหันไปดู นอกจากไฟที่ติดๆดับๆแล้ว ภายในรถมีผู้หญิงในชุดขาวนั่งหันหลังอยู่ตรงเบาะหลัง
“เอ๊ะ ตาฝาดมั้ง ขอชัดๆอีกทีซิ”
เจิ้นหลุนหันกลับแล้วหันกลับไปมองใหม่อีกครั้ง ผู้หญิงในชุดสีขาวยังนั่งอยู่ในรถ เจิ้นหลุนตะโกนลั่นบ้าน
“ผีหลอก ผีหลอก ช่วยด้วย ผีหลอก”
เจิ้นหลุนวิ่งหกล้มหกลุกเข้าไปในบ้าน

เหวินเยี่ยกับหมิงเทียนนั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงาน เสียงของเจิ้นหลุนก็ดังลอดเข้ามา
“ผีหลอกๆ”
“เสียงอาหลุน” เหวินเยี่ยบอก
หมิงเทียนเดินไปมองที่หน้าต่าง
“ผีหลอกเนี่ยนะ”
“ชักจะบ้ากันไปใหญ่ พรุ่งนี้ต้องเรียกพวกมันมาคุยสักหน่อย”

เจิ้นหลุนวิ่งตะโกนมาตามทางจนมาที่ครัว คนในครัวที่กำลังนั่งกินของว่างก็ได้ยินกันหมด จนหน้าตาตื่น
“ผีหลอก ผีหลอก”
“ปิดประตู ปิดประตู” อี่เหวินบอกพลางปิดประตูทันที
“ปิดทำไมไ ซิ่วหลานถาม
“เดี๋ยวผีเข้ามา”
อี่เหวินรีบปิดด้วยความตกใจ เจิ้นหลุนชนเปรี้ยงหน้าหงายเงิบลงไปกองที่พื้น ส่งเสียงอ่อยคล้ายจะร้องไห้
“โอ้ย ไอ้พวกเห็นแก่ตัว ฮือ เปิดเดี๋ยวนี้ เปิด”

เช้าวันใหม่ เพกาตื่นนอน
“นอนหลับสนิทไม่เห็นฝันอะไรเลย ทำไมล่ะคะคุณเมย์ลี ทำไมไม่มาหาฉัน”
เพกามองไปที่กระจกอย่างสงสัยว่า เมย์ลีจะเอาไงกับตนกันแน่

ภายในห้องโถง คฤหาสถ์ตระกูลเจ้า สมาชิกในครอบครัวมาพร้อมกันเพื่อร่วมกันประชุม ตามความต้องการของเหวินเยี่ย
“ตกลงว่ายังไง ไอ้ผีอะไรที่ว่าน่ะเรื่องเป็นยังไง”
เหล่าคนใช้ไม่มีใครกล้าตอบ
“ว่าไงอาหลุน”
เพกาย่องมาแอบฟังด้วยที่มุมหนึ่งด้วยความอยากรู้มาก
อวี้เหลียนเสนอความเห็น
“หรือว่าเราจะเชิญนักพรตมาปัดเป่า ฉันรู้จักนักพรตเต๋าคนหนึ่งจะติดต่อให้ค่ะ”
จิ้นเจินเอ็ดอวี้เหลียนทันที
“งมงาย ผีไม่มีในโลก”
อวี้เหลียนหน้าจ๋อย เงียบ ไม่กล้าเถียงจิ้นเจิน ผู้เป็นสามี
“บอกแล้วไง เอาคนอัปมงคลอย่างนั้นเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็เท่ากับปลุกผีชัดๆ” เหม่ยอิงว่า
“หมายความว่าไง” เหวินเยี่ยถาม
“เข้ามาสิเพกา อยากรู้ก็เข้ามานั่งมาฟังดีๆ มาทำลับๆล่อๆน่ารำคาญ” เหม่ยอิงเรียก
“เชิญนั่งสิคะ” อวี้เหลียนบอก
เหม่ยอิงมองไปทางเพกาที่ยิ้มแห้งออกมาจากหลืบ ค้อมหัวให้ทุกคน
“คุณแม่บอกว่า เมย์ลีไม่พอใจที่มีคนหน้าเหมือนตัวเองมาอยู่ในบ้าน ในห้องที่เคยเป็นของตัวเอง ผีจะต้องออกมาเพราะยายเพกานี่ แล้วผีก็ออกมาจริงๆ เราต้องไล่ยายนี่กลับเมืองไทยไปค่ะ” หลินเพ่ยบอก
เพกาตกใจ
หมิงเทียนพึมพำเบาๆ
“ถ้าผีมีจริง ทำไมเมย์ลีไม่มาหาพี่ ไปหาหลุนกับซิ่วทำไม”
“แต่น่าจะมาหาเพ่ยเพ่ยนะคะ จะเล่นงานให้ ตายไปแล้วไม่อยู่ส่วนคนตายมารังควานคนเป็น” หลินเพ่ยบอก
“ห้ามท้าทายนะเพ่ยเพ่ย วิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับ” เหม่ยอิงบอก
เพกาพึมพำเบาๆ
“อุตส่าห์ตั้งจิตอธิษฐานก็แล้ว ถอดพระออกก็แล้ว ยังไม่มาหาเราอีก”
ลี่ผิงถามเพกาเพราะอยากรู้ความคิดเห็น
“พึมพำอะไร เธอก็เชื่อว่ามีผีใช่ไหม เธอได้ยินเสียงผีมาร้องไห้เป็นคนแรกนี่นา”
“ก็บอกแล้วไงคะว่าให้ไล่มันออกไป ก่อนมันมาก็ไม่เห็นมีเรื่อง ถ้ามันไม่อยู่สักคน ทุกอย่างจะได้เป็นปรกติ” หลินเพ่ยว่า
“ถ้าไล่ไปก็เท่ากับคุณพ่อยอมรับว่าผีมีจริง” หมิงเทียนว่า
“พี่หมิงเทียน”
“คุณพ่อเป็นคนให้เขามา เป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ไล่เขาไป” หมิงเทียนบอก
เหวินเยี่ยมองหน้าหมิงเทียน เพกาและมองหน้าทุกคน

“ว่าไงครับคุณพ่อสำหรับคุณพ่อ ผีมีจริงไหม”

หมิงเทียนมองหน้าเหวินเยี่ยคล้ายกับท้าทาย ทั้งนี้เพราะว่า หมิงเทียนรู้จักพ่อเป็นอย่างดี รู้ว่าจะใช้วิธีพูดอย่างไรกับพ่อเพื่อให้เพกาอยู่

“คนอย่างเจ้าเหวินเยี่ยไม่บ้าไปกับเรื่องพวกนี้หรอก ใครพูดเรื่องผีในบ้านนี้ขึ้นมาอีก ฉันจะสั่งตัดเงินเดือนให้หมด”
เหวินเยี่ยพูดเสร็จก็ลุกขึ้นมองหน้าบรรดาคนใช้ที่ยืนด้วยอาการหนาวๆร้อนๆ อยู่
เพกาถอนใจโล่ง หมิงเทียนแววตาสะใจเหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด เหม่ยอิงกับหลินเพ่ยมีท่าทางโกรธ
“คุณพี่คะ ฟังก่อนสิคะ” เหม่ยอิงว่า
“ฉันจะไปสโมสร มีอะไรก็ไปทำกันได้แล้ว”
เหวินเยี่ยเดินออกไปทันที ลี่ผิงหันไปเยาะ
“ไล่ไม่สำเร็จ วันนี้จะกินข้าวลงไหม ยังไม่รู้”
ลี่ผิงหัวเราะเล็กๆเยาะ แล้วเดินไป เหม่ยอิงกับหลินเพ่ยแทบจะกรี๊ดพลางส่งสายตาดุไปทางเพกา

ภายในพิพิธภัณฑ์ในคฤหาสถ์ตระกูลเจ้า เวลากลางวัน ซิ่วหลานแนะนำชายชราถือไม้เท้าให้เพการู้จัก
“คุณพิ้งค์คะ นี่อาหย่งซานคนดูแลพิพิธภัณฑ์ของเราค่ะ”
“พิพิธภัณฑ์นี้จัดได้เยี่ยมมากเลยค่ะ”
หย่งซานมองไปรอบๆ
“ผมสร้างมากับมือ สุภาษิตจีนบอก เวลาเหมือนน้ำไหลผ่านไปไม่คืนกลับ ดูร่างกายผมตอนนี้สิ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลทุกอาทิตย์”
“ฝรั่งเขาบอกว่า วัยทอง หมายถึงเวลาที่มีค่า ได้พักผ่อน ได้แสวงหาความสุขค่ะ”
“ผมเติบโตมากับคำสอนขงจื๊อ คำว่าความสุข ในหลักคำสอนของขงจื๊อ คือการครองชีวิตอย่างสงบ ซื่อสัตย์ ใช้ความรอบรู้ที่มีทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์”
“งั้น อาหย่งซานก็มีความสุขมาตลอดชีวิตแล้วค่ะ”
หย่งซานยิ้มขอบคุณที่เพกาให้กำลังใจ หย่งซานเดินมาดูกี่เพ้าของมาดามซ่งที่ใส่หุ่นไว้ ซิ่วหลานเดินออกไป
“โอ้ ขาดขนาดนี้เลยหรือ”
“ฉันถ่ายรูปรอยขาดไว้ กำลังจะหาของย้อมไหมมาใช้ในการซ่อมแต่หาไม่ค่อยได้ งานโบราณน่ะค่ะ ก็เลยเชิญคุณมาปรึกษา”
“คุณจะให้ช่วยอะไรบอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณค่ะ”
หย่งซานพยักหน้าและนั่งลงเริ่มทำงาน

ในวันเดียวกัน ในห้องโถง ซิ่วหลานกำลังทำความสะอาดรูปในกรอบ เพกาเดินมาหา
“เอ้าคุณ … อ้อ ได้เวลาเลิกงานแล้ว เบื่อไหมคะต้องอยู่บ้านน่าจะออกไปเที่ยวบ้างนะคะ”
เพกามองรูปที่ซิ่วหลานทำความสะอาดอยู่
“ไว้รอสุดสัปดาห์แล้วกันค่ะ แปลกนะคะ ในบ้านนี้มีรูปทุกคนแต่ไม่มีรูปของเมย์ลี เธอนิสัยไม่น่ารักหรือคะ คนในบ้านนี้ถึงไม่ชอบเธอ”
“โอ๊ย ถ้าคุณเมย์ลีไม่น่ารักคงไม่มีใครน่ารักแล้วล่ะค่ะ ตลอดชีวิตเธอไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน เธอเจียมตนว่าเป็นเด็กกำพร้าถูกเขาเอาเก็บมาเลี้ยง อยู่ในบ้านแทนที่จะวางตนเป็นคุณหนู เธอกลับเรียกทุกคนว่า คุณชายใหญ่ คุณชายรอง คุณหนูเพ่ยเพ่ยแล้วก็ชอบมาขลุกกับฉันในครัว”
ซิ่วหลานยังระลึกถึงสุคนธาด้วยความอาลัยยิ่ง

ในอดีต สุคนธาช่วยซิ่วหลานเด็ดผักในครัวด้วยทีท่าอ่อนหวานยิ้มแย้ม
“ทำอันนี้เสร็จก็พอได้แล้วค่ะ คุณหนู”
“ไม่เป็นไรค่ะอาซิ่ว พอดีว่างอยู่”

ซิ่วหลานบอกกับเพกา
“เธอเงียบ เรียบร้อย สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนที่เขาว่ากันว่าคนไทยชอบยิ้มน่ะค่ะ”

ภายในห้องทำงานในอดีต สุคนธาถือกาน้ำชามาให้เหวินเยี่ยที่นั่งทำงานเอกสารอยู่
“กับคุณเยี่ยเธอก็กตัญญูรู้คุณ เชื่อฟังทุกอย่าง” ซิ่วหลานบอกเพกา

เหวินเยี่ยสอนสุคนธา
“ความกตัญญูเป็นหลักธรรรมของฟ้า เป็นคุณธรรมของดิน และเป็นหลักการดำเนินชีวิตของคน เป็นบุตรให้กตัญญูบิดามารดา เป็นศิษย์ให้คารวะครูบาอาจารย์”
เหวินเยี่ยยิ้มแล้วจับหัวสุคนธาอย่างเอ็นดู

ภายในห้องโถง สุคนธานวดหลังไหล่ให้ลี่ผิงที่ยิ้มพอใจ
“กับคุณนายใหญ่ เธอก็สงบเสงี่ยม ช่างเอาอกเอาใจคอยปรนนิบัติดูแล คนดีๆน่ารักอ่อนโยนอย่างเธอ เมื่อเทียบกับคุณเพ่ยเพ่ย คนในบ้านทุกคนย่อมรักเธอ”

เพกากับซิ่วคุยกันต่อเนื่อง แล้วส่งเสียงเบาถาม
“คนในบ้านรักเธอกันหมด เอ้าแล้วใครฆ่าเธอล่ะ”
“หา อะไรนะคะ”
“เอ้อ เปล่าค่ะ เล่าเรื่องคุณเมย์ลีอีกสิคะ”
“คุณเพ่ยเพ่ยรู้สึกว่าถูกแย่งความรักความสนใจ เธอจึงเกลียดคุณเมย์ลีเข้าไส้ คุณนายรองนั่นยิ่งร้ายใหญ่ช่วยกันหาทางกลั่นแกล้งเธอทุกวัน”
“นี่เอง ความน่าสงสารของเมย์ลีที่ฉันรู้สึกได้”
“จะเรียกว่าอะไรดีคะ คุณเมย์ลีเธอเหมือนคนอาภัพน่ะค่ะ คนดีที่เจอแต่เรื่องร้ายๆตลอดชีวิต”

“โธ่ คนดีที่น่าสงสาร ขนาดตายไปวิญญาณยังไม่สงบสุขเลย”

ค่ำคืนนั้น เพกาอาบน้ำเสร็จก็เดินมาหยิบหวี และหวีผมที่หน้ากระจกของเมย์ลีพลางบ่น

“ที่เมืองไทยคุณไปหา ไปขอความช่วยเหลือฉันได้ แต่พอฉันมาอยู่ที่นี่ คุณกลับไม่มาเลย ในฝันที่ที่คุณมาหาฉัน คุณก็ไม่พูด ไม่บอกอะไรสักอย่าง”
เพกานึกถึงความฝันที่สุคนธามายืนร้องไห้ที่ข้างเตียง
“คุณเหมือนวิญญาณที่ไม่มีพลังอำนาจอะไรมากมาย เวลาที่ฉันอยากเจอคุณ คุณก็ไม่มาให้เห็น แล้วทำไมจู่ๆพักนี้ คุณถึงลุกขึ้นมาหลอกคนอื่นล่ะคะ อืม... ถ้าคุณหลอกใครได้จริง ป่านนี้คุณคงจัดการฆาตกรด้วยตัวเองไปแล้ว”
ฉับพลันก็เกิดเสียงร้องไห้กระซิก ๆ ดังหน้าห้อง เพกาตกใจพลางเงี่ยหูฟัง
“เสียงผู้หญิงร้องไห้เหมือนคืนนั้น”
เพกาเดินไปหน้าที่ประตูห้อง เปิดผัวะ! เสียงฝีเท้าคนวิ่งพร้อมเงาวูบไหว แต่เพกามองไม่เห็นร่าง
“คุณเมย์ลี”
เพกาออกวิ่งไปตามทางเดิน เสียงฝีเท้าหายไป บริเวณนี้ไม่มีทางเดินไปไหนต่อ ไม่มีที่ให้ซ่อน เพกาพยายามมองหา

เสียงฝีเท้าหายไป บริเวณนี้ไม่มีทางเดินไปไหนต่อ ไม่มีที่ให้ซ่อน เพกาพยายามมองหา
“คุณเมย์ลี คุณเมย์ลีใช่คุณหรือเปล่าคะ”
เงียบ ผีสุคนธาไม่ปรากฏตัว
“คุณต้องการมาบอกอะไรฉันเพิ่มเติมใช่ไหมคะ ถ้าใช่ ทำไมไม่มาเข้าฝันฉันเหมือนเคยล่ะคะ ทำแบบนี้คนเขากลัวกันหมดนะคะ”
เงียบอีก เพกาถอนใจ ก่อนตัดสินใจหันจะเดินกลับห้อง เท้าเหยียบอะไรบางอย่าง
“โอ๊ย”
เพกาหยิบของที่เหยียบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นกิ๊บติดผม
“กิ๊บติดผมหรือ”
เพกาคิดทบทวนไม่น่าจะใช่ผี หรือว่าเป็นคนมาหลอกผีกันแน่นะ !?

เพกาเดินตัดสินใจเดินสำรวจตามมุมต่างๆที่เล่าลือกันว่าเห็นผี
“ซิ่วบอกว่าเจอผีตรงนี้”
“อาหลุนบอกว่าเจอในรถ ตรงนี้ เอ มันยังไงกันนะ”

ในเวลาเดียวกัน ขณะนั้น อวี้เหลียนกำลังจะเข้านอน จิ้นเจินยังเปิดไฟทำงานกับไอแพดของตนอยู่
“ดึกแล้วนะคะคุณจิ้น นอนเถอะค่ะ”
“อีกเดี๋ยว”
“กาแฟไหมคะ ฉันไปชงให้”
“ไม่ต้อง”
จิ้นเจินทำเย็นชากับอวี้เหลียนมากจนฝ่ายภรรยามีสีหน้าเศร้าสร้อย
ที่หน้าห้องมีเสียงเคาะประตูดัง ก๊อก ก๊อก !
จิ้นเจินตะโกนถาม
“ใครน่ะ” - เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
“ฉันไปดูเองค่ะ” อวี้เหลียนบอก
เมื่ออวี้เหลียนเปิดประตูออกก็ไม่เจอใครจึงปิดประตูดังเดิม
“แปลก ไม่มีใคร”
เสียงเคาะประตูดังอีก จิ้นเจินชักหงุดหงิด
“ใครนะ มากวนดึก ๆ ดื่น ๆ”
จิ้นเจินเดินไปเปิดประตูพลางกวาดสายตามองหา อวี้เหลียนตามไปดูด้วยแล้วส่งเสียงกลัวบอกจิ้นเจิน
“ที่... ที่พื้นค่ะ ที่พื้น”
บริเวณพื้นหน้าห้อง มีกลีบดอกโบตั๋นโรยเป็นทาง
“อาหลุนเล่าว่า เมย์ลีมากับดอกโบตั๋น”
“ต้องมีคนแกล้ง จะจับให้ได้ว่าใคร”
ขณะที่อวี้เหลียนขวัญอ่อนกลัวผี แต่จิ้นเจินเดินออกไป
“จะไปไหนคะคุณจิ้น คุณจิ้น”
อวี้เหลียนไม่กล้าอยู่คนเดียวในห้องก็ตามจิ้นเจินไปตามเส้นทางของกลีบดอกโบตั๋นสีชมพู ฝ่ายภรรยาเกาะแขนสามีแน่น จิ้นเจินรำคาญจึงแกะมือออก
“กลัวไม่เข้าเรื่อง”
จิ้นเจินกับอวี้เหลียนเดินตามกลีบดอกโบตั๋น จนมาถึงทางออกไปที่สวน ฝ่สามีมองไปรอบๆ แล้วส่งเสียงดังขู่
“ใครแกล้งเคาะประตูห้องฉันแล้วเอากลีบโบตั๋นมาโปรยอย่างนี้ ยอมรับผิดซะ จะไม่ลงโทษ”
ไฟทางเดินดับอย่างฉับพลัน บรรยากาศชวนขนลุก อวี้เหลียนแทบกรี๊ดกอดจิ้นเจินแน่น
“ว้าย”
“อย่าโวยวายน่า แค่ไฟตก แต่เอ๊ะ”
จิ้นเจินเพ่งมองไปที่สวนซึ่งห่างออกไปไกลก็ร่างผู้หญิงชุดขาวยืนหันหลังอยู่ ท่ามกลางหมอกลงทึบหนา อวี้เหลียนมองตามแล้วร้องเสียงดัง จิ้นยืนตะลึงมอง
“ผีจริงๆด้วย อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้นจริงๆ”
ท่ามกลางสายหมอก ผีชุดขาวค่อยๆหันมาก็เห็นเพียงภาพรางเลือน แต่พอรู้ว่า หน้าผีตนนั้นเละ ดูน่ากลัว อวี้เหลียนร้องกรี๊ดดังลั่น
“อ๊าย...”
จิ้นเจินยืนหน้าซีด กลืนน้ำลาย อวี้เหลียนฉุดสามีกลับเข้าบ้านทันที

ภายในห้องโถงเวลาต่อมา จิ้นเจินกับอวี้เหลียนยืนคุยกับลี่ผิง
“เธอสองคนเห็นกับตาของเธอหรือ”
จิ้นเจินพยักหน้า อวี้เหลียนยกมือไหว้แบบจีน
“อย่าหลอกเราเลยเมย์ลี อย่าหลอกเราเลย น้ากลัวแล้ว”

จังหวะนั้นเอง เสียงหลินเพ่ยก็กรีดร้องเสียงดังเข้ามา
“เสียงเพ่ยเพ่ย”
“อ๊าย... ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
ทั้งหมดวิ่งออกไปดูตามทิศทางของเสียงที่ดังมาจากห้องหลินเพ่ย

ลี่ผิง จิ้นเจิน และอวี้เหลียนวิ่งมาถึงห้อง ก็เห็นหลินเพ่ยกำลังเอาผ้าห่มคลุมหัวกรีดร้อง และมีเหม่ยอิงคอยกอดไว้
“อย่ามาหลอกฉัน อย่า”
“อะไรกันลูก ลูกเป็นอะไร บอกแม่สิ”
“ผู้หญิงชุดขาวมาอยู่ที่หน้าต่าง ตรงนั้นตรงนั้น”
หลินเพ่ยชี้หน้าต่างที่คนยืนไม่ได้
“เพ่ยเพ่ย โดนผีเมย์ลีหลอก” อวี้เหวียนว่า
หลินเพ่ยเล่นละครแนบเนียนมากทั้งกรีดร้อง โวยวาย เหม่ยอิงพยายามจะเปิดผ้าห่มลูกสาวออก แต่หลินเพ่ยก็คว้าคลุมลงมาใหม่ โวยวายไล่อากาศ
“ไปนะ ไป”
“พยายามสงบสติอารมณ์หน่อยเพ่ยเพ่ย”
จิ้นเจินบอกพลางจับตัว แต่หลินเพ่ยหนีไม่ยอมให้จับตัวจะวิ่งออกไปนอกประตู จนจิ้นเจินต้องกอดไว้
“ปล่อย หนูไม่อยู่บ้านนี้แล้วไม่อยู่”
“เหลวไหล นี่บ้านเธอ เธอไม่อยู่บ้านแล้วจะไปอยู่ไหน” เหม่ยอิงโพล่งขึ้น
หลินเพ่ยโวยวายใส่
“แม่น่ะ ไหนบอกว่าผีเมย์ลีไม่ชอบนังเพกา มันต้องหลอกนังเพกา ดูซิ นังเพกายังไม่โดนหลอก มีแต่หนูนี่ หนูต่างหากที่โดนนังเมย์ลีหลอก ไม่อยู่แล้ว ไปดีกว่า”
เหม่ยอิงหน้าเสียที่โดนลูกด่า ก่อนมองไปรอบๆห้องแล้วพูขึ้น
“เมย์ลี นี่เพ่ยเพ่ยคนครอบครัวเดียวกัน จะมาหลอกกันทำไมหา”
ลี่ผิง จิ้นเจินและอวี้เหลียนมองหน้ากัน … หรือจะมีผีในบ้านจริงๆ
“ฮือ อีผีบ้า ไป ไป๊ ไปนะ ไป๊”

หลินเพ่ยโวยวายมองไปรอบๆ ไล่ลมไล่อากาศ สติแตกอย่างเห็นได้ชัด
กี่เพ้า ตอนที่ 1
กี่เพ้า ตอนที่ 1
อาคารทันสมัยสวยงามหลังนั้นเป็น ที่ตั้งของ “สถาบันอาภรณ์แห่งเอเชีย” ด้านหน้าเป็นสวนอันร่มรื่นด้วยแมกไม้สวยงามซึ่งมีคนนั่งเล่นอยู่ ผ่านเข้ามายังล็อบบี้ด้านในก็จะเห็นถึงความทันสมัย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่น่าเบื่อ ด้านในของสถาบัน มีตู้จัดแสดงชุดเสื้อผ้าและผ้าจากเอเชีย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเดินชม บนจอภาพแสดงวิดีทัศน์ และมีตู้ทัชสกรีนฯลฯ ภายในห้องผ้าไทย เด็กนักเรียนชั้นป.4-ป.5 กลุ่มหนึ่งยืนมุงหน้าตู้ชุดไทยสมัยอยุธยา ซึ่งมีรายละเอียดของผ้ากำกับไว้บนสแตนตั้ง พี่คะ นั่นผ้าอะไรคะ” เด็กคนหนึ่งถาม เพกาใส่เฮดโฟนสวมชุดเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ กำลังย่อตัวคุยกับเด็กคนหนึ่งอยู่ก็ลุกขึ้นและหันมาทางเด็กที่ตั้งคำถามคนนั้น...
กำลังโหลดความคิดเห็น...