xs
xsm
sm
md
lg

รักเกิดในตลาดสด ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 8 
    
 ครู่หนึ่งชาวตลาดนั่งอยู่ที่ลาน โดยมีต๋องอธิบายความ
 

“เรื่องของเรื่องก็คือ ชั้นอยากให้ตลาดของเราช่วยจัดหางานให้กับคนที่ไร้อาชีพน่ะ” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“เอ้า ไหนว่าจะพูดเรื่องขอทานที่ไล่ฟันเอ็งไง” คำมูลสงสัย
“ก็เพราะเรื่องนั้นน่ะล่ะถึงทำให้มีเรื่องนี้” ต๋องเอ่ย
“งงอ่ะพี่ต๋อง” เขียวหวานทำหน้างงตามคำมูล
“ก็เพราะคนพวกนั้นเค้าไม่มีกินกันใช่มั้ยล่ะ ถึงต้องฉกสร้อยของชมพู่ไป ชั้นเลยคิดว่าถ้าพวกเราช่วยกันสร้างโอกาสให้เค้าหารายได้ เค้าก็ไม่ต้องทำอะไรแย่ๆแบบนั้นอีก” ต๋องยืนยันเจตนารมย์
“แต่เราไม่ใช่สำนักจัดหางานนะพี่ต๋อง” ชมพู่โพล่งขึ้น
“อย่าไปคิดอย่างนั้นชมพู่ ถ้าชุมชนเล็กๆอย่างเราพอจะแบ่งเบาภาระให้สังคมได้ก็ควรทำ แล้วถ้าเราทำได้ ชาวตลาดเราก็จะมีสวัสดิภาพขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าวันดีคืนดีจะมีใครมาปาดคอเพราะไม่มีจะกินอีก”
คิตตี้รีบเห็นด้วย
“มันต้องให้ได้อย่างงั้นซิต๋อง นังชมพู่ แกน่ะมันโง่ แค่นี้ก็คิดไม่ได้” คิตตี้ด่าชมพู่
“เอ๊ะ นังคิตตี้” ชมพู่ถลาไปหาคิตตี้
“พวกนี้นี่ อุตส่าห์ไปทำดั้งให้สูง แต่อีคิวไม่ได้สูงตามเลย” เลื่อนต้องรีบกระชากให้นั่งลง
“อะไรของแกอีคิว” ชมพู่สงสัย
“อีคิวก็ความฉลาดทางอารมณ์ไง” รักเร่รีบอธิบาย
“แกนี่โง่ซ้ำซ้อนจริงๆอีชมพู่” คิตตี้ตอกย้ำ
“ก่อนจะมีอีคิว ชั้นขอจัดการอีนี่ก่อนละกัน” ชมพู่ยิ่งโมโห ลุกไปหาคิตตี้อีก
“พอได้แล้วอีชมพู่ นี่ ไอ้ต๋อง แล้วพวกเราจะมีงานให้เข้าทำเหรอวะ วันๆเราก็เอาแต่ขายของไม่รู้เรื่องอะไร” ป้าพิณเอ่ยขึ้น
“เราก็ให้งานในแบบที่พวกเราจะให้ได้ไงจ๊ะป้า อย่างช่วงนี้มีคนเข้าตลาดเราเยอะใช่มั้ย ลำพังเลื่อนกับรักเร่มันก็เข็นของกันไม่ทัน เราก็รับเค้ามาเป็นทัพเสริม ใครจะจ้างก็จ้างไป หรือแผงไหนเด็ดผักหั่นของไม่ทัน จะจ้างพวกเค้ามาช่วยเป็นรายครั้งไปก็ได้” ต๋องเอ่ย
“อย่างป้าพิณน่ะชอบถอนหงอก ก็จ้างเค้ามาถอนทีละชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้” คำมูลรีบโพล่งขึ้น
“โอ๊ย ถ้าจ้างถอนหงอกป้าพิณก็ได้หมดหัวกันพอดีซิพี่คำมูล” รักเร่รีบอธิบายเสริม

คำมูล เลื่อน และรักเร่หัวเราะชอบใจ
“พวกเวรนี่” ป้าพิณรีบหันไปด่า
“เอาเป็นว่าพอเห็นภาพกันแล้วนะ ถ้าอย่างงั้นชั้นขอถามเลยละกันว่าทุกคนเห็นด้วยมั้ย”ต๋องเอ่ยขึ้น
ทันใดนั้นงามตาสาวพิการโพล่งขึ้น
“เห็นด้วยจ้ะ พี่สนับสนุนเต็มที่ มีอะไรให้ช่วยก็บอก”
“ชั้นไม่สงสัยเลยว่าทำไมพี่ถึงชื่องามตา เพราะพี่งามจากภายในอย่างนี้นี่เอง ตกลงว่ามีใครสนใจสนับสนุนโครงการนี้อีกมั้ย” ต๋องเอ่ยขึ้น
ระหว่างนั้นเสียงข้อความจากมือถือของทุกคนดังขึ้น
“ว้าย บังเว้ยเฮ้ยแมสเซสมาบอกว่าให้ทุกคนไปพบด่วน” ชาวตลาดรีบหยิบมือถือขึ้นอ่าน
ชาวตลาดพากันวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ปล่อยให้ต๋อง เลื่อน รักเร่
และงามตายืนงงเป็นไก่ตาแตก จนต๋องเริ่มรู้สึกระอาในพฤติกรรมของคนในตลาด
“ให้มันได้ยังงี้ซิ”

เวลาต่อจากนั้น ชายศักดิ์ในคราบบังโพกหัวกำลังยืนอยู่หน้าชาวตลาดที่มารวมตัวกันอย่างท่วมท้น
“อีนี่บังเว้ยเฮ้ยขอบคุณมากนะที่ทุกคนมาหาบังทันทีที่เรียกไป” บังเว้ยเฮ้ยรีบรายงานตัว
“บังมีอะไรด่วนเหรอจ๊ะ อย่าบอกนะว่าจะปล่อยเงินกู้เพิ่มให้พวกเราอีกงวด” ป้าพิณรีบเอ่ย
ชายศักดิ์ชี้ไปที่หน้าตัวเอง
“อีนี่บัง ไม่ใช่กระทรวงการคลังน้าใครจะไปมีเงินให้กู้มากมายขนาดนั้นล่ะจ้ะนายจ๋า ที่ผ่านมานี่ก็ปล่อยให้ไปคนละสองสามงวดแล้ว ที่เรียกมาวันนี้เพราะอยากจะเตือนว่าอาทิตย์หน้าน่ะถึงเวลาที่ต้องส่งเงินผ่อนงวดแรกให้บังแล้วนะ ขอให้ทุกคนจ่ายให้ตรงเวลาด้วย แต่ถ้ามีคนผิดนัดบังบอกไว้ก่อนน้าว่าจะไม่คิดดอกเบี้ย”
ชาวบ้านเริ่มฮือฮาคิตตี้รีบชมบังเว้ยเฮ้ยทันที
“โห บังใจป้ำที่สุดเลย”
ชายศักดิ์ในร่างบังเว้ยเฮ้ย ยิ้มย่างมีเลศนัย
“เดี๋ยว บังไม่คิดดอกเบี้ย แต่บังจะคิดชีวิตนะจ๊ะ”
ชาวตลาดอึ้งไป ครู่หนึ่งกลับหัวเราะขำขันคิดว่าบังอำกันใหญ่ มีแต่ป้าพิณชักรู้สึกทะแม่งๆ
“ขำอะไร บังถือว่าบังเตือนแล้วน้าเพราะถ้าถึงเวลา บังจะโหดมากๆกับคนไม่รักษาสัญญานะจ๊ะนายจ๋า”
“อุ๊ย อยากเห็นบังตอนโหดจังเลยนะพวกเรา” ชมพู่รีบเอ่ยขึ้น
ชาวตลาดพากันหัวเราะคิกคัก ขณะที่ชายศักดิ์ยิ้มเหี้ยมที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

เสร็จธุระกับชาวตลาด ชายศักดิ์ขึ้นไปชั้นบนของตึกแถว ซึ่งรัศมีกับศักดิ์ชายรออยู่อย่างอารมณ์ดี
“เรียบร้อย” ชายศักดิ์เอ่ยขึ้น
“พวกมันนี่โง่จังเลยนะคะ หัวเราะกันเริงร่า ไม่รู้กันเลยว่าน้ำตากำลังจะริน” รัศมีเอ่ยขึ้นอย่างสะใจ
“เค้าถึงว่าไงครับว่าคนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด นับตั้งแต่วันนี้ไปก็นับถอยหลังให้คนพวกนั้นได้เลย”
ศักดิ์ชายยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างรอคอยความหวัง

ต่อจากนั้น พ่อค้าแม่ค้าดูอารมณ์ดีกันทั่วหน้า หลังไปพบบังเว้ยเฮ้ย มีเพียงป้าพิณเดินครุ่นคิดหน้าเครียด
“เป็นอะไรป้าพิณ เดินหน้าย่น เอ้ย หน้าเครียดมาตั้งแต่ตึกบังแล้ว” คำมูลอดถามไม่ได้
ป้าพิณหยุดเดิน คนอื่นๆหยุดตามไปด้วย
“พวกเอ็งว่าถ้าเราจ่ายเงินช้า บังจะเล่นงานเราอย่างที่บอกมั้ยวะ นี่ข้ายังเก็บเงินได้ไม่พอเลย สงสัยต้องเอาทองไปตึ๊งเอาเงินมาใช้หนี้ก่อน” ป้าพิณเอ่ยขึ้น
“โธ่ ป้า บังเค้าก็พูดขู่ไปอย่างงั้นล่ะ หน้าตาใจดีอย่างกับมหาตมะคานธีขนาดนั้น ชั้นว่านะอย่างมากก็เจอแค่บวกดอกเบี้ย” ชมพู่โพล่งขึ้น
“เอ็งไม่ได้ยินกันเหรอว่า บังบอกว่าไม่เอาดอกเบี้ย แต่จะเอา อึ้ย” ป้าพิณพูดแล้วขนลุกไปด้วย
คิตตี้รีบแทรกขึ้นต่อ
“เอาชีวิตน่ะเหรอป้า ใครมันจะเอาชีวิตใครกันได้ง่ายๆ ถ้าจะเอาคิตตี้ไปทำมิดีมิร้ายก็ว่าไปอย่าง ชาตินี้ เคยกินแต่กล้วยแขกก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเนื้อแขกน่ะจะกรอบนอกนุ่มในเหมือนกล้วยแขกมั้ย ฮิฮิ”
ชาวตลาดเดินขำขันกับคำพูดของคิตตี้ ปล่อยให้ป้าพิณยืนหน้าเครียดอยู่คนเดียวด้วยความกังวล
“ข้ากลัวจะไม่เป็นอย่างที่พวกเอ็งคิดน่ะซิ”
เย็นวันนั้น ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ ณดาขับรถรถออกจากตลาดโดยมีสดศรีนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ
“ตกลงคุณแม่จะบอกณดาได้รึยังคะว่าวันนี้เรามีนัดกับใคร ดูซิคะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดทางเลย” ณดาสงสัยที่สดศรีอารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงรีบถามขึ้น
“เอาล่ะ แม่ยอมเฉลยก็ได้ ก็คุณหญิงพลอยจรัสไงจ๊ะ” สดศรีเอ่ย
“ฮะ นี่คุณป้ากลับมาเมืองไทยแล้วเหรอคะ” ณดาโพล่งขึ้น
“เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี่เอง ทันทีที่มาถึงก็โทรมาทวงสัญญาหนูกับแม่เลย” สดศรีรีบรายงาน
“สัญญาอะไรเหรอคะ” ณดางงว่าเคยสัญญาอะไรไว้

ไม่นานต่อจากนั้น ณดาขับรถเข้ามาในบ้านของคุณหญิงพลอยจรัสเพื่อนของสดศรี ที่รักและเอ็นดูณดาเป็นพิเศษ
“อะไรกันจ๊ะ นี่หนูลืมแล้วได้ยังไงกันลูก ก็หนูน่ะล่ะสัญญากับป้าเองว่าจะแต่งงานกับลูกชายป้า” พลอยจรัสเอ่ย
“โธ่ คุณป้าพลอยคะ นั่นมันนานมากแล้วนะคะ ณดานึกว่าคุณป้าลืมไปแล้วซะอีก” ณดายังคิดว่าอีกฝ่ายพูดเล่น
“ป้าไม่มีทางลืมเด็ดขาด ก็ตอนนั้นหนูบอกป้าเองไม่ใช่เหรอว่าหนูอยากเป็นลูกสาวป้า ป้าก็เลยบอกว่างั้นก็ต้องแต่งงานกับลูกป้า หนูก็รีบสัญญาเลยทันที วันนี้ป้าก็เลยมาทวงสัญญาไงจ๊ะ” พลอยจรัสรีบจับมือณดา
“เอ่อ คุณป้าคะ เราจะแต่งงานกับคนที่เคยเห็นแค่ในรูปได้ยังไงล่ะคะ” ณดาเริ่มทำหน้าไม่ถูกเมื่อรู้ว่าพลอยจรัสเริ่มเอาจริง
“นี่ณดา แม่จำได้นะว่าตอนเห็นรูปพี่เพชรแท้ลูกชายคุณหญิงครั้งแรก หนูก็ชมพี่เค้ากับแม่ไม่ขาดปากว่าหล่ออย่างงั้น สมาร์ทอย่างนี้ คุณหญิงคะ รูปพ่อเพชรแท้ทุกรูปที่คุณหญิงส่งมาจากอังกฤษน่ะ ณดาเก็บไว้ในกล่องเป็นอย่างดีเชียวค่ะ” สดศรีรีบชง
“คุณแม่ขา ก็ตอนนั้นณดายังเด็ก” ณดารีบแก้ตัว
“ตอนนี้โตแล้วซิยิ่งดี หนูน่ะอยู่ในวัยออกเหย้าออกเรือนแล้วนะ ที่สำคัญสามีป้าที่กำลังป่วยก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ถ้าได้เห็นลูกชายคนเดียวเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้หญิงที่เหมาะสม แกอาจจะมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้ายก็ได้” พลอยจรัสเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเศร้า
“โธ่ คุณป้า” ณดาจับมือปลอบใจพลอยจรัส
ครู่หนึ่งเพชรแท้ลูกชายพลอยจรัส หนุ่มหล่อที่แต่งตัวเนี้ยบลูกลงมาจากข้างบน รีบลงมาแล้วสวัสดีสดศรี
“สวัสดีครับคุณน้า” เพชรแท้เอ่ยสวัสดีสดศรี
“นี่คงเป็นน้องณดาว่าที่เจ้าสาวของพี่ใช่มั้ยครับ” เพชรแท้หันมองณดาอย่างตื่นเต้น
“นี่ไงลูก พี่เพชรแท้ คราวนี้ได้เจอตัวจริงกันซักทีนะ”พลอยจรัสรีบชง
“สวัสดีค่ะ” ณดาไหว้กลับอย่างงงๆ

บ่ายวันใหม่ ที่ตลาดในมุมลับตาคน กิมลั้งกำลังยื่นประกาศรับสมัครงานขนาดเอ 4 ปึกหนึ่งมาให้ต๋อง
“ชั้นถ่ายเอกสารทั้งหมดมาเท่านี้ก่อน ถ้าเอาแค่แปะในบริเวณตลาดก็น่าจะครอบคลุมเพียงพอนะ” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
“ขอบใจมากนะที่ช่วยเป็นธุระให้ ถ้าเจ๊กิมฮวยรู้ว่าเธอมาช่วยชั้นคงเล่นงานเธอแย่” ต๋องรีบเอ่ย
“ก็ถ้าชั้นไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยล่ะ คนในตลาดก็นะ พอลืมตาอ้าปากได้ก็ไม่สนใจเรื่องอะไรแล้ว” กิมลั้งพูดอย่างความสุขที่ได้ช่วยต๋อง
“ช่างเค้าเถอะ มันสำคัญว่าเราต้องไม่เหนื่อยไม่ท้อ แล้ววันนึงผลที่ได้มันก็จะกลับมาหาคนที่นี่เอง” ต๋องว่า
“เอาเถอะ ยังไงชั้นไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องต่อสู้คนเดียวเด็ดขาด เพราะชั้นก็แอบหวังว่าซักวันพวกเราจะได้เรียนรู้ว่าการให้น่ะมันสำคัญกว่าการรับยังไง” กิมลั้งเอ่ยจากใจ
“เธอนี่ใกล้แม่พระเข้าไปทุกทีแล้วนะ” ต๋องมองกิมลั้งอย่างชื่นใจ
“คงไม่ได้ครึ่งพ่อพระอย่างเธอหรอก ไม่งั้นสาวๆจะพากันรักกันหลงเหรอ” กิมลั้งเอ่ยกลับ
“ไอ้เรื่องนี้ชั้นก็คงต้องยอมรับอ่ะนะ ว่าแต่เธอพูดเหมือนอิจฉาสาวๆพวกนั้นงั้นล่ะ” ต๋องว่า
“บ้า รีบๆไปแปะใบประกาศได้แล้ว แต่แยกกันแปะละกันนะ ชั้นจะได้ไม่มีปัญหากับม้า” กิมลั้งเอ่ย
สองคนต๋องกับกิมลั้งช่วยกันหางานให้คนพิการโดยเดินติดแผ่นประกาศในตลาดอย่างมีความสุข

ครู่หนึ่ง กิมลั้งกับต๋องไล่ติดประกาศตามมุมต่างๆของตลาด ต๋องเดินมาติดประกาศที่อีกมุม ต๋องเห็นกิมลั้งปาดเหงื่ออยู่อีกมุมหนึ่งจึงพับเครื่องบินกระดาษลำหนึ่งบินมาชน กิมลั้งหยิบเครื่องบินที่ตกพื้นขึ้นมาดูก็เห็นเขียนว่า “เหนื่อยมั้ย” แล้วอดอมยิ้มไม่ได้ กิมลั้งส่ายหน้าพร้อมพูดปากกว้างๆว่าไม่เหนื่อย ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
ครู่หนึ่งคนหาบน้ำตาลสดเดินมาสะกิดต๋องที่ติดประกาศอยู่พร้อมยื่นแก้วให้ ต๋องรับมางงๆเห็นกระดาษแปะที่แก้วเขียนว่า “เพิ่มน้ำตาลให้เลือดหน่อยจะได้มีแรง” ต๋องมองหากิมลั้งที่ยืนอยู่ทอีกมุม กิมลั้งยกแก้วน้ำตาลสดในมือขึ้นเหมือนจะบอกให้ชนแก้ว ต๋องดูดน้ำจากแก้วรวดเดียวหมด แล้วทำท่าเอามือสองข้างทุบอกเหมือนคิงคองโชว์กิมลั้งว่าดื่มแล้วมีพลัง กิมลั้งยิ้มดีใจอย่างมีความสุข

ต๋องกับกิมลั้ง เดินแปะกระดาษจนทั่วตลาด พอแปะเสร็จทั้งคู่ไปแปะตำแหน่งต่อไป กิมลั้งเอื้อมไปแปะประกาศ ต๋องเอื้อมมาแปะประกาศอีกใบบนมือกิมลั้งพร้อมกันพอดี ทั้งคู่หันมองกันที่ดันใจตรงกัน ต๋องตกใจเผลอปล่อยกระดาษที่แปะอยู่บนมือกิมลั้งหลุดปลิวไป จึงคล้ายกับว่าต๋องจับมือกิมลั้งอยู่ ทันใดนั้น กิมฮวยที่เดินตามหากิมลั้งอยู่เดินมาเห็นมือต๋องที่กำลังทับอยู่บนมือกิมลั้งพอดี จึงรีบโวยวาย
“ไอ้ต๋อง” กิมฮวยส่งเสียงมาแต่ไกลกิมลั้งกับต๋องปล่อยมือออกจากกันทันทีด้วยความตกใจ

“อากิมลั้ง ธุระที่ลื้อบอกว่าจะมาทำนี่คือยืนพลอดรักกับไอ้ต๋องใช่มั้ย” กิมฮวยรีบด่าลูกสาว
“น้ากิมฮวยเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว” ต๋องรีบขวาง
“ไม่ต้องใช้ความเข้าใจ ภาพที่เห็นมันก็ตำตาอั้วอยู่แล้ว”
กิมฮวยกระชากกิมลั้งออกมาด้วยความโมโห
“อากิมลั้ง ลื้อทำอย่างงี้ได้ยังไง ไม่อายชาวบ้านเลยใช่มั้ย”
ผู้คนที่ผ่านไปมาเริ่มหันมองทั้งสามคน
“อั้วจะอายคนอื่นก็เพราะม้านี่ล่ะเดี๋ยวอั้วจะอธิบายให้ม้าฟังเอง” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
กิมลั้งรีบลากกิมฮวยเข้าตลาดก่อนที่จะอาละวาดหนัก ต๋องมองตาม
กิมลั้งด้วยความห่วงใย

พอมาถึงแผงปลา กิมฮวยโวยวายกิมลั้งหลังจากฟังเรื่องทั้งหมด
“ฮะ? ติดประกาศช่วยหางานให้คนด้อยโอกาส ลื้อว่างมากใช่มั้ย ถึงได้เสนอหน้าไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์”
“โธ่ ม้า ม้าลืมแล้วเหรอว่าอั๊วเกือบตายเพราะขอทานมาแล้ว ม้าก็เห็นนี่ว่าคนเราเวลาไม่มีกินน่ะทำได้ทุกอย่าง วันก่อนอั๊วโดนปาดคอ แต่วันนี้ม้าอาจจะโดนแทงตายแค่เพราะมีคนอยากปล้นปลาสำลีไปแป๊ะซะก็ได้” กิมลั้งเอ่ยขึ้น
กิมฮวยฟังแล้วถึงกับสะดุ้ง
“ต๋องเค้าถึงได้คิดทำเรื่องนี้ขึ้นมาไง เพราะถ้าคนพวกนั้นหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ คนในตลาดก็จะได้ไม่ต้องอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างที่อั๊วเคยโดน” กิมลั้งอธิบาย
กิมฮวยเริ่มเห็นด้วย แต่ยังไม่ไว้ใจต๋องอย่างเคย
“แต่อั๊วว่าไอ้ต๋องเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดลื้อมากกว่า แล้วดูเหมือนลื้อก็เต็มใจแกล้งทำโง่ซะด้วย ไม่งั้นคงไม่ไปจับมือถือแขนกันแบบไม่อายผีสางอย่างงั้น” กิมอวยเอ่ยขึ้น
“โธ่ ก็อั๊วบอกแล้วไงว่ามันบังเอิญ” กิมลั้งบอก
“บังเอิญว่าลื้ออยากหาเรื่องจู๋จี๋กับไอ้ต๋องน่ะซิ อั๊วบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ลื้อกินวิตามินบำรุงสมองให้มากๆ จะได้แยกแยะออกว่าผู้ชายคนไหนเป็นเพชรเหมาะจะเอามาทำผัว ผู้ชายคนไหนเป็นได้แค่เม็ดกรวดกะหลั่วๆเอาไว้คั่วเกาลัด” กิมฮวยไม่ยอมฟัง
“แล้วไม่ใช่เพราะผู้ชายกะหลั่วๆที่ม้าว่าเหรอที่ทำให้อั๊วรอดตายมายืนให้ม้าด่าฉอดๆตอนนี้” กิมลั้งพูดตัดปัญหา
ก่อนจะเดินด้วยความเซ็งๆไปจัดปลาที่แผง กิมฮวยอึ้งแต่ปากยังบ่นอยู่อย่างนั้นและยังไม่ยอมรับต๋องเช่นเคย

บ่ายวันหนึ่ง ณดานั่งกินข้าวกับเพชรแท้ในห้องอาหาร ซึ่งเพชรแท้ดูจะเอาแต่จ้องมองเธอจริงจังราวกับจะกลืนกิน
“ทานเยอะๆนะครับน้องณดา” เพชรแท้พูดพลางตักอาหารให้
ณดาจนเต็มจาน
“พอแล้วค่ะ พี่เพชรแท้ตักกับข้าวให้ณดาเยอะจนทานไม่หมดแล้ว” ณดาพูดแล้วมองไปจานข้าวที่มีกับข้าววางกองอยู่จนพูนจาน”
“อุย ขอโทษครับ งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยทานก็ได้” เพชรแท้คว้าช้อนที่ณดากำลังจะตักเข้าปากมากินเองอย่างเอร็ดอร่อย แล้วตักกับข้าวล้นๆในจานณดามากิน พอกินเสร็จจึงคืนช้อนให้ณดาโดยเอาไปใส่ให้ไว้ในมือ แถมยังกำมือณดาแน่น
“น้องณดาคงไม่รังเกียจที่จะทานช้อนร่วมสาบานเหมือนที่พี่ทำนะครับ ต้องฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้นะ เพราะเราคงต้องใช้อะไรๆร่วมกันมากกว่านี้” เพชรแท้พูดหน้าตาเฉย
“เอ่อ ค่ะ” ณดาเริ่มกลัวในถ้อยคำที่ดูหื่นกามมากขึ้นของเพชรแท้
ณดาไม่กล้าใช้ช้อนที่เพชรแท้เอาไปกินจึงวางไว้ที่จาน แล้วยกแก้วจะดื่มน้ำแทน
“เดี๋ยวครับ” เพชรแท้เอ่ยขึ้น
ณดาชะงักด้วยความตกใจ แล้วเพชรแท้เอาแขนตัวเองคล้องแขนณดาถือแก้ว จากนั้นจึงก้มลงดูดน้ำจากหลอดในแก้วของตนพร้อมกับแอบสูดกลิ่นตัวของณดาไปด้วยในขณะเดียวกัน
“แบบนี้ไงครับที่เค้าเรียกว่าดูดดื่ม” เพชรแท้เอ่ยด้วยท่าทางแปลกๆ
“พี่เพชรแท้ไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยคะ” ณดาเริ่มรำคาญแต่ยังคงรักษามารยาท
“ก็กำลังจะเป็นสามีน้องณดาในไม่ช้านี่ไงครับ” เพชรแท้เริ่มขยับมานั่งข้างณดาแล้วมองตาอย่างหวานเยิ้ม เพชรแท้เอามือไปวางที่ต้นขาของณดา จนณดาสะดุ้งลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
“เป็นอะไรไปครับ” เพชรแท้ถาม
“คือ ณดาอยากเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ เดี๋ยวมานะคะ” ณดาขอตัวเข้าออกน้ำ
เพชรแท้คอยส่งยิ้มหลอนให้ พอณดาลับตาไปเพชรแท้รีบกดมือถือทันที ด้วยลีลาและน้ำเสียงสาวแตกราวกับคนละคน
“เพตตี้เองปีเตอร์ นังชะนีณดามันเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว รับรองว่าชีไม่กล้ารับปากคุณหญิงแม่เรื่องแต่งงานแน่ๆ โอเค สวีทฮาร์ท จะรีบไปเดี๋ยวนี้ เปิดจากุซซี่แรงๆรอไว้ได้เลยจ้ะ”
เพชรแท้ยิ้มร้ายเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ณดารีบก้าวขึ้นรถแล้วเอามือลูบที่ต้นขาตัวเองอย่างขยะแขยง
“ยี้ ไอ้คนบ้ากาม”
ณดาพึมพำกับตัวเอง แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

บ่ายวันเดียวกัน ต๋องยังคงติดประกาศอยู่ในตลาด จู่ๆมีกลุ่มสาวๆส่งเสียงเรียกต๋องดังขึ้น
“พี่ต๋อง” กลุ่มสาวๆเรียกต๋อง
ต๋องถูกถ่ายภาพราวกับดารา
“เอ่อ อะไรกันเหรอครับเนี่ย” ต๋องพูดด้วยความงง
“พวกเราเป็นแฟนคลับของพี่ต๋องไงคะ” แฟนคลับคนหนึ่ง
ของต๋องรีบตอบ
“แฟนคลับพี่ ?” ต๋องถามกลับอย่างงงๆ
“เราตามดูผลงานของพี่ต๋องตั้งแต่ในยูทิวบ์แล้วค่ะ ไหนจะจากรายการไชโยโห่ฮิ้วของพี่นุ้ยอีก มิวสิคตัวใหม่ของพี่ต๋องน่ารักมากๆเลยนะคะ เมื่อไหร่พี่ต๋องจะออกอัลบั้มคะเนี่ย” แฟนคลับคนหนึ่งว่า
“ก็คงเมื่อมีบุญน่ะครับ” ต๋องเอ่ย
“ถ้างั้นก็คงไม่ช้า เพราะพี่ต๋องเป็นคนดี นี่พวกเราได้ข่าวว่าพี่ต๋องเพิ่งออกจากโรงบาลก็เลยตามมาให้กำลังใจ คนอะไร หล่อ ร้องเพลงเก่ง แล้วยังเป็นฮีโร่อีก” แฟนคลับอีกคนรีบถามต่อ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ต๋องชักเขิน
“ถ่อมตัวจังเลย นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆจากหนูนะคะ” แฟนคลับอีกคนรีบโพล่งขึ้น
แฟนคลับที่มาหาต๋องที่ตลาด รีบส่งของขวัญของตัวเองให้ต๋อง
“ขอบคุณมากนะครับ ความจริงน้องๆไม่ต้องลำบากเอาอะไรมาให้พี่ก็ได้” ต๋องเอ่ย
“แหม คนทำดีก็ต้องสนับสนุนซิคะ จะได้มีกำลังใจทำความดี
พี่ต๋องถ่ายรูปกับพวกเราเป็นที่ระลึกหน่อยนะคะ” แฟนคลับเอ่ยขึ้น
“ได้ครับได้” ต๋องเอ่ย
ต๋องถ่ายรูปกับแฟนคลับและกลายเป็นขวัญใจสาวๆนอกตลาดไปโดยปริยาย

ถ่ายรูปกับแฟนคลับเสร็จ ต๋องเดินออกมานอกตลาดดูรูปถ่ายของตัวเองกับแฟนคลับอย่างมีความสุข
“ความดีมันทำคนอิ่มสุขอย่างนี้นี่เองเนอะ” ต๋องพูดกับตัวเองอย่างมีความสุข
ครู่หนึ่งกิมแชจะเข้าตลาดเดินผ่านมาพอดี
“พี่ต๋อง” กิมแชเรียก
“เอ้า กิมแช” ต๋องหันมาทักทาย
“ทำไมออกจากโรงบาลเร็วจัง หายแล้วเหรอ” กิมแชถาม
“สบายมาก โดนฟันอีกซักสองสามทีก็ยังไหว” ต๋องตอบกลับอย่างอารมณ์
“โดนอีกทีนี่อาจจะไม่รอดเหมือนคราวก่อนนะ แหม คิดแล้วก็อิจฉาเจ้” กิมแชเอ่ย
“ ทำไมล่ะ” ต๋องถาม
“ก็ดูซิ จะมีผู้ชายซักกี่คนที่รักเราขนาดเสียสละเอาชีวิตเข้าแลกได้อย่างที่พี่ต๋องทำ โรแมนติกที่สุด เพราะอย่างนี้ไงเจ้เค้าถึงได้รักได้ห่วงพี่ต๋องนัก” กิมแชตอบ
ต๋องฟังแล้วดีใจแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งกิมแช” ต๋องว่า
“ก็จริงนี่ ทุกครั้งพี่ต๋องมีปัญหานะ เจ้ก็จะเป็นจะตายไปด้วยทุกที ตอนที่พี่ต๋องแย่มากๆ เจ้ถึงกับเอาคลิปที่พี่ต๋องซ้อมดนตรีไปออกยูทิวบ์ ไปลงนั่นนี่ เพราะอยากให้มีแมวมองมาเห็น แล้วเจ้ก็ทำสำเร็จจริงๆด้วยเห็นมั้ยล่ะ” กิมแชเล่า
“ตกลงว่าคนที่เอาวงพี่ไปลงยูทิวบ์คือกิมลั้งเองเหรอ” ต๋องถึงกับตกใจ
“เจ้น่ะเป็นคนถ่ายคลิปนั่นเองด้วยซ้ำ ตกลงพี่ต๋องไม่รู้เรื่องเลยเหรอ” กิมแชบอก
“ไม่” ต๋องส่ายหน้า
“อ๋อ รู้แล้ว ช่วงนั้นเหมือนเจ้งอนๆอะไรพี่ซักอย่าง เห็นพูดๆว่าพี่ต๋องเปลี่ยนไป ก็เลยไม่ยอมบอกพี่เพราะคิดว่าพี่คงไม่สนใจมั้ง”
ต๋องนิ่งอึ้งไปด้วยความรู้สึกผิดกับสิ่งที่เพิ่งรู้ กิมแชรีบจับบ่าต๋องปลอบใจ
“เอาน่า เรื่องมันผ่านมาแล้ว เริ่มต้นใหม่ยังทัน ต่อไปนี้มีอะไรก็ให้พูดกันซิ ถ้าพูดความจริงกับคนที่เรารักไม่ได้แล้วจะให้ไปพูดกับใครจริงมั้ยพี่” กิมแชพูดจบพลางดูนาฬิกาก่อนจะขอตัวออกมา
“อุ๊ย กิมแชรีบไปทำธุระให้ม้าก่อนนะ เดี๋ยวโดนด่าเปิง”
ต๋องพยักหน้า กิมแชรีบวิ่งออกไป ต๋องครุ่นคิดว่าจะบอกกิมลั้งดีหรือไม่ เรื่องที่ตนต้องทำตัวเหินห่างเพราะกิมฮวยต่อว่าเห็นแก่ตัวที่จะรั้งกิมลั้งไว้

ต๋องกำลังเหม่อคิดถึงกิมลั้ง ณดาเลี้ยวรถเข้ามาจอด เห็นต๋อเดินเหม่อๆเพราะกำลังใช้ความคิด เลยกดแตรแกล้ง ต๋องหลุดจากภวังค์หันมามอง ณดารีบลงจากรถไปหาต๋อง
“เดินใจลอยไปไหนคะคุณต๋อง” ณดาเอ่ย
“คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะครับ” ต๋องตอบ
“เอ้อ ตกลงคุณประชุมกับคนในตลาดไปแล้วใช่มั้ยคะ ขอโทษด้วยนะคะที่ณดามาไม่ทัน เผอิญไปธุระกับคุณแม่น่ะค่ะ” ณดาเอ่ย
“ไม่เป็นไรครับ ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรมาก ผมอธิบายให้ทุกคนฟังไปหมดแล้ว นี่ก็เพิ่งจะแปะใบประกาศรับสมัครงานเสร็จ” ต๋องบอก
“คุณต๋องทำเองคนเดียวเหรอคะ” ณดาเอ่ยถาม
“อ๋อ กิมลั้งมาช่วยด้วยน่ะครับ” ต๋องตอบ
พอได้ยินชื่อกิมลั้ง ณดานิ่งไป ทันใดนั้นกิมลั้งโผล่มาพอดี
“ต๋อง” กิมลั้งเรียก แล้ว มุ่งหน้ามาหาต๋อง
“แหม อายุยืนจริงๆ” ณดาไม่พอใจ
กิมลั้งวิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยอาการดีใจ
 
อ่านต่อหน้า 2 เวลา 17.00น.



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 8 (ต่อ)  
    

“ต๋อง มีคนมาของานทำแล้วคนหนึ่งแล้ว”
ต๋องดีใจไม่ต่างกัน
“จริงเหรอ”
ต่อจากนั้น กิมลั้ง ต๋องและณดาเดินเข้ามาในตลาด จึงได้พบกับงามตาสาวพิการที่ลากรถเข็นมาให้เด็กหนุ่มรูปร่างผอมโซพอดี
“เอ้า เอารถพี่ไปใช้ก่อน” งามตาเอ่ยขึ้น และมีน้ำใจกับเด็กผอมโซคนนั้น
“นี่น้องไก่ ไก่จ๊ะ นี่พี่ต๋อง แล้วก็คุณณดาเจ้าของตลาดนะ”
กิมลั้งแนะนำเด็กคนนั้นให้รู้จักณดาและต๋อง
“หวัดดีครับ” ไก่ยกมือไหว้
“เผอิญน้องเค้ามาสมัครเร็วกว่าที่คิด เมื่อกี้เลยคุยกับพี่งามตาว่าเดี๋ยวให้น้องเค้ารับจ้างรวบรวมขยะจากแต่ล่ะร้านไปทิ้งที่หลังตลาดก่อนละกัน รับรองพวกขี้เกียจเดินหลายคนต้องจ้างแน่ๆ” กิมลั้งอธิบาย
“ก็เป็นความคิดที่ดีนะ เก็บแผงละห้าบาทสิบบาทก็ได้หลายร้อยแล้วนะ” ต๋องรีบเสริม
“นี่ก็เลยกวนพี่งามตายืมรถเข็นที่บ้านมาใช้ เพราะที่นี่ไม่มีเลยจริงๆ”
เวลาเดียวกันนั้น ศักดิ์ชายเห็นณดายืนอยู่กับต๋อง จึงรีบเดินเข้ามา
“ไม่เป็นไรหรอก ใช้ของพี่ขัดตาทัพไปก่อน แต่ที่แย่ก็คือตอนนี้เรายังขาดถังขยะ” ต๋องเอ่ย
“ถังขยะ ? ของชั้นก็ไม่มีซะด้วยซิ” ณดาเอ่ย
ต๋องเอ่ยขึ้น แต่ดูเหมือนณดาอยากช่วยอีกทาง
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวไปค้นๆดูที่หลังสำนักงานก็ได้ ณดาเคยเห็นวางซ้อนๆกันอยู่ เดี๋ยวจะให้คนรื้อมาให้” ณดาเอ่ยขึ้น
“ทำอะไรกันอยู่ครับ มีอะไรให้ช่วยมั้ย” ศักดิ์ชายรีบเข้ามาทักทาย

“ดีเลย คุณอยากช่วยใช่มั้ย งั้นตามชั้นมา” ณดานึกหมั่นไส้จึงใช้ศักดิ์ชายตามเสนอ ณดาเดินนำไป ศักดิ์ชายรีบตามไปหน้าตาชื่นบานที่ณดาพูดดีด้วย

ณดาเดินมาในสำนักงานของตลาด แล้วนั่งอ่านแมกกาซีน ครู่หนึ่งศักดิ์ชายหน้าตามอมแมมผลักประตูพรวดพราดเข้าห้องมาด้วยความโมโห โวยวายชุดใหญ่
“นี่คุณนึกยังไงถึงใช้ให้ผมเที่ยวไปคุ้ยหาถังขยะในที่สกปรกแบบนั้น เห็นมั้ยว่าผมทั้งเหม็นทั้งมอมแมมไปหมดแล้ว” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น

“คุณอาสาจะช่วยเอง อย่าลืมซิ” ณดาวางหนังสือลงแล้วพูดอย่างใจเย็น
“แต่นี่มันโครงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของไอ้ต๋องแท้ๆ แทนที่จะให้มันทำ คุณกลับใช้ให้ผมไปรื้อของหน้าแดงหน้าดำได้ยังไง” ศักดิ์ชายว่า
“ไม่เอาน่ะ พูดจาอย่างกับพวกตัวอิจฉาในละครน้ำเน่า ก็เห็นว่าคุณชอบทำตัวเป็นพระเอก ชั้นก็เลยช่วยส่งเสริมให้คุณได้มีโอกาสทำคะแนนเอาชนะใจคนในตลาดไง ไม่ดีเหรอ” ณดาสวน
“แต่ผมว่าคุณกำลังใช้ผมเพื่อทำคะแนนกับนายต๋องมากกว่า ต๋องจะได้ปลื้มอกปลื้มใจว่า คิดจะหยิบจับทำอะไร ณดาก็ยินดีเคียงข้างคอยสนับสนุนเสมอ ใช้ผัวไปบริการชู้ คุณทำได้ยังไง” ศักดิ์ชายพูดด้วยความโกรธและบีบแขนณดา ในขณะที่อีกฝ่ายสะบัดตัวออก
“คุณไม่มีสิทธิ์มาทำตัวเถื่อนถ่อยกับชั้นนะ มีปัญหามากก็ไปหาตลาดอื่นขายของซิ จะมาทู่ซี้อยู่ที่นี่ต่อไปทำไม” ณดาเอ่ยกลับ
“เอ้า ผู้ชายที่ไหนมันจะกล้าทิ้งเมียไป ในเมื่อเมียจ้องจะขม้ำผู้ชายคนอื่นอยู่ตลอดเวลาแบบนี้” ศักดิ์ชายเอ่ยอย่างเป็นต่อ

“จะออกไปดีๆ หรือให้คนมาลากออกไป” ณดาเริ่มโมโห
ศักดิ์ชายเปิดประตูห้องออกไปด้วยความฉุนเฉียว ในขณะที่ณดาแค้นใจไม่ต่างกัน

บ่ายนั้น ที่ร้านเสริมสวย น้อยหน่ากำลังกวาดๆเศษเส้นผมในร้านอยู่
“พี่น้อยหน่า” ชมพู่ส่งเสียงคร่ำครวญมาแต่ไกล
น้อยหน่าเห็นชมพู่กำลังลงมาจากข้างบนปรี่มาหาตน
“พี่น้อยหน่า ชั้นเป็นอะไรไม่รู้ ปวดจมูกจังเลย” ชมพู่ว่า
“เป็นอะไรล่ะ แกเผลอไปนอนคว่ำหน้ารึเปล่า” น้อยหน่าเดินเข้ามาดูจมูกชมพู่
“เฮ้ย ชมพู่ ทำไมผ้าปิดแผลแกดูเยิ้มๆวะ” น้อยหน่ารายงานตามสภาพ
“จริงด้วย เหลืองอ๋อยเลย” ชมพู่รีบเดินไปที่กระจก
ชมพู่ค่อยๆแกะแผลออกดู เห็นแผลตัวเองเหลืองเละ คล้ายจะเน่า จึงร้องลั่นร้าน
“อ๊าย พี่น้อยหน่า ทำไมแผลมันดูเน่าๆแบบนี้” ชมพู่ร้องโวยวาย
ขณะที่น้อยหน่ากำลังเดินไปดูแผลชมพู่ คิตตี้เดินเอาทิชชู่คอยซับจมูกผลักประตูร้านเข้ามาด้วยใบหน้าจะร้องไห้
“นังชมพู่” คิตตี้ร้องเรียกชมพู่คล้ายจะร้องไห้
ชมพู่กับน้อยหน่าหันมาเห็นคิตตี้ที่มีน้ำเหลืองไหลออกมาจากจมูกเริ่มตกใจกลัว
“จมูกชั้นเป็นอะไรไม่รู้น้ำเหลืองไหลไม่หยุดเลย” คิตตี้จะร้องไห้
“คิตตี้ ชมพู่ ช่วยชั้นด้วย” สองสาวอาการไม่ต่างกันเดินเข้ามา
คิตตี้กับชมพู่ในสภาพเลือดไหลออกจากจมูกเป็นทาง ทั้งชมพู่และคิตตี้จะร้องกรี๊ดลั่นสนั่นร้านเสริมสวยแทบแตก
“อ๊าย”

เวลาเดียวกันนั้น ต๋องกับกิมลั้ง ยืนมองดูชายหนุ่มเนื้อตัวมอมแมมที่ไล่เก็บขยะตามร้านด้านนอกตลาดด้วยรอยยิ้ม พอเด็กหนุ่มหันมาเห็นต๋องกับกิมลั้งส่งรอยยิ้มให้พร้อมชูกำปั้นเป็นกำลังใจ จึงยิ้มตอบพร้อมชูกำปั้นกลับแสดงไมตรีด้วยเหมือนกัน ก่อนจะเข็นรถไปรับขยะร้านต่อไป
“น้องเค้าคงดีใจเนอะที่ได้งานทำ” ต๋องเอ่ยขึ้น
“โชคดีนะที่เค้าได้เจอกับคนที่มีน้ำใจ แล้วก็มีความคิดอย่างเธอ” กิมลั้งชมต๋องซึ่งหน้า
“ถ้างั้นชั้นก็โชคดีเหมือนกันที่มีเธอคอยช่วยเหลือทุกครั้งที่คิดจะทำอะไร” ต๋องเอ่ย
ทั้งคู่หันมามองกันอย่างลึกซึ้ง จนกิมลั้งต้องรีบสะกดใจตัวเองไว้
“ชั้นรีบกลับแผงดีกว่า ถ้าม้าตามมาเห็นเราอยู่ด้วยกันอีกเป็นเรื่องแน่”กิมลั้งจะเดินกลับแผง แต่ต๋องรีบคว้ามือไว้
“แม่เธอนี่ท่าจะเกลียดชั้นจนวันตายเลยนะ” ต๋องเอ่ย
กิมลั้งเห็นต๋องแล้วตกใจ ทำท่าจะดึงมือออกแต่ต๋องไม่ยอมปล่อย
“แต่ชั้นจะไม่สนใจแล้วล่ะ” ต๋องว่า
กิมลั้งฟังแล้วอึ้งๆ เพราะจู่ๆต๋องทำหน้าตาฮึกเหิมขึ้นมา
“ต๋อง” กิมลั้งยังกังวลกลัวกิมฮวยมาเห็นเข้า
“เธอแปลกใจใช่มั้ยว่าทำไมอยู่ๆชั้นก็เปลี่ยนไปตั้งแต่งานหมั้นคราวก่อน” ต๋องเอ่ย
กิมลั้งชักสนใจในสิ่งต๋องกำลังจะบอก
“ชั้นจะบอกความจริงเธอก็ได้”
ต๋องกำลังจะบอกความจริงกับกิมลั้ง แต่จู่ๆเลื่อนกับรักเร่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“พี่ต๋อง พี่ต๋อง” เลื่อนกับรักเร่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาเรียกต๋อง
ต๋องรีบถามกลับ

“แย่แล้วพี่ พวกที่ไปเสริมดั้งน่ะเข้าโรงบาลกันยกเซ็ทเลย” เลื่อนรีบตอบ ต๋องเป็นกังวลขึ้นมาทันที จึงหันไปพูดกับกิมลั้ง
“งั้นเดี๋ยวชั้นมานะ ไป รีบไปโรงบาล เดี๋ยวนี้เลย”
ต๋องรีบออกไปโรงพยาบาลกับเลื่อนและรักเร่ กิมลั้งมองตามด้วยความเป็นห่วง

เวลาต่อจากนั้นที่โรงพยาบาล คิตตี้กับชมพู่นอนครวญครางอยู่บนเตียง โดยมีพวกต๋องยืนดูอยู่ใกล้ๆ
“เป็นไงล่ะ อยากสวยเจอหมอปลอมหลอกเข้าไปดั้งเกือบเน่า ดีนะหมอที่นี่ช่วยไว้ทัน”
ต๋องใส่ชมพู่กับคิตตี้ไม่ยั้ง ชมพู่โอดโอยแต่ยังลุกมาเถียง
“โธ๋ พี่ต๋อง ใครจะไปรู้ล่ะว่าหมอปลอมหมอจริง เห็นหน้ามันก็ตี๋ๆเหมือนกันหมด ได้ยินคนเค้าบอกว่าดี แถมมีโปรโมชั่นไปสี่จ่ายสอง ชมพู่ก็คว้าทันทีน่ะซิ” ชมพู่เอ่ยขึ้น
“แล้วคุ้มกันมั้ย เสียเงินเอาดั้งออกแพงกว่าตั้งกี่เท่า” ต๋องยังบ่นไม่เลิก
“นั่นซิ งานนี้เงินที่กู้ๆมาเอาไม่อยู่แน่ๆ เป็นเพราะแกคนเดียวอีชมพู่ อีเกลือสินเธาว์ ลากชั้นไปลงนรก แค่เพราะแกงกอยากได้โปรโมชั่น” คิตตี้โพล่งขึ้น
“โธ่ อีช้างน้ำ นี่แกลืมตอนที่เอางวงตวัดชั้นไปที่คลินิกแล้วใช่มั้ย มาชักชวนให้พวกชั้นงามอย่างมีคุณค่า เป็นไงล่ะ เจอไปทั้งค่าห้อง ค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่า แถมด้วยค่าโง่” ชมพู่ด่าคิตตี้กลับบ้าง

“พี่ต๋อง ชั้นว่าเรากลับกันเถอะ ลองมีแรงแหกปากด่ากันขนาดนี้ คงไม่น่าห่วงแล้วล่ะ” เลื่อนรีบเบรก
“ไม่เอานะพี่ต๋อง อย่าเพิ่งรีบกลับ ตอนนี้น่ะไม่มีดั้งชมพู่ก็อยู่ได้ แต่ไม่มีพี่ต๋องอยู่ให้กำลังใจ ก็ให้ชมพู่ตายๆไปซะดีกว่า” ชมพู่ว่า
“จริง อดน้ำเกลือคิตตี้บ่วางวาย ถ้าจะตายก็เพราะอดสิเน่หา” คิตตี้รีบเสริมชมพู่ทันที
ต๋องได้ยินถึงกับขำ จึงนั่งลงระหว่างเตียงของทั้งคู่
“โอเคๆ”
คิตตี้กับชมพู่คว้ารีบคว้ามือมากุมไว้อย่างสุขใจ โดยยังไม่ทันมอง ส่วนเลื่อนไปคว้ามือข้างที่เหลือของคิตตี้ขึ้นมากุม ขณะที่รักเร่ก็คว้ามือข้างที่เหลือของชมพู่มาจับไว้ พอทั้งคิตตี้และชมพู่หันไปเห็นว่าใครจับมือตนก็ร้องลั่น
“เฮ้ย”
เลื่อนจึงแซวขึ้น
“เอ้า ไหนว่าอยากได้กำลังใจ”

เช้าวันใหม่ ที่บ้านสดศรี ทวีเอากาแฟมาเสิร์ฟสดศรีที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ณดาเดินลงบันไดมาเห็นสดศรีนั่งอยู่อดกลุ้มใจไม่ได้ แต่แล้วตัดสินใจเดินต่อไปสวนเข้ากับทวีที่เดินผ่านมาเห็นสีหน้าผิดสังเกตของณดาพอดี
“คุณแม่ ณดาไปตลาดก่อนนะคะ” ณดารีบทักทายแล้วจะรีบหลบหน้าสดศรี
“เดี๋ยว” สดศรีเรียกณดาไว้
ณดาหยุดชะงัก
“หนูเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมต้องหลบหน้าหลบตาแม่ด้วย” สดศรีโพล่งขึ้น
“ก็ไม่มีอะไรนี่คะคุณแม่” ณดานั่งลงที่โซฟา
“แน่นะ ถ้างั้นอยู่ๆเมื่อวานหนูหนีพี่เพชรแท้เค้ากลับไปทำไม” สดศรีเอ่ยถาม
“คุณป้าโทรมาบอกคุณแม่เหรอคะ” ณดารีบถามกลับ
“ใครบอกไม่สำคัญหรอก หนูรู้มั้ยตอนนี้คุณหญิงพลอยจรัสชักจะกังวลๆแล้วนะ เมื่อเช้าสามีแกก็อาการป่วยกำเริบขึ้นมาอีก คุณหญิงก็เลยอยากจะรีบจัดการเรื่องหนูกับพ่อเพชรแท้ให้เร็วที่สุด” สดศรีเอ่ยขึ้น
“คุณแม่คะ ณดาคงแต่งงานกับพี่เพชรแท้ไม่ได้หรอกค่ะ” ณดาจึงรับตัดสินใจพูด
“ทำไมล่ะ เพชรแท้เค้าไม่ดีตรงไหน พร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ หนูจะหาผู้ชายครบเครื่องขนาดนี้ได้อีกที่ไหน” สดศรีเอ่ย
“แต่ณดาว่าเค้าเป็นคนแปลกๆ” ณดาย้อน
“โธ่ คนยังไม่ทันคุ้นเคยกันมันก็ต้องรู้สึกแปร่งๆบ้างเป็นธรรมดา แม่น่ะเคยเห็นพ่อเพชรแท้เค้ามาตั้งแต่เด็ก เห็นนิสัยกันมา แม่รับรองว่าเค้าต้องไม่ทำให้ลูกผิดหวัง” สดศรียังเชียร์เพชรแท้
“ณดาคงไม่ผิดหวังหรอกค่ะ เพราะไม่เคยหวังอะไรจากเค้า เค้าไม่ใช่ผู้ชายแบบที่ณดาชอบ” ณดาเอ่ย
ทวีแอบยืนฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“พูดแบบนี้ แสดงว่าหนูมีใครแล้วใช่มั้ย” สดศรีเอ่ยถามขึ้น

“เอ่อ” ณดาลังเลไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
“ถ้าไม่ยอมบอก หนูก็ต้องแต่งงานกับเพชรแท้” สดศรีขู่
“ณดาไม่แต่งค่ะคุณแม่” ณดายืนยันคำเดิม
“ถ้างั้นก็บอกแม่มาซิว่าว่าหนูมีใคร” สดศรีเริ่มเสียงดังขึ้นทั้งที่ไม่เคยมีกิริยานี้กับณดามาก่อน ณดาลนจนเห็นได้ชัด
“บอกแม่มา” สดศรีขู่ซ้ำ
“คุณต๋องค่ะ” ณดาตอบ
“นายต๋อง พ่อค้าขายผักเนี่ยนะ” สดศรีช็อก
ทวีช็อกตามไปด้วยเมื่อได้ยินชื่อต๋อง
“ค่ะ” ณดาตอบ
“นี่เกิดอะไรขึ้นกับหนูฮะณดา หาแฟนที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วรึไง ไม่ได้การแล้ว หนูต้องเลิกนายต๋องนั่นเดี๋ยวนี้นะณดา” สดศรีออกคำสั่ง
“แล้วต๋องเค้าไม่ดีตรงไหนคะ คุณแม่ลืมแล้วเหรอคะว่าที่มีลูกค้ากลับเข้าตลาดมากมายอย่างทุกวันนี้น่ะเพราะใคร ถ้าคุณแม่ได้ต๋องมาเป็นลูกเขยก็เท่ากับมีคนมีช่วยบริหารตลาดไปโดยปริยาย ไม่ดีหรือยังไงคะ” ณดาย้อน
“แต่ต๋องไม่เหมาะสมคู่ควรกับลูกแม่เข้าใจมั้ย แม่จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด แม่จะโทรไปบอกคุณหญิงพลอยจรัสให้หาฤกษ์แต่งงานของหนูกับเพชรแท้เดี๋ยวนี้เลย” สดศรีไม่ฟังหยิบมือถือคล้ายจะโทรออก ณดาลนมากรีบคว้ามือแม่ไว้
“ไม่ได้นะคะคุณแม่ ณดากับคุณต๋องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันกว่าที่คุณแม่คิดนะคะ” ณดางัดไม้ตาย
“อ๊าย!” สดศรีช็อก ถึงกับปล่อยมือถือหลุดมือแล้วอยู่ๆก็กรี๊ดสติแตก
ทวีแอบฟังอยู่เอามืออุดปากตัวเองด้วยความอึ้งตะลึงไปไม่ต่างกับสองแม่ลูก

เวลาต่อจากนั้นไม่นาน เป็นไปตามคาด ชาวตลาดรุมล้อมทวีเม้าท์เรื่องณดา อยู่ถึงกับพากันอึ้งเมื่อได้ยินเรื่องที่เล่า โดยเฉพาะกิมลั้งที่หน้าตาซีดเซียวเหมือนกับจะร้องไห้ ขณะที่ศักดิ์ชายกำมือแน่นด้วยความแค้น
“ฮะ ? ไอ้ต๋องมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคุณณดา เป็นยังไงล่ะคนดีของทุกคน สุดท้ายมันก็หวังไต่เต้าไปเป็นเจ้าของตลาดนี่เอง” จะเด็ดโพล่งขึ้น
“คนหน้าไม่อาย เกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน แล้วอาคุณนายอีว่ายังไง บ้างล่ะอาทวี ดูภูมิอกภูมิใจกับว่าที่ลูกเขยมั้ย ?” เต๊กไฮ้เสริม
“จะเหลือเหรอ กรี๊ดลูกสาวบ้านแตก” ทวีว่า
“อันนี้เฮาขอคอนเฟิร์ม เสียงร้องแกโหยหวนทะลุฝาบ้านราวกับถูกข้าวสารเสก เฮาไม่เคยเห็นแกจะของขึ้นกับลูกสาวสุดที่รักอย่างคุณณดามาก่อนเลยนะ” เครือฟ้าเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยว แกเห็นเหตุการณ์เหรอเครือฟ้า” ทวีรีบถามกลับ
“โอ๊ย แค่พี่ทวีเล่า เฮาก็เห็นภาพแล้ว” เครือฟ้าเอ่ย
“คราวนี้ทุกคนก็รู้เช่นเห็นชาติไอ้ต๋องกันแล้วนะ หวังว่าพวกลื้อจะได้คิด แล้วก็เลิกหลงผิดกันซักทีนะ” กิมฮวยได้ทีรีบพูด
“แหม แต่ชั้นว่ามันก็ไม่แปลกตรงไหนนะที่ต๋องจะชอบพอกับคุณณดา ถ้าดอกฟ้าเค้าจะโน้มกิ่งมาให้หมาวัดเชยชมมันก็ไม่เห็นจะผิดอะไร ก็หมาวัดมันทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก ทั้งฉลาด ถ้าเป็นข้า ข้าก็ยอมให้มันเลียปากละวะ ฮ่าๆ” ป้าพิณรีบแทรก
“ที่สำคัญ ไอ้ต๋องของเรามันธรรมดาซะที่ไหน ที่คนในตลาดกลับมาลืมตาอ้าปากกันได้เพราะใครถ้าไม่ใช่มัน ตัวเงินตัวทองแบบนี้ถ้าคุณนายสดศรีไม่รีบตะครุบไว้ก็โง่แล้ว” คำมูลรีบพูดต่อ
ศักดิ์ชายทนฟังต่อไปไม่ไหวเดินออกไป ขณะที่ชาวตลาดพากันเออออกับคำพูดของป้าพิณกับคำมูล จนทำให้กิมฮวย กับเต๊กไฮ้ และ จะเด็ดไม่พอใจ
“ถ้าคิดกันอย่างงั้นก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัวกันต่อไปละกัน” กิมฮวยว่า
“แล้วก็ระวัง ซักวันมันจะวกกลับมาตัดคอพวกลื้อ” จะเด็ดกับเต็กไฮ้ พูดจบเดินไม่พอใจกันออกไป ขนาดที่ชาวตลาดยังจับกลุ่มกันเม้าท์ ส่วนกิมฮวยหันมาเห็นกิมลั้งน้ำตาไหล เลยด่าซ้ำ
“ถ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตาใช่มั้ยอากิมลั้ง ร้องแล้วก็ให้มันตาสว่างขึ้นล่ะ จะได้ไม่โง่ไปหลงคำพูดไอ้ผู้ชายเก๋าเจ้งแบบนั้นอีก เข้าใจมั้ย” กิมฮวยพูดใส่กิมลั้ง ที่เอาแต่เงียบ เดินน้ำตาไหลพรากออกไปด้วยความเสียใจ

เวลาเดียวกันนั้น ต๋องเดินมากับคิตตี้และชมพู่ ทุกคนมองไปทางงามตาที่ยืนขายแซนด์วิชอย่างแข็งขันเหงื่อหยดติ๋ง พอเห็นหมาของงามตารีบรี่เข้าไป เธอเอาอะไรให้มันกินเหมือนทุกครั้ง แล้วก็แจกแซนด์วิชให้เด็กจรจัดคนประจำ ต๋องเห็นภาพตรงหน้าจึงรีบพูดกับคิตตี้และชมพู่ทันที
“เราสองคนดูพี่งามตาไว้นะ จะได้ไม่ไปโหยหาความสวยงามที่ไหนให้เจ็บตัวอีก” ต๋องเอ่ย
“พี่ต๋องหมายความว่ายังไง” ชมพู่ยังงง
“ลองดูซิว่าสภาพพี่งามตาเค้ามีอะไรที่สู้คิตตี้กับชมพู่ไม่ได้บ้าง แต่แปลกใจมั้ยว่าทำไมคนในตลาดหลายๆคนถึงรักเค้าจนมองข้ามความพิการของเค้าไป” ต๋องอธิบาย
“นั่นซิ ทำไม” คิตตี้รีบพูดขึ้น
“ก็พี่งามตาเค้าไม่เคยคิดว่าชีวิตเค้าขาดอะไรไปไงคิตตี้ เค้าหาความสุขจากสิ่งที่มี ก็เลยไม่ต้องกระเสือกกระสนอยากมีอยากได้ในสิ่งที่ขาดพอเค้ามีความสุขพอ เค้าก็รู้จักแบ่งปัน อย่างน้อยๆการให้ที่ราคาถูกที่สุดอย่างรอยยิ้มคือสิ่งที่เราได้รับจากพี่งามตาอยู่ตลอด” ต๋องเอ่ย
“จริงด้วย ไม่เคยไม่เห็นพี่งามตาไม่ยิ้มเลย” คิตตี้เห้นตามต๋อง
“ใช่ๆ แล้วก็แปลกอย่างนะ เวลาพี่งามตายิ้ม โลกมันดูสว่างยังไงไม่รู้” ชมพู่ว่า
“ นี่ไงล่ะ ที่เค้าเรียกว่าคนสวย แล้วก็เป็นสวยที่งามที่ทน คงอยู่กับเราไปทั้งชีวิต” ต๋องเอ่ย
คิตตี้กับชมพู่ฟังแล้วคิดตามไปด้วย
“ต้องกราบขอบพระคุณพี่ต๋องมากนะจ๊ะที่ให้สติแล้วก็กราบขอบพระคุณที่พี่มีน้ำใจไปรับพวกเรามาจากโรงบาล” ชมพู่พูดพลางเข้าไปกราบอกต๋อง
“พอแล้วนังชมพู่ นี่แกขอบคุณหรือลวนลาม” คิตตี้เห็นเข้ารีบดึงชมพู่ออก
“คิตตี้เองก็ซาบซึ้งใจมั่กๆเลยนะ แล้วก็ขอสัญญากับต๋องว่าจะคิดให้มากกว่านี้เวลาจะทำอะไร” คิตตี้รีบคว้ามือต๋องเอามากุมแน่น
“นังคิตตี้” ชมพู่รีบดึงมือคิตตี้ออก
ระหว่างนั้นต๋องเห็นกิมลั้งเดินออกมาจากในตลาด จึงรีบร้องเรียกด้วยความดีใจ
“กิมลั้ง”
ต๋องรีบไปหากิมลั้ง ขณะที่เขียวหวานกับคำมูลที่เพิ่งเดินออกมาจากตลาดเห็นเหตุการณ์พอดี
“ตกลงเมื่อวานชั้นยังค้างเรื่องที่จะบอกเธออยู่เลย” ต๋องรีบอธิบายเรื่องที่ค้างคาใจ กิมลั้งกลับตบหน้าต๋องหลังจากทราบเรื่องจากทวี ต๋องอึ้ง ส่วนชมพู่ คิตตี้ เขียวหวาน และคำมูลพากันช็อก
“เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกต่อไปแล้ว” กิมลั้งพูดทั้งน้ำตา
ชมพู่กับคิตตี้ จับกลุ่มฟังเรื่องราวจากเขียวหวานและคำมูลเรียบร้อยแล้วถึงกับประสานเสียงกรี๊ด
“อ๊าย”
คิตตี้กับชมพู่พุ่งไปหาต๋องทันที
“มันไม่จริงใช่มั้ยพี่ต๋อง” ชมพู่พูดคล้ายจะร้องไห้
ต๋องยังงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เวลาต่อจากนั้น ต๋องเดินมาหาณดาอย่างอยากรู้ความจริง
“อะไรนะ นี่คนในตลาดพูดกันถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ณดาเอ่ย
“ผมก็งงมากว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง ถึงต้องลองมาถามคุณดู” ต๋องเอ่ย
“ณดาเองนี่ล่ะค่ะที่เป็นคนบอกคุณแม่ไปว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน” ณดาตัดสินใจพูดด้วยอาการอึกอัก
“ฮะ” ต๋องอึ้งหนักกว่าเดิม
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ”
ณดารีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้ต๋องฟัง

เวลาเดียวกันนั้น กิมลั้งนั่งร้องไห้อยู่ที่ริมคลองหลังตลาด เพราะเข้าใจเรื่องต๋องกับณดาเป็นอะไรกันตามที่ทวีเล่า ครู่หนึ่งมีคนหยุดยืนอยู่ข้างๆกิมลั้ง กิมลั้งรู้สึกได้คิดว่าเป็นต๋องจึงเอ่ยขึ้น
“ชั้นบอกแล้วไงว่าเราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว” กิมลั้งพูดทั้งน้ำตา
“ชั้นเอง กิมลั้ง” ศักดิ์ชายเอ่ย
กิมลั้งหันไปเห็นว่าเป็นศักดิ์ชายจึงตกใจ รีบปาดน้ำตา
“มีอะไรรึเปล่า” กิมลั้งรีบถาม
“ชั้นรู้ดีนะว่าเธอรู้สึกยังไง” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจความรู้สึก
“เธอพูดอะไร”กิมลั้งพยายามเก็บอารมณ์ บ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น
“โธ่กิมลั้ง ใครๆเค้าก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอกับต๋องน่ะคิดกันยังไง” ศักดิ์ชายเอ่ย
“มาพูดเรื่องนี้กับชั้นทำไม” กิมลั้งไม่อยากฟัง
“จริงอยู่ ชั้นเป็นเพื่อนกับจาตุรงค์ แต่ชั้นก็ไม่เคยเห็นด้วยเลยนะที่มันจะพรากเธอมาจากคนที่เธอรัก กรณีคุณณดาก็เหมือนกัน เค้าก็ไม่มีสิทธิ์จะมาแย่งต๋องไปจากเธอ” ศักดิ์ชายเอ่ย
“เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก” กิมลั้งว่า
“นี่ อารมณ์หวั่นไหวน่ะเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย แต่สุดท้ายมันก็มีผู้หญิงแค่คนเดียวเท่านั้นที่เค้าเลือกที่จะรัก” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“คนคนนั้นคงไม่ใช่ชั้นแล้วล่ะ” กิมลั้งพูดด้วยความเสียใจ
ศักดิ์ชายเริ่มหงุดหงิดที่กิมลั้งทำท่าจะยอมแพ้
“ทำไมทำตัวเป็นคนขี้แพ้อย่างนี้ล่ะกิมลั้ง เธอจะยอมเสียคนที่เธอรักให้คนอื่นไปง่ายๆแบบนี้น่ะเหรอ”
“มันจะมีประโยชน์อะไรที่ชั้นจะรั้งคนที่เอาหัวใจให้คนอื่นไปแล้ว” กิมลั้งเสียใจ พูดจบเดินออกไปอย่างไม่ฟังเสียง
“เดี๋ยวซิกิมลั้ง เธอจะทำแบบนี้ไม่ได้นะโธ่เว้ย”
ศักดิ์ชายอารมณ์เสียที่ไม่มีแนวร่วมทำลายความสัมพันธ์ของณดากับ
ต๋อง

ที่สำนักงานตลาด เมื่อฟังเรื่องราวของณดาต๋องถึงกับโกรธและโวยวายตบโต๊ะเสียงดัง
“อะไรกันเนี่ย ตกลงคุณอ้างว่าเป็นอะไรกับผมเพราะไม่อยากถูกแม่คุณจับแต่งงาน คุณณดา...คุณหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอครับ” ต๋องโวยวาย
“ถ้าหาได้ณดาก็ทำไปแล้วซิคะ ขนาดพูดอย่างนี้แล้วคุณแม่ยังจะบังคับให้ณดาเลิกกับคุณเพื่อไปแต่งงานเลย ณดาถึงต้องโพล่งไปว่าเรา...มีอะไรกันแล้ว” ณดาเอ่ยขึ้น
ต๋องอึ้งจนพูดไม่ออก
“ณดาขอโทษที่โกหกจนทำให้คุณเดือดร้อน แต่ณดาคิดว่ายังไงซะเรายังไปจัดการแก้ไขปัญหากันทีหลังได้ แต่ถ้าณดาต้องรับปากคุณแม่เรื่องแต่งงาน ชีวิตที่เหลือของณดาคงต้องจบแน่ๆ” ณดาย้ำ
“แต่ชีวิตผมคงจบตั้งแต่ตอนนี้” ต๋องเอ่ยเสียงเศร้า
“ก็ได้ค่ะ ถ้ามันทำให้คุณลำบากใจ ณดาจะไปบอกความจริงกับคุณแม่เดี๋ยวนี้” ณดาแกล้งเอ่ยอย่างน้อยใจ รีบหยิบกระเป๋าเดินน้ำตาคลอจะก้าวออกจากห้องไป
“เดี๋ยวครับคุณณดา” ต๋องรีบรั้งไว้อย่างเหนื่อยใจ
ณดาชะงักหันกลับมา ต๋องถอนหายใจด้วยความเครียด
“ถ้าผมยอมช่วยคุณ บอกได้มั้ยว่าทุกอย่างมันจะจบลงเมื่อไหร่” ต๋องถามอย่างหมดแรง ณดารีบยิ้มดีใจ
“ณดาขอเวลาไม่นานหรอกค่ะคุณต๋อง ให้คุณแม่กับคุณป้าพลอยจรัสเชื่อสนิทใจว่าณดาไม่มีทางกลับไปหาพี่เพชรแท้แน่ แล้วณดาจะบอกความจริงกับทุกคนเอง” ณดาเอ่ย
“ก็ได้ครับ” ต๋องยอมตกกระไดพลอยโจน
พูดจบต๋องเดินไปด้วยอาการเซ็ง
“เดี๋ยวค่ะคุณต๋อง ณดาขอให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเราสองคนนะคะ จะมีใครรู้ไม่ได้ แม้แต่...เอ่อ กิมลั้ง” ณดาเอ่ยขึ้นเชิงขอร้อง
“ทำไมกิมลั้งถึงรู้ไม่ได้ครับ” ต๋องถาม
“ก็ต่อจากนี้ไป ใครๆก็คงต้องเฝ้าสังเกตอาการของกิมลั้งกับคุณอยู่แล้ว ถ้าทุกคนเห็นว่ากิมลั้งเสียใจจริงๆ คุณแม่ก็คงเชื่อเหมือนกันว่าคุณคงไม่มีทางกลับไปหากิมลั้งแน่ๆ” ณดาอธิบาย
ต๋องอึ้งไปกับความคิดของณดา แต่พยักหน้ารับตกลงอย่างหมดแรง ณดารีบเข้าไปเกาะแขนต๋องด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณมากนะคะ”

อ่านต่อหน้า 3 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 8 (ต่อ)  
    

ต๋องเดินออกมาจำสำนักงานในตลาดด้วยความเซ็ง ศักดิ์ชายที่แอบยืนดักรออยู่เห็นทั้งคู่แล้วหัวเสีย

ครู่หนึ่งรถของสดศรีขับมาจอดด้านหน้าสำนักงานด้วยความรวดเร็ว ครู่เดียวสดศรีเปิดประตูรถ เดินหน้าบึ้งพราดมาหาณดากับต๋อง ศักดิ์ชายเห็นแล้วรอดูทีท่าว่าสดศรีจะทำอะไร
“อยู่พร้อมหน้ากันก็ดีแล้ว” สดศรีเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“คุณแม่มีอะไรเหรอคะ” ณดารีบเดินไปแทรกระหว่างแม่กับต๋อง
“แม่แบกหน้าไปบอกปฏิเสธงานแต่งงานกับคุณหญิงพลอยจรัสเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ต้องรีบมาที่นี่เพราะต้องจัดการเรื่องที่เหลือ”
สดศรีมองหน้าต๋อง
“เรื่องอะไรคะคุณแม่” ณดาแอบหวั่น
“นายต๋อง เธอทำให้ลูกสาวคนเดียวของชั้นต้องเสียหายขนาดนี้แล้วเธอจะมาทำเหมือนลูกสาวชั้นเป็นผักปลาไม่ได้” สดศรีตวาด
“แล้วคุณนายจะให้ผมทำยังไงครับ” ต๋องรีบตอบ
“แต่งงานกับลูกสาวชั้น” สดศรีเอ่ย
ต๋องอึ้ง ศักดิ์ชายที่แอบฟังอยู่อึ้งไม่ต่างกัน
“คุณณดา” ต๋องหันไปหาณดาที่ชักจะหมดความอดทน
ณดาจับมือต๋องเพื่อให้ใจเย็น แล้วหันไปเคลียร์กับสดศรี
“ทำไมต้องทำขนาดนั้นด้วยคะคุณแม่” ณดาเอ่ย
“แม่จะไม่มีวันยอมให้นายต๋องมาเอ้อระเหยลอยชายอยู่แบบนี้ เพราะลูกสาวแม่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ที่สำคัญ ใครๆก็รู้ว่านายต๋องกับกิมลั้งน่ะยังไงๆกันอยู่ เพราะฉะนั้นแม่ต้องการจัดพิธีแต่งงานเพื่อประกาศให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าจะมายุ่งเกี่ยวกับนายต๋องไม่ได้อีก”
สดศรีหันไปพูดกับต๋อง
“แล้วการแต่งงานครั้งนี้จะไม่มีการจดทะเบียนสมรสอะไรกันทั้งนั้นหวังว่าเธอจะไม่มีปัญหานะ เพราะเท่าที่ชั้นยอมให้นี่ก็ถือว่ามากเกินไปสำหรับคนอย่างเธอแล้ว” สดศรีย้ำ
“คุณนายครับ...” ต๋องพยายามจะอ้าปากพูด
“เอาอย่างนี้ดีกว่านะคะ คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราสองคน เดี๋ยวขอเวลาให้ณดากับคุณต๋องปรึกษาหาข้อสรุปกันอีกซักหน่อย แล้วเย็นนี้จะกลับไปเรียนคุณแม่” ณดารีบจับมือต๋องยังไม่อยากบอกความจริง
“ก็ได้ แต่ถ้าเย็นนี้แม่ยังไม่ได้คำตอบที่แน่นอนล่ะก็ รับรองว่าคราวนี้หนูได้กลับไปเป็นสะใภ้คุณหญิงพลอยจรัสแน่ เพราะจนถึงขนาดนี้แล้ว คุณหญิงก็ยังอ้าแขนรอจับหนูใส่ตะกร้าล้างน้ำให้ลูกชายอยู่เลย” สดศรีพูดจบขึ้นรถกลับออกไป
ศักดิ์ชายเดินออกไปอย่างอดรนทนไม่ได้เหมือนกัน
“คุณไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนเถอะนะคะ เดี๋ยวเราค่อยว่ากันอีกที” ณดาบอกกับต๋องคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณคิดว่าผมยังสบายใจได้อีกเหรอ เห็นมั้ยว่าเรื่องมันชักจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว” ต๋องเอ่ยอย่างกังวล
“คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เดี๋ยวกลับบ้านณดาจะบอกคุณแม่ไปก่อนว่าเรื่องแต่งงานน่ะ ขอเวลาเราอีกซักสามเดือนเพื่อเตรียมตัว ท่านจะได้ตายใจไม่มาบีบคั้นอะไรเราอีก” ณดาหาทางออกอบ่างง่ายๆ
“แล้วหลังจากสามเดือนล่ะ” ต๋องเอ่ย
“ณดาไม่ปล่อยให้คุณรอจนอกแตกตายขนาดนั้นหรอกค่ะ แล้วณดาจะหาจังหวะค่อยๆบอกความจริงท่านเอง สบายใจขึ้นรึยังคะ”
ณดาบอก
“ถ้างั้นผมขอตัวก่อน” ต๋องล้ากับปัญหานี้จนไม่อยากพูดอะไรอีก
ณดายิ้มอย่างมีหวัง เมื่อต๋องที่เดินจากไป
“ระหว่างนี้ล่ะที่ชั้นจะทำให้คุณเปลี่ยนใจมาขอชั้นแต่งงานเอง”
ณดาพูดกับตัวเองอย่างมีหวัง

ร้านขายของเก่า ที่ประจำของวงดนตรีของต๋องและเพื่อน วันนี้ต๋องซ้อมเพลงกับวงอย่างหมดเรี่ยวแรงเมื่อนึกถึงกิมลั้งตัดเยื่อใยและคำพูดกิมลั้งยังฝังใจต๋องนไม่อาจลืมได้
“เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกต่อไปแล้ว” กิมลั้งกล่าวทิ้งท้ายกับต๋องแบบนั้น
ในที่สุดต๋องหยุดเล่นดนตรีกลางคัน
“ขอโทษว่ะทุกคน วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ”
ต๋องเอ่ยขึ้น
“ได้พี่” เพื่อนร่วมวงทุกคนหันไปมองต๋องด้วยความเข้าใจ
ทั้งหมดลุกเก็บเครื่องดนตรี ขณะที่เลื่อนกับรักเร่เดินมาหาต๋องด้วยความเป็นห่วง พร้อมจับบ่าปลอบใจ
“พี่ต๋อง ใครจะว่าไงก็ช่างนะ แต่ชั้นเชื่อว่าข่าวลือเรื่องพี่กับคุณณดาไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอน” เลื่อนเชื่อมั่นในตัวต๋อง
“กลั้นใจอดทนรอหน่อยนะพี่ ไม่ช้าความจริงมันต้องปรากฏ” รักเร่รีบเสริม
“ขอบใจเอ็งสองคนมากนะ”
ต๋องลุกขึ้นโอบบ่าเลื่อนกับรักเร่ด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะคงเป็นกำลังใจเดียวที่มีเหลืออยู่ในเวลานี้

คืนนั้นในห้องนอน กิมลั้งนั่งร้องไห้โดยมีกิมแชคอยปลอบอยู่ใกล้ๆด้วยความเป็นห่วง
“อั๊วไม่อยากจะเชื่อเลยนะพี่ต๋องจะทำเรื่องแบบนี้ มันเป็นไปไม่ได้ อั๊วรู้นะว่าเจ้กับพี่ต๋องน่ะรักกันจะตาย” กิมแชเอ่ยขึ้น
“บางทีเราอาจจะไปเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นความรักก็ได้” กิมลั้งพูดน้ำเสียงลอยๆ
“ไม่จริงอ่ะ เจ้กับพี่ต๋องน่ะไม่ใช่เด็กอมมือนะถึงได้แยกไม่ออกว่าอะไรรัก อะไรหลง เรื่องราวมากมายที่พวกเจ้เจอกันมามันก็พิสูจน์ด้วยตัวของมันเองแล้ว อั๊วว่าอั๊วโทรหาพี่ต๋องให้รู้เรื่องรู้ราวไปเลยดีกว่า”
กิมแชคว้ามือถือมากดเบอร์ทันที แต่กิมลั้งรีบห้ามไว้
“ไม่ต้องกิมแช ลื้อก็รู้ว่าคนอย่างต๋องน่ะถ้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆไม่มีทางยอมนิ่งเฉยหรอก ลื้อจำได้ใช่มั้ยที่อั๊วเคยบอกว่าระยะหลังต๋องเปลี่ยนไป ที่แท้เหตุผลมันก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” กิมลั้งอธิบาย
“เราอย่ามัวแต่พูดเองเออเองเลยเจ้ มันอาจจะมีอะไรซับซ้อนกว่าที่คิดก็ได้ ตอนนี้มีแต่พี่ต๋องเท่านั้นล่ะที่จะอธิบายทุกอย่างได้” กิมแชทำท่าจะกดมือถืออีก
“อั๊วบอกไม่ต้องก็ไม่ต้องซิ” กิมลั้งโมโหลืมตัวแผดเสียงดังขึ้น
กิมแชถึงกับอึ้งไปเพราะกิมลั้งไม่เคยเสียงดังใส่ตนขนาดนี้ กิมลั้งเพิ่งจะรู้สึกตัวเหมือนกัน
“ขอโทษ อั้วไม่ได้ตั้งใจ อั๊ว...” กิมลั้งเสียใจ
กิมแชจับมือพี่สาวไว้
“เจ้ อั๊วเข้าใจ อั๊วว่าอั๊วปล่อยให้เจ้อยู่คนเดียวซักพักละกัน เผื่ออะไรๆจะดีขึ้น” กิมแชเดินออกไปจากห้องไป
กิมลั้งเดินน้ำตารินออกไปยืนที่ระเบียงอย่างเจ็บปวดใจ

คืนนั้น กิมลั้งยืนร้องไห้อยู่ที่ระเบียงบ้าน ส่วนต๋องยืนอยู่ข้างๆเสาไฟฟ้า ต่างไม่เห็นกัน
“ทำไมชั้นกับเธอต้องเจอเรื่องบ้าๆแบบนี้ด้วย” ต๋องเอ่ย
เวลานั้นเคี้ยงขับรถแล่นมุ่งหน้ามาที่หน้าบ้าน ต๋องรีบหลบหลังเสา กิมลั้งเห็นรถเคี้ยงมาจอดที่หน้าประตูบ้านรีบปาดน้ำตาแล้วเดินเข้าห้องไป ต๋องหันไปที่ระเบียงเมื่อไม่เจอกิมลั้งแล้วจึงเดินคอตกกลับบ้านเหมือนคนสิ้นหวัง

คืนนั้น เคี้ยงค่อยๆเดินย่องเข้ามาในบ้านอย่างระแวดระวัง แต่ไม่เห็นกิมฮวยเพราะก้มลงเก็บของอยู่ พอกิมฮวยลุกขึ้นมา พอหันมาเห็นทีท่าแปลกๆของเคี้ยงเลยค่อยๆเดินตามหลังไปด้วยความสนใจ พอเคี้ยงหันหลังกลับมาเจอกิมฮวยถึงกับร้องลั่น เลยพลอยทำให้กิมลั้งตกใจร้องตามไปด้วย
“ไอ้หยา” เคี้ยงอุทาน
“ ลื้อเป็นอะไรของลื้อเฮียเคี้ยง ร้องทำไม อั๊วตกใจไปด้วยเลยเห็นมั้ย” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
“ก็ลื้อโผล่มาไม่ให้สุ่มให้เสียงนี่” เคี้ยงเอ่ย
“ก็เห็นลื้อทำท่าลับๆล่อๆ อั๊วแปลกใจก็เดินตามมาดู” กิมฮวยเริ่มมองอย่างจับผิด
“คือ อั๊วเห็นว่าไฟบ้านเปิดทิ้งไว้แต่ไม่มีใคร ก็เลยสงสัยน่ะ” เคี้ยงเอ่ยขึ้น
“ทำไมจะไม่มี ก็อั๊วนี่ไงล่ะ รอลื้ออยู่นานสองนานแล้วไม่โผล่มาซักที หมู่นี้ขยันสังสรรค์ดึกๆจังนะ เป็นกระสือกระหังกันรึยังไง” กิมฮวยเอ่ยบ้าง
“โธ่ ลื้อก็รู้ว่าเพื่อนๆอั๊วน่ะกว่าจะเสร็จงานกันก็ค่ำมืดแล้ว” เคี้ยงแถ
“แล้วทำไมต้องเจอกันทุกค่ำทุกคืน มันเป็นลูกเป็นเมียลื้อรึยังไงฮะ” กิมฮวยเริ่มเหวี่ยง
 “อากิมฮวย ที่ผ่านมายี่สิบสามสิบปีน่ะชีวิตอั้วก็มีแต่เรื่องส่งของ กับนอนเฝ้าบ้าน ชีวิตที่เหลือนี่ขอให้อั๊วได้พูด ได้คุย ได้มีเพื่อนชดเชยเวลาที่หายไปบ้างได้มั้ย ไม่งั้นลื้อจะมีผัวเป็นโรคประสาทนะ” เคี้ยงเอ่ยขึ้น
“แล้วอั๊วไม่ประสาทรึไง วันๆปวดหัวอยู่กับแต่เรื่องลูกเรื่องผัวไม่มีใครได้ดังใจซักคน นี่อยู่ๆอากิมลั้งก็มากลายเป็นโรคซึมเศร้าไปอีกพอรู้เรื่องของไอ้ต๋องกับอาคุณณดา ร้องไห้หยั่งกับพ่อแม่ตาย โง่จริงๆ” กิมฮวยเอ่ยขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย
“เป็นธรรมดา ก็อีรักของอีนี่” เคี้ยงเอ่ยแทน
“มันมีอะไรให้น่ารักฮะ แล้วเป็นไงล่ะ สุดท้ายมันก็เผยธาตุแท้ออกมาให้เห็น ทีกับคนดีๆอย่างอาจาตุรงค์นี่ไม่รู้จักแหกตามองเค้าบ้าง”
ครูหนึ่งมือถือเคี้ยงดังขึ้น เคี้ยงหยิบขึ้นมาดูเป็นเป็นเบอร์โทรของเบิร์ดยิ่งลน และไม่กล้ารับสาย จนกิมฮวยดุ
“เอ้า ทำไมไม่รับล่ะ หรืออาเต๊กกออีโทรมาระบายปัญหาชีวิตอีกแล้วไหนดูซิ” กิมฮวยพูดพลางจะเอื้อมไปคว้ามือถือเคี้ยงมาดู แต่เคี้ยงเอามือหลบเนียนๆรีบยกมือมาเกาหัว
“ไม่ใช่ๆ คราวนี้เป็นพวกขายของน่ะ ขยันโทรมาไม่รู้เวล่ำเวลา บอกแล้วว่าไม่ซื้อ ไม่ซื้อ ก็ยังจะตื้ออยู่นั่นล่ะ” เคี้ยงเปลี่ยนเรื่อง แต่มือถือยังคงดังอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะสงบ
“มา อั้วจัดการเอง” กิมฮวยรีบคว้ามือถือเคี้ยงไปพูดสาย เคี้ยงหน้าตาเหวอทำอะไรไม่ถูก เพราะปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงกิมฮวยจึงเริ่มปรี๊ด
“ฮัลโหล” กิมฮวยเอ่ยขึ้น
“นี่ เป็นโรคจิตรึยังไงฮะ ผัวอั๊วบอกว่าไม่ซื้อลื้อไม่เข้าใจรึไงฮะ แล้วก็ไม่ต้องโทรมาอีกนะ ไม่งั้นอั๊วจะคิดว่าลื้อมีเจตนาแฝงจะขายอย่างอื่นให้ผัวอั๊วด้วย” กิมฮวยพูดกับปลายสาย
เคี้ยงถึงกับสะอึกในสิ่งที่ได้ยิน ปลายสายอย่างเบิร์ดกดโทรศัพท์วางไปด้วยความรู้สึกตื้อๆเช่นกันเมื่อได้ยินเสียงกิมฮวย

คืนนั้น ณดาขับรถมาถึงหน้าบ้าน เห็นศักดิ์ชายที่ดูหมดสภาพนั่งอยู่กับพื้นพิงประตูรั้วอยู่ ณดาโกรธมากที่ศักดิ์ชายถือวิสาสะมาจุ้นจ้านหน้าบ้านตัวเอง จึงรีบปิดไฟหน้ารถ แล้วลงจากรถไปลากศักดิ์ชายออกมาให้พ้นๆจากหน้าบ้าน
“คุณต้องการอะไร มาที่บ้านชั้นทำไมอีก” ณดาเอ่ยขึ้น
“ผมแค่อยากจะมาบอกลา” ศักดิ์ชายตอบ
ณดาเห็นทีท่าหมดอาลัยตายอยากของศักดิ์ชายถึงกับชะงัก
“ผมคงต้องยอมรับความจริงซะทีว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของชีวิตคุณ ที่มาวันนี้เพราะผมอยากเห็นหน้าคุณเป็นครั้งสุดท้าย” ศักดิ์ชายพร่างพรูออกมา
“คุณจะไปไหน” ณดาเริ่มใจหาย
“ก็คงต้องไปให้ไกลจากคุณที่สุด เพราะผมคงเห็นคุณมีความสุขกับผู้ชายคนอื่นไม่ได้” ศักดิ์ชายเอ่ย
“ชั้น เสียใจนะที่ทำให้คุณเจ็บปวด” ณดาตอบ
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ผมมันรนหาที่เอง คุณณดาครับไหนๆผมก็จะจากคุณไปแล้ว คืนนี้ขอให้ผมได้มีเวลาพูดคุยกับคุณดีๆเป็นครั้งสุดท้ายซักครั้งในชีวิตได้มั้ย” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
ณดาอึกอักด้วยความลำบากใจ
“งั้นไม่เป็นไรครับ ขอโทษด้วยที่กวนเวลาคุณ” ศักดิ์ชายเดินคอตกออกไป
“ก็ได้” จู่ๆณดา
ศักดิ์ชายหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห่งความดีใจ
“แต่ต้องไปคุยกันที่อื่นนะ เดี๋ยวใครมาเห็นจะไม่ดี”
ณดาออกไปกับศักดิ์ชายโดยดีเป็นครั้งแรก

ทั้งคู่ ขับรถมาริมน้ำแห่งหนึ่ง ณดามองไปที่ผืนน้ำ
“คุณมีอะไรจะพูดกับชั้นก็ว่ามาซิ” ณดาเอ่ยขึ้น
ศักดิ์ชายเดินก้าวเข้ามายืนซ้อนทางด้านหลังณดา แต่เพราะเงียบไปณดาจึงหันหลังกลับมา
“เอ้า ว่าไงล่ะ” ณดาถามย้ำ
ทันทีที่ณดาหันกลับมา ศักดิ์ชายเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกณดา อีกฝ่ายพยายามดิ้นแต่ศักดิ์ชายล็อกตัวไว้ ในที่สุดร่างกายอ่อนกำลังจนสลบไป

เช้าวันใหม่ ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ ชาวตลาดมากันพร้อมหน้า
“เร็วเข้าซิอาจะเด็ด” เต๊กไฮ้ ลากจะเด็ดเข้ามาในตลาดอย่างเร่งรีบ
“ตกลงมีอะไรด่วนจี๋นักฮะเต็กไฮ้ ถึงได้ต้องลากชั้นมาขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามีคนดังมาเดินตลาด” จะเด็ดถาม
เต๊กไฮ้ลากจะเด็ดมาถึงกลุ่มไทยมุงที่หน้าแผงผักของต๋อง ซึ่งมีกิมลั้งยืนดูห่างๆอย่างหน้าเครียด
“ใช่ ดังมาก ดังลั่นตลาดเลย ลื้อดูซิ” เต๊กไฮ้เอ่ยขึ้น
สดศรีโวยวายที่ณดาหายตัวไป หยิบกะหล่ำปลีขว้างใส่ต๋องแล้วแหกปากอาละวาดต่อหน้าประชาชี
“ที่ชั้นถามได้ยินมั้ย ตกลงว่าแกเอาลูกสาวชั้นไปไว้ที่ไหนบอกมาเดี๋ยวนี้นะ” สดศรีคาดคั้น
“ก็ผมบอกคุณนายไปแล้วไงครับว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” ต๋องตอบ
สดศรีคว้ามะระขว้างใส่ต๋องอีกด้วยความโมโห
“อมมะระมาพูดชั้นก็ไม่เชื่อ จู่ๆลูกสาวชั้นก็หายไป ไม่ยอมกลับบ้าน ถ้าไม่เกี่ยวกับแกแล้วจะเกี่ยวกับหมาที่ไหน” สดศรีตะโกนด่าต๋องลั่นตลาด
“ก็ผมบอกว่าไม่รู้ไม่รู้ คุณนายไม่เข้าใจหรือยังไง ลืมหูลืมตาคิดดูบ้างซิครับว่าผมจะเอาคุณณดาไปซ่อนทำไม” ต๋องเหลืออด
“ยังจะให้ชั้นเชื่อคำพูดของคนไม่จริงใจ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาอย่างแกอีกเหรอ ที่ผ่านมาแกตะเกียกตะกายทำทุกอย่างเพราะหวังจะใช้ลูกสาวชั้นเป็นบันได แต่พอชั้นจะให้แกแต่งงานกับณดาจริงจัง แกก็เลยเอาณดาไปซ่อนไว้เพื่อหาเรื่องปัดความรับผิดชอบ” สดศรีด่าต่อ
“ขอโทษนะคะคุณนายเท่าที่ฟังดูมันไม่นิยายไปหน่อยเหรอคะ ถ้าต๋องทำอย่างที่คุณนายว่าจริง จะมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงนี้ทำไม” คิตตี้ฟังแล้วของเริ่มขึ้น
“ก็มันคิดว่าจะทำให้ทุกอย่างแนบเนียนน่ะซิ” สดศรีเอ่ย
“แต่ถ้าพี่ต๋องเค้าหวังจะใช้คุณณดาเป็นบันไดจริง เค้าก็ต้องระริกระรี้รีบจัดงานแต่งวันนี้วันพรุ่งนี้แล้วซิคะ จะหนีทำไม อยู่สูบเงินคุณนายให้อิ่มแล้วค่อยชิ่งทีหลังไม่ดีกว่าเหรอ” ชมพู่รีบเสริมคิตตี้
“ก็เพราะผู้ชายเลวๆอย่างไอ้ต๋องมันคิดอะไรสลับซับซ้อนกว่าที่ผู้หญิงซื่อบื้ออย่างลื้อจะได้คิดน่ะซิ ต่อให้แต่งงานไปมันรู้ว่ามันคงไม่ได้ผลาญสมบัติของคนขี้เหนียวอย่างอาคุณนายแน่ สู้มันอยู่แบบ
ลอยตัว หลอกผู้หญิงคนนั้นที คนนี้ที แล้วก็เก็บอาคุณณดาไว้เป็นกระเป๋าตังค์เคลื่อนที่แบบนี้ดีกว่า รอให้อาคุณนายตายห่าแล้วมันค่อยแผลงฤทธิ์ก็ยังทัน” กิมฮวยรีบมาสมทบกับสดศรีทันที
สดศรีถึงกับสะดุ้งในสิ่งที่กิมฮวยพูด
“เห็นมั้ยล่ะ พวกชั้นน่ะเพียรบอกตั้งแต่แรกว่าว่าไอ้ต๋องน่ะเป็นกาลิณีถ้าไม่มีมัน...แผ่นดินตลาดสูงกว่านี้แน่” จะเด็ดรีบเสริม

“ไล่มันไปจากที่นี่เลยอาคุณนาย เชื้อเลวแบบนี้อย่าเก็บไว้ทำพันธุ์ชั่ว ตัวพ่อมันยังขนาดนี้ ลูกของมันที่เกิดกับคุณณดาจะขนาดไหน” เต๊กไฮ้รีบเสริมอีกคน จะเด็ดได้ทีรีบใส่ต๋องอีก
“นั่นซิ เด็กที่นิสัยเหมือนไอ้ต๋องกับคุณนาย แค่คิดก็ฝันร้ายแล้ว”
“อะไรนะนายจะเด็ด” สดศรีหันไปค้อน
จะเด็ดหันมาเห็นหน้าสดศรีถึงกับสะดุ้งโหยง จู่ๆเสียงข้อความของสดศรีดังขึ้น สดศรีรีบหยิบขึ้นมาดู
“ณดา” สดศรีดีใจที่เห็นเบอร์ณดาส่งข้อความเข้ามา
ชาวตลาดเริ่มเบนความสนใจฟังสดศรีคุยโทรศัพท์มือถือซึ่งสดศรีกำลังเปิดอ่านข้อความอยู่
“ขอโทษที่หายตัวมาโดยไม่บอกคุณแม่นะคะ ณดาอยากจะปลีกตัวมาคิดเรื่องระหว่างต๋องกับตัวเองให้ดีๆน่ะ เพราะณดาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน บางทีเราอาจจะไม่เหมาะสมกันอย่างที่คุณแม่ว่าก็ได้ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ พร้อมเมื่อไหร่ณดาจะติดต่อกลับไปหาคุณแม่เอง” ณดาส่งข้อความมาหาสดศรี
“โธ่ ลูกแม่” สดศรีโล่งใจขึ้นหลังจากที่รู้ว่าณดาปลอดภัย
“คุณณดาเป็นยังไงบ้างคะคุณนาย” ทวีรีบถามขึ้น
“เค้าขอตัวไปคิดทบทวนอะไรเงียบๆคนเดียวซักพัก” สดศรีตอบ

“เห็นมั้ย” คิตตี้รีบแทรก พร้อมยกมือขึ้นตบกับชมพู่ด้วยความดีใจ
“บอกแล้วว่าต๋องไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้” ชมพู่รีบกวาดสายตาไปมองอริของต๋อง แล้วยกมือประนมขึ้น
“เป็นไง เมื่อกี้ใครที่ด่าๆพี่ต๋องเอาไว้ ขอให้เข้าตัว เพี้ยง” ชมพู่ร่ายมนต์จากซ้ายไปขวา ทั้งกิมฮวย เต๊กไฮ้ จะเด็ด ก้มหัวหลบมนต์ของชมพู่กันใหญ่ สดศรีสะดุ้งเพราะเข้าข่ายคนที่ด่าต๋องไว้ด้วย ส่วนต๋องกังวลเมื่อสดศรีบอกว่าณดาอยากอยู่เงียบๆคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าผลของการตัดสินใจจะออกมาอย่างไรและไม่อยากอยู่ในอารมณ์นี้อีกต่อไป

เวลาต่อจากนั้น ต๋องเดินออกมาจากด้านในตลาดด้วยความครุ่นคิด เลื่อนกับรักเร่เดินตามออกมาด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรน่ะพี่ พี่น่าจะสบายใจได้แล้วไม่ใช่เหรอ ทุกคนก็รู้ว่าที่คุณณดาหายไปไม่ได้เกี่ยวกับพี่เลย”เลื่อนรีบถามขึ้น
“ข้ากำลังแปลกใจน่ะ” ต๋องรีบตอบ
“แปลกใจอะไรพี่” รักเร่รีบถามขึ้น
“คุณณดาตัวจริง ไม่น่าจะเลือกหนีอะไรไปง่ายๆแบบนี้” ต๋องตอบ
“แล้วมันจะมีณดาตัวปลอมด้วยเหรอพี่ ข้อความที่ส่งถึงคุณนายสดศรีมันก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากมือถือของลูกสาวแกเอง” รักเร่ขำ
ต๋องเถียงในสิ่งที่รักเร่พูดไม่ได้ แต่อดรู้สึกไม่ได้ว่าเรื่องนี้เริ่มไม่ชอบมาพากล

สดศรีนั่งรถมากับเปาเปาคนขับรถ และพยายามติดต่อณดาแต่ไม่มีคนรับ สดศรีดูว้าวุ่นใจ
“ณดา ทำไมต้องไม่รับโทรศัพท์แม่ด้วยนะ”
สดศรีกดเรียกสายใหม่อีกหลายรอบด้วยความห่วงใยณดา

เวลาเดียวกันนั้น โทรศัพท์มือถือของณดาขึ้นคำว่า “Mom” แต่ไม่มีคนรับ ศักดิ์ชายขับเรือส่วนตัวอยู่กลางทะเลเหลือบมองที่มือถือของณดาด้วยความรำคาญใจ
“ขยันโทรดีนักใช่มั้ย” ศักดิ์ชายบ่น
ศักดิ์ชายไม่รอช้าคว้ามือถือณดาปาลงทะเลไป ส่วนณดายังสลบอยู่ท้ายเรือ เธอพยายามลืมตาตื่นมองออกไปเห็นศักดิ์ชายขับเรืออยู่เริ่มชัดขึ้น ณดาโกรธมากรีบลุกขึ้นพรวดพราดโดยไม่ได้ดูว่าตัวเองถูกมัดแขนมัดขาไว้จึงล้มลง ศักดิ์ชายหันมาเห็นรีบหยุดเครื่องเรือแล้วเดินมาช้อนร่างณดาที่พยายามดิ้นให้ลุกขึ้นนั่งอย่างใจเย็น
“โถๆ ที่รัก ไม่เอาน่ะ ทำไมถึงทำหน้าทำตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อผมอย่างนั้นล่ะจ๊ะ” ศักดิ์ชายยั่วโมโห
“ปล่อยชั้นนะไอ้คนชั่ว แกทำกับชั้นอย่างนี้ทำไมฮะ” ณดาด่าศักดิ์ชาย
“คุณน่าจะดีใจมากกว่านะที่ผมอุตส่าห์พาคุณมาฮันนีมูน เดี๋ยวก็ถึงเกาะสวาทหาดสวรรค์ของเราแล้วนะ รับรองว่าคุณจะจดจำทริปนี้ของเราไปจนวันตาย” ศักดิ์ชายยั่วโมโห
“เลว เกิดมาชั้นยังไม่เคยเห็นใครเลวเหมือนแกเลย ชั้นมันโง่เองที่หลงเชื่อใจไอ้พวกเลี้ยงไม่เชื่องอย่างแก ถ้าแกคิดจะทำชั่วช้าอะไรกับชั้นขอให้มีอันเป็นไป ขอให้แกตายอย่างหมาข้างถนน ขอให้...”
ณดายังด่าไม่ทันจบศักดิ์ชายเข้าไปจูบณดาอย่างดูดดื่ม จนณดาอึ้งไป
“ถ้ายังจะปากดีอีกละก็ ผมได้ทำมิดีมิร้ายคุณกลางทะเลแน่” ศักดิ์ชายขู่
ณดานิ่งไปด้วยอาการผวา ศักดิ์ชายลุกขึ้นไปขับเรือต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันเดียวกันนั้น ต๋องเดินมากินโอเลี้ยงร้านอาโก ด้วยใบหน้าไม่ดีนักเพราะเครียดเรื่องณดาหายไปอย่างไม่ชอบมาพากล ต๋องกินโอเลี้ยงจนหมดแก้วกำลังจะลุกออกไป ทันใดนั้นกิมลั้งเดินเข้ามาในร้านอาโกพอดิบพอดี แต่พอเห็นต๋องกิมลั้งนิ่งไปแล้วตัดสินใจเดินไปอีกทางหนึ่ง ต๋องรีบลุกตามไป

พอรู้ว่าต๋องเดินตามมากิมลั้งรีบเดินหนีเร็วขึ้นอีก ต๋องรีบคว้ามือกิมลั้ง
“ เดี๋ยวซิกิมลั้ง ตกลงเธอจะไม่ยอมพูดกับชั้นแล้วจริงๆเหรอ” ต๋องเอ่ยขึ้น กิมลั้งหันมาสะบัดมืออย่างแรง
“ชั้นบอกแล้วไงว่าเราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก” กิมลั้งพูดแล้วจะเดินออกไป ต๋องตามไปดักอีก
“แต่เธอกำลังเข้าใจชั้นผิดนะกิมลั้ง” ต๋องพยายามอธิบาย
“ตอนนี้ชั้นไม่ต้องการเข้าใจหรือรับรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอทั้งนั้น”
กิมลั้งจะเดินหนีไปอีก ต๋องเลยตัดสินใจโพล่งออกมา
“ชั้นกับคุณณดา เราไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้นนะ” ต๋องโพล่งขึ้นมา
กิมลั้งหยุดกึก แล้วค่อยๆหันหลังกลับมา
“น่าเสียใจแทนคุณณดาจริงๆนะที่เธอมาพูดลับหลังเค้าแบบนี้” กิมลั้งประชด
“แต่ชั้นพูดความจริงนะกิมลั้ง” ต๋องอธิบาย
“ตอนที่ไม่มีคุณณดาอยู่ เธอจะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะ รู้มั้ยต๋อง ถ้าเธอบอกชั้นแต่แรกว่าเธอเปลี่ยนไปเพราะอะไร ชั้นคงไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่ไปได้ยินเรื่องทั้งหมดจากปากของคนอื่น มันตอกย้ำให้รู้สึกว่า ที่ผ่านมา ชั้นไม่ได้มีค่า มีความหมายกับเธอเลยจริงๆ” กิมลั้งโพล่งความในใจ
กิมลั้งน้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจ ต๋องเข้าไปจับแขนกิมลั้งคล้ายจะร้องไห้ไปด้วย
“ก็นี่ไงกิมลั้ง ชั้นพยายามพูดความจริงกับเธอแล้ว เธอฟังชั้นบ้างซิ ฟังชั้นบ้าง” ต๋องเอ่ยขึ้นอย่างขอร้อง
“ทำไมชั้นจะไม่อยากฟังสิ่งที่อยากจะได้ยินล่ะ ชั้นอยากเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่จริง ชั้นอยากเชื่อว่าเธอยังรู้สึกเหมือนเดิมกับชั้น แต่ว่าตอนนี้ ชั้นไม่ไว้ใจเธออีกต่อไปแล้ว”
กิมลั้งย้อน และโพล่งความในใจออกมาก่อนจะเดินหนีไป ปล่อยให้ต๋องยืนเครียดหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงนั้น

อีกฟากหนึ่งเวลาต่อจากนั้น ศักดิ์ชายขับเรือมาถึงเกาะส่วนตัว เขาพยายามจะอุ้มณดาลงจากเรือ
“อย่ามาแตะต้องตัวชั้น” ณดาดิ้นไม่ยอมให้ศักดิ์ชายถูกเนื้อต้องตัวต้องตัว
“ตามใจ ถ้าอยากนอนตากแดดเป็นปลาสลิดอยู่ในเรือนี่ก็ตามใจ”
ศักดิ์ชายกระโดดลงเรือไปไม่สนใจ จนณดาต้องร้องเรียก
“ไม่นะ จะปล่อยชั้นตากแดดไว้แบบนี้ไม่ได้นะ” ณดารีบโวยวาย
“ถ้างั้นก็หุบปาก” ศักดิ์ชายปีนกลับไปบนเรือ
ศักดิ์ชายยกตัวณดาขึ้นพาดบ่า และไม่ได้ทะนุถนอมเหมือนในตอนแรก
 
อ่านต่อหน้า 4 เวลา 17.00น.



“รักเกิดในตลาดสด” ตอนที่ 8 (ต่อ)  
    

ศักดิ์ชายพาณดามาบ้านพักริมหาด พอเดินมาถึงเขาโยนณดาลงบนเตียง จากนั้นศักดิ์ชายแก้เชือกที่มือและเท้าให้ แต่ทันทีที่มือเป็นอิสระ ณดาตบหน้าศักดิ์ชายเข้าให้อย่างแรง ศักดิ์ชายอึ้งไปเพราะไม่ทันตั้งตัว

“นี่สำหรับความเลวที่ทำกับชั้น” ณดาเอ่ยขึ้น
“ช่วยไม่ได้ คุณต่างหากที่บังคับให้ผมต้องทำแบบนี้เอง ใครมันจะยอมให้เมียตัวเองไปเป็นเมียคนอื่น แถมยังจะแต่งงานกันออกนอกหน้าอีก” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“ใครบอกเรื่องนี้กับคุณ” ณดาแปลกใจ
“ไม่สำคัญหรอก แค่รู้ไว้อย่างเดียวว่าคุณเป็นของของผมได้คนเดียวเท่านั้น” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ คิดว่าเล่นละครเรื่องจำเลยรักอยู่รึไง ชั้นไม่ปัญญาอ่อนเหมือนนางเอกนั่นหรอกนะถึงจะได้ใจอ่อนตกหลุมรักไอ้คนที่ข่มเหงจิตใจตัวเอง” ณดาวีนแตก
“ใครบอกว่าเรากำลังเล่นเรื่องจำเลยรัก ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่าเรากำลังเป็นพระเอกนางเอกเรื่องวนาลีกันอยู่ ฟังดูโรแมนติกกุ๊กกิ๊กน่ารักกว่ากันเยอะ ถึงนางเอกอย่างคุณจะแก่ไปหน่อย แต่พอดับไฟแล้วก็เหมือนๆกัน” ศักดิ์ชายยียวน
ณดาโกรธมากคว้าข้าวของขว้างใส่ศักดิ์ชายป็นชุด แต่ศักดิ์ชายหลบทัน
“อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ปาเสร็จแล้วก็เก็บเข้าที่ละกัน ที่สำคัญ...อย่าคิดที่จะหนีเด็ดขาด นี่น่ะมันเกาะของเจ้านายเพื่อนผม พวกที่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอกน่ะมันไม่ได้เจอผู้หญิงมานานแล้ว ขืนคุณ
ทะเล่อทะล่าออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า รับรองว่าได้เล่นหนังเรื่องพรหมพิรามแน่ เชื่อผม เป็นนางเอกเรื่องวนาลีดีกว่าเยอะ” ศักดิ์ชายยิ้มร้ายสะใจ
“ชั้นคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำจนอุษาสาง ด้วยเกิดความรักผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย....” ศักดิ์ชายเดินฮัมเพลงออกไปอย่างยั่วยวนกวนอารมณ์
“ยี้”
ณดาโกรธขว้างหมอนใส่ศักดิ์ชายด้วยความเจ็บใจ

ศักดิ์ชายเดินออกมาที่หน้าเกาะ คนงานในบ้านรีบวิ่งมาหา
“มีอะไรจะให้ผมรับใช้อีกมั้ยครับคุณชาย” คนงานเอ่ยถามขึ้น
“บอกแล้วไงอย่าเรียกชั้นว่าคุณ เดี๋ยวแผนก็แตกพอดี” ศักดิ์ชายดุ
“ขอโทษครับ” คนงานตอบหน้าจ๋อย
“ครับก็ไม่ต้อง” ศักดิ์ชายดุซ้ำ
“เอ่อ...โทษทีเว้ยมึง” คนงานรีบทำตัวสนิทสนมในฐานะเพื่อนกับศักดิ์ชายตามแผน
“ดูแลคุณณดาให้ดีล่ะ ไม่ต้องคุมเข้มอะไรมากเพราะหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว” ศักดิ์ชายบอก
“มึงไม่ต้องห่วงหรอก” คนงานเล่นสมบทบาท
ศักดิ์ชายชะงักไป เพราะการโต้ตอบเหมือนจริงมีทั้งมึงทั้งกู
“เออ งั้นกูไปพักก่อนละกัน แม่งขับทั้งรถทั้งเรือทั้งวัน โคตรเหนื่อยเลย” ศักดิ์ชายว่า
“แล้วจะมายืนพล่ามอยู่ทำห่าอะไร รีบๆไปนอนซิวะ” คนงานเล่นซะเหมือนจริง ศักดิ์ชายด่าไม่ออกเพราะพูดเองจึงเดินออกไปพัก

อีกมุมหนึ่งของเกาะ ศักดิ์ชายโทรศัพท์กลับบ้าน รัศมีกับชายศักดิ์ตกใจมากเมื่อรู้เรื่องทั้งหมดผ่านมือถือที่เปิดลำโพงดังลั่น
“ฮะ นี่ลูกจับตัวเด็กณดานั่นไปเหรอ” รัศมีเอ่ยถามอย่างตกใจ
“หรือคุณแม่จะปล่อยให้ณดาแต่งงานกับไอ้ต๋องล่ะครับ คราวนี้ล่ะจบกันเลย”
“เอ๊ะ แม่ชักสงสัยแล้วว่าที่จับลูกสาวเค้าไปเนี่ยเป็นเพราะลูกหึง หรือว่าห่วงเรื่องห้างเรากันแน่” รัศมีสงสัย
“ผมก็ต้องทำเพื่อห้างเราซิครับ ไม่งั้นจะเอาตัวเข้าเสี่ยงขนาดนี้เหรอ” ศักดิ์ชายอึกอัก แต่ทำเสียงจริงจังกลบเกลื่อน
“แน่ใจนะว่าแกเอาอยู่” ชายศักดิ์เอ่ยขึ้น
“เปล่านะครับ ผมกำลังคุยโทรศัพท์อยู่” ศักดิ์ชายลน
“ไม่ใช่อย่างงั้น ท่าจะหมกมุ่นนะแกน่ะ พ่อหมายถึงว่าอยู่ๆก็ฉุดลูกสาวเค้าไป ไม่กลัวว่าเค้าจะสาวไปถึงตัวแกเหรอ” ชายศักดิ์อธิบาย
“ไม่ต้องห่วงครับคุณพ่อ ผมเอาอยู่อยู่แล้ว” ศักดิ์ชายตอบ
“เอ๊ะ แล้วเรื่องทวงหนี้ข่มขวัญพวกคนในตลาดล่ะ ลูกก็ไม่อยู่แล้วจะจัดการกันยังไง” รัศมีเพิ่งนึกขึ้นได้
“ไม่มีอะไรยุ่งยากนี่ครับ แค่ทำตามแผนที่ผมวางไว้ให้ก็จบ ดีซะอีกที่เราเล่นงานคุณนายสดศรีสองทางเลย เล่นมันทั้งลูกสาว ทั้งคนในตลาด คราวนี้ไม่พลาดแน่ครับ” ศักดิ์ชายเอ่ย
“โอเค มีอะไรคืบหน้าค่อยว่ากันอีกทีละกันลูก แค่นี้ก่อนนะ” รัศมีว่า
“ครับ” ศักดิ์ชายรับคำ
รัศมีกดวางสาย
“เอ้อ ลูกชายเรานี่มันฉลาดนะ ให้พ่อแม่ไล่จับลูกหนี้ แต่มันเลือกไปไล่จับผู้หญิง” ชายศักดิ์โพล่งขึ้น
“แหม เสี่ยก็ ถ้าอยากไล่จับผู้หญิง ก็ยืนอยู่ตรงนี้คนนึงแล้วไงคะ”
รัศมีส่งสายตายั่วยวน จนชายศักดิ์สะเทิ้น
“เอ ถ้างั้นอีนี่บังว่าเรามาเล่นหนังแขกกันหน่อยดีกว่านะจ๊ะเมียจ๋า”
ชายศักดิ์หยิบผ้าโพกหัวที่วางไว้แถวนั้นขึ้นใส่หัว ส่วนรัศมีตวัดผ้าคลุมโต๊ะแถวนั้นขึ้นมากางเหมือนจะล่อกระทิง ชายศักดิ์ไถเท้าตัวเองใหญ่พร้อมจะพุ่งชนเป้า รัศมีเอาผ้าคลุมโต๊ะมาคลุมหัวราวกับเป็นส่าหรี แล้วทำคอยึกยักยั่วยวน ระบำส่ายหน้าท้อง ศักดิ์ชายวิ่งพุ่งเข้าใส่รัศมี รัศมีวิ่งหลบตามหลังเสา ตามโต๊ะเก้าอี้ราวกับหนังอินเดีย

พลบค่ำวันเดียวกัน พ่อค้าแม่ค้าพากันเก็บแผง วันนี้กิมลั้งเก็บแผงอยู่คนเดียว ครู่หนึ่งจาตุรงค์โผล่เข้ามาช่วยยกถังน้ำแข็ง
“ให้พี่ช่วยนะจ๊ะน้องกิมลั้ง” จาตุรงค์รีบอาสา
ต๋องหันมาเห็นจาตุรงค์ช่วยกิมลั้งยกของเริ่มใจคอไม่เป็นส่ำ
“ แล้วม้าล่ะไม่ได้มากับพี่รงค์ด้วยเหรอ” กิมลั้งดูกังวลไม่ค่อยสบายใจนักที่อยู่กับจาตุรงค์สองคน จึงถามขึ้น
“ก็พอน้ากิมฮวยกับป๊าไหว้เจ้าเสร็จ พี่ก็พาไปส่งที่บ้านเลย น้ากิมฮวยก็เลยวานให้พี่มาช่วยน้องกิงลั้งเก็บแผงนี่ล่ะจ้ะ” จาตุรงค์จะช่วยกิมลั้งยกของอีก คราวนี้กิมลั้งร้องห้ามไว้
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะพี่รงค์ ที่เหลือไม่มีอะไรมาก ชั้นเก็บเองได้ พี่รงค์กลับบ้านเถอะ” กิมลั้งบอก
“ไม่ได้หรอก น้ากิมฮวยฝากฝังพี่ไว้แล้วว่าให้ช่วยน้องกิมลั้ง” จาตุรงค์ยังตื๊อ
“แต่...” จาตุรงค์ยังไม่อยากกลับ
ระหว่างนั้นกิมลั้งหันไปเห็นต๋องเดินเฉียดมาแถวแผงของตนจึงเปลี่ยนทีท่ากับจาตุรงค์
“ถ้างั้นก็ได้จ้ะ แหม พี่รงค์มีน้ำใจจังเลย” กิมลั้งแกล้งประชดต๋อง
จาตุรงค์รีบช่วยกิมลั้งยกของชิ้นต่อไปแต่เผอิญมือไปโดนมือกิมลั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ แทนที่จะสะบัดมือออกเหมือยอย่างเคยกิมลั้งกลับค้างมือไว้แบบนั้น ต๋องเห็นแล้วช้ำใจ
“อุ๊ย ขอโทษนะจ๊ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจ” จาตุรงค์รู้สึกว่ามือตนไปถูกมือกิมลั้งพยายามรีบเอาออกเพราะรู้ดีว่ากิมลั้งไม่ชอบแน่ กิมลั้งกลับยิ้มให้จาตุรงค์
“ชั้นไม่ถือหรอกจ้ะ ของแบบนี้มันพลาดพลั้งกันได้”
จาตุรงค์แปลกใจในทีท่าของกิมลั้งที่ไม่เคยเป็นกับตนมาก่อน จึงลองถามหยอดดู
“เอ่อน้องกิมลั้งจ้ะ เดี๋ยวเก็บของเสร็จแล้ว เราลองไปทานอาหารที่ร้านเปิดใหม่หน้าปากซอยดูมั้ย เห็นเค้าว่ากันว่าถูกแล้วยังอร่อยด้วยนะ” จาตุรงค์ชวน ตอนแรกทำท่าอ้ำอึ้งแต่พอเห็นต๋องเดินมากิมลั้งจึงตอบตกลง
“เอ่อ ก็น่าสนใจดีนะพี่ เดินผ่านหลายทีแล้วก็ว่าจะลองเข้าไปชิมอยู่เหมือนกัน” กิมลั้งตอบหน้าตาเฉย
“นี่หมายความว่าน้องกิมลั้งตอบตกลงพี่แล้วใช่มั้ย” จาตุรงค์ดีใจ
กิมลั้งพยักหน้ารับ ต๋องได้ยินถึงกับผิดหวัง จาตุรงค์ยิ้มราวกับถูกหวย
“งั้นรีบๆเก็บของกันดีกว่านะ”
ในขณะที่จาตุรงค์สาละวนอยู่กับการเก็บของ กิมลั้งพยายามจ้องหน้าต๋องเหมือนเยาะเย้ย ในขณะที่ต๋องจ้องมองกิมลั้งคล้ายกับว่าทำอย่างนี้เพื่ออะไร

ไม่นานนักจาตรุงค์กับกิมลั้งมานั่งทานกินอาหารที่ร้านหน้าปากซอยตลาด จาตุรงค์ดูมีความสุขมากที่กิมลั้งยอมมากินข้าวด้วย คอยบริการตักกับข้าวใส่จานให้ตลอดเวลา
“แหม ของเค้าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆน่ะล่ะ น้องกิมลั้งทานให้เยอะๆนะ” จาตุรงค์ว่า
“พี่รงค์ทานให้อร่อยเถอะ ไม่ต้องห่วงชั้นหรอก ชั้นตักเองได้” กิมลั้งบอก
“เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ขอให้พี่ทำให้เถอะนะ แล้วถ้าเป็นไปได้ พี่ก็อยากจะดูแลกิมลั้งให้มากกว่านี้ ที่จริงพี่อยากดูแลไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ” จาตุรงค์ว่า
กิมลั้งได้ฟังถึงกับสำลัก จาตุรงค์รีบหยิบแก้วน้ำให้
“ดื่มน้ำก่อนน้องกิมลั้ง เป็นยังไงบ้าง” จาตุรงค์รีบดูแลเอามือลูบหลังให้กิมลั้งด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรแล้วจ้ะ ชั้นไม่เป็นไรแล้ว” กิมลั้งเอ่ย
“ดูซิ น้ำหูน้ำตาไหลใหญ่เลย”
จาตุรงค์หยิบทิชชู่มาซับน้ำมูกให้กิมลั้งอย่างเอาใจใส่ แล้วดันเอากระดาษแผ่นเดิมไปซับน้ำตาต่อ
“เอ้า พี่ท่าจะบ้าแล้ว ซับน้ำมูกแล้วดันไปซับน้ำตา ไปกันใหญ่เลยทีนี้” จาตุรงค์หยิบทิชชู่แผ่นใหม่ให้กิมลั้ง
“แผ่นนี้สำหรับน้ำตาจ้ะ” จาตุรงค์ทำท่าจะไปซับตาตัวเอง
“ตาชั้น ไม่ใช่ตาพี่” กิมลั้งรีบร้องทัก
“พี่ล้อเล่น” จาตุรงค์เล่นมุข
กิมลั้งหัวเราะชอบใจในความตลกของจาตุรงค์ จาตุรงค์ยื่นทิชชู่ไปซับน้ำตาให้กิมลั้ง ที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้าน ต๋องแอบมองกิมลั้งกับจาตุรงค์ด้วยความเศร้าใจ ไม่ต่างจากกิมแชที่แอบมองทั้งคู่กินอาหารทั้งน้ำตา และทนมองภาพบาดตาต่อไปไม่ไหว ควักเงินจ่ายตังค์ออกมาวางแล้วลุกพรวดพราดจากโต๊ะไป

ต๋องกับกิมแชออกมาจากร้านอาหารจนเกือบชนกัน
“โอ๊ย” กิมแชร้องขึ้น ต๋องรีบประคองร่างกิมแชไว้
“เอ้า กิมแช/พี่ต๋อง” สองคนเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ต๋องเพิ่งสังเกตเห็นว่ากิมแชกำลังร้องไห้
“กิมแชร้องไห้ทำไม” ต๋องถาม
ด้วยสัญชาตญาณทำให้กิมแชหันไปมองจาตุรงค์กับกิมลั้งข้างในร้าน
“อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะ....” ต๋องเอ่ยและพอเดาเหตุการณ์ได้

ต๋องกับกิมแชนั่งคุยกันต่อที่สวนสาธารณะ แต่กิมแชพยายามเก็บอาการไม่อยากให้ต๋องล่วงรู้ว่าคิดอะไรกับจาตุรงค์
“ไม่มีอะไรหรอก กิมแชแค่สงสารที่ความรักของพี่ต๋องกับเจ้น่ะมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน ทำไมความรักถึงทำให้เราทุกข์ใจได้ขนาดนี้นะ” กิมแชเฉไฉ
“บางทีตอนนี้กิมลั้งเขาอาจจะมีความสุขกับจาตุรงค์แล้วก็ได้” ต๋องพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ไม่จริง เจ้เค้ารักอยู่กับพี่แล้วเค้าจะมาปันใจให้พี่รงค์ได้ยังไง เค้าต้องแน่วแน่ซิ เค้าต้องไม่หวั่นไหว” กิมแชว่า
“เพราะเค้าคิดว่าพี่ไม่รักเค้าแล้วไง เค้าถึงจะไปเริ่มต้นกับคนอื่น” ต๋องพูดอย่างน้อยใจ

“ไม่ได้นะ เจ้จะมาเริ่มต้นใหม่กับพี่รงค์ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเจ้มีปัญหาเจ้ก็ต้องเคลียร์กับพี่ซิ คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อนเพราะถูกแย่งคนรักไปแบบนี้ ไม่งั้นก็จะมีคนเสียใจไม่จบไม่สิ้น” กิมแชรีบเข้ามาจับแขนต๋อง
“นี่กิมแชหมายถึงอะไร ใครแย่งคนรักใคร” ต๋องงงปนตกใจเมื่อเห็นกิมแชพร่างพรูออกมา
“คือ...” กิมแชอึกอัก
ต๋องมองหน้ากิมแชด้วยความสงสัย พยายามนึกถึงตอนกิมแชร้องไห้แล้วมองกิมลั้งกับจาตุรงค์หัวเราะอย่างมีความสุขในร้านข้าวเมื่อครู่ รวบรวมความคิดได้ต๋องจึงเริ่มเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้น
“กิมแชกลัวว่ากิมลั้งจะรักกับจาตุรงค์ใช่มั้ย” ต๋องถามอย่างตรงไปตรงมา
“หรือพี่ต๋องไม่กลัวล่ะ” กิมแชหลบตา
“พี่กลัวเพราะพี่รักกิมลั้ง แต่กิมแชกลัวเพราะกิมแชรักจาตุรงค์” ต๋องเอ่ยขึ้น
“พี่ต๋อง” กิมแชอึ้งไปที่ต๋องเดาออก
“ตกลงว่าใช่มั้ย” ต๋องย้ำ
“ใช่ก็ได้ แล้วมันผิดมากมั้ยถ้ากิมแชจะรักพี่รงค์ เมื่อก่อนเจ้ก็ไม่ได้มีทีท่าจะสนใจเค้านี่ กิมแชไม่ได้ไปแย่งพี่รงค์มาจากเจ้ซักหน่อย” กิมแชจนมุมต๋อง
“นี่ ทำไมต้องลนขนาดนี้ด้วย พี่ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย แล้วพี่ก็ไม่ได้คิดเลยนะว่ามันเป็นเรื่องผิดที่กิมลั้งจะชอบพอนายจาตุรงค์” ต๋องพูดพลางเข้าไปจับตัวกิมแช
“แต่กิมแชแอบรักผู้ชายคนที่ม้าอยากให้แต่งงานกับเจ้” กิมแชพยายามบอก
“แต่ถ้าเจ้ของกิมแชเปลี่ยนใจไปชอบจาตุรงค์จริงๆ สิ่งที่พี่กับกิมแชรู้สึกมันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดขึ้นมาก็ได้” ต๋องบอก
“พี่ต๋องก็ต้องไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นซิ” กิมแชรีบเอ่ย
“มันไม่ได้อยู่ที่พี่คนเดียวหรอก แล้วที่สำคัญ กิมลั้งคงไม่ยอมฟังคำพูดพี่อีกแล้ว ตอนนี้มีทางเดียวก็คือ รอให้ความจริงทุกอย่างมันเปิดเผยเอง” ต๋องพูดหน้านิ่ง
กิมแชกับต๋องมองกันอย่างหน้าเศร้า

คืนเดียวกันที่เกาะ ณดาแง้มผ้าม่านดูเห็นคนงานสองคนยืนตบยุงอยู่หน้าบ้าน ณดารีบปิดม่านลงแล้วใช้ความคิด จนหันไปเห็นสเตอริโอที่วางอยู่ คนงานหันไปมองบนบ้านเมื่อได้ยินเสียงสเตอริโอ แล้วครู่หนึ่งไฟในบ้านถูกดับลง ณดาแง้มม่านดูอีกทีเห็นคนงานทั้งสองพูดอะไรกันบางอย่างแล้วเดินออกไป ณดารีบคว้าห่อผ้าที่เตรียมไว้แล้วปีนออกทางหน้าต่างหลังบ้าน

ณดาปีนออกมาจากหน้าต่างอย่างคล่องแคล่ว แล้วกวาดตามองหาอะไรบางอย่าง ณดาเจอสิ่งที่ต้องการคือไม้ ณดาหักไม้ดังกล่าวออกมาจากส่วนหนึ่งของลำต้น
“ไม่รู้จักเนตรนารีเก่าซะแล้ว” ณดาเอ่ยขึ้น แล้วเอาห่อผ้าสอดกับกิ่งไม้แบกขึ้นบ่า ค่อยๆเดินย่องออกไป

ณดาเดินหลงไปในป่า ยิ่งเดินยิ่งหลงลึก เธอพยายามมองดาวแต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้
“อันไหนดาวเหนือ ดาวใต้เนี่ย เนตรนารีชักมึน พักเอาแรงก่อนดีกว่า” ณดาบ่นแล้ววางถุงผ้าลง จากนั้นค่อยๆเปิดออกจึงเห็นว่ามีข้าวของที่ณดาเอามาจากในบ้าน เช่น มีดปอกผลไม้ ผลไม้ น้ำ ห่อข้าวใส่ใบตอง ไม้ขีด ตะเกียงเล็ก ณดาแก้ห่อใบตองออก ในจังหวะที่จะใช้มือเปิบข้าวในห่อออกศักดิ์ชายก็เอื้อมมาคว้าห่อข้าวไป
“นี่คุณกำลังคิดว่าเข้าค่ายอยู่รึยังไงฮะ หมดเวลาสนุกแล้ว กลับบ้าน” ศักดิ์ชายโผล่มาคว้าแขนณดาให้ลุกขึ้นยืน แต่ณดาสะบัดตัวออก
“ไม่ ชั้นไม่มีวันกลับไปกับคนชั่วๆอย่างคุณเด็ดขาด” ณดาเถียง
“นี่คุณเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าตัวเองจะหนีไปจากเกาะใหญ่ๆกลางทะเลแบบนี้ได้ ถ้าไม่ยอมกลับ คุณได้ตายเพราะสัตว์ร้ายในป่านี้แน่” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“คุณมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายในป่านี่หรอก ให้ชั้นตายเพราะสัตว์แถวนี้ ชั้นก็ยังรู้สึกมีเกียรติกว่าตายเพราะคนอย่างคุณ”ณดาด่าศักดิ์ชายเสียงดัง
ศักดิ์ชายโกรธมาก จับณดาเหวี่ยงกระเด็นไปไกลด้วยความแรง ณดาเจ็บใจกับการกระทำป่าเถื่อนของศักดิ์ชาย แต่พอหันมาอีกทีเห็นงูที่แผ่แม่เบี้ยพุ่งเข้าฉกที่ขาของศักดิ์ชายจนเขาล้มลง
“โอ๊ย” ศักดิ์ชายร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“ชาย” ณดาลุกขึ้นยืนมองด้วยความตกใจ
ณดารีบคว้าไม้สามง่ามที่เตรียมมาพุ่งไปใส่งูที่ยังอยู่ใกล้ศักดิ์ชาย พองูเลื้อยหนีไป
“คุณ เป็นไงบ้าง” ณดารีบเข้าไปหาศักดิ์ชายที่นั่งอยู่กับพื้นด้วยความเป็นห่วง ระหว่างนั้นณดาเห็นกุญแจเรือในกระเป๋าเสื้อของศักดิ์ชายเกิดความคิดลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจล้วงกระเป๋าเสื้อศักดิ์ชายเพื่อหยิบกุญแจแล้วลุกขึ้นวิ่งออกไป ศักดิ์ชายเห็นการกระทำของณดาถึงกับต้องหลับตาทำใจด้วยความผิดหวัง แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ศักดิ์ชายตกใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ณดายืนอยู่ด้วยความรู้สึกผิดและทิ้งศักดิ์ชายในภาวะนี้ไปไม่ได้จริงๆ
ณดาไม่พูดพล่ามทำเพลงลงนั่งฉีกผ้าที่ใช้ห่อข้าวของมา แต่ฉีกไม่สำเร็จจึงเปลี่ยนมาฉีกชายเสื้อตัวเองที่ผ้าบางกว่าจนทำให้เสื้อตัวเองกลายเป็นเสื้อเอวลอย ณดารีบผูกผ้าเหนือบาดแผลงูกัดให้ศักดิ์ชายอย่างแคล่วคล่อง
“อย่าขยับตัวมาก เดี๋ยวพิษกระจาย” ณดาหักกิ่งไม้มาขันชะเนาะให้ด้วย
“ทนหน่อยนะ” ณดาบอก
ปฐมพยาบาลให้ศักดิ์ชายเสร็จ ณดากรีบร้อนลุกขึ้นวิ่งออกไป คราวนี้ศักดิ์ชายทำใจจริงๆว่าณดาไปแน่แต่ปรากฏว่าณดาวิ่งไปยืนตะโกนให้คนช่วย
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย คุณชายโดนงูกัด ช่วยด้วยค่ะ” ณดาตะโกนลั่นป่า
ศักดิชายได้ยินสิ่งที่ณดาพูดแล้วอดดีใจไม่ได้ แต่ทำได้แค่ยิ้มด้วยความเจ็บปวดด้วยฤทธิ์งูกัด ณดาเห็นศักดิ์ชายจะนอนราบกับพื้นยิ่งตกใจ รีบเข้ามาตบหน้าเบาๆเพราะกลัวศักดิ์ชายจะหลับ
“อย่าหลับนะคุณ อย่าหลับ...ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” ณดาเอ่ยกับศักดิ์ชายด้วยความห่วงใย
เวลานั้นไม่มีใครได้ยินเสียงของณดาร้องขอความช่วยเหลือ มีเพียงแสงจันทร์และแมกไม้ที่กำลังมองดูทั้งคู่

เช้าวันใหม่ ศักดิ์ชายนอนหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียง ศักดิ์ชายสะลึมสะลือตื่นขึ้น เหลือบไปเห็นณดานั่งหลับข้างเตียงอยู่ใกล้ๆ ศักดิ์ชายแอบยิ้มเพราะมือของณดาจับมือตัวเองอยู่ เขาจึงพยามยามตะแคงตัวเพื่อจ้องมองหน้าณดา ณดารับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวจึงตื่นขึ้น พอลืมตารู้ว่าตัวเองจับมือศักดิ์ชายอยู่เธอรีบเอามือออก
“ตื่นนานแล้วเหรอคะ คุณเป็นยังไงบ้าง” ณดาถามขึ้น
“แค่รู้สึกเหมือนมีไข้นิดๆเท่านั้นล่ะครับ เหลือเชื่อเลยว่าผมรอดมาได้ยังไง” ศักดิ์ชายเอ่ยขึ้น
“ก็เมื่อคืนพวกเพื่อนคุณเค้าช่วยกันบดสมุนไพรกรอกปากคุณกันใหญ่น่ะซิ ชั้นนึกว่าคุณจะสำลักตายก่อนตายเพราะพิษงูซะแล้ว” ณดาเล่า
ศักดิ์ชายค่อยๆลุกขึ้นนั่งโดยมีณดาคอยช่วย
“จริงด้วย ผมลืมไปเลยพวกนั้นเค้าเก่งเรื่องสมุนไพร ยังไงก็ขอบคุณ คุณมากนะที่เมื่อคืนไม่ทิ้งผมไว้ในป่า” ศักดิ์ชายว่า ณดาแกล้งไม่รู้ไม่ชี้
“ถ้าคุณอยากจะแสดงความกตัญญูจริงๆก็พาชั้นกลับบ้านเป็นการตอบแทนซิ” ณดาบอก
“ยังจะมีหน้ามาทวงบุญคุณอีก ที่ผมเกือบตายนี่ไม่ใช่เพราะช่วยผลักคุณให้ไม่โดนงูฉกเหรอ” ศักดิ์ชายสวนกลับ จนณดาอึ้งไป
“ถ้างั้นก็ถือว่าเราหายกัน คุณทำชั่วกับชั้นไว้ แล้วก็ทำดีไถ่โทษถือว่าไม่มีอะไรติดค้าง เพราะฉะนั้นควรเลิกแล้วต่อกัน” ณดาได้ทีรีบสวนขึ้นมา
“นี่คิดว่าจะต่อรองกับคนชั่วที่คุณขยันด่าปาวๆได้เหรอ” ศักดิ์ชายเอ่ย
“คุณมันก็สัญชาติเดียวกับไอ้ตัวที่กัดคุณเมื่อคืนน่ะล่ะ ชั้นไม่น่าหลงผิดคิดไปช่วยคุณเลย” ณดาเริ่มโกรธจะออกไป แต่ศักดิ์ชายเรียกไว้
“เดี๋ยว ก่อนจะไปเอากุญแจเรือมาคืนผมด้วย” ศักดิ์ชายถาม
“แล้วทำไมชั้นต้องให้ ถ้าไม่คิดจะพาชั้นกลับก็ไม่ต้องเอาไป” ณดาบอก
“ก็ตามใจ ถ้าคิดว่าจะขับเรือที่น้ำมันหมดแล้วได้ก็ตามใจ เพราะคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าน้ำมันที่จะเติมมันอยู่ไหน” ศักดิ์ชายว่า
ณดาคว้ากุญแจจากตัวมาออกมากำไว้ด้วยความโกรธ
“เอ้อ คุณใส่เสื้อขาดๆแล้วก็ดูเซ็กซี่เนอะ” ศักดิ์ชายแกล้งแซว
ณดาก้มลงมองพุงตัวเองแล้วรีบเอามือปิด ขณะที่อีกมือขว้างกุญแจใส่ศักดิ์ชายด้วยความโมโห
“ไอ้คนลามก....”
ณดารีบเดินออกจากห้องไป ศักดิ์ชายมองตามอย่างชอบใจ แอบยิ้มกับตัวเองและแอบรู้สึกดีกับณดาไม่น้อย

เช้าวันใหม่ ที่ตลาดร่วมใจเกื้อ ชายศักดิ์ในคราบบังเว้ยเฮ้ยลงมาจากรถตู้พร้อมลูกน้องอีก 4-5 คนที่ติดตามมาด้วย ชาวตลาดและเครือฟ้าเห็นบังเว้ยเฮ้ยเริ่มแตกตื่นรีบวิ่งไปส่งข่าวชาวตลาดทันที
เวลานั้นชาวตลาดกำลังเม้าท์กันอยู่ที่ร้านอาโกอย่างเมามัน
“นี่พี่ทวี ตกลงว่าคุณณดาน่ะหลบไปอยู่เงียบๆคนเดียวเพื่อตรึกตรอง เรื่องต๋องจริงๆเหรอ” คิตตี้โพล่งขึ้น
“เอ้า ไม่ให้ตรึกตรองคนเดียวแล้วเอ็งจะให้เค้าไปตรึกตรองกับใคร” ป้าพิณรีบสวน
“แหม ก็ใครจะไปเชื่อว่าผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งรวยแบบนั้นจะไม่มีผู้ชายคนไหนติดพันอยู่ ผู้ชายอาจจะขู่แฉ คุณณดาก็เลยต้องไปเคลียร์เพื่อที่จะได้กลับมาแต่งงานกับพี่ต๋อง หรือผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ยอม เลยจับคุณณดาไปขังเหมือนไว้เป็นจำเลยรัก คราวนี่ล่ะได้ท้องกลับมาแน่ ดี จะได้ไม่มาแย่งพี่ต๋องว่าที่สามีของชั้นไป” ชมพู่ใส่เป็นชุด
“เฮ้ย” ชาวตลาดตกใจรีบปราม
“เว่อร์ๆ พูดเป็นนิยายเชียวนะนังชมพู่ แต่ที่พูดมาก็น่าคิด” ทวีเอ่ยขึ้น
ทุกคนเม้าท์กันอยู่ จู่ๆเครือฟ้าวิ่งหน้าตั้งส่งเสียงมาแต่ไกล
“บังเว้ยเฮ้ยมาเก็บหนี้แล้ว” เครือฟ้าพูดหน้าตาตื่น
ชาวตลาดที่เม้าท์อยู่พร้อมใจกันลุกขึ้นยืน แล้วร้องเสียงดัง
“เฮ้ย”
“ทำไงดีล่ะ ยังไม่มีเงินเลย” คิตตี้ว่า
“ชั้นก็เหมือนกันล่ะน่ะ ไม่มีก็บอกบังเค้าไปตรงๆ บังเค้าเข้าใจอะไรง่ายอยู่แล้ว” ชมพู่ก็ไม่ต่างกัน
“แต่ข้าว่าไม่เป็นอย่างงั้นนะ” ป้าพิณรีบโพล่งขึ้น
“งั้น ชั้นไปล่ะ” ชมพู่อึ้งไป แล้วรีบเดินออกไปทันที
“เอ้า อีชมพู่ ไปก่อนเลย” คิตตี้มองชมพู่หน้าเหวอ
ไม่นานวงสนทนาร้านอาโกวงแตกเพราะบังเว้ยเฮ้ยมาเก็บหนี้งวดแรก

ต่อจากนั้น ชายศักดิ์ในคราบบังเว้ยเฮ้ยเดินมาที่แผงแผงหนึ่ง แม่ค้าห็นบังเว้ยเฮ้ยมายืนอยู่ในระยะประชิดตกใจ ยกมือขึ้นไหว้อย่างงาม แล้วทำท่าจะหลบไปทางซ้าย แต่บังเคลื่อนตามไปขวางทาง พอหลบไปทางขวา บังเว้ยเฮ้ยเคลื่อนตามพร้อมแบมือไปที่แม่ค้า แม่ค้าเลยต้องควักเงินจ่ายให้ บังเว้ยเฮ้ยนับเงินแล้วแต่ไม่ครบ จึงกระชากตัวแม่ค้ามาหาตน อีกมุมหนึ่งเห็นคล้ายกับว่าจะล้วงนมแม่ค้า แต่ที่แท้ใช้นิ้วคีบแบงก์ที่ซ่อนอยู่ในยกทรงแม่ค้าออกมา

ที่ร้านข้าวแกง ป้าพิณยื่นเงินให้บังอย่างดี บังจับคางป้าส่ายไปมาด้วยความเอ็นดูก่อนจากไป ส่วนทวีกับเครือฟ้าเดินด้วยกัน พอเห็นว่าบังเว้ยเฮ้ยกำลังเดินมา รีบกางหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่าน แล้วพยายามยัดตัวเข้าไปยืนหลังหนังสือพิมพ์กันสองคน บังเอี้ยวตัวไปซ้ายเพราะพยายามจะมองหน้า หนังสือพิมพ์ขยับตามราวกับพัดลม พอบังเอี้ยวไปขวา หนังสือพิมพ์เอี้ยวตัวไปทางขวาแบบเนียนๆ แล้วบังตัดสินใจจุดไฟแช็คเข้าที่ชายหนังสือพิมพ์ ทวีกับเครือฟ้าลุ้นเหงื่อแตก ครู่หนึ่งทั้งคู่ตกใจเมื่อเห็นว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ไฟลุกไหม้ ต่างคนต่างปล่อยมือแทบไม่ทัน เมื่อกระดาษร่วงไปทั้งคู่เห็นหน้าบังที่ฉีกยิ้มรออยู่ ทั้งทวีทั้งเครือฟ้ารีบควักเงินออกมาจ่าย

อีกมุมหนึ่ง พ่อค้ากำลังขอร้องไหว้วอนบังเว้ยเฮ้ย
“เห็นใจเถอะนะบัง ขอชั้นจ่ายพรุ่งนี้ วันนี้ไม่มีจริงๆ ขอแค่วันเดียวเท่านั้น” พ่อค้ารายหนึ่งร้องบอกบังเว้ยเฮ้ยอย่างน่าสงสาร
“ปุกปุย อีนี่ถ้านายเค้าไม่ยอมจ่ายวันนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเค้านะ” บังแกล้งหันไปคุยกับลูกน้อง
ลูกน้องหยิบเขียงที่แผงของพ่อค้า แล้วเงื้อมีดขึ้นสุดแขน พ่อค้าหลบวูบด้วยความตกใจ แม่ค้าที่อยู่แผงติดกันถึงกับร้องกรี๊ดไปด้วย แต่ปรากฏว่าลูกน้องบังเอามีดที่เงื้อปักลงที่กลางแขนตัวเองจนเลือดกระเด็นไปใส่หน้าพ่อค้า จนพ่อค้าช็อก

ส่วนคิตตี้กับชมพู่ที่แอบดูอยู่ไกลๆถึงกับเอามือปิดปากตัวเองด้วยความหวาดเสียว
“เมื่อกี้คือตัวอย่างให้ดูเพื่อทำใจก่อน คราวนี้ของจริง”
บังเว้ยเฮ้ยรีบขู่ ทันทีที่ลูกน้องเสี่ยเงื้อมือขึ้น พ่อค้ารีบกระชากสร้อยพระที่เป็นทองของตัวเองออกจากคอแล้วยื่นให้บังทันที บังรับสร้อยมาแล้วมองไปที่พระห้อยคออย่างพิเคราะห์
“อีนี่พระคุ้มครองมันเป็นแบบนี้นี่เองนะจ๊ะนาย”
บังเว้ยเฮ้ยเคลื่อนไปที่แผงข้างๆ ยังไม่ทันที่บังจะก้าวเท้าไป แม่ค้าแผงข้างๆรีบยื่นเงินทั้งกระจาดให้ บังรับไว้ กวาดตามองเงินในกระจาดแล้วเดินจากไป พ่อค้าแม่รีบเสนอหน้ามาจ่ายเงินบังเว้ยเฮ้ยโดยไม่ต้องรอให้ถึงตัว ชมพู่กับคิตตี้มองหน้ากันด้วยความเครียด
“ชั้นคงอยู่ไม่ได้จริงๆแล้วว่ะนังคิตตี้” ชมพู่เอ่ยขึ้น
“ชั้นก็เหมือนกัน” คิตตี้บอก
ทั้งคู่จูงมือกันออกไปอย่างลนลานด้วยความฉับไว บังเว้ยเฮ้ยหันไปเห็นหลังทั้งคู่พอดิบพอดี

ใกล้กันนั้น ที่แผงผักของต๋อง ซึ่งขายของไปมองแผงปลากิมลั้งไปด้วยใจห่อเหี่ยว กิมฮวยกับกิมลั้งขายของอย่างขะเมักเข้มน ครู่หนึ่งไม่มีลูกค้าแล้ว ต๋องเห็นกิมลั้งพูดอะไรบางอย่างกับกิมฮวยแล้วลุกออกไปจากแผง พอเห็นกิมลั้งเดินไป ต๋องรีบตามออกไปด้วยความร้อนใจ
จบตอนที่ 8
อ่านต่อตอนที่ 9 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.


กำลังโหลดความคิดเห็น...